เด็กหญิงเด็กชายบางคนกลายเป็นพ่อแม่วัยใสและต้องหอบกระเตงลูกไปไหนมาไหนตั้งแต่ยังไม่ใช้คำนำหน้าว่านาย–นางสาวซ้ำยังต้องออกจากโรงเรียนปลีกตัวออกจากสังคมและปกปิดคนรอบข้างราวกับการตั้งครรภ์คือการก่ออาชญากรรมร้ายแรงทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ใช่
เมื่อแผนการคุมกำเนิดผิดพลาดพายุระลอกแรกที่ซัดเข้าใส่เด็กวัยรุ่นคือการก้าวข้ามจาก ‘เด็กนักเรียน’ ไปเป็น ‘พ่อแม่’ อย่างกะทันหันตามมาด้วยการตั้งรับมรสุมระลอกใหญ่ในการรับผิดชอบชีวิตเด็กทารกคนหนึ่งที่กำลังจะลืมตาดูโลก
คนเป็นพ่อแม่น่าจะรู้ดีว่านี่คือภาระอันหนักอึ้งเกินกว่าบ่าของเด็กวัยรุ่นที่ผ่านโลกมาไม่มากจะแบกรับไหวเพราะขนาดผู้ใหญ่วัยทำงานยังต้องใช้ความพยายามมหาศาลในการประคับประคองชีวิตเด็กทารกคนหนึ่งให้เติบใหญ่ขึ้น
ท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อนเรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหนึ่งในนั้นคือเรื่องช่องว่างระหว่างวัยของผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่ถ่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องด้วยวุฒิภาวะและการมองโลกที่แตกต่างกันแต่จะทำยังไงให้ช่องว่างที่เคยห่างชิดเข้าหากันเพื่อเชื่อมคนทั้งสองวัยให้กลับมาพูดคุยกันได้อย่างเข้าใจ
คำถามคือสังคมเรามีทางเลือกมากน้อยแค่ไหนให้วัยรุ่นเลือกเดินกลับเข้ามาปรึกษาผู้ใหญ่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตีตราหรือถูกกล่าวหาว่าใจแตก
แน่นอนว่าไม่มีผู้ใหญ่คนใดจะคอยช่วยแก้ปัญหาให้พ่อแม่วัยรุ่นไปได้ตลอดแต่จะทำอย่างไรให้เด็กวัยรุ่นที่พลาดพลั้งตั้งท้องก่อนวัยอันควรสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างเข้มแข็งทั้งระหว่างที่ตั้งครรภ์รวมถึงการใช้ชีวิตในสังคมต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง
พ่อแม่วัยใสต้องยืนหยัดได้
คิวและฟ้า (นามสมมติ) คือพ่อแม่วัยใสที่มาแชร์ประสบการณ์โลกคว่ำคะมำหงายของการเป็นพ่อแม่คนแบบที่ไม่ทันตั้งตัวในงาน ‘คนใต้หยัดได้ครั้งที่ 2’ งานเสวนาวิชาการระดับภาคเรื่องสุขภาวะเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชจัดโดยบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัดและมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (Path2Health Foundation)ที่ตั้งใจสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวัยรุ่นผู้ปกครองคุณครูบุคลากรสาธารณสุขและองค์กรส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและสร้างเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะเยาวชนโดยมีประเด็นเรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นหนึ่งเวทีหลักของงานนี้

ฟ้าและคิวยืนยันว่าการเป็นพ่อแม่ตั้งแต่วัยรุ่นนั้นสามารถฝ่าฟันปัญหาสารพัดมาได้โดยการที่มีครอบครัวคอยโอบกอดด้วยความเข้าใจและมีสังคมที่พร้อมอ้าแขนให้โอกาส
ตอนนี้ทั้งคู่ลาออกจากโรงเรียนมาเป็นพ่อแม่เต็มตัวภารกิจหลักในชีวิตเปลี่ยนจากการไปโรงเรียนทำการบ้านอ่านหนังสือสอบเป็นการให้นมกล่อมนอนอาบน้ำเปลี่ยนผ้าอ้อมและพาลูกไปฉีดวัคซีนให้ครบตามที่หมอนัด
ทั้งคู่บอกว่า ‘ลูก’ คือชีวิตเล็กๆที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาลจากเด็กวัยเรียนที่วิ่งเล่นไปวันๆต้องก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างฉับพลันพร้อมกับภาระมหาศาล
มรสุมชีวิตเริ่มคลี่คลายลงเมื่อลูกน้อยลืมตาดูโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัยม่านหมอกแห่งปัญหากำลังพัดจางไปพร้อมกับบทใหม่ของชีวิตที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’
ทุกวันนี้ทารกน้อยเป็นเหมือนสะพานเชื่อมใจให้ (อดีต) เด็กบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างฟ้าและคิวหันหน้ากลับไปคุยกับพ่อแม่และเดินกลับสู่สังคมอย่างไม่กลัวการถูกติฉินนินทาเพราะรู้ว่าผู้ใหญ่พร้อมให้โอกาสเสมอ

ขอเพียงมีผู้คอยรับไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
ต่อไปนี้คือเรื่องราวของฟ้าและคิวพ่อแม่วัยใสที่ชีวิตพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
คิวและฟ้าอาศัยอยู่ที่จังหวัดหนองบัวลำภูเหมือนกันแต่เรียนอยู่คนละโรงเรียนทั้งคู่รู้จักกันทางเฟซบุ๊กและตัดสินใจคบหากันเรื่อยมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว
ก่อนหน้านี้ฟ้าใช้ชีวิตไม่ต่างจากเด็กสาวในวัยไล่เลี่ยกันเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการตะลอนเที่ยวเล่นกับเพื่อนโดดขึ้นเต้นท้ายรถแห่วงหมอลำแสดงที่ไหนต้องเห็นเธอที่นั่น
ในตอนนั้นเด็กสาวรู้สึกว่าชีวิตยังไม่มีเรื่องอะไรให้รับผิดชอบมากมายนักเธอใช้จ่ายเวลาชีวิตไปกับความบันเทิงรายวันส่วนคิวก็ใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมากับเพื่อนฝูงพ่อแม่ของคิวแยกทางกันเช่นเดียวกับพ่อแม่ของฟ้า
ด้วยความติดเที่ยวและติดเพื่อนอย่างหนักฟ้าตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนที่หนองบัวลำภูกลางคันทิ้งการเรียนในเทอมสุดท้ายทั้งๆที่ใกล้จะจบชั้น ม.3 โดยให้เหตุผลกับครูว่าจะมาหาแม่ที่สงขลาส่วนคิวก็ตามฟ้ามาอยู่ที่สงขลาด้วยแต่ตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่รู้ว่าฟ้าท้องเพราะไม่มีอาการแสดงสัญญาณใดๆ
เมื่อมาอยู่สงขลาความเปลี่ยนแปลงทางสรีระเกิดขึ้นกับฟ้าเมื่ออายุครรภ์ได้ราวแปดเดือนเท้าของเธอบวมเป่งท้องก็ใหญ่ขึ้นจนผิดสังเกตและเริ่มรู้สึกว่าจู่ๆท้องก็ดิ้นเองได้
วินาทีที่ฟ้ารู้ตัวว่าตั้งท้องตอนนั้นเหมือนกับโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาตรงหน้าเพราะก่อนหน้านี้แม่ของฟ้าพูดดักคอตลอดว่า ‘ห้ามท้องเด็ดขาดแม่รับไม่ได้’
ประตูหัวใจของแม่ที่ปิดลงทำให้ลูกสาวเมินที่จะไขกลอนเข้าไปขอคำปรึกษาคิวและฟ้าจึงตัดสินใจว่าจะแอบไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลอย่างเงียบๆเพราะท้องใหญ่ใกล้คลอดเต็มที
“หนูกลัวลูกพิการเลยไปฝากท้องตอนนั้นกระชั้นชิดมากพอรู้ว่ามีคนพร้อมช่วยก็ดีใจว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวที่โรงพยาบาลดูแลเราเหมือนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งฝากครรภ์ก็ฟรีทุกอย่างค่ายาก็ไม่เสีย”
เด็กสาวเล่าให้เราฟังอย่างซื่อๆและนี่เป็นการฝากครรภ์ครั้งแรกและครั้งเดียวเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนทารกน้อยจะคลอดออกมา

เลนส์ชีวิตของเด็กวัยใสทั้งสองที่มองโลกด้วยความเบิกบานแปรเปลี่ยนเป็นเลนส์สีขุ่นขมุกขมัวที่มองไปทางไหนก็ไม่เห็นทางไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครโชคดีที่พี่หมอและพี่พยาบาลใจดีคอยดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่ไปฝากครรภ์ทั้งเจาะเลือดเพื่อตรวจหาโรคและจ่ายยาบำรุงเลือดให้เพราะเห็นว่าฟ้าเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียซึ่งมีความเสี่ยงทำให้ทารกเกิดมาตัวเล็กและซีด
นอกจากนี้ที่โรงพยาบาลยังได้ให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการสำหรับคนท้องรวมถึงการปฏิบัติตัวระหว่างท้องเช่นบอกว่ายาชนิดไหนบ้างที่ห้ามกินเพราะยาลดสิวหรือยารักษาฝ้าจะมีผลทำให้การฟอร์มตัวของทารกผิดปกติไปจนถึงการแนะนำให้ฟ้าฝังยาคุมกำเนิดแบบ 5 ปีหลังจากคลอดลูกคนแรกเพื่อชะลอการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
กลับกลายเป็นว่าโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่ทำให้วัยรุ่นทั้งสองรู้สึกปลอดภัยในช่วงที่ไม่พร้อมจะบอกครอบครัวฟ้าและคิวรู้สึกว่าพวกเขาสามารถไว้ใจพี่หมอและพี่พยาบาลได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสินหรือโดนตำหนิ
นับวันเมื่อท้องของเด็กสาวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนไม่สามารถปิดมิดได้อีกต่อไปฟ้าและคิวจึงตัดสินใจจูงมือกันไปบอกความจริงกับแม่ทั้งคู่คิดไว้ล่วงหน้าว่าคงจะโดนแม่ไล่ตะเพิดออกจากบ้านหรือไม่ก็โดนไล่ให้ไปเอาเด็กออกแต่ความจริงแล้วคำพูดเหล่านั้นไม่ได้หลุดออกมาจากปากคนเป็นแม่เลยแม้แต่น้อย
“แม่ตอบกลับมาว่าทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้จะได้ช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงต่อ” ฟ้าเล่า
แม่ของเธอไม่ได้พูดจาตำหนิหรือตัดพ้อแต่อย่างใดกลับกันแม่คือคนที่ให้ความมั่นใจกับลูกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม่จะช่วยคิดแก้ปัญหาด้วยกันกับลูก
เมื่อครอบครัวหันหน้าเข้าหากันคิวและฟ้าจึงรู้สึกว่าพวกเขาสามารถปรึกษาแม่ได้โดยไม่ต้องหลบซ่อนหรือหวาดกลัวอีกต่อไป
เมื่อวัยรุ่นตั้งครรภ์ขึ้นมาสิ่งที่ครอบครัวทำได้คือการให้คำแนะนำว่าวัยรุ่นจะดูแลครรภ์ให้มีคุณภาพได้อย่างไรเมื่อย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการโอบอุ้มลูกหลานในครอบครัวให้เดินหน้าต่อไปด้วยกันบนพื้นฐานความเข้าใจ

‘ลูก’ เปลี่ยนชีวิต
คิวซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นคุณพ่อมือใหม่ก็พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อช่วยฟ้าเลี้ยงดูลูก
“ตอนที่ลูกใกล้คลอดผมก็ปรึกษาแม่ว่าควรเลี้ยงลูกยังไงบางทีเปิดดูวิธีเลี้ยงลูกในกูเกิลในยูทูบดูวิธีเปลี่ยนแพมเพิร์สเด็กดูว่ามีของอะไรบ้างที่ต้องซื้อแต่ก่อนผ้าห่อตัวเด็กยังไม่รู้จักเลยแต่เดี๋ยวนี้รู้หมด”
“ส่วนหนูเคยช่วยแม่เลี้ยงน้องมาก่อนเลยทำเป็นหมดตั้งแต่อาบน้ำแต่งตัวป้อนนมแต่จะปรึกษาแม่ในเรื่องที่เราไม่เคยเจอเช่นเวลาลูกร้องโยเยเรื่องการกินพอลูกคลอดแล้วหนูรักลูกมากมันทำให้รู้ว่าแม่หนูก็คงรักหนูมากเหมือนกัน”
ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กวัยรุ่นมาเป็นวัยผู้ใหญ่แบบฉับพลันคิวจำต้องออกไปหางานทำนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
“พอลูกคลอดแล้วผมก็ไม่ได้ไปวิ่งเล่นไม่ได้เที่ยวเหมือนเด็กคนอื่นแต่ต้องไปทำงานเสิร์ฟในร้านหมูกระทะที่สงขลาเหนื่อยมากร้อนมากต้องเดินทั้งวันหิ้วเตาร้อนๆร้อยกว่าองศาไปทำงานวันแรกเกือบเป็นลมแต่ตอนนี้มันชินแล้วใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนทั่วไปเพียงแต่มีสมาชิกที่เราต้องเลี้ยงเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง”
เท่ากับว่าตอนนี้คิวเป็นคนเดียวที่ต้องหาเลี้ยงทั้งครอบครัวเด็กหนุ่มบอกว่าเขาไม่เคยเกี่ยงเรื่องทำงานหนักตอนนี้ในหัวคิดแต่ว่าจะต้องเก็บเงินให้ได้มากๆเพื่อเป็นค่านมค่าแพมเพิร์สค่าเสื้อผ้ารวมถึงเก็บไว้ส่งเสียให้ฟ้าเรียนต่อให้จบชั้น ม.6 อย่างที่ฟ้าตั้งใจไว้
“หนูอยากเรียน ม.3 ต่อให้จบและต่อ ม.ปลายให้ได้วุฒิฯไปทำงานได้แต่อาจจะหาโรงเรียนที่สงขลาแทนเพราะคงไม่ได้กลับไปที่หนองบัวลำภูแล้ว” ฟ้าเล่าอย่างมุ่งมั่น
ส่วนฝันของคิวคือการทำงานเก็บเงินเลี้ยงดูคนในบ้านเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สังคมการทำงานโดยไม่คิดหันหลังกลับเข้าไปในโรงเรียนอีก
“ผมไม่อยากกลับไปเรียนแล้วแต่ผมอยากทำงานเพราะตอนนี้มีลูกถ้ากลับไปเรียนก็ต้องไปๆหยุดๆเพราะต้องอยู่บ้านช่วยเลี้ยงลูกโรงเรียนก็คงจะไล่ผมออกอีกผมเลยอยากทำงานเก็บเงินส่งให้แฟนเรียนและทำงานเก็บเงินไว้เลี้ยงลูกดีกว่า”
เมื่อต้องระหกระเหินมาทำงานต่างที่ต่างถิ่นเด็กหนุ่มอธิบายถึงการปรับตัวในสังคมใหม่ที่ทุกคนพร้อมเปิดใจยอมรับเขาว่า “ตอนนี้เพื่อนเก่าๆก็ขาดการติดต่อไปแล้วแต่มีเพื่อนที่ทำงานด้วยกันที่ร้านหมูกระทะในสงขลาเหมือนได้มาเจอสังคมใหม่ๆมันเลยไม่ได้จำเป็นต้องปกปิดว่าเรามีลูกเพื่อนๆที่ทำงานด้วยกันก็จะถามเราตลอดว่า ‘เหนื่อยไหมสู้เพื่อใคร’ เราก็จะตอบไปว่า ‘สู้เพื่อลูกครับ’ ดีที่เจ้านายผมก็ช่วยทุกอย่างถ้ามีปัญหาอะไรเขาก็ยินดีช่วยเหลือค่าแรงเขาก็จ่ายให้ผมเยอะกว่าเพื่อนทั้งๆทีเข้าไปทำงานทีหลังเพราะอยากให้ผมเก็บเงินไว้เลี้ยงลูก”

เพราะมี ‘ลูก’ จึงต้องก้าวต่ออย่างเข้มแข็ง
การมีลูกไม่เพียงแต่เปลี่ยนชีวิตเด็กวัยรุ่นทั้งสองไปแต่ลูกยังเข้ามาเติมกำลังใจและไฟชีวิตให้ทั้งคู่ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง
“การมีลูกมันเปลี่ยนชีวิตผมจริงๆแต่ก่อนตอนไม่มีลูกผมเคยเที่ยวหนักติดเหล้าติดบุหรี่ตอนอยู่กับเพื่อนก็เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางไม่ค่อยอยู่ติดบ้านเวลากินข้าวกับพ่อแม่ยังไม่มีเลยแต่ตอนนี้เราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัวถึงจะทำงานหนักแต่มันไม่มีเรื่องเครียดเลยมีปัญหาอะไรก็ปรึกษากันจากเมื่อก่อนที่ใช้เงินเยอะมากแต่เดี๋ยวนี้เงิน 500 ต้องอยู่ให้ได้เกือบอาทิตย์ต้องออกไปทำงานเก็บเงินต้องรับผิดชอบมากขึ้นเสื้อผ้าที่เคยซักแต่ของตัวเองก็ต้องซักให้ลูกก่อน
“การมีลูกมันหนักตรงที่เรากังวลว่าจะควรเลี้ยงเขาให้ดีได้ยังไงจะเลี้ยงเขาไหวมั้ยแต่หลังๆเริ่มอยู่ตัวเพราะผมทำงานมีเงินเก็บตอนนี้เลยไม่รู้สึกว่าลำบากอะไรและโชคดีที่มีแม่ให้ปรึกษาไม่มีแม่คงยากกว่านี้เยอะความฝันของผมคืออยากให้ลูกเรียนสูงกว่าผมให้เรียนถึงปริญญาเอกเลยอยากเห็นลูกเป็นทหารอากาศเพราะเวลาผมทำงานที่ร้านหมูกระทะเห็นเครื่องแบบเขาแล้วเท่ดี” คิวเล่าแล้วหัวเราะ
ส่วนชีวิตฟ้าก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นกันเมื่อรู้ว่าบทบาทของตัวเองคือการเป็น ‘แม่’ เด็กสาวก็ตั้งใจทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดเพื่อลูกเด็กสาวเล่าให้เราฟังโดยมองจ้องไปยังดวงตาของเด็กน้อยที่กำลังอุ้มอยู่ในอ้อมอก
“พอมาเป็นแม่คนก็ไม่อยากเที่ยวแล้วคิดแต่ว่าต้องเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดเมื่อก่อนหมอลำอยู่ไหนหนูต้องไปจองที่ก่อนใครรถแห่อยู่ตรงไหนหนูก็ต้องไปเต้นอยู่หลังรถตอนนี้ไม่อยากเที่ยวแล้วอยากเลี้ยงลูกอย่างเดียวพอกลับไปดูรูปเก่าๆที่ไปเที่ยวเต้นกับเพื่อนก็คิดว่าตอนนั้นทำไปได้ยังไงเดี๋ยวนี้จะไปเที่ยวไหนก็ไปกันทั้งครอบครัวไปกับคิวและแม่ด้วยตอนนี้หนูก็รักลูกมากๆไม่อยากไปไหนเลย”
เป็นเรื่องน่าดีใจสำหรับฟ้าและคิวที่ผู้ใหญ่เข้าใจและให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกตีตราจากสังคมทั้งคู่สามารถคุยกับหมอและพยาบาลได้อย่างเปิดใจปรึกษาแม่ได้เหมือนเพื่อนและสังคมยังมีทางเลือกอีกมากมายให้เด็กวัยรุ่นเลือกเดินแม้จะเคยพลาดพลั้งตั้งท้องก่อนวัยอันควรดูตัวอย่างจากฟ้าและคิวพวกเขาก็เป็นพ่อแม่วัยรุ่นที่เลือกเดินต่อไปข้างหน้าบนเส้นทางที่พวกเขากำหนดเองเพื่อจับมือกันดูแลลูกและดูแลครอบครัวให้มั่นคงต่อไปได้






