Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
กินอะไรในวันโลกแตก? เรือ (บิน) Na-Oh ร้านอาหารที่เสิร์ฟรสความสิ้นหวังในวันสิ้นโลก

กินอะไรในวันโลกแตก? เรือ (บิน) Na-Oh ร้านอาหารที่เสิร์ฟรสความสิ้นหวังในวันสิ้นโลก

09/01/2019
ที่กิน
AUTHOR: บุญญานันท์ กาญจนกิจ
SHARE:

 หากพูดถึงเรือโนอาห์ หลายคนที่คุ้นเคยกับคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์คงคิดไปถึงเรือพาหนะที่อพยพสารพัดสัตว์หนีก่อนที่น้ำจะท่วมโลก

 แต่ส่วนเรือ (บิน) นาโอห์นั้นต่างออกไปอยู่สักหน่อย

 นาโอห์ หรือ Na-Oh เป็นชื่อร้านอาหารระดับ fine-dining ที่ตั้งอยู่บนเครื่องบินลำยักษ์อันเป็นแลนด์มาร์กของช่างชุ่ย ซึ่งความพิเศษของที่นี่คือ อาหารทุกจานในคอร์ส ตั้งแต่ของทานเล่น อาหารจานหลัก ไปจนถึงของหวาน ล้วนบอกเล่าเรื่องราวและความรู้สึกในโลกดิสโทเปียหลังวันสิ้นโลก พาทุกคนไปสัมผัสกับการอพยพย้ายถิ่นฐานไปยังดินแดนใหม่ของผู้คนบนเรือบินนาโอห์ จนหลายคนที่เคยแวะเวียนถึงกับเอ่ยปากว่าที่นี่เปรียบเสมือนโรงละครมากกว่าร้านอาหารเสียด้วยซ้ำ

 

 

 คอนเซปต์และธีมที่แตกต่างจากร้านอาหารทั่วไป ทำให้เราสนใจชวน โอนะ–โมน ธีระธาดา Executive Chef และ แมกซ์–นที เล้ารุ่งเรืองเดช Project Director สองหนุ่มจากทีม Bondi Belly ผู้อยู่เบื้องหลังร้านอาหารแห่งนี้มาเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปและแนวคิดเบื้องหลังเรือบินลำนี้

 ขณะนี้เที่ยวบินนาโอห์พร้อมจะออกเดินทาง ขอเชิญนักอ่านทุกท่านขึ้นเครื่องได้ ณ ย่อหน้าถัดไป

 

 Taking Off

 แม้เครื่องบินลำโตถูกกำหนดให้มีประโยชน์ใช้สอยเป็นร้านอาหารชื่อนาโอห์มาตั้งแต่แรกตามความตั้งใจของคุณลิ้ม–สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งช่างชุ่ย แต่กว่าที่อากาศยานนาโอห์จะเปิดประตูรับผู้โดยสารก็ใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการเตรียมการวางแผน รวมทั้งตามหาทีมงานที่เหมาะสม

 Bondi Belly คือสามส่วนผสมจากซิดนีย์ที่มีความถนัดแตกต่างกัน แต่ล้วนมีลูกบ้าและพลังงานในตัวล้นเหลือ ทั้งโอนะ เชฟหนุ่มวัย 19 ปีผู้คลั่งไคล้ในการคิดค้นส่วนผสมใหม่ๆ ที่ทลายขีดจำกัดเดิม, แมกซ์ ที่ปรึกษาร้านอาหารและบาร์ รวมทั้งเจ้าของร้านอาหารในซิดนีย์ และตาล–ชัชฎาภรณ์ คชหิรัญ ผู้มีความถนัดด้านการพูดคุยเจรจา

 

 “เราสามคนทำงานมาด้วยกันที่ร้านคาเฟ่กึ่งบาร์ในซิดนีย์ของพี่แมกซ์ที่ Bondi Junction และสนิทกัน พอผมมีโอกาสกลับไทยเลยโทรหาพี่แมกซ์บอกว่าผมกำลังจะไปพิชต์โปรเจกต์ในเครื่องบินลำใหญ่ พี่แมกซ์สนใจมาทำร้านด้วยกันไหม พี่แมกซ์เลยบินกลับมา” โอนะเล่าถึงจุดเริ่มต้น

 “เราคุยกันว่าจะขายอะไร พอคิดว่าเป็นร้านอาหารในเครื่องบินก็น่าจะเป็นอะไรที่หลุดโลก มาขายอาหารไทยหรือทาปาสก็ไม่ใช่ เลยคิดขึ้นมาว่าทำคอนเซปต์เป็น after doomsday เลยไหม ไหนๆ ก็ชื่อนาโอห์ที่ผวนมาจากคำว่าโนอาห์อยู่แล้ว แล้วก็คิดต่อมาว่าต้องเป็นอาหารที่อพยพ พลัดถิ่น เล่นกับความรู้สึกลึกๆ ของแต่ละเชื้อชาติ เล่าเรื่องออกมาตั้งแต่การประกอบเรือจนไปเจอดินแดนใหม่” แมกซ์เสริม

 เชฟหนุ่มภายใต้หน้ากากสีแดงอธิบายว่า หน้าที่ของนาโอห์คือการอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างรูปแบบอาหาร วัฒนธรรม และข้าวของที่ผู้คนบนเรือหอบหิ้วติดตัวมาในวันอพยพ พัฒนาต่อยอดสิ่งที่ยังเหลือ แล้วสร้างสิ่งใหม่จากสองอย่างแรก

 เมื่อถึงเวลานำเสนอคอนเซปต์ ลูกบ้าของพวกเขาก็เข้าตาผู้บริหารเข้าอย่างจัง

 นาโอห์จึงได้ฤกษ์เริ่มออกวิ่งบนรันเวย์ในที่สุด

 

 Flight Routes

 แม้ได้คอนเซปต์ออกมาคร่าวๆ ว่าตั้งใจจะให้อาหารเล่าเรื่องราวของผู้คนบนเรือที่กำลังอพยพ แต่พวกเขาก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น โอนะออกไอเดียให้นาโอห์ค่อยๆ นำเสนอเรื่องราวออกมาทีละตอนเพื่อความน่าสนใจและเล่าเรื่องราวที่หลากหลาย มีการเปลี่ยนตอนทุกๆ 3 เดือน เมื่ออีกสองคนได้ฟังก็รู้สึกสนุกตามและช่วยระดมไอเดียเนื้อเรื่องกันอย่างเข้มข้น ซึ่งในตอนนี้พวกเขาเปิดเผยคอนเซปต์คร่าวๆ ให้เราฟังทั้งหมด 4 ตอนด้วยกัน

 Diaspora คือปฐมบทที่เล่าเรื่องการอพยพและการพลัดถิ่น โดยเล่าถึงมวลความรู้สึก สภาพจิตใจของผู้รอดชีวิตทุกคนบนนาโอห์ แต่ละคนมาจากต่างถิ่น ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม แต่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันและฝากความหวังไว้ที่ดินแดนใหม่ในอนาคต

 

 ตอนต่อๆ มาจะเล่าเจาะจงไปถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่โดยสารในอากาศยาน โดยตอนที่สองจะเป็นตัวละครผู้สูงอายุที่หวนนึกถึงความอุดมสมบูรณ์ในวันวานและความคุ้นเคยในอดีต ตอนที่สามเป็นตัวละครเด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่บนเรือ ที่แม้จะเป็นเด็กน้อยแต่ก็เริ่มเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทีละนิด

 ส่วนตอนที่สี่เป็นจะไม้เด็ดของทางร้าน แมกซ์บอก

 “เราตีไว้เป็นคำว่าเซอร์เรียล โดยจะย้อนกลับไปที่ต้นกำเนิด ทุกวันนี้คนไทยกินข้าว ฝรั่งกินขนมปัง เพราะเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมา แต่ถ้าโลกแตกไปหมดแล้ว บริบทเดิมที่สร้างมาก็หาย ทุกอย่างเปลี่ยนใหม่หมด เราอาจจะกินเถาวัลย์ ไม่ใช้ช้อนส้อม เป็นวัฒนธรรมใหม่ไปเลย” เขาอธิบาย

 และเมื่อรันไปครบทั้ง 4 ตอน ก็จะไปตกอยู่ในช่วงธันวาคม และปิดฉากการเล่าเรื่องในปีแรกของนาโอห์ได้พอดี

 

 

 On Board

 นับตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจตีตั๋วขึ้นเครื่องบินนาโอห์ ผู้โดยสารทุกคนจะได้รับการแนะนำว่าพวกเขาจะได้พบกับอาหารที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกของผู้คนในขณะที่กำลังวุ่นวายและอพยพ โดยอาหารจะถูกเสิร์ฟเป็นคอร์ส แต่ละจานจะมีการบอกเล่าเรื่องราวจากพนักงานเสิร์ฟโดยใช้โทนเสียงที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม เนื้อเรื่องของแต่ละจานจะสะเปะสะปะ กระจัดกระจายไม่ต่อเนื่อง เมื่อทานครบทุกจานก็จะสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ซึ่งเรื่องราวที่แต่ละคนได้รับและสัมผัสก็จะแตกต่างกันออกไปจากการปรุงแต่งของผู้ลิ้มรสเอง

 “เราเล่าเรื่องแบบ non-linear ไม่เป็นเส้นตรง คนที่ได้ทานนาโอห์จะพูดเรื่องราวออกมาไม่เหมือนกันสักคนเลย รสชาติ สัมผัส หน้าตา ไดอะล็อกจากการเสิร์ฟ บางอย่างเป็นสิ่งที่เฉพาะตัว ตีความได้คนเดียว บางอย่างตีความหมู่ได้” โอนะอธิบาย

 

 Deer Jerky คือเมนูที่บอกเล่าเรื่องราวสภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำบนเรือนาโอห์ ที่มีผู้โอบอ้อมอารีหยิบยื่นเนื้อกวางที่เขาถนอมอาหารไว้เป็นเนื้อแห้งแบ่งปันให้ผู้โดยสารคนอื่นกินเพื่อประทังชีวิต ทำจากเนื้อกวาง มะเขือเทศ และพริก ร้อยมาเป็นพวง มีรสชาติเค็มและเผ็ดแสบนิดๆ ชวนให้รู้สึกถึงความแร้นแค้นที่เหล่าผู้อพยพต้องเผชิญ

 

 Sorrow Marrow ทำจากส่วนผสมที่หลากหลายและดูไม่น่าเข้ากันได้อย่างไขกระดูกหน้าแข้งวัว ซัลซ่าที่ทำจากกีวี ข้าวโพด ทับทิม และข้าวพอง นั่นเป็นเพราะจานนี้เล่าถึงความพยายามในการหาของมีค่าของแต่ละคนมากินร่วมกันเพื่อประทังชีวิต เมื่อทานแยกส่วนก็จะรู้สึกถึงความไม่เข้ากัน แต่เมื่อกินพร้อมกันจะให้ความรู้สึกและสัมผัสที่กลมกลืน

 

 Sweet Melancholy ของหวานที่เล่าถึงความสุขแห่งการรอดชีวิตผ่านมันม่วงและไอศครีมรัมเรซิน แต่ก็มีรสขมจากเมล็ดกาแฟแทนความรู้สึกขมขื่นในความสูญเสียและการจากลาเมื่อต้องขึ้นเรือ

 เหล่านี้คือตัวอย่างอาหารที่อยู่ในคอร์สของนาโอห์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือการปรุงของโอนะ และนอกจากอาหารก็ยังมีการใช้การแสดงไฟที่ถูกออกแบบโดยไลท์ติ้งดีไซเนอร์ และใช้เสียงดนตรีเข้ามาประกอบเพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษให้กับผู้ชม

 สถานที่ตั้งของร้าน เนื้อเรื่องที่เป็นการอพยพสู่โลกใหม่ อาหารที่ถูกคิดค้นเพื่อเล่าเรื่องราว รูปแบบการเสิร์ฟที่แปลกใหม่ แสงและเสียง องค์ประกอบทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของ Futuristic Food Journey ที่ล้วนถูกบรรจงสร้างสรรค์มาจากความตั้งใจ

 

 Destination

 “เป้าหมายของนาโอห์คือ การเป็น world-destination เพราะการมาเยือนนาโอห์เป็นมากกว่าการกินดื่มทั่วไป เป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว กลับไปบอกต่อ เล่าให้คนอื่นฟังก็เล่าไม่ได้ ต้องมาเอง” โอนะเปิดเผยถึงความมุ่งมั่นของพวกเขา

 นับเป็นเรื่องดีที่ฟีดแบ็กจากผู้มาเยือนร้านก็ชวนให้ทีมงานทุกคนใจชื้น เพราะมันล้วนเป็นไปในทิศทางที่ตั้งใจ

 

 “ทุกคนที่เข้ามาที่นี่บอกว่ามันไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เรียกว่าเป็นโรงหนัง โรงละคร บางคนบอกว่าไม่รู้จะเรียกอะไร เหมือนมาอพยพจริงๆ บางคนจริงจังมาก บอกว่าจะกลับไปคิดว่าจะถนอมอาหารยังไง เราก็รู้สึกดีที่คนอิน” แมกซ์เล่า

 แต่ความท้าทายในการทำงานก็ยังมีอยู่มาก หนึ่งในนั้นคือสถานที่ตั้ง เพราะพวกเขายอมรับว่าช่างชุ่ยอยู่ไกลจากเมืองและเดินทางมาไม่ง่ายนัก แต่แมกซ์บอกว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องจุดติดในทันทีอย่างเตาแก๊ส เพราะการค่อยๆ เติบโตนั้นเป็นหนทางที่ยั่งยืนกว่า

 “ต้องทนแรงกดดันให้ได้ ทำในสิ่งที่เราทำอยู่ตลอด ฝึกเพอร์ฟอร์แมนซ์ของเรา อาหาร รูป รส กลิ่น เสียง สี ทุกอย่างต้องถูกฝึกให้มั่นคงที่สุด วัดผลได้ ปลูกต้นไม้ต้องให้เวลา ความสำเร็จก็ต้องให้เวลาเหมือนกัน”

 เมื่อประสบการณ์ที่ได้รับนั้นดีและพิเศษ ผู้คนก็จะพร้อมตีตั๋วเข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง พวกเขาเชื่ออย่างนั้น

 

Tags:ร้านอาหารช่างชุ่ยNa-Ohfinediningนาโอห์
Share :
Author
บุญญานันท์ กาญจนกิจ
Photographer
-
ย่งหลี : ร้านกุ๊กช็อปอายุเกือบร้อยปีที่สืบทอดรสชาติฝรั่ง-ไหหลำมาถึงปี 2561
Happinessย่งหลี : ร้านกุ๊กช็อปอายุเกือบร้อยปีที่สืบทอดรสชาติฝรั่ง-ไหหลำมาถึงปี 2561นักเขียน : อรุณวตรี รัตนธารี
Insects in the Backyard : เมนูอาหารในยุคที่หนอนมีค่ากว่าป่าไผ่ กับรสชาติของโลกใหม่ในอีกร้อยปี
aftertasteInsects in the Backyard : เมนูอาหารในยุคที่หนอนมีค่ากว่าป่าไผ่ กับรสชาติของโลกใหม่ในอีกร้อยปีนักเขียน : อรุณวตรี รัตนธารี
‘ช่างชุ่ย’ อาณาจักรศิลปะสุดมันขนาด 11 ไร่ ที่มีทั้งความกล้าบ้าบิ่นและเครื่องบินลำใหญ่
ที่ชอบ‘ช่างชุ่ย’ อาณาจักรศิลปะสุดมันขนาด 11 ไร่ ที่มีทั้งความกล้าบ้าบิ่นและเครื่องบินลำใหญ่นักเขียน : จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์