วันที่ฉันหัดยืนอยู่บนโลกอย่างเข้มแข็ง

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเราอยู่ ป.2

ตั้งแต่สมัยนั้นจนมาถึงสมัยนี้
เราเป็นเด็กที่มีรูปร่างเตี้ยกว่าเด็กคนอื่นๆ และก็เป็นไปตามคาด เราเป็นเด็กที่มักจะถูกแกล้งเสมอ
ไม่ว่าจะจากเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน หรือเด็กที่อายุน้อยกว่า แต่มีเด็กอยู่คนหนึ่งอายุน้อยกว่าเราสัก 2 ปี
เป็นเด็กตัวอ้วนใหญ่และนั่งรถรับส่งนักเรียนคันเดียวกับเรา เราเจอน้องทั้งขาไปตอนเช้า
และขากลับตอนเย็น เด็กคนนี้เป็นคนที่แกล้งเราหนักมือที่สุด ทั้งทุบ ทั้งหยิก
ทั้งตี เราเจ็บตัวกลับบ้านทุกวันแต่ไม่เคยพูดให้ใครฟังและไม่เคยตอบโต้อะไรกลับไป
เพียงเพราะคำว่า ‘กลัว’
น้องตัวใหญ่กว่า และเสียงดัง เราเลยต้องยอมนั่งเป็นกระสอบทรายย่อมๆ ให้น้องเค้าแกล้งอยู่ทุกวัน

จนมาวันหนึ่ง น้องคายหมากฝรั่งใส่มือตัวเอง
แล้วเอามันมาแปะติดที่ผมเรา เรานั่งก้มหน้า ไม่พูดไม่หนี เมื่อลงรถนักเรียนได้
เราเดินเข้าไปในบ้าน และย่าเป็นคนแรกที่พบว่า ที่ผมเรามีหมากฝรั่ง ในระหว่างที่ย่ากับแม่ช่วยกันแกะ
เราเริ่มร้องไห้ แต่ไม่ยอมพูดอะไร
เหตุการณ์นั้นเป็นครั้งแรกที่ทางบ้านเริ่มรับรู้ว่า เรามีปัญหาอะไรบางอย่าง
แต่เราเองก็ยังคงไม่ยอมพูดอะไรทั้งนั้น…

และวันเปลี่ยนชีวิตของเราก็มาถึง…

เช้าวันนั้น พ่อมาส่งเราขึ้นรถนักเรียนตามเดิม
วันนั้นเป็นวันพฤหัส เราต้องใส่เครื่องแบบลูกเสือสำรองหญิง กำลังรอขึ้นรถตามปกติ
เห็นรถนักเรียนมาไกลๆ อยู่ดีๆ พ่อก็พูดขึ้นมาว่า
“แล้วไหนหมวกลูกเสือล่ะ”

เราสะดุ้งตกใจมาก รู้ตัวทันทีว่าลืมไว้ในบ้าน
ด้วยความที่พ่อเราตอนนั้นเป็นคนดุมาก และไม่ชอบนิสัยขี้ลืมของลูกสาว เราสติหลุด
รีบวิ่งเข้าบ้าน ตาลีตาเหลือกหาหมวกลูกเสือ รถนักเรียนมาจอดรอยิ่งทำให้ลนลาน
และเมื่อทำอะไรอย่างไม่มีสตินั้น… แน่นอนว่าเราหาหมวกไม่เจอ…

เราเดินตัวสั่นกลับมาหาพ่อ รู้ตัวแน่ว่าต้องถูกตี
พ่อจะต้องดุ และต้องเสียงดังแน่นอน ยิ่งมีเรื่องหมากฝรั่งติดหัวกลับบ้านมาในวันนั้น
พ่อยิ่งไม่ค่อยชอบใจอยู่แล้ว เราเดินร้องไห้มายืนข้างพ่อ
กำลังจะสารภาพว่าหาหมวกไม่เจอ ยังไม่ทันจะพูดอะไร พ่อก็ลงนั่งยองๆ ต่อหน้าเรา
เอาสองมือจับไหล่เราไว้ แล้วพูดกับเราโดยไม่เช็ดน้ำตาให้ว่า

“ไม่เจอแล้วทำไมต้องร้องไห้ จำไว้ว่า อย่าอ่อนแอ ถ้าหนูอ่อนแอยอมให้เค้า
เอะอะก็ร้องไห้แบบนี้ แล้ววันข้างหน้าที่ไม่มีพ่อแล้ว
หนูจะอยู่บนโลกนี่ต่อไปยังไงลูก”

แล้วพ่อก็ส่งเด็ก ป.2 ตัวแคระคนนั้นขึ้นรถนักเรียนมา
เราปาดน้ำตาทิ้งบนรถ แม้จะยังไม่เข้าใจประโยคนั้นเต็มที่นัก
แต่เราก็พอรู้แล้วว่าต่อไปควรใช้ชีวิตแบบไหน…

ตั้งแต่นั้นมาเราไม่เคยยอมถูกแกล้งอีกเลย
กับเด็กรุ่นน้องตัวยักษ์คนนั้น เราได้ทำการบอกครูให้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น
เด็กคนนั้นถูกตี และครูจับเราย้ายไปนั่งกับพี่ๆ ป.6 หลังรถ ส่วนเพื่อนในห้อง
เราเคยคว้าไม้กวาดใกล้มือ และไล่ตีคนที่เอาคัตเตอร์มาขู่เรา
เคยไล่เตะคนที่มาแกล้งน้องที่ตัวเล็กกว่าให้
และเคยเป็นแนวหน้าฉีดวัคซีนเป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆ ดู ในใจนี่เจ็บแทบจะร้องไห้
แต่ไม่มีน้ำตาสักหยดจากลูกสาวพ่อคนนี้

ตั้งแต่วันนั้นเราใช้ชีวิตแบบคนที่พยายามเข้มแข็งให้ถึงขีดสุดมาตลอด
บางครั้งเราก็อ่อนแอ บางทีเราก็ร้องไห้ให้คนอื่นเห็น แต่เมื่อไหร่ที่เราล้ม
วันต่อมาเราต้องลุกให้ได้เร็วที่สุด ท่าปาดน้ำตาทิ้งของเด็ก ป.2 แคระคนนั้น
เรายังคงใช้มาเสมอจนถึงวันนี้ ทั้งหมดเพียงเพื่อจะตอบคำถามพ่อที่่ว่า

“ถ้าไม่มีพ่อแล้ว หนูจะอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปแบบที่พ่อจะภูมิใจในตัวหนูค่ะ”

ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย

AUTHOR