Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
หลับใหลในอ้อมกอด ‘มาหาสมุทร’ โฮมสเตย์จากเรือนคหบดีเก่าที่โอบล้อมด้วยวิถีชาวตังเก

หลับใหลในอ้อมกอด ‘มาหาสมุทร’ โฮมสเตย์จากเรือนคหบดีเก่าที่โอบล้อมด้วยวิถีชาวตังเก

28/09/2019
ที่พัก
AUTHOR: พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์
SHARE:

 เราเดินทางมาถึงปากน้ำประแสในช่วงบ่ายคล้อยแต่แสงแดดที่นี่ยังร้อนแรงไม่ต่างจากช่วงเที่ยงวันลายริ้วของผิวน้ำเมื่อสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบเหมือนผลึกคริสตัลเต้นระบำริมฝั่งน้ำด้านหนึ่งเป็นป่าโกงกางเขียวชอุ่มตลอดแนวเหมือนแถบสีเขียวขนาดใหญ่ที่มาคั่นกลางระหว่างท้องฟ้ากับแม่น้ำ

 พอได้มาเห็นภาพธรรมชาติที่สวยอย่างเหลือเชื่อเบื้องหน้าขอสารภาพว่าความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถทางไกลได้หายไปเป็นปลิดทิ้งใครได้มาเห็นก็คงคิดเหมือนกันว่าราวกับหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง

 

 เราเดินลัดเลาะเข้ามาในชุมชนปากน้ำประแสเพื่อมองหาบ้านพักที่จองไว้

 บ้านเรือนที่นี่จำนวนไม่น้อยถูกแปรสภาพจากที่พักอาศัยส่วนตัวไปเป็นโฮมสเตย์เพื่อรับนักท่องเที่ยวมากขึ้นในขณะที่บางบ้านก็ยังทำอาชีพประมงหรือเป็นชาวตังเกออกเรือหาปลาอยู่สังเกตได้จากท่าเทียบเรือริมน้ำที่มีแทบทุกบ้านและเรือหาปลาน้อยใหญ่ที่ยังจอดอยู่อย่างหนาแน่น

 ชุมชนริมฝั่งน้ำประแสจึงถือเป็นชุมชนประมงขนาดใหญ่และเป็นแหล่งการค้าอาหารทะเลสำคัญของจังหวัดระยอง และทุกวันนี้แม่น้ำประแสก็ยังคงเป็นเส้นเลือดสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนริมฝั่งน้ำอยู่

 

 

 เมื่อเรามาถึงโฮมสเตย์มาหาสมุทรภาพแรกที่เห็นนั้นเหมือนเฟรมภาพสามมิติที่มีสนามหญ้าหน้าบ้านอยู่เบื้องหน้าพอมองทะลุผ่านตัวบ้านไปก็จะเห็นแม่น้ำประแสเป็นแบ็กกราวนด์ของภาพ

 แดดยามบ่ายคล้อยค่อยๆอาบไล้บ้านไม้ตะเคียนหลังนี้จนเงาวับไปทั้งหลังเจ้าบ้านรอรับเราอย่างยิ้มแย้มพร้อมแนะนำข้อปฏิบัติในการเข้าพักแถมยังแนะนำแลนด์มาร์กในปากน้ำประแสอีกหลายจุดเช่นทุ่งโปรงทองศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์เรือรบหลวงประแสและชายหาดแหลมสน ที่อยู่ในละแวกใกล้ๆกัน

 

 

 ที่นี่คือบ้านที่ทำงานและลมหายใจ ของซิน–สมศิริชาญเชี่ยวเจ้าบ้านผู้เป็นลูกสาวชาวเรือแห่งลุ่มน้ำประแสเธอเรียนจบจากประเทศจีนและทำงานบริษัทท่องเที่ยวมาก่อนจึงทำให้รู้รายละเอียดเรื่องธุรกิจที่พักมาบ้างเมื่อทำงานบริษัทจนอิ่มตัวเธอจึงผันตัวมาช่วยพ่อแม่บริหารโฮมสเตย์ของครอบครัว

 ซินและครอบครัวร่วมกันปรับปรุงบ้านเก่าหลังนี้ขึ้นเป็นโฮมสเตย์ชื่อว่า ‘มาหาสมุทร’ ที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดบ้านของตัวเองเป็นบ้านพักในลักษณะเดียวกันใกล้ๆกับหลังนี้ชื่อบ้านชานสมุทร

 เท่ากับว่ามาหาสมุทรเป็นโฮมสเตย์หลังที่ 2 ของครอบครัว

 จากประสบการณ์ที่เคยลองผิดลองถูกกับบ้านชานสมุทรมาก่อนทำให้ซินเห็นทั้งจุดแข็งและจุดด้อยที่ต้องปรับขยับขยายเธอจึงต่อยอดให้ที่นี่เป็นโฮมสเตย์ที่มีคอนเซปต์แข็งแรงขึ้นตรงกลุ่มลูกค้ามากขึ้นแต่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นบ้านริมน้ำแสนสงบเหมือนกับโฮมสเตย์หลังแรก

 เรานั่งมองเรือทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อมที่แล่นผ่านไปผ่านมาเพลินๆรู้ตัวอีกทีก็หมดวันเสียแล้วจึงเอนกายพักผ่อนที่ห้องพักชั้นบนซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายและสะอาดตาก่อนตื่นมารับเช้าวันใหม่เพื่อสนทนากับซินแบบยาวๆที่ระเบียงริมน้ำ

 

บ้านนี้มีตำนาน

 ซินเล่าให้เราฟังว่า บ้านหลังที่ทำเป็นโฮมสเตย์มาหาสมุทรเคยเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วถึง 4 เจ้าก่อนเธอมารับช่วงต่อ

  “เรารับช่วงต่อมาเป็นมือที่สี่เดิมทีบ้านหลังนี้เป็นของคหบดีเก่าต่อมาเป็นโรงงานทำเรือและโรงงานแมงกะพรุนตามลำดับเรามาซื้อต่อเพราะบ้านหลังนี้มีพื้นที่กว้างขวางตัวบ้านมีไม้ตะเคียนเยอะซื้อไว้สักพักแล้วแต่ไม่ได้เข้ามาทำอะไรหลังๆเริ่มสังเกตว่าไม้ค่อยๆหายไป เราเห็นว่าทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้เลยตัดสินใจรื้อแล้วทำใหม่บนโครงสร้างเดิม และเกิดเป็นโฮมสเตย์มาหาสมุทร”

 

 

 จุดเด่นของบ้านเก่าแก่หลังนี้ยังทิ้งร่องรอยความเป็นบ้านแบบจีนให้เราเห็นคือ ชั้นบนของบ้านจะไม่นิยมปูพื้นจนเต็มแต่จะเจาะช่องตรงกลางบ้านเหมือนเป็นชั้นลอยไว้ให้เจ้าของบ้านเฝ้าดูคนที่เดินไปเดินมาที่ชั้นล่าง

 ในชุมชนปากน้ำประแสมีบ้านหลายหลังที่เคยเป็นของคหบดีและขุนนางชาวจีนทำให้นิยมสร้างบ้านริมน้ำในรูปแบบนี้กันมากซึ่งเป็นโครงสร้างบ้านที่สะท้อนความนิยมของชาวจีนริมฝั่งน้ำได้เป็นอย่างดี

 

 

เปิดรับคนแปลกหน้าเข้ามาสร้างบทสนทนาในบ้าน

 ซินเท้าความถึงการทำบ้านชานสมุทร–โฮมสเตย์หลังแรกว่าหลังนั้นเคยเป็นท่าเทียบเรือริมน้ำของครอบครัวมาก่อนแม้พ่อแม่จะเลิกทำอาชีพประมงไปแล้วก็ไม่ได้ขายทิ้งแต่เอามาปรับปรุงเป็นที่พัก

 “เราเริ่มทำโฮมสเตย์จากบ้านชานสมุทรก่อนเพราะมีท่าเทียบเรือเก่าที่เห็นวิวแม่น้ำประแสจากระยะใกล้ๆและเป็นวิวที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเวลาใครมาบ้านก็จะบอกว่าหลังบ้านเราสวยเลยตัดสินใจทำท่าเทียบเรือนั้นเป็นที่พักหลังแรกหลังจากเราเปิดบ้านชานสมุทรได้ 5 ปีลูกค้าก็ติดใจเพราะชอบธรรมชาติและความเงียบสงบของชุมชนเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราทำที่พักมาเรื่อยๆและขยับขยายมาทำโฮมสเตย์มาหาสมุทร”

 ส่วนความคิดแรกเริ่มที่จะทำที่พักนั้นซินบอกกับเราว่าเพราะอยากหาเพื่อนคุยแก้เหงาให้พ่อแม่ในช่วงปลดระวางอาชีพชาวประมงอย่างเป็นทางการหลังลูกๆเรียนจบการเปิดบ้านพักรับคนแปลกหน้าเลยเป็นความคิดแรกๆที่ผุดเข้ามาเพราะเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วชุมชนปากน้ำประแสกำลังเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและยังเป็นโอกาสที่ได้พบปะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศซึ่งนำมาสู่บทสนทนาที่ไหลเวียนอยู่ในบ้านปลุกบ้านที่เงียบเหงาให้คึกคักและมีชีวิตชีวากว่าเดิม

 

 “พอมีคนหลากหลายอาชีพเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมันเลยมีไอเดียเต็มไปหมดปัญหาบางอย่างเราปลดล็อกได้ก็เพราะลูกค้าด้วยซ้ำเพราะแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญต่างๆกันซึ่งกลายเป็นความสนุกที่เราแลกเปลี่ยนกันได้ทุกวันนี้ลูกค้าบางคนก็เป็นเพื่อนสนิทกันไปแล้ว” ซินเล่าด้วยรอยยิ้ม

 การเปิดบ้านรับแขกแปลกหน้าจึงไม่ได้หมายความถึงการบุกรุกแต่เป็นการเปิดใจรับคนใหม่ๆให้แวะเวียนเข้ามาในบ้านเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเล่าสู่กันฟัง

 

 

โฮมสเตย์ที่เล่าวิถีชีวิตชาวประมงผ่านข้าวของในบ้าน

 นอกจากความเงียบสงบและความสวยงามของแม่น้ำประแสแล้วสิ่งที่เป็นเสน่ห์มากๆอย่างหนึ่งของที่นี่คือการตกแต่งที่พักในธีมประมงทำให้เราได้เห็นข้าวของต่างๆที่ชาวประมงใช้ซินบอกว่าส่วนใหญ่ได้มาจากการรื้อโกดังเก่าของพ่อ

  “เราวางธีมว่าโฮมสเตย์หลังนี้ไว้ว่าเป็นธีมประมงเพราะอาชีพเก่าของครอบครัวเราคือชาวประมงซึ่งเราทุกคนภาคภูมิใจเพราะอาชีพนี้หาเลี้ยงครอบครัวเรามาเราเลยนึกถึงธีมทะเลธีมประมง ที่เคยอยู่ในวิถีชีวิตของเรา

 

  “พอได้ธีมประมงก็มาคิดกันว่ามันควรมีอะไรบ้างเราก็เอาของที่พ่อมีมาดัดแปลงเช่นหลอดไฟไดหมึกหรือไฟล่อหมึกเราก็ดัดแปลงเอามาแขวนประดับตกแต่งสุ่มดักปลาเราก็ทำเองเอามาติดหลอดไฟให้เป็นโคมไฟหรือทุ่นผูกหูอวนสีเหลืองสีน้ำเงินก็เอามาแขวนประดับอย่างทุ่นขาวเราก็เอามาขัดแล้วแขวนตรงชั้นสองแทนที่จะขึงเป็นตาข่ายธรรมดาและด้วยความที่บ้านนี้มีไม้เยอะมันเลยดูแข็งไปหมดเราเลยเอาสีสันจากทุ่นประมงมาเบรกให้อ่อนโยนขึ้นเอาเส้นสายจากทุ่นมาแขวนไม่ให้บ้านดูแข็ง”

 

 โฮมสเตย์หลังนี้ตกแต่งด้วยเส้นสายของเชือกเป็นส่วนใหญ่อย่างที่ซินบอกความอ่อนไหวของเส้นเชือกทำให้บ้านดูไม่แข็งจนเกินไปแถมยังเป็นกิมมิกที่ใช้ตกแต่งแบบล้อกันไปได้ทั้งบ้านโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก

 อย่างเช่นเสาที่เป็นปูนก็เอาเชือกล่ามเรือมาพันตกแต่งหรือในห้องพักก็จะมีชิงช้าสำหรับวางผ้าและบริเวณหน้าบ้านก็ทำชิงช้าไว้ให้เป็นมุมถ่ายรูปหรือนั่งเล่นได้ซินบอกว่าชิงช้าคือตัวแทนของการผสานรวมของไม้และเชือกซึ่งเป็นวัสดุแก่นหลักของบ้านหลังนี้

 

 ส่วนโซนไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเรือลอยน้ำหลังบ้าน

 “เราซื้อเรือมาเพราะอยากได้พื้นที่นั่งเล่นกลางแจ้งพ่อก็บอกว่าเราน่าจะเอาเรือมาดัดแปลงเป็นพื้นที่นั่งเล่นที่ยื่นลงไปในน้ำเพราะเรือลอยอยู่หลังบ้านได้อยู่แล้วดีกว่าแพสี่เหลี่ยมที่ใครๆก็ทำเราเลยไปซื้อเรือประมงเก่ามาดัดแปลง

 “อีกอย่างที่เราเลือกเรือเพราะพื้นที่ส่วนกลางในบ้านออกแบบให้นั่งพื้นเป็นส่วนใหญ่เวลาผู้สูงวัยมาก็จะลำบากเราเลยจัดโซนให้นั่งที่โต๊ะบนเรือคนมาที่นี่ก็จะชอบมากถือเป็นจุดไฮไลต์เพราะนั่งบนเรือแล้วจะเหมือนได้ใกล้ชิดกับแม่น้ำประแสมาก”

 

 นอกจากจะตกแต่งบ้านในธีมชาวประมงแล้วซินยังได้จัดมุมซ่อนเร้นตามบริเวณต่างๆเพื่อให้คนที่มาพักได้รับความสงบและผ่อนคลายระหว่างที่อยู่ที่นี่

 “เราจัดมุมเล็กมุมน้อยเพราะอยากให้คนที่มาพักผ่อนรู้สึกสบายได้มานั่งพักผ่อนมีมุมนั่งนอนอ่านหนังสือเหมือนอยู่บ้านตัวเองเราเปิดช่องหน้าต่างให้ลมเข้า 4 ทิศบ้านเราจะได้เย็นพอเจาะหน้าต่างแล้วเราเลยเพิ่มมุมนั่งเล่นพักผ่อนไปด้วยเสียเลย”

 

 

โฮมสเตย์ที่โตไปพร้อมๆกับชุมชน

 ซินเล่าให้เราฟังว่าแม้ว่าตัวเธอจะมีความรู้เรื่องธุรกิจที่พักมาบ้างแต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำโฮมสเตย์แห่งนี้ให้เป็นที่กระจุกรายได้แต่เพียงผู้เดียวในชุมชนเธอเปิดบ้านรับแขกเพราะอยากเห็นชุมชนปากน้ำประแสโตไปพร้อมๆกัน

  “เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองเราทำธุรกิจท่องเที่ยวก็จริงแต่เราพยายามกระจายรายได้ให้ชุมชนด้วยเช่นเรียกสามล้อในชุมชนมารับลูกค้าจริงๆเราบริการรับ-ส่งเองได้แต่เราไม่ทำเพราะอยากให้ชาวบ้านรอบๆนี้อยู่ได้ด้วยอาหารเย็นเราก็ไม่ทำเพราะแถวนี้มีชาวบ้านทำอาหารขายหลายร้านถ้าเราทำให้ลูกค้าก็จะไม่ได้ออกไปไหน

 “เราต้องอยู่ได้ด้วยกันชุมชนถึงจะก้าวไปด้วยกันได้เราไม่ได้ขายแค่ที่พักแต่เราขายประสบการณ์ในชุมชนด้วยถ้าชุมชนยั่งยืนลูกค้าก็จะแวะเวียนมาหาเราเรื่อยๆเพราะยังมีชุมชนให้เที่ยวแต่ถ้าทุกอย่างมันจบที่เราคนก็อาจจะไม่อยากกลับมาเที่ยวประแสแล้ว”

 

 

 อย่างอาหารเช้าที่เสิร์ฟแขกซินบอกว่าส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทะเลเพราะคนแถวนี้ทำอาชีพประมงทำให้ได้วัตถุดิบสดใหม่เสมอและได้อุดหนุนชาวบ้านเช่นห่อหมกที่เรากินเช้านี้ก็ซื้อมาจากชาวบ้านที่นี่ซึ่งทำสดใหม่วันต่อวันส่วนเมนูอื่นๆอย่างแกงจืดมะระยัดไส้ปลาทูทอดผัดบวบใส่กุ้งก็ล้วนได้วัตถุดิบมาจากตลาดแถวนี้ส่วนฝีมือการปรุงนั้นเป็นแบบโฮมเมดโดยคุณแม่ของเธอเอง

 เมื่อถามถึงจุดที่แตกต่างของการทำอาชีพประมงกับการทำที่พักซินตอบอย่างไม่ลังเลว่าการออกเรือหาปลาครั้งหนึ่งได้รายได้มหาศาลแต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ยังทำโฮมสเตย์ถึงสองหลังคือ การอยากมอบความสุขให้แก่ผู้มาเยือน

 “ครอบครัวเราทำธุรกิจประมงมาตั้งแต่แรกเราไม่เคยต้องบริการใครแต่ตอนนี้คือเราต้องไปบริการคนอื่นเราต้องถอดหัวโขนเก่าออกหมดเลยเราทำเพราะต้องการให้คนที่เข้ามาที่ชุมชนปากน้ำประแสได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีความสุขเราเลยต้องมอบความสุขให้เขาก่อนเพราะที่นี่คือบ้านของเราถ้าเทียบกันประมงรายได้ดีกว่าเยอะมากแต่ธุรกิจโฮมสเตย์ที่เราทำอยู่ตอนนี้ก็เลี้ยงตัวเองได้เลี้ยงครอบครัวได้และเลี้ยงคนในชุมชนได้ด้วยมันหล่อเลี้ยงเราในทางความรู้สึก เราเลยอยากทำมันต่อ”

 

 ซินอธิบายให้เราฟังว่าการเปลี่ยนจากอาชีพประมงไปทำธุรกิจที่พักไม่ได้หมายความว่ามันไปเปลี่ยนแปลงวิถีของครอบครัวแม้ทุกวันนี้จะไม่มีใครออกไปหาปลาฝ่ามรสุมกลางท้องทะเลอีกต่อไปแล้วแต่ครอบครัวของเธอยังใช้ชีวิตริมน้ำเสมอมาและเสมอไปเพียงแต่ย้ายตัวขึ้นมาใช้ชีวิตบนฝั่งเป็นหลักทั้งยังได้ใช้เวลาอยู่กันแบบครอบครัวมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 “วันไหนที่ไม่มีลูกค้าครอบครัวเราจะรวมตัวกันไปนั่งนอนเล่นบนเรือมองวิวแม่น้ำพูดคุยกันเพราะเราใช้ชีวิตริมน้ำมาตลอดน้ำอยู่ที่ไหนเราก็อยู่ที่นั่น” เธอทิ้งท้ายและมองไปยังแม่น้ำประแส

 

Tags:มาหาสมุทรประแสปากน้ำประแสที่ชอบที่พักโฮมสเตย์ระยองแนะนำที่พัก
Share :
Author
พิมพ์พญา เจริญศิริพันธ์
Photographer
-
Tai Soon Bar คราฟต์เบียร์บาร์ย่านประตูผีที่จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าทำแบบกระจอกๆ
HappinessTai Soon Bar คราฟต์เบียร์บาร์ย่านประตูผีที่จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าทำแบบกระจอกๆนักเขียน : ตินกานต์
ดื่มแด่ความชอบที่ตรงกันที่ ‘Mutual Bar’ บาร์ที่คุณอาจเจอ mutual friends
Happinessดื่มแด่ความชอบที่ตรงกันที่ ‘Mutual Bar’ บาร์ที่คุณอาจเจอ mutual friendsนักเขียน : ตินกานต์