Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

“การลุกขึ้นสู้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางเดียวที่มี” ลูกไม้ ญาณิศา

Highlights

  • ลูกไม้–ญาณิศา วรารักษพงศ์ คือนิสิตชั้นปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของประโยคที่ว่า “เราไม่ได้ต้องการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจะเปลี่ยนผู้เล่นในเกม แต่เราต้องการจะเปลี่ยนเกม” ในงานเสวนา ‘รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับการเมืองไทยร่วมสมัย’
  • ก่อนหน้านี้ ลูกไม้เป็นหนึ่งในนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ก่อตั้งกลุ่ม  ‘เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ’ เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในโรงเรียน
  • อะไรคือจุดเริ่มต้นให้เธอลุกขึ้นมาเรียกร้องเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบโรงเรียน สนใจสังคม ประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครองไทย แล้วความคิดความเชื่อแบบไหนที่หล่อหลอมให้นิสิตชั้นปีที่ 1 พูดประโยคที่จุดประกายให้คนจำนวนมากตั้งคำถามได้ คำตอบเหล่านั้นอยู่ในบทสัมภาษณ์นี้
 

“เราไม่ได้ต้องการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนผู้เล่นในเกม แต่เราต้องการจะเปลี่ยนเกม”

คุณอาจได้ยินประโยคข้างต้นผ่านคลิปวิดีโองานเสวนา ‘รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับการเมืองไทยร่วมสมัย’ ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนก่อน และถ้าคุณได้ยินประโยคข้างต้นนี้ก็เป็นไปได้ว่า คงได้เห็นหน้าค่าตาหญิงสาวในชุดนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้เป็นเจ้าของประโยค–ประโยคที่พาเรามาพบเธอในวันนี้

จากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่วงเสวนา ในฐานะนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ชั้นปีที่ 1 หากย้อนกลับไปไม่กี่เดือน ลูกไม้–ญาณิศา วรารักษพงศ์ กำลังจะเรียนจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นเวลาเดียวกับที่เธอและเพื่อนจัดตั้งกลุ่ม ‘เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ’ เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในโรงเรียน

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เธอลุกขึ้นยืน และส่งเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในโรงเรียน อะไรคือจุดเริ่มต้นให้เธอสนใจสังคม ประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครองไทย แล้วความคิดความเชื่อแบบไหนที่หล่อหลอมให้เธอพูดประโยคที่จุดประกายให้คนจำนวนมากตั้งคำถาม อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโครงสร้างสังคม

เธออยู่ตรงหน้าและพร้อมจะปราศรัยให้เราฟังแล้ว ในขณะที่กลุ่มนักเรียนและอาจารย์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่เรานั่งคุยกันก็กำลังประท้วงคณะผู้บริหารของโรงเรียนคู่ขนานกันไป–การประท้วงที่เป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นเพราะแสงสว่างจากเธอในวันนั้น

 

ทราบมาว่าจุดเริ่มต้นที่คุณสนใจการเมือง คือช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2559 มันมีอะไรน่าดึงดูดสำหรับเด็กมัธยมต้นอย่างคุณในวันนั้น

มันเริ่มจากว่าดารานักแสดงในสหรัฐที่ชื่นชอบออกมาแสดงความเห็นและแสดงจุดยืนทางการเมือง เราก็ติดตามข่าว เรียนรู้ข้อมูลจากตรงนั้น แล้วสืบค้นต่อเองจนเราได้รู้จักกับสำนักคิดต่างๆ ทั้งฝั่งที่เป็นเดโมแครต ฝั่งที่เป็นรีพับลิกัน ฝั่งเสรีนิยมใหม่ ฝั่งอนุรักษนิยม คือยังไม่ได้ลงลึกมาก แต่ก็ได้รู้ว่าการเมืองกระทบกับผู้คนยังไง กระทบกับสิทธิมนุษยชนยังไง ทำให้เราเห็นความสำคัญของการเมืองมากขึ้น

โชคดีว่าที่บ้านก็เป็นสายการเมืองระดับหนึ่ง พอเราเริ่มสนใจก็สามารถดูข่าวร่วมกับพ่อแม่ได้ ได้ฟังความคิดเห็นของพ่อแม่ อาจจะไม่ถึงขั้นแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย แต่ว่าการได้ยินเขาคุยกันก็ช่วยทำให้เรามีชุดข้อมูลเบื้องต้น แล้วก็ค่อยไปศึกษาเองจากในทวิตเตอร์ และเริ่มซื้อหนังสือมาอ่าน

 

ยังจำหนังสือการเมืองเล่มแรกๆ ที่อ่านได้ไหม

จำได้ว่าเล่มแรกๆ ที่อ่าน ซึ่งเป็นเล่มที่ปูพื้นฐานได้ดีมากๆ คือ ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง เขียนโดยอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เป็นเล่มที่ทำให้เราได้รู้จักหลักการ และหยิบไปเชื่อมโยงกับเรื่องต่างๆ ได้ เล่มนี้น่าจะอ่านช่วง ม.3

 

ดูเป็นหนังสือเล่มแรกที่อ่านยากพอควรเลย

ก็ใช่ แต่ก่อนหน้านั้นเราได้อ่านเรื่องราวแนวนี้จากทวิตเตอร์มาบ้าง อีกช่องทางหนึ่งคือยูทูบ จะมีแชนเนลที่เขาทำคลิปสรุปประวัติศาสตร์การเมือง แต่ส่วนมากจะเป็นเรื่องจากฝั่งอเมริกา ทั้งสองทางช่วยปูพื้นฐานให้เราได้เยอะเลย พอได้อ่านหนังสือก็จะเป็นการเสริมรายละเอียดบางอย่างให้แน่นขึ้น แต่ก็มีบางเล่มที่เราอ่านไม่เข้าใจนะ ไม่จบ ไม่รู้เรื่อง ต้องใช้เวลาอ่านนาน ต้องกลับไปอ่านซ้ำอีกรอบก็มี

แม้แต่เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่จริงๆ ก็มีสอนในห้องเรียน เราก็ใช้วิธีอ่านบทความ หาหนังสือมาอ่าน เพราะถ้านับจากสิ่งที่อยู่ในห้องเรียน เนื้อหามันหยุดอยู่แค่ช่วงอภิวัฒน์สยาม ปี 2475 แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่ เราเองก็เกิดไม่ทัน ไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงหลังๆ อย่างตอนรัฐประหารปี 2557 ก็ยังเพิ่ง ป.6 หรือตอนรณรงค์ vote no ประชามติก็ไม่ทัน เราเพิ่งมารู้ว่ามีคนถูกจับจากเหตุการณ์นี้ก็จากการอ่านข้อมูลย้อนหลัง

 

รู้สึกยังไงหลังจากได้รับรู้เหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ไม่มีในบทเรียน

ตกใจแต่ไม่แปลกใจ คือมันทำให้เราเข้าใจว่า อ๋อ ก็รัฐไทยมันเป็นแบบนี้ หน่วยที่เล็กลงมาเลยได้รับอิทธิพลมาแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัวหรือภายในโรงเรียน มันทำให้เราเชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยพบเจอมา เช่น ตอน ม.3 เราตัดสินใจไม่นับถือศาสนาพุทธแล้ว ช่วงเช้าที่มีการสวดมนต์เราก็เลยไม่ได้พนมมือ ครูก็มาถามว่าทำไมไม่พนมมือ พอเราอธิบาย ครูบางคนก็อาจจะตั้งคำถามต่อ กระทั่งไม่เชื่อเรา หนักเข้าก็มีพูดว่า แล้วอย่างนี้จะเป็นคนดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องการตัดผม เราตัดผมไม่สั้นไม่ยาว แต่ครูก็บังคับให้เรามัดผม เราก็ไม่ยอม เพราะมันเป็นเนื้อตัวของเรา

แต่บางเหตุการณ์ เช่น ความรุนแรงจากรัฐ กรณีที่อำเภอตากใบ หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ อันนี้ค่อนข้างน่ากลัวและทำให้เราตกใจมากๆ

 

การศึกษาข้อมูลแล้วต่อจิ๊กซอว์จนเห็นภาพใหญ่ด้วยตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อะไรเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้คุณทำได้ในเวลาไม่กี่ปี

ก็คงเป็นเรื่องที่เจอในโรงเรียน ต้องเล่าก่อนว่าตอนประถมเราอยู่โรงเรียนราชินีบน เป็นไข่ในหินเลย เรียบร้อย น่ารัก ผูกเปีย ทำทุกอย่างตามระเบียบ ได้เป็นเหรัญญิกห้อง ใครคุยในห้องเก็บเงิน ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าทำตามระเบียบไปก็ไม่เห็นยากอะไรเลย แถมครูชอบด้วย

จนกระทั่งเข้ามัธยมต้นก็ย้ายโรงเรียน ได้เรียน english program คุณครูที่สอนหรือถูกเชิญมาก็จะไม่คอนเซอร์เวทีฟเท่ากับคุณครูสมัยประถม ก็เลยได้ฟังความเห็นที่กว้างขึ้น เพื่อนๆ ในห้องก็หลากหลาย เปิดโลกเราให้กว้างขึ้นอีกนิดหนึ่ง พอมัธยมปลายย้ายมาอยู่เตรียมอุดมฯ มีนักเรียน 3,000 กว่าคน อาจจะไม่ได้ครอบคลุมคนทุกแบบที่มีในสังคมใหญ่ แต่ก็หลากหลายกว่าที่เคยเจอ เพื่อนที่มาจากต่างจังหวัด เพื่อนที่เข้าเรียนจากโควตาจังหวัด โควตานักดนตรี โควตานักกีฬา เพื่อนที่ต้องขอทุนเรียน ซึ่งเรื่องราวที่เราได้ฟังจากเพื่อนๆ ก็ทำให้เห็นความแตกต่าง ทำให้เห็นว่ายังมีคนที่โชคดีกว่าเราและโชคดีน้อยกว่าเรา

 

หลังจากศึกษาทฤษฎีมาระยะหนึ่ง คุณก็ได้ลงภาคปฏิบัติครั้งแรกกับกลุ่มเกียมอุดมฯ เล่าให้ฟังหน่อยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

หลังจากเหตุการณ์พรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสินให้ยุบพรรคเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พี่ๆ นักศึกษาก็เริ่มออกมากัน เราเห็นภาพการเรียกร้องเหล่านั้นแล้วก็… โห คือเราไม่เคยได้อยู่ร่วมในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่ผ่านๆ มาเลย พอได้เห็นบรรยากาศ แล้วก็เป็นการต่อสู้ในสิ่งที่เราเชื่อเหมือนกันด้วย ก็เลยอยากทำอะไรสักอย่างที่จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน พอบ่นๆ ลงในทวิตเตอร์ว่า อยากจะจัดแบบนี้บ้างในเตรียมอุดม มีใครสนใจไหม ก็มีเพื่อนทักมาว่าเอาเลยเดี๋ยวช่วย รวมกันเป็นกลุ่มราวๆ 5-6 คน แล้วตอนนั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ออกมาโพสต์เหมือนกัน บอกว่ากำลังจะทำแคมเปญผูกผ้าเชิงสัญลักษณ์ เราก็เลยทักไปเชิญให้มาทำร่วมกัน อาจารย์ก็เลยให้พื้นที่เราไปวาดป้ายผืนผ้าในห้องของเขา แล้วก็กลายเป็นการประท้วงครั้งแรก

 

นอกจากจะแสดงจุดยืนเรื่องพรรคการเมืองแล้ว เห็นว่าคุณใส่ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับระเบียบทรงผมและการใส่เสื้อทับของนักเรียนหญิงรวมเข้าไปด้วย

เราว่าสองเรื่องนี้แยกจากกันไม่ได้ และมันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนในโรงเรียนเห็นความสำคัญของการเมืองระดับประเทศ เห็นว่ามันเชื่อมโยงกันและกระทบกับพวกเราโดยตรง เพราะบางคนอาจจะคิดว่าการเมืองระดับประเทศเป็นเรื่องไกลตัว จับต้องไม่ได้ แต่พอเราดึงเรื่องนี้มาไว้ในการเรียกร้อง เขาก็เห็นภาพมากขึ้น จริงๆ มันเป็นสิ่งที่ต้องพูด เพราะมันเป็นปัญหาหนึ่งในระบบการศึกษาไทย

 

แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนว่าการเรียกร้องครั้งนั้นจะยังไม่ได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ใช่ หลังจากนั้นเราก็ร่างจดหมายและรวบรวมรายชื่อเพื่อให้มีการแก้ไขกฎระเบียบ มีคนมารับจดหมายของเราไปแต่ก็เงียบอีก

 

เราเรียนรู้อะไรจากการเรียกร้องครั้งนี้

เอาจริงๆ ก็เผื่อใจไว้บ้างแล้ว ตอนที่ได้เข้าไปคุยเราก็เตรียมตัวไปอย่างรัดกุม ถ้าได้อ่านจดหมายจะเห็นว่าเราใช้คำพูดของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล (ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา) เราใช้กฎกระทรวง พยายามอ้างอิงจากสิ่งที่เป็นทางการมากๆ เพื่อที่จะโน้มน้าวให้เขารับฟังเรา

ไม่ได้ผิดหวังมากนัก เพราะไม่ใช่ว่าเราไม่ได้อะไรจากการประท้วงครั้งนี้ เราได้หยิบเรื่องที่คนในโรงเรียนก็อาจจะบ่นกันเองอยู่แล้วขึ้นมาพูดในระดับที่เป็นทางการ แล้วการรวบรวมรายชื่อคนสนับสนุนก็ทำให้เห็นว่ามีศิษย์เก่าและปัจจุบันราวๆ 700 คนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญคือเราได้ยินมาบ้างว่า ครูอาจารย์บางท่านเริ่มมีความเข้าใจว่าการตรวจว่านักเรียนหญิงใส่เสื้อทับในมาหรือเปล่านั้นถือเป็นการคุกคาม เราถือว่ามันประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง

การออกมาพูดเป็นเรื่องสำคัญ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็อีกเรื่อง แต่การได้ออกมาพูดอาจจะทำให้คนที่ได้ยินตื่นขึ้นมาก็ได้

 

ทั้งหมดนี้เหมือนจะเป็นตัวนำทางให้คุณเลือกเรียนต่อในคณะรัฐศาสตร์

จริงๆ ก็สนใจอยู่หลายคณะ แต่มากที่สุดก็คงเป็นรัฐศาสตร์นี่แหละ ใจตอนนั้นก็คิดว่าจบมาจะมีงานทำไหม (หัวเราะ) แต่สุดท้ายเราก็อยากเลือกสิ่งที่ชอบ ชอบจนคิดว่าน่าจะใช้เวลากับมันได้นาน แล้วก็เลือกเรียนหลักสูตรการเมืองและโลกสัมพันธ์ศึกษา (Politics and Global Studies) เพราะเป็นแบบ duo degree เรียนที่จุฬาฯ 2 ปี เรียนต่างประเทศอีก 2 ปี เราเชื่อว่าถ้าได้ไปเรียนต่างประเทศก็จะเปิดโลกเราให้กว้างขึ้นอีกมาก เหมือนทุกครั้งที่เราย้ายโรงเรียน สุดท้ายก็คิดว่าน่าจะเอาสิ่งที่ได้จากการเรียนไปทำในสิ่งที่มันมีคุณค่าต่อชีวิตเราได้ นั่นก็คือการทำอะไรเพื่อสังคมสักอย่าง

 

ที่บอกว่าคุณค่าในชีวิตคือการได้ทำอะไรเพื่อสังคม ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย

ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามต่อสู้อยู่ในทุกวันนี้ คือเรื่องสิทธิมนุษยชน มันเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ แต่ทุกวันนี้หลายๆ คนก็ยังขาดแคลนมัน บ้างก็ถูกขโมยไป เราเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมนี้เป็นสังคมในแบบที่เราอยากอยู่อาศัยจริงๆ

 

ในวงเสวนาวันนั้นคุณพูดถึงการ ‘เปลี่ยนเกม’ หรืออีกนัยหนึ่งคือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยขึ้นในยุคนี้ คุณอธิบายให้ฟังได้ไหมว่ามันคืออะไร

อธิบายยากจังเลย (นิ่งคิด) คือคนเราไม่ได้เกิดมาแล้วบ่มเพาะตัวเอง แต่เราถูกสร้าง ถูกป้อนข้อมูล ถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ด้วยคนรอบตัว ด้วยระบบระบอบที่ทั้งสังคมร่วมกันสร้างมากี่ร้อยกี่พันปีแล้วก็ไม่รู้ ดังนั้นแทบทุกปัญหาจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใครคนหนึ่ง เราไม่สามารถชี้หน้าใครแล้วบอกว่าเขาเป็นต้นตอของปัญหา แล้วก็เอาเขาออกไปจากสังคม สุดท้ายเราก็จะเห็นว่าปัญหายังคงอยู่เหมือนเดิม เพราะโครงสร้างในสังคมก็จะผลิตคนใหม่ๆ มาทำร้ายสังคมต่อไปเรื่อยๆ

ยกตัวอย่างเรื่องการประท้วงที่โรงเรียนเตรียมอุดมวันนี้ (30 กันยายน 2563) มันเกิดจากว่า ผอ.ออกคำสั่งโยกย้ายตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรมก่อนหน้าวันเกษียณของตัวเองไม่กี่วัน ถามว่า ผอ.เป็นคนร้ายเพียงคนเดียวหรือ เขาอาจจะทำผิดจริง แต่ว่าอะไรทำให้เขาได้มาอยู่ตำแหน่งนี้ตั้งแต่ต้น เราก็ต้องมองกลับไปที่ระบบการศึกษาและระบบราชการรวมศูนย์ แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจจนกลายเป็นระบบราชการที่ตัดขาดจากประชาชน อะไรทำให้ ผอ.ต้องแบ่งพรรคแบ่งพวก ต้องคอยเกาะอยู่กับระบบอุปถัมภ์เพื่อที่จะได้ตำแหน่งในโรงเรียนขนาดใหญ่ เพื่อผลประโยชน์ที่มากขึ้น แล้วอะไรที่ทำให้มีทั้งโรงเรียนใหญ่-เล็ก ก็เพราะว่าระบบการศึกษาและการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่กรุงเทพฯ ใช่ไหม มันคือแนวคิดทุนนิยมใช่ไหมที่ทำให้การศึกษากลายเป็นสินค้า

มันคือโครงสร้างหลายๆ โครงสร้างที่เกื้อหนุนกัน สมมติเราไล่ ผอ.คนนี้ออกได้ ในอนาคตก็มี ผอ.คนใหม่มาทำอะไรแบบนี้เหมือนเดิม เราถึงต้องเปลี่ยนเกม ไม่ใช่เปลี่ยนผู้เล่นในเกม

 

เวลาที่ฝั่งหนึ่งพูดเรื่องการแก้กฎหมายหรือแก้กติกา คนอีกฝั่งหนึ่งก็จะพูดว่ากติกาก็เขียนมาอย่างนี้อยู่แล้ว ทำไมไม่ยอมรับกติกา คุณจะอธิบายยังไง

เราต้องมองย้อนกลับไปว่า รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่เขียนขึ้นโดยกลุ่มคนที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิมซึ่งมาจากการเลือกตั้งนั้นมีความชอบธรรมจริงๆ หรือ แล้วตอนทำประชามติก็มีการกีดกัน กีดขวาง จับกุม ไม่ให้มีการโต้แย้งเปิดเวทีกันอย่างเสรี เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเปลี่ยน สิ่งที่เราเรียกร้องตอนนี้คือขอให้มีการเขียนกติกาใหม่อย่างชอบธรรม คือยังไม่ได้บอกนะว่ากติกาใหม่ต้องเป็นยังไง เพราะต้องมาตัดสินใจร่วมกัน เราแค่บอกว่ามันต้องมีการเขียนใหม่ และเขียนโดยบุคคลที่เป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งประชาชนในที่นี้แน่นอนว่าไม่ได้นับรวมแค่ผู้ชุมนุม แต่คือพลเมืองทุกคนในประเทศไทย

 

ช่วงไม่กี่เดือนมานี้มีเวทีปราศรัยและการประท้วงมากมาย ในฐานะที่คุณติดตามศึกษาการเมืองไทยและต่างประเทศ เห็นความเหมือนหรือแตกต่างจากในอดีตยังไง

หลายๆ คนอาจจะพูดไปแล้วว่า รูปแบบการประท้วงช่วงนี้มันใหม่มาก ทั้งแฟลชม็อบที่เกิดขึ้นถี่ๆ บางทีนัดตอนเย็นเจอกันตอนดึก ไปเจอกันไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็กลับ โลกออนไลน์ก็ช่วยให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าเราจะลืมการต่อสู้ของคนในอดีต คือเราจะเห็นได้ถึงความพยายามยึดโยงกับคนรุ่นก่อน แล้วก็พยายามเรียนรู้จากในอดีตอยู่ตลอดเวลา

 

กลับกัน คุณเห็นปัญหาหรือมีเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตยบ้างหรือเปล่า

ประเด็นเรื่อง gender ก็ค่อนข้างเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด อย่างเวทีปราศรัยใหญ่ในวันที่ 19 กันยายน ก็มีคำพูดของผู้ปราศรัยที่ออกมาในเชิงเหยียดเพศด้วย รวมถึงกระแส anti-feminism ก็ค่อนข้างรุนแรงมากๆ เราคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าเกิดไม่รีบคุย สร้างความเข้าใจ และทำให้เขาเห็นความสำคัญเรื่อง gender มันก็จะลามไปถึงประเด็นอื่นๆ ที่เป็นปัญหาของคนชายขอบ

พวกเราออกมาต่อสู้ก็เพื่อสังคมที่ทุกคนจะเท่าเทียมกัน ซึ่งมันจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้เลยถ้าเกิดว่ายังมีคนที่ถูกผลักออกไป หรือยังมีคนที่ถูกสังคมลงโทษเพราะว่าเขาไม่ได้เกิดมาเป็นแบบใดแบบหนึ่ง เป็นสิ่งที่ต้องคอยย้ำเตือนกันตลอดเวลาว่า เราจะทิ้งใครไม่ได้

 

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง แต่อีกใจก็สงสัยว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ ถ้ามีโอกาสพูดกับคนกลุ่มนี้ อยากบอกอะไรพวกเขา

เรามองว่าการออกมา การพยายามต่อสู้ หรือการออกมาพูด… (นิ่งคิด) มันไม่เชิงเป็นทางเลือกด้วยซ้ำ แต่เป็นทางเดียวที่เรามี ถ้ามองแบบให้กำลังใจตัวเอง อย่างน้อยการที่เราได้ออกมาสู้ เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จก็เพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยแล้ว แม้จะดูไม่มีหวังหรือไม่มีทางไปก็ตาม แต่ถ้าเราทนกันอยู่แบบเดิม มันก็มีแต่จะแย่ลง

 

แต่คุณอาจจะเลือกย้ายประเทศได้นะ อะไรที่ทำให้คุณยังมีความหวังกับประเทศนี้

เราไม่สามารถลอยตัวเหนือปัญหาแบบนั้นได้ สุดท้ายทุกอย่างก็จะวนกลับมาอยู่ดี จริงๆ ก็เป็นเพราะความรู้สึก empathy ที่เรามีให้คนอื่นด้วย สถานะของเราอาจจะพออยู่รอดในสังคมได้ แต่คนอื่นๆ ล่ะ ชีวิตของพวกเขา ชีวิตคนรักของพวกเขา น่าจะเป็นความรู้สึกแบบนี้ที่คอย drive เราอยู่

ระบบในสังคมเราเจียดผลประโยชน์ให้ชนชั้นกลางน้อยมาก แล้วก็ยังมีคนที่ได้น้อยกว่านี้อีกมากๆ หลายๆ คนไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังถูกกดอยู่ เราคิดว่าปัญหาใหญ่คือคนที่เหมือนจะลอยตัวแล้วหลายๆ คนยังไม่รู้ว่าความจริงเขาควรจะได้รับมากกว่าที่เขารู้สึกว่ามากแล้ว

 

สมมติว่าการเรียกร้องครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ภาพฝันที่คุณอยากเห็นเป็นแบบไหน

อยากเห็นการเมืองไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา ทุกคนมีความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตย แล้วก็ต่อสู้กันทางความคิดในกรอบกติกาที่เราสร้างร่วมกัน

มันคงไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงแล้วจะไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ กันอีกเลย มันไม่ใช่ธรรมชาติของสังคมมนุษย์ สิ่งที่ควรเป็นคือแม้จะมีข้อขัดแย้งแต่เราก็สามารถหาทางออกกันได้ โดยที่ยังคงเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคนอยู่ ที่สำคัญคืออยากเห็นสังคมที่ให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

Author

ธีรภัทร์ เจนใจ

กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ปลาสีส้มที่แวะมาพูดคุยทำสัมภาษณ์บ้าง เพราะส่วนใหญ่ใช้เวลาคุยกับตัวหนังสือและตัวเอง

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพนิตยสาร a day ผู้ชอบกินอาหารที่ถ่าย

Video Creator

ชาคริต นิลศาสตร์

อดีตตากล้องนิตยสาร HAMBURGER /ค้นพบว่าตัวเองมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว หากสนใจจ้างงานต่างๆ ผมยินดีครับ FB:Chakrit Ninsart (pls dm)/Tel :084-8085197

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)