Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
คุยเรื่องความเป็นส่วนตัวของประชาชน กับ ‘ไกร ศรีดี’ เจ้าของงานหมวกกันน็อกติดกล้องวงจรปิด

คุยเรื่องความเป็นส่วนตัวของประชาชน กับ ‘ไกร ศรีดี’ เจ้าของงานหมวกกันน็อกติดกล้องวงจรปิด

10/08/2020
Art & Design
AUTHOR: จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์
SHARE:

 ไกร ศรีดีเป็นคนเจน Z เกิดที่กรุงเทพฯพ.ศ. 2540

 เขาเกิดในปีที่ประเทศกำลังประสบวิกฤตต้มยำกุ้ง ระหว่างที่เรียนจบมัธยมปลายและเข้าปีหนึ่งที่คณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเขาเริ่มทำทีสิสตอนที่โคโรน่าไวรัสเริ่มระบาดก่อนเรียนจบตอนที่ประเทศถูกล็อกดาวน์เศรษฐกิจทรุดถึงขีดสุด

 ประจวบเหมาะครบในวิกฤตสมบูรณ์กว่านี้ไม่มี

 

 “ผมไม่ได้อะไรจากช่วงรอยต่อของการศึกษาเลยพอเข้ามหาวิทยาลัยก็พบว่าประวัติศาสตร์ในบ้านเรามันบิดเบี้ยวหลักการหรือความเป็นเหตุเป็นผลที่เล่าเรียนและยึดถือมาก็พังไปหมดระหว่างเรียนผมมุ่งหวังจบออกมาเป็นศิลปินแต่ขณะเดียวกันในภาพรวมของประเทศก็กลับพบว่าคนรุ่นผมและรุ่นหลังจากนี้ดูเหมือนไม่มีความหวัง” ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามกล่าว

 ไกรร่ำเรียนมาทางจิตรกรรมหากช่วงรอยต่อระหว่างปีสามขึ้นปีสี่เขาสนใจกระบวนการทางเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตก่อนจะร่วมกับศิลปินในแนวทางเดียวกันก่อตั้งกลุ่ม Chiang Mai Performance Art เมื่อปี 2562 โดยผลงานชิ้นแรกที่นำเสนอสู่สาธารณะคืองานเพอร์ฟอร์มตัวเองกับหมวกกันน็อกที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดทุกทิศทุกทาง ในทีสิสชิ้นสุดท้ายเพื่อทำเรื่องจบการศึกษาชายหนุ่มทำงานอินสตอลเลชั่นกึ่งสถาปัตยกรรมและวิดีโออาร์ต

 นั่นล่ะศิลปินไม่ประสงค์จะนิยามตัวเองว่าต้องทำงานแขนงไหนหรือด้วยเทคนิคใดกับนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่จัดแสดงอยู่ตอนนี้ก็ใช่ผลงานมีเพียงหกชิ้นหากมันก็หลากหลายทั้งจิตรกรรมสื่อผสมประเภท found object และอินสตอลเลชั่น

 Our God is Labeled คือชื่อนิทรรศการดังกล่าวผลงานที่ไกรชี้ชวนให้ผู้ชมทบทวนถึงขอบเขตที่ไม่อาจคาดคะเนของการสื่อสารในโลกออนไลน์ซึ่งขณะนี้จัดแสดงอยู่ที่ Issue gallery (ภายในร้านกาแฟ Gateway Coffee Roasters ถนนท่าแพเชียงใหม่) โดยมีพิชากรชูเขียวรับหน้าที่ภัณฑารักษ์นิทรรศการคือเหตุผลของบทความนี้เช่นที่วิกฤตการณ์การเปลี่ยนผ่านและอีกหลากหลายมายาคติอันเกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือเหตุผลที่ชายหนุ่มคนหนึ่งยึดมั่นกับการทำงานศิลปะเพื่อสื่อสารถึงความอึดอัดและตั้งคำถามถึงที่ทางในอนาคต

 

-1-
I Saw You Everyday, Everywhere, Everytime

“ผมพบว่า 70% ในบทบัญญัติความเป็นส่วนตัวของเราไม่เป็นจริง”

 เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องคุยกับศิลปินถึงผลงานที่ได้ทำก่อนหน้าอันนำมาสู่ที่มาและที่ไปในผลงานปัจจุบันเรากำลังพูดถึง I Saw You Everyday, Everywhere, Everytime ชิ้นงานหมวกกันน็อกที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ไกรทำและหลายคนคุ้นตาผ่านมีมในโซเชียลมีเดียจากที่เขาสวมมันไปร่วมประท้วงขับไล่รัฐบาลที่เชียงใหม่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 “จริงๆงานชิ้นนี้แต่แรกมันไม่ได้ถูกทำขึ้นเพื่อสะท้อนสถานการณ์ที่นักกิจกรรมทางการเมืองถูกอุ้มเลยมันเป็นประเด็นตั้งคำถามถึงความเป็นส่วนตัวของประชาชนมากกว่า” ไกรกล่าว

 ย้อนไปปีที่แล้วเขาเป็นนักศึกษาที่เลือกวิชาเสรีเป็นเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตในคลาสของอาจารย์พดุงศักดิ์คชสำโรงที่ซึ่งหลังจบคอร์สเขากับอาจารย์และเพื่อนในคลาสร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Chiang Mai Performance Art (CMPF) เพื่อหวังนำเสนอศิลปะเพอร์ฟอร์แมนซ์ให้เป็นที่รับรู้มากขึ้นในเชียงใหม่โดยงานแรกที่กลุ่มของไกรได้ขับเคลื่อนคืองาน September Equinox 2019: International Day of Public Action for Freedom & Democracy งานที่ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์ทั่วโลกจะทำงานเพอร์ฟอร์มในพื้นที่สาธารณะในเมืองของตัวเอง บันทึกวิดีโอและส่งวิดีโอมาจัดแสดงร่วมกัน

 

 “ผมเป็นผู้ประสานงานของกลุ่มซึ่งตกลงกันว่าจะจัดแสดงงานนี้กันที่สวนสาธารณะหนองบวกหาด (สวนสาธารณะในบริเวณคูเมืองเชียงใหม่–ผู้สัมภาษณ์) ก็เลยต้องทำจดหมายไปขออนุญาตใช้พื้นที่กับทางเทศบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบตอนทำจดหมายก็มาฉุกคิดว่าทำไมเราต้องขออนุญาตใช้พื้นที่สาธารณะด้วยเพราะถ้าเป็นสาธารณะจริงๆมันต้องไม่ควรมีใครครอบครองเป็นเจ้าของนี่และคำถามนี้มันเกิดมาพ้องกับช่วงที่เพื่อนผมคนหนึ่งถูกใบสั่งจากตำรวจเพราะเขาขี่มอเตอร์ไซค์และไม่สวมหมวกกันน็อกและกล้องวงจรปิดบนถนนก็จับภาพมาได้

 “ความคิดเกี่ยวกับการต้องขออนุญาตผู้มีอำนาจเพื่อใช้พื้นที่สาธารณะกับกล้องวงจรปิดที่เป็นทั้งเครื่องมือควบคุมกฎหมายและสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐก็เลยจุดประกายให้คิดถึงการเอาหมวกกันน็อกของเพื่อนมาติดกล้องวงจรปิดน่ะครับง่ายๆตรงๆอย่างนั้นเลย” ไกรกล่าว

 ในวันแสดงงานเขาสวมหมวกดังกล่าวพร้อมแว่นกันแดดสูทสีดำและรองเท้าหนังเดินไปเดินมาในสวนสาธารณะราวหนึ่งชั่วโมงบางครั้งเขาจะหยุดเดินและมองขึ้นไปยังกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ในสวนไกรบอกว่าเมื่อมารีเสิร์ชเพื่อทำงานชิ้นนี้จริงๆเขาพบว่านอกจากคนในบ้านเราส่วนใหญ่มักไม่ตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวจริงๆเท่าที่ควรขณะที่ภาครัฐก็หาได้เข้าใจในขอบเขตของการสอดส่องและจับจ้องชีวิตของผู้คนไปพร้อมกัน

 “ประเทศเราเข้าร่วมภาคีพันธกรณีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 30 ข้อซึ่งเมื่อผมอ่านและพิจารณากับสถานการณ์ที่พบเห็นในปัจจุบันบอกได้ว่ากว่า 70% ในบทบัญญัตินั้นประเทศเราทำไม่ได้จริง” เขากล่าว

 ทั้งนี้ในระหว่างที่ไกรมีแผนจะต่อยอดงานชิ้นนี้ให้กล้องมันสามารถบันทึกภาพได้จริงและนำไปใช้กับงานอินสตอลเลชั่นในพื้นที่เฉพาะหากเมื่อเขาทราบว่ากลุ่มเพื่อนและกลุ่มนักศึกษานัดรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลชุดปัจจุบันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไกรจึงนำงานชิ้นนี้มาสวมใหม่ต่อยอดความหมายสู่การเตือนให้ผู้ร่วมชุมนุมตระหนักรู้อยู่เสมอว่าตัวเองกำลังถูกจับจ้องโดยรัฐขณะเดียวกันก็คล้ายเป็นการยั่วล้อฝ่ายผู้ที่กำลังจับจ้องผู้ชุมนุม ว่าในทางกลับกันพวกเราก็เฝ้าจับตาคุณอยู่ด้วยเช่นกัน

 

-2-

A House Without Home

“ผมไม่คิดว่าบ้านคือสิ่งถาวร”

 ในขณะที่ผลงานอย่างเป็นทางการชิ้นแรกของศิลปินเลือกสื่อสารกับความเป็นพื้นที่สาธารณะผลงานทีสิสที่เพิ่งเสร็จใหม่หมาดๆ ของไกรกลับมีความเป็นส่วนตัวมากๆอย่าง ‘บ้าน’

 กระนั้นความเป็นบ้านของไกรกลับย้อนแย้งในความหมายที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยดังชื่องานที่เป็นประจักษ์คือ A House Without Home

 “แม่ผมทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เขาซื้อบ้านเก่ามารีโนเวทและขายต่อช่วงเด็กๆก่อนเข้าโรงเรียนประจำจำได้ว่าต้องย้ายบ้านตามแม่มาเป็นสิบๆหลังบางหลังย้ายมาอยู่ไม่กี่เดือนก็ย้ายอีกมองย้อนกลับไปก็แปลกดีความคิดเกี่ยวกับบ้านในเชิงสถานที่ของผมจึงไม่มีความรู้สึกถึงความมั่นคงถาวรเลย (หัวเราะ)”

 

 A House Without Home คือผลงานที่ไกรได้แรงบันดาลใจมาจากความทรงจำที่ต้องย้ายที่อยู่อย่างบ่อยครั้งในวัยเด็กรวมถึงความตื่นตาส่วนตัวที่ย้ายมาใช้ชีวิตลำพังที่เชียงใหม่–บ้านในทัศนศิลป์ของไกรคือโครงสร้าง 8×4 เมตรที่ศิลปินพร่าเลือนความเป็นประติมากรรม อินสตอลเลชั่น และสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันเขาถอดเส้นสายของดอยสุเทพภูเขาที่เป็นเสมือนพื้นหลังขนาดมหึมาของเมืองเชียงใหม่มาสวมทับกับวิธีคิดเชิงสถาปัตยกรรมของ Geodesic dome (โดมทรงกลมที่ประกอบขึ้นจากโครงสร้างรูปสามเหลี่ยมเป็นโครงสร้างไร้เสาแต่ใช้การสอดประสานกันเป็นผนังเพื่อความมั่นคงของโครงสร้าง) โดยวัสดุทั้งหมดในการประกอบสร้างคือวัสดุพื้นถิ่นอย่างไม้ไผ่

 กล่าวให้สังเขปกว่านั้นมันคือพาวิลเลียนไม้ไผ่ที่ศิลปินใช้ตั้งคำถามถึงนิยามของความเป็นบ้านซึ่งถูกนำเสนอพร้อมกับ video mapping ที่เขาบันทึกการเดินทางในชีวิตประจำวันทั้งในกรุงเทพฯและเชียงใหม่ฉายทับเข้าไปบนพื้นผิวพาวิลเลียน

 “มีเกร็ดเล็กๆที่น่าคิดคือผมทำงานชิ้นนี้ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหลายคนต้องกักตัวอยู่บ้านขณะที่ผมก็ต้องทำงานส่งเลยกลับบ้านที่กรุงเทพฯไม่ได้ความหมายของบ้านของหลายคนที่คิดถึงการเป็นที่พักพิงอันมั่นคงถาวรก็อาจชัดเจนขึ้นมาเช่นที่ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนและสร้างขึ้นใหม่ได้ในพื้นที่และสถานการณ์ต่างๆโดยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็กลับเน้นย้ำมุมมองของผมต่อเรื่องดังกล่าว”

 ไกรทำ ‘บ้าน’ หลังนี้เสร็จในช่วงที่รัฐบาลเริ่มคลายล็อกดาวน์สู่เฟสสองซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่พิชากรชูเขียวศิลปินและคิวเรเตอร์ที่กำลังดูแลนิทรรศการใน Issue gallery ชักชวนให้ทำงานศิลปะชุดใหม่เพื่อจัดแสดงที่แกลเลอรี่ในช่วงเดือนสิงหาคมพอดี

 จากนิยามของความเป็นส่วนตัวกับสาธารณะผ่านหมวกกันน็อกกล้องวงจรปิดสู่ความมั่นคงถาวรกับความไม่ยั่งยืนผ่านงานอินสตอลเลชั่นที่เป็นภาพแทนของความเป็นบ้านศิลปินยังคงสนุกกับประเด็นความลักลั่นในการให้ความหมายของบางสิ่งบางอย่างในวิถีชีวิตร่วมสมัยซึ่งคราวนี้เขาคิดถึงการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย

 

-3-

Our God Is Labeled

“ผมเติบโตมาในยุคที่โซเชียลมีเดียมันคือการเล่นแต่ตอนนี้มันกลายเป็นวิถีชีวิต”

 Our God is Labeled ประกอบด้วยงานทั้งหมดหกชิ้น

 ชิ้นแรกไม่มีชื่อศิลปินนำด้ามมีดมาประกอบกับปากกาหัวแร้งติดตั้งบนกรอบไม้บนแบ็กกราวนด์สีเลือดหมู

 ชิ้นที่สอง Daggertag การประกอบขึ้นของคำว่า Dagger (มีด) และ hashtag (#) งานจิตรกรรมสีอะคริลิครูปมีดสี่เล่มที่วางซ้อนกันเป็นเครื่องหมายแฮชแท็ก

 ชิ้นที่สาม Jaggerbomb จิตรกรรมอะคริลิครูปไมโครโฟนที่ยอดของมันเป็นระเบิดมือ

 

 

 ชิ้นที่สี่ไม่มีชื่อปืนพลาสติกที่ปากกระบอกเป็นหัวไมโครโฟนปืนติดตั้งบนขาไมค์ศิลปินชี้ชวนให้ผู้ชมเข้าไปปฏิสัมพันธ์ผ่านการพูดอะไรก็ได้ผ่านปืนไมค์เบื้องหน้าคือจอโทรทัศน์ที่หน้าจอของมันเป็นกระจกเงาส่องใบหน้าของผู้ชม

 ชิ้นที่ห้าไม่มีชื่อราวไม้สำหรับแขวนหนังสือพิมพ์สามฉบับที่ซึ่งเนื้อหาบนหน้าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นถูกถมทับด้วยสีทุกหน้าไม่เหลือเนื้อหาอะไรให้อ่าน

 และชิ้นสุดท้าย Worthless Theatre จิตรกรรมอะคริลิคสองภาพหนึ่งภาพด้านซ้ายคือฝูงไก่แจ้ในชุดสูทสีฟ้าที่ทุกตัวหันหน้าเข้าหากล้องวิดีโอซึ่งอยู่ในภาพด้านขวาศิลปินนำแรงบันดาลใจมาจากภาพ The Night Watch ของเรมบรันด์ไก่แจ้คือสัญลักษณ์ของกลุ่มไนต์วอตช์หรือทหารรับจ้างชาวดัตช์ในศตวรรษที่ 17 ที่ร่วมลงขันว่าจ้างให้ศิลปินวาดภาพเหมือนของพวกเขา…

 

 ประโยคแรกในสเตทเมนต์ของไกรขึ้นต้นว่า “เราทุกคนสามารถเป็นสื่อได้” ก่อนจะเขียนถึงวิถีชีวิตของผู้คนสมัยปัจจุบันที่ไม่อาจแยกขาดจากการใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวันและความพร่าเลือนในบทบาทของการเป็นผู้สื่อและรับสารของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รวมถึงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่กลายมาเป็นข้อมูลสาธารณะ

 “ผมเติบโตมาในยุคที่คนเรามองว่าการใช้โซเชียลมีเดียคือการเล่นก่อนที่มันจะเปลี่ยนผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่การเช็กโซเชียลมีเดียคือกิจวัตรและในวันวันหนึ่งเราก็เข้าไปดูมันหลายต่อหลายครั้งโซเชียลมีเดียมันกลายเป็นชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ไปแล้วมันสร้างโอกาสให้ใครหลายคนไปพร้อมกับเป็นเครื่องมือทำลายใครอีกหลายคนขณะเดียวกันแม้เราจะคุ้นเคยกันมานานแต่โลกออนไลน์ก็ถือว่ายังใหม่อยู่มากในแง่มุมของการสื่อสารที่เป็นทางการเราเพิ่งจะมีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ขณะที่นโยบายด้านสาธารณะและการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กก็ยังลักลั่นไม่มั่นคงอยู่เลย” ไกรกล่าว

 แม้งานศิลปะส่วนใหญ่ในซีรีส์ชุดนี้จะออกมาในแง่การวิพากษ์วิจารณ์โซเชียลมีเดียเชิงลบหากไกรก็ออกตัวว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธโซเชียลมีเดีย (เขายังคงใช้มันทุกวัน) และก็ไม่ได้ต้องการรณรงค์ให้คนใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์อะไรทำนองนั้นเขาคิดอย่างซื่อตรงเช่นสัญลักษณ์ที่ใช้อุปมาในผลงานทันทีที่คุณปล่อยข้อคิดเห็นหรือข้อมูลอะไรบางอย่างออกไปบนสังคมออนไลน์ที่ระบบระเบียบทุกอย่างยังคงใหม่รวมถึง mindset ของผู้ใช้งานและผู้รับสารเราไม่อาจหยั่งได้ถึงขอบเขตของผลกระทบหรือกระทั่งความรุนแรงของผลที่สะท้อนกลับมาที่เราได้เลย

 “ผมสนใจประโยคที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียมักใช้เวลาแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องใดสักเรื่องเขามักขึ้นต้นหรือลงท้ายว่านี่เป็น ‘ความเห็นส่วนตัว’ ซึ่งอ่านทีไรแล้วก็ตลกดีคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าประโยคนี้มันเป็นยันต์ที่จะช่วยเซฟเขาจากความเห็นส่วนตัวของคนอื่นที่มีต่อเขาหรือไม่ก็คิดว่าประโยคนี้มันจะกันความคิดเห็นนี้ออกจากความเป็นสาธารณะซึ่งมันไม่จริงทันทีที่คุณพิมพ์ความคิดเห็นลงไปในนี้มันก็มีความเป็นสาธารณะแล้ว” ไกรกล่าว

 

 ไม่เพียงการเปรียบเปรยการสื่อสารทางออนไลน์เป็นอาวุธที่ใช้ฟาดฟันผู้อื่น (มีดหัวปากกาแฮชแท็กรูปมีด) หรือย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง (ปืนไมโครโฟน) ไกรยังตั้งใจสะท้อนถึงบทบาทของฝ่ายอำนาจนิยมที่พยายามจะควบคุมการเข้าถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน (หนังสือพิมพ์ที่ถูกเซ็นเซอร์) หรือความหลงผิดของกลุ่มนายทหารที่คิดว่าตัวเองสามารถทำทุกอย่างได้และชูคอตัวเองไปอยู่หน้ากล้องเสียเอง (จิตรกรรม Worthless Theatre) ที่ซึ่งในท้ายที่สุดผลลัพธ์ของความเข้าใจสถานะของตัวเองผิดนี้ก็สะท้อนออกมาดังที่เราตระหนักดีในสถานการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน

 “อย่างไรก็ดีผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่กับเสรีภาพในการพูดหรือในความเชื่อแต่ขณะเดียวกันเสรีภาพนั้นก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบของผู้สื่อสารด้วยในโลกอนาคตผมมองเหมือนฉากในภาพยนตร์อย่าง Total Recallหรือหนังสือ Basement Moon ของปราบดาหยุ่นวิถีชีวิตของผู้คนจะสุดโต่งมากขึ้นคุณอยากไปทำนมสามเต้าหรือคุณจะเป็น Neo Nazi ก็ได้แต่ประเด็นสำคัญคือคุณต้องไม่คุกคามคนอื่นที่มีความคิดเห็นต่างจากคุณรวมไปถึงความสามารถรับฟังฟีดแบ็กของคนอื่นที่มีต่อความคิดเห็นแย่ๆของคุณได้โดยที่คุณไม่ไปไล่ตีหรือปิดปากเขาเพดานของโลกยุคใหม่มันยังอยู่ที่ความเป็นมนุษย์ที่ให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่ดี” ไกรกล่าว

-4-

Hope

 Hope ไม่ใช่ชื่อผลงานศิลปะหรือนิทรรศการของไกรหากมันคือประเด็นสุดท้ายที่เราคุยกัน–‘ความหวัง’

 ไกรบอกว่าเขาเชื่อว่าศิลปะมีส่วนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนผ่านของสังคมและนั่นทำให้เขาเลือกทำงานศิลปะเพื่อสื่อสารหรือสะท้อนที่ซึ่งแม้มันจะไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่หากแม้การสร้างความตระหนักรู้ในระดับบุคคล หรือเพียงส่วนเสี้ยวเล็กน้อยเขาก็มองว่ามันเป็นความหวังและนั่นทำให้เขาใช้งานศิลปะของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบัน

 “อย่างที่บอกว่าพอเข้าปีหนึ่งก็มีรัฐประหารผมเรียนต่อมาอีกห้าปีท่ามกลางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดเดิมก่อนจะค้นพบว่าวิธีการเดียวที่จะไม่ทำให้เรารู้สึกสิ้นหวังคือการเลิกสนใจการเมืองแต่นั่นล่ะเราตัดขาดจากการรับรู้ในเรื่องนี้ไม่ได้นั่นทำให้ผมพบว่าคนรุ่นผมและรุ่นน้องต่างก็สิ้นหวังเหมือนกันเยอะมากๆแต่เพราะการสื่อสารในโลกออนไลน์นี่แหละที่ทำให้เราพบเพื่อนและพบว่าแท้จริงแล้วเราไม่ได้สิ้นหวังหรอกแค่ที่ผ่านมาเราไม่มีเพื่อน

 ประเด็นก็คือพวกผู้ใหญ่เขาลอยตัวแล้วชีวิตเขาไม่ต้องฟันฝ่าหรือต้องสร้างอะไรเขาเลยไม่มีปัญหากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่หรือกระทั่งเพิกเฉยต่อการที่มีใครสักคนถูกอุ้มหายแต่เรายังไม่มีอะไรการันตีอนาคตของเราและถ้าเราเพิกเฉยเราก็อาจไม่มีอนาคตไปด้วยฉะนั้นอย่าเพิ่งสิ้นหวังความหวังทำให้มนุษย์ดิ้นรนที่จะมีชีวิตและผมคิดว่าการที่คนรุ่นใหม่ออกมาแสดงพลังกันทั่วประเทศอย่างที่เป็นอยู่นี้ก็ทำให้ผมพบว่าเรายังมีความหวัง” ไกรกล่าว

 นิทรรศการ Our God is Labeled จัดแสดงจนถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ที่ Issue gallery ถนนท่าแพเชียงใหม่

 


 ติดตามผลงานอื่นๆของไกรได้ที่kraisd.wixsite.com/krai

 ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ข่วงประตูท่าแพได้ที่

 Facebook : ลานยิ้มการละคร Lanyim Theater และ Chiang Mai Performance Art

Tags:I Saw You Everyday Everywhere Everytimeประท้วงartists talkไกร ศรีดีOur God is Labeledม็อบA House Without Home
Share :
Author
จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์
Photographer
-
แจกฟรีวอลเปเปอร์เพื่อประชาธิปไตย สำรวจโปสเตอร์การประท้วงยุคใหม่ กับ 'ถนอม ชาภักดี'
Artแจกฟรีวอลเปเปอร์เพื่อประชาธิปไตย สำรวจโปสเตอร์การประท้วงยุคใหม่ กับ 'ถนอม ชาภักดี'นักเขียน : สุดารัตน์ พรมสีใหม่
‘ช่วยกันดันแฮชแท็กให้ขึ้นเทรนด์เถอะ’ คนรุ่นใหม่กับการขับเคลื่อนสังคมด้วย #ทวิตเตอร์
Life‘ช่วยกันดันแฮชแท็กให้ขึ้นเทรนด์เถอะ’ คนรุ่นใหม่กับการขับเคลื่อนสังคมด้วย #ทวิตเตอร์นักเขียน : เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา
เรายังเหลือ ‘ความหวัง’ อะไรในเศรษฐกิจการเมืองไทยแบบ ‘มือใครยาว สาวได้สาวเอา’
Movementเรายังเหลือ ‘ความหวัง’ อะไรในเศรษฐกิจการเมืองไทยแบบ ‘มือใครยาว สาวได้สาวเอา’นักเขียน : ธนสักก์ เจนมานะ