“เฟซบุ๊กจะอยู่อีกนานไหมครับ?”
“ตอนนี้คนย้ายไปเล่นทวิตเตอร์เยอะหรือยัง?”
“เห็นเขาว่าตอนอินสตาแกรมฮิตกว่าเหรอ?”
“เขาว่าตอนนี้เราต้องทำพอดแคสต์กันใช่ไหม?”
นี่คือตัวอย่างที่ผมมักได้รับบ่อยๆหลังจากที่มีคนไปฟังสัมมนาอัพเดตเทรนด์ดิจิทัลที่มีกันอยู่เรื่อยๆซึ่งในอัพเดตนั้นก็มักพูดถึงตัวเลขผู้ใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มต่างๆโดยมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจทำนองข้างต้นเช่นจำนวนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมที่เพิ่มขึ้นหรือการเกิดความนิยมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆอย่างพอดแคสต์ที่ทำให้นักการตลาดที่พยายามเข้าถึงผู้บริโภคยุคปัจจุบันตื่นตัวกันอยู่เรื่อยๆ
และคำถามที่หลายๆคนมักจะถามคือ แพลตฟอร์มใหญ่ๆอย่างเฟซบุ๊กนั้นกำลังหมดเสน่ห์หรือเปล่าเพราะมีการพูดกันทำนองว่าวัยรุ่นเบื่อเฟซบุ๊กแล้วไปเล่นทวิตเตอร์แทนบางคนก็ว่าเลิกเล่นแล้วไปใช้อินสตาแกรมดีกว่าฯลฯ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนักเพราะกระแสข่าวว่าด้วยเรื่องการเสื่อมความนิยมของเฟซบุ๊กนั้นมีอยู่เรื่อยๆในต่างประเทศจากการสำรวจของสื่อต่างๆว่าคนรุ่นใหม่รู้สึกอย่างไรซึ่งเราก็มักจะเห็นว่าวัยรุ่นเริ่มหันไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างอื่นมากขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆนานายิ่งพอเริ่มเห็นตัวเลขของแพลตฟอร์มอย่างทวิตเตอร์ที่โตมากขึ้นเช่นเดียวกับการเป็นกระแสข่าว (โดยเฉพาะช่วงการเมืองร้อนแรง) จึงทำให้หลายคนคิดกันว่าคนคงเลิกเล่นเฟซบุ๊กแล้วล่ะมั้ง
แต่จากข้อมูลของเฟซบุ๊กนั้นพบว่าจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในไทยยังคงโตขึ้นเป็น 53 ล้านบัญชีเช่นเดียวกับจำนวนผู้ใช้งานต่อวันก็ยังคงสูงโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงซึ่งนั่นก็คงพอจะบอกได้ว่าเฟซบุ๊กเองก็ยังคงเป็น ‘แพลตฟอร์มหลัก’ของคนดิจิทัลในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจคือเกมของการแย่งชิงเวลาการใช้งานที่ตอนนี้เฟซบุ๊กต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะตัวเฟซบุ๊กเองก็ไม่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานได้แม้ว่าระบบเครือข่ายของเฟซบุ๊กจะทำให้เราสามารถเชื่อมกับคนมากมายแต่บางครั้งเราก็อยากเลือกควบคุมความสัมพันธ์ในแบบ Following / Follower มากกว่า Friend เช่นเดียวกับการไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการเปิดเผยตัวตนซึ่งนั่นทำให้แพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างอินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์ตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าเฟซบุ๊ก
นั่นยังไม่นับประเภทของคอนเทนต์ที่เป็นคนละภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพ (Instagram) ข้อความสั้นๆ (Twitter) เสียง (Podcast) วิดีโอ (YouTube) ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับนิสัยหรือรสนิยมของแต่ละคน
เมื่อก่อนเฟซบุ๊กอาจเป็นตัวเลือกเพียงไม่กี่ตัวเลือก จึงฮิตและโตวัย และคนใช้เวลากับมันเยอะกว่าช่องทางอื่นๆแต่มาวันนี้เมื่อคนเริ่มคุ้นเคยกับดิจิทัลมากขึ้นเรียนรู้ที่จะใช้งานแพลตฟอร์มใหม่ๆได้ไม่ยากก็ทำให้หลายๆคนหันไปใช้เวลากับสิ่งที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการตัวเองได้ดีขึ้น
และนั่นก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการตลาดตลอดจนวงการสื่อด้วยเหมือนกันเพราะเฟซบุ๊กกลายเป็นช่องทางหลักเวลาพูดถึงสื่อออนไลน์ในยุคโซเชียลมีเดีย และใครๆก็ต้องหาวิธีให้ตัวเองอยู่บนเฟซบุ๊กได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอมาคอนเทนต์จำนวนมากถูกผลิตและปรับให้เหมาะกับเฟซบุ๊ก รวมทั้งสารพัดเทคนิคที่หาวิธีเอาชนะอัลกอริทึมของมัน
แต่ต่อจากนี้เฟซบุ๊กอาจไม่ใช่ช่องทางหลักประเภทต้องทุ่มหมดหนัาตักเพียงอย่างเดียวหากแต่คนทำสื่อต้องคิดแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองจะสื่อไปและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารด้วยนั้น เหมาะกับช่องทางไหนมากกว่ากันเช่นเดียวกับหากจะใช้ช่องทางนั้นแล้วภาษา และวิธีการเล่า ก็คงต้องแตกต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์ม
โดยส่วนตัวแล้วผมมักบอกหลายๆคนที่มาถามว่าควรเลือกแพลตฟอร์มไหนดี ว่ามันไม่มีสูตรหรือคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกคนเพราะนี่คือยุคที่แม้แต่สื่อดิจิทัลก็เปิดทางเลือกอันมากมายให้กับคนยุคปัจจุบันวัยรุ่นบางคนก็ยังใช้เฟซบุ๊กเป็นหลักส่วนผู้ใหญ่บางคนก็หันไปเล่นไลน์และอินสตาแกรมแทนเพราะดูจะปวดหัวน้อยกว่าฯลฯและนั่นคงเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าวัยไหนเล่นอะไรไม่เล่นอะไร
และเป็นความท้าทายของทุกคนที่วนเวียนอยู่ใน ‘สื่อใหม่’ในวันนี้นั่นแหละครับ





