Vienna เมืองโรแมนติกใน Before Sunrise ที่ทำให้เจสซี ซีลีน และใครๆ ก็อยากตกหลุมรัก

เวลาดูหนังรักโรแมนติกดีๆ สักเรื่อง เคยสงสัยไหมว่านอกจากรูปร่างหน้าตาที่ถูกใจและบทสนทนาลื่นไหลถูกคอ มีอะไรอีกไหมที่ทำให้ตัวเอกของเรื่องตกหลุมรักกันจนพัฒนาเป็นเส้นความสัมพันธ์ให้เราติดตามไปจนจบ Before Sunrise

หลายคนคงเคยได้ยินว่าเมืองที่เราอาศัยอยู่และพื้นที่สาธารณะที่ให้คนได้ออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านนั้นมีผล (ไม่ว่าจะทางตรงหรือโดยอ้อม) ต่อตัวเรา #ถ้าผังเมืองดี เราอาจจะเจอเนื้อคู่ที่นั่งอยู่ข้างกันในรถไฟใต้ดิน เดินสวนกันระหว่างทางเดินริมน้ำ หรือจะเป็นคนที่รอต่อแถวเข้าชมมิวเซียมศิลปะก็ได้ นี่เลยเป็นที่มาของซีรีส์ Romanti-Site ที่เราจะมาชวนดูว่าเมืองโรแมนติกที่เป็นสถานที่ถ่ายทำหลักในหนังเรื่องดังทำให้ตัวละครตกหลุมรักกันได้ยังไง

หนังรักเรื่องแรกที่เราอยากเล่าถึงคงหนีไม่พ้น Before Sunrise ภาพยนตร์ภาคแรกในผลงานไตรภาคของผู้กำกับ Richard Linklater เพราะมันคือหนังรักที่มีภาพจำเป็นซีนการคุยกันธรรมดาๆ แต่เป็นธรรมชาติมากๆ ของ 2 ตัวละครหลัก เจสซี (รับบทโดย Ethan Hawke) และซีลีน (รับบทโดย Julie Delpy) ที่บังเอิญเจอกันบนรถไฟจากกรุงบูดาเปสต์ เดิมทีซีลีนตั้งใจจะกลับไปปารีส แต่เมื่อรถไฟมาถึงเวียนนาซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเจสซี เขาก็ชวนเธอลงที่นั่นแล้วเริ่มต้นใช้เวลาหนึ่งวันในการทำความรู้จักกัน ก่อนจะแยกกันไปก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันใหม่

ความพิเศษคือหนังได้สอดแทรกบรรยากาศสุดโรแมนติกของเวียนนา เมืองหลวงของประเทศออสเตรียที่หลายคนรู้ดีว่าเป็นเมืองที่รุ่มรวยทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม และเสียงดนตรีไว้ให้เป็นตัวละครหลักสำคัญอีกหนึ่งตัวของเรื่อง

warnerbros.com

ริชาร์ดเคยให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่เขาเลือกเวียนนาเป็นโลเคชั่นของ Before Sunrise ว่าไม่มีอะไรพิเศษมากไปกว่าเขาแค่ได้เดินทางไปเทศกาลภาพยนตร์ที่เวียนนา และได้พบกับมิตรภาพดีๆ ที่นั่นจนตั้งมั่นว่าจะกลับมาถ่ายหนังที่นี่ให้ได้ แถมเวียนนาเองก็มีมุมโรแมนติกซุกซ่อนอยู่ทั่วเมืองจนริชาร์ดเองคงหลีกเลี่ยงไม่ใส่มันไปในหนังไม่ได้ ทั้งสะพานข้ามคลอง Zollamtssteg Bridge โลเคชั่นแรกในเวียนนาที่ปรากฏในหนัง, Café Sperl คาเฟ่ที่เป็นต้นกำเนิดฉากคุยโทรศัพท์จำลองที่น่าประทับใจ, สวนสาธารณะ Belvederegarten ใกล้ๆ กับพระราชวัง Palais Schwarzenberg ที่ชวนให้เกิดบรรยากาศลึกซึ้งระหว่างเจสซีกับซีลีน หรือรูปปั้นของจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 จักรพรรดิแห่งออสเตรียและกษัตริย์แห่งฮังการีที่หน้าพิพิธภัณฑ์ The Albertina Museum Vienna สถานที่สุดท้ายก่อนที่ทั้งคู่จะแยกจากกัน

เวียนนามีดียังไงถึงทำให้คนแปลกหน้าสองคนตกหลุมรักกันได้ชั่วข้ามคืน หากตอบว่าเป็นเพราะผังเมืองและนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองที่เวียนนาทำมาอย่างยาวนานก็คงไม่ผิดนัก

Before Sunrise
สะพาน Zollamtssteg

เมืองจิ๋วแต่แจ๋ว Before Sunrise

เวียนนาครองแชมป์เมืองที่น่าอยู่ที่สุด (The Most Livable City) ตามการจัดอันดับของ The Economist Intelligence Unit (EIU) 2 ปีติดในปี 2018-2019 ก่อนที่ปีที่แล้วจะเสียแชมป์ให้กับเมืองโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ไปเพราะการจัดการสถานการณ์โควิด-19 ถึงอย่างนั้นเวียนนาก็ยังมีชื่ออยู่ในลิสต์เมืองที่คนมีคุณภาพชีวิตดีจนน่าอิจฉาจากการจัดอันดับของหลากหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น Quality of Living Survey ของบริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลระดับโลกอย่าง Mercer ซึ่งเวียนนาครองแชมป์ยาวนานถึง 10 ปีตั้งแต่ 2009-2019 หรือล่าสุดใน Quality of Life Survey โดยนิตยสาร Monocle ซึ่งเพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2021 เวียนนาก็ยังอยู่ในอันดับที่ 6 

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เวียนนายังเป็นเมืองท็อปคือระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในเมืองที่เพียบพร้อม แถมเวียนนายังเป็นเมืองขนาดกะทัดรัดที่สถานที่ต่างๆ อยู่ในระยะเดินถึงได้ มีผังเมืองที่เป็นระเบียบ สวยงาม และสะอาด มีตัวเลือกขนส่งสาธารณะที่มากมาย นอกจากนี้เวียนนายังมีที่อยู่อาศัยราคาถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโซนยุโรป รวมไปถึงมีวัฒนธรรมย่อยต่างๆ ซุกซ่อนอยู่ในเมืองทั้งเรื่องศิลปะ ดนตรีคลาสสิก อาหารหรือกาแฟ

Horse carriages on St. Michael square (Michaelerplatz), Vienna, Austria

คุณภาพชีวิตดีๆ ที่ลงตัวในเวียนนาไม่ได้สร้างได้ในชั่วข้ามคืนเหมือนความรักของเจสซีและซีลีน แต่ต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปถึงกลางยุค 80s ที่เวียนนาเริ่มวางรากฐานเมืองและออกแผนพัฒนาเมืองเป็นครั้งแรก เพื่อตอบรับกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ช่วงปี 1995-2000 เมืองจึงลงทุนไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคอย่างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ โครงข่ายการส่งถ่ายความร้อนในเมือง และระบบการบำบัดจัดการน้ำ

เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ปัญหาที่อยู่อาศัยในเมืองจึงตามมา ช่วง 00s เทศบาลเมืองเวียนนาจึงเอาจริงเอาจังกับนโยบายการจัดหาบ้านแบบ social housing ให้กับชาวเมืองในราคาที่เข้าถึงได้ปีละกว่า 8,000-10,000 ยูนิตเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ และรัฐยังช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านแบบ cooperative housing ที่เปิดให้ประชาชนมาเช่าและซื้อกว่า 200,000 ยูนิต เพื่อการันตีว่าคนรายได้น้อยก็สามารถอยู่ในเมืองได้โดยไม่ถูกแบ่งแยกกีดกันชนชั้น และทำให้ย่านในชุมชนเต็มไปด้วยความหลากหลาย เปิดโอกาสให้คนต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติ และต่างสถานะได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน คนในเมืองก็เปิดใจยอมรับกันง่ายขึ้น

เวียนนายังมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวกว่า 2,000 แห่งกระจายไปทั่วเมือง เอื้อให้คนได้ออกมาใช้ชีวิต ทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยไม่ต้องเสียเวลาไปไกลจากบ้าน ระบบขนส่งสาธารณะก็พัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะระบบราง ช่วงปี 2007-2008 รัฐบาลออสเตรียลงทุนขยายเส้นทางรถไฟ WESTbahn Railway เส้นทางรถไฟที่เชื่อมเมืองซาลซ์บูร์กกับเวียนนาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ส่วนในตัวเมืองก็ขยายเส้นทางรถไฟใต้ดิน U-Bahn ที่ปัจจุบันแตกออกเป็น 5 สาย ส่วนใครที่อยากเดินทางตามรอยเจสซีและซีลีนเหมือนในหนัง การนั่งรถราง (StasseBan หรือ Tram) เพื่อชมเมืองและสถาปัตยกรรมสวยๆ ก็เป็นเสน่ห์ของเวียนนาที่ไม่ควรพลาด

Before Sunrise
Before Sunrise

เมืองแห่งหนังสือ กาแฟ และสถาปัตยกรรม

นอกจากผังเมืองจะดี มีพื้นที่สาธารณะมากมาย และโครงสร้างเมืองที่สะดวกสบาย เวียนนายังมีอีกหนึ่งวัฒนธรรมย่อยเฉพาะตัวที่ชาวเมืองสืบทอดมาตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือวัฒนธรรมการนั่งคาเฟ่แบบชาวเวียนนา ถึงขนาดที่ UNESCO จัดให้สิ่งนี้อยู่ในลิสต์ของวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) เมื่อปี 2011

ใน Before Sunrise เราพอจะเห็นเจสซีและซีลีนเข้าไปนั่งคุยกันในคาเฟ่ ร้านอาหาร และบาร์หลายแห่ง ทั้ง Kleines Café หรือ Café Sperl แม้ในหนังตัวละครจะไม่ได้โฟกัสไปกับการดื่มด่ำรสชาติของอาหาร แต่บรรยากาศรอบตัวและบทสนทนาแสนจริงจังที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนถกเถียงกันก็คงไม่ต่างไปจากผู้คนในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่วรรณกรรมในเวียนนาเฟื่องฟู เพราะคาเฟ่คือสถานที่ที่เหล่านักคิด นักเขียน กวี หรือนักดนตรีมักมานั่งทำงาน พบปะกัน และเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดการถกเถียงเรื่องวรรณกรรม ปรัชญา และการเมืองกันอย่างเสรี คาเฟ่หลายแห่งจึงมักถูกเรียกว่าเป็น coffeehouse literature หรือ coffeehouse poets ตัวอย่างร้านกาแฟที่คลาสสิกมากคือ Café Central ซึ่งเป็นเหมือนสภากาแฟในสมัยก่อนและยังเปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

ปัจจุบันคาเฟ่เปลี่ยนสถานะเป็นพื้นที่ของทุกคนในเวียนนา เป็นพื้นที่สาธารณะให้หนุ่มสาวได้มาออกเดตหรือให้ครอบครัวได้เจอหน้ากันในวันหยุดสุดสัปดาห์ ยิ่งคาเฟ่ในเวียนนาแต่ละแห่งล้วนเก่าแก่และขึ้นชื่อเรื่องสถาปัตยกรรมที่สวยงาม การมาดื่มกาแฟจึงไม่ได้มีความหมายแค่นั้น แต่ยังเป็นการเสพและดื่มด่ำกับศิลปะรอบตัวที่ยิ่งเป็นใจให้เกิดบรรยากาศโรแมนติกด้วย

Before Sunrise

เมืองแห่งความเท่าเทียม Before Sunrise

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายเมืองและพื้นที่สาธารณะส่วนใหญ่ในเวียนนาก็เป็นผลผลิตมาจากแนวคิดชายเป็นใหญ่ อันเป็นแนวคิดในการพัฒนาเมืองหลายแห่งในยุโรปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผลักผู้หญิงออกจากบริบทของผู้ใช้งาน ตัวอย่างการออกแบบเมืองที่คิดจากพฤติกรรมผู้ชาย เช่น การออกแบบถนนเพื่อรองรับรถยนต์เป็นหลัก โดยไม่ได้คิดถึงกลุ่มคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตในเมืองและจำเป็นต้องใช้ถนน รวมไปถึงองค์ประกอบอื่นๆ ในเมือง เช่น การสร้างบล็อกขนาดใหญ่จนไม่สะดวกต่อการเดินเท้าของผู้หญิง ทางเท้าที่ไม่มีไฟส่องสว่าง หรือพื้นที่สาธารณะที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้หญิงทำกิจกรรมได้สะดวกนัก ซึ่งถ้าสังเกตในหนังดีๆ หากไม่ใช่ในคาเฟ่หรือร้านอาหาร เวียนนาตอนกลางคืนในช่วงต้นยุค 90s ก็ยังมีมุมเปลี่ยวและไม่ได้ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงที่จะเดินไปไหนมาไหนตามลำพัง (โชคดีที่ซีลีนมีเจสซีคอยเดินอยู่ข้างๆ ทั้งคืน)

ทันทีที่ UN เริ่มเสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองให้ใส่ใจความเท่าเทียมทางเพศเมื่อปี 1995 เวียนนาเองก็เป็นเมืองแรกๆ ที่ตอบรับแนวคิดนี้ทันที ภายในปี 1999 โปรเจกต์พัฒนาเมืองกว่า 60 โครงการของเวียนนาก็ใส่เรื่องนี้เข้าไปในแผนเรียบร้อยแล้ว กระบวนการดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนให้นักผังเมืองหรือสถาปนิกเพศหญิงได้มีบทบาทในการเสนอความเห็นต่อเมืองของพวกเธอไปพร้อมกัน หนึ่งในนั้นคือ Eva Kail นักผังเมืองหญิงผู้ขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนานโยบายสาธารณะสมัยใหม่ที่มองว่าผู้ชายกับผู้หญิงเท่าเทียมกัน (gender mainstreaming) ในเวียนนามาตั้งแต่ต้นยุค 90s จนถึงขั้นที่เทศบาลนครเวียนนามีแผนกชื่อนี้แยกออกมาอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายว่าต้องปรับปรุงพื้นที่เมืองเหล่านี้ให้คนทุกเพศสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียม

ไคล์มองเห็นปัญหาว่าพื้นที่สาธารณะสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นนั้นมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสนามกีฬาหรือพื้นที่นันทนาการในเมืองที่มักถูกครอบครองโดยเด็กผู้ชาย สิ่งที่เธอทำร่วมกับทีมงานคือการทดลองแบ่งสนามกีฬาออกเป็นพื้นที่ย่อยๆ ให้รองรับการใช้งานโดยคนหลายกลุ่ม แถมยังออกแบบพื้นที่นั่งพักรอบๆ เพิ่มไฟส่องสว่างในสวนสาธารณะ รวมไปถึงห้องน้ำสาธารณะให้เพียงพอต่อผู้ใช้งานทั้งชายและหญิง 

เมื่อพื้นที่เมืองออกแบบมาให้ทุกคนใช้งานได้สะดวก เราก็เห็นผู้หญิงชาวเวียนนาออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านกันมากขึ้น นโยบายนี้ยังคงถูกขับเคลื่อนมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนเราเชื่อว่าถ้าซีลีนจะตัดสินใจลงรถไฟมาเที่ยวเวียนนาคนเดียวหรือกับแก๊งเพื่อนสาว พวกเธอก็สามารถไปไหนมาไหนในเมืองนี้ได้อย่างปลอดภัยและสบายใจแน่นอน

Before Sunrise

เมืองสำหรับเจสซี ซีลีน และทุกคน

นอกจากผู้หญิงแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายที่เวียนนาอยากไปให้ถึงคือการเป็นเมืองที่เปิดกว้างต่อตัวตนของทุกคนโดยไม่แบ่งแยกเพศไหน (gender-neutral) ถึงแม้ใน Before Sunrise เราจะยังไม่ได้เห็นแง่มุมนี้นัก แต่ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันโดยนักเคลื่อนไหวและพรรคการเมืองต่างๆ เป็นระยะ ส่งผลให้ชาวออสเตรียเริ่มเปิดรับความหลากหลายทางเพศ และในปี 2010 รัฐบาลออสเตรียก็ผ่านกฎหมายคู่ชีวิตสำหรับคู่รักเพศเดียวกันเป็นที่เรียบร้อย

ผลลัพธ์ที่แสดงออกผ่านการออกแบบพื้นที่ในเมืองให้เป็นมิตรกับทุกเพศทุกวัยคือองค์ประกอบเล็กๆ แต่น่ารักที่แสดงถึงความใส่ใจของเทศบาลเมือง ตั้งแต่ทางข้ามถนนสำหรับชาวทรานส์เจนเดอร์แห่งแรกที่อยู่ใกล้กับ Vienna General Hospital หรืออย่างป้ายที่นั่งสำรองในรถไฟใต้ดินสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการที่นั่งก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นเพศหญิงเท่านั้น แต่ยังมีไอคอนเพศชายที่อุ้มลูกหรือผู้สูงอายุเช่นกัน รวมไปถึงสัญญาณไฟจราจรบอกเวลาเดินข้ามถนนที่ออกแบบมาเป็นสัญลักษณ์ของคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งหลังจากที่ออสเตรียผ่านกฎหมายการสมรสเพศเดียวกันเมื่อต้นปี 2019 จำนวนคู่สมรสเพศเดียวกันในเวียนนาก็สูงถึง 500 กว่าคู่ ถือเป็นตัวเลขที่เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ แถมผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ Österreich เมื่อปี 2018 ยังระบุว่าชาวออสเตรียกว่า 74 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนแนวคิดการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันซึ่งนับเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย

queer.de

นอกจากชาวเมืองเอง เวียนนายังตั้งใจเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ ด้วยการออก QueerCityPass ตั๋วเดินทางท่องเที่ยวในเมืองตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นมิตรและตรงกับความสนใจของพวกเขา ทั้งพิพิธภัณฑ์ โรงละคร บาร์ คาเฟ่ ไปจนถึงเซ็กซ์ช็อป ตามเป้าหมายที่อยากให้เวียนนาเป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคนจริงๆ (นอกจากเวียนนาแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้ QueerCityPass ที่เบอร์ลินและโคโลญในเยอรมนีได้ด้วย)

จะถือว่าเป็นโชคดีของชาวเวียนนาก็คงไม่ผิดที่เมืองเขามีต้นทุนความโรแมนติกทางสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และศิลปะมาตั้งแต่อดีต ทำให้เวียนนามีภาษีเรื่องคุณภาพชีวิตนำหน้าหลายเมือง แต่มากกว่านั้น ต้นทุนเหล่านี้ยังถูกปั้นเสริมและขับเคลื่อนด้วยคนที่เข้าใจมันจริงๆ แถมยังไม่หยุดที่จะผลักดันให้ทุกตารางเมตรเป็นของชาวเมืองทุกคนอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้

ไม่แน่ว่าถ้าเวียนนาถูกใช้เป็นโลเคชั่นถ่ายหนังเรื่องไหนในอนาคต ตัวละครที่พูดคุยและเดินเล่นกันในเมืองอาจไม่ใช่แค่เจสซีและซีลีนอีกต่อไป แต่เราน่าจะได้เห็นคู่รักทุกเพศทุกวัยที่หลงรักเวียนนา เมืองโรแมนติกแห่งนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเช่นกัน

Before Sunrise

Recommended Romantic Places in Vienna

Café Central

มาเวียนนายังไงก็ต้องนั่งคาเฟ่ และจะครบถ้วนสมบูรณ์มากหากได้มีโอกาสมานั่งเดตกับคนรู้ใจที่ Café Central ร้านกาแฟใจกลางเมืองที่เป็นต้นตำรับของวัฒนธรรมคาเฟ่แบบชาวเวียนนา และเป็นสถานที่ที่นักเขียน กวี สถาปนิก ไปจนถึงนักปฏิวัติใช้เป็นพื้นที่พูดคุยถกเถียงเรื่องบ้านเมืองกันจริงๆ ในอดีตคาเฟ่นี้ยังตั้งอยู่ในอาคาร Palais Ferstel ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1856 โดยมีสถาปัตยกรรมแบบอิตาลีที่สวยงามมากๆ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ cafecentral.wien

Photo by: Clayton Tang

Augustinerkirche

เวียนนาคือเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องดนตรี จะมีอะไรเหมาะสมไปกว่าการเดตกันท่ามกลางท่วงทำนองของเพลงคลาสสิก แต่ถ้ามีเวลาไม่มาก เราอยากแนะนำให้ลองใช้เวลาในเช้าวันอาทิตย์ไปที่ Augustinerkirche (Augustinian Church) เพื่อสัมผัสพิธีสวดของชาวคาทอลิก (Catholic High Mass) ซึ่งจะมีการบรรเลงเครื่องดนตรี วงออร์เคสตรา และการร้องประสานเสียงของคณะ ถึงจะไม่ใช่ชาวคาทอลิกก็สามารถเข้าร่วมได้ฟรี (แต่อาจเสียค่าบริจาคและสนับสนุนเครื่องดนตรีให้โบสถ์ได้ตามกำลัง) แถมบรรยากาศและการตกแต่งที่สวยงามสไตล์โกธิกของโบสถ์ก็ยิ่งช่วยเพิ่มดีกรีความโรแมนติกเข้าไปอีก

เข้าไปเช็กตารางได้ที่ hochamt.augustiner.at

moonhoneytravel.com

Ernst Fuchs Museum

พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานภาพวาดของ Ernst Fuchs ศิลปินชาวออสเตรียที่โดดเด่นเรื่องผลงานเชิงศาสนาและการใช้สีสันฉูดฉาด ต้องบอกไว้ก่อนว่าผลงานไม่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ และสถานที่ตั้งก็อยู่ไกลจากตัวเมืองเวียนนานิดหน่อย แต่ความพิเศษคืออาคารจัดแสดงหรือที่เรียกว่า Wagner Villa นี้มีเจ้าของเก่าคือสถาปนิกชาวออสเตรีย Otto Wagner ผู้ออกแบบสถานีรถไฟ Wiener Stadtbahn และอาคารธนาคาร Postsparkasse ในตัวเมืองเวียนนา ด้วยสไตล์สถาปัตยกรรมอาร์ตนูโวและบรรยากาศชานเมืองหน่อยๆ ก็ดูโรแมนติกที่จะได้ใช้เวลากับคู่รักไม่น้อยเลยนะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ernstfuchsmuseum.at

ernstfuchsmuseum.at

อ้างอิง

Why Vienna gets high marks (2018) โดย Eugen Antalovsky และ Jana Löw

apolitical.co

bbc.com

bloomberg.com

britannica.com

highondreams.com

insider.com

moonhoneytravel.com

movie-locations.com

oe24.at

theculturetrip.com

theguardian.com

thelocal.at

tripzilla.com

vienna.convention.at

wien.gv.at

wienerwohnen.at

queer.de

AUTHOR