Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
It’s Okay to Not Be Okay จดหมายฉบับนี้รอให้คุณเปิดอ่านเวลาทุกข์ใจ

It’s Okay to Not Be Okay จดหมายฉบับนี้รอให้คุณเปิดอ่านเวลาทุกข์ใจ

15/08/2020
Home Theater
AUTHOR: กันตพร สวนศิลป์พงศ์
SHARE:

 ถึง คุณ 

 เราไม่ได้เขียนอะไรถึงคุณนานแล้ว แต่มีซีรีส์เรื่อง It’s Okay to Not Be Okay ที่เพิ่งจบไปและอยากชวนให้คุณดูมากก ปกติเราไม่ใช่แฟนซีรีส์เกาหลี พระเอกอะไรก็ไม่ค่อยกรี๊ด (อะ แต่ยกเว้นคิมซูฮยอน พระเอกเรื่องนี้ไว้สักคน) การมาเรียนจิตวิทยาการปรึกษาทำให้รู้เลยว่าบทละครเรื่องนี้เขียนดีมาก มันแทรกกระบวนการเยียวยาทางจิตใจไว้ในบทสนทนาของตัวละครอย่างเนียนๆ ไม่ยัดเยียด และย่อยง่าย

 ตัวละครหลักๆ มีสามตัว คือ มุนคังแท พระเอกที่เป็นผู้ดูแลคนไข้ในโรงพยาบาลจิตเวช นิสัยเงียบๆ ค่อนไปทางเก็บกดเพราะต้องคอยดูแล มุนซังแท ที่เป็นพี่ชาย ซังแทเป็นออทิสติก วาดรูปเก่งมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมวาดคือผีเสื้อ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปมปัญหาพีคสุดในเรื่อง) สุดท้ายคือ โกมุนยอง นางเอกเหวี่ยงวีน เปิดมาดูตอนแรกๆ นึกว่านางเป็นบ้า เป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จักสานสัมพันธ์กับใครดีๆ โมโหใครทำร้ายเลือดตกยางออกตลอด แต่เห็นแบบนี้นางเป็นนักเขียนนิทานซึ่งที่จริงก็เปราะบางข้างในและต้องการความรัก

 

 ตัวละครสามตัวนี้เป็นครอบครัวที่เรารักมาก ทั้งสามคนมีบาดแผลจากครอบครัว มีชีวิตที่เหมือนอยู่ในกรงขัง ขาดอิสรภาพ ไม่ได้มีความสุขมาจากข้างใน และที่จริงมันจะไม่มีอะไรยากเลยถ้าพวกเขาไม่ได้รักกัน อยากอยู่ด้วยกัน แต่การจะอยู่ด้วยกันได้นั้น ทางเดียวคือต้องก้าวข้ามบาดแผลในจิตใจไปให้ได้ 

 บางครั้งขั้นตอนการเยียวยาก็เจ็บปวดเหมือนเดินผ่านดงหนาม แต่มันเป็นทางเดียวที่พวกเขาจะอยู่ด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ จริงๆ นอกจากชอบตัวละครเหล่านั้น เราดูแล้วเลยนึกถึงพวกเราไปด้วย นอกจากคิดถึง อยากเมาท์ เผื่ออะไรที่เล่า (เท่าที่มีความรู้ในหัวตอนนี้) มันจะเป็นประโยชน์ต่อคุณที่กำลังรับมือกับปัญหาน่ะ : ) 

 

หัวหอมที่ซื่อสัตย์ต้องยอมปอกเปลือก

 เห็นจังหวะที่มุนยองพูดใส่หน้าคังแทมากกว่าหนึ่งครั้งว่า ‘คนเสแสร้ง’ แบบนิ่งๆ เย็นๆ แล้วอยากพูดใส่หน้าคุณบ้าง (หึ) มุนยองอาจจะนิสัยเสียด้วยส่วนหนึ่ง แต่เธอก็เป็นคนตรงไปตรงมาเอามากๆ ต้องการก็แสดงออกว่าต้องการ อยากทำอะไรก็ทำ ชอบคังแทก็ไล่จีบแบบโหดๆ (ฮ่า) 

 

 คังแทเหมือนขั้วตรงข้าม ข้างในอาจจะมีอะไรซ่อนไว้มากมาย แต่กลับฉาบหน้าไว้ด้วยความใจเย็น อย่างฉากแรกเลยที่คังแทเหมือนจะหงุดหงิดที่พี่ชายโดนไล่ออกจากงาน แต่สุดท้ายก็ยิ้มให้พี่ได้สบายใจ ทางหนึ่งคังแททำแบบนั้นก็เพราะห่วงความรู้สึกพี่ ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าคังแทใช้แพตเทิร์นนี้เรื่อยๆ จนหลงลืมที่จะกลับมาดูสิ่งที่อยู่ในใจตนเอง

 ทางจิตวิทยาแล้ว คนเราจะมีรูปแบบพฤติกรรมที่มักทำซ้ำๆ กับคนรอบตัวในแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะถูกปลูกฝังมาจากพ่อแม่หรือเป็นกลไกการเอาตัวรอดที่สร้างเอง แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อมันเป็นการกระทำที่เป็นไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เราไม่ได้เลือกจะทำ และมันเริ่มไม่เฮลตี้ ไม่ว่าพี่ทำอะไรคังแทก็ไม่เคยตอบโต้ ยอมเป็นเดอะแบก ยอมรับความเจ็บปวดไปเงียบๆ คนเดียว ในบทบาท ‘ผู้ดูแล’ ที่ต้องเล่นมาตลอดชีวิต

 ทั้งที่ในใจคังแทยังมี ‘เด็ก’ ที่ยังคงเจ็บปวดกับความรู้สึกว่า แม่คลอดเขาออกมาให้ดูแลพี่ เขามีหน้าที่ดูแลปกป้องพี่เท่านั้น นี่คือจุดที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ความรู้สึกเขาไม่ได้สำคัญอะไร และเขาก็ปฏิบัติต่อตนเองแบบนั้นจนเป็นผู้ใหญ่ 

 

 บางครั้งนักจิตวิทยาจะชวนดูส่วนต่างๆ หรือพาร์ตในตัวเรา เราอาจมีด้านที่เป็นผู้ใหญ่ผู้ปกครอง แต่ก็ยังมีด้านที่เป็นเด็กที่รอการรักษาอยู่ เราเลยค่อนข้างชอบที่ซีรีส์เรื่องนี้เพราะมีฉากที่ใช้นักแสดงเด็กมาแทนที่ในบางจังหวะที่ตัวละครรู้สึกว่าเด็กน้อยในตนเองกำลังถูก ‘มองเห็น’ เช่น ฉากที่มุนยองลูบผมคังแทแล้วบอกว่า เขาเหมือนเด็กที่ต้องการคนมาเอ็นดู 

 ประโยคคลาสสิกที่เราได้ยินระหว่างเรียนก็คือ “คนเราเหมือนหัวหอม” ในความหมายว่าคนเรามีหลายชั้น ในการบำบัดเราต้องค่อยๆ ช่วยกันลอกเปลือกออกเพื่อดูว่าข้างในมันเป็นยังไง ให้เห็นตัวตนแท้จริงที่ไม่ได้ผ่านกลไกการป้องกันตัวเองที่เขาฉาบไว้ 

 บางทีคุณดูไม่เข้าใจเรา แต่ก็น่าแปลกที่บางครั้งคุณก็เหมือนมุนยองที่มองเห็นเด็กในตัวเราทะลุปรุโปร่ง ความรู้สึกเมื่อใครสักคนมองเห็นสิ่งที่เราซ่อนอยู่ข้างในโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ มัน…บอกไม่ถูกเลย 

 แต่รู้ไหม คุณน่ะก็ขี้อดทนเหมือนคังแท เด็กน้อยในตัวเองเป็นยังไงบ้างแล้วเนี่ยหือ 

 

ในสายรุ้งความรู้สึก คุณเป็นสีอะไรอยู่ตอนนี้

 ต่อเนื่องจากที่เขียนไป เป้าหมายที่เราอยากพาผู้รับบริการไปให้ถึงคือทำให้เขารับรู้และยอมรับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดในตนเอง ไม่พยายามบิดเบือน และไม่พยายามที่จะ ‘ไม่รู้สึก’ (อ่านทวนได้ถ้างง)

 ในทฤษฎีการบำบัดทางมนุษยนิยมที่เชื่อในมนุษย์ เราจะได้ยินคำว่า authentic หรือ genuine อยู่บ่อยๆ ที่หมายถึงความจริงแท้ในตัวเอง จริงใจและซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง ในความรู้สึกเรา ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่จริงแท้แม้กระทั่งกับตัวเอง มันจะยากมากเลยที่จะขยับหรือเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าได้ เพราะเราจะติดกับดักในกรอบที่ตัวเองสร้างไว้ในที่สุด เราจะคอยแต่ควบคุมตนเองไปในทิศทางที่คิดว่าควรเป็น แม้แต่กับเรื่องละเอียดอ่อนอย่างความรู้สึก

 ดังนั้นการที่คุณพยายามจะไม่ร้องไห้เลยทั้งที่เจอเรื่องหนักหนาในชีวิต เลยเป็นสิ่งที่เราเป็นห่วง

 ดูอย่างคังแทที่อดทนจนเก็บกด ในใจเคยเกิดความรู้สึกโกรธเกลียดพี่จนเผลอพูดว่าอยากให้พี่ตาย พอวันหนึ่งที่รู้ว่าพี่ก็จำประโยคนั้นได้และเจ็บปวดจากสิ่งนั้นมาก เขาก็พังทลาย พี่น้องทิ่มแทงกันและกันทั้งที่รักกัน เมื่อสถานการณ์ค่อยๆ ขยับ วันหนึ่งพี่น้องกลับมาคุยกัน พอมีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันก็ทะเลาะต่อยตีกันเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคังแทกล้าสู้พี่กลับบ้าง ตีกันไปมาจนหน้ายับเยิน สุดท้ายเขากลับรู้สึกโล่ง นอนน้ำตาซึมคุยกับเพื่อนชื่อแจซูบนดาดฟ้า 

 

 ปมเรื่องพี่ในใจดูจะสลายลงไปเพราะคังแทได้ปลดปล่อยสิ่งที่บังคับให้ตัวเองแบกมาเนิ่นนาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น ต่างคนต่างอนุญาตให้ตัวเองและอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกได้หลากหลาย น้องก็โกรธพี่ได้ เหนื่อยกับพี่ได้ พี่เองเมื่อรับรู้ความรู้สึกน้องมากขึ้นจึงรู้จักปรับตัวเข้าหา

 คุณสังเกตดูว่าเมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองเป็นอย่างที่มันเป็น เราก็จะยอมให้คนอื่นเป็นอย่างที่เขาเป็นเหมือนกัน เพราะเราเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ เมื่อมีอารมณ์ทางลบเข้มข้นเกิดขึ้น ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์จะต้องจบสิ้น เราต่างเป็นสายรุ้งที่มีหลายสี ไม่ได้ต้องมีแค่สีน้ำเงินที่สงบเย็น หรือสีแดงที่ร้อนรุ่ม 

 

 อีกคำที่เราชอบในทฤษฎีที่เรียนคือ unconditional positive regard แปลว่า ‘การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข’ อธิบายง่ายๆ คือการที่เรายอมรับอีกคนได้ไม่ว่าเขาจะกำลังเป็นอะไร รู้สึกอะไร มีพื้นที่การยอมรับกว้างๆ ให้เขา ไม่เอาเงื่อนไขไปครอบใส่เขาว่า ‘ทำแบบนี้ก่อนแล้วฉันจะรักเธอ’ อารมณ์แบบว่า ถึงฉันจะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอคิดหรือรู้สึกตอนนี้ ฉันก็ยังมีความปรารถนาดีกับเธอ เหมือนอย่างที่แจซูอยู่ข้างคังแทมาตลอด แม้จะไม่ได้เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจสิ่งที่เขาคิดหรือทำก็ตาม 

 เราเจออยู่บ่อยๆ ว่า หลายคนอาจมีพื้นที่ให้คนอื่น แต่กลับมีเงื่อนไขมากมายกับตัวเอง บอกตัวเองว่าต้องแข็งแรงอยู่เสมอ อ่อนแอคือผิด โธ่คุณ ยอมให้ตัวเองเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหม่นๆ บ้างก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะมันไม่ได้อยู่ตลอดไป คนเราเริ่มเรียนรู้ที่จะดูแลความรู้สึกตัวเองได้ก็ต่อเมื่อเรายอมรับมันจริงๆ นะ 

 

ผีเสื้ออาจไม่ใช่ผีเสื้อตัวเดิม เขาอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เคยคิด และคุณก็อาจไม่ใช่คุณคนเดิม

 เมื่อเราสำรวจตัวตน ความรู้สึกที่แท้จริงจนถ้วนทั่ว ขั้นตอนการเยียวยาที่สำคัญ (มาก) ซึ่งเกิดขึ้นได้ถัดมาคือ ‘การเคลื่อน’ ของการมองโลก การรับรู้คนอื่นและตนเองที่ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นเช่นเดิม 

 ซังแทกลัวผีเสื้อเอามากๆ และไม่มีวันวาดผีเสื้อเด็ดขาด เพราะผีเสื้อคือสัญลักษณ์ของคนที่มาฆ่าแม่ คือคนที่ขู่ฆ่าถ้าเขาเอ่ยปากในฐานะพยานของเหตุการณ์ฆาตกรรม และด้วยความกลัวนี่เองที่สร้างความลำบากให้สองพี่น้องต้องคอยย้ายบ้านหนีผีเสื้อทุกฤดูใบไม้ผลิ 

 

 วันหนึ่งคังแทเอ่ยปากขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชช่วยบำบัดพี่ชาย คุณลุงผอ.ผู้ใจดีเลยเล่าให้ซังแทฟังว่า คำว่าผีเสื้อในภาษากรีกโบราณคือคำว่า ‘psyche’ และมันหมายถึงการเยียวยารักษาได้ด้วยนะ เมื่อนั้นแววตาซังแทก็เริ่มมีประกายอื่นๆ มาแทนที่ความกลัว

 เราว่ามันเป็นตัวอย่างโคตรดีที่โชว์ให้เห็น ‘การให้ความหมายใหม่’ ในการใช้ชีวิต เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในอดีต หรือเมื่อเราเคยรับรู้ใครคนหนึ่งหรือสิ่งๆ หนึ่งในทางหนึ่ง แท้จริงแล้วเมื่อมองให้กว้างไปกว่าที่เคยมอง มองในมุมที่เคยมองข้าม เราอาจได้มุมมองใหม่ในการมองใครคนนั้น สิ่งนั้น ซึ่งเป็นเลนส์ที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้สบายขึ้น เหมือนที่ซังแทไม่ได้กลัวผีเสื้อทุกตัวเพราะผีเสื้อตัวนั้นตัวเดียวอีกต่อไป

 การก้าวข้ามความกลัวผีเสื้อของซังแทถูกเปรียบเทียบเป็นการตามหา ‘ประตู’ ที่จะพาเขาไปสู่อนาคต พอให้ความหมายใหม่ต่อสิ่งที่เจ็บปวดในชีวิตได้ เราก็ไม่ถูกขังไว้หลังประตูปิดตาย คุณว่าไหม 

 

 คังแทวัยเด็กโกรธแม่ที่รักพี่มากกว่าเขา แต่เมื่อวันหนึ่งที่เขาจดจำได้ว่าในความทรงจำที่โศกเศร้านั้น แม่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขา แม่หันกลับมาหาเขาเสมอ ภาพแม่ที่คังแทฝังใจเริ่มเปลี่ยนแปลง เขารับรู้ความรักที่แม่มีให้ในเหตุการณ์อื่นๆ เช่น การพาไปกินจัมปงที่ร้านโปรดบ่อยๆ การรับรู้ใหม่นี้ได้เข้ามาสลายความโกรธและความเสียใจที่แบกมานับสิบปี ที่แม่ดูไม่รักไม่ใช่เพราะแม่ไม่รัก แต่ชั่วขณะนั้นแม่แค่กำลังพยายามอย่างหนักที่จะดูแลลูกชายด้วยตัวคนเดียว จึงทำอะไรผิดพลาดไปได้

 พอเราสำรวจเรื่องราวกับความรู้สึกจนหมดสิ้นและยอมรับมันได้ นอกจากเราจะมองเห็นตัวเองและคนอื่นที่เป็นอย่างจริงแท้ เราก็จะสามารถมองเห็นแง่มุมใหม่ๆ ที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน และการให้ความหมายใหม่มันนำมาซึ่งการให้อภัยได้ด้วยนะ ทั้งให้อภัยคนอื่นหรือให้อภัยตัวเองก็ตาม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่พยายามมีชีวิตอย่างดีที่สุดแล้ว

 

“มุนคังแทเป็นของมุนคังแท”

 เราโคตรชอบไดอะล็อกนี้ในเรื่องที่ซังแทพูดกับคังแทตอนท้ายมากๆ เลยคุณ เพราะมันเป็นประโยคที่สรุปแก่นหลักของเรื่องที่ตัวละครทั้งสามพยายามกอบเก็บชีวิตกลับมาเป็นของตัวเองได้ดีมากจริงๆ  

 มุนยองที่โดนแม่หลอมจนบิดเบี้ยวและถูกสอนฝังหัวว่าเธอจะไม่มีวันมีความสุข จะไม่มีใครมารักเธอ สุดท้ายก็กล้าตัดผมที่เปรียบเสมือนโซ่ล่ามตัวตนของเธอไว้กับแม่ เธอไม่ใช่ผลงานของแม่ แต่มีชีวิตจิตใจของตัวเอง 

 

 สำหรับคังแท มันเป็นประโยคหักล้างความรู้สึกว่าชีวิตน้องต้องเป็นของพี่ ที่ถูกต้องคือชีวิตน้องเป็นของน้อง ชีวิตพี่ก็เป็นของพี่ ซังแทก็อยากเติบโตไปเป็นนักวาดภาพที่ยืนด้วยขาตัวเองได้ ไม่ต้องตัวติดกันตลอดไป 

 ประโยคนี้แทนความสามารถที่จะกำหนดและออกแบบชีวิตของเราโดยไม่ผูกติดกับอดีตที่เคยเจอ คำสั่งสอนของพ่อแม่หรือความเชื่อผิดๆ เราเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่ได้ แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกชีวิตในอนาคตที่อยากมีได้ (…เขียนไปเขียนมาความรู้สึกวกเข้าเรื่องการเมืองเฉยเลยคุณ) 

 สรุปคือ เราต่างเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง ความสัมพันธ์คนเราจะแข็งแรงเมื่อเราต่างเติมพลังให้ตัวเองได้ โดยไม่ต้องใช้บาดแผลที่มีเป็นตัวประกันเพื่อให้ได้รับความรัก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราพึ่งพาคนอื่นในเวลาที่ต้องการไม่ได้นะ 

 

 แม่มุนยองมีความคิดดูถูกความเป็นมนุษย์ เธอบอกว่ามนุษย์อ่อนแอ บาดแผลในชีวิตจะทำให้ทั้งสามไม่มีวันอยู่ร่วมกันได้ แต่คำพูดที่ผอ.โรงพยาบาลพูดกลับไปนั้นดีมากจริงๆ คุณ เขาบอกว่า “เพราะอ่อนแอยังไงล่ะพวกเขาจึงอยู่ด้วยกัน และการพึ่งพากันอย่างนั้นต่างหากจึงเรียกว่าเป็นมนุษย์” 

 มุนยองพูดตั้งแต่ต้นเรื่องว่าขอให้คังแทมาเป็นสลักนิรภัยให้เธอที่ทำตัวเหมือนระเบิด แต่สุดท้ายทั้งสามก็เป็นสลักนิรภัยให้กันและกันบนพื้นฐานความเคารพเข้าใจในตัวอีกฝ่าย เมื่อได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดและเติบโต การกลับมาอยู่ร่วมกันเหมือนครอบครัวจึงมีความหมายและงดงาม

 เหมือนพวกเราเลยเนอะ คุณว่าไหม 

 

Tags:โกมุนยองนักจิตวิทยาซีรี่ส์seriestherapyจิตวิทยาการปรึกษาIt's Okay To Not Be Okay사이코지만 괜찮아มุนคังแทมุนซังแท
Share :
Author
กันตพร สวนศิลป์พงศ์
Photographer
-
ชีวิตสั้นแต่ความเป็นเพื่อนยืนยาว Hospital Playlist ซีรีส์เพื่อนหมอที่คนมีเพื่อนต้องดู
Home Theaterชีวิตสั้นแต่ความเป็นเพื่อนยืนยาว Hospital Playlist ซีรีส์เพื่อนหมอที่คนมีเพื่อนต้องดูนักเขียน : น้ำปาย ไชยฤทธิ์
เพราะเป็นวัยรุ่นจึงหลงทาง เปราะบาง และเจ็บปวด 'Euphoria' ซีรีส์เด็กมีปัญหาจากค่าย A24
Home Theaterเพราะเป็นวัยรุ่นจึงหลงทาง เปราะบาง และเจ็บปวด 'Euphoria' ซีรีส์เด็กมีปัญหาจากค่าย A24นักเขียน : Your Favorite Writer's Favorite Writer
'ชีวิตทำร้าย ความรักเยียวยา' Modern Love ซีรีส์รสหวาน-ขมจากเรื่องจริงของคู่รักยุคโมเดิร์น
Home Theater'ชีวิตทำร้าย ความรักเยียวยา' Modern Love ซีรีส์รสหวาน-ขมจากเรื่องจริงของคู่รักยุคโมเดิร์นนักเขียน : Your Favorite Writer's Favorite Writer