Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
มาเป็นมือสมัครเล่นโดยสมัครใจกันไหม สนุกกับการทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่คาดหวังว่าต้องเก่ง

มาเป็นมือสมัครเล่นโดยสมัครใจกันไหม สนุกกับการทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่คาดหวังว่าต้องเก่ง

30/10/2026
A Better Day
AUTHOR: วงศกร ลอยมา
SHARE:

 ย้อนไปก่อนหน้านี้ แนวคิดเรื่องการให้คุณค่ากับการทำงานหนัก หรือที่เรียกว่า hustle culture นั้นได้รับความนิยมมากทีเดียว (และไม่แน่ว่าบางออฟฟิศก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่) บรรดาผู้นำองค์กรหรือหัวหน้าก็พูดปาวๆ ใส่พนักงานว่า เราต้องโปรดักทีฟนะ เราถึงจะสร้างนวัตกรรม ได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ

 เมื่อการทำงานหนักได้รับการเชิดชู งานก็ยิ่งหลอมรวมเข้ากับชีวิตมากขึ้น ยิ่งเมื่อผสมกับความกลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน ความรู้สึกว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อีกมากก็ยิ่งตามมา จันทร์ถึงศุกร์ทำงานหนักยังไม่พอ วันเสาร์อาทิตย์ก็ควรทำงานอดิเรกที่ช่วยเพิ่มรายได้ ทั้งที่เราแค่อยากทำอะไรสักอย่างเพราะมันสนุก โดยไม่ต้องมีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ

 เมื่อเป็นเช่นนั้น งานอดิเรกที่ไม่สร้างรายได้ หรือไม่ได้ประโยชน์ใดๆ กลับคืนมา ก็จะถูกตัดออกไปแทบจะทันที ถ้าใครเคยมีภาวะนี้ ก็ต้องบอกว่า คุณโดนแล้วล่ะ! คุณกำลังติดกับดักในสิ่งที่นักวิชาการเรียกกันว่า วัฒนธรรมที่ต้องทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างถูกวัดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งหมด

 แล้วถ้าคุณมีความคิดว่า ชีวิตเรานั้นแสนสั้นนัก ชวนมาลองดูแนวคิดนี้กันสักหน่อย นั่นก็คือ intentional amateurism หรือ การตั้งใจเป็นมือสมัครเล่น 

 อธิบายแบบรวบรัดก็คือ การเลือกทำสิ่งที่เราสนใจเพียงเพราะเราอยากทำ โดยไม่จำเป็นต้องรีบเก่ง ไม่ต้องเปลี่ยนสิ่งนั้นให้เป็นอาชีพ และไม่ต้องพิสูจน์ว่ามันมีประโยชน์อะไร แค่ได้ทำก็มีคุณค่าในตัวเองแล้ว คอลัมน์ a better day สัปดาห์นี้จะมาว่าด้วยเรื่องนี้กัน

 จะว่าไป คุณเคยได้ยินคำนี้ไหม “เวลาที่เราใช้ไปอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่เวลาที่สูญเปล่า”

ที่มาของ Amateurism

 คำว่า amateur มีรากมาจากภาษาฝรั่งเศส amateur ซึ่งสืบมาจากภาษาละติน amator ที่หมายถึงผู้รักหรือผู้ชื่นชอบ ส่วนคำว่า amateurism มักถูกพูดถึงในแวดวงกีฬา นี่คือแนวคิดที่ให้คุณค่ากับการเล่นกีฬาเพราะรักในกีฬา มากกว่าการเล่นเพื่อหารายได้จากการแข่งขัน

 ในอุดมคตินี้ นักกีฬาควรลงแข่งขันด้วยความสมัครใจ เคารพคู่แข่ง และยอมรับผลแพ้ชนะอย่างมีน้ำใจ การเล่นกีฬาเพื่อเงิน จึงถูกมองว่าลดทอนความบริสุทธิ์ของการแข่งขัน เพราะผลตอบแทนอาจกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญมากกว่าความรักในกีฬา

 แม้จะเริ่มต้นที่กีฬา แต่แนวคิดนี้ได้ขยายออกไปเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันด้วย Karen Walrond ผู้เขียนหนังสือ In Defense of Dabbling ได้นำแนวคิดเรื่องการเป็นมือสมัครเล่นมาเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ผ่านคำว่า intentional amateurism หรือการตั้งใจเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งที่สนใจ โดยไม่จำเป็นต้องมุ่งไปสู่ความเชี่ยวชาญ

 เธอชวนให้เราทบทวนว่า เราจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ และหากกิจกรรมบางอย่างไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น สร้างรายได้ หรือมีผลงานให้ใครเห็น มันจะยังมีคุณค่าอยู่หรือเปล่า คำตอบก็คือ มีแน่นอน เพราะสิ่งที่เราได้รับอาจเป็นเรื่องที่วัดผลไม่ได้ เช่น ความสุข ความมีชีวิตชีวา หรือประสบการณ์ใหม่ๆ

 ซึ่งบ่อยครั้งที่เราเรียกกิจกรรมเหล่านี้รวมๆ ว่า งานอดิเรก

ทำงานอดิเรกที่ไม่จำเป็นต้องเก่งก็ได้

 งานอดิเรกคล้ายสะกิดเตือนเราว่า เฮ้ย! อยากทำอะไรบางอย่างเพียงเพราะชอบก็ทำได้นะเว้ย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมันเป็นอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ หรือทำให้เกิดประโยชน์เสมอไป 

 สาเหตุที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่า คนยุคนี้นั้นติดอยู่ในวัฒนธรรมที่ต้องทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์ คือถ้ามองดูแล้ว สิ่งนั้นทำแล้วไม่สร้างรายได้ เสียแรง เสียเวลา ทำแล้วไม่ได้อะไรกลับคืนมา เราก็พร้อมจะตัดสิ่งนั้นออกจากตัวเลือกทันที แม้ลึกๆ แล้วจะอยากทำมันมากก็ตาม

 พอเป็นอย่างนั้น บรรดางานอดิเรกทั้งหลายจึงถูกละเลย บางคนอยากวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าใช้เวลาช่วงเช้าวันเสาร์ไปทำก็จะเสียเวลาไปทำอย่างอื่น แถมการจะวาดรูปให้สวยงาม มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองก็ใช้เวลาฝึกฝนนานเกินไป

 วิธีที่จะหลุดพ้นกับดักนี่ได้ก็คือ การกลับมาเป็นมือสมัครเล่นนี่แหละ กับงานอดิเรก เราไม่จำเป็นต้องรีบฝึกรีบเก่งก็ได้ ลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า เราสนุกไหมที่ได้ลงมือทำ เพราะบางครั้งสิ่งที่กิจกรรมหนึ่งมอบให้เราอาจเป็นความรู้สึกมีชีวิตชีวา การได้พักจากเรื่องวุ่นวาย หรือความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนั้น

 ไม่จำเป็นต้องคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่า ทำสิ่งนี้แล้วจะเก่งขึ้นไหม ขอแค่ยังอยากทำและมีความสุขที่ได้ทำ เท่านั้นก็เพียงพอ

 เขาถึงพูดกันว่า งานอดิเรกต่างห่างคืองานที่รัก

เปิดโอกาสให้ตัวเองลองทำสิ่งใหม่ๆ

 โตแล้ว แก่แล้วไม่ต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ก็ได้ ขอบอกว่าไม่จริงเลย ลองมองไปรอบตัว คุณอาจเห็นเพื่อนฝูงกำลังทดลองทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นหัดวาดรูป เรียนเต้น ทำอาหาร หรือเริ่มปลูกต้นไม้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะสนใจสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ

 การลองทำสิ่งใหม่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำมันให้เก่ง หรือทำต่อจนเชี่ยวชาญเสมอไป บางคนอาจค้นพบงานอดิเรกที่ชอบและทำต่อไปอีกนาน ขณะที่บางคนอาจลองแล้วพบว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง ทั้งสองอย่างก็เป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งนั้น

 คุณเคยไหม ทดลองทำสิ่งใหม่หรืออะไรที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะทำได้ แม้ในช่วงแรกจะยังทำได้ไม่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป คล้ายค่อยๆ เรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง หรือบางที คุณอาจจะพบว่า กิจกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับมัน ทำไมมันสนุกขนาดนี้กันนะ

 การลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้เราเก่งขึ้น หรือต้องทำให้ดีขึ้นภายในกี่เดือน เป้าหมายของเราคือ อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้จะมอบประสบการณ์ให้กับเรา ผู้ใหญ่หลายคนบอกว่า ประสบการณ์นี้ล้ำค่ายิ่งกว่าอะไร

 ว่าแต่ช่วงนี้คุณคิดอยากลองทำอะไรใหม่ๆ บ้างหรือยัง

สิ่งที่เรารักอาจมีค่ามากขึ้น

เมื่อไม่ต้องพิสูจน์ให้ใครเห็น

 ทุกวันนี้ เราอาจเห็นว่างานอดิเรกนั้นกลายเป็นคอนเทนต์ได้ด้วย อินฟลูฯ หลายคนแชร์งานอดิเรกและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต (ซึ่งเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น) ของตัวเองผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้คนที่มีความสนใจคล้ายกันเข้ามาติดตาม และต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้

 ว่างๆ ฉันชอบทำกิจกรรมแบบนี้นะ ชอบไปเที่ยวตรงนี้นะ

 พูดมาแบบนี้อย่าเพิ่งนึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้เป็นเรื่องผิด เพราะบางคนตั้งใจทำสิ่งที่ตัวเองรักให้กลายเป็นอาชีพ และการแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของงานที่พวกเขาเลือกทำอย่างเต็มใจ และว่ากันตามตรง ยุคนี้ก็แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะเท่าที่ทราบมา เงินมันก็ดีจริงๆ

 แต่อีกด้านหนึ่ง มีคนจำนวนไม่น้อยที่เก็บงานอดิเรกไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่แชร์ลงโซเชียลมีเดียเลย วันหยุดไปปั้นหม้อดินอยู่ตรงไหนก็ไม่บอก ไปเรียนทำอาหารก็ไม่โพสต์ เพราะไม่อยากนำเสนองานอดิเรกของตัวเองให้คนอื่นรับรู้

 เพราะเมื่อแชร์ลงไปในโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ตามมาก็อาจจะเป็นการตัดสินจากคนอื่น กลัวคนมองว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เต็มฟีด นักท่องโซเชียลก็น่าจะพอทราบดี เมื่อเป็นเช่นนั้น บางคนจึงเลือกเก็บความสุขบางอย่างไว้กับตัวเอง

 เอาเป็นว่า ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ไม่อยากแชร์งานอดิเรกหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเองลงโซเชียล ขอให้รู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากการได้ทำในสิ่งที่ชอบโดยไม่ต้องโพสต์ (ให้คนอื่นรู้) ทำให้สบายใจมากกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องโพสต์ให้ใครรู้ก็ได้

Tags:a dayงานอดิเรกabetterdayamateurism
Share :
Author
วงศกร ลอยมา
Photographer
-
Tiffany Young Edge of Calm Tour in Bangkok การเดินทางเพื่อค้นพบความสุขสงบของเจ้าหญิงโวคอล
ตามไปดูTiffany Young Edge of Calm Tour in Bangkok การเดินทางเพื่อค้นพบความสุขสงบของเจ้าหญิงโวคอลนักเขียน : อารยา อุตอามาต
MK x แหลมเจริญซีฟู้ด สร้าง “ปลากฎการณ์ สุกี้ปลาจุ่ม” ครั้งแรก!
AgendaMK x แหลมเจริญซีฟู้ด สร้าง “ปลากฎการณ์ สุกี้ปลาจุ่ม” ครั้งแรก!นักเขียน : a team
“AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2026” สร้างประวัติศาสตร์
Agenda“AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2026” สร้างประวัติศาสตร์นักเขียน : a team