วันที่ 1 สิงหาคมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ‘ลอนดอนดูโอ้ป๊อป’ Oh Wonder (OW) Josephine Vander Gucht และ Anthony Westมาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งแรกในทัวร์สนับสนุนอัลบั้มที่สองที่ชื่อว่า Ultralife Asia Tour ซึ่งกรุงเทพฯ คือหมุดหมายสุดท้ายในการทัวร์ครั้งนั้นก่อนที่บัตรจะถูกขายหมดอย่างรวดเร็วจนวงดูโอ้นี้ต้องเพิ่มโชว์ในวันที่ 31 กรกฎาคมสร้างความประทับใจให้กับแฟนเพลงชาวไทยหลายต่อหลายคน
และเช่นเดียวกันกับ OW ที่ทั้งคู่สารภาพว่าตกหลุมรัก ‘Bangkok Scene’ เข้าไปเต็มๆจนกระทั่งสามปีให้หลัง OW กลับมาเยือนกรุงเทพฯ ในฐานะศิลปินเป็นครั้งที่สองและมากกว่าสามครั้งที่ดูโอ้ป๊อปคู่นี้มาใช้เวลาในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว

ความประทับใจที่ ‘เยาวราช Vibe’
How It Goes คือซิงเกิลที่ 6 ของอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า No One Else Can Wear Your Crown (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นวงที่ประหลาดอีกหนึ่งวงเพราะมีซิงเกิลโปรโมตอัลบั้มถึง 6 ซิงเกิลทั้งที่อัลบั้มเต็มเพิ่งถูกปล่อยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์เท่านั้น) มิวสิกวิดีโอของซิงเกิลดังกล่าวถูกเผยแพร่กลางเดือนมีนาคมในบรรยากาศที่เราคุ้นเคยกับยามราตรีของถนนเยาวราชทั้งคู่กระโดดขึ้นสามล้อที่ถนนเจริญกรุงพร้อมกับดนตรีที่เริ่มบรรเลงเสียงของโจเซฟีนดังขึ้นพร้อมกับรถตุ๊กๆ ขับไปในถนนที่ไร้ผู้คนท่ามกลางความเงียบแต่จังหวะของเพลงเคล้ากับแสงไฟบนถนนเยาวราชนำมาซึ่งความลงตัวอย่างประหลาด

ทั้งคู่ถ่ายทำเอ็มวีซิงเกิลที่ 6 ในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ OW มีโชว์ 3 ครั้งในวันเดียวณย่านเยาวราช 3 แห่งได้แก่ Baan Rim Nam, Ba Hao และ FooJohn Building ชื่องานว่า BKK Chinatown Pop Up! ซึ่งนอกจากแฟนเพลงไทยจะได้เห็นโชว์ที่ประทับใจแบบใกล้ชิดติดขอบเวทีแล้ว (แม้หลายคนจะบอกว่าไม่เต็มอิ่มเท่าไหร่เพราะเล่นแค่ที่ละ 30 นาทีเท่านั้นคล้ายเป็น Gig เล็กๆมาพบปะแฟนเพลงเสียมากกว่า) ยังทำให้ OW ยังติดใจกับความเป็นเยาวราชจนบรรจุมันเอาไว้ในเอ็มวีอีกด้วย

ไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นซิงเกิลสุดท้ายของอัลบั้มนี้หรือเปล่าเพราะดูจากทิศทางการโปรโมตอัลบั้มแล้วก็นับว่าประสบความสำเร็จมากทั้งฝั่งยุโรปและเอเชียในความเป็นจริงแล้ว OW มีตารางทัวร์ยาวเหยียดนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ฝั่งอเมริกาตามมาด้วยฝั่งยุโรปในช่วงฤดูร้อนและช่วงสิ้นปีที่ฝั่งเอเชียก่อนที่หลายๆคอนเสิร์ตจะถูกยกเลิกไปจนถึงปลายเดือนเมษายนเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาแต่แน่นอนว่า OW กลับมีโชว์อย่างเต็มรูปแบบในกรุงเทพฯอีกครั้งในวันที่ 4 กันยายนปีนี้หากสถานการณ์ต่างๆในโลกมีทิศทางที่ดีขึ้นซึ่งทุกคนก็หวังให้เป็นแบบนั้น
ในแง่นี้นับว่าในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมานับจากอัลบั้มที่ 2 อย่างUltralife OW มีฐานแฟนเพลงชาวไทยอยู่ไม่น้อยเพราะนับตั้งแต่การทัวร์เอเชียครั้งแรก OW เคยให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขารู้สึกอบอุ่นที่แฟนเพลงชาวไทยร้องตามได้เกือบทุกเพลงไม่แน่ว่าในปลายปีเราอาจจะได้เห็น ‘เยาวราช Vibe’ ในเพลงหรือไลฟ์วิดีโอของ OW อีกก็เป็นไปได้นะ
ความสัมพันธ์และตัวตนของ OW ในOh Wonder (2015)และUltralife (2017)
ก่อนจะพูดถึงความดีงามของอัลบั้มใหม่อาจต้องย้อนกลับไปให้บริบทของOWเพิ่มสักนิดเพราะหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าทั้งสองคนเพิ่งจะเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่าทั้งคู่คบกันมานานแล้วก่อนทำอัลบั้มแรกร่วมกันเสียด้วยซ้ำนั่นหมายความว่าทั้งOh Wonder (2015) และ Ultralife (2017) เป็นอัลบั้มที่ถูกผลิตขึ้นจากคู่รักดูโอ้ป๊อปไม่ใช่เพื่อนศิลปินอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกันในช่วงแรก

“เราเพิ่งจะบอกกับแฟนเพลงว่าเราเป็นคู่รักกันก็เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วแต่ในความเป็นจริงเราคบกันมานานถึง 7 ปีแล้ว” โจเซฟีนให้สัมภาษณ์ทางวิทยุแห่งหนึ่งในมหานครลอนดอนช่วงที่อัลบั้มใหม่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
เอาเข้าจริงถามว่าแฟนเพลงช็อกไหมก็น่าจะไม่ทั้งคู่ออกจะเป็นคู่จิ้นที่ลงตัวสำหรับแฟนเพลงเสียด้วยซ้ำมากไปกว่านั้นการได้รู้เรื่องราวชีวิตคู่ของทั้งคู่เพิ่มขึ้นและได้ลองกลับไปย้อนฟังสองอัลบั้มแรก เลยเหมือนได้ฟังทุกแทร็กในมุมมองใหม่อีกครั้ง
“เรามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างประหลาด” โจเซฟีนนิยามชีวิตคู่ของเธอไว้แบบนั้น
“ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะดนตรีหรือเปล่าแต่สารภาพเลยว่าตอนที่ชวนเธอทำเพลงไม่ได้ตั้งใจว่าจะคบกันในฐานะของคู่รักแค่อยากทำเพลงด้วยกัน” แอนโธนีเสริมถึงช่วงแรกที่ทั้งคู่รู้จักกัน
นอกจากนี้เกือบตลอดระยะเวลาการเป็นศิลปินของทั้งคู่บ่อยครั้งที่ OW มักจะให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่าเพลงของเขาต่างออกไปจากวงอัลเทอร์เนทีฟป๊อปหรือซินธ์ป็อปวงอื่นๆที่มีอยู่มากมายในทศวรรษนี้ยังไงบ้างซึ่งสิ่งที่ OW ย้ำชัดเจนเสมอมาคือ
“Oh Wonder is a vehicle to comfort people”
OW เห็นว่าเพลงของเขาเป็นเหมือนบทเพลงที่คอยปลอบโยนหัวใจในยามที่อ่อนล้าและในทั้งสองอัลบั้มแรกมันก็เป็นอย่างนั้นเสมอมาแต่ก็ทำให้ทั้งโจเซฟีนและแอนโธนีที่ผ่านชีวิตคู่มาด้วยกันหลายต่อหลายปีแม้มีดนตรีที่พวกเขารักแต่ความเหนื่อยหน่ายจากการทัวร์คอนเสิร์ตและการทำเพลงก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เราไม่คิดว่าสองอัลบั้มแรกมันเป็นเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคนหนุ่มสาวและเราก็พูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาผมไม่ชอบที่นักวิจารณ์มักยกเราให้เป็นคนแต่งเพลงที่เก่งมีคลังคำเยอะอะไรทำนองนั้นแต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือคนฟังได้รับการเยียวยาทั้งในเรื่องความรักและชีวิตจากการฟังเพลงของเราแต่สิ่งที่เรากำลังจะทำในอนาคตคือการเยียวยาตัวเราเองบ้าง” แอนโธนีให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Face Cultureเอาไว้เมื่อสองปีก่อน

No One Else Can Wear Your Crownคือท่วงทำนองเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์
ในNo One Else Can Wear Your Crownก็เช่นเดียวกันเนื้อหายังคงพูดถึงการเยียวยาตัวเองผ่านประสบการณ์ชีวิตโดยเฉพาะในมุมมองของความรักแต่ที่พิเศษกว่านั้นดูเหมือนว่าทั้งโจเซฟีนและแอนโธนีเหมือนจะยอมรับกลายๆว่าอัลบั้มนี้พวกเขาเขียนเนื้อเพลงขึ้นจากประสบการณ์ในชีวิตก่อนที่ทั้งคู่จะมาเจอกันและคิดว่าน่าจะเป็นดังที่แอนโธนีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่ากระบวนการผลิตอัลบั้มนี้มันคือการเยียวยาตัวเองอย่างแท้จริงแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมากกว่านั้น

The Gryphonหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัยลีดส์ (ซึ่งเป็นเมืองที่บัตรของ OW ขายหมดไวที่สุดในสหราชอณาจักร) พูดถึงอัลบั้มนี้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่าNo One Else Can Wear Your Crown เป็นอีกหนึ่งไดอารีที่ OW ตกลงกันไว้ว่าเราจะเอาเรื่องของพวกเราเองก่อนที่เราจะมูฟออนและเดินหน้าต่อมาเล่าสู่กันฟังเนื้อหาเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของอัลบั้มมักพูดถึงความรักที่ไม่สมหวังแต่มันสดใสและอยากทำให้ใช้ชีวิตต่อนับเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ชาญฉลาดมากของ OW ที่ในแง่หนึ่งก็ฟื้นฟูความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ของตัวเองไปพร้อมๆกับใช้มันเป็นวัตถุดิบในการทำเพลง
พอมาดูที่เนื้อเพลงก็เป็นอย่างที่ The Gryphon บอกเอาไว้จริงๆทั้ง“Yeah, I hope you’re feeling better now, better now. And they’ve lifted the dark clouds.” และ “I wish I never met you but it’s a little too late.”
หรือท่อนที่น่าจะร้องตามกันได้ทุกคอนเสิร์ต
“I never thought I’d be happy to see you with somebody new.”
เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงชีวิตบัดซบเมื่อครั้งอดีตแต่เมื่อถูกนำมาเล่าในช่วงชีวิตปัจจุบันมันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทั้งหวานทั้งขมและตลกขบขันในเวลาเดียวกันไม่มีกลิ่นอายของความเศร้าเลยสักนิดส่วนหนึ่งคงเพราะลายเซ็นของ OW ที่ชัดเจน สามารถกลบเนื้อหาของการมูฟออนเหล่านี้ด้วยเมโลดี้ที่สนุกและเย้ายวนเหมือนได้นอนฟังเพลงในทุ่งหญ้าสีเขียวพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆนั่งคุยกับเพื่อนเก่าถึงเรื่องระยำตำบอนของความสัมพันธ์กับคนรักในอดีต
อัลบั้ม No One Else Can Wear Your Crownเริ่มปล่อยซิงเกิลแรกHallelujah กับอีก 3 ซิงเกิลในเวลาไล่เลี่ยกันคือBetter Now, I Wish I Never Met YouและHappyซึ่งเป็นช่วงที่ OW กำลังเดินทางโปรโมตก่อนที่อัลบั้มเต็มจะถูกปล่อยทั้งคู่เดินทางไปทั้งเอเชียยุโรปและอเมริกาแต่ไม่ได้เป็นโชว์เต็มรูปแบบคล้ายกับว่า OW อยากกระซิบบอกกลายๆว่าพวกเรากลับมาแล้วนะตื่นเต้นกันบ้างไหมและพร้อมจะฟังอัลบั้มเต็มของพวกเรากันหรือยัง
หลังการวางแผงอัลบั้มในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ OW ปล่อยอีกสองซิงเกิลตามออกมาหลังการปล่อยอัลบั้มเต็มคือIn And Out Of Loveและ How It Goes นับเป็นวิธีการโปรโมตที่น่าสนใจไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นวงดนตรีจากค่ายใหญ่อย่าง Universal Music ปล่อยซิงเกิลรัวๆถึง 6 เพลงในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 3-4 เดือนนั่นหมายความว่า OW ได้รับอิสระค่อนข้างมาก
มากกว่านั้นNo One Else Can Wear Your Crownถูกบันทึกในโฮมสตูดิโอของทั้งคู่ไม่ใช่ทั้งสตูดิโอใหญ่ในลอนดอนและไม่ใช่สตูดิโอหลักของค่ายในแคลิฟอร์เนียเช่นเดียวกันทั้ง 16 แทร็กถูกผลิตและบันทึกที่บ้านของทั้งคู่แน่นอนว่ามันเกินความคาดหมายมากๆสำหรับการบันทึกให้ได้คุณภาพเสียงในระดับนี้แต่ OW ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาทำได้และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ค่ายให้อิสระมากมายกับพวกเขาเป็นการตอบแทน
ไฮไลต์ของอัลบั้มที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Hallelujah ซิงเกิลแรกและเป็นแทร็กที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มแต่ไม่ใช่เวอร์ชั่นออริจินัลเพราะเวอร์ชั่นอะคูสติกมันเหนือชั้นกว่ามาก Hallelujah พูดถึงการยอมรับตัวเองในปัจจุบันและไม่ปล่อยให้คนอื่นทำให้คุณมีชีวิตที่แย่ลงหรือทำให้คุณไม่เป็นตัวของตัวเองสอดรับกับไอเดียทั้งหมดของอัลบั้มที่พูดถึง ‘มงกุฎ’ ของคุณที่ไม่มีใครจะมาสวมมันได้ในแง่นี้หากจะต้องอุปมา ‘มงกุฎ’ ในอัลบั้มก็คงจะหนีไม่พ้น ‘ชีวิต’ ที่เป็นของคุณเองไม่มีใครมาใช้และแย่งมันจากคุณไปได้
OW เปลี่ยนแทร็กที่มีความเป็นซินท์ป๊อปในเวอร์ชั่นปกติไปเป็นเพลงบัลลาดเศร้าๆที่ใช้เปียโนเป็นตัวนำจนเรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนโครงสร้างของเพลงเลยทั้งดนตรีและวิธีการร้องยกเว้นเนื้อหาของเพลงที่ยังคงไว้แบบเดิมมากไปกว่านั้นHallelujahเป็นแทร็กเดียวในอัลบั้มที่มีเวอร์ชั่น unplugged เพิ่มมาอีกหนึ่งเท่ากับว่าแทร็กนี้มีอยู่ทั้งหมดถึง 3 เวอร์ชั่นไปพิสูจน์ด้วยตัวเองได้เลย



จุดนี้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของอัลบั้มเพราะไม่ว่า OW จะใส่เวอร์ชั่นอะคูสติกของทั้ง 6 จาก 10 เพลงมาเพราะเสียดายหรืออะไรก็แล้วแต่ก็นับว่าคุ้มค่ามากๆที่จะได้ฟังและเห็นไอเดียที่หลากหลายแต่กระจัดกระจายทว่าน่าสนใจแบบนี้แน่นอนว่ามีอีกหลายแทร็กที่ควรค่าแก่การฟังมากๆ
No One Else Can Wear Your Crownเริ่มแทร็กแรกด้วย Dustที่ OW เขียนเสร็จเป็นเพลงแรก (พูดถึงความเห็นอกเห็นใจและอยู่เคียงข้างกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง) OW พาเราเริ่มด้วยอิเล็กทรอนิกป๊อปก่อนจะกระโจนเข้าสู่Better Nowซึ่งเป็นแทร็กที่มีลายเซ็นของ OW ชัดเจนที่สุดซินธ์ป๊อปที่ใส่เสียงสังเคราะห์ไม่อึดอัดจนเกินไป เสียงของโจเซฟีน คลอไปกับเสียงโทนต่ำของแอนโธนีทำให้ติดหูได้ไม่ยากเนื้อหาที่ให้กำลังใจคนใกล้ตัวสักคนหนึ่งด้วยการชงกาแฟร้อนๆให้ดื่มพร้อมกับตบบ่าเพื่อให้กำลังใจ

ไปจนครึ่งทางของอัลบั้มแทร็กที่ห้าIn And Out Of Loveเป็นเพลงรักว่าด้วยความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่เราต่างเจอใครสักคนที่ใช่ในช่วงเวลาหนึ่งแต่ในท้ายที่สุดคุณก็เลือกจะรอคนที่คุณอยากจะอยู่ด้วยไปทั้งชีวิตนี่อาจเป็นแทร็กเดียวในอัลบั้มที่ฟังครั้งแรกไม่นึกถึง OW เลยเพราะเสียงเปียโนที่หม่นหมองตัดกับเสียงของโจเซฟีนที่แหบแห้งกว่าปกติดึงเราสู่ความเศร้าที่แม้ดูผิดที่ผิดทางไปพอสมควรแต่ก็ได้เครื่องสายฟูลแบนด์ในช่วงท้ายสร้างความอลังการให้กับแทร็กคั่นกลางอัลบั้มนี้นับว่าเป็นความท้าทายใหม่ของ OW เลยทีเดียว
ต่อด้วยHow It Goesในซีนเยาวราชเป็นอีกเพลงเพื่อเป็นกำลังใจให้คนอย่างเราๆได้ตระหนักว่าชีวิตมันโอเคที่จะมีทั้งวันที่ดีและพร้อมรับมือกับวันที่แย่ๆอย่างปกติดนตรีสังเคราะห์เนิบๆชิลล์ๆสไตล์ OW ฟังได้ทุกวันไม่มีเบื่อตามมาด้วยDrunk On Youที่หลอกให้เราเข้าใจว่าจะเป็นเพลงบัลลาดเปียโนหวานๆก่อนกระโจนเข้าท่อนฮุกด้วยเสียงสังเคราะห์และบีตที่ชวนขยับตัวว่าด้วยใครสักคนที่มักติดอยู่ในหัวของคุณตั้งแต่กลางดึก หลังจากที่คุณดื่มอย่างหนักหน่วงและพบว่าตื่นขึ้นมาเขาคนนั้นก็ยังไม่หายไปจากความคิดคุณ
OW ใช้แทร็กสุดท้ายปิดทั้ง 9 เพลงก่อนหน้าด้วยNebraska ด้วยความตั้งใจแรกของทั้งคู่ว่าอยากเขียนเพลงที่ว่าด้วยการเป็นคู่รักกันมานานถึง 7 ปีพร้อมๆกับการทำเพลงไปด้วยกันซึ่งมันยากมากๆแม้แต่การจะใช้เวลาเพียงสองสามชั่วโมงเพื่อแยกจากกันจึงเป็นที่มาของเพลงที่ไม่ว่าจะอยู่ไกลถึง Nebraskaแต่คนที่เรารักก็ยังรออยู่ที่บ้านแม้ในความเป็นจริงทั้งคู่จะยังไม่เคยไป Nebraska ก็ตาม
นับเป็นแทร็กปิดท้ายที่สมน้ำสมเนื้อกับอัลบั้มอย่างยิ่งด้วยความเป็นอัลเทอร์เนทีฟป็อปผสมกับกีตาร์แบนด์เป็นอีกแทร็กของอัลบั้มที่หมดจดมากๆ
ส่วนในแง่ของจำนวนเพลงก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะวงตกผลึกทั้งทางความคิดและวิธีการทำดนตรีหรืออาจจะขี้เกียจมากขึ้นจนมีแทร็กในภาคปกติของอัลบั้มนี้เพียง 10 แทร็กทั้งอัลบั้มจากอัลบั้มแรกทั้งหมด 15 แทร็กและอัลบั้มที่สองจำนวน 12 แทร็กคำตอบของคำถามนี้จะไปอยู่ตอนที่ได้ฟังอย่างตั้งใจตั้งแต่แทร็กแรกจนจบแทร็กสุดท้ายก็จะเข้าใจว่ามันต้องเท่านี้มันได้เท่านี้จริงๆมากกว่านี้มันเยิ่นเย้อและน่าจะสร้างความเบื่อหน่ายพอสมควรที่จะย้อนกลับไปฟังใหม่ตั้งแต่แทร็กแรก (เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอัลบั้มหนึ่งและสอง) OW จัดการกับความสะเปะสะปะได้ดีมากถึงมากที่สุดเพราะการเขียนเพลงเองโปรดิวซ์เพลงเองดีไซน์คอนเซปต์อัลบั้มไปจนถึงเล่นสดกันเองสองคนไม่ใช่เรื่องง่าย
อาจกล่าวได้ว่าความน่าสนใจของอัลบั้มนี้คือการที่ OW ตั้งใจใส่อะคูสติกเข้ามา เพื่อที่จะให้คนฟังเพลงสายลึกที่ซีเรียสกับภาคดนตรีก็ยังฟังได้ และจะมอง OW เป็นวง easy listening ก็ได้เหมือนกันนั่นเพราะเราเห็นความละเอียดในท่วงทำนองในตัวโน้ตของแต่ละอินโทรไปจนจบเพลงเราเห็นคุณภาพของการบันทึกเสียงที่มันถูกพัฒนามาเรื่อยๆนับจากอัลบั้มแรกซึ่งหากจะให้ลองจินตนาการถึงสตูดิโออัลบั้มชุดถัดไปของ OW ก็คงเดาได้ไม่ยากเท่าไหร่แม้ในใจจะอยากให้ OW ลองก้าวออกไปจากคอมฟอร์ตโซนก็ตาม

ป.ล. นอกเหนือไปจากอัลบั้มที่คู่ควรแก่การฟังในช่วงเก็บตัวแบบนี้แล้ว OW ก็ประกาศว่าพวกเขาจะแสดงสดในบ้านผ่านทางอินสตาแกรมในเวลาสองทุ่มของลอนดอนซึ่งจะตรงกับเวลาตีสามในประเทศไทยOW จะเล่นทุกวัน วันละหนึ่งเพลงเป็นเวลา 37 วันนับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคมสำหรับแฟนๆของ OW คงไม่น่าพลาดแต่สำหรับเพื่อนๆที่กำลัง work from home การปั่นงานโต้รุ่งหรือตื่นกลางดึกอย่างงัวเงียมาฟังเพลงบรรเลงสดจากดูโอ้ป๊อปลอนดอนคู่นี้ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวนะ
อ้างอิง





