หลายคนอาจไม่รู้ว่าในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมามีนิตยสารเล็กๆเล่มหนึ่งวางขายเป็นครั้งแรก
The Bangkok Literary Review คือชื่อของมัน
หากได้มีโอกาสพลิกผ่านๆคุณจะพบว่าเนื้อหาของนิตยสารขนาด 160 หน้ากระดาษเล่มนี้อัดแน่นด้วยเรื่องสั้นและบทกวีจากนักเขียนไทยปราบดาหยุ่น, จิรัฏฐ์ประเสริฐทรัพย์และซะการีย์ยา อมตยาคือตัวอย่างเพียงคร่าวๆเคียงคู่ไปกับเรื่องราวของเหล่านักเขียนคือภาพผลงานศิลปะจากเหล่าศิลปินไทยที่ส่วนใหญ่ก็เป็นชื่อที่คุ้นหูไม่ว่าจะเป็นอิ่มหทัยสุวัฒนศิลป์, บุษราพร ทองชัยและมานิตาส่งเสริม
ถึงตรงนี้คุณอาจพอนึกภาพ The Bangkok Literary Reviewออกแต่เราลืมบอกไปว่าเนื้อหาทั้งหมดในนิตยสารเล่มนี้ไม่ได้เป็นภาษาไทยหากเป็นภาษาอังกฤษร้อยเปอร์เซ็นต์ต่างหาก
ในบ่ายวันอาทิตย์ที่อากาศร้อนจัดเรานัดเจอกับ James Hatton บรรณาธิการหนุ่มประจำนิตยสารเล่มนี้ในร้านกาแฟเล็กๆใกล้คอนโดของเขาเพื่อตอบความสงสัยส่วนตัวของเราว่า The Bangkok Literary Review จะส่งแรงผลักดันอย่างไรต่อวงการวรรณกรรมไทย

“ในตอนแรกไอเดียของผมคือตั้งใจจะให้นิตยสารเล่มนี้สื่อสารกับชาวต่างชาติผมเชื่อว่าชาวต่างชาติไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่นี่หรือเป็นนักท่องเที่ยวย่อมมีความสนใจในประเทศไทยอยู่แล้วแต่พอเริ่มทำไปได้ไม่นานผมกลับพบว่ามีคนไทยจำนวนมากให้ความสนใจในนิตยสารเล่มนี้มีคนไทยอีกมากที่อ่านภาษาอังกฤษได้หลงใหลในศิลปะและวรรณกรรม” เจมส์เริ่มต้นเล่า
แรกเริ่มเดิมทีในช่วงที่เกิดความคิดอยากจะทำ The Bangkok Literary Reviewตอนนั้นเขาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมากว่าสามปีแล้วเพราะความชื่นชอบในวรรณกรรมเจมส์จึงลองค้นหาวรรณกรรมไทยที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษแต่ความเป็นจริงกลับผิดไปจากที่เขาคาดหวังเพราะจำนวนของวรรณกรรมไทยที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษนั้นช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน
“ผมพบว่ามีวรรณกรรมไทยน้อยมากที่ได้รับการแปลหรือพอเจอเรื่องที่ถูกแปลก็มักจะเป็นสำนวนการแปลของนักแปลคนเดียวที่แปลเรื่องอื่นๆด้วยคุณไม่คิดว่าการที่วรรณกรรมไทยส่วนใหญ่ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษถูกแปลจากนักแปลคนเดียวมันเป็นเรื่องแปลกเหรอจากจุดนั้นผมจึงเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีใครแปลวรรณกรรมไทยกันล่ะหรือเพราะวรรณกรรมไทยน่ะยากเกินไปที่จะแปล
“The Bangkok Literary Review เกิดจากไอเดียของผมที่อยากให้ประเทศไทยมีนิตยสารที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดนักแปลหน้าใหม่ๆผมอยากจะสร้างชุมชนนักแปลไทยเพื่อที่ว่าวรรณกรรมไทยจะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น” เขาอธิบายอย่างตั้งใจ


เพราะไม่ใช่คนไทยโดยกำเนิดและเพิ่งจะอาศัยอยู่ในประเทศนี้แค่ไม่กี่ปีมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เขาจะริเริ่มโครงการในฝันด้วยลำพังคนเดียว
โชคดีที่เจมส์รู้จักกับปาร์ค–ชยารพบูรภัทรแห่ง Assajan Collective ซึ่งได้แนะนำให้เขาได้รู้จักกับเอญ่า–ปริยาภาอมรวณิชสาร ผู้ทำงานอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรมทั้งสามได้ร่วมทีมกันริเริ่ม ‘The BKKLIT Translation Prize 2018’ โครงการประกวดการแปลวรรณกรรมไทยในปีที่ผ่านมา
ผ่านโครงการประกวดนี้เองพวกเขาจึงได้พบกับนักแปลหน้าใหม่ที่กลายเป็นกำลังสำคัญในการแปลเรื่องสั้นและบทกวีที่ตีพิมพ์อยู่ใน The Bangkok Literary Review เล่มนี้ ‘เด็กสาวที่ถูกข่มขืนทางรูหู’ โดยจิดานันท์เหลืองเพียรสมุท ‘ชายโดดเดี่ยวผู้ยืนหันหลังให้คลื่นสึนามิ’ โดยจิรภัทรอังศุมาลีและ ‘กลอนหิ่งห้อย’ โดยจิระนันท์พิตรปรีชาคือเรื่องสั้นกับบทกวีที่ได้รับรางวัลจากเวทีนี้และได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของนิตยสารในที่สุด
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อวรรณกรรมไทยได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นก็ย่อมนำมาซึ่งกลุ่มผู้อ่านหน้าใหม่ๆจากหลายๆประเทศแต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเป็นการแปลจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งในอุปสรรคที่ยากจะหลีกเลี่ยงคือ lost in translation หรือสิ่งที่สูญหายไประหว่างการแปล


“เพราะผมไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วมันจึงอาจเป็นเรื่องยากอยู่สักหน่อยที่จะพูดถึงประเด็นนี้แต่ผมบอกได้ว่าเราทำงานร่วมกับนักแปลและนักเขียนอย่างระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรื่องสั้นและบทกวีที่ตีพิมพ์ใน The Bangkok Literary Reviewมีคุณภาพอย่างที่สุดจากการที่ผมคุยกับนักแปลพวกเขาก็กังวลเรื่อง lost in translation เหมือนกันแต่มันเป็นบริบททางภาษามากกว่าที่พวกเขากังวลเมื่อเทียบกับบริบททางวัฒนธรรมที่อาจหล่นหายไปบ้างในระหว่างการแปลสิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาน้ำเสียงของนักเขียนไว้ให้ได้
“ผมมีเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่ในวงการหนังสือที่อังกฤษพอพวกเขาได้ยินว่าเรากำลังทำ The Bangkok Literary Review ก็พากันตื่นเต้นเพราะพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศไทยก็มีวรรณกรรมเหมือนกันกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ผมริเริ่มโปรเจกต์นี้ขึ้นจริงๆแล้วมันมาจากความอึดอัดเมื่อได้เห็นว่า พอชาวต่างชาติจำนวนมากได้ยินชื่อประเทศไทยก็จะพากันนึกถึงโสเภณีหรือสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นมุมมองที่ตื้นเขินมาก
“ดูอย่างญี่ปุ่นสิพอนึกถึงญี่ปุ่นไม่มีใครเขานึกถึงโรงแรมม่านรูดกันหรอกแต่มองเห็นถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายในประเทศนั้นผมไม่ได้จะบอกว่าประเทศไทยไม่มีด้านแย่ๆนะเพียงแต่ผมก็อยากสร้างมุมมองดีๆให้กับประเทศนี้มากกว่า” เจมส์เน้นเสียงอย่างมุ่งมั่น


พ้นไปจากวรรณกรรม The Bangkok Literary Review ยังประกอบไปด้วยภาพผลงานศิลปะโดยศิลปินชาวไทย เจมส์เล่าว่างานศิลปะต่างๆในเล่มนี้มาจากผลงานที่เขาเคยเห็นจัดแสดงอยู่ในแกลเลอรีต่างๆทั่วกรุงเทพฯ
“ผมเลือกงานศิลปะที่คิดว่าดีที่สุดและหลากหลายที่สุดเป็นเรื่องบังเอิญทีเดียวที่งานศิลปะเกือบทุกชิ้นที่ปรากฏในนิตยสารเล่มนี้เป็นงานของศิลปินหญิงและหลายๆชิ้นงานก็คล้ายจะพูดถึงประเด็นเดียวกันนั่นคืออัตลักษณ์ทางเพศ
“การจัดวางผลงานศิลปะในนิตยสารเล่มนี้เป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกันเพราะผมเองก็ไม่อยากให้คนอ่านคิดว่าศิลปะกับเรื่องสั้นหรือบทกวีที่ถูกจัดวางอยู่คู่กันกำลังพูดถึงประเด็นเดียวกันอยู่ผมอยากให้คนอ่านรู้สึกว่ามันมีบทสนทนาบางอย่างกำลังเกิดขึ้นระหว่างศิลปะกับวรรณกรรมเพียงแต่มันไม่จำเป็นว่าจะต้องพูดเรื่องเดียวกันเสมอไป”


สนทนากันถึงตรงนี้เราไม่สงสัยในความมุ่งมั่นที่จะผลักดันวรรณกรรมไทยของเจมส์อีกต่อไปแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกประเด็นที่เราอดสงสัยไม่ได้เพราะหาก The Bangkok Literary Reviewตั้งใจจะขยายกลุ่มผู้อ่านวรรณกรรมไทยหากการที่เขาเลือกจะทำนิตยสารเล่มนี้เป็นเล่มจริงๆจะไม่กลายเป็นการจำกัดวงของผู้อ่านลงมาหรือและการทำ e-Book จะไม่ยิ่งตอบโจทย์ต่อการเข้าถึงของกลุ่มผู้อ่านทั่วโลกมากกว่าหรือ
“ผมคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกันเราเลยสร้างเว็บไซต์ของ The Bangkok Literay Review ขึ้นมาและนำเรื่องสั้นบางเรื่องไปลงไว้ผมอาจคิดผิดก็ได้นะแต่จากประสบการณ์ผมรู้สึกว่าคนเราจะไม่ค่อยมีสมาธิเวลาอ่านเนื้อหาบนโลกออนไลน์เท่าไหร่เทียบกับการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆไอเดียของเราจึงเป็นการเผยแพร่เนื้อหาบางส่วนบนเว็บไซต์แต่ถ้าคุณอยากอ่านทั้งเล่มก็สั่งหนังสือทั้งเล่มไปเพราะเราเชื่อว่าหนังสือยังเป็นพื้นที่ของการอ่านที่ดีสุดทุกวันนี้ผมก็อ่านออนไลน์นะเพียงแต่ผมจะไม่จมดิ่งกับเนื้อหาเท่ากับชั่วขณะที่อ่านหนังสือ
“หลังจากทำเล่มแรกเสร็จเราก็อยากจะเริ่มทำเล่มสองต่อเหมือนกันเพียงแต่คงต้องเริ่มจากการหาสปอนเซอร์ก่อนกับเล่มแรกนี้เราโชคดีมากๆที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีไม่ว่าจะจากห้องสมุดเนียลสันเฮย์ส, MAIIAM, โรงพิมพ์ภาพพิมพ์รวมถึงนักเขียนและศิลปินทุกๆคนที่ยินดีให้งานพวกเขามาตีพิมพ์ฟรีๆเราเลยหวังว่ากับเล่มที่สองเราจะมีทุนมากพอที่จะจ่ายเงินให้กับผลงานของศิลปินทุกๆคนแม้อาจไม่ใช่จำนวนที่เยอะนัก” หนุ่มอังกฤษเล่าด้วยรอยยิ้ม

ก่อนจะจากกันเราอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเจมส์ถึงหลงใหลในวรรณกรรมนักสำหรับเขาแล้ววรรณกรรมตอบโจทย์ชีวิตอย่างไร
“สำหรับผมวรรณกรรมคือการหลบหนีคุณสามารถที่จะหลบหนีจากตัวเองได้และเมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนั้นๆจบไม่เพียงแต่มันจะช่วยให้คุณย้อนกลับมาทบทวนตัวเองเท่านั้นแต่คุณยังได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจากการอ่านวรรณกรรมด้วยผมคิดว่าโลกในตอนนี้เคลื่อนไปข้างหน้าและเปลี่ยนแปลงไปไวมากมันเลยยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆที่จะหาช่วงเวลาที่จะคิดและตั้งคำถามกับตัวเองว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรและสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ถูกต้องหรือเปล่าวรรณกรรมมอบพื้นที่ที่จะคิดถึงสิ่งเหล่านี้ให้กับเราที่จะเปรียบเทียบชีวิตของเรากับสิ่งที่ได้อ่านในวรรณกรรม
“ผมไม่ได้คิดว่าทุกคนเกิดมาต้องอ่านวรรณกรรมนะแค่ว่าสำหรับมนุษย์บางคนพวกเขาอาจพบว่าภาษาอันงดงามในวรรณกรรมคือสิ่งที่ชีวิตเขาต้องการ มันก็เท่านั้นเอง”





