Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Pssyppl. ศิลปินที่วาดความโกรธบ้านเมืองเป็นงานศิลปะที่ไม่ยั่วให้โกรธ แต่ยุให้สงสัย

Pssyppl. ศิลปินที่วาดความโกรธบ้านเมืองเป็นงานศิลปะที่ไม่ยั่วให้โกรธ แต่ยุให้สงสัย

21/11/2020
Artist Talk
AUTHOR: เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา
SHARE:

 หากรักใครต้องพูดบอกแสดงออกให้เขาเห็นฉันใด

 หากโกรธใครที่ไม่แฟร์กับเราก็ต้องแสดงออกให้เขาเห็นฉันนั้น

 สำหรับ ม่อน หรือ Pssyppl. งานศิลปะไม่ได้มีหน้าที่แค่เติมความรื่นรมย์จรรโลงใจให้ชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อกลางที่พูดถึงประเด็นหนักๆ อย่างความอยุติธรรม การคัดง้างระหว่างผู้มีอำนาจและผู้อยู่ใต้อำนาจ สิทธิเสรีภาพ รวมไปถึงความคับข้องใจต่อประเด็นต่างๆ อย่างที่เห็นได้ชัดเจนในผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลสีสันสดใสของเขา

 Pssyppl

 ขาเก้าอี้ของผู้มีอำนาจที่สร้างจากตัวคนกำลังล้มครืนลงมา ตึกที่ผู้อยู่อาศัยแต่ละชั้นมีสถานะความเป็นอยู่ตามอำนาจที่ตนมี คนตัวเล็กตัวน้อยที่โดนรองเท้าขนาดใหญ่เหยียบ ฯลฯ

 เหล่านี้คือตัวอย่างผลงานเขาที่คุณอาจเคยเห็นผ่านตาตามโซเชียลมีเดียมาบ้าง ด้วยสีสันจัดจ้าน องค์ประกอบที่เป็นสัญลักษณ์ และเทคนิคการเล่าเรื่องแบบปลายเปิด ทำให้งานของเขาเป็นเอกลักษณ์ จดจำง่าย ชวนให้ขบคิดและถกเถียงกับตัวเองรวมถึงคนรอบข้างได้ต่อ จึงไม่น่าแปลกใจที่งานของเขาจะมียอดไลก์ยอดแชร์สูงแตะหลักพันแทบทุกชิ้น

 ในวันที่สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเดือดพล่านและการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนหนักหน่วงกว่าที่เคย เราจึงต่อสายตรงคุยกับศิลปินหนุ่มที่วาดมวลความโกรธขึ้งนี้ออกมาแทนใจใครหลายคน

 

ระบายความโกรธให้เป็นงานศิลปะ

 ก่อนหน้านี้ ม่อนมีประสบการณ์ทำเพจที่เผยแพร่งานศิลปะของตัวเองมาก่อน เพจหนึ่งว่าด้วยความรักความสัมพันธ์​ ซึ่งแม้ผลตอบรับจะค่อนข้างดี แต่เขาไม่เอ็นจอยเท่าไหร่นักเพราะต้องวาดตามความคาดหวังของผู้ที่มาดูงานเป็นหลัก ส่วนอีกเพจคือ Pssyppl. นี่แหละ เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนนั้น เขาใช้เพจนี้โพสต์ภาพวาดที่เสียดสีมุมมองเรื่องเพศในสังคมไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานทีสิสสมัยปริญญาตรี

 จนวันหนึ่ง ม่อนผู้กำลังเรียนปริญญาโทด้านไฟน์อาร์ตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ค้นพบว่าตัวเองสนใจและรู้สึกกับเหตุบ้านการเมืองและสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อได้ศึกษาหาความรู้ด้านนี้เพิ่มเติมก็ยิ่งรู้สึกโกรธและไม่พอใจ แรงสั่นสะเทือนนี้ผลักให้ชายหนุ่มเปลี่ยนเพจ Pssyppl. ให้เป็นเพจงานศิลปะการเมืองอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

 “พักหลังสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกมากที่สุด ไม่ว่าจะรู้สึกโกรธ เสียใจ ดีใจ หรืออะไรก็แล้วแต่มันไปผูกกับการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมมองว่าตัวเองไม่ใช่นักพูดหรือนักเขียนที่สามารถเรียบเรียงตัวอักษรให้ออกมาสวยงามได้ แต่ผมสามารถใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการระบายเรื่องที่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดได้ และเมื่อได้สื่อสารออกมาแล้ว มันเหมือนเป็น art therapy สำหรับผมด้วย คือได้ปล่อยความรู้สึกไม่ดีไปในงาน ทำให้มูฟออนไปทำงานชิ้นต่อๆ ไปได้”

 

ซ่อนสัญลักษณ์และเปิดกว้างให้ความเห็นที่แตกต่าง

 ในช่วงแรกที่เริ่มวาดภาพเชิงการเมือง ม่อนเลือกวิธีการสื่อสารที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา อย่างภาพบัตรเลือกตั้งกับข้อความ DEMOCRACY WINS ที่กำลังโดนทำลายผ่านกล่องนับคะแนน ก่อนจะค่อยๆ พัฒนารูปทรง สี สัญลักษณ์ รวมถึงสารที่ต้องการสื่อให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อที่คนดูดูแล้วจะได้เกิดความสงสัยและตีความได้หลากหลายกว่าเดิม ซึ่งการเติบโตนี้เป็นผลจากการทำงานดิจิทัลเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียและทำงานไฟน์อาร์ตในชั้นเรียนควบคู่กันไป

 

 ม่อนเล่าว่า สิ่งที่จุดประกายให้เขาอยากเลือกใช้สัญลักษณ์ในงานศิลปะแทนการพูดถึงตรงๆ คืองานเพนต์ติ้งชื่อ The Ambassadors ที่เขาได้เห็นในชั้นเรียนปริญญาโท ดูเผินๆ อาจเป็นแค่รูปวาดทั่วไป แต่หากดูลึกในรายละเอียดจะเห็นสัญลักษณ์อย่างลูกโลกและเครื่องดนตรี ที่ศิลปินเลือกใช้เพื่อสื่อสารเมสเซจที่ต้องการ

 “ภาพนั้นทำให้ผมเห็นว่าเราสามารถเลือกใช้สัญลักษณ์เพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เห็นหรือผ่านตาไว้ในรูปได้ เวลาทำงานช่วงหลังผมจึงเริ่มซ่อนดีเทลเอาไว้ ให้คนมาเห็นแล้วเกิดความสงสัยว่าทำไมเป็นรูปและสีแบบนี้ ผมเลยเริ่มคิดเยอะขึ้นกับการใส่อะไรลงไปในแต่ละรูป เพราะอยากให้คนชินเป็นนิสัยว่าเวลาดูงานศิลปะไม่ใช่ให้ดูแค่ผ่านตาว่าสวย แต่ดูแล้วได้สะท้อนกับตัวเองหรือได้สงสัยว่าสิ่งนี้บ่งบอกถึงอะไรในยุคสมัยที่งานถูกสร้างขึ้น”

Hans Holbein the Younger, ‘The Ambassadors’ Courtesy of The National Gallery, London

 ช่วงหลังมานี้จึงมีหลายครั้งไม่น้อยที่คนขอให้ม่อนอธิบายแนวคิดของผลงานให้ฟัง แต่เขาก็เลือกปฏิเสธไป เพราะต้องการเปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้พูดคุยถกเถียงกัน

 “ผมเชื่อว่างานศิลปะไม่มีขอบเขต แต่มันมีผลพวงของมัน ดังนั้นเวลาเลือกประเด็นผมเลยไม่เคยคิดถึงกรอบ แต่จะคิดถึงผลกระทบที่อาจตามมา จะต้องรีเสิร์ชข้อมูลก่อน เช่น มีรูปหนึ่งที่วาดอิงกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ก่อนวาดผมก็ต้องรีเสิร์ชว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสมันดีจริงไหม มันนำเสนอการต่อต้าน การปฏิวัติ หรือความรุนแรง เราต้องดูผลกระทบหลายๆ ด้านด้วย แล้วค่อยเลือกสัญลักษณ์ที่อยากดึงมาใช้ ซึ่งพอเราวาดภาพเหตุการณ์ปัจจุบันแล้วศึกษาอดีตไปด้วย มันจะเกิดจุดเชื่อมระหว่างสองเรื่องราว ก่อให้เกิดรูปใหม่บนฐานของข้อมูลเก่า และต่อยอดไปเรื่อยๆ อีกได้”

 Pssyppl

นำด้วยความโกรธ ตามด้วยใจความสำคัญ

 อย่างที่บอกว่างานของม่อนมีความโกรธขึ้งเป็นแรงขับเคลื่อน องค์ประกอบที่ใช้สื่อสารภายในภาพจึงแสดงออกถึงความรุนแรง เช่น สีแดงของผิว กริยาท่าทางหน้าตาของตัวคน ขนาดของตัวคนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วเพื่อบ่งบอกถึงอำนาจ หรือกระทั่งชนชั้นของตัวคนที่แสดงออกผ่านชั้นของสิ่งก่อสร้าง

 แม้จะใช้ความโกรธเป็นตัวนำ แต่กว่าจะจัดวางทุกองค์ประกอบออกมาเป็นภาพให้เราเห็นนั้น ม่อนคิดไตร่ตรองมาแล้วเป็นอย่างดี

 “ผมเคยทำงานด้วยความโกรธเพียวๆ คือใช้อารมณ์แล้ววาดเลย สุดท้ายงานออกมาไม่ดี เลยต้องเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ก่อน พยายามอยู่กับความรู้สึกนั้นตอนวาดแล้วเปลี่ยนมันมาเป็นเครื่องมือของเรา มากกว่าที่จะเอาความรู้สึกนั้นใส่ไปในงานเพียวๆ ตอนนี้บางทีความโกรธก็หายไปก่อนจะเริ่มวาดด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้คนเห็นหรือรู้สึกอะไรกับงานเรา ไม่ใช่แค่อยากให้เขาเห็นว่าเราโกรธก็เลยวาดแบบนี้”

 

งานที่นำเสนอจุดยืน ย่อมมีคนชอบและมีคนเกลียด

 ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อทำงานศิลปะการเมือง ฟีดแบ็กที่ได้รับมักจะมีความสุดโต่งกว่าแค่สวยหรือไม่สวย ชอบหรือไม่ชอบ เพราะสุดท้ายต่อให้ไม่ได้พูดหรือแสดงตัวเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ซีนที่ศิลปินเลือกมานำเสนอก็สามารถบ่งบอกถึงจุดยืนทางความคิดอยู่แล้วไม่มากก็น้อย

 “ผมตกใจที่เห็นคนชอบงานเราเยอะกว่าที่คิด คนเกลียดก็มีบ้าง ที่จริงผมชอบกระแสลบๆ นะ มันทำให้เรารู้อะไรเยอะขึ้น ฟีดแบ็กที่ดีมันดีต่อใจอยู่แล้ว แต่ฟีดแบ็กที่ไม่ดีทำให้รู้ว่าสัญลักษณ์ที่เราเลือกใช้มันไม่สามารถสื่อได้กับคนทุกคน ต้องปรับปรุงเรื่อยๆ ผมเลยไม่มายด์มากกับฟีดแบ็กด้านบวกหรือด้านลบ เพราะสุดท้ายเวลาเราแสดงความรู้สึกออกไปในรูปแล้ว เหมือนกราฟความรู้สึกเรามันนิ่งแล้ว ทำให้สามารถรับข้อมูลหรือฟีดแบ็กกลับมาได้เต็มที่เพื่อนำมาปรับปรุงในชิ้นต่อๆ ไปได้”

 

 “ส่วนเรื่องความเห็นไม่ตรงกันมันมีแน่ๆ อย่างล่าสุดมีบางเพจแชร์งานเราไปและมีความเห็นไม่ตรงกับเรามากนัก ทัวร์ก็มาลง ซึ่งปกติผมก็นั่งไล่อ่านคอมเมนต์บ้าง แต่อันไหนที่เป็น hate speech ก็ปล่อยผ่าน ไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่ อย่างเมื่อก่อนมีคนเอาข้อมูลมากาง บอกว่าคุณวาดแบบนี้แต่ข้อมูลจริงๆ เป็นแบบนี้นะ หรือเขาตีความรูปของเราไปในอีกทางหนึ่งแล้วบอกว่าเราสื่อสารแบบนี้ไม่ถูกว่ะ ผมรู้สึกว่าฟีดแบ็กแแบบนี้มันดี ทำให้เกิดการโต้เถียงในสังคม คุยกันได้ และเห็นมุมมองของอีกฝั่งมากขึ้น ส่วนใหญ่คนมักจะคอมเมนต์ถึงสัญลักษณ์ที่เราใช้ว่าไม่ตรงกับจริต หรือข้อมูลที่แปลออกมาแล้วไม่ตรงกับเขามากกว่า แต่บางคนที่มาด่าแบบใช้ hate speech อย่างเดียวก็น่าเศร้าเหมือนกัน”

 Pssyppl

เสรีภาพในการแสดงออกคือสิทธิที่ศิลปิน (และทุกคน) พึงมี

 ในฐานะศิลปินที่ทำงานเกี่ยวกับการเมือง ม่อนผู้ยังต้องปิดบังข้อมูลส่วนตัวอยู่มองว่า นี่คือหนึ่งในความผิดปกติของสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

 “มันไม่ค่อยเมคเซนส์ที่เราทำงานศิลปะที่บางครั้งถูกคัดกรองมาแล้วด้วยซ้ำว่าถ้าใช้สัญลักษณ์แบบนี้จะปลอดภัย แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี วงการศิลปะไม่ควรมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการแสดงออก เป็นการนำเสนอวิชวลให้คนเข้ามาชมแล้วถกเถียงกัน อย่างที่ผมบอกว่าศิลปะไม่มีลิมิตแต่มันมีผลที่ตามมา ถ้าบางทีเราใช้สัญลักษณ์ที่ไป offend ใครก็ต้องยอมรับในผลของมันด้วย”

 แล้วถ้าวันหนึ่ง #การเมืองดี มันเกิดขึ้นได้จริงๆ คิดว่าผลงานของคุณจะออกมาเป็นยังไง–เราตั้งคำถามฝันใหญ่ ทั้งที่รู้ข้างในว่าวันหนึ่งที่ว่านั้นจะเกิดขึ้นวันไหนก็ไม่รู้

 “ผมว่าตอนนั้นบริบทของงานน่าจะยังอยู่ นั่นคือการเสียดสีสังคม ต่อให้เราก้าวข้ามเรื่องการเมืองไปได้แล้ว แต่หลายเรื่องในประเทศไทยหรือแค่กรุงเทพฯ ก็มีเรื่องให้วาดเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการจราจรหรืออะไรที่เป็นเรื่องยิบย่อยต่อยอดจากการเมือง คิดว่าถ้าทำต่อไปก็มีเรื่องให้วาดเรื่อยๆ นั่นแหละ”

 

 หลังจากคุยจบ ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐฉีดน้ำและแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมบริเวณรัฐสภา ในหน้าฟีดเฟซบุ๊ก เราเห็น Pssyppl. โพสต์ภาพวาดพลทหารยืนถือสายยางฉีดน้ำสีม่วงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมตัวเล็กจ้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขารู้สึกยังไง

 นิ้วมือเลื่อนกดอีโมจิโกรธแบบไม่ต้องคิด

 ฝันใหญ่ที่เราเคยตั้งคำถามกับม่อนไปเมื่อไม่นานนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่กันนะ

 Pssyppl

Tags:ศิลปะไทยศิลปะศิลปินนักวาดภาพประกอบการเมืองเซอร์เรียลประชาธิปไตยความเหลื่อมล้ำPssyppl
Share :
Author
เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา
Photographer
-
ในวันที่การเมืองดี เราคงได้มีรัฐบาลที่เห็นคุณค่างานศิลปะกับเขาสักทีนะ
nowhere girlในวันที่การเมืองดี เราคงได้มีรัฐบาลที่เห็นคุณค่างานศิลปะกับเขาสักทีนะนักเขียน : juli baker and summer
Young Designer For Democracy กลุ่มนักออกแบบอนาคต ประชาธิปไตย และความเท่าเทียม
Girls' GenerationYoung Designer For Democracy กลุ่มนักออกแบบอนาคต ประชาธิปไตย และความเท่าเทียมนักเขียน : น้ำปาย ไชยฤทธิ์
“เราไม่ได้สู้เพื่อให้ทุกคนพูดแบบเดียวกัน แต่ให้พูดได้แบบที่อยากพูด” ธนาวิ โชติประดิษฐ
Art is not a crime“เราไม่ได้สู้เพื่อให้ทุกคนพูดแบบเดียวกัน แต่ให้พูดได้แบบที่อยากพูด” ธนาวิ โชติประดิษฐนักเขียน : สุดารัตน์ พรมสีใหม่