Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

วิธีการทำงานที่ให้พื้นที่ทุกคนเป็นตัวเองและมีความสุขแบบ Karmakamet

Highlights

  • Karmakamet คือแบรนด์เครื่องหอมที่เริ่มต้นจากสาขาเล็กๆ ในจตุจักร เมื่อไปได้ดีก็ขยายอีกหลายสาขา รวมทั้งแตกร้านในเครือออกเป็น Karmakamet Diner ที่ขายอาหาร และ Everyday kmkm ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ช็อป ทุกแบรนด์ในเครือต่างเชื่อมต่อผู้คนด้วยพลังงานบวกบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสงบสุข ความเรียบง่าย ความจริงใจ
  • พลังงานที่ดีเหล่านั้นไม่ได้ส่งต่อผ่านแค่เพียงสินค้าและบริการ แต่ยังส่งต่อผ่านการทำงานในองค์กรที่ทั้งผู้บริหารและพนักงานต่างมองกันเป็นคนในครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนและแสดงความจริงใจต่อกัน
  • ออฟฟิศของชาว Karmakamet เป็นทุกอย่าง ทั้งพื้นที่ทำงาน สตูดิโอ พื้นที่ทดลองจัดร้าน ไปจนถึงพื้นที่พักผ่อน

กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วร้าน พร้อมบรรยากาศที่ชวนหลงใหล การแต่งร้านที่โดดเด่น คือเสน่ห์ของร้าน Karmakamet ร้านเครื่องหอมที่เหมือนมีมนตร์สะกดให้คนเดินผ่านไปผ่านมาแวะเวียนเข้ามาดูสักครั้ง อีกทั้งผู้แวะเวียนจำนวนไม่น้อยก็ผันตัวเป็นลูกค้าประจำ

เอท–ณัทธร รักษ์ชนะ ถอดเอาองค์ความรู้เก่าแก่ของตระกูลที่เคยทำธูปมาพัฒนา ผนวกกับความสามารถของ ยิ้ม–ลักษวรรณ อักษราวดีวัฒน์ และ มาด–สมมารถ พิทักษ์กิ่งทอง อีกสองหุ้นส่วน จนกลายเป็นร้านเครื่องหอมที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน

จากร้านเครื่องหอมขนาดจิ๋วที่มีเพียงหนึ่งสาขาในจตุจักร ต่อยอดไปจนถึงการแตกไลน์สินค้าใหม่อย่างอาหารใน Karmakamet Diner รวมถึงไลฟ์สไตล์ช็อปภายใต้ชื่อ Everyday kmkm วันนี้ร้านค้าในองค์กร Karmakamet จึงมีถึง 15 แห่ง พนักงานจากที่มีเพียงสิบก็เขยิบเข้าใกล้สามร้อย

karmakamet.co.th

Karmakamet เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ขนาด ความหลากหลาย และความลึกซึ้งทางความคิด แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ Karmakamet ยังคงพัฒนาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ แถมยังยึดแก่นขององค์กรในการค้นหาความหมายของชีวิตด้วยการเป็นเนื้อแท้ต่อตนเองและผู้อื่น รวมทั้งเชื่อในความรัก ความจริงใจ เพื่อส่งต่อชีวิตที่เป็นสุขเย็นใจให้ทั้งผู้ร่วมงานและลูกค้าผู้สนับสนุนที่มีเป้าหมายเป็นความสงบเย็นอย่างยั่งยืนร่วมกัน

Karmakamet สร้างขึ้นมาแบบไหน ส่งต่อและดูแลคนทำงานในองค์กรยังไง จุดเทียนแล้วใช้ประสาทสัมผัสทำความเข้าใจและพูดคุยกับเอทถึงที่ head office ของ Karmakamet ด้วยกัน


สูตรปรุงกลิ่นความสุขในองค์กรของ เอท–ณัทธร รักษ์ชนะ

People Management

Karmakamet มีความเป็นคุณอยู่ในนั้นแค่ไหน

น่าจะเยอะอยู่ ผมทำงานผ่านการเรียนรู้ชีวิตของตัวเอง สิ่งที่ Karmakamet ทำในช่วงหลังไม่เหมือนที่เคยทำมา ทั้งหมดมันมาจากประสบการณ์ชีวิต เมื่อเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ หรือเติบโตขึ้น เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ก็จะสะท้อนออกมาในงาน 

ตอนนี้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่าโลกก็อยู่ในแบบของมันนี่ล่ะ มันเป็นไปแบบนั้น ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม และทั้งหมดที่เราอาศัยอยู่นี้มาจากกระบวนการสมมติและถูกให้คุณค่าซ้ำๆ ด้วยวิธีการต่างๆ จนกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ผมได้คำตอบใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิมคือความไม่มีอะไรเลย มันเลยออกมาเป็นแนวใหม่ ช็อปจะดูแอ็บสแตรกท์ขึ้น มีมิติอื่นมากขึ้น

 

ในเมื่อแบรนด์เป็นตัวตนของคุณ คุณถ่ายทอดความเป็นคุณให้ทีมทำงานด้วยได้ยังไง

ผมขับเคลื่อนทีมด้วยการพูดคุยและการใช้ชีวิตตนเองโน้มน้าวให้เห็น เหตุหนึ่งที่ผมออกมาตั้งบริษัทเอง เพราะผมทำมาหลายบริษัทแล้วไม่แฮปปี้เลย พอเชื่ออย่างนั้นผมก็เลยประดิษฐ์องค์กรตัวเองให้เป็นแบบที่ทุกคนมีส่วนร่วม ช่วยกันหันพวงมาลัย ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หน้าที่ผมไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่ต้องโน้มน้าวเขา 

 

ทำยังไงให้พนักงานเข้าใจในสิ่งที่คุณคิดและเชื่อ

อันแรกเลยก็คือแสดงด้วยชีวิตตนเองให้เห็น เมื่อทุกคนมาทำงานที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กรุ่นไหนก็ตาม เขาต้องได้เจอผมตอนปฐมนิเทศ เนื้อหาหลักที่ผมพูดคือ ผมเกิดในยุคที่ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ถ้าอยากได้ หน้าที่เราคือลงมือทำ ทำให้ดีที่สุด แล้วผลจะปรากฏออกมาให้ดู แล้วเอาผลออกไปข้างนอก ถ้าดีพอคนก็จะเชื่อมต่อมัน เราเชื่อในสิ่งนี้

แต่เด็กยุคนี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ผมไม่ได้ว่าน้องผิด แต่เขาเกิดมาคนละยุค เขาเกิดมาเจออินเทอร์เน็ต เห็นภาพสวยๆ เสื้อผ้าสวยๆ เห็นชีวิตคนแบบที่เขาอยากเป็น เขาเอาสิ่งนั้นมารวมกันในมโนสำนึกโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาคิดว่านั่นคือโลกที่ควรจะเป็น ซึ่งมันอาจผิดหวังได้ง่าย เพราะโลกมันเป็นในแบบที่มันเป็น และมันไม่เคยเป็นแบบที่เราอยากให้มันเป็นถ้าเราไม่ทำอะไรกับมัน เพราะฉะนั้นวิธีการคือเราอยากได้อะไรก็แค่ลงมือทำและสื่อสารกัน ผมอยากให้เราแสดงความเป็นเนื้อแท้ออกมาว่าเราคิดยังไงกับเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเอาเสียงตัวเองออกมาแบบที่เห็นอกเห็นใจผู้ฟัง ถ้าอย่างนี้ก็จะเดินไปด้วยกัน แก้ปัญหาไปด้วยกันได้ ผมทำงานกับทีมแบบนี้ พอมันเชื่อมต่อกับเขาได้จริงๆ มันมีพื้นที่ให้เขาจริงๆ ก็เลยทำให้ทุกอย่างเคลื่อนไปได้ง่าย ทุกคนมีส่วนร่วมกับมัน 

สิ่งที่ผมทำไม่ใช่ทำแค่เพื่อองค์กรแต่เพื่อตัวเขาด้วย เวลาผมสัมภาษณ์เด็กทุกคน ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเขาอยากได้อะไรในชีวิต แล้วองค์กรพี่มีพื้นที่นั้นให้เขาจริงไหม หน้าที่ผมคือเมื่อรับเขาเข้ามาก็ต้องส่งเสริมให้เขาได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น เขาอยากได้กล้องอะไร ฉากสีอะไร เราก็ส่งเสริม แล้วเขาก็ทำงานของเขา แต่ผมได้ด้วย นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อ เราถึงไปด้วยกันได้

 

คุณเลือกพนักงานยังไง

สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมากคือการไม่กล่าวโทษผู้อื่นและการเปิดใจ และโดยทั่วไปคือต้องชื่นชอบชื่นชมสักอย่างในแบรนด์เรา 

อีกอย่างคือผมไม่นิยมรับคนหน้าอย่างหลังอย่างเข้ามา และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่รับคนใหม่เข้ามาเป็นหัวหน้าแล้วให้เด็กเดิมเป็นลูกน้อง ผมจะพยายามบิลด์คนเดิมขึ้นไปก่อน ถ้าจะต้องเรียนอะไรเพิ่มก็จะสนับสนุนให้เรียน ที่อยากให้คนในขึ้นเพราะเรารู้จักกันดีในหลายเรื่อง ผมไม่อยากอุดช่องทางชีวิตเขา ผมเลือกที่จะเปิดทางให้ก่อน แต่เด็กก็ต้องพัฒนาด้วย

 

คุณใกล้ชิดกับพนักงานแค่ไหน

พนักงานทุกคนรู้ว่าห้องผมเคาะประตูได้ จะคุยเรื่องแฟน เรื่องครอบครัว เรื่องอยากลาออก เรื่องเงินเดือน คุยได้หมด บางคนเงินเดือนขึ้นทีละ 5,000-7,000 บาทถ้าเขาพิสูจน์ว่าเขาทำได้และสมควรได้จริงๆ แต่บางคนขอผมก็ยังไม่ให้ ผมบอกเลยว่าขอให้ทำอีกสองอย่างนี้ให้ได้ เราคุยกันตรงๆ อย่างนั้น องค์กรก็เลยมีเบรกดาวน์บ่อยๆ แต่มันสงบลงได้ง่าย แล้วทุกคนก็ยินยอมพร้อมใจเพราะมันเรียบง่าย

เวลาผมคุยกับน้องๆ ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่จะบอกว่าอะไรเคลื่อนหรือไม่เคลื่อนสำหรับพวกเรา หรือบางครั้งผมก็เห็นว่าเด็กติดก้อนหินก้อนไหนอยู่ ผมช่วยตรงไหนได้ หรือบางทีก็ไม่ได้มีก้อนหินหรอกแต่ใจฝ่อ ไหนมีอะไรมาคุยกันซิ ผมว่าเด็กไว้เนื้อเชื่อใจผมในฐานะที่เป็นใครสักคนที่ช่วยดูแลเขา ไม่ได้จะเอาแค่ผลลัพธ์จากเขาอย่างเดียว ผมทนกับเด็กที่ไม่ให้ผลลัพธ์อะไรมาปีครึ่งได้นะ เพราะผมเห็นอะไรบางอย่างในตัวเขา เพียงแค่เขายังแกะอะไรรอบๆ ตัวออกไม่ได้ ผมก็จะทนถึงที่สุด พอถึงเวลาเขาผ่านได้เขาก็จะผ่านเลย โตเลย ยืนขึ้นและรับผิดชอบ แต่บางคนทำถึงที่สุดแล้วอาจจะไม่ได้ ก็ให้เวลาปรับตัวอีกหน่อย แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องคุยกันแล้วว่าจะยังไง 

 

การที่คุณดูตกผลึกเรื่องคนและมีแนวทางการบริหารที่ชัดเจนมากๆ คุณได้สิ่งนี้มาจากไหน

ผมเคยมีชีวิตลำบากตอนเด็ก แล้วก็ดี แล้วก็กลับมาลำบาก ตอนเปิด Karmakamet แรกๆ มีปัญหากับหุ้นส่วนเก่า ผมเหลือเงิน 3,000 บาท แล้วถึงไปชวนหุ้นส่วนคนที่ทำด้วยกันทุกวันนี้มาทำใหม่ ในวันนั้นผมไม่ใช่คนแบบนี้ ผมเฆี่ยนตีคนรอบๆ ตัวหมดเลย เฆี่ยนตีคนให้เขาสร้างผลลัพธ์ให้ แล้ววันดีคืนดีก็มีน้องทีมหนึ่งออกยกทีมเลย 

นั่นเป็นแรงกระทบมหาศาลสำหรับผม ผมพิจารณาตัวเองใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องเฆี่ยนตีคนอื่นขนาดนั้น ก็ได้คำตอบว่าผมกลัว แล้วกลัวอะไร ผมถามตัวเองไปเรื่อยๆ จนแก้ปมตัวเองได้ ค่อยๆ เรียนรู้ไป หลายเรื่องผมก็เรียนรู้จากเด็ก เราเรียนรู้กันไปมา 

ผมพยายามทำให้องค์กรมีวัฒนธรรมขอโทษและขอบคุณกันตลอดเวลา บางทีเวลาโมโหผมก็พูดแรง แล้วผมก็ขอโทษ ผมเป็นผู้ใหญ่ที่จริงใจ โอบอ้อมอารี ผมเคยลำบากกระเสือกกระสนเพื่อมีชีวิตอยู่มามาก รวมถึงการเรียนศิลปะ นี่เป็นสิ่งตั้งต้นในการเข้าใจคนอื่นและปรับเป็นการบริหารอื่นๆ 

 

Karmakamet มีความหมายยังไงสำหรับคุณ

หุ้นส่วนทั้งสามถือว่านี่เป็นครอบครัวของเรา บางปีเรานั่งดูเรื่องตัวเลขแล้วเครียดว่ารายจ่ายเยอะ แล้วก็คิดขึ้นได้ว่านี่เป็นการซื้อความสุขแบบหนึ่งเหมือนกัน ปกติคนเรามีเงินก็จะนำไปซื้อความสุขในรูปแบบอื่นๆ เช่น บ้าน เสื้อผ้า กินหรู อยู่หรู แต่ผมคิดว่านี่คือการซื้อชีวิตที่เราชอบมาอยู่รอบๆ เรา แล้วเราก็เชื่อมต่อกันแบบที่เราชอบ เราได้ตื่นมาแล้วอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เป็นเหมือนครอบครัวของเรา ด่ากันบ้าง เฆี่ยนกันบ้าง แต่เต็มไปด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ เรารู้แน่ๆ ว่าจะไม่ปักกันข้างหลัง 

หลักประกันความกลัวและความยั่งยืนของชีวิตผมคือ ผมตั้งใจดีกับผู้คนที่อยู่รอบๆ ผม ผมรักเขาและเขาสัมผัสได้ ผมว่าผมได้สร้างนิเวศของความสุขด้วยตัวของมันเอง เพราะเป้าหมายขององค์กรผมคือทำยังไงให้มีความสุข ธุรกิจเป็นแค่เพียงเครื่องมือที่ทำให้ความสุขนี้คงอยู่ได้เท่านั้น

 

คุณผูกพันกับแบรนด์และองค์กรมากทั้งในแง่ตัวตนและความหมาย จัดการตัวเองยังไงให้ไม่นำแค่ความต้องการของตัวเองเพียงลำพังไปขับเคลื่อนแบรนด์

เมื่อก่อนผมถือความเห็นดีเห็นชอบของตนเองมาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนแล้ว องค์กรที่มีคน 10 คนมันยังทำแบบนั้นได้ เราบอกไปเลยว่าแดงเฉดที่ฉันต้องการคือแดงนี้ แต่พอมีคน 300 คนมันทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เราต้องอนุญาตให้เขามีส่วนร่วมกับมัน ผมบอกทุกคนว่าพวกเขามีสิทธิที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงแบรนด์ได้ แต่ขอให้เคารพสิ่งที่สร้างผลลัพธ์ให้มันมาก่อน แล้วถ้าจะซ่อมมัน ฉันโอเค เธอจะเปลี่ยนมันเป็นสีน้ำเงินก็ได้ ไม่ดำ-แดงก็ได้ โลกมันก็เปลี่ยน ฉันเข้าใจ แต่เธอต้องมีเหตุผล ถ้าเธอเคารพรากของมันก่อน เหมือนถ้าจะวาดภาพแอ็บสแตรกท์ดีเธอก็ต้องวาดภาพเหมือนเป็นก่อน 

เวลาทำอะไรสักอย่าง เช่นการออกแบบ ถ้าออกแบบเองมันก็สวยแหละ แต่มันไม่มีทางดีกว่าความเป็นไปได้ของคน 10 คนมาออกแบบร่วมกันหรอก นี่คือสิ่งที่ผมยอมรับ มันมาจากความถ่อมตนมากขึ้น เห็นจุดบอดของตัวเองมากขึ้น ถึงกลายเป็นวันนี้ได้


ผู้คนที่ร่วมปรุงกลิ่นความสุขใน Karmakamet

People

บ๋อ–วนิดา เรืองมนตรี อายุ 38 ปี อายุงาน 7 ปี 

Retail Operation & Support Manager

“เมื่อ 10 ปีที่แล้วเราเริ่มทำงานที่ Karmakamet ด้วยตำแหน่งผู้ช่วยพี่เอท ทำอยู่ 2 ปีแล้วไปขอพี่เอทออก เราคุยกับเขาตรงๆ ว่าไม่ชินกับงานประจำ และตอนทำฟรีแลนซ์เราเคยรับได้เป็นก้อนโตๆ พี่เอทก็บอก ‘เออ ไปก็ไป แต่ถ้ามีอะไรก็บอกมานะ’ 

“พี่เอทเป็นคนเข้าใจมากๆ ถึงเราไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว แต่เรายังติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลา แล้วสุดท้ายพี่เอทก็ชวนกลับมาทำ ตอนนั้นแกอยากให้ช่วยดูแลพนักงานขายเพราะ turnover rate สูง แกเป็นสายศิลปิน เราเองก็เป็นผู้ช่วยศิลปินมาตลอดเหมือนกัน ไม่ถนัดงานบริหาร เราก็บอกแกว่า ‘หนูจบนิเทศนะพี่ หนูจะบริหารคนได้ยังไง’ แกก็บอกว่า ‘เป็นคนดีอย่างที่มึงเป็น มีอะไรรับผิดชอบร่วมกัน กูเชื่อว่ามึงตัดสินใจอะไรโดยไม่เอาเปรียบใคร ไม่เอาเปรียบกูด้วย’ เราก็เลยคิดว่า ‘เอาวะ ลองก็ลอง’ 

“ปีนี้เรากลับมาทำเป็นปีที่ 7 แล้ว เมื่อก่อนก็ไม่เห็นพัฒนาการตัวเองเท่าไหร่ มารู้ตัวอีกทีคือเราดูแลคนเกือบร้อยแล้ว จากที่ดูแลสาขาเดียว 4-5 คน เราใช้วิธีที่พี่เอทคุยกับเราไปคุยกับน้องอีกที เราอยากดูแลเขาเหมือนที่พี่ๆ ดูแลเรา เห็นน้องมีความสุขมันก็ช่วยให้หายเหนื่อย เวลาเห็นเด็กฝึกงานกลายมาเป็นพนักงานประจำ เป็นผู้จัดการร้าน บางคนเป็นเทรนเนอร์ต่อ เราก็มีความสุข 

“เราชอบความจริงใจของพี่เอทและเราศรัทธาเขาเป็นการส่วนตัว คำพูดของเขามันสั่นสะเทือน มันเขย่าเราให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราเคยจมกับปัญหาส่วนตัวที่แก้ไม่ได้ ยังไม่ทันเล่าอะไรเลย พี่เอทพูดว่า ‘มึงให้อภัยตัวเองกับสิ่งที่เจอหรือยัง’ แกอาจจะพูดเหมือนผู้ใหญ่ทั่วไป แต่ได้ยินแค่นี้เราก็โล่งเลย 

“เรายึดที่นี่เป็นบ้านหลังหนึ่ง เราไม่มีบ้านไม่ได้ และเราไม่เห็นภาพตัวเองสร้างบ้านใหม่ด้วย เราจะช่วยทุกอย่างที่จะช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็นจุดไหนก็ตาม”

เม่น–ภาคภูมิ พิทักษ์ อายุ 38 ปี อายุงาน 5 ปี

Project Management Director

“ย้อนกลับไป 7-8 ปีที่แล้วเราทำธุรกิจส่วนตัว แต่เศรษฐกิจไม่ดีเลยเลิก แล้วจะไปบวช เราส่งเมสเซจลาทุกคนที่รู้จักรวมถึงพี่เอทด้วย แกก็บอกว่าแล้วจะทำอะไรต่อ มาทำกับฉันสิ ไม่รู้ชวนจริงหรือชวนเล่น แต่หลังจากสึกมาได้ปีหนึ่ง พี่เอทก็ส่งคำถามมาว่าทำอะไรได้บ้าง แล้วเรียกมาสัมภาษณ์ ตอนนั้นนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง ตัวเองเคยทำงานประจำนานสุดคือตอนเรียนจบใหม่ๆ ทำนานสุดคือ 1 วัน สั้นสุดคือครึ่งวัน พอจะทำที่นี่คิดว่าทำได้เกิน 1 เดือนคงเก่งแล้ว แต่พอครบเดือนจริงๆ มันก็โอเคนี่นา

“งานแรกที่ทำคือเขียนคอนเทนต์ ช่วยทำพีอาร์บ้าง แล้วก็เป็นเลขาฯ พอบริษัทขยายเราเลยเสนอพี่เอทว่ามันควรมีพีอาร์แบบจริงจังได้แล้ว ส่วนตัวเองก็ย้ายมาเป็น Project Management Director ดูภาพใหญ่ขึ้น งานส่วนใหญ่ของเราทำกับคน เรามองว่าเป็นงานกึ่งแม่บ้าน ต้องคอยเก็บกวาด อำนวยความสะดวกให้งานที่มีหลายคนเกี่ยวข้องไหลไปให้ได้ โปรดักต์ก็ต้องทำให้เสร็จ ร้านก็ต้องเสร็จ และคนต้องมีความสุขด้วย

“สิ่งที่ชอบคือที่นี่อนุญาตให้ทุกคนเป็นสิ่งที่ตัวเองเป็น คิดในสิ่งที่ตัวเองคิด แสดงออกในสิ่งที่ตัวเองอยากจะแสดงออก ผู้ใหญ่หรือเจ้านายทุกคนไม่ตัดสินเด็ก ไม่ตัดสินผู้ใหญ่ หรือไม่ตัดสินใคร เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างเยอะ ดูจากภายนอกไม่คิดว่าพี่เอทจะยืดหยุ่นขนาดนี้ แต่จริงๆ แกยอมปรับเปลี่ยนวิธีการของแกเพื่อให้ทีมทำงานได้ราบรื่น 

“ส่วนสิ่งที่มันต้องประคับประคองร่วมกันไปคือพนักงานหลากหลายมาก เจเนอเรชั่นแก็ปกว้าง มีทั้งคน 20 ต้นๆ ไปจนถึง 40 กว่าๆ กว่าจะจูนกันได้มันค่อนข้างยาก แต่ก็อยู่กันได้ เราเป็นคนประสานก็ต้องใช้วิธีถ้อยทีถ้อยอาศัย เรารู้ว่าพูดกับคน 10 คนต้องพูด 10 แบบ ช่องทางในการสื่อสารกับแต่ละคนก็ต่างกัน เราเลือกปรับตัวเองให้เข้ากับคนอื่นเพราะมองว่ามันง่ายกว่า ทุกคนแฮปปี้ ลูกค้าแฮปปี้ งานเสร็จเร็ว และมันก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง

“เรามองว่าถ้าอยู่ที่ไหนแล้วแฮปปี้เราก็อยู่ได้ เราอยู่ที่นี่มา 5 ปี รู้จักพี่เอทมา 7-8 ปี ยังไม่มีภาพตัวเองไม่อยู่ที่นี่เลย ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัวไปแล้ว พอมองกันเป็นครอบครัว มันอาจจะมีเรื่องไม่เห็นด้วยบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่พรุ่งนี้ก็กลับมาคุยกัน เราไม่อายกันเมื่อผิดพลาดทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว อยู่ที่นี่เรารู้สึกมั่นคงทางจิตใจว่ามีคนเป็นแบ็กอัพ รับฟัง ช่วยเหลือ เราไม่ได้สู้อยู่บนโลกใบนี้คนเดียว”

ทรอส–จรุงวิทย์ รัตนกิตติเจริญ อายุ 30 ปี อายุงาน 8 ปี

Assistant Art Director

“เราเริ่มทำงานที่นี่ด้วยการออกแบบแพ็กเกจและช่วยฝ่าย Visual Merchandise ทำดิสเพลย์ หลังจากนั้นก็เริ่มถ่ายรูป ทำพีอาร์ และปัจจุบันนี้ก็มาควบคุมดูแลอาร์ตไดเรกชั่น

“เราทำงานที่นี่อยู่ 2 ปีแล้วก็ออกไปเปิดเอเจนซีกับเพื่อนๆ ความคิดตอนนั้นคือเราอยากมีอะไรเป็นของตัวเอง แต่พี่เอทก็บอกให้ระวังว่า เพื่อนจะใช้งานเราเหมือนไม่ได้เป็นหุ้นส่วน พี่เอทพูดแบบนั้นเพราะเขารู้จักเรา พอออกไปทำเองประมาณ 5-6 เดือนเราก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะเราเป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้ สุดท้ายเราก็ไม่มีความสุข แล้ววันหนึ่งเพื่อนก็มาบอกว่าจะปิดบริษัท 

“ช่วงที่เรากำลังหางานใหม่ เรามีโอกาสมาร่วมงานเลี้ยงที่ Karmakamet ได้เจอพี่หัวหน้าเก่า เจอพี่เอท เราได้คุยกันหลายเรื่อง แกพูดกับเราว่า ‘เราต้องทำงานกับคนที่เก่งกว่าเราก่อนนะ ไม่งั้นเราก็จะไม่รู้ว่าคนที่เก่งกว่าและสิ่งที่ดีกว่ามันเป็นยังไง’ คำพูดของพี่เอทในวันนั้นทำให้เราโทรกลับมาหาหัวหน้าว่ามีตำแหน่งว่างไหม เขาก็ตอบกลับทันทีว่า ‘มาเลย’ แต่ตอนนั้นตำแหน่งที่ว่างคือช่างภาพ ซึ่งเรามีประสบการณ์แค่เคยถ่ายภาพฟรีแลนซ์อยู่ช่วงหนึ่ง

“เราเคยบอกกับพี่เอทว่า เรารู้ว่าเราไม่เก่งแต่ขยัน ถ้าจะขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งเพราะอายุงานอย่าทำเด็ดขาด ถ้าจะเลื่อนขอให้เลื่อนเพราะความสามารถ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เลื่อนหรือเพิ่มเงินให้แต่อย่างใด เพราะเราไม่เก่งจริงๆ 

“แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เราปลดล็อกตัวเอง คือเราตกเครื่องตอนอยู่ต่างประเทศ เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งที่ภาษาอังกฤษแทบจะเป็นศูนย์ สุดท้ายพอกลับมาถึงไทยเรารู้สึกปลดล็อกในหลายๆ เรื่อง เรารู้สึกว่าจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกังวลว่าใครจะพูดถึงเรายังไง ช่างมันเถอะ ก็เรามีความสุขแบบนี้ ซึ่งมันทำให้เราปลดล็อกเรื่องงานได้ด้วย จากนั้นงานเราพุ่งเลย เพราะทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดทางความคิด

“ทุกวันนี้เรามองว่าจุดมุ่งหมายขององค์กรก็เป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของเรา เราต่างได้ประโยชน์จากกันและกัน และเราคิดเสมอว่าจะส่งต่อสิ่งที่เราได้ให้กับคนอื่นยังไง สิ่งที่ทำให้หายเหนื่อยตอนนี้คือเวลาน้องๆ สร้างสรรค์ผลงานออกไปแล้วมีฟีดแบ็กดีๆ กลับมา ถ้ามีคนพูดเรื่องความสวยงามของอาร์ต แพ็กเกจ วิดีโอ เราหน้าบานเลย เราได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ เราก็เลยอยากส่งต่อโอกาส เหมือนพี่เอทหว่านเมล็ดใส่เรา เราหว่านเมล็ดใส่น้อง น้องคือผลที่งอกงามของเรา”


พื้นที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแบบฉบับ Karmakamet

Space 

หน้าบ้านของ Karmakamet และ Everyday kmkm ที่เปิดต้อนรับทุกผู้ทุกคนให้เข้าไปสัมผัสความสุขมีรวมกันถึง 14 แห่ง

ส่วนหลังบ้านของ Karmakamet มีหลักๆ 2 แห่ง คือ head office ที่ตั้งอยู่ย่านปรีดี พนมยงค์ กับฝ่ายโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ ณ ฝั่งธนฯ 

วันนี้เรามาเยือนเอทและพนักงานที่ head office ซึ่งเป็นตึกสีขาว 4 ชั้น ดูจากภายนอกธรรมดาและเรียบง่าย แต่ภายในบรรจุชีวิตนับร้อยและไอเดียนับพัน ด้านในอาคารเป็นสีขาวเช่นกัน แต่ตัดความขาวโพลนด้วยประตูและหน้าต่างกรอบเหล็กซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวของเอท

ชั้นแรก ตอนนี้เป็นห้องเก็บของที่รอการรีโนเวตเพื่อรองรับจำนวนพนักงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เพราะแสงธรรมชาติส่องเข้าถึงดี ระหว่างนี้พื้นที่นี้จึงทำหน้าที่เป็นสตูดิโอถ่ายสินค้าไปในตัว

ชั้นสอง คือศูนย์รวมของความอเนกประสงค์

ห้องอาหาร ฟังก์ชั่นหลักคือห้องอาหาร ส่วนฟังก์ชั่นรองคือห้องอเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับเทรนพนักงานฝ่ายขาย ทั้งยังเป็นพื้นที่รับแขกและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ

ห้องทำงาน ห้องที่เป็นเหมือนห้องแห่งความลับ แต่ละมุมทำหน้าที่ต่างกันไป

  • มุมทดลอง ไม้เหล็กหลากหลายหน้าตาไม่ได้มีไว้เพื่อวางเอกสารในออฟฟิศ แต่นี่คือพื้นที่ทดลองประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนจะไปเซตที่หน้าร้าน อะไรเวิร์กไม่เวิร์ก ประกอบกันแล้วหน้าตาจะเป็นแบบไหน จะไปต่อหรือจะต้องปรับเปลี่ยนยังไง ทางทีมจะทดลองและตัดสินใจกันในห้องนี้ก่อนจะออกไปเผยโฉมให้ทุกคนได้เห็น

  • มุมฟิตติ้ง นางแบบนายแบบของ Everyday kmkm จะเข้ามาคัดตัวและลองเสื้อผ้ากันในห้องนี้

ชั้นสามและชั้นสี่ คือพื้นที่ออฟฟิศที่พนักงานนั่งทำงานเรียงกัน โดยชั้นสามเป็นพื้นที่ของฝ่ายโอเปอเรชั่น ส่วนชั้นสี่เป็นพื้นที่ของฝ่ายครีเอทีฟ ซึ่งรวมกันทั้งกราฟิก พีอาร์ คอนเทนต์ เว็บไซต์ และมีโต๊ะกลางใช้ทั้งสำหรับการคุยงานและการพักผ่อน

นอกจากชาวออฟฟิศที่ทำงานหน้าคอมฯ แล้ว บนชั้นสามยังมีบรรดาป้าๆ แม่ๆ ที่ทำงานหน้าเครื่องจักรตัดเย็บเสื้อผ้าของ Everyday kmkm อยู่ในห้องหนึ่งด้วย

เมื่อพักจากงานที่อยู่ตรงหน้า พนักงานบางคนจะไปพักผ่อนที่ระเบียง และบางทีเอทก็จะปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นสนทนาสัพเพเหระกับน้องๆ เช่นกัน


ชั่วโมงความสุขนอกเวลางาน

Activity 

พักผ่อน

ทุกๆ กลางวันห้องอาหารไม่ได้เป็นเพียงที่กินข้าวของพนักงาน แต่ผู้บริหารจะลงมานั่งร่วมโต๊ะกับน้องๆ ร่วมสนทนาทั้งเรื่องที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับการงาน นอกจากการจับเข่าคุย แต่ละวันก็จะมีคนเปิดรายการต่างๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมขึ้นจอรับชมความบันเทิงร่วมกัน ตกเย็นหากยังไม่มีแพลนไปไหน บางครั้งห้องอเนกประสงค์นี้ก็จะแปลงโฉมเป็นห้องคาราโอเกะ พนักงานซื้อเบียร์มาจิบกินกันให้หายเหนื่อย การจราจรหายติดขัดก่อนค่อยแยกย้ายกลับบ้าน

เพิ่มพูน

การส่งเสริมพนักงานคือความตั้งใจของผู้บริหารที่นี่ตั้งแต่แรกเริ่ม กิจกรรมอย่างการจัดอบรมจึงมีอยู่เรื่อยๆ ทั้งคอร์สจำเป็นของฝ่ายขาย อย่างการเรียนเรื่องเครื่องหอมและสินค้าต่างๆ ไปจนถึงคอร์สที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับแผนกอื่นๆ อย่างคอร์สการตลาด ไม่เพียงเท่านี้ เวลาที่เอทสังเกตว่าพนักงานเริ่มหมดไฟก็จะจัดสรรคอร์สเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้พนักงานอีกด้วย


คอลัมน์ Working Culture คือภาคต่อของ a day 225 ฉบับ Working Culture หากสนใจสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ godaypoets.com/product/a-day-225

Author

ภัทรมน สุขประเสริฐ

สนุกกับประเด็นเมือง การสังเกตผู้คนและสิ่งรอบตัว กระหายบอร์ดเกมเป็นพักๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อย รวบรวมผลงานไว้ที่ pathipolr.myportfolio.com

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)