Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

แนทเธอรีน : จากเกือบตายเพราะภูมิแพ้ สู่การเป็นตัวเองที่มีความสุข

Highlights

  • ในปัจจุบันหลายคนรู้จัก ‘แนทเธอรีน–ดุสิตา กิติสาระกุลชัย’ ในฐานะอดีตสมาชิกวง BNK48 รุ่นที่ 2 ที่ตอนนี้เธอกำลังหันมาทำคอนเทนต์ออนไลน์ทั้งฟุตบอล สตรีมมิ่งเกม และชาแนลยูทูบของตัวเองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
  • ย้อนกลับไปก่อนหน้าในช่วงที่เธออยู่มัธยม ภายใต้ความสดใสในปัจจุบัน แนทเธอรีนเคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรงจนเกือบเสียชีวิต แต่เพราะเหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้เธอเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างทั้งคุณค่าของเวลา คุณค่าของตัวเองและคุณค่าของคนรอบข้าง
  • สุดท้ายหลังจากตกตะกอนเรื่องราวทั้งหมด เธอเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือความสุข ไม่ว่าจะเป็นตัดสินใจเรื่องไหน ขอให้ทางเลือกนั้นให้ความสุขและยังทำให้เธอเป็นเธอได้ แนทเธอรีนบอกนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

ตามปกติเวลาติดต่อขอสัมภาษณ์ใครสักคนหนึ่ง ถ้าไม่ติดต่อกับเจ้าตัวเอง ผมมักต้องนัดหมายกำหนดการเหล่านั้นกับผู้จัดการส่วนตัว

ดังนั้นกับครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องพิเศษอยู่บ้าง เพราะปลายสายในการโทรขอสัมภาษณ์คือ ‘พ่อ’ ของคนที่ผมอยากสนทนาด้วย เขาเข้ามาช่วยเรื่องการรับงานของลูกได้สักพักแล้ว

“ยินดีครับ แต่เดี๋ยววันเวลาที่แน่นอน รอน้องเลิกเรียนจะเช็กคิวให้นะครับ” คุณพ่อดุสิต กิติสาระกุลชัย บอกผมแบบนั้น 

และคำว่า ‘น้อง’ ในประโยคคือ แนทเธอรีน–ดุสิตา กิติสาระกุลชัย ลูกสาวของเขาเอง

ถ้านับจากวันแรกที่หลายคนได้รู้จักแนทเธอรีนจนถึงวันนี้ เวลาผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว

การเปิดตัวต่อหน้าแสงสปอตไลต์ในฐานะไอดอลสาวจาก BNK48 รุ่นที่ 2 ทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จัก หลังจากนั้น เธอค่อยๆ ไต่ระดับความนิยมและชื่อเสียงเรื่อยมาในฐานะเมมเบอร์ของวงและจากการทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ทุกอย่างดำเนินมาด้วยดีในสายตาคนภายนอก แต่จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา เธอประกาศจบการศึกษาออกจากวง BNK48 ด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ 

แน่นอนว่าการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผมไม่ได้อยากลงลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เรื่องราวก่อนหน้าและภายหลังต่างหากคือเหตุผลที่ทำให้ผมติดต่อคุณพ่อดุสิตเพื่อขอสัมภาษณ์ลูกสาวของเขา

ก่อนหน้า–แนทเธอรีนเคยแชร์ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองส่วนหนึ่งในเพจส่วนตัว เธอเล่าว่าก่อนหน้าเข้ามาเป็น BNK48 เธอเคยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรงถึงขนาดต้องเข้าห้อง ICU เธอต่อสู้กับมันอยู่หลายปีจนอาการหายขาดในที่สุด

ภายหลัง–เมื่อออกจากวง ปัจจุบันแนทเธอรีนกำลังเริ่มต้นลองงานใหม่ที่ตัวเองอยากทำ เธอพูดใน Live แรกหลังออกจากวงว่างานต่อจากนี้คือสิ่งที่ทำให้มีความสุข และเธอจะตั้งใจทำมันเพื่อให้ใครหลายคนรู้ว่า ‘ไอ้เด็กคนนี้มันเอาเรื่อง’ 

ผมเก็บความสงสัยไว้ จนในเย็นวันเดียวกันกับที่ผมโทรไปขอสัมภาษณ์ แนทเธอรีนโทรกลับมาเพื่อบอกวันนัดหมายที่เธอสะดวก และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นบทสนทนาของเราในบ่ายวันหนึ่งที่ Sailom Sangdad Homey Studio ย่านรามอินทรา

บทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องการเป็นตัวของตัวเอง การต่อสู้ และความตาย จากปากหญิงสาววัย 20 ปี

อัพเดตกันหน่อย ตอนนี้มีงานอะไรอยู่บ้าง

อย่างแรกคือรายการฟุตบอลค่ะ อันนี้ทำกับพี่เบลล์ ขอบสนาม อย่างที่สองคือสตรีมเกม อันนี้เป็นการทำร่วมกับ Hashtag E-Sports และอย่างที่สามคือทำช่องยูทูบ ส่วนนี้เป็นโปรดักชั่นร่วมกับทีมเสือร้องไห้ หลักๆ คือ 3 อย่าง พร้อมๆ กับเรียนไปด้วย

 

ไม่เหนื่อยเหรอ

อาจเหมือนทำตัวชิลล์นะ แต่จริงๆ หนูเหนื่อยมากเลย (หัวเราะ) ตลอดเวลาที่ไม่ได้อยู่หน้ากล้อง หนูต้องอ่านหนังสือตลอด แต่โดยรวมยังถือว่าสนุก นี่เป็นสิ่งที่อยากทำ หนูอยากก้าวไปข้างหน้าเพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์ที่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคต ดังนั้นหนูเลยเต็มที่กับทุกอย่างที่ทำโดยไม่ได้มองมันเป็นทางผ่าน มองมันเป็นความสุขและความสนุกที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หนูอายุแค่ 20 เองค่ะ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่รู้ ดังนั้นช่วงนี้ก็ต้องหาประสบการณ์กันไปก่อน 

 

จัดการเวลายังไง

ทุกวันนี้ดูคิวเองนะ เป็นคนเลือกเองว่าเวลาไหนต้องทำอะไรยังไง คุณพ่อเข้ามาช่วยในส่วนของการดีลแค่นั้น แต่ถ้าเป็นงานเกม พี่ๆ Hashtag E-Sports จะเข้ามาช่วย

ใน Live แรกหลังจากออกจากวง แนทเธอรีนพูดว่า ‘อยากพิสูจน์ว่าไอ้เด็กคนนี้มันเอาเรื่อง’ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้รับงานเยอะขนาดนี้หรือเปล่า

(นิ่งคิดนาน) คือตอนที่ออกจากวง มีหลายคนที่ดูถูกหนูไว้ว่าคงไปไม่รอด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผลักดันหนูขนาดนั้นหรอกนะคะ โดยส่วนตัวหนูมองว่านั่นเป็นแค่ความคิดของคนกลุ่มหนึ่ง ประเด็นสำคัญอยู่ที่หลังจากนั้นมากกว่า หนูจะมาถามตัวเองว่าแล้วเราล่ะคิดยังไงกับคำพูดเหล่านั้น ตรงนี้ต่างหากที่เป็นพลังบวกให้หนู มันทำให้หนูอยากไปให้ไกลโดยไม่ได้คาดหวังให้คนที่ไม่ชอบเรามารู้ เพราะถ้าเขาไม่ชอบเรา ต่อให้เราทำดีขนาดไหน เขาก็ยังด่าเราอยู่ดี ดังนั้นแค่ทำให้ดีที่สุดและโฟกัสที่ตัวเองก็พอ 

หนูไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ทุกคนพอใจ แต่มีหน้าที่ทำให้ชีวิตหนูมีความสุข ทำให้ตัวเองเป็นเด็กดีที่สุดของคุณพ่อคุณแม่ และทำให้ตัวเองเป็นคนที่รับผิดชอบต่องาน

 

คิดว่าตัวเองมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่สูงไหม

สุดๆ เลยค่ะ หนูว่ามีสูงมากนะ เพราะไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนหนูจะเป็นเหมือนเดิม

 

ดูขัดกับรอบตัวไหม เพราะถ้าว่ากันตามตรง การอยู่ในวงการมักมีหลายเสียงที่บอกให้เราเป็นคนอื่น

ไม่เลยค่ะ (ตอบทันที) หนูคิดว่าตัวเองชัดเจนกับเรื่องนี้มาตลอดนะ หนูบอกทุกคนเสมอว่าแนทเธอรีนเป็นแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมีคนไม่ชอบ แต่หนูรู้สึกว่าความคิดคนห้ามไม่ได้ จะมาบังคับให้ทุกคนบนโลกหันมาชอบ หนูว่าก็ไม่ใช่ ดังนั้นหนูต้องยอมรับให้ได้ในความเห็นที่แตกต่าง ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดเราทั้งนั้น  ถ้ามัวแต่ไปคิดถึงคนที่ด่าเราทุกคน หนูว่าคนที่เป็นโรคประสาทไปก่อนก็คือเรา ดังนั้นสำหรับหนู หนูคิดแค่ว่าถ้าสิ่งที่ทำไม่ขัดต่อหลักจริยธรรมและยังเป็นตัวเอง หนูว่าก็ทำไปเถอะ มันถูกต้องแล้ว เพราะนั่นคือตัวเรา เรามีความสุขกับมันได้ 

นี่เป็นหลักคิดเดียวกับช่วงที่เจอดราม่าเยอะๆ ตอนออกจากวงหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ในความเป็นจริง สิ่งที่หนูโดนถือว่าหนักมากนะ แต่มองว่าบางคอมเมนต์ก็เป็นอะไรที่ toxic ที่ไม่เกิดการพัฒนาใดๆ ถ้าเอามาใส่ใจก็มีแต่ทำให้อารมณ์ดิ่งลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงไม่สนใจ สิ่งเหล่านี้เลยทำอะไรหนูไม่ได้ 

หนูคิดว่าอะไรแบบนี้เหมือนเพลง ก้อนหินก้อนนั้น ของโรส ศิรินทิพย์นะ ทุกอย่างในชีวิตไม่มีอะไรทำร้ายเราได้ ถ้าเราไม่ยอมมัน อีกอย่างคือนี่เป็นสิ่งที่บ้านหนูปลูกฝังมาด้วย หนูอาจคิดแบบนี้ไม่ได้ก็ได้ถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยชี้นำ ทุกอย่างที่ปลูกฝังให้หนูเป็นหนูทุกวันนี้ก็มาจากเขา การที่หนูยังนิ่งและคิดได้แบบนี้มาจากเขาทั้งหมด

 

ทำไมถึงยึดถือการทำอะไรเพื่อความสุขขนาดนั้น

(นิ่งคิด) หนูคิดว่าจากสิ่งที่ตัวเองเจอมานะ มันทำให้หนูคิดว่าชีวิตคนเรานั้นสั้น ดังนั้นจงทำตัวเองให้มีความสุขในทุกๆ วันดีกว่า 

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เด็กหญิงแนทเธอรีนเป็นแบบไหน

หนูเป็นเด็กสดใสร่าเริงปกติเลยค่ะ จนตอน ป.2 นั่นแหละที่เริ่มมีอาการภูมิแพ้

ในตอนเริ่มต้นหนูยังแพ้แบบเล็กๆ เหมือนคนทั่วไป แต่พออายุมากขึ้น กลายเป็นว่าจากตอนแรกที่เคยแพ้แค่กุ้ง มันเริ่มแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ บางอย่างที่ไม่เคยแพ้หนูก็แพ้ ช่วงที่เป็นหนักๆ หนูต้องไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อทำ skin test หนูต้องไปเจอว่าวันนี้ตัวเองแพ้อันนี้ วันต่อมาแพ้อีกอันหนึ่ง วันต่อมาก็แพ้เพิ่มอีก จนสุดท้ายแพ้เยอะแยะไปหมด แพ้จนเริ่มไม่รู้ว่าตัวเองแพ้อะไรบ้าง

 

พอเจออย่างนั้นคิดกับตัวเองยังไง

ยอมรับว่าช่วงแรกเครียดนะคะ มันเป็นวัยเด็กที่นู่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ ขนาดเหงื่อตัวเองหนูยังแพ้ หนูเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมชีวิตหนูต้องมาเจออะไรแบบนี้ เด็กคนอื่นไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย มันเป็นวัยเด็กด้วยค่ะเลยทำให้คิดแบบนั้น ตอนนั้นน่าจะประมาณ ม.ต้น แต่ช่วงที่เป็นหนักคือหลังจากนั้น

 

หนักขนาดไหน

หนักจนไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ถ้าไปก็จะไปสาย เพราะเวลาที่ภูมิแพ้กำเริบมักเป็นช่วงตอนกลางคืน ดังนั้นตอนกลางคืนหนูจะนอนไม่ได้ หนูหายใจไม่ออกและมีผื่นขึ้นทั้งตัวเหมือนเป็นลมพิษ หนูต้องรอให้ผื่นยุบและให้ระบบหายใจกลับมาปกติ ยิ่งพอเข้าสู่ช่วงประมาณ ม.4-5 อาการยิ่งหนักขึ้น จากตอนแรกที่ไปโรงเรียนได้แต่อาจไปสายบ้าง กลายเป็นว่าเริ่มไปไม่ได้เลย ผื่นไม่ยุบสักทีและหายใจไม่ออกอยู่แบบนั้น หนูทรมานมากและทำอะไรก็ไม่ได้นอกจากนอนให้ออกซิเจนอยู่บ้าน

รู้สึกชีวิตการเป็นเด็กมัธยมหายไปไหม

แน่นอน ช่วงมัธยมเป็นวัยที่ควรมีความสดใสร่าเริง มันไม่ใช่วัยที่จะมามีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นสำหรับหนู ช่วงวัยนั้นจึงแตกต่าง มันมืดมนมาก แต่เมื่อโตขึ้น หนูก็เข้าใจอะไรมากขึ้นนะ แม้ป่วย แต่ตอนนั้นหนูว่าความคิดตัวเองก็ค่อยๆ โตขึ้นเช่นกัน เริ่มมองอะไรมากขึ้น เริ่มเลือกที่จะมองมุมที่ดีๆ เริ่มเรียนรู้ที่จะไม่ทำร้ายตัวเองด้วยความว่า ‘ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้’, ‘ทำไมชีวิตฉันแย่’, ‘ทำไมฉันถึงไม่มีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่น’, ‘ทำไมผื่นขึ้น หายใจไม่ออกและเหมือนจะตายอยู่ทุกวัน งั้นตายๆ ไปเลยดีกว่าไหม’ หนูไม่คิดแบบนั้น มันเหมือนที่หนูเพิ่งบอกไปนั่นแหละว่าทุกอย่างในชีวิตขึ้นอยู่กับว่าเรามองมุมไหน หนูได้ตรงนี้จากตอนที่ป่วย

 

แต่มันคงไม่ใช่ง่ายๆ กว่าจะคิดแบบนี้ได้ คงต้องผ่านอะไรมาเยอะมากเหมือนกัน

แน่นอนค่ะ ตอนที่อายุยังน้อยหนูก็ไม่ได้คิดอะไรเหมือนตอนโตหรอก อย่างที่บอกว่ามันก็มีช่วงเครียด ในขณะที่เพื่อนคนอื่นไปเล่น แต่หนูต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ในโรงพยาบาล (นิ่งคิด) หนูเคยนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนเลย ตอนนั้นอาการไม่หายสักที มันเป็นความเครียดที่มากเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่งเหมือนกันเพราะออกไปไหนไม่ได้ ลุกไปข้างนอกไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้สักอย่างเพราะหนูแพ้ไปหมด

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เริ่มเปลี่ยนมุมมองคืออะไร

หนูว่าคุณพ่อคุณแม่ช่วยหนูไว้เยอะค่ะ พวกเขาสนใจเรื่องธรรมะ เขาจะคอยเอาคำพูดบางอย่างหรือหนังสือบางเล่มมาให้ นั่นทำให้หนูเริ่มปล่อยวางได้มากขึ้น หนูค่อยๆ เข้าใจว่าโลกเป็นยังไง เริ่มเข้าใจความเป็นปกติของชีวิต ทุกคนเกิดมาก็ต้องเจอความทุกข์ เพียงแต่ความทุกข์ที่หนูเจอมันอาจจะคนละรูปแบบกับคนอื่นแค่นั้นเอง 

 

มีช่วงที่พีคที่สุดของอาการป่วยไหม

หนูเคยเป็นหนักมากๆ ครั้งหนึ่งตอนประมาณ ม.5-6 หนูหายใจไม่ออกจนเป็นครั้งแรกที่ในใจคิดว่า ‘หนูกำลังจะตาย’ ตอนนั้นหมอฉีดอะดรีนาลีนช่วย แต่พอฉีดเสร็จ หนูตาค้างและรู้สึกกำลังจะขาดใจตายจริงๆ ความดันลดฮวบ ร่างกายเริ่มไม่ตอบสนอง หนูรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้านทานไม่ได้แล้ว หนูคงต้องตายวันนี้แล้วแหละ ครั้งนั้นหนักถึงขนาดหนูต้องนอนในห้อง ICU 

ตอนนั้นในหัวคิดอะไรอยู่

ท่องพุทโธๆๆ อย่างเดียวเลย หนูคิดว่าทำใจเถอะ ทำใจให้โล่งๆ จะได้ไปสบาย เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ชาตินี้หนูอาจจะชีวิตสั้น หนูแค่กำลังเจอมันเร็วกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ไม่จำเป็นต้องไปฟูมฟาย คนเรามีเวลาที่จะไปทุกคน เพียงแต่เวลาของหนูคือเวลานี้ 

 

แต่สุดท้ายวันนี้เราก็ได้คุยกัน

ใช่ค่ะ (ยิ้ม) หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา มันทำให้คิดใหม่นะว่ากับเวลาที่เหลือ หนูจะพยายามทำทุกวันให้เต็มที่ เพราะหนูคิดว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าตายไป อย่างน้อยอยากรู้สึกว่าชาตินี้ไม่ได้มีอะไรที่หนูอยากกลับไปแก้ไข ดังนั้นทำทุกวันให้ดีที่สุด ให้เหมือนกับว่าวันนี้เรากำลังตายจากโลกนี้ไปแล้ว

 

เหมือนกับหลายคนที่เคยเฉียดตายบอกไหม ว่ามันจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนละคน

เปลี่ยนค่ะ เปลี่ยนหมดเลยจริงๆ หลักๆ หนูคิดว่าตัวเองได้เรียนรู้ 3 อย่างนะ คือคุณค่าของเวลา คุณค่าของตัวเอง และคุณค่าของคนรอบตัว อธิบายอย่างง่ายคือเมื่อรู้คุณค่าของเวลา นั่นทำให้หนูต้องจัดสรรเวลาให้ดีขึ้นและมีประโยชน์มากขึ้นในหลายๆ ด้าน เมื่อรู้คุณค่าของตัวเอง หนูจะพยายามทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้น และเมื่อหนูรู้คุณค่าของคนอื่น นั่นทำให้หนูรักและอยากดูแลคนอื่นมากขึ้น ทั้งหมดนี้แหละคือสิ่งที่คิดว่าเปลี่ยนไป เมื่อผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมา

 

ในแง่รูปธรรมล่ะ เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงเราไปยังไงบ้าง

(นิ่งคิด) ทันทีที่รู้สึกว่าตัวเองจะตาย หนูรู้สึกว่าทุกวันหลังจากนั้น หนูต้องคิดทุกวันว่าวันนี้ควรทำอะไรบ้าง หนูกอดคุณพ่อคุณแม่หรือยัง พูดจาดีๆ กับเขาแล้วใช่ไหม ทำดีกับเขามากพอหรือเปล่า หนูคิดแบบนั้นเพราะไม่รู้เลยว่าตัวเองจะกลับไปมีอาการอีกเมื่อไหร่ มันเหมือนชีวิตพลิกทันที จากที่เคยมีวัยเด็กที่อาจติดเล่นเหมือนเด็กทั่วไป หนูเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิง หลายๆ อย่างที่สมัยเป็นเด็กเราคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำเราก็ทำ หรือบางอย่างที่เราเคยให้เวลาน้อยเกินไป เราก็เพิ่ม

ฟังดูหนักมากเลยกับเด็กที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี

หนักมากจริงๆ

 

แล้วทุกอย่างเริ่มดีขึ้นตอนไหน

จากวิกฤตครั้งนั้น ตอนที่อยู่ในห้อง ICU หนูเห็นคุณพ่อคุณแม่ร้องไห้หนักมาก หนูรู้สึกว่าไม่อยากเห็นภาพนั้นอีกแล้ว ดังนั้นพอหาย ออกจากโรงพยาบาล เลยเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะหมอบอกว่าโอกาสที่หนูจะหายคือหนูต้องมีร่างกายแข็งแรงเท่านั้น จากที่หนูไม่อยากออกกำลังกายเพราะไม่สนุก หนูก็ต้องเริ่มทำบ้างเพราะไม่อยากปล่อยตัวเองไว้แบบนี้ อย่างน้อยหนูต้องพยายามในทางของตัวเองบ้าง แต่สุดท้ายพอเริ่ม ก็เจอกับปัญหาอีก

อย่างที่บอกว่าหนึ่งอย่างในสิ่งที่หนูแพ้คือเหงื่อตัวเอง ดังนั้นพอหนูเริ่มออกกำลังกายกลายเป็นว่าหนูจะคันมาก หรือหนักเข้าหนูจะเริ่มหายใจไม่ออก ดังนั้นช่วงแรกเลยถือว่าหนักมาก มันทรมานมาก ลองนึกภาพคนออกกำลังกายแล้วมีผื่นขึ้นแดงเถือกไปทั่วตัวดู ขึ้นไปถึงหนังศีรษะ ดวงตา หรือหู มันแย่มาก หายใจก็ไม่ออก แต่ก็ต้องฝืนและกัดฟัน หนูเคยโกรธตัวเองมากจนกัดปากเลือดซิบด้วยนะ ตอนนั้นชีวิตเหมือนตกนรกเลย หนูกลายเป็นเด็กที่มีบางช่วงที่รู้สึกว่าโลกมืดมนจัง มองไปรอบตัวเจอแต่ความว่างเปล่า

 

อะไรทำให้ฝืนทำจนสู้ต่อมาได้ 

เหมือนเดิมเลยค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่

ในวันที่ไม่ไหว กำลังใจที่ทำให้เราสู้ต่อคือคุณพ่อคุณแม่จริงๆ เพราะเมื่อมองไปที่เขา หนูเห็นว่าทุกสิ่งในชีวิตพวกเขาอย่างเงินทองและเวลาตั้งมากมายต้องหมดไปเพื่อรักษาหนู พอคิดได้แบบนี้ หนูรู้สึกทันทีว่าหนูเห็นแก่ตัวไม่ได้ ปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่เครียดอยู่สองคนแบบนั้นไม่ได้ หนูต้องทำตัวเองให้ดีขึ้นเท่าที่จะทำได้ ถึงจะท้อแต่ห้ามยอมเด็ดขาด

 

ร้องไห้บ้างไหม

นับไม่ถ้วนค่ะ (ตอบทันที) มากถึงขนาดว่าจำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้ง แต่หนูว่าการที่ร้องไห้เยอะๆ ก็ให้ประสบการณ์ที่ดีนะ มันทำให้หนูโตขึ้นและรู้ว่าน้ำตาไม่ช่วยอะไร ดังนั้นหลังจากนั้น เวลามีเรื่องอะไรมากระทบจิตใจหนูร้องไห้ยากมากเลย เพราะหนูมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กมากถ้าเทียบกับสิ่งที่หนูเจอมา และถึงร้องไห้ มันก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี สิ่งที่ช่วยคือการลงมือทำต่างหาก ดังนั้นหนูจึงไม่ใช่คนที่มานั่งเสียใจ เศร้าโศกและจมดิ่งนาน หนูชอบลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างมากกว่าเมื่อเจอปัญหา

ดูได้บทเรียนจากประสบการณ์ครั้งนี้เยอะ

ใช่ค่ะ มันทำให้กลายเป็นคนที่สู้หลังชนฝาเลย ไม่ว่าทำอะไร หนูตั้งเป้าและพุ่งชนอย่างเดียว เวลาตั้งใจอะไร หนูอยากทำมันให้สำเร็จเพราะรู้แล้วว่าการเป็นมนุษย์ไม่ง่ายเลย ดังนั้นในเมื่อมีโอกาสแล้ว ต้องทำให้ได้

 

นั่นรวมถึงการสมัคร BNK48 ด้วย

(พยักหน้า) ด้วยความที่ตอนที่หนูเรียนจบมัธยมฯ คุณพ่อกับคุณแม่ให้หนูมี gap year 1 ปีเพื่อรักษาสุขภาพตัวเอง ช่วงนั้นเลยออกกำลังกายหนักมาก พอดีกับตอนนั้นที่เห็นการเปิดรับสมัคร BNK48 รุ่นที่ 2 พอดี ถึงแม้ยังไม่หายจากสิ่งที่ตัวเองเป็นแต่เพราะความชอบจึงส่งใบสมัครไป ซึ่งกลายเป็นว่านั่นทำให้หนูออกกำลังกายมากกว่าเดิมอีก ตอนนั้นอาการแพ้ยังมีอยู่แต่หนูก็ออกกำลังแบบเอาเป็นเอาตาย เหงื่อออกช่างมัน เพราะรู้ว่าตัวเองยังดีไม่พอ สุขภาพหนูไม่พร้อม ดังนั้นต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปตั้งแต่วันแรกที่ส่งใบสมัคร

 

ตอนนั้นมีคนไม่เห็นด้วยไหมที่สมัครไป

มีค่ะ เยอะมาก เขาบอกว่าส่งไปทำไม สมัครไปก็ไม่ติดหรอก เขาไม่เลือกหรอก เสียเวลา เอาเวลาไปออกกำลังกายให้หายก่อนไหม คือเขาไม่เชื่อว่าหนูทำได้ แต่ตอนที่ได้ฟัง หนูไม่คิดอะไรนะ อย่างที่บอกว่าไม่ค่อยเก็บมาใส่ใจ แค่ทำแบบที่ทำอยู่ก็พอ

เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่หลายคนทราบกัน จนถึงตอนนี้ที่ออกจากวงมาแล้ว ถามถึงความรู้สึกดีๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ไหม

ได้ค่ะ ยินดี (ยิ้ม)

 

แนทเธอรีนพูดมาเสมอเลยว่าการที่ตัวเองเป็นกำลังใจให้คนอื่นได้คือสิ่งที่ดีมากๆ ความรู้สึกตอนที่ทำแบบนั้นได้ มันเป็นความรู้สึกแบบไหน

มันคือความสุขนะ ใจหนูฟูขึ้นตลอดเมื่อได้รู้แบบนั้น อย่างตอนที่มีเด็กๆ มาขอให้หนูเป็นกำลังใจให้ในการเรียนเพื่อให้เกรดดีขึ้น แบบนี้หนูก็ดีใจ หรือตอนที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งมาบอกให้เราเป็นกำลังใจในการเลิกเหล้าจนสุดท้ายเขาเลิกได้ อันนี้ก็ทำให้หนูน้ำตารื้นเลย หนูมีความสุขมากกับอะไรเหล่านี้ แต่ถึงตอนนี้ออกมาแล้ว หนูว่าการเป็นแนทเธอรีน ดุสิตาก็ยังสร้างกำลังใจให้หลายๆ คนได้เหมือนเดิม หนูเชื่ออย่างนั้นนะ และจะพยายามทำให้ได้แบบนั้นด้วย

ถ้ามองดูชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด อยากย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไหม

ไม่อยากย้อนกลับไปแก้อะไรเลยค่ะ หนูรู้สึกว่าทุกอย่างที่ผ่านมา ถึงมีทั้งดีและไม่ดี แต่ทุกอย่างคือประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้หนูเป็นหนูในทุกวันนี้ ไม่ว่าทั้ง BNK48 หรือการที่เกือบตายมาก่อน ทุกเรื่องทำให้เป็นตัวเองแบบทุกวันนี้ ขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปคงไม่ได้ ทุกวันนี้หนูไม่มีคำว่าเสียดาย อาจเพราะที่บ้านสอนมาด้วยว่าถ้าอยากทำอะไรสักอย่าง อย่าไปคิดว่าลองทำ ลองดู บ้านไม่มีคำนั้นในพจนานุกรม เรามีแต่ ‘ทำ’ หรือ ‘ไม่ทำ’ ถ้าเลือกทำแล้วต้องไปให้สุด ต้องทุ่มเทจิตวิญญานลงไป อย่าทำเล่นๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง หนูยึดสิ่งนี้มาตลอดจนถึงตอนนี้

 

ถ้าให้คะแนนชีวิตตัวเองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เต็ม 10 ให้เท่าไหร่ดี

โห หนูว่าทะลุ 300 นะ (หัวเราะ)

เท่าที่ฟังมาทั้งหมด ดูคุณพ่อคุณแม่อยู่ในทุกซีนของชีวิตเลย

(นิ่งคิดนานและพยักหน้า) หนูน่ะเป็นคนที่รักครอบครัวมากๆ เลย อาจเพราะวัยเด็กของเราผ่านชีวิตแบบนั้นมา มันทำให้เราไม่ได้ออกไปข้างนอกมากนัก คนที่อยู่กับเราจึงเป็นคุณพ่อคุณแม่ เขาดูแลและอยู่กับหนูมาตลอด 

 

กับเรื่องราวที่ผ่านมา มีคำไหนจากคุณพ่อที่บอกเราแล้วจำขึ้นใจไหม (หลังถามประโยคนี้เสร็จ คุณพ่อดุสิตเดินเข้ามาฟังคำตอบของแนทเธอรีนด้วยพอดี)

(ยิ้ม) เวลาทำอะไร พ่อมักบอกเสมอว่า ‘ให้ลองคิดดูดีๆ ว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า’ พ่อจะแนะนำหนูเสมอว่าให้ลองชั่งน้ำหนักระหว่างความทุกข์กับความสุข ถ้ามีความสุขมากกว่าจงทำต่อและพุ่งชนต่อไป ทำให้ดีที่สุดโดยไม่สนใจอะไร แต่ถ้ารู้สึกว่ามีความทุกข์มากกว่าก็พอ ไม่ต้องทำ

คุณพ่อหนูไม่ใช่คนโอ๋ลูก ถ้าร้องไห้ เขาจะคุยด้วยเหตุผลว่าร้องไห้เพราะอะไร เจอเรื่องอะไร และแก้ปัญหายังไง พ่อหนูเป็นแบบนั้นและหนูก็ทำอย่างที่พ่อบอกเสมอ ดังนั้นหนูรู้สึกโชคดีนะที่ได้เกิดในครอบครัวนี้ พวกเขาทำให้หนูมีหลักไว้ยึดถือ ดังนั้นเวลาไปอยู่ที่ไหน หนูยังเป็นแนทเธอรีนได้เสมอ

ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน หนูยังเป็นหนูที่มีความสุขได้ค่ะ

(หลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ ระหว่างที่ช่างภาพกำลังถ่ายรูปที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ ผมได้มีโอกาสนั่งสนทนากับคุณพ่อดุสิตสั้นๆ และทำการขออนุญาตคุณพ่อลงสิ่งที่เราคุยกันให้ทุกคนได้อ่านกัน)

 

ลูกสาวคุณพ่อเก่งนะครับ

เหรอครับ (หัวเราะ) ก็โอเคนะ (ยิ้ม)

 

ตอนนี้คุณพ่อไปรับ-ส่งน้องเป็นหลักเลยหรือเปล่า

ไม่ใช่แค่ตอนนี้หรอกครับ ผมไปส่งน้องมาตลอดชีวิตแล้ว พอเขามีปัญหาสุขภาพ มันก็เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องทำตลอด 

 

ตอนที่เขาป่วย ความรู้สึกคุณพ่อเป็นไงบ้าง

โห (ส่ายหน้าและนิ่งเงียบไปนาน) ผมยังจำวันแรกที่เขาไปซ้อมได้ คนที่ไม่เคยออกกำลังกายแล้วไปออกเยอะๆ แบบนั้น กลับมาน้องร้องไห้และปวดไปหมดทั้งตัวเลย ข้อเท้ารับไม่ไหว เดินแทบไม่ได้ สุดท้ายผมต้องอุ้มกลับ (นิ่งคิด) แต่ผมก็มองว่านั่นคือบทเรียน ผมให้กำลังใจเขา และบอกให้เขามองอีกมุมว่าจริงๆ แล้วนี่คือเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเราสู้ต่อ ทนต่อ ร่างกายเราจะค่อยๆ ฟื้นฟูและแข็งแรงขึ้นมาได้ มันอยู่ที่ใจน้อง

ผมมีหน้าที่แค่สอนเขาเท่านั้น ส่วนเขาจะลุกขึ้นมาสู้ไหม นั่นอยู่ที่เขา ซึ่งเขาก็ลุกขึ้นมาสู้ต่อจนถึงตอนนี้

 

กับสิ่งที่น้องทำ คุณพ่อเป็นห่วงไหม

ไม่ห่วงนะ (ตอบทันที) ผมมองว่าทุกอย่างอยู่ที่เป้าหมาย และเป้าหมายของผมคือความสุข ที่ผ่านมาผมเชื่อใจลูกผมว่าเขาจะไม่เลือกทำอะไรที่ไม่มีความสุข ดังนั้นสารภาพว่าผมไม่ห่วงเลย ส่วนตัวผมเองก็ไม่เคยตั้งเป้าหมายว่าเขาต้องเป็นอะไร ผมรู้อย่างเดียวว่าอยากให้ลูกใช้ชีวิต อยากให้ลูกเจออะไรเยอะๆ ช่วงที่ผมยังอยู่ด้วย ผมจะได้ร่วมเห็นและสอนเขาให้มีหลักการ หลังจากนั้นถ้าเขาเจออะไร เขาจะได้ผ่านไปอย่างมีความสุข

 

หลักคิดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่แรก หรือเกิดขึ้นตอนที่เขาป่วย

ผมว่าพอคนมีลูก อะไรแบบนี้มันมาของมันเองนะ ผมมีหน้าที่แค่สอนสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยอาศัยความหวังดีเป็นหลักเท่านั้นเอง เพราะถึงยังไงคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตอยู่แล้ว

ดังนั้นสุขลูกคือสุขผมครับ ผมมีความสุขเมื่อได้เฝ้ามองดูลูกมีความสุข

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราเติบโตขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง

Photographer

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)