Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

เด็กขายหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

เป็นที่รู้กันดีว่าช่วงปลายเดือนมีนาคมและปลายเดือนตุลาคมของทุกปี คนรักหนังสือหลายคนคงตั้งตารอคอยงานหนังสือที่จัดขึ้นเป็นประจำ นอกจากหนังสือเล่มใหม่ที่แต่ละสำนักพิมพ์ทยอยโปรโมตจนกระเป๋าเงินสั่น บรรยากาศของการต่อคิวขอลายเซ็นนักเขียนที่เราชื่นชอบ อีกหนึ่งภาพจำสำหรับเราที่เห็นได้ในงานหนังสือทุกครั้งคือ เด็กขายหนังสือแต่ละบูทซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา บ้างก็เพื่อนพ้องนักอ่านที่คุ้นหน้า ต่างตบเท้าไปสมัครเป็นเด็กขายหนังสือประจำสำนักพิมพ์ต่างๆ

ผู้เขียนเองก็เคยเป็น ‘เด็กขายหนังสือ’ ติดต่อกันถึง 7 งาน ให้กับ 5 สำนักพิมพ์ คนรอบข้างต่างถามไถ่ว่า ทำไมถึงเป็นเด็กขายหนังสือมาตลอด หรือบางคนที่สนใจก็ตั้งข้อสงสัยว่านอกจากการขายหนังสือแล้ว หน้าที่ของเหล่าเด็กประจำบูทในงานหนังสือต้องทำอะไรบ้าง จะเหมือนหรือแตกต่างจากพนักงานในร้านหนังสือทั่วไปหรือเปล่า

ในวาระที่งานหนังสือแห่งชาติเวียนมาอีกครั้ง เราเลยชวนเด็กขายหนังสือจากต่างสำนักพิมพ์ทั้งบูทสำนักพิมพ์หนังสือวัยรุ่น หนังสือการ์ตูน หรือหนังสือนิยาย มาบอกเล่าประสบการณ์ของพวกเขา เพื่อคลายข้อสงสัยและเปิดแง่มุมการทำงานของเด็กขายหนังสือที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน

การสมัครและสัมภาษณ์ที่คัดเลือกคนรู้จริงเรื่องหนังสือ

ปกติการรับสมัครเด็กขายหนังสือของแต่ละสำนักพิมพ์จะเปิดรับช่วงก่อนเริ่มงานหนังสือ 2-3 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย แต่ละแห่งจะประกาศรับสมัครทางเว็บไซต์หางานหรือเพจเฟซบุ๊กของสำนักพิมพ์เอง โดยกำหนดอายุไว้ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ถึงไม่มีลิมิตของอายุ แต่เด็กขายหนังสือส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยมัธยม มหาวิทยาลัย และวัยที่เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งแต่ละสำนักพิมพ์ก็มีรายละเอียดการรับสมัครที่แตกต่างกันออกไป

เอมี่-ธัญรดา วิริยะทรัพย์อุดม เล่าว่า ตนเริ่มสมัครเป็นเด็กขายหนังสือตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ชั้น ม.4 ที่อายุถึงขั้นต่ำที่สำนักพิมพ์รับสมัครพอดี ประกอบกับชอบหนังสือการ์ตูนของสำนักพิมพ์อยู่แล้ว การสัมภาษณ์และฝึกงานของที่นี่เน้นการขายหนังสือการ์ตูน และมีทั้งฝึกคิดเงิน หัดนับจำนวนเล่มให้รวดเร็ว หัดจัดเรียงหนังสือในแต่ละชั้นและแต่ละโซนของบูท

เฟส-ปาริฉัตร แทนบุญ ผู้ผันตัวจากนักอ่านสู่เด็กขายหนังสือ เล่าว่า ชีวิตช่วงนั้นเจอเรื่องค่อนข้างหนัก เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำและเห็นโพสต์รับสมัครเด็กขายหนังสือของสำนักพิมพ์ที่เธออ่านเป็นประจำเลยตัดสินใจสมัคร มีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เล็กน้อยโดยเน้นการชวนคุยเสียมากกว่า เพราะจุดประสงค์ของการสัมภาษณ์คือสำนักพิมพ์แค่อยากรู้ว่าเราเป็นคนยังไง และมีความสนใจในหนังสือของสำนักพิมพ์มากน้อยแค่ไหน

อีฟ-อัญชุรี ธาตุวิสัย ลองสมัครเป็นเด็กขายหนังสือของสำนักพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊กวัยรุ่นซึ่งมีการคัดเลือกเข้มข้นถึง 2 รอบ รอบแรกตอบคำถามในใบสมัครว่าทำไมสำนักพิมพ์ต้องเลือกคุณ จาก 5 ข้อ มีข้อนึงอีฟตอบไปว่า ‘อีฟโสด ดังนั้นสำนักพิมพ์ไม่ต้องกังวลว่าอีฟจะใช้เวลาคุยไลน์กับแฟน และไม่มีปัญหาอกหักระหว่างการทำงาน’ ส่วนรอบที่สองสำนักพิมพ์นัดไปสัมภาษณ์และทดสอบว่ารู้จักหนังสือในสำนักพิมพ์ไหม

เด็กขายหนังสือผู้มาเปิดประตูก่อนเวลางาน

เหล่าเด็กขายหนังสือส่วนใหญ่จะต้องทำงานทั้งหมดราวๆ 12 วัน ตามกำหนดของงานหนังสือในแต่ละปี โดยแต่ละบูทมีจำนวนวันและชั่วโมงทำงานที่แตกต่างกัน

บูทของ แพน-บุณยานุช พินิจนิยม ให้เลือกทำได้อย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ หรืออย่างบูทของเฟสเองที่แบ่งเป็นกะเข้าทำงานสองเวลา คือ 09:00 – 19:00 และ 10:00 – 20:00 น. ซึ่งต้องตกลงกับเด็กขายร่วมบูทอีกคน ส่วนของอีฟและเอมี่นั้นต้องเข้าบูททุกวันตั้งแต่เก้าโมงเช้าก่อนเปิดประตูให้คนทั่วไปเข้างาน จนถึงสามทุ่มซึ่งเป็นเวลาที่ปิดงานไปแล้ว โดยจะมีการประชุมทั้งก่อนและหลังเลิกงานทุกวัน

อีฟเล่าว่าการประชุมก่อนเริ่มงาน พี่ที่ดูแลบูทจะแจ้งว่าวันนี้มีหนังสือเล่มใหม่มาเติมบูทหรือไม่ หรือมีนักเขียนคนไหนมาแจกลายเซ็นในเวลาไหน ต้องวางแผนรับมือกับนักอ่านแฟนคลับยังไงบ้าง โดยเฉพาะนักเขียนที่เป็นศิลปิน นักแสดง มักจะมีแฟนคลับมารอต่อแถวตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดงาน เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็จะประชุมอีกครั้งเพื่อสรุปว่าแต่ละคนในบูทเจอปัญหาอะไรบ้างหรือแชร์ประสบการณ์การรับมือลูกค้าแต่ละคน

ไม่ใช่แค่ขาย แต่ต้องทำได้ทุกอย่าง

ในรายละเอียด เด็กขายหนังสือในบูทเดียวกันยังแบ่งตำแหน่งได้อีกมากมาย เช่น งานครั้งแรก แพนทำหน้าที่คอยตะโกนเชียร์ลูกค้าเข้าบูทซึ่งเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่ครั้งต่อมาที่ได้มาทำบูทสำนักพิมพ์ใหญ่แล้วก็ได้เปลี่ยนเป็นแคชเชียร์แทน หน้าที่หลักคือ คิดเงินให้แม่นและผิดพลาดน้อยที่สุด รวมถึงแถมของที่ระลึกตามยอดที่ลูกค้าซื้อ

บูทของอีฟเองก็มีการแบ่งหน้าที่เพิ่มเติม นอกจากทุกคนต้องขายและเชียร์หนังสือแล้ว ยังมีหน้าที่เด็กขายที่อยู่หน้าชั้นหนังสือคอยรับมือกับลูกค้าจำนวนมาก เด็กขายหลังชั้นหนังสือที่คอยเติมหนังสือไม่ให้พร่อง คนคอยแจกโบรชัวร์โปรโมชั่นด้านหน้าบูท และคนขายที่คอยใส่ถุงหนังสือและคิดเงินคร่าวๆ ตรงแคชเชียร์ โดยหน้าที่จะสลับเวียนกันไปในช่วงสองถึงสามวันแรก เมื่อลงตัวแล้วก็จะคงหน้าที่เดิมไว้

ผู้เขียนเองก็เคยมีประสบการณ์มาหลายบูททั้งขนาดเล็กและใหญ่ จึงได้รับหน้าที่อย่างหลากหลาย เช่น เขียนคำโปรโมตหนังสือไปส่งห้องประกาศเสียงที่เรามักเคยได้ยินเวลาเดินในงาน ซื้อน้ำดื่มเข้าบูท ทำบัญชีการขายประจำวัน รวมไปถึงถ่ายภาพลูกค้าเพื่อโปรโมตบนเฟซบุ๊กของสำนักพิมพ์เอง หรือหน้าที่อื่นๆ อย่างเพื่อนผู้เขียนเองเคยรับหน้าที่ถือธงปิดท้ายแถวลายเซ็นนักเขียน เพื่อให้รู้ว่าแถวยาวถึงขนาดไหนแล้ว หรือเดินถือป้ายโปรโมตหนังสือไปรอบๆ งาน

หมั่นเสริมสร้างทักษะที่ต้องมี

เราเชื่อว่า การทำงานแต่ละอาชีพย่อมต้องการทักษะที่แตกต่างกันออกไป แม้ว่าจะเป็นแค่งานพาร์ตไทม์ซึ่งมีระยะเวลาไม่เกินสองสัปดาห์ แต่การเป็นเด็กขายหนังสือก็ต้องอาศัยทักษะการแก้ปัญหาหลายๆ อย่างที่นำมาใช้ได้ในอนาคต

เอมี่บอกว่าทักษะหนึ่งที่สำคัญคือการทำการบ้านและรู้จักหนังสือของสำนักพิมพ์ที่สังกัด “ปีที่เราอยู่บูทสำนักพิมพ์ใหญ่ที่มีหนังสือทุกแนว เท่ากับว่าลูกค้าก็หลากหลายขึ้นด้วย เช่น หนังสือแนวธุรกิจ ลูกค้าจะถามเลยว่า เล่มนี้พูดถึงการวางแผนธุรกิจแบบไหน เราไม่รู้ก็ต้องไปถามเพื่อนคนอื่นในบูท เลยรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดี เพราะฉะนั้นหากต้องการมาทำงานนี้ สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือการศึกษาประเภทหนังสือของบูทที่จะสมัครให้ครบถ้วน” หรืออย่างบูทสำนักพิมพ์การ์ตูนก็มีหลากหลายแนว ทั้งการ์ตูนผี การ์ตูนต่อสู้ ซึ่งจำเป็นต้องไปศึกษาให้ครบแม้ว่าปกติจะไม่ได้อ่านก็ตาม

ทักษะสำคัญต่อมาคือการรับมือกับลูกค้า การเป็นเด็กขายหนังสือในงานไม่เพียงแต่ต้องรู้เรื่องหนังสือเท่านั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คนที่มางานหนังสืออาจจะถามเด็กขายหนังสือในคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือเลยก็มี ตั้งแต่คำถามพื้นฐานอย่าง ห้องน้ำไปทางไหน ที่ส่งไปรษณีย์อยู่โซนไหน กดเอทีเอ็มตรงไหนได้บ้าง หรือคำถามที่ขยับสกิลขึ้นมา เช่น นอกจากฟู้ดคอร์ตในศูนย์ฯ สิริกิต์แล้วมีร้านอาหารอะไรแถวนี้บ้าง ไปจนถึงบริการหิ้วหนังสือไปให้ลูกค้าถึงลานจอดรถ รวมถึงทักษะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เด็กขายหนังสือไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในแต่ละวันจะเจออะไร

ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนประจำอยู่ที่บูทหนังสือท่องเที่ยวที่เขียนโดยคู่ดาราหญิงสาววัยรุ่นที่ได้รับความนิยมในประเทศเพื่อนบ้านด้วย มีลูกค้าชาวจีนเดินทางมาเหมาหนังสือเล่มดังกล่าวราวๆ 400 เล่ม ซึ่งหนังสือในบูทตอนนั้นมีเพียง 100 เล่ม ท้ายสุดแล้วผู้เขียนตัดสินใจประสานกับเจ้าของสำนักพิมพ์และขอชื่อโรงแรมลูกค้าเพื่อจัดส่งหนังสือทั้ง 400 เล่ม หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์คนถูกจี้ภายในงานหนังสือที่ผู้เขียนได้รับหน้าที่เป็นทั้งเด็กขายหนังสือและผู้ดูแลบูท ก็ต้องตัดสินใจว่าจะทำยังไง

สิ่งที่เราคิดว่าเด็กขายหนังสือแตกต่างจากพนักงานหนังสือโดยสิ้นเชิงคือการจัดการเวลา ส่วนใหญ่แล้วเด็กขายหนังสือมักยังอยู่ในวัยเรียน ถึงแม้จะเป็นช่วงปิดเทอมแต่ก็ต้องแบ่งเวลาจากการบ้านปิดเทอมหรือการอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาทำงาน สิ่งสำคัญที่จะประเมินว่าเราจะได้ขายหนังสือในปีต่อๆ ไปหรือไม่คือความรับผิดชอบที่ไม่ใช่แค่หน้าที่ของตัวเองในบูทเท่านั้น แต่รวมไปถึงการตรงต่อเวลา ทักษะการแก้ไขข้อผิดพลาด และการปฏิบัติตามกฎของแต่ละสำนักพิมพ์

สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ค่าจ้าง แต่คือความผูกพันของคนรักหนังสือ

ตลอดระยะเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่ต้องอยู่ร่วมกับเด็กขายหนังสือคนอื่นๆ หลังปิดฉากการขาย นอกจากสินน้ำใจหรือค่าจ้างที่ได้รับ เด็กขายหนังสือทุกคนยังบอกตรงกันว่างานนี้สร้างความประทับใจให้กับพวกเขาแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม สำหรับเราเอง ความประทับใจของงานนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสนุกในระหว่างการทำงานเท่านั้น แต่การได้พูดคุยอย่างใกล้ชิด ได้ลายเซ็นจากนักเขียนที่เราปลาบปลื้มมาตลอดคือกำไรของการเป็นเด็กขายหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือ หรือบางบูทเองก็ใจป้ำให้หนังสือที่ออกใหม่แก่เด็กขายไปฟรีๆ ทุกเล่ม

“ข้าวกล่องของบูทอร่อยมากๆ เพราะว่าเป็นสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่เลยมีครัวที่ออฟฟิศ แต่ละวันทุกคนก็จะโหวตกันว่าอยากกินเมนูอะไร แล้วถึงจะหยิบครบตามโควต้าของทุกคนแล้วแต่ถ้าข้าวกล่องเหลือก็สามารถกินเพิ่มได้” แพนบอกข้อดีและความสนุกที่เกิดขึ้นในบูทให้ฟัง

“บนเพจเฟซบุ๊กของสำนักพิมพ์จะมีลูกค้ามาชมเรา เขาพิมพ์ชื่อเราเลยนะว่า ‘น้องเอมี่ขายดีมาก ตอนแรกซื้อแค่เล่มเดียว พอน้องเขามาขาย หยิบเต็มตะกร้าเลย’ และโพสต์รูปประกอบด้วย (บนชุดพนักงานจะมีป้ายชื่อติดอยู่) เราก็ดีใจว่าการขายและการบริการของเราประสบความสำเร็จ เขาประทับใจ อยากกลับมาซื้ออีก” เอมี่บอก

“ตอนนั้นเราเพิ่งเรียนจบและยังไม่ได้ทำงานประจำ ก็ได้เห็นสังคมของการทำงาน เห็นมวลพลังงานของเพื่อนร่วมงานทุกคน ความตั้งใจ ความเต็มที่ ทุกวันที่ตื่นเช้ามาทำงาน เรารู้สึกดีใจที่ได้สัมผัสความรู้สึกเหล่านี้” อีฟเล่า

“เราติดตามพี่นักเขียนคนหนึ่งในบูทมาตลอด พอได้มาเจอตัวจริงก็รู้สึกประทับใจความเป็นกันเอง เราตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นคนที่พูดคุยกับคนแปลกหน้าได้เหมือนตอนนี้ (ยิ้ม) งานนี้เป็นจุดเปลี่ยน ในชีวิตเลยก็ว่าได้นะ ทั้งเยียวยาเราจากช่วงที่หนักของชีวิต หรืออย่างพี่นักเขียนก็ให้คำปรึกษาอย่างใส่ใจ ไม่ได้มองว่าเราเป็นแค่เด็กขายหนังสือ ทุกวันนี้ก็ยังไปมาหาสู่กัน ไม่คิดว่าจะได้อะไรจากงานนี้เยอะขนาดนี้” เฟสแชร์ประสบการณ์และความประทับใจให้เราฟังจนเรายิ้มตาม

และสิ่งที่ทำให้เราและเด็กขายหนังสือคนอื่นๆ รักในการทำงานนี้คือมวลบรรยากาศของคนที่รักในหนังสือเหมือนกัน และความผูกพันจากเพื่อนร่วมงานที่รู้ตัวอีกทีก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิท หรือแม้แต่คนที่ไม่ได้ทำบูทเดียวกันแต่เป็นบูทใกล้ๆ กัน พอได้ทำความรู้จัก พูดคุย เราจึงรู้จักหลายคนมากขึ้น และกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่านอกจากเราจะมาซื้อหนังสือใหม่ๆ

บางครั้งเราก็มางานหนังสือ เพื่อมาพบปะผู้คนเหล่านี้ที่รักหนังสือเหมือนกับเรา

Author

ณิชา พัฒนเลิศพันธ์

สุดสัปดาห์ทานอาหารอร่อยๆ เดินช้อป BEAMS , UNIQLO , MUJI , HABITAT คือชีวิตในฝัน


x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)