โลกโซเชียลมีเดียนั้นมีบทบาทน่าสนใจ ชวนติดตาม และน่ากังวลสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้อยู่ไม่น้อย และ ณ ขณะที่เข้าช่วงเวลาของการหาเสียงอย่างเต็มรูปแบบ เราจึงเห็นหน้านิวส์ฟีด ไทม์ไลน์ เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการเมืองหนักมากขึ้นเรื่อยๆ
ถามว่ามันผิดแปลกอะไรไหมก็ต้องบอกว่าไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะเราก็ร้างราการเลือกตั้งมาหลายปีเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญไม่ว่าจะกับนักการเมืองหรือประชาชนที่จะไปลงคะแนนกันในเดือนมีนาคมนี้แต่ก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าและหลายๆคนก็คงได้เห็นกันบ้างแล้วคือโลกออนไลน์กลายเป็นสนามใหญ่ของการหาเสียง หลายๆพรรคที่ชิงไหวชิงพริบได้ก่อนก็จะสามารถสร้างกระแสและทำให้ตัวเองเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์ได้ดังที่เราพอจะเห็นบรรดาแฮชแท็กดังๆในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ถ้ามองเชื่อมต่อเป็นการตลาดแล้วก็ไม่แปลกเช่นกันเพราะบรรดาพรรคการเมืองต่างๆก็พยายามจะ ‘โฆษณา’ตัวเองให้กลุ่มเป้าหมาย (ซึ่งก็คือประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง) เลือกตัวเองและสิ่งที่ต้องทำอย่างแรกๆก็คือการให้พรรคตัวเองผู้สมัครของตัวเองมีพื้นที่สื่อมีคนรู้จักเพราะถ้าคนในพื้นที่ยังไม่รู้จักผู้สมัครแล้วการจะได้คะแนนเสียงก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ หากเป็นเมื่อก่อนเราก็คงเห็นเพียงการปักป้ายหาเสียงตามท้องถนนให้คนเห็นหน้าค่าตาผู้สมัครแต่พอมาเป็นโลกออนไลน์ซึ่งมีการควบคุมเรื่องสื่อโฆษณาต่างๆจากเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊กนั้นก็ทำให้หลายพรรคการเมืองต้องสรรหาวิธีทางอื่นมาปั่นกระแสกันไม่ว่าจะหยิบนโยบายมาชูหรือพลิกมุมสร้างฐานเสียงแบบต่างๆการแชร์คอนเทนต์ทั้งทางตรงทางอ้อมกองเชียร์ช่วยแชร์ฯลฯ
ผลที่เกิดขึ้นตอนนี้และคิดว่าหลายคนก็คงจะรู้สึกคือเรามีข่าวสารข้อมูลการเมืองมากขึ้นๆจนเอียนเอาได้ง่ายๆเพราะไม่ใช่แค่จากพรรคการเมืองอย่างเดียวแต่ยังมีบทสนทนาจากเพื่อนๆและคนรอบข้างเพิ่มเข้ามาอีก
เมื่อเกิดบทสนทนาเรื่องการเมืองที่มากขึ้นเรื่อยๆในชั่วระยะเวลาสั้นๆ จึงมีการปะทะกันทางความคิดความเชื่อของคนและฝั่งที่นับวันทำให้เกิดการผิดใจกันได้ง่ายๆ
จนทำให้หลายคนต้องมีการอันเฟรนด์ อันฟอลโลว์กันบ้างก็ไปก่อดราม่าทะเลาะกันบนหน้าวอลล์เลยก็มีเราเริ่มพบการใช้คำพูดรุนแรงทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายกันหนักขึ้นๆจนเหมือนกับว่าเรากลับไปช่วงที่การเมืองรุนแรงเมื่อหลายปีก่อนแต่ตอนนี้เป็นภาวะที่มีคนพูดถึงมากกว่าเดิมเนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ฝั่งดราม่าการเมืองว่าน่าเป็นห่วงแล้วอีกเรื่องที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็คือการที่ฝ่ายการเมืองเริ่มสร้าง ‘ข้อมูลเท็จ’หรือ ‘ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน’เพื่อหวังผลต่างๆไม่ว่าจะให้พรรคตัวเองดูดีขึ้นในสายตากลุ่มคนเลือกตั้งหรือทำให้พรรคคู่แข่งดูแย่ทำลายฐานเสียงซึ่งจะว่าไปแล้วประเทศไทยก็ไม่ใช่ประเทศแรกที่เจอเรื่องนี้แต่อย่างใด
ในต่างประเทศนั้นกรณีของ fake news (ข่าวเท็จข่าวลวง) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่สมัยยังไม่มีอินเทอร์เน็ตอย่างที่เราเห็นตามหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ในต่างประเทศที่ขยันปั้นข่าวหรือพาดหัวเรียกแขกต่างๆนานาแต่อย่างไรก็ดี fake news ในสมัยก่อนยังจำกัดอยู่ในวงที่ไม่กว้างนักหากแต่มันเป็นเรื่องใหญ่มากกับยุคออนไลน์ที่เราเสพข่าวกันเร็วมากขึ้นให้เวลากับรายละเอียดและการตรวจสอบข้อมูลน้อยลงเช่นเดียวกับเทคโนโลยีการตัดต่อและทำคอนเทนต์นั้นก็ทำให้การทำภาพกราฟิกการทำวิดีโอเป็นเรื่องง่ายและใครๆก็ทำได้ไม่จำเป็นต้องเป็นสื่อหรือสำนักพิมพ์ผลคือทำให้โลกออนไลน์ตอนนี้มีความเสี่ยงกับการเกิดข่าวลือข่าวเท็จหรือข่าวที่ถูกบิดเบือนได้ง่ายดายจากผู้ไม่หวังดีหรือหวังประโยชน์จากข่าวเหล่านี้
นั่นยังไม่นับกับการที่โลกโซเชียลทำให้เกิดการแชร์ในวงกว้างอย่างรวดเร็วพ่วงด้วยการแนบความคิดเห็นตัวเองเสริมเข้าไปอีกมันจึงไม่แปลกที่ตอนนี้เราจะเห็นข่าวการเมืองที่ ‘ออกรสออกชาติ’ถูกแชร์กันอย่างรวดเร็วยิ่งอะไรที่สามารถเร้าอารมณ์คนได้ไม่ว่าจะทำให้รู้สึกกรี๊ดกร๊าดรู้สึกโกรธแค้นรู้สึกเศร้าใจฯลฯก็ยิ่งทำให้คอนเทนต์เหล่านี้ถูกแพร่ไปเร็วกว่าเดิมตรงข้ามกับข้อมูลทั่วๆไปที่อาจดูน่าเบื่อและหลายๆคนมองข้ามเพราะมัน ‘ไม่เร้าใจ’
ด้วยเหตุนี้ตัวแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กและกูเกิลเองก็พยายามพัฒนาระบบตรวจสอบบรรดา fake news เหล่านี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิมเรียกได้ว่าเป็นเกมแมวจับหนูที่คงวิ่งไล่กันและต้องดูว่าใครจะเร็วกว่ากันแน่นอนว่าตอนนี้ตัวแพลตฟอร์มก็พยายามวิ่งไล่ตามด้วยวิธีต่างๆเช่นการนำ AI และคนมาวิเคราะห์คอนเทนต์ต่างๆแต่นั่นก็ยังไม่ทันกับปริมาณคอนเทนต์มหาศาลที่เกิดขึ้นมาไม่หยุดทุกวินาที
ฉะนั้นการรอแพลตฟอร์มในการมาแก้ปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะไม่ทันการณ์คงต้องอาศัยวิจารณญาณของคนเสพคอนเทนต์ในการแยกแยะข้อมูลเหล่านี้ตื่นรู้เรื่องการปลุกปั่นผ่านข้อมูลข่าวสารและไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีในการใช้ข้อมูลเหล่านี้สร้างความเข้าใจผิดหรือถ้าพูดง่ายๆก็คือให้คนรู้เท่าทันสื่อในวันนี้โดยเฉพาะกับสื่อออนไลน์นั่นแหละ
อย่างไรก็ตามถ้าเราดูเหตุการณ์สำคัญๆทางการเมืองในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเราก็จะเห็นว่าคนแชร์ข่าวลือต่างๆกันสนั่นไทม์ไลน์โดยไม่มีการตรวจสอบไม่นับการวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่เหมาะสมอีกมากมาย
ซึ่งก็คงทำให้เรากลับมาคิดว่าเรายังหวังอะไรกับเรื่องการรู้เท่าทันสื่อของคนไทยในออนไลน์ไม่ได้เช่นกัน
และนั่นก็คงทำให้ต้องทำใจว่าเลือกตั้งครั้งนี้ ก็อาจมีบางอย่างให้เราต้องเรียนรู้และไปเตรียมตัวกันต่อในครั้งหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมตามที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้นั่นแหละครับ





