Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
เบื้องหลังการทำงานโฆษณาที่ใช้ data ขับเคลื่อนของ CJ WORX

เบื้องหลังการทำงานโฆษณาที่ใช้ data ขับเคลื่อนของ CJ WORX

22/01/2020
Idea
AUTHOR: ศิวะภาค เจียรวนาลี
SHARE:

 ตอนนี้คำว่า data ก็เหมือนป้ายเชลล์ชวนชิม

 แปะที่ไหนก็ดูน่าเชื่อถือเหมือนได้รับการการันตีแต่ในบริษัทหรือองค์กรที่ประกาศตนว่าทำงานกับ data จะมีสักกี่เจ้าที่เข้าใจและ ‘ทำถึง’ จริงๆ

 แวดวงโฆษณาและการตลาดเป็นอีกหนึ่งสายงานที่ data เข้ามามีอิทธิพลสูงเอเจนซีโฆษณาไทยหลายแห่งเริ่มพัฒนาตัวเองนำ data มาเจอกับ creativity

 CJ WORX คือหนึ่งในเอเจนซีที่เป็นผู้นำด้านนี้ด้วยวิสัยทัศน์ของสองผู้ก่อตั้งสหรัฐสวัสดิ์อธิคมและจิณณ์เผ่าประไพพวกเขานำแพลตฟอร์มจัดการข้อมูล data management platform ที่ชื่อ Relay42 มาใช้กับการทำงานโฆษณาอย่างจริงจัง

 ปีที่แล้ว CJ WORX เปิดตัวโปรเจกต์ BED ร่วมกับค่ายเพลง What The Duck นำข้อมูลของศิลปินและฐานแฟนคลับมาขับเคลื่อนแคมเปญและการทำคอนเสิร์ตนอกจากนี้ผลงานหลายชิ้นของที่นี่ก็ล้วนใช้ data เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานและได้ผลอย่างยิ่ง

 นอกจากสหรัฐและจิณณ์คนที่มีบทบาทมากกับงานนี้คือน้ำหวาน–ชวนากีรติยุตอมรกุล Managing Director ที่ดูแลงานเกี่ยวกับ data โดยเฉพาะ

 

 การคุยกับชวนาทำให้เรารู้ลึกเกี่ยวกับสนามนี้มากขึ้นข้อมูลไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่มันคือเครื่องมือสานสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันสิ่งที่เราเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์เริ่มมีโฉมหน้าเปลี่ยนไปนี่คือการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่นักสร้างสรรค์ควรรู้

 ขอเชิญชมสิ่งที่น่าสนใจที่เรียกว่าโฆษณาภายใต้ยุคแห่ง data ที่ขับเคลื่อนโลกอยู่ณวินาทีนี้

 คุณเคยบอกว่าตอนนี้ CJ WORX ไม่ได้ทำงานกับ data อย่างเดียว

 เรามองว่าการทำงานกับ data คือการสร้างความสัมพันธ์ถ้าคิดว่า data ถูกเอาไปขายเป็นเงินได้มันแค่นั้นแต่ถ้าเราคิดว่า data คือ relationship economy เรื่องนี้จะใหญ่กว่า

 ยิ่งเรารู้จักคนของเรามากแค่ไหนมันทำให้เราใช้จ่ายเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นถูกลงเรื่อยๆถ้าหวานรู้ว่าแฟนชอบดอกกุหลาบสีแดงก็จะไม่มีวันไปซื้อดอกกุหลาบสีขาวแล้วถ้ารู้ว่าแฟนของหวานชอบดอกกุหลาบสีแดงในทุกๆวันพฤหัสฯเพราะทุกพฤหัสฯ เขาทำงานหนักหวานก็จะไม่มีวันซื้อดอกกุหลาบสีขาวให้เขาในวันนั้นในเชิงของนักการตลาดหรือคนโฆษณายิ่งเรามี relationship กับคนที่รับสารมากเท่าไหร่คนจะรู้สึกว่าโฆษณารุกล้ำชีวิตหรือ intrusive น้อยลงเพราะมันกลายเป็นโฆษณาที่รู้ใจสมมติว่าเรารู้ว่าวันนี้ลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์รถยนต์แบรนด์หนึ่งแล้วคลิกรูปรถสีน้ำเงินทำไมเราต้องไปซื้อโฆษณาแล้วทำรูปรถสีแดงด้วยในเมื่อข้อมูลกำลังบอกว่าลูกค้าชอบสีน้ำเงิน

 เรื่องนี้ต่างหากที่เอเจนซีต้องใช้ให้เป็นเราต้องรู้ว่าคนที่เขารับรู้โฆษณาชอบอะไรอยู่ที่ไหนเราจะได้ใช้โฆษณานั้นเพื่อสร้าง relationship กับเขาไปเรื่อยๆให้เป็นโฆษณาที่ถูกกาลเทศะเสนอสิ่งที่เขาอยากได้จริงๆ

 

 คุณเน้นสร้างสัมพันธ์กับใครก่อนระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

 เราเอา data มาสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าที่เป็น end consumer ก่อนเราเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่เราสร้างกับลูกค้าแล้วทำให้ยอดขายของแบรนด์ดีขึ้นจะทำให้เรามี relationship ยาวๆกับแบรนด์

 การใช้ data ในงานโฆษณาเปลี่ยนวิธีการทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ของคุณบ้างไหม

 หวานคิดว่าความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นสิ่งที่ AI แทนมนุษย์ไม่ได้แล้วก็ไม่มีวันจะแทนได้แต่ data จะบอกว่าความคิดสร้างสรรค์ของเราถูกชอบโดยคนหมู่มากหรือเปล่าเวลาเราคิดว่ามีกลุ่มลูกค้าเซกเมนต์หนึ่งใหญ่ๆแต่พอใช้ data จะรู้ว่าจริงๆแล้วภายใต้กลุ่มนั้นมันมีซับคัลเจอร์อีกเยอะเลยถ้าไม่ใช้เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าซับคัลเจอร์เล็กๆพวกนั้นคือใครเราจะได้รู้จักลูกค้าเป็นรายคน ไม่ใช่ sample size เหมือนสมัยก่อนทุกคนในห้องนี้เป็นออฟฟิศเวิร์กเกอร์ แต่พวกเราไม่เหมือนกันเลย

 ก่อนหน้าที่จะเอา Relay42 เข้ามา CJ WORX ทำงานกับ data ยังไง

 เราใช้วิธีการค้นหาแบบ interest factor ในเฟซบุ๊กก่อนอื่นเราจะตั้ง assumption ที่มาจากสมมติฐานถ้าจะปล่อยผลิตภัณฑ์ทางการเงินสักตัวที่เป็นประกันกลุ่มลูกค้าที่เราจะต้องไปเจอคือใครบ้างก็จะได้ออกมากรุ๊ปหนึ่งสมมติว่ามี 10 ล้านคนที่สนใจเรื่องประกันจากนั้นดูว่าคนที่กำลังดูประกันช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีเท่าไหร่เป็นใครมันมีตัวเลขที่เป็น assumption ของเราบวกกับที่เราต้องไปหาในเฟซบุ๊กแต่วันนี้สิ่งที่เราทำงานร่วมกับ DMP คือการตามพฤติกรรมเป็นรายคนดูว่าคนคนนี้เข้ามาในเฟซบุ๊กแล้วเขาคลิกไหมจากนั้นเขาไปไหนต่อ

 มันเหมือนการเสียบปลั๊กถ้าเรามี first party data ซึ่งคือข้อมูลที่เราเป็นเจ้าของเช่น CRM ข้อมูลจากเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊กของเราเองจากนั้นมันมี second party dataคือ data ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับเรายกตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ CheckRaka.com สมมติว่าวันนี้หวานเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าหนึ่งเราอยากต่อ API กับเช็กราคาเพราะหวานรู้ว่าคนที่จะซื้อตู้เย็นเขาจะไปหาข้อมูลจากเช็กราคาก่อนเพื่อเปรียบเทียบราคาอันที่สาม third party data มันคือข้อมูลที่เราไปซื้อมาซึ่งอาจเป็นเบอร์โทรศัพท์จากผู้ให้บริการโทรศัพท์หรืออีเมลจากผู้ให้บริการบัตรเครดิต ไม่ใช่ data ที่เราเป็นเจ้าของ DMP ทำหน้าที่ ‘plug’ ข้อมูลทุกอย่างที่เรามีเข้าไปแล้วก็ output เป็นโฆษณาตามช่องทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นโฆษณาบนยูทูบ, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์, แบนเนอร์ ที่ไหนก็ได้วิธีทำงานมีแค่นี้เองมันบอกแม้กระทั่งว่าต้องดึงโฆษณาตัวนี้ลงแน่นอนเพราะไม่มีใครไปต่อเลยจากที่เราเข้าใจว่าลูกค้าจะคลิกโฆษณาบนเฟซบุ๊กตลอดวันนี้พวกเขาไม่คลิกบนเฟซบุ๊กเลยแต่คลิกบนทวิตเตอร์ต่างหากเราก็เปลี่ยนแผนไปอยู่บนทวิตเตอร์แทน

 

 การทำงานกับข้อมูลมักจะต้องระวังเรื่องการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวคุณจัดการมันยังไง

 ข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดต้องขออนุญาตเจ้าของก่อนว่ายินยอมให้ใช้หรือไม่ไม่งั้นจะผิดกฎหมาย

 หวานกำลังทำอีกโมเดลหนึ่งคือเราอยากให้คนที่ให้ข้อมูลได้เงินคืนในเมื่อคุณเป็นคนยินยอมให้ข้อมูลเราไปใช้ทำไมคุณจะไม่ได้รับเงินคืนจากทุกๆการซื้อ-ขายของงานโฆษณานั้นถ้าคุณนั่งอยู่เฉยๆวันๆไม่ต้องทำอะไรแต่มีข้อมูลเยอะคุณก็จะเป็นเหมือนอินฟลูเอนเซอร์ที่มีข้อมูลคนอยู่ประมาณล้านคนสมมติว่าทุกๆ transaction ของ data ที่วิ่งกลับจ่ายให้ 5 สตางค์หวานว่ามันก็เยอะนะ

 เราควรจะเคารพคนที่ให้ data แปลว่าทุกคนจะได้ประโยชน์ด้วย

 คุณไปเจอ Relay42 ได้ยังไง

 กว่าจะได้ Relay42 มา หวานต้องวิเคราะห์ DMP ในโลกนี้ว่าตัวไหนดีบ้างยกตัวอย่างเช่น Salesforce, Adobe โน่นนี่เต็มไปหมดเลยเราดูว่าสิ่งที่ตอบโจทย์ในการสร้างความสัมพันธ์หรือการทำการตลาดคืออะไรเอาปัจจัยนั้นมาวิเคราะห์ว่าอะไรตอบโจทย์มากที่สุดการทำงานของเราในฐานะนักโฆษณาเราจะพึ่ง CRM data อย่างเดียวไม่ได้เพราะมันคือข้อมูลของลูกค้าที่เรามีอยู่แล้วแต่หน้าที่ของนักโฆษณาคือหา audience ใหม่ ก็เลยต้องเฟ้นหา DMP ที่ตอบโจทย์กับงานโฆษณามากที่สุด

 เราคิดว่าเอเจนซีโฆษณาวันนี้ต้องตอบโต้ลูกค้าแบบเรียลไทม์ถ้าคุณเข้ามาดูเว็บไซต์กดดูรถยนต์สีฟ้าพอไปเฟซบุ๊กต้องเห็นโฆษณาที่พูดเกี่ยวกับข้อดีของรถยนต์สีฟ้านี่คือเรียลไทม์

 ความเร็วในการตอบสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ

 ลูกค้าที่เข้ามาดูรถยนต์ณเวลานี้เขาก็อ่านข้อมูลคู่แข่งเหมือนกันถ้าเราไม่เรียลไทม์วันรุ่งขึ้นเขาสามารถเดินเข้าโชว์รูมคู่แข่งได้เลยหรือสามารถคลิกไปทดลองขับกับคู่แข่งได้เดี๋ยวนี้เลยเพราะเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว

 เครื่องมือแบบนี้แพงมากแต่คุ้มหนึ่งคุ้มสำหรับการเรียนรู้ของเราสองนอกจากได้เรียนรู้แล้วยังประหยัดไปหลายเท่ามากในระยะยาวโลกเราจะเปลี่ยนไปแปลว่าต้องลงทุนตอนนี้เพื่อที่จะไปดักรอการเปลี่ยนแปลงอีก 2-3 ปีถ้าทำอีกสามปีไม่ทันมันมีเรื่องความคุ้มที่เรียกว่าเป็น opportunity loss ด้วยเหมือนกัน

 มียุคหนึ่งที่ above the line เอเจนซีไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองไปเป็นดิจิทัลแล้ววันนั้นเขาหยุดโตวันนี้ถ้าดิจิทัลเอเจนซีไม่เปลี่ยนตัวเองไปเป็น data เราก็จะโดน disrupt แบบเดียวกับเอเจนซีที่ปิดตัวไป

 ปัญหาที่ทำให้เอเจนซีไม่เปลี่ยนตัวเองคืออะไร

 หวานว่าเขาใหญ่ไปที่จะเปลี่ยนแม้กระทั่ง CJ WORX เรามีพนักงานอยู่ 250 ชีวิต การที่จะย้ายไปเป็นเอเจนซีแบบ data-driven มันทำกันอยู่แค่ 2-3 คนเท่านั้นเอง

 ตอนเอา DMP เข้ามาคนในบริษัทคุณเชื่อไหม

 ไม่มันเริ่มจากหวานไปอเมริกาปีละหนไปเพื่อสูดอากาศว่าคนที่อยู่กับ data หน้าตาเป็นยังไงแล้วเราก็เอาฟีลลิ่งนั้นกลับมาเพื่อที่จะเล่าให้ทุกคนฟังแต่มีแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทเท่านั้นเองที่เข้าใจความยากของมันคือจะทำยังไงให้คนอีก 90 เปอร์เซ็นต์เข้าใจโคตรยาก

 สิ่งที่ทีมถามเป็นคำถามเบสิกที่เรามองข้ามคือ DMP หน้าตามันเป็นยังไงหวานบอกตายแล้วมันอยู่บนคลาวด์ไงมันไม่มีรูปทรงเคยดูสารคดีเรื่อง The Great Hack ของเน็ตฟลิกซ์ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับข่าว Cambridge Analytica ไหมกราฟิกที่อยู่ในเรื่องมันเป็นตัวแทนโลกของ data จริงๆคือไม่ได้มีรูปทรงอยู่เป็นเหมือนตัวเลขที่วิ่งๆอยู่ในอากาศวิธีการคือเราต้องเสียบปลั๊กให้ data มาเจอกันแล้ววิ่งผ่านกัน

 หวานก็เลยตั้งต้นใหม่เราทำย้อนกลับหวานของานโฆษณารางวัลหมวด Creative กับ Data ใน Cannes Lions ให้พี่ชาย (สหรัฐสวัสดิ์อธิคม) เอามาให้หวานดูว่าถ้าจะชนะหมวดนั้นต้องทำอะไรเราจะทำย้อนขึ้นไปเพื่อให้ครีเอทีฟเห็นเป็นโชว์เคสว่ามันทำแบบนี้

 เอารางวัลมาล่อ

  (หัวเราะ) ใช่ๆ

 มีหลายๆครั้งที่หวานไปประชุมกับเอเจนซีอื่นๆแล้วพูดเรื่องแบบนี้เขาจะนั่งอ้าปากแล้วถามว่ามันคืออะไรซึ่ง Relay42 ก็เจอปัญหาเดียวกันเขาทำโร้ดโชว์ที่ต้องคุยกับเอเจนซีคนก็ไม่เข้าใจเขาปรับใช้กับการทำงานสื่อสารไม่ได้

 วันนี้ที่มันไม่ไปไหนเพราะเราคิดว่า communication อยู่คนละฝั่งกับ data เอเจนซีเก่งเรื่องการสื่อสารข้อมูลคือเรื่องของพวก nerdy data analyst หรือ data scientist หน้าที่ของเอเจนซีคือจับการสื่อสารและข้อมูลมาอยู่ร่วมกัน เพื่อที่จะทำให้มันเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์กับนักสื่อสารถ้าเราร่วมกันไม่ได้มันก็จะแยกอยู่อย่างนี้จริงๆ

 

 ตอนนี้คุณคิดว่าตัวเองเป็น data nerds หรือนักสื่อสาร

 หวานยังเป็นนักสื่อสารอยู่เป็นเอเจนซีสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องห้ามตายไปกับวันนี้พี่จิณณ์พูดตลอดเลยว่าคำจำกัดความของ CJ WORX ไม่ใช่ integrated หรือครีเอทีฟเอเจนซีแต่เป็น today agency คือคนอยู่ตรงไหนโลกอยู่ตรงไหนเราต้องไปอยู่ตรงนั้นเราจะได้ไม่ตายแล้วบังเอิญว่าโลกวันนี้มาอยู่ที่ data หวานก็เลยหามุมสวยๆและไม่เนิร์ดเพื่อที่จะใช้ข้อมูลให้มันเข้ากับอาชีพเพราะเราคงไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากนักโฆษณานี่แหละ

 คนโฆษณาต่างประเทศระดับโลกเขาใช้ DMP กันไหม

 ความน่าแปลกคือตอนที่หวานไปงานเกี่ยวกับ data ที่ซานฟรานซิสโก 90 เปอร์เซ็นต์ในห้องนั้นคือ data analyst หรือ data scientist ไม่มีเอเจนซีข้อมูล กรณีตัวอย่าง ที่เขายกมาก็เป็นอีกโลกเช่นข้อมูลที่นาซาเก็บเพื่อเอามาทำนายภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือข้อมูลที่ Amazon เก็บจากเครื่องมือผู้ช่วยการช้อปปิ้งแบบใช้เสียงมันไกลตัวคนไทยอย่างเรามากเขาก็งงว่ายูเป็นเอเจนซีประเทศไทยด้วยมาทำอะไรวะ คำที่คนใช้กันเยอะๆคือคำว่า big data แต่หวานไม่มั่นใจว่าเขาเข้าใจความหมายของมันแค่ไหน

 ปีที่แล้วคุณทำโครงการ BED เริ่มเอา data มาใช้กับแคมเปญโฆษณา โดยร่วมค่ายเพลง What The Duck ทำไมเราถึงเริ่มทำงานนี้ก่อน

 พอเราไปหอบความรู้ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเราต้องมาดูมุมว่าอะไรที่ทำแล้วจะเป็นประโยชน์กับคนไทยและนักการตลาดไทยมากที่สุดสิ่งที่คนสนใจมากคือเอนเตอร์เทนเมนต์ 90 เปอร์เซ็นต์ของการดูยูทูบคือฟังเพลงถ้าจะเปิดตัวอะไรที่มีอิมแพกต์เราต้องเอาสเกลที่คนหมู่มากสนใจก็เลยหยิบเนื้อหาในวงการบันเทิงมาก่อนเลือกมุมที่เป็นเพลง

 การทำงานกับ What The Duck เป็นยังไงบ้าง

 น่ารักมากเลยนะไม่คิดว่าจะเจอคนที่ดี good heart อันนี้สำคัญก่อนอื่นเขาต้องเชื่อเราก่อนว่าไม่ได้มุ่งร้ายที่จะเข้าไปทำอะไรกับระบบหลังบ้านการเป็นพาร์ตเนอร์คือเราจะเข้าไปเป็นแอดมินของเขาทั้งหมดต้องเข้าไปเป็นแอดมินเพจ The TOYS, สิงโต นำโชคจากนั้นเขาต้องมีวิสัยทัศน์ที่เข้ากันกับเราเรากำลังจะนำพาทั้งวงการเอเจนซีและวงการเพลงเพื่อให้มันไปสู่อีกเลเวลหนึ่งหวานคิดว่าวงการเพลงเองก็ต้องการอัพเกรดเพื่อให้มันพ้นจากการถูก disrupt จากพวก online streaming platform ทั้งหลายเช่นกัน

 พอเข้าไปดูฐานแฟนเพลงอย่าง The TOYS และอีกหลายคนคุณเจออะไรน่าสนใจบ้าง

  74 เปอร์เซ็นต์ของแฟนเพลงน้องทอยเป็นผู้หญิงจาก 7 แสนคน เหลือไม่ถึง 2 แสนที่เป็นผู้ชายข้อมูลมวลรวมของผู้ชายทั้งประเทศที่อยู่ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมคนอายุเท่านี้มีอยู่ 12 ล้านคนแปลว่าน้องทอยมีโอกาสที่จะขยายฐานแฟนเพลงไปหาผู้ชายอีกเยอะมากครั้งหน้าถ้าจะออกเพลงถ้าเป็นคนชอบเล่น RoV เราน่าจะขยายความสนใจของเราไปหากลุ่มผู้ชายก้อนนี้เขาจะได้ชอบเรามากขึ้นเช่นกันหรือพี่สิงโตออฟฟิศเวิร์กเกอร์เต็มเลยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ทำไมพี่ไม่ลองไปเล่นในทวิตเตอร์บ้างล่ะเพราะน้องที่เป็นเจเนอเรชั่น Z ทั้งหลายไม่รู้จักพี่เราก็ไปปล่อยเพลงในทวิตเตอร์บ้างก็ได้

 ตอนนี้สิ่งที่ทำไปแล้วคือคอนเสิร์ตใหญ่น้องทอยเพลงของสิงโตแล้วเรากับคุณมอย (สามขวัญตันสมพงษ์ผู้ร่วมก่อตั้งค่าย What The Duck) ทำบริษัทชื่อ Duckbox เพื่อที่จะทำ BoringTicket.comเป็นแพลตฟอร์มขายตั๋วเราพัฒนามันขึ้นมาเพราะในอนาคตจะทำเป็น e-commerce platform สามารถเก็บ data ได้อีกทางหนึ่ง

 ตอนทำคอนเสิร์ตใหญ่ของ The TOYSคุณทำอะไรบ้าง

 ชื่อ Loy on Mars ทีม CJ WORX เป็นคนเสนอเพราะเราเห็นศักยภาพที่จะตั้งชื่อให้เข้ากันกับเพลงแผนการสร้าง conversation ก่อนขายบัตรที่น้องทอยใส่หมวกอวกาศไปเดินตามที่ต่างๆอันนั้นเรากับทางพี่มอยก็ช่วยกันแต่หวานว่ามันเป็นเพราะน้องทอยอยู่แล้วล่ะค่ะตั๋วมันเลยขายหมดภายใน 15 นาที

 ตอนนี้คอนเสิร์ตก็เยอะในฐานะเอเจนซีที่รู้เรื่อง data ค่อนข้างลึกปัจจัยที่ทำให้คอนเสิร์ตสำเร็จจริงๆคืออะไร

 มันกลับไปที่สินค้าก็คือศิลปินเขามี asset ที่แข็งแรงพอหรือเปล่าอื่นใดหวานว่ามันคือ fancy thing มันอาจจะหลอกให้เราไปได้ครั้งแรกแต่สุดท้ายเราจะไม่มีวันกลับไปซื้ออีกถ้าโปรดักต์ไม่แข็งแรงเราสามารถทำเวทีให้มันหมุนๆแค่ไหนก็ได้แต่ถ้าคนร้องไม่โอเคมันก็ไม่ดี

 

 แบรนด์เห็นสิ่งที่คุณพยายามทำไหม

 เห็นดีใจมากเขาอยากทำบ้างเพราะเรามีปรู๊ฟตัวเลขให้เขาดูว่ายอด engagement เป็นเท่าไหร่เหมือนสมัยก่อนเวลาที่ค่ายเพลงจะทำแคมปัสทัวร์เขาก็จะใส่แต่ความสนุกสนาน เป็นภาพที่คนกำลังเต้นกันหน้าเวทีแต่ถ้าเราบวกความเป็นเอเจนซีของเราเข้าไปจะรู้เลยว่าเรารีชคนไปเท่าไหร่คนที่เขาไม่ได้มางานแต่ร่วมทวีตกับเราที่เชียงใหม่มีกี่ทวีตแล้วที่สำคัญคือคอนเวิร์ตไปเป็นยอดขายได้เท่าไหร่พอมันมีเอนเตอร์เทนเมนต์บวกกับวิทยาศาสตร์แล้วทำงานด้วยกันเอนเตอร์เทนเมนต์เลยให้ทั้งความสุขด้วยและให้ตัวเลขที่พิสูจน์ได้

 คุณหวานมองสถานการณ์ตลาดตอนนี้ยังไงบ้าง

  2019 เป็นปีที่เรา struggle กับการเปลี่ยนแปลงเอเจนซีจะอยู่รอดได้ทุกๆปีเราต้องมีสินค้าใหม่ถ้าไม่มีปีนั้นจะอยู่ยากเอเจนซีทำงานอยู่บน product value ที่เราสร้างขึ้นมาปีนี้เป็นปีที่เรา struggle เพราะต้องใช้เวลาพัฒนาสินค้าใหม่มันเลยทำให้เราไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่แต่ 2020 จะเป็นปีที่เราจัดเต็ม

 บอกได้ไหมว่าจะทำอะไรบ้าง

 แพสชั่นส่วนตัวของหวานคือทำ CJ WORX Academy หลักสูตรเสร็จแล้วจะเปิดตัวเร็วๆนี้ให้คนบุกเข้ามาเรียนใช้ที่ออฟฟิศนี่แหละสอนหวานอยากให้คนไทยทุกคนมีความรู้เรื่องดิจิทัลอีกแง่คือหวานจะเสริมความสามารถของเอสเอ็มอีเกี่ยวกับการทำโฆษณาและ data หวานมีเพื่อนเป็นคนทำเสื้อผ้าตัดสูทเขาไม่ค่อยมีเวลาที่จะทำแอดเท่าไหร่หวานก็เลยจะทำ automation ad เป็นแพลตฟอร์มง่ายๆให้เขาเข้ามาใช้จ่ายเดือนละ 25,000-30,000 บาท เพราะเราจะได้ช่วยให้ไปวิ่งโรงงานซะแต่automate ad มันจะ optimise เองอะไรอย่างนี้ทำเยอะเลย

 

 นี่เหมือนคอร์สสอนการทำโฆษณาออนไลน์แต่สอนโดยเอเจนซีที่ได้ Grand Prix Cannes Lions

 ใช่ (หัวเราะ)

 สอนเยอะ ไม่กลัวคนขโมยความรู้ไปใช้เหรอ

 ถามเหมือนพี่ชายเลยหวานคิดว่าสิ่งที่คนเราต้องมีคือการ sharing หวานเชื่อว่าถ้าหวานแชร์เขาวันนี้เขาทำให้ธุรกิจดีขึ้นได้เลยเราแฮปปี้มันมีสารโดพามีนที่สามารถหลั่งได้เลยหลังจากที่เราให้คนคนหนึ่งแล้วมันไม่ได้แปลว่าความรู้ของเราจะกุดเพราะว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนหาความรู้ใหม่ๆไปเรื่อยๆถ้าเรายังให้เขาแล้วเราหาใหม่แปลว่ามันไม่หมดไม่กลัวเลย

 เราได้อะไรบ้างจากการให้ความรู้

 สุดท้ายเราจะได้ทั้งสองแบบได้เพื่อนด้วยได้ทำในสิ่งที่เรียกว่าแชร์ความรู้และสุดท้ายมันกลับมาที่ธุรกิจหวานใช้เวลา 1 ปีพยายามให้ความรู้ลูกค้าเรื่อง DMP อย่างน้อยเราช่วยยกระดับมาร์เก็ตติ้งของประเทศไทยยิ่งคนในตลาดมีความรู้เรื่อง DMP เท่าไหร่เวลาที่หันหน้าไปมองใครเขาก็จะมองคนที่ให้ความรู้หวานเลยคิดว่า emotional เราก็ได้functional เราก็ได้

 หวานว่าทุกคนเก่งบางคนคิดว่ามันหอมหวานทำง่ายแต่เราไม่รู้ว่าที่เปิดใหม่ไปเรื่อยๆเขามีองค์ความรู้ใหม่ๆเพื่อยกระดับเอเจนซีโฆษณาด้วยกันไหมหวานว่าอันนั้นสำคัญถ้าทำเหมือนกันกับคนอื่นๆเราก็ไม่ได้ให้อะไรกับโลก

Tags:interviewCJ WorxCreative Dataพื้นที่โฆษณาdata management platformRelay42ชวนา กีรติยุตอมรกุลโฆษณา
Share :
Author
ศิวะภาค เจียรวนาลี
Photographer
-
23 ผลงานโฆษณาที่คว้ารางวัล Gold ในงาน Adman Awards and Symposium 2019
พื้นที่โฆษณา23 ผลงานโฆษณาที่คว้ารางวัล Gold ในงาน Adman Awards and Symposium 2019นักเขียน : สุดารัตน์ พรมสีใหม่
งานโฆษณาสร้างสรรค์ดีกรี Grand Prix จากเวที Spikes Asia 2019
Ideaงานโฆษณาสร้างสรรค์ดีกรี Grand Prix จากเวที Spikes Asia 2019นักเขียน : เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล
76 โฆษณา Press & Outdoor ไทยที่สร้างประวัติศาสตร์บนเวที Cannes Lions ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา
Idea76 โฆษณา Press & Outdoor ไทยที่สร้างประวัติศาสตร์บนเวที Cannes Lions ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานักเขียน : เบญจวรรณ มังกรอัศวกุล