Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
พูดจาภาษาดอกไม้ : ประวัติศาสตร์การใช้ดอกไม้สื่อความหมายในใจ

พูดจาภาษาดอกไม้ : ประวัติศาสตร์การใช้ดอกไม้สื่อความหมายในใจ

08/08/2019
Past Forward
AUTHOR: มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
SHARE:

 “รัก ระลึกถึง ขอโทษ ขอบคุณ” แม้ความหมายและบริบทของดอกไม้จะเปลี่ยนไป หรือถูกเขียนขึ้นใหม่ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่มนุษยชาติก็ยังใช้ดอกไม้เป็นสื่อกลางทางความรู้สึกในทุกยุคทุกสมัย 

 ประวัติศาสตร์ของการให้ดอกไม้เริ่มต้นจากตอนไหน?

 คำถามนี้อาจต้องย้อนไปไกลตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อเกสรดอกไม้ถูกพบบนหลุมศพของมนุษย์โบราณในหลายวัฒนธรรม ในยุคกรีกโบราณดอกไม้มีความหมายยิ่งใหญ่ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์และเทพเจ้า

 ถ้าขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ต้นแบบการสื่อสารด้วยภาษาดอกไม้มีที่มาจากประเทศตุรกี เมื่อ Lady Mary Wortley Montagu กวีสาวชาวอังกฤษค้นพบการใช้ดอกไม้แทนการสื่อสารของสาวๆ ในฮาเรมเพื่อเลี่ยงไม่ให้ทหารจับได้

 เมื่อจดหมายและบันทึกของเธอถูกเผยแพร่ กระแสความสนใจเรื่องดอกไม้ก็กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนได้รับความนิยมสุดขีดในยุควิกตอเรียน เมื่อดอกไม้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักของสังคม 

พูดจาภาษาดอกไม้

 ในยุควิกตอเรียน (ค.ศ. 1837-1901) ดอกไม้ทำหน้าที่คล้ายการส่งข้อความในยุคปัจจุบัน เป็นที่รู้กันว่าราชินีวิกตอเรียทรงโปรดดอกไม้มากและความนิยมของราชินีก็มักเป็นเครื่องบ่งชี้ทางสังคมที่ทำให้เหล่ากุลสตรีน้อยใหญ่ต้องหันมาสนใจและเรียนรู้ศิลปะการใช้ดอกไม้กันอย่างกว้างขวาง 

 การให้ความหมายและการจัดวางดอกไม้กลายเป็นเรื่องจริงจังที่ตีความกันตั้งแต่ชนิด รูปร่าง สี ขนาด ไปจนถึงสภาพของดอกไม้ที่ได้รับ ยกตัวอย่างเช่น การให้ดอกไม้กลับด้านหมายถึงข้อความต้องตีความกลับหัว การรับหรือส่งดอกไม้ด้วยมือซ้ายหรือขวาก็มีข้อความซ่อนอยู่

 ในสมัยนั้น การประดับดอกไม้กลายเป็น a must ในสังคมชั้นสูงอังกฤษ โดยเฉพาะในงานสำคัญอย่างการจัดปาร์ตี้หรือพิธีแต่งงาน ที่เป็นแบบนี้เพราะสังคมชั้นสูงในยุคนั้นประหยัดถ้อยประหยัดคำและมองว่าการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าหรือการกล่าววาจาที่มากเกินไปเป็นเรื่อง ‘ไม่สุภาพ’ จึงเลือกใช้อะไรที่นุ่มนวล สวยงาม และเงียบกว่า อย่างการพูดจาผ่านช่อดอกไม้ (talking bouquets)

 การเลือกจัดช่อดอกไม้แบบไหน ประกอบด้วยดอกอะไร ส่งให้ใคร ในโอกาสไหน ถือเป็นเรื่องสำคัญ ชนชั้นสูงของอังกฤษจะสามารถเข้าใจความคิดและสถานการณ์ของอีกฝ่ายได้ในทันทีที่ได้รับช่อดอกไม้จากคู่สนทนา 

ให้ดอกไหนหมายความว่าอะไร มาเปิดพจนานุกรมดอกไม้กัน

 ในยุคนั้นมีการตีพิมพ์สิ่งที่เรียกว่า พจนานุกรมดอกไม้ หรือ floral dictionary เพื่อป้องกันการสื่อสารผิดพลาด ดังนั้นหากได้รับช่อดอกไม้ แทนที่จะดีใจกับความสวยงาม จะต้องรีบค้นหาว่าดอกไม้ช่อนี้มีดอกอะไรบ้าง จัดวางแบบไหน แล้วควรจะตีความเจตนาของผู้ให้อย่างไรดี

 ตัวอย่างการถอดข้อความโค้ดลับดอกไม้ ยกตัวอย่างเช่น 

 Wild Rose – ฉันทั้งสุขและเจ็บปวดไปพร้อมกัน

 Yellow Marguerite – ฉันจะมาถึงในไม่ช้า

 Canterbury bells – ฉันได้รับข้อความของคุณแล้ว

 White Lily – ฉันรักคุณอย่างบริสุทธิ์ใจ

 Iris – ฉันส่งข้อความไป

 Daisy – ฉันรักคุณจากใจจริง

 Red Carnation – ใจฉันเจ็บปวดเพราะคุณ

 Apple Blossom – ฉันเลือกคุณก่อนใครทั้งหมด

 Honeysuckle – ฉันรักและภักดีต่อคุณ

 Cornflower – โปรดอ่อนโยน โปรดสุภาพกับฉัน 

 Red Tulip – ฉันสารภาพว่ารักคุณ

 White Rose – ฉันขอปฏิเสธ 

 Poppy – ฉันไม่ว่าง 

 Red Fuchsia – ฉันชอบรสนิยมของคุณ

 Hyacinthe – ฉันหลงใหลในความน่ารักของคุณ 

 Yellow Pansy – ฉันมีคุณอยู่ในความคิด 

 Clove – ฉันรักคุณมาตลอดแต่คุณไม่เคยรักฉัน

 Flax – ฉันเข้าใจในความหวังดีของคุณ

 Mistletoe – ฉันฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมด 

 Tansy – ฉันขอเป็นศัตรูกับคุณ

 Meadow Saffron – ความสุขของฉันได้ผ่านไปแล้ว

 Liatris – ฉันจะลองอีกครั้ง 

 หากใครได้รับช่อดอกไม้ที่ประกอบด้วย Tupins, Hollyhocks, White Heather และ Ragged Robin ดอกไม้ช่อนี้ตีความได้ว่า ผู้ให้รู้สึกประทับใจและรักในความคิดสร้างสรรค์ของคุณ ขอให้คุณโชคดีและประสบความสำเร็จในทุกทาง ในทางกลับกัน หากช่อดอกไม้ที่ได้รับประกอบไปด้วย Delphiniums, Hydrangeas, Oleander, Basil, และ Birdsfoot Trefoil ปนอยู่ด้วยกัน ดอกไม้ช่อหลังต้องการบอกผู้รับว่า คุณมันไม่มีหัวใจ (Hydrangeas) หยิ่งผยอง (Delphinium) ฉันเกลียดคุณ (Basil) ระวังเอาไว้เถอะ (Oleander) เพราะฉันจะกลับมาแก้แค้น (Birdsfoot trefoil)

 การสื่อสารข้อความให้ชัดเจนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหมายความว่าเจ้าของข้อความจะต้องสามารถหาดอกไม้ตามความหมายได้ครบทุกชนิด ยกตัวอย่างเช่น Moonwort ต้นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีความหมายสื่อถึงการลืมแบบไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้นไม้ที่พบได้เฉพาะหน้าร้อน ดังนั้นการจะบอกใครสักคนว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจลืมวันเกิดเธอ” อาจเป็นเรื่องใหญ่ในหน้าหนาว หมายความว่าผู้ดีมีอันจะกินส่วนใหญ่อาจต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างเรือนเพาะต้นไม้ของตัวเอง เพื่อให้มีดอกไม้ไว้ใช้เพียงพอรองรับสถานการณ์ตลอดปี 

 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในยุควิกตอเรียน สังคมผู้ดีหรูหราฟู่ฟ่าจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและลัทธิจักรวรรดินิยม หลายตระกูลเลือกสร้างคฤหาสน์หรือโรงเรียนดนตรีขนาดใหญ่เพื่อโอ้อวดความมั่งมี เนื่องจากถ่านหินและแรงงานมีราคาถูกมาก การสร้างเรือนกระจกสักหลังและปรับสภาพอากาศให้เหมือนหน้าร้อนตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ

  

เมื่อคนไม่สนใจความหมายของดอกไม้อีกต่อไป

 ความฟู่ฟ่าของการลงทุนเพื่อสื่อสารด้วยดอกไม้นี้จบลงเมื่อโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914-1918) ประเทศอังกฤษหันความสนใจไปที่การสู้รบและพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นสวนสวยงามถูกดัดแปลงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและใช้การได้จริงมากกว่า เมื่อสงครามจบลงพร้อมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แม้แต่คนรวยก็ไม่สนใจการลงทุนมากมายเพื่อดอกไม้อีกต่อไป 

 ทุกวันนี้ดอกไม้เพียงอย่างเดียวที่ชาวอังกฤษหลีกเลี่ยงในการส่งหากันคือดอกลิลลี่ เพราะมีความหมายเกี่ยวข้องกับงานศพ (ดอกลิลลี่สีขาวคือสัญลักษณ์ของพระแม่มารี และมักใช้สื่อถึงความตายที่บริสุทธิ์)

 I Love Roses บริษัทจัดหาดอกไม้ชื่อดังของอังกฤษให้สัมภาษณ์ว่า คู่แต่งงานปัจจุบันไม่สนใจความหมายของดอกไม้อีกต่อไป แต่มักส่งตัวอย่างดอกไม้ที่ต้องการตามภาพจาก pinterest คู่แต่งงานเหล่านี้สนใจสีสันและความสวยงามมากกว่าข้อความที่แฝงอยู่ภายใน

 หนึ่งในข้อยกเว้นที่น่าสนใจคือช่อดอกไม้งานแต่งของดัชเชสแห่งเคมบริดจ์เมื่อปี 2011 เมื่อ Kate Middleton เข้าพิธีแต่งงานกับรัชทายาทแห่งอังกฤษด้วยช่อดอกไม้ที่คนทั่วไปมองว่าแสนธรรมดา แต่มีความหมายยิ่งใหญ่ในสายตาผู้ศึกษาข้อความจากดอกไม้ 

 ช่อดอกไม้ของดัชเชสประกอบด้วย Myrtle และ Ivy หมายถึงความรักและความผูกพันจากการแต่งงาน Hyacinth หมายถึง กิจกรรมกลางแจ้ง เพราะทั้งสองรักการกีฬา และ Sweet William หมายถึง ความกล้าหาญ แถมดอกไม้ยังมีชื่อพ้องกับเจ้าชายวิลเลียม Sweet William ในที่นี้จึงหมายถึง วิลเลียมผู้เป็นที่รัก

 อ้างอิง

 aboutflowers.com

 atlasobscura.com

 floranext.com

 planterraevents.com

 theclassroom.com

Tags:ยุควิกตอเรียนดอกไม้ประวัติศาสตร์past forwardภาษาดอกไม้ประวัติศาสตร์ดอกไม้Language of flowersTalking Bouquets
Share :
Author
มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
Photographer
-
อ่านประวัติศาตร์ผ่านไข่ฟาแบร์เช : ความทรงจำสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ
Past Forwardอ่านประวัติศาตร์ผ่านไข่ฟาแบร์เช : ความทรงจำสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟนักเขียน : มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
'ร่ม' นั้น 'ฝรั่งเศสเกินไป' : โจนัส ฮันเวย์ ชายคนแรกที่ยืดอกพกร่มบนถนนลอนดอน
Past Forward'ร่ม' นั้น 'ฝรั่งเศสเกินไป' : โจนัส ฮันเวย์ ชายคนแรกที่ยืดอกพกร่มบนถนนลอนดอนนักเขียน : มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
มดลูกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ : การผลิตทายาทที่ล้มเหลวและจุดเปลี่ยนน่าสนใจในราชวงศ์อังกฤษ
Past Forwardมดลูกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ : การผลิตทายาทที่ล้มเหลวและจุดเปลี่ยนน่าสนใจในราชวงศ์อังกฤษนักเขียน : มนสิชา รุ่งชวาลนนท์