คุณกินไอศครีมแบบแท่งครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
ถ้าไม่นับไอศครีมโบราณแบบตัดเราแทบจะนึกไม่ออกว่าได้จับแท่งไม้ของไอศครีมล่าสุดเมื่อไหร่
จะดีมั้ยถ้ามีไอศครีมแท่งโฮมเมดดีๆสักแบรนด์ที่อร่อยจนเราอยากกินบ่อยๆที่สำคัญคือกินแล้วไม่ต้องรู้สึกผิดเพราะใช้แต่ของคุณภาพดีสดใหม่และไม่ใส่สารสังเคราะห์ ไอศครีมแบบนั้นน่าจะเป็นไอศครีมในอุดมคติที่ใครหลายคนใฝ่ฝันหา
เราขอแนะนำให้คุณรู้จักไอศครีมโฮมเมดสไตล์เม็กซิกันที่ปราศจากการปรุงแต่งกลิ่นสีใดๆแบรนด์Chupaletas ที่หลายคนร่ำลือและบอกต่อเป็นเสียงเดียวกันว่าแค่กัดลงไปคำแรกก็รู้เลยว่านี่คือไอศครีมที่ตามหามานาน


คัง–คุณาณัฐนำประเสิรฐและก้อย–พัชราภรณ์ ฟองเงินคือสองเจ้าของแบรนด์ผู้รักในการทำไอศครีมผลไม้คังและก้อยตั้งใจทำไอศครีมแท่งสไตล์เม็กซิกันบนพื้นฐานความใส่ใจในวัตถุดิบโดยจะไม่ใช้สารสังเคราะห์ใดๆเพราะอยากให้คนได้กินไอศครีมที่มีสัมผัสจากผลไม้แท้ตามฤดูกาลและใช้วัตุดิบจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์แบบไม่แต่งสีไม่เจือกลิ่นไม่ใส่นมผง
Chupaletasเป็นคำศัพท์ภาษาสเปนที่เกิดจากการผสมศัพท์สองคำเข้าด้วยกันคือคำว่า ‘chupa’ ที่หมายถึงลักษณะการกินหรือการดูดขนมหวานกับคำว่า ‘paletas’ ที่หมายถึงของหวานลักษณะแท่งเช่นไอศครีมหรือลูกกวาดเป็นแท่งChupaletasจึงหมายถึงการกินไอศครีมนั่นเอง

คังมีประสบการณ์ด้านงานครัวมาโดยตรงและลองจับงานหลายอย่างทั้งการเป็นพ่อครัวตามโรงแรมเป็นบาริสต้าตามร้านกาแฟและได้มีโอกาสเป็นพ่อครัวประจำตัวท่านทูตที่เม็กซิโกเขาจึงได้เก็บเกี่ยวเรื่องการทำอาหารเม็กซิกันทั้งคาวหวานรวมถึงได้ชิมไอศครีมสไตล์เม็กซิกันที่นิยมใช้ผลไม้สดมาทำคังจึงเก็บประสบการณ์ตรงนี้มาเป็นไอเดียต่อยอดเป็นแบรนด์ไอศครีมของตัวเองเมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย
ส่วนก้อยทำงานสายการศึกษามาตลอดและได้ผันตัวมาทำแบรนด์กับคังอย่างเต็มตัวในฐานะผู้ก่อตั้งร่วมของChupaletasทั้งคู่ช่วยกันปรับปรุงสูตรไอศครีมเม็กซิกันให้เข้ากับลิ้นคนไทยมากขึ้นแต่ก็ไม่ทิ้งเสน่ห์ของรสธรรมชาติของวัตถุดิบที่กัดไปแล้วเจอหวานเจอเปรี้ยวเจอนั่นเจอนี่ในทุกๆคำที่กัด

ไอศครีมChupaletasจึงเป็นของหวานลูกครึ่งสัญชาติไทย–เม็กซิกันเป็นไอศครีมที่ไม่ปรุงแต่งมากเกินไปจนเสียความเป็นเอกลักษณ์แบบเม็กซิกันมีการคัดเลือกพันธุ์ผลไม้ไทยที่สามารถไปปรับให้ได้รสชาติใกล้เคียงกับไอศครีมสไตล์เม็กซิกันดั้งเดิมในขณะเดียวกันก็มีการคิดรสชาติใหม่ๆออกมาเรื่อยๆเพื่อเอาใจคนไทยโดยเฉพาะเช่นรสสับปะรดพริกเกลือที่มีทั้งรสหวานเค็มเผ็ดกลมกล่อมแบบที่คนไทยชื่นชอบ
กว่าจะได้เป็นไอศครีมหวานเย็นแสนอร่อยรสผลไม้ฉ่ำๆที่ใครๆต่างก็ร่ำลือเราขอพาไปฟังคังและก้อยเล่าที่มาที่ไปของแบรนด์นี้กันหน่อยว่าพวกเขามีวิธีคิดในการสร้างแบรนด์สร้างสรรค์รสชาติและต่อยอดธุรกิจยังไง

หลงรักเมื่อแรกพบ
คังเล่าว่าไอเดียแรกเริ่มของการทำธุรกิจไอศครีมสไตล์เม็กซิกันเกิดมาจากการปิ๊งรักเมื่อแรกพบระหว่างตัวเขาและไอศรีมหวานเย็นแบบแท่งที่พบเจอในเม็กซิโกจุดเด่นที่ทำให้คังสะดุดตาและสะดุดใจไอศครีมหวานเย็นในต่างแดนคือความสวยงามของการเล่นสีสันแปลกตาโดยการดึงวัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ในพื้นที่มาทำเป็นไอศครีม
“พอได้เห็นแล้วว่าไอศครีมบ้านเขาใช้วัตถุหลักเป็นผลไม้ซึ่งส่วนใหญ่ก็เหมือนของบ้านเราเช่นมะละกอแอปเปิลลิ้นจี่อะโวคาโดหรือสับปะรดเมืองไทยก็หาได้แทบจะใกล้เคียงกันเลยเลยคิดว่าถ้ากลับมาเมืองไทยจะเอาไอเดียนี้กลับมาใช้กับธุรกิจของตัวเองดู”
หลังจากที่คังหอบเอาไอเดียข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเมืองไทยเขากับก้อยจึงตัดสินใจว่าจะทำเป็นไอศครีมแท่งแบบเม็กซิกันขายเท่านั้นไม่ใช่ไอศครีมแบบก้อนที่เห็นกันบ่อยๆอย่างไอศครีมเจลาโต้หรือไอศครีมสไตล์อเมริกัน
Chupaletas จึงปักหมุดการเป็นไอศครีมแท่งสไตล์เม็กซิกันเจ้าแรกในเชียงใหม่และในประเทศไทยด้วย

ก้อยเสริมว่า “บางครั้งคนยังติดภาพไอศครีมเราเป็นไอศครีมโบราณเพราะเหมือนเป็นแท่งไอศครีมตัดเราอยากจะลบภาพนั้นไปเพราะนี่คือไอศครีมแท่งจริงๆและมันมีเสน่ห์ในตัวเองทั้งในรูปลักษณ์การเล่นสีจากธรรมชาติและการดึงวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใส่เช่นพริกและผลไม้ต่างๆ”
ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อนก้อยเล่าให้ฟังว่าเริ่มธุรกิจด้วยลักษณะการฝากขายในร้านสลัดจากนั้นจึงเริ่มเดินสายออกงานอีเวนต์และงานประจำปีต่างๆของเชียงใหม่เหมือนเป็นการทดลองจับตลาดลูกค้าพอกลุ่มลูกค้าขยายใหญ่ขึ้นจึงเปิดหน้าร้านเล็กๆที่เชียงใหม่เพื่อให้ลูกค้าสามารถแวะเวียนมาซื้อมาชิมถึงที่ได้ทุกวันนี้Chupaletasมีกำลังผลิตประมาณวันละ 500 แท่งต่อวัน

คิดสูตรไอศครีมที่ดีต่อใจและอร่อยลิ้น
แม้คังมีพื้นฐานงานครัวมาบ้างแต่เขาบอกกับเราว่าไม่เคยจับงานที่เกี่ยวกับไอศครีมแบบจริงๆจังๆมาก่อนจะมีก็แต่อาศัยครูพักลักจำจากหนังสือทำไอศรีมว่าต้องใช้วัตถุดิบแบบไหนใช้อุณหภูมิเท่าไหร่แต่เพิ่งจะได้เริ่มทำไอศครีมภาคปฏิบัติตอนที่ทำ Chupaletas นี่แหละ
ส่วนก้อยเป็นสายตะลุยกินที่ชอบลิ้มลองอาหารรสชาติหลากหลายทั้งคู่มีมาตรฐานของรสชาติอร่อยใกล้เคียงกันจึงช่วยกันคิดสูตรไอศครีมแท่งเพื่อให้ได้รสชาติที่เยี่ยมยอดและดีต่อใจผู้บริโภค
รสชาติหลักของ Chupaletas มียืนพื้น 16 รสชาติส่วนการคิดรสชาติใหม่ๆจะอิงจากผลไม้ที่มีในฤดูกาลนั้นๆ

“การคิดรสใหม่ๆเราจะเลือกจากวัตถุดิบในฤดูกาลนั้นๆบางทีรสชาติหลักที่เราทำบางฤดูกาลผลไม้พันธุ์ที่เราใช้ขาดตลาดก็จะไม่มีรสนั้นการคิดค้นรสชาติต่างๆก็มาจากผลไม้ตามฤดูกาลและทำรสชาติที่เราชอบที่อยากให้เป็นอย่างฤดูที่ลิ้นจี่ออกเราก็ทำรสลิ้นจี่ที่มีกุหลาบผสมลงไปด้วยเพื่อให้มีความน่าสนใจ” ก้อยอธิบาย
ส่วนคังก็งัดเอาประสบการณ์การทัวร์ชิมอาหารจากเมืองนั้นเมืองนี้มาทดลองทำเป็นไอศครีมรสชาติใหม่ๆ

“พอเราได้เห็นวัตถุดิบจากต่างถิ่นเราก็เริ่มเกิดไอเดียแล้วว่าวัตถุดิบนี้น่าดัดแปลงมาใช้กับวัตถุดิบในเมืองไทยได้ยังไงถึงบางตัวหาไม่ได้ในเมืองไทยแต่เราก็นำวัตถุดิบที่ใกล้เคียงมาใช้ได้แล้วลองดัดแปลงรสชาติให้เป็นสไตล์แบบของเรา”
คังยกตัวอย่างเรื่องการคิดค้นสูตรไอศครีมโฮจิฉะงาม้อนโดยสั่งวัตถุดิบชาเขียวโฮจิฉะมาจากญี่ปุ่นเพราะรสชาติเข้มข้นเหมาะกับการทำไอศครีมอยู่แล้วจากนั้นก็คิดว่าน่าจะลองใส่งาขี้ม้อนหรืองาดอยลงไปแทนงาดำผลปรากฏว่ารสชาติออกมาเข้ากันมากการหยิบเอาไอเดียของญี่ปุ่นมาผสมกับธัญพืชพื้นเมืองของเชียงใหม่จนออกมาเป็นไอศครีมชาเขียวงาขี้ม้อนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว

ส่วนการเลือกวัตถุดิบทั้งคู่จะใส่ใจเป็นพิเศษและมีการปรับสูตรอยู่เรื่อยๆเพื่อให้ได้รสชาติที่เยี่ยมยอด
“ด้วยมุมมองของไอศครีมแท่งที่มักจะถูกตีกรอบมาตั้งแต่แรกแล้วว่าไอศครีมแท่งคือไอศครีมโบราณคือไอศครีมที่แต่งสีแต่งกลิ่นใส่นมผงเป็นไอศครีมที่ไม่ได้ใช้ของสดพอภาพจำเป็นแบบนี้เราก็อยากจะตีภาพออกมาใหม่ว่าไอศครีมแท่งไม่ได้มีแบบนั้นแบบเดียวนะเว้ยแต่เรามีไอศครีมแท่งที่ทำจากธรรมชาติด้วยมีความใส่ใจในวัตถุดิบเราอยากสร้างความเชื่อใจให้ลูกค้าคิดว่าไอศครีมที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นไอศครีมแบบก้อนอย่างเดียวแต่ไอศครีมแท่งก็เป็นไอศครีมที่ดีได้เป็นไอศครีมที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยได้” คังเล่า

ทั้งคู่ใช้ห้องครัวเป็นห้องทดลองสูตรไอศครีมอยู่เสมอส่วนที่บอกว่ามีการปรับสูตรอยู่ตลอดก้อยอธิบายว่า
“สูตรไอศครีมเราปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งใหม่ๆหรือความรู้ใหม่ๆที่เราพบเห็นสูตรอัตราส่วนทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดอย่างช่วงหลังๆเรามีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของน้ำในการทำไอศครีมคือรสชาติที่เป็นซอร์เบต์เราลองเปลี่ยนมาใช้น้ำแร่เพราะว่าน้ำแร่ทำให้รสชาติของผลไม้ดีขึ้นอร่อยขึ้นสดขึ้นอย่างนมที่ใช้เราก็ค่อยๆเปลี่ยนมาเป็นนมวัวออร์แกนิกเพราะเรารู้สึกว่านมออร์แกนิกจะให้รสชาติที่ดีกว่านมวัวปกติเหมือนมันชูให้รสชาติไอศครีมเข้มข้นหอมมันมากขึ้นทุกอย่างก็มีการปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆไม่ได้หยุดนิ่งว่ารสชาตินี้นะเราเบรกสูตรไว้แค่ตรงนี้”
หรืออย่างเช่นไอศครีมรสชาติพื้นฐานอย่างสตรอว์เบอร์รีฤดูกาลไหนที่ไปเจอพันธุ์ที่รสชาติดีกว่าก็จะเปลี่ยนไปใช้พันธุ์นั้นแทนการคิดสูตรไอศครีมจึงไม่มีอะไรตายตัวแต่คือการทดลองและปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

“เหมือนเราค่อยๆตะล่อมให้มันไปในทิศทางของมันให้ค่อยๆแหลมคมขึ้นและมุ่งตรงไปในทางที่เราวาดไว้ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ลูกค้าได้กินไอศครีมที่ดีจริงๆต่อไปเรื่อยๆ” คังรวบยอดให้ฟังถึงสาเหตุที่ต้องปรับสูตรเรื่อยๆ
ส่วนราคาก็ตั้งตามต้นทุนและความยากง่ายของกระบวนการทำไอศครีมมีราคาตั้งแต่ 29, 39, 49 บาทคังบอกว่าส่วนใหญ่เขาเลือกใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นจึงสามารถควบคุมราคาต้นทุนได้ทำให้สามารถตั้งราคาได้อย่างสมเหตุสมผลและมีหลายราคาจากต่ำไปสูงให้คนที่มีกำลังซื้อไม่มากได้ทดลองกินดูก่อนถ้าถูกใจก็ค่อยขยับไปชิมรสอื่นๆที่ราคาแพงขึ้น
ส่วนผลไม้ชนิดไหนที่อยู่นอกฤดูกาลราคาจะดีดตัวสูงขึ้นมากอย่างเช่นทุเรียนทั้งคู่ก็จะตัดใจไม่ทำรสชาตินั้นขายเพราะไม่อยากผลักภาระไปให้ผู้บริโภคด้วยการขายไอศครีมที่แพงขึ้นสองหรือสามเท่า

วาดลวดลายหลายเลเยอร์บนไอศครีม
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของไอศครีม Chupaletas คือมีหลายเลเยอร์แต่ละเลเยอร์ก็มีรสชาติแตกต่างกันไปก้อยอธิบายว่านี่เป็นเอกลักษณ์ของไอศครีมแบบเม็กซิกันที่มักเล่นลวดลายหลายสีสันรวมกันในไอศครีมแท่งเดียว
“ในบางรสชาติที่มันเป็น tradition ของเม็กซิกันอย่างเช่นสตรอว์เบอร์รีนมก็จะทำ 2 รสชาติให้เล่นเป็นชั้นๆแบบนี้อยู่แล้วรสชาติอื่นก็คิดกันว่าอยากให้มันเป็นยังไงอย่างไอศครีมสามสีเราอยากให้มีทั้งตัวโยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รีบูลเบอร์รีกับชีสไม่อยากให้มันเป็นรสชาติรสใดรสนั้นอย่างเดียวในแท่งอยากให้มีความสนุกในแท่งนั้นๆอยากให้ลูกค้าเจอเปรี้ยวกัดมาแล้วเจอหวานเคี้ยวแล้วเจอนั้นเจอนี่มีทั้งรสชาติที่เราคิดกันขึ้นมาใหม่และมีรสชาติดั้งเดิมแบบที่ไอศครีมเม็กซิกันมี”
คังเสริมเรื่องการเล่นลวดลายว่ากว่าจะทำได้แต่ละแท่งต้องกรอกแต่ละรสชาติลงในพิมพ์ไอศครีมแล้วค่อยๆเทซ้อนเป็นชั้นให้ได้หลากหลายสีตามต้องการ

“ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นแท่งๆเราก็สามารถหาความสนุกในตัวแท่งของไอศครีมได้คือเราสามารถใส่อะไรได้เต็มที่เล่นกับไอศครีมแท่งหนึ่งได้เต็มที่อย่างรสสตรอว์เบอร์รีนมเราจะทำแค่สามชั้นก็ทำได้แต่เราอยากให้มันซ้อนกันหลายๆชั้นให้มีเลเยอร์ให้มีความแตกต่างของแต่ละแท่งที่ไม่เหมือนกัน
“อย่างรสชีสเราไม่ได้คิดเป็นชีสรสเดียวแต่เราทำสามรสชาติในแท่งเดียวกันเลยและไม่ได้มีแค่ชีสอย่างเดียวแต่ใส่เนื้อผลไม้อบแห้งเข้าไปและใส่แครกเกอร์เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสด้วยคือเราจะไม่จบด้วยไอเดียแค่ราบๆอย่างเดียวแต่มีการต่อยอดไอเดียไปเรื่อยๆมันเป็นเรื่องของความแปลกใหม่ที่เราอยากจะสร้างให้กับไอศครีมแท่งคือเราจะคอยคิดเสมอว่าเราจะเซอร์ไพรส์ยังไงในแท่งเดียวอยากให้คนกินแล้วร้องเฮ้ยว่าเจออะไรในแท่งนั้นเราอยากให้เขามีความสนุกกับการกินไอศครีม
“อย่างรสชาติของ Key Lime Pie เราจะมีลูกเล่นเข้ามาคือเป็นชั้นของนมมะนาวและมีแครกเกอร์ด้วยเราสามารถสร้างความสนุกในแต่ละแท่งได้มันเหมือนเป็นงานคราฟต์ที่ต้องทำทีละชิ้นทีละอันแล้วก็จะมีรสชาติอื่นด้วยที่เราต้องทำมือต้องแปะถั่วแปะลูกเกดหรือตีลวดลายซึ่งลูกค้าที่ได้ไอศครีมไปแต่ละแท่งลายจะไม่เหมือนกันแน่นอนเพราะเราตีลายด้วยมือเราเองแต่ละอันเลยมันจึงเป็นงานฝีมือด้วย”

แบรนด์ไอศครีมที่หยั่งรากแก้วแบบต้นสน
ในช่วง 4-5 ปีแรกที่ธุรกิจเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆคังและก้อยรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มประเดประดังเข้ามาหาทั้งโอกาสและความสับสนในใจทั้งโอกาสในการขายแฟรนไชส์มีคนขอเป็นตัวแทนจำหน่ายการส่งขายหน้าร้านทุกสิ่งที่วิ่งเข้าหาทำให้พวกเขาเริ่มเหนื่อยและรู้สึกก้ำกึ่งว่านี่คือวิกฤตหรือโอกาสกันแน่ทั้งโอกาสที่อยากทำให้ธุรกิจโตได้ไวๆและความลังเลว่าควรจะขยายธุรกิจออกไปในทิศทางไหน
“พอมาช่วงประมาณเข้าปีที่ 6-7เราต้องเริ่มหาคำตอบให้ตัวเองแล้วว่าเราจะเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือเปล่าเราจะต้องวิ่งเหนื่อยเพื่อให้ทุกคนเข้ามาหาเราจริงๆหรือเปล่าเผอิญได้ไปเห็นหนังสือเกี่ยวกับการทำธุรกิจแบบยั่งยืนแล้วการทำธุรกิจแบบยั่งยืนคืออะไรทำไมเขาถึงสามารถสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการวางรากฐานทางธุรกิจได้ซึ่งดีกว่าที่จะคว้าทุกอย่างไว้พอได้อ่านแล้วรู้สึกว่านี่เป็นเหมือนแสงสว่างเหมือนได้ปลดล็อกในใจ”

คังเล่าเสริมว่าโมเดลการทำธุรกิจมีอยู่หลักๆ 2 แบบคือธุรกิจแบบต้นไผ่และธุรกิจแบบต้นสน
ธุรกิจแบบต้นไผ่คือการมองธุรกิจในลักษณะของการพุ่งด้วยความรวดเร็วโตไวเหมือนต้นไผ่พุ่งไปทางตรงโดยการเน้นการมองรายได้เป็นหลัก
ในขณะที่ธุรกิจแบบต้นสนคือค่อยๆฝังรากลึกลงไปในดินแล้วค่อยแตกกิ่งก้านสาขาให้ไปทิศทางที่มันยั่งยืนด้วยกันทุกฝ่ายซึ่งนี่คือแนวทางที่คังและก้อยเลือกใช้ในการสร้างแบรนด์ Chupaletas พวกเขามาตกผลึกในช่วงปีหลังๆว่าความยั่งยืนของธุรกิจนี่แหละที่เป็นความสุขที่มองหา
“เราจะวางรากฐานจากกลุ่มลูกค้าว่าจะทำให้ลูกค้าประทับใจได้ยังไงเราอยากจะมีความสุขโดยที่ได้พูดคุยกับลูกค้าทุกวันได้มองหน้าลูกค้าได้ยิ้มได้ขอบคุณเขา แล้วคิดต่อไปถึงว่าคู่ค้าพันธมิตรทางธุรกิจ ซัพพลายเออร์ รวมถึงพนักงานในอนาคตของเราว่าจะทำให้เขามีความสุขอย่างไรไปจนถึงการตอบโจทย์ว่าจะทำยังไงให้สังคมมีความสุขและช่วยรักษาโลกไปด้วยเช่นการลดใช้พลาสติกให้มากที่สุดช่วงปีหลังๆเราเลยมีแนวทางของเราแล้วว่าจะวิ่งไปทางไหนซึ่งนั่นก็คือธุรกิจแบบยั่งยืนที่เราวางแผนไว้” คังขยาย

ในแง่ของการทำธุรกิจทั้งคังและก้อยมองว่าลูกค้าคือ ‘เพื่อน’ ที่ค่อยๆสร้างความสนิทสนมผ่านแท่งไอศครีมสีหวานเมื่อลูกค้ายังกลับมากินและชวนคนอื่นมากินไอศครีมของพวกเขาก็เท่ากับว่าลูกค้าได้ช่วยสร้างกลุ่มเพื่อนผู้รักไอศครีมขึ้นมา
“ลูกค้าบางกลุ่มมาเจอเราแค่ปีละครั้งเขาก็จะไม่ได้แค่ซื้อแล้วกลับไปแต่เขาก็จะมาชวนเราคุยคุณขายดีไหมโอเคไหมสนุกไหมเราได้คุยกันได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” ก้อยเล่าไปยิ้มไป
ทุกวันนี้ทั้งคู่กล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาเป็นคนขายไอศครีมที่มีความสุขนอกจากการทำครัวที่คังหลงใหลเป็นทุนเดิมการออกไปพบเจอลูกค้าและได้รอยยิ้มกลับมาในทุกๆวันคือความอิ่มใจซึ่งเป็นเหมือนส่วนผสมพิเศษที่เติมเต็มชีวิตของคนทำไอศครีมอย่างคังและก้อย
ก้อยเล่าว่าความสุขของการทำธุรกิจคือเหมือนได้ย้อนเวลาให้ทุกคนได้กลับไปสู่วัยเยาว์อีกครั้งที่ไม่ว่าใครก็กินไอศครีมได้อย่างมีความสุข
“เวลาเจอลูกค้ากลุ่มที่เป็นผู้ใหญ่เขาจะบอกว่าชอบทานไอศครีมของเราเพราะปกติจะไม่ทานไอศครีมเลยด้วยปัจจัยหลายๆอย่างได้ยินอย่างนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเราไปเปลี่ยนโลกเขาเป็นอีกมุมที่ได้เติมพลังใจให้เราเพราะเหมือนเราไปปลดล็อกกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ได้ดึงพวกเขากลับไปในสมัยเด็กๆที่ใครก็กินไอศครีมได้เพราะเราไม่ได้แต่งสีแต่งกลิ่นไม่ได้ทำให้หวานจัดทำให้ใครๆก็ทานไอศครีมเราได้แบบไม่ต้องกังวลใจ”

ส่วนความสุขของคังคือรอยยิ้มและคำขอบคุณที่ต่างคนต่างมอบให้กันผ่านแท่งไอศครีม
“ความสุขของเราคือเวลาที่ได้ทำอะไรสักอย่างขึ้นมาเพื่อให้คนอีกคนได้รับสิ่งนั้นไปแล้วเขาให้ความสุขกลับมาหาเราเรารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มากเหมือนเป็นพลังให้เราใช้ชีวิตในแต่ละวันการที่เราได้ทำให้คนหนึ่งมียิ้มความสุขแค่ได้ยินคำที่ลูกค้าขอบคุณเรามันเหมือนได้ฟื้นพลังมารอยยิ้มและคำขอบคุณมันทำให้เรารู้สึกปลาบปลื้มในใจแค่นี้แหละที่เรากำลังวิ่งหาอยู่ความสุขที่เราวิ่งหามาตลอด 6-7 ปี”






