“I know = I am familiar with it as a certainty.”
Ludwig Wittgenstein
1
คำคุณศัพท์ certain ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ‘แน่นอน, เป็นจริง’ นั้นเริ่มใช้กันตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มาจากคำภาษาฝรั่งเศสเก่า certain ซึ่งแปลว่า ‘เชื่อได้, แน่ใจได้และจริงแท้แน่นอน’ มีรากศัพท์มาจากภาษาพูดละติน (vulgar latin) คำว่า certanus ที่แผลงมาจากคำว่า certus ซึ่งหมายความถึง ‘การกำหนด, การยึด, การติด, การตั้งอยู่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ และรวมไปถึง ‘ความชัดแจ้ง, ชัดเจน, ปราศจากข้อสงสัย’ ดังที่ปรากฏในภาษาฝรั่งเศสเก่า cert ภาษาอิตาเลียนเก่า certo และภาษาสเปนเก่า cierto ซึ่งทั้งหมดสืบรากจากภาษาโปรโต–อินโดยูโรเปียน krieที่แปลว่า ‘การกรอง, การแยก’ ซึ่งมาจากคำกรีก krisis จึงกล่าวได้ว่า คำว่า certainและ crisis ที่เราแปลว่า ‘วิกฤต’ นั้นจึงมีที่มาเดียวกันแม้ความหมายจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตามที
วลีที่ว่า ‘ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน’เป็นหนึ่งในคำกล่าวที่เราต้องเคยได้ยินกันบ้างด้วยเพราะวลีนี้มักถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึงแก่นความคิดของพุทธศาสนาที่อธิบายถึงความเป็นอนิจจลักษณะของสรรพสิ่งทั้งหลายตั้งแต่วัตถุที่เราจับต้องได้ไปจนถึงความนึกคิดจิตใจที่ล้วนตั้งวางอยู่บนความไม่เที่ยงแท้จนเราบางคนถึงกับเข้าใจว่าถ้อยคำข้างต้นเป็น ‘พุทธพจน์’ เสียด้วยซ้ำไป
หากสำหรับชาวโลกตะวันตกแล้วคำกล่าวนี้เป็นที่รู้จักในฐานะของ ‘คติธรรมแบบฝรั่งเศส’ และถูกยกเครดิตให้เป็นของ Françoise Villon เอกกวีผู้มีชีวิตเยี่ยงจารชนในกลางศตวรรษที่ 15 ซึ่งปรากฏในวรรคหนึ่งของบทกวีBallade du concours de Blois ที่วิยงได้รจนาเอาไว้ว่า
สำหรับข้าไม่มีอะไรแน่นอนนอกเสียจากความไม่แน่นอน
คลุมเครือแม้ในสิ่งที่กระจ่าง
ข้ามิพักสงสัยในสิ่งใดนอกเสียจากสิ่งที่เที่ยงแท้…Rien ne m’est sûr que la chose incertaine ;
Obscur, fors ce qui est tout évident ;
Doute ne fais, fors en chose certaine ;
การขบคิดถึง ‘ความไม่แน่นอนที่แน่นอน’ หรือ ‘ความแน่นอนที่ไม่แน่นอน’ อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาสากลที่ยังคงอยู่กับมนุษย์เราในทั่วทุกพื้นทวีปเรื่อยมาจนปัจจุบันซึ่งสำหรับนักปรัชญาและบรรดาผู้แสวงหาความจริงทั้งหลายความเที่ยงแท้แน่นอน (certainty) ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดด้วยเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งที่ใช้พิสูจน์ความเป็น ‘สัจจะ’ หรือ ‘ความจริง’ ที่อยู่เบื้องหลังสรรพสิ่งเพราะหากปราศจากความแน่นอนแล้วไซร้เราก็คงไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรคือความจริงหรือไม่จริง
อย่างไรก็ตามBaron Reed อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชาญาณวิทยา (epistemology) แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ได้จำแนก ‘ความแน่นอน’ ออกเป็นประเภทต่างๆได้แก่ 1) ความแน่นอนเชิงจิตวิทยา (psychological certainty) ซึ่งผูกพันอยู่กับความเชื่อที่ฝังแน่นในตัวเรา 2) ความแน่นอนเชิงญาณวิทยา (epistemic certainty) ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับความรู้ทั้งหลาย 3) ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์ (moral certainty) ซึ่งเกิดมาจากแบบแผนปฏิบัติทางสังคมและจารีตซึ่งทั้งหมดผสมรวมอยู่ในตัวเรา
ประเภทแรกสุดความแน่นอนเชิงจิตวิทยาถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เราอาจพบเห็นได้ในคนทั่วไปเป็นความเชื่อติดยึดที่ยากจะแก้ไขหรือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติอันแปลกประหลาดของมนุษย์ดังเช่นที่ Lucian นักเขียนชาวกรีกจากศตวรรษที่ 2 ได้ล้อเลียนเสียดสีไว้ในบทสนทนาCharon or the Observers เป็นเรื่องราวของ Charon คนพายเรือพาคนตายไปสู่ปรภพผู้ได้รับอนุญาตจากเฮดีสผู้เป็นเจ้านายให้หยุดงานไปท่องโลกมนุษย์เป็นเวลาหนึ่งวันเพื่อคลายความสงสัยว่าอะไรหนอคือสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์-มนุษย์ ที่เขาพบปะและเสวนาด้วยทุกวันระหว่างพายเรือพาพวกเขาเหล่านั้นข้ามไปสู่โลกแห่งความตายบังเอิญว่าคารอนได้พบกับเฮอร์เมสเทพแห่งการเดินทางเข้าพอดีเขาจึงขอให้เฮอร์เมสเป็นมัคคุเทศก์นำชมโลกมนุษย์ก่อนที่จะค้นพบความแปลกพิกลในความเป็นคนอีกนานัปการโดยหนึ่งในนั้นก็คือการยึดถือความแน่นอนของชีวิตซึ่งไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย
ดังเช่นฉากตอนที่คารอนได้เห็นชายคนหนึ่งพูดกับเพื่อนที่ชวนไปกินเลี้ยงว่า ‘งานนี้ไม่พลาดแน่ๆ’โดยที่คารอนทราบดีว่าชายคนนั้นจะไม่มีวันได้ไปร่วมงานเลี้ยงด้วยเพราะวันรุ่งขึ้นจะมีกระเบื้องมุงหลังคาร่วงหล่นลงมาใส่หัวเขาเสียชีวิตอย่างไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อนชายคนนั้นตกปากรับคำในสิ่งที่เขาไม่สามารถกระทำได้ซึ่งว่าไปแล้วโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นความขันเขในสายตาของเทพเจ้าก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้กับเราแทบทุกคนเราส่วนใหญ่ต่างเชื่อมั่นลึกๆว่าจะมีวันต่อไปโดยหารู้ไม่ว่าวันนี้หรืออีกไม่กี่นาทีถัดจากนี้จะเป็นเพียงห้วงขณะสุดท้ายนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความแน่นอนทางจิตวิทยาซึ่งสถิตอยู่ในตัวเราทั้งหลาย
2
ประเภทต่อมาความแน่นอนเชิงญาณวิทยามองกันอย่างผิวเผินแล้วจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกับความแน่นอนประเภทแรกด้วยเพราะผูกสัมพันธ์กับความคิดความเชื่อที่มีอยู่ในตัวเราแต่หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดความแน่นอนเชิงญาณวิทยาตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดและทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความรู้และการตระหนักถึงความรู้ต่างๆของตัวเราซึ่งบุคคลหนึ่งที่พยายามศึกษาความแน่นอนประเภทนี้อย่างลึกซึ้งก็คือal-Fārābi ปราชญ์อาหรับผู้มีชีวิตอยู่ในศวรรษที่ 10
อัล–ฟาราบีได้จำแนกความแน่นอนออกเป็นลำดับชั้นที่แตกต่างกันคือนอกจากความแน่นอนอย่างธรรมดาที่เรียกว่าyaqīn แล้ว ก็ยังมีความแน่นอนสัมบูรณ์ที่เรียกว่าal-yaqīn ‘alā al-iṭlāq อีกด้วยแต่ก่อนที่จะอธิบายแนวคิดของอัล–ฟาราบีเราอาจต้องรู้จักกับตัวตนและผลงานของเขากันสักเล็กน้อย

อัล–ฟาราบีเป็นหนึ่งในนักปรัชญาอิสลามคนสำคัญที่ประพันธ์ผลงานไว้มากมายตั้งแต่ตำราอภิปรัชญาญาณวิทยาจริยศาสตร์รัฐศาสตร์จิตวิทยาตรรกศาสตร์จนถึงปรัชญาภาษาเขาเป็นผู้ศึกษาและเผยแพร่แนวคิดของ Plato และ Aristotle สู่โลกภาษาอาหรับกระทั่งปราชญ์ผู้โด่งดังอย่าง Avicenna ถึงกับกล่าวไว้ในหนังสือชีวประวัติของตนเองว่าปัญญาความรู้ต่างๆที่เขามีถือเป็นหนี้บุญคุณอัล–ฟาราบีโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจต่องานMetaphysicsของอริสโตเติล
แม้ปรัชญาของอัล–ฟาราบีจะถูกมองว่าเป็นการผลิตซ้ำและดัดแปลงมาจากอริสโตเติลแต่ผลงานที่มีจำนวนมากมายมหาศาลนั้นยังได้สะท้อนให้เห็นรูปแบบความคิดของตัวเขาเองเช่นความพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างความเป็นจริงทางจิตใจกับโลกภายนอกหรือโดยเฉพาะการสร้างระบบทฤษฎีความรู้ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาวะจิตและแม้กระทั่งการทำงานของสมองซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ก้าวล้ำนำสมัยอย่างไม่น่าเชื่อDe AnimaหรือOn the Soulของอริสโตเติล ถือเป็นผลงานที่มีอิทธิพลต่ออัล–ฟาราบีอย่างมีนัยสำคัญโดยตำราเล่มนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นต้นกำเนิดของวิชาจิตวิทยา

สำหรับอัล–ฟาราบีแล้ว ‘ความแน่นอน’ ถือเป็นกุญแจในการเข้าถึงความรู้และวิชาหนึ่งซึ่งเขาแลเห็นว่าเป็นเครื่องมือหรือศิลปะในการเข้าถึง ‘ความแน่นอน’ ก็คือตรรกวิทยา(manṭiq)ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากวิชาตรรกศาสตร์ที่เรารู้จักอยู่พอสมควร
อัล–ฟาราบีได้จัดจำแนกตรรกวิทยาของเขาออกเป็น 5 แบบด้วยกันได้แก่ 1) แบบวิภาษวิธีใช้การถกเถียงเพื่อสร้างความเชื่อบางอย่างขึ้นมา 2) แบบโน้มน้าวใจทำให้ความเห็นกลายเป็นความจริง 3) แบบวาทศิลป์ใช้สื่อสารกับคนหมู่มากหรือสาธารณชน 4) แบบกวีศาสตร์ใช้สร้างภาพพจน์ในใจผู้ฟัง 5) แบบสาธิตซึ่งเป็นแบบที่ยากที่สุดคือน้อมนำไปสู่ความแน่นอนผ่านการอ้างอิงหลักการอันเป็นสากลและปฏิเสธไม่ได้
ในมุมมองของอัล–ฟาราบี ตรรกวิทยา 4 แบบแรกอาจนำพาเราไปสู่ ‘ความแน่นอนอย่างธรรมดา’ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นความชอบด้วยเหตุผลความคิดที่เรามีในเรื่องต่างๆเป็นความรู้ในชั้นแรกของเราทว่าคงมีตรรกวิทยาแบบสาธิตเท่านั้นที่เขาเห็นว่าจะนำพาเราไปสู่ ‘ความแน่นอนโดยสมบูรณ์’ ซึ่งเป็นความรู้ในชั้นต่อมาที่เกิดขึ้นจากการค้นพบหลักการโดยทั่วไปซึ่งนั่นทำให้เขาเชื่อว่าวิชาปรัชญานั้นเป็นส่วนหนึ่งของตรรกะแบบสุดท้ายที่มีลักษณะเป็นแบบสาธิตที่ช่วยให้เรามองเห็นความจริงในสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นความรู้ที่จริงแท้และแน่นอน
เขาได้อธิบายถึงคุณลักษณะของ ‘ความแน่นอนแบบสมบูรณ์’ ไว้ในตำราว่าด้วยเงื่อนไขแห่งความเที่ยงแท้(Kitāb Šara’iṭ al-yaqīn)ว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ 1) มีความเชื่อว่าบางสิ่งเป็นเช่นนี้แทนที่จะเป็นแบบอื่น 2) มีความเห็นพ้องในความเชื่อที่สอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับการมีอยู่ของสิ่งต่างๆที่ปรากฏภายนอก 3) รู้ได้ถึงความสอดคล้องของความเชื่อในการมีอยู่ของสิ่งต่างๆและการดำรงของสิ่งนั้นในโลกความเป็นจริง 4) รู้ได้ว่าความสอดคล้องดังกล่าวนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นและเป็นไปในทางตรงกันข้าม 5) รู้ได้ว่าความขัดแย้งระหว่างความเชื่อและความจริงจะไม่เกิดขึ้นไม่ว่าเวลาใดก็ตามและ 6) รู้ได้ว่าทั้งหมดไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญแต่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความแน่นอนทางญาณวิทยาจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นความแน่นอนซึ่งเกิดจากการขบคิดและพยายามแสวงหาคำตอบเป็นเช่นนี้จนกว่าจะหมดข้อสงสัยโดยสมบูรณ์
3
ความแน่นอนประเภทสุดท้าย–ความแน่นอนในเชิงจริยศาสตร์ ที่ชัดเจนว่ามีความยึดโยงกับความแน่นอนเชิงญาณวิทยาในฐานะที่ผูกพันกับความนึกคิดเพียงแต่ความแน่นอนประเภทสุดท้ายอาจถูกมองว่าเป็นรองกว่าดังที่ René Descartes นักคิดชาวฝรั่งเศสได้อธิบายไว้ในตำราPrinciples of Philosophyว่า
“ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์นั้นแน่นอนในระดับที่เพียงพอให้กำหนดพฤติกรรมของเราหรือเป็นความเที่ยงแท้ในระดับที่เชื่อมโยงกับแบบแผนในการใช้ชีวิตซึ่งปกติแล้วเราอาจไม่สงสัยแต่กระนั้นเราก็ยังคงรู้ได้ว่ามันอาจเป็นเรื่องที่ไม่จริงแต่อย่างใด”

ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์จึงผูกพันกับจารีตและแบบแผนทางสังคมเป็นประเพณีที่รับสืบทอดกันมาซึ่งเราเชื่อว่าเป็นความดีงามและเป็นสิ่งที่แน่นอนโดยแท้จริง
ความแน่นอนประเภทสุดท้ายนี้อาจแลดูว่าคล้ายคลึงกับความแน่นอนเชิงจิตวิทยาแต่ทว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านวิถีปฏิบัติรูปแบบโครงสร้างทางสังคมการศึกษาและระบบการเมืองซึ่งทำให้เราบางคนแลเห็นสิ่งที่เป็นอยู่กลายเป็นความจริงหรือไม่อาจปฏิเสธได้

ความแน่นอนเชิงจริยศาสตร์จึงไม่อาจขจัดข้อสงสัยให้หมดไปดังที่เดอส์การ์ตส์อธิบายซึ่งการปราศจากข้อสงสัย (indubitability) ถือเป็นคุณลักษณะข้อสำคัญของความแน่นอนด้วยเหตุนี้เองความแน่นอนเชิงญาณวิทยาจึงมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาตรวจสอบและสร้างสมดุลให้กับความแน่นอนทั้งสองแบบด้วยการตั้งคำถามและความสงสัยในสิ่งที่เป็นไปต่างๆเพื่อตรวจหาความแน่นอนซึ่ง Ludwig Wittgenstein นักปรัชญาคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ผู้หมกมุ่นครุ่นคิดกับการขบคิดเรื่อง ‘ความแน่นอน’ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตได้กล่าวเตือนไว้ว่าความสงสัยของเรานั้นจำต้องมีที่สุดด้วยเช่นกันเพราะหากเราสงสัยในทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้การสงสัยนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นความแน่นอนชนิดหนึ่งอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ซึ่งนั่นทำให้เราจำเป็นต้องสงสัยใน ‘บางสิ่ง’ เพื่อยืนยันว่าบางสิ่งที่ไม่น่าต้องสงสัยนั้นมีอยู่
ส่วนเรื่องที่ยากและวิตต์เกนชไตน์อาจไม่ทันได้บอกเราเพราะเสียชีวิตไปเสียก่อนก็คืออะไรกันเล่าคือสิ่งควรต้องสงสัยหรืออะไรไม่ควรต้องสงสัย





