Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
เราแต่งงานเพราะ ‘ความรัก’ ตั้งแต่เมื่อไหร่? ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของความรักและการจีบ

เราแต่งงานเพราะ ‘ความรัก’ ตั้งแต่เมื่อไหร่? ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของความรักและการจีบ

22/10/2021
Past Forward
AUTHOR: มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
SHARE:

 ยุควิกตอเรียน (ปี 1837-1901) เป็นช่วงเวลาที่มีเสน่ห์มากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ โลกก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้อังกฤษก้าวขึ้นมามีบทบาทในฐานะจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ที่สร้างแบบแผนใหม่ๆ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กระทบไปถึงการการสร้างครอบครัวที่มีสามี-ภรรยาเป็น ‘คู่ชีวิต’ (companionate marriage) ซึ่งเป็นแนวคิดแบบใหม่ แทนที่การแต่งงานเพื่อ ‘ความเหมาะสม’ เพียงอย่างเดียว 

 ยุควิกตอเรียน ควีนวิกตอเรีย ราชินีผู้ปกครองอังกฤษยาวนานถึง 63 ปี เป็นตัวอย่างของการแต่งงานกับคู่ชีวิต ราชินีอังกฤษเลือกเจ้าชายอัลเบิร์ตเป็นพระสวามีโดยมีความรักเป็นที่ตั้ง พระองค์ยังประสงค์จะให้ลูกสาวและลูกชายทุกคนเลือกคู่สมรสด้วยความรัก (แม้จะมีตัวเลือกหดสั้นอยู่แค่ตระกูลสำคัญในยุโรป) เจ้าหญิงวิกตอเรีย หรือวิกกี้ ลูกสาวคนโตของบ้าน เลือกสมรสกับเจ้าชายฟรีดริช รัชทายาทของปรัสเซีย ซึ่งต่อมากลายเป็นจักรวรรดิเยอรมนีอันยิ่งใหญ่ ทั้งสองพบกันตอนฟรีดริชเดินทางมางาน The Great Exhibition ที่อังกฤษเมื่อปี 1851 สี่ปีต่อมา ฟรีดริชเดินทางมาสู่ขอวิกกี้ การแต่งงานของทั้งสองพระองค์เกิดขึ้นเพราะความรักเป็นที่ตั้งแม้จะสมประโยชน์ทางการเมืองเป็นอย่างยิ่งก็ตาม

ยุควิกตอเรียน
ครอบครัวของควีนวิกตอเรียและเจ้าชายอัลเบิร์ต ตัวอย่างสามี-ภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรัก / Image : townandcountrymag.com

 เจ้าหญิงอลิซ ลูกสาวคนรองของควีนวิกตอเรีย ก็สมรสด้วยความสมัครใจ แม้ควีนวิกตอเรียจะปรารถนาให้ลูกสาวสมรสกับเจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์ที่เป็นถึงรัชทายาทของฮอลแลนด์ แต่เมื่ออลิซไม่ถูกใจเจ้าชายวิลเลียมหลังเจอตัวจริง ราชินีอังกฤษก็เสนอตัวเลือกถัดไปในทันที สุดท้ายเจ้าหญิงอลิซตัดสินใจสมรสกับเจ้าชายหลุยส์แห่งเฮสส์และไรน์ เจ้านายเยอรมันที่มีฐานะและความสำคัญรองลงมา จะเห็นได้ว่าการสมรสของชนชั้นนำซึ่งกลายเป็นแบบแผนของสังคมในยุคนั้นไม่ได้ตัดสินคู่ครองแค่เรื่องความเหมาะสมด้านฐานะ แต่ยังเปิดโอกาสให้พื้นที่ของ ‘ความรัก’ ได้งอกงามอยู่บ้าง 

 แนวคิดเรื่องการแต่งงานด้วยความรักภายใต้ความเหมาะสมเปิดโอกาสให้ชายหญิงมีโอกาสใช้เวลาทำความรู้จักกันก่อนสมรส Sharon Marcus อาจารย์ด้านวรรณคดีอังกฤษจาก Columbia University กล่าวว่าคนในยุคนี้ยินดีครองตัวเป็นโสดมากกว่าแต่งงานโดยปราศจากความรัก (และการครองตัวเป็นโสดในยุคนั้นก็ได้รับการยอมรับมากกว่าการแต่งงานกับคู่สมรสต่างฐานันดร–ผู้เขียน) 

 เนื่องจากการสมรสแบบ ‘คู่ชีวิต’ ได้รับความนิยมมากขึ้น หนังสือประเภท ‘how to’ จีบสาวยังไงให้เป็นสุภาพบุรุษ หรือตอบรับยังไงให้ดูเป็นสุภาพสตรี จึงกลายเป็นงานเขียนที่มีอิทธิพลกับคนหนุ่มสาวในยุคก่อนหน้า และในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่เป็นหลักฐานที่ทำให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจความรักของคนในอดีต

ยุควิกตอเรียน
ภาพวาด First Class: The Meeting … and at First Meeting Loved (1854) โดย Abraham Solomo นำเสนอแนวคิดรักแรกพบของชายหญิงในยุควิกตอเรียน สตรีในภาพเดินทางด้วยรถไฟชั้น 1 บิดาของเธอกำลังหลับ ทำให้ฝ่ายชายถือโอกาสเข้ามาเกี้ยวพาราสี

Introduction: ว่าด้วยการหาคู่แบบซีซั่นสำหรับหนุ่มสาว

 แม้ว่ายุควิกตอเรียนจะเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้เลือกคู่ชีวิตแบบเสรีมากขึ้น แต่โอกาสในการพบปะระหว่างชายหญิงก็ยังจำกัดแค่คนในวงสังคมเดียวกัน สำหรับชนชั้นสูง บรรดาลูกผู้ดีมีตระกูลจะมีโอกาสเปิดตัวต่อสังคมในช่วงที่เรียกกันว่า ‘ซีซั่น’ หรือช่วงเวลาที่ลูกสาวตระกูลผู้ดีได้เข้าเฝ้าแนะนำตัวกับกษัตริย์และราชินี เป็นสัญญาณว่าลูกสาวบ้านนี้กำลังก้าวเข้าสู่เวทีการหาคู่ การเกี้ยวพาราสีของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีมีลอนดอนเป็นสถานที่หลัก ดังนั้นผู้ดีจากต่างจังหวัดจึงมักส่งบุตรสาวให้เข้ามาร่วมงานสังคมที่เมืองหลวงโดยมีผู้ติดตามคอยดูแล (ส่วนมากมักเป็นแม่หรือญาติฝ่ายหญิง)

 การเกี้ยวพาราสีของชนชั้นสูงส่วนมากปิดดีลได้ภายในหนึ่งปี เฉลี่ยเวลาอยู่ที่เก้าเดือนหรือน้อยกว่า แต่ระยะเวลาของการหมั้นมักยาวกว่านั้น หลายคู่หมั้นหมายกันเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะคู่สมรสที่มีเงินไม่มากเพราะฝ่ายชายต้องจัดเตรียมเงินทองสำหรับการแต่งงาน 

ครอบครัวของควีนวิกตอเรีย / Image : historyextra.com

 สถานะ ‘คบหาดูใจ’ กับ ‘การหมั้น’ นำมาซึ่งบทบาททางสังคมที่ต่างกัน ในระยะคบหาดูใจ ชายหญิงสามารถออกไปเดินเล่นด้วยกันในที่สาธารณะแบบมีผู้ติดตามได้ ฝ่ายชายมักไปหาฝ่ายหญิงที่บ้าน นั่งดื่มชาสนทนากันโดยมีครอบครัวของฝ่ายหญิงนั่งอยู่ด้วย และหากครอบครัวของฝ่ายหญิงไฟเขียวก็มักเปิดโอกาสให้สองฝ่ายได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นช่วงสั้นๆ 

 ส่วนระยะเวลาหลังการหมั้นเป็นช่วงที่ชายหญิงส่วนใหญ่ไม่ได้พบกันมากนัก เพราะเป็นช่วงที่ต่างฝ่ายต่างกลับบ้าน เตรียมตัวสำหรับการสมรส บางคู่ตัดสินใจหมั้นกันไว้ก่อนเพราะฝ่ายชายต้องรับหน้าที่เดินทางไปไกลบ้าน คู่รักที่หมั้นหมายกันมักแลกเปลี่ยนของขวัญสำคัญสามอย่าง คือแหวนหมั้น รูปของอีกฝ่าย (บางคู่อาจจัดแจงถ่ายภาพคู่เก็บไว้เป็นที่ระลึก) และปอยผมของฝ่ายหญิงซึ่งมักเก็บอยู่ในล็อกเก็ตหรือเครื่องประดับ ในช่วงเวลานี้ คู่หมั้นมักติดต่อหากันผ่านทางจดหมายซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้ทั้งสองได้รู้จักนิสัยใจคอกันดีขึ้นผ่านตัวหนังสือ

กฎข้อที่ 1 : การแนะนำตัวก่อนเป็นเรื่องสำคัญ 

 ในหนังสือ Rules of Etiquette and Home Culture: Or What to Do and How to Do It ตีพิมพ์ในปี1893กล่าวถึงการทำความรู้จักกันของหนุ่มสาวว่าจะต้องทำผ่านการแนะนำของเจ้าภาพเท่านั้น

 โดยทั่วไปแล้วหญิงชายมักมีโอกาสพบกันผ่านงานสังคมซึ่งมีเจ้าภาพหากเจ้าภาพยังไม่ได้แนะนำฝ่ายชายให้ฝ่ายหญิงรู้จักถือเป็นเรื่องเสียมารยาทหากสุภาพบุรุษจะเดินเข้าไปพูดคุยกับฝ่ายหญิงก่อน (ยกเว้นสองฝ่ายจะเคยรู้จักกันในงานก่อนๆ มาแล้ว) หากฝ่ายชายถูกใจฝ่ายหญิงพวกเขาทำได้เพียงยกมือขึ้นแตะหมวกเพื่อทักทายส่วนฝ่ายหญิงอาจใช้การสื่อสารไร้เสียงอย่างการโบกพัดหากพัดของฝ่ายหญิงปิดอยู่หมายความว่าฝ่ายหญิงไม่สนใจถ้าพัดถูกคลี่ออกครึ่งหนึ่งหมายถึงฝ่ายหญิงยินดีพูดคุยในฐานะเพื่อนแต่หากฝ่ายหญิงคลี่พัดออกเต็มอันแปลว่าเธอกำลังเปิดโอกาสให้เกี้ยวพาราสี

 สุภาพบุรุษที่ไม่มีพัดในมือมักสื่อสารกับสาวที่สนใจผ่านการ์ดข้อความพวกเขาอาจส่งการ์ดที่ดูเผินๆเหมือนนามบัตรแต่มีข้อความลับอยู่ในนั้นกฎเรื่องการห้ามพูดกันค่อนข้างเคร่งครัดเป็นการไม่สุภาพอย่างมากหากชายหญิงแอบพูดคุยกันแม้แต่ในระหว่างการเต้นรำดังนั้นหากฝ่ายชายคิดว่าผู้หญิงมีใจพวกเขาจะสะกิดขอให้เจ้าภาพช่วยแนะนำเขากับฝ่ายหญิง ถือเป็นการเปิดทางให้ความสัมพันธ์ที่มีโอกาสพัฒนาต่อไปในอนาคต

งานเต้นรำในพระราชวังบักกิงแฮม ปี 1848 / Image : rct.uk

กฎข้อที่ 2 : สุภาพบุรุษจะต้องปกป้องสุภาพสตรีในทุกกรณี 

 ในหนังสือ Beadle’s Dime Book of Practical Etiquette for Ladies and Gentlemen ตีพิมพ์ปี 1859 กล่าวถึงหน้าที่ของสุภาพบุรุษในการดูแลฝ่ายหญิงว่า เขาต้องเป็นผู้เปิดประตู สละที่นั่ง หรือถือสิ่งของให้อีกฝ่าย หากทั้งสองออกไปเดินริมถนน ฝ่ายชายจะต้องเดินริมฟุตพาทเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่กระเด็นจากรถที่แล่นผ่าน หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น หากฝ่ายหญิงมีผู้ติดตาม ฝ่ายชายห้ามยืนแทรกกลางระหว่างผู้หญิงสองคนเป็นอันขาด

 นอกจากนี้ หากฝ่ายหญิงเกิดมีปากเสียงกับใคร ฝ่ายชายมีหน้าที่เข้ามาไกล่เกลี่ย กล่าวคำขอโทษแทนสุภาพสตรีเพราะยุคนั้นถือกันว่าเพศชายเป็นเพศที่มีเหตุผล ควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า ดังนั้นเขาจะต้องพาเธอออกจากสถานการณ์ยากลำบากในฐานะผู้ปกป้องคุ้มครอง

ยุควิกตอเรียน
ภาพวาด Arrufos (1887)โดย Belmiro de Almeida สื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า

 ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายหมั้นหมายกันแล้ว ฝ่ายชายมีหน้าที่ดูแลคู่หมั้นของตัวเองเท่านั้น ห้ามแสดงท่าทีสนใจหรือพยายามเข้าไปดูแลหญิงอื่นจนออกนอกหน้า ไม่ว่าคู่หมั้นจะอยู่ตรงนั้นหรือไม่ก็ตาม

 ในยุควิกตอเรียมีแนวคิดเรื่องจิตใจที่แตกต่างระหว่างสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี สุภาพสตรีมีจิตใจที่อ่อนแอกว่า ดังนั้นจึงอาจคิดเพ้อฝันไปเกินจริง The Illustrated Manners Book ตีพิมพ์ปี 1855 กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องทำตัวให้ชัดเจน ป้องกันการถูกเข้าใจผิดในทุกกรณี หากฝ่ายหญิงมีท่าทีเข้าใจผิดแม้เพียงเล็กน้อย ฝ่ายชายต้องรีบอธิบายอย่างสุภาพ ไม่ปล่อยเวลาให้เลยผ่าน เพราะถือเป็นการให้ความหวังที่ไม่สมกับความเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ 

 เป็นเรื่องเสียเกียรติอย่างมากสำหรับผู้ชายที่จะแสดงความสนใจผู้หญิงพร้อมกันมากกว่าหนึ่งคน โดยหากฝ่ายหญิงเข้าใจผิดไปไกล คิดว่าผู้ชายมีใจจริงๆ และฝ่ายชายปฏิเสธไม่ทัน หนังสือ The Illustrated Manners Book กล่าวว่า ฝ่ายชายมีทางเลือกแค่สองทาง คือแต่งงานกับเธอเสียเพื่อปกป้องเกียรติ หรือรับคำประณามจากครอบครัวฝ่ายหญิงซึ่งถือเป็นเรื่องน่าอายอย่างมาก

กฎข้อที่ 3 : สุภาพสตรีไม่รับของขวัญพร่ำเพรื่อ

 หนังสือแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับสุภาพสตรี The Young Lady’s Friend ตีพิมพ์ปี1837เน้นย้ำว่า สุภาพบุรุษมักส่งของขวัญให้ฝ่ายหญิงเพื่อแสดงทีท่าว่าสนใจ หากสุภาพสตรีไม่สนใจ เธอมีหน้าที่ปฏิเสธของขวัญโดยเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ความหวังแก่ฝ่ายชาย และจะรับของขวัญได้ก็ต่อเมื่อแน่ใจแล้วเท่านั้นว่าต้องการเปิดทางให้การพัฒนาความสัมพันธ์ กฎนี้ครอบคลุมไม่เว้นแม้แต่ของขวัญนิรนาม หากไม่ทราบผู้ส่ง สุภาพสตรีต้องกำจัดของชิ้นนี้ไป ทำเป็นว่าไม่เคยได้รับมาก่อน

 สุภาพสตรีในยุควิกตอเรียนค่อนข้างถูกจำกัดด้วยระเบียบทางสังคมพวกเธอไม่สามารถเป็นฝ่ายเปิดเกมก่อนได้ มีแต่ฝ่ายชายเท่านั้นที่สามารถชวนฝ่ายหญิงออกไปข้างนอกหรือแวะไปหาฝ่ายหญิงที่บ้านหากฝ่ายหญิงสนใจฝ่ายชายขึ้นมาพวกเธอทำได้แค่แสดงออกแบบอ้อมๆหวังให้ฝ่ายชายเป็นผู้เอ่ยปากการขอแต่งงานก็เป็นธุระของฝ่ายชายอีกเช่นกันฝ่ายหญิงทำได้แค่ยอมรับหรือปฏิเสธเท่านั้น

 สุภาพสตรีมีสิทธิปฏิเสธผู้ชายที่ไม่พึงใจหรือหากเธอสนใจอยู่ บางครั้งสุภาพสตรีอาจเล่นตัวปฏิเสธคำขอแต่งงานแบบพอเป็นพิธีเพื่อให้ฝ่ายชายแสดงความตั้งใจอีกครั้งการปฏิเสธคำขอแบบเล่นตัวเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวฝ่ายหญิงมีฐานะมั่งคั่งมากกว่าดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่สุภาพบุรุษจะพยายามขอสุภาพสตรีแต่งงานมากกว่าหนึ่งครั้ง (หากเธอไม่มีทีท่ารังเกียจ)

ยุควิกตอเรียน
ภาพเหมือนและปอยผมของฝ่ายหญิงที่มักมอบให้กับคู่หมั้นเป็นของขวัญแทนใจ / Image : friendsofdalnavert.ca

 การพัฒนาความสัมพันธ์ในยุควิกตอเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่น่าแปลกใจที่หนังสือ how to สำหรับทั้งสองเพศเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นการชี้ทางให้ชายหญิงที่เพิ่งมีโอกาสออกสู่วงสังคมปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามค่านิยมและจารีต ข้อแนะนำเหล่านี้อาจดูล้าสมัยหากมองด้วยสายตาปัจจุบัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรักโรแมนติกแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้พัฒนามาจากรากฐานความสัมพันธ์ของสามีภรรยาแบบ ‘คู่ชีวิต’ ก่อนที่ความรักจะพัฒนาไปสู่แนวคิดเสรีภาพของการเลือกโดยปราศจากกำแพงทางชนชั้นแบบที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

อ้างอิง

 allthatsinteresting.com

 friendsofdalnavert.ca

 historycollection.com

 historyofyesterday.com

 medium.com

 youtube.com

Tags:ราชวงศ์อังกฤษการแต่งงานความรักประวัติศาสตร์past forwardยุควิกตอเรียน
Share :
Author
มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
Photographer
-
สุภาพบุรุษคืออะไร? ประวัติศาสตร์ความเป็นชาย จากไม่อ่อนไหว จนถึงเจ็บได้ ร้องไห้เป็น
Past Forwardสุภาพบุรุษคืออะไร? ประวัติศาสตร์ความเป็นชาย จากไม่อ่อนไหว จนถึงเจ็บได้ ร้องไห้เป็นนักเขียน : มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
'แต่งงานรอบสองได้หรือไม่' ทำไมราชวงศ์อังกฤษเคยห้ามการสมรสกับบุคคลที่ผ่านการหย่าร้าง
Past Forward'แต่งงานรอบสองได้หรือไม่' ทำไมราชวงศ์อังกฤษเคยห้ามการสมรสกับบุคคลที่ผ่านการหย่าร้างนักเขียน : มนสิชา รุ่งชวาลนนท์
มดลูกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ : การผลิตทายาทที่ล้มเหลวและจุดเปลี่ยนน่าสนใจในราชวงศ์อังกฤษ
Past Forwardมดลูกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ : การผลิตทายาทที่ล้มเหลวและจุดเปลี่ยนน่าสนใจในราชวงศ์อังกฤษนักเขียน : มนสิชา รุ่งชวาลนนท์