THLOS (ทลอส) มาจากตัวย่อของคำว่า The Herbal Lore of Siam โดยมีเปิ้ล–อังคนาพรวิศวารักษกูลและ สุชินพรวิศวารักษกูลพี่ชายของเธอร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ THLOS ขึ้นมาในปี 2553
พวกเขากำลังทำในสิ่งที่มีความหมายตามชื่อของแบรนด์คือการเชิดชูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยด้วยการนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณใกล้เคียงยาแผนปัจจุบันแต่ปลอดภัยกว่ามาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยได้แก่แป้งน้ำเย็นสบู่แชมพูครีมนวดผมน้ำมันนวดและโลชั่นบำรุงผิว

จนกระทั่งปี 2560 เปิ้ลรู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรมากกว่านั้นด้วยความรักในการทำอาหารมานานกว่า 20 ปีเธอตัดสินใจต่อยอด THLOS เป็นโปรดักต์วัตถุดิบอาหารไทยในนาม Greenhouse Organic โดยมีปริยากรจุลเปมะมาเป็นเพื่อนร่วมงานคนสำคัญที่ช่วยกันยกระดับอาหารไทยด้วยวัตถุประสงค์หลักคือการดูแลร่างกายให้ดีเชิดชูวัตถุดิบของไทยดั้งเดิมและเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมการกินของไทยไปจนถึงสูตรอาหารสมัยโบราณ
นี่คือการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ผ่านของกินของใช้ใกล้ตัวสำหรับเราแบรนด์ THLOS จึงไม่ธรรมดาและเราก็ค้นพบว่าวิธีคิดของหญิงสาวผู้สร้าง THLOS ขึ้นมาก็มีความพิเศษมากเช่นกัน
หากสรุปในหนึ่งประโยค THLOS คือแบรนด์ที่เกิดจากการตกผลึกตัวตนของเปิ้ลเธอคือหญิงสาวผู้หลงรักในวัฒนธรรมไทยและศิลปะสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างแท้จริง

01 ยามเมื่อลมพัดหวน
เปิ้ลในวัยเด็กเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจที่อาศัยอยู่ในย่านพระนครกินอยู่หลับนอนในย่านที่รายล้อมด้วยประวัติศาสตร์คุ้นเคยกับการได้วิ่งเล่นสนุกในพื้นที่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และศิลปากรกับพี่น้องในวัยเยาว์
วัดพระแก้ววัดโพธิ์พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติถนนพระอาทิตย์และหอสมุดแห่งชาติคือสถานที่ที่ให้ความเพลิดเพลินใจในยามพักผ่อนสำหรับเธอต่างกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่นิยมเดินเล่นห้างสรรพสินค้ากันเสียมากกว่า
ในวัยที่เริ่มอ่านออกเขียนได้พ่อแม่ส่งเปิ้ลเข้าเรียนในโรงเรียนทางเลือกที่ปลูกฝังพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยเธอพบครูที่ช่วยต่อยอดความสามารถพิเศษด้านการวาดรูปจนประสบความสำเร็จได้รางวัลระดับประเทศตั้งแต่อายุ 12
เด็กหญิงคนนี้ซึมซับศิลปวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมวันแล้ววันเล่าผ่านอาหารไทยดนตรีไทยและการวาดภาพลายไทยตัวเธอในช่วงวัยรุ่นนั้นชอบเดินเที่ยวคนเดียวในวัดใช้เวลาในวันว่างไปกับการมองดูลายจิตรกรรมและนั่งวาดตามสิ่งเหล่านี้ค่อยๆผูกโยงข้องเกี่ยวกับชีวิตเธอผ่านวันเวลาจนตกผลึกเป็นเนื้อแท้ตัวตน
จนจบมัธยมศึกษาเปิ้ลตัดสินใจศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังหลังเรียนจบเธอก็เข้าสู่วงการทำงานโฆษณากว่า 2 ปีเต็มจนกระทั่งวันที่เปิ้ลพบกับจุดพลิกผันในชีวิต

เราเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรดลใจให้ลมตะวันออกพัดพาหญิงสาวคนนี้ไปยังดินแดนซีกโลกตะวันตกเธอบอกกับเราแค่ว่ามันเป็นความรู้สึกที่อยากเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมจากดินแดนโลกใหม่เปิ้ลจึงตัดสินใจขอแม่ไปเรียนปริญญาตรีอีกใบและใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกานานกว่า 10 ปีอย่างไม่มีทีท่าว่าจะกลับแผ่นดินเกิด
“ตอนนั้นเราเรียนจบปริญญาตรีที่ไทยแล้วก็เจอคนถามว่าแล้วจะเรียนปริญญาตรีอีกทำไมแต่เรามีเหตุผลว่าอยากเรียนรู้วัฒนธรรมประเทศอื่นซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดคือต้องเรียนปริญญาตรีเพราะเป็นวัยที่เด็กยังแฮงก์เอาต์กันตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมอยากได้คัลเจอร์ แต่ตอนนี้พอมานั่งคิดดีๆเลยเข้าใจนั่นเพราะว่าเราเรียนรู้วัฒนธรรมไทยของเรามาอย่างลึกซึ้งแล้วเราเลยอยากไปเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นบ้าง
“เราได้อยู่ใน multicultural environment ได้ทำงานในบริษัทเอเจนซีโฆษณาอันดับ 2 ของโลกที่ชิคาโกตามความฝันและการจะทำงานแนวนี้ได้ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของเขาอย่างลึกซึ้งจริงๆปรากฏว่ามันทำให้เราเรียนรู้ว่าสิ่งที่ประเทศไทยมีมันดีอยู่แล้วนี่หว่ายิ่งทำให้เราเห็นค่าของมรดกวัฒนธรรมไทยมากยิ่งขึ้น
“เราทำงานจนก็ได้รับการโปรโมตทุกปีจนปีที่ห้าก็ได้ตำแหน่งที่ต้องการที่สุดแต่กลายเป็นว่าเราอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ต่อหรือกลับเมืองไทยเพราะถ้าจะออกวีซ่าใบเขียวแล้วกลายไปเป็น US resident เราต้องห้ามกลับไทยเลยอีกเจ็ดปีสุดท้ายตัดสินใจกลับมาเพราะเรามี DNA การอยากทำธุรกิจเหมือนพ่อแม่และลึกๆเราอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทยแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร”

เปิ้ลหวนคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้งพร้อมแพสชั่นที่อยากสร้างแบรนด์ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและวัฒนธรรมไทยเป็นของตัวเองชีวิตเธอในช่วงวันเหล่านั้นหมดไปกับการเดินงานแฟร์แสดงสินค้าที่จัดขึ้นในทุกที่เพื่อศึกษาทิศทางของธุรกิจแบรนด์ไทยแต่ทว่าสุดท้ายไอเดียการทำธุรกิจก็เกิดขึ้นจากสิ่งใกล้ตัวนั่นคือแป้งน้ำเย็นสมุนไพรไทยที่พี่ชายผู้เป็นแพทย์แผนไทยทำมาให้คุณแม่ของเธอใช้
“ตอนนั้นแม่ป่วยหนักเราทำหน้าที่ดูแลแม่เลยใกล้ชิดกับพี่ชายเราที่เป็นแพทย์แผนไทยแม่ป่วยหลายโรคมากและมีโรคประจำตัวเป็นโรคผิวหนังแม่จะแพ้ง่ายกับทุกสิ่งพี่ชายเลยเอาแป้งน้ำเย็นมาช่วยบรรเทาให้ไม่ทรมานได้มันทำให้ผื่นยุบได้แต่มันไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุข้างในที่เป็น autoimmune disorder หลังจากแม่เสียเลยคิดว่าเราต้องกลับมาดูแลตัวเองจากข้างในอย่างจริงจังแล้วล่ะ
“ปีที่แม่เสียเลยเกิดแบรนด์นี้ขึ้นมามันคือการเอาความเชี่ยวชาญของพี่ชายที่เป็นแพทย์แผนไทยมาพัฒนาสูตรโปรดักต์ต่างๆแล้วเราก็ทำหน้าที่ให้ข้อมูลลูกค้าทุกคนว่าการดูแลตัวเองให้ถูกต้องนั้นทำยังไงเราไม่เคยขายลูกค้าเลยนะว่าต้องใช้สกินแคร์ตัวนี้ๆถึงจะช่วยแก้ปัญหาได้เราอยากให้คุณดูแลตัวเองก่อนแล้วใช้สกินแคร์เป็นตัวเสริมเราไม่สามารถโกหกลูกค้าได้เพราะพูดสัญญากับแม่ไว้ว่าตั้งใจจะสร้างแบรนด์ไปในทิศทางนี้”
การตัดสินใจกลับประเทศไทยของเธอนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้องระยะเวลากว่า 9 ปีที่เธอตั้งใจหยิบยกตำราสมุนไพรไทยและวัฒนธรรมการกินของคนไทยให้กลับมาร่วมสมัยผ่าน THLOS –The Herbal Lore of Siam


02 จากความรักในศิลปะสมัยรัชกาลที่ 5สู่ THLOS-The Herbal Lore of Siam
ในวันตั้งต้นไอเดีย THLOS ถูกตีความให้เป็นแบรนด์ลูกครึ่งที่ผสมความเป็นไทยกับกลิ่นอายตะวันตกศิลปะยุครัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในบ้านเรา
เปิ้ลนำไอเดียที่ได้จากการเดินพิพิธภัณฑ์ในไทยมาต่อยอดให้ออกมาในรูปแบบแพ็กเกจจิ้งขวดสีดำโลโก้คันฉ่องและลายไม้บนบานประตูเฟี้ยมโบราณคือ 3 องค์ประกอบหลักที่ถูกเลือกมาให้เป็นหน้าตาของแบรนด์ THLOS
“สินค้าอยู่เฉยๆมันไม่สามารถบอกตัวตนมันได้รูปลักษณ์ที่เตะตาคนจึงสำคัญเราเลือกศิลปะยุครัชกาลที่ 5 เพราะว่าเราชอบมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมันไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมถึงรู้สึกถูกดึงดูดตลอดเวลา
“ในแง่ของการออกแบบเราตั้งใจให้โลโก้เหมือนกับคันฉ่องและมีลายแบบประตูเฟี้ยมอยู่เรานำเสนอแค่นี้แหละเพราะต้องการให้มันเรียบง่ายที่สุดเราอยากออกแบบให้ทุกเพศใช้โปรดักต์เราได้แล้วเราอยากออกแบบขวดให้เหมือนขวดเหล้าเพราะเราชอบด้วยและมันก็โดดเด่นด้วยความทรงจำแรกของลูกค้าเราคือแบรนด์นี้ที่เหมือนขวดเหล้าเขายังสะกดชื่อยี่ห้อไม่ได้แต่จำลักษณะขวดได้เราถือว่าประสบความสำเร็จในงาน” เปิ้ลเล่า
โปรดักต์แรกของ THLOS ที่ออกมาเมื่อ 9 ปีก่อนคือแป้งน้ำเย็นอันเป็นภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยดั้งเดิมถูกใช้เพื่อคลายร้อนและเป็นแป้งที่ใช้ในช่วงสงกรานต์


เปิ้ลและพี่ชายคิดพัฒนาสูตรให้แป้งน้ำเย็นของ THLOSมีคุณสมบัติบำรุงผิวรักษาลดพิษและผดผื่นคันโดยใช้ตัวยาสมุนไพรเสลดพังพอนสำมะงาเปลือกชะลูดแก่นมะหาดและเหงือกปลาหมอไม่มีสเตียรอยด์และอ่อนโยนกว่าโลชั่นคาลาไมน์ทั้งยังมีกลิ่นสมุนไพรไทยที่หอมกำลังดีแป้งน้ำเย็นจึงเป็นสินค้าตัวแรกที่ลูกค้านึกถึงแบรนด์ THLOS
นอกจากนี้สินค้าที่เป็นซิกเนเจอร์อีกตัวของ THLOS คือน้ำมันนวดคลายเส้น

“น้ำมันนวดของ THLOS มันต่างจากน้ำมันเหลืองหรือน้ำมันเขียวทั่วไปเป็นน้ำมันคลายเส้นเชิงยาที่ซึมเร็วมากสมุนไพรที่เด่นคือว่านนางคำที่มีฤทธิ์คลายเส้นขมิ้นอ้อยอบเชยกานพลูและยูคาลิปตัสถ้ามีปัญหาคอบ่าไหล่หรือออฟฟิศซินโดรม ใช้นวดทุกคืนจะช่วยได้แล้วพอกลิ่นยาระเหยจะกลายเป็นกลิ่นดอกโมกข์ช่วยทำให้หลับดี”
นี่คือน้ำมันนวดดีๆกลิ่นสมุนไพรหอมละมุนไม่ฉุนมากมีกลิ่นดอกโมกข์หอมเย็นในตอนท้ายซึมสู่ผิวเร็วและช่วยให้หายเมื่อยกล้ามเนื้อเรารู้สึกชอบตั้งแต่เปิ้ลให้เราลองใช้ในครั้งแรกเก็บไว้ในใจว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ต้องซื้อกลับมาใช้ให้ได้
ถัดจากขวดน้ำมันนวดมีโปรดักต์ที่สะดุดตาเราด้วยชื่อวางอยู่นั่นคือแชมพูดำกลิ่นใบชาตำรับมหาพิกัดตรีผลา
ตำรับมหาพิกัดตรีผลาคืออะไรกันแค่ชื่อก็แปลกไม่เหมือนใครแต่รู้ได้ทันทีว่านี่น่าจะเป็นโปรดักต์ที่รวมสมุนไพรชั้นยอดไว้แน่ๆ
“ด้วยความสามารถและความรู้ของพี่ชายที่มีพื้นฐานเป็นหมอยาเค้าจะดึงสมุนไพรสดมาผสมกันแล้วทำให้เกิดสรรพคุณได้แชมพูดำตัวนี้เขาใช้สมุนไพรกลุ่มมหาพิกัดตรีผลาซึ่งเป็นสูตรหมอยาช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายมีสมอพิเภกสมอไทยมะขามป้อมผสมกับขิงกะเม็งต้นเหงือกปลาหมอพี่ชายเราปรับปรุงสูตรให้เป็นแชมพูดีทอกซ์ช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้นสินค้าตัวนี้เป็นสูตรที่แสดงฝีมือด้านยาของพี่ชายเราเลย” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ
ยังไม่หมดเท่านั้นก้อนสี่เหลี่ยมสีชมพูผสมทองคำนั่นดึงดูดสายตาเราเหลือเกินเหลือบไปมองชื่อที่เขียนไว้เห็นว่ามันคือกลีเซอรีนก้อนสำหรับล้างหน้า

นี่ไม่ใช่สบู่แต่คือกลีเซอรีนที่มีส่วนผสมแค่ 3 อย่างคือ กลีเซอรีนเกรดพรีเมียมผลิตจากพืชน้ำผึ้งป่าแท้และเกล็ดทองคำบริสุทธิ์ 100%
“ตัวนี้ก็เป็นตัวที่เราทำเองส่วนประกอบมีแค่กลีเซอร์รีนเกรดพรีเมียมที่มาจากน้ำมันมะพร้าวทองคำแท้ช่วยดีทอกซ์และน้ำผึ้งป่าบำรุงผิวหน้าเราอัดเป็นก้อนและมันบริสุทธิ์มากไม่มีอะไรเลยไม่มีน้ำหอมหรือสารต่างๆเวลาล้างจะมีแค่ฟองละเอียดเล็กๆเท่านั้นไม่ทำให้ผิวแห้งแล้วก็ใช้ได้กับทุกสภาพผิว”
นอกจากนี้ THLOS ยังมีโปรดักต์สกินแคร์อื่นๆอีกหลายตัวให้ลูกค้าเลือกใช้เช่นน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิกโลชั่นบำรุงหน้ากลิ่นข้าวเจลทารอบดวงตาและโลชั่นทาตัวกลิ่นจมูกข้าวผสมนมเป็นต้นที่สำคัญคือโปรดักต์ทุกตัวของ THLOS ได้รับการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตลอด 9 ปี และพัฒนาสูตรให้เหมาะกับคนไทยที่สุด
เราเชื่อว่าหากได้ลองใช้ยังไงคุณก็หลงรัก

03 สร้างวิถีการกลับมาดูแลตัวเองจากภายใน
“คนเราต้องใช้สกินแคร์เยอะขนาดไหนถึงจะช่วยให้ผิวหน้าดูดีขึ้นได้” เราพูดประโยคนี้ขึ้นในขณะที่กำลังลองชโลมโลชั่นบำรุงหน้ากลิ่นข้าวลงบนหลังมือ
“ทุกอย่างมันเกิดมาจากข้างใน 80 เปอร์เซ็นต์คือการกินอีก 20 เปอร์เซ็นต์คือสกินแคร์ดังนั้นอะไรที่มาจากข้างในก็คือการกินร่างกายเรามันมีวิถีที่จะรักษาตัวมันเองแต่การจะรักษาตัวมันเองได้ต้องกินสารอาหารดีๆมันคือธรรมชาติบำบัด เขาถึงบอกว่ากินให้ดีนอนเป็นเวลาออกกำลังกายและฝึกสมาธิผ่อนคลายความเครียดทั้งหมดที่ว่ามาไม่ได้มีสกินแคร์มาเกี่ยวข้องเลยนะแต่ปัจจุบันทุกคนกำลังไปโฟกัสกับสกินแคร์ซึ่งเป็นสิ่งที่มันจำเป็นน้อยที่สุดเลยสุดท้ายเราเสียเงินเสียทองสองในสามของเงินเดือนไปกับการซื้อแป้งหรือครีมตลับกระปุกละหมื่นมันไม่สนุกเลยนะ” เปิ้ลพูดขึ้นเรารู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยมีพนักงานขายหรือเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางที่ไหนพูดกับเราแบบนี้
“เพราะทุกคนอยากขายของคนขายรู้จิตวิทยาคนซื้อว่าคนซื้อมีปัญหาก็ต้องพยายามพูดว่าสิ่งนี้จะช่วยเขาได้สมัยอยู่อเมริกาเราตั้งใจจะไปซื้อสกินแคร์ยี่ห้อหนึ่งเดินเข้าไปแล้วบอกว่าอยากได้ครีมทาหน้าเพราะรู้สึกว่าผิวหน้าแห้ง BA ถามว่าหนูอายุเท่าไหร่เราบอก 27 ปี BA คนนั้นตอบกลับมาว่ารอให้อายุ 40 ปีค่อยกลับมาซื้อใหม่เขาบอกว่านี่เป็นสกินแคร์ที่เน้นออยล์สำหรับคนอายุเกิน 40 เด็กรุ่นนี้หน้ายังไม่มันยังไม่ต้องใช้นี่คือจริยธรรมของ BA ที่อเมริกา
“เราทำธุรกิจนี้เป็นปีที่เก้าเข้าใจเหตุและผลของทุกฝั่งเลยนะเพราะเราเองก็เคยทำงานบริษัทโฆษณามาก่อนเรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำโฆษณายังไงให้คนมาซื้อซึ่งมันต้องเล่นกับกิเลสและความอยากได้ของคนแต่เราก็ไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลยตั้งใจทำแบรนด์เราให้เป็นอีกทิศทางหนึ่ง” เราสัมผัสได้ถึงความจริงใจของ THLOS และตัวเปิ้ลเอง
อย่างที่เราบอกไว้ก่อนหน้านี้ปัจจุบัน THLOS ไม่ได้มีแค่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์เพียงอย่างเดียวจากโจทย์ตั้งต้นที่ต้องการให้คนหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างแท้จริง THLOS จึงมีผลิตภัณฑ์อาหารออร์แกนิกที่ยกระดับวัตถุดิบไทยคุณภาพดีจากชุมชนท้องถิ่นที่มีวิถีชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ
ผงโรยข้าวพริกกะเกลือออร์แกนิกน้ำหวานดอกมะพร้าวออร์แกนิกและน้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิกที่ UNESCO ยกย่องให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยอาหารการกินทั้งสามอย่างนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาให้เป็นตัวเอกที่สื่อสารกับผู้คน
“ไทยเรามีวิถีออร์แกนิกมาตั้งนานแล้วนะแต่เพิ่งมาเปลี่ยนให้เป็นวิถีโมเดิร์นแบบทุนนิยมทีนี้เราเห็นว่าอาหารหลายชนิดของบ้านเรามันมีคุณค่าเราเลยพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบมากอย่างเช่นน้ำตาลมะพร้าวตัวนี้” เปิ้ลพูดเสร็จก็เดินไปหยิบกระปุกน้ำตาลมะพร้าวสีน้ำตาลนวลที่วางอยู่ในมุมหน้าร้าน


“ขวดนี้เริ่มต้นจากวัตถุดิบ เพราะว่าอาหารไทยขนมไทยมันตั้งต้นจากวัตถุดิบแค่ไม่กี่ตัวถ้าเรามีน้ำตาลมะพร้าวดีและมีกะทิมะพร้าวที่ดีเราทำอาหารได้อร่อยหมดมะพร้าวที่ดีจะให้เนื้อกะทิที่หวานมันกะทิจะให้ความมันน้ำตาลมะพร้าวให้ความหวานแต่น้ำตาลมะพร้าวมันจะต่างจากน้ำตาลทรายเพราะน้ำตาลมะพร้าวให้รสชาติที่นัวกว่าและมีโปรตีนที่ให้รสอูมามิเหมือนผงชูรสของญี่ปุ่นเป็นรสชาติหวานเบาๆไม่ใช่หวานแหลมแบบน้ำตาลไทยเราเล่นกับวัตถุดิบก่อนเพราะมันอยู่กับครัวไทยมาตั้งแต่อดีตกาล
“เราทำน้ำตาลมะพร้าวกับชุมชนที่สมุทรสงครามเป็นบ้านริมคลองที่มีสวนมะพร้าวน้ำกร่อยและยังมีเตาเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวอยู่สมัยนี้เตาเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวถูกปิดไปเยอะเหลืออยู่ไม่กี่แห่งที่สร้างอัตลักษณ์ตัวเองให้แข็งแรงได้งานของเราคือไปทำให้ราคาน้ำตาลมะพร้าวมีราคาสูงขึ้นเพราะจริงๆมันทำยากมาก
“เริ่มต้นจากเลือกแหล่งมะพร้าวที่ดีอย่างสมุทรสงครามก็มีมะพร้าว 2 พันธุ์ที่ใช้ทำน้ำตาลระหว่างที่มะพร้าวมันยังเป็นดอกก่อนที่จะกลายเป็นผลก็ต้องมีคนปีนขึ้นไปกรีดแล้วเอากระบอกไม้ไผ่รองน้ำหวานที่ไหลลงมาในกระบอกในกระบอกใส่ไม้พะยอมซึ่งทำหน้าที่เป็นสารกันเสียจากธรรมชาติพอรองจนเต็มก็เอามาเทรวมกันลงกะทะเคี่ยวแต่ละวันต้องให้คนปีนขึ้นไปเก็บ 2 ครั้งห้ามขี้เกียจเด็ดขาดเพราะผลของความขี้เกียจมันจะสะท้อนลงมาในน้ำตาลเพราะพอไม้พะยอมหมดฤทธิ์จุลินทรีย์จะกินทันทีทำให้เนื้อและรสของน้ำตาลออกมาอีกแบบหนึ่งมันซับซ้อนไปจนถึงเทคนิคการตีน้ำตาลเลย
“เราเลือกทำงานชุมชนที่แข็งแรงและหัวหน้าชุมชนที่มีจริยธรรมเหมือนกันผลิตน้ำตาลมะพร้าวที่เพียวๆออร์แกนิกไม่ผสมอะไรเลยแล้วขายในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงคือกิโลฯ ละ 300 บาทเราตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าอยากให้คนไทยได้กินของดีใช้ของดีและชุมชนก็มีรายได้ที่ดีด้วย
สินค้าพิเศษอีกอย่างที่เราไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือผงโรยข้าวพริกกะเกลือออร์แกนิกหนึ่งในเครื่องเสวยของชาววังที่สืบทอดตำรับมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยปัจจุบันหากินได้ยากมากเพราะมีวิธีทำที่ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลานาน
สำหรับเปิ้ลนี่คือสินค้าที่พาเธอไปพบเจอผู้คนมากมายผู้ใหญ่ที่มีความทรงจำวัยเด็กกับอาหารชนิดนี้รวมถึงข้าราชบริพารของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เติบโตมาในรั้ววัง
“พริกกะเกลือเคยเป็นเครื่องเสวยโปรดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านเสวยทุกวันพอเรารู้อย่างนี้เลยอยากโปรโมตตัวนี้ให้คนรู้ว่าท่านกินน้ำพริกแค่นี้นะสะท้อนเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆพริกกะเกลือคือมะพร้าวคั่วแล้วเอามาเผาโขลกให้เข้ากันจนแตกมันใช้คลุกข้าวรับประทานเรียบง่ายแค่นี้เลย”
หลังพูดจบเธอก็เดินไปหยิบบอกซ์เซตที่กำลังจะวางขายในปีนี้ให้เราได้ยลโฉมก่อนออกสู่ตลาดกล่องที่วางตรงหน้าถูกตกแต่งด้วยภาพวาดลายเส้นไทยมีดอกไม้อยู่ตรงกลางวงกลมอย่างโดดเด่น

“ตอนเด็กๆเราเขียนลายจิตรกรรมไทยเก่งแล้วเรารู้สึกว่าปีนี้อยากเขียนลายไทยเลยไปเดินพิพิธภัณฑ์เราอยากได้ลายไทยที่เป็นเอกลักษณ์เพราะว่ากล่องนี้จะเป็นกล่องที่ใส่ทั้งขนมไทยและสกินแคร์เลยอยากได้ลายที่อารมณ์เหมือนภาชนะดังนั้นก็เลยไปดูเบญจรงค์
“นี่คือเบญจรงค์ลายน้ำทองลายก้านแย่งเป็นลายที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ถ้าเป็นช่วงรัชกาลก่อนหน้าศิลปะจะได้รับอิทธิพลจากจีนเยอะจึงมักเป็นลายผักกาดหรือลายโบตั๋นแต่ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาจะมีความเป็นไทยมากขึ้นมีลายกนกเทวดาหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทยเราก็เลยเอาตัวนี้เพื่อมาเป็นสิริมงคลด้วยตัวลายนี้เราก็เขียนด้วยตัวเองซึ่งใช้เวลานานมากเพราะปกติเราถนัดใช้พู่กันแต่อันนี้ต้องใช้เมาส์วาดเลยยากมาก”

และเมื่อกล่องของขวัญนี้เสร็จสมบูรณ์ก็จะถูกผูกล้อมด้วยโบว์สีทองด้านในมีการ์ดอธิบายที่มาของลายน้ำทองเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมถึงเรื่องราวของ THLOS และสินค้าที่เป็นของขวัญเปิ้ลตั้งใจสร้างให้เป็นของขวัญที่มีคุณค่าที่สุดในราคาที่ใครก็เอื้อมถึงได้และจะเป็นการรวบรวมคอลเลกชั่นลายโบราณของไทยไว้สำหรับปีต่อๆไปด้วย
สำหรับเรานิยามของ THLOS คือแบรนด์ที่สร้างงานศิลปะอันเป็นคุณค่าที่รู้ได้ด้วยตาเห็นผสมผสานกับศิลปะการใช้ชีวิตที่ผู้คนได้กลับมาดูแลตัวเองอย่างพิถีพิถันมากขึ้นและยังคงสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในโลกยุคปัจจุบัน

“เราพยายามสื่อสารเสมอว่าต้นทุนของเราทุกคนคือสิ่งที่ได้มาตั้งแต่เกิดนั่นคือร่างกายสมองและเซลล์สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่จะก่อให้เกิดผลผลิตเป็นการใช้ชีวิตที่ดีและการทำงานที่มีคุณภาพหน้าที่เราคือการให้ความรู้และข้อมูลว่าคนควรต้องโฟกัส 4 ข้อนะ คืออาหารการนอนออกกำลังกายและนั่งสมาธิส่วนสกินแคร์เป็นข้อที่ 5 ไว้หลังสุดเลยถ้าอยากให้ผิวสวยมีออร่าเปล่งประกายไปทำ 4 ข้อที่ว่าให้ดีที่สุดก่อน
“สมมติว่าเราดูแลภายนอกอย่างเดียวแล้วไม่ดูแลข้างในเลย สุดท้ายมันจะสะท้อนออกมาข้างนอก ออกมาไม่ดีแล้วก็ไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุเช่นถ้าเราเครียดหรือเหนื่อยให้ลองนอนเร็วดูช่วง 4 ทุ่มถึงตี 2 เป็นช่วงที่ร่ายกายจะซ่อมแซมตัวเองดังนั้นเราไม่ต้องพึ่งอะไรทั้งสิ้นแค่นอนเร็วแล้วตื่นเช้ามาทำงานเพราะช่วง 7-10 โมงเช้าคือช่วงที่สมองทำงานได้ดีที่สุดร่างกายคนเราถูกออกแบบมาแบบนี้จริงๆ
“ถ้าไม่ได้กินสารอาหารดีๆผลลัพธ์ก็คือร่างกายอ่อนเพลียหน้าหมองสมองทำงานไม่ดีตราบใดที่มนุษย์เรามีเลือดมีเนื้อมันยังต้องพึ่งพาสารอาหารเซลล์มันโดนทำลายมันต้องการรักษาตัวเองมันต้องการสารอาหารถ้าเราอยากจะให้แผลหายเร็วสิวหายเร็วเราก็ต้องพึ่งสารอาหารเพราะเวลานอนเขาต้องดึงสารอาหารพวกนี้มาใช้ในการรักษาเรานี่วิทยาศาสตร์มากๆมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ร่างกายเราจะรักษาตัวเองได้โดยไม่มีสารอาหาร” นี่คือความตั้งใจของเปิ้ลที่ต้องการบอกกับลูกค้าของเธอ


04 แบรนด์คือตัวตนของผู้สร้าง
ภาพของ THLOS ที่เราเห็นตรงหน้าคือร้านที่มีโปรดักต์หลายอย่างวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางมีฉากหลังเป็นต้นไม้เขียวขจีนานาชนิดในแง่ธุรกิจถือว่า THLOS ประสบความสำเร็จตามที่เปิ้ลตั้งใจไว้ว่าอยากให้ร้านโตไปเรื่อยๆพร้อมกับการได้ทำหน้าที่ดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด
คุณทำยังไงให้ธุรกิจเติบโตมาได้ขนาดนี้เราถามขึ้น
“คนส่วนใหญ่ชอบเน้นว่าจะสร้างแบรนด์ต้องมีสตอรีต้องแพ็กเกจจิ้งดีๆทุกคนจะโฟกัสกับตรงนี้หมดแต่ทุกคนก็ลืมไปว่าการสร้างอะไรพวกนี้มันจ้างเอเจนซีได้แต่ที่มันจ้างไม่ได้คือหัวใจและจริยธรรมของคนทำซึ่งไม่มีใครพูดถึงเลยทั้งที่มันเป็น core ของการทำธุรกิจ
“พอเรามาทำธุรกิจเลยมีโจทย์ตั้งต้นว่าคนใช้ของเราเขาต้องปลอดภัยนะมันมาจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและตัวตนของเราว่าทำอะไรต้องนึกถึงผู้อื่นอย่านึกถึงแต่ตัวเองสิ่งเร้าเยอะมากเหมือนกันที่อาจทำให้เราเบี่ยงเบนจากจุดที่เราหวังไว้ตั้งแต่แรกแต่เราต้องมีระบบช่างตวงวัดอยู่ในใจตลอด”
หลังจากได้ยินประโยคนี้เราก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทันทีว่าทำไม THLOS ถึงเป็นแบรนด์ที่มีลูกค้าประจำเยอะมากและเติบโตมาได้ตลอด 9 ปีไม่ใช่แค่คุณภาพสินค้าที่ดีมากแต่ในอีกมุมหนึ่งผู้บริโภคก็อยากเจอคนขายที่จริงใจกับเราด้วย
วัตถุดิบคุณภาพดีที่นำมาผลิตโปรดักต์การให้ข้อมูลอย่างถูกต้องแก่ผู้บริโภคการวิจัยพัฒนาสูตรจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญความจริงใจและจริยธรรมของคนขายองค์ประกอบทั้งหมดนี้รวมกันเป็น THLOS
“เราอยากเล่าศิลปะสมัยรัชกาลที่ 5ผ่านของกินของใช้เพราะนี่คือวิถีชีวิตเราอยากทำให้มันเป็นวิถีชีวิตประจำวันของคนในสมัยนี้ได้ทุกคนเข้าถึง THLOS ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะๆและได้กินได้ใช้ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ
“เราขายเซตวัฒนธรรมอาหารไทยในราคา 880 บาทมีน้ำตาลมพร้าว 1 กระปุกน้ำหวานดอกมะพร้าว 2 กระปุกและพริกกะเกลืออีก 1 กระปุกคนที่ซื้อของเราไปเขาไม่ได้ต้องการของแพงเขาต้องการของที่ remind อดีตที่เขาโตมาในวัฒนธรรมแบบนี้เราเองก็รู้สึกดีใจที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้”






