<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Draft Till Done &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/draft-till-done/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/draft-till-done/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 28 May 2026 07:20:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Miss Italy หนังสือที่เขียนด้วยความคิดถึง และเกร็ดอิตาลีสนุกๆ ที่เล่าโดยครูก้า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/miss-italy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[MissItaly]]></category>
		<category><![CDATA[ABÚBOGO]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[ครูก้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187000</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำนำจาก a day ถ้าพูดถึงดาราช่องจากบ้าน FAROSE เที่ยงตรงต่อหัวใจแล้วดูซิว่าคิดถึงใคร ครูก้า-ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอิตาเลียน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจเป็นชื่อที่ใครหลายคนคิดถึง รวมถึงเรา (อันนี้พูดจากใจ) ครูก้าแหวกม่านปรากฏตัวเป็นครั้งแรกจากตอน ไกลบ้าน EP. 27 เมืองน่ารัก ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก (Siena, Italy) ลีลาการถ่ายทอดเรื่องราวของครูก้าเป็นธรรมชาติ ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ข้อมูลแน่น และสนุกสนาน ไม่ใช่แค่รายการไกลบ้าน ครูก้ายังเป็นที่จดจำในรายการช่างเชื่อม และเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์บนเวทีฟาราทอล์กที่จัดขึ้นในธีม Tell Me Y เมื่อปี พ.ศ. 2567 ถ้าใครกำลังคิดถึงลีลาการเล่าเรื่องของครูก้า เราขอผายมือแนะนำ Miss Italy หนังสือเล่มแรกของครูก้า ที่รวบรวมบทความจากคอลัมน์ Miss Italy จาก The Cloud ที่เขียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยมีสำนักพิมพ์ ABÚBOGO รวมเล่มและตีพิมพ์ ความประทับใจที่มีต่อหนังสือเล่มนี้เริ่มตั้งแต่วันสัมภาษณ์ บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/miss-italy/">Miss Italy หนังสือที่เขียนด้วยความคิดถึง และเกร็ดอิตาลีสนุกๆ ที่เล่าโดยครูก้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คำนำจาก a day</strong></h2>



<p>ถ้าพูดถึงดาราช่องจากบ้าน FAROSE เที่ยงตรงต่อหัวใจแล้วดูซิว่าคิดถึงใคร</p>



<p>ครูก้า-ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอิตาเลียน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจเป็นชื่อที่ใครหลายคนคิดถึง รวมถึงเรา (อันนี้พูดจากใจ)</p>



<p>ครูก้าแหวกม่านปรากฏตัวเป็นครั้งแรกจากตอน ไกลบ้าน EP. 27 เมืองน่ารัก ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก (Siena, Italy) ลีลาการถ่ายทอดเรื่องราวของครูก้าเป็นธรรมชาติ ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ข้อมูลแน่น และสนุกสนาน</p>



<p>ไม่ใช่แค่รายการไกลบ้าน ครูก้ายังเป็นที่จดจำในรายการช่างเชื่อม และเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์บนเวทีฟาราทอล์กที่จัดขึ้นในธีม Tell Me Y เมื่อปี พ.ศ. 2567</p>



<p>ถ้าใครกำลังคิดถึงลีลาการเล่าเรื่องของครูก้า เราขอผายมือแนะนำ Miss Italy หนังสือเล่มแรกของครูก้า ที่รวบรวมบทความจากคอลัมน์ Miss Italy จาก The Cloud ที่เขียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยมีสำนักพิมพ์ ABÚBOGO รวมเล่มและตีพิมพ์</p>



<p>ความประทับใจที่มีต่อหนังสือเล่มนี้เริ่มตั้งแต่วันสัมภาษณ์ บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มีฝนพรำข้างนอก ก่อนจะเริ่มคุยถึงเบื้องหลังหนังสือ ครูก้าถามชื่อทีมงานทุกคน ถามจริงถามจัง นั่นคือความประทับใจแรก</p>



<p>อีกความประทับใจก็เกี่ยวโยงอยู่กับชื่ออีกเหมือนกัน แต่เป็นชื่อหนังสือ</p>



<p>Miss Italy เป็นชื่อที่มี 2 ความหมาย</p>



<p>หนึ่ง (I am) Miss Italy (ฉันคือ) นางงามอิตาลี</p>



<p>สอง (I) Miss Italy จากนางงามอิตาลีที่เป็นคำนามจะขยับไปเป็นคำกริยาที่มีความหมายชวนอมยิ้มว่า (ฉัน) คิดถึงอิตาลี</p>



<p>คอลัมน์ Draft Till Done ขอจูงมือไปดูเบื้องหลังน่าสนใจ ตั้งแต่การดีไซน์หน้าปกรูปแผนที่ประเทศอิตาลี วิธีการคัดเลือกบทความที่ไม่ต่างจากการคัดตัวนางงามเข้ารอบสุดท้าย รู้ตัวว่าเป็นคนเขียนสนุกจากการเขียนจดหมายติดต่อกับเพื่อนฝั่งไทยสมัยไปเรียนอยู่โบโลญญา สิ่งที่หวังว่าผู้อ่านจะได้รับ ฯลฯ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187001" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เขียนโพสต์ในเฟสบุ๊กสนุกจน บก. ชวนไปเขียนคอลัมน์</strong></h2>



<p>ก่อนจะโบกมืออำลาตำแหน่งอาจารย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตำแหน่งสุดท้ายของครูก้าในรั้วจามจุรีคือรองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต มีหน้าที่เชิญวิทยากรจากที่ต่างๆ มาพูด หนึ่งในนั้นคือ ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน<strong> </strong>บรรณาธิการบริหาร The Cloud และอดีตบรรณาธิการบริหาร a day</p>



<p>“ตอนพี่ก้องมาทาบทามเขียนคอลัมน์ ครูก็ อ้าว! แกรู้ได้ยังไงว่าครูเขียนหนังสือเป็น”</p>



<p>ครูก้าว่า พี่ก้องไปเตะตากับโพสต์ต่างๆ ที่ครูก้าเขียนลงเฟสบุ๊ก จึงชักชวนมาเขียนคอลัมน์ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับอิตาลีจะเป็นของถนัดมือ แต่จะเอามุมไหนของอิตาลีมาเล่าให้คนอ่านสนใจ ครูก้าถามพี่ก้องไปอย่างนั้น</p>



<p>และนี่คือบรีฟจากพี่ก้อง (จากปากครูก้า)</p>



<p>“เขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับอิตาลี ขอเดือนละ 1 ชิ้น เขียนให้ไม่เป็น Guide book นำเที่ยว ฟังดูยากเชียว ความยากในการเขียนคอลัมน์ Miss Italy คือคิดว่าจะพูดเรื่องอะไร เราจะไล่ไปทีละเมืองไม่ได้ เพราะเดี๋ยวมันก็คงจะหมด ไม่มีอะไรจะเขียน”</p>



<p>ก่อนจะเริ่มเขียนคอลัมน์ตอนแรก ผมขอให้ครูคิดชื่อคอลัมน์มาด้วย &#8211; พี่ก้องว่าไว้ในคำนิยม</p>



<p>“ครูจำได้ว่าชอบคำว่า Miss มันเป็นคำที่มีหลายความหมาย Miss Italy ในแง่หนึ่งก็ชวนให้นึกถึงนางงามใส่มงกุฎสายสะพายเป็นตัวแทนอิตาลีประเทศที่ครูผูกพัน กับอีกแง่คือครูเขียนด้วยความคิดถึงอิตาลี”</p>



<p>จากบทความชิ้นแรกในปี พ.ศ. 2562 จนถึงวันนี้ก็ 7 ปีพอดี รวมๆ แล้วครูก้าเขียนบทความลงคอลัมน์ไปกว่า 50 ชิ้น ครอบคลุมทั้งอาหาร ศิลปะ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ปกรณัม รวมถึงเกร็ดประวัติศาสตร์ บางชิ้นมียอดผู้อ่านสูงถึง 10,000 ครั้ง</p>



<p>“เคยมีเด็กคนหนึ่งบอกว่า หนูเลือกเรียนอิตาลีเพราะครูก้าค่ะ ครูบอกอย่าพูดอย่างนี้เลย ถ้าครูสอนบาลีหนูจะเรียนไหม เขาบอกก็ไม่แน่ค่ะ (หัวเราะ)”</p>



<p>“คอลัมน์ Miss Italy เป็นไปได้ว่าถ้าคนๆ นี้เขียนเรื่องอะไรเขาก็จะอ่าน มันมีความไว้วางใจและอาจเป็นเพราะความช่างเล่าของครู ไม่ใช่ทุกคนจะรักอิตาลีหรอก แต่เขาอาจจะชอบที่ครูเล่าเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187002" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จดหมายสร้างนักเขียน</strong></h2>



<p>ครูก้าว่า ถ้าจะมีสักเหตุการณ์ที่พอจะบอกว่าทักษะการเขียนของฉันก็ไม่แย่นะ! คงต้องย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว</p>



<p>คราวนั้นครูก้าได้ทุนไปเรียนต่อที่อิตาลี ก่อนจะไปครูก้าถูกทาบทามให้เป็นอาจารย์ที่อักษรฯ จุฬาฯ เรียบร้อยแล้ว ว่าที่อาจารย์น้องใหม่จึงบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปด้วยความคิดที่ว่าต้องเก็บเกี่ยวความรู้กลับมาให้มากที่สุด</p>



<p>“ครูเป็นเด็กที่เซ่อมาก โลกแคบมาก ครูมีความคิดแบบพื้นๆ ว่าคนเป็นครูต้องรู้ทุกอย่างในโลก ตอนมีคนทาบทามให้เป็นอาจารย์ ครูบอกว่ายังไม่รู้ทุกอย่างในโลกคงจะเป็นครูไม่ได้หรอก อาจารย์เขาก็ปลอบใจว่าตอนอายุเท่าเธอครูก็รู้แค่นี้แหละ”</p>



<p>“พอตอนไปเรียนต่อที่อิตาลี ทุกวันไม่ยอมอยู่บ้านเลย ออกไปเงี่ยหูฟังคนตามร้านกาแฟบ้าง ไปนั่งสถานีรถไฟบ้าง ถ้าไม่รู้จะทำอะไรก็เดินตั้งแต่หัวถนนถึงท้ายถนน ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย ที่ทำแบบนั้นเพราะรู้ว่าวันหนึ่งเราต้องเป็นครูภาษาอิตาเลียนของประเทศไทย ตอนนั้นบ้านเรามีอาจารย์น้อยมาก”</p>



<p>ช่วงนี้เองที่เพื่อนจากฝั่งไทยเขียนจดหมายมาไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ ครูก้าจึงเขียนเล่าประสบการณ์ในอิตาลีผ่านจดหมายส่งกลับไปให้เพื่อน ปรากฏว่าเพื่อนชอบอ่านมาก</p>



<p>“เพื่อนเขาชมว่าครูเขียนแล้วเห็นภาพ เหมือนมานั่งคุยให้ฟัง เพื่อนครูเก็บจดหมายไว้ทุกฉบับเลยนะ แล้วเธอก็เอาไปให้ทุกคนอ่าน แล้วทุกคนก็ชอบ ฉะนั้น ถ้าถามว่าทักษะการเขียนครูมาจากไหน ก็น่าจะมาจากการเขียนจดหมายหาเพื่อนตอนนี้แหละ”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187003" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไม่เคยคิดจะเขียนหนังสือเลย</strong></h2>



<p>ครูก้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ และยิ่งไม่เคยคิดเลยว่าจะมีหนังสือของตัวเอง ที่รวบรวมบทความในคอลัมน์มาตีพิมพ์</p>



<p>วันหนึ่งพี่ก้องเอ่ยปากแซวว่า “ครูก้าครับ Miss Italy รวมเล่มได้แล้วนะครับ”</p>



<p>ครูก้าว่า ตอนแรกตั้งใจว่าจะออกหนังสือกับ The Cloud ซึ่งพี่ก้องก็บอกว่าได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรอนานสักหน่อย เพราะมีคิวหนังสือรอตีพิมพ์อีกยาว ระหว่างนี้ลองเลือกบทความที่ชอบและหานักวาดภาพปกรอไว้ก่อนก็ได้ แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยากทำหนังสือมาตั้งแต่แรก จึงปล่อยเรื่อยปล่อยเฉื่อยไปอยู่พักใหญ่</p>



<p>“ตอนแรกครูคิดว่าจะทำเป็น E-book ด้วยซ้ำนะ คือครูเป็นคนชอบแคร์ใครไปเรื่อย รวมไปถึงคนที่ไม่รู้จัก ตอนเขียนเรื่องเหล่านี้ก็คิดถึงคนไทยในอิตาลี อยากให้เขานั่งอ่านได้เลยโดยไม่ต้องรอหนังสือส่งไป ในวงเล็บว่าไม่รู้ว่าเขาจะอ่านหรือเปล่านะ แต่ในตอนนั้นเราคิดถึงพวกเขา”</p>



<p>จังหวะนั้นเอง ครูก้าได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี หรือพี่ฟาของชาวช่องกำลังจะเปิดสำนักพิมพ์ แต่จะดุ่มไปเสนอหนังสือของตัวเองก็เกรงว่าลูกศิษย์จะตกปากรับคำด้วยความเกรงอกเกรงใจ</p>



<p>“ครูก็เลยคุยกับ นักรบ มูลมานัส บอก…นักรบ (ลากเสียง) ได้ยินมาว่าพี่ฟาโรสจะทำสำนักพิมพ์ ลองเลียบๆ เคียงๆ ถามให้หน่อยได้ไหมว่าอยากได้หนังสือครูไหม ครูมีหนังสือพร้อมจะออกเลยแหละ ภายหลังนักรบโทรมาบอกว่าฟาโรสดีใจมาก! หนูต้องการค่ะครู จบข่าว ก็เลยรวมเล่มทำกันเลย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187004" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คัดเลือกนางงาม Miss Italy</strong></h2>



<p>จะว่าไป การคัดสรรบทความที่จะนำมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ก็เข้มข้นไปไม่น้อยกว่าที่ท่านคณะกรรมการคัดเลือกนางงามเพื่อเข้ารอบสุดท้าย</p>



<p>ครูก้าเขียนบทความลงคอลัมน์ Miss Italy ไว้ 50 ชิ้น งานหนักจึงยิ้มแฉ่งใส่บรรณาธิการที่ต้องเป็นคนกลับไปไล่อ่านและคัดเลือกบทความที่ถูกตาต้องใจ</p>



<p>เดียร์-ณัฐชา กฤตนิรัติศัย คือบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้</p>



<p>“ครูไม่ได้เป็นคนเลือก บ.ก.เป็นคนเลือก เดียร์บอกว่าอ่านบทความในคอลัมน์แล้วชอบมาก (ลากเสียง) ก็เลยบอกเดียร์ว่า เดียร์ ครูไม่รู้หรอกเรื่องไหนดีหรือไม่ดี ที่อ่านแล้วดูเป็นเรื่องใหม่ สำหรับครูเป็นเรื่องเก่าหมดเลย (หัวเราะ)”</p>



<p>“เวลาทำงานกับ บ.ก. ถึงจะเป็นลูกศิษย์ ครูก็จะถอยออกมาบอกตัวเองว่าหนังสือเล่มนี้ฉันเป็นนักเขียน ฉันจะไปรู้ดีกว่า บ.ก. ได้ยังไง ไม่งั้นเขาจะจ้าง บ.ก. มาทำแก้วอะไรล่ะ”</p>



<p>บรรณาธิการเดียร์คัดบทความเข้ารอบสุดท้ายมาเกือบครึ่งจากทั้งหมด 50 บทความ เลือกจากที่อ่านแล้วชอบ มีทั้งความรู้เชิงวัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต อาหารการกิน สถานที่ ฯลฯ เพื่อให้เนื้อหาเต็มอิ่มครบรสที่สุด เสร็จแล้วก็ส่งให้สำนักพิมพ์กับครูก้าพิจารณาอีกทีว่าโอเคหรือเปล่า</p>



<p>จังหวะนั้นเอง ครูก้าถึงกับเกาหัวแกรกว่าบทความที่ฉันเขียนมันมากมายขนาดนี้เชียว</p>



<p>“เดียร์ถามว่ามีเรื่องไหนที่ชอบแล้วอยากให้ใส่เข้าไปเพิ่มไหมคะครู เผอิญเรื่องที่ครูชอบเป็นพิเศษอยู่ในเรื่องที่เขาเลือกมาแล้ว ก็เลยจบข่าว”</p>



<p>ได้ยินแบบนั้นก็เสียดายแทนผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ กรรมการเขามีนางงามในดวงใจอยู่แล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-187005" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>รวบรวมความก้า</strong></h2>



<p>บรรณาธิการสาวคนเดิมบอกกับครูก้าว่าถ้าแค่เลือกบทความในคอลัมน์ Miss Italy มารวมเล่มเป็นหนังสือ ก็ดูจะธรรมดาไป รวมถึงผู้อ่านหลายคนที่เป็นแฟนประจำคอลัมน์ก็เคยอ่านไปหมดแล้ว ฉะนั้น ควรจะมีบทความพิเศษเพิ่มเข้ามา</p>



<p>โจทย์จาก บ.ก. คือครูก้าต้องเขียนบทความเพิ่มอีก 5 ชิ้น</p>



<p>อยากให้เขียนเรื่องทำนองไหนเพิ่มอีก เพราะเท่าที่เขียนไปก็ครอบคลุมเรื่องราวของอิตาลีในหลายแง่มุมแล้ว น้ำหนักตรงไหนที่ยังพร่องอยู่ &#8211; ครูก้าถามบรรณาธิการคู่ใจ</p>



<p>สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ อาหาร วัฒนธรรม มูเตลู วิถีชีวิตคนอิตาเลียน ไปจนถึงทริกการท่องเที่ยว บรรณาธิการรวบรวมสารพัดแง่มุมเกี่ยวกับอิตาลีที่คนอ่านน่าจะชื่นชอบมาเกือบครบทุกแง่มุมแล้ว</p>



<p>แต่เหมือนยังขาดความก้า</p>



<p>“บทความที่ต้องเขียนใหม่ เดียร์บอกว่าอยากได้ที่เห็นความเป็นครูก้าอะค่ะ ครูไม่มีทางเสนอไอเดียนี้นะ จู่ๆ จะให้มาเขียนเล่าว่าฉันเป็นคนแบบนี้ๆ คนเขาจะอยากอ่านเหรอ (หัวเราะ) แต่พอเดียร์บอกมาแบบนี้ครูก็จะกล้าเขียน เพราะเดียร์พูดในฐานะคนอ่านและบ.ก. โอเคๆ ลงมือเขียน”</p>



<p>มีเกร็ดน่ารักๆ ตอนครูก้าออกรายการไกลบ้านทางช่อง FAROSE ครูก้าพกเกร็ดเรื่องรอบตัวไว้เต็มกระเป๋า แต่พี่ฟาดันอยากรู้ชีวิตครูก้ามากกว่าซะงั้น ครูก้าเล่าถึงตรงนี้คนในห้องสัมภาษณ์วันนั้นก็พร้อมใจกันหัวเราะออกมา</p>



<p>“ในหนังสือก็จะมีบทความพิเศษเพิ่มเข้ามา ซึ่งผ่านการชั่งน้ำหนักจาก บ.ก. มาแล้ว ว่าควรเพิ่มประเด็นตรงไหนอีกบ้าง เดียร์ขอให้ครูเขียนเพิ่มอีก 5 ชิ้น แต่ครูเขียนส่งไปน่าจะ 6 หรือ 7 ชิ้น รวมคำนำ”</p>



<p>“ครูบอกว่าเดียร์เลือกมาแล้วกัน เลือกชิ้นที่เดียร์คิดว่าโอเค เดียร์ก็บอกว่าโอเคแล้วค่ะ แต่ว่ามันซ้ำกันอยู่ชิ้นหนึ่ง อ่าว ต้องเขียนเพิ่ม (หัวเราะ) แต่สุดท้ายพอวางรวมกัน มันก็ออกมากลมกล่อมแบบที่เขาตั้งใจไว้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187006" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บทความทุกชิ้น เมดอิน ไทยแลนด์</strong></h2>



<p>บทความที่ครูก้าเขียนลงคอลัมน์ Miss Italy ไม่มีสักชิ้นที่ลงมือเขียนขณะยังอยู่ที่อิตาลี</p>



<p>“เคยลองแล้วแต่ไม่สำเร็จ หนังสือเล่มนี้มีความ Miss Italy จริงๆ มันต้องเขียนด้วยความคิดถึง ถ้าอยู่อิตาลีปุ๊ปทุกอย่างจบ ไม่มีความรู้สึก Nostalgia เลย อารมณ์มันไม่ได้ มองออกไปนั่นก็ของจริง นี่ก็ของจริง”</p>



<p>แม้แต่บทความพิเศษที่บรรณาธิการมอบหมายให้ครูก้าเขียนเพิ่มสำหรับรวมเล่มหนังสือ ก็ไม่มีสักชิ้นที่เมดอิน อิตาลี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187008" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“มันเหมือนเราจะถวิลหาอะไรบางอย่างตลอดการเขียน มันจะมีความคลุมเครือ ฉันว่าฉันเข้าใจอย่างนั้น เรื่องจริงเป็นยังไงไม่รู้ หรือฉันจำได้ว่าภาพเป็นอย่างนี้ แต่ของจริงมันอาจจะไม่เป๊ะ แต่ว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของความทรงจำ”</p>



<p>มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ต้องอยู่ไกลกันสักนิด เว้นที่ว่างไว้สักหน่อย เดี๋ยวก็คงจะคิดถึงกัน</p>



<p>ย้อนกลับไปสมัยเรียน ตอนเข้าอักษรฯ จุฬาฯ ครูก้าเคยคิดจะเรียนเอกฝรั่งเศส แต่เอกนี้มีคนเก่งมากชนิดเล่นเอานิสิตบุสก้าใจฝ่อ จึงชะม้อยชะม้ายชายตาไปยังเอกอิตาเลียนที่เหมือนจะไม่มีใครอยากเรียนสักคน และตอนนั้นครูก้าฝันอยู่ลึกๆ ว่าอยากเป็นไกด์</p>



<p>“ตอนย้ายไปอิตาเลียนทุกคนก็สงสัยว่าจบไปแล้วมีงานทำด้วยเหรอ อยู่มาวันหนึ่งมีคนมาแนะแนวว่าถ้าอยากเป็นไกด์ให้เรียนภาษาอิตาเลียน กำลังเป็นที่ต้องการมาก ครูตบเข่าฉาด! เรามาถูกทางแล้ว ก็เลยเรียนอิตาเลียนด้วยความตั้งใจดีมาโดยตลอด”</p>



<p>ครูก้าอาศัยอยู่ไทยเป็นหลัก กับอิตาลีจึงเป็นเหมือน Long Distance Relationship คือตัวอยู่ไกล แต่ต่างฝ่ายต่างทราบดีว่าเราเป็นอะไรกัน เกริ่นซะนึกว่าสัมภาษณ์รายการความสัมพันธ์วันศุกร์ แต่ก็อยากรู้จริงๆ ว่าอิตาลีเป็นอะไรสำหรับครูก้า</p>



<p>“อิตาเลียนเหมือนเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกัน เหมือนคนในครอบครัว ให้นึกถึงพ่อแม่เราก็ได้ บางทีเราไม่ได้รักกันหวานซึ้ง แต่เป็นความรักที่หนักแน่น”</p>



<p>“ทุกครั้งที่พูดฝรั่งเศสครูจะรู้สึกตื่นเต้น แต่กับภาษาอิตาเลียนมันรู้สึกเฉยๆ (นิ่งคิด) ลึกๆ มันก็ไม่ได้เฉยๆ หรอก มันเป็นความรู้สึกที่มั่นคง ไม่มีอารมณ์หวือหวาเลย มันเป็นความนิ่ง เหมือนกับรักแท้ มันอยู่ด้วยกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”</p>



<p>“ภาษาอิตาเลียนเหมือนสอนครูไปกลายๆ ว่าความจริงแล้ว รักแท้ไม่ต้องมีอะไรหวือหวาก็ได้ หรือบางที ความหวือหวาก็อาจไม่ใช่รักแท้”</p>



<p>รักแท้ควรเว้นที่ว่างให้กันและกันบ้าง ถ้าสรุปแบบนี้จะถือว่าด่วนสรุปไปไหม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>วางรองเท้าบูตส์ไว้บนหน้าปก</strong></h2>



<p>หากพลิกหนังสือไปดูปกหลัง มุมซ้ายล่างจะขึ้นเครดิตให้กับศิลปิน 2 คน นั่นคือ I’m_Viola_ ออกแบบหน้าปก และ Patpixels ออกแบบหน้าปกและวาดภาพประกอบ&nbsp;</p>



<p>เรายกหูหา Patpixels หรือ ปัด-ปัฐน์ พร้อมพงษ์ เพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการดีไซน์และอาร์ตทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ พร้อมเปิดเผยดีไซน์เวอร์ชันที่ไม่ได้ถูกใช้จริง กระบวนการคิดจวบจนออกมาเป็นปกหนังสือสวยงามเฟรนด์ลี่แบบที่เราเห็นกัน</p>



<p>ปัดออกตัวว่าไม่เคยออกแบบปกหนังสือมาก่อน Miss Italy คือผลงานชิ้นแรกที่ได้ออกแบบ</p>



<p>ลายเส้นของปัดพ้องไปกับชื่อ คือมีความเป็นพิกเซลและเป็นภาพแตกๆ ไม่คมชัด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิดีโอเกมที่เขาเล่นสมัยเด็กๆ สไตล์งานแนวพิกเซลที่โดดเด่นนี้เอง ทำให้ทางสำนักพิมพ์เลือกปัดมาวาดปก เพราะอยากให้หนังสือมีกลิ่นอายแบบ Retro &amp; Nostalgia เพื่อให้เข้ากับความหมายของ Miss Italy</p>



<p>“ก่อนหน้านี้ผมก็ทำงานอย่างอื่นมาเยอะ แต่ไม่เคยวาดภาพประกอบและออกแบบปกหนังสือมาก่อนเลยครับ ตอนคุณเดียร์มาชวน ผมดีใจมากๆ และรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครับ”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187009" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สิ่งที่เดินตามหลังคำชวนมาติดๆ คือ บรีฟ ปัดว่า ครูก้าและสำนักพิมพ์มีไอเดียว่าอยากทำปกให้มีความเป็นแผนที่ เป็นเกาะ แล้วก็ส่งเรฟมาให้ปัดลองสเกตช์</p>



<p>“เป็นบรีฟที่ชัดเจนมาก ผมทำงานง่ายมาก (หัวเราะ) ดราฟต์แรกผมทำเป็นเกาะ มีถนน มีภูเขา มีหญ้าเป็นพื้น แล้วก็ตัดขอบเป็นรูปทรงแผนที่ชัดเจน”</p>



<p>“ทางสำนักพิมพ์คอมเมนต์ว่ามันดูเป็นลักษณะของเกมไปหน่อย เหมือนกับว่าอาร์ตประมาณนี้ มันจะอยู่ในเกมซะส่วนใหญ่ เกมมาริโอ้อะไรแบบนี้ ผมดึงเรฟตรงนั้นมาใช้ค่อนข้างเยอะ สุดท้ายก็เลยตัดทอนออกหมดเลย แล้วเราก็ขมวดกันว่าอยากให้โครงสร้างเป็นรูปทรงของเกาะมากกว่าที่จะมีเกาะจริงๆ”</p>



<p>“จากนั้นผมก็ตีโครงขึ้นมาคร่าวๆ แล้วเอาจุดเด่นของแต่ละเมืองไปวางไว้ เช่น อาหาร สถาปัตยกรรม ผมแค่ต้องทำการบ้านว่าแต่ละเมืองมีอะไรเด่นมากๆ ก็หยิบสิ่งนั้นมาวาด”</p>



<p>ปัดบอกว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดของการออกแบบหนังสือเล่มนี้คือการรีเซิร์ชข้อมูล ด้วยว่าเจ้าตัวไม่เคยไปอิตาลีมาก่อน ก็เลยใช้วิธีเปิด Google Maps แล้วลงไปเดินเล่นในนั้น</p>



<p>“ผมต้องไปไล่ดูแต่ละภูมิภาคเลยว่าตั้งแต่ภาคใต้ไปจนถึงภาคเหนือ แต่ละที่มีจุดเด่นอะไรบ้าง อาหาร สถาปัตยกรรม ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีของดีหลายอย่าง ผมหาข้อมูลครบแล้วก็ลองสเกตช์ขึ้นมาเป็นดราฟต์แรก”</p>



<p>“พอส่งไปก็เลยรู้ว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน ตอนแรกผมเอาพิซซ่าไปวางไว้ตรงปลายแหลม เพราะมันง่ายต่อการวาง แต่ในความเป็นจริงแล้วพิซซ่าเด่นที่สุดต้องที่นาโปลี ผมนึกว่าที่ไหนเขาก็กินกัน (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่เลย แต่ละเมืองเขามีของดีที่จำเป็นต้องเป็นเมืองนี้เท่านั้น”</p>



<p>หน้าปกเวอร์ชันที่มีของดีประจำเมืองวางเรียงกันเป็นรูปแผนที่ ครูก้าเห็นแล้วก็ถูกอกถูกใจ</p>



<p>“ปกออกมาสวยมาก ตอนแรกครูคิดว่าหนีไม่พ้นธงชาติ (หัวเราะ) ถ้ามาดูจะเห็นว่ากิมมิกต่างๆ มันถูกเรียงไปตามภูมิประเทศ แต่ในดราฟต์แรก เรือกอนโดลาไปอยู่ที่ซิซิลี พิซซ่าไปอยู่ตรงปลายแหลมๆ ครูเลยขอปรับนิดนึงเพื่อความเป๊ะ พิซซ่าควรอยู่ที่นาโปลี แล้วย้ายเรือกอนโดลาไปที่เวนิส”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ติดตั้งป้ายบอกทางไว้ที่ปกหลัง</strong></h2>



<p>ดราฟต์แรกปัดออกแบบเป็นน้ำพุเทรวี หนึ่งในแลนด์มาร์กที่ยอดนิยมที่สุดของอิตาลี</p>



<p>“น้ำพุเทรวีเป็นดราฟต์แรกของปกหลังที่ผมส่งไปให้สำนักพิมพ์ดู ผมพยายามหาสถานที่ที่มันรีเลตกับหนังสือ ก็เลยลองสเกตช์เป็นน้ำพุเทรวี จริงๆ อิตาลีเป็นประเทศที่มีประติมากรรมค่อนข้างเยอะ แล้วน้ำพุนี้ก็เป็นหนึ่งในแลนมาร์กที่คนคิดถึง”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187010" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>แต่ยังไม่ทันจะได้คอมเมนต์ ปัดปิ๊งอีกหนึ่งไอเดียขึ้นมา</p>



<p>“ไอเดียนี้มาตอนผมจะหลับ (หัวเราะ) ตอนผมทำการบ้าน ผมเปิด Google Maps แล้วเอาตัวเองลงไปเดินสำรวจเมืองต่างๆ แล้วผมจะเห็นป้ายแบบนี้เยอะมาก มันเรียงกันเป็นตับๆ เลย ผมเลยเอาไอเดียนี้ไปเสนอครูก้า ครูก้าก็ชอบ ก็เลยใช้ป้ายบอกทาง เพราะข้อความด้านบนมันอาจจะแน่นแล้วด้วย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187011" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ฟอนต์พิกเซล &amp; ปกสีเขียวมินต์</strong></h2>



<p>เมื่อต้องออกแบบฟอนต์ เพื่อให้ภาพรวมของหน้าปกไปด้วยกัน ฟอนต์ก็หนีไม่พ้นจะต้องมีความเป็นพิกเซลไปด้วย</p>



<p>ปัดออกแบบฟอนต์หลายแบบ มีทั้งแบบตัวเขียน แบบหนา แบบบาง แต่ในรายละเอียดก็จะไม่เหมือนกัน แบบที่เป็น Miss Italy (ตัวอักษรแรกพิมพ์ใหญ่) จะมีโค้งตรงนั้น เว้าตรงนี้ และจะมีแบบที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด</p>



<p>ปัดออกแบบกองรวมๆ กันไว้แล้วส่งให้สำนักพิมพ์กับครูก้าช่วยกันเลือก สุดท้ายมาลงเอยแบบที่เป็น Miss Italy ฟอนต์นั้นก็เลยได้มานอนเล่นอยู่บนหน้าปก</p>



<p>“จริงๆ ฟอนต์มันคมกว่านี้ แต่ผมตัดทอนให้มีความเป็นพิกเซล ให้เข้ากับหน้าปกมากขึ้น”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187012" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ส่วนสี ดราฟต์แรกปัดเลือกใช้สีน้ำเงินออกเขียว (ใกล้เคียงกับสี Neon Blue) ซึ่งมาจากวิธีคิดที่ว่าอยากวางแผนที่ไว้บนน้ำทะเล แต่ภายหลังบรรณาธิการบริหารอย่างฟาโรสยกมือเสนอขึ้นมาอีก 1 สี</p>



<p>“สีแรกที่ใช้จะมีความสดกว่า แต่สุดท้ายก็ขมวดกันว่ามาใช้สีเขียวที่อ่อนลงกว่านี้ดีกว่า เป็นสีที่สบายตา ก็เลยเป็นสีเขียวมินต์ที่ชวนให้นึกถึงรถราในอิตาลี”</p>



<p>ถ้าใครชื่นชอบลีลาและสไตล์การออกแบบของปัด สามารถเข้าไปดูผลงานของเขาได้ที่ IG : Patpixels เนื่องจากว่า Miss Italy เป็นการออกแบบปกหนังสือครั้งแรกของเขา ปัดได้พูดถึงงานชิ้นนี้ไว้แบบนี้</p>



<p>“ผมเต็มที่กับปกนี้ค่อนข้างมากเลยครับ จริงๆ อิตาลีเป็นประเทศที่ผมชอบมากๆ แต่ละเมืองมีรูปปั้นเยอะ คือผม ชอบดู Anatomy (หัวเราะ) อ้อ เห็นว่ากำลังรีปรินต์รอบที่ 2 แล้วด้วย ดีใจมากๆ ฝากติดตามหนังสือของครูก้า และงานออกแบบปกเล่มแรกของผมด้วยนะครับ”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อิ่มใจที่มีลูกศิษย์นำทีมทำหนังสือ</strong></h2>



<p>ใครที่ได้เรียนหรือพูดคุยด้วยก็จะรู้ว่าครูก้าเป็นคนที่ทั้งน่าเคารพและน่ารัก</p>



<p>แม้จะอำลาตำแหน่งอาจารย์อักษรฯ จุฬาฯ ไปแล้ว แต่ลูกศิษย์ก็ยังเรียกด้วยคำเดิมคือ ครูก้า แม้ชาวช่องที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์สอนหนังสือกันมาก็ยังเรียกว่าครูก้า แต่อาจจะมีสร้อยต่อท้ายนิดนึงว่า ผู้อารี!</p>



<p>ในการทำหนังสือ Miss Italy ครูก้าได้ทำงานร่วมกับลูกศิษย์ 2 คน นั่นคือเดียร์ (บรรณาธิการ) และฟาโรส (บรรณาธิการบริหาร) 2 บรรณาธิการไม่เคยเรียนกับครูก้าโดยตรงในคณะอักษรฯ แต่เห็นหน้าค่าตากันมาตลอด</p>



<p>หลังจากได้ทำงานกับลูกศิษย์ทั้ง 2 คน ครูก้ายิ้มภูมิใจที่ได้ลูกศิษย์เป็นคนนำทีม คอยชี้แนะ อธิบายวิธีคิดให้เข้าใจอย่างนุ่มนวลนอบน้อม</p>



<p>“เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกศิษย์ยังต้องฟังเราอยู่ตลอดชีวิต ประเทศคงไม่ขยับไปไหน เวลาทำงานครูจะว่านอนสอนง่ายมาก วันหนึ่งเดียร์มาบอกว่าครูคะ อยากให้ครูเขียนต้นฉบับเพิ่มอีก 5 ชิ้นค่ะ ครูก็เชื่อฟัง เพราะเขาพูดในฐานะบ.ก.”</p>



<p>“ครูจะอิ่มใจว่าฉันได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ฟังแล้วปล่อยให้ลูกศิษย์เจริญเติบโต ที่ครูฟังฟาโรส ฟังเดียร์ หรือฟังใครต่อใคร ครูไม่ได้ฟังเพราะว่าครูเป็นคนเชื่อคนง่าย แต่ครูเป็นคนเคารพบทบาท เขามีหน้าที่นำก็นำไป”</p>



<p>“ครูไม่เชื่อว่าคนเราจะเก่งไปหมดทุกอย่าง ถึงวันหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกัน มันต้องมีคนนำ ถ้าเรามัวแต่เก่งทุกอย่าง มันไม่รอด”</p>



<p>“สมมติทำงานกับฟาโรส อย่าไปนึกภาพว่าเขาจะจิกหัวครูตบซ้ายตบขวา (หัวเราะ) ไม่เลย ทุกคนมาอย่างนุ่มนวลมาก ตอนทำหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าเดียร์อยากได้อะไร ครูทำให้ทั้งหมด ตอนเดียร์มาขอให้ครูเขียนเพิ่มแทบจะกราบอยู่แล้ว”</p>



<p>“คือครูจบแล้วเป็นอาจารย์เลย โตมาพร้อมกับนิสิตอักษรฯ อยู่กับลูกศิษย์มากกว่าอยู่กับเพื่อนร่วมงานอีก และจะพยายามสังเกตว่าเด็กอักษรฯ แต่ละรุ่นคิดเห็นต่อเรื่องรอบตัวยังไง ฉะนั้น ครูจะไม่เคยรู้สึกเลยว่าเด็กด้อยกว่าครู”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187013" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>หวังว่า Miss Italy จะเป็นเพื่อนคนอ่าน</strong></h2>



<p>ตอนเริ่มเขียนคอลัมน์ใหม่ๆ ครูก้าแอบกระซิบว่าพี่ก้องขอต้นฉบับความยาวประมาณ 3 หน้ากระดาษ ซึ่งถือว่ากระชับมาก เรื่องเล่าจากครูก้าแน่นด้วยข้อมูลของมันแน่อยู่แล้ว แต่ด้วยลีลาภาษาที่สนุกสนาน ใช้เวลาอ่านไม่นานก็จบ</p>



<p>ครูก้าจึงติดนิสัยเป็นคนเขียนหนังสือไม่ยาวมาตั้งแต่ตอนนั้น</p>



<p>“ครูพยายามจะซอยพารากราฟ เพื่อไม่ให้คนรู้สึกเหมือนกำลังอ่านสามก๊กที่ยาวเป็นปื้นไม่มีย่อหน้าเลย&nbsp; ครูจะเคาะวรรคและขึ้นพากราฟใหม่บ่อย ฉะนั้น คนที่สมาธิสั้นก็จะโอเค อ่านได้เรื่อยๆ จนจบ”</p>



<p>Miss Italy เป็นพ็อกเกตบุ๊กขนาดกำลังพอดี มี 296 หน้า ตัวอักษรในเล่มก็ขนาดพอเหมาะ อ่านง่าย มีรูปภาพแทรกอยู่เป็นระยะ ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของครูก้าและสำนักพิมพ์ที่อยากให้หนังสือเล่มนี้ดูเป็นมิตรกับคนอ่านมากที่สุด</p>



<p>“ครูชอบใจที่หนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นขนาดอย่างนี้ มันดูเฟรนด์ลี่ น่าอ่าน ใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนได้ เล่มมันถืออ่านถนัดมือ ว่างตอนไหนก็หยิบมาอ่าน เบื่อก็เก็บ ไม่ต้องอ่านต่อเนื่องก็ได้”</p>



<p>“ความต้องการของครูคือ อยากให้คนอ่านรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อนเขา เหมือนกับที่ภาษาอิตาเลียนเป็นเพื่อนกับครู”</p>



<p>“และครูอยากรู้มากๆ ว่าพอเขาซื้อหนังสือไปแล้ว มันเป็นอย่างที่คิดหรือมันดีกว่าที่คิดหรือเปล่า รู้สึกไหมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อนคู่กระเป๋าของเรา ผลลัพธ์ที่ครูคาดหวังจะเป็นฟีดแบ็กแบบนี้มากกว่า”</p>



<p>“ถ้าเป็นเรื่องยอดขายมันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าเท่าไหร่ ขายหมดไม่หมด ถ้าหมดก็แปลว่าคนอ่านเยอะ ซึ่งครูดีใจมากๆ ที่มีคนอ่านและชอบหนังสือ Miss Italy แต่ผลลัพธ์ที่ครูอยากรู้มันดันวัดไม่ได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187014" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ประวัติผู้เขียน</strong></h2>



<p>ครูก้าอ่านหนังสือเป็นตั้งแต่ ป.1 ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ไม่ค่อยอ่านหนังสือยาว หนังสือยาวเล่มแรกที่อ่านคือ เจ้าชายน้อย ตอนนั้นอยู่ ป.5 เล่มถัดมาที่อ่านคือ พินอคคิโอ หรือในชื่อไทยว่าตุ๊กตาเนรมิต</p>



<p>มัธยมปลายเรียนห้องศิลป์-ฝรั่งเศส และพูดอย่างไม่อายว่าเป็นหัวกะทิของโรงเรียน พอเข้ามาที่อักษรฯ จุฬาฯ ดันไปเจอหัวกะทิจากทุกโรงเรียน เรียนไปได้ 1 เทอม เดินออกมาจากห้องสอบภาษาฝรั่งเศสได้ยินเพื่อนคุยกันว่าข้อสอบง่ายจัง บอกกับตัวเองว่าจะไม่เรียนเอกนี้อีกแล้ว อย่าหวังว่าจะเก่งกว่า ตามให้ทันยังยากเลย</p>



<p>ตอนเรียนจบ ครูก้าไม่กล้าบอกว่าอยากเป็นอาจารย์ แต่ทางคณะอักษรฯ มาทาบทามก็เลยสมหวังดังใจ วันนั้นถ้าคณะไม่เอ่ยปากชักชวน คงไม่กล้าพูดออกไป แม้ได้รับคำชวนก็ยังมีคำถามว่าเป็นไปได้จริงๆ เหรอ ด้วยเชื่อว่าคนเป็นครูต้องรู้ทุกอย่างบนโลก</p>



<p>สิ่งที่ครูก้าค้นพบตอนเป็นอาจารย์คือ แววตาของเด็กเป็นสิ่งที่ครูเท่านั้นที่จะได้รับ จากที่หม่นหมองเรียนไม่เข้าใจพออธิบายใหม่สายตาก็วาวโรจน์ขึ้นมา ครูก้าสามารถรู้ว่าเด็กคนไหนเข้าใจหรือไม่เข้าใจได้จากการมองตา กระทั่งว่ารักและขอบคุณ ครูก้าก็รับรู้ได้</p>



<p>เมื่อลมพัดพาให้ได้ไปเขียนคอลัมน์กับ The Cloud ครูก้าเขียนไปโดยไม่สนใจยอดคนอ่าน ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต คือถ้าตัวเองตั้งใจทำแล้ว ผลลัพธ์เป็นยังไงไม่สำคัญ ตอนเขียนคอลัมน์คิดอยู่อย่างเดียวคือไม่อยากเป็นภาระบรรณาธิการ</p>



<p>ครูก้าว่าตั้งแต่แรกที่เริ่มลงมือเขียนคอลัมน์ Miss Italy อยากเขียนข้อมูลพื้นฐานให้กับคนไทยที่แต่งงานกับคนอิตาลีอ่าน ให้พอมีความรู้ติดตัว อะไรที่ควรทำไม่ควรทำ เพื่อปรับตัวเข้ากับประเทศใหม่ที่ไม่คุ้นชิน</p>



<p>2 เมืองในดวงใจของครูก้าคือ โบโลญญา (Bologna) กับ เซียนา (Siena)<br>โบโลญญาตรงจริต นักท่องเที่ยวไม่เยอะ เคร่งขรึม ไม่จอแจ สง่า แต่อยู่อย่างลำบาก</p>



<p>เซียนาอยู่สบาย รู้ทุกซอกทุกมุม เปิดรูปแรนดอมมาก็ตอบได้ทันทีว่าอยู่ตรงไหน ถนนอะไร</p>



<p>โบโลญญาทำให้ครูก้าเติบโตขึ้น เป็นเมืองที่ผูกพันตั้งแต่สมัยลัดฟ้ามาเรียนต่อด้านวรรณคดี</p>



<p>เซียนาก็ชอบ พาคนมาเที่ยวบ่อย เพียงแต่คุ้นเคยกับเมืองนี้มากเลยอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก</p>



<p>.</p>



<p>.</p>



<p>.</p>



<p>เมืองที่คิดถึงจริงๆ คือโบโลญญา</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>Spero che questo libro ti sia amico</strong></p>



<p class="has-text-align-center">หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนคุณ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/miss-italy/">Miss Italy หนังสือที่เขียนด้วยความคิดถึง และเกร็ดอิตาลีสนุกๆ ที่เล่าโดยครูก้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 เรื่องราวเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญที่พาแมวตาเหล่ หมาฟันเหยิน มาเป็นพรีเซนเตอร์ จนคนตกหลุมรัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kaniva-no-pet-beauty-standard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 May 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[KANIVA]]></category>
		<category><![CDATA[KanivaNoPetBeautyStandard]]></category>
		<category><![CDATA[ความรักที่ให้หมาแมวไม่เคยมีBeautyStandard]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186754</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนไปแงะวิธีคิดและเรื่องราวเบื้องหลังแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard จาก KANIVA เราอยากชวนอ่าน Facts สนุกๆ เพื่อทำความรู้จักแบรนด์ KANIVA ให้มากขึ้น หนึ่ง ชื่อแบรนด์ KANIVA (คานิว่า) ถูกตั้งตามชื่อเมืองคาไนว่า (ออกเสียงแบบคนพื้นเมือง) ในประเทศออสเตรเลียที่ เมอร์ซ-จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ไปเรียนมัธยมปลายที่นั่น สอง เมื่อคิดจะสร้างแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง เมอร์ซนึกถึงช่วงเวลาตอนเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และ อากาศดีตลอดทั้งปี เขาจึงดีไซน์โลโกให้เป็นรูปภูเขา แม่น้ำ และ สี จากพื้นเมืองจากเมืองคาไนว่า ที่เจ้าตัวได้ไปใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่นั่น สาม เมอร์ซถูกหลอกว่าเป็นภูมิแพ้ ตั้งแต่เด็กจนโตจึงไม่กล้าเข้าใกล้สัตว์ โตขึ้นถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นแค่กลอุบาย ขึ้นปี 1 จึงเลี้ยงแมวตัวแรกชื่อ เบคอน ซึ่งตอนนี้อายุ 14 ขวบแล้ว แถมมีสมาชิกเพิ่มเต็มบ้านเลย และนี่คือเบื้องหลัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaniva-no-pet-beauty-standard/">7 เรื่องราวเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญที่พาแมวตาเหล่ หมาฟันเหยิน มาเป็นพรีเซนเตอร์ จนคนตกหลุมรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ก่อนไปแงะวิธีคิดและเรื่องราวเบื้องหลังแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard จาก KANIVA เราอยากชวนอ่าน Facts สนุกๆ เพื่อทำความรู้จักแบรนด์ KANIVA ให้มากขึ้น</p>



<p>หนึ่ง ชื่อแบรนด์ KANIVA (คานิว่า) ถูกตั้งตามชื่อเมืองคาไนว่า (ออกเสียงแบบคนพื้นเมือง) ในประเทศออสเตรเลียที่ <strong>เมอร์ซ-จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์</strong> กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ไปเรียนมัธยมปลายที่นั่น</p>



<p>สอง เมื่อคิดจะสร้างแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง เมอร์ซนึกถึงช่วงเวลาตอนเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และ อากาศดีตลอดทั้งปี เขาจึงดีไซน์โลโกให้เป็นรูปภูเขา แม่น้ำ และ สี จากพื้นเมืองจากเมืองคาไนว่า ที่เจ้าตัวได้ไปใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่นั่น</p>



<p>สาม เมอร์ซถูกหลอกว่าเป็นภูมิแพ้ ตั้งแต่เด็กจนโตจึงไม่กล้าเข้าใกล้สัตว์ โตขึ้นถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นแค่กลอุบาย ขึ้นปี 1 จึงเลี้ยงแมวตัวแรกชื่อ เบคอน ซึ่งตอนนี้อายุ 14 ขวบแล้ว แถมมีสมาชิกเพิ่มเต็มบ้านเลย</p>



<p>และนี่คือเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญสุดครีเอทิฟและจริงใจจาก KANIVA</p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=jzKykY4CQY4">https://www.youtube.com/watch?v=jzKykY4CQY4</a></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เราไม่ควรรักหมาแมวน้อยลง</strong> <strong>เพียงเพราะเขาไม่สมบูรณ์</strong></h2>



<p>ประโยคด้านบนคือความคิดที่ตกผลึกแล้วของเมอร์ซ ซึ่งกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ตรง ทั้งในฐานะพ่อหมาแมว และในฐานะเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง</p>



<p>“ผมอยู่ในวงการนี้มาจะเข้าปีที่ 12 แล้ว สิ่งที่เห็นมาตลอดคือหมาแมวที่อยู่บนแพ็กเกจจิง หรือแม้กระทั่งโฆษณาบนบิลบอร์ด เราจะเห็นเลยว่า หน้าต้องเป๊ะ ฟันเรียงกันสวย ตาใสปิ๊ง วิ่งเร็ว เราเองกลับมาย้อนคิดว่า หมาแมวที่บ้านเราก็ไม่ได้สวยแบบนั้น แต่เราก็รักในแบบที่เขาเป็นใช่ไหม”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186766" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เมอร์ซเล่าว่าไอเดียหลายแคมเปญที่ผ่านมาของ KANIVA ส่วนใหญ่มาจากเรื่องที่เขาพบเจอในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่นแคมเปญ ‘การเจอใครที่เหมือนเราคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต The best thing in the world is when you find someone like you’ เกิดจากคำถามง่ายๆ ว่าสัตว์เลี้ยงมีนิสัยเหมือนเจ้าของหรือเปล่า</p>



<p>“ตอนเด็กๆ ผมกลัวเสียงฟ้าร้องมาก แล้วผมไปนั่งหลบ หมาผมที่บ้านก็ทำเหมือนกัน ทุกวันนี้เขาก็ยังกลัวเสียงฟ้าร้อง ผมก็เลยคิดว่า เอ๊ะ หรือเขาคือเรานะ”</p>



<p>สิ่งที่เมอร์ซฉุกคิดต่อมาคือหมากับคนที่เหมือนกัน แมวกับคน หรือสัตว์เลี้ยงกับคน แปลว่าเป็นคู่กัน ทั้งคู่เลือกกันแล้ว แล้วตัวที่ไม่ถูกเลือกล่ะ แบรนด์ควรพูดถึงน้องๆ กลุ่มนี้ด้วย เมอร์ซเล่าว่าได้ลงไปคุยกับมูลนิธิหรือบ้านสงเคราะห์ มีคำพูดหนึ่งที่จำได้แม่น&nbsp;</p>



<p>“หมาตัวนี้ไม่มีบ้านมา 300 กว่าวันเพียงเพราะเขาฟันเหยิน นี่มันคือ Beauty Standard หมาแมวเหล่านั้นไม่ดูดีตรงตามบรรทัดฐานสังคม หรือพันธุ์นิยมของคนทั่วไป”</p>



<p>“ในบรรดาน้องหมาแมวที่ไม่สมบูรณ์เหล่านั้น ยังแบ่งได้อีกว่ามีตัวที่โชคดีและไม่โชคดี ตัวที่โชคดีคือน้องๆ ทั้ง 6 ตัวที่ได้พบเจอกับเจ้าของที่รับเลี้ยงเขา รักเขา ตัวที่โชคไม่ดีป่านนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”</p>



<p>“ตอนคุยกับเอเจนซี เราคุยง่ายๆ เลยว่าปีที่แล้วเราได้เล่าเรื่องหนึ่งไปใช่ไหม ปีนี้เราอยากเล่าในอีกมุมหนึ่ง ทุกอย่างที่เราทำและสื่อสารอยู่ภายใต้ความเชื่อและไอเดีย Because Pets Matter”<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186768" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทำการบ้านและตัดสินใจลุยเลย</strong></h2>



<p>การที่จู่ๆ แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงลุกขึ้นมาหยิบเรื่อง Beauty Standard ในอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมาพูดถือเป็นเรื่องใหม่มาก ในตอนแรกทางทีม KANIVA จึงมีความลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะเดินเครื่องทำแคมเปญนี้ดีไหม</p>



<p>“ผมมี 2 แกนที่ใช้ตัดสินใจ แกนแรกคือเราอยากทำ กับอีกแกนคือ Insight กับ Data ที่เข้ามายืนยันว่าสิ่งที่เราคิดตรงกับสิ่งที่คนส่วนมากคิดไหม เพราะถ้าสิ่งที่เราคิดและทำดันไม่ตรงกับสิ่งที่คนอื่นคิด สุดท้ายแคมเปญก็จะไม่เวิร์ก”</p>



<p>เมอร์ซจึงมอบหมายให้ทางทีมช่วยกันทำการบ้านด้วยการไปตามดูพวก Search, Insight, และ Hashtag สิ่งที่พวกเขาพบคือ ใน 1 เดือน มีคนพูดถึงสัตว์นอกพิมพ์นิยม เช่น ตาเหล่ ฟันเหยิน นับล้านครั้ง และ 80% เป็นการพูดในเชิง Positive&nbsp;</p>



<p>“ข้อมูลฟ้องว่ายังมีคนจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่ตรงตามพิมพ์นิยม ถ้าเขาคิดเหมือนเรา โอเคเรามาทำแคมเปญกันเถอะ”</p>



<p>แต่กว่าเมอร์ซจะตัดสินใจรอบสุดท้าย เขาและทีมต้องช่วยกันคิดให้รอบด้าน เพราะนี่คือแคมเปญที่จะมานำเสนอวิธีคิดและมุมมองใหม่ให้กับผู้บริโภค ทั้งเป็นการเซ็ตมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ด้วย</p>



<p>“แบรนด์เราต้องมาถามกันเองก่อนว่าถ้านั่นคือความคิดของเรา เรากล้าที่จะเอาไปบอกคนอื่นแค่ไหน กล้าลงมือทำไหม เพราะสุดท้ายมันคือความคิดของแบรนด์ มันผ่านสายตาพวกเราแล้ว เราเห็นแล้วว่ามันตอบโจทย์แก่นของแบรนด์เราและเราอยากทำจริงๆ”</p>



<p>“ถ้าเรากลัวว่าทำแล้วมันจะเกิดผลด้านลบกับแบรนด์จริงๆ ใช่ไหม ผมรู้สึกว่าถ้ายังมีคำถามนั้นอยู่ก็อย่าทำเลย”<br>“ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคแล้วว่าเขาจะเลือกใคร ซึ่งทุกวันนี้เราเห็นแล้วว่าลูกค้าไม่ได้เลือกแบรนด์ที่ดังที่สุด แต่เขาเลือกแบรนด์ที่เข้าใจเขามากที่สุด กับแคมเปญนี้ เรามั่นใจว่าเราเข้าใจลูกค้า ทำไมเราจะไม่บอกเขาล่ะ สุดท้ายทุกคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้า ทำเถอะ”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ได้พรีเซนเตอร์จากคนใกล้ตัว</strong></h2>



<p>“ในประชุมแรกๆ มีการเสนอหมาแมวที่พิการหนักกว่านี้ เช่น ตาบอดไปเลย แต่เราตกผลึกกันว่าไม่ได้อยากให้คนเห็นแล้วรู้สึกในเชิงสงสาร เราอยากนำเสนอในแง่ดี เห็นแล้วฉุกคิดได้ว่าทำไมหมาแมวต้องมี Beauty standard ด้วยนะ”</p>



<p>ทีมโปรดักชันควานหาตัวน้องๆ กันอยู่ร่วม 3 เดือน เพื่อนำมาร่วมแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard จนได้ไปเจอน้องฟาโรห์-แมวตาเหล่ น้องทองดี-หมาฟันเหยิน น้องเก็บตก-หมาจร</p>



<p>เมอร์ซเล่าว่าสุดท้ายมาได้หมาแมวนอกพิมพ์นิยมจากคนใกล้ตัว ถามว่าใกล้แค่ไหนล่ะก็</p>



<p>“แนน พนักงานกราฟิกของผม เขามีน้องแมวชื่อบลู เป็นบริติช ผมเห็นตั้งแต่เขาเล็กๆ พอเริ่มโตหัวเขาเริ่มล้าน หรือพี่แอน อินฟลูเอนเซอร์ของเรา เขาก็มีน้องไอวี่ แมวมือกุด สุดท้ายเราได้น้องๆ มาจากคนใกล้ตัวหมดเลย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186782" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186783" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แต่เอ เท่าที่กล่าวมา เรานับน้องๆ ได้แค่ 5 เอง เท่าที่เห็นในโฆษณาเหมือนจะมี 6 ขาดไปอีก 1 หรือเปล่านะ</p>



<p>น้องอีกคนก็ไม่ได้หาจากคนอื่นคนไกล น้องตัวสุดท้ายชื่อล้อหลัง เป็นแมวของกิ๊บ (คมสัน วัฒนวาณิชกร) Co-founder และ Creative Director ชูใจ กะ กัลยาณมิตร นั่นเอง</p>



<p>เมอร์ซเปรียบเปรยว่าวิธีเลือกน้องๆ ทั้ง 6 หรือแม้กระทั่งน้ำเสียงในการเล่าเรื่องของแคมเปญนี้เหมือนการปรุงต้มยำ ซึ่งทางทีม KANIVA และ กะ กัลยาณมิตร ช่วยกันปรุงให้ได้รสที่กลมกล่อมที่สุด ไม่เปรี้ยวเกินไป หรือเผ็ดเกินไป&nbsp;</p>



<p>ถ้ากะน้ำหนักมือพลาด โทนของโฆษณา (และแคมเปญ) นี้จะเป็นไปในเชิงสงสาร คล้ายโฆษณาประกันจนเกินไป ซึ่งเป้าหมายของ KANIVA ไม่ใช่แบบนั้น</p>



<p>“แทนที่เราจะทำในเชิงดรามาติก เราเปลี่ยนมาทำอะไรที่เรียบง่ายที่สุด เราเลือกทำในสิ่งที่คนดูเห็นแล้วรู้สึกว่าเขาเจอน้องหมาแมวเหล่านี้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมรู้สึกว่าความเรียบง่ายนี่แหละ ที่ทำให้คนรู้สึกได้ว่าแคมเปญเราต้องการสื่อสารอะไร”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เบื้องหลังโฆษณาสุดน่ารัก</strong></h2>



<p>ทบทวนกันอีกครั้ง KANIVA ได้น้องหมาแมว 6 ตัวมาร่วมแคมเปญแล้ว นั่นคือฟาโรห์ ทองดี เก็บตก บลู ไอวี่ และล้อหลัง ซึ่งจะเป็นภาพแทนของหมาแมวนอกพิมพ์นิยมที่ทาง KANIVA อยากสื่อสารออกไปว่า ไม่ว่าน้องๆ จะเกิดมาเป็นอย่างไร เขาก็มีมุมน่ารักของตัวเอง และเขาควรได้รับความรักเหมือนกัน</p>



<p>ต่อเมื่อเคาะกันแล้วว่าควรทำวิดีโอขึ้นมาสัก 1 ชิ้น เพื่อช่วยสื่อสาร Message ของแคมเปญอีกแรง ขั้นตอนตามปกติคือเอเจนซีก็จะแคสติงหานักแสดงที่จะมารับบทเป็นพ่อแม่ของหมาแมวเหล่านี้<br>แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นต่อเมื่อทีมโปรดักชันเดินทางไปสัมภาษณ์ป๊าม๊าของน้องๆ ทั้ง 6 ตัว เพื่อเก็บข้อมูลมาเขียนบท บทสนทนาในวันนั้นทำให้ทางแบรนด์ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องแคสติงแล้ว</p>



<p>“เราให้โปรดิวเซอร์ของวิดีโอตัวนี้ไปไล่สัมภาษณ์พ่อแม่ของหมาแมวนอกพิมพ์นิยม สิ่งที่ได้มาแค่ฟังก็น้ำตาจะไหลแล้ว ประโยคเหล่านั้นเลยถูกนำไปใช้จริงในโฆษณาด้วย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186784" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>บทสนทนาในวันนั้นทำให้ทางแบรนด์ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องแคสติงแล้ว ก็เอาพ่อแม่ของน้องหมาแมวทั้ง 6 ตัวมาแสดงเลยแล้วกัน อะไรจะดีไปกว่าการให้พ่อแม่มาพูดถึงลูกตัวเองล่ะ<br>“มือแบบนี้ไม่มีวันทำให้ใครเจ็บนะ ที่คุณแอนพูดในคลิป ประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่เขาพูดในวันสัมภาษณ์ มันเป็นสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ ของแบบนี้มันโกหกไม่ได้”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ขึ้นโฆษณาบนบิลบอร์ดในจุดที่ตรงทาร์เก็ตมากที่สุด</strong></h2>



<p>“ถ้าถามผมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำแบรนด์อาหารหมาแมวแล้วอยากขึ้นบิลบอร์ด ผมคงตอบว่ามันเป็นไปไม่ได้”</p>



<p>ลองจินตนาการตามนะ ระหว่างเห็นบิลบอร์ดโฆษณาน้ำดื่มกับอาหารสัตว์เลี้ยง โปรดักต์ไหนคนเห็นแล้วมีโอกาสไปซื้อมากกว่า กลุ่มเป้าหมายของโฆษณาน้ำดื่มคือทุกคน ในขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มเป้าหมายคือคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคนไม่เลี้ยงก็จะไม่สนใจเลย<br>นั่นคืออดีต เพราะหนนี้ KANIVA ตัดสินใจพาหมาฟันเหยิน แมวมือกุด ฯลฯ ขึ้นบิลบอร์ดให้คนเห็นแบบจัดเต็ม เมอร์ซเล่าว่าไม่ได้เลือกบิลบอร์ดในย่านทำเลทอง แต่จุดที่ทางทีมคิดและคราฟต์มาอย่างดีว่ากลุ่มเป้าหมาย (คนเลี้ยงสัตว์) น่าจะเห็นแน่ๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186786" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“KANIVA ไม่ใช่แบรนด์ที่จะไปขึ้นบิลบอร์ดใหญ่โตในทำเลทองอะไรขนาดนั้น เรารู้ตัวเองว่าเราขายอาหารสัตว์ เราต้องควบคุมงบประมาณในส่วนนี้พอสมควร แต่ละโลเคชันที่เราเลือก มันอาจจะไม่ได้เป็น Prime Location ขนาดนั้น”</p>



<p>“จุดที่เราเลือกไม่ใช่โซนที่ดีที่สุด แต่จะเป็นโซนที่มีคนพลุกพล่าน ซึ่งคนเหล่านั้นก็คือคนที่เลี้ยงหมาแมว ที่เราเจอได้ในชีวิตประจำวัน เขาเห็นแล้วรู้สึกว่านั่นมันเหมือนหมาแมวบ้านฉันเลยนี่หว่า”</p>



<p>“พอเห็นน้องหมาแมวน่ารัก เขาก็อยากแชร์ต่อ ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเราไปขึ้นบิลบอร์ดบนทางด่วนในจุดที่ดีที่สุด Brand Conversation มันอาจจะไม่ไปมากขนาดนี้ก็ได้ เพราะมันเป็นจุดที่คนขับผ่าน เขาอาจจะไม่ได้อินกับคอนเทนต์บนบิลบอร์ด แต่พอเราเอาคอนเทนต์ไปอยู่ในพื้นที่ที่คนสัญจรไปมา มันสร้างอิมแพกต์ได้มากกว่า”</p>



<p>ในขณะที่หลายแบรนด์เน้นทำการตลาดโดยใช้ Social Media เพื่อสร้างการจดจำในออนไลน์ หรือแม้กระทั่งซื้อโฆษณาผ่านสื่อหรืออินฟลูเอนเซอร์ KANIVA เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยังเชื่อว่าบิลบอร์ดยังมีความสำคัญอยู่&nbsp;</p>



<p>เพราะทุกวันนี้ทุกแบรนด์ทำ Social Media กันหมด คำถามคือจะทำยังไงให้แบรนด์ของเราแตกต่าง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ KANIVA เลือกฉายคอนเทนต์ขึ้นบิลบอร์ด เพื่อช่วยเสริมในสิ่งที่อยากพูด พอถูกใจ คนก็ถ่ายเอาไปแชร์ในออนไลน์จนไวรัล</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ปฏิวัติแพ็กเกจจิงผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</strong></h2>



<p>“หลายคนอาจคิดว่าแพ็กเกจจิงทำง่าย แต่มันทำยากมาก ยิ่งเกี่ยวกับอาหารยิ่งทำยาก”</p>



<p>เมอร์ซเล่าว่าระหว่างกำลังประชุมเรื่องการทำแพ็กเกิจจิงแบบใหม่ ที่จะมีดีไซน์ของน้องหมาแมวทั้ง 6 ตัวอยู่ด้วย ทุกคนในห้องประชุมวันนั้นทั้งตัวเขาเอง พี่ชาย (นิติพงศ์ เลาหวิศิษฏ์) และเอเจนซี เห็นตรงกันว่านอกจากบิลบอร์ดและโฆษณา การทำแพ็กเกิจจิงเป็นเรื่องสำคัญมาก</p>



<p>“ถ้าแบรนด์เราเชื่อเรื่อง No Pet Beauty Standard แล้วเรายังใช้หมาแมวตามพิมพ์นิยมบนแพ็กเกจจิง มันจะเกิดคำถามทันที”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186787" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186788" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การทำแพ็กเกจจิงสำหรับแคมเปญนี้แตกต่างจากแพ็กเกจจิงแบบก่อนๆ ที่ KANIVA เคยทำมา และเราก็เพิ่งรู้ว่าในตลาดสัตว์เลี้ยง แพ็กเกจจิงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะแพ็กเกจจิงอาหาร ไม่ว่าอาหารของคนหรือสัตว์ก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไม่เคยตั้ง KPI เป็นเรื่องยอดขาย</strong></h2>



<p>ยุคนี้แบรนด์ไหนก็อยากขายของ ถ้าไม่อยากทำเหมือนแบรนด์อื่น ก็แค่ไม่ทำแคมเปญเพื่อขายของ เมอร์ซบอกกับเราอย่างนั้น คำถามคือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว KPI ของแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard คืออะไร</p>



<p>“KANIVA เป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างเด็กมากๆ ถ้าเทียบเป็นคนเราคือเด็กอายุ 6 ขวบ โจทย์ของเราวันนี้คือการซื้อใจคนก่อน”</p>



<p>ซื้อใจคน, คำนี้น่าสนใจ</p>



<p>แคมเปญก่อนหน้านี้ ‘การเจอใครที่เหมือนเราคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต The best thing in the world is when you find someone like you’ แบรนด์ดึงตัวน้องๆ วง BUS มาเป็นพรีเซนเตอร์ด้วยเหตุผลว่า</p>



<p>“เด็กบางคนร้องเพลงของวง BUS ได้ตั้งแต่ 4 &#8211; 5 ขวบ วัยนั้นเขายังไม่ได้เลี้ยงสัตว์ แต่อีก 10 &#8211; 20 ปี เขาอาจจะเลี้ยงสัตว์ก็ได้ BUS พาเราไปหาเด็กๆ กลุ่มนั้นที่เป็นผู้ติดตามของเขา เราต้องการให้แบรนด์ของเราอยู่ใน Consideration ของพวกเขา”</p>



<p>นั่นเป็นตัวอย่างของคำว่าซื้อใจคนที่ KANIVA กำลังทำอยู่ เมอร์ซเชื่อว่าถ้าเอายอดขายมาเป็นตัวชี้วัดแล้วลงมือทำแคมเปญเพื่อนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย แปลว่าแบรนด์ไม่ได้จริงใจในสิ่งที่อยากจะทำ</p>



<p>ทุกแคมเปญของ KANIVA เลยเป็นการซื้อใจพ่อแม่หมาแมวทั้งหลายนั่นเอง&nbsp;</p>



<p>“สำหรับผม การทำให้คนซื้อของง่าย แต่ซื้อใจคนนี่สิยากกว่า ถ้าเราซื้อใจเขาได้ ในอนาคตเขาจะมาซื้อสินค้าของเรา”</p>



<p>“ทุกแคมเปญที่เราทำคือการหว่านเมล็ดพันธุ์ เราไม่รู้หรอกว่าอีกกี่ปีกว่ามันจะโต สิ่งที่ทุกแบรนด์ทำในวันนี้คือการเกี่ยวข้าว เพราะมันง่าย คุณมีแค่เคียวก็เกี่ยวได้แล้ว จะมีสักกี่คนที่ลงมือปลูกข้าวเอง ซึ่งมันต้องรอ มันต้องให้น้ำ ซึ่งแน่นอนมันยากและใช้เวลา”</p>



<p>จาก The best thing in the world is when you find someone like you ถึง No Pet Beauty Standard ซึ่งเป็นแคมเปญที่จะรันไปตลอดทั้งปี เมอร์ซบอกกับเราว่า KANIVA จะช่วยกันคราฟต์ไอเดียที่ดีออกมาเรื่อยๆ เพื่อนำไปสู่ KPI ที่แบรนด์ตั้งไว้</p>



<p>เมอร์ซไม่เชื่อว่าแค่แคมเปญเดียวจะเปลี่ยนอะไรได้ทันที นอกจากซื้อใจคนให้มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ สิ่งที่ KANIVA ต้องการทำไปพร้อมๆ กันคือ</p>



<p>“การแง้มใจคนทีละนิดให้เขาเปิดใจรับสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ที่ไม่ตรงพิมพ์นิยม คือขอให้โลกนี้มีความรักเพิ่มมากขึ้นอีกสัก 1% ทำได้เท่านี้ผมถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ดี</strong></h2>



<p>“มันจะมีคนคิดเหมือนเราไหมนะ”</p>



<p>นั่นคือคำถามสั้นๆ ที่เมอร์ซและทีมถามกันเองตอนคิดแคมเปญนี้ การที่จู่ๆ KANIVA หยิบประเด็นเรื่องมาตรฐานความงามในตลาดสัตว์เลี้ยงขึ้นมาพูด เพื่อจะบอกว่าไม่ว่าน้องๆ จะมีรูปลักษณ์เป็นยังไงก็ควรได้รับความรักจากเราอย่างเท่าเทียม เป็นไอเดียที่ทั้งดีและสุ่มเสี่ยง</p>



<p>“เราทำการตลาดขึ้นมาแล้วมันเล่นกับบรรทัดฐานของอุตสาหกรรม มันเสี่ยง มันมีเหรียญสองด้าน แต่เรากล้าที่จะทำในสิ่งที่เราเชื่อออกมา แล้วผลลัพธ์มันดีกว่าที่เราคาดไว้มาก”</p>



<p>“แม้เราเป็นเด็กอายุแค่ 5 &#8211; 6 ขวบ แต่เราเป็นเด็กที่ใจกล้า ผมคุยกับทีมงานอยู่ตลอดว่าพวกเราเป็นเด็กใจกล้า”</p>



<p>คงไม่ต้องอธิบายกันให้ยืดยาวแล้วว่าแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard ประสบความสำเร็จแค่ไหน สิ่งที่เราเห็นในเบื้องต้นคือแคมเปญนี้ไวรัลในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ในส่วนข้อมูลเชิงลึก พ่อเจ้าเบคอนบอกว่า</p>



<p>“ทุกการพูดถึงในแต่ละแพลตฟอร์มถูกเก็บไว้เป็น Insight ทั้งหมด สิ่งที่ค้นพบคือ 99% เป็นการพูดคุยในเชิง Positive มาก คนมาแชร์กันทำนองว่าหมาแมวที่บ้านก็เป็นแบบนี้เลย ดูแล้วน้ำตาไหล มันรีเลตกับเขาได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186775" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>จากคนที่เริ่มเลี้ยงแมวตอนปี 1 สู่การทำแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง เรียนรู้ เติบโต และสร้างแบรนด์ด้วยวิธีการซื้อใจคน สิ่งที่เราอยากรู้มากๆ คือ ในฐานะพ่อหมาแมวและซีอีโอของแบรนด์ KANIVA เมอร์ซได้เรียนรู้อะไรจากการทำแคมเปญนี้บ้าง เราสรุปมาให้ 3 ข้อ</p>



<p>หนึ่ง แม้ว่าจะคิดกันแค่ไม่กี่คน หรือคิดจากคนคนเดียว ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ดี</p>



<p>สอง ถ้าแบรนด์มีความเชื่ออะไร ทำสิ่งนั้นให้คนเห็น เพราะทุกวันนี้คนไม่ได้เชื่อในสิ่งที่แบรนด์พูด เขาเชื่อในสิ่งที่แบรนด์ทำ</p>



<p>สาม การพูดถึงบางเรื่อง ย่อมมีอีกเรื่องที่ยังไม่ถูกพูดถึง นั่นคือสิ่งที่แบรนด์ต้องกลับไปทำการบ้านและแก้ไขปรับปรุงในแคมเปญต่อๆ ไป</p>



<p>โบกมือลากันไปพร้อมข้อความจากเมอร์ซถึงพ่อแม่หมาแมว กระทั่งมักเกิลที่กำลังคิดจะเลี้ยงน้องๆ “เท่าที่ผมสัมผัสมา หมาแมวที่ร่ายกายไม่สมบูรณ์ แต่ใจเขาสมบูรณ์มากๆ เลย สมมติแมวตาบอด เขาจะรู้วิธีเอาใจเจ้าของ เพราะเขารู้ว่าต้องทำอะไร เพื่อชดเชยในสิ่งที่เขาขาดไป ในเมื่อเขาเลือกเกิดไม่ได้ เราก็ไม่ควรไปตัดสินเขา หมาแมวทุกตัวควรได้รับความรักที่เท่าเทียมกัน”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaniva-no-pet-beauty-standard/">7 เรื่องราวเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญที่พาแมวตาเหล่ หมาฟันเหยิน มาเป็นพรีเซนเตอร์ จนคนตกหลุมรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดิบแต่เนี๊ยบ กว่าจะเป็น Dib Bangkok เมื่อโกดังเก่าอายุ 40 ปี เซ็ตมาตรฐานใหม่พิพิธภัณฑ์ไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dib-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[DibBangkok]]></category>
		<category><![CDATA[ดิบบางกอก]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186470</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพียงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ้าคุณเป็นคนชอบพิพิธภัณฑ์ Dib Bangkok จะเป็นที่โปรดของคุณแน่ๆ นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากคอลเลกชันกว่า 1,000 ชิ้น จากศิลปินกว่า 200 คนทั่วโลก มีตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย งานจัดวางขนาดใหญ่ ฯลฯ นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สร้างบนพื้นที่โกดังเก่า อายุ 40 ปี ส่วนที่เป็นโกดังเก่าคืออาคารสูง 3 ชั้นที่เป็น Main Gallery ตั้งแต่ฝั่งประตูทางเข้ายาวไปถึงฝั่งติดทางด่วน โจทย์ของการก่อสร้างคือเก็บโครงสร้างเดิมไว้ และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด นี่คือพิพิธภัณฑ์ในฝันที่ เพชร โอสถานุเคราะห์ ศิลปิน นักสะสม และอดีตอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คิดจะสร้างมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน เพื่อไว้จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่เจ้าตัวเก็บสะสมไว้มากกว่า 1,000 ชิ้น ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สองสถาปนิกชื่อดังทำงานร่วมกัน คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก WHY Architecture รับหน้าที่ออกแบบ และ คุณโบ้-พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ สถาปนิก/กรรมการผู้จัดการ, A49 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dib-bangkok/">ดิบแต่เนี๊ยบ กว่าจะเป็น Dib Bangkok เมื่อโกดังเก่าอายุ 40 ปี เซ็ตมาตรฐานใหม่พิพิธภัณฑ์ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เพียงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้</strong></h2>



<p>ถ้าคุณเป็นคนชอบพิพิธภัณฑ์ Dib Bangkok จะเป็นที่โปรดของคุณแน่ๆ</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากคอลเลกชันกว่า 1,000 ชิ้น จากศิลปินกว่า 200 คนทั่วโลก มีตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย งานจัดวางขนาดใหญ่ ฯลฯ</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สร้างบนพื้นที่โกดังเก่า อายุ 40 ปี ส่วนที่เป็นโกดังเก่าคืออาคารสูง 3 ชั้นที่เป็น Main Gallery ตั้งแต่ฝั่งประตูทางเข้ายาวไปถึงฝั่งติดทางด่วน โจทย์ของการก่อสร้างคือเก็บโครงสร้างเดิมไว้ และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ในฝันที่ <strong>เพชร โอสถานุเคราะห์</strong> ศิลปิน นักสะสม และอดีตอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คิดจะสร้างมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน เพื่อไว้จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่เจ้าตัวเก็บสะสมไว้มากกว่า 1,000 ชิ้น ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สองสถาปนิกชื่อดังทำงานร่วมกัน <strong>คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์</strong> จาก WHY Architecture รับหน้าที่ออกแบบ และ <strong>คุณโบ้-พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ</strong> สถาปนิก/กรรมการผู้จัดการ, A49 และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  เป็นผู้ออกแบบรายละเอียด ประสานงานวิศวกร ช่างฝีมือ และทำให้พิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นจริง</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเราออกจากความขุ่นข้องหมองใจในชีวิตประจำวัน ทั้งอาสาเป็นไกด์พาเราไปสำรวจความคิดของตัวเองในแง่ต่างๆ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์กับงานศิลปะหลากหลายประเภท</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186475" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่เกือบไม่ได้ไปต่อ หลังจากที่คุณเพชรจากไปในวัย 68 ปี <strong>คุณแฌง-ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์</strong> ประธานผู้ก่อตั้ง Dib Bangkok ตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อ เขาเริ่มสร้างทีมขึ้นมาจากศูนย์ และวางแผนระยะยาวสำหรับหารายได้เข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อให้สามารถเป็นสถาบันศิลปะที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง </p>



<p>“นานมากจริงๆ โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผมเริ่มหัดเดินหรือเปล่านะ” คุณแฌงบอกกับเราถึงที่มาของ Dib Bangkok</p>



<p>มีคนเคยกล่าวว่า หากต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนั้นๆ ให้เลือกเดินตลาดชุมชน แต่หากอยากรู้วิธีคิดและอารยธรรม ต้องไปชมที่พิพิธภัณฑ์ ส่วน Dib Bangkok จะสามารถบอกวิธีคิดและอารยธรรมของเราได้หรือไม่ อยากให้ทุกคนลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง  </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186476" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>งบสูงเกิน ยังไม่เจอคนที่ใช่ ต้องรอเกือบ 30 ปี</strong></h2>



<p>มีหลายเหตุผลที่ทำให้ Dib Bangkok ใช้เวลาเกือบ 30 ปี กว่าจะเกิดขึ้นจริง คุณเพชรชื่นชอบศิลปะร่วมสมัยในยุคที่สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย ศิลปะร่วมสมัยไม่แคร์ว่าต้องสวยงามตลอดเวลา แก่นแกนของศิลปะร่วมสมัยคือ การแฝงความคิด การเสียดสี สะท้อนปมปัญหา เรื่อยไปถึงการตั้งคำถาม</p>



<p>เมื่อมีความคิดจะสร้างพิพิธภัณฑ์ (ส่วนตัว) สำหรับจัดแสดงงานศิลปะกว่า 1,000 ชิ้นที่สะสมไว้ในระยะเวลาหลายสิบปี ขั้นตอนถัดมาคือหาทีมมาช่วยกันตบไอเดียและทำให้เกิดขึ้นจริง&nbsp;</p>



<p>“ผมมีโอกาสได้ทำงานให้กับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาตั้งแต่ช่วงต้มยำกุ้ง ปี 2540 มหาวิทยาลัยกรุงเทพอยากจะสร้างหอสมุดกลาง เขาก็ติดต่อมาให้ผมไปทำ เพราะผมเคยทำบ้านให้คุณเพชรมาก่อน จากนั้นก็ได้ทำพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วย (พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพสะสมเครื่องถ้วยไว้ ประมาณ 3,000 &#8211; 4,000 ชิ้น ทางมหา’ลัยก็เลยอยากจะสร้างพื้นที่แสดงชิ้นงาน ผมก็มีโอกาสได้ทำ” อ.โบ้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานร่วมกับคุณเพชร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186477" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“จากนั้นผมก็ทำงานให้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมาตลอด สร้างตึกนิเทศ ฟิล์ม บริหารธุรกิจ เราทำงานกันมาจนรู้ใจ พอเขาบอกว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ ผมก็ต้องไปช่วย ขณะเดียวกันพิพิธภัณฑ์เราทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการทำให้มาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก ผมบอกว่าถ้าเป็นไปได้ควรหาผู้เชี่ยวชาญมาทำ”</p>



<p>“แล้วมันก็ผ่านสถาปนิกที่เป็นต่างชาติ มีทั้งฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จนกระทั่งมาสถาปนิกไทยก็มีจนมาจบที่ คุณกุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก WHY Architectures ”</p>



<p>คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จบจากคณะสถาปัตย์จุฬาฯ จบปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโตเกียว (Tokyo University) ด้วยความสามารถที่โดดเด่น คุณกุลภัทรได้ทำงานเป็นมือขวาของทาดาโอะ อันโดะ สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ประสบการณ์ทำงานร่วมกับอันโดะทำให้เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบพิพิธภัณฑ์</p>



<p>เขาไปตั้งบริษัท WHY Architects ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จากนั้นบริษัทก็ได้รับงานออกแบบพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์อย่างต่อเนื่อง และหลายๆ ชิ้นเป็นงานระดับโลก เช่น Metropolitan Museum of Art (The Met) ที่นิวยอร์ก, Academy Museum of Motion Pictures ที่ลอสแอนเจลิส, The Quaich Project ที่เอดินเบอระ หรือแม้กระทั่ง Louvre Museum ที่ปารีส และล่าสุด WHY Architects ก็เพิ่งชนะงานประกวดแบบ National Museum ที่อินเดีย</p>



<p>ในแง่ประสบการณ์ มุมมอง และ Aesthetic ฝีมือการออกแบบพิพิธภัณฑ์ของคุณกึ๋นเข้าขั้น ‘เหนือชั้น’</p>



<p>“คุณเพชรได้คุยกับคุณกุลภัทรแล้วคลิก ก็เลยมีโอกาสมาร่วมทำงานกัน A49 ทำงานร่วมกับ WHY Architects ตั้งแต่ต้น ฝั่งนั้นมีความเชี่ยวชาญเรื่องพิพิธภัณฑ์ เขาเป็นคนออกแบบ เราเป็นคนรับผิดชอบให้มันเกิดขึ้น (Execution) ลงดีเทล ประสานงานวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์” อ.โบ้ เล่าถึงการทำงานร่วมกับ WHY Architects</p>



<p>ก่อนจะมาเจอกับคุณกึ๋น คุณเพชรยังหาสถาปนิกที่จะมาทำงานนี้ไม่ได้ จึงต้องบินไปคุยกับสถาปนิกต่างประเทศ มีทั้งคนที่ไม่ตัดสินใจทำด้วยกัน และคนที่เอาด้วย เขียนแบบเสร็จเรียบร้อย สุดท้ายไม่ได้สร้าง ด้วยเหตุผลทำนองนี้</p>



<p>“สถาปนิกคนแรกที่ผมทำด้วยเป็นฝรั่งเศส จนเขียนแบบเสร็จแล้ว ไปประมูลแล้ว แบบยากมาก ประมูลเชิญไป 5 ราย ส่งแค่ 1 เกินงบไป 2 &#8211; 3 เท่า มันก็ไม่ได้สร้าง ไม่เกิดขึ้น”</p>



<p>“มีช่วงหนึ่งเขาไปเจอสถาปนิกออสเตรเลีย แต่ไปได้แวบๆ ก็หยุด และมีไปเจอสถาปนิกชาวญี่ปุ่นระดับโลกเลย แล้วก็ทำงานไป 2 ปี ก็ตัดสินใจว่าไม่เดินต่อ เพราะงบประมาณมันสูงเกินไปมาก ทุกการพูดคุย สถานที่สร้างพิพิธภัณฑ์ก็จะถูกเสนอขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ และย้ายไปหลายที่ สุดท้ายมาจบแถวกล้วยน้ำไท ผมเข้าใจว่าที่เดิมตรงนี้เป็นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือของครอบครัวอยู่แล้ว และมันก็ใกล้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท สุดท้ายก็เกิดเป็น Dib Bangkok”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186478" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องรอเกือบ 30 ปี ถึงจะมีพิพิธภัณฑ์ชื่อ Dib Bangkok ในฐานะสถาปนิกที่เห็นโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว และได้ทำงานกับสถาปนิกหลายคนจนมาถึงคุณกึ๋น อ.โบ้ สะท้อนความคิดที่ตกผลึกแล้วให้เราฟังว่า</p>



<p>“ผมเป็นสถาปนิกมืออาชีพ ผมเข้าใจ Contemporary Art ผมเข้าใจธรรมชาติของพิพิธภัณฑ์ แต่บางครั้ง ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งใดบ่อยๆ เราอาจตกหล่นบางอย่างได้ การได้ทำงานกับคนที่เชี่ยวชาญจะทำให้เรามีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เรารู้ว่าต่อไปถ้าได้ทำ เราจะทำได้ดีกว่าการลองผิดลองถูก สำหรับผมมันคือการเรียนรู้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186479" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย กับโจทย์ที่ว่าด้วยการรักษาของเก่า</strong></h2>



<p>Dib Bangkok ตั้งอยู่บนพื้นที่รวมกว่า 11,000 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 7,000 ตารางเมตร แข่งฟุตบอลได้สบาย หากยืนอยู่ตรงลานกว้าง (ภาพขวา) ทางซ้ายมือคือ Main Gallery สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะ มีทั้งหมด 3 ชั้น ความน่าสนใจของอาคารคือถูกรีโนเวทมาจากโกดังเก่าจากยุค 1980s</p>



<p>หากมองในเชิงสถาปัตยกรรม Dib Bankok มีทั้งส่วนอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ และส่วนที่ใช้แนวคิดแบบ Adaptive reuse คือการนำอาคารเก่ามาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน เพื่อตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานใหม่ โดยมีคีย์สำคัญคือต้องเก็บรักษาคุณค่าเดิมของอาคารเอาไว้</p>



<p>ปรับปรุงจากอาคารเก่า &#8211; คำนี้มีเสน่ห์และเท่เสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186480" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>Main Gallery ซึ่งเดิมเคยเป็นโกดังเก่า คุณเพชรเอ่ยปากเองเลยว่าให้เก็บเสาดิบๆ เอาไว้แบบนี้</p>



<p>“Main Gallery เป็นโกดังเก่าอายุ 40 ปี เป็นโกดังคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) สูง 3 ชั้น ทอดยาวจากฝั่งประตูทางเข้าไปจนถึงฝั่งติดทางด่วน อาคารนี้มีโครงสร้างแข็งแรงมาก เพราะต้องรับโหลดเหล็ก ดังนั้น โจทย์ของเราคือ ปรับปรุงโครงสร้างเดิมบางส่วน และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด” อ.โบ้  เล่าถึงโครงสร้างเดิมของ Main Gallery</p>



<p>“พอเป็นโกดังเก่า โครงสร้างเดิมมันน่าสนใจ บนเสาจะมีหูช้างคอยรับคาน และ Gantry (โครงสร้างยกสูงลักษณะคล้ายสะพานหรือนั่งร้านที่มีขาตั้งอิสระ เคลื่อนที่ได้บนล้อหรือราง) นี่คือลักษณะพิเศษของเสาที่ต้องเก็บไว้</p>



<p>“พอมีโจทย์ว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติของพิพิธภัณฑ์มันต้องการลักษณะของพื้นที่ที่มีความหลากหลาย แต่โกดังเดิมมันถูกออกแบบมาเหมือนเป็นแพนเค้ก 3 ชั้นซ้อนกัน เราเลยต้องเจาะพื้นชั้น 2 และชั้น 3 ให้ทะลุถึงกัน เพื่อสร้างโถงสูง และยกหลังคาที่ชั้น 3 ให้สูงขึ้นอีก เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องลงมาใน Space ที่สูงโปร่งแบบนี้ มองดูแล้วแกลเลอรีก็จะมีความแกรนด์”</p>



<p>ดูจากรูปพอเดาออกไหมว่าอาคาร หรือ Space ตรงไหนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186481" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สเปซที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ คือลาน Courtyard ลานจอดรถชั้นใต้ดิน และอาคาร 5 ชั้น (ด้านขวาในรูป) ที่สามารถเดินเชื่อมไปยัง Straight Up, 1988, Realized in 2025 หอชมท้องฟ้า ผลงานของ James Turrell อ.โบ้ บอกกับเราว่าฟังก์ชันของอาคารชั้น 5 คือ เป็นออฟฟิศหลังบ้าน</p>



<p>ตรงกันข้ามกับ Main Gallery เป็นอาคารชั้นเดียว แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นจุดบริการข้อมูล และ ‘วัตถุดิบ บิสโทร แอนด์ บาร์’ พื้นที่บริการอาหารและเครื่องดื่ม เหนืออาคารนี้ติดตั้ง Art Wall ความยาว 85 เมตร</p>



<p>เลื่อนกันมาถึงบรรทัดนี้ มาหาคำตอบกันดีกว่าทำไมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถึงชื่อ Dib Bangkok</p>



<p>ขอหมายเหตุไว้ตัวโตๆ เลยว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาในมุมของ อ.โบ้ เท่านั้น ไม่มีใครทราบคำตอบดีไปกว่าเจ้าของความฝันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งมันก็เป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งมิใช่หรือ กับการตีความสิ่งสิ่ง หนึ่งด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน งานวรรณกรรมคลาสสิก หรือแม้แต่โบราณสถานชื่อดังของโลกก็เป็นเช่นนี้</p>



<p>“ผมคาดเดาว่าความดิบของวัสดุที่มีอยู่เดิมมันสร้างความประทับใจให้คุณเพชร เปรอะบ้าง เก่าบ้าง ปนๆ กันไปกับของใหม่มันก็มีคาแรกเตอร์ดี เพราะงานศิลปะไม่ได้ต้องการความเนี๊ยบอย่างเดียว และชื่อดิบก็คงจะเท่ดี (หัวเราะ) อันนี้ผมเดานะ”</p>



<p>“ระหว่างก่อสร้างเขาก็มาเดินชม เดินดูงานก่อสร้าง ได้เห็นเสาดิบๆ แล้วบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมันนะ เก็บไว้อย่างนี้ ส่วนตรงนี้คลีนอัปเฉยๆ ตรงนี้โอเค ตรงนี้ไม่สวยทำใหม่” อ.โบ้ ขุดความทรงจำที่มีในช่วงก่อสร้าง</p>



<p>ขณะที่ความจริงอีกด้านคือ คุณแฌง-ภูรัตน์ ประธานผู้ก่อตั้งเล่าให้ฟังถึงที่มาของชื่อว่า เกิดจากบทสนทนาในมื้ออาหารค่ำคืนหนึ่งระหว่างเขาและคุณพ่อที่มีปลาดิบอยู่ในบทสนทนาที่คุณแฌงพูดขึ้นมาว่า “เราก็เหมือนกับปลานี้ มันดิบ แต่ทานแล้วให้ความรู้สึกดีมากๆ” ซึ่งคุณพ่อเองก็ชอบชื่อนี้ด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186482" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ออกแบบเส้นทางการเดินตั้งแต่ทางเข้า</strong></h2>



<p>เท่าที่คนไม่สันทัดพิพิธภัณฑ์อย่างเราเข้าใจ การออกแบบเส้นทางการเดิน หรือ Visiting Flow เป็นเรื่องที่พิพิธภัณฑ์ต้องทำ มีทั้งที่ออกแบบให้เดินง่ายที่สุด ให้สับสนงุนงงที่สุด หรือแม้แต่ออกแบบมาเพื่อรับใช้คอนเซปต์บางอย่าง อย่างเช่นคุณ Daniel Libeskind ที่ออกแบบให้พื้นใน Jewish Museum Berlin มีความลาดเอียง เพื่อจำลองความรู้สึกของชาวยิวในช่วงสงครามโลก</p>



<p>Dib Bangkok จัดอยู่ในประเภทเดินง่ายสบายขา</p>



<p>WHY Architects และคุณเพชร ร่วมกันออกแบบโฟลว์การเดินของ Dib Bangkok เริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้า เมื่อก้าวเท้าเข้ามาจะพบกับแอ่งน้ำทางขวามือ มองแล้วรู้สึกอย่างไร ได้ยินเสียงน้ำแล้วรู้สึกอย่างไร ด้านซ้ายมือจะพบกับสีเขียวของต้นไม้ ไม่นานก็เดินถึง Courtyard จากมุมนี้เราจะเห็นความเรียบโล่ง ความกว้างใหญ่ และความดิบเปลือยของอาคารอย่างเต็มตา</p>



<p>อ.โบ้บอกกับเราว่าบรรยากาศถูกสร้างมาตั้งแต่ทางเข้ามาจนถึง Courtyard บางคนอาจหยุดพักถ่ายรูป แล้วค่อยเดินเข้าไปที่ Main Gallery</p>



<p>“Main Gallery จะมีงานศิลปะคอยต้อนรับอยู่ นั่นคือ Constellations งานศิลปะโดยศิลปิน มาร์โค ฟูซินาโต เราออกแบบให้เดินที่ชั้น 1 จากซ้ายไปขวา ขึ้นบันไดไปชั้น 2 เดินจากขวาไล่มาซ้าย เสร็จแล้วขึ้นบันไดไปชั้น 3 เดินจากซ้ายไปขวา มันเป็นโฟลว์การเดินง่ายๆ”</p>



<p>“โฟลว์จากหนึ่งไปสองสำคัญมาก มันต้องเซอร์ไพรส์คนได้ Gallery ในแต่ละชั้น ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถดัดแปลง ปรับเปลี่ยน เจาะผนัง หรือถูกย้ายได้ เพื่อให้ตอบโจทย์กับงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงมากที่สุด การออกแบบเส้นทางเดินมันเลยเชื่อมอยู่กับงานศิลปะด้วย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186483" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในแง่ความรู้สึกและนัยความหมาย ด้วยความเป็นคอนกรีต เหล็ก และความดิบเปลือยที่สะท้อนอยู่บนเสา ผนัง จนถึงชิ้นงานศิลปะที่ถูกนำมาจัดแสดง ชั้น 1 จะให้ความรู้สึกหนักแน่น แข็งแรง มั่นคง และรู้สึกปลอดภัย หลายคนที่ไปมาแล้วเห็นตรงกับเราในข้อสังเกตนี้</p>



<p>เมื่อก้าวผ่านความหนักแน่นขึ้นมาที่ ชั้น 2 บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกส่วนตัวมากขึ้น ไร้แสงธรรมชาติ มีแค่งานศิลปะ ไฟสลัว และความเงียบ บางโซนถูกทำให้มืด ซึ่งความมืดที่ว่ามันก็ทำงานกับคนแตกต่างกันไป บ้างผ่อนคลาย บ้างรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง ทำให้เราคิดได้ว่าแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน พินิจศิลปะชิ้นเดียวกัน เราอาจคิดกันคนละเรื่อง รู้สึกกันคนละแบบก็ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186484" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ชั้น 3 คล้ายเป็นการหลุดพ้น แสงสว่างจากธรรมชาติและสีขาวเรียบโล่งบนผนังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย เสียจนกล้าพอที่จะครุ่นคิดกับงานศิลปะที่พูดถึงชีวิต ความตาย และการหลุดพ้นได้อย่างไม่ทรมานเกินไป</p>



<p>“ถ้าแต่ละ Gallery เหมือนกันหมดเลย อาจจะน่าเบื่อ โผล่ขึ้นมาชั้น 2 เจอห้องมืด ชั้น 3 ก็เริ่มมีแสงธรรมชาติ มันเป็นการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์ให้กับผู้ชม มาชมแล้วต้องเกิดความรู้สึกบางอย่าง บางคนอาจจะไม่ชอบ บางคนผ่อนคลาย หรือเราอาจสงสัยว่าศิลปินเขาคิดอะไรอยู่นะ ถึงสร้างงานแบบนี้ขึ้นมา บางครั้งเราไม่เห็นคล้อย เรารู้สึกอีกแบบนึง เพราะมันเป็นประสบการณ์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน” อ.โบ้ เน้นย้ำเรื่อง Experience Design</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186485" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186486" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พิพิธภัณฑ์ควรเป็นมากกว่าแค่โกดังเก็บงานศิลปะ</strong></h2>



<p>ในความตั้งใจแรก Dib Bangkok จะสร้างขึ้นให้เป็น Private Museum แต่เมื่อในวันที่ 14 สิงหาคม 2566 คุณเพชรจากไปอย่างสงบในวัน 68 ปี ทำให้พิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งเริ่มการก่อสร้างไปไม่นานจึงต้องหยุดชะงักอีกครั้ง</p>



<p>ทายาทอย่างคุณแฌงจึงต้องตัดสินใจว่าจะทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่อไปหรือไม่ แน่นอนเขาลุยต่อ เขาบอกกับเราว่าการมารับช่วงต่อทำพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเดิมตั้งใจให้เป็น Private แล้วต้องเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม มีความท้าทายเต็มไปหมด</p>



<p>“คุณพ่อผมเคยพูดว่า ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว ลูกจะทำอะไรก็เรื่องของลูก ผมมาคิดดูถ้าไม่มีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้น มันน่าเสียดายสำหรับคนไทย แต่ก็นั่นแหละครับ ผมตัดสินใจหาเหาใส่หัว ต้องเริ่มสร้างทีมจากศูนย์เพื่อมาช่วยกันรัน ปัจจุบัน ดิบ บางกอก มีพนักงานประมาณ 80 คน”</p>



<p>แม้หลายคนจดจำเขาในฐานะอธิการบดีที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือการเป็นผู้บริหาร ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) บริหาร Arc 9 Private Equity และบริษัทโอเวนเจอร์ กรุ๊ป (Oventure Group) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในอีกมุม เขาเป็นคนชอบเล่นดนตรี ซึ่งจะถือว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะก็ได้ ในฐานะผู้บริหารของ Dib Bangkok คนปัจจุบัน เราจึงอยากรู้ว่าเขาจะพาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปในทิศทางไหน เพราะดูเหมือนว่าพิพิธภัณฑ์ยังเป็นเรื่องไกลตัวคนทั่วไปพอสมควร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186487" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“ศิลปะมีมาตั้งแต่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ มาถึงกรีก โรมัน จนถึงยุคที่ต้องวาดให้สมจริงที่สุด กระทั่งว่าเป็นปรัชญามากๆ ดูไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม แต่เราจะรู้ว่าศิลปะประเภทนี้เกิดขึ้นในยุคไหน ศิลปะเชื่อมโยงกับชีวิตมนุษย์มาตลอด ถ้ามีพิพิธภัณฑ์ ผมว่าอย่างน้อยมันช่วยให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานเราจำได้ ว่ายุคสมัยนี้เป็นอย่างไร”</p>



<p>“ผมถือว่าศิลปะคือหน้าต่างพาเราไปสู่สิ่งใหม่ๆ ทั้งได้วิธีคิดใหม่ วิธีแก้ปัญหาแบบใหม่ ได้สะท้อนความคิดของตัวเอง และที่สำคัญคือเราคิดอะไรก็ได้ ไม่มีถูกผิด แต่เราคงไม่ได้ชอบทุกชิ้นหรอก มันต้องมีสักชิ้นที่สะกิดใจเราเป็นพิเศษ มันอาจไปปลุกพลังสร้างสรรค์ในคนคนหนึ่งขึ้นมาก็ได้”</p>



<p>คุณแฌงเสริมอีกว่าแวดวงแกลเลอรีอาร์ตทั่วเอเชียกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น คนโหยหาการไปพิพิธภัณฑ์เพื่อเสพงานศิลปะ คล้ายว่าชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่จ่อมอยู่ในโลกออนไลน์กันซะมาก ทำให้คนเหล่านั้นโหยหาประสบการณ์ในโลกจริง และพิพิธภัณฑ์ก็ให้ประสบการณ์นั้นได้</p>



<p>“ตอนเวิร์กกับคุณกุลพัทร (ยันตรศาสตร์) และคุณพิชัย (วงศ์ไวศยวรรณ) เราตั้งโจทย์กันว่าอยากดึงคนออกจากเรื่องราวที่เขาพบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะรถติด เครียด หรือปัญหาต่างๆ เพื่อให้เขามาอยู่กับตรงนี้ พื้นที่ตรงนี้คือปัจจุบัน อยู่กับงานศิลปะ”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>วิธีหารายได้หล่อเลี้ยงพิพิธภัณฑ์</strong></h2>



<p>ถือเป็นน้องใหม่ หากพูดถึงพื้นที่ศิลปะในประเทศนี้ Dib Bangkok เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการมาแค่ 3 เดือนเท่านั้น มีผู้คนแวะเวียนมาที่นี่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนมาเพื่อศิลปะ บางคนมาเพื่อพักผ่อน บางคนมาแล้วผ่านเลย บางคนมาแล้วมาซ้ำ</p>



<p>ในวันที่ศิลปะเริ่มขยับเข้าใกล้ชีวิตผู้คนมากขึ้น ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า Dib Bangkok จะบริหารพื้นที่ศิลปะให้อยู่รอดได้อย่างไร เพราะถึงแม้ศิลปะจะพาเราไปสู่โลกใบใหม่ได้ แต่ถ้าปัจจัยต่างๆ ในชีวิตไม่เอื้ออำนวย ใครล่ะจะมาพิพิธภัณฑ์</p>



<p>อ.โบ้ บอกกับเราว่า “บ้านเรามีพิพิธภัณฑ์ศิลปะไม่มาก MOCA ของคุณบุญชัย (เบญจรงคกุล) ท่านก็ลงทุน สะสมชิ้นงานศิลปะ และสนับสนุนศิลปิน คุณเพชรก็ทำ Dib Bangkok ทุกคนทำของตัวเองด้วยความรักและมีกำลังที่จะทำ ผมคิดว่าภาครัฐน่าจะเข้ามาช่วยส่งเสริมตรงนี้ได้”</p>



<p>“ถ้ามีการส่งเสริมด้านภาษี พิพิธภัณฑ์อาจจะเกิดได้ง่ายขึ้น ถ้ารัฐไม่เข้ามาช่วยสนับสนุน มันเกิดพื้นที่แบบนี้ยาก ถ้ามีแบบนี้ในบ้านเราเยอะๆ มันเกิดประโยชน์มากนะ มันเหมือนเราสร้างสถานศึกษาเลย”</p>



<p>ในฐานะผู้บริหาร Dib Bangkok คุณแฌงให้มุมมองเรื่องโครงสร้างรายได้ของพิพิธภัณฑ์ไว้แบบนี้</p>



<p>“โมเดลพิพิธภัณฑ์ที่ยั่งยืนในระดับสากล มักจะเฉลี่ยรายได้เป็นสูตร 30-30-40 คือ 30% จากค่าตั๋ว (Ticket) อีก 30% จากการบริจาค (Donation) และที่เหลือมาจากกิจกรรมหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ (Activity &amp; Membership)”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186488" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ปัจจุบัน Dib Bangkok เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการที่มีชาวต่างชาติและคนไทยเริ่มบริจาคเข้ามาบ้างแล้ว ถึงอย่างไรก็ตาม การสนับสนุนจากภาครัฐยังถือว่ามีส่วนสำคัญมาก คุณแฌงเสนอว่า “ภาครัฐอาจจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการสนับสนุนศิลปะแบบที่เมืองนอกเขาทำ”</p>



<p>“ผมชอบประโยค Art is an ocean คือศิลปะก็เหมือนมหาสมุทร คนว่ายน้ำเก่งเขาก็ดำลงไปลึก คนว่ายไม่แข็งก็อาจจะว่ายอยู่ระดับผิวน้ำ ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ทำให้คนมาเล่นน้ำกันมากขึ้น” คุณแฌงเล่าถึงภารกิจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้</p>



<p>เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่สุด กับการที่ Dib Bangkok เข้ามาเติมเต็มวงการศิลปะไทยให้คึกคัก โดยเฉพาะศิลปะร่วมสมัย รวมทั้งทำให้ผู้หลงใหลในพิพิธภัณฑ์และงานอาร์ตตื่นเต้นมีชีวิตชีวา ชวนนะ เราชวนผู้อ่านทุกคนไปลองเปิดประสบการณ์ที่ Dib Bangkok ถ้าชีวิตในแต่ละวันนั้นสับสน วุ่นวาย ขาดพลัง ลองมาเปิดเปลือยความคิดและความรู้สึกกันได้ที่นี่</p>



<p>ย้ำอีกครั้ง Dib Bangkok ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 ใกล้ซอยสุขุมวิท 40 และเปิดทำการในวันพฤหัสบดี-จันทร์ (ปิดวันอังคารและวันพุธ) เวลา 10:00 &#8211; 19:00 น.</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186489" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ก่อนกลับเราเดินขึ้นบันไดไปยังหอ Straight Up ในจังหวะที่แสงอาทิตย์กำลังลาฟ้าอันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการสัมผัสงานศิลปะชิ้นนี้ เราเปิดประตูเข้าไปนั่งล้อมวงกับช่างภาพ พวกเราจ้องมองท้องฟ้า</p>



<p>วินาทีนั้น เดี๋ยวนั้น ขณะเดินลงบันได เราคิดย้อนไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาใน Dib Bangkok ต่อเมื่อได้เดินดูงานอาร์ต การจัดวาง รับรู้ถึงแสง สี เสียงของแต่ละห้อง เราพยายามทบทวนว่าประทับใจอะไรที่สุด-ยังไม่มีคำตอบ</p>



<p>จนวินาทีนี้ เดี๋ยวนี้ เมื่อได้ย้อนกลับไปดู ผลงานศิลปะที่ Dib Bangkok เลือกมาจัดแสดง ต้องบอกว่าโดนใจเราหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น Emotional Machine รถยนต์โฟล์คสวาเกน บีเทิล แคลิฟอร์เนีย ลุคปี 1965 ของ สุรสีห์ กุศลวงศ์ Constellations โดยมาร์โค ฟูซินาโต เสียงพูดที่ไม่ได้ยิน, 2538 ศิลปะจัดวางประกอบด้วยเสาวิหาร เครื่องแก้ว ชุดกรวดน้ำ และผ้า โดย สมบูรณ์ หอมเทียนทอง รวมถึง Zodiac Houses, 2541 &#8211; 2542 ของ มณเฑียร บุญมา </p>



<p>งานเหล่านั้นไม่เพียงชวนเราตั้งคำถาม บางชิ้นโดนใจถึงขั้นต้องเซิร์ชชื่อศิลปินแล้วไปตามอ่านที่มาของพวกเขา ชีวิตเขาเป็นอย่างไร องค์ประกอบเหล่านั้นถูกส่งมาในงานอย่างไร พูดง่ายๆ คือการมาพิพิธภัณฑ์ทำให้เราหลงใหลในศิลปะเข้าให้แล้ว</p>



<p>คล้ายเป็นพ่อสื่อ Dib Bangkok ทำให้คนกับศิลปะมารักกัน นั่นแหละสิ่งที่เราประทับใจ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dib-bangkok/">ดิบแต่เนี๊ยบ กว่าจะเป็น Dib Bangkok เมื่อโกดังเก่าอายุ 40 ปี เซ็ตมาตรฐานใหม่พิพิธภัณฑ์ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลังโปรเจกต์เรียกรอยยิ้ม ‘Hat Yai Rise Up’ สีสันบนทางม้าลายจากปลายพู่กันเยาวชนหาดใหญ่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hat-yai-art-crosswalk/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[หาดใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185316</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต้นเดือนพฤศจิกายน สองห้าหกแปด หาดใหญ่ยังปกติดี เมืองยังคึกคัก ชีวิตยังเคลื่อนไป&#160; กลางเดือนเดิมในปีเดิม มวลน้ำจำนวนนับไม่ได้กลืนหาดใหญ่ เร็ว แรง ไม่ทันให้ชีวิตได้ตั้งตัว เรื่อยไปถึงปลายเดือนเดิม น้ำยังไม่หยุด ไม่มีใครได้เหยียบดินอีก ไม่อยู่บนชั้นสองก็นู่น&#8230;บนหลังคา หนำซ้ำยังมีคนเดินไต่สายไฟหนีน้ำ หนีจากที่ต่ำไปที่สูง สัตว์เล็กพออุ้มได้ก็รอด สัตว์ใหญ่เป็นอันเข้าใจว่าไม่รอด บ้านพัง ทรัพย์สินมีค่าทุกชนิดที่สั่งสมสร้างตัวมาทั้งชีวิตมลายไปพร้อมกับน้ำ ครอบครัวแตกฉานซ่านเซ็น แช่น้ำอยู่อย่างนั้นร่วมเดือนอย่างสิ้นหวัง จนเมื่อธันวาคมนี่เองที่ฝนหลบหาย ระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่ ความช่วยเหลือที่เริ่มเข้ามา ทั้งช่วยกันเอง เอกชน และภาครัฐ และในที่สุด น้ำเหือดหายไปแล้ว เหลือแต่ซากเมืองรกร้างที่จวนจะไร้ชีวิต บ้างบอกนี่คือน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เกิดมา บ้างยังสับสนงุนงงไม่รู้จะจัดการสิ่งตรงหน้ายังไง ธันวาคมลุกลามข้ามปีถึงเดี๋ยวนี้คือช่วงเวลาแห่งการเก็บกวาด กำจัด ขัดถูเศษซากที่น้ำท่วมทิ้งไว้ ทั้งเศษไม้ เศษเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กใหญ่ ขวดพลาสติก และสรรพข้าวของ (เคย) มีค่าที่บัดนี้เป็นขยะ เพื่อคืนชีวิต สีสัน ความสะอาด ฯลฯ ให้กับหาดใหญ่อีกครั้ง ด้วยว่าไม่มีใครอยากอยู่ในเมืองพิบัติ&#8230;นานไปกว่านี้อีกแล้ว&#160; นกบินหลาถลาเล่นลมชมศิลปะบนทางม้าลาย หากคุณเป็นนกอิสระตัวหนึ่งที่กำลังบินแหวกมวลอากาศร่อนเร่อยู่เหนือเมืองหาดใหญ่ นอกจากจะเห็นผู้คนกำลังช่วยกันทำความสะอาด จะเห็นคนค้าขาย รถขนขยะ อาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hat-yai-art-crosswalk/">เบื้องหลังโปรเจกต์เรียกรอยยิ้ม ‘Hat Yai Rise Up’ สีสันบนทางม้าลายจากปลายพู่กันเยาวชนหาดใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ต้นเดือนพฤศจิกายน สองห้าหกแปด หาดใหญ่ยังปกติดี เมืองยังคึกคัก ชีวิตยังเคลื่อนไป&nbsp;</p>



<p>กลางเดือนเดิมในปีเดิม มวลน้ำจำนวนนับไม่ได้กลืนหาดใหญ่ เร็ว แรง ไม่ทันให้ชีวิตได้ตั้งตัว</p>



<p>เรื่อยไปถึงปลายเดือนเดิม น้ำยังไม่หยุด ไม่มีใครได้เหยียบดินอีก ไม่อยู่บนชั้นสองก็นู่น&#8230;บนหลังคา หนำซ้ำยังมีคนเดินไต่สายไฟหนีน้ำ หนีจากที่ต่ำไปที่สูง สัตว์เล็กพออุ้มได้ก็รอด สัตว์ใหญ่เป็นอันเข้าใจว่าไม่รอด บ้านพัง ทรัพย์สินมีค่าทุกชนิดที่สั่งสมสร้างตัวมาทั้งชีวิตมลายไปพร้อมกับน้ำ ครอบครัวแตกฉานซ่านเซ็น</p>



<p>แช่น้ำอยู่อย่างนั้นร่วมเดือนอย่างสิ้นหวัง จนเมื่อธันวาคมนี่เองที่ฝนหลบหาย ระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่ ความช่วยเหลือที่เริ่มเข้ามา ทั้งช่วยกันเอง เอกชน และภาครัฐ และในที่สุด น้ำเหือดหายไปแล้ว เหลือแต่ซากเมืองรกร้างที่จวนจะไร้ชีวิต บ้างบอกนี่คือน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่เกิดมา บ้างยังสับสนงุนงงไม่รู้จะจัดการสิ่งตรงหน้ายังไง</p>



<p>ธันวาคมลุกลามข้ามปีถึงเดี๋ยวนี้คือช่วงเวลาแห่งการเก็บกวาด กำจัด ขัดถูเศษซากที่น้ำท่วมทิ้งไว้ ทั้งเศษไม้ เศษเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กใหญ่ ขวดพลาสติก และสรรพข้าวของ (เคย) มีค่าที่บัดนี้เป็นขยะ เพื่อคืนชีวิต สีสัน ความสะอาด ฯลฯ ให้กับหาดใหญ่อีกครั้ง</p>



<p>ด้วยว่าไม่มีใครอยากอยู่ในเมืองพิบัติ&#8230;นานไปกว่านี้อีกแล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185331" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นกบินหลาถลาเล่นลมชมศิลปะบนทางม้าลาย</strong></p>



<p>หากคุณเป็นนกอิสระตัวหนึ่งที่กำลังบินแหวกมวลอากาศร่อนเร่อยู่เหนือเมืองหาดใหญ่ นอกจากจะเห็นผู้คนกำลังช่วยกันทำความสะอาด จะเห็นคนค้าขาย รถขนขยะ อาหาร ต้นไม้ หลังคา สัญญาณไฟเขียวแดง จะยังเห็นคนที่กำลังมุ่งหน้าไปตามทางของตัวเองในที่ไหนสักแห่ง</p>



<p>หากเพ่งมองบนถนนให้ดีจะเห็นทางม้าลายดูแปลกตาไป หากเคยบินไปเมืองอื่นก็คงรู้ว่านี่มันไม่เหมือนใครเขา เดิมนั้นทางม้าลายก็มีแค่สีขาววาดเป็นกล่องเรียงกันไปจากฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่งหนึ่ง ฟังก์ชันคือให้คนเดินเท้าข้ามถนนอย่างปลอดภัย เพิ่มเข้ามาของเมืองนี้คือมันเรียกรอยยิ้มได้ด้วย</p>



<p>มีคนเคยพูดไว้ว่าหาดใหญ่เป็นเมืองไม่สิ้นศิลป์ อย่างกระนั้นเลย ทางม้าลายกว่า 35 จุดทั่วเมืองนี้ถูกตกแต่งด้วยลวดลายทะเล้นขี้เล่น นี่คือผลงานการออกแบบจากปลายปากกาของ <strong>Sahred Toy</strong> หรือ ต๊อด &#8211; อารักษ์ อ่อนวิลัย ศิลปินหนุ่มเครางามที่มักหยิบเรื่องฉาวโฉ่มาใส่ลงในงานอยู่เสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185332" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อ้อ เด็กๆ ที่เห็นกลุ่มนั้นคือนักศึกษาจากมหา’ลัยในจังหวัดสงขลา ที่อาสากะเกณฑ์ลงเส้นละเลงสีบนทางม้าลาย พวกเขาบอกว่าใช้เวลาลงสีกันเกือบสองอาทิตย์</p>



<p>ส่วนหนุ่มสวมรองเท้าแวนนั้นชื่อ<strong>ต้า &#8211; </strong><strong>ธราธิป ปานแก้ว</strong><strong> </strong>ภูมิลำเนาอยู่ตรัง<strong> </strong>ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่สงขลา<strong> </strong>ต้าเป็นศิษย์เก่าจากคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ ทั้งเป็นหัวหน้าทีมวาด คุมงานลงสีในโปรเจกต์นี้</p>



<p>หากเมื่อยปีกแล้ว ขอจงถลาร่อนลงตรงนี้ หุบปีก ผึ่งหู ศิลปินกำลังจะเล่าเรื่องแล้ว</p>



<p><strong>ขอเริ่มด้วยคำถามนี้ พอติดตามข่าวน้ำท่วมมาถึงตอนนี้ รู้สึกยังไง</strong></p>



<p>จริงๆ มาตามข่าวทีหลังสักพักใหญ่เลยครับ เพราะไม่ได้ดูข่าวหรือเช็กโซเชียลมีเดียเท่าไหร่ ภาพแรกที่เห็นก็เป็นช่วงที่น้ำท่วมมิดตัวบ้านผู้คนไปอยู่บนหลังคาแล้ว ทำให้นึกถึงตอนตัวเองกับครอบครัวรับมือน้ำท่วมปี 54 และคิดว่าความเสียหายครั้งนี้คงจะหนักกว่าเพราะไม่มีเวลาให้เตรียมตัว</p>



<p><strong>อีท่าไหนถึงมาร่วมในโปรเจกต์นี้ได้</strong></p>



<p>ต้องขอบคุณทาง Great Day Organizer ที่ชวนมาทำนะครับ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนหน้านี้ให้กับทางจังหวัดสงขลา พอเค้าชวนก็เอาเลยครับ จริงๆ เวลามันค่อนข้างกระชั้นมากแต่ทางออแกไนซ์ก็ทำออกมาได้ทันเวลา</p>



<p><strong>เคยวาดงานเพื่อไปลงบนทางม้าลายมาก่อนไหม</strong></p>



<p>คิดว่าไม่เคยนะครับ ผมจึงพยายามวาดให้มันดูซอฟต์ๆ ดูผ่อนคลาย และพยายามคิดเผื่อว่าคนที่ไปเพนต์จะทำตามได้ไม่ยาก ไม่ซับซ้อนจนเกินไป</p>



<p><strong>หลังจากได้รับโจทย์จากโปรเจกต์ Hat Yai Rise Up เวิร์กต่อยังไง</strong></p>



<p>ทางทีมเค้ามีชื่อแคมเปญกับสโลแกนมาอยู่แล้วครับ แล้วผมมาเคาะอีกทีให้มันสื่อสารในแบบของผม ผมยกข้อความที่เขียนอธิบายกับทางทีมและชาวหาดใหญ่ไปตามประโยคข้างล่างนะครับ</p>



<p>คีย์วิชวลผมใช้มือที่ชูกำปั้นเป็นเมนคาแรกเตอร์ของงานนี้นะครับ อยากให้คนเห็นครั้งเดียวแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นแคมเปญของการลุกขึ้นสู้ไปด้วยกัน ไม่ต้องตีความเยอะ เน้นการสื่อสารที่ชัดและย่อยให้เข้าใจง่ายที่สุด</p>



<p>ขณะเดียวกันก็อยากให้มันเป็นการ์ตูนที่แฝงความน่ารักเข้าไปด้วยจะได้ไม่ดูซีเรียสจนเกินไป เพราะสถานการณ์มันเครียดอยู่แล้ว ในบางภาพของทางม้าลายก็จะเอามือมาแสดงท่าทางต่างๆ ร่วมด้วยเพื่อให้ล้อไปกับสโลแกน “กลางคืนสร้างสรรค์ กลางวันสร้างเมือง”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185334" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ที่เคยบอกว่าหน่ายจะคิดคอนเซปต์ให้งาน ตอนนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม</strong></p>



<p>จากใจเลยนะครับ ลืมว่าเคยพูดตอนไหน (หัวเราะ) ผมขี้ลืมอยู่ละ อาจจะหมายถึงถ้างานที่ตัวเองวาดเล่นไว้ดูคนเดียวก็จะไม่มีแก่นอะไรครับ วาดแบบสมองโล่งสมองเน่า&nbsp;</p>



<p>แต่กับงานที่ทำให้แบรนด์ต่างๆ ผมสนุกเสมอเลยครับ ตื่นเต้นทุกครั้งที่มีโปรเจกต์ใหม่เข้ามา เพราะขั้นตอนการทำงานมันเจ๋งที่สุดตรงที่ผมจะโยงตัวเองยังไงให้เข้ากับลูกค้าแล้วออกมาดีต่อทุกฝ่าย ทั้งคนวาด คนจ้าง และคนที่เห็นตอนงานนั้นออกมา</p>



<p><strong>กับโปรเจกต์นี้ ทำงานร่วมกับน้องๆ เป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ใช้คำว่าร่วมไม่ได้เลยครับ ผมอยู่แต่บ้าน ฮ่า ฮ่า ผมคิดไอเดียเสร็จก็วาด แล้วโยนทั้งก้อนให้ทางทีมและทางหาดใหญ่ไปลุยกันต่อ ก็มาเห็นทีหลังครับว่ามีคนไปร่วมแรงกันเยอะมากๆ</p>



<p>สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นพลังใจของคนในพื้นที่ ผมพยายามจะตะโกนบอกด้วยวิธีของตัวเองว่าพวกคุณสู้ๆ นะ อย่างตัวการ์ตูนที่เป็นรูปมือชูกำปั้น ก็อยากให้คนเห็นแล้วฮึกเหิมแต่ไม่ดูจริงจังจนซีเรียส ผมอยากสื่อสารว่าหนึ่งมือของทุกคนมันทำได้นะเว้ย พลิกได้ สู้ได้ เอาใหม่เว้ย ลุยครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185335" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ศิลปะจากปลายพู่กันของเหล่ามดงานแห่งรวงรังหาดใหญ่</strong></p>



<p>ตั้งแต่พระอาทิตย์ตั้งโด่งอยู่กลางหัวจวบจนตอกบัตรเลิกงานไป <strong>ต้า &#8211; ธราธิป ปานแก้ว</strong> ก็ยังไม่สามารถปลีกตัวมาคุยกับเราได้ ด้วยว่าเขาต้องคุมงานวาดทางม้าลาย ซึ่งเดิมเลิกสองทุ่ม แต่เกิดปัญหา คือจราจรแน่นเอี๊ยดเกินไป จึงปรับเวลาไปทำงานในช่วงเย็น เริ่มงานห้าโมง เลิกงานตีสอง</p>



<p>โปรเจกต์นี้ใช้เวลาทำทั้งหมด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 31 ธันวาคม 2568 เพนต์ลายบนทางม้าลาย 35 จุดทั่วหาดใหญ่ จนถึงตอนนี้ต้าบอกว่าเหลืออีก 4 จุด บริเวณวงเวียนน้ำพุ โดยทีมนักวาดส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาทัศนศิลป์ ม.ทักษิณ และมีสถาบันอื่นๆ มาร่วมด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185336" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ต้าเข้ามาร่วมโปรเจกต์นี้ได้ยังไง</strong></p>



<p>โปรเจกต์นี้ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ครับ ผมได้รับมอบหมายงานผ่านผู้ประสานงาน รวมถึงแบบจากคุณต๊อด (อารักษ์ อ่อนวิลัย) พอได้แบบมาเราก็นำมาดีไซน์ปรับให้เข้ากับหน้างานอีกที ซึ่งแบบมันมีแค่ 8 แบบ แต่พื้นที่การทำงานมีมากกว่านั้น</p>



<p>โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจาก<strong>มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</strong> โดยเราได้รับมอบหมายงานผ่านผู้ประสานงานโครงการ ในส่วนของงานออกแบบซึ่งได้รับต้นแบบมาจากคุณต๊อด (อารักษ์ อ่อนวิลัย) นั้น ทางทีมได้นำมาประยุกต์และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับหน้างานจริง เนื่องจากแบบมาตรฐานมีทั้งหมด 8 รูปแบบ แต่พื้นที่ปฏิบัติงานจริงมีจำนวนมากกว่าและมีความหลากหลายกว่าครับ&nbsp;</p>



<p><strong>ทำไมต้องเป็นทางม้าลาย 35 จุดนี้</strong></p>



<p>ผมไม่แน่ใจหมือนกันนะครับ แต่อาจจะเป็นจุดสำคัญทั่วเมืองหาดใหญ่ หรือจุดที่มีนักท่องเที่ยวผ่านเยอะๆ เพื่อสร้างความสนใจให้ดูน่าดึงดูดมากขึ้น ตอนแรกทีมผมรับหน้าที่จัดการทั้ง 35 จุด แต่พอจะเริ่มงานก็เพิ่งทราบว่ามีเพื่อนๆ จากต่างสถาบันอาสามาร่วมช่วยด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185337" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทำงานกับน้องๆ เป็นไงบ้าง น่าจะติดเรียนหรือเปล่านะ</strong></p>



<p>ตัวผมไม่มีปัญหา เพราะเรียนจบแล้ว ส่วนน้องๆ ในทีม ส่วนใหญ่จะเป็นปี 3 ปี 4 แต่หลักๆ คือปี 4 ซึ่งวิชาก็จะเหลือไม่กี่ตัวที่ต้องเรียน เลยมีเวลามาทำงานนี้ครับ แต่ผมพูดกับน้องๆ เสมอว่าถ้าคนไหนมีเรียนก็ไปเรียนก่อน การทำงานในแต่ละวันจึงมีจำนวนคนไม่เท่ากัน ทีมของผมเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 7-12 คนประมาณนี้ครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185338" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แง่เทคนิค ต้องวาดลวดลายบนพื้นถนนมันยากไหม</strong></p>



<p>เราเลือกใช้สีน้ำอะคริลิกด้าน เทคนิคจิตรกรรม ความทนทานขึ้นอยู่กับพื้นถนน ถ้าบริเวณไหนผิวถนนเรียบดี สีก็จะอยู่นาน ถ้าถนนเสียหายหนักก็จะตามสภาพไป แต่ระยะเวลาก็คงจะอยู่ไม่นานเท่าเขียนผนังหรือกำแพง เพราะมีการเสียดสีทุกครั้งที่รถวิ่งผ่าน</p>



<p><strong>คนชอบงานนี้กันมาก โดยส่วนตัว รู้สึกยังไงบ้างหลังจากลุยโปรเจกต์นี้มา</strong></p>



<p>ดีใจครับ ดีใจอยู่แล้ว และแน่นอนว่าอาจจะทำให้คนรู้จักผมและน้องๆ มากขึ้น และคงจะทำให้ผมมีคนมาจ้างงานต่อละมั้งครับ (หัวเราะ) เพราะมีคนที่เขาสนใจ กำลังรีโนเวตร้านและมองหาคนมาเพนต์ผนังตกแต่ง แต่เขาไม่รู้จะหาที่ไหน ก็มีเข้ามาปรึกษาสอบถามอยู่บ้างครับ</p>



<p>แต่อีกแง่หนึ่ง ผมว่ามันน่าจะเรียกนักท่องเที่ยวมาเที่ยวหาดใหญ่ได้ หรืออย่างน้อยทำให้หาดใหญ่คึกคักขึ้นมา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185339" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คงสิ้นคำถามแล้วไหม จำพวกศิลปะจำเป็นอย่างไรต่อชีวิต อะไรเทือกๆ นั้น</strong></p>



<p>หลายๆ อย่างผมว่ามันต้องควบคู่ไปนะครับ ผมขอยกคำพูดของผศ.ชัยรัตน์ แสงทอง อาจารย์ของผมเอง อาจารย์บอกว่าสังคมที่สมบูรณ์แบบคือสังคมที่พร้อมไปด้วยองค์ความรู้ทุกๆ ด้านรวมถึงความงดงามทางด้านจิตใจของคนด้วย&nbsp;</p>



<p>หลักทัศนศิลป์ และสุนทรียศาสตร์ ควรมีบทบาทมีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตอยู่ในชุมชน เพราะไม่ว่าจะด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งด้านจิตใจ คุณค่าความงามของสุนทรียะก็ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กันในสังคม</p>



<p><strong>ในฐานะคนที่ตั้งใจชุบชีวิตหาดใหญ่อีกครั้ง มีอะไรอยากฝากไปถึงชาวหาดใหญ่ไหม</strong></p>



<p>ผมอยากให้กำลังใจและขอให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ ผมกับน้องๆ ขอทำในสิ่งที่พวกเราทำได้ คือนำศิลปะมาร่วมกันพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ อาจจะแค่สร้างรอยยิ้มให้เด็กๆ หรือคนที่ผ่านไปมา แค่นี้ก็รู้สึกดีแล้วครับ</p>



<p>ก่อนจะโผบินอีกครั้ง ต้ามีบันทึกมาฝากเราด้วย</p>



<p><em>ตั้งแต่วันแรกก็เริ่มได้รับความสนใจมีทั้งผู้คนที่ชื่นชมและไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าจะทำให้การสัญจรติดขัดส่วนใหญ่ก็ให้ความสนใจ ให้กำลังใจ ประชาชนคนที่ขับรถผ่านแล้วบอกสู้ๆ เป็นกำลังใจให้ขอบคุณพวกเราที่ที่ช่วยฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ให้กลับมามีสีสันและยังมีพี่ๆ ที่ขับรถผ่านซื้อน้ำขนมมาให้เป็นกำลังใจในการทำงาน</em></p>



<p><em></em><em>เพราะอากาศค่อนข้างร้อนมากในตอนกลางวัน ส่วนคนในพื้นที่ดีให้การต้อนรับเป็นอย่างดี รวมทั้งจราจรที่คอยดูแลความปลอดภัยตลอดการทำงาน และกู้ภัยศูนย์รถพยาบาลเอกชนสงขลาที่คอยเฝ้าในตอนดึกทุกๆ คืน</em></p>



<p><em></em><em>ความรู้สึกที่ได้ทำงานในครั้งนี้มีความรู้สึกสนุก เพราะเป็นงานที่ผมและน้องๆ ถนัด แต่ในการทำงานครั้งนี้ก็เหนื่อยมากเช่นกัน เพราะอากาศที่ร้อน มีมลพิษจากควันรถจึงทำให้มีความเหนื่อยล้าสะสม แต่เมื่อได้รับหน้าที่ก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่&nbsp;</em></p>



<p><em></em><em>หลังจากทำงานไปได้ประมาณวันถึงสองวัน ก็มีสื่อแหล่งข่าวจากหลายสำนักให้ความสนใจ พี่น้องคนหาดใหญ่ก็อยากมาทักทายทำความรู้จักว่ามาจากไหน ตัวผมเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยทักษิณ ส่วนน้องๆ ก็เป็นรุ่นน้องใน คณะศิลปกรรมศาสตร์&nbsp; สาขาทัศนศิลป์เหมือนกัน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาได้นำมาพัฒนาและฟื้นฟูหาดใหญ่หลังเกิดน้ำท่วม ให้กลับมีสีสันสดใสเหมือนเดิม ผมและน้องๆ ใช้ความถนัดในการทำงานแบบใช้ศิลปะร่วมกับชุมชน จึงทำให้ได้เห็นผลงานการเพ้นต์ทางม้าลายในครั้งนี้ครับ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hat-yai-art-crosswalk/">เบื้องหลังโปรเจกต์เรียกรอยยิ้ม ‘Hat Yai Rise Up’ สีสันบนทางม้าลายจากปลายพู่กันเยาวชนหาดใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>STILL Sukhumvit 20 นิยามใหม่ของความ Luxury ผสานงานออกแบบที่มีชีวิตโดย ‘พิณ-วรรวณิชย์ จิรรังสีรัตน์’</title>
		<link>https://adaymagazine.com/still-sukhumvit-20/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารยา อุตอามาต]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[STILLSukhumvit20]]></category>
		<category><![CDATA[SCASSET]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=184606</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางเมืองใหญ่ใจกลางกรุง โลกที่เหมือนถูกหมุนด้วยความเร็วคูณสอง ไม่ว่าจะแหงนมองฟ้าหรือก้มหน้ามองพื้นก็เต็มไปด้วยผู้คนผสมพาหนะสลับกันขวักไขว่ ตึกเล็กใหญ่ทับซ้อนสลับกันสมกับเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจของเมือง สอดส่ายสายตาหาพื้นที่ที่เราจะได้หยุดพักหายใจ กลับมีบ้านเก่าสีขาวกลางสวนใหญ่ตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ความโมเดิร์นที่ไม่เกรงกลัวยุคสมัยผสมผสานกลิ่นอายสถาปัตยกรรมตะวันตกสไตล์โคโลเนียล&#160; สังคมยังคงสถานะชุลมุนความสุขสงบเริ่มถูกแสวงหามากขึ้น คงจะดีหากมีพื้นที่ที่เงียบพอให้เราฟังเสียงตัวเองได้ชัด ไม่ต้องพิสูจน์หรือประกาศให้ใครเห็น เพราะเราเชื่อว่าการเป็นตัวเองไม่จำเป็นต้องอธิบาย ความรู้สึกมากมายเหล่านี้ SC Asset และ ‘พิณ-วรรวณิชย์ จิรรังสีรัตน์’ จาก DIN studio นำมาอธิบายให้ทุกคนเห็นภาพพื้นที่นั้นง่ายๆ ด้วยโครงการ STILL Sukhumvit 20&#160; บ้านเปรียบดั่งกระดาษ คอนโดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในทุกมิติหากต้องไล่เรียงลำดับความนิยมที่ผู้อาศัยไว้ใจ จากบนลงล่างเชื่อว่าไม่ต้องใช้เวลานานก็จะพบกับชื่อของทาง SC Asset อย่างแน่นอน ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจนหมุนเวียนมาถึงยุคสมัยที่ผู้คนต่างแข่งขันพิสูจน์ความเป็นตัวเอง โครงการ STILL Sukhumvit 20 จึงขอพิสูจน์ตัวตนด้วยสิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามอย่างความนิ่งความจริงที่ไม่จำเป็นเอ่ยปาก นิ่งเพื่อได้อยู่กับตัวเอง นิ่งเพื่อสะท้อนความเป็นตัวเอง นิ่งเพื่อตอบคำถามตัวเอง และคำถามของใครหลายๆ คน รสนิยมที่ไม่ต้องติดป้ายประกาศเสมอไป “หน้าที่ของเราคือการทำงานให้ออกมาประณีตสง่างาม แต่เท่านั้นอาจยังไม่พอ เราอยากทำให้งานมีเรื่องราวและมีความหมายด้วย” ดังนั้นโจทย์ตั้งต้นในกระดาษการบ้านที่เธอได้รับจากทาง SC Asset คือการวาดเรื่องราวของความคิดถึงให้ชวนหวนย้อนคืนความทรงจำของบ้านหลังเก่า ผสมผสานกับคาแรกเตอร์ย่านใจกลางสุขุมวิทออกมาในคอนเซปต์ ‘Collector’s house’ สะท้อนว่าบ้านเปรียบเสมือนภาพวาดที่คอยเก็บสะสมเรื่องราวของวันวาน ให้คงอยู่เหนือกาลเวลา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/still-sukhumvit-20/">STILL Sukhumvit 20 นิยามใหม่ของความ Luxury ผสานงานออกแบบที่มีชีวิตโดย ‘พิณ-วรรวณิชย์ จิรรังสีรัตน์’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ท่ามกลางเมืองใหญ่ใจกลางกรุง โลกที่เหมือนถูกหมุนด้วยความเร็วคูณสอง ไม่ว่าจะแหงนมองฟ้าหรือก้มหน้ามองพื้นก็เต็มไปด้วยผู้คนผสมพาหนะสลับกันขวักไขว่ ตึกเล็กใหญ่ทับซ้อนสลับกันสมกับเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจของเมือง สอดส่ายสายตาหาพื้นที่ที่เราจะได้หยุดพักหายใจ กลับมีบ้านเก่าสีขาวกลางสวนใหญ่ตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ความโมเดิร์นที่ไม่เกรงกลัวยุคสมัยผสมผสานกลิ่นอายสถาปัตยกรรมตะวันตกสไตล์โคโลเนียล&nbsp;</p>



<p>สังคมยังคงสถานะชุลมุนความสุขสงบเริ่มถูกแสวงหามากขึ้น คงจะดีหากมีพื้นที่ที่เงียบพอให้เราฟังเสียงตัวเองได้ชัด ไม่ต้องพิสูจน์หรือประกาศให้ใครเห็น เพราะเราเชื่อว่าการเป็นตัวเองไม่จำเป็นต้องอธิบาย ความรู้สึกมากมายเหล่านี้ <strong>SC Asset</strong> และ <strong>‘พิณ-วรรวณิชย์ จิรรังสีรัตน์’</strong> จาก DIN studio นำมาอธิบายให้ทุกคนเห็นภาพพื้นที่นั้นง่ายๆ ด้วยโครงการ STILL Sukhumvit 20&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บ้านเปรียบดั่งกระดาษ</strong></h2>



<p>คอนโดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในทุกมิติหากต้องไล่เรียงลำดับความนิยมที่ผู้อาศัยไว้ใจ จากบนลงล่างเชื่อว่าไม่ต้องใช้เวลานานก็จะพบกับชื่อของทาง SC Asset อย่างแน่นอน ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจนหมุนเวียนมาถึงยุคสมัยที่ผู้คนต่างแข่งขันพิสูจน์ความเป็นตัวเอง</p>



<p>โครงการ STILL Sukhumvit 20 จึงขอพิสูจน์ตัวตนด้วยสิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามอย่างความนิ่งความจริงที่ไม่จำเป็นเอ่ยปาก นิ่งเพื่อได้อยู่กับตัวเอง นิ่งเพื่อสะท้อนความเป็นตัวเอง นิ่งเพื่อตอบคำถามตัวเอง และคำถามของใครหลายๆ คน รสนิยมที่ไม่ต้องติดป้ายประกาศเสมอไป</p>



<p>“หน้าที่ของเราคือการทำงานให้ออกมาประณีตสง่างาม แต่เท่านั้นอาจยังไม่พอ เราอยากทำให้งานมีเรื่องราวและมีความหมายด้วย”</p>



<p>ดังนั้นโจทย์ตั้งต้นในกระดาษการบ้านที่เธอได้รับจากทาง SC Asset คือการวาดเรื่องราวของความคิดถึงให้ชวนหวนย้อนคืนความทรงจำของบ้านหลังเก่า ผสมผสานกับคาแรกเตอร์ย่านใจกลางสุขุมวิทออกมาในคอนเซปต์ ‘Collector’s house’ สะท้อนว่าบ้านเปรียบเสมือนภาพวาดที่คอยเก็บสะสมเรื่องราวของวันวาน ให้คงอยู่เหนือกาลเวลา จึงทำให้พื้นที่แต่ละส่วนเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี หลังจากได้รับโจทย์นี้เธอรู้สึกว่ามีความน่าดึงดูดใจมากจนต้องกลับไปขบคิดตีความออกมาให้สมบูรณ์แบบ</p>



<p>“ไม่น่าเชื่อว่ามีอะไรแบบนี้ตั้งอยู่ตรงนี้”&nbsp;</p>



<p>บ้านเก่าสีขาวอายุราวร้อยปีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการทำเธอถึงกับออกปากชม ความสง่างามของตัวบ้านที่เห็นได้แม้มองผ่านจากไกลๆ แต่เมื่อยิ่งเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ความพิถีพิถันประณีตบรรจงยิ่งแสดงออกผ่านองค์ประกอบอย่างบานประตู ซุ้มโค้ง โคมไฟ หรือลูกกรงเหล็กดัด เบื้องหลังความสวยงามยังทิ้งประสบการณ์ของเจ้าของที่ได้โอกาสไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ วัฒนธรรมที่เขาได้พบเจอและซึมซับจึงถูกนำมาถ่ายทอดเล่าสู่กันฟังผ่านบ้านหลังนี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-1024x683.png" alt="" class="wp-image-184611" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-1024x683.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/1-2.png 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ภาษาใหม่ของรสนิยม</strong></h2>



<p>‘Stillness is the key’ ความนิ่งไม่ใช่การหลบหนี ไม่ได้มีแค่ความว่างเปล่า<strong> </strong>แต่คือจังหวะที่เราจะได้ลองหยุดนิ่งเพื่อฟังเสียงตัวเอง หลากหลายปรัชญามักพูดว่าความนิ่งสงบในใจ คือกุญแจที่สามารถไขประตูทุกบานให้เปิดกว้างสู่ความสุขที่แท้จริง&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นในโลกที่ผู้คนแข่งขันกันสร้างอัตลักษณ์ SC Asset จึงหยิบยกความ ‘นิ่ง’ มาภูมิใจนำเสนอในคอนเซปต์โครงการ STILL Sukhumvit 20 หากใครยังตั้งคำถามกับความหมายของนิยามโครงการ เราขอตอบกลับด้วยดีไซน์ที่ถูกออกแบบให้เรียบ เงียบสงบราวกับเชื้อเชิญให้ทุกคนมาลองหยุดนิ่งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเป็นตัวเอง&nbsp;</p>



<p>“เราอยากให้ผู้ที่ได้เห็นงานนี้รู้สึกอดใจไม่มองไม่ได้”&nbsp;</p>



<p>คล้ายว่าคำพูดเธอจะเห็นผลทันตาเห็นดีไซน์ที่เธออิงแรงบันดาลใจจาก Château<em> </em>แต่ใส่ความรู้สึกที่เมื่อใครก้าวเข้าไปจะต้องผ่อนคลายสบายใจเหมือนได้กลับบ้าน เส้นทางจาก Porte Cochere ไปจนถึง Courtyard เปิดโอบรับแสงและธรรมชาติ ทุกองค์ประกอบถูกดีไซน์ให้ต่อเนื่องกันภายใต้ความ Living Heritage&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ธรรมชาติผสานมนุษย์</strong></h2>



<p>“เราตั้งใจให้งานมีความสง่างาม แต่ยังอยากให้มีความเป็นธรรมชาติ รู้สึกว่าอยู่แล้วอบอุ่นเหมือนบ้าน”</p>



<p>ลายเส้นของพิณมักรักษาสมดุลของวิถีชีวิตกับธรรมชาติผ่านงานออกแบบ เมื่อบวกรวมกับโครงการ STILL Sukhumvit 20 งานนี้จึงอบอวลไปด้วยสุนทรียภาพ ฉะนั้นหลายๆ องค์ประกอบจึงถูกออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ เช่น&nbsp; ลวดลายที่คล้ายงานศิลปะด้านหลัง Reception counter นั้นเธอได้นำลักษณะของกิ่งก้านชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นไม้ที่เติบโตอยู่คู่บ้านเก่าสีขาวในสถานที่ตั้งมาถ่ายทอด ต้นไม้ที่เติบใหญ่จนแตกยอดเป็นข้อปล้องก็ถูกเธอหยิบมาโมดูลาร์จนผลออกมาเป็นโคมไฟห้อยระย้าที่เราได้เห็น ทุกพื้นที่ที่กวาดตามองเธอนำ Element มาประกอบได้อย่างแนบเนียนและลงตัว&nbsp;</p>



<p>วัสดุอื่นๆ ที่นำมาประกอบมักสอดคล้องตามเรื่องราวของพื้นที่ใช้สอย เช่น ไม้ต้องเป็นไม้ผิวสัมผัสที่ชัด หินต้องมีทั้งลวดลายพลิ้วไหว หรือมีผลึกคล้ายอัญมณี อย่างพวกงานโลหะจะใช้อยู่สองประเภท คือทองเหลืองรมดำสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึก Heritage Antique อีกตัวเป็นโลหะสีแชมเปญให้ความรู้สึกร่วมสมัยมากขึ้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-1024x683.png" alt="" class="wp-image-184612" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-1024x683.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/2-1.png 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-1024x683.png" alt="" class="wp-image-184613" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-1024x683.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/3-2.png 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พื้นที่ตราตรึงใจ</strong></h2>



<p>หากถามว่าเธอประทับใจพื้นที่ส่วนไหนของโครงการเป็นพิเศษ คำตอบของเธอกลับไม่ใช่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในโครงการ เพราะเธอมองว่าพื้นที่ทุกส่วน คือเรื่องราวที่ถูกร้อยเรียงเชื่อมต่อกันเป็นเรื่องเดียวเปรียบเหมือนชีวิตของคนเราที่ผ่านเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ มากมายจนหล่อหลอมขึ้นมาเป็นตัวตนของคนๆ หนึ่ง ส่วนนี้ยิ่งทำให้งานออกแบบมีเรื่องราว มีความหมายจนกลายเป็นมีชีวิต</p>



<p>“เราไม่เคยตั้งคำถามกับความงามของธรรมชาติเลย”&nbsp;</p>



<p>ประโยคที่สะท้อนแนวคิดของพิณที่ว่าส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั่นคือชีวิต สองสิ่งไม่สามารถแยกจากกันได้เหมือนธรรมชาติกับงานออกแบบของเธอ ความคิดของผู้ชมคงไม่ต่างอะไรกับแนวคิดเธอนักเพราะเราก็ไม่เคยตั้งคำถามกับความงามของงานออกแบบจากเธอเช่นกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-1024x683.png" alt="" class="wp-image-184615" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-1024x683.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3-360x240.png 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/12/4-3.png 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>โครงการคอนโดมิเนียมที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตผู้คนเข้ากับธรรมชาติทั้งกลิ่นอายจากบรรยากาศและงานออกแบบที่ SC Asset ไม่เคยทำเราผิดหวังกับเส้นทางของความเชื่อมั่น วิสัยทัศน์ที่มักจะปรากฏบนผลงานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะนำเสนอโครงการใดความรู้สึกประทับใจก็ยังคงมาตรฐานไว้เช่นเดิม กลับกันการพัฒนาโครงการของ SC Asset ยังให้นิยามการออกแบบใหม่อยู่เรื่อย ๆ&nbsp;<br>อย่าง <strong>STILL Sukhumvit 20 ที่ถูกนิยามให้เป็น ‘Stillness is the new status’ </strong>เพราะความนิ่งคือ ภาษาใหม่ของรสนิยม ที่ไม่จำเป็นต้องบอกใคร แต่วัดจากการได้อยู่ในพื้นที่ของตัวเองอย่างสงบและมั่นคง</p>



<p>For Inquiries CALL: 1749</p>



<p>LINE Official: @stillcondo</p>



<p>Register for exclusive privileges:</p>



<p><a href="https://m.scasset.com/l92m">https://m.scasset.com/l92m</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/still-sukhumvit-20/">STILL Sukhumvit 20 นิยามใหม่ของความ Luxury ผสานงานออกแบบที่มีชีวิตโดย ‘พิณ-วรรวณิชย์ จิรรังสีรัตน์’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์’ และ ‘โม &#8211; วุฒิพล’ สองคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’ ผู้เชื่อว่าดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึกมากกว่าได้ยิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/host-film-composer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Oct 2025 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[แม่ซื้อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183562</guid>

					<description><![CDATA[<p>“คุยกับแม่ซื้อเหรอ?” ประโยคแซวขำๆ ของเพื่อนที่มักหลุดออกมา เวลามีใครทำท่าเหมือนกำลังคุยกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน จากประโยคแซวขำๆ ใครจะไปรู้ว่ามันมีตำนานแม่ซื้ออยู่จริงๆ ตำนานเล่าขานกันมาว่า ‘ผีแม่ซื้อ’ คือวิญญาณหญิงแก่ที่คอยปกป้องเด็กทารกตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผีร้ายแต่อย่างใด แต่ถึงตำนานจะบอกไว้เช่นนั้น สุดท้ายแล้วก็ยังขึ้นต้นว่า ‘ผี’ อยู่ดี และหากจะยืนยันความหลอนในวัยเด็กเราคงได้ยินประโยคยอดฮิตที่พ่อแม่เราอาจจะเอาไว้หลอกที่ว่า “ถ้าไม่เป็นเด็กดี ระวังผีแม่ซื้อจับเอาไปเลี้ยงเป็นลูกนะ” หรือ “อย่าไปทักเด็กแรกเกิดว่าน่ารักน่าชัง ไม่งั้นผีแม่ซื้อจะมาเอาตัวไป”&#160; และจากตำนานความหลอน (วัยเด็ก) ทั้งหมดนี้ ได้กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญไทยให้เราได้รับชมผ่านระบบสตรีมมิงในชื่อเรื่องว่า ‘แม่ซื้อ (Host)’ ที่อาจจะทำให้เราหลอนได้มากกว่าที่คิด เราเชื่อว่าหลายคนตอนดูหนังสักเรื่อง เรามักจดจำภาพมากกว่าเสียงทั้งที่บางครั้ง เสียงก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมให้ภาพนั้นติดอยู่ในใจเรานานกว่าด้วยซ้ำ และเบื้องหลังเสียงดนตรีที่ขับเคลื่อนอารมณ์เหล่านั้น คือ ‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’&#160; ศิลปินอีกแขนงหนึ่งในวงการภาพยนตร์ ผู้สร้างศิลปะที่มองไม่เห็นแต่ทุกคนได้ยิน&#160; และด้วยเหตุทั้งหมดจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสนทนาในครั้งนี้ แต่เราไม่ได้จะไปคุยกับผีแต่อย่างใด เราจะไปพูดคุยกับคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘โม &#8211; วุฒิพล อธิพงศ์กิจ’ หนุ่มร่างกำยำมาดเข้มจากเมืองโคราชลูกหลานย่าโม ที่ชื่อโมอีกที และ ‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล’ หนุ่มสไตล์การแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากญี่ปุ่น และนี่คือสองหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเสียงหลอนที่ทำให้คนดูขนลุกในภาพยนตร์สยองขวัญไทยเรื่อง ‘แม่ซื้อ (Host)’&#160; การมาคุยครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อถามว่าผีมีจริงไหม (หรืออาจจะมีบ้าง) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/host-film-composer/">‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์’ และ ‘โม &#8211; วุฒิพล’ สองคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’ ผู้เชื่อว่าดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึกมากกว่าได้ยิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“คุยกับแม่ซื้อเหรอ?”</strong></p>



<p>ประโยคแซวขำๆ ของเพื่อนที่มักหลุดออกมา เวลามีใครทำท่าเหมือนกำลังคุยกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน จากประโยคแซวขำๆ ใครจะไปรู้ว่ามันมีตำนานแม่ซื้ออยู่จริงๆ</p>



<p>ตำนานเล่าขานกันมาว่า <strong>‘ผีแม่ซื้อ’</strong> คือวิญญาณหญิงแก่ที่คอยปกป้องเด็กทารกตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผีร้ายแต่อย่างใด แต่ถึงตำนานจะบอกไว้เช่นนั้น สุดท้ายแล้วก็ยังขึ้นต้นว่า ‘ผี’ อยู่ดี และหากจะยืนยันความหลอนในวัยเด็กเราคงได้ยินประโยคยอดฮิตที่พ่อแม่เราอาจจะเอาไว้หลอกที่ว่า<strong> “ถ้าไม่เป็นเด็กดี ระวังผีแม่ซื้อจับเอาไปเลี้ยงเป็นลูกนะ” </strong>หรือ<strong> “อย่าไปทักเด็กแรกเกิดว่าน่ารักน่าชัง ไม่งั้นผีแม่ซื้อจะมาเอาตัวไป”</strong>&nbsp;</p>



<p>และจากตำนานความหลอน (วัยเด็ก) ทั้งหมดนี้ ได้กลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญไทยให้เราได้รับชมผ่านระบบสตรีมมิงในชื่อเรื่องว่า <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’ </strong>ที่อาจจะทำให้เราหลอนได้มากกว่าที่คิด</p>



<p>เราเชื่อว่าหลายคนตอนดูหนังสักเรื่อง เรามักจดจำภาพมากกว่าเสียงทั้งที่บางครั้ง เสียงก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมให้ภาพนั้นติดอยู่ในใจเรานานกว่าด้วยซ้ำ และเบื้องหลังเสียงดนตรีที่ขับเคลื่อนอารมณ์เหล่านั้น คือ <strong>‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’</strong>&nbsp; ศิลปินอีกแขนงหนึ่งในวงการภาพยนตร์ ผู้สร้างศิลปะที่มองไม่เห็นแต่ทุกคนได้ยิน&nbsp;</p>



<p>และด้วยเหตุทั้งหมดจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของการสนทนาในครั้งนี้ แต่เราไม่ได้จะไปคุยกับผีแต่อย่างใด เราจะไปพูดคุยกับคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ <strong>‘โม &#8211; วุฒิพล อธิพงศ์กิจ’</strong> หนุ่มร่างกำยำมาดเข้มจากเมืองโคราชลูกหลานย่าโม ที่ชื่อโมอีกที และ <strong>‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล’ </strong>หนุ่มสไตล์การแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากญี่ปุ่น และนี่คือสองหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังเสียงหลอนที่ทำให้คนดูขนลุกในภาพยนตร์สยองขวัญไทยเรื่อง <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’&nbsp;</strong></p>



<p>การมาคุยครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อถามว่าผีมีจริงไหม (หรืออาจจะมีบ้าง) แต่เราจะมาพูดคุยเพื่อฟังเสียงของคนทำเสียงในหนังอีกที และถามถึงวิธีคิด วิธีสร้างเสียงที่เกิดขึ้นภายในเรื่องนี้ ไปจนถึงความรู้สึกที่ได้ทำงานในโปรเจกต์นี้</p>



<p>เพราะในโลกของภาพยนตร์ ดนตรีประกอบไม่ใช่แค่ตัวช่วยบิวต์อารมณ์ แต่มันคือภาษาอีกภาษาหนึ่งที่สามารถทำให้เรารู้สึกไปกับเรื่องราวในหนังไปโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราจะพาทุกคนไปเงี่ยหูฟังเสียงในหนังที่ชื่อว่า <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’</strong> หนังที่ไม่ได้เล่าเรื่องผีแบบพยายามทำให้เรากลัว แต่ทำให้เราสงสัยแทนว่า<strong> “เสียงที่เราได้ยิน มันมาจากไหนแน่?”</strong></p>



<p>และนอกเหนือจากเรื่องเทคนิคและวิธีการสร้างเสียงในหนังแล้วนั้น ยังมีเบื้องหลังเสียงการทำงานของอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่าง <strong>‘นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์’ </strong>อาชีพที่อยู่ระหว่างโลกของศิลปะการทำหนังและเทคนิคเสียงดนตรี คนที่ต้องทำงานต้องเข้าใจทั้งอารมณ์ของหนัง จังหวะของภาพ และจิตใจของคนฟัง ฟิวและโมได้พูดประโยคที่ชวนเราพยักหัวเห็นด้วยตามว่า<strong> “ดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึก มากกว่าได้ยิน”</strong></p>



<p>นี่คือบทสนทนาที่เราจะชวนคุณมาฟัง ความคิด ความรู้สึก และกระบวนการสร้างดนตรีของสองนักประพันธ์เบื้องหลังหนังผีที่จะทำให้เราขนลุกในปีนี้ ในเรื่อง <strong>‘แม่ซื้อ (Host)’</strong> และที่มากกว่านั้นยังพาเราไปเจาะลึกถึงอาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์เขาทำงานอย่างไร และทำไมถึงมีน้อยคนที่มาอยู่ตรงนี้กับคอลัมน์ Draft Till Done ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านเสียงของพวกเขากันเลย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“จากเสียงตำนานเล่าขาน ‘แม่ซื้อ’&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สู่หนังผีบนจอสตรีมมิงที่เล่าขานกันต่อทั่วโลก”</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183567" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เชื่อไหมว่า ‘ผีแม่ซื้อ’ มีจริง</strong></p>



<p>ฟิว : ได้ยินมานานแล้วนะ ตั้งแต่เด็กเลย ส่วนตัวเราไม่ได้เชื่อว่ามีจริง อาจจะด้วยเพราะเราไม่ได้นับถือศาสนาด้วย ถ้ามีจริงเราก็กลัวอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่เราก็ยังไม่เคยเจอ ตอนนี้ก็เลยยังไม่กลัว</p>



<p>โม : ถ้าตอนเด็กๆ เราเชื่อนะ แต่ตอนนี้เราอาจจะไม่ได้เชื่อขนาดนั้นแล้ว แต่ถ้าอยู่ในเหตุการณ์แบบในเรื่องจริงๆ เราก็คงตกใจนะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ได้นึกไว้ไหมว่าหน้าตาแม่ซื้อเป็นยังไง&nbsp;</strong></p>



<p>ฟิว : สำหรับเรา ‘แม่ซื้อ’ อาจจะคิดเป็นเรื่องเจ้ากรรมนายเวรก็ได้นะ เพราะคนไทยเขาเชื่อว่าแม่ซื้อมีอยู่ทุกภาคอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเฉพาะอยู่แค่ภาคไหน แม่ซื้อติดมากับเด็กตั้งแต่เกิด เกิดมาเพื่อดูแลปกป้องเด็ก</p>



<p>โม : ถ้าภาพในหัวผมแม่ซื้อไม่ได้หลอนแบบในเรื่องขนาดนั้นนะ แม่ซื้อต้องอยู่ฝั่งเราดิวะ ต้องคอยช่วยปกป้องเราสิ</p>



<p><strong>หลังจากที่ได้รู้ว่าต้องทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง ‘แม่ซื้อ’ นึกถึงผีเป็นอย่างแรกไหม</strong></p>



<p>ฟิว : มันก็ต้องเป็นผีแหละ (หัวเราะ)</p>



<p>โม :&nbsp; ด้วยความที่ผมเป็นคนอีสาน ผมโตมากับย่าตามชนบท ก็เลยนึกถึงบรรยากาศหรือตำนานความเชื่อเหล่านั้นว่าอาจจะเป็นตำนานแมวดำที่เขาพูดว่าเป็นตัวแทนผีแม่ซื้อหรือเปล่า เราเองก็มีข้อมูลไม่เยอะด้วยตอนนั้นว่าแม่ซื้อเป็นยังไง แต่พอได้คุยกับพี่ <strong>‘ป้อง &#8211; ไพรัช คุ้มวัน’</strong> ผู้กำกับเรื่องนี้ ว่าแม่ซื้อที่เขามองเป็นแบบไหน ก็ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้น</p>



<p>ฟิว : แต่เขาก็ให้ดูคัตติงก่อนด้วย เลยไม่ได้จินตนาการไปเองเยอะ ดูแล้วก็นั่งคุยตอนนั้นเลยว่าจะเอาเป็นแบบไหน และหน้าตาจะออกมาเป็นยังไงบ้างในเรื่องนี้ พี่ป้องเขามีทิศทางที่จะพาหนังไปอยู่แล้วว่าเขาอยากให้มันไปทิศทางไหน เราก็พร้อมเดินตามทิศทางนั้น</p>



<p><strong>ขั้นตอนกระบวนการคิดแบ่งเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ฟิว : อ่านบท คิดธีม ดูกับภาพ พอทำกับภาพเสร็จ ฟังแล้วชอบ ผ่าน! (หัวเราะ)</p>



<p>โม : ตอนแรกก็คุยกับพี่ป้องที่เป็นผู้กำกับก่อนว่าเขาต้องการยังไงคอนเซปต์เรื่องเป็นยังไง หรือคอนฟลิกต์เรื่องข้างในเป็นยังไง โจทย์คือพี่ป้องจะทำทำนองที่เป็นการร้องกล่อมเด็กของทางภาคเหนือมาก่อน แล้วค่อยส่งมาให้มาดีไซน์กันอีกที เหมือนภาพในหัวพี่ป้องเขาจะชัดในเรื่องที่ว่าอยากได้เครื่องดนตรีแบบไหน เขาก็โยนโจทย์ว่าอยากได้เสียงซอ และเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ เหมือนมีคลังอาวุธให้เราได้มาใช้กันต่อ ทีนี้ผมก็มาคุยกับฟิวว่าเราจะแบ่งหน้าที่กันยังไง ใครถนัดตรงไหน และทำอะไรบ้าง</p>



<p><strong>ตอนทำดนตรีได้คุยกับแม่ซื้อไหม</strong></p>



<p>(ฟิวและโมมองหน้ากันแล้วหัวเราะ)</p>



<p>ฟิว : คุยกับตัวเองมากกว่า เสียงในหัวมีนะ แต่คิดว่าไม่ใช่แม่ซื้อ เป็นการคุยกับตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง</p>



<p>โม : เหมือนกัน เหมือนคุยกับตัวเองว่าจะหยิบจับไอเดียที่อยู่บนอากาศมาเป็นดนตรียังไงมากกว่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183568" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หลังจากที่ได้ดูหนังทั้งเรื่องแล้ว ในแง่ดนตรีเราช่วยเสริมการเล่าเรื่องยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ฟิว : เริ่มจากคิดธีมก่อน เพราะตัวละครเอกในหนังเขามีพื้นเพมาจากภาคเหนือ เราเลยรู้สึกอยากดัดแปลงทำนองของภาคเหนือมาใส่ในเรื่อง แต่ไม่ได้เอามาทั้งหมด แค่เอามาดัดแปลงให้ฟังแล้วนึกถึงโทนนั้น แต่ละภาคก็จะมีโทนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอีสาน เหนือ ใต้ ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะตอนรีเสิร์ชหาข้อมูล เราไปวัดที่ภาคเหนือมา แล้วได้ไปฟังพระสวด เขาสวดเป็นทำนองเหมือนร้องเพลงเลย เราคิดว่าอันนี้น่าสนใจดี ก็เลยอัดวิดีโอเอากลับมาฟังแล้วมาลองแกะเป็นดนตรีดู แล้วมันเหมาะพอดีตรงที่เราอยากทำธีมหลักของเรื่องนี้ให้มันเป็นดนตรีกล่อมเด็กที่ร้องตามได้ พอนึกถึงแม่ซื้อ เราก็อยากออกแบบให้เป็นเสียงฮัมผู้หญิงที่เป็นทำนองติดหู ถ้าดูตัวอย่างหนังก็จะได้ยินนะ แต่ก็จะมีการเล่นทำนองนี้ซ่อนอยู่ทั้งเรื่องเช่นกัน</p>



<p>โม : บทสวดแต่ละที่ก็มีเมโลดีที่ต่างกัน เพราะดนตรีแต่ละที่ก็ต่างกันจริงๆ นึกง่ายๆ แค่ดนตรีไทยในกรุงเทพฯ บ้านหนึ่งกับบ้านหนึ่งก็ไม่เหมือนกันแล้ว แต่ถ้าเป็นเมโลดีดนตรีสากล ถ้าโน้ต โด มันก็จะโดเหมือนกันหมดเลย แต่โดในไทยของแต่ละที่ก็จะไม่เหมือนกันอีก แล้วโชคดีที่ฟิวไปเจอทำนองนี้มา มันก็ช่วยพวกเราไกด์ไอเดียได้จากวลีทำนองเฉพาะตัวของเขา แล้วพวกเราก็ทำให้มันเป็นดนตรีสมัยใหม่ ให้มีความซีเนมาติกมากขึ้น</p>



<p class="has-text-align-center"><strong><em>ตัวอย่างภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ (Host)’</em></strong></p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://www.youtube.com/watch?v=RsoU7UVNEcU&amp;t=3s">แม่ซื้อ (Host) &#8211; ตัวอย่างอย่างเป็นทางการ | Prime Thailand</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183569" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ได้ธีมมาแล้ว หลังจากนั้นเลือกวัตถุดิบยังไงให้เข้ากับธีม</strong></p>



<p>ฟิว : เราเลือกจากเครื่องดนตรีเป็นหลัก เพราะแนวดนตรีโฟล์กเฮอร์เรอร์ก็จะใช้เครื่องดนตรีที่มันเล็กลง ให้มันเหมาะกับเรื่อง อย่างเช่นดนตรีสตริง ดนตรีพื้นบ้าน อะไรแบบนั้น แต่เราอยากให้มันเป็นโฟล์กเฮอร์เรอร์ที่มีดนตรีฝรั่งผสมอยู่ด้วย มันก็ไม่ใช่โฟล์กเฮอร์เรอร์ไทยจ๋าๆ ที่จะใช้แต่เครื่องดนตรีไทยทั้งหมดขนาดนั้น แต่เรายังใส่เครื่องสายของดนตรีสากลมาด้วย ให้มาผสมกับเสียงซอให้มันเกิดความหลอน ทั้งหมดนี้ก็เป็นขั้นตอนซาวนด์ดีไซน์ ซาวนด์เอฟเฟกต์นั่นแหละ</p>



<p>โม : เหมือนเราก็จัดวางว่าเครื่องวงดนตรีซอต้องเด่นตรงนี้นะ โดยมีดนตรีใหม่ๆ ที่เราสร้างขึ้นมาครอบคลุมอีกทีหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ฟิว : เราพยายามคิดให้มันสากลไว้ก่อน ดนตรีในเรื่องนี้เลยจะมีกลิ่นความเป็นยุคกลางของฝรั่งอยู่ด้วย แต่เราหยิบแค่ทำนองเหนือใส่เข้าไปอีกที มีดนตรีไทยผสมบ้างนิดหน่อย ให้คนได้สัมผัสบรรยากาศได้มากขึ้น</p>



<p><strong>แล้วโฟล์กเฮอร์เรอร์กับเพลงโฟล์ก (Folk Song) ปกติ ต่างกันยังไง</strong></p>



<p>ฟิว : (นิ่งคิด) มันก็เป็นแนวเฮอร์เรอร์แหละนะ (หัวเราะ)</p>



<p>โม : มันคือการหยิบจับบางอย่างมาผสมกัน เหมือนกับเราหยิบดนตรีสมัยเก่า ให้มาผสมกับดนตรีสมัยใหม่ แต่มันยังมีความซีเนมาติกที่ยังมีความร่วมสมัยอยู่</p>



<p><strong>พอต้องทำงานภายใต้ธีมหลักเป็นหนึ่งเดียว&nbsp;</strong></p>



<p><strong>แต่เรามีกันสองคน คิดว่าเอกลักษณ์ของคอมโพเซอร์จะต้องเหมือนกันไหม</strong></p>



<p>ฟิว : สุดท้ายแล้วเราคิดว่าลายเซ็นของคอมโพเซอร์แต่ละคนจริงๆ ก็ไม่เหมือนกันขนาดนั้นหรอก ถ้าไม่ได้ไปก๊อปปี้เพลงเขานะ เพราะว่าวิธีฟัง การเติบโต สัญชาตญาณแต่ละคนมันต่างกัน อย่างโมก็จะถนัดดนตรีอิเล็กทรอนิกหรือซาวนด์ดีไซน์เยอะๆ ส่วนเราก็จะถนัดออเคสตราหรือเขียนทำนอง จะถนัดทางนี้มากกว่า</p>



<p>โม : ในส่วนของทำนองเมโลดีฟิวก็จะเป็นคนทำตั้งต้นมาก่อน แต่ว่าซาวนด์ตรงไหนที่ต้องดีไซน์ให้มันหลอนๆ หรือว่าซีนบู๊ๆ เราก็จะเป็นคนทำ ซีนไหนที่มันต้องการอินเทนชันหนักๆ จังหวะฉับๆ หน่อย ผมก็จะทำส่วนนั้น เราจะแบ่งกันทำในสิ่งที่แต่ละคนทำได้ดี เพราะถนัดกันคนละแบบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183570" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เห็นว่ามีใช้เครื่องดนตรีที่พังแล้วด้วยในแต่ละเพลง ทำไมต้องเป็นแบบนั้น</strong></p>



<p>ฟิว : เรียกว่าเป็นการเล่นเครื่องดนตรีในรูปแบบอื่นมากกว่า เล่นแบบที่คนปกติเขาไม่ได้เล่นกัน (หัวเราะ) นักดนตรีที่เล่นเครื่องซอเขาเอามาเล่นให้มันเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด แบบที่ไม่เป็นทำนอง ให้มันดูเป็นหนังผี สะเปะสะปะ ให้มันดูมีมิติใหม่ๆ มากขึ้น</p>



<p>โม : เราคิดว่าการเล่นเทคนิคใหม่ๆ หรือสร้างเสียงใหม่ๆ ให้คนจับต้องไม่ได้ มันจะทำให้คนดูได้ตั้งคำถามว่าเสียงนี้มันคือเสียงอะไรกันแน่ เพราะปกติเสียงดนตรีทั่วไปมันมีเมโลดีที่เรียบเรียงมาดีแล้ว แต่พอเราเอาเสียงบางอย่างที่คนจะรู้สึกระแวง สงสัย มันจะทำให้ความหลอนเกิดขึ้นมา มันเป็นเพราะเราหาคำตอบให้มันไม่ได้ คนเราก็เลยรู้สึกกลัว ระแวง เราก็คิดไอเดียมาเพื่อเล่นกับเรื่องความรู้สึกคน และใส่เข้าไปในธีมดนตรีเรื่องนี้เหมือนกัน</p>



<p><strong>ทำงานกันสองคนในเรื่องนี้ แบ่งหน้าที่กันยังไง</strong></p>



<p>ฟิว : ส่วนใหญ่ก็แบ่งเพลงกันว่าเพลงไหนใครทำหรือซีนไหนใครทำ แต่ก็จะทำธีมขึ้นมาก่อนเพื่อให้รู้ว่าจะมีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง มีทำนองอะไรบ้าง และภาพที่จะออกมาเป็นยังไงบ้าง</p>



<p><strong>ทำงานกับใครมากสุดในหนังเรื่องนี้</strong></p>



<p>ฟิว : ผู้กำกับและอีดิเตอร์จะทำงานกับสองคนนี้เยอะสุด เจอหน้ากันอยู่แค่นี้ (หัวเราะ)</p>



<p>โม : แต่จริงๆ จะเป็นแบบนี้แทบทุกเรื่องนะ เพราะเราต้องสื่อสารกับเขา แล้วบางทีมันมีการแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้ อย่างเช่นบางทีอีดิเตอร์ก็จะบอกว่าลองแบบนี้ดีไหม เราก็ได้ ลองดู เป็นการสื่อสารร่วมกัน</p>



<p><strong>แล้ว ‘แม่ซื้อ’ กับ ‘ผู้กำกับไม่ซื้อ’ อันไหนน่ากลัวกว่ากัน</strong></p>



<p>ฟิว : ผู้กำกับดิ (หัวเราะ)</p>



<p>โม : ชอบความเล่นคำนะ (หัวเราะ) ต้องเป็นผู้กำกับอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องตรงตามในสิ่งที่เขาวางไว้ เรามีหน้าที่ติดตามทิศทางนั้นไป</p>



<p><strong>คิดว่าเสียงอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ในภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’</strong></p>



<p>ฟิว : คิดว่าเป็นทำนองที่เสียงผู้หญิงฮัมในลำคอ ฮือฮื้มฮื้อฮือ เขาจะจินตนาการออกไหมวะ (หัวเราะ) แล้วก็บทเพลงกล่อมเด็กด้วย หรืออาจจะมีอื่นๆ อีก แล้วแต่คนจะสัมผัสได้ ต้องไปฟังกันในภาพยนตร์ครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-183571" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-10.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังผีไทยทำกันมาเยอะมากแล้ว จนคนไทยเขาคุ้นชินจังหวะ ตุ้งแช่! ในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ยากไหม ที่จะหาอะไรใหม่ๆ ให้คนดูได้เซอรไพร์สเรื่อยๆ&nbsp;</strong></p>



<p>ฟิว : อันนี้หลักๆ อยู่ที่จังหวะผู้กำกับด้วยว่าเขากำกับภาพมายังไง เพลงก็เป็นตัวเสริมบรรยากาศ จังหวะหลอกก็จะเป็นของผู้กำกับว่าเขาจะหลอกคนยังไงมากกว่า ก็ต้องหามุมพลิกแพลงกันเรื่อยๆ แต่ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีจัมป์สแกร์เยอะนะ เน้นไปที่บรรยากาศให้มันรู้สึกเหมือนจะมี หรือบางทีก็ไม่มี ต้องมาดูเอง</p>



<p>โม : ตลอดสิบกว่าปี ผมเห็นมีคนทำดนตรีประกอบที่ทำเกี่ยวกับดนตรีไทยเยอะมากแล้ว ด้วยความที่คนไทยโตมากับความเชื่อว่า ถ้าเราเดินผ่านห้องดนตรีไทยแล้วได้ยินเสียงระนาด มันจะน่ากลัวทันที สิ่งเหล่านี้ก็เลยหล่อหลอมจนทำให้เป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว แต่โจทย์ของเราก็ต้องบิดให้ต่างจากคนที่เขาทำมา เพราะว่าตรงจัมป์สแกร์ปกติก็จะมีผีโผล่ออกมาเลยใช่มั้ย แต่เราจะใช้ความหลอน เพื่อให้คนดูได้ตั้งข้อสงสัยจนเกิดความเอ๊ะบางอย่างว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะ ทำให้คนเดาไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้น&nbsp;</p>



<p>เหมือนเวลาเราขับรถไปต่างจังหวัดตอนกลางคืนแล้วเปิด Google Map ใจเราเวลาขับจะรู้สึกนานมาก ทั้งๆ ที่ระยะทางมันก็เท่าเดิม แค่เราไม่รู้ว่าปลายทางเป็นยังไง หนังที่เราทำมันก็เป็นแบบนั้น ให้คนดูได้ลุ้นว่าผีมันจะออกมามั้ยวะ หรือไม่ออกกันแน่ สิ่งนี้นี่แหละเลยทำให้ความกลัวในจินตนาการเรามันพุ่งมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183572" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>แล้วดนตรีในเรื่องนี้ ‘ถูกทำให้คนกลัว’ หรือ ‘ทำให้คนเชื่อ’ มากกว่ากัน</strong></p>



<p>โม : เหมือนต้องชั่งน้ำหนักกัน ทั้งกลัวด้วย แล้วก็ต้องมีความเชื่อด้วย แต่เนื้อเรื่องในหนังทั้งหมด เราเชื่อว่าพอได้ดูไปเรื่อยๆ เราจะเชื่อไปกับหนังโดยปริยายอยู่แล้ว แต่ว่าหน้าที่ของเราแค่เสิร์ฟชั้นเชิงความหลอนเหล่านั้นให้มันมีมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>ฟิว : เรื่องความเชื่อ เราว่ามันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณแต่ละบุคคลด้วยนะว่าเวลาดูแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อบ้าง เรื่องแบบนี้เราบังคับเขาไม่ได้ เราทำได้แค่ชักจูงเขาอารมณ์ไปให้ได้มากที่สุด แต่เราว่าสิ่งที่ยากมันคือภาษาหนัง หมายถึงคนทำอะยาก คนดูไม่ยากหรอก เพราะมันจะต้องหาทางทำยังไงให้คนดูเชื่อ ต้องไม่หนักไป ต้องมีเหตุมีผลเต็มไปหมด ทำหนังเลยเป็นศาสตร์ที่ยากสำหรับเรา</p>



<p>โม : เวลาผมถามคนรอบตัวว่าดูหนังที่เราทำดนตรีแล้วเป็นยังไงบ้าง ทุกคนก็จะตอบกลับมาว่า เออ ดีนะ แต่กูลืมแล้วว่าดนตรีที่มึงทำเป็นยังไง อันนี้แหละถูกแล้ว เพราะถ้าไม่ได้ยินดนตรี อันนั้นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว เราต้องการสร้างบรรยากาศองค์รวมทั้งหมดตรงนั้น ให้ทุกอย่างมันไปด้วยกันได้มากที่สุด คงเหมือนคำไทยๆ ที่เขาบอกกันว่า ผู้ปิดทองหลังพระ คงใช้ได้กับอาชีพนี้ พูดแบบนี้มันจะดูเชยปะวะ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183573" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>พอหนังต้องมาอยู่ในสตรีมมิงแล้วมันเวิล์ดไวด์มาก ในฐานะนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ จะเล่าความเป็นผีไทยยังไง ให้คนต่างประเทศเข้าใจเหมือนกับเรา</strong></p>



<p>ฟิว : สำหรับเราคิดว่าไม่น่ายากนะ เหมือนเวลาเราดูโฟล์กเฮอร์เรอร์ของฝรั่ง ยกตัวอย่างในหนังเรื่อง MIDSOMMAR เสียงในหนังเรื่องนั้น เขาก็จะมีคาแรกเตอร์ของเขาอยู่ ถ้าใครเคยดูเรื่องนี้ จะสัมผัสได้ว่าถึงแม้จะต่างวัฒนธรรม แต่เรายังรู้สึกได้เลย เราว่าเรื่องนี้ก็จะให้ความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเกิดเป็นคนที่ดู World Cinema อยู่แล้วจะเข้าใจความรู้สึกการดูเรื่องนี้ไม่ยาก</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผู้ที่ทำให้คนรู้สึก มากกว่าได้ยิน”</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183574" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/08-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>วิธีคิดดนตรีประกอบภาพยนตร์ กับวิธีคิดดนตรีเพลงปกติ ต่างกันไหม</strong></p>



<p>ฟิว : ต่างเยอะเลย พอเป็นหนังแล้วมันต้องเข้าใจภาษาหนังก่อน มันเข้าใจแค่ดนตรีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นคนดูหนังด้วยถึงจะเข้าใจว่าการเอาดนตรีมาช่วยเลี้ยงภาพมันเป็นยังไง มีคนทำอาชีพตรงนี้น้อยมาก คงเป็นเพราะว่ามันต้องสามารถเข้าใจทั้งสองศาสตร์นี้ด้วย ขาหนึ่งเป็นดนตรี อีกขาหนึ่งเป็นภาพยนตร์ ถ้าเกิดเราเข้าใจทั้งสองศาสตร์ เราก็จะทำดนตรีประกอบได้ดีมากขึ้น จริงๆ ขอแค่เข้าใจสองศาสตร์ไปด้วยกัน ซึ่งหลายคนที่ทำดนตรีเป็น ก็จะทำดนตรีเป็นอย่างเดียว พอมาทำในส่วนที่ต้องทำดนตรีเพื่อเล่าไปกับภาพ ก็จะทำไม่ได้เพราะขาดความเข้าใจ บางทีตอนเราทำดนตรี เราก็จะกดดูภาพพร้อมกันไปด้วย เพราะเราต้องเข้าใจภาษาหนังก่อนว่า หนังแต่ละเรื่องที่เขาสื่อออกมา มันมีภาษาในแบบของมันอยู่&nbsp;</p>



<p>โม : ใช้คำนี้ถูกเลย ‘ภาษาหนัง’ คนที่ทำเพลงเพราะๆ ดีๆ มีเยอะมาก แต่คนที่เข้าใจกับภาพกับมีเดียจริงๆ ดันมีน้อยมากนี่สิ ถ้าอย่างเราเวลาดูหนังเรื่องหนึ่งจบ เราก็จะมาดูเลยว่าคอมโพเซอร์คนนี้คือใคร เทคนิคที่เขาใช้เขาทำยังไง ภาษาหนังมันต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจก่อนว่าหนังมันเล่ายังไง เพราะดนตรีเราต้องอันเดอร์หนังอีกทีหนึ่ง จุดที่จะต้องชูหนัง หรือชูดนตรี คือจุดไหน ก็ต้องดูภาษาหนังอีกทีว่าเขาให้เราชูได้มากน้อยแค่ไหน มันคือความบาลานซ์ของภาษาหนังกับดนตรีเราด้วย</p>



<p><strong>คิดว่าการใช้ ‘เสียง’ เข้ามาช่วยเล่าเรื่องของหนัง สำคัญมากน้อยแค่ไหน</strong></p>



<p>ฟิว : เราว่าหนังผีมันก็ต้องใช้เสียงช่วยอยู่แล้วโดยปกตินะ คิดว่าสำคัญมากเลยแหละ</p>



<p>โม : ถ้าหนังผีไม่มีดนตรีประกอบเราว่าก็จะแปลกๆ นะ ผมว่าจริงๆ ก็เป็นแทบทุกเรื่องนะ ถ้าไม่มีดนตรีประกอบ มันก็จะเหมือนขาดอะไรไป แต่มันมีหนังที่ไม่มีดนตรีประกอบอยู่นะ แล้วแต่ดีไซน์ของหนังเรื่องนั้น แต่สำหรับเราคิดว่าถ้ามันมีดนตรีประกอบแล้ว มันจะช่วยชูความรู้สึกคนดูมากกว่าเดิมแน่ๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183575" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/09-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ตอนเราทำดนตรีออกมาในแต่ละฉาก เราจะรู้ได้ยังไงว่ามันสมบูรณ์แล้ว</strong></p>



<p>ฟิว : ตอบยากเลย (นิ่งคิด) เราว่ามันคือสัญชาตญาณที่ต้องสร้างเอง ต้องดูหนังเยอะๆ ฟังเพลงเยอะๆ แล้วเหมือนจะรู้เองว่ามันยังขาดอะไรรึเปล่า ถ้ามันรู้สึกแปลกๆ ตอนเราฟัง ก็แปลว่ายังไม่สมบูรณ์ บางทีมันฟังแล้วจะรู้ได้เลยว่ายังขาดส่วนไหน ขาดเบส ก็แค่เติมเบส มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์การฟังมาเรื่อยๆ เราว่ามันคือเซนส์ของช่างฝีมือ ไม่ว่าจะศิลปะแขนงไหนก็ตาม จะวาดรูป หรือดนตรี มันจะรู้ได้เองว่าเราต้องเติมตรงไหน เราต้องใช้สีอะไร จะรู้ได้เอง</p>



<p>โม : ถ้าฟังจนรู้สึกว่าอิ่มแล้ว ฟังแล้วรู้สึกตามโจทย์นั้น เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เหมือนกับว่าถ้าเราจีบผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเรารู้สึกว่าคนนี้ใช่เลย นั่นแหละครับอารมณ์นั้นเลย แต่ถ้ามันยังไม่ใช่ เราก็ต้องทำให้มันใช่ (หัวเราะ) บางทีที่นั่งฟังด้วยกันกับฟิว แล้วรู้สึกเหมือนกันได้เลยว่าแม่งน่าเติมอันนี้ว่ะ มันจะมีค่ากลางบางอย่างที่รู้สึกเหมือนกัน คงเรียกว่าเซนส์แหละมั้ง มันต้องฝึกฝนจริงๆ</p>



<p>แต่จริงๆ เพลงจะเพราะไม่เพราะ เราจะต้องรู้สึกเองก่อนว่ามันเพราะสำหรับตัวเราแล้วก่อนนะ แล้วเราค่อยไปดูอีกทีว่าเพราะสำหรับคนอื่นเป็นยังไง หรือสำหรับผู้กำกับเป็นยังไง จากนั้นเขาก็จะไกด์ไอเดียมาเพิ่มว่า เฮ้ย เพราะของเขาเป็นแบบนี้นะ อันนี้จะช่วยทำให้ดนตรีมันสมบูรณ์มากขึ้นไปอีก อย่างแรกคือเราต้องเซนส์ให้ได้ก่อน อย่างเช่นเรื่องนี้ ก็ต้องรู้สึกว่ามันหลอนจริงๆ ก่อน ถึงจะมองว่าสมบูรณ์</p>



<p><strong>สำหรับการฝึกให้มีเซนส์ได้ คิดว่ามีสูตรสำเร็จให้ทำตามไหม</strong></p>



<p>ฟิว : เรื่องเซนส์แต่ละคนเราว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จให้หรอก แต่มันจะต้องฝึกฝนเอง แต่ถ้าถามแนวทางมันเป็นเรื่องของการจัดการมากกว่า เราจะจัดการยังไงในการทำงาน ซึ่งมันจะไม่ได้เกี่ยวกับสกิลการทำเพลง ไม่ได้เกี่ยวกับการสร้างงานศิลปะเลยนะ แค่เราจัดระบบในหัวได้ดี มันจะช่วยเราไปได้เยอะเลย ส่วนเรื่องเซนส์ มันอยู่ที่ว่าเราโตมาแบบไหน ชอบฟังอะไร เราจะมาบังคับให้คนนี้ฟังแนวนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แนวเขาอยู่ดี แค่ต้องหาของตัวเองให้เจอ&nbsp;</p>



<p>โม : เป็นเรื่องการเปิดรับด้วยนะ ว่าเราเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน ยังสนุกกับสิ่งใหม่ๆ อยู่มั้ย มันเหมือนกับต้องตามเทรนด์หรือคำพูดตอนนี้ใน TikTok ว่าเขาฮิตอะไร เราต้องคอยศึกษาตลอด ต้องคอยศึกษาคอมโพเซอร์ในยุคนี้แต่ละคนว่าเขาทำดนตรีออกมาได้ยังไง คิดอะไร</p>



<p><strong>ตอนทำเพลงเคยมีช่วงหมดมุกไหม</strong></p>



<p>ฟิว : มีนะ แต่มันต้องใช้เวลาแหละ ถ้ามันคิดไม่ออกตอนนั้น เราก็ปล่อยไปคิดเวลาอื่น ถ้าเดดไลน์ไม่ได้บีบอะนะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>โม : ส่วนของผมไม่ค่อยมีครับ เพราะเดดไลน์จะบีบให้คิดออก อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเราทำเพลง เราก็จะทำไปเรื่อยๆ เพราะไม่เพราะแต่ก็ทำไปก่อน แต่เดดไลน์มันจะบอกเราว่าตารางวันนี้ต้องทำเท่านี้ ได้หรือไม่ได้ เดดไลน์มามันก็ต้องได้ ของผมเลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคิดไม่ออก</p>



<p>ฟิว : แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการมีเวลาให้ครีเอทิฟก็เป็นเรื่องที่ดีกว่านะ ในยุคปัจจุบันนี้เวลาจะทำหรือจะคิดอะไรสักอย่างขึ้นมา ทุกอย่างต้องเร็ว ต้องทัน จนกลายเป็นบีบการทำงานทุกอย่างให้เร็วขึ้น แต่กระบวรการครีเอทิฟของมนุษย์เรายังใช้เวลาเท่าเดิมอยู่ เราเห็นเขาทำการวิจัยมานะ ในหนึ่งวันของคนทำงานครีเอทิฟถ้าเอาให้มีประสิทธิภาพสุดๆ ก็ได้มากสุดแค่ 4 ชั่วโมง แต่ว่าตารางการทำงานที่เราโดนบีบให้ทำในทุกๆ วันมันมากกว่านั้นอีก อีกทั้งยังต้องทำงานเยอะขึ้นในจำนวนเงินที่ไม่ได้ต่างจากยุคก่อนมากเท่าไหร่ แต่สุดท้ายคนก็ทำงานได้เท่านี้อยู่ดี เพราะคนมันไม่ใช่หุ่นยนต์ทำเกินนี้ไม่ได้</p>



<p>โม : เราคิดว่าถ้าให้เวลาตรงนี้มันเห็นผลดีด้วยนะ เหมือนกับนักบอล เขาไม่ได้เตะบอลทุกเวลานะ เขาก็มีช่วงที่ปล่อยตัวเองอยู่ ว่าตอนนี้ซ้อมนะ ถึงตอนเที่ยงแล้วก็ต้องพัก อย่างน้อยมันก็เป็นช่วงให้เขาได้อยู่กับตัวเองเพื่อเหลาคมบางอย่างในตัว อย่างตัวผมเองถ้าฟิวก็ส่งซาวนด์มาให้เราฟังว่าซาวนด์ที่เราจะทำมันจะประมาณนี้นะ ผมก็ต้องมีเวลาไปทำการบ้านว่าจะไปหาซาวนด์ประมาณนี้จากไหนได้บ้าง มันต้องใช้เวลาคิดทั้งหมด</p>



<p><strong>คำถามจริงจัง สำหรับคนที่เป็นนักประพันธ์ดนตรีประกอบ เวลากินข้าวเปิดเพลงประกอบไหม</strong></p>



<p>ฟิว : เราไม่ค่อยชอบอยู่เงียบๆ เลยเปิดเพลงฟังตลอดเวลาครับ ยกเว้นตอนทำงานนะ (เพราะเป็นคนทำเพลง) ส่วนใหญ่ก็จะฟังเรื่อยเปื่อย แต่ถ้าฟังเยอะๆ เลยคือจะไปทางบรรเลงมากกว่า เพลงมันมีหลายแนวมาก พร้อมเสิร์ฟทุกมูดอยู่แล้ว ถ้าเราอยากผ่อนคลายก็จะไปฟังเพลงดนตรีน้อยๆ หรือเสียงบรรยากาศอะไรแบบนั้น เพราะสำหรับเราการฟังเพลงมันเป็นการผ่อนคลายไปด้วย</p>



<p>โม : ของผมแล้วแต่ช่วงครับ บางช่วงก็ฟัง บางช่วงก็ไม่ฟังเลย เพราะเราอยู่กับมันมาเยอะแล้ว แต่ถ้าตอนไหนอยากฟังก็ขึ้นอยู่กับเวลากับบรรยากาศผมตอนนั้นว่าอยากฟังแนวไหน บางทีผมก็ฟังแจ๊ส หรือตอนขับรถก็ฟังเพลง Silly Fools บางทีตอนยกเวทก็ฟังพวกฮิปฮอปให้มันกระตุ้นหน่อย อยู่ที่ว่า ณ โมเมนต์ตรงนั้น เรารู้สึกยังไงเราก็เสิร์ฟไปตามนั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183576" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>“นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผู้สร้างเสียงบรรเลงฉากหลัง แต่น้อยคนที่จะมองเห็น”</strong></h2>



<p><strong>ความสนุกในงานสายนี้คืออะไร</strong></p>



<p>ฟิว : เราชอบเพราะว่ามันสนุก ไม่น่าเบื่อ เพราะว่าในแต่ละเรื่องแต่ละโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เราได้ทำ เราก็จะทำซาวนด์ให้มันคนละแบบ เหมือนใช้ไอเดียใหม่ๆ ตลอด มันจะไม่ใช่งานรูทีนที่ทำเหมือนเดิมเป็นปีๆ เราเลยไม่ค่อยรู้สึกเบิร์นเอาต์ในงานนี้ ได้คิดไปเรื่อยๆ สมองเราก็จะแล่นไปเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>โม : เราชอบงานนี้เพราะมันพาเราได้ไปเจอการตีความในรูปแบบใหม่ๆ เราก็จะได้ลองวิธีการใหม่ๆ ลองอาวุธใหม่ๆ ที่เราไม่เคยทำ มันท้าทายดี</p>



<p><strong>แล้วความยากล่ะ</strong></p>



<p>โม : ความยากสำหรับผมน่าจะเป็นช่วงแรกที่ต้องจูนกันระหว่างผู้กำกับก่อนจะเริ่มการทำงาน ว่างานที่เราจะทำเขาอยากให้ออกมาเป็นแบบไหน พอช่วงแรกเสร็จหลังจากนั้นก็จะสบายแล้ว เราจะรู้แล้วว่าเขาชอบแบบนี้ เขาชอบเสียงแบบนี้ที่เป็นสัญลักษณ์ในซีนนี้&nbsp;</p>



<p>ฟิว : คล้ายๆ กัน สำหรับเราขั้นตอนคิดธีมยากสุด คิดไอเดียตั้งต้นแรกของหนังยากสุด ไอเดียมันที่อยู่ในอากาศ อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันได้ไหม (หัวเราะ) เพราะถ้าไอเดียมาแล้ว ทุกอย่างมันจะไหลตามมาเอง มันเลยต้องใช้เวลามากๆ ก่อนจะเริ่มทำโปรเจกต์ ส่วนตัวเราก็จะขอบทมาก่อน เพราะว่ามันต้องใช้เวลาในการคิดก่อนว่าจะเอายังไงในเรื่องนี้ จะให้มันออกมาเป็นแบบไหน</p>



<p>โม : การมีธีมมาก่อนมันจะช่วยตบทุกอย่างให้เข้าที่เอง มันเหมือนถ้าตั้งต้นไว้ดี อันหลังสบายแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183577" style="width:750px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบ สำหรับทั้งสองคนคืออะไร</strong></p>



<p>โม : จริงๆ คำว่านักประพันธ์ดนตรี มันมีคำนี้มานานมากแล้วล่ะ และมีอาชีพนี้อยู่นานแล้ว แต่มันกว้างมาก เพราะมันมีนักประพันธ์ดนตรีหลายสาขามากเลย มันเป็นไปได้หมดอยู่ที่ว่าเราจะทำดนตรีประกอบอะไร ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบมีเดีย ภาพ โฆษณา หรืออื่นๆ อีกมาก แต่ถ้าในกรณีนี้พอมีคำว่า ‘ดนตรีประกอบภาพยนตร์’ เข้ามาก็เลยกลายเป็นทำดนตรีเพื่อเสริมการเล่าเรื่องของหนัง</p>



<p>ฟิว : ใช่ จะประกอบอะไรก็ได้ ถ้าพูดง่ายๆ ก็เหมือนทำเพื่อเสริมมีเดียอะไรสักอย่าง ประกอบอะไรสักอย่าง ที่ไม่ได้เป็นดนตรีหรือเพลงของตัวเอง เพราะถ้าจะทำดนตรีหรือเพลงที่เป็นของตัวเอง ก็จะเป็นทางศิลปินเดี่ยวอะไรทำนองนั้น</p>



<p><strong>มีเยอะไหม คนที่ทำอาชีพนี้</strong></p>



<p>ฟิว : ไม่เยอะ น้อยมาก น้อยเกินด้วย</p>



<p><strong>คิดว่าเป็นเพราะอะไร ถึงมีคนทำอาชีพนี้น้อย</strong></p>



<p>โม : (นิ่งคิด) บางคนเขาแค่อยากทำเพลงเฉยๆ แต่พอให้ทำดนตรีควบคู่ไปกับภาพมันดันไม่เข้ากัน ถ้าคุยในเรื่องเลี้ยงชีพ อาจจะเป็นเพราะบางคนเขาก็ไม่ได้มีโอกาสได้รับงานสายนี้ตลอดเวลา เขาก็เลยต้องเปลี่ยนสายงานไปด้วย อย่างผมเองก็งานหลักที่ได้รับเป็นหนังก็จริง แต่ก็ต้องสลับไปทำงานสายอื่นๆ ด้วย การเป็นอยู่ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน</p>



<p>ฟิว : ตลอดการทำงานในสายอาชีพนี้ เราก็พยายามเช็กลิสต์ทุกปีว่าปัญหานี้มันเกิดขึ้นจากอะไร จากที่เราวิเคราะห์ได้คือ ปัญหาเกิดจากคนเพลงเขาไม่ดูหนัง อย่างเช่นดูเพื่อวิเคราะห์ ดูเพื่อรู้วิธีการเล่าเรื่องของหนัง เราว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้แหละ ที่ทำให้คนทำงานในสายนี้ยังมีน้อย พอมันต้องเข้าใจทั้งสองทาง ทั้งภาพยนตร์และดนตรี มันเลยยิ่งต้องรู้เยอะกว่าเดิม ต้องเข้าใจองค์รวมของศิลปะ ถ้าคุณทำดนตรีเข้าใจเครื่องดนตรีแล้ว คุณต้องไปดูวัฒนธรรมของที่อื่นๆ ด้วย ต้องเปิดโลกให้กว้างเข้าไว้</p>



<p>เราว่าทุกตำแหน่งในการทำหนังเราว่ามันต้องไปเปิดโลก ไม่เช่นนั้นเราจะทำหนังที่มันกว้างและลึกซึ้งได้ยังไง สมมุติเราทำหนังผู้อพยพ เราก็ต้องไปรู้จักผู้อพยพ สมมติเราทำหนังเกี่ยวกับการเมือง สังคม ก็ต้องตีความสังคมติดตามการเมืองอยู่ตลอดเวลา ส่วนเราทำดนตรี เราแค่ต้องไปศึกษาวัฒนธรรมดนตรีอื่นๆ บ้าง ยกตัวอย่างเช่น World Music ถ้าเป็นไปได้ศึกษาจากสิ่งนี้จะดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกนะ แค่รู้ก็พอ เพราะเราแค่เอามาทำประกอบหนัง แต่เราไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อให้คนพื้นเมืองเล่น เน้นรู้กว้างไว้ก่อน คือถ้ารู้ไม่กว้าง เราจะทำได้สโคปแคปมาก มันก็เลยจำกัดคนที่จะเข้ามาทำสายอาชีพนี้พอสมควร เพราะมันต้องเนิร์ดศิลปะจริงๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183578" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>ตั้งแต่ทำงานสายนี้มา เคยเบิร์นเอาต์บ้างไหม</strong></p>



<p>ฟิว : (ตอบทันที) ไม่เคย มีแค่เหนื่อยแต่ไม่ได้เบิร์นเอาต์ เพราะหัวคิดเพลงอยู่เรื่อยๆ มีแค่เหนื่อยกายที่ไม่อยากทำแล้ว อยากนอนอะไรแบบนั้นมากกว่า เพราะบางทีแค่งานมันโอเวอร์โหลด มันไม่ได้เบิร์นเอาต์จนไม่อยากทำอาชีพนี้แล้ว มันแค่อยากพักเฉยๆ เพราะว่าอาชีพนี้ก็ทำได้เรื่อย เปลี่ยนโปรเจกต์ เปลี่ยนไอเดียมันก็ไม่เบื่อแล้ว (ยิ้ม)</p>



<p>โม : (นิ่งคิด) สำหรับเราก็มีนะ แต่สุดท้ายก็ต้องทำต่อจนกว่าโปรเจกต์นั้นจะจบลง เราว่าอาชีพนี้มันท้าทายทุกงานทุกโปรเจกต์ที่ได้ทำเลย พอเจอผู้กำกับคนใหม่ๆ เราก็รู้สึกว่าเราเก่งขึ้นไปตามเนื้องานนั้นด้วย เพราะได้ศึกษาจากผู้กำกับหรือสไตล์ความชอบแต่ละคนว่าเขาชอบฟังดนตรีแนวไหนบ้าง มันก็เป็นคลังใหม่ๆ ที่เราก็ได้เรียนรู้ไปกับเขาด้วย ทุกงานก็เลยกลายเป็นพื้นที่ทดลองงานของเราเสมอมันจะเป็นแบบนั้นมากกว่า เพราะการทำสิ่งนี้มันต้องใช้ใจมากๆ นะ มันต้องรู้สึกชอบมากๆ ด้วย เหมือนการจีบสาวว่า ‘ฉันจีบเธอแล้ว ฉันไม่เลิกกับเธอหรอก คุณยังมีจุดเด่นที่ผมยังอยากศึกษาคุณต่ออยู่’ ทำไมกูชอบเปรียบเทียบกับความรักวะ (หัวเราะ) เออ นั่นแหละ ถึงจะท้อแต่เราก็ไม่เคยอยากเลิกทำ</p>



<p><strong>ตลอดระยะเวลาการทำงานในสายนี้ ได้ให้อะไรกับเราบ้าง</strong></p>



<p>โม : อย่างแรกก็คือให้เงิน (หัวเราะ) ผมว่าอาชีพนี้เป็นช่องทางที่จะทำให้ผลงานของเราเข้าถึงหูคนดูได้ง่ายที่สุด ผมว่าคนทำงานศิลปะมันคือเป็นอาชีพที่ต้องการคนมองเห็นนะ อย่างน้อยผลงานของเรา ก็ได้ไปอยู่ในผลงานดีๆ ร่วมกันกับทุกคน ได้แชร์ไอเดียหรือว่าการตีความที่ทำออกมาร่วมกับทุกคน ผมว่าสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่งานนี้ได้ให้กับผม</p>



<p>ฟิว : เราเป็นคนชอบลับคมสมอง งานนี้มันทำให้เราได้คิดไปเรื่อยๆ งานประเภทนี้มันทำให้เราคิดแบบที่เราอยากคิด โดยที่เรายังได้ตังค์นะ เพราะถ้าให้เราทำงานอาร์ตจ๋าๆ ที่ทำเพื่อคุณค่าชีวิต อาจจะไม่ค่อยมีกินเท่าไหร่</p>



<p><strong>คิดว่าในสายอาชีพนี้ในไทยกับต่างประเทศ ต่างกันไหม</strong></p>



<p>ฟิว : ถ้าในแง่สร้างงานเราว่าไม่ได้ต่างกัน เราว่ามันใช้แนวคิดเดียวกันเลยนะ แต่แค่เราทุนน้อยกว่าเขาเท่านั้นเอง ถ้าบ้านเราสามารถมีเงินหมุนได้จนเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศได้ก็คงดี เข้าการเมืองอีกแล้ว เพราะซอฟต์พาวเวอร์ไทยเราก็ไม่ได้น้อยหน้าเขานะ อย่างเมื่อก่อนหนังผีไทยเราอย่างเรื่อง ‘ชัตเตอร์’ ก็ดีมากๆ เลย เพียงแต่ตอนนี้ประเทศเราเดินช้ากว่าเขามาก มันเลยทำให้ล้าหลังลง ทุกวันนี้ทุนทำหนังเกาหลีเงินหมุนเขาเยอะมาก เขาเลยผลิตงานดีๆ ออกมาได้เยอะจริงๆ</p>



<p><strong>ถ้าพูดกันจริงๆ ในตอนนี้มันดีขึ้นหรือแย่ลง</strong></p>



<p>ฟิว : เราว่ามันก็ดีขึ้นนั่นแหละ เพียงแต่มันเดินช้ามาก มันค่อยๆ คลานไป จะว่าแบบนั้นก็ได้</p>



<p>โม : แต่ผมรู้สึกว่ามันถอยลงมาจากเมื่อก่อนนะ แต่มันกำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นไป มันเหมือนเป็นกราฟที่ดิ่งลง แล้วมันกำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นไปอยู่</p>



<p>ฟิว : อ้าว แล้วสรุปมันดิ่งหรือไม่ดิ่ง</p>



<p>โม : ไม่ไง หมายถึงก่อนหน้านั้นมันดิ่ง ตอนนี้ก็ค่อยๆ ดีขึ้นไง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183579" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานศิลปะ แล้วอยากให้ชิ้นงานที่ออกมามันยังดูมีคุณค่า แล้วบาลานซ์ยังไง ระหว่างศิลปะ (Art) กับธุรกิจ (Commercial)&nbsp;</strong></p>



<p>โม : สำหรับผมถ้าเขาจะให้ผมทำให้ Commercial จ๋าๆ เลยมันก็ได้นะ ถ้าเขาจ่ายตังค์มากพอ (หัวเราะ) อันนี้ก็พูดอย่างตรงๆ บังคับได้เลย เพราะว่าผมเองก็ทำเพลง Commercial ด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าถ้าคุณจ่ายตังค์มากพอ เราจะยอมไม่เป็นตัวเองให้คุณได้ แต่ถ้าเวลาเราทำดนตรีในหนัง มันจะมีความเป็นตัวเองครึ่งหนึ่ง กับความคิดเห็นผู้กำกับครึ่งหนึ่งผสมลงไป จริงๆ ผลงานที่ผมทำในหลายๆ เรื่อง ก็มีแอบใส่ซาวนด์แปลกๆ เข้าไปด้วยนะ เพื่อทดลองโดยที่คนอื่นไม่รู้ ผมชอบทำแบบนั้นมาก แล้วถ้ามันเข้า ผู้กำกับชอบ ผมจะรู้สึกว่านี่แหละ! ต้องอย่างงี้สิวะ! (ตบเข่าฉาด)</p>



<p>ฟิว : งานนี้มันเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่างสองอย่างคือ Commercial กับ Art เป็นงานที่เราก็ชอบจนไม่ได้คิดว่าจะไปทำอย่างอื่นแล้ว คงจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันอยู่ในสายเลือดไปแล้ว มันเหมาะกับคาแรกเตอร์เรา เลี้ยงชีพได้ด้วย แถมยังไม่ได้บีบไอเดียเรามากเกินไป มันพอดีแล้วสำหรับเรา</p>



<p><strong>นอกจากเงินทุน มีปัจจัยอย่างอื่นอีกไหมที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เดินช้า</strong></p>



<p>โม/ฟิว : การเมือง</p>



<p>โม : จริงๆ ไม่อยากพูดคำนี้หรอก แต่มันเกี่ยวโยงจริงๆ เพราะการทำหนังมันก็ยังเป็นอีกสายอาชีพที่ต้องการผู้คนมาหล่อเลี้ยงมันด้วย</p>



<p>ฟิว : เรื่องโครงสร้างสังคม ถ้าพื้นฐานมันดี ชีวิตผู้คนก็ดี ผลงานศิลปะที่ออกมา มันก็จะดีไปด้วย</p>



<p>โม : เขาเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น คนทำงานครีเอทิฟเลยไม่ค่อยโดนเห็นค่าสักเท่าไหร่ มีคนเคยตั้งคำถามกับผมว่าคนทำงานสายครีเอทิฟหรือทำงานในสายนี้ ทำไมราคาจ้างงานถึงต้องแพงขนาดนี้ แต่เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเราต้องเรียนอะไรมาบ้าง ศึกษายังไง และกว่าจะเป็นผลงานหนึ่งชิ้นต้องผ่านขั้นตอนการคิดอะไรมาบ้าง กว่าเราจะหยิบจับอากาศมาเป็นดนตรีได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย</p>



<p>ฟิว : ราคาจ่ายเงินการทำงานในสายอาชีพนี้ มันยังไม่คุ้มมาก ถ้าเทียบในอุตสาหกรรมดนตรีไทย ยังไม่เท่าเพลงพ็อปหรอก เพราะเพลงพ็อปเข้าถึงคนฟังง่าย มีเงินหมุนเยอะ แต่เป็นเพราะสิ่งนั้นทำแล้วมันเห็นผลผลกับผู้ประกอบการ เห็นผลกับคนฟัง พอได้รับผลตอบรับเยอะ ผู้ประกอบการเขาก็ยอมจ่าย แต่พอเป็นสายดนตรีประกอบภาพยนตร์แบบเรา ถึงหนังจะดี แต่ถ้ามันไม่เห็นผลประกอบการ เอาง่ายๆ ก็คือขายไม่ได้พูดตรงๆ ผู้ประกอบการเขาก็ไม่อยากลงทุน เราก็เข้าใจเขา ทำหนัง Art ไปก็ไม่ดีอีก งานขาย Commercial เลยอยู่รอดได้มากกว่า</p>



<p>โม : ก็ย้อนกลับไปเหมือนเดิมว่าถ้าเขาบังคับเรามาก ก็ต้องยอมจ่ายเยอะ (หัวเราะ) แต่แรกๆ ที่เราทำก็แทบไปขอเขาทำฟรีเลยนะ เพราะเราอยากลองทำ อยากเก็บเครดิต ในช่วงมหา’ลัย แต่มันก็เริ่มมาจากเพราะอยากทำจริงๆ&nbsp;</p>



<p><strong>แชร์ให้ฟังหน่อยว่าต้องฝึกยังไง ถึงจะมาทำในสายอาชีพนี้ได้</strong></p>



<p>โม : ต้องเนิร์ดในหลายด้าน เนิร์ดในการฟัง เนิร์ดในการทำ ทุกวันนี้ผมยังเหมือนทำเพลงทุกวันอยู่เลยนะ เช่น เฮ้ยก่อนจะออกไปร้านกาแฟ ลองซาวนด์แบบนี้ดูหน่อยดีกว่า ต้องหมั่นฝึกฝนทำเรื่อยๆ</p>



<p>ฟิว : เราว่าก็แค่ลงมือทำ มันคืองานที่ต้องลองทำไปเรื่อยๆ ถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี ก็ทำต่อไป ชีวิตประจำวันของเราบางทีก็ทำดนตรีไปเรื่อยๆ ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำเพื่อฝึกเฉยๆ แต่บางทีอิลิเมนต์พวกนั้นมันได้เอากลับมาใช้นะ บางโปรเจกต์มันมีไอเดียที่คล้ายๆ ที่เคยลองทำ เราก็หยิบมาใช้ในงานบ่อยๆ แต่สุดท้ายเราว่าต้องเริ่มจากวิธีคิด ส่วนเรื่องสกิล ความถนัด มันจะตามมาหลังจากที่เราได้ลงมือทำแล้ว ถ้าวิธีคิดและไอเดียของเราลับคมมาดีแล้ว ทุกอย่างจะง่ายมากหลังจากนั้น คนดังๆ หลายคน สกิลเขาก็อาจะไม่ได้เก่งเท่าคนอื่นๆ แต่วิธีคิดของเขามันไปไกลกว่าชาวบ้าน เขาเลยดัง คนอื่นเขาอาจจะคิดเป็นทำนอง แต่เขาคิดเป็นคอนเซปต์แล้วค้นหาวิธีเล่นเสียงทีหลัง เพราะเสียงมันเล่นได้หลายแบบ&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เห็นทั้งสองคนจากบทสัมภาษณ์นี้ แล้วอยากเข้ามาทำงานสายอาชีพนักประพันธ์ดนตรีประกอบ มีแนวทางแนะนำยังไงบ้าง</strong></p>



<p>โม : เราว่าอยากทำสิ่งไหน ก็ต้องชอบสิ่งนั้นด้วย เราว่ามันต้องเริ่มจากต้องเป็นคนชอบดูหนังมากๆ ที่ไม่ใช่แค่หนังแมสนะ รวมไปถึงหนังอินดีและหนังอาร์ตด้วย มันจะช่วยเรื่องจินตนาการได้เยอะมากในการคิดดนตรี และจะช่วยเราตอบเหตุผลได้เลยว่าทำไมถึงต้องทำดนตรีแบบนี้ อีกอย่างคือเรื่องการชอบฟังดนตรี ต้องลองเสพดนตรีเยอะๆ หลากหลายแนว มันจะช่วยในตอนเวลาที่เราทำหรือสร้างงาน พอเรากินของดีเข้าไปเยอะๆ พอเวลาเราจะคายออกมา เราจะหยิบซาวนด์อิมเมจในหัวออกมาใช้ได้ สองอย่างที่เน้นย้ำ คือดูกับฟังให้เยอะ</p>



<p>ฟิว : ถ้าเสริมจากเรื่องนี้ เราว่าต้องรู้จักกับคนในวงการภาพยนตร์ให้มากจะได้มีที่ทางในการเติบโต แต่ก่อนที่จะรู้จักกับเขาได้ ก็ต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อนนะ ฉะนั้นถ้าเป็นคนดูหนังอยู่แล้วจริงๆ มันก็จะคุยง่ายมาก เพราะปกติเวลาเราเริ่มหัวข้อการคุยในสายหนังเราไม่คุยเรื่องเพลงนะ เราคุยเรื่องหนังอย่างเดียวเลย เพราะด้วยความที่เราชอบหนังอยู่แล้วด้วย คุยในเชิงวิเคราะห์หนังไปเลยว่า หนังเรื่องนี้มันเล่ายังไง มีสไตล์ลีลาแบบไหนในการเล่า เรื่องนี้ดีไม่ดียังไง เหมือนมาถกเถียงเรื่องประเด็นนี้กัน รู้ให้เยอะ และลงมือทำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183580" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ สิ่งที่สำคัญที่สุดของอาชีพนี้คืออะไร</strong></p>



<p>โม : ในมุมผมคือทำยังไงก็ได้ให้คนดูเขารู้สึกมากขึ้นกว่าเดิม จุดนี้จะทำยังไงให้คนดูเขาเศร้าได้ หรือร้องไห้ได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองการรับรู้ของแต่ละคนด้วยนะว่าถ้าเราทำดนตรีออกไปแล้ว มันจะถึงจุดนั้นของอารมณ์คนดูไหม สำหรับผมเรามีหน้าที่แค่ว่า ถ้าจังหวะนี้เราต้องโกยอารมณ์คนดูแล้วใช่ไหม ได้! เราจะดันบรรยากาศนั้นขึ้นมาให้สุดเลย อย่างเช่นรู้สึกถึงความเย็นในห้องนั้น รู้สึกถึงความก้องของห้องนั้น หรือถ้าในบทพูดนี้ เราจะทำยังไงให้การสารภาพรักมันเศร้าได้มากแค่ไหน หรือสุขได้มากแค่ไหน เราก็ต้องทำตามโจทย์นั้นให้ได้มากที่สุด</p>



<p>ฟิว : มีคำยอดนิยมที่พูดกันว่า ‘ดนตรีประกอบหนัง ต้องทำให้รู้สึก มากกว่าได้ยิน’ พอหนังเริ่มเล่น มันไม่ได้ยินหรอกว่าเสียงดนตรีเป็นยังไง เพราะเราตั้งใจดูหนังอยู่ แต่ดนตรีมันจะเป็นตัวช่วยเสริมมากกว่า ยกเว้นว่ามันจะมีบางซีน หรือบางจังหวะที่ดนตรีขึ้นมาเด่นได้ อันนั้นก็เต็มที่ได้เลย แต่สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะคนทำดนตรีประกอบ คือทำยังไงก็ได้ให้คนรู้สึก เราว่าเท่านั้นก็สำเร็จแล้ว</p>



<p>โม : (พยักหน้าเห็นด้วย)</p>



<p><em>ปล. ภาพยนตร์เรื่อง ‘แม่ซื้อ (Host)’ ต้อนรับฮาโลวีนทันที เพราะหนังเข้าฉายแล้วบนสตรีมมิงที่ Prime Video เท่านั้น อย่าลืมไปรับชมรับฟังความหลอนกันถ้วนหน้า ขอให้ได้พบกับแม่ซื้อของทุกท่านโดยสวัสดิภาพ (เป็นเรื่องดีหรือเปล่านะ)</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/host-film-composer/">‘ฟิว &#8211; ชัพวิชญ์’ และ ‘โม &#8211; วุฒิพล’ สองคู่หูนักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ‘แม่ซื้อ’ ผู้เชื่อว่าดนตรีประกอบหนังต้องทำให้รู้สึกมากกว่าได้ยิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แฟ้มภาพสารคดีจากลมใต้ปีกของคนกองถ่ายและความสนุกที่ได้เป็น ‘กิต &#8211; กฤษฎา’ เป็ดไร้ฝัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kritsadoy-photographer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Photographer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183095</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครที่เคยได้ลองจับ ‘กล้องฟิล์ม’ เล่นดูสักหน อาจพอรู้ว่านี่ไม่ใช่การถ่ายภาพที่ง่ายดาย เพราะต้องอาศัยความใจเย็น ความเข้าใจในแสง และความรู้สึกท่วมท้นว่าหากลั่นชัตเตอร์ลงไปแล้ว ไม่มีปุ่มให้กดย้อนกลับหรือลบทิ้ง ทั้งเราไม่อาจบังคับความเป็นฟิล์มให้ได้ดังใจไปทั้งหมดเหมือนอย่างกล้องดิจิทัล ภาพนั้นจึงกลายเป็นภาพเดียวในโลกที่บันทึกรายละเอียดในห้วงเวลาหนึ่งได้แนบแน่นเหลือเกิน&#160; ฟิล์มมีเสน่ห์เช่นนั้นหรืออาจมากกว่านั้น ไม่แพ้ผู้ที่พยายามจะเข้าใจ และถ่ายทอดมันก็ออกมาอย่าง ‘กิต &#8211; กฤษฎา บุญฤทธิ์’&#160; เขาเคยอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ อยากเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นยาม อยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ขณะนี้เขากำลังเป็นผู้กำกับภาพ หรือ Director of Photography ย่อสั้นได้ว่า DP และภาพถ่ายสะดุดตาจากม้วนฟิล์ม รวมไปถึงกล้องดิจิทัลเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เราอยากรู้จักเจ้าของผลงาน&#160; วัยเยาว์มักคอยสะกิดให้เราเขียนความฝันลงหน้ากระดาษ มันถูกขยำไปตามอายุที่มากขึ้น แต่ใครเลยจะรู้ว่าท่ามกลางความเป็นไปไม่ได้มีความเป็นไปได้คั่นอยู่ ‘กิต’ ก็เคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ชะงักกับการถูกจองจำให้ค้นหาความหมายของตัวเอง กระทั่งเขาได้พบกับโลกหลังเลนส์ คนถือกล้อง จำได้ไหมว่าจับกล้องถ่ายรูปตอนอายุเท่าไร น่าจะ ม.5 เมื่อก่อนผมอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติมาก ก็เลยเอาแต่เตะบอล จนวันหนึ่งเห็นเพื่อนถ่ายรูป ผมเห็นมันเท่ดีเวลามีกล้อง ก็ตัดสินใจว่าจะเก็บเงินซื้อบ้าง เพราะจริงๆ แล้วผูกพันกับการถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก แค่ไม่ได้คิดอะไรกับมันมาก พอได้กลับมาจับกล้องอีกครั้งก็วางฟุตบอลลง รู้สึกว่าคงไม่ได้เป็นหรอกนักฟุตบอลทีมชาติ (หัวเราะ) ตอนนั้นอยากเอากล้องเป็นอาชีพหลักเลยนะ เริ่มจากเข้ากลุ่มที่เขาไปถ่ายภาพในต่างจังหวัดกัน แล้วผมก็ขอติดไปด้วย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kritsadoy-photographer/">แฟ้มภาพสารคดีจากลมใต้ปีกของคนกองถ่ายและความสนุกที่ได้เป็น ‘กิต &#8211; กฤษฎา’ เป็ดไร้ฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใครที่เคยได้ลองจับ<strong> </strong>‘กล้องฟิล์ม’ เล่นดูสักหน อาจพอรู้ว่านี่ไม่ใช่การถ่ายภาพที่ง่ายดาย เพราะต้องอาศัยความใจเย็น ความเข้าใจในแสง และความรู้สึกท่วมท้นว่าหากลั่นชัตเตอร์ลงไปแล้ว ไม่มีปุ่มให้กดย้อนกลับหรือลบทิ้ง ทั้งเราไม่อาจบังคับความเป็นฟิล์มให้ได้ดังใจไปทั้งหมดเหมือนอย่างกล้องดิจิทัล ภาพนั้นจึงกลายเป็นภาพเดียวในโลกที่บันทึกรายละเอียดในห้วงเวลาหนึ่งได้แนบแน่นเหลือเกิน&nbsp;</p>



<p>ฟิล์มมีเสน่ห์เช่นนั้นหรืออาจมากกว่านั้น ไม่แพ้ผู้ที่พยายามจะเข้าใจ และถ่ายทอดมันก็ออกมาอย่าง <strong>‘กิต &#8211; กฤษฎา บุญฤทธิ์’&nbsp;</strong></p>



<p>เขาเคยอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ อยากเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นยาม อยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ขณะนี้เขากำลังเป็นผู้กำกับภาพ หรือ Director of Photography ย่อสั้นได้ว่า DP และภาพถ่ายสะดุดตาจากม้วนฟิล์ม รวมไปถึงกล้องดิจิทัลเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เราอยากรู้จักเจ้าของผลงาน&nbsp;</p>



<p>วัยเยาว์มักคอยสะกิดให้เราเขียนความฝันลงหน้ากระดาษ มันถูกขยำไปตามอายุที่มากขึ้น แต่ใครเลยจะรู้ว่าท่ามกลางความเป็นไปไม่ได้มีความเป็นไปได้คั่นอยู่ <strong>‘กิต’</strong> ก็เคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ชะงักกับการถูกจองจำให้ค้นหาความหมายของตัวเอง กระทั่งเขาได้พบกับโลกหลังเลนส์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183101" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/1-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คนถือกล้อง</strong></h2>



<p><strong>จำได้ไหมว่าจับกล้องถ่ายรูปตอนอายุเท่าไร</strong></p>



<p>น่าจะ ม.5 เมื่อก่อนผมอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติมาก ก็เลยเอาแต่เตะบอล จนวันหนึ่งเห็นเพื่อนถ่ายรูป ผมเห็นมันเท่ดีเวลามีกล้อง ก็ตัดสินใจว่าจะเก็บเงินซื้อบ้าง เพราะจริงๆ แล้วผูกพันกับการถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก แค่ไม่ได้คิดอะไรกับมันมาก พอได้กลับมาจับกล้องอีกครั้งก็วางฟุตบอลลง รู้สึกว่าคงไม่ได้เป็นหรอกนักฟุตบอลทีมชาติ (หัวเราะ) ตอนนั้นอยากเอากล้องเป็นอาชีพหลักเลยนะ เริ่มจากเข้ากลุ่มที่เขาไปถ่ายภาพในต่างจังหวัดกัน แล้วผมก็ขอติดไปด้วย เพราะอยากดูว่าเขาถ่ายอะไร ผมเริ่มเข้าสู่วงการถ่ายภาพด้วยการเป็นเด็กถือของ&nbsp;</p>



<p><strong>ตอนนั้นมีกล้องเป็นของตัวเองหรือยัง</strong></p>



<p>ไม่มี แม่เองก็ไม่มีทุน ช่วงปิดเทอมผมก็ไปทำงานเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ ได้เงินวันละ 300 บาท ตั้งใจว่าจะเก็บเงินซื้อกล้อง แต่พอเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ ผมก็ไปเรื่อยเลย เป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ก็สนุกดีนี่หว่า (หัวเราะ) สุดท้ายก็ได้กล้องมาหนึ่งตัวยี่ห้อ Nikon กล้องตัวนี้เป็นครูผมเลย&nbsp;</p>



<p>แล้วผมก็เข้าเรียนต่อในคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พอเข้ามาเรียนแล้วก็รู้สึกว่าอยากทำหนังมากกว่า ภาพนิ่งนี่วางไว้เลย ไอเชี่ยแม่ง! ไม่เท่ โดดเรียนทุกคาบที่เป็นวิชาสอนถ่ายภาพนิ่ง ในวิชาเขาสอนใช้แฟลช จัดแสง จำได้แค่ไม่มัน ไม่สนุกเลย แต่ถามว่าชอบถ่ายรูปเหมือนเดิมไหม ก็ยังชอบ ผมแค่มองไม่เห็นทางว่าภาพนิ่งจะไปทำอะไรต่อได้อีก</p>



<p><strong>แล้วการถ่ายภาพที่สนุกสำหรับกิตเป็นอย่างไร</strong></p>



<p>เจออะไรแล้วต้องถ่ายเลย ผมคิดว่าทุกคนมีเซนส์ว่าไอ้นี่เรียกให้กูถ่ายมัน มีใช้เทคนิคบ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าการจัดแสง ใช้แฟลชมันน่าหลงใหล ตอนนี้ก็ยังเสียดายว่าน่าจะตั้งใจเรียน แล้วช่วงปีหนึ่งผมก็รับจ้างถ่ายภาพด้วยนะ เพราะอย่างที่บอกว่ามันมีวิชาถ่ายภาพพื้นฐาน เขาบอกต่อกันไปทั้งเด็ก ม.กรุงเทพ เด็ก ม.รังสิต ว่าไอ้นี่มันรับจ้างนะ ตอนเขาหาช่างภาพวันรับปริญญา มีงานพิธีอะไร ผมก็ไปถ่าย แต่ฟีดแบกไม่ดีเลย ฟีลแบบถ่ายไปแล้วเขาไม่ลงภาพเราเลย (หัวเราะ) มันเฟลมาก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183102" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/2-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กิตคิดว่าภาพตัวเองไม่สวยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ ผมก็เลยเลือกวางมันลงไป เพราะไม่ค่อยได้รับความมั่นใจกลับมา ไม่ค่อยมีกำลังใจ ตอนเป็นช่างภาพแคนดิดไปถ่ายตามงาน ผมชอบถ่ายแคบ ถ่ายเก็บรายละเอียด เขาก็จะบอกว่าไม่ได้! มึงจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ มึงจะไปรอดได้อย่างไร จะเป็นช่างภาพได้อย่างไร ผมก็ไอ้เชี่ย! มันคงจะไปไม่รอดจริงๆ ส่วนมากรูปที่ถ่ายแล้วสนุกก็คือถ่ายกับเพื่อน ถ่ายฟิล์มเล่นๆ&nbsp;</p>



<p><strong>เพราะอะไรภาพฟิล์มถึงมีเสน่ห์สำหรับกิต</strong></p>



<p>การเก็บภาพด้วยฟิล์มมันไม่มีวันหาย มีช่วงหนึ่งที่ผมพกแต่กล้อง Ricoh GR2 ไม่มีเงินซื้อกล้องใหม่ เลยคิดว่าถ่ายฟิล์มก็ได้ แต่แม่งแพงหน่อยนะ ผมกลัวเก็บภาพดิจิทัลแล้ววันหนึ่งมันหาย บอกเพื่อนไว้เลยว่าถ้ากูตายนี่ไม่ต้องเผาฟิล์มมาให้กูนะ เก็บเอาไว้ เพราะมันคือความทรงจำทั้งหมดที่เราอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องมาไดรฟ์นั้นไดรฟ์นี้ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183103" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/3-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากอยากเป็นนักฟุตบอล ช่างซ่อมโทรศัพท์ อยากเป็นคนทำหนังอีก มันกลายเป็นอาชีพผู้กำกับภาพได้อย่างไร</strong></p>



<p>ผมไปฝึกงานตำแหน่งช่างภาพใน Salmon House จริงๆ ผมเองก็ชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ตั้งใจถ่ายเท่าทุกวันนี้นะ คงเพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงที่งานก็ไม่ได้เยอะ ท้อ! ไม่อยากถ่าย ไม่อยากอยู่ในวงการนี้แล้ว เดี๋ยวไปทำงานประจำ มันหาความหมายของตัวเองไม่ได้ แต่แล้วก็มีรูปหนึ่งที่พี่อัตต้าผู้กำกับภาพยนตร์ เขาทักขึ้นมาว่ากิตดอย! มึงถ่ายภาพนิ่งดีว่ะ ตั้งแต่วันนั้นผมก็ตั้งใจกับตัวเองมาตลอดว่าโอเค ขาหนึ่งหาเงิน ขาหนึ่งแบ่งให้แพสชันแล้วกัน กลับไปสู่จุดสามัญที่เราชอบถ่ายภาพแล้วรู้สึกสนุกก็พอ ไม่ต้องสนใจแล้วว่าจะได้รับคำชมหรือไม่ได้รับ&nbsp;</p>



<p>นี่เป็นภาพที่ทำให้กิตค้นพบความหมายของตัวเองอีกครั้ง จาก MV เพลง ‘นภา’ ของวงดนตรี ‘alittlebirdtoldme’ กิตว่าเขาพูดกับคนตรงหน้าแค่หนึ่งประโยค “น้อง! พี่ขอยกกล้องถ่ายเก็บไว้หน่อย” แล้วช็อตที่ผ่านสายตาของกิตก็ถูกตั้งเป็นปกเพลง </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183104" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/4-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>โจทย์ที่ยากสำหรับการถ่ายภาพนิ่งคืออะไร</strong></p>



<p><strong></strong>ส่วนตัวผมจะพยายามทำงานกับคนรู้จัก เราจะได้ไปฟรี ไปสนุก ไม่มีบรีฟ เพราะเคยมีคนชวนไปถ่ายรูป แล้วก็โยนเรฟมา ผมก็บอกเขาว่าที่จริงผมถ่ายตามคีย์วิชวลไม่เป็น ผมมีแค่กล้องฟิล์มกับกล้องไม่มีแฟลช เขาบอกว่าไม่เป็นไร กิตสบายๆ ได้เลย แล้วผมจำได้ว่าวันนั้นโคตรไม่มีความสุขเลย อึดอัดตั้งแต่เริ่ม เพราะไม่รู้จักใคร ไม่ได้คุยเล็กคุยน้อย การถ่ายก็จะอึดอัดตามไปด้วย ภาพออกมากั๊กๆ ผมกดไปเยอะมาก เพราะกลัวโฟกัสไม่เข้า พอกลับมาบ้านก็คิดว่าไม่เอาแล้วดีกว่า งานจ้างไม่เอาแล้ว คนรอบตัวจะชอบบอกว่ากิตดอย! มึงรับจ้างถ่ายเลย งานมึงดี แต่ผมลองแล้ว ถ้าการหาเงินกับภาพนิ่งมันต้องทุกข์ขนาดนี้ ก็แยกดีกว่าว่าจะทำอาชีพผู้กำกับภาพพื่อหาเงิน แล้วถ่ายภาพนิ่งตามแพสชันให้เต็มที่&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ช็อตนี้กิตดอยมา!</strong></h2>



<p><strong>ผู้กำกับภาพ หรือ Director of Photography (DP) กับช่างภาพนิ่งต่างกันอย่างไร</strong></p>



<p>ต่างกันมากเลย ตอนถ่ายภาพนิ่งผมจะมีโพสิชันที่เดินไปไหนก็ได้ ถ่ายใกล้ๆ ก็ได้ แต่ผู้กำกับภาพต้องอยู่แค่หลังกล้อง ความเครียดก็ต่างกัน ถ้าฝนตกขึ้นมาก็ต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไร แต่ภาพนิ่งก็เอาเลย จะทำอะไรก็ทำ</p>



<p>เรากำลังจะเข้าสู่แฟ้มสะสมภาพถ่ายของกิต ทั้งหมดที่กิตอธิบายมาจากคำถามเดียวว่าภาพนี้ได้มาอย่างไร หากจะถามถึงความหมายอันลึกล้ำ กิตว่ายังไม่ค่อยมีมากนัก เช่นนั้นแล้วถือว่าเป็นหนังสือภาพ (Photobook) แบบออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความสนุกจากกิตสะดอยแล้วกันนะ </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183105" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/5-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ผมไปขอพี่ที่รู้จักถ่ายใน MV เพลง ‘นครดารา’ ของศิลปิน ‘ยังโอม’ ตอนแรกมันเป็นภาพเสีย เหมือนแฟลชซิงก์แค่ครึ่งเดียว แต่ผมมองแล้วเฮ้ย! สวยว่ะ ก็เลยเอามาเป็นภาพโปรดเลย </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183106" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>พี่ๆ เอกซ์ทราเขานั่งดูเหนื่อยดี ก็เป็นพี่กะเทยนะ แต่ตอนนั่งนี่คือกูชายแท้จัดเลย (หัวเราะ) ภาพมันคือนครดาราจริงๆ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183107" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ผมว่ามันดูเห็นความเป็นแรงงงานกลางแสงซิลูเอต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183108" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>จาก MV เพลง ‘Boohoo’ ของวงดนตรี ‘Luss’ ผมเห็นคอมโพสิชันของเสื้อผ้าและแบ็กกราวนด์มันสวย ในกองเขากำลังเตรียมถ่ายกัน อาจจะขาดฝั่งซ้ายไปอีกนิดหนึ่งนะ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183109" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ภาพนี้จาก MV เพลง ‘จุดไฟฝัน’ ของศิลปิน ‘Imnutt’ เป็นกองที่ถ่ายกันเอง ใช้กล้องเล็กๆ ไม่มีไฟอะไร ผมชอบที่น้องในภาพเขาดูหมดแรง หรือกำลังอินก็ไม่รู้ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183110" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/10.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>จาก MV เพลง ‘Lucid dreams’ ของวงดนตรี AYLA’s บนที่นอนเป็นที่ที่นักแสดงเกิดคอนฟลิกต์กัน แล้วแสงมันก็ลงมาพอดี สวยมาก มันเหมือนเป็นร่องรอยของความขัดแย้งในตอนนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>กิตชอบถ่ายอะไรมากกว่าระหว่างคนและของ</strong></p>



<p>ผมชอบถ่ายของ ชอบคิดแทนมัน เชิงว่าทำไมกูต้องมาอยู่ตรงนี้วะ อาจจะเป็นนิสัยตั้งแต่เด็กแล้ว ผมชอบเห็นใจของ ไม่ค่อยอยากทิ้งของเพราะกลัวมันเสียใจ (หัวเราะ) คนอาจจะโดนถ่ายมาเยอะแล้ว สิ่งของก็คงอยากโดนถ่ายบ้าง แบบเฮ้ย! กูก็สวยนะเว้ย ถ่ายกูหน่อยๆ</p>



<p><strong>ในการถ่ายคน เขาต้องอยู่ในจังหวะไหนหรือท่วงท่าไหนที่ทำให้กิตกดชัตเตอร์</strong></p>



<p>ตอนที่เขาแม่งเป็นตัวเองสุดๆ เลยอะ อย่างกูร้อนว่ะ กูจะถลกเสื้อ ผมบรีฟคนไม่เป็นนะ เคยแล้วก็จะยากนิดหนึ่ง ถ้าอย่างในกองถ่าย ผมว่าเสน่ห์ของมันคือหน้างานเลย ผมอยากรู้แค่มันมืดหรือสว่างจะได้เอาฟิล์มไปถูก&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183111" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ช็อตนี้เป็นเพราะผมเดินเข้าไปดูโลเคชันแล้วมันดูหลอน เป็นฉากในภาพยนตร์ ‘ฮักสัปปะลี่กับคดีสีชมพู’ ที่จริงผมไม่อยากพูดว่าตัวเองเป็นช่างภาพเบื้องหลังขนาดนั้น เพราะภาพจะได้มาจากการเป็น DP บ้าง การที่ขอไปถ่ายเล่นบ้าง ผมอยากให้เกียรติและขอบคุณช่างภาพเบื้องหลังเหล่านั้น พวกเขาเป็นลมใต้ปีก ถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่มีภาพออกไป PR&nbsp;</p>



<p><strong>อย่างกิตนับว่าตัวเองเป็นลมใต้ปีกไหม</strong></p>



<p>ก็อาจจะได้สักพาร์ตหนึ่ง เพราะผมก็ทำงานอยู่เบื้องหลัง ผมอยากให้มันมีแรงกระเพื่อมของภาพเบื้องหลัง รู้สึกว่าทุกคนในกองมีความสามารถในการถ่ายภาพอยู่แล้ว</p>



<p><strong>นอกจากอยากให้เกิดแรงกระเพื่อม กิตมีความคาดหวังอะไรอีกบ้างกับผลงานภาพเบื้องหลัง</strong></p>



<p>ตอนผมไปถ่ายเมื่อปลายปีที่แล้ว ชั่วโมงการทำงานมันต่อเนื่องได้ 16 ชั่วโมง จนทำให้อยากทำโปรเจกต์เลย อยากขอไปออกกองที่ทำงานกัน 16 ชั่วโมง แล้วให้ดูสภาพทีมงานว่ามันเหมือนศพขนาดไหน (หัวเราะ) เพราะทรมานกันมาก แต่คิดว่ายังต้องศึกษาอีกว่าจะทำอย่างไรให้ภาพมีความหมายกว่านั้น ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์กับคนที่มาดูว่าบรรยากาศกองถ่ายเป็นอย่างไร&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>โปรเจกต์บันไดกองถ่าย</strong></h2>



<p><strong></strong><strong>กิตกำลังปั้นโปรเจกต์อะไรอยู่</strong></p>



<p>ผมกำลังจะทำโปรเจกต์บันได แต่เป็นการชิมลางก่อนนะ อาจจะเก็บภาพเบื้องหลังไปอีก 5 &#8211; 10 ปีให้เป็นหนังสือภาพแต่ก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ล้มเลิกไปก่อนไหม แต่ภาพพวกนี้จะยืนยันว่าผมแม่งเคยทำสิ่งนี้นะ เป็นภาพเบื้องหลังทั้งหมดเลย น่าจะมันน่าดู แต่มันยากตรงที่ผมไม่ใช่คนมั่นใจในตัวเอง หรือชอบคิดว่าภาพนี้มันสวยสำหรับใครไหม มีความหมายไหม บางครั้งผมกดเอาเลเยอร์ เอาตำแหน่งที่มันสวยก็พอ ความหมายภาพของผมที่มีอย่างเดียวคงเป็นการอยากเอาภาพกองมาให้คนนอกเห็น บางครั้งคนกองแท้ๆ เขาก็อาจจะหลงลืมว่าโลเคชันแม่งสวยจัด แต่ไม่มีใครถ่ายเก็บไว้ ผมว่ามันน่าเสียดาย โลเคชันที่เลือกมาแล้วด้วยความตั้งใจ มันควรจะถูกเก็บไว้บ้าง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183112" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183113" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183114" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>บันไดเป็นสิ่งของที่มักจะถูกมองข้าม ทั้งที่ไม่ใช่วัสดุที่เล็ก มีหลายไซส์นะ แล้วก็ถูกใช้หลายฟังก์ชัน นั่ง ปีน นอนพิง เอาผ้ามาคลุมวางของ ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่เห็นบันไดในกองถ่ายก็อยากถ่ายเก็บไว้ทุกรูปเลย บางทีอาจจะอยู่ในหลืบหนึ่ง ทีมไฟลืมไปด้วยซ้ำ พอใกล้กลับบ้านแล้วก็ลืมกัน ผมก็เฮ้ย! พี่ลืมบันได ตั้งไว้ซะเนียนเลย (หัวเราะ) มันอาจเล็กพอที่จะถูกลืม แต่ผมว่ามันก็ใหญ่พอที่ไม่ควรจะถูกลืม&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183115" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183116" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/16.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ลายน้ำของกฤษฎา</strong></h2>



<p><strong>อะไรคือความสนุกที่ได้เป็น Director of Photography (DP)</strong></p>



<p><strong></strong>สนุกที่ได้เจอคน จริงๆ ผมแอบกดดันเหมือนกันนะ เพราะผู้กำกับภาพเป็นตำแหน่งที่ใหญ่ แล้วผมเองก็ยังไม่ได้โตมาก จังหวะที่ทำใหม่ๆ ผมซัฟเฟอร์มาก ไม่รู้วิธีพูดเท่าไหร่ ผมคิดว่าการเป็นผู้กำกับภาพมันคือหัวเรือเหมือนกัน มูดกองในวันนั้นจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเราเป็นส่วนใหญ่ แต่ผมเป็นคนสนุกนะ อยากให้คนอื่นสบายใจที่จะทำงานด้วย ถ้าเครียดขึ้นมาผมก็จะทำงานไม่ได้ จะหันไปบอกทีมไฟว่าวันนี้ไม่เครียดนะพี่ ยิ้มๆ นะ ถ้ามาเลตก็ไม่เป็นไร แค่บอกผมว่าเกิดอะไรขึ้นก็พอ&nbsp;</p>



<p>ต้องบริหารอีโกตัวเองให้เป็น ถ้าเกิดใครแชร์อะไรมา ใครแนะนำว่าสวยไม่สวยก็ต้องรับฟัง เพราะพี่ทีมไฟทีมกล้องเขาโตกว่าผมที่อายุ 27 ปีหมดเลย ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เขาไม่สงสัยในตัวเรา ในขณะเดียวกันก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขามีกำลังใจในการทำงานด้วย มันคือทีมเวิร์ก จะยิ้มก็ยิ้ม จะซื้อกาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้ต้องเลี้ยงหมดทุกคน ใช้ใจให้เยอะ อารมณ์ดีเข้าไว้&nbsp;</p>



<p><strong>แล้วความสนุกของการเป็นกิตดอยล่ะ</strong></p>



<p>เป็นคนตลก (หัวเราะ) ผมเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย เป็นเอกซ์โทรเวิร์ตร้อยเปอร์เซนต์เลย ถ้าบางคนแบบเฮ้ย! มึงมาตลกอะไร ผมก็จะขอโทษครับพี่ งั้นผมไปก่อนนะ วันหนึ่งต่อให้ผมไม่ได้เป็นผู้กำกับภาพ อาจจะไปทำงานในโรงงานแถวบ้าน การถ่ายรูปก็จะตามผมไปอยู่ดี เพราะการถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ผมไม่มีวันจะเลิกทำได้ อาจจะเปลี่ยนจากกล้องตัวไปเป็นกล้องโทรศัพท์ ผมถ่ายรูปแล้วสบายใจ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183117" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/17.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ยังคิดว่าตัวเองเป็นเป็ดอยู่ไหม</strong></p>



<p>เป็นอยู่ ผมชอบทำหลายอย่างมาก อยากลองเป็นยามด้วย เพราะช่างภาพหลายคนเขาจะสวมบทตัวเองเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง ช่างภาพคนหนึ่งที่ผมไปเห็นมาเขาปลอมตัวเป็นกะเทยโสเภณีเพื่อเห็นเบื้องหลัง เอารูปออกมาเป็นหนังสือภาพ การจะทำอะไรอย่างนี้มันต้องลงทุนเลย ผมก็ยึดอาชีพในตอนนี้ไว้นะ ชอบบ้างไม่ชอบบ้างไม่เป็นไร แต่การถ่ายรูปต้องไม่มีใครมาทำให้มันหวั่นไหวได้ คอมเมนต์ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ผมชอบครับ ผมมีความสุข ขอโทษด้วย (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ในยุคที่ใครต่างก็วิ่งไล่ตามหาความฝันตัวเอง กิตคิดอย่างไรกับการที่ตัวเองเป็นคนไม่มีความฝัน</strong></p>



<p>ผมดีใจด้วยที่คุณไม่มีความฝัน แต่วันหนึ่งเกิดจะมีความฝันขึ้นมาก็ได้หรือไม่มีความฝันก็ได้ ตื่นมาก็ไม่ต้องเดินตามทางที่ล็อกไว้ วันนี้อยากถ่ายรูป ไปวิ่ง ปีนเขา ยิงปืน การไม่มีความฝันมันทำให้ผมรู้สึกสบายตัวมากเลย เมื่อก่อนผมอยากเก่ง อยากถ่ายโฆษณากับคนนั้นคนนี้ แล้วก็ผิดหวังว่าทำไมทำไม่ได้สักที น้อยใจว่าทำไมไม่อยู่ในชอยส์แรกๆ ที่เขาเลือก แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว การมีงานอดิเรกที่เป็นภาพนิ่งมันเบาผมลงเยอะเลย ทางผมมันแบบนี้ว่ะ ผมต้องการคนที่เห็นผมจริงๆ ใครที่ชวนผมถ่ายจะดีใจมากเลย เพราะเขาเห็นผมจริงๆ จะเป็นเบอร์ไหนก็ใช้ผมได้เลย อยากเอาเงินมาเลี้ยงตัวเอง เสร็จตรงนี้เดี๋ยวจะไปถ่ายรูปแล้ว (หัวเราะ)</p>



<p>“กิตรู้ไหมว่าตัวเองเป็นเป็ดที่เจ๋งมากนะ” เราทิ้งท้ายก่อนจากลา เขาพยักหน้ายิ้มตอบกลับว่าเขาเองก็เคยอยากเป็นนักเขียนเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันขณะ อนาคตอันใกล้ และอนาคตอันไกล ไม่ว่ากิตจะทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน เราก็อดไม่ได้ที่จะติดตามภาพถ่ายแสนสนุกที่กิตดอยมาไปเสียแล้ว</p>



<p>หากอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว จัดท่าทาง เงยหน้าขึ้น โพสต์เป็นตัวเองให้มากที่สุด เพราะกิตดอยกำลังจะยกกล้องขึ้นแล้วนะ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183118" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/18.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kritsadoy-photographer/">แฟ้มภาพสารคดีจากลมใต้ปีกของคนกองถ่ายและความสนุกที่ได้เป็น ‘กิต &#8211; กฤษฎา’ เป็ดไร้ฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สนทนาหลังฉากภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะ ‘อุ้ย &#8211; รัชฏ์ภูมิ’ ผู้กำกับโคตรห่ามฮาในอาร์ต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/a-useful-ghost-director/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Sep 2025 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ผีใช้ได้ค่ะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182757</guid>

					<description><![CDATA[<p>“พี่! ผมถามหน่อยว่าทำอย่างไรให้เครื่องดูดฝุ่นมันมีชีวิตอะ” หนุ่มร่างผ่ายผอมอุ้มเครื่องดูดฝุ่นสีแดงแจ๊ดแจ๋เดินผ่านหน้าผู้กำกับ “กูเชิญวิญญาณทีมอาร์ตมาเข้าสิง” ดวงตาใต้แว่นหนาสีฟ้าครามมองด้วยสายตาเมินเฉย แล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะครืนให้คนทั้งห้อง รวมถึงผู้เขียนเช่นกัน จากคาแรกเตอร์เจนจัดของผู้กำกับก็ไม่แปลกนักที่ภาพยนตร์ ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ จะถูกนิยามเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายหน้าตายจากผู้ชม ก็เขาเล่นใส่ความเป็นตัวเองลงไปในบทได้อย่างถึงเครื่องซะขนาดนี้ “ผมว่าคุณโดนแล้วล่ะครับ”&#160; “โดนอะไรคะ”&#160; “โดนผีหลอก” เทรลเลอร์เปิดฉากขึ้นด้วยการใส่เสียงตัวละครแบบโมโนโทน ก่อนภาพจะตัดไปยังเครื่องดูดฝุ่นที่ค่อยๆ ขยับล้อเคลื่อนไหวในความเงียบด้วยตัวเอง มันเดินได้ไม่ต่างจากคน! เพราะวิญญาณเมียของพระเอกที่เสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 เข้าสิงของใช้ชิ้นนี้ ทำให้โลกของวิญญาณและโลกของคนถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จนแม่พระเอกทนเห็นไม่ได้ “หยุดเอากับเครื่องดูดฝุ่นได้แล้ว” เธอพูดกับลูกด้วยเสียงโมโนโทน ไม่กี่วันหลังเข้าโรงฉาย ผีใช้ได้ค่ะก็ถูกกรอกให้เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีสุขนาฏกรรมมืดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนกรอก “เอาเป็นว่าเป็นหนังอาร์ตที่มีอารมณ์ขันแล้วกัน” ผู้กำกับบอก หรือหากอยากเข้าใจให้มากขึ้นอีกว่าเขาตั้งใจทำภาพยนตร์ประเภทไหน “เราไม่อยากทำหนังให้ดูเป็นหนังดี เรียบร้อย คนจะนึกภาพว่าหนังดี หนังรางวัลควรจะเป็นแบบนี้ เรารู้สึกอยากทุบภาพตรงนั้น แบบไอ้เหี้ยไอ้ห่า ไอ้ห่าไอ้เหี้ยแต่ในขณะเดียวกันก็สวยนะ คือหมายถึงว่าถ้ามันเละไปหมด คนก็จะรู้สึกว่าแม่งทำไม่เป็นเลยว่ะ เราอยากให้มันดูตั้งใจทำ แต่ก็ดูมีความอิหยังวะเหลือเกิน อยากได้พลังงานแบบนั้นในหนัง”&#160; แล้วพลังงานเหล่านี้เองก็ทำให้ภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ชนะรางวัลยอดเยี่ยม Critics’ Week ที่เมืองคานส์ โดยมี ‘อุ้ย &#8211; รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค’ เป็นผู้กำกับและเขียนบท ภาพยนตร์หลั่งจากกาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-useful-ghost-director/">สนทนาหลังฉากภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะ ‘อุ้ย &#8211; รัชฏ์ภูมิ’ ผู้กำกับโคตรห่ามฮาในอาร์ต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“พี่! ผมถามหน่อยว่าทำอย่างไรให้เครื่องดูดฝุ่นมันมีชีวิตอะ”</strong> หนุ่มร่างผ่ายผอมอุ้มเครื่องดูดฝุ่นสีแดงแจ๊ดแจ๋เดินผ่านหน้าผู้กำกับ</p>



<p><strong></strong><strong>“กูเชิญวิญญาณทีมอาร์ตมาเข้าสิง”</strong> ดวงตาใต้แว่นหนาสีฟ้าครามมองด้วยสายตาเมินเฉย แล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะครืนให้คนทั้งห้อง รวมถึงผู้เขียนเช่นกัน จากคาแรกเตอร์เจนจัดของผู้กำกับก็ไม่แปลกนักที่ภาพยนตร์ <strong>‘ผีใช้ได้ค่ะ’ </strong>จะถูกนิยามเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายหน้าตายจากผู้ชม ก็เขาเล่นใส่ความเป็นตัวเองลงไปในบทได้อย่างถึงเครื่องซะขนาดนี้</p>



<p><strong>“ผมว่าคุณโดนแล้วล่ะครับ”&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“โดนอะไรคะ”&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“โดนผีหลอก”</strong></p>



<p>เทรลเลอร์เปิดฉากขึ้นด้วยการใส่เสียงตัวละครแบบโมโนโทน ก่อนภาพจะตัดไปยังเครื่องดูดฝุ่นที่ค่อยๆ ขยับล้อเคลื่อนไหวในความเงียบด้วยตัวเอง มันเดินได้ไม่ต่างจากคน! เพราะวิญญาณเมียของพระเอกที่เสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 เข้าสิงของใช้ชิ้นนี้ ทำให้โลกของวิญญาณและโลกของคนถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จนแม่พระเอกทนเห็นไม่ได้ <strong>“หยุดเอากับเครื่องดูดฝุ่นได้แล้ว” </strong>เธอพูดกับลูกด้วยเสียงโมโนโทน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182760" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/1-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ไม่กี่วันหลังเข้าโรงฉาย ผีใช้ได้ค่ะก็ถูกกรอกให้เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีสุขนาฏกรรมมืดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนกรอก <strong>“</strong><strong>เอาเป็นว่าเป็นหนังอาร์ตที่มีอารมณ์ขันแล้วกัน</strong><strong>”</strong> ผู้กำกับบอก หรือหากอยากเข้าใจให้มากขึ้นอีกว่าเขาตั้งใจทำภาพยนตร์ประเภทไหน <strong>“เราไม่อยากทำหนังให้ดูเป็นหนังดี เรียบร้อย คนจะนึกภาพว่าหนังดี หนังรางวัลควรจะเป็นแบบนี้ เรารู้สึกอยากทุบภาพตรงนั้น แบบไอ้เหี้ยไอ้ห่า ไอ้ห่าไอ้เหี้ยแต่ในขณะเดียวกันก็สวยนะ คือหมายถึงว่าถ้ามันเละไปหมด คนก็จะรู้สึกว่าแม่งทำไม่เป็นเลยว่ะ เราอยากให้มันดูตั้งใจทำ แต่ก็ดูมีความอิหยังวะเหลือเกิน อยากได้พลังงานแบบนั้นในหนัง”&nbsp;</strong></p>



<p>แล้วพลังงานเหล่านี้เองก็ทำให้ภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ชนะรางวัลยอดเยี่ยม Critics’ Week ที่เมืองคานส์ โดยมี<strong> ‘อุ้ย &#8211;</strong><strong> รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค’</strong> เป็นผู้กำกับและเขียนบท</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ภาพยนตร์หลั่งจากกาย</strong></h2>



<p><strong>อุ้ยทำภาพยนตร์ประเภทไหนมาก่อนภาพยนตร์ ‘ผีใช้ได้ค่ะ’</strong></p>



<p>เราทำหนังสั้นมาก่อน ผีใช้ได้ค่ะเป็นหนังยาวเรื่องแรก ก่อนหน้านี้ทำหนังสั้นในวิชาเรียน หลังเรียนจบก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาดีด้านการทำหนังต่อ เหมือนตอนเรียนเรารู้สึกว่าการออกกองมันน่าเบื่อจัง มันเหนื่อย ใช้พลังงาน ต้องรอตำแหน่งนู้นนี้ เราอาจจะไม่เหมาะมั้ง พอเรียนจบก็อยากเป็นอาจารย์ด้านภาพยนตร์ ซึ่งก็จำเป็นต้องไปเรียนต่อเพื่อจะกลับมาสอนได้ แต่ที่บ้านไม่มีทุนส่งเราเรียนต่อขนาดนั้น ก็กลายเป็นว่ามาทำงานเขียนบทโทรทัศน์ เขียนซีรีส์ แล้วจู่ๆ วันหนึ่งเห็นมีงานประกวดหนังสั้นหัวข้อที่เราคิดว่าเราน่าจะคิดได้ ก็เลยชวนเพื่อนพี่น้องมาทำอะไรง่ายๆ ด้วยกัน เราก็รู้สึกเอนจอยดี เพราะเป็นกองเล็กๆ หลังประกวดมาก็พอจะมีคนชมบ้าง พอจะได้รางวัลมา ก็รู้สึกว่าเออ! มันก็ทำได้นี่ อย่างน้อยเสียงตอบรับกับเทศกาลหนังสั้นในไทยมันโอเค&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182761" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/2-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>มันมีเกร็ดที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง น่าสนใจเปล่าวะ (หัวเราะ) ปี 2016 ภาพยนตร์รักที่ขอนแก่นของ ‘เจ้ย &#8211; อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ เข้าฉายในเมืองไทย แล้วการฉายถัดจากนั้นที่ใกล้ที่สุดคือเทศกาลสิงคโปร์ จำได้ว่ามีคนไทยประมาณ 50 มั้งที่บินไปสิงคโปร์เพื่อดูรักที่ขอนแก่น บางคนบินเช้าเย็นกลับเลย เราเองก็ไปเหมือนกัน แล้วก็ได้เห็นสเปซกึ่งห้องเรียน กึ่งร้านขายของเกี่ยวกับหนัง แล้วก็เจอว่ามีคนเวิร์กชอปกันอยู่ อย่าง ‘โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง’ ที่ทำหนัง ‘นคร-สวรรค์’ กับ ‘อิฐ-ปฏิภาณ บุณฑริก’ ผู้กำกับ ‘Solids by the Seashore’ เขาก็เป็นคนไทยที่อยู่ในแก๊งเวิร์กชอปนั้น มันเป็นเวิร์กชอปฝึกเขียนบทให้คนทำภาพยนตร์ยาวเรื่องแรก เราก็เลยตระหนักว่ามันมีสิ่งนี้ มีแพลตฟอร์มที่จะไปต่อได้นะ ทำให้คิดว่าเราน่าจะขยายสิ่งที่ทำอยู่ให้เป็นภาพยนตร์ยาวได้&nbsp;</p>



<p><strong>ผลงานภาพยนตร์สั้นของอุ้ยมีอะไรบ้าง</strong></p>



<p>หลังเรียนจบเราทำเรื่อง ‘ของเหลวที่หลั่งจากกาย’ แต่เป็นหนังประหลาดๆ นิดหนึ่ง แล้วก็ ‘เสียงออกไม่ได้ในราชอาณาจักรทางภาษาของคุณ’ ที่ตอนแรกเห็นว่ามันมีประกวด คล้ายๆ กับ NGO ที่ทางเหนือ เขาให้โจทย์ทำเกี่ยวกับคนพลัดถิ่น แล้วเราก็มีไอเดียที่จะเล่าสิ่งนี้ เป็นยุคต้องไรต์แผ่นส่งไปรษณีย์เลย แต่เราไม่เข้ารอบ ก็สงสัยนะว่านี่แผ่นกูไปถึงไหมนะ (หัวเราะ) ตอนแรกก็เฟลที่ไม่เข้ารอบองค์กรนี้ เพราะขณะที่การประกวดเป็นแนวหนังหัวข้อเฉพาะ แล้วทำไมเราถึงยังไม่ติดเลย แย่แล้วล่ะ แต่มันดันไปเข้ารอบเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย เราก็เลยคิดว่าอืม ก็คงไม่แย่มั้ง&nbsp;</p>



<p>ค่อยๆ ทำเรื่องต่อไปชื่อ ‘มะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ’ ส่งมูลนิธิหนังไทยเหมือนกัน ถึงไม่ได้รางวัลอะไรแต่เข้ารอบ จำได้ว่าคนชื่นชอบประมาณหนึ่ง ส่วนในปีถัดมาเราทำ ‘แหม่ม แอนนา หัวนม มาคารอง โพนยางคำ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน’ อัปลงยูทูปไป ก็เกิดเป็นไวรัลเล็กๆ ขึ้น สุดท้ายก็ทำเรื่อง ‘อนินทรีย์แดง’&nbsp;</p>



<p><strong>ไหนบอกว่าไม่ชอบทำงานในกอง</strong></p>



<p>เราไม่ชอบอยู่ในกองในตำแหน่งอื่นมั้ง ตอนเรียนเคยมีวิชาที่คนทั้งรุ่นต้องถ่ายหนังสั้นด้วยกันเรื่องหนึ่ง แล้วก็แจกหน้าที่กัน เรารู้สึกเหนื่อย เคยถูกรุ่นพี่เกณฑ์ให้ไปเป็นเอกซ์ทราหนังด้วย เราอยู่ทั้งวันจนเที่ยงคืนตีหนึ่ง แล้วได้เงินกลับมาสามร้อย! ไม่เห็นสนุกเลย แต่พอเป็นคนกำกับมันรู้สึกสนุกอะ สนุกกับการกำกับงานตัวเอง ได้คิดอะไรอยู่เรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เราเป็นคนไม่อยากดีลกับคนเยอะ ฟังดูย้อนแย้งนะ</p>



<p><strong>ตกลงแล้วเป้าหมายในการทำภาพยนตร์ของอุ้ยคืออะไร</strong></p>



<p>ถ้าตอนทำหนังสั้นก็คงเหมือนนักเขียนที่คิดเรื่องขึ้นมาแล้วอยากเขียน อยากให้อะไรที่อยู่ในหัวออกมา ไม่ได้คิดเรื่องรายได้อะไรเลย แค่อยากทำเองเฉยๆ เพราะเรามีเรื่องจะเล่า แล้วก็เห็นว่ายังไม่มีใครเล่า พอทำเสร็จแล้วมีคนชอบประมาณหนึ่งก็ทำต่อ จริงๆ มันควรจะวางแผนนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นยี่สิบปลายๆ ยังมีความผลีผลาม ไม่แพลนเยอะ ตอนนี้อาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182762" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/3-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>การดูภาพยนตร์ส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของอุ้ยบ้าง&nbsp;</strong></p>



<p>เราว่ามันช่วยเป็นไอเดียให้เราได้ ตอนนี้อยู่ในจุดที่ดูหนังแล้วมันเป็นงานไปหมดเลย แต่ก็ยังเอนจอยอยู่ แค่คิดมากขึ้นว่าถ้าเราเป็นคนกำกับจะเลือกทางไหนดี เราชอบสิ่งนี้จัง ส่วนสิ่งนี้ไม่ชอบ เราดูหนังแล้วก็อยากเป็นคนทำหนังที่เก่งขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>ยกเรื่องโปรดมาให้ฟังหน่อย</strong></p>



<p>ชอบ Three Colors: Blue ของ Krzysztof Kieślowski มาก แต่พอเป็นอาจารย์แล้วต้องเอาไปเปิดสอนเด็กก็ไม่ค่อยตื่นเต้นกับมันแล้ว รู้สึกดูบ่อยเกินไป หนังเยอรมันก็เรื่อง Malina ของ Werner Schroeter, La Belle Noiseuse ของ Jacques Rivette, Dillinger e Morte ของ Marco Ferreri, Jeanne Dielman ของ Chantal Akerman ส่วนใหญ่จะชอบหนังยุโรป หนังเอเชียก็จะเป็น Death by Hanging ของ Nagisa Oshima, Good Men Good Women ของ Hou Hsiao Hsien</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ฟื้นฝอยหาผี</strong></h2>



<p><strong>อย่าง ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ ได้อินสไปร์มาจากภาพยนตร์เรื่องไหน</strong></p>



<p>เยอะมากเลย เราชอบคอมโพสภาพ การใช้สี ความไม่เป็นธรรมชาติ ความหน้าตาย เป็นสิ่งที่เราหยิบจับมาจากงานที่เราชอบ เราอยากเห็นอะไรแบบนี้ในงานไทยที่ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป อยากเห็นเซตติงเมืองยุโรปในอากาศร้อน เราชอบภาษาหนัง วิธีคิดเกี่ยวกับว่าเราจะถ่ายอย่างไร เราจะให้นักแสดงประพฤติตัวอย่างไรหน้ากล้อง&nbsp;</p>



<p><strong>ได้ยินว่าใช้เวลาเขียนบท ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ นานถึง 7 ปีเลยเหรอ</strong></p>



<p><strong></strong>ใช้เวลาเตรียมแล้วกัน เราเริ่มคิดเมื่อปี 2017 เขียนร่างแรกเสร็จปี 2020 ซึ่งร่างแรกกับร่างที่ใช้ถ่ายจริงก็ต่างกันเยอะ เราก็ปรับบทไปเรื่อยๆ จนถึงตอนเริ่มถ่ายในปี 2023 อย่างที่ว่าไป งานหลักของเราเป็นการเขียนบทละคร บทซีรีส์ทีวี ซึ่งมันดึงเอาเวลาไปเยอะมาก มันเลยยากที่เราจะมาโฟกัสกับบทหนังตัวเอง ก็เคยคุยกับโปรดิวเซอร์ว่าผมเขียนไม่เสร็จสักที แต่พอปี 2020 โควิดก็ลดลงแล้ว เราถึงได้เขียนร่างแรกจนเสร็จ แล้วก็เริ่มหาทุนได้ เพราะถ้าไม่มีบทก็ยากที่จะหาทุน เพราะทุนส่วนใหญ่ที่เราไปสมัคร เขาก็จะขอบทก่อน</p>



<p><strong>ตอนนั้นคิดว่าถ้านายทุนได้อ่านบทเรา เขาจะสนับสนุนเราไหม</strong></p>



<p>น่าจะไม่ (หัวเราะ) คือวิธีการหาเงินเรื่องนี้มันจะไม่เหมือนเรื่องอื่น ทุนโปรดักชันที่ได้มาก้อนแรกคือตอนเราไปเสนอกับเวิร์กชอปที่สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ได้ทุนมาอีกจำนวนหนึ่งจากสิงคโปร์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นทุนให้เปล่าเชิงวัฒนธรรมเลย พอได้มาแล้ว โปรดิวเซอร์ก็ค่อยไปหานายทุนไทยต่อ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182763" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/4-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มองกำไรของภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไร</strong></p>



<p>ไม่รู้ (หัวเราะ) มองไว้ว่าอาจจะยาก หนังมันไปขายที่ประเทศอื่นได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งเราคิดว่ามันก็เป็นภาระของผู้จัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ แล้วล่ะ (หัวเราะอีกแล้ว) ว่าเขาจะเอาไปโปรโมตขายอย่างไรให้มันได้กำไรคืน ลึกๆ เราก็หวังว่าจะได้กำไรนะ แต่ถ้าเป็นหนังประเภทนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารายได้ควรจะต้องเป็นอย่างไร&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้าเสิร์ช ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ ใน Google มันจะขึ้นประเภทว่าเป็นแฟนตาซีสุขนาฏกรรมมืด ช่วยขยายความหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงถูกจัดอยู่ในหมวดนี้</strong></p>



<p>ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนกรอก เคยคุยกับเซลล์อยู่เหมือนกันว่าแนวหนังจะออกมาเป็นอย่างไรดี เรารู้สึกว่าแนวหนังมันเป็นสิ่งที่หนังจะสื่อสารกับคนดู เพื่อให้คนดูเข้าใจก่อนว่าตัวเองจะต้องเตรียมตัวเข้าไปเจอกับอะไร ก็ถกกันนิดหน่อยว่าจะเป็นสุขนาฏกรรมหรือคอเมดี ถ้าบอกคอเมดีไปเลย ก็ไม่ได้เป็นคอเมดีเพียวอีก ส่วนตัวก็ไม่ชอบด้วย เราเคยเขียนบทโทรทัศน์มาแล้วก็รู้สึกว่าจะเขียนตลกได้ดีกว่าถ้าเป็นตลกในดรามา เพราะความตลกมันเกิดจากความคาดไม่ถึง ในบทดรามาเราจะสามารถแทรกความตลกเข้าไปได้ง่ายเพราะพื้นหลังมันเป็นดรามา มันเลยตัดกับอารมณ์ขันได้ชัด แต่พอเขียนคอเมดีแล้ว มันจะมีความคาดหวังว่ามันต้องตลก มันเลยขาดความคาดไม่ถึง ก็ต้องเค้นว่าบรรทัดต่อไปต้องมีมุก มันจะไม่ค่อยตลก&nbsp;</p>



<p>เราอยากทำหนังที่เป็นมิตรกับคนดู (Audience Friendly) แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่อยู่ในกระแสหลักคนจะชอบคิดว่าหนังอาร์ตมันยาก ต้องปีนกระได แต่เราอยากทำให้มันสนุก แค่ไม่ได้อยู่ในขนบที่กำหนดว่าต้องเล่าแบบนี้ ปูแล้วตบมุกแบบนี้ เรารู้สึกอึดอัด เพราะก็เคยต้องเขียนงานเชิงพาณิชย์ที่มันจะมีโจทย์ มีขนบให้ตามตลอด เราอยากสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของความบันเทิงแบบที่ไม่ต้องเล่าอยู่ในขนบก็ได้ อยากสร้างโจทย์ ไวยากรณ์ ภาษาของตัวเองขึ้นมาใหม่&nbsp;</p>



<p>กลับไปที่เรื่องแนวหนัง สุดท้ายก็เลือกกันว่าจะใช้คำว่าดาร์กคอเมดี เพราะตัวหนังมันก็ไม่ได้ตลกจ๋าแบบชัดๆ หนังมันมีความยอกย้อน เสียดสี ส่วนแฟนตาซีก็ใช่อีก เพราะมีผีเดินไปเดินมา แต่ถามว่าคำพวกนี้อธิบายหนังเรื่องนี้ได้จริงไหม ต้องบอกว่าอาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น ถ้าพูดกันตรงๆ เปรี้ยงเดียวเลยคือมันก็เป็นหนังเทศกาล หนังอิสระ หนังอาร์ตเฮาส์ เอาเป็นว่าเป็นหนังอาร์ตที่มีอารมณ์ขันแล้วกัน แต่ถ้าบอกคนดูทั่วไปว่าเป็นหนังอาร์ตที่มีอารมณ์ขัน คนก็อาจจะงงไม่เห็นภาพอยู่ดี มันก็อาจจะไม่เวิร์กในด้านการตลาดเท่าไหร่&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182764" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/5-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อุ๊ย! นี่มันอุ้ยชัดๆ&nbsp;</strong></h2>



<p><strong>ปกติอุ้ยจะหัวเราะให้กับมุกแบบไหน</strong></p>



<p>มุกเพื่อน มุกกะเทย&nbsp;</p>



<p><strong>คิดว่าเซนส์ตลกของตัวเองที่ใส่ในภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะมันถูกจริตกับคนไทยไหม</strong></p>



<p>จริงๆ ก่อนเอาหนังเข้าไทย เรากลัวประมาณหนึ่งเหมือนกันว่าคนไทยจะฟีดแบกอย่างไร แต่พอผ่านไปสองสามวันก็ไม่กังวลเท่าไหร่ รู้สึกแค่ว่าน่าจะอยากได้เงินมากขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) คือฟีดแบกมันโอเคมากกว่าที่คิดไว้เยอะเหมือนกัน บทจะตลกก็ตลก ช่วงดาร์กคนก็ทัชกับมัน ก็รู้ดีว่าไม่ใช่หนังที่จะทำเงินได้ตั้งแต่แรกหรอก แต่ได้อีกหน่อยก็ดี&nbsp;</p>



<p><strong>ตามฟีดแบกจากโซเชียลมีเดียเยอะเหรอ</strong></p>



<p>เยอะ แต่ตอนนี้ปิดเฟซบุ๊กไปแล้ว เดี๋ยวไม่ทำงานทำการ (หัวเราะ) สมมติคอมเมนต์มีดีสิบ มีหนึ่งอันไม่ดีก็จะเอามันมาก่อกวนในใจ งั้นช่วงนี้ก็ลบแอปทิ้งไปก่อนแล้วกัน ความคิดเห็นมันก็หลากหลาย บางคนอาจจะไม่ชอบที่ประเด็นการเมืองมันโดด ขณะที่บางคนชอบครึ่งหลังที่จั๊มขึ้นจุดพีกที่เป็นการเมืองเยอะ แต่ในต่างประเทศเท่าที่เห็นเขาจะมีปัญหากับช่วงครึ่งหลังประมาณหนึ่ง เราพบว่าคนดูไทยกับต่างชาติใช้กรอบมองหนังต่างกัน ฝรั่งเขาจะแบบทำไมฉันต้องแคร์ประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทยด้วย พวกเขาจะสนใจประเด็นเรื่องว่าทุนนิยมทำให้มนุษย์กลายเป็นวัตถุอย่างไร แต่คนไทยจะสนใจเรื่องรัฐหรือผู้มีอำนาจเซนเซอร์ให้คนหายไป และทำให้คนถูกลืมอย่างไร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182786" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/6-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>คนไทยจะแบบโห! หนังมันมุ่งไปสู่การพูดประเด็นนี้ได้ แต่ฝรั่งอาจจะรู้สึกว่านี่มันเป็นโลกที่หนึ่งด้วยมั้ง เพราะปัญหาที่พวกเขาดีลด้วยไม่ใช่ความรุนแรงโดยรัฐ แต่เป็นความรุนแรงของทุนนิยมที่สามารถลดทอนมนุษย์ได้อย่างไร ตอนนี้หนังก็กำลังฉายในฝรั่งเศส ความคิดจะมาคล้ายๆ กันเลย ชอบมีคำถามว่าเครื่องดูดฝุ่นหายไปไหนแล้ว เรานั่งอ่านคอมเมนต์ประมาณหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเอ๊ะ! หรือว่ากูไม่ควรเลือกเวย์การดำเนินเรื่องแบบนี้วะ เราเลือกผิดหรือเปล่า แต่พอเอามาฉายในไทยถึงเออๆ ถูกแล้ว คนดูในไทยดูส่วนใหญ่ดูเปิดรับกับหนังได้ดี คนดูที่เราตั้งใจอยากให้มาดูก็คือคนไทยแหละ เรื่องหน้าอาจจะพยายามปรุงให้ใครดูก็ได้มากกว่านี้ งานจะได้เข้าถึงคนได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อเจอคอมเมนต์ลบๆ แล้วเสียงในหัวเราตอบว่าอะไร</strong></p>



<p>อีดอก! ทำให้มึงถูกใจไม่ได้ (หัวเราะ) ก็มีหงุดหงิดแหละครับ แต่มันก็แฟร์ดี เราคิดทั้งว่าเราทำให้เขาชอบทั้งหมดไม่ได้&nbsp;</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะสำหรับอุ้ยแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นอย่างไร</strong></p>



<p>เวลาทำหนังสั้น กองจะเล็ก คนหนึ่งทำหลายหน้าที่ ในจุดหนึ่งก็รู้สึกว่ามันง่ายในแง่ที่ว่าโปรดักชันใหญ่แล้วจะมีคนทำให้ อะไรที่ไม่ถนัดก็จะมีคนเซตให้ เราแค่มานั่งหน้าจอมอนิเตอร์แล้วเลือก แต่หลังจากนั้นคือการวิ่งมาราธอนที่ยาวนานและกดดันมาก หลายครั้งเขารอเราตัดสินใจ ในฐานะผู้กำกับก็ต้องรีบคิด ไม่อย่างนั้นกองจะเลต มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีก มันยากกว่าหนังสั้น&nbsp;</p>



<p>เราว่าช่วงหาเงินอะเหนื่อย แต่ระหว่างถ่ายอยู่ก็รู้สึกว่ามันต้องมีบ้างแหละ คนกลุ่มหนึ่งบนโลกใบนี้ที่ชอบโปรเจกต์เรามากพอจนให้เงิน ช่วงที่ต้องหาเงินมันเป็นช่วงสุญญากาศนะ มันจะมีหนังหรือไม่มีได้ตลอดเวลาเลย ถ้าเราสมัครทุนไปแล้วโดนปฏิเสธรวดเดียวเป็นสิบครั้ง เราก็คงคิดว่าหรือเราไม่ควรทำดี ซึ่งช่วงหนึ่งก็โดนเยอะ คุ้นชินกับการเห็นหัวจดหมาย “ขอบคุณที่สมัครมาแต่ Unfortunately” (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182766" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>การหาทุนคือพาร์ตที่หินที่สุดเหรอ&nbsp;</strong></p>



<p>สำหรับเราน่ะใช่ คนอยากทำหนังบนโลกใบนี้เยอะกว่ากองเงิน เราเคยไปเวิร์กชอปของเทศกาลเบอร์ลิน ไปแฮงก์เอาต์ในนั้น จัดทอล์ก จัดเลกเชอร์ ก็จะมีผู้กำกับ 50 &#8211; 60 คน เราจำได้เลยว่าวันแรกที่ไปเห็นข้าวเช้าเป็นบุฟเฟต์วีแกน ขนมปัง โยเกิร์ต และธัญพืช กูอยู่ได้อย่างไร (หัวเราะ) เราตักกินแล้วมองไปรอบๆ ก็คิดในใจว่าโห! คนที่มาเวิร์กชอปนี่ก็เหมือนกูเลย คนพวกนี้ตะเกียกตะกายจะทำหนังกันทั้งนั้นแหละ แล้วกูก็เป็นหนึ่งในนั้น สมัครกันมาเพื่อจะเข้าไปอยู่ในเน็ตเวิร์ก แล้วก็ได้ทำงานต่อกับมืออาชีพ ได้เข้าถึงแหล่งทุน เรารู้สึกว่าจำนวนคนทำหนังกับจำนวนทุนที่ให้ทำหนังมันไม่สัมพันธ์กัน ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าต้องหาเงินไปด้วยขณะทำหนัง ชีวิตหนึ่งจะทำได้สักกี่เรื่อง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182767" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมากขนาดนี้ คิดว่าภาพยนตร์ของอุ้ยจะออกมาดีอยู่ไหม</strong></p>



<p>เราว่าเงินมาจากไหนมันสำคัญว่าหนังจะหน้าตาเป็นอย่างไรประมาณหนึ่งเหมือนกันนะ คือถ้าเรารวยเลย มีเงินทุนพร้อม ลงทุนเอง ทำหนังเองจนเสร็จได้ด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีนี้อาจจะทำให้ได้หนังอย่างรวดเร็ว เราแอบรู้สึกว่าหนังอาจจะไม่ดี เพราะระหว่างทางคนทำหนังอาจจะไม่ได้เจอแรงเสียดทาน ไม่ได้รับการขัดเกลา ซึ่งจะนำไปสู่การทบทวนตัวเองเรื่อยๆ การที่ถูกปฏิเสธเยอะๆ มันทำให้กลับมาคิดกับตัวเองว่าโปรเจกต์เรายังอ่อนแอในจุดไหนนะ เอามาพัฒนาได้เรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>ตอนไปเวิร์กชอปสิงคโปร์แล้วชนะพิตช์ เราเหลิงใจจนทำให้ทรีตเมนต์ร่างต่อมาไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร เพราะชนะเวทีแรกไปแล้ว แต่พอถูกปฏิเสธเยอะๆ ก็กลับมาคิดกับเนื้อหาเยอะมาก ซึ่งเวลาถูกปฏิเสธกรรมการเขาไม่มาคอมเมนต์นะว่าทำไม กลายเป็นการบ้านของคนทำหนังเอง เราคิดว่าถ้าเรามีเงินแล้วลงทุนได้เลย หนังมันอาจจะฟุ้งหน่อย เพราะไม่ได้ถูกขัดเกลามาจากข้างนอก การถูกปฏิเสธทำให้ได้ทบทวนงานตัวเองเยอะขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ใช้ได้ค่ะ</strong></h2>



<p><strong>อย่างภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะทำให้อุ้ยทบทวนและรีเสิร์ชเรื่องอะไรมากที่สุด</strong></p>



<p><strong></strong>เราอ่านไปเรื่อยมากตอนนั้น อ่านวรรณกรรมเรื่องผี ธีสิสที่ว่านักเขียนใช้ผีอย่างไร อ่านเรื่องการหลอน อดีตทิ้งรูปร่างอะไรไว้บ้าง รีเสิร์ชประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม อ่านแบบที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้&nbsp;</p>



<p><strong>เขียนเรื่องผีแล้วเชื่อเรื่องผีไหม</strong></p>



<p>เราไม่มีเซนส์เลย ตอนไปออกกองก็มีโลเคชันหนึ่งที่ทีมงานเจอ แต่เราไม่ได้เจอ รู้สึกดีใจที่เราไม่มีเซนส์ (หัวเราะ) เราเชื่อมันในฐานะเครื่องมือมากกว่า ไม่ได้มองผีแบบเดอะโกสต์เรดิโอ แค่เชื่อว่าอดีตยังกระทำต่อปัจจุบัน มันจะนามธรรมขึ้นนิดหนึ่ง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182768" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อุ้ยมีวิธีการอย่างไรที่ทำให้เครื่องดูดฝุ่นในภาพยนตร์มีชีวิต&nbsp;</strong></p>



<p>ก็ต้องเป็นเรื่องดีไซน์ เครื่องดูดฝุ่นจะมีไฟสีขาวสว่างวาบตรงกลางตัว คนออกแบบทำมาให้เลือก 6 ตัวเลือก เราก็เอาตัวเลือกสองอันมาผสมกัน มันก็เลยมีวงแหวนเพิ่มขึ้นมา เวลาถ่ายหนังอยากให้ไฟมันวิ่ง เวลาถ่ายโคลสอัพจะได้มีอะไรขยับ เราค้นพบตอนหลังว่ามันมีปุ่มกดตรงกลางเครื่องด้วย เหมือนเป็นจิตวิทยาคนมั้งที่ต้องพยายามมองหาแพตเทิร์นของใบหน้าจากวัตถุ ซึ่งตอนแรกไม่ทันได้คิด ก็รู้สึกโชคดีที่มีไฟตรงกลางประหนึ่งเป็นดวงตา พอถ่ายแล้วก็จะพยายามให้ติดไฟตรงนี้ จะได้รู้สึกว่ามีการมองมาของวัตถุ แล้วเราก็เลือกว่าจะใช้สีอะไรกับวงแหวนบ้าง เพื่อให้เครื่องดูดฝุ่นมีอารมณ์เข้ามา เครื่องดูดฝุ่นนี้จะมีล้อที่บังคับวิทยุให้เดินได้ แล้วก็มีทีมงานใส่ชุดสีเขียวคอยทำให้ท่อขยับ&nbsp;</p>



<p><strong>ตัวละครไหนที่ใช้เวลาแคสต์นานที่สุด&nbsp;</strong></p>



<p>น่าจะกะเทยวิชาการกับสุมาลย์ คือบทกะเทยมีคนมาแคสเยอะมาก มีตัวเลือกเยอะมาก ‘บลาบูม-วิศรุต หอมหวน’ เป็นคนแรกเลยที่มาแคสต์ แล้วเราก็รู้สึกว่าตัวเลือกแรกดีที่สุดแล้ว ส่วนสุมาลย์ยากตรงที่บทเล่นยาก เพราะต้องมีอารมณ์ขันหน้าตาย นักแสดงในรุ่นนั้นไม่ได้ถูกเทรนมาให้เล่นตลกแบบนี้ แม้แต่พี่ ‘อุ๋ม-อาภาศิริ นิติพน’ ที่เล่นเป็นสุมาลย์ ตอนเขามาเวิร์กชอปก็ตกใจว่ามันต้องเล่นอย่างไร ในหัวเขาเป็นตลกแบบตะโกนโหวกเหวก แต่เราบอกไม่ใช่ครับ เราว่ามันต้องหาวิธีการแสดงที่ไปกับบท</p>



<p><strong>ยากไหมกว่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ในหัวเรา&nbsp;</strong></p>



<p>ช่วงพรีโปรดักชัน เราเขียนเป็นเอกสาร เป็นเรียงความขึ้นมาเลยว่าเวิลด์บิลดิงของหนังเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร มีคีย์เวิร์ดของตัวเอง อย่างเช่นอยากให้มันดู Painterly เหมือนจิตรกรรม ดู Theatrical ให้ตัวนักแสดงยืนนิ่งๆ โพสต์ท่าแล้วเห็นเต็มตัว พอถ่ายภาพไกลมันก็จะดูเธียเตอร์นิดหนึ่ง มีอีกอันที่ใช้บ่อยคืออยากให้หนังดู Elegant สง่างาม ภาพต้องสวยมากแต่ก็ต้องมีความ Perverse<strong> </strong>จัญรี้จัญไรอยู่ในนั้น หรือมีความจัญรี้จัญไรแต่ขณะเดียวกันก็สง่างาม เราไม่อยากทำหนังที่มันดูเป็นหนังดีไปเลย เราอยากทำหนังจัญไรแต่ว่าเออ! มันสวยนะ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182769" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/10.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>มีผู้กำกับชาวโปรตุเกสคนหนึ่งชื่อ ‘Joao Cesar Montiero’ เขาทำหนังเรื่อง ‘Recollections of the Yellow House’ เราจำได้ว่าฉากเปิดมันถ่ายเมืองสวยๆ มาเลย แล้วก็ใส่วอยซ์โอเวอร์เสียงหญิงชรา ซึ่งโดยภาพลักษณ์ของหนังอาร์ตน่าจะพูดเรื่องความทรงจำ แต่หญิงชราดันเล่าว่า “โอ้ย! โลนขึ้นหมอยฉัน ตายแล้ว ต้องเอาน้ำมันก๊าดมาราดแล้ว” (หัวเราะ) เรารู้สึกว่ามันช่างเป็นอารมณ์ที่ดีเหลือเกินที่สามารถแมตช์สองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้ เราอ่านสัมภาษณ์ของผู้กำกับคนนี้ เขาบอกว่าอยากทำให้หนังดูไม่ซิเนมาติกเกินไป อย่างเขาเห็นตากล้องเฟรมภาพแล้วสวยไป เขาจะบอกไม่! ต้องถ่ายหนังเหมือนคนถ่ายไม่เป็น ถ่ายแต่กำแพง จัดแสงให้มันแบน เราว่าเราคงชอบปรัชญานี้&nbsp;</p>



<p>อีกคีย์เวิร์ดหนึ่งคือเราสนใจในศิลปะแบบนาอีฟ เป็นศิลปะแบบหนึ่งที่จิตรกรมีเทคนิค วาดเก่ง ลงสีเป็น แต่เขาจะตั้งใจวาดให้เหมือนเด็กวาด แล้วเราชอบมาก ไม่อยากทำหนังให้ดูเป็นหนังดี เรียบร้อย คนจะนึกภาพว่าหนังดี หนังรางวัลควรจะเป็นแบบนี้ เรารู้สึกอยากทุบภาพตรงนั้น แบบไอ้เหี้ยไอ้ห่าไอ้ห่าไอ้เหี้ยแต่ในขณะเดียวกันก็สวยนะ คือหมายถึงว่าถ้ามันเละไปหมด คนก็จะรู้สึกว่าแม่งทำไม่เป็นเลยว่ะ เราอยากให้มันดูตั้งใจทำ แต่ก็ดูมีความอิหยังวะเหลือเกิน อยากได้พลังงานแบบนั้นในหนัง&nbsp;</p>



<p><strong>อะไรคือความกล้าที่ทำให้ถ่ายฉากเซ็กส์ในภาพยนตร์ออกมาดุดันขนาดนั้น</strong></p>



<p>เรารู้สึกมันไม่ได้ดุดัน (หัวเราะ) เอาจริงไม่ได้รู้สึกว่าแรงอะไรเลย อาจจะเพราะเห็นหนังชาติอื่นที่หวาดเสียวกว่านี้ นี่หลบมุมมากแล้วนะ ไม่ได้โป๊มาก แต่โดยฟังก์ชันคิดว่าฉากนี้ต้องถูกดิสเทิร์บอย่างตัวละครกำลังฝันว่าร่วมรักอยู่กับแฟน แล้วจู่ๆ ก็มีคนเดินเข้าไปเห็น เหมือนมันไปแอบดูบ้านของคนอื่นอะ เพราะความฝันมันเป็นเรื่องปัจเจกมาก อีกฉากเป็นการส่งต่อระหว่างผีกับคนเป็นที่ผีบอกเล่าความเจ็บปวดผ่านเซ็กส์ เราว่าความรู้สึกส่งต่อมันเข้มข้น เป็นการเปรียบเปรยเหมือนอ่านหนังสือที่เรารับรู้อะไรบางอย่าง แล้วร่างกายก็ไปกับมัน ไม่ใช่แค่ทางจิตใจ เราว่ามันถูกออกแบบมาอย่างนั้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182770" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>จำได้ว่าฉากที่เห็นตูดของตัวละคร เราบอกตากล้องว่าตูดคนนี้ต้องคุกคามคนดูสุดๆ นะ (หัวเราะ) ถ่ายอย่างไรก็ได้ให้ไฟตกตูด เป็นโมเมนต์เฉลยตัวตนที่แท้จริงของตัวละคร แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันดุดันขนาดนั้น เพราะเคยเห็นหนังที่เซ็กส์ซีนดุดันกว่านี้ แอบเห็นคอมเมนต์ประมาณหนึ่งเหมือนกันว่าทำมาย เราก็รู้สึกว่าม่ายเป็นไร ไม่เข้าใจก็ม่ายเป็นไร (หัวเราะ) มันไม่ใช่ว่าเราอยากทำหนังโป๊เพื่อดึงดูดคนดูเข้ามานะ เพราะก็ไม่ได้ขายอะไรแบบนั้นเลยในเทรลเลอร์ แต่ฟังก์ชันมันต้องดิสเทิร์บอะ&nbsp;</p>



<p>จริงๆ ก่อนถ่ายต้องมีเวิร์กชอป แล้วก็จะมี Intimacy Coach ของนักแสดง การถ่ายเซ็กส์ซีนเป็นหนึ่งในวันที่ยากเหมือนกันนะ เพราะจะมีเลเยอร์เยอะมาก ทุกคนจะมีป้ายสีว่าสีนี้เข้าถึงได้ขนาดนี้ สีนี้อยู่หน้ากองได้ สีนี้ต้องไปอยู่อีกห้อง ทีมงานเดียวที่เข้าถึงตัวนักแสดงได้คือทีมเสื้อผ้า ผู้กำกับก็ยังเข้าไปไม่ได้เลย ต้องอยู่หลังกล้อง มันต้องสร้างความปลอดภัย อย่างฉากเซ็กส์ในโรงงานมันแบบตายแล้ว! ฉากกว้างมาก เรารู้สึกว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์พลังงานที่ประหลาดมากเลย ผู้ชายสองคนกำลังแก้ผ้าในโกดังร้าง แล้วนางเอกเดินเข้ามา มีใบไม้แห้งเยอะๆ บนเพดานแขวนผ้าสีฟ้า อะไรก็ไม่รู้!</p>



<p><strong>อุ้ยติดใจอะไรกับการเมืองถึงเล่าออกมาผ่านการเป็นผีที่ถูกลืม</strong></p>



<p>เราสนใจการถูกลืม ลึกๆ เราสนใจการรื้อถอนสถาปัตย์ของคณะราษฎร์มาก จู่ๆ สิ่งที่เคยเป็น เคยมีมันหายไป แล้วทำประหนึ่งว่าไม่เคยมีมาก่อนเลย คนจะชอบใช้อดีตอธิบายปัจจุบันว่าปัจจุบันควรจะเป็นแบบนี้ เพราะอดีตมันเป็นแบบนี้ ก็แต่ก่อนเขาทำแบบนี้กันมาโดยตลอด ดังนั้นเราเลยต้องทำมันต่อไป จนกลายเป็นเราอยู่ในวังวนแบบเดิมๆ แล้วไม่กล้าจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ แล้วสมมติมันมีอดีตที่ไม่ได้เป็นอย่าง ‘เขา’ บอก เขาก็เลือกไม่พูดถึงอดีตที่แตกแถวนั้น เขาเลือกจะลบมันออกไปเลย อะไรที่เป็นหลักฐานว่าเคยมีความคิดนี้อยู่ก็ทำให้หายไป คือการทำให้คนหายกับทำให้ความคิดหายมันเลยเชื่อมโยงกันอยู่ มันก็เคยมีอดีตที่รัฐไม่แฮปปี้อะ แล้วรัฐจะจัดการกับสิ่งนี้อย่างไรล่ะ ไม่สอนเหรอ ไม่พูดถึง เรารู้สึกว่ารัฐยังหาวิธีจัดการความรุนแรงที่ตัวเองเคยทำไม่ได้ ผู้คนก็ได้รับผลกระทบไปอย่างไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม เราไม่รู้ว่าในประเทศอื่นเป็นอย่างไร แต่รัฐน่าจะเทกแอกชันอะไรให้เป็นทางการกว่านี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182771" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เพิ่งมีโอกาสไปเมลเบิร์นมา ทุกครั้งก่อนฉายหนังหรือมีอีเวนต์ พิธีกรจะเดินขึ้นมาพูดกล่าวขอบคุณพื้นที่ที่ยืนอยู่ว่ามันเป็นของชาวปฐมชาติ (First Nations) ทั้งหลาย เราระลึกเสมอว่าที่ที่เรามาเป็นอาณานิคม เคยเป็นอาณานิคม และจะเป็นต่อไป เราลบไม่ได้ว่าที่นี่ไม่เคยเป็น&nbsp;</p>



<p>เราไม่แน่ใจว่ามันช่วยชีวิตคนปฐมชาติในปัจจุบันไหม ก็ถกเถียงกันได้ แต่เราว่ามันก็แฟร์ที่ในเชิงสัญลักษณ์ยังมีการระลึกถึงเสมอ แล้วทุกงานฉายที่เราไปเขาจะพูดสิ่งนี้กันว่าเขาไม่ลืม ไม่ได้พยายามจะฟอกให้มันหายไป ในไทยไม่มีคอนเซปต์แบบนี้มั้ง ถ้ามีคนทำก็จะมีคนถามว่าจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม คือทำแล้วคงไม่ได้ดีขึ้นทันทีหรอก แต่เรารู้สึกว่าการตระหนักถึงมันก็สำคัญ ถ้าเราเห็นอดีตในแบบหนึ่ง ปัจจุบันมันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้&nbsp;</p>



<p><strong>ส่วนตัวอุ้ยเอง มีผีที่ลืมไม่ได้บ้างไหม</strong></p>



<p>ไม่มีหรอก อะไรที่ลืมไม่ได้อาจจะเป็นเรื่องน่าอายที่ฉันทำตอน ป.2 มากกว่า (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้าภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะไม่ได้รางวัลคานส์ คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จในแง่ไหนอีก</strong></p>



<p>หนังพวกนี้มันต้องการเฟสติวัลเป็นแพลตฟอร์มแหละ ถ้าฉายในไทยเลยแล้วไม่มีอะไรมาแบ็กก็คงจะไม่มีพาวเวอร์มากกว่านี้อีก ฟังดูเศร้าๆ นิดหนึ่งที่ต้องไปเมืองนอกก่อนแล้วค่อยกลับมา แต่ก็แบบนี้แหละ ถ้าไม่ได้ไปคานส์ก็ต้องไปเทศกาลอื่น เป็นแพตเทิร์นปกติเลยว่าถ้าไม่ได้คานส์แล้วจะไปไหน พยายามทำให้มันเข้าเทศกาลในระดับใกล้กัน ค่อยเอากลับมาฉายในประเทศ ถ้ามองอนาคตว่าอยากทำหนังเรื่องต่อไป แล้วเรื่องก่อนหน้าเราได้ไปคานส์จะทำให้ง่ายในแง่การขอทุน แต่ถ้าไม่ได้เลยก็ดูเป็นไปไม่ได้ (หัวเราะ) ไม่ใช่หนังมันดีมากนะ แต่อย่างน้อยๆ โปรดิวเซอร์ต้องพยายามทำให้ได้สักอันหนึ่ง เล็กน้อยแค่ไหนก็ต้องได้ ต้องไปฉาย International Premier สักที่หนึ่งบนโลก ไม่อย่างนั้น หนังก็จะไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์อะไรเลยในการขายต่อ นี่คิดเชิงธุรกิจนะ คือคานส์มันใหญ่มาก การที่ผ่านยี่ห้อมาจะทำให้เซลล์หรือ Distribute ทั่วโลกสนใจมัน</p>



<p><strong>ขายภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะสไตล์ผู้กำกับอุ้ยหน่อย</strong></p>



<p>ผีใช้ได้ค่ะเป็นหนังที่สนุก (หัวเราะ) เป็นหนังบันเทิง เราว่าฟีดแบกแรกๆ คงมีคนกลัวว่าจะดูยาก ดูไม่รู้เรื่อง แต่มันสนุกนะ มันเล่าเรื่องดี แล้วเราว่านี่เป็นหนังไทยที่คงไม่ได้เห็นบ่อยๆ คนดูมาดูอาจจะตกใจ เพราะไม่ค่อยได้เห็นอะไรเหล่านี้ในหนังไทย อยากให้มาดูกันเยอะๆ ครับ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182772" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/a-useful-ghost-director/">สนทนาหลังฉากภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะ ‘อุ้ย &#8211; รัชฏ์ภูมิ’ ผู้กำกับโคตรห่ามฮาในอาร์ต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากชุดชาวบ้านขึ้นแท่นสุพรรณหงส์ “มายน์ ชญานุช” อาชีพเบื้องหลังตะเข็บตัวละคร</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mine-chayanuch-costume-designer/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Jul 2025 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[costume design]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182086</guid>

					<description><![CDATA[<p>กว่าภาพยนตร์หนึ่งเรื่องจะลุล่วงมาจ่อหน้าโรง เบื้องหน้าที่ถูกฉาบไว้ มีเบื้องหลังเป็นกองทัพคนทำงานอยู่ และกว่าภาพยนตร์หนึ่งเรื่องจะขึ้นแท่นรางวัลสุพรรณหงส์ ที่เปรียบเสมือนออสการ์สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้คนในอุตสาหกรรม ต่างเกิดจากความหิวกระหายของกองทัพคนเหล่านี้ คนที่คอยผลักดันให้ภาพยนตร์ของตัวเองไปถึงฝั่งฝัน ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับบทบาทอะไรก็ตาม ราวว่าผ่านการแคสติง ฝึกปรือฝีไม้ฝีมือตัวเองมาอย่างดี และหนึ่งในนั้นคือนักเล่าเรื่องบนผืนผ้าของตัวละคร อาชีพคอสตูมดีไซน์ที่เป็นมากกว่าการออกแบบแฟชัน เพราะต้องคอยถอดรหัสบทภาพยนตร์ กระโดดเข้าไปอยู่ในหัวของตัวละครไม่ต่างจากนักแสดง หากพอคุ้นหูคุ้นตากับภาพยนตร์ “ร่างทรง” ที่มีสาวน้อยร่าเริงสวมเสื้อโทนสีเรียบ กางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงอย่างวัยรุ่นธรรมดาที่อาศัยในชนบท เธอดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่าย โดยหารู้ไม่ว่ากำลังต้องเผชิญกับชะตาอันโหดร้ายที่จะทำให้เธอไม่ใช่แค่เด็กสาวธรรมดาอีกต่อไป&#160; ในภาพยนตร์เธออาจเป็นเช่นนั้น แต่นอกบทแล้ว เธอได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่ 30 ด้วยฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และอีกหนึ่งรางวัลในคราวนั้น ตกเป็นของคนเบื้องหลังที่ออกแบบเครื่องแต่งกายให้ตัวละคร “มายน์-ชญานุช เสวกวัฒนา” ผู้เดินบนอาชีพออกแบบเสื้อผ้ามาร่วม 20 ปี และภาพยนตร์ที่นักแสดงสวมเสื้ออย่างชาวบ้าน ดูจะธรรมดาในเรื่องนี้ ทำให้เธอได้จับรางวัลเป็นครั้งแรก ยืนยันได้เลยว่านี่มันชักจะไม่ธรรมดาแล้ว&#160; ทว่ามายน์ไม่ได้เรียนจบด้านแฟชันโดยตรง ก่อนหน้านี้เธอเข้าเรียนในคณะศิลปศาสตร์ หลักสูตรรัสเซีย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อาจช้าไปเสียหน่อยกว่าจะรู้ตัวว่าไม่ชอบมันเลย เธอถึงต้องหาทางรอดให้ตัวเอง ด้วยการขอฝึกงานเป็นสไตลิสต์ในนิตยสารที่พี่ชายทำงานอยู่ เพราะคุ้นเคยกับผ้าผ่อนมาตั้งแต่เด็ก ชอบที่จะแต่งเนื้อแต่งตัว ทั้งคลุกคลีกับแม่ที่ทำงานด้านนี้ เธอเชื่อสนิทใจว่าตัวเองจะอยู่กับสิ่งนี้ได้ และเป้าหมายสำหรับมายน์มีไว้พุ่งชน วงเล็บว่าแม้ครอบครัวจะไม่เห็นด้วยเท่าไรก็ตาม&#160; หลังจากลองฝึกงานสไตลิสต์แล้ว เรียกว่าเจอทางของตัวเองเลยไหม เจอ เราชอบมากกว่าที่ต้องไปเรียนนะ เคยร้องไห้จนขอลาออกเลย แต่สุดท้ายก็เรียนไปทำงานนี้ไป&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mine-chayanuch-costume-designer/">จากชุดชาวบ้านขึ้นแท่นสุพรรณหงส์ “มายน์ ชญานุช” อาชีพเบื้องหลังตะเข็บตัวละคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กว่าภาพยนตร์หนึ่งเรื่องจะลุล่วงมาจ่อหน้าโรง เบื้องหน้าที่ถูกฉาบไว้ มีเบื้องหลังเป็นกองทัพคนทำงานอยู่ และกว่าภาพยนตร์หนึ่งเรื่องจะขึ้นแท่นรางวัลสุพรรณหงส์ ที่เปรียบเสมือนออสการ์สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้คนในอุตสาหกรรม ต่างเกิดจากความหิวกระหายของกองทัพคนเหล่านี้ คนที่คอยผลักดันให้ภาพยนตร์ของตัวเองไปถึงฝั่งฝัน ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับบทบาทอะไรก็ตาม ราวว่าผ่านการแคสติง ฝึกปรือฝีไม้ฝีมือตัวเองมาอย่างดี</p>



<p>และหนึ่งในนั้นคือนักเล่าเรื่องบนผืนผ้าของตัวละคร อาชีพคอสตูมดีไซน์ที่เป็นมากกว่าการออกแบบแฟชัน เพราะต้องคอยถอดรหัสบทภาพยนตร์ กระโดดเข้าไปอยู่ในหัวของตัวละครไม่ต่างจากนักแสดง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182089" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-25.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หากพอคุ้นหูคุ้นตากับภาพยนตร์ <strong>“ร่างทรง”</strong> ที่มีสาวน้อยร่าเริงสวมเสื้อโทนสีเรียบ กางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงอย่างวัยรุ่นธรรมดาที่อาศัยในชนบท เธอดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่าย โดยหารู้ไม่ว่ากำลังต้องเผชิญกับชะตาอันโหดร้ายที่จะทำให้เธอไม่ใช่แค่เด็กสาวธรรมดาอีกต่อไป&nbsp;</p>



<p>ในภาพยนตร์เธออาจเป็นเช่นนั้น แต่นอกบทแล้ว เธอได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่ 30 ด้วยฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และอีกหนึ่งรางวัลในคราวนั้น ตกเป็นของคนเบื้องหลังที่ออกแบบเครื่องแต่งกายให้ตัวละคร <strong>“มายน์-ชญานุช เสวกวัฒนา” </strong>ผู้เดินบนอาชีพออกแบบเสื้อผ้ามาร่วม 20 ปี และภาพยนตร์ที่นักแสดงสวมเสื้ออย่างชาวบ้าน ดูจะธรรมดาในเรื่องนี้ ทำให้เธอได้จับรางวัลเป็นครั้งแรก ยืนยันได้เลยว่านี่มันชักจะไม่ธรรมดาแล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182090" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-25.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ทว่ามายน์ไม่ได้เรียนจบด้านแฟชันโดยตรง ก่อนหน้านี้เธอเข้าเรียนในคณะศิลปศาสตร์ หลักสูตรรัสเซีย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อาจช้าไปเสียหน่อยกว่าจะรู้ตัวว่าไม่ชอบมันเลย เธอถึงต้องหาทางรอดให้ตัวเอง ด้วยการขอฝึกงานเป็นสไตลิสต์ในนิตยสารที่พี่ชายทำงานอยู่ เพราะคุ้นเคยกับผ้าผ่อนมาตั้งแต่เด็ก ชอบที่จะแต่งเนื้อแต่งตัว ทั้งคลุกคลีกับแม่ที่ทำงานด้านนี้ เธอเชื่อสนิทใจว่าตัวเองจะอยู่กับสิ่งนี้ได้ และเป้าหมายสำหรับมายน์มีไว้พุ่งชน วงเล็บว่าแม้ครอบครัวจะไม่เห็นด้วยเท่าไรก็ตาม&nbsp;</p>



<p><strong>หลังจากลองฝึกงานสไตลิสต์แล้ว เรียกว่าเจอทางของตัวเองเลยไหม</strong></p>



<p>เจอ เราชอบมากกว่าที่ต้องไปเรียนนะ เคยร้องไห้จนขอลาออกเลย แต่สุดท้ายก็เรียนไปทำงานนี้ไป&nbsp; รู้สึกปลอดภัยและหมกมุ่นกับสิ่งนี้มาก แรกๆ ก็รู้แค่ต้องแต่งตัวให้เขาตามสัดส่วนที่เขาใส่ได้พอดี แต่ไม่รู้ว่ามีส่วนช่วยอะไรได้อีกบ้าง พออยู่ไปเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่ามันมากกว่านั้น เราช่วยให้คนได้งาน ไม่ใช่แค่ใส่แล้วพอดี แต่ใส่แล้วดูดีขึ้นหรือเปล่า&nbsp;</p>



<p><strong>หาความรู้ให้ตัวเองในด้านการออกแบบอย่างไรบ้าง</strong></p>



<p>พูดไปแล้วก็ตลก เราใช้เซนส์! เวลาหา Reference ทีนี่หาเป็นหมื่นรูป อย่างแอป Pinterest คือสำคัญสำหรับเรามาก มีบอร์ดที่เป็นซีเคร็ตอยู่ในนั้นด้วย แต่ไม่ใช่ก๊อปมานะ แค่ดูไว้เป็นภาพประมาณหนึ่ง แล้วเราก็เป็นคนหมกมุ่นเรื่องสี เป็นคนแมตช์คู่สีได้เชี่ยวชาญ เรื่องเมกอัปถึงจะต้องบรีฟเขาอย่างเดียว แต่เราเองก็ต้องรู้ คนอื่นจะได้ทำงานง่าย ไม่อย่างนั้นก็เหมือนโยนเขาลงไปว่ายน้ำคนเดียว โชคดีหน่อยที่ทีมแก๊งแต่งหน้า ช่างทำผมเขาเข้าใจ เพราะเป็นคนพูดจาเข้าใจยาก (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ที่ดูส่งผลกับวิธีคิดของเราด้วยไหม</strong></p>



<p>ส่งผลมาก อย่าง “Sofia Coppola” และ “Greta Gerwig” เราชอบเขาเพราะไม่ค่อยมีผู้กำกับผู้หญิงที่เล่ามุมมองแบบผู้หญิงออกมาได้แบบไม่เลี่ยน มุมผู้หญิงไม่ได้มีแค่ว่าทำไมเธอไม่โทรมา แต่มีอีกว่าการที่ถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยวต้องเผชิญอะไรบ้าง หรือความซัฟเฟอร์ของการเติบโตเป็นผู้หญิงเป็นอย่างไร เราชอบที่เขาไม่เล่าแค่มุมงี่เง่า แต่ลงลึกถึงรายละเอียด เราได้ซึมซับจากตรงนั้นมา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182091" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-24.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากสไตลิสต์พลิกเป็นคอสตูมดีไซน์ได้อย่างไร</strong></p>



<p>เริ่มจากเป็นผู้ช่วยทำโฆษณาให้แมกกาซีน ค่อยๆ ขยับมาเป็นตัวหลักการออกแบบเสื้อผ้า นับได้ว่าอยู่ในวงการโฆษณามาเกือบสิบปี แต่มีช่วงหนึ่งที่ท้อมาก ปกติเราจะทำชุดกับเอเจนซีที่เป็นนายหน้าโปรดักต์ พอได้รับคอมเมนต์มาแต่ละครั้ง ในใจจะมีคำถามกลับไปตลอด คือโดนคอมเมนต์อัดมาจนน่วมเลย</p>



<p><strong>ทำอย่างไรเมื่อไอเดียไม่ถูกยอมรับ&nbsp;</strong></p>



<p>ช่างมัน! ทำๆ ไปก่อน แต่ก็มีวันที่รู้สึกไม่ไหวแล้ว เพราะไม่ได้คิดเองเลย ไม่ได้พูดด้วยอีโก้นะ ในเมื่อเราทำอาชีพนี้แล้ว เราเป็นสเปเชียลิสต์ด้านนี้ ทำการบ้านมา คิดมาแล้วว่าเขาต้องแต่งตัวอย่างไรถึงจะเหมาะและทำให้นักแสดงมั่นใจด้วย พอโตขึ้นก็เริ่มเข้าใจว่าคงทำอาชีพกันคนละอย่าง งานใครงานมันไป แค่มา Merge ให้มีตรงกลาง แต่อาจจะยากหน่อย เราทำอย่างที่เขาต้องการได้แหละ แต่ใจก็ฝ่อไปเลยเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p><strong></strong><strong>ตอนไหนที่ทำให้รู้สึกว่าฉันเป็นสเปเชียลิสต์ด้านคอสตูมดีไซน์แล้ว</strong></p>



<p>คงเพราะได้รางวัลสุพรรณหงส์ เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการได้รับรางวัลจะมีความหมายอะไร แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าเนี่ย! ฉันทำให้พ่อแม่เห็นได้แล้ว ฉันเป็นคนที่ทำอาชีพนี้จริงๆ เพราะเคยทำแต่แฟชัน โฆษณา ซึ่งไม่มีรางวัลสำหรับอาชีพนี้ ความท้าทายคือการมาทำแสงกระสือ สยามสแควร์ ร่างทรง ต้องทำให้เสื้อผ้าธรรมดามีดีเทลที่คาแรกเตอร์ตัวละครจะชัดเจนขึ้นได้&nbsp;</p>



<p>ในทุกปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนที่ได้รางวัลจะเป็นหนังนเรศวร สุริโยทัย บุพเพสันนิวาส เพราะเขาทำชุดที่ยากมาก แล้วทำออกมาได้สวยงาม เราเป็นแคนดิเดตทำชุดชาวบ้าน แต่ว่าฉันทำได้แล้ว! มันมีคุณค่าด้วยนะ ถึงจะเป็นเสื้อผ้าธรรมดาก็ตาม&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182092" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-25.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>บทบาทคอสตูมดีไซน์ในภาพยนตร์เป็นอย่างไรบ้าง</strong></p>



<p>เราทำหนังเรื่องแรกคือ “สยามสแควร์” ของผู้กำกับ “ปกป้อง-ไพรัช คุ้มวัน” ด้วยอายุ 30 ปี สักพักก็มีผู้กำกับ “โดม-สิทธิศิริ มงคลศิริ” เรื่อง “แสงกระสือ” มาชวนไปทำ ตามด้วย “ร่างทรง” ของ “โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล” พร้อมๆ กับซีรีส์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ของ “บอส-นฤเบศ กูโน” ตอนนั้นรู้สึกเหมือนคนเห็นเราจากงานจริงๆ เพราะปกติเวลาเช็กคิวทำงานมักจะโดนบรีฟเป็นคนสุดท้าย เขาจะบรีฟว่าเสื้อผ้าง่ายๆ ไม่มีอะไร แค่อยากให้ใส่ใจสิ่งนี้เพิ่มเติม เพื่อให้ทุกอย่างสวยงามมากขึ้น มันไม่ใช่แค่แต่งแล้วออกมาสวย แต่ทำให้บทที่ตัวละครได้รับกลมขึ้นด้วย ช่วยเขาพูดโดยไม่ต้องพูด เราจะไม่ทำเสื้อผ้าเด่นกว่านักแสดง แต่จะให้เบลนด์ไปกับเขา</p>



<p><strong>ทุกวันนี้ยังถูกมองข้ามอยู่ไหม</strong></p>



<p>ก็มีอยู่บ้าง เราแค่อยากทำงาน อยากให้เขาบรีฟเพิ่มว่าคนๆ นี้เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน อยากให้ภาพออกมาเป็นอย่างไร น้อยมากเลยที่จะคุยกันถึงเรื่องนี้ แต่พอมาทำหนังแล้ว ก็เลือกไล่บี้ถามเขาแทน (หัวเราะ)&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182093" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กระบวนการของคอสตูมก่อนถ่ายทำจริงเป็นอย่างไร</strong></p>



<p>นอกจากหาเสื้อผ้าก็จะมาฟิตติงกัน ซึ่งในแต่ละครั้งเราจะบอกเลยว่าห้ามรบกวนการทดลองของเรานะ ถ้านักแสดงใส่แล้วถ่ายรูป อย่าเพิ่งมาบอกว่าไม่สวย เราเห็นเหมือนกัน แต่ขอเวลาคิดก่อนว่าเป็นเพราะอะไร ตัวประกอบก็จับมาฟิตติงด้วย เพื่อลดความเสี่ยงเวลาออกกอง ทุกอย่างต้องพร้อมเดินเข้าเซ็ต ค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>มีวิธีแยกคาแรกเตอร์ตัวละครอย่างไร เมื่อเขาต้องใส่เสื้อผ้าคล้ายกันแทบทั้งหมด</strong></p>



<p>เรื่อง “สยามสแควร์” เรารีเสิร์ชด้วยการลงพื้นที่จริง เดินดูว่าเด็กที่อยู่แต่ละโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นเด็กคอนแวนต์จะคุณหนูหน่อยๆ ต้องมีโบว์ สะพายกระเป๋าผ้า หรือถ้าเป็นเด็กผู้ชายซ่าๆ ก็จะใส่กางเกงเอวต่ำแบบผิดระเบียบ ถ้าตั้งใจดูจะเห็นว่าคาแรกเตอร์แต่ละคนชัดมากแค่ซ่อนไว้อยู่&nbsp;</p>



<p>แต่ตอนรีเสิร์ช “ร่างทรง” จะยากกว่า เพราะเป็นช่วงโควิดที่ไปไหนไม่ได้ วิธีที่ใช้คือเข้าอินสตาแกรมแล้วกดที่โลเคชัน สมมติกดไปที่ผับของจังหวัดนั้น ก็จะดูว่าเขาแต่งตัวกันอย่างไร คนพื้นที่เป็นอย่างไร คาแรกเตอร์พวกเขาเป็นอย่างไร เราเลือกซ่อนลายพรินต์ของสัตว์ไว้ในตัวนางเอกให้มีความดุร้าย มีรองเท้าเป็นลายเสือ เสื้อลายม้าลาย เพราะนางเอกถูกผีสิง ตั้งแต่วิญญาณคน สัมภเวสี สัตว์ทุกอย่าง เสื้อผ้าของเรามีหน้าที่แค่ไปยืนอยู่เฉยๆ เป็นเพื่อนเขา&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182094" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เคยคิดกับตัวเองไหมว่าทำไมถึงได้ทำแต่หนังผี</strong></p>



<p>ทุกคนชอบบอกว่างานง่ายๆ เขาไม่โทรหาเธอหรอก (หัวเราะ) จะได้งานยากตลอด น่าจะเป็นเพราะผู้กำกับเขาเห็นอะไรบางอย่าง เช่น พี่โต้งที่เขาพิมพ์มาชมเราหนึ่งหน้ากระดาษตอนทำ “วิมานหนาม” ที่ “บอส-นฤเบศ กูโน” เป็นคนกำกับว่าเราคิดเสื้อผ้ามาดีมาก มายน์คิดงานละเอียดสุดๆ ไม่เคยคิดว่าคนอื่นจะเห็น หนังทุกเรื่องที่เราทำไม่เคยมีเสื้อผ้าที่ตะโกนออกมา ยกเว้นวิมานหนาม แฟนบอกว่าดีใจด้วยนะที่ไม่ต้องทำเสื้อผ้าแบบหลบๆ ซ่อนๆ แล้ว&nbsp;</p>



<p><strong>ตัดสินใจจากอะไรว่าจะเป็นคอสตูมดีไซน์ให้ภาพยนตร์เรื่องนี้</strong></p>



<p>เป็นคนตามฟีลมาก เวลาอ่านบทหนังเรื่องไหนแล้วไม่อินก็ไม่ทำ แต่ไม่ใช่หนังอื่นไม่ดีนะ แค่เราไม่อินกับเรื่อง ตอนที่อ่านบทร่างทรงก็เห็นภาพนางเอกขึ้นมาทันที เราไลน์บอกพี่โต้งเลย “พี่! นางเอกต้องเป็นสีม่วง มันมีความลึกลับ” จะนึกคนออกมาเป็นสีอย่างแรกก่อน อย่างพระเอกในวิมานหนามคือสีส้ม เพราะเขาเป็นคนร้อน เป็นคนพุ่งว่าฉันจะทำแบบนี้&nbsp;</p>



<p><strong>โทนสีเสื้อผ้าของตัวละครส่งผลกับภาพยนตร์มากแค่ไหน</strong></p>



<p>ถ้ากับโทนสีของหนังอาจจะไม่เท่าไร แต่กับตัวละครจะสำคัญมาก อย่างบิวกิ้นใน “หลานม่า” ของผู้กำกับ “พัฒน์-พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์” จะไม่มีสี เพราะไม่มีความฝัน คืออยากเป็นอะไรก็เป็น อยากแคสต์เกมก็ดรอปมหาวิทยาลัยไปเลย ไม่เหมือนยุคเราที่ต้องนั่งคิดเยอะว่าจะเป็นอะไรดี ยุคนี้ไม่ต้องมีความฝันก็ได้ ไม่ผิดเลย รู้แค่ว่าอยากทำอะไรก็พอ&nbsp;</p>



<p>ตอนนั้นโดนคอมเมนต์เสื้อผ้าบิวกิ้นว่ามันเรียบเกินไป ไม่มีสีสัน อยากให้ดูสนุกกว่านี้ เราเดินไปพูดกับเขาว่าแล้วตัวละครเอ็มมันสนุกตรงไหนเหรอ (หัวเราะ) เราเข้าไปเถียงด้วยข้อมูลที่บทเขียนมา ตัวละครเอ็มก็แค่อยากออกมาแคสเกม ในห้องนอนเขาก็ไม่มีโปสเตอร์การ์ตูน โปสเตอร์เกม ไม่มีอะไรเลย เป็นคนเพลนๆ ด้วยซ้ำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182095" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เรื่องวิมานหนามที่มีแต่สวนสีเขียวก็จะหลีกเลี่ยงสีเขียว ผู้กำกับเขาจะเสนอมาด้วยเหมือนกัน ว่ามีการใช้สีสะท้อนแสงรวมอยู่ในเรื่อง เราก็เก็บเอามาพัฒนาต่อ ถาม “แป้ง สองศักดิ์” โปรดักชันดีไซน์ว่าได้ไหม ถ้ามีสีสะท้อนนี้อยู่ในบ้าน ถ้าได้ก็ไปต่อ จากนั้นก็คุยกับ “ตั้ง ตะวันวาด” ที่เป็นตากล้องว่ามวลรวมได้ไหม เราทำการบ้านกับทีมเยอะมากจริงๆ&nbsp;</p>



<p><strong>โปรเจกต์ไหนที่ต้องลงแรงหาเสื้อผ้าหนักที่สุด&nbsp;</strong></p>



<p>“วิมานหนาม” เราถ่อไปซื้อเสื้อผ้าจากทุกตลาดในแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ แล้วก็คุยคาแรกเตอร์กับบอสที่เป็นผู้กำกับ เรียกทีมบท ทีมโปรดิวเซอร์มานั่งคุยว่าตัวละครทองคำเขาเรียนที่ไหนมา เพื่อนเขาเป็นใคร แม่เลี้ยงเขามาอย่างไร บ้านเป็นแบบไหน ไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร นั่งคุยกันเป็นชั่วโมง ได้ความว่าเขาเรียนที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่เคยรีเสิร์ชมาคือเด็กเชียงใหม่จะชอบใส่เสื้อผ้ามือสอง เพราะกาดขายของมือสองเยอะ จริงๆ แล้วเขาแต่งตัวแซ่บกันมากนะ เสื้อมือสองบ้านเขาก็ราคาไม่แพง ในกาดสันป่าข่อยตัวละยี่สิบสามสิบบาท แต่ต้องค้นเอาเอง เสร็จจากภาคเหนือก็มาค้นต่อในตลาดปัฐวิกรณ์ ซื้อเองหมดทุกชิ้นเลย&nbsp;</p>



<p><strong>มีโจทย์ของตัวละครที่ท้าทายบ้างไหม&nbsp;</strong></p>



<p>“สาย” ในเรื่อง “แสงกระสือ” โจทย์คือเขาต้องดูสวย น่ารัก ดูน่าทะนุถนอม แต่โลเคชันมันไม่เป็นแบบนั้น อยู่ในป่าด้วยซ้ำ ก็มาย้อนคิดถึงเรื่อง “The Virgin Suicides” ที่เราชอบดู ตัวละครในนั้นจะแต่งตัวออกมาให้ความรู้สึกน่ารัก เลยลองเอาเสื้อผ้ามาใส่ดีเทลลายดอกไม้เล็กๆ ให้ดูละมุน มีแขนตุ๊กตา ไม่หวานเกินไป แต่กว่าจะลงตัวได้ ทะเลาะจนร้องไห้กับผู้กำกับ (หัวเราะ)</p>



<p>อีกอย่างคือการทำให้ดาราเป็นคนธรรมดาเนี่ยยาก สมมติบอกว่าขอไม่แต่งหน้านะ แล้วเขาเคยแต่งหน้าออกกล้องทุกวัน ถ้าเขาไม่เชื่อใจเราก็จะไม่ร่วมมือ แต่ส่วนใหญ่ที่ทำมานักแสดงจะเชื่อใจ งานนี้เป็นงานกลุ่มที่ทำคนเดียวไม่ได้ เราต้องมีความรู้ทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้าของเขา รวมไปถึงเครื่องประดับ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182096" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ดีไซน์เสื้อผ้ามาเป็น 20 ปีจนถึงตอนนี้ มีมาสเตอร์พีซที่ภูมิใจที่สุดหรือยัง</strong></p>



<p>เรารักหนังทุกเรื่องที่ทำนะ เวลาทำหนังขอให้เชื่อเลยว่าอินมากๆ ตอนที่ดีไซน์เราเข้าไปอยู่ในหัวตัวละครทุกตัวมาแล้ว รักทุกตัวละครเลย อยากทำเสื้อผ้าให้ส่งเสริมตัวละครและหนัง บางทีตัวละครนี้อาจจะแค่มายืนอยู่ในซีนเฉยๆ เราก็อยากช่วยให้เขาพูดได้โดยที่ไม่ต้องพูดโดยผ่านเสื้อผ้าของเรา</p>



<p>ไม่ใช่แค่อาชีพคอสตูมดีไซน์ที่เราขอให้นิยามว่าเป็นศิลปินผู้ใช้เสื้อผ้าเล่าเรื่อง แต่ความเป็นศิลปินที่แสนจะละเอียดอ่อนในตัวมายน์เช่นกัน เธอไม่เพียงแค่ใส่ใจกับตัวละครหลัก ทั้งตัวประกอบเล็กๆ ในซีนที่อาจจะเดินผ่านแวบไปแวบมาหลังฉาก ก็ไม่อาจคลาดไปจากสายตาเธอได้เลย มายน์ทิ้งทัศนคติหนึ่งเอาไว้ว่าเธอสนับสนุนให้ทุกคนแต่งตัวแบบที่อยากแต่ง ต่อให้จะหลุดโลกแค่ไหน แต่หากส่องกระจกแล้วมั่นใจ และถูกกาลเทศะเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องสนใจใครหรอก</p>



<p>เราเองก็ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ให้เธอ “รอดูเสื้อผ้าของมายน์บนเวทีสุพรรณหงส์ปีหน้าอยู่นะ” เพราะซึ้งกับแรงขับที่เธอมีในอาชีพและโลกภาพยนตร์เสียเหลือเกิน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mine-chayanuch-costume-designer/">จากชุดชาวบ้านขึ้นแท่นสุพรรณหงส์ “มายน์ ชญานุช” อาชีพเบื้องหลังตะเข็บตัวละคร</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คลี่เวที The Face Thailand กับ ‘เต้ ปิยะรัฐ’ ผู้กุมเบื้องหลังกันตนาด้วยคำว่า I was born into it.</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-face-with-tae-kantan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2025 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[tae kantana]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=181740</guid>

					<description><![CDATA[<p>แสงบนรันเวย์สาดส่อง เครื่องแต่งกายครบชุด แต่ส้นสูงกลับบิ่นจนเกือบหักแม้ออกเดินอย่างมั่นใจ ขนาดว่าฝึกปรือมาอย่างดี ด้วยเสียงที่ตะโกนอยู่ล่างเวทีไม่ได้มีแค่คำชม ต้องคอยรับแรงกระแทกที่อาจทำให้หมดสภาพ ถูกเมนเทอร์บังเหียนจนมีแผล อาจถอดใจอยากเหวี่ยงความฝันทิ้งไป ทว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ เมื่อคิดก้าวขาขึ้นสู่เวที ‘The Face Thailand’ สนามที่สะท้อนโลกทั้งใบของสื่อบันเทิง&#160; และในขณะนี้ เรากำลังยืนอยู่ที่ด่านสุดท้าย ตาจ้องตากับผู้คุมหลังฉากที่สวมรองเท้าสีแดงแจ๋ตัดกับชุดดำ ดูลึกลับอย่างที่ไม่อาจมองออกว่าร่างกายเธอจะขยับไปทางไหนต่อ ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดให้ค้นหา หากนี่เป็นเกมหมากรุก ‘เต้ &#8211; ปิยะรัฐ กัลป์จาฤกษ์’ ท่าจะเป็นขุนที่จ้องรุกฆาต ทันทีที่เผลอเดินเบี้ยผิด เป็นตอนที่มันมาก ใครพลาดนี่เศร้าเลย หากพูดถึงรายการโทรทัศน์ในประเทศไทยที่ทำให้ผู้ชมอินจนถอนตัวไม่ขึ้น เฝ้ารอตอนถัดไปมาถึง เราเชื่อว่าใครหลายคนคงพ็อปอัปชื่อ ‘The Face Thailand’ ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ อยู่ในหัว ด้วยเพราะเป็นปรากฏการณ์รายการทีวีที่กระชากคำว่าดรามาขึ้นไปได้จนถึงจุดเดือดสูงสุด ภาพเมนเทอร์ถลึงตาใส่ลูกทีม ใช้พลังความเป็นแม่ฟาดฟันกันไปมา ทั้งหมดนี้มีแหล่งกำเนิด ถอดแบบมาจากรายการต่างประเทศ และเต้เองที่เป็นคนดึงมันเข้ามา เปิดตาที่สามให้คนไทยได้เห็นความแปลกใหม่ ทำไมถึงนำรายการ The Face มาสร้างในเวอร์ชันไทย ก็ชอบ เต้มั่นใจว่าจะทำมันออกมาได้ดี เนื่องจากมาทางละครสูง ด้วยการเอาผู้เข้าแข่งขันผู้หญิงมารวมกัน ยังไงก็ต้องเกิดดรามาแน่นอนอยู่แล้ว สถานการณ์การแข่งขันก็กดดัน ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็น The [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-face-with-tae-kantan/">คลี่เวที The Face Thailand กับ ‘เต้ ปิยะรัฐ’ ผู้กุมเบื้องหลังกันตนาด้วยคำว่า I was born into it.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>แสงบนรันเวย์สาดส่อง เครื่องแต่งกายครบชุด แต่ส้นสูงกลับบิ่นจนเกือบหักแม้ออกเดินอย่างมั่นใจ ขนาดว่าฝึกปรือมาอย่างดี ด้วยเสียงที่ตะโกนอยู่ล่างเวทีไม่ได้มีแค่คำชม ต้องคอยรับแรงกระแทกที่อาจทำให้หมดสภาพ ถูกเมนเทอร์บังเหียนจนมีแผล อาจถอดใจอยากเหวี่ยงความฝันทิ้งไป ทว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ เมื่อคิดก้าวขาขึ้นสู่เวที ‘<strong>The Face Thailand’ </strong>สนามที่สะท้อนโลกทั้งใบของสื่อบันเทิง&nbsp;</p>



<p>และในขณะนี้ เรากำลังยืนอยู่ที่ด่านสุดท้าย ตาจ้องตากับผู้คุมหลังฉากที่สวมรองเท้าสีแดงแจ๋ตัดกับชุดดำ ดูลึกลับอย่างที่ไม่อาจมองออกว่าร่างกายเธอจะขยับไปทางไหนต่อ ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดให้ค้นหา หากนี่เป็นเกมหมากรุก <strong>‘เต้ &#8211; ปิยะรัฐ กัลป์จาฤกษ์’ </strong>ท่าจะเป็นขุนที่จ้องรุกฆาต ทันทีที่เผลอเดินเบี้ยผิด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181745" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/1-14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เป็นตอนที่มันมาก ใครพลาดนี่เศร้าเลย</strong></h3>



<p>หากพูดถึงรายการโทรทัศน์ในประเทศไทยที่ทำให้ผู้ชมอินจนถอนตัวไม่ขึ้น เฝ้ารอตอนถัดไปมาถึง เราเชื่อว่าใครหลายคนคงพ็อปอัปชื่อ <strong>‘The Face Thailand’ </strong>ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ อยู่ในหัว ด้วยเพราะเป็นปรากฏการณ์รายการทีวีที่กระชากคำว่าดรามาขึ้นไปได้จนถึงจุดเดือดสูงสุด ภาพเมนเทอร์ถลึงตาใส่ลูกทีม ใช้พลังความเป็นแม่ฟาดฟันกันไปมา ทั้งหมดนี้มีแหล่งกำเนิด ถอดแบบมาจากรายการต่างประเทศ และเต้เองที่เป็นคนดึงมันเข้ามา เปิดตาที่สามให้คนไทยได้เห็นความแปลกใหม่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181749" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/2-14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทำไมถึงนำรายการ The Face มาสร้างในเวอร์ชันไทย</strong></p>



<p>ก็ชอบ เต้มั่นใจว่าจะทำมันออกมาได้ดี เนื่องจากมาทางละครสูง ด้วยการเอาผู้เข้าแข่งขันผู้หญิงมารวมกัน ยังไงก็ต้องเกิดดรามาแน่นอนอยู่แล้ว สถานการณ์การแข่งขันก็กดดัน ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็น The Face เพราะตอนนั้นมีอยู่ 2 แฟรนไชส์ที่เป็นรายการเกี่ยวกับโมเดลิงก็คือ America’s Next Top Model กับ The Face พอไปคุยกับค่าย The Face เรารู้สึกว่าทำงานได้ง่ายกว่า แปลกใหม่กว่า สดกว่าด้วย ถึงแม้เวอร์ชันอเมริกาเขาจะมีปัญหาในการทำ แล้วโดนแคนเซิลออกอากาศไป แต่เราว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของเราแน่ๆ เราทำได้ในเวอร์ชันเอเชียที่คนดูน่าจะชอบ</p>



<p><strong>แล้วเราไม่กลัวถูกแคนเซิลเหรอ</strong></p>



<p>ไม่กลัว จริงๆ ก่อนหน้าที่ของอเมริกาจะโดนแคนเซิล เขาก็ประสบความสำเร็จกันมาพอสมควร ได้ทำในประเทศใหญ่ๆ เช่น อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แต่เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถูกแคนเซิลไปนะ</p>



<p><strong>ปกติดูรายการประเภทนี้อยู่แล้วไหม</strong></p>



<p>ดูนะ เพราะเป็นหน้าที่ของเต้ที่ต้องไปซื้อขายฟอร์แมตในตลาดโลก คนมักจะเข้าใจว่ามี The Cannes Film Festival อย่างเดียวที่เป็นการซื้อขายหนัง แต่มันก็ยังมีแยกออกไปอย่าง MIP TV Festival และ TV Festival สำหรับซื้อขายทีวีอีก หรือซื้อขายแต่โฆษณาก็มี เหมือนตลาดสดเลย ไม่สวยงามขนาดนั้น แต่พอพูดว่าเป็น The Cannes Film Festival แล้วก็จะสวยขึ้นมาหน่อย เพราะเป็นการเดินพรมแดง</p>



<p><strong>เหมือนตลาดสดอย่างไร</strong></p>



<p>ข้อที่หนึ่งเขาจะให้เราเรียนรู้ว่าในตลาดนี้มีคอนเทนต์อะไรทั่วโลกที่น่าสนใจบ้าง เราชอปปิงอะไรได้บ้าง ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้เราด้วยว่าทำไมพวกเขาถึงประสบความสำเร็จในโชว์เหล่านั้นได้ เอาเอเจนซีต่างๆ มานั่งคุยกันเลย เราได้รู้เรื่องราวมากมาย เทรนด์ของทีวี เทรนด์ของคอนเทนต์ในปีนี้และปีต่อไป&nbsp;</p>



<p>แม้ว่ารายการ The Face Thailand ที่เต้นำเข้ามา จะเป็นอะไรที่ใหม่มากพอสมควร สำหรับยุคที่คนยังติดละครโทรทัศน์กันอยู่งอมแงม น้อยนักจะได้เห็นสื่อประเภทนี้ แต่บริษัทกันตนาได้สร้างความมั่นใจให้กับแวดวงสื่อมาแล้ว ด้วยรายการเรียลลิตี <strong>Big Brother Thailand (2005) </strong>ที่เปิดบ้านให้คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ด้วยกัน ติดกล้องให้ดูชีวิตทุกขณะแบบเรียลไทม์ หรืออย่าง <strong>Family Secret ไขความลับทายาทธุรกิจ (2014) </strong>ที่เรียกยอดดูได้จำนวนไม่น้อย ทำให้ <strong>The Face Thailand Season 1</strong> ถูกก่อร่างขึ้นใต้ความไว้วางใจที่ผ่านมาเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>น้องจะประกาศศึกกับพี่เหรอจ๊ะ</strong></h3>



<p>เต้เคยหนีวงการบันเทิงไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ ทว่าโชคชะตาไม่อาจฝืนกันได้ เธอกลับมาอีกครั้ง พลิกจากบทบาทเด็กนอกกลายเป็นทายาทสืบต่อเจตนารมณ์ของกันตนา แรกๆ ทางเดินอาจจะขลุกขลักไปเสียหน่อย หลายเสียงว่าช่องกันตนาไม่อาจทำรายการประเภทแฟชันได้แน่ แต่เต้พิสูจน์ให้เห็นด้วยความตั้งใจที่ทุ่มจิตวิญญาณลงไป เธอลบคำสบประมาทออกหมดเกลี้ยง กระทั่งภาพจำเดิมของช่องกันตนาค่อยๆ เลือนราง ถูกแทนที่ด้วยสื่อในยุคสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่ที่ไฉไลไม่แพ้เดิม แต่ยังคงกลิ่นอายกันตนาไว้ได้อย่างแจ่มชัด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181750" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/3-13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คาดหวังผลตอบรับไหม</strong></p>



<p>มันต้องให้เขาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเราจะสื่อสารอะไร ตอนนั้นเราเคยโดนกระแสว่ากันตนาจะทำได้เหรอ มาจากเรื่องจริงผ่านจอ คดีเด็ด ละครหลังข่าว แล้วถ้ามาทำแฟชันบิวตี ไลฟ์สไตล์จะทำออกมาเป็นอย่างไร พอรายการออกไปสักสองสามตอนคนก็เริ่มเข้าใจนะ มีซีซันสองแล้วคนก็ตอบสนองกันดีขึ้น เหมือนเขาปลดล็อกแล้วว่ากันตนาไม่ใช่ภาพเดิมที่ทำได้อย่างเดียว เราก็ดีใจ</p>



<p><strong>พอรู้แล้วว่าจะทำ The Face ขั้นแรกที่เริ่มคืออะไร</strong></p>



<p>หาแคสติงก่อน เพราะแคสติงเป็นหัวใจสำคัญ อย่างแรกที่คิดขึ้นมาได้คือถ้าเราได้รายการนี้ขึ้นมาจริง คนที่จะเป็นเนโอมี แคมป์เบลล์ คือ <strong>ลูกเกด &#8211; เมทินี กิ่งโพยม</strong> นี่คือสารตั้งต้น เพราะเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ เป็นซูเปอร์โมเดลตั้งแต่ยุค 90 ที่เป็นยุคกำเนิดของซูเปอร์โมเดลเลย และเราต้องการความหลากหลายมากกว่านั้น มาคิดว่าใครนะที่เป็นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์ เจ้าแม่นางเอก สวมมาหมดแล้วทุกบทบาท อยู่มาแล้วทุกยุค นั่นคือ <strong>พลอย &#8211; เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ </strong>อีกคนเป็นนักร้อง นักแสดง และนางแบบ <strong>หญิง &#8211; รฐา โพธิ์งาม </strong>ถ้าคิดถึงแบ็กกราวนด์ของเธอตั้งแต่ครอบครัวเลย คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นนางแบบ นักร้อง ไปแสดงระดับโลก เล่นหนังฮอลลีวูดมาแล้วด้วย นี่แหละความแตกต่างของ The Face Thailand  </p>



<p>เวอร์ชันเดิมเขาหานางแบบอย่างเดียว ซึ่งในประเทศไทย นางแบบอย่างเดียวไม่รอด ต้องทำให้ได้ครบเครื่อง ทำได้ทุกอย่าง นางแบบก็เป็นได้ ถ่าย Editorial ได้ ถ่าย Commercial Shoot, Beauty Campaign เป็นพรีเซนเตอร์ได้ แล้วก็สามารถแสดงภาพยนตร์ หรือซีรีส์ได้ อันนี้คือสิ่งที่แตกต่างจากออริจินัล&nbsp;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181751" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/4-15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนึ่งซีซันใช้ทีมงานกี่คน&nbsp;</strong></p>



<p>มากกว่า 100 คน เราถ่ายทำ 3 วัน ฟุตเทจเป็นร้อยเลย แต่ต้องนั่งตัดต่อให้เหลือชั่วโมงครึ่ง บริษัทกันตนาลงทุนเอง ใช้งบเยอะมาก เรามี Post-Production, Sound Lab เครื่องมือที่อุดมสมบูรณ์พร้อมที่จะทำ สิ่งสำคัญคือเราต้อง Pay Attention ทุกดีเทล พื้นที่เปื้อนก็ต้องถูตลอดเวลา จัดไฟอย่างไรให้ทุกคนดูดีตลอดเวลา แล้วต้องดูดีขึ้นเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p><strong></strong><strong>แต่ละแคมเปญมีการครีเอตขึ้นมาใหม่จากออริจินัลไหม</strong></p>



<p>ครีเอตขึ้นมาใหม่ทุกครั้งเลย เพราะลูกค้าที่เข้ารายการมีความต้องการไม่เหมือนกัน รายการ The Face น่าจะเป็นรายการเดียวด้วยที่ Collaborate กับลูกค้า เขาสามารถร่วมดีไซน์ในมาสเตอร์คลาส หรือแคมเปญเราได้ว่าจะขายอะไร บางตอนอาจจะฮาร์ดเซลล์มากหน่อย แต่ไม่ใช่แบบ TV Direct นะ&nbsp;</p>



<p><strong>ขั้นตอนไหนของการทำ The Face ยากที่สุด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p><em></em>แคสติงยาก หาผู้ประกวดเข้ามาก็ยาก หมายถึงคนที่เข้ามาประกวดเยอะ แต่เราต้องคัดคนที่เราใช้ได้เลยไม่มากก็น้อย ทุกยุคก็เปลี่ยนไป เราต้องก้าวตามให้ทัน พวกเขาเป็นคนที่มาเติมไฟช่วยเรา เมนเทอร์ก็จะช่วยบาลันซ์อีกครึ่งหนึ่งให้ ในทุกแคมเปญก็ยากหมด ถ้ายิ่งกับสำหรับผู้เข้าแข่งขันด้วย เพราะเราต้องการทดสอบว่าในการทำงานกับโพรเฟสชันนัลจริงๆ พวกเขาจะรับมือได้ไหม เวลาที่จำกัดให้แข่งขันภายใน 15 &#8211; 20 นาทีจะเอาตัวรอดได้ไหม เราสอนในมาสเตอร์คลาสแล้ว เขาจำอะไรที่เราสอนได้บ้าง นี่คือโลกแห่งความช่วยเหลือแล้วนะ โลกของความเป็นจริงโหดร้ายกว่านี้อีก</p>



<p>เราทำงานผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่า บางทีเด็กก็ไม่เคยทำ ไม่มีประสบการณ์ ผู้ใหญ่ก็ทำมาเยอะ แต่ไม่มีมุมมองของเด็ก แต่เราต้องเอามารวมกันก็เลยยาก&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181752" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/5-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การแสดงถ้ามันเฟก มันดูออก</strong></h3>



<p>เมื่อรายการ The Face Thailand ออกอากาศไป ใช่ว่าคนจะตะลึงกับแคมเปญมหาโหดอย่างเดียว แต่การเชือดเฉือนกันด้วยคำพูดของเหล่าเมนเทอร์ หรือผู้เข้าแข่งขันก็ได้กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ ถูกนำไปหยอกล้อเป็นมีมไว้ส่งแหย่กัน ถึงขั้นมีกระทู้ตั้งคำถาม “วลีไหนใน The Face ที่เพื่อนๆ ชอบที่สุด” หรือไม่ก็ “ใครควรเข้าห้องดำมากที่สุด”&nbsp;&nbsp;</p>



<p>หลายต่อหลายความคิดเห็นไหลต่อเนื่อง ติดเทรนด์แอปนกฟ้าทุกสัปดาห์ที่ปล่อยตอนใหม่ เป็นที่กระจ่างว่ารายการนี้ทำถึง เพราะผู้ชมอินจนทะลุเข้าไปในจอแก้วกันแล้ว เชื่อว่าอาจมีคนเกาหัวสงสัยกันอยู่บ้างว่าที่มันเด็ด เผ็ด ร้อนแรงได้ขนาดนี้ เป็นเพราะมีสกริปต์หรือเปล่า และนี่คือคำตอบจากปากผู้อยู่เบื้องหลัง</p>



<p><strong>การฟาดฟันกันในรายการเป็นธรรมชาติหรือสร้างขึ้นมา</strong></p>



<p>เป็นธรรมชาติของเมนเทอร์ที่เขาเป็นอย่างนั้น เหมือนแข่งขันกีฬาก็ต้องมีอารมณ์ ความเป็นแม่ที่อยากให้ลูกทีมชนะ เขาทำงานกันมาเป็นสิบๆ ปีก็คงไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีหรอก จะยอมได้อย่างไร ต้องทำทุกอย่างให้ไม่แพ้ หรือไม่ก็ทำให้มันดีที่สุด อีกอย่างถ้าไม่เป็นธรรมชาติ ไม่มีตัวตนเราก็ไม่ชวนมา เขาคงไม่สามารถถ่ายทอดออกมากันได้ดีขนาดนี้ เรามีสกริปต์ให้ไม่กี่หน้า ที่เหลือต้องไปเล่นกันเอาเอง หัวใจสำคัญอีกอย่างคือลูกค้า เขาเป็นคนตัดสินนะว่าชอบใคร ไม่ใช่พวกเรา เมนเทอร์ต้องทำทุกอย่างให้ลูกค้าชอบ</p>



<p>เสน่ห์ของรายการนี้ คือคนดู ไม่ควรแยกออกว่าเพื่อความบันเทิง หรือนี่เป็นเรื่องจริง ปราณีแล้วนะที่ตัดออกให้เหลือชั่วโมงครึ่ง เพราะมันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แข่งขันกันก็มีอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้บ้าง สภาพจิตใจพังก็มี แต่เราต้องมูฟออน ต้องเข้าใจว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง ถ้าอยากชนะก็ต้องปรับอารมณ์ตัวเองเพื่อวันต่อไปที่จะคว้าชัยชนะในแคมเปญ ต่อให้จะแพ้มาแล้วก็ตาม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181753" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/6-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ขึ้นชื่อว่าเป็นเวทีประกวดความงาม ย่อมเป็นอะไรที่น่าถามเหลือเกินว่าเต้เฟ้นหาคนแบบไหน ใครกันที่จะถูกมงกุฎ The Face สวมลงบนหัวได้ ยิ่งในสังคมไทยที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรายังคงถกเถียงถึงมาตรฐานความสวยกันอยู่ แต่เต้ค่อยๆ กะเทาะกรอบเหล่านั้นออก เผยให้เห็นว่าเธอไม่ได้สนใจค่านิยมสักเท่าไหร่&nbsp;</p>



<p><strong>แต่ละซีซันมีบิวตีสแตนดาร์ดไหม</strong></p>



<p>มี เต้พูดได้เต็มที่เลยว่าไม่ได้สนใจบิวตีสแตนดาร์ดแบบพิมพ์นิยม นางแบบเรามีความพิเศษ ไม่ใช่ดูแล้วสวยอย่างเดียว แต่ต้องมีความเป็นตัวตนมากด้วย พูดได้ สื่อสารได้ ต้องทำทุกแคมเปญได้ กระทั่งการแอกติง ถ้าพูดถึงคำว่าบิวตีสแตนดาร์ดคำเดียว คนไทยก็จะนึกถึงความผอม สูง อะไรแบบนั้น ซึ่งรายการ The Face ไม่เน้นสิ่งนั้น คุณจะรูปร่างหน้าตาอย่างไรก็ได้ แต่คุณต้องถ่ายทอดความเป็นตัวตนของตัวเองออกมาได้ Add On ให้รายการได้ ทั้งเอเนอร์จีดี แอตติจูดดี อยากทำงานจริงๆ&nbsp;</p>



<p>ในซีซัน 1 เราทำเฉยก่อน ทำให้เป็นนางแบบที่ทุกคนชอบก่อน ซีซัน 2 ก็มีติช่าที่เป็นผู้ชนะ นางแบบที่ไม่ตัวยาวมากก็ชนะได้ ซีซัน 3 เราเปิดทรานส์เจนเดอร์เลย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าพวกเขาก็มีเวทีของตัวเอง แต่เราก็ทำให้เห็นว่านี่ไง ก็ทำให้พวกเขาเท่ากันสิ พอมาซีซัน 5 เราก็รวมผู้ชายผู้หญิงเลย เวทีที่ LGBTQ+ ชนะ เต้ถือว่านี่เป็นแลนด์มาร์กหนึ่งที่เต้ภูมิใจ เป็นความเท่าเทียมของจริง ไม่แบ่งแยกใคร</p>



<p><strong></strong><strong>แล้วคำว่าสวยของเต้เป็นอย่างไร</strong></p>



<p>ก็สวยแบบนี้อะค่ะ (เต้สะบัดผมพลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเอี่ยมอ่อง) นิยามคำว่าสวยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในแต่ละยุคก็ไม่เหมือนกัน ในยุคนี้คือความสวยที่แตกต่างออกไป ตอนนี้พลัสไซส์มีผล Real Life Size ก็มีผล และเราจะเห็นใน The Face Thailand Season 6 ว่า Real Life Size รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181754" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/7-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เวที The Face Thailand ดูจะเป็นเวทีที่ใครก็สวมมงกุฎได้ไม่เกินจริง เช่น <strong>ติช่า &#8211; กันติชา ชุมมา</strong> สาวน้อยที่บินไกลมาจากสวีเดน ร่อนลงที่เวทีนี้ด้วยแพสชันเต็มเปี่ยม เธอไม่ใช่คนผิวขาวสว่าง แขนขายาวได้สัดส่วน แต่ผู้ชมทุกคนต่างเห็นความเป็นไฟเตอร์ที่เธองัดออกมาสู้ ด้วยประโยคกินใจเมนเทอร์<strong>บี &#8211; น้ำทิพย์ จงรัตชวิบูลย์ </strong>ใน The Face Thailand Season 2&nbsp;</p>



<p><strong>“ถ้าพี่บีบอกให้ช่ากระโดด ช่าก็จะถามว่ากระโดดสูงแค่ไหน ถ้าพี่บีบอกให้ดำน้ำ ช่าก็จะถามว่าให้ดำลึกแค่ไหน”&nbsp;</strong></p>



<p>ไม่หรอก ไม่ใช่ข้อความกินใจที่ทำให้เธอฟูลเทิร์นเป็นผู้ชนะ หากแต่เพราะผลงานที่ผ่านมา ติช่าเป็นติช่า เป็นคนในอุดมคติที่เวทีนี้เรียกหา แต่วงเล็บว่าต้องเจอศึกหนักขั้นว่าตายกันไปข้างก่อนนะ</p>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถ้าครั้งนี้พี่ไม่ชนะ พี่จะเอาปี๊บมาคลุมหัว</strong></h3>



<p><strong>เวที The Face สะท้อนวงการบันเทิงไทยได้มากขนาดไหน</strong></p>



<p>มากทีเดียว อย่างเราเองก็ต้องการเด็กที่มีของและมีคุณภาพ บางคนที่คิดว่ารายการนี้มันง่าย หาความดังง่าย มาทีหนึ่งหัวเราะทีหนึ่งให้ได้คอนเทนต์กลับไป มันดังแล้วก็วูบไปนะ แต่เรากำลังสร้างตำนาน สร้างให้พวกเขาเป็นรุ่นพี่เพื่อจะสอนรุ่นน้อง เพราะทุกคนที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่คือบุคคลมืออาชีพที่อยู่ในวงการทั้งนั้นเลย ลูกค้าที่มานั่งอยู่กองถ่ายก็เป็นโอกาสให้พวกเขา คุณต้องรู้คุณค่าของสื่อ รู้หรือเปล่าว่านอกจากการมาอยู่ในนี้จะเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง จะต่อยอดอะไรให้ได้บ้าง บางคนจบจากนี่ไปแล้วไม่นึกถึงเราอีกก็มี แต่มันเป็นธรรมชาติของชีวิต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181755" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/8-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>The Face Thailand Season 6 ต่างจากซีซันก่อนอย่างไรบ้าง</strong></p>



<p>คนจะชอบบอกว่าทำไมไม่มีเมนเทอร์เก่า คือเจตนารมณ์อย่างหนึ่งที่อยากให้ทุกคนเข้าใจกัน เราไม่อยากให้ยึดติด มูฟออนไปข้างหน้ากันก่อน แล้วค่อยไปเติมตัวละครทีหลังก็ได้ นี่เป็นซีซันผู้ดีมีการศึกษานะ ฟาดฟันกันด้วยสติปัญญา เราเลือกเมนเทอร์<strong>แอนโทเนีย โพซิ้ว</strong>มาจากซีซัน 1 ที่ถูกคัดออกไป แต่วันนี้ชีไปชนะมาทั่วโลกแล้ว ชีต้องกลับมาสอนน้องๆ<strong> </strong>หรือ<strong>มารีญา พูลเลิศลาภ</strong>ก็เป็นตัวแทนการเรียกร้องสิ่งแวดล้อม ความเป็นผู้หญิงได้ดี <strong>แพนเค้ก &#8211; เขมนิจ จามิกรณ์ </strong>เรารู้จักกันมานานมากแล้ว เรียกหาตลอดทุกซีซันเลย เราเลือกจากคนที่เรารู้ว่าจะปั้นเขาได้อย่างไร รู้ว่าคุยแล้วจะได้อะไรจากเขา</p>



<p><strong></strong><strong>บทเรียนที่ได้รับในฐานะผู้ผลิตรายการสำหรับเต้คืออะไร</strong></p>



<p>การให้ใจกับมนุษย์เกินไป เราพยายามให้ใจทุกคน ใครไม่มีงานเราก็ช่วยเขา บางทีก็เสียใจที่เขาไม่ได้ทำให้เราชื่นใจ แต่อย่างไรเราก็จะต้องสร้างงานสร้างอาชีพต่อไป บุคลากรจะเป็นอย่างไรก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ และต้องหัดปล่อยวางบ้างให้ชีวิตเราเองดีขึ้น</p>



<p><em></em><strong>ดูเป็นคนชอบสร้างคนนะ</strong></p>



<p>มาก ตั้งแต่รุ่นคุณปู่แล้วล่ะที่เขาสร้างคนมา ป้อนคนเข้าไปในอุตสาหกรรมสื่อ ให้คนที่ทำงานในอาชีพนี้มีคุณภาพ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181756" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/9-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทำไมเต้ถึงยังชอบวงการบันเทิงอยู่ทั้งที่มันซับซ้อน</strong></p>



<p>เต้เกิดมากับสิ่งนี้ ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วล่ะ เป็นสิ่งหนึ่งที่เราเอนจอย พอได้เห็นคนอื่นเขามีความสุข เราก็มีความสุข แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องถ่ายทอดจินตนาการที่อยู่ในหัวเช่นเดียวกับโปรดิวเซอร์ ให้ภาพ แสง เสียงออกมาเป็นภาพเดียวกัน เป็นคอนเทนต์หนึ่ง ถ้าเราโทรจิตหากันได้แล้วเข้าใจเลย มันก็คงจะดีมาก แต่ไม่เป็นแบบนั้นหรอก การมีหรือไม่มีวจนภาษามันทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อนได้เลย ตอนนี้ได้สักครึ่งหนึ่งที่เราต้องการก็พอใจแล้ว ค่อยไปดูหน้างานว่าจะปรับอะไรกันได้บ้าง</p>



<p>สัญชาตญาณเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะ เพราะสามารถบอกเราได้ว่าสิ่งนี้ควรจะเป็นแบบไหน มีคนเคยถามว่าดังเพราะอะไร เราก็ตอบเลยว่าสัญชาตญาณล้วนๆ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมี ต้องสั่งสมกันไป แต่เต้เกิดมากับสิ่งนี้ เกิดมาเพื่อเป็นสิ่งนี้ คือ I was born into this entertainment industry and I was born into it. เรามีความเข้าใจบางอย่างที่ดารา นักแสดงใหม่ๆ ในวงการยังไม่เข้าใจ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังแล้วดับ และถ้าคุณเป็นคนมีคุณภาพ คุณจะส่งต่อคุณภาพนี้ให้พวกเขาได้อย่างไร</p>



<p><em></em><strong>ตอนนี้มีอะไรที่กำลังขับเคลื่อนในวงการบันเทิงอยู่หรือเปล่า</strong></p>



<p>จริงๆ เราเป็นคนขบถ จะไม่เอาสิ่งนี้ จะทำแบบนี้ การเอาฟอร์แมตจากต่างประเทศเข้ามาก็ช่วยให้เห็นว่าสแตนดาร์ดมันควรจะเป็นแบบไหน หรือทำอย่างไรให้ไม่น้อยไปกว่าเขา คนดูก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนไฟเรา เรารู้ว่าเขาเบื่อที่ต้องนั่งดูอะไรซ้ำๆ ถ้าคนดูอยากดูอะไร แล้วเราทำให้เขาได้ดู ขณะเดียวกันก็เยียวยาเขาไปด้วยได้ ตอนนี้เป็นยุคที่อะไรสั้นๆ อิ่มตัวแล้ว เอเจนซีเริ่มมองหาคอนเทนต์ดีๆ ที่ทำน้อยแต่ได้มาก อยู่ได้นาน</p>



<p>เต้พยายามขับเคลื่อนกันตนาว่าเราจะไม่หยุด จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ได้บ้าง และต้องเป็นที่ยอมรับของโลกนี้ด้วย ตอนแรกจะเกษียณตัวเองตอน 45 แต่ไม่ทันแล้ว อาจจะต้อง 50 แล้วล่ะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-181757" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/07/10-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจจนติดเป็นภาพในหัวเราคือแววตาของเต้ สองคู่นั้นล้นไปด้วยไฟฝันของวัยกลางคนที่อยากจะสร้างคน น้ำเสียงเย็นเยียบพูดอย่างเนิบๆ แต่กลับมีพลังอยู่ข้างในเต็มไปหมดอย่างบอกไม่ถูก&nbsp;และเมื่อแสงไฟส่องลงที่ใบหน้า แววตาของเธอก็เปลี่ยนไปอัตโนมัติ มูฟเมนต์แขนขาที่ขยับเคลื่อนไหวราวคนสนิทกับร่างกายตัวเองเป็นที่สุด ชัตเตอร์ที่รัวใส่ไม่ได้ทำให้เธอประหม่าเลยสักนิด ถึงแม้ในห้องจะมีเพียงโซฟาว่างเปล่าให้โพสต์ท่าก็ตาม เป็นอันประจักษ์ว่าเธอเกิดมาเพื่อสื่อบันเทิง และเพื่อเป็น <strong>‘เต้ กันตนา’ </strong>อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-face-with-tae-kantan/">คลี่เวที The Face Thailand กับ ‘เต้ ปิยะรัฐ’ ผู้กุมเบื้องหลังกันตนาด้วยคำว่า I was born into it.</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
