<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Artist Talk &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/artist-talk/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/artist-talk/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Jul 2026 07:14:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/morte-cucina/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นเอกรัตนเรือง]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวสาว]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[หนังไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187545</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธาตุแท้เป็นเอก ท่ามกลางหมู่มวลนกกาและแมกไม้เขียวขจี เราเห็น ‘ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง’ กำลังนั่งแก้ผ้าอยู่ ค่าที่ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีคนมาสัมภาษณ์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ความคิด ความเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ถูกอัดเทป เรียบเรียง และเผยแพร่ให้คนนับหมื่นนับแสนได้อ่าน ทั้งบนเว็บไซต์และตีพิมพ์เป็นหนังสือ แม้นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนนั่งสนทนากับเขา แต่คล้ายว่าได้นั่งพูดคุยกันมาแล้วหลายหน “ผมมาอยู่กรุงเทพฯ แค่ช่วงนี้ โปรโมตหนังจบ เดี๋ยวผมก็กลับเชียงใหม่” เป็นเอกว่าอย่างนั้น ‘ครัวสาว’ คือหนังใหม่ในรอบ 8 ปีของเขา ที่มาของหนังเรื่องนี้ เป็นเอกเห็นจากข่าวหนังสือพิมพ์สมัยเขายังหนุ่ม เมียเดินไปสารภาพกับตำรวจว่าจงใจลงมือฆ่าผัวด้วยการทำอาหารให้กิน โดยไม่มียาพิษ ที่มามอบตัวเพราะพักหลัง ผีผัวมาหลอกทุกวัน คุณตำรวจได้ยินอย่างนั้นก็บอกว่า “คุณแค่ทำอาหาร มันไม่ผิดกฎหมาย” เรานัดเจอกับเขาที่ออฟฟิศ 185 Films (ผู้อำนวยการผลิตครัวสาว) เพื่อไถ่ถามถึงหนังใหม่ และมุมมองความคิดในวัย 64 ที่ยังสนุกกับการทำหนัง เขาทำหนังมานาน ปีหน้าก็จะครบ 30 ปีพอดี เปรียบเป็นนักบินก็นับว่าเป็นนักบินรอบจัดคนหนึ่งทีเดียว หลายคนเรียกเขาว่าเป็นผู้กำกับระดับโลก ถึงอย่างนั้นเป็นเอกว่า เขายังเป็นนักทำหนังที่หาเงินไม่เป็น (ดีแต่ใช้) ยังตื่นเต้นนอนไม่หลับทุกครั้งที่ออกกอง ยังทำหนังเหมือนหนังนักเรียน และยังไม่มั่นใจทุกครั้งที่ตัดสินใจ และเพื่อให้สอดคล้องกับครัวสาวที่นำเสนออาหารไทย เราชวนเขาคุยเรื่องรสนิยมอาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/morte-cucina/">‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ธาตุแท้เป็นเอก</strong></h2>



<p>ท่ามกลางหมู่มวลนกกาและแมกไม้เขียวขจี เราเห็น ‘<strong>ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง</strong>’ กำลังนั่งแก้ผ้าอยู่</p>



<p>ค่าที่ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีคนมาสัมภาษณ์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ความคิด ความเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ถูกอัดเทป เรียบเรียง และเผยแพร่ให้คนนับหมื่นนับแสนได้อ่าน ทั้งบนเว็บไซต์และตีพิมพ์เป็นหนังสือ</p>



<p>แม้นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนนั่งสนทนากับเขา แต่คล้ายว่าได้นั่งพูดคุยกันมาแล้วหลายหน</p>



<p>“ผมมาอยู่กรุงเทพฯ แค่ช่วงนี้ โปรโมตหนังจบ เดี๋ยวผมก็กลับเชียงใหม่” เป็นเอกว่าอย่างนั้น</p>



<p>‘<strong>ครัวสาว</strong>’ คือหนังใหม่ในรอบ 8 ปีของเขา ที่มาของหนังเรื่องนี้ เป็นเอกเห็นจากข่าวหนังสือพิมพ์สมัยเขายังหนุ่ม เมียเดินไปสารภาพกับตำรวจว่าจงใจลงมือฆ่าผัวด้วยการทำอาหารให้กิน โดยไม่มียาพิษ ที่มามอบตัวเพราะพักหลัง ผีผัวมาหลอกทุกวัน คุณตำรวจได้ยินอย่างนั้นก็บอกว่า “คุณแค่ทำอาหาร มันไม่ผิดกฎหมาย”</p>



<p>เรานัดเจอกับเขาที่ออฟฟิศ 185 Films (ผู้อำนวยการผลิตครัวสาว) เพื่อไถ่ถามถึงหนังใหม่ และมุมมองความคิดในวัย 64 ที่ยังสนุกกับการทำหนัง เขาทำหนังมานาน ปีหน้าก็จะครบ 30 ปีพอดี เปรียบเป็นนักบินก็นับว่าเป็นนักบินรอบจัดคนหนึ่งทีเดียว</p>



<p>หลายคนเรียกเขาว่าเป็นผู้กำกับระดับโลก ถึงอย่างนั้นเป็นเอกว่า เขายังเป็นนักทำหนังที่หาเงินไม่เป็น (ดีแต่ใช้) ยังตื่นเต้นนอนไม่หลับทุกครั้งที่ออกกอง ยังทำหนังเหมือนหนังนักเรียน และยังไม่มั่นใจทุกครั้งที่ตัดสินใจ</p>



<p>และเพื่อให้สอดคล้องกับครัวสาวที่นำเสนออาหารไทย เราชวนเขาคุยเรื่องรสนิยมอาหาร เป็นเอกว่าเขาไม่สั่งอาหารดิลิเวอรี ไม่ชอบกินอาหารเสิร์ฟเป็นคอร์ส ไม่สน (อาหาร) ไทยแท้ ไม่แคร์มิชลิน เรื่อยไปถึงประสบการณ์กินอาหารไทยตอนไปโปรโมตหนังที่ต่างประเทศ</p>



<p>เป็นเอกว่าในวัยนี้ เขากินอาหารแค่ 2 มื้อ คือมื้อเช้ากับมื้อเที่ยง ส่วนมื้อเย็น “ผมกินแค่ถั่วกับไวน์ 2 แก้ว”&nbsp; </p>



<p>2 ชั่วโมงคือระยะเวลาของบทสนทนาระหว่างเรา ชั่วขณะหนึ่งในระหว่างนั้น ผู้เขียนนึกถึงคำพูดของนักเล่าเรื่องฝีมือเหนือชั้นที่ได้ฟังเมื่อหลายปีก่อน อาจจำไม่ได้เป๊ะๆ แต่เขาพูดทำนองว่า คนไม่ใช่รูปปั้น มันไม่ได้อยู่ทื่อๆ ที่เราจะเอาคุณค่าไปสวมใส่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คนมันเปลี่ยน</p>



<p>ไม่ต่างอะไรจากคนอื่น วันและวัยทำให้ความคิดหรือมุมมองของเป็นเอกต่อประเด็นๆ หนึ่งเปลี่ยนแปร แต่การสนทนากับเขาครั้งนี้คล้ายเป็นการยืนยันว่า คนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตมาถึงอายุปูนนี้ มันจะมีอยู่บางเรื่องที่ทำจนเป็นนิสัย-ไม่เปลี่ยน</p>



<p>ถ้าให้สรุปชีวิตและความคิดของเป็นเอก รัตนเรือง ในวันและวัยนี้ เรานึกถึงคำๆ หนึ่ง&nbsp;</p>



<p>คำๆ นั้นคือ ธาตุแท้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187546" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เวลาโปรโมตหนังใหม่ คุณมีวิธีเลือกสื่อมาสัมภาษณ์ยังไง</strong></p>



<p>ผมไม่ได้เป็นคนเลือกเลย ฝ่าย PR เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ผมไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย (หัวเราะ) เขาเลือกมาแล้วผมก็ทำตาม</p>



<p><strong>ถ้าทีม PR จัดคิวให้คุณโปรโมตทางทีวีก็พร้อมไป</strong></p>



<p>ใช่ๆ แต่เขาคงรู้สึกว่าการไปออกทีวีมันไม่เวิร์กกับผมมั้ง ผมว่ารายการประเภทแบบนั้น ถ้านักแสดงไปออกดูจะคุ้มกว่าในแง่การโปรโมต หลังๆ ผมพยายามจะทำกิจกรรมการโปรโมตให้น้อยที่สุด น้อยเท่าที่จะน้อยได้ ใจจริงอยากให้คนอื่นทำ ผมอยากให้มีการโปรโมตเยอะๆ แต่ผมอยากทำน้อยๆ</p>



<p>Process การทำหนัง ตั้งแต่เกิดไอเดีย จนเขียนสคริปต์ จนถ่ายทำ จนตัดต่อ จนเดินทางไปเทศกาลหนัง จนเข้าฉายในโรง การโปรโมตหนังอาจจะเป็นกิจกรรมที่ผมชอบน้อยสุด แต่ไม่ทำไม่ได้ มันต้องทำ แล้วต้องทำให้ดีด้วย หมายความว่าเราจะไปนั่งหน้าเครียดๆ ให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะเราคือหน้าตาของหนังเรา โดยเฉพาะหนังประเภทแบบผม คนจะรู้จักผู้กำกับมากกว่าอย่างอื่น</p>



<p><strong>ตั้งแต่ฝันบ้าคาราโอเกะ เรื่องไหนโปรโมตน้อยสุด</strong></p>



<p>เรื่องนี้น้อยสุด แต่เป็นเพราะว่าสื่อมันเปลี่ยนไปด้วย ผมทำหนังมาจะ 30 ปี นี่เข้าปีที่ 29 แล้ว ตอนทำหนังเรื่องแรกๆ ผมทำกับค่ายหนัง ผมทำกับไฟว์สตาร์ สมัยนั้นมันไม่มีหรอกที่จะ Release หนังเป็นแบบ Limited จำกัดโรง แบบหนังอาร์ตอะไร มันไม่มี สมัยก่อนไม่มีหนังอาร์ต</p>



<p>หนังผมก็ถูกจัดจำหน่ายเหมือนกับบุญชู ซึ่งเข้าเต็มโรงหมดแล้ว วิธีการโปรโมตมันมีวิธีเดียวคือคุณก็ต้องไปออกสื่อที่ดังที่สุด สมัยนั้นต้องไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ไทยรัฐ นักแสดงและผู้กำกับส่วนมากต้องไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ไทยรัฐนะ ก่อนหนังจะเข้าโรง (หัวเราะ) เพราะว่าไทยรัฐนี่มีอิทธิพลมาก</p>



<p>แล้วคุณก็ต้องพยายามพูดให้มากที่สุด มันจะมีอยู่แค่ 4 &#8211; 5 สื่อ คุณต้องไปโผล่หัวให้มากที่สุด ให้คนเห็นหน้ามากที่สุด ในสมัยนี้มีสื่อเยอะแยะไปหมด แล้วเดี๋ยวนี้วิธีการโปรโมตมันฉลาด มัน Target ได้ หนังผมที่เขาโปรโมตกัน ผมไม่เคยเห็นเลยในมือถือผม เพราะผมไม่ใช่ Target แต่แฟนผมเขาเห็น</p>



<p>หรือเมื่อวานไปงาน Made by legacy มีคนมาทักเต็มเลย ยินดีด้วยนะครับพี่ต้อม หนังพี่จะเข้าโรงแล้ว แสดงว่าเขารับรู้ มัน Target ได้แม่นขึ้น พอมันแม่นขึ้น มันก็ไม่ต้องเหวี่ยงแห สมัยก่อนต้องสาดกระสุนไป แต่ถ้าโปรโมตเรื่องนี้ Target คนกลุ่มนี้ ซึ่งมันก็ดี ไม่ต้องทำเยอะ</p>



<p><strong>ตอนทำหนังคุณ Target คนดูไหม ทำนองว่าทำให้คนกลุ่มไหนดู</strong></p>



<p>ใครจะดูก็ดู ทุกครั้งที่เริ่มโปรเจกต์ ผมไม่เคยคิดไกลไปถึงขนาดนั้นว่าใครจะดูวะ กูจะทำให้ใครดู ไม่เคยคิดไปถึงตรงนั้น มันแค่ว่า เฮ้ย ไอเดียนี้อยากทำว่ะ มันมีคำถาม คำถามนี้มันเกิดขึ้นอยู่ในชีวิตเราตอนนี้ ส่วนมากมันจะเป็นอย่างนั้น ผมเป็นคนไม่คิดหน้าคิดหลัง ส่วนมากได้ไอเดียแล้วนั่งเขียนบทเลย</p>



<p>มีหลายครั้งที่เขียนไปถึงจุดหนึ่งก็ไปต่อไม่ได้ ก็เลิก เลิกแล้วทิ้งไว้ เดี๋ยวมันก็จะเกิดไอเดียใหม่ แต่ไอเดียที่เกิดส่วนมากมันต้องอยู่กับเรามานานพอสมควร จนเรารู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ไปไหนสักทีวะ เราถึงจะลงมือเขียนบท</p>



<p><strong>ไม่คิดว่าวัยรุ่นจะดูหรือไม่ดู</strong></p>



<p>วัยรุ่นไม่น่าดูอยู่แล้ว คือหนังเราเป็นหนังแบบผู้ใหญ่ หมายความว่าคุณจะรู้สึก หรือ Appreciate หนังเรา มันต้องมีชีวิตคล้ายๆ เรา ต้องมีความคิดคล้ายๆ เรา อ่านหนังสือคล้ายๆ เรา ฟังเพลงคล้ายๆ เรา เขาถึงจะ Appreciate ไปกับหนัง มันไม่ใช่สำหรับทุกคน เพราะผมก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนี่</p>



<p>แต่มันก็ไม่จริงอีก ผมรู้สึกว่าทุกอย่างแม่งน็อกรอบ ถึงที่สุดแล้ว บางอย่างมันจะเชย เชยเสร็จมันก็มีรุ่นต่อมาที่มาดูแล้วชอบ ไอ้ความเชยที่มันอยู่ตรงนี้ รู้ตัวอีกที มันน็อกรอบมาเจอกันพอดี วันก่อนผมอ่านบทความแล้วมันบอกว่า คุณสมบัติของ Gen Z มีอะไรบ้าง เช่น ไม่ใช้อีโมจิ แม่งกูหมดเลย (หัวเราะ) มันอาจจะมาน็อกรอบไว้ก็ได้มั้ง ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน</p>



<p>ที่จะตอบคือ ไม่ได้คิดครับ ถ้าคิดเยอะขนาดนั้นจะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ Day 1 ที่ผมเริ่มทำหนัง ผมไม่ได้เข้ามาทำเพราะว่าอยากดัง อยากได้รางวัล อยากรวย ผมไม่เคยเข้ามาทำหนังเพราะเหตุผลเหล่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ ผมมีอาชีพที่ค่อนข้างดี</p>



<p><strong>ทำโฆษณา</strong></p>



<p>ใช่ ผมทำโฆษณาชีวิตดีมาก แต่มาทำหนังเพราะอยากลองทำ ทำให้เพื่อให้รู้ว่าชอบเปล่าวะ มึงจะชอบทำหนังไหม ปรากฏว่าชอบ มีความสุขมากถึงแม้หนังมันจะออกมาดีบ้าง ไม่ดีบ้าง บางเรื่องเราก็เอาอยู่ บางเรื่องเอาไม่อยู่ แต่ว่ากิจกรรมที่ออกไปกับพรรคพวก ไปกินนอนกัน 4 &#8211; 5 เดือน แล้วก็ไปทำอะไรยากๆ ร่วมกัน ผมชอบ ทำแล้วมีความสุข จุดประสงค์ในการทำหนังของผมคือผมทำเพราะมันสนุก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187547" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังเรื่องหลังๆ คุณยังเอาคำถาม เรื่องราวในชีวิต มาใส่ในงานอยู่ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ค่อยทำแบบนั้นแล้ว เช่น ผมทำหนังเรื่องฝนตกขึ้นฟ้า ที่เอาหนังสือพี่วินทร์ (เลียววาริณ) มาทำ ผมก็ไม่ได้ตั้งคำถามอะไรทั้งสิ้น แค่อยากทำหนังดูคนไล่ยิงกัน อยากจะลองดูว่าถ้าเราทำหนังที่มันไม่ต้องส่วนตัวมาก จะเป็นยังไง แต่พอออกมามันก็ดูส่วนตัวอยู่ดี มันเป็นรสมือแบบเรา เพราะเราเป็นคนทำ</p>



<p>เรามีความชอบแบบหนึ่ง เรามีรสนิยมแบบหนึ่ง มันเกิดจากสิ่งที่ประกอบมาเป็นเรา ตั้งแต่แบ็กกราวนด์ชีวิต เติบโตมายังไง ชอบฟังเพลงอะไร มันหล่อหลอม สมมติคุณเป็นพ่อครัวทำกับข้าว คุณก็จะมีรสมือแบบหนึ่ง</p>



<p>หรือผู้กำกับบางคนเขาจะมีรสมือที่ทำอะไรแม่งก็ Commercial ฉิบหาย ทำอะไรแม่งก็ได้เงิน 100 ล้าน 1,000 ล้าน ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าเขาเก่งกว่าเรา หรือเราเก่งกว่าเขา มันแค่ทำอาหารคนละแบบ</p>



<p><strong>พูดถึงหนังเรื่องล่าสุด</strong> ‘<strong>ครัวสาว’ อะไรคือเชื้อที่ทำให้คุณอยากทำเรื่องนี้</strong></p>



<p>คนทำหนังที่ผมรู้จักอยู่ LA เขากำลังหาคอนเทนต์อยู่ว่าอยากได้เรื่องไปทำซีรีส์ แต่ว่าอยากได้เรื่องที่ทำจากเรื่องจริง เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็ทำจากหนังสือ ผมเคยอ่านข่าวเรื่องนี้มานานแล้ว คือผมยังเป็นวัยรุ่นเลย มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ แล้วก็ไปสารภาพกับตำรวจว่าเขาฆ่าสามีด้วยการทำอาหาร</p>



<p>เล่าๆ ไป ตำรวจแม่งก็งง มึงเป็นใครวะ เดินเข้ามาในสถานีตำรวจแล้วมาสารภาพ ตำรวจถามว่าคุณใช้ยาพิษเหรอ ไม่ได้ใช้ยาพิษ ก็แค่ทำอาหารให้กิน ผ่านไป 20 &#8211; 30 ปีจนสามีป่วยตาย เขาบอกว่าเขาเนี่ยเป็นคนฆ่า ให้จับเขา ตำรวจบอกจับไม่ได้เพราะว่าทำกับข้าวให้คู่ชีวิตกินมันไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ใช้ยาพิษ มันเป็นเรื่องปกติ</p>



<p>แต่ผู้หญิงบอกว่าเขาจงใจว่าจะฆ่า ตำรวจบอกแล้วทำไมคุณถึงมาบอก มันผ่านไปตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว ทำไมเพิ่งมามอบตัว เขาบอกว่าหลังๆ มาเนี่ย แม่งชอบเห็นผีผัวตัวเอง เหมือนกับผัวแค้นอะ ไม่ยอมไปเกิด แล้วก็มาหลอกหลอน เขาก็ไปหาพระมาใส่แล้ว ไปราดน้ำมนต์มาแล้ว ไปหาหมอดูอะไรมาหมดแล้ว ทุกคนก็บอกว่าให้มึงมอบตัว เพราะว่าถ้ามึงมอบตัวเขาก็จะหยุดมาหา หยุดมาหลอกมึง</p>



<p>แต่ส่วนตัวผมดันไปคิดว่า หรือผัวแม่งติดใจอาหารที่เมียทำวะ ตายไปแล้วก็ยังอยากแดกฝีมือเมียอยู่ มันเคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้โปรดิวเซอร์ฝรั่งคนหนึ่งฟัง เขาบอกว่าน่าสนใจ เขาก็เลยเอาเรื่องที่ผมเล่าไปเขียนเป็นบท</p>



<p>ตอนแรกเขียนออกมาเป็นบทซีรีส์ ผมไม่ได้เป็นคนเขียน ฝรั่งที่ LA เขียน เขามีทีมเขียนเลย เขาเขียนออกมา 10 ตอนมั้ง เขียนไปได้สัก 2 ตอน เขาส่งมาให้ผมอ่าน อ่านไปแล้วก็เราไม่ชอบเลยว่ะ ไอที่เขาเขียนมา ผมบอกเขาว่าขอเอามาเขียนเองได้ไหม พอเขาอนุญาตผมก็เลยเอามาเขียนเอง</p>



<p>เขียนๆ ไป ผมก็คิดว่าเป็นซีรีส์แม่งยาวไปว่ะ ผมก็เลยบอกเขาไปว่าถ้าเกิดไม่ทำเป็นซีรีส์ได้ไหม เพราะผมไม่ชอบดูซีรีส์ ไม่รู้เขียนยังไง แต่ถ้าเขียนเป็นหนัง เป็น Feature Film ผมว่าผมเขียนได้ เขาก็เลยบอก เอาสิ ลองดู มันก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์นี้ขึ้นมา</p>



<p><strong>เคยนำเสนอเรื่องอาหารมาแล้วใน Food Lore พอลงมือเขียนบทครัวสาว คุณสนใจเหลี่ยมไหนของอาหารไทย</strong></p>



<p>ผมมีเพื่อนเป็นพวกทำอาหารเก่งๆ หลายคน แต่ไม่ได้เป็นเชฟมีชื่อเสียงนะ เป็นเพื่อนๆ ที่ชอบทำอาหารกินเอง เรารู้คนนี้ทำอาหารอร่อย ทำเก่ง มีอยู่ 2 คนที่ทำอาหารเก่ง ก็เลยบอกเขาว่ากำลังจะทำหนัง เรื่องมันเป็นแบบนี้ มันจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่จะฆ่าผัวด้วยอาหาร แต่ว่าไม่มียาพิษนะ</p>



<p>เขาก็จะลิสต์มาให้ว่าอาหารที่แม่งกินแล้วเป็นโรค กินแล้วเป็นเบาหวาน เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน ปาท่องโก๋จิ้มนมข้น สามชั้นทอด ไอพวกของทอดทั้งหลายนี่ตัวดี มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น มีเมนูอะไรบ้าง บทร่างแรกๆ ก็ใช้ลิสต์อาหารของเขามาใช้เขียน ว่ามันกินไอนี่</p>



<p>แต่ว่าพอจะเริ่มลงมือทำหนังจริงๆ ตอนทำ Pre-Production ตอนนั้นมันต้องจริงจังแล้ว ผมก็เลยไปหาเชฟโจ้ (วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์) เป็นพี่ชายของเชฟหนุ่ม (วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์) เขาเปิดร้านอาหารอยู่ที่อีสาน ชื่อ Samuay &amp; Sons</p>



<p>ตอนนี้เขามาเปิดร้านอยู่กรุงเทพฯ ชื่อ โสมะ คือเชฟหนุ่มน้องชายเชฟโจ้จะเป็นคนลงมือทำมากกว่า แต่เชฟโจ้เขาเป็นคนศึกษาอาหารไทยโบราณ เขาศึกษาว่าอาหารไทยโบราณมันทำอะไรกับสุขภาพ ผมก็ไปปรึกษาเขา บอกว่าจะทำหนังแบบนี้ ช่วยให้ความรู้ผมหน่อย เขาก็บอกว่าคนไทยสมัยก่อนไม่มียาใช้ ยาฝรั่งเอาเข้ามา ก่อนจะติดต่อกับฝรั่งเราใช้สมุนไพรเป็นยา ก็คือผัก ขิง ข่า กระเทียม หอมแดง</p>



<p>เชฟโจ้เขาบอกผมว่า พี่ต้อมถ้าอาหารมันกินแล้วเป็นยาได้อะ กินผิดมันก็เป็นยาพิษไง เขาก็ถามว่าพระเอกของพี่มันต้องตายภายในกี่ปี ตอนแรกเขาบอกเอาภายใน 5 ปีไหม โห่ เร็วไปว่ะ เราอยากให้การแก้แค้นมันใช้เวลานานๆ เหมือนที่เราเคยอ่านในข่าว งั้นขอสัก 15 &#8211; 20 ปีแล้วกัน โอเค เดี๋ยวจัดให้พี่</p>



<p>ถ้าอยากให้คนนี้ตายใน 15 ปี 20 ปี ต้องกินอะไรบ้าง ต้องทำยังไง เขาก็จะลิสต์มาให้ แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่า อ๋อ การกินอาหารแบบไทยโบราณ เราต้องรู้ว่าคนกินเป็นธาตุอะไร ทุกคนเราจะมีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ผมเป็นคนธาตุดิน คนธาตุดินก็จะมีนิสัยแบบหนึ่ง มีความคิดแบบหนึ่ง อาหารที่กินแล้วถูกโฉลกกับคนธาตุดิน กินแล้วยิ่งแข็งแรง ก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่อาหารที่กินแล้วฆ่า ธาตุดินก็จะเป็นแบบหนึ่ง</p>



<p>ตัวละครสามีเป็นคนราษีเมษ คนเกิดราศีเมษเป็นคนใจร้อน ชอบแข่งขัน เห็นคนอื่นเก่งกว่าตัวเองไม่ได้ กูต้องเอาชนะ คนราศีนี้มักจะตับอ่อนแอ ม้ามอ่อนแอ คุณอยากให้มันตายเร็วๆ ใช่ไหม คุณก็ให้แม่งแดกเบียร์เยอะๆ เขาก็จะลิสต์เป็นเมนูมาให้</p>



<p>แล้วผมก็เริ่มเขียนบท อันนี้บทที่ออกไปถ่ายหนังแล้ว ผมก็จะเริ่มเขียนจากสิ่งที่เชฟโจ้เขาลิสต์มาให้ เขาก็เป็นที่ปรึกษาของของโปรเจกต์นี้มาตลอด อีกคนคือเชฟแอน เขาอยู่เชียงใหม่ ก็ได้มาเป็น Food Stylist ให้หนังเรา เขาเป็นคนทำอาหารในเรื่อง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187548" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187549" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทำงานกับ</strong> <strong>เบลล่า บุญแสง ครั้งแรกเป็นยังไง ประทับใจอะไรเขา</strong></p>



<p>เบลล่าสุดยอดเลย ผมเป็นคนที่ไม่เคยมั่นใจในอะไรเลย ทั้งตัวเอง ทั้งการทำหนัง ทุกครั้งที่ออกไปทำหนัง เชี่ย คราวนี้แม่งเหี้ยแน่ๆ&nbsp; ทุกคนแม่งจับได้แน่ๆ ว่าที่ผ่านมากูฟลุก มันจะมาระเบิดตอนนี้แหละ พวกทีมงานจะรู้กันว่าอยากให้พี่ทำสิ่งนี้นะ สิ่งที่เขาเก่งปล่อยให้เขาทำไปเลย ฟังเขา ที่เหลืออีก 8 อย่างฟังเขา พวกเราช่วยกัน ทีมงานผมจะรู้จุดอ่อนจุดแข็งของผม เพราะทำงานกันมาจะ 30 ปี ไม่เคยเปลี่ยนทีม</p>



<p>เบลล่าเป็นนักแสดงที่มั่นใจมาก ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเล่นหนัง เขาเล่นเป็นตัวประกอบในหนังของโต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) เรื่องหนึ่งมั้ง แต่เป็นตัวประกอบนั่งฟังพระสวด แต่เขามั่นใจมากว่าเขานี่แหละคือตัวละครตัวนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าเอาอะไรมามั่นใจนะ แต่ว่าเราชอบลุกเขามากจริงๆ มีคนที่เข้าตาอยู่ 3 คน แล้วก็นั่งคุยกับทั้ง 3 คน แล้วทุกคนก็ดูดีหมดเลยนะ แต่เลือกเบลล่าเพราะว่าผมชอบลุกเขามาก บังเอิญในบทมันเขียนด้วยว่าเขาเป็นคนจากสงขลา เป็นคนใต้ ผิวต้องคล้ำหน่อย เข้มๆ หน่อย เบลล่าคล้ำสุดใน 3 คนนี้</p>



<p>แต่มันก็ไม่จริงหรอก เพราะว่าเกิดผมชอบอีกคนที่ผิวไม่คล้ำมากกว่า ผมก็เปลี่ยนบทให้ตัวละครมาจากเชียงใหม่ก็ได้ ตอนคุยกันก็บอกเขาว่า เอาวะ เหี้ย จับมือกันโดดเหวนะ เขาบอกว่าพี่โดดเหวกับหนูแล้วพี่จะปลอดภัย เขามั่นใจขนาดนั้น แล้วไม่ผิดหวังจริงๆ เดี๋ยวไปดูหนังก็จะเห็นเลยว่าเขาเล่นยังไง</p>



<p>ตัวละครนี้มันต้องเริ่มตั้งแต่เป็นคนที่ Nobody มากๆ เป็นเด็กเสิร์ฟ เวลาไปร้านอาหาร พนักงานเอาอะไรมาเสิร์ฟ คุณเคยเห็นไหมว่าเขาเป็นใคร ไม่เคยหรอก ขอบคุณครับ แล้วรับมากินใช่ไหม ตัวละครนี้จะเริ่มจากการเป็นอากาศธาตุมากๆ เขาโตจากแบบนั้นจนในที่สุดคุมหนังทั้งเรื่อง คุมชีวิตคนในหนังไว้ แล้วเบลล่าเอาอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้ผมว่าผมฟลุกอีกแล้ว</p>



<p>รอดตัวไป เขาทำได้ดีมาก ตั้งใจมาก และเวลาถ่ายหนังกับนักแสดงสมัยนี้ ไม่รู้เป็นอะไร พอเราสั่งคัตปั๊บ ทุกคนจะควักมือถือออกมา แล้วก็ทำเชี่ยอะไรกับมือถือก็ไม่รู้&nbsp; สิ่งที่ผมชอบในเบลล่ามากคือเขาจะไม่ควักมือถือมาเล่นเลย ทำงานคือทำงาน ตั้งใจ ยกเว้นแต่ว่าเขาได้เบรกนานๆ มาก เขาอาจจะไปนั่งเช็กข้อความอะไรของเขา ซึ่งผมประทับใจมาก</p>



<p><strong>แล้วกฤษณ์ล่ะ เราเคยเห็นเขาแสดงหนังมาบ้าง ทำงานกับเขาเป็นยังไง</strong></p>



<p>ทุกคนรู้จักกฤษณ์กันหมดเลย ผมไม่ได้รู้จัก ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้บทผู้ชายหายาก แคสต์เท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที เกือบจะยกธงขาวยอมแพ้แล้ว กฤษณ์มาเป็นคนสุดท้าย ถ้าคนนี้ยังไม่ได้อีก ก็คิดว่าอาจเลื่อนถ่าย วันแคสต์ผมไม่อยู่ ทีมแคสต์ติงส่งคลิปมาให้ดู ผมไปไหนมาไม่รู้ กลับถึงบ้านนั่งดู โห่แม่ง บุคลิกเขามีเสน่ห์มากเลยนะ</p>



<p>แต่ที่รู้สึกว่าคนนี้แม่งใช่เลย คือวิธีการพูด ความ Friendly หน้าตา ท่าทางทุกอย่างคือแม่งน่าฆ่ามาก (เน้นเสียง) เราก็รู้สึกว่าไอเนี่ยแม่งควรตาย รู้สึกว่าคนนี้ใช่แน่ๆ เลย แต่ก็ไม่แน่ใจนะ อย่างที่บอกผมไม่เคยแน่ใจ ไม่เคยมั่นใจอะไร ก็เลยนัดคุยกับเขา กินกาแฟกัน แม่งเขาใช่คนนั้นจริงๆ ด้วยว่ะ</p>



<p>เพียงแต่ผมมีความกังวลนิดๆ ตอนที่เลือกกฤษณ์ บางทีนักแสดงที่เคยแสดงหนังมา บางทีเราต้องมาปลดล็อกเขา เพราะว่าเขาจะติดการแสดงแบบหนึ่งมา แบบที่เราไม่ได้ต้องการ นักแสดงหลายๆ คนเวลาแสดงจะต้องการบอกคนดูว่ากำลังคิดอะไร จะด้วยท่าทาง จะด้วยการขมวดคิ้ว หรืออะไรก็ตาม</p>



<p>ต่อให้ไม่มีบทพูด เขาก็พยายามจะสื่อสารกับคนดูว่าเขากำลังผิดหวังอยู่ กำลังเศร้าอยู่ หรือเดี๋ยวอีกสองซีนเขาจะต้องตายนะ เขาถูกเทรนด์มาแบบนั้น ซึ่งหนังเรามันไม่ต้องการสิ่งนั้นเลย คนดูต้องตามเราไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุดคุณจะได้รับรางวัล ได้รับความเพลิดเพลินเอง มันมีความกังวลตรงนี้ เพราะกฤษณ์เขามีประสบการณ์ แต่ปรากฏว่าเขาแนบเนียนมาก</p>



<p>ตอนเราทำเวิร์กช็อปส่วนมากเราไม่ได้เวิร์กช็อปเรื่องการแสดง เราจะช่วยกันหาว่าไอตัวละครคนนี้มันเป็นใครมากกว่า ทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ คือหนังเรามันไม่ได้เดินเรื่องด้วยเนื้อเรื่อง หนังเรามันเดินเรื่องด้วยตัวละคร มันเป็นเพราะตัวละครตัดสินใจทำแบบนี้ แล้วมันก็จะพาเรื่องไป</p>



<p><strong>ทำหนังเล่าเรื่องเมียทำอาหารฆ่าผัว กังวลไหมว่าคนดูยุคนี้สมัยนี้จะไม่อิน</strong></p>



<p>ไม่นะ ถ้ามันจะไม่คุยกับคนยุคนี้ มันก็คุยกับคนบางกลุ่ม หนังทุกเรื่องมีคนดูของมัน พอคุณถามคำถามนี้ ผมกลับรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้แม่งจะเวิร์กกับคนยุคนี้ เพราะว่าผมว่าตอนนี้คนยุคนี้แม่งเริ่มจะน็อกรอบ เริ่มกินหางมาถึงยุคผม อันนี้พูดเข้าข้างตัวเองเปล่าไม่รู้นะ แต่รู้สึกว่ามันจะเวิร์กกับคนยุคนี้</p>



<p>หนังผมความแปลกในวิธีการเล่าเรื่อง หรือความประหลาดของตัวละคร ยุคหนึ่งคนงง ทำไมไอเหี้ยนี่เลือกทำแบบนี้วะ ตัวละครนี้พอมันเจอเหตุการณ์นี้ ทำไมมันเลือกแบบนี้วะ แม่งไม่เห็น Make sense พี่เขาแม่งประหลาด แม่งติสต์แดก คือการที่ตัวละครของผมไม่ทำอะไรตามขนบ สำหรับคนยุคนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา</p>



<p>เพราะคนยุคนี้เขาก็เป็นคนอย่างนั้นกัน อะไรที่มันไม่เป็นไปตามขนบ 1 2 3 4 เขาไม่ได้ตกใจเท่าคนรุ่นก่อนๆ ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าจะวนมาเจอกันพอดี เดี๋ยวเราลองดูกันเมื่อหนังเข้าโรง ผมอาจจะล้มหน้าฟาด เลือดกบปากก็ได้นะครับ แต่ว่าก็เป็นแบบนี้มาหลายเรื่อง ไม่เป็นไร คนเรามันก็ต้องมีความหวัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187550" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทุกวันนี้คุณยังเข้าโรงหนังอยู่ไหม</strong></p>



<p>เข้าอยู่ตลอด ถ้าจะดูหนังก็ไปดูที่โรง เรื่องไหนอดดูในโรงก็ถือว่าอดไป ไม่หามาดู</p>



<p><strong>ซีรีส์ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ คุณดูหรือยัง</strong></p>



<p>คือผมไม่ค่อยตามดูซีรีส์ ซีรีส์มันมีหลายตอน แต่หนังเราดูจบในชั่วโมงครึ่ง ซีรีส์มันต้องตาม เคยดูจบเรื่องเดียวคือ Chernobyl มี 5 ตอน แล้วมันสนุกก็ดูจนจบ ผมไม่มีนิสัยในการดูซีรีส์</p>



<p><strong>ไม่กลัวตกขบวนเหรอ ข่าวไม่ตาม อะไรฮิตก็ไม่รู้</strong></p>



<p>ไม่กลัว คือผมไม่เคยขึ้นขบวนนั้น เขาจะไปไหนกันมันไม่เคยรับผมไปอยู่ดี ผมไม่เคยโบกขึ้นด้วย เท่ากับผมไม่ตกขบวน คำว่าตกขบวน คือคุณอยู่บนนั้นแล้วลงไปเยี่ยว ไม่ตามต่อ แบบนี้คือตกขบวน ผมไม่เคยขึ้นขบวนนั้นตั้งแต่แรก มันไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิตเรา ผมเป็นคนที่สนใจแต่ตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อนก็มีแค่จำนวนหนึ่ง</p>



<p><strong>แต่เพื่อนน่าจะยังโทรมานัดกินเหล้า พบปะ พูดคุยข่าวสาร</strong></p>



<p>ใช่ๆ ผมเพื่อนไม่เยอะ ส่วนมากก็มากินที่บ้าน บ้านผมที่เชียงใหม่มันไกลจากตัวเมืองมาก ผมอยู่แม่ริม มันคือทุ่ง คือป่าเลย มีวัดป่าเป็นเพื่อนบ้าน มีพระอยู่ 4 รูป บรรยากาศจะเงียบหน่อย อยู่ๆ มันก็คล้ายๆ ผมชินกับชีวิตแบบนี้ ชอบชีวิตแบบนี้ เวลามากรุงเทพฯ ที แม่งเหนื่อยชิบหาย ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ยังเหนื่อยเลย ไอรังสีของกรุงเทพฯ มันรู้สึกได้เลย</p>



<p><strong>ทั้งที่เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดกรุงเทพฯ วันนี้เบื่อกรุงเทพฯ</strong></p>



<p>ผมเป็นคนกรุงเทพฯ 1,000% แล้วก็ไม่ค่อยชอบธรรมชาติ ไม่เคยคิดว่าจะอยู่ในธรรมชาติ แต่พออายุมากขึ้น ผมก็เปลี่ยนไป กรุงเทพฯ ที่เราชอบ ที่เรารักมันหายไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ ที่ผมโตมา ต่อให้มันมีห้างเอ็มโพเรียมก็ตาม มันก็ยังมีร้านข้าวซอยที่กินประจำ ร้านข้าวมันไก่ที่ผมชอบกิน และมันก็มีร้านแพงๆ</p>



<p>หรือซื้อกางเกงมา ขาแม่งยาวไป ก็เอาไปให้พี่ตรงกลางซอยตัด เขาตัดเย็บกันตรงนั้น ตอนนี้สิ่งเหล่านี้มันไม่มีแล้ว ร้านข้าวซอยป้าแกก็ปิดไป เพราะแกสู้ค่าเช่าไม่ไหว ตอนนี้มันกลายเป็นร้านญี่ปุ่นแพงมาก เมืองห่าอะไรก็ไม่รู้</p>



<p>คือกรุงเทพฯ มันกลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนเก๋ คนรวย คนฮิป คนธรรมดาไปอยู่ไหนไม่รู้ ไอ้สิ่งที่ผมเคยรักเคยชอบในกรุงเทพฯ มันหายไป เสน่ห์มันหาย แต่ก็อายุด้วยแหละ พออายุมากขึ้นผมไม่ต้องการความอึกทึกขนาดนั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187551" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>พักเรื่องการทำหนังไว้ก่อน อยู่เชียงใหม่ คุณเป็นคนทำอาหารกินเองไหม</strong></p>



<p>แฟนทำ แฟนผมทำอาหารเก่งมาก ผมเป็นคนล้างจาน (หัวเราะ) แฟนผมทำอาหารทุกอย่าง ส่วนมากเราจะทำอาหารแปลกๆ กินกัน อาหารโมร็อกโก แขกบ้าง อินเดียบ้าง อาหารไทยก็ทำ เป็นบ้านที่ชอบลองกิน เป็นคนชอบกิน</p>



<p><strong>วันนี้ วัยนี้ เลือกไหม เน้นกินอะไร เลี่ยงอะไร</strong></p>



<p>ผมเลือกกินมาก แต่ชอบกินอะไรซ้ำๆ ร้านอาหารที่ไปส่วนมากไปจนไม่ต้องสั่งแล้ว เดินไปนั่งเขาก็รู้แล้ว เมนูซ้ำๆ ก็อย่างเช่น กะเพรา ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ แล้วก็ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เป็นคนชอบกินเนื้อ</p>



<p><strong>ไม่สั่งดิลิเวอรี</strong></p>



<p>คือผมไม่ค่อยชอบกินอาหารที่มาในถุง ยิ่งก๋วยเตี๋ยวนี่กินไม่ได้เลย ถ้ามาในถุงแกะออกมามันจะเป็นรูปถุง เส้นมันจะเป็นก้อนๆ ผมกินไม่ได้ ดังนั้นผมก็จะไม่ค่อยใช้บริการดิลิเวอรีอะไรพวกนี้ ถ้าไม่ทำกินที่บ้านก็เดินไปกินที่ร้าน ขับรถไปกินที่ร้าน แล้วผมชอบกินอาหารร้อนๆ ด้วย ไม่ชอบกินแบบชืดๆ</p>



<p><strong>แต่ก็เข้าไมโครเวฟได้</strong></p>



<p>บ้านผมไม่มีไมโครเวฟ ทีวีก็ไม่มี ผมเหมือนฤาษี (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เหมือนนักบวช</strong></p>



<p>ใช่ๆ เหมือนนักบวชที่มีภาพยนตร์เป็นศาสนา</p>



<p><strong>ย้อนไปเด็กๆ อาหารการกินในบ้านคุณเป็นยังไง</strong></p>



<p>ผมเติบโตมาในบ้านที่ไม่กินเผ็ด กินเผ็ดไม่เป็น เพิ่งจะมากินเผ็ดเป็นตอนเริ่มทำหนัง ทำโฆษณา พอออกกองถ่ายมัน อาหารมันเริ่มเผ็ดขึ้นเวลาเขาทำ ผมก็ต้องกิน หลังๆ เราก็ชอบนะ อาหารที่มันรสจัดหน่อย</p>



<p>ผมโตมากับหมูทอด ต้มฟัก อาหารไม่ตื่นเต้นเลย อาหารพื้นบ้านธรรมดาทั่วไป น้ำพริกกะปิอะไรแบบนี้ แต่สมัยนั้นมันดีนะ ยาฆ่าแมลงแทบไม่มีในยุคที่ผมเติบโตมา มันไม่ต้องระวังเท่าสมัยนี้ ริมรั้วบ้านผมจะมีต้นกระถิน ก็เด็ดกินเลย ซูเปอร์มาร์เก็ตมันยังไม่มีเลยมั้ง แต่มีตลาด</p>



<p><strong>ใครเป็นคนทำอาหารในบ้าน</strong></p>



<p>คือพ่อแม่ผมเป็นคนทำงานทั้งคู่ แม่ทำงานสถานทูต พ่อทำงานบริษัทเอกชน บ้านเราก็จะมีแม่ครัวที่ทำอาหาร<br><br><strong>โมเมนต์บนโต๊ะอาหาร กินข้าวพร้อมกันถือเป็นโมเมนต์ที่ดีไหม</strong></p>



<p>ดีนะ พ่อผมเป็นคนเจ้าระเบียบ หมายความว่าการกินข้าวก็ต้องกินด้วยกันเป็นครอบครัว เกิดคุณกินอิ่มก่อน คุณก็ยังลุกไปไม่ได้นะ คุณต้องนั่งรอจนคนอื่นกินอิ่ม มันค่อนข้างมีระเบียบมาก ไม่ได้โตมาแบบยังไงก็ได้&nbsp; คือจะมาลุกไปก่อนนี่ โห่ ไม่ได้เลยครับ เป็นบาปเลย (หัวเราะ) แล้วผมไม่เคยแหกกฎนี้ คือพ่อผมไม่ถึงกับดุนะ แต่ว่าเราก็ไม่กล้าขัดขืน เขาไม่เคยดุถึงขั้นว่าตี เราก็เคารพเขามาก ไม่กล้าจะไปขัดขืนคำสั่ง</p>



<p><strong>อาหารดีๆ แพงๆ คุณกินไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ค่อยกินอาหารแพงว่ะ กินบ้างนะ ส่วนมากเวลาไปกินอาหารแพงๆ ผมมักจะไม่ได้เป็นคนออกเงิน คือเมืองไทยอาหารแม่งอร่อยแทบทุกอย่าง ไม่รู้จะไปกินอาหารแพงๆ ทำไม มันจะมีมิชลินใช่ไหม กี่ดาวก็ว่ากันไป ผมไม่กินเลย คือถ้ากินแล้วรู้สึกว่ามันแพงมาก เราจะรู้สึกไม่ชอบชอบใจ<br><br><strong>เขาถึงบอกว่าอาหารมันสะท้อนปูมหลัง รสนิยม คุณภาพชีวิต</strong></p>



<p>ใช่ๆ ผมเป็นคนชอบกินของอร่อย ชอบกินของดี แต่ถ้าแพงไม่กิน พอมันแพง มันก็มาพร้อมกับอย่างอื่น ผมแม่งแทบจะไม่เคยใส่กางเกงขายาวเลย ผมใส่กางเกงขาสั้น ผมแต่งตัวแบบนี้ แล้วให้ผมไปกินร้านที่มันหรูๆ ดีๆ มันไม่ได้</p>



<p>ทำไมเราต้องอยากกินอะไรขนาดนั้น ต้องเคารพกฎบ้าๆ บอๆ ที่มันไม่ได้เกี่ยวชีวิตเรา มึงจะมาห้ามกูใส่ขาสั้นทำเหี้ยอะไรวะ แม่งนี่เมืองไทยร้อนจะตายห่า (หัวเราะ) มึงให้กูใส่สูทเหรอวะ ไอเหี้ย ก็ใช่ ร้านมึงไม่ร้อนไง ร้านคุณแม่งมีแอร์ไง แต่จากบ้านผมไปร้านคุณเนี่ย ผมทำไงกับไอสูทชุดนี้วะ ไอห่า มันตลกดี แต่บางทีเขาชวนไปกินก็ไปนะ ผมจะมีรุ่นพี่ที่แบบว่ารวยๆ มีเงินเยอะ บางทีนัดกินข้าวก็นัดร้านแบบนี้ แต่เขาจะเลี้ยง</p>



<p><strong>มันไม่ได้เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าใช่ไหม จะกินก็กินได้</strong></p>



<p>เกี่ยวสิ ทำไมจะไม่เกี่ยว ผมเลือกชีวิตแบบนี้ เพราะผมไม่อยากทำงานเยอะ ผมอยากทำงานน้อยๆ อยากทำเฉพาะสิ่งที่อยากทำเท่านั้น ไม่อยากต้องไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ผมทำแบบนั้นมาหลายสิบปีแล้ว ต้องไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ แล้วก็ต้องกล้ำกลืนเข้าไป ผมทำอย่างนั้นนานมาก แล้วได้เงินเยอะด้วย</p>



<p>ตอนนี้ไม่อยากทำอย่างนั้นแล้ว ทีนี้ก็มานั่งคิดว่าเงินที่มีอยู่ก็ไม่ได้มาก ถ้าเราใช้ชีวิตแบบไม่ต้องแพง ไม่ต้องหรู ใช้ชีวิตแบบสมถะแบบคนปกติทั่วไป ผมก็ไม่ต้องบ้าคลั่งหาเงินขนาดนั้น ผมเลือกชีวิตแบบนี้ ทำแต่งานที่อยากทำ<br><br>เวลามีคนมาออฟเฟอร์งานให้ทำ ถ้าดูๆ แล้วผมไม่ชอบ ไม่อยากทำ ผมสามารถปฏิเสธได้เสมอ จริงๆ แล้ว ชีวิตผมตอนนี้ปฏิเสธงานมากกว่ารับงานนะ มันเป็นความหรูหราอีกแบบหนึ่ง การทำสิ่งนี้ได้มันก็เหมือนคุณมีเงินเยอะ การที่คุณสามารถ say no กับทุกอย่างได้ถ้าตีเป็นเงิน คุณรวยมากนะ</p>



<p>ผมเคยคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เฮ่ย คนรวยนี่มันวัดกันที่ไหนวะ ทุกคนก็จะคิดว่าคนรวยมันต้องวัดกันที่เงินในธนาคาร ผมว่าอันนั้นมันก็เป็นความรวยแบบหนึ่ง แต่ความรวยมันมีหลายแบบ ผมว่าใครก็ตามที่สามารถเลือกได้ว่าตอนบ่ายกูอยากนอนหลับสักชั่วโมงหนึ่ง วันไหนก็ได้ของชีวิตนี้นะ โดยไม่ต้องแคร์อะไรเลย ผมว่าคนแบบนี้แม่งรวยมากนะ</p>



<p>คือเวลาว่างนี่แม่ง โดยเฉพาะสำหรับคนยุคนี้สมัยนี้ เวลาว่างเป็นความร่ำรวยแบบหนึ่งเลย เพราะคนส่วนมากจะบ่นว่าไม่มีเวลา พอผมเลือกชีวิตแบบนี้ ผมก็ต้องเป็นคนไม่สุรุ่ยสุร่าย มันก็กลับมาที่คำถามไม่เลือกกินอะไรแพงๆ เกี่ยวกับเงินไหม เกี่ยวแน่นอน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187552" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>อาหารที่เสิร์ฟมาเป็นคอร์ส ก่อนกินต้องฟังสตอรี่ยืดยาว โดยนิสัยคุณชอบไหม</strong></p>



<p>ไม่ชอบ พิธีกรรมบ้าๆ บอๆ แล้วที่มึงมาเล่าให้กูฟัง มึงก็ท่องมาหรือเปล่าวะ บางร้านมีคนบอกอร่อยมากพี่ พี่ต้องไปกิน อร่อยยังไงแม่งก็ตลกอะ ผมไปกินอาหารไทยแล้วจ่ายหัวหนึ่งเป็นหมื่น กินแล้วไงวะ ต้องไม่ขี้ไป 3 วัน 4 วันงี้เหรอ ต้องอั้นขี้ไว้เหรอ</p>



<p><strong>ตอนไปเมืองนอก เช่นว่าไปฉายหนังตามเทศกาล คุณกินอาหารไทยบ้างไหม</strong></p>



<p>ไม่ค่อยได้กินอาหารไทยเลย เวลาไปต่างประเทศกินอาหารฝรั่งตลอด อ๋อ เคยครั้งเดียว กินส้มตำกับอาหารอีสานที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เคยแค่ครั้งเดียว ส่วนมากถ้าไปเทศกาลหนัง เขาก็จะพาไปกิน</p>



<p>แล้วถ้าวันไหนผมต้องอยู่คนเดียว ไม่มีใครพาไปกิน ง่ายสุดคือกินราเม็ง (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ทุกประเทศมีราเม็งหมดแล้ว คุณไปประเทศอะไรแม่งมีราเม็งหมดแล้ว อร่อยหมดเลยด้วย ไม่ต้องไปญี่ปุ่นแล้วก็ได้ ผมเพิ่งไปซิดนีย์มา เอาหนังไปฉาย ร้านราเม็งเต็มไปหมดเลย เยอะกว่าเซเว่นอีก อยู่ๆ คนก็กินราเม็งกัน แล้วมันนั่งคนเดียวได้ มีเคาน์เตอร์ให้นั่ง ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร</p>



<p><strong>ส้มตำที่ว่ารสชาติถูกปากไหม บางคนบอกอาหารไทยที่ต่างประเทศรสชาติไม่เหมือนที่ไทย</strong></p>



<p>เฮ่ย อร่อยแต่นี่นานแล้วนะ เป็นสิบปีแล้ว พี่คนนั้นเขาเจ๋งมากเลย ตลกดี ตอนนั้นผมเอามนต์รักทรานซิสเตอร์ไปฉาย แล้ววันนั้นมันว่าง ผมยืนอยู่กับแฟนรอข้ามถนนกันอยู่ แล้วแฟนผมบอกอยากกินราดหน้า ทำไมเราอยากกินราดหน้าที่สวีเดนวะ ระหว่างที่กำลังรอไฟแดง มันมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเรา แม่งคนไทยแน่เลย พี่คนนี้ดูทรงคนไทยแน่ๆ</p>



<p>เราก็ไปถามเขา พี่ครับ คนไทยปะฮะ ไอ้เหี้ย แม่งคนไทยจริงๆ ด้วย (หัวเราะ) เราบอกเขาว่าผมอยากกินราดหน้า ในสตอกโฮล์มมันมีราดหน้าปะ มีร้านอาหารไทยไหม เขาบอกมากินร้านพี่เลย แม่งเขาเป็นเจ้าของร้านอาหารอีสาน ก็เลยไปกินอาหารอีสานกัน อร่อยนะ</p>



<p>กินๆ ไปเขาก็ถามว่าน้องมาทำอะไร อ๋อ ผมเอาหนังมาฉาย ห้ะ หนังอะไร หนังไทยครับ หนังไทยเลยเหรอ ฉายที่ไหนเนี่ย เดี๋ยวคืนพรุ่งนี้ฉาย อุ๊ยอยากไปดู คนไทยเต็มร้านเลย ผมก็เลยเอาตั๋วไปให้เขา 20 ใบ เขามาดูหนังผมกันสนุกสนาน</p>



<p>กลับมาตอบคำถาม ผมว่ารสชาติจะเป็นยังไงมันอยู่ที่เมืองด้วย สมมติคุณไป LA ผมรับรองรสชาติแม่งเหมือนที่ไทยเลย เพราะคอมมิวนิตีคนไทยแม่งใหญ่มาก มันจะมีตลาดรังสิต มันเขียนไว้เลยว่าตลาดรังสิต มีร้านอาหารไทยเต็มเลย</p>



<p>หรืออย่างซิดนีย์ก็มีอาหารไทยขายเยอะ คนไทยอยู่เยอะมาก ถ้าอย่างนี้รสชาติมันจะเหมือนนะ แล้วเดี๋ยวนี้มันยิ่งง่ายเลย เมื่อก่อนคนเปิดร้านอาหารไทยที่ต่างประเทศ ต้องรอวัตถุดิบจากไทย ต้องกลับมาไทยแล้วขนไป หรือไม่ก็ฝากเพื่อนขนมาให้</p>



<p>เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง แม่ง Freeze dry มาทุกอย่าง ส่งข้ามคืนรุ่งขึ้นได้เลย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหน ถ้าคุณไปประเทศที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอาหารไทย มันก็อาจจะยากหน่อย อย่างปารีสนี่ผมเชื่อว่าต้องมีร้านอาหารไทยอร่อยๆ มีแน่ๆ หรือลอนดอนมีแน่ๆ</p>



<p><strong>ยุคหนึ่งคนเถียงกันเรื่องอาหารไทยแท้ คุณว่าแท้ไม่แท้อะไรเป็นตัวแบ่ง</strong></p>



<p>ผมไม่มีความรู้ตรงนี้วะ ในชีวิตผม วันๆ ผมกินอาหารไทยน้อยมากนะเดี๋ยวนี้ ผมชอบกินอาหารญี่ปุ่นมากกว่า เวลาไม่รู้จะกินอะไร เวลาไม่มีไอเดียว่าจะกินอะไร ผมก็ไปแต่ร้านญี่ปุ่น หรืออย่างพิซซานี่กินบ่อยมาก เพราะหลานชอบกิน ต้องพามันไปกิน</p>



<p>อาหารไทยถ้าจะได้กินคือแม่ของแฟนผมทำ เขาทำอาหารเก่งมาก ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็จะได้กินฝีมือเขา อาหารไทยแท้หรือไม่แท้ ผมไม่แคร์ เราชอบกินของอร่อย ขอแค่อร่อยผมกินได้หมด แต่กะเพรานี่แม่งอาหารไทยเปล่าวะ<br><br><strong>พริกก็ไม่ใช่ของไทยแล้ว</strong></p>



<p>หรือไข่ดาวก็ดูไม่ใช่ของไทย แต่ถ้าเป็นอาหารไทยแท้ ผมเดาว่ามันอาจจะเป็นอาหารชาววัง แต่โอเคมันคงมีอิทธิพลมาจากที่อื่นด้วย ข้าวแช่นี่มันดูเหมือนอาหารไทยมากนะ แต่ผมดูๆ ไปก็รู้สึกว่ามันดูมีอิทธิพลจากชาติอื่นยังไงก็ไม่รู้ แต่เขาก็เคลมว่าข้าวแช่คืออาหารชาววัง</p>



<p>มันมีฝรั่งคนหนึ่งน่าสนใจ เขาชื่อเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) เป็นคนออสเตรเลีย เปิดร้านอาหารชื่อ น้ำ (Nahm) อยู่ที่โรงแรมแถวๆ สาธร (โรงแรม COMO Metropolitan Bangkok) ที่หลายคนไม่ค่อยรู้คือเขาเป็น Expert เรื่องอาหารไทย คนยกย่องเขาว่าเป็นคนทำอาหารไทยแบบ Authentic แต่เป็นฝรั่ง</p>



<p>เดวิด ทอมป์สัน เขาสะสมหนังสืองานศพของพวกตระกูลเก่าแก่ เจ้า หรือเชื้อพระวงศ์ พวกผู้ดีเก่า สมมติคุณตาคุณยายตาย ในหนังสืองานศพเขาชอบบันทึกสูตรอาหารไว้ มันเป็นสิ่งที่เขาทำกัน เดวิด ทอมป์สัน สะสมของพวกนี้ แล้วเขาก็ทำอาหารตามสูตรทุกอย่างแบบเป๊ะๆ โดยที่เขาเคลมว่านี่มันคืออาหารไทยแท้จริงๆ ที่ยังไม่โดนบิดพลิ้ว</p>



<p><strong>เพื่อให้เห็นภาพ อร่อยของคุณมันต้องรสชาติเป็นแบบไหน</strong></p>



<p>ไม่รู้เลยว่ะ บางร้านแม่งทำเผ็ดฉิบหาย กินแทบไม่ได้ แต่แม่งอร่อย คือกินไปก็ทรมานไปนะ แต่มันอร่อยอะ ผมไม่มีคำนิยามเลย มันต้องกินแล้วจะรู้เองว่า โห อันนี้อร่อย รสชาติใช้ได้ มันมีหลายร้านที่เขาชื่นชมแซ่ซ้องกันเลยนะว่าอร่อยฉิบหายเลย รีวิว 5 ดาว ผมไปกินแล้วไม่ชอบก็มีนะ ไม่อยากพูดชื่อร้าน แต่มันอาจจะถูกปากคนอื่นอีก 10,000 คนไง แค่มันไม่ถูกปากเรา<br><br><strong>ทำไมคนยุคนี้ชอบให้คนอื่นมาบอกว่าลองกินอันนี้สิ อันนั้นสิ</strong></p>



<p>อ้าว (หัวเราะ) ยุคนี้มีมือถือไง มันเช็กได้ มันทำให้เรารู้สึกอยากกิน มันมีรีวิว แต่ผมเป็นพวกไม่ดูอะไรพวกนี้ ไม่ค่อยเช็กรีวิว อยากไปกินผมก็ไปกิน แล้วถ้าไม่อร่อย ก็ถือว่าผมซวยไป แต่ถ้าอร่อยผมก็ เย้ นั่นแหละ สมัยนี้เขาเช็กรีวิวก่อน แต่เราก็ไม่ชัวร์อีกนะว่ารีวิวพวกนี้มันก็เพื่อนมึงเปล่าวะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187553" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>บางร้านชีวิตพลิกเพราะรีวิวเลย ขยับขยายสาขา มันมีอิทธิพลขนาดนั้น</strong></p>



<p>อ๋อใช่ๆ มันดีนะ ก็นี่ไง Gelato ของพี่กฤษณ์ ผมยังไม่เคยกินนะ เคยผ่านไปหนหนึ่ง แถวยาวฉิบหายเลย แต่เขาบอกมันแพงมาก ทุกคนก็ด่ากันว่าแพง มึงไปด่าเขาแพงเนี่ย มึงรู้ว่าเขาใช้อะไรทำบ้าง เขาอาจใช้ของแพงก็ได้ใช่ไหมล่ะ แพงก็อย่าไปกิน นี่มึงไปด่าเขา</p>



<p>เหมือนยุคหนึ่งที่ผมทำหนังออกมาแล้วโดนด่าเยอะๆ แต่ไม่ได้โดนด่าว่าหนังห่วย ส่วนมากจะโดนด่าแบบประเด็นอะไรที่มันแรงๆ คนแม่งก็ไปดูฉิบหายเลยนะ ผมว่ามันก็คล้ายๆ กัน ยิ่งด่ามึงยิ่งโปรโมตให้เขา</p>



<p><strong>วัยนี้ คุณแคร์เรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพแค่ไหน</strong></p>



<p>แคร์นะ แต่ผมไม่ได้เข้มงวดกับการกินขนาดนั้น รู้ตัวว่าอายุขนาดนี้ไม่สามารถกินแบบที่เราเคยกินตอนอายุ 30 ได้ มันกินน้อยลงไปเอง อย่างเดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีนัดกับเพื่อน ถ้าอยู่บ้าน บางทีข้าวเย็นผมแทบไม่กินเลย บางวันกินถั่วกับไวน์ 2 แก้ว มื้อเช้ากับมื้อเที่ยงผมกินเยอะเลย เย็นไม่ค่อยกิน อายุขนาดนี้ความเป็นห่วงสุขภาพมันจะตามมาเอง<br><br><strong>ไม่ถึงขั้นกินผักต้มจิ้มน้ำพริก</strong></p>



<p>ไม่ขนาดนั้น ผมไม่ได้มีกฎเกณฑ์ในการกินเท่าไหร่ แต่บังเอิญว่าโดยส่วนตัวของที่ชอบกินมักจะเป็นของที่ค่อนข้างโอเค อย่าง Junk Food ผมไม่กิน ไม่ใช่เพราะสุขภาพนะ ของหวานผมก็ไม่กิน เค้กอะไรแบบนี้ ไม่กิน ไม่ชอบ แต่ไม่ถึงขั้นว่ากูจะไม่กินไอนี่ ต้องไม่กินไอนั่น ที่เขาทำ IF อะไรกันผมก็ไม่เคยทำ</p>



<p>ผมว่าตัวเราเป็นหมอที่ดีที่สุดของตัวเอง เราใช้วิธีสังเกตตัวเอง อย่างวันนี้รู้สึกไม่ค่อยดี รู้สึกว่าจะป่วยยังไงไม่รู้ เพราะเมื่อคืนแม่งหนัก แล้วมันไม่ได้หนักงี้มานานแล้วไง เนี่ยเดี๋ยววันนี้รู้สึกจะเป็นไข้ละ เย็นๆ นี้เป็นแน่เลย งั้นเดี๋ยวเย็นนี้กูต้องกินข้าวต้มละ วันนี้ต้องงดแอลกอฮอล์ แล้วก็นอนหัวค่ำ ผมจะสังเกตตัวเองเอา แล้วก็ออกกำลัง</p>



<p><strong>ไม่รู้คุณเห็นหรือยัง</strong> <strong>‘ครัวสาว’ เป็น 1 ใน 8 หนังไทยที่มีลุ้นเป็นตัวแทนส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ</strong></p>



<p>ยังไม่เห็น ไม่รู้&nbsp;</p>



<p><strong>เข้าชิงบ่อยๆ ยังรู้สึกอะไรไหม แอบลุ้นให้เป็นหนังตัวเองไหม</strong></p>



<p>มันไม่ได้มีผลอะไรกับผมหรอกครับ หนังผมจะได้เป็นตัวแทนหรือไม่ได้เป็นตัวแทนส่งไปออสการ์ ผมก็ทำเรื่องต่อไปอยู่ดี ถึงยังไงผมก็ทำหนังด้วยวิธีของผมอยู่ดี มันก็หาเงินมาทำยากอยู่ดี หนังเราเคยเป็นตัวแทนส่งไปออสการ์ตั้งไม่รู้กี่เรื่องแล้ว มันไม่เห็นเปลี่ยนชีวิตผมให้ดีขึ้นหรือแย่ลง ผมก็ยังทำหนังของผมเหมือนเดิม</p>



<p>ผมว่าถ้าจะดี มันคงดีกับคนที่ร่วมงานกับผมในหนังมากกว่า สิ่งนี้มันไปส่งผลที่ดีกับอาชีพ เช่น นักแสดง ถ้าหนังที่เขาเล่นได้เป็นตัวแทนไปออสการ์ นักแสดงเขาก็เหมือนมีเครดิตสูงขึ้น เวลาหนังได้รับรางวัลอะไร ผมลุ้นให้นักแสดงได้รับรางวัล ผมจะมีความสุขมากเวลานักแสดงได้รับรางวัล เพราะว่ามันดีกับเขา เขาต้องการสิ่งนี้ มันเหมือนเป็นใบเบิกทาง เพราะนักแสดงที่ผมเลือกมาเล่นหนัง ส่วนมากเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เขาไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ รางวัลมันดีกับเขา</p>



<p>เวลาทำหนังแล้วนักแสดงได้รางวัลบ่อยๆ มันดีตรงที่ว่าพอจะทำเรื่องต่อไป ผมอยากได้นักแสดงคนไหน โทรไปส่วนมากเขาจะอยากมาเล่นให้ ถึงแม้เราจะมีเงินให้เขาแค่ เศษ 1 ส่วน 5 ของที่เขาเคยได้ คือรางวัลมันคงเป็นการบอกว่าคนกลุ่มหนึ่งเขา appreciate กับสิ่งที่เราทำ ซึ่งก็ไม่มีอะไรแย่ ไม่มีอะไรเสียหาย</p>



<p><strong>ถ้าการที่หนังถูกส่งไปชิงออสการ์คือใบเบิกทางให้นักแสดงได้รับการยอมรับ แล้วผู้กำกับล่ะ</strong> <strong>อะไรทำให้ผู้กำกับคนหนึ่งได้รับการยอมรับ</strong></p>



<p>ไม่รู้ว่ะ ผมว่าคนที่ทำงานสร้างสรรค์ จะเป็นผู้กำกับหนัง จะเป็นช่างภาพ จะเป็นนักแสดง ผมว่าสิ่งที่พิสูจน์ว่าคนคนนั้นเป็นของจริงหรือไม่ใช่ของจริง มันไม่ได้วัดที่รางวัลนะ มันวัดกันที่ความยาวนานในการทำอาชีพมั้ง</p>



<p><strong>ยืนระยะ</strong></p>



<p>ใช่ เขาเรียกยืนระยะใช่ไหม ถ้าคุณสามารถยืนระยะได้ ผมว่าอันนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่เราทำกันอยู่แม่งยากมาก การทำหนังเป็นกิจกรรมที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติเลยวะ (หัวเราะ) ไม่ว่าคุณจะคิดมาดียังไง มันก็ไม่เคยเป็นไปตามแผน มันไม่เคยได้อย่างใจสักอย่าง เพราะฉะนั้นวิธีเดียวที่คุณสามารถพัฒนาฝีมือตัวเอง คือต้องทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ถึงที่สุดคุณต้องยืนระยะให้ได้</p>



<p>สมมติผู้กำกับทำหนังไปถึงเรื่องที่ 4 ที่ 5 คุณอาจจะเริ่มรู้สึกว่ากูพอจะทำเป็นแล้ววะ อาจจะยังไม่เก่ง แต่มันอาศัยการทำหนัง 4 &#8211; 5 เรื่อง กว่าคุณจะรู้สึกว่า อ๋อ ถ้ากูคิดแบบนี้แล้วอยากทำให้ได้อย่างที่คิดมันต้องทำแบบนี้วะ เรื่องแรกเรื่องสองเรื่องสามมันยังทำไม่ได้ Know how กับประสบการณ์มันไม่พอ</p>



<p>เพราะฉะนั้น เวลาคนตั้งใจทำหนังแทบตายแล้วมันออกมาห่วย ผมไม่เคยไปรู้สึกแย่กับเขา หรือไปซ้ำเติมอะไรเขา เพราะการทำการหนังมันยาก ทุกคนพร้อมจะล้มตลอดเวลา ทุกคนพร้อมจะเฟล การทำหนัง 1 เรื่อง โอกาสเฟลมันมากกว่าโอกาสที่มันจะสำเร็จ ถ้าตอบคำถามก็คือ การได้รับการยอมรับคือคุณได้ทำเรื่องต่อไป ถ้าคุณไม่ได้รับการยอมรับ คุณจะจบลงแค่เรื่องนี้<br><br>ไม่มีใครให้เงินคุณทำ ไม่มีนายทุนให้เงินทุน ส่งไปชิงกองทุนที่ไหนก็ไม่มีใครให้ ฉายไปก็ไม่มีคนดู นั่นคือจบ อาชีพผู้กำกับหนัง คุณจะได้ทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไร มันไม่ได้ถูกกำหนดโดยคุณนะ คุณอาจจะมีไอเดียได้ คุณอาจจะสร้างความฝันขึ้นมาได้ แต่ว่าการที่มันจะถูกทำหรือไม่ถูกทำมันขึ้นอยู่กับคนอื่น ซึ่งมันก็แฟร์ มันก็เลยทำให้เราต้องตั้งใจทำงานมากๆ</p>



<p><br><strong>หลังๆ มานี้ คนเบื้องหลังถูกมองเห็นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่คนเบื้องหลังบอกว่าช่วยจ่ายค่าตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อกว่านี้ได้ไหม ในฐานะคนทำหนังทุนไม่สูง คุณมองเรื่องนี้ยังไง</strong></p>



<p>ผมแม่งไม่สามารถพูดอะไรได้เลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะกองถ่ายผมค่าตอบแทนต่ำมาก คนที่ทำงานกับผม เขาทำเพราะเขาสนุก อยากทำ ชอบทำหนังด้วยกัน แต่ให้เขาไปดาวน์รถคันใหม่จากหนังผมคงไม่ได้ คือเราจะบอกกันเสมอว่าเวลาหนังได้ไฟเขียว ได้ทำปั๊บ เราจะบอกทุกคนว่าอย่าไปดาวน์รถนะ อย่าไปซื้อบ้านนะ มันไม่ขนาดนั้น</p>



<p>นักแสดงที่ผมเลือกมาเล่นหนัง โอกาสที่จะเป็นซูเปอร์สตาร์น้อยมาก เพราะว่าเราไม่สามารถจ่ายค่าตัวเขาไหว ถ้าจะพูดเรื่องค่าตอบแทน ผมว่าอย่างนี้ เราไม่ใช่ฮอลลีวูด มาตรฐานในการตอบแทนไม่มีทางเป็นแบบนั้น แต่ผมคิดว่าทุกคนในกองถ่ายควรจะถูกทรีตแบบแฟร์ หมายความว่าเขาต้องถูกทรีตแบบมีศักดิ์ศรี</p>



<p>ถ้าผมมาทำงานในกองถ่าย ผมเป็นใครก็ได้ สมมติผมเป็นคนหาพร็อป ต่อให้ผมได้เงินน้อย แต่ถ้าผมมีความรู้สึกว่า เฮ้ย โปรดิวเซอร์แม่งแคร์ผม ดูแลผมอย่างดี ในเมื่อทุกคนได้เงินน้อย งั้นเรามารีบถ่ายให้จบภายในเวลาด้วยการวางแผนที่ดี อย่าไปมั่ว เตรียมงานให้ดี ถ่ายให้เนี๊ยบ หลังจากนั้นทุกคนจะได้ไปหาเงินหาทอง</p>



<p>กองผมทุกคนจะได้รับการทรีตแบบดีมาก กับข้าวกองผมอร่อยแน่ๆ อันนั้นผมใช้เงินส่วนตัวจ่าย กาแฟทั้งกอง 3 เดือนผมออกเอง เพราะผมชอบกินกาแฟ เพราะงั้นทุกคนก็จะได้กินกาแฟที่อร่อย อาหารต้องอร่อย อาจจะไม่ได้มี 5 อย่างบนโต๊ะ อาจจะมีแค่ 3 อย่าง แต่มันเหมือนทำหนังอะ เราก็จะเลือกคนทำอาหารที่ทำด้วยใจ ตั้งใจทำให้ทุกคนกิน</p>



<p>ต้นทุนมันไม่เท่ากัน หนังของผมทุกอย่างมันจะอันเดอร์บัดเจ็ตนิดๆ เสมอ แต่ถ้าคุณไปทำกับแพลตฟอร์ม อิสรภาพในการที่คุณจะทำตามใจตัวเองมันก็น้อยลง คุณต้องฟังเขาเพราะเขาจ่ายเงินให้คุณ เขาสั่งให้คุณตัดต่อแบบนี้ คุณก็ต้องแก้ให้เขา</p>



<p>แต่พอมาทำแบบกองแบบผม ทุกคนสามารถออกความเห็นได้ แล้วกองเราก็ทำหนังกันเหมือนนักเรียนมาก ทำมาจะ 30 ปีแล้วก็ยังรู้สึกว่าทำหนังนักเรียนอยู่ พอมันเป็นแบบนี้ ค่าตอบแทนมันก็อาจจะน้อยหน่อย แต่คุณได้ทำสิ่งที่ใจปรารถนา ไม่ต้องฟังคนมาก</p>



<p><strong>ตอนทำหนังคุณมีเผลอรู้สึกบ้างไหมว่าต้องการพิสูจน์ตัวเองอะไรบางอย่าง</strong></p>



<p>ถ้ามัวแต่คิดว่าต้องมาพิสูจน์อะไรกับใคร ผมคงไม่ต้องทำห่าอะไรแล้วละ เพราะถ้าผมยังต้องพิสูจน์อะไรอยู่ ทำหนังเรื่องนี้คงไม่มีใครมานั่งสัมภาษณ์แบบนี้ คุณต้องรู้จักผมแล้ว เมื่อคืนผมเพิ่งคุยกับป๋าเต็ด ป๋าเต็ดบอกว่าเขาแม่งเป็นคนแบบ Forrest Gump คือเขาไม่ตั้งคำถามอะไร อยากทำอะไรก็ทำไปเลย ดีชั่วเขาก็ทำ แต่ผมไม่เคยดู Forrest Gump ผมก็เลยไม่รู้ว่า Forrest Gump มันเป็นยังไง</p>



<p>พอป๋าเต็ดบอกแบบนั้น ผมว่าผมคงคล้ายๆ Forrest Gump ผมไม่ค่อยคิดอะไรมากไปกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การพิสูจน์ตัวเองมันต้องมองไปตรงนู้น (ชี้นิ้วไปที่ไกลๆ) ไปตรงที่มีคนยืนรอตบมือให้เรา หรือจะกระทืบเราอยู่ ตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่น เรียนจบ จนเริ่มทำงาน ผมไม่เคยมองเกินไอกระดาษสี่เหลี่ยมตรงนี้เลย ผมอยากทำตรงนี้ให้แม่งดีมากๆ แล้วผมไม่เห็นอย่างอื่น</p>



<p>ผมไปเรียนเมืองนอก พอเรียนจบงานแรกที่ผมทำคือไปทำบริษัทออกแบบกราฟิกที่นิวยอร์ก โห เท่มากเลยอะ ออฟฟิศมีแค่ 6 คน แล้วผมถูกจ้างเข้าไป ครูเป็นคนพาเข้าไป ผมทิ้งขยะกับซื้อกาแฟให้คนอื่นกินอยู่ 1 ปี ไม่ได้แตะงานดีไซน์เลย ผมเป็นเบ๊อะ ต้องไปถึงออฟฟิศก่อนทุกคนเพื่อไปเปิดออฟฟิศ เปิดแอร์ เปิดทุกอย่าง ต้องเอาขยะไปทิ้ง เอาถุงขยะใหม่มาใส่</p>



<p>พอทุกคนเริ่มเข้ามาออฟฟิศ ผมก็มีหน้าที่ไปซื้อกาแฟให้ทุกคนกิน ที่ออฟฟิศไม่มีเครื่องทำกาแฟ ผมก็ต้องวิ่งลงไปร้านจีน ใกล้ๆ วิ่งไปซื้อ ผมก็จะรู้หมดว่าทีมกินกาแฟแบบใส่น้ำตาล 2 ช้อน คนนี้ไม่ใส่น้ำตาล คนนี้ไม่ใส่นม กินกาแฟดำ 6 คน 7 คน ผมจะรู้หมดทุกใครกินอะไร แล้วผมซื้อได้ถูกใจทุกคน การทิ้งขยะของผม ถุงขยะผมจะเนี้ยบมากเลยเวลาเอาไปวางข้างนอก รอรถขยะมาเก็บ ถุงขยะของผมนี่วางไว้อย่างเนี้ยบ</p>



<p>หน้าที่ผมมีแค่นี้ วันๆ ก็ทำความสะอาดออฟฟิศ รับโทรศัพท์ แต่ผมก็ไม่เคยมองเกินตรงนี้ ผมไม่เคยคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งกูจะต้องไปก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้า ผมไม่คิด พอผมอยู่มานานพอ ผมก็ถูกย้ายไปทำอีกตำแหน่งหนึ่ง วันหนึ่ง มีดีไซน์เนอร์คนหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่ผม เขาออกไป ผมก็ขึ้นมาแทนเขา เพิ่งได้เริ่มออกแบบ ถึงเวลาเดี๋ยวมันมาเอง</p>



<p>กลับไปตอบคำถามว่ารู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรไหม มันคงมีอะ แต่ผมไม่ค่อยมีเวลาไปคิดตรงนั้นอย่างที่บอกว่าทำหนังเนี่ย มันยาก เพราะฉะนั้น พอได้ทำแล้ว มันไม่มีวันได้โงหัวออกไปจากการทำหนังได้ ตอนทำ Pre-Production มันจะมีคำถามร้อยคำถามทุกวัน ทรงผมอันนี้พี่จะเอายังไง ต้นไม้จะให้ตัดไหม พี่เลือกให้หน่อยรถเอาสีอะไร</p>



<p>คือคุณไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่น พอเปิดกล้อง ออกกองถ่ายปั๊บ คราวนี้ยิ่งไม่มีเวลาโงหัวเลย มันยาวไปจนรู้ตัวอีกทีเนี่ยหนังเข้าโรงละ แล้วก็ลุ้นเอาว่า ไอ้เหี้ย แม่ง เอาวะ กูหวังว่าคนที่มันควรจะชอบ ขอให้มันชอบเถอะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187554" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>วันนี้ วัยนี้ คุณยังสนุกกับการทำหนังอยู่ไหม</strong></p>



<p>สนุกเท่า Day 1 ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว มีความสุขมากเวลาได้ทำ แต่ความกระตือรือร้นมันลดน้อยลงเยอะนะ มันไม่เท่ากับเมื่อตอนทำหนัง 2 &#8211; 3 เรื่องแรก ตอนนั้นความกระตือรือร้นมันมหาศาลมาก ตอนนี้ความกระตือรือร้นมันน้อย ถ้าเรื่องนี้ยังหาเงินไม่ได้ ยังไม่ได้ทำ ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปทำงานศิลปะก่อนอันนี้ค่อยว่ากัน แต่ว่าความสุขในการได้ทำ เมื่อได้ทำเหมือนกลับไปเป็นเด็กเลย คือเท่ากับ Day 1 เลย ตื่นเต้น นอนไม่หลับตลอด 4 เดือน ถ่ายหนังทุกเรื่องก็ยังน้ำหนักลด 3 &#8211; 4 กิโลทุกเรื่อง<br><br><strong>เอาเข้าจริง คุณกังวลไหมที่ตัวเองมีความกระตือรือร้นในการทำหนังน้อยลง</strong></p>



<p>ช่วยไม่ได้ เรากำหนดมันไม่ได้ มันมากับอายุ มากับวิถีชีวิต เพราะว่าตอนเราเป็นเด็กกว่านี้ เป็นหนุ่มกว่านี้ ชีวิตเราไม่มีอะไร มีแต่หนัง เราทำแต่หนัง ดูแต่หนัง อ่านหนังสือหนัง หายใจเข้าออกก็มีแต่สิ่งนี้ ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วไง&nbsp; ตอนนี้ผมมีลูกสาวเป็นหมาลาบราดอร์ ผมก็มีความสุขกับมัน ผมอยู่ที่บ้านเชียงใหม่ ผมก็ขี้เกียจไปวันๆ ชีวิตมันเปลี่ยน พอชีวิตเปลี่ยนมันก็มีผลกับความกระตือรือร้นของเรา พูดง่ายๆ คือมันมีอย่างอื่นเข้ามาในชีวิตเยอะขึ้น ที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับหนัง มันแย่งเอาความกระตือรือร้นนั้นไป<br><br><strong>แต่ไม่ถึงขั้นเลิกทำใช่ไหม</strong></p>



<p>ไม่ มันเสพติดไปแล้ว มันเหมือนมันติดเชื้อไปแล้ว เหมือนเชื้อโรค ผมติดเชื้อ Cinema Virus ติดไปแล้วมันไม่หาย แต่โอกาสมันน้อยลง พออายุมากขึ้นโอกาสก็น้อยลง เราก็ต้องจัดการกับตัวเอง จะไปพลุ่งพล่านมากมันก็เป็นทุกข์เปล่าๆ</p>



<p><strong>มีคนบอกว่างานทำให้ชีวิตมีความหมาย คุณว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม</strong></p>



<p>เราว่าจริง สังเกตดีๆ คนว่างงานแม่งจะแก่เร็ว ผม 64 เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนแม่งแก่สัสเลย เพราะมันเกษียณไว มันเลิกทำงานมาตั้งแต่อายุ 50 แล้วมันก็อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย</p>



<p>คือทำงานไม่ได้แปลว่าต้องทำงานแลกเงินเสมอไปนะ หมายความว่าคนเราต้องมีสิ่งให้ตื่นมาทำ ตัดต้นไม้ ทำสวนทั้งวันมันก็คืองาน</p>



<p>แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีกหน่อยมันควรเป็นงานที่มีความกดดัน เช่น ทำหนัง คือเราไปเอาเงินชาวบ้านเป็นล้านๆ มาทำหนัง คุณก็ต้องมีความรับผิด มีความกดดัน ไอความกดดันระดับหนึ่งมันดีเหมือนกัน มันช่วยให้ชีวิตเราไม่ง่ายไป มีความกดดันหน่อยมันเหมือนกินพริก เผ็ดนิดๆ</p>



<p><strong>ชีวิตง่ายมันไม่ดีหรือ</strong></p>



<p>เราว่าไม่ดี แต่มันไม่มีชีวิตใครที่ง่ายหรอก คนที่คุณนึกว่าคนนี้แม่งรวยมากแล้วจะมีชีวิตที่ง่าย มันก็ไม่จริงหรอก ชีวิตแต่ละแบบมันมีแรงกดดัน แรงเสียดทานอยู่เสมอ ชีวิตควรมีแรงกดดันบ้างแต่ต้องในระดับที่พอควร มันให้อะไรเราเยอะ<br><br><strong>แรงกดดันทำให้เรามีความรับผิดชอบ และคนเป็นผู้ใหญ่ต้องมีความรับผิดชอบ ด้วยนิยามแบบนี้ คุณว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ได้ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่เคยเป็นผู้ใหญ่ ถามคนรอบๆ ตัวผมได้ ความรับผิดชอบผมต่ำมาก ผมทำทุกอย่างเอาสนุกเอามันอย่างเดียว ทำหนังมาตั้งกี่เรื่องก็หาเงินไม่เป็น เป็นแต่ใช้ เขาหามาเท่าไหร่ก็ใช้หมด ผมไม่เคยเป็นผู้ใหญ่เลย ผมไม่เคยเติบโตไปทางนั้น ผมว่าผมเป็นเด็กมาเรื่อยๆ มันแค่แก่ลงแค่นั้นเอง</p>



<p><strong>แล้วอะไรคือตัวแบ่งว่าคนคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว</strong></p>



<p>ผมว่าถึงที่สุดแล้ว ความเป็นผู้ใหญ่มันไม่ใช่เรื่องอายุ มันคือความเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ ผมมีสิ่งเหล่านี้ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอายุ แม้อาชีพจะเปลี่ยน แต่สิ่งที่การทำหนังและโฆษณามันเรียกร้องเหมือนกันคือมึงต้องเป็นคนครีเอทิฟ มันไม่เคยเรียกร้องว่ามึงต้องเป็นคนครีเอทิฟด้วยแล้วมึงต้องเป็นผู้ใหญ่ด้วย</p>



<p>เหมือนกับว่าถ้าพี่เขาไม่เหี้ยมากก็พอรับได้ (หัวเราะ) ความไม่เป็นผู้ใหญ่ของผมมันอยู่ในดีกรีที่ไม่ได้ไปขว้างปาของใส่หัวชาวบ้าน คนที่ทำงานด้วยก็รับได้ หรือแม้แต่คนรอบๆ ตัว ครอบครัวก็พอจะรับได้</p>



<p><strong>ในแง่ความสัมพันธ์ล่ะ เพราะเราจะได้ยินคำว่าความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ หรือควรทรีตกันแบบผู้ใหญ่</strong></p>



<p>เข้าใจกันมั้ง เพราะถ้าเป็นเด็กมันจะทะเลาะกันตลอดเวลา สมมติกับแฟนก็อาจจะตีกันทะเลาะกัน แต่ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าความเป็นผู้ใหญ่ได้รึเปล่า</p>



<p><strong>สำหรับคุณ ผู้ใหญ่ที่น่ารักเป็นแบบไหน</strong></p>



<p>ผู้ใหญ่ที่มีอารมณ์ขัน ผมชอบคนมีอารมณ์ขัน คนมีอารมณ์ขันส่วนมากฉลาด มีความคิด อารมณ์ขันมันเป็นผลลัพธ์ของความคิดที่ค่อนข้างซับซ้อน สมมติคุณไปดูเดี่ยวไมโครโฟนของอุดม (แต้พาณิชย์) สิ่งที่เขาเอาออกมาพูด จริงๆ มันเป็นสิ่งที่คุณเห็นทุกวัน แต่คุณไม่เคยคิด&nbsp;</p>



<p>พออุดมเอามาเล่าแม่งตลกว่ะ หัวเราะกันขี้แทบแตก มันเป็นความฉลาดนะ เขาสามารถพลิกมุมให้มันตลกได้ ทั้งที่บางเรื่องถ้าเจอเองแม่งไม่ขำนะ ผมเลยถือว่าคนมีอารมณ์ขันแม่งฉลาด คนมีอารมณ์ขันน่าอิจฉานะ<br><br><strong>กำลังบอกว่าตัวเองไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน</strong></p>



<p>ผมมีประมาณหนึ่ง มีให้พอใช้ชีวิตในประเทศนี้แล้วไม่ Suffer (หัวเราะ) คนอยู่ประเทศนี้แม่งต้องมีอารมณ์ขันมากนะ เพราะไม่รู้ว่าไอ้เหี้ยแม่ง ตกลงแล้วบอลโลกจะได้ดูเปล่าวะปีนี้ แล้วได้ดูทีแม่ง 6,000 บาท ถ้าไม่ขำทำไงล่ะ จะไปเรียกร้องกับใคร ขับรถไปอยู่ๆ มีอะไรหล่นใส่หัวที่พระราม 2<br><br><strong>คุณชอบอะไรในชีวิตตัวเองตอนนี้ที่สุด</strong></p>



<p>ผมชอบที่ที่ผมอยู่ ผมชอบอยู่เชียงใหม่ มีความสุข รักหมาลาบราดอร์ ชื่อเปเป้ เป็นหมาที่โตในกองถ่าย รู้ว่าสเลตตีแล้วต้องเงียบ แล้วก็ชีวิตครอบครัว อีกอย่างที่ชอบมากคือ รูทีน ถ้าเปลี่ยนเป็นคำถามว่าตอนนี้มีความสุขกับอะไร ผมมีความสุขกับการที่ได้ทำรูทีนซ้ำๆ<br><br><strong>บางคนเบื่อรูทีน ต้องการความหวือหวาในชีวิตตลอดเวลา</strong></p>



<p>เขาไม่ค่อยชอบรูทีนกันไง แต่ผมชอบ การได้ทำรูทีนมันทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องคิดเรื่องที่ต้องทำซ้ำๆ คนชอบไปค่อนแคะรูทีนว่ามันน่าเบื่อ แต่จริงๆ คุณจะรู้เลยว่าถ้าวันหนึ่งคุณทำรูทีนหรือกิจวัตรที่ทำซ้ำๆ ทุกวันไม่ได้แล้ว คุณจะคิดถึงมัน<br><br>วันหนึ่งเป็นอัมพาตติดเตียงขึ้นมาทำไง ผมชอบวิ่ง ชอบเตะบอล วันหนึ่งออกไปวิ่งไมได้ ไปเตะบอลไม่ได้ ฉิบหายเลยนะ วันหนึ่งถ้ารูทีนมันหายไปคุณจะรู้สึกว่ารูทีนโคตรมีค่าเลย ล้างจานนี่ผมเกลียดมากเลย แต่นึกภาพถ้าเป็นอัมพาต ล้างจานไม่ได้ ผมจะอยากล้างจาน คนบอกซื้อเครื่องล้างจานก็ได้ ไอ้เหี้ย แต่เครื่องล้างจานมันต้องก็เอามือใส่จานเข้าไป คุณจะทำยังไงล่ะ<br><br><strong>เมื่อกี้คุณพูดว่ามีความสุขชีวิตครอบครัว</strong> <strong>คุณว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องเป็นแบบไหน</strong></p>



<p>ผมว่ามันน่าจะเป็นครอบครัวที่คนในครอบครัวแฮปปี้ คือเราอย่าเอารูปแบบมาครอบดิ ผมไม่เคยอยากมีลูกเลย ผมแฮปปี้มากที่ไม่มีลูก ผมรักอิสรภาพมาก หวงแหนมาก คุณจะไม่มีลูก หรือจะมีลูก 12 คน มีแม่ยายมาอยู่ด้วย หรือมีคุณตาคุณยายอยู่ด้วย ถ้าทุกคนแฮปปี้ มันก็คือครอบครัวที่สมบูรณ์ หรือคุณอยู่กันแค่สองคน ไม่ได้แต่งงานด้วยซ้ำ แต่อยู่กันมานานพอที่จะเรียกว่าเป็นครอบครัว ถ้าต่างฝ่ายต่างแฮปปี้ก็จบ<br><br><strong>ใครๆ ก็น่าจะรู้ข้อนี้ดี ทำไมบางบ้านถึงยังคาดหวัง (สูง) อยู่ ทำร้ายกันอยู่</strong></p>



<p>การที่คุณรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันไม่ได้แปลว่าคุณทำได้ เป็นคำตอบที่โคตรจะกำปั้นทุบดินเลย มันมีคนดูดบุหรี่เต็มไปหมด คนดูดมันก็รู้ว่าดูดมากๆ จะเป็นมะเร็ง ทำไมยังดูดล่ะ  หรือบางทีเราจะไปป้ายสีว่าคนอื่นทำไม่ได้เพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ดี มันก็อาจจะไม่ใช่ เพราะเขาอาจจะมีความจำเป็นที่ทำให้ทำไม่ได้ ชะตากรรมนั้นมันไม่ได้อยู่ในมือเรา</p>



<p>เรารู้ว่าการทำให้คนคนหนึ่งมีความสุขมันเป็นเรื่องดี แต่บางทีมันทำไม่ได้ หรือจริงๆ คุณอาจจะเป็นคนเหี้ยก็ได้&nbsp; คุณก็รู้ใช่ไหมว่าถ้าคุณเรียนหมอซะให้จบๆ แม่ก็จะแฮปปี้ ไม่เป็นทุกข์ วันข้างหน้าคุณก็จะไม่อดตาย ใครๆ ก็รู้ แต่รู้แล้วบางทีมันทำไม่ได้</p>



<p>คือชีวิตเราแม่งเป็นของเราแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นของใครก็ไม่รู้ มันถึงครึ่งจริงๆ รึเปล่าไม่รู้ แต่เอาว่าครึ่งหนึ่งแล้วกัน อีกครึ่งหนึ่งมันเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ผมอยากถ่ายช็อตนี้ชิบหาย ตอนมาดูโลเคชันตรงนี้แม่งได้เลย สวยมาก พอถ่ายจริงฝนตกทั้งวัน</p>



<p>มันถึงสำคัญว่าคุณต้องใช้ชีวิตแบบค่อนข้างรู้ตัว เพราะเวลาที่อะไรมันไม่เป็นไปตามคาด คุณจะได้ไม่ฆ่าตัวตาย ไม่เอาหัวไปฟาดกำแพง ไม่ไปทำร้ายคนอื่น</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/morte-cucina/">‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จะเกิดใหม่ครั้งใด Youth Brush ก็จะเป็นขวัญใจ 15 ปี ของเสียงดนตรีแห่งความน่ารัก หมาแมว และความหวังดีที่ไม่ครอบครอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youthbrush-concert/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปิยพัชร สาริบุตร]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Youth Brush]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[YOUTHBRUSHฝันดีCONCERT]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187501</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘จะเกิดใหม่ครั้งใด ขอให้เธอได้เป็นขวัญใจ’ เป็นประโยคแรกที่ทำให้เรารู้จักความน่ารักของศิลปินผู้นี้ ถ้าพูดถึงศิลปินอินดี้ไทยที่นำสิ่งเล็กๆ ของความน่ารัก ความกวน และความหวังดี มาใส่ไว้ในเสียงเพลง เราขอยกตำแหน่งนี้ให้ Youth Brush หนึ่งในวงดนตรีอินดี้โฟล์ก และอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ สมาชิกหลักหนึ่งเดียวผู้รักอิสระอย่างถ่องแท้ และทำเพลงด้วยจิตวิญญาณของความรัก&#160; เมื่อปี 2021 a day ได้คุยกับ ดุ่ย-วิษณุ ลิขิตสถาพร ในเรื่องการเดินทางของเสียงเพลงที่ว่าด้วยความรัก ความหวังดี และการส่งต่อกำลังใจ และปีนี้ 2026 เป็นครั้งแรกที่ Youth Brush ประกาศคอนเสิร์ตใหญ่ ‘Youth Brush ฝันดี’ คงเป็นโอกาสพิเศษเหนือสิ่งอื่นใดที่เราจะได้พูดคุย ถามไถ่ และตกหลุมรักเพลงน่ารักของเขาอีกครั้ง วันนี้เราขอจับมือพาทุกคนไปโลดแล่น เดินเล่นผ่านตัวตนภายใต้เสียงเพลงแห่งความหวังดี สายไหม ลูกกวาด ซาลาเปา หมาตัวแรก แมวตัวโปรด หรือประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารักไปพร้อมๆ กัน ‘ดุ่ย’ เดินตัวเปล่ามาออฟฟิศ a day ณ ห้องสัมภาษณ์เป็นครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้าเป็นสัมภาษณ์ออนไลน์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีช่างแต่งหน้าผม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youthbrush-concert/">จะเกิดใหม่ครั้งใด Youth Brush ก็จะเป็นขวัญใจ 15 ปี ของเสียงดนตรีแห่งความน่ารัก หมาแมว และความหวังดีที่ไม่ครอบครอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>‘</em><em>จะเกิดใหม่ครั้งใด ขอให้เธอได้เป็นขวัญใจ’</em></p>



<p>เป็นประโยคแรกที่ทำให้เรารู้จักความน่ารักของศิลปินผู้นี้</p>



<p>ถ้าพูดถึงศิลปินอินดี้ไทยที่นำสิ่งเล็กๆ ของความน่ารัก ความกวน และความหวังดี มาใส่ไว้ในเสียงเพลง เราขอยกตำแหน่งนี้ให้ <strong>Youth Brush </strong>หนึ่งในวงดนตรีอินดี้โฟล์ก และอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ สมาชิกหลักหนึ่งเดียวผู้รักอิสระอย่างถ่องแท้ และทำเพลงด้วยจิตวิญญาณของความรัก&nbsp;</p>



<p>เมื่อปี 2021 a day ได้คุยกับ <a href="https://adaymagazine.com/dialogue-10">ดุ่ย-วิษณุ ลิขิตสถาพร</a> ในเรื่องการเดินทางของเสียงเพลงที่ว่าด้วยความรัก ความหวังดี และการส่งต่อกำลังใจ และปีนี้ 2026 เป็นครั้งแรกที่ Youth Brush ประกาศคอนเสิร์ตใหญ่ ‘Youth Brush ฝันดี’ คงเป็นโอกาสพิเศษเหนือสิ่งอื่นใดที่เราจะได้พูดคุย ถามไถ่ และตกหลุมรักเพลงน่ารักของเขาอีกครั้ง วันนี้เราขอจับมือพาทุกคนไปโลดแล่น เดินเล่นผ่านตัวตนภายใต้เสียงเพลงแห่งความหวังดี สายไหม ลูกกวาด ซาลาเปา หมาตัวแรก แมวตัวโปรด หรือประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารักไปพร้อมๆ กัน</p>



<p>‘ดุ่ย’ เดินตัวเปล่ามาออฟฟิศ a day ณ ห้องสัมภาษณ์เป็นครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้าเป็นสัมภาษณ์ออนไลน์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีช่างแต่งหน้าผม มีเพียงชายสวมเสื้อยืดสีขาวขนาดพอดีตัว กางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม พับขึ้นมาจากปลายหนึ่งทบ และสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวรุ่นหนังกลับ เดินขึ้นมาด้วยท่าทางชิลๆ สบายๆ คอยถามไถ่ตลอดทาง สร้างความเป็นกันเองตั้งแต่แรกพบ ทำให้เราเผลอคิดว่าคนแบบนี้แหละ คือ ‘อาร์ตติสต์’ ตัวจริง</p>



<p>ไปทำความรู้จักกับ Youth Brush ให้มากขึ้นกันดีกว่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187505" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">เดินทางมาถึงปี 2026 แล้ว Youth Brush มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง</mark></strong></p>



<p>15 ปี ในวงการเพลง Youth Brush ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ถ้าให้มองย้อนกลับไปแล้ววิเคราะห์เป็นฉากๆ มันอาจยาก คงนึกไม่ออกหรอกว่าเปลี่ยนแปลงไปยังไง เพราะเราอยู่กับมันทุกวัน แต่จะให้พูดก็เปลี่ยนจากเดิมนะ เมื่อก่อนเรานิยามตัวเองเป็นแนวเพลงอะคูสติกส์ป็อป เน้นชิล เพราะต้นทุนของเราทำได้แค่นั้น ถ้าเป็น Full Band มันจะเสียเงินเยอะ วงอินดี้แบบพวกเรา แต่ก่อนการได้โชว์ต่างจังหวัดถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เดี๋ยวนี้พออะไรเปลี่ยนไป มีสตรีมมิง มีพื้นที่ให้เราได้ออกไปหาแฟนเพลงในหัวเมืองต่างๆ ทั้งนอกและในกรุงเทพฯ</p>



<p>ความจริงช่วงแรกๆ ของ Youth Brush จะเริ่มแต่งเพลงให้คนที่ชอบ แต่พอชีวิตเราอยู่ตัวมากขึ้น มั่นคงทางจิตใจเรื่องความรักมากขึ้น ไม่ได้นึกถึงใครสักคนแล้ว เราเลยแต่งเพลงให้แฟนเพลงมากกว่า ช่วงเวลาเก่าๆ ของการได้เจอแฟนเพลง เพื่อน รุ่นน้องที่ได้พบเจอและคุยกัน เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เราเห็นการเติบโตของเขา เพราะเราก็ติดตามเขากลับด้วยเช่นกัน บางคนจะทักมาปรึกษาปัญหาความรัก ปรึกษาความฝันของตัวเองบ้าง หลังๆ มา Youth Brush เลยแต่งเพลงจากชีวิตของแฟนเพลง</p>



<p>ตอนนี้เราเลยพยายามทำให้เพลงของเราฟังง่ายขึ้น เติบโตขึ้น แต่ Message ที่อยากส่งยังเป็นเหมือนเดิม <strong>ไม่กดดันคน มีแต่ความใจดี และสนับสนุนให้คนเป็นอิสระ ไม่ได้ต้องการอะไรจากเขา</strong></p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">ทำไมถึงต้องเป็นเพลงแนวนี้</mark></strong></p>



<p>อันนี้คงเป็นเพราะตัวเอง เป็นเราที่อยากจะแต่งเพลง เลยไม่อยากทิ้งสิ่งที่</p>



<p>Youth Brush เป็นมาโดยตลอด นั่นคือ <em><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">การไม่ครอบครอง</mark> </em>บวกกับการที่มีเนื้อเพลงที่เบาสบาย ไม่ได้อบอวลอะไรมาก ให้คนไปตีความกันในแบบของตัวเอง</p>



<p>เพลงส่วนใหญ่ของ Youth Brush ไม่ได้ปล่อยเป็นอัลบัม แต่จะปล่อยเป็นซิงเกิลแล้วมารวมเป็นอัลบัมอีกที ทุกเพลงเราจะได้ฟังกันทั้งหมดแล้ว อัลบัมนี้ก็เช่นกัน เราปล่อยมาตั้งแต่ปี 2019 จนถึงตอนนี้ยังไม่เสร็จเลย ยี่สิบกว่าเพลงแล้ว คิดว่าต้นปี 70 คงได้รวมอัลบัม</p>



<p>การแต่งเพลงสักเพลงหนึ่ง มันจะมีท่อนที่รู้สึกว่ามันเป็นเขา เขาที่คุยกับเรา ณ ขณะนั้น อย่างเพลง ‘เธอของเธอ’ ท่อนแรกที่ร้องว่า</p>



<p class="has-text-align-center"><em>“ให้เธอนั่งลงช้าๆ เพราะเธอเดินทางแสนไกล&nbsp;</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>ในดวงตาเธอมีน้ำ แต่ภาวนาให้เป็นน้ำฝน”</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>มันจึงเหมือนเป็นการได้นั่งคุย ได้ปลอบเขามากกว่า</em></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187507" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">ขอ 3 เพลง ที่ชอบที่สุดของ Youth Brush</mark></strong></p>



<p>ถ้านึกออกเพลงแรกขอยกให้เพลง <strong>ก่อนจะสิ้นปี</strong> เพราะมันเป็นเพลงที่จะทำให้เรานึกถึงมหานคร เพราะกรุงเทพฯ มันเป็นแบบนี้จริงๆ ในมุมมองของเด็กต่างจังหวัด เราเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15 เป็นคนที่ไม่ค่อยกลับบ้านสักเท่าไหร่ จะอยู่ทุกช่วงเทศกาลที่คนกลับบ้านกัน พอได้นั่งรถช่วงเทศกาลในกรุงเทพฯ เรารู้สึกว่าเมืองนี้เป็นอีกคน เป็นอีกอารมณ์หนึ่งเลย ความว่างเปล่า ความเดียวดาย มันชวนให้คิดถึงอะไรบางอย่าง คิดถึงใครสักคน <a href="https://youtu.be/SQhQmt9ZhmU?si=E_inSveHiY48hnYE"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-black-color">https://youtu.be/SQhQmt9ZhmU?si=E_inSveHiY48hnYE</mark></a></p>



<p>อีกเพลงหนึ่งคือ <strong>ช่างแม่งเถอะความรัก</strong> ทั้งหมดเป็นเพราะเราใจดีและไม่ครอบครองมาโดยตลอด มันก็เลยหมักหมม และสะสมมาเป็นตัวเรา พอเวลาที่รู้สึกว่าครอบครองไม่ได้ หรือเขาเป็นของเราไม่ได้ บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองกระจอกมาก ทำอะไรไม่ได้ เลยยอมรับความจริง และแต่งเพลงระบายมันออกมา <a href="https://youtu.be/mOCgAWalE54?si=Nc_bGPjUPYUiICUl"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-black-color">https://youtu.be/mOCgAWalE54?si=Nc_bGPjUPYUiICUl</mark></a></p>



<p>เพลงสุดท้าย <strong>เศร้าอยู่</strong> เวลาที่เราหรือใครสักคนก็ตามที่บอกว่าเศร้า มักจะมีคนมาปลอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องเศร้านะ” หรือไม่ก็ “เดี๋ยวมันก็หาย” ตามในเนื้อเพลงบอก (จริงๆ ความเศร้าไม่นานก็หาย มันคงจะละลาย และจากไปเหมือนเธอ) นึกในใจคือกูรู้แล้วว่าเดี๋ยวมันก็หาย แต่ตอนนี้กูเศร้าอยู่ไง ก็เลยปล่อยตัวเองเศร้าต่อไป <a href="https://youtu.be/zBq8j_1gDsw?si=D9AZ962bQNOpbyas"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-black-color">https://youtu.be/zBq8j_1gDsw?si=D9AZ962bQNOpbyas</mark></a></p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">เพลง ‘จะเกิดใหม่ครั้งใด ขอให้เธอได้เป็นขวัญใจ’ ใครเกิดใหม่กันแน่</mark></strong></p>



<p>เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงที่คนถกเถียงกันเยอะมากว่าใครเกิดใหม่ ความจริงประโยคนี้มาจากตอนที่เราฮัมเมโลดี&nbsp; ในหัวคือนึกถึงแต่วัด ประโยคจะเกิดใหม่ หรือคำอวยพรใดๆ จะมีความเชื่อมโยงกับวัด งานวัด หรือฤดูกาลแห่งความสนุกเท่านั้นเอง&nbsp;</p>



<p>ไม่ได้บอกว่าเราเป็นอะไรกันกับคนในเพลง แค่บอกว่าจับมือกันไปงานวัดเมื่อไหร่ ฉันจะไปกราบภาวนา คนอาจจะตีความไปว่าเป็นฝัน เป็นจินตนาการของเราก็ได้ เพราะก็มีบางประโยคบอกเหมือนกันว่า คอนเสิร์ตเมื่อวันเสาร์ทำไมไม่เจอเธอ แค่อยากบอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย แคล้วกันบ้าง แต่ก็รักเขา (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>ขอให้ได้เจอกันอีกในชาติหน้านะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187511" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">Youth Brush เป็นคนรักที่ดีไหม</mark></strong></p>



<p>ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เรื่องของความสัมพันธ์ก็มีอะไรเปลี่ยนไปเยอะ ไม่ปฏิเสธเลยว่าเราเป็นคนที่รักเก่ง เมื่อก่อนเราจะเป็นคนที่วิ่งตามอะไรบางอย่าง เลยรับรู้ได้ว่ามันเหนื่อย พอมาตอนนี้ เราไม่ได้วิ่งตามเรื่องความสัมพันธ์แล้ว บริบทเลยเปลี่ยนไป แต่มันก็ตรงตัวกับการเป็นคนรักที่ดี ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม เพราะถ้ามีใครสักคนเราก็จะทำให้เต็มที่ที่สุด</p>



<p>หลัง 2021 เราก็ได้เจอกับคนคนหนึ่งที่ทำให้เราได้รู้จักกับความรัก พอได้เจอคนที่ดี ทำให้เราไม่ต้องไปโฟกัสว่าเราจะเป็นคนรักที่ดีไหม หลังจากนั้นบริบทก็เปลี่ยนไป โฟกัสเรื่องการทำงาน เป้าหมายชีวิตแทน เขาทำให้เราได้เป็นตัวเองเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็เลยทำให้เราลืมว่าคนรักที่ดีต้องเป็นยังไง เพราะบทบาทที่เราเป็นเรามันก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">ถ้า Youth Brush เป็นคน จะเป็นคนแบบไหน</mark></strong></p>



<p>ถ้า Youth Brush เป็นคน ไม่เกี่ยวกับรูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง และอายุ ก็คงเป็นคนแบบเดียวกับ ‘ดุ่ย’ นี่แหละมั้ง</p>



<p>มีบางมุมที่ไม่ได้หวานแหววหรือปลอบใจอะไร แต่บางมุมมันก็กวน ที่สำคัญต้องเป็นคนไม่เนี้ยบ สายชิล อินโทรเวิร์ต แต่ไม่ใช่สาย Perfectionist งานก็จะมีขรุขระบ้างตามสไตล์ของมนุษย์ แต่ก็มีวินัยนะ เพราะเราปล่อยเพลงตลอดเลย ไม่กดดันในตัวเองว่าจะดังหรือไม่ดัง แต่ก็อดทน เพราะเดินทางมา 15 ปีแล้ว แค่ทำสิ่งที่รักไปเรื่อยๆ เป็นคนขี้เบื่อง่ายพอสมควร เพราะเพลงแต่ละเพลงมันแตกต่าง</p>



<p>ส่วนการแต่งตัวคือชอบใส่เสื้อยืด รองเท้าแตะบ้าง ผ้าใบบ้าง แล้วแต่วัน บ้านๆ เหมือนเจอคนอยู่หอเดียวกัน สังเกตได้เลยว่าคนนี้เขาเป็นคนชอบแมว อาจจะเลี้ยงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ชอบ มีนิสัยชอบนอน อาจจะไม่ได้มีพลังงานเยอะขนาดนั้น แต่ชอบมอบพลัง รับ-ส่งพลังงานดีๆ นะ</p>



<p>การได้เจอ Youth Brush คืออะไรที่เรียบง่าย ไม่ต้องมีมาด ไม่ต้องแต่งตัวดี ต่างคนต่างเป็นตัวเองได้เลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187508" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">ส่วนใหญ่เพลงของ Youth Brush ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร</mark></strong></p>



<p>Elements ส่วนใหญ่ในเพลงมาจากชีวิตจริงของเราที่เจอ แค่เราต้องมีอะไรที่เป็นหมุดหมาย ในการระบุความทรงจำ ถ้ามันเข้มข้นได้ก็จะเป็นเรื่องของสิ่งมีชีวิต อย่างเรื่องแมวที่เห็นกัน เราแค่ไปชอบคนที่เลี้ยงแมว เลยคอยสังเกตเขา เวลาเขาเรียกแมวมักจะเป็นเสียงสองที่บริสุทธิ์มาก&nbsp;</p>



<p>หรือว่าหมาตัวแรกก็แต่งจากเรื่องจริง มันจะมีท่อนหนึ่งที่ร้องว่า “ที่มาชื่อเธอในตอนเด็กมาจากมือหลวงพ่อ” แฟนเราบอกว่า ยายเคยพาไปหาหลวงพ่อเพื่อตั้งชื่อให้ ก็เลยจำได้ว่าชื่อของแฟนเขามาจากมือหลวงพ่อที่เขียนให้ ผ่านการทำพิธี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ให้เป็นที่รักของคนรอบข้าง ให้คลาดแคล้วปลอดภัย ส่วนหมาตัวแรกเป็นเรื่องของตัวเอง ก็เลยเป็นเรื่องที่จับต้องได้ง่ายๆ เลย</p>



<p>ส่วนไอศกรีมรสโปรด หนังดี นาฬิกา รถยนต์ ยางมัดผม สายไหม พอมานั่งคิดดู ว่าทำไมเราถึงชอบใส่อะไรที่มันเป็นรูปธรรม ก็ได้คำตอบว่าเราเป็นคนที่ทำวิชวลเพลง แล้วมันต่อยอดได้ อย่างในโปสเตอร์เราสามารถนำไปทำอะไรต่อให้มันรีเลทกับเพลงได้นะ ปกเพลงต่างๆ มันก็ง่ายในการทำความเข้าใจ หรือในอนาคตเราจะไปต่อยอดในการทำ Merchandise หรือเฟสติวัล Youth Brush มันก็ทำได้หมดเลย ขายสายไหม ซาลาเปา อมยิ้ม หรือลูกกวาด </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187509" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ด้วยความที่เราเรียนจบภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เราเลยผูกพันกับศิลปะ ชื่อ Youth Brush ก็มาจากตอนที่ลงเพลงแล้วไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อคลิปว่าอะไร เพราะมันต้องมีชื่อกำกับไว้ด้วย คำว่า Youth กับคำว่า Brush มันเป็นคำที่เกี่ยวกับงานวาดที่อยู่รอบตัวเรา เลยเอามาตั้งแบบไม่ให้มีคนรู้ และเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเดินทางมาได้ไกลจนถึงทุกวันนี้</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">งานวาดในเพลงของ Youth Brush ทำเองทั้งหมดเลยไหม</mark></strong></p>



<p>การวาด Artwork เองมันเร็วกว่านะ เพราะเราเข้าใจเพลง เราพึ่งมาวาดตอนอัลบัมที่ 5 ปี 2019 เริ่มต้นตั้งแต่เพลงรางวัล ยาวจนถึงตอนนี้&nbsp;</p>



<p>เมื่อก่อนลงเพลงจะมีปกเป็นภาพถ่าย พอมีเวลามีเครื่องมือเลยวาดเองหมดเลย บางเพลงก็เป็นรูปถ่ายนะ บางเพลงก็เป็น 3D ก็แล้วแต่การเรียบเรียงดนตรี เนื้อเพลง และองค์ประกอบอีกที ถ้าดนตรีเพลงนี้มาแบบร็อกๆ เราคงไม่ได้วาดแบบ City Pop หรือวาดแนวฉูดฉาดอะไร อาจจะทำวิชวลให้มันรีเลตกับเพลงแทน&nbsp;</p>



<p>อย่างเช่นเพลง Boyfriend from Internet เราก็จะวาดรูปแมวชูนิ้วเยี่ยม หน้าคอมพิวเตอร์ มีความเป็นมีมหน่อย เหมาะกับวัยเรียนที่กำลังหาตัวตนอยู่ เพลง Fucking Song เป็นภาพถ่าย หรือเพลงจะเกิดใหม่ครั้งใด ขอให้เธอได้เป็นขวัญใจ ก็จะวาดแนวมังงะ แต่เป็นมังงะในเวอร์ชันเด็ก หรือเพลงโลกอาจเหวี่ยงเรามาพบกัน ก็จะมาแนวเบาๆ ฟังแล้วฟุ้งๆ เพราะฉะนั้น Artwork ก็จะแกว่งๆ หน่อย ไม่ค่อยซ้ำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187510" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">สีไหนเป็นสีของ Youth Brush </mark></strong></p>



<p><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-pale-pink-color">น่าจะเป็นสีชมพูได้นะ</mark> ไม่เกี่ยวกับความน่ารัก หรือความหวาน แต่มันเป็นเรื่องของการผสมผสานมากกว่า สีชมพูมันมีความเบา สดใสก็ได้ ครีเอทิฟก็ได้ สีตอนนี้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ แล้วแต่คนตีความกันเลย ต้องให้ไปคิดจากบ้านมาก่อนอาจตอบได้ดีกว่านี้ แต่ตอนนี้ก็เป็นสีชมพูไปก่อนละกันเนาะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">งานอดิเรกที่ทำให้เจอแรงบันดาลใจ</mark></strong></p>



<p>ไม่มีนะ เราแค่เป็นคนชอบคุยกับเพื่อนพี่น้อง แต่เรื่องราวในเพลงส่วนใหญ่จะมาจากตัวเองทั้งนั้น เวลาได้นั่งคุยกับใครสักคน ไปเจอใครสักคนแล้วจำชีวิตมา หรือการฟังเพลงก็ช่วยได้นะ เราเสพวงดนตรีของต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ดนตรีสากลที่เราชอบมักจะมีสถานที่ วันเวลา สิ่งของ และหมุดหมายชัดๆ ในเพลง อย่างตึกเตรียมชาญชัยที่เราอยู่ก็เอาไปใส่ได้นะ&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าให้พูดถึงงานอดิเรกสมัยเด็กของเด็กต่างจังหวัดแบบเราคงเป็นการอ่านการ์ตูน ถ้าไม่มีการ์ตูนช่วยไว้อาจจะไปอีกทางหนึ่งเลย อย่าง Hunter x Hunter หรือเรื่องอื่นที่แมสๆ อย่าง นารูโตะ วันพีช ก็เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่รักในการอ่านการ์ตูนเพราะมันสนุกมาก ไม่ค่อยซนแล้ว เลยไปหาการ์ตูนเช่ามาอ่านแทน ขยับไปอีกหน่อยคงเป็นการฝึกวาดรูป เตรียมตัวไปสอบที่ช่างศิลป์ ลาดกระบัง มันเลยทำให้เรามาอยู่ถึงทุกวันนี้ การ์ตูนเลยช่วยทำให้เราเป็นเรามากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187512" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">พูดถึงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตหน่อย<em> ‘Youth Brush ฝันดี Concert’</em></mark></strong></p>



<p>ชื่อคอนเสิร์ต ‘Youth Brush ฝันดี Concert’ คนสงสัยว่าทำไมถึงตั้งชื่อว่า ‘ฝันดี’ ความจริงมันมีคำอื่นนะ</p>



<p>อย่าง ‘มอร์นิง’ หรือ ‘สวัสดีตอนบ่าย’&nbsp;</p>



<p>เราลองถามตัวเองว่า คำว่า ‘ฝันดี’ มันรู้สึกอบอวลกว่า มันทรงพลังกว่าไหม</p>



<p>ไม่ได้ถึงขนาดกับบอกรัก แต่มันใกล้เคียงกับคำว่ารักเลยนะ</p>



<p>คำพูดที่ดูซึ้งอย่าง ‘ภูมิใจในตัวมึงนะ’ มันใกล้เคียงกับการบอกรักเหมือนกัน บางทีอาจจะแข็งแรงกว่าด้วยซ้ำ แต่ว่ามันแข็งแรงไปไง เราแค่ต้องการอะไรที่มันสบายๆ อบอวล กลับไปแล้วจะคิดถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ไหนก็บอกได้ ‘ฝันดี’ เลยเป็นคำตอบ</p>



<p>ก่อนหน้านี้เราเคยจัดโซโลที่ลิโด้มาก่อนกับ ‘Youth Brush Love You’ เราชอบคำนี้มากเพราะมันทีเล่นทีจริง แต่คำนี้มันใช้ไปแล้ว เลยมานั่งตกตะกอนคิดใหม่ พูดไปเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น ‘Youth Brush ฝันดี’ คอนเสิร์ตใหญ่ที่จะจัดขึ้นที่ Ambience Space วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นี้ พองานจัดกลางคืน ทุกอย่างมันเลยเหมาะเลยควรที่เราจะได้เจอกัน&nbsp;</p>



<p><em>มันพิเศษเพราะว่ามันใหญ่นี่แหละ ใหญ่กว่าเดิม ใหญ่กว่าที่เคยจัดมาทั้งหมดเลย</em> (พูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ)</p>



<p>เราจัดการอะไรหลายอย่างด้วยตัวเองไม่เก่ง ปกติเราทำงานคนเดียว ไม่ต้องขอให้ใครช่วยเหลือ แต่ตอนนี้เราต้องร่วมมือให้เพื่อนมาช่วยประสานงานกับคนเยอะๆ ด้วย อย่างคอนเทนต์นี่ก็ยากเหมือนกัน ปกติเราไม่ค่อยอัปอะไรเลยนะ ปล่อยเพลงทีก็อัปแค่ไอจีอย่างเดียว Promote ครั้งเดียว ครั้งแรก แต่เราก็อยากทำให้ดีเพราะมันใหญ่นี่แหละ</p>



<p>ความจริงเราเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ เพราะไม่เคยจัดงานใหญ่ขนาดนี้ แต่พอมีคนเชื่อในเรา เราเลยยอม คอนเสิร์ตครั้งนี้เลยใหญ่ขึ้น ค่าบัตรแพงขึ้น แพงที่สุดที่เคยเล่นมาในชีวิตเลย ปกติราคาแค่สองสามร้อย แต่ก็พยายามคิดให้ถูกที่สุด ปกติเราเล่นแค่ชั่วโมงครึ่ง แต่พอเป็นคอนเสิร์ตใหญ่มันต้องสามชั่วโมงกับ 40 กว่าเพลง มันเลยครอบคลุมมากๆ</p>



<p>ส่วนในเรื่อง Production เราไม่อยากให้คนคาดหวังมาก เราว่าในราคา 900 บาท มันเป็นราคาที่พอจับต้องได้ ก็จะเน้นในเรื่องของจำนวนเพลงในเวอร์ชันของ Full Band มากกว่า เราจะได้เจอ Plasui Plasui เป็นเกสต์ที่เป็นเพื่อนกันมาเล่นด้วย ส่วนเกสต์คนอื่นๆ ข้างในอาจจะเป็นความลับไว้ก่อน แต่ว่ามีพิเศษนะ รอชมกันด้วย เมื่อก่อนเราจะเลือกศิลปินที่เรารัก หรือมาแรง แต่ตอนนี้เราเลือกที่ผูกพันกับเรามากกว่า งานโชว์จะดีขึ้นหรือเปล่าไม่รู้ แต่เขาคนนี้ผูกพันกับ Youth Brush เลยอยากนำมาให้ทุกคนรู้จัก <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187513" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">Youth Brush จะไปอยู่ที่ไหนของวงการเพลงต่อไป</mark></strong></p>



<p>สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดในวงการเพลงเลย ช่วงปีหน้าหรือสองปีหน้า มันไม่ใช่เรื่องของเจนแต่มันเป็นเรื่องของเอไอแล้ว เป็นธรรมชาติที่คนจะฟังเพลงเอไอเพิ่มขึ้น อันนี้แหละน่าเป็นห่วง แค่ช่วงเริ่มต้นมันทำได้ขนาดนี้ อนาคตคู่แข่งอาจมากขึ้น แล้วเราอาจโดนกลบ ตอนนี้เลยโฟกัสแค่คนที่อยู่กับเราในตอนนี้ให้อยู่กับเราก่อน โฟกัสกับคนที่ยังแอ็กทิฟอยู่กับเรา แค่ตรงนั้นก็ไปต่อได้ แต่ก็ต้องรอดูกันไปก่อน บางทีคนอาจจะกลับมาฟังโซล มาฟังอะไรสบายๆ ก็ได้</p>



<p>โมเดลพี่โป้ Yokee Playboy ก็น่าสนใจนะ มันจะมีช่วงหนึ่งที่แกหายไปไม่ได้อยู่ในเรดาร์ แต่พอมี TikTok มีคนมาเล่นแผ่นเสียง พี่โป้เลยกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เราว่าการกลับมาอยู่ได้ในช่วงที่สื่อเยอะขนาดนี้ ถ้าได้กลับมาแล้วยังไงเราก็อยู่ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187514" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">ถ้าใครสักคนมีเราเป็นแรงบันดาลใจในการทำศิลปะ อยากบอกเขาว่าอะไร</mark></strong></p>



<p>อยากจะฝากไว้ว่าแค่ ‘ต้องทำ’ นั่นแหละ ง่ายสุด การทำอะไรสักอย่างก็น่าจะเป็นการทำให้ใครสักคนก่อน ส่วนของเราตอนแรกจะมีสองบทบาทวง Two Million Thanks ก็จะสนองนีดตัวเอง ไม่รู้ว่าจะดังไม่ดังแต่อยากทำเพลงที่มันแตกต่าง แต่ Youth Brush คือการทำเพื่อให้ใครสักคนประทับใจ สุดท้ายแล้วถ้าใครสักคนประทับใจ ไม่ประทับใจ หรือเขาไปจากเราแล้ว ผลงานยังอยู่ ต่อให้เราไม่สมหวัง แต่ผลงานมันเกิดขึ้นแล้ว มันอาจเป็นผลพลอยที่เราได้กลับมา&nbsp;</p>



<p>‘เขาคนนั้นอาจจะไม่ชอบเรา แต่อีกพันคนชอบผลงานเรา อาจจะเป็นงั้นก็ได้’</p>



<p>ถ้าเราตั้งเป้าจะทำเพลงให้คนพันคนชอบ แล้วมีแค่คนเดียวที่ชอบเพลงเรา มันคงเศร้าไป ถ้าตั้งใจทำให้แค่คนเดียวประทับใจ พันคนอาจจะตามมาก็ได้ คิดบวกเข้าไว้</p>



<p>เด็กสมัยนี้เขาขยันนะ แต่อาจจะต้องมีการจัดการเป็นหลักเป็นแหล่งหน่อย วิธีการทำงานของคนเราไม่เหมือนกันหรอก ต้องหาด้วยตัวเอง แต่สำหรับเราอาจจะทำให้คนรอคอยหน่อยมั้ง เรามักจะปล่อยให้ความคิดถึงทำงาน เพราะถ้าทำบ่อย คนก็อาจจะไม่คิดถึง Youth Brush เลยปล่อยเพลงแค่สี่ครั้งต่อปี และจะนัดกับแฟนคลับก่อนว่าเราจะมาเจอกันนะ&nbsp;</p>



<p>ปีหนึ่งสี่เพลง คงไม่ยากเกินไปหรอกมั้ง เราทำได้อยู่แล้ว รอฟังกันด้วยนะ</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">สุดท้ายแล้ว อยากฝากอะไรถึงคนที่รัก Youth Brush </mark></strong></p>



<p>“ขอให้มีความสุข”</p>



<p>ถ้าเป็นอย่างนี้คงทำได้แค่อวยพรแหละ&nbsp;</p>



<p>“ขอให้มีความสุข”</p>



<p>มีความสุขในทางที่เป็นตัวเอง จะเดินทางไปไหนก็ขอให้มีความสุข ไม่ต้องมาเจอกันก็ได้ แต่ขอให้มีความสุข สมหวังนะ</p>



<p>ถ้ามีอะไร อยากพูด อยากคุย อยากปรึกษา ก็ทักมาหา Youth Brush ได้เสมอ แค่ให้รู้ว่าเรายังมีกันอยู่ และเพลงของเราจะช่วยปลอบประโลมเธอเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youthbrush-concert/">จะเกิดใหม่ครั้งใด Youth Brush ก็จะเป็นขวัญใจ 15 ปี ของเสียงดนตรีแห่งความน่ารัก หมาแมว และความหวังดีที่ไม่ครอบครอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศาสดาชายรักช้ำ อัลบัมใหม่ ROOM101 และความคิดที่ตกผลึกแล้วในวัย 34 ของ GAVIN:D</title>
		<link>https://adaymagazine.com/room101-gavind/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<category><![CDATA[GAVIND]]></category>
		<category><![CDATA[กวินท์ดูวาล]]></category>
		<category><![CDATA[ROOM101]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187485</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผมอยากเป็นผู้ใหญ่ขึ้น” ถ้าผู้พูดยังเป็นวัยรุ่นวัยทดลองแล้วเริ่มมองภาพตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราคงไม่แปลกใจอะไร เพราะใช่หรือไม่ว่าความเป็นผู้ใหญ่มักผูกพ่วงมากับความรับผิดชอบในหลายๆ ด้าน ทั้งภาระงาน เงิน ความสัมพันธ์ ฯลฯ เผอิญว่าในความเป็นจริงนั้น ผู้พูดอายุ 34 ปี แต่งงานแล้ว มีลูก 2 และเป็นเจ้าของเพลงหลายร้อยล้านวิว หลายคนอาจมีภาพ กวินท์ ดูวาล หรือ GAVIN:D เป็นคนสนุกสนาน เฮฮา ร้องเพลง และสร้างรอยยิ้มผ่านคลิปตลกๆ ที่ถ่ายกับ ปุ้ย-พรรณทิพา อรุณวัฒนชัย (ภรรยา) และลูกๆ ซึ่งตัวจริงเขาก็เป็นแบบที่ว่ามา แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพในมุมอื่นๆ ของกวินท์หันมาให้เห็นชัดเจนขึ้น ทั้งมุมเข้มแข็งและอ่อนแอ เป็นภาพธรรมดาๆ ที่คนคนหนึ่งพึงจะมี จากคนที่เคยแสบซ่าแก่นเซี้ยวร้องเพลงฮิปฮอปสมัยอยู่ 3.2.1 และ Already Deadd วันนี้เขากลายเป็นศิลปินที่เขียนเพลงเศร้าเอาอกเอาใจตบบ่าตบไหล่ชายรักช้ำ จากคนที่เคยโกรธพ่อแม่ที่ตัดเงินเดือนตอนวัยรุ่น วันนี้เขาย้อนขอบคุณเหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้ต่อสู้ดิ้นรนและกลายเป็นผู้ใหญ่ จากเด็กที่ถูกสอนให้อยู่ในกรอบจนขาดความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งตอนหมดสัญญากับ 3.2.1 ยิ่งขาดความมั่นใจหนัก มาถึงวันนี้ วันที่เขาสนุกกับการทำเพลงในแบบที่อยากทำ ซึ่งเขาบอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ คิดได้แบบนี้ไม่ง่าย ล่าสุดเขาปล่อยอัลบัมใหม่ชื่อว่า ROOM101 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/room101-gavind/">ศาสดาชายรักช้ำ อัลบัมใหม่ ROOM101 และความคิดที่ตกผลึกแล้วในวัย 34 ของ GAVIN:D</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ผมอยากเป็นผู้ใหญ่ขึ้น”</p>



<p>ถ้าผู้พูดยังเป็นวัยรุ่นวัยทดลองแล้วเริ่มมองภาพตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราคงไม่แปลกใจอะไร เพราะใช่หรือไม่ว่าความเป็นผู้ใหญ่มักผูกพ่วงมากับความรับผิดชอบในหลายๆ ด้าน ทั้งภาระงาน เงิน ความสัมพันธ์ ฯลฯ</p>



<p>เผอิญว่าในความเป็นจริงนั้น ผู้พูดอายุ 34 ปี แต่งงานแล้ว มีลูก 2 และเป็นเจ้าของเพลงหลายร้อยล้านวิว</p>



<p>หลายคนอาจมีภาพ <strong>กวินท์ ดูวาล </strong>หรือ GAVIN:D เป็นคนสนุกสนาน เฮฮา ร้องเพลง และสร้างรอยยิ้มผ่านคลิปตลกๆ ที่ถ่ายกับ ปุ้ย-พรรณทิพา อรุณวัฒนชัย (ภรรยา) และลูกๆ ซึ่งตัวจริงเขาก็เป็นแบบที่ว่ามา แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพในมุมอื่นๆ ของกวินท์หันมาให้เห็นชัดเจนขึ้น</p>



<p>ทั้งมุมเข้มแข็งและอ่อนแอ เป็นภาพธรรมดาๆ ที่คนคนหนึ่งพึงจะมี</p>



<p>จากคนที่เคยแสบซ่าแก่นเซี้ยวร้องเพลงฮิปฮอปสมัยอยู่ 3.2.1 และ Already Deadd วันนี้เขากลายเป็นศิลปินที่เขียนเพลงเศร้าเอาอกเอาใจตบบ่าตบไหล่ชายรักช้ำ</p>



<p>จากคนที่เคยโกรธพ่อแม่ที่ตัดเงินเดือนตอนวัยรุ่น วันนี้เขาย้อนขอบคุณเหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้ต่อสู้ดิ้นรนและกลายเป็นผู้ใหญ่</p>



<p>จากเด็กที่ถูกสอนให้อยู่ในกรอบจนขาดความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งตอนหมดสัญญากับ 3.2.1 ยิ่งขาดความมั่นใจหนัก มาถึงวันนี้ วันที่เขาสนุกกับการทำเพลงในแบบที่อยากทำ ซึ่งเขาบอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ คิดได้แบบนี้ไม่ง่าย</p>



<p>ล่าสุดเขาปล่อยอัลบัมใหม่ชื่อว่า ROOM101 ที่ขนศิลปินคุ้นหน้าคุ้นตามาร่วมเขียนเนื้อและฟีตกันอย่างคับคั่ง ถึงอย่างนั้น ทุกเพลงในอัลบัมสะท้อนตัวตนของเขาได้หมดจด</p>



<p>เราจึงถือโอกาสนี้นัดพบกับเขา เพื่อพูดคุยเรื่องผลงานใหม่ รวมถึงชีวิต ทั้งที่ผ่านมาและกำลังมุ่งไป</p>



<p>คล้ายเป็นการจุดพลุออกสตาร์ต ฉับพลันที่เขาเปรยออกมาว่า “ผมพูดได้ทุกเรื่อง”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชีวิตช่วงนี้เหนื่อย แต่มีความสุข D</strong></h2>



<p><strong>ช่วงนี้เห็นคุณทำหลายอย่างเหมือนกันนะ เล่าให้ฟังหน่อยว่าทำอะไรอยู่บ้าง</strong></p>



<p>ตอนนี้ผมทำงาน เลี้ยงลูก แล้วก็ดูแลจิตใจภรรยาหลังจากคลอดลูกคนที่ 2 เดี๋ยวนี้ผมอ่อนไหวเรื่องครอบครัวมาก ถ้าใครพูดถึงอะไรเกี่ยวกับครอบครัว หรือคลิปใน IG ที่เกี่ยวกับลูก ดูๆ ไปผมจะน้ำตาซึม (หัวเราะ) และมีความรู้สึกว่าปีนี้ผมต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น วันไหนไม่ได้ทำงาน ผมจะอยู่บ้านเลี้ยงลูก เหมือนไม่ได้พักนั่นแหละครับ ทุกอย่างมันเหนื่อยหมด ก็ทำไป แต่โดยรวมผมมีความสุขมาก</p>



<p><strong>คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากเป็นดาราตลกมากกว่าศิลปิน ลึกๆ คิดว่าตัวเองเป็นคนตลกไหม</strong></p>



<p>ตั้งแต่เด็ก<strong> </strong>ผมเป็นคนที่สามารถทำให้คนอื่นยิ้มได้ แม้ว่าผมเป็นคนพูดตรงมากๆ บางทีมุกภาษาอังกฤษคนไม่เข้าใจในภาษาไทย แต่ผมก็หาเหลี่ยมตลกๆ ของภาษาอังกฤษมาเล่น มาช็อตฟีลให้เข้ากับภาษาไทย กับคนไทยได้</p>



<p><strong>คิดถึงขั้นอยากเป็นตลกอาชีพไหม</strong></p>



<p>ผมเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนตลกและทำตัวตลกได้ แต่ตลกที่ผมหมายถึง อาจไม่ถึงขั้นพี่บอลพี่แจ๊ส แบบนั้นผมทำไม่ได้ อาจจะแค่ตลกบางครั้งบางคราวเป็นคอนเทนต์ให้คนขำ แต่ตอนนั้นผมยังเด็กมาก ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แค่อยากสร้างรอยยิ้มให้คนอื่น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187490" style="width:749px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แล้วเมื่อไรที่รู้ตัวว่าอยากเป็นศิลปินแน่ๆ แล้ว</strong></p>



<p>ความเป็นศิลปินมันอยู่ในสายเลือดมาตลอด ผมฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ชอบเปิด Elvis, The Eagles, The Manhattan Transfer ผมไม่สามารถเลือกเพลงในรถได้ เขาฟังอะไรผมก็ต้องฟัง ผมชอบนั่งฟังอัลบัม Elvis อยู่ในห้อง ใช้แผ่นซีดีเปิด มันจะเป็นเครื่องเล็กๆ แล้วก็มีลำโพง เปิดฟังอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ผมโดนบังคับให้เล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเปียโน กลอง แต่หลักๆ คือเปียโน ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอยากเป็นศิลปินหรือยัง เพียงแต่สิ่งที่ถูกบังคับให้ทำมันหล่อหลอมให้ผมเป็นศิลปิน มันมาชัดๆ ตอนผมเข้า Kamikaze เป็น 3.2.1 พอได้สัมผัสการทำงานผมรู้เลยว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ รักมากที่สุด ยังไม่ได้มองว่าเป็นงาน แค่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เรารักและอยากทำ<br><br><strong>เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมองว่าศิลปินก็คืออาชีพหนึ่ง สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้</strong></p>



<p>ผมเพิ่งคิดถึงเรื่องนี้ตอนหมดสัญญาจาก 3.2.1 หลังจากนั้นผมไปเป็นทหาร พอออกมาผมบอกกับตัวเองว่าครั้งนี้มึงต้องตั้งใจทำให้ได้ ต้องหาแนวทางที่ตัวเองชอบ ต้องทดลอง ผิดพลาด จะผิดหวังแค่ไหนก็ต้องทำ ตอนนั้นผมหันไปถามปุ้ย (ภรรยา) เธอว่าเราทำได้ไหม เขาบอก ทำได้ และผมก็คิดอยู่ในใจว่า อืม กูทำได้</p>



<p><strong>ทำไมถึงอยากให้คนข้างๆ ย้ำอีกครั้ง ไม่มั่นใจในตัวเองเหรอ</strong></p>



<p>มันน่าจะเป็นผลการสอนของผู้ใหญ่ยุคนั้น ผมเป็นเด็กที่ขาดความมั่นใจมากๆ ถูกวางอยู่ในกรอบตลอดเวลา ผมเพิ่งมารู้เรื่องนี้ตอนเป็นพ่อแล้วนี่เองครับ การตีกรอบคือไม่ปล่อยให้เด็กเติบโตด้วยความคิดของตัวเอง มันทำให้เราไม่มั่นใจในสิ่งที่ทำอยู่ ผมเข้าไปเป็น 3.2.1 หมดสัญญาออกมาไม่มีงานทำ ไม่มั่นใจเลย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>หมดสัญญา 3.2.1<br>ต่อไปเอาไง D ควรทำเพลงแนวไหน D</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187491" style="width:749px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หมดทหาร เพลงแรกที่คุณทำคือ</strong></p>



<p>น่าจะเป็นเพลงที่ผมไปร้องกับค่ายอินดี้ ผมโกนหัวแล้วก็ใส่ตุ้มหูใหญ่ๆ จำชื่อไม่ได้ อยากเซิร์ชเลย ขอพักแปปหนึ่งได้ไหม โทรศัพท์อยู่ไหนอะ เดี๋ยวคาใจ (หัวเราะ) ไม่รู้เขาลบไปยัง เขาน่าจะไม่ลบนะ เจอละ เธอยังรอเขา 3 ล้านวิว 9 ปีที่แล้ว (เปิดเพลงตรงนั้น) ถ้าใครยังไม่เคยฟังลองฟังดูนะครับ นี่น่าจะเป็นเพลงแรกที่ออกมาจาก Kamikaze</p>



<p>จากนั้นก็ปล่อย ตรงนี้ เพลงนี้เป็นฮิปฮอปผสมป็อป ตอนนี้น่าจะประมาณ 5 &#8211; 6 ล้านวิว แล้วก็เพลงได้บ่ ตอนนี้น่าจะ 10 กว่าล้านวิว 2 เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงแรกๆ ที่ติด มีคนฟัง มันทำให้เขาเห็นว่าเรากลับมาทำเพลงแล้วนะ และผมก็เข้าไปอยู่ในแก๊ง Already Deadd</p>



<p><strong>ยอดวิวขนาดนั้นก็ถือว่าเยอะประมาณหนึ่งเลยนะ โดยส่วนตัวถือว่าประสบความสำเร็จไหม</strong></p>



<p>ไม่ครับ ผมถือว่านั่นคือก้าวแรก เพิ่งเห็นแสง คนเริ่มเห็นสิ่งที่เราทำ ตอนนั้นผมเริ่มไม่สนใจแล้วว่าคนจะสนใจเพลงที่ผมทำไหม ผมทำเพลงเพื่อตัวเอง ทำให้คนอื่นเห็นตัวตนของเราผ่านเพลง<br></p>



<p>ยิ่งตอนนี้ผมอายุ 34 แล้ว ผมยิ่งรู้สึกกับเรื่องนี้มากขึ้น แค่ทำในสิ่งที่ชอบไป ประสบความสำเร็จคือกำไร แต่ถ้าไม่ มันก็โชว์ศักยภาพหรือสกิลของเราที่เราทำเพลงออกมาให้คนได้ฟัง แต่ถ้าถามว่าเพลงไหนเป็นเพลงที่ดังเป็นวงกว้างน่าจะเป็นเกาะสวาทหาดสวรรค์ เพลงนี้ยอดวิว 100 กว่าล้าน</p>



<p><strong>เกาะสวาทหาดสวรรค์ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไหม</strong></p>



<p>ไม่เปลี่ยนนะ เผลอๆ ยังมีคนไม่รู้ว่าผมร้องเพลงนี้ คนคิดว่า D Gerrard ร้อง ผมไม่ติดอะไรนะ ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยผมมีเพลงที่ทำให้คนฟังถึง 100 ล้านวิวได้แล้ว เพลงที่เราลงทุน ลงแรง ลงเหงื่อ และโปรดิวเซอร์คู่ใจของผมคือ นีโน่ เขาเป็นคนทำบีตดนตรีเพลงนี้ ผมขึ้นทำนอง มีเขียนเนื้อไว้นิดหน่อย แล้วก็ชวน&nbsp; D Gerrard มาฟีต น่าจะเป็นเพลงแรกที่เด็กๆ ก็ร้องกันได้ แต่ถามว่าคนรู้จักเพลงนี้จากผมไหม ผมว่าไม่นะ</p>



<p><strong>ถ้างั้นเพลงไหนที่คนรู้แน่แล้วว่าคุณเป็นคนร้อง</strong></p>



<p>น่าจะเป็นเพลง A Rocket to the Moon กับ รักได้ป่าว 2 เพลงนี้คนน่าจะรู้แล้วว่า GAVIN:D เป็นคนร้อง เป็น 2 ผลงานที่ผมภูมิใจมาก แต่เอาจริงๆ นะครับ เพลง A Rocket to the Moon เผลอๆ คนก็ยังไม่รู้ว่าผมเป็นคนเขียนและร้องเพลงนี้ คนคิดว่าศิลปินเมืองนอกเป็นคนเขียน หรืออาจจะฟังแล้วไม่รู้เลยว่าผมเป็นคนร้อง ถ้ามองให้กว้างขึ้น คนได้เห็นศักยภาพของผมเยอะขึ้น</p>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่เราพูดถึงคือคุณเป็นศิลปินอิสระเต็มตัวแล้วใช่ไหม</strong></p>



<p>ผมเป็นศิลปินอิสระมาตั้งแต่ Already Deadd แล้วครับ</p>



<p><strong>การเป็นศิลปินอิสระมีข้อดีข้อเสียยังไง</strong></p>



<p>ผมว่ามันมีข้อเสียเยอะกว่าข้อดี มันต้องดิ้นรนมาก อย่างแรกคือต้องหาตัวตนของตัวเองให้เจอ สองบริหารจัดการค่ายของเราเอง อย่าเรียกว่าค่ายเลย เรียกว่าบริษัทดีกว่า และต้องหาทีมงานคุณภาพมาช่วยดูแลภาพลักษณ์ของเรา คอยบอกเส้นทางว่าถ้าคุณทำเพลงแบบนี้มันจะออกมาเป็นแบบนี้</p>



<p>วิธีคิดแบบนี้ ผมได้มาตอนที่อยู่ Kamikaze แต่ช่วงแรกๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าตัดสินใจเป็นศิลปินอิสระด้วยเหตุผลอะไร อาจเพราะเห็น TJ (จิรายุทธ ผโลประการ) ด้วย มันทำให้ผมเห็นว่าเราสามารถทำเองได้นี่หว่า เป็นได้นี่หว่า ศิลปินอิสระ</p>



<p><strong>คงต้องมีข้อดีบ้าง</strong></p>



<p>แชมป์ MAIYARAP ล่าสุดก็เพิ่งออกจากค่ายมาประมาณปีหนึ่ง เขามาถามผมว่าทำยังไงดีครับพี่ เริ่มยังไงดี ผมก็บอกเขาหมด เชียร์ให้ทำเต็มที่ ถ้าพูดถึงข้อดี เม็ดเงินมันดีกว่าตอนเรามีค่าย ตอนอยู่ค่ายเหมือนยืมเงินเขามาทำ แต่ถ้าทำเอง ลิขสิทธิ์เพลงเป็นของเรา แล้วการมีลิขสิทธิ์เพลงของตัวเองมันดีมาก</p>



<p>ต้องตามรอยพี่เสก โลโซ (หัวเราะ) ถ้าอยากได้เม็ดเงินจากเพลงเรานะ การเป็นศิลปินในประเทศนี้มันไม่รวยเลยครับ ทำเพลงฮิตแค่ไหนถ้าเราไม่สามารถที่จะควบคุมหรือใช้เงินเป็น ผมบอกเลยมันไม่รวย เงินมา บริหารไม่เป็น สุดท้ายก็หายหมด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187492" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>สนใจว่าศิลปินอย่างคุณมีรายได้จากไหนบ้าง</strong></p>



<p>หลักๆ มาจากลิขสิทธิ์เพลงและโชว์ หลายๆ เพลงของผมมีคนเขียนร่วม ผมก็จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ แต่บางคนก็ไม่เอา คือมันมี 2 แบบ มาสเตอร์เพลงไหนเป็นของเรา ลิขสิทธิ์จะเป็นของเรา เพราะเราลงทุนเองทั้งหมด เราจะได้ในส่วนนี้ กับอีกแบบคือ ไปร่วมเขียน ยกตัวอย่างเช่นเพลงด้วยรักและ F*CK YOU (FU) ของ HYE เพลงนี้ผมเขียนแรป ผมได้เงินมาก้อนหนึ่ง แต่ลิขสิทธิ์เป็นของ Grammy</p>



<p>ส่วนรายได้อื่นๆ ของผมก็มาจากหลายทาง มีทั้งธุรกิจส่วนตัว ลิขสิขธิ์เพลง โชว์ งานอินฟลูฯ งานคอนเทนต์ จริงๆ ผมมีกองทุนแล้วก็เล่นหุ้นด้วย เพื่อเก็บเงินในระยะยาว ส่วนรายจ่ายนี่เยอะมากครับ (หัวเราะ) ทั้งค่าเทอมลูก บ้านหลังใหม่ สามีอย่างผมจะจ่ายค่าเบ็ดเตล็ดต่อเดือน ก้อนใหญ่ภรรยาผมเป็นคนรับผิดชอบ</p>



<p><strong>ทุกวันนี้คุณแบ่งเวลาทำงานกับให้ครอบครัวยังไง</strong></p>



<p>ผมพยายามบาลันซ์ ด้านหนึ่งผมจะให้ครอบครัวเต็มที่ แต่พาร์ตศิลปิน ปีนี้ผมก็มา 100% เหมือนกัน ถือว่าราบรื่นดีนะครับ มันเหนื่อยแน่อยู่แล้ว กิจวัตรผมทุกวันนี้ คือร้องเพลงกลางคืน กลับมาตอนเช้าไปส่งลูก ถ่ายงาน ชีวิตผมมีแค่นี้ เอาให้มันเหนื่อยแหลกไปเลย ยังไม่ตายอะ</p>



<p><strong>คือกำหนดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันชัดเจน</strong></p>



<p>ผมถือว่า schedule ตอนนี้ค่อนข้างโอเค ผู้จัดการและ PR จะชอบถามผมว่าอยากออกรายการไหน ผมบอกว่าพวกคุณเลือกเลย ชอบรายการไหน อันไหนดีต่อผม ผมจะทำ คุณวางตารางมาให้ผม แล้วเดี๋ยวผมจัดการเองว่าวันนั้นใครไปรับลูก ต้องทำอะไรบ้าง เข้านอนกี่โมง แวะไปตัดผมตอนไหนได้บ้าง ทุกอย่างจะถูกวางเป็นตาราง</p>



<p><strong>วันว่างๆ คุณทำอะไร</strong></p>



<p>ผมจะไปออกกำลังกาย เล่นเวตตอนกลางคืนช่วงที่ลูกหลับไปแล้ว กลางวันเลี้ยงลูก เพราะเมียผมค่อนข้างเหนื่อยมากๆ เขาต้องเลี้ยงลูกเป็นหลัก</p>



<p><strong>มันมีใช่ไหมเวลาว่างๆ ที่นั่งเขียนเพลงร้องเพลง</strong></p>



<p>ผมจะวางตารางเอาไว้ เดือนนี้ๆ ต้องทำกี่เพลง ผมทำแบบนี้เพราะเคยทำทีละเพลงไปเรื่อยๆ มันก็กินเงินไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ได้ปล่อยออกมาสักที พอเราไม่ได้ปล่อยออกมา เงินมันไปจมอยู่กับเพลง</p>



<p>พอคิดได้แบบนั้น หลังจากนี้ สมมติเรากำลังจะทำเพลงๆ หนึ่ง ดูก่อนว่าเราอินกับอะไรในตอนนั้น มูดและคอนเซปต์เป็นยังไง เขียนชื่อ Title ให้งานชิ้นนั้นแล้วค่อยเขียนออกมา แล้วผมก็ปรึกษากับ Dream Team ไม่ว่าจะแชมป์หรือตูน Three Man Down หรือเพียว คณิน<br><br>ผมก็จะบอกเขาแนวเพลงประมาณนี้ ความคิดประมาณนี้ คอนเซปต์ประมาณนี้ สามารถทำได้ไหม ก็จะมีการคุยกันแลกเปลี่ยน ทำเสร็จแล้วก็ปล่อยเลย ตอนนี้จะเป็นแบบนั้น แต่ก็มีเพลงที่เคยทำไว้ก็เอาไปใส่ในอัลบัม จริงๆ ผมมีอีก 2 เพลงที่ผมทำไว้นานแล้ว ยังถูกเก็บไว้อยู่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยิน D ต้อนรับเข้าสู่ห้องหมายเลข 101</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187493" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>มาพูดถึง ROOM101 อัลบัมนี้ใช้เวลาทำนานแค่ไหน</strong></p>



<p>ครึ่งอัลบัมหลังใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แต่ถ้าเป็นครึ่งแรกที่อู๊ดแต่ง เช่น รักทักมา หมดหนทาง Trust Me เพลงที่มันเป็นแนว R&amp;B ฮิปฮอป และก็แนว Afrobeats พวกนี้ทำไว้นานแล้วครับ 3 ปีได้แล้ว ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี เพลงใหม่ๆ ของผมมันไม่ใช่แนวนั้นแล้ว</p>



<p>เรามาแนวป็อปบัลลาด ป็อปร็อกแล้วอะ อยู่ๆ จะปล่อยเพลง แอบมองเธอมาตั้งนาน (ฮัมเพลงหมดหนทาง) มันไม่ได้อะ แต่ถ้าเอามาใส่ในอัลบัม ผมว่ามันไปด้วยกันได้ เพราะมันเป็นช่วงวัยรุ่นของเรา และมีช่วงอายุที่เราโตแล้ว คือเพลงมันสามารถทำให้คนเห็นเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเราได้</p>



<p>ในห้องนี้จะมีตั้งแต่อกหัก มีความสุข เศร้า มีความมัน ความเกลียด อะไรอย่างนี้ รวมกันอยู่ในห้องนี้&nbsp; ห้องนี้มันคือเซฟโซนของผม แต่ผมเลือกจบด้วยความแฮปปี้ พวกเราตั้งใจทำอัลบัมนี้กันมากๆ ผมตั้งชื่ออัลบัมก่อนแต่งเพลงอีก ROOM101 ตีกลมๆ ใช้เวลาทำประมาณ 3 &#8211; 4 ปี</p>



<p><strong>เท่าที่ดู</strong> <strong>มีแค่ 1 เพลงที่คุณเขียนเนื้อ เพลงอื่นๆ คนอื่นเขียน เป็นความตั้งใจใช่ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ได้เขียนเพลงมา 5 ปีได้แล้ว แต่พอ ROOM101 เป็นเพลงเปิดอัลบัม ผมจำเป็นต้องเป็นคนเขียนเนื้อเอง เพราะมันจะเล่าเกี่ยวกับอัลบัมนี้ คาแรกเตอร์ของผม การเติบโตจากห้องๆ หนึ่ง เพื่อที่จะไปสู่โลกที่มันใหญ่ขึ้น เพลงนี้ก็จะมีภาษาอังกฤษเยอะหน่อย</p>



<p>เขียนเสร็จแล้วผมก็ส่งไปให้แชมป์ดู บอกมันว่าช่วยแก้ฮุคให้มีภาษาไทยเยอะขึ้นกว่านี้ได้ไหม แชมป์บอกว่า ไม่พี่ ที่พี่ทำมาดีแล้ว ผมสามารถปล่อยเพลงภาษาอังกฤษในปีนี้ได้ไหม คงได้ แต่ผมกลัวคนจะงง</p>



<p>ผมไม่ใช่คนที่เขียนเพลงแล้วรอของ เพราะเดี๋ยวมันจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่มา ส่วนมากผมจะจด แล้วแต่ช่วงระยะเวลาของชีวิตที่มีเรื่องราวเกิดขึ้น ผมก็จะหยิบมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น เพลงผูกพันต้องลา ตอนแรกเป็นเพลงที่คู่รักลากัน เดินไปคนละทาง คือลาอย่างเดียว</p>



<p>แต่ผมถามตูนว่าแล้วความผูกพันล่ะ มันควรต้องมีไหม ตูนบอกมีก็ได้พี่ งั้นเป็นผูกพันต้องลาแล้วกัน ก็เลยได้เพลงนี้มา ช่วงนั้นผมทะเลาะกับภรรยาบ่อย หยิบมาสักมุมที่คนน่าจะเข้าใจง่าย เพราะเราเป็นคนผูกพัน แต่ผู้หญิงชอบบอกเลิกอะเข้าใจไหม (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-187494" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มีเพลงไหนไหมที่ไม่ได้มีอะไรโยงกับเรื่องราวส่วนตัวของคุณเลย</strong></p>



<p>น่าจะเป็น<strong> </strong>อย่ามากกว่าฉันก็พอ มันเป็นเพลงประชดประชัน ปกติแล้วเนื้อเพลงของ GAVIN:D จะซื่อตรงและจริงใจ ย่อยง่าย เข้าใจคนอกหัก แต่กับเพลงนี้ มันเป็นเพลงแรกที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้เป็นตัวเองขนาดนั้น อารมณ์ประมาณว่า เธอคบกันฉันแล้ว ไม่มีใครในโลกดีไปกว่าฉันหรอก คือมันไม่ใช่อินเนอร์ผมเลย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เราชอบเพลง เลิกเป็นเพื่อนกัน ที่สุด มีเบื้องหลังอะไรสนุกๆ น่าเล่าไหม</strong></p>



<p><strong></strong>เพลงนี้ The Toys เป็นคนเขียน ตอนแรกเพลงนี้ชื่อว่า Happy Anniversary ผมรู้สึกว่ามันเข้าใจยาก ทอยส์เขียนเพลงนี้ออกมาเป็นเพลงป็อปกามิที่สุดในอัลบัม คอนเซปต์อันแรกที่ทอยส์เขียนมาคือ So Cool คือเท่เกินที่จะมีความรัก ผมรู้สึกว่ามันยังไม่เข้า ก็เลยบอกทอยส์ว่า Happy Birthday แล้วเมื่อไหร่จะ Happy Anniversary ล่ะ ทอยส์เอาตรงนี้ไปเขียน พอมาอีกรอบคือใช่เลย ตรงตัวตามฮุคเลย<br></p>



<p><strong>ถามคุณบ้างดีกว่า อัลบัมนี้คุณชอบเพลงไหนที่สุด</strong></p>



<p>เพลงโปรดของผมในอัลบัมนี้คือ นิรันดร์ ลูกชายผมก็ชอบเพลงนี้ นิรันดร์เป็นเพลงรักที่สมหวัง เพลงเดียวในอัลบัมนี้เลย ที่มาของเพลงนี้ตลกมาก ผมนอนแล้วฝันถึง คือฝันเป็นทำนองอะครับ ตื่นมาตอนตี 3 ก็เลยอัดส่งไปให้ตูน (Three Man Down)<br><br><strong>อยากรู้ว่าตอนกำลังทำเพลงอยู่ มีเซนส์ไหมว่าเพลงนี้มาแน่ ฮิตแน่</strong><strong><br></strong> มีครับ ผมจะพูดว่ากลิ่นเพลงนี้แรงมาก ไม่ได้พูดว่าเพลงนี้จะดังหรือเปล่า ถ้าพูดว่าเพลงนี้ดัง กลัวมันโมฆะ ซึ่งโดนมาหลายรอบแล้ว (หัวเราะ) มีเพลงหนึ่งชื่อว่า คิดถึงไม่ไหว ที่ผมปล่อยก่อนหน้านั้น ผมคิดว่าเพลงนี้มาแน่ๆ แล้วผมบอกบอกทีมงานเลยว่าถ้าเพลงนี้ไม่มานะ ขอให้เตะหน้าผมเลย แม่งไม่มา (หัวเราะ) หลังจากนั้นตัดสินใจว่าจะไม่พูดคำนี้อีกเลย</p>



<p><strong>ที่ว่ากลิ่นเพลงนี้แรง เอาเข้าจริงมันมีสังเกตคร่าวๆ ไหม</strong></p>



<p>เพลงมันจะแข็งแรง ยกตัวอย่างเช่น ได้แค่เดินมาส่ง เพลงนี้แข็งแรงตั้งแต่คอนเซปต์ พี่บอย (โกสิยพงษ์) เคยพูดว่าเวลาแต่งเพลง เราต้องเห็นภาพ กับเพลงนี้ผมเห็นภาพ ผมได้แค่เดินมาส่งที่ 7-11 ตอนกลางคืน และมันจบแค่นั้น ได้แค่นั้น หรืออาจจะแค่ได้มารับที่ห้อง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม ROOM101 คือห้องที่ผมเคยอยู่</p>



<p>ผมคิดว่าพอได้ฟังเพลงนี้ คนอื่นๆ ก็จะเห็นภาพของตัวเองซ้อนทับกัน คอมเมนต์ใต้เพลงผมจะมีคนเข้ามาแชร์เรื่องราวของตัวเองเยอะมาก ขอบคุณนะจี๊ดที่เคยให้เรามาส่ง (หัวเราะ) แล้วผมก็จะเข้าไปพิมพ์ว่าเป็นกำลังใจให้นะครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187495" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>การทำงานร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ เป็นยังไงบ้าง สนุกสนาน ท้าทาย หรืออะไร</strong></p>



<p>สนุกนะ แต่หลังๆ ผมระมัดระวังคำพูดตัวเองมากขึ้น คิดเยอะขึ้นว่าจะทำงานกับใคร ผมเลือกจากคนที่ผมเชื่อใจแล้วก็ไม่มีกำแพงต่อกันในการทำงาน แต่ก่อนมันจะมีคำว่ายิ่งอายุเพิ่มขึ้น เพื่อนเรายิ่งน้อยลง วันนี้ผมอายุเพิ่มขึ้น แต่ผมว่าเราจะเห็นเพื่อนที่แท้จริงมากขึ้นในเวลาเดียวกัน</p>



<p>เพื่อนที่ไม่ควรที่จะอยู่ในชีวิตก็ลากันไป ดังนั้นไม่ว่าจะศิลปินที่มาฟีต เขียนเนื้อ โปรดิวซ์ หรือทำนอง ส่วนใหญ่เป็นคนที่ผมสนิทใจจะทำงานด้วยกัน</p>



<p><strong>สนิทใจที่จะทำงานด้วย ขยายความหน่อย</strong><strong><br></strong> ผมไม่ค่อยเปิดใจเรื่องการไปชวนใครมาฟีต ถ้าไม่ใช่คนที่เคยทำงานด้วยกัน แต่อย่างแซม BLVCKHEART เราเพิ่งทำงานด้วยกันครั้งแรก พอได้ทำงานกับแซมในสตูดีโอ ผมรู้สึกว่าน้องมันก็เป็นแบบเรานี่หว่า หรือกระทั่งผมฮัมทำนองไปให้ แล้วแซมบอกพี่ร้องแบบนี้แทนไหม</p>



<p>จากตอนแรกที่ไม่ค่อยชวนคนไม่รู้จักมาฟีต กลายเป็นว่าเราแค่เปิดใจนิดหน่อย มันก็ยังมีคนที่เหมือนเรา จริงจังกับงาน ผมแฮปปี้กับการทำงานกับแซมมากๆ อันที่จริงผมฟังเพลงของแซมสม่ำเสมออยู่แล้ว พอเราได้สัมผัสการทำงานของเขา เราก็รู้สึกว่าน้องกำลังเดินไปในเส้นทางที่จะเป็นศิลปินที่ทุกคนจะรู้จัก ตอนนี้ก็พยายามที่จะขายทัวร์กับน้องอยู่ครับ</p>



<p><strong>คุณเห็นความแตกต่างอะไรของเพลงในอัลบัมนี้บ้าง ระหว่างเพลงที่เขียนเนื้อเองกับให้คนอื่นเขียน</strong></p>



<p>มันเห็นชัดเลยว่าทุกคนมีลายเซ็นของตัวเอง ROOM101 ชัดเลยว่าเป็นเด็กฝรั่งเขียนเพลงไทย ได้แค่เดินมาส่งจะมีกลอนและค่อนข้างซื่อตรง แม้แต่เพลงที่ทอยส์เขียนหรือตูนเขียนก็ตาม ฟังก็รู้เลย แต่เราจะทำยังไงให้ตัวตนของเราไปอยู่ในเพลงนั้น เราจะร้องยังไงให้คนอิน ซาบซึ้ง หรือรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว เพลงนี้กวินท์เขียน แต่จริงๆ ไม่ได้เขียนมันต้องควบคุม ถ้าเราควบคุมได้มันจะมีเสน่ห์บางอย่างที่เวลาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่านี่เพลงกวินท์</p>



<p><strong>ที่ผ่านมาคุณได้ฉายาว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงเศร้า ภูมิใจไหมกับฉายานี้</strong></p>



<p>ไม่ใช่แค่เจ้าพ่อ ผมคือฆาตกรเพลงเศร้าเลย (หัวเราะ) ผมงงเหมือนกัน พอปล่อยเพลงสมหวังในความรักมาคนก็ยังไปฟังเพลงเศร้า เพลงอกหัก แล้วมันกลายเป็นเพลงดังหมดเลย ไม่รู้จะทำไงดีเหมือนกัน อาจจะเป็นด้วยน้ำเสียงของผมที่ผมร้อง แล้วก็สีหน้าของผมที่มันดูเศร้า</p>



<p>คนชอบบอกว่าทำไมพี่หน้าตึงๆ เครียดๆ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย ผมแค่จริงจังกับชีวิตเฉยๆ (หัวเราะ) เราน่าจะเป็นคนสร้างกำแพง เคยเห็น Kanye West ทำหน้าของเขาไหม เขาดูเครียดเนอะ แต่เขาไม่ได้เครียดนะ นั่นคืออารมณ์ปกติของเขา แต่เขาพยายามป้องกันตัวเองจากบางสิ่งบางอย่าง ผมอาจจะเป็นแบบนั้น</p>



<p><strong>เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กไหม</strong></p>



<p>เพิ่งมาเป็นตอนพ้น 30 มา คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าผมไม่ได้เฟรนด์ลี แต่แฟนคลับจะรู้ว่าผมเป็นคนที่เฟรนด์ลีมาก ในคอมเมนต์ต้องไปดูเวลาผมพูดคุยกับ FC ผมเป็นคนที่ช็อตฟีลได้เก่งมากๆ เลยนะ เขาก็จะบอกว่าในระหว่างที่พี่กอดเมียอยู่ที่บ้าน ผมร้องไห้ แล้วผมก็จะส่งอีโมติคอนหัวเราะไป (หัวเราะ) สนุกสนาน อยากให้เขามีความสุขไปด้วยในการฟังเพลงอกหัก</p>



<p><strong>ตั้งแต่ทำงานมา ช่วงไหนที่คุณรู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงที่สุด</strong></p>



<p>ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมชอบลืมว่าตัวเองเป็นศิลปิน อินฟลูฯ หรือดารา ไม่เคยคิดว่าตัวเองดังแค่ไหน คิดว่าเราจะทำผลงานอะไรให้คนยอมรับมากกว่า เราจะยังอยู่ในกระแสหรือเปล่า หรือว่าเราดังมากพอที่จะได้งานอันนี้หรือเปล่า มันไม่ได้คิดแบบนั้น คิดว่าทำยังไงให้คนเห็นความสามารถของเรา ไปสู้กันตรงนั้นดีกว่า</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>หนุ่มๆ นักเซนซิทิฟ ฟังไว้ให้ D</strong>                                                                                         <strong>มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจระบายออกไปบ้าง</strong></h2>



<p><strong>FC คุณทุกวันนี้เป็นใคร เป็นหน้าใหม่ หรือติดตามกันมาตั้งแต่อยู่ Kamikaze</strong></p>



<p>หลากหลาย ผมมีกลุ่มที่ติดตามครอบครัวของผมด้วย แล้วก็มีคนที่ติดตามเพลงของผมด้วย ส่วนมากจะเป็นผู้ชายหน้าเข้มๆ มีหนวดที่ติดตามฟังเพลงอกหักของผม กามิก็มีเหมือนกัน เมื่อก่อนแฟนคลับผมจะมีผู้หญิงซะเยอะ แต่พอปล่อยผูกพันต้องลา, คงดีถ้าเป็นเขา, เลิกไม่เป็น ช่วยโกหกว่ารัก จนถึงอัลบัมนี้ ผมมีแฟนคลับวัยรุ่นชายเยอะขึ้น ซึ่งยินดีมากๆ ผมชอบแฟนคลับผู้ชาย (หัวเราะ)<br><br><strong>เพราะคิดว่าผู้ชายกันเข้าใจกันมากกว่าอะไรเชิงนั้นเหรอ</strong></p>



<p>คือผมเป็นผู้ชาย แม้กระทั่งการเลี้ยงลูกของผมก็จะมีความแมนมากๆ บางทีภรรยาผมบอกต้องเบรก ไม่ว่าจะลูกชายหรือลูกสาว แต่ผมก็จะมีความ Respect ให้เขา หรือเวลาผมเรียกลูกว่า ไอ้ตี๋ มานี่ดิ ซึ่งหน้าเขาไม่ตี๋เลยครับ หน้าฝรั่ง (หัวเราะ) จริงๆ หน้าฝรั่งทั้งคู่เลย ไอ้หมวย ผมก็จะคุยเล่นในความเป็นผู้ชายของผม</p>



<p>ผมว่าคนที่มาฟังเพลงผม เขาไว้หนวด ดูเคร่งขึม แข็งแกร่ง แต่จริงๆ แล้วข้างในมีความเซนซิทิฟอยู่ ผู้ชายก็ร้องไห้ได้เปล่าวะ เพลงของผมก็จะเป็นตัวแทนของผู้ชายประมาณนี้ ผมอยากส่งกำลังใจให้คนแบบนี้</p>



<p>เพราะว่าจริงๆ ผู้ชายไม่ค่อยมีคนมาคุยในเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ พอไม่ได้ระบายมันก็จะเกิดความกดดัน พอกดดันมากๆ อาจพลั้งเผลอทำสิ่งไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังประสบกับปัญหาอยู่หรือกำลังอกหัก ก็พยายามหาคนคุย</p>



<p>อย่างผม ผมจะคุยกับภรรยาเพื่อดีท็อกซ์ความคิดบางอย่าง ผมเป็นคนไม่ชอบดีท็อกซ์นะ แต่เรารู้แล้วว่ามันทำได้ เพื่อที่จะแก้ไขบางสิ่งบางอย่างให้ปลดล็อกอะไรบางอย่างที่มันขุ่นเคือง ขอเป็นกำลังใจให้ฝ่ายชายทุกคนที่ กำลังเจอกับปัญหานี้อยู่แล้วไม่รู้จะคุยกับใคร หาคนคุยเว้ยมันมีทางออกเสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187496" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เคยมีช่วงที่คุณไม่ยอมระบายให้ใครฟังไหม</strong><strong><br></strong> มี สมัยก่อนผมจะเก็บ จะหมก ผมจะคิดว่าเราเป็นคนที่แข็งแกร่งมากๆ เราต้องเก็บอยู่เสมอๆ โดยที่ไม่พึ่งพาใครในเรื่องจิตใจ ผมโดนเลี้ยงมาแบบฝรั่ง ก็จะมีความพึ่งพาตัวเองสูงมาก ทุกวันนี้ ผมรู้แล้วว่าสามารถคุยเรื่องละเอียดอ่อนกับคนที่เราไว้ใจได้ หรือออกกำลังกายก็ช่วยได้ครับ</p>



<p><strong>ที่บอกว่าต้องพึ่งพาตัวเอง ถึงขั้นต้องออกไปหาเงินเองเลยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ พ่อผมตัดขาดเรื่องเงินตอนผมอายุ 20 ต้องหาเงินด้วยตัวเอง ผมยังจำภาพตอนร้องไห้ในห้องน้ำได้ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมร้องไห้ในห้องน้ำ อ๋อไม่ มีอีก มีร้องไห้ในห้องน้ำอีก เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย เพราะเขาตัดเงินเดือน แต่เขามีที่อยู่ให้ มีห้องให้ มีรถให้ บ้านผมเป็นครอบครัว Middle Class ก็จะมีทุกอย่างที่เตรียมพร้อมให้เราไปใช้ชีวิตเป็นเป็นผู้ใหญ่ จริงๆ ก็ต้องขอบคุณพ่อแม่แหละที่เขาทำแบบนั้นในตอนนั้น</p>



<p>มันทำให้ผมแข็งแกร่ง ทุกวันนี้ผมพึ่งพาตัวเองได้ ใน 10 ปีที่ผ่านมาที่ผมต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง มันมีข้อเสียตามมาคือจะไม่ฟังพ่อแม่ ข้อดีคือเราจะพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ต้องมานั่งรอว่าใครจะมาช่วย</p>



<p><strong>ช่วงแรกที่ถูกตัดเงินเดือนโกรธไหม</strong></p>



<p>โกรธมาก โกรธสุดๆ โกรธแบบแค้นอะ สำหรับคนอื่นอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ลำบากหรอก พ่อแม่ยังช่วยมึงอยู่เลย แต่ตอนนั้นผมไม่มีรายได้นะ สัญญาผมใกล้จะหมด (จาก Kamikaze) จริงๆ แล้วด้วยซ้ำ ผมไม่ได้มีเงินเดือนเหมือนคนอื่น เรียนมหาวิทยาลัยจบก็ไม่ได้ทำงานอะไร ไม่ได้อยากทำงานออฟฟิศ ผมไปสมัครมาแล้วนะ แต่ทำไม่ได้ ไม่อยากทำ มองไม่เห็นว่าจะประสบความสำเร็จได้ยังไง</p>



<p>เพื่อนยังพูดกับผมอยู่เลยว่า มึงจะทำงานประจำไปตลอดชีวิตเหรอวะ มึงจะหาเงินจากมันได้เหรอ ทุกวันนี้มันยังเป็นเพื่อนสนิทผมอยู่นะ มันออกจากงานประจำแล้ว ไปทำชาบู ไปทำธุรกิจเอง ไปทำอะไรที่ไม่ต้องมานั่งโต๊ะทั้งวันทั้งคืน เราทำงานแค่ 4 &#8211; 5 ชั่วโมงก็หาเงินได้แล้ว จริงๆ ถ้าผมไม่ได้เป็นศิลปินผมก็อาจจะขายของใน TikTok ก็ได้ แต่วันนั้นยังคิดไม่ได้ ผมรู้แค่ว่าผมต้องปลดล็อกชีวิตด้วยอะไรสักอย่าง ช่วงนั้นผมผลักดันตัวเองมากๆ อีกแรงผลักหนึ่งก็มาจากปุ้ยด้วย</p>



<p><strong>วันนี้พอมีลูกแล้ว เคยคิดไว้ไหมว่าจะเลี้ยงเขาแบบไหน</strong> <strong>ประคบประหงมหรือปล่อย</strong></p>



<p>อารมณ์เด็กเขาจะเปลี่ยนไปตลอด คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนอยู่ทุกวัน ถามว่าเราจะมีกรอบให้เขาไหม อาจจะมี หลังๆ เริ่มมีมากขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นว่ามีกรอบเสียจนเขาจะรู้สึกไม่ดีกับเรา กรอบกับเรื่องพื้นฐาน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายตัวเองก็ต้องทำ</p>



<p>และผมพูดอยู่กับภรรยาเสมอว่าช่วยสอนลูกในเรื่องเงินนะ ผู้ใหญ่สมัยก่อนเขาจะบอกว่าเงินไม่ได้เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้เรา ไม่ใช่หรอก เงินเป็นสิ่งที่เราสามารถใช้ได้เพื่อดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้นสอนเขา เพราะว่าไม่งั้นจะเป็นแบบผม ที่ได้เงินมาง่ายและสามารถที่จะทำให้มันหายได้ง่ายเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยมีเงินเยอะขนาดนั้นในบัญชี ตอนอยู่ 3.2.1 ผมใช้หมดเกลี้ยง ไม่มีใครสอนผม</p>



<p>กับลูก เราจะสอนเขาว่าเราทำงานได้เงิน ต้องรู้จักวิธีเก็บเงินด้วย เก็บไม่พอต้องรู้จักด้วยว่าจะลงทุนยังไง แบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แม้ว่าตอนนี้เขาอาจจะไม่เข้าใจแต่ผมก็จะพูดกับเขา เขาถามว่า แดดดี้แล้วเวลาแดดดี้ทำงานเสร็จ แดดดี้เอาเงินไปทำอะไรบ้าง ดี้ก็บอกว่า แดดี้จะเก็บเงิน แล้ววางแผนเงิน ผมจะไม่ซื้อของสะเปะสะปะ เพราะช่วงนี้ลูกผมชอบซื้อของเล่น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187497" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทุกวันนี้คุณเป็นคนใช้เงินเยอะไหม และใช้กับอะไร</strong></p>



<p>หลังๆ ผมชอบเก็บเงินซื้อของใหญ่ ไม่ค่อยซื้ออะไรสะเปะสะปะ อย่างเช่นถ้าผมอยากได้ Porsche ผมก็จะเก็บเงินก้อน หรือถ้าผมอยากได้บ้านหลังใหม่ผมก็จะเก็บเงิน แต่ในชีวิตประจำวันหรือต่อเดือน ผมจะใช้เงินไม่เยอะ เสื้อผ้าผมก็เป็นเสื้อผ้าแนววินเทจ แต่เสื้อผ้าวินเทจมันเริ่มแพงละ</p>



<p>แต่อย่างตัวที่ผมใส่ (จับเสื้อ) อย่างนี้ตัวละ 200 ผมก็ใส่ได้ ไม่จำเป็นต้องแพง เมื่อก่อนผมใส่แบรนด์เนมเยอะมาก เงินในบัญชีหายไปเยอะ พอเราสร้างตัวตนขึ้นมาเราก็อยากแต่งตัวหรือสร้างสไตล์ที่ให้คนเห็นเรา ทุกวันนี้ผมกลับมาใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น คือไม่ใช้จ่ายอะไรนอกเหนือจากที่เราควรจะใช้ หาของอร่อยกิน มากกว่าที่จะต้องมานั่งซื้อเสื้อผ้าทุกวัน</p>



<p>ผมเพิ่งมาใส่แบรนด์เนมตอนอยู่ฮิปฮอป ตอนอยู่แก๊ง Already Deadd ผมคิดว่าการใส่แบรนด์เนม มันอยู่ใน Culture ความเป็นฮิปฮอป มันจะต้องใส่เสื้อแบรนด์เนม เข็มขัดแบรนด์เนม รองเท้าแบรนด์เนม พอออกมาจากจุดนั้น เราก็ไม่ได้ใส่แบรนด์เนมทั้งตัว เหลือแค่ไม่กี่ชิ้น แว่นอันนี้ Cartier เสื้อตัวนี้ก็จะเป็นเสื้อวินเทจของ Harley ตัวนี้ H&amp;M ราคาไม่แพงมาก</p>



<p>ส่วนกางเกงยีนส์ ผมชอบใส่ยีนส์มาก ผมมีแหล่งกางเกงยีนส์นะครับ ชื่อร้านว่า Denim_Bird ราคาไม่เกินพัน จะมีพวก Levi&#8217;s Edwin Carhartt มีหมดเลย ลองเซิร์ชใน IG ก็ได้ ผมไม่เคยไปร้านเลย สั่งออนไลน์ตลอด มันก็เป็นกางเกงที่ขายในห้างนั่นแหละ แต่ผมชอบเสื้อผ้าที่คนใส่มาแล้ว ชอบเสื้อผ้าที่สกปรก ไม่ชอบของใหม่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อกหักอยากฟังเพลงเศร้า<br>คิดถึงเขา GAVIN:D</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187498" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>คุณอยู่ในวงการนี้มาแล้วกี่ปี</strong></p>



<p>โห รู้อายุเลยถ้าบอก (หัวเราะ) ตอนนี้ผม 34 ถ้านับตั้งแต่ออกเพลงแรกตอนนั้นผม 17 ก็ประมาณ 17 ปีแล้ว<br><br><strong>นานเหมือนกันนะ ในฐานะศิลปิน จาก Day 1 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เติบโตขึ้นแค่ไหน</strong></p>



<p>ผมเปลี่ยนไปมาก Guitar Mag เพิ่งเขียนถึงผมว่าอัลบัมนี้ กวินท์ดูเป็นศิลปินใหม่ ในแต่ละช่วงชีวิต ผมว่าผมเป็นศิลปินใหม่ทุกครั้ง ตอนฮิปฮอปผมก็รู้สึกว่าผมเป็นศิลปินอีกคนหนึ่ง ตอนอยู่ 3.2.1 ผมก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่ง ในวันนี้ผมก็รู้สึกว่าผมก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่ง</p>



<p>แต่ถามว่ามันห่างหายความเป็นกวินท์ไหม ไม่นะ มันจะมีลายเซ็นของเราอยู่ในทุกๆ เพลง แฟนเพลงผมอาจพอรู้ อ๋อ กวินท์มันร้องอย่างนี้ มันเขียนเพลงแบบนี้ ระหว่างนั้น ผมจะถามตัวเองเสมอว่าอยากไปถึงจุดไหน ทำเพลงเพื่อความสุขหรือเพื่อเงิน หาคำตอบเพื่อให้ชัดเจนกับตัวเอง</p>



<p>ในช่วงแรกๆ ผมยังมองไม่เห็น คิดไม่ออกว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ผมว่าเราต้องถามตัวเองบ่อยๆ แล้ววางเป้าหมาย เพราะถ้าไม่ใช่จะได้ไปทำอย่างอื่น หรือบางทีพ่อแม่ผู้ปกครองส่งลูกไปทำในสิ่งที่เขาไม่ได้อยากทำ อยากให้เขาเป็นศิลปิน ดารา นักร้อง แต่ลูกไม่ได้อยากเป็น<br><br>ยุคนี้ผมว่าเราควรถามตัวเองให้มั่นใจว่าอยากทำจริงไหม ถ้าไม่อยากทำควรสู้ ควรบอก ยืนยันกับคนที่เขาบังคับให้เราทำว่าเราไม่ชอบ เรามีสิ่งที่อยากทำมากกว่า คนเราจะเติบโตได้ถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่จะทำได้ดี ทำได้เก่งไหมนั่นอีกเรื่อง แต่พื้นฐานคือต้องถามตัวเองบ่อยๆ ไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม คุณทำเพื่ออะไร ตอบให้ได้</p>



<p>หรือไม่ก็ไปตรวจ DNA ซะ เพราะว่าเราจะได้รู้ว่าเราชอบจริงหรือไม่ อันนี้เรื่องจริงนะ มันจะบอกเลย ผมตรวจ DNA ลูก ผลบอกว่าลูกชอบสัตว์ แล้วเขาก็พูดออกมาจากปากเลยว่าเขาอยากเป็นสัตวแพทย์ ซึ่งก็ดี แต่เขาก็ชอบดนตรีด้วย ชอบตีกลองด้วย<br><br><strong>ถ้ามีคนบอกว่าอยากเป็นศิลปินให้ได้แบบกวินท์ คุณจะตอบว่า</strong><strong><br></strong><strong> </strong>อย่าเป็นแบบผมเลย (หัวเราะ) เหนื่อย แต่ขอให้ฟังเพลงอกหักของผมไปเรื่อยๆ นะครับวัยรุ่นมีหนวด ผมจะพยายามเอาใจคุณให้มากที่สุด แล้วก็ใครที่อยากได้กำลังใจตามคอนเสิร์ต ก็มาหาผมได้ ผมสามารถเป็นคนๆ นั้นที่กอดคุณได้โดยที่เราไม่รู้จักกัน</p>



<p><strong>ในฐานะศิลปิน ตั้งเป้าหมายอะไรไว้อีก อยากไปถึงขั้นไหน</strong></p>



<p>ผมอยากไปเมืองนอกด้วยเพลงไทย อยากมีชื่อที่เมืองนอกด้วย นี่คือที่คิดไว้ ผมมีเพลงที่แต่งไว้เยอะมาก ที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่คิดจะปล่อย อยากเอาใจแฟนเพลงบ้านเราก่อน ทำให้เขาติดใจหลงใหลไปกับเพลงของเราให้ได้ ถ้าทำได้ก็จะทำไปเรื่อยๆ อยากให้เขามีความสุขกับเพลงอกหัก (หัวเราะ)</p>



<p>ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดังอีกแค่ไหน หรือวันหนึ่งจะเงียบหายไป ผมคงทำเพลงเศร้าไปเรื่อยๆ ประคองมันไป เลี้ยงมันไป<br><br><strong>คือชัดเจนว่าจะทำเพลงเศร้า ไม่อยากทำเพลงรักให้มากกว่านี้ ถี่กว่านี้</strong></p>



<p>ไม่ครับ (หัวเราะ) ชัดเจนไหม คนชอบพิมพ์มาว่าเมื่อไหร่กวินท์จะทำเพลงรัก ผมทำแล้วตั้งหลายเพลง ไม่ฟังกันเลย ชอบฟังแต่เพลงเศร้าๆ กัน งั้นฟังเพลงอกหักกันต่อไปครับ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/room101-gavind/">ศาสดาชายรักช้ำ อัลบัมใหม่ ROOM101 และความคิดที่ตกผลึกแล้วในวัย 34 ของ GAVIN:D</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ปอร์เช่ ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ โปรเพลเยอร์เวลตันตระเวนเก็บแต้มจากศิลปินสู่นักแสดง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/porsche-sivakorn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารยา อุตอามาต]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 May 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[SVRN]]></category>
		<category><![CDATA[เลือดรักนักฆ่า]]></category>
		<category><![CDATA[MyDearestAssassin]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[artists talk]]></category>
		<category><![CDATA[NetflixTH]]></category>
		<category><![CDATA[ปอร์เช่ศิวกร]]></category>
		<category><![CDATA[PorscheSivakorn]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186842</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศิลปิน นักแสดง อะไรทำนองนั้นไม่ได้อยู่ในคำตอบแบบฟอร์มของเด็กชาย ‘ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ ช่องที่ให้กรอกว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่วันนี้เขากลับยืดตัวแนะนำตัวอย่างมั่นใจว่า “สวัสดีครับ ปอร์เช่ ศิวกร เป็นศิลปินครับ” “สวัสดีค่ะ หล่อมากค่ะ” หลังทักทาย อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเครื่องหน้าของชายหนุ่มชุดหนังสีดำตรงหน้า คาแรกเตอร์ความเท่ฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วห้องอย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ หลังจากได้ยินเขายิ้มรับตอบคำชมด้วยท่ามือพนมเหนือหัว ทำเอาเราไหว้กลับแทบไม่ทัน เบบี๋ T-Pop หน้าอย่างเนี้ยะไม่รัก หน้าอย่างไหนเธอถึงจะรัก โอ๊ยอย่ามัวแต่กั๊ก ราชรัก..มาเกย&#160; หากย้อนไปเมื่อปี 2014 หน้ากระจกคงมีหลายคนแอบซ้อมเต้นเพลง ‘ปาว ปาว (Shout)’ ของวง V.R.P kamikaze อย่างแข็งขันรวมถึงหนุ่มน้อยผมฟ้าปาดเจลใส่หมวกกลับหลังในยุคสมัยนั้นใครเห็นก็ว่าโคตรเท่ เด็กชายคนนั้นนั่งอมยิ้มอยู่ตอนนี้&#160; “โอโห อันนี้ OG ปีลึก” ถ้านับตั้งแต่สมัยช่วงผมฟ้าตอนนี้ปอร์เช่เติบโตมากี่ปีแล้วในวงการ “ถ้าเป็นผลงานเพลง ผมเทรนตั้งแต่ช่วงอายุ 13 &#8211; 14 (ยกนิ้วขึ้นมานับ) ประมาณนั้น ดูเป็นผู้เฒ่ามากครับ” อยู่มานานขนาดนี้เพราะสิ่งนี้นับเป็นความฝันในวัยเด็กเลยไหมนะ “ที่จริงไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาแนวทางนี้ ตอนเป็นเด็กเราก็แนวเด็กผู้ชาย โตมาอยากเป็นนักกีฬา โตมาอยากเป็นนักบินอวกาศ โตมาอยากจะทำอะไรสักอย่างที่มันเกี่ยวกับการใช้กำลัง ตอนเด็กๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/porsche-sivakorn/">‘ปอร์เช่ ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ โปรเพลเยอร์เวลตันตระเวนเก็บแต้มจากศิลปินสู่นักแสดง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ศิลปิน นักแสดง อะไรทำนองนั้นไม่ได้อยู่ในคำตอบแบบฟอร์มของเด็กชาย ‘ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ ช่องที่ให้กรอกว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่วันนี้เขากลับยืดตัวแนะนำตัวอย่างมั่นใจว่า</p>



<p>“สวัสดีครับ ปอร์เช่ ศิวกร เป็นศิลปินครับ”</p>



<p>“สวัสดีค่ะ หล่อมากค่ะ”</p>



<p>หลังทักทาย อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเครื่องหน้าของชายหนุ่มชุดหนังสีดำตรงหน้า คาแรกเตอร์ความเท่ฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วห้องอย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ หลังจากได้ยินเขายิ้มรับตอบคำชมด้วยท่ามือพนมเหนือหัว ทำเอาเราไหว้กลับแทบไม่ทัน</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เบบี๋ T-Pop</strong></h2>


<div class="wp-block-image is-style-default">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186843" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><em>หน้าอย่างเนี้ยะไม่รัก หน้าอย่างไหนเธอถึงจะรัก</em></p>



<p><em>โอ๊ยอย่ามัวแต่กั๊ก ราชรัก..มาเกย</em>&nbsp;</p>



<p>หากย้อนไปเมื่อปี 2014 หน้ากระจกคงมีหลายคนแอบซ้อมเต้นเพลง ‘ปาว ปาว (Shout)’ ของวง V.R.P kamikaze อย่างแข็งขันรวมถึงหนุ่มน้อยผมฟ้าปาดเจลใส่หมวกกลับหลังในยุคสมัยนั้นใครเห็นก็ว่าโคตรเท่ เด็กชายคนนั้นนั่งอมยิ้มอยู่ตอนนี้&nbsp;</p>



<p>“โอโห อันนี้ OG ปีลึก”</p>



<p><strong>ถ้านับตั้งแต่สมัยช่วงผมฟ้าตอนนี้ปอร์เช่เติบโตมากี่ปีแล้วในวงการ</strong></p>



<p>“ถ้าเป็นผลงานเพลง ผมเทรนตั้งแต่ช่วงอายุ 13 &#8211; 14 (ยกนิ้วขึ้นมานับ) ประมาณนั้น ดูเป็นผู้เฒ่ามากครับ”</p>



<p><strong>อยู่มานานขนาดนี้เพราะสิ่งนี้นับเป็นความฝันในวัยเด็กเลยไหมนะ</strong></p>



<p>“ที่จริงไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาแนวทางนี้ ตอนเป็นเด็กเราก็แนวเด็กผู้ชาย โตมาอยากเป็นนักกีฬา โตมาอยากเป็นนักบินอวกาศ โตมาอยากจะทำอะไรสักอย่างที่มันเกี่ยวกับการใช้กำลัง ตอนเด็กๆ เราสายกีฬา แต่ก่อนเป็นทีมฟุตบอลโรงเรียน ก่อนเป็นศิลปินก็เคยแข่งเต้นมาก่อน พวกประกวดเต้น cover”&nbsp;</p>



<p>ชายหนุ่มเริ่มสาธยายถึงสิ่งที่เริ่มสรรค์สร้างความเป็นศิลปินในตัวเขา หลังจากประกวดเต้นก็เริ่มหัดเรียนร้องเพลง ก้าวเท้าเข้าสู่การออดิชั่นจนผ่านเข้ารอบ ระหว่างนั้นก็เริ่มค้นพบตัวตนของตัวเองมากขึ้นหลังจากได้ชิมบทบาทของศิลปิน นักแสดงก็ได้รู้ตัวว่าอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบจนกลั่นกรองมาเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้ที่พูดได้เต็มปากว่าตกหลุมรักในอาชีพปัจจุบันเข้าซะแล้ว</p>



<p><strong>คิดว่าเสน่ห์ของตัวเองที่ไม่ว่าจะผ่านไปใครมา ก็มักจะแวะหลงเสน่ห์เป็นประจำคืออะไร</strong></p>



<p>ถามไม่ทันจบปอร์เช่รีบสวนตลบหลังทันทีว่า “ไม่มี จริงๆ ไม่มีนะ”</p>



<p>หากเป็นตอนเด็กๆ เขาคงขำแล้วตอบตามสเต็ปว่าคงเป็นไฝที่คอ แต่พอโตมาเอาเข้าจริงๆ มองไปมองมาก็ยังยืนยันว่าตนนั้นไม่ได้เป็นบุคคลประเภทที่มีเสน่ห์ พอความเงียบเข้าปกคลุมชายหนุ่มก็ยิ่งพยักหน้าเพิ่มความน่าเชื่อถือ หากมีธงขาวในมือคงยกมาโบกไปมาแล้วยืนยันว่านั่นเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามนี้</p>



<p><strong>แต่หากลงมือค้น ‘ปอร์เช่ ศิวกร’ หลักฐานก็กระแทกตาเกือบบอดว่าเขานั้นมีคนชื่นชอบไม่ใช่น้อยเลย</strong></p>



<p>“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอบไม่ได้เพราะว่ามันมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบก็มี สมมติว่ามีคนชมว่าสีหน้าการแสดงทั้งบนสเตจกับในจอออกมาดี แต่ก็จะมีคนที่บอกว่าไม่ชอบเลย ทำหน้าแบบนี้ทำไม ก็มีเหมือนกัน”</p>



<p>“มันคือความรู้สึกของคนที่ชอบและไม่ชอบ บางทีเราก็ไม่ได้ตรงกับ Beauty Standard ที่เขาชอบ ก็ว่าไม่ได้ เราเลยไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคนเขาชอบกันไหม ซึ่งก็แล้วแต่การชอบของแต่ละคนเลยว่าคิดยังไงกับผม ไม่ได้อยากไปบังคับเขาหรอก (ขำ)”</p>



<p><strong>น้องปอร์เช่น่ะเหรอ เขาเป็นเด็กดี ชอบช่วยเหลือไม่อยากให้คนอื่นเครียด แล้วตอนนี้ตัวเองเครียดหรือเปล่า</strong></p>



<p>“พื้นฐานที่มองโลกในแง่ดีแบบไม่อยากให้คนอื่นเครียด มันน่าจะเกิดขึ้นจากตัวผมเองที่เป็นคนเครียดและคิดมากอยู่แล้วด้วยแหละ แต่ไม่อยากให้ทุกคนเป็นตาม เพราะมันจะกัดกินสุขภาพจิตใจไปเยอะเลย ทุกคนมีความสุขอย่างนี้ดีแล้วครับ (ยิ้ม)”</p>



<p><strong>มีคติประจำใจมั้ย</strong></p>



<p>“ไม่มีเลยครับ ไม่มีคติอะไรเลย แต่เราจะคิดตลอดว่า ทำดีแล้วหรือยัง เต็มที่แล้วหรือยัง”</p>



<p><strong>งั้นขอถามอีกครั้งว่าสรุป ปอร์เช่ ศิวกร เป็นคนยังไง</strong></p>



<p>“เอ่อ เป็นคำถามที่ตอบยากมากครับ ถ้าให้นิยามตัวเอง ผมคิดว่าผมเป็นคนที่ใช้สื่อศิลปะในการเปิดเผยอารมณ์ตัวเองแล้วกันครับ แต่ถ้าเรื่องคาแรกเตอร์ เท่ น่ารัก ตามที่เขาพูดกันนี่อาจจะยากหน่อยแล้วแต่มุมมอง มันพูดเองไม่ได้ แล้วทุกคนรู้สึกยังไงครับ (ย้อนถาม)”</p>



<p>“แต่ถ้าเอาจากที่คนอื่นพูดกันแล้วอธิบายมาอ่าน ก็อาจจะสรุปได้ว่าเราเป็นคนไนซ์กับเจนเทิล ซึ่งสำหรับผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันจริงหรือเปล่า”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แบบฝึกหัดชีวิต</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186849" style="width:597px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>การแสดงไม่ใช่ทาง นั่นเป็นคำตอบสมัยก่อนของ ‘ปอร์เช่ ศิวกร’ ดังนั้นเราขอชวนมาย้อนถามอีกครั้งในฐานะนักแสดงนำหนังเรื่องล่าสุด ‘เลือดรัก นักฆ่า’ ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร</strong></p>



<p>“คือต้องอธิบายอย่างนี้ก่อนครับ ผมจะเรียกสองทางนี้ว่าศิลปะทางด้านเพลงกับการแสดงแล้วกัน ทั้งสองอย่างคือศิลปะเหมือนกัน แต่ผมจะถนัดทางด้านเพลงมากกว่า ส่วนการแสดงจะไม่ค่อย จะไม่ค่อยยย เข้าถึงลึกขนาดนั้นเพราะว่าศาสตร์มันค่อนข้างต่างกันมาก การที่เราเป็นตัวเองได้เต็มที่กับการที่สร้างคาแรกเตอร์มา แล้วให้คาแรกเตอร์นี้ใช้ร่างกายเราแทน”</p>



<p>“พอเรามีการเป็นตัวเองในการใช้อารมณ์ด้านเพอร์ฟอร์มมากๆ การสลับมาทางด้านการแสดงมันจะพลิกแบบแตกต่างกันเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น สมมติผมเป็นคนชอบอย่างนี้ แต่ว่าตัวละครที่ผมสร้างขึ้นมาเขาไม่ได้ชอบกินแบบที่เรากิน เขาไม่ได้หายใจแบบที่เราหายใจ เขาไม่ได้กระพริบตาจังหวะตรงกับเรา จังหวะพูดก็ไม่ใช่อย่างนี้ มันเลยทำให้พอทำงานควบคู่กันเราต้องมีความแยกประสาทยากนิดนึง”</p>



<p>“เพราะตัวละครเราเป็นแบบนี้ แต่เราไม่ใช่แบบนั้น แต่พอเราขึ้นสเตจเราต้องเป็นตัวเราจริงๆ ผมเลยชอบทางเพอร์ฟอร์มมากกว่า ผมไม่ได้ต่อต้านการแสดง ผมอยากพัฒนาด้านการแสดงด้วย แค่ว่าจะเป็นคนที่เรื่องมาก มากๆ เกี่ยวกับเรื่องบท ถ้าบทไหนคล้ายเดิม คาแรกเตอร์คล้ายกับที่เคยเล่นไปแล้วจะไม่ค่อยสนใจมาก เพราะผมอยากท้าทายตัวเองกับบทบาทใหม่ๆ มากขึ้น”</p>



<p><strong>การพลิกบทบาทไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วอะไรที่สามารถช่วยให้การแสดงเราดีได้ยิ่งขึ้น</strong></p>



<p>“ผมขออธิบายในสิ่งที่โตมาแล้วรู้สึกได้แล้วกัน ผมรู้สึกว่ายิ่งเรารู้จักความรู้สึกตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ เราจะใช้มันเป็นเครื่องมือได้มากกว่าเดิม แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่รู้จักความรู้สึกตัวเองเลยมั้ง เราจะจับไม่ค่อยได้ว่าตัวละครรู้สึกอะไรอยู่ แต่ตอนนี้พอเริ่มเวิร์กช็อปบ่อยขึ้น เริ่มเทรน เราเห็นแล้วว่าตอนเราเล่น ตัวละคร เรารู้สึกแบบไหน แล้วเราจะให้ความรู้สึกตัวละครไปต่อได้ยังไงบ้าง”</p>



<p>หลังจากพยายามคิดตาม คิ้วก็ถูกดึงมาขมวดโดยอัตโนมัติจนชายหนุ่มเสื้อหนังมองหน้าสวมบทอาจารย์ไล่ถามเชิงว่าเข้าใจใช่ไหม</p>



<p>“จะเข้าใจยากนิดนึงนะ มัน abstract ครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้สึกมากๆ”</p>



<p>หลังจากพยักหน้ารับสารอาจารย์เสื้อหนังก็ขอตอบคำถามข้อต่อไป</p>



<p><strong>ศิลปินก็ชัวร์ นักแสดงก็ใช่ อยากรู้ว่าแต่ละบทบาทชอบพาร์ตไหนที่สุด</strong></p>



<p>“พาร์ตศิลปินผมชอบในการที่เราใช้อารมณ์ตัวเองได้เต็มที่ เราเป็นตัวเราได้เต็มที่ในการ explore การถ่ายทอดศิลปะการพูดตัวเอง หรือสกิลตัวเอง ส่วนพาร์ตนักแสดงผมชอบในการที่ผมได้รู้จักตัวละครตัวนี้ที่มาใช้ร่างผม เรารู้สึกสนิทกับเขามาก แต่ว่าสักวันก็ต้องปล่อยเขาไปถ้าเรื่องที่ผมแสดงมันจบลง เสน่ห์ของสองอย่างมันเลยต่างกัน มันคือการที่เราได้รู้จักตัวเองกับการที่เราได้รู้จักตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา”</p>



<p><strong>มีคนบอกว่าปอร์เช่ไปสุดทุกทาง ทั้งบนเวที ทั้งในหน้าจอ รู้สึกยังไงกับประโยคนี้</strong></p>



<p>“รู้สึกขอบคุณ ขอบคุณที่ appreciate ผมแบบนั้น ผมไม่รู้หรอกว่า เราดีเท่ากับมาตรฐานที่เขาตั้งไว้หรือเปล่า แต่เราก็เต็มที่กับทุกๆ อย่างที่เราทำ เราให้เกียรติคนทำงาน เราให้เกียรติกับหลายอย่างที่มันเกิดขึ้น เราเห็นพี่ช่างไฟ พี่ทำอาหาร พี่คนทำงานเบื้องหลังเขาตั้งใจกันมาก เราไม่สามารถดูถูกความตั้งใจเขาได้โดยการที่เราทำชุ่ยๆ ใส่เขา ดังนั้นผมเลยอยากทำให้มันเต็มที่ในทุกๆ ครั้ง ทุกๆ งานเพื่อทำให้สิ่งที่เราตั้งใจมันจะสื่อสารถึงคนดู”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ลูกศิษย์ยิปมัน</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186848" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>2.14 นาที ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘เลือดรัก นักฆ่า’ ถูกปล่อยอย่างเป็นทางการจาก Netflix ตัวละครที่โผล่มาเตะต่อยจนต้องกดหยุดเพื่อวนดูซ้ำเพราะติดใจลีลาต่อสู้นั้นมีนามว่า ‘เอ็ม’ แห่งบ้าน 89</p>



<p>“หนังแอกชันเรื่องแรกเลยครับ เรื่องแรกแล้วก็หวังว่าอนาคตจะมีอีกครับ ติดใจ”</p>



<p>ชายหนุ่มเสื้อหนังคุมโทนดำยิ้มแนะนำว่าคนในภาพยนตร์นั่นเป็นภาพจริง ถ่ายทำจริง คนที่เห็นก็เป็นคนจริงๆ ที่เขารับบทแสดง</p>



<p><strong>ความรู้สึกแรกหลังจากได้รับบทเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>“ตื่นเต้นครับ ตื่นเต้นอย่างแรก เป็นคำตอบที่ธรรมดามากจริงๆ แต่ผมไม่ค่อยได้รับการแสดงแบบการไปแคสอะไรอย่างนี้ จะมีไปแคสเพราะอยากลอง แต่เรื่องนี้แคสเพราะสนใจจริงๆ มีคนรู้จักผมเขาเป็นแคสติงแล้วเรียกไปให้ลองแคส เราก็ เฮ้ย! เขายังนึกถึงเราอยู่ก็ดีใจ พอลองไปแคสปุ๊บ ยากว่ะ (ขำ) เหนื่อยว่ะ (ขำต่อ) ตื่นเต้น ดีใจ แล้วก็อยากทำให้มันออกมาดีครับ”</p>



<p><strong>สะใจสมกับที่ไปแคสมาไหม</strong></p>



<p>“เหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ เพราะว่ามูฟเมนต์มันต่างกับการเต้นที่เราทำมากกว่า อ่อ ลืมบอก ผมว่าบางอย่างที่ผมกับตัวละครเหมือนกันคือความยืดหยุ่นครับ อันนี้คือสิ่งที่ได้ใช้เยอะมากพวกท่าเตะ ขาหรือแขน หรือพวกการฉีกขา หรือการเคลื่อนไหวที่บางครั้งต้องใช้กับสลิงนี่มันช่วยมาก มันจะมีพวกท่าที่ผมจะต้องไต่กำแพงถ้าเกิดผม flexibility น้อยขาผมจะก้าวไปไม่ได้เลยเพราะว่ามันต้องเป็นมุมองศาพอดีแต่พอเรามี flexibility เราเลยทำได้”</p>



<p>กลับมาตอนเวิร์กช็อป แอกชันปุ๊บ เหนื่อยกว่าที่คิดไว้ ถามว่าสะใจไหม สะใจมากๆ และอยากเล่นต่อ ติดแค่ว่ามันเจ็บตัวครับ ช้ำหมดเลย ช้ำทั้งตัว เพราะมันจะมีท่าทั้งการชกต่อยปกติรวมถึงมีการดึง เหวี่ยง ทุ่ม มันจะมีจังหวะดึงบางอย่างที่ต้องโดนตัวแล้วกระแทกบ้าง มันก็เลยจะมีแผลช้ำเป็นปกติครับ”</p>



<p><strong>บทบาทครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ยังไง</strong></p>



<p>“ตัวละคร <strong>เอ็ม</strong> กับตัวละครที่ผมเคยเล่นมาแล้ว ด้านคาแรกเตอร์หรือ personality ต่างๆ ผมว่ามีความต่าง แต่ยังไม่ฉีกมาก ผมว่าฉีกจริงๆ คือการใช้ร่างกาย มูฟเมนต์ อันนี้คือฉีกจริง เพราะปกติเราไม่ใช่คนที่ต้องฝึกศิลปะการต่อสู้ ที่ต้องคอยมองทุกอย่างว่าเป็นอาวุธได้ตลอดเวลา เราไม่ได้ต้องการการป้องกันตัวตลอดเวลาอะไรขนาดนั้น”</p>



<p>&nbsp;“ตัวละครเอ็มในเรื่อง ถูกเลี้ยงมาโดยนักฆ่า เพราะฉะนั้นจะต้องซ้อมมวยหลายๆ ประเภท มวยผสม มวยนู่นมวยนี่ ต้องฝึกใช้อาวุธ ต้องฝึกมองว่า ณ ห้องนี้ถ้าเกิดผมจะโดนพี่ตากล้องทำร้าย หรือโดนคนสัมภาษณ์ทำร้ายผมจะใช้อะไรได้บ้างเป็นอาวุธ หรือว่าผมจะต้องป้องกันตัวเองยังไง มันเลยค่อนข้างจะแตกต่างมุมมองจากผม”</p>



<p>“สมมติว่าผมตัวจริงนั่งแบบนี้ ผมก็จะนั่งสัมภาษณ์เลยครับว่าผมโดนทำร้ายไม่ทันได้คิดป้องกันตัวหรอก แต่ถ้าเป็นเอ็มเข้ามาในห้องต้องดูแล้วว่าอะไรใช้ป้องกันตัวได้บ้าง หนีทางไหนถึงจะดีที่สุด”</p>



<p><strong>เราชอบหนังประเภทนี้อยู่แล้วด้วยเหรอ</strong></p>



<p>“ผมดูอยู่แล้วครับ ผมชอบพวกหนังแอกชัน แฟนตาซี ชอบพวกต่อสู้ เอาจริงผมชอบดูยิปมัน”</p>



<p><strong>แล้วแอบเลียนแบบท่าตามด้วยไหม</strong></p>



<p>“(ขำ) ไม่ๆๆๆ ที่จริงเคยเรียนมวยหย่งชุนจริงๆ สมัยก่อน”</p>



<p><strong>มวยอะไรนะ</strong></p>



<p>“มวยหย่งชุนครับ ที่ยิปมันใช้”</p>



<p><strong>เขาทำท่าแบบไหนนะ มวยหย่งชุน</strong></p>



<p>“ปกติมวยเวลาต่อยมันจะต่อยอย่างนี้ใช่ไหมครับ (ทำท่าประกอบ) แต่หย่งชุนจริงๆ มันคือมวยที่ใช้ให้แม่ชีป้องกันตัว เพราะฉะนั้นจะเป็นมวยที่ใช้ในที่แคบๆ ได้ การตั้งการ์ดของหย่งชุนจะขึ้นมาเป็นสามเหลี่ยมแบบนี้ เวลาต่อยก็จะต่อยเป็นเส้นตรงสามเหลี่ยม ทุกอย่างจะเป็นสามเหลี่ยมตลอดเวลา ซึ่งจะต่างกับมวยที่เน้นคล่องแคล่วว่องไว ชก ชก ชก ของหย่งชุนจะขยับ ขยับ ขยับแค่นี้ จะไม่ค่อยมีกระโดดไปมา”</p>



<p>ลูกศิษย์ยิปมันออกลวดลายร่ายรำโชว์วิธีการต่อสู้ราวกับตรงนี้มีศัตรูตัวฉกาจคอยเล่นงานเขาอยู่ แต่ลองมาคิดๆ ฉากบู๊ในหนังไม่เห็นวิชายิปมันสอดแทรกอยู่นะจึงถามออกไปว่า</p>



<p><strong>แต่ไม่ได้ใช้?</strong></p>



<p>“ใช่ครับ มันคนละแบบกันเลย…”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186847" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังแอกชันเรื่องแรก ทีเซอร์ 2.14 นาทีก็รู้แล้วว่าเข้มข้น แล้วในมุมนักแสดงกลับบ้านมา ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง</strong></p>



<p>“อย่างแรกเลยคือสมัครเทรนฟิตเนสครับ คุยกับพี่เขียนบท ผู้กำกับว่าอยากให้หุ่นมันเป็นประมาณไหน แล้วเราก็มาดูว่าในระยะเวลาที่เราทำได้ทันประมาณไหนครับ เพราะเรามีเวลาเตรียมตัวร่างกายประมาณ 1 เดือน ซึ่งสำหรับการปั้นหุ่นผมรู้สึกว่าน้อยมาก”</p>



<p>“สิ่งที่เตรียมตัวคือเล่น ฮิต (HIIT) ครับ มันคือการ High-Intensity Interval Training การที่หัวใจเราจะอยู่โซน 3 โซน 4 ตลอดเวลาในระยะเวลา 1 ชั่วโมง เวลาพักจะน้อยมาก สมมติว่าเราตั้งโปรแกรมว่าเราจะวิ่ง 1 กิโล เอ้ย! ไม่ถึงนี่หว่า มันมี 1 กิโลนะครับ แต่เราเริ่มต้น 300 &#8211; 400 เมตรสลับกับยกเวต สลับกับโรลที่มันเป็นเครื่องดึง สลับกับพูลอัป สลับกับสกี สลับกันอย่างนี้ทั้งหมด 7 &#8211; 8 อย่าง ทำทั้งหมด 3 เซต ต้องทำเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าบางทีเราเกิดฟิตมาก เราก็เสร็จภาย 40 &#8211; 50 นาทีได้ เล่นไปแบบนี้เรื่อยๆ จนหัวใจเราแข็งแรงมากขึ้น การฝึกอย่างนี้มันช่วยให้หัวใจเราฟื้นตัวเร็วครับ”</p>



<p>อาจารย์คลาสการแสดงเมื่อแรกเริ่มบทสนทนาลอกคราบออกมากลายเป็นเทรนเนอร์เต็มตัวแล้วตอนนี้ หากไม่ติดว่าพื้นที่ที่เราสัมภาษณ์ถูกเซตฉากไว้ ดาราหนุ่มคงได้ลงไปนอนกลิ้งสาธิตวิธีปั้นหุ่นเป็นแน่</p>



<p>“เวลาเราเล่นฉากแอกชันมันไม่ได้เล่นแล้วเสร็จทันที แต่มีเปลี่ยนมุมกล้องด้วย เพราะฉะนั้นมันต้องหายเหนื่อยเร็วเพื่อที่จะต่อสู้ต่อได้ไว โดยที่ไม่พัก อารมณ์ของตัวละครต้องต่อเนื่องเราจำเป็นต้องฝึกร่างกายนี้ไว้ก่อน และเป็นการบิลด์ให้ร่างกายของตัวละคร ตัวใหญ่ขึ้นตามที่ควรจะเป็นด้วย”</p>



<p>ปอร์เช่ยืดตัวให้เห็นภาพพร้อมยกตัวอย่างว่า หากเทียบกับตอนนั้นเขาตัวใหญ่มากๆ พอต้องเจอแรงปะทะเยอะๆ มันต้องใช้ร่างกายเป็นตัวซับแรงแล้วก็ช่วยเซฟร่างกายด้วยในฐานะนักแสดง แต่ตอนนี้ปรับหุ่นให้ลดลงมาบ้างแล้วเพราะหากไม่ปรับหุ่นกลับคืน คงมีคนปวดคอก่อนนั่งคุยจบแน่นอน</p>



<p><strong>แล้วซีนอารมณ์ล่ะ ยากไหม หรือระดับเราแล้วแค่นี้สบายบรื๋อ</strong></p>



<p>“ศูนย์ครับ (พูดเสียงดัง) บอกไว้ก่อนว่าผมเป็นคนที่ไม่รู้จักอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช่อารมณ์ตัวเองสิ ต้องบอกว่าเป็นอารมณ์ของตัวละครแล้วกัน จากที่เคยแสดงมา เหมือนเป็นจุดกังวลของผมที่คิดกับตัวเองว่า ถ้าเรากลับมาแสดงเราจะทำได้ป่าววะ รู้สึกเราอ่อนเรื่องนี้มาก แต่พอเราโตขึ้นเราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วสิ่งนั้นทำให้ผมรู้จักตัวละครมากขึ้นเหมือนกัน”</p>



<p><strong>หมายถึงการเติบโตหรอ</strong></p>



<p>“ใช่ ผมว่าการเติบโตนี่แหละ น่าจะรู้จักตัวเองมากขึ้นมั้ง พอเราได้ลองค้นหาความรู้สึก อารมณ์ตัวเองมันเลยทำให้เรารู้จักอารมณ์ตัวละครได้เหมือนกัน ทำให้เข้าถึงตัวละครได้มากขึ้น”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186846" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกอย่างไรในมุมมองของปอร์เช่ ศิวกร</strong></p>



<p>“โอออ หนังเรื่องนี้รู้สึกเหมือนกินอาหารที่มี Before taste แล้วก็มี Aftertaste ครับ หมายความว่าพอเราเห็น เรารู้สึกอย่างหนึ่ง แต่พอเราเริ่มเสพ เรารู้สึกอีกอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็จะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง มันมีหลายอารมณ์อยู่ในหนังเรื่องนี้ที่ผมรู้สึกนะ”</p>



<p><strong>มีอุปสรรคอะไรที่ท้าทายจนถึงขั้นกลับไปนอนเครียดที่บ้านไหม</strong></p>



<p>“ผู้กำกับ คนเขียนบท และนักแสดงรุ่นใหญ่ครับ รู้สึกยากมากเพราะทุกคนเก่งกันหมดเลย เล่นกับพี่ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) พี่ใบเฟิร์น (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) พี่คุ้ย (ทวีวัฒน์ วันทา) กำกับ พี่เจี๊ยบ (วรรธนา วีรยวรรธน) เขียนบท แล้วก็เจอ พี่ชาย (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) แล้วก็ไม่รู้ว่าดวงเป็นไรเวลาเล่นจะเจอนักแสดงรุ่นใหญ่ตลอด แล้วเราก็จะกดดันตลอด เพราะเรารู้ว่าเขามีศักยภาพอะไรบ้าง มีสกิลอะไรบ้าง เราต้องพัฒนาตัวเองยังไงบ้างให้สิ่งที่ทุกคนตั้งใจทำไม่ดร็อป ก็เลยกดดันว่าเราจะทำได้ดีไหม เราจะทำงานเขาเสียหรือเปล่า ถ้าเราเข้าไปเราจะทำให้มีสีสันอะไรที่มันดีขึ้นได้บ้าง”</p>



<p><strong>แต่มันไม่ถึงขั้นคิดมากจนยอมแพ้ใช่ไหม</strong></p>



<p>“ไม่ๆๆๆ ไม่ยอมแพ้ ผมจะยอมแพ้ยากถ้าเรายังไม่เคยลอง ถ้าลองยังไม่สุดก็ยังไม่ยอมแพ้ ต้องลองสุดไปก่อน แต่สุดของผมก็อาจจะมีสุด สุดแล้ว สุดอีก แต่ปกติเราจะไม่ค่อยยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ ครับ! ”</p>



<p><strong>มีช่วงไหนไหมที่ตัวละครในเรื่องมันรีเลตกับเรา</strong></p>



<p>“ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ เพราะแบ็กกราวนด์ตัวละครก็ไม่เหมือนกัน ฉากอารมณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น เหตการณ์ที่ตัวละครเจอไม่รีเลตกับผมเลย เราเลยจะไม่ได้รีเลตกันขนาดนั้น แต่ว่าเรารู้จักตัวละครเลยทำมันออกมาได้ในระดับหนึ่ง”</p>



<p><strong>ไม่เหมือนกันเลย แปลว่าต้องทำความรู้จักกันมาก</strong></p>



<p>“ใช่ๆ บางอย่างมันไม่ได้ถูกเล่าในหนัง เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างแบ็กกราวนด์ของตัวละครเอง บรรยากาศการโตมาเป็นยังไง มีเพื่อนไหม ชอบกินอะไร หายใจยังไง โดดเดี่ยวรู้สึกยังไง ตอนคลอดถูกรับมาเลี้ยงรู้สึกยังไง เราต้องเริ่มทำแบ็กกราวนด์ตัวละครให้แน่นก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าจุดประสงค์ของการพูดของตัวละคร การปฏิบัติตัวของตัวละครว่ามันทำเพราะอะไร”</p>



<p><strong>คิดว่าบทบาทของตัวเองมีส่วนสำคัญอะไรต่อเรื่องนี้</strong>&nbsp;</p>



<p>“อื้มมม เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากครับ ตอบยังไงให้ไม่สปอยล์ดี (ขำ) ผมว่าตัวละครนี้เป็นตัวละครที่เป็นเหมือนกาวแล้วกัน เป็นกาวที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับเพื่อน เป็นตัวละครที่มอบ energy ที่ดีให้กับความสัมพันธ์และสมการของบ้าน 89 หลังนี้ครับ”</p>



<p><strong>บทแอกชันได้ลองแล้วตอนนี้อยากลองบทอะไรต่อ</strong></p>



<p>“ฆาตกรครับ” อืม เหมาะจริงกับรอยยิ้มที่ฉีกให้ชม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>โปรเพลเยอร์เวลตัน</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186845" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>การที่เราเป็นทั้งศิลปินและนักแสดงบาลานซ์ชีวิตยังไง ยุ่งขนาดไหน</strong></p>



<p>“ไม่ยุ่งหรอกครับ เพราะผมไม่ค่อยรับงานแสดง ผมทำเพลงเป็นหลักมากกว่า ถ้าทำควบคู่กันต้องบาลานซ์ให้ดีสำหรับตัวผมมันยากตรงที่ว่าถ้าเราทำเพลงแล้ว อยากให้ลุคเป็นอย่างนี้ แต่บทบาทตัวละครต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง มันค่อนข้างจะตีกัน เราไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะไม่งั้นภาพตัวละครกับภาพศิลปินเราทรงจะคล้ายๆ กัน”</p>



<p>“แต่ผมไม่ค่อยยุ่งหรอกอย่างที่บอกผมเรื่องมากเรื่องบทครับ ถ้าเจอบทที่ใช่ก็จะรับ”</p>



<p><strong>นิสัยเรื่องมากที่พูดถึง เป็นเฉพาะเรื่องบทหรือในชีวิตจริงด้วย</strong></p>



<p>“ (ขำ) เรื่องมากในชีวิตจริงด้วย อย่างที่บอกว่าผมเรื่องมากกับบท เพราะอยากพัฒนาด้านการแสดง เราอยากได้บทที่ต่างจากที่เราเคยเล่น สมมุติเรื่องหน้ามีบทที่ติดต่อเข้ามาคล้ายๆ เอ็ม จะเริ่มชั่งใจ แล้วก็จะไม่ได้กระโจนเข้าไปแบบครั้งแรก”</p>



<p><strong>แปลว่าชอบลองอะไรใหม่ๆ อะไรที่ท้าทายตื่นเต้น</strong></p>



<p>“ใช่ๆ ด้วยความที่เราอยากทำความรู้จักกับตัวละครด้วยแหละ เหมือนเราได้รู้จักกับคนและมุมมองใหม่ๆ แต่ความชอบลองอะไรใหม่ๆ ก็เป็นแค่เรื่องงาน กับเรื่องที่สนใจ เรามองว่าศิลปะการแสดงมัน abstract มันไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวัน มันจะมีศาสตร์ไหนวะที่เราสร้างตัวละครขึ้นมา แล้วให้ตัวละครมาใช้ร่างกายเรา ในสมองเรารู้แหละว่าเนี่ยตัวละคร เราคิดและรู้สึกอยู่แต่ก็มีอีกซีกที่รู้ว่า อ๋อ เห็นว่าตัวละครกำลังคิดอยู่ แล้วตัวละครกำลังใช้ร่างกายเราที่แสดงอยู่”</p>



<p><strong>คิดว่าหมุดหมายชีวิตในตอนนี้คืออะไร</strong></p>



<p>“น่าจะคล้ายๆ กับตอนที่พูดไปว่าไม่รู้ว่าคติคืออะไร น่าจะเป็นคำที่บอกว่าทำทุกวันให้ดีที่สุดเพราะเราไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้อีกกี่วัน”</p>



<p><strong>แล้วในการทำงานล่ะ เป้าหมายคืออะไร มีชัยชนะที่เราอยากจะไปคว้ามันมาไหม</strong></p>



<p>“ไม่มีหรอก ผมอยากชนะตัวเองมากกว่า อยากให้อนาคตที่เกิดขึ้นภายภาคหน้ามองย้อนกลับมาแล้วภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่อยากให้มองกลับมาแล้ว เอ้ย! เสียดายว่ะงานนี้น่าจะอย่างนี้ดีกว่า เลยอยากให้มันเต็มที่ทุกอย่างเพื่ออนาคตตัวเองที่มองกลับมาแล้วดีแล้วไม่เสียดาย”</p>



<p><strong>แล้วตอนนี้มองกลับไปแล้วยิ้มได้ไหม</strong></p>



<p>“โมโหมากกว่าครับ มองกลับไปและอยากไปแก้หลายอย่างเลย แต่เราก็มองว่ามันเป็นช่วงเวลาหลายอย่างที่ผ่านมา บางอันที่เราไม่ชอบที่เราคิดว่าทำแบบนี้ไปทำไมวะ แต่อย่างน้อยมันก็เป็น journey ที่ทำให้เรารู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบจนมาถึงเราในวันนี้”</p>



<p><strong>เคยทำมาหลายอย่างมาก มีอะไรที่อยากลองทำต่อหลังจากนี้ไหม</strong></p>



<p>“หลังจากนี้เหรอครับ ลองสลับกันสัมภาษณ์ไหมเดี๋ยวผมสัมภาษณ์บ้างตอนนี้เลย หรือไม่ก็สลับกับพี่ตากล้องก็ได้เดี๋ยวผมถ่ายให้ครับ”</p>



<p>หลังขำกันยกใหญ่ขอย้อนกลับไปเมื่อกี้ที่พูดว่าตั้งใจทำทุกอย่าง อยากให้อนาคตมองกลับไปแล้วไม่เสียดาย แล้ว ถ้าถามอีกทีมีอะไรที่อยากกลับไปแก้ไขในชีวิตไหม</p>



<p>“ทุกอย่างเลยครับ (ขำ) ย้อนแย้งไหมๆ อธิบายง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่า ผมมองว่าผมเกิดการผิดหวังมาเยอะมากหลังๆ เลยอยากให้ทำทุกวันให้มันเต็มที่ไม่อยากผิดหวังหรือเสียดายกับบางอย่างที่ไม่ได้ทำลงไป ถ้ามองแยกเป็นเรื่องน่าจะดีปเกินไป งั้นเรามาพูดรวมๆ กันดีกว่า ผมแค่ไม่อยากเสียดายหรือเสียใจบางอย่างที่เราเคยพลาดไป”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186844" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>10 กว่าปีที่ผ่านมานี้คิดว่าความตั้งใจของตัวเองคุ้มค่าหรือยัง</strong></p>



<p>“เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากครับ คิดว่าความพยายามของผมมันคุ้มค่าหรือยัง (นิ่งคิด) เอาเป็นว่าคุ้มค่าหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าทำให้ผม ณ เวลานี้ ณ ตอนนี้ ณ ตอนที่สัมภาษณ์อยู่แฮปปี้ได้ก็ถือว่าโอเคครับ”</p>



<p><strong>ในปีที่ผ่าน 27 จะก้าวเข้า 28 มีอะไรที่เราค้นพบไหม</strong></p>



<p>“ถ้าในวัย 27 ที่ค้นพบด้านความคิด ความหวังคือสิ่งที่อันตรายการมองโลกในแง่ดีบางอย่างคือสิ่งที่อันตราย กับสุขภาพจิตเรามาก ถ้าเกิดผลลัพธ์มันไม่ได้ออกมาอย่างที่เราคาดหวังมันไว้ มันคือสิ่งที่สามารถทำให้เราดิ่งได้เลย”</p>



<p><strong>ได้ข่าวเป็นคนติดเกมมาตั้งแต่เด็ก ถ้าให้เทียบชีวิตตอนนี้คิดว่าถึงเลเวลไหนแล้ว</strong></p>



<p>“มันตันกี่เลเวลครับ”</p>



<p><strong>เอาเป็นว่าใกล้เจอบอสยัง</strong></p>



<p>“อาจจะใกล้แล้วแต่ยังไม่ใช่ลาสบอสครับ :)”</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>“เมื่อกี้ดาราเหรอ เขาหล่อนะ หน้าใสกริ๊งเลย”</strong></p>



<p>สงสัยปอร์เช่ ศิวกรจะหอบความหล่อเหลากลับไม่หมดคุณรปภ. เลยเผลอลื่นตกหลุมรักไปอีกคนซะแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/porsche-sivakorn/">‘ปอร์เช่ ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ โปรเพลเยอร์เวลตันตระเวนเก็บแต้มจากศิลปินสู่นักแสดง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภูเขาลูกใหม่ของ พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ตผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hui-design-director/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[พลหุยประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[TheShowcaseFestivalbyPolHuiprasert]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186529</guid>

					<description><![CDATA[<p>“Big Ass เปิดตัวโคตรใหญ่เลยครับ” “(หัวเราะ) เขาจะทำคอนเสิร์ตไง” พี่พล หรือเฮียพล ไม่ว่าสรรพนามไหน เขาคือคนที่ศิลปินมักเอ่ยคำขอบคุณตอนจบคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ ซึ่งนั่นก็เพียงพอจะบ่งบอกถึงความสำคัญของเขาได้เป็นอย่างดี หลายคนนิยามเขาว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ แต่ขอโทษ&#8230;นั่นเป็นคำยกยอที่เขาเกลียดนักเกลียดหนา แม้จะปฏิเสธคอเป็นเอ็นแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝีมือในการปรุงคอนเสิร์ตของเขาได้รับการยอมรับจากคนในวงการเพลงไทย ศิลปินดังในยุคนี้ต่างยกหูกริ๊งขอให้เขาช่วยคิดและออกแบบคอนเสิร์ตมาแล้วทั้งนั้น พล หุยประเสริฐ คือ Design Director จาก H.U.I. ผู้อยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตศิลปินไทยมากว่า 20 ปี เขารังสรรค์คอนเสิร์ตให้ศิลปินคนไหนมาบ้าง คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงในการค้นหา ให้นึกชื่อศิลปินดังขึ้นมาเร็วๆ สักหนึ่งชื่อ เขาก็อาจจะเคยทำคอนเสิร์ตให้ ด้วยศักดิ์และศรีขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 4 ปีก่อน เขามีความคิดจะวางมือจากการทำคอนเสิร์ต ไม่ถึงกับเลิกทำแล้วไปนอนเกาพุงอยู่บ้าน เพียงแต่อยากลดจำนวนงานลง จากปีละ 50 งาน อยากลดเหลือแค่ปีละ 5 งาน “ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง&#8230;ห่วยว่ะ มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ แต่จนตอนนี้ วินาทีนี้ เขาก็ยังไม่วางมือจาก H.U.I. เร็วๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hui-design-director/">ภูเขาลูกใหม่ของ พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ตผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“Big Ass เปิดตัวโคตรใหญ่เลยครับ”</p>



<p>“(หัวเราะ) เขาจะทำคอนเสิร์ตไง”</p>



<p>พี่พล หรือเฮียพล ไม่ว่าสรรพนามไหน เขาคือคนที่ศิลปินมักเอ่ยคำขอบคุณตอนจบคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ ซึ่งนั่นก็เพียงพอจะบ่งบอกถึงความสำคัญของเขาได้เป็นอย่างดี หลายคนนิยามเขาว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ</p>



<p>แต่ขอโทษ&#8230;นั่นเป็นคำยกยอที่เขาเกลียดนักเกลียดหนา แม้จะปฏิเสธคอเป็นเอ็นแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝีมือในการปรุงคอนเสิร์ตของเขาได้รับการยอมรับจากคนในวงการเพลงไทย ศิลปินดังในยุคนี้ต่างยกหูกริ๊งขอให้เขาช่วยคิดและออกแบบคอนเสิร์ตมาแล้วทั้งนั้น</p>



<p><strong>พล หุยประเสริฐ</strong> คือ Design Director จาก H.U.I. ผู้อยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตศิลปินไทยมากว่า 20 ปี เขารังสรรค์คอนเสิร์ตให้ศิลปินคนไหนมาบ้าง คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงในการค้นหา ให้นึกชื่อศิลปินดังขึ้นมาเร็วๆ สักหนึ่งชื่อ เขาก็อาจจะเคยทำคอนเสิร์ตให้</p>



<p>ด้วยศักดิ์และศรีขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 4 ปีก่อน เขามีความคิดจะวางมือจากการทำคอนเสิร์ต ไม่ถึงกับเลิกทำแล้วไปนอนเกาพุงอยู่บ้าน เพียงแต่อยากลดจำนวนงานลง จากปีละ 50 งาน อยากลดเหลือแค่ปีละ 5 งาน</p>



<p>“ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง&#8230;ห่วยว่ะ<em> </em>มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ</p>



<p>แต่จนตอนนี้ วินาทีนี้ เขาก็ยังไม่วางมือจาก H.U.I.</p>



<p>เร็วๆ นี้เขากำลังจะมีคอนเสิร์ตของตัวเอง The Showcase Festival by Pol Huiprasert คอนเสิร์ตที่เขาและทีมหุยผันตัวมาเป็นผู้จัด ออกแบบเอง ร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างค่ายเพลง What The Duck ปักหมุดวันที่ 25 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี</p>



<p>นี่คือคอนเสิร์ตที่เขานิยามว่าเป็นภูเขาลูกใหม่ที่ยังไม่เคยปีนมาก่อน บนนั้นมีอะไรรอเขาอยู่บ้าง ยังไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่เรารู้ 20 กว่าปีบนเส้นทางการออกแบบคอนเสิร์ต เขาได้บทเรียนไม่น้อย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เสี้ยนเอง อยากเอง ก็ต้องทำเอง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อิมแพ็คว่างพอดี อะ ลุย</strong></h2>



<p>“ผมว่าเขาต้องมีมุขใหม่ แน่ๆ เลย พี่พลอะ”</p>



<p>“ต้องออกมาดีอยู่แล้ว อยากให้เขาออกมาแสดงตัวในคอนเสิร์ตด้วย”</p>



<p>นั่นคือสิ่งที่ JEFF SATUR และ BOWKYLION อยากเห็นใน The Showcase Festival By Pol Huiprasert คอนเสิร์ตรวม 6 ศิลปินที่หุยผันตัวเองมาเป็นผู้จัด ศิลปินอีก 4 คนคือ VIOLETTE WAUTIER, NONT TANONT, 4EVE และ THE TOYS</p>



<p>อย่างที่บอก คอนเสิร์ตนี้ถือเป็นภูเขาลูกใหม่ที่ H.U.I. ยังไม่เคยสำรวจมาก่อน ให้มองอย่างนี้ ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 H.U.I. เป็นแค่บริษัทรับจ้างทำฉาก ออกแบบเสตจ แสง สี เสียง ทำสคริปต์ และทำงานบนเงินคนอื่น</p>



<p>หรือพูดให้ชัดขึ้นคือนักออกแบบคอนเสิร์ตไม่ใช่เจ้าของเงิน ดังนั้นต่อให้มีไอเดียล้ำๆ หรืออยากเซ็ตฉากยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน ถ้าศิลปินหรือผู้จัดขอให้ตัดพาร์ตใดพาร์ตหนึ่งทิ้ง นักออกแบบคอนเสิร์ตก็ต้องจำใจตัดทิ้ง</p>



<p>แต่นักออกแบบคอนเสิร์ตอย่างพลไม่ใช่คนยอมอะไรง่ายๆ</p>



<p>“สมมติเราอยากได้แบบนี้แต่ผู้จัดบอกว่าไม่เอา เขาอยากได้กำไร 40% ผมก็ได้แต่ทำใจ ถ้าอยากใส่อะไรเพิ่มเข้าไป ผมต้องออกเงินเอง หลายครั้งมันเลยเข้าเนื้อ เพราะนั่นคือความอยากของเรา ไม่ใช่ความอยากของคนจ่ายเงิน”</p>



<p>อยากเองก็ต้องทำเอง ออกเงินเอง คล้ายโชคชะตา สภาพการณ์เอื้อให้เขาต้องทำเดี๋ยวนี้ โอกาสมาแล้ว&nbsp;</p>



<p>“เรื่องของเรื่องคือผมจองที่อิมแพ็ค อารีน่าไว้ให้วงๆ หนึ่ง แล้วเกิดความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ไม่ได้จัด แต่จองฮอลล์ไปแล้วเอาไงดี อิมแพ็คฯ ไม่ได้จองง่ายๆ ด้วย มันต้องลุยแล้วล่ะ ครั้งนี้ไม่ใช่ศิลปินเป็นคนอยาก ไม่ใช่ผู้จัดอยาก เราเสือกอยากเอง เราก็ต้องจ่าย”</p>



<p>การผันตัวมาเป็นผู้จัดครั้งแรกของหุย ใครก็ต้องมุงเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่คนยังเดาไม่ออกคือ หุยจะมาไม้ไหน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186537" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>6 ชั่วโมงกับ 6 ศิลปิน จะออกแบบโชว์ยังไงให้คนไม่เบื่อ</strong></p>



<p>ตอนนี้เรากำลังคิดรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้โชว์มันมีไดนามิก ที่สามารถดึงดูดผู้ชมในฮอลล์ ให้เขาสนุกและชมมันได้แบบไม่ละสายตา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพูดคุยกับหลายๆ ฝ่ายอยู่ ว่ามันจะเป็นไปได้มากแค่ไหน ถึงงานนี้มันจะเป็น Showcase ของเราแต่ผมก็ให้ความสำคัญกับศิลปินเช่นกัน</p>



<p><strong>พอขายว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ไอเดียมาจากนักออกแบบคอนเสิร์ตเพียวๆ มันคือการโชว์ฝีมือคนเบื้องหลังแบบเต็มที่เลยใช่ไหม</strong></p>



<p>ใช่ คือเราต้องเข้าใจว่าคอนเสิร์ตๆ หนึ่ง ไม่ได้เกิดจากศิลปินคนเดียว มันมีทั้งมิวสิกไดเรกเตอร์ คอริโอกราฟ และอีกมากมายที่ช่วยกันทำจนสำเร็จ ผมอยากดึงคนเหล่านั้นมาทำในโปรเจกต์นี้ด้วยกัน ศิลปินไม่ต้องทำอะไรเยอะมาก</p>



<p>คนเบื้องหลังที่ผมชวนมาทำด้วยกัน เราแยกกันรับผิดชอบเลยนะ สมมติกลุ่มนี้ดูแลพาร์ตของทอย กลุ่มนี้ทำให้โบกี้ กลุ่มนี้ทำให้เจฟ แยกกันไปเลย เพื่อให้เกิดสีสันใหม่ๆ ในการทำโชว์ แต่ไอเดียมาจากหุย 100%</p>



<p><strong>พอเป็นงานตัวเอง 100% ฟีดแบ็กน่าจะมาถึงตรงๆ เตรียมรับมือยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ก็กลัวนะ ผมเป็นคนกลัวเรื่องพวกนี้ รับไม่ค่อยได้อะ (หัวเราะ) ผมก็รู้สึกแพนิก เป็นเหตุผลที่ออกฟรอนต์บ่อยไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าไม่กล้ารับ เราเข้าใจเลยเวลาศิลปินโดนด่า</p>



<p>ก็ต้องทำใจครับ หุยมันต้องโตขึ้น ผมทำได้แค่รอดูว่าการทดลองทำสิ่งใหม่ของหุยจะเป็นยังไง คงไม่ตายหรอกมั้ง เอาแค่ตอนนี้ก็เหมือนโดนด่านิดนึงแล้ว <em>จะขายบัตรอยู่แล้ว รูปแบบเป็นยังไงยังไม่เคาะเลย</em> อ๋อ ใช่ครับ ยังไม่ได้เคาะจริงๆ เพราะเราอยากทำให้ได้มากกว่าที่เขาอยากได้<br><br><strong>ผู้ชมควรคาดหวังอะไรไว้ก่อนไหม</strong></p>



<p>เขาก็ควรคาดหวังนะ เพราะมันเป็นมุมมองใหม่ของการทำโชว์ในบ้านเรา ตอนประกาศว่าจะทำคอนเสิร์ตนี้ คนโทรหาผมคนแรกๆ คือพี่บอย (โกสิยพงษ์) <em>เฮ้ย พล กูอยากช่วยอันนี้ว่ะ</em> ผมบอก <em>งานพี่ผมยังไม่เสร็จเลย ยังไม่ได้ส่งงานเลย</em> พี่บอยบอก <em>ไม่ๆ อยากช่วยอันนี้ เพราะรู้สึกมันเจ๋งดีว่ะ</em> เขาใช้คำนี้นะ <em>สมัยกูก็ขายคอนเสิร์ตโดยการเป็นนักเขียนเพลงไง เดี๋ยวนี้นักเขียนเพลงหลายคนก็เอาเพลงของตัวเองมาทำคอนเสิร์ต นี่ครั้งแรกปะที่คนทำโชว์มาทำคอนเสิร์ต</em></p>



<p>แปลว่ามันน่าสนใจ ผมเข้าใจคนดูนะว่าเขาก็ต้องคาดหวัง แต่ผมกดดัน (หัวเราะ) ถ้าเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวผมปล่อยเต็มแม็กซ์อยู่แล้ว แต่พอเป็นรวมศิลปิน การเอาสเกลระดับคอนเสิร์ตเดี่ยวมาใส่ พูดตรงๆ คือเป็นไปไม่ได้ สมมติเอาค่าโปรดักชัน 20 ล้านมาใส่ในคอนเสิร์ตรวม 6 ศิลปิน มันเป็นร้อยล้านแน่</p>



<p>ความยากคือทำยังไงให้ออกมาพอดีที่สุดและยังต้องเป็นโชว์ที่เจ๋งอยู่ มันเลยต้องคิดเยอะขึ้นและซับซ้อนขึ้น แต่อย่างน้อยที่สุด ตัวผมเองรู้สึกท้าทายและตื่นเต้น ผมจะพยายามทำอะไรที่น่าสนใจในงานนี้ให้ได้</p>



<p><strong>ปลายทางอยากให้คนดูได้รับประสบการณ์แบบไหนกลับไป</strong></p>



<p>จริงๆ ไม่ได้คิดว่าอยากให้คนดูได้อะไร แต่มันมีโจทย์หนึ่งคือว่าเราอยากทำคอนเสิร์ตที่เราอยากเห็น ดังนั้นคนดูอาจจะได้เห็นสิ่งที่เราอยากเห็นกลับไป มันมีหลายอย่างมากที่เราคิดจะทำ คงต้องรอดูกันวันจริง บางมุกที่เราใส่ไปคือคนดูต้องเล่นกับศิลปินตลอดเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะล้นหรือเปล่า หรือเขาแค่อยากฟังเพลงเฉยๆ</p>



<p>อย่างที่บอก งานนี้มันคือการทดลองสิ่งใหม่ๆ ของหุย และเป็นงานโชว์เคสคนเบื้องหลัง ไม่อยากให้คนดูคาดหวังว่ามันต้องมีโปรดักชันอลังการ เพียงแต่ทุกอย่างของโชว์มันถูกดีไซน์มาแล้วอย่างตั้งใจ</p>



<p><strong>ข้ามช็อตไปถึงผลตอบรับ ถ้าคนดูชอบกระแสดี มีแผนจะทำต่อไหม</strong></p>



<p>ถ้าไปรอดก็จะมีอีก และอาจเป็นดีไซน์เนอร์คนอื่นมาทำ บ้านเรามีคนในวงการที่น่าเชิดชูอยู่ตั้งเยอะ อาจเป็นคนที่เคยทำงานแข่งกับผมก็ได้ ไม่เป็นไรมาทำด้วยกัน ผมอยากเห็นงานเขากับศิลปิน ผมอยากเห็นว่าโชว์มันจะเปลี่ยนไปยังไง น่าสนใจยังไง ผมอยากให้งานนี้มันมีทุกปีด้วยซ้ำ ผมอาจจะเป็นคนเริ่มทำสัก 2 ปี ปีต่อไปก็เป็นคนอื่นมาทำ ผมอยากเห็น<br><br><strong>มันน่าจะเป็นหมุดหมายที่ดีในวงการ</strong></p>



<p>ใช่ โดยเฉพาะกับคนเบื้องหลังทั้งหมด คนดูจะได้เห็นว่า เฮ้ย งานศิลปะที่อยู่ในมือคนทำงานมันมีคาแรกเตอร์นะ ความคิดและการทำงานของคนเบื้องหลังมันมีผลต่อโชว์ที่เขาดู</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ใครๆ ก็บอกว่าไทยแลนด์คือแดนคอนเสิร์ต</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แต่ขอโทษ&#8230;ที่ถูกคือ กรุงเทพฯ</strong></h2>



<p>“มันเบื่ออะ เบื่อมาก อยากลดจำนวนงานลง”</p>



<p>“ปีหนึ่ง หุยต้องทำคอนเสิร์ตประมาณ 50 งาน ทำกันไม่ไหวหรอก”&nbsp;</p>



<p>ในหนึ่งปีปฏิทิน เมืองไทยมีคอนเสิร์ตเฉลี่ย 521 งาน บริษัทหุยรับไปทำ 50 กว่างาน แปลว่าหนึ่งเดือน เขาและทีมงานต้องทำคอนเสิร์ต 4 งานเป็นอย่างน้อย บางคอนเสิร์ตมันเริ่มซ้ำ เขาแอ่นอกยอมรับอย่างลูกผู้ชาย</p>



<p> “ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง&#8230;ห่วยว่ะ<em> </em>มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ</p>



<p>ในเบื้องต้น เขาอยากลดจำนวนให้เหลือสัก 5 งานต่อปี อยากจะค่อยๆ ลด แต่ว่าก็กลัวไม่มีเงิน เขาจึงแตกบริษัทแล้วให้บริษัทลูกทำงาน มองพ้นไปจากความมั่นคงในอาชีพ มันน่าสนใจตรงที่ว่า จำนวนงานที่หุยรับทำต่อปี มองลึกลงไป คล้ายเป็นกระจกสะท้อนว่าบ้านเรานิยมคอนเสิร์ตกันมากทีเดียว</p>



<p>แต่ในอีก 1 &#8211; 2 ปี คอนเสิร์ตจะลดปริมาณลงกว่าที่เป็นอยู่ เขาคะเนว่าอย่างนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>ตอนนี้คุณทำอะไรในบริษัทหุยบ้าง</strong></p>



<p>ยังเป็น Design Director แล้วก็ทำทุกอย่างในบริษัท ตอนนี้หุยมันปรับเปลี่ยนแตกแยกย่อยไปมีบริษัทลูก แต่ผมก็ยังดูภาพรวมทั้งหมดและกำลังหาก้าวต่อไปของหุยอยู่ ผมคิดว่าบริษัทหนึ่งไม่ควรจะอยู่ที่เดิมนาน มันควรโตไปเรื่อยๆ</p>



<p><strong>50 กว่างานนี่เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งหมดเลยไหม ทำกันไหวเหรอ</strong></p>



<p>มันจะมีทั้งงานสเกลเล็กสเกลใหญ่ปนๆ ซึ่งไม่มีผลอะไรด้วยนะ งานเล็กงานใหญ่เหนื่อยเท่ากัน ลูกค้าที่เข้ามามีไม่กี่เจ้า เจ้าหนึ่งเขามีงานให้เราช่วยคิดช่วยทำเยอะ 2 งานใหญ่ 3 งานเล็ก มันก็จำนวนมหาศาล ทำกันไม่ไหวหรอก</p>



<p><strong>แค่ของหุยปีหนึ่งก็ล่อไปครึ่งร้อย คอนเสิร์ตบ้านเราบูมแค่ไหน ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ อยากชวนวิเคราะห์</strong></p>



<p>ผมอยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปี มันจะเห็นลูปแบบนี้บ่อย ที่ช่วงหนึ่งคอนเสิร์ตมันจะเยอะมากเลย คือนักธุรกิจเขาคิดว่าคอนเสิร์ตทำง่าย แค่จ้างศิลปินมา จ้างคนมาทำ จบ ได้กำไร ในความเป็นจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น</p>



<p>อย่างปีที่แล้ว หลายๆ ศิลปินก็ขายบัตรหมดเกลี้ยง คนจะเห็นแค่ยอดภูเขา โอ้โห รวยจังเลย แม้แต่บิวกิ้นก็ตาม อย่างที่ผมบอก ตลาดคอนเสิร์ตกำลังอยู่ในจุดที่อิ่มตัวมากๆ โปรดักต์ใกล้จะหมดแล้ว ถ้าย้อนก่อนหน้านี้สัก 2 ปี มันเป็นยุคของ T-POP ขาย ขาย ขาย มีคอนเสิร์ตเยอะมาก</p>



<p>ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นเวฟที่ 3 หรือ 4 ที่คอนเสิร์ตบูมมากๆ ซึ่งผมตีว่าเป็น Covid Effect หมดเลย ตั้งแต่ตอนนั้นยังไม่หยุดเลย ผมคิดว่ามันอาจจะอิ่มตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ยัง คิดว่าใน 1 &#8211; 2 ปีนี้ คอนเสิร์จจะลดลงแน่นอน</p>



<p>สมมติเราเห็น 500 คอนเสิร์ต มัน Success จริงๆ ผมว่าไม่ถึง 20% ที่เหลือเท่าทุนบ้าง เจ๊งบ้าง คนทั่วไปจะเห็นแค่ตรงที่มัน Success เห็นยอดภูเขาว่า เฮ้ย! เดี๋ยววงนั้นก็จะ Sold Out แน่เลย</p>



<p>เทรนด์มันจะวนไปหารูที่ไม่ได้มีบ่อยๆ นั่นคือคอนเสิร์ตรียูเนียน อันนี้มาแน่ Bakery Music เปิดหัวมาก่อน เดี๋ยวมี FLURE ตามมา และเดี๋ยวบิ๊กแอส (Big Ass) ก็จะมา คนจะกลับไปคิดถึงอะไรแบบนั้น แล้วก็ตลาดที่มันโตขึ้นเรื่อยๆ คือตลาด Gen Y เพราะคอนเสิร์ตมันถูกขายในทุกรูแล้ว นี่น่าจะเป็นช่วงฟุ้งเฟ้อช่วงท้ายๆ&nbsp;</p>



<p><strong>ในแง่คุณภาพ คิดว่าระหว่างคอนเสิร์ตไทยกับเกาหลีแตกต่างกันยังไง</strong></p>



<p>คุณภาพของงานต่างประเทศทั้งหมด ต่างจากงานไทยโดยสิ้นเชิง เพราะโครงสร้างธุรกิจคนละแบบ โครงสร้างคอนเสิร์ตต่างประเทศคือทัวร์คอนเสิร์ต เขาทำหนึ่งครั้งแล้วทัวร์ทั่วโลก ซ้อมแล้วซ้อมอีก เขามีการเตรียมการ จริงๆ ถ้าไปดูทัวร์ของศิลปินต่างประเทศ ทัวร์แรกๆ ของเขาก็ยังมีความขลุกขลัก</p>



<p>ผมดูทัวร์วันแรกๆ ของ Madonna ก็ขลุกขลักนะ พอมาเจอคน เจอของจริงมันต้องปรับเปลี่ยน สักเมืองที่ 6 &#8211; 7 ถึงเริ่มนิ่ง ขณะที่ของไทย ซ้อมกันมา เล่นได้อาทิตย์เดียว กำลังจะปรับปรุงให้ดีเลย รื้อแล้ว มาตรฐานมันจึงค่อนข้างแตกต่างกันอยู่ประมาณหนึ่งเลย</p>



<p><strong>เท่าที่เห็น มีศิลปินบ้านเราทำทัวร์เหมือนกัน แต่ก็ทำได้แค่จังหวัดใหญ่ๆ</strong></p>



<p>ผมพยายามทำนะ ทุกจังหวัดไม่สามารถทำคอนเสิร์ตในคุณภาพเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะแต่ละจังหวัดไม่ได้เท่ากัน</p>



<p>ระบบคอนเสิร์ตไทยจะเปลี่ยนได้ ควรทำให้ได้อย่างเกาหลี แปลว่าอย่างน้อยต้องทำทัวร์ให้ได้สัก 7 &#8211; 8 จังหวัด แล้วควบคุมคุณภาพงานให้ใกล้เคียงกันให้ได้ ถ้าทำได้คุณภาพงานจะดีขึ้น วิธีการทำงานจะดีขึ้น มันต้องทำให้ได้ถึงจะเทียบเท่าสากล<br><br><strong>ถ้าแต่ละจังหวัดไม่ได้ความพร้อมมากเท่ากรุงเทพฯ คิดว่าควรทำยังไงคอนเสิร์ตถึงกระจายไปต่างจังหวัดได้มากกว่านี้</strong></p>



<p>ยากเลย วันนั้นก็เพิ่งจบทัวร์ Purpeech มา แล้วก็นั่งคิดตลอดเลยนะว่าจะทำยังไงให้ได้ เพราะว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจของประเทศด้วยหรือเปล่า คิดว่านะ บ้านเรามันถูกศูนย์รวมมากๆ การเดินทางก็ง่าย</p>



<p>สมมติเราทำคอนเสิร์ตศิลปินสักคน แล้วบอกว่าจะจัด 5 จังหวัด แต่เราจัดที่กรุงเทพฯ ก่อน ถามว่าคนที่อยู่เชียงใหม่จะบินมาดูไหม ผมว่าอาจจะบินมาดูตั้งแต่วันแรกนะ ก็แปลว่าการไปหาเขาก็ไม่ได้ตอบโจทย์อะไร เพราะเขายอมบินมา</p>



<p>งั้นถามใหม่ ถ้าจัดที่เชียงใหม่ที่แรก คนกรุงเทพฯ จะบินไปดูไหม อันนี้ไม่แน่ เราไม่รู้ ตอนนี้มันต้องคลำหาสูตร คือฝั่งคนดูเขาก็อยากมากรุงเทพฯ กัน อยากมาดูที่อิมแพ็คฯ อาจเป็นเพราะว่าแต่ละจังหวัด มันไม่สามารถทำสเกลเท่าอิมแพ็คฯ ได้</p>



<p>ถ้าเรามีอิมแพ็คฯ ที่เชียงใหม่ก็อาจจะไม่แน่ หรือมีอิมแพ็คฯ ที่ภูเก็ต ที่ขอนแก่น ก็อาจจะทำทัวร์ได้มากขึ้น แล้วเราต้องอย่าลืมว่าวงการเพลงบ้านเรามันไม่ปกติ คือวงการเพลงไทยมันดันมีผับบาร์ด้วย ถ้าเปรียบกับเกาหลี ตอนเขาไปทัวร์ต่างประเทศ ก็เหมือนศิลปินบ้านเราไปเล่นตามผับบาร์ เขาอยู่ได้ด้วยสิ่งนั้น มันเลยทำให้ไม่สามารถทำทัวร์ได้ มันขี่กันอยู่ สมมติอาทิตย์หน้า Purpeech ไปเล่นที่ผับในเชียงใหม่ คนดูก็ อ้าว งั้นกูดูผับสิ</p>



<p><strong>มันนำมาสู่เรื่องต่อมาคือ ค่าบัตรคอนเสิร์ต ต้องยอมรับว่าราคาค่อนข้างสูง แต่แปลกที่คนยังยอมจ่าย คุณว่าบัตรคอนเสิร์ตบ้านเราแพงไปไหม</strong></p>



<p>ผมเกิดมาในยุคที่บัตรราคา 3,000 นี่คือแพงเหี้ยๆ ตอนทำราคาบัตร 3,000 เฮ้ย เอาจริงเหรอ มันแพงมากนะ 2,500 คือเฉลี่ย ตอนนี้มันพุ่งไปถึง 8,000 ถึง 9,000 มันเป็นเรื่อง Demand และ Supply ตราบใดที่เขาตั้งราคากันขนาดนั้นแล้วดันมีคนซื้อ เขาก็ขายราคานั้นแหละ</p>



<p>ศิลปินคือโปรดักต์แห่งความรัก เรารักมากก็ย่อมจ่ายมาก ราคามันเลยพุ่งไปแบบไม่มีจุดสิ้นสุด พอมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ราคาบัตรขึ้น คนอื่นในตลาดก็รู้สึกว่า <em>เอ้ย&#8230;หรือราคาบัตรเราต่ำไปเปล่าวะ </em>มันก็ดีดขึ้นมาจนแพง</p>



<p>ผมเห็นด้วยว่ามันแพง แพงมากๆ ผมบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้องไปดู ถ้าอยากเจอศิลปินแล้วลำบากชีวิต ไม่ต้องไป อย่ารักศิลปินมากกว่าตัวเอง ศิลปินก็คนธรรมดาเหมือนเรานั่นแหละ รักเท่าที่รักไหว ถ้าบัตรมันแพงมากไม่ต้องไปดู เดี๋ยวราคามันก็ลงเอง ขายไม่ออกเดี๋ยวมันลงเอง<br><br><strong>ศิลปินบางคนก็เล่นตามผับบาร์ เราเจอเขาได้ พอทำคอนเสิร์ตจึงต้องถมเงินไปที่โปรดักชันให้มีความพิเศษขึ้นมา ในแง่นี้ถือว่ามีผลทำให้ราคาบัตรแพงไหม</strong></p>



<p>ก็มีผลนะ พอเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ มันจะกลายเป็นเรื่องของคำว่าพิเศษ มันจะไม่ใช่ว่าเราไปเพื่อพบปะศิลปิน เปรียบเทียบกับต่างประเทศ สมมติเราอยากจะดู BABYMONSTER ต้องไปเจอที่คอนเสิร์ตเท่านั้น แปลว่าการไปคอนเสิร์ตคือการไปเจอศิลปินล้วนๆ</p>



<p>ของไทยมันต่างตรงที่ว่าเราสามารถเจอศิลปินได้ในหลายโอกาส ไปเฟสติวัลก็เจอ ไปผับก็เจอ พอเป็นคอนเสิร์ต มันเลยต้องใส่เงินเข้าไปในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งมันก็ส่งผลต่อราคาบัตรแน่นอน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186538" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สูตรปรุงคอนเสิร์ตให้คนดู ‘รู้สึก’</strong></h2>



<p>พลบอกกับเราว่าคอนเสิร์ตแตกต่างจากผับตรงที่ คอนเสิร์ตคือวาระพิเศษ หมายความว่าการไปคอนเสิร์ตไม่ใช่แค่ไปนั่งฟังศิลปินร้องเพลง แต่เป็นการเปิดทุกประสาทสัมผัส เพื่อรับประสบการณ์ที่ถูกดีไซน์มาแล้ว</p>



<p>ลองสังเกตบางช่วงทำไมคนดูพร้อมใจกันกรี๊ดดดด อะ เดี๋ยวมีซีนซึ้งน้ำตาไหล โอ๊ะ อ้าปากค้างเหวอรับประทานเมื่อเห็นศิลปินที่รักโหนสลิงร้องเพลงมันๆ ลงมาอย่างกับทาร์ซานในหุบเขาลึก</p>



<p>“นั่นเป็นเหตุผลว่าตอนเราทำคอนเสิร์ตมันเลยต้องเยอะกว่าปกติ ถ้ามีคนถามว่าไม่ต้องมีโปรดักชันก็ได้ไหม แค่อยากไปดูศิลปินเฉยๆ อ้าว คุณก็ไปดูตามผับสิ เห็นศิลปินใกล้กว่าอีกนะ แทบจะเอื้อมมือถึงเลย”<br><br>“มันกลายเป็นเรื่องปกติของคอนเสิร์ตไทยแล้วมั้ง ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากทำอย่างนั้นหรอก แต่มันก็ด้วยปัจจัยของประเทศเราเป็นแบบนี้ ศิลปินบ้านเราเข้าถึงง่ายเกินไป”</p>



<p>คล้ายผู้กำกับหนังรักน้ำเน่า นักออกแบบคอนเสิร์ตสามารถออกแบบโชว์ให้คนดูน้ำตาไหลเมื่อไหร่ก็ได้ หรือวินาทีไหนอยากให้คนดูขนลุกยิ่งง่ายใหญ่ สิ่งที่นักออกแบบคอนเสิร์ตและผู้กำกับหนังรักทำเหมือนกันคือออกแบบบรรยากาศ</p>



<p>สูตรปรุงคอนเสิร์ตมีมากมายเกินกว่าจะกล่าวกันหมด และบ่อยครั้งการเรียนรู้จากเคสที่เวิร์ก อาจไม่มีประโยชน์เท่าการเรียนรู้จากเคสที่ไม่เวิร์ก</p>



<p>ความลับที่เราไม่เคยรู้คือ H.U.I. ก็มีแผลเหมือนกัน</p>



<p><strong>เวลาขายงาน คุณสู้เพื่อไอเดียตัวเองแค่ไหน ถ้าเห็นไม่ตรงกับลูกค้า ยอมหรือไม่ยอม</strong></p>



<p>ติดแดก (หัวเราะ) ติดไหมวะ ผมมีชื่อเสียงด้านนี้เหรอเนี่ย ไม่นะ ขอนึกก่อน สมมติเขามาจ้างเราทำ ผมก็แล้วแต่เขานะ แต่โอเค ในใจบางทีมันมีว่าเราชอบแบบนี้แล้วเขาไม่เอา แต่ส่วนใหญ่คนที่มาหาเราเขาก็อยากได้ไอเดียจากเราอยู่แล้ว</p>



<p>ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือตอนถูกตัดงบ ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบให้โดดเด็ดชิ้นงาน สมมติเวทีมีอยู่ 3 ก้อนใหญ่ๆ เขาบอกขอเอาออกชิ้นหนึ่งได้ไหมจะได้ประหยัดกว่า ผมบอกว่าเดี๋ยวคิดใหม่ให้พอดีกับเงินที่มีดีกว่า</p>



<p>ในแง่การทำงาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ โอเคก็จะมีความงอแงนิดหน่อย บ่นๆ ไปเรื่อยเปื่อย พอทำงานมาถึงจุดหนึ่งผมพยายามมาเป็นผู้จัดเองบ้าง จนเข้าใจแล้วว่าบางอย่างมันต้องใช้เงิน ที่ผ่านมา เราใช้เงินคนอื่น พอใช้เงินตัวเองเราเข้าใจแล้วว่าความอยากของมึงควรสมดุลกับสิ่งที่มีอยู่ด้วย อะไรควรอยู่ตรงไหน มีหรือไม่มี มันต้องคิดภายใต้กรอบที่จำกัดให้ได้</p>



<p><strong>มันยากไหมกับการต้องคิดเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อก้าวข้ามสิ่งที่เคยทำไว้</strong></p>



<p>เหนื่อยมากกว่า คือคนจะเข้าใจว่าคอนเสิร์ตควรสร้างเซอร์ไพรส์ จริงๆ แล้วคอนเสิร์ตไม่ควรมีเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา เพราะมันจะไม่เซอร์ไพรส์ ในหนึ่งคอนเสิร์ต ผมจะหาสิ่งที่น่าสนใจประมาณ 3 &#8211; 4 ซีน แค่ไม่กี่ซีนก็ยากมากแล้ว เพราะมันต้องซ้ำไม่ได้ในทุกคอนเสิร์ต</p>



<p>แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันใช้ซ้ำได้ ผมก็ใช้ซ้ำบ่อย เพราะคนดูในแต่ละคอนเสิร์ตเป็นคนละ Target ถึงพูดแบบนั้น แต่ตัวผมเองจะมีปัญหาเวลาต้องทำอะไรซ้ำๆ เราจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามันมีคนเห็นว่ากูทำซ้ำ อาจจะเป็นทีมงานก็ได้ โห มุกนี้อีกแล้ว ผมเลยต้องหาของใหม่ตลอดเวลา แล้วก็กดดันตัวเอง</p>



<p>ดังนั้นในการทำคอนเสิร์ตของผมเป็นการทดลองเยอะมาก เพราะเราต้องข้ามเส้นที่เราเคยอยู่ และไอ้หลังเส้นนั้นเราไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีด้วยนะ เพราะถ้าเราทำถึงเส้นมันคือมาตรฐาน ทำแล้วรอดชัวร์ แต่กูไม่ยอม กูจะข้ามไปให้ได้</p>



<p><strong>ที่บอกว่าทดลองคือทดลองกับคอนเสิร์ตจริงเลย</strong></p>



<p>ใช่ เราจะรู้ผลตอบรับว่ามันสำเร็จหรือไม่สำเร็จต่อเมื่ออยู่ในคอนเสิร์ตนั้นเลย ดังนั้นก็ทดลองไป และเราไม่สามารถเดินไปบอกศิลปินว่า <em>เฮ้ยแม่งเวิร์กชัวร์ </em>เพราะในใจลึกๆ มึงไม่รู้หรอก มันต้องไปรู้พร้อมกันวันนั้นแหละ อะเวิร์กว่ะ แต่บางทีก็ไม่เวิร์ก</p>



<p>คอนเสิร์ตที่ผมทำ ถ้ามีหลายรอบเมื่อไหร่มันจะดีขึ้นทุกรอบ เพราะลองอันนี้แล้วแม่งไม่เวิร์ก พรุ่งนี้ผมเปลี่ยนเลย ถ้ายังไม่เวิร์กกูเปลี่ยนอีก บางอย่างเราคิดว่าทำได้ดี ปรากฏวันจริงห่วยแตก</p>



<p>สมมติเปิด VTR จังหวะนี้แหละคนดูต้องกรี๊ด เอ้า กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด แต่กูว่ากูทำให้มันดังได้กว่านี้ว่ะ เอาใหม่ลองสลับ อ้าว ห่วยกว่าเดิม กลับๆ ไปใช้แบบเก่า มันเป็นแบบนี้หลายครั้ง</p>



<p><strong>ตอนอุตริทดลองเปลี่ยนนู่นนี่ในคอนเสิร์ต คุณต้องปรึกษาศิลปินก่อนไหม หรือไม่เกี่ยวกับเขาเลย</strong></p>



<p>เกี่ยวเป็นบางอัน มีครั้งหนึ่งผมเคยตีกับพี่บอย (โกสิยพงษ์) เรื่องเลือกเพลงให้ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) ตอนนั้นแกทำคอนเสิร์ตอัลบัม Simplified ผมให้เขาเลือก 2 ไอเดีย หนึ่งคือตูนเดินใส่สูทออกมาหล่อๆ ร้องเพลงเหมือนเคย หรือให้ตูนร้องเพลง Live and Learn <em>ในวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน</em></p>



<p>ผมเถียงกับพี่บอยอยู่นานมากว่าอันไหนจะได้ ก็เลยบอกเขาว่า <em>เอางี้พี่ เราลองกันคนละวัน </em>สองวันไม่เหมือนกัน ไปถามตูนยอมไหม ตูนยอมอีก ก็เลยได้ลองว่าอันไหนดีกว่ากัน อันไหนคนกรี๊ดกว่ากัน</p>



<p>คิดว่าเพลงไหนคนกรี๊ดกว่ากัน</p>



<p><strong>อาจจะเป็น ‘เหมือนเคย’ หรือเปล่า</strong></p>



<p>เดินร้องเพลงออกมาหล่อๆ ใช่ไหม ไม่&#8230;วันที่ได้คือตูนเดินร้อง <em>ในวันที่ชีวิต </em>คนดูแม่งยืนขึ้นแบบ เฮ้ย อะไรวะเนี่ย ตอนแรกผมก็แทงเพลงเหมือนเคยเหมือนกัน มันคอนทราสต์ คนกรี๊ดแน่นอน ไม่ว่ะ พี่บอยเลือกอันหลัง เขาบอกว่าไอเดียหลังเหมาะกับตูน</p>



<p><strong>แกก็แม่น</strong></p>



<p>แกแม่น มันมีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ถ้าคอนเสิร์ตมีหลายรอบ ผมจะลองปรับ ศิลปินไม่ชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง เราก็จะเปลี่ยนหรือทดลองในส่วนของเรา แสง สี พร็อป คอมโพสต์การยืน พวกนี้เราควบคุมได้ แต่ทุกอันก็ต้องไปเจอกันที่คอนเสิร์ตอยู่ดี ถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี</p>



<p><strong>คอนเสิร์ตดีหรือไม่ดี ประเมินยังไง</strong></p>



<p>บางอันก็ง่ายมากนะ เสียงกรี๊ดก็เห็นเลย อันนี้ไม่กรี๊ดว่ะ คือคอนเสิร์ตมันง่ายตรงที่ว่าคนพร้อมจะ Expose ความรู้สึก และเดี๋ยวนี้ X มันเร็วมาก ซีนนี้จบปุ๊ปผมไถแล้วนะ อ๋อ อันนี้ได้ คนดูเขาตอบสนองกันเดี๋ยวนั้นเลย</p>



<p>เวลาอยู่ในโชว์ผมจะเดินลงไปหาคนดูบ่อยมาก อยากไปดูว่าเขารู้สึกอะไรกัน มันน่าเบื่อไหม เสียงคนดูร้องดังไหม ซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ สมัยก่อนถ้าเราไปคอนเสิร์ตศิลปิน คนดูร้องกันเสียงโคตรดัง คอนเสิร์ตรุ่นใหม่ๆ จะร้องเบา ร้องดังเดี๋ยวคนข้างๆ ด่า เพราะเขาถ่ายกันอยู่</p>



<p><strong>แปลว่าโปรดักชันต้องเหนือชั้นถึงจะเอาคนอยู่ ซึ่งมันก็ตรงกับที่คนมักพูดถึงงานคุณว่าโปรดักชันอลังการ</strong></p>



<p>คนเบื้องหลังมันชอบพาดพิงถึงผมกัน เฮ้ย งานนี้พี่พลทำแน่นอน พี่พลแม่งบ้าโปรดักชัน ผมต้องคอยบอกทุกคนว่าเวลาโปรโมตอย่าเน้นคำว่าอลังการได้ไหม คอนเสิร์ตผมไม่ได้อลังการ เวลาคิดงานผมไม่เคยคิดบนโปรดักชันเลย แค่เผอิญว่าอาวุธที่ผมมีมันคือโปรดักชัน</p>



<p>ผู้กำกับคนอื่นอาจจะแค่ทำสคริปต์ บล็อกกิ้ง อะไรก็ว่าไป แต่ของผมดันมีเวทีอยู่ด้วย แปลว่าถ้าผมอยากให้ศิลปินหายตัว ผมก็แค่เขียนลงไปว่าอยากให้ศิลปินหายตัวตรงนี้ มันทำได้เลย หรือบางทีศิลปินเขาอยากจะบิน มันเลยกลายเป็นว่างานผมมีโปรดักชันเวอร์ๆ เต็มไปหมด คนเลยเข้าใจว่าผมทำแต่โปรดักชัน</p>



<p>จริงๆ แล้วผมทำคอนเสิร์ตเหมือนละครเวที คือถ้าไม่มีสคริปต์ผมทำคอนเสิร์ตไม่ได้เลย ผมแทบจะวาดเวทีไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมก็เลยต้องเข้าไปร่วมทำสคริปต์ด้วย มันต้องมีคอนเซปต์ก่อน คอนเซปต์มาจากเพลง คอนเซปต์ไม่ได้มาจากเวที</p>



<p>ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เรานึกอยากจะสร้างโบสถ์ให้โบกี้ มันเกิดจากการคุยกับโบกี้ว่าคอนเสิร์ตนี้เราจะสื่อสารเรื่องอะไร โบกี้บอกว่า <em>หนูอยากให้คนเข้ามาในลัทธิของ BOWKYLION </em>โอเค ซื้อ โบกี้คือพระเจ้าของอาณาจักรนี้</p>



<p>พอได้คอนเซปต์มาแล้วถึงเริ่มเรียงเพลง เป็นบทกวี บทกลอน เพื่อเล่าถึงลัทธิของเขา จากนั้นค่อยคิดว่าจะทำเวทีแบบไหน เราคิดถึงโบสถ์ ถ้ามีคอนเซปต์ชัดเจน เวทีสามารถพลิกแพลงเป็นอะไรก็ได้ เพื่อไปซัปพอร์ตคอนเซปต์ที่ศิลปินอยากทำ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อย่าแค่อยาก ลุ่มหลงให้มากเดี๋ยวงานมันดีเอง</strong></h2>



<p>คล้ายเป็นวัตถุดิบชั้นดี ยุคนี้ สมัยนี้ คนเบื้องหลังคอนเสิร์ตทำอะไรกันบ้าง ควานหาได้ไม่ยาก พูดให้ชัดเจนคืออาชีพนี้เข้าถึงคนมากขึ้น หาใช่ลึกลับถึงขั้นไม่รู้ประตูทางเข้า หุยเองก็โพสต์คลิปลงช่องทางออนไลน์อยู่บ่อยๆ</p>



<p>จุดน่าสังเกตคือ คนเกือบครึ่งเข้ามาระบายความตื้นตันหลังจากไปดูคอนเสิร์ตมาแล้ว อีกครึ่งกล่าวทำนองว่าอยากทำงานด้านนี้ ต้องเรียนอะไร จะเริ่มต้นยังไงดี ฝึกงานที่ไหน ฯลฯ&nbsp;</p>



<p>ใครๆ ก็อยากย่างกรายเข้ามาเหยียบแผ่นดินวงการคอนเสิร์ต เขาเห็นด้วยในข้อสรุปนี้</p>



<p>“ผมบอกกับน้องๆ เสมอว่าอย่าทำอะไรบนความอยากได้ไหม ทำอะไรที่มึงเก่ง แล้วเดี๋ยวมึงจะอยากเอง”</p>



<p>อย่าคิดไปทำนองว่าเขางัดคำขู่มาข่ม เป็นคำเตือนด้วยความหวังดีมากกว่า ซึ่งเราถือว่าเป็นความรัก ถ้าไม่รักคงปริปากเตือนกัน โดยธรรมชาติงานคอนเสิร์ต ค่อนไปทางเหนื่อยมากกว่าสบายอยู่แล้ว ถ้าแค่อยาก แต่ยังไม่ถึงขั้นเอาตาย จากความสุขอาจลงเอยด้วยความทุกข์</p>



<p>คำเตือนที่ว่าเขานำไปพูดให้นักศึกษาทุกครั้งที่มีโอกาส นอกจากออกแบบคอนเสิร์ตแบบฟูลไทม์ งานพาร์ตไทม์ที่เขาอยากทำให้ถี่กว่านี้คือสอนหนังสือ ที่ผ่านมาเขาถูกเชิญไปสอนในมหา’ลัยอยู่บ้างในฐานะอาจารย์พิเศษ เขาเลือกทำงานสอนด้วยเหตุผลว่าอยากสร้างคนเข้ามาทำงานในวงการเยอะๆ</p>



<p>“ตอนนี้ถือว่าน้อยมาก ควรจะมีคนอย่างผมมากกว่านี้ มันต้องค่อยๆ เริ่มมีแล้ว แต่ก็ยังไม่มี”</p>



<p>แม้มีเป้าหมายแบบที่ว่า ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ได้สวมบทบาทอาจารย์พิเศษไปสอนหนังสือบ่อยเท่าที่ตั้งใจ เพราะยังต้องคิดและออกแบบคอนเสิร์ตให้กับศิลปิน พลบอกว่าคนวัยอย่างเขา ควรปลีกเวลามาสอนเสียบ้าง ไม่ใช่รอให้เกษียณจากงานที่ทำแล้วค่อยสอน</p>



<p>“หลังจากสู้รบมาหลายสิบปี น่าจะถึงเวลาต้องไปสอนแล้ว วัยแถวๆ นี้กำลังดี แต่นิสัยตัวเองก็ยังชอบสู้รบ ยังสนุกกับงาน ไม่มีเวลารีไทร์จากงานแล้วไปสอน และผมไม่เห็นด้วยที่ต้องรอให้รีไทร์ก่อนแล้วค่อยไปสอน”</p>



<p><strong>ทำไมถึงคิดว่าการยังทำคอนเสิร์ตอยู่แล้วไปสอนดีกว่าการวางมือแล้วค่อยไปสอน</strong></p>



<p>สมัยก่อนเวลาเรียนหนังสือเราแอบมีคำถามนะ อาจารย์สอนเรานี่เขาเก่งอะไรวะ อาจารย์ควรเป็นคนที่ยังอยู่กับปัจจุบันสิ เขาต้องกำกับหนังอยู่ เขาต้องทำคอนเสิร์ตอยู่สิ ถึงจะมีอะไรไปสอน</p>



<p>การสอนหนังสือคือการให้เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราไม่ได้สอนเขาด้วยการบอกว่าคอนเสิร์ตที่เจ๋งที่สุดเป็นแบบไหน แต่เราสอนด้วยการเอางานของเราไปกางให้เขาดู มันมีข้อผิดพลาดแบบนี้นะ ผมสอนเด็กด้วยการให้เขาเห็นสิ่งนั้น</p>



<p>แปลว่าถ้าเราเป็นอาจารย์ที่เราไม่ได้ทำคอนเสิร์ตแล้ว เรากำลังสอนสิ่งที่มัน Outdate มากๆ ให้เขา เราต้องสอนสิ่งที่มันเป็นปัจจุบันสิ</p>



<p>ผมไม่อยากเอางานของตัวเองไปสอนแล้วบอกว่านี่คือมาตรฐาน ผมทำงานมาจนมีสไตล์ของตัวเอง สไตล์เป็นของใครของมัน ดีไซน์เนอร์แต่ละคนก็มีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็เลยเล่าวิธีการให้เขาฟังมากกว่า ผมอยากทำหลักสูตรที่เอาคนในวงการมารวมกัน แล้วก็ให้เป็น Case Study ของเด็ก ผมพูดแบบนี้ก็เถอะ แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ทำไม่ได้ ผมทำสองอย่างพร้อมกันไม่ไหว</p>



<p><strong>อาจารย์บ้านเราสอนของเก่านักศึกษา</strong></p>



<p>ถูก กับอีกแบบคือไม่เคยทำงานเลย มาจากสายวิชาการ แล้วก็สอนเลย Academic ไม่ใช่เรื่องแย่นะ มันเป็นเรื่องทฤษฎีที่จะนำไปสู่สิ่งใหม่ แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้ความจริงเลยมันเอาไปใช้งานไม่ได้</p>



<p>ตอนไปสอนผมบอกตั้งแต่ต้นเลยว่า เอ้า พวกมึง คิดซะว่าปีหนึ่งใหม่เลยนะ หลายปีที่เรียนมาลืมไปให้หมด กูคืออาจารย์คนใหม่ของมึง</p>



<p><strong>เราเข้าใจถูกไหมว่าบ้านเรายังไม่มีคณะที่สอนทำคอนเสิร์ตอย่างจริงๆ จังๆ&nbsp;</strong></p>



<p>มีน้อยมากและไม่มีครู คนทำงานเบื้องหลังส่วนใหญ่ก็มาจากสาขาที่แตกต่างหลากหลาย ต่างคนต่างเข้ามาทำแล้ว Adapt วิชาที่เรียนมาปรับใช้กับคอนเสิร์ต</p>



<p>ถามหน่อย เวลานึกถึงคอนเสิร์ต สมมติคอนเสิร์ตของ ไมเคิล แจ็คสัน คิดว่าศิลปินเป็นคนคิดเองหรือมีคนคิดให้</p>



<p><strong>น่าจะมีคนคิดให้นะ</strong></p>



<p>มันต้องมีคนคิดอยู่ดีใช่ไหม แต่ที่เราไม่ค่อยรู้จักคนเหล่านั้น เพราะมันอาจไม่มีตำแหน่งนั้นในตลาดอย่างชัดเจน ถ้าเป็นหนังเรายังรู้จักผู้กำกับ แต่คอนเสิร์ตมันไม่มีชื่อคนอื่นนอกจากศิลปิน ผมอาจเป็นคนแรกๆ ที่พยายามพูดเรื่องนี้ว่ามันมีอาชีพนี้อยู่ คือนอกจากขายศิลปินแล้วควรพูดถึงคนทำงานเบื้องหลังด้วย</p>



<p>แต่มันยาก มันเป็นอาชีพที่ไม่ชัดเจน เพราะมันมีชื่อศิลปินกลบอยู่เยอะ เขาคือพระเอก พวกเราก็เหมือนเป็นทีมงานเบื้องหลังคอนเสิร์ตแค่นั้น&nbsp;</p>



<p><strong>แต่คนยุคนี้ Appreciate กับคนเบื้องหลังเยอะขึ้นนะ</strong></p>



<p>ใช่ เพราะโลกมันเปลี่ยนไป จริงๆ เราต้องมองว่าโลกมันเปลี่ยนตั้งแต่เข้ายุคอินเทอร์เน็ต ทุกวันนี้เราเห็นกันหมด เราเห็นคอนเสิร์ตทะลุไปถึงเบื้องหลัง คนทำไฟก็ถ่ายตัวเองลง TikTok คนคิวฟอลโลว์ถ่ายตัวเอง บางคนอัดเสียงในหูไปปากก็พูดกับมือถือไป มันเริ่มเห็นอาชีพตรงนี้มากขึ้น ผมคิดว่าคนน่าจะเห็นความสำคัญของอาชีพเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p><strong>ตอนไปสอนในมหา’ลัย นักศึกษามองภาพวงการนี้แบบไหน</strong></p>



<p>เขามองด้วยความชื่นชมนะ แต่ไม่ได้ต้องการไง ต้องการคนที่อยากมาทำงานในวงการนี้ อยากได้คนมาทำงานเยอะๆ รู้สึกว่าวงการมันมีเงินให้ได้กันอยู่ แต่ไม่ค่อยมีใครเข้ามา น่าจะเป็นเพราะมันเหนื่อย เหนื่อยกับการปรับตัวกับสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน</p>



<p>มันไม่เหมือนเราเรียนหมอมาแล้วมันก็มีขั้นตอนของมันใช่ไหม แต่นี่มาจากไหนไม่รู้อยู่ๆ กระโดดเข้ามา โอ้โห มึงต้องอดหลับอดนอนและไม่รู้อะไรเลย มันเหนื่อย ดังนั้นหลายคนก็จะหนีออกไปจากตรงนี้ก่อนที่มันจะถึงจุดที่เขาโตพอจะหาเงินได้สบายๆ&nbsp;</p>



<p>สมมติบริษัททำโมชันบนจอ มีไม่กี่บริษัทเอง มันมีคนอยู่แค่นี้ แล้วก็รับงานกันเยอะมาก ก็แปลว่ามีรายได้ มันยังมีช่องว่างอยู่ ผมอยากให้มีคนเข้ามาในวงการนี้เยอะๆ</p>



<p><strong>ระหว่างคนชอบศิลปะกับดนตรี คิดว่าคนแบบไหนน่าจะไปได้ดีในสายงานนี้</strong></p>



<p>ถ้ามุมผมนะ ต้องเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรีรองลงมา หลังๆ พอเราทำ TikTok มันมีข้อเสียนะ มันจะมีคนอยากเข้ามาเยอะ เมื่อวานผมเพิ่งไปงานสัมมนาที่มหา’ลัยหนึ่ง ผมบอกน้องๆ ว่าอย่าทำอะไรบนความอยากได้ไหม ทำอะไรที่มึงเก่ง แล้วเดี๋ยวคุณจะอยากเอง</p>



<p>มันเหมือนยุคหนึ่งที่คนอยากไปทำหนังเพราะชอบดูหนังอะ แต่พอทำหนังจริงๆ แล้วแม่งเหนื่อยว่ะ ทำ a day เหมือนกัน โหดูเท่จังเลย ทำจริงมันเหนื่อยนะ ดังนั้นผมว่าจริงๆ แล้วการเข้ามาทำงานคุณต้องมีสกิลก่อน ซึ่งสกิลที่วงการนี้ต้องการคือศิลปะ คุณต้องทำดีไซน์เป็น</p>



<p>แต่เด็กที่เข้ามาทำงานกับผมส่วนใหญ่เป็นคนชอบดนตรี ซึ่งก็เป็นพื้นฐานที่ดี ดนตรีทำให้เราเข้าใจจังหวะ แต่คอนเสิร์ตมันมีมากกว่านั้น ชอบดนตรีอย่างเดียวไม่พอ เวลาผมเลือกคนผมจะเลือกคนที่ทำดีไซน์เท่ๆ สวยๆ มาเกลาใหม่ แบบนี้ง่ายกว่า</p>



<p><strong>มันมีอยู่จริงๆ เหรอคนที่อยากทำคอนเสิร์ตตั้งแต่เด็ก</strong></p>



<p>มีเปล่าวะ (หัวเราะ) แทบไม่มีเลย ตัวผมเองมาเริ่มดูคอนเสิร์ตครั้งแรกก็ตอนทำงานนี่แหละ พี่ฉอด (สายทิพย์) เขาให้ทำฉาก เราก็ทำฉาก อ๋อ คอนเสิร์ตมันเป็นอย่างนี้เหรอวะ เฮ้ย มี VTR แล้วคนกรี๊ด กรี๊ดอะไรกันวะ เราไม่รู้อะไรเลย แต่อาศัยความรู้จากสถาปัตย์มาปรับกับงานคอนเสิร์ต</p>



<p>สมมติว่าถ้าเขาอยากทำคอนเสิร์ตมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าเรียนจบอะไรมา วันที่มาสมัครงาน เขาจะมีแพชชันเต็มไปหมดเลย และเล่าเรื่องได้หลากหลายมาก เพราะเขาชอบมันตั้งแต่เด็ก เขามีความรู้ เขาสรรหาอยากจะทำสักส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ต เขาจะมาพร้อมของ</p>



<p>แต่หลังๆ มานี้ มันจะมีแต่คนที่อยากทำคอนเสิร์ต แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองชอบอะไร แต่กูชอบดูคอนเสิร์ต สงสัยกูอยากทำงานคอนเสิร์ตแน่เลย มันอาจจะไม่ใช่ อย่างน้อยเขาควรมีพื้นฐานและเข้าใจว่าคอนเสิร์ตหนึ่งประกอบด้วยอะไรบ้าง</p>



<p>ถ้าจะดีไซน์คอนเสิร์ต คุณอยากทำอะไรล่ะ อยากทำเวทีเหรอ คุณทำเวทีให้ผมดูสักเวทีหนึง่ได้ไหม ถ้าคุณทำออกมาแล้วมีแวว แล้วเดี๋ยวเรามาคุยกันอีกทีว่าคุณควรจะเข้ามาทำงานในสิ่งนี้ไหม แต่ขอล่ะ อย่าแค่ชอบดูคอนเสิร์ตแล้วก็อยากจะเข้ามาทำคอนเสิร์ต คุณจะผิดหวังแน่นอน</p>



<p><strong>แปลว่าเด็กเรียนจบอะไรมาไม่สำคัญ ขอแค่มีของมาให้ดู เท่านี้ก็น่าจะผ่านฉลุย</strong></p>



<p><strong></strong>ผมเปิดรับเด็กจากทุกคณะ ตัวผมเองก็ไม่ได้เรียนจบด้านนี้มา ผมจบสถาปัตย์ แต่ว่าก็ทำมาจนถึงกำกับได้ ผมมีความเชื่อว่าใครก็สามารถทำได้ แต่&#8230;ใช่ ต้องมีของ สมมติน้องเรียนจบมนุษย์ศาสตร์มาแต่ทำไฟเป็น ผมไม่ติดเลย&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้ามาโดยที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย มาแล้วงงๆ อันนี้จะไม่ค่อยอยากรับ มีช่วงหนึ่งรับแล้วเชื่อว่าจะพยายามบิ้วได้ สุดท้ายไม่เวิร์ก เราก็พยายามเคี่ยวเข็ญบังคับให้เขาทำ สุดท้ายเขาก็จะออกไปอยู่ดี</p>



<p>ตอนนี้ผมกำลังสร้างอีกทีมหนึ่ง เป็นทีมเด็ก ผมลงไปสอนเองหลังจากหยุดไปประมาณ 4 &#8211; 5 ปี ก็จะเลือกละว่าคนนี้เอา คนนี้ไม่เอา ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีใครเรียนตรงสายอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีใครเปิดสอน ต้องคุยกันพักใหญ่ๆ เลยว่าเขามีพื้นฐานอะไร</p>



<p>ผมบอกเขาตลอดว่าขอดูก่อนสักหนึ่งเดือนว่าไปกันต่อได้ไหม ถ้าไปต่อไม่ได้ผมจะบอกเลย เพราะจะได้ไม่เสียเวลาของน้องด้วย</p>



<p><strong>ระยะเวลาหนึ่งเดือนคือสามารถฟันธงได้เลยเหรอว่าคนไหนรอดไม่รอด</strong></p>



<p>สามวันก็รู้แล้ว แต่น้องเขาอยากสู้ ขอลองสู้ ผมก็ให้เขาสู้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครหลุดมาได้ เพราะมันทรมานทั้งตัวเขาและตัวผมที่ต้องสอนด้วย (หัวเราะ) แต่มันก็มีคนรอดมาได้&#8230;ไหมนะ เอาจริงๆ น้อยมากเลย คนที่หลุดมาได้คือคนที่เรามั่นใจว่าเขาทำได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ออฟฟิศผมผสมเจน</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ความแตกต่างระหว่างวัยอะไรนั่นไม่มีจริง</strong></h2>



<p>“ในการทำงาน เราควรหาคนที่มีเคมีเดียวกัน เจนไหนไม่สำคัญ”</p>



<p>เคมีที่บริษัทหุยตามหาคือต้องเป็นคนมีไอเดีย อายุเท่าไหร่ เรียนจบจากคณะอะไรมาไม่มีผลในการประเมิน จะว่าง่ายก็ใช่ แต่เขาจะขอดูผลงานและวิธีคิดก่อนทุกครั้ง ถ้าผ่านด่านแรกไปได้ ด่านถัดไปคือการนั่งเปิดใจคุยถึงธรรมชาติงานคอนเสิร์ต ถ้ายังผ่านอีก ขั้นถัดไปคือลงมือทำจริง ขั้นนี้แหละที่เป็นตัวบอก ใครใช่ ใครไม่ใช่&nbsp;</p>



<p>ช่วงตั้งโต๊ะรวบรวมไอเดีย เขาจะเปิดโอกาสให้น้องในทีมพูดคุยกันก่อน คุยเรื่อยคุยเปื่อย ไอเดียไหนหยิบมาใช้ได้หยิบ และที่สำคัญ เขาจะดันให้น้องรุ่นใหม่ออกไอเดียอยู่เสมอ เขาว่าเด็กรุ่นใหม่คือคนขับเคลื่อน คือ Inspiration</p>



<p>ในหนึ่งคอนเสิร์ต ไม่ได้มีแค่ตำแหน่งหัวเรือใหญ่คนเดียว หันไปทางซ้ายทางขวายังมีคนออกแบบเวที คอริโอกราฟ คนทำไฟ และอีกหลายสิบตำแหน่ง ถ้าทุกคนไม่เห็นภาพเดียวกัน การทำงานจะยิ่งเหนื่อย การบริหารคนจึงเป็นอีกศาสตร์ที่พลหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>



<p><strong>ทุกวันนี้บริษัทหุยมีพนักงานประมาณกี่คน</strong></p>



<p>หุยมีอยู่แค่ 3 คน ผมแตกบริษัทออกไป Studio H มี 7 คน หรืออย่าง H-Lab มี 10 คน และยังมี 3 บริษัท คือทุกคนเคยอยู่หุยมาก่อน แต่ผมเจือน้องออกไปอยู่บริษัทลูก หุยจะเหลือแค่เฮด</p>



<p>เราเคยมีความคิดว่าพอจะทำงานเราก็ไปจ้างทีมเราสิ ไปจ้าง Studio H พวกแม่งงานเยอะมากๆ มันไม่รับงานผมด้วย <em>พี่&#8230;หนูทำไม่ไหวค่ะ </em>ผมถึงต้องสร้างทีมเล็กๆ ขึ้นมาอีก เพราะมันไม่มีคนทำงานให้ ตอนนี้มันมีปัญหาอย่างนี้</p>



<p><strong>คนที่ทำงานด้วย ส่วนใหญ่เป็นคนเจเนอเรชันไหน</strong></p>



<p>มันน่าแปลกที่บริษัท หุย มีทุกเจเนอเรชันเลย ผมต้องรักษาคนที่อยู่ในแต่ละเจอเนอเรชันไว้ ไม่ว่าจะอายุ 37 หรือ 27 ผมก็ต้องรักษาพวกเขาทุกคนไว้ เพราะเขาต้องคุยกับคนรุ่นต่อไป</p>



<p>ตัวผมเอง ถ้าต้องคุยกับเด็กเลยก็ยากเหมือนกัน เคยคิดว่ายาก ตอนนี้ดีขึ้น แต่มันก็คุยยากกว่าอยู่ดีแหละ ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้กันน่าจะคุยได้ดีกว่า ดังนั้นคนอายุเท่าๆ กันก็จะกระจายไปเป็นเฮด อย่างละคนๆ</p>



<p><strong>ตอนทำคอนเสิร์ต คิดถึงกลุ่มเป้าหมายแค่ไหน</strong></p>



<p>โอ้ ต้องคิดมากที่สุดเลย ผมทำคอนเสิร์ตเหมือนสถาปนิก สถาปนิกต้องนั่งดูว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร คุยกับใครอยู่ จริงๆ มันจะง่ายนิดนึง เพราะศิลปินที่เราทำงานด้วย เขาจะบ่งบอกอยู่แล้วว่าคุยกับใคร 4EVE คุยกับใคร บอดี้สแลมคุยกับใคร คริสติน่า อากีล่าร์ คุยกับใคร มันคนละกลุ่มเป้าหมายกันหมดเลย</p>



<p><strong>Gen Z ที่คุณทำงานด้วย เห็นอะไรในพวกเขาบ้าง ในแง่การทำงาน</strong></p>



<p>ก็เป็นคนทำงานนะ เป็นคนขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมด และเป็น Inspiration ของทีมงาน พอเป็น Gen Z เขาก็จะไม่เคยทำ มันจะใหม่ มันก็จะขับเคลื่อนผิดบ้างถูกบ้าง เราก็ต้องมาคอยนั่งดูว่า เออ ผิดนะ อันนี้ถูกต้อง แล้วมันก็จะตีกันตามสูตร</p>



<p>ก่อนหน้านี้ ผมเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อเจ้าหนึ่ง ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราควรฟังคนรุ่นใหม่เยอะๆ เพราะนี่มันโลกของเขาแล้ว ไม่ใช่โลกของเรา ให้เขาเป็นคนขับเคลื่อน ตั้งแต่วันสัมภาษณ์ถึงวันนี้ประมาณปีหนึ่ง ก็แอบมีความคิดที่เปลี่ยนไปนิดนึงนะ</p>



<p>ผมรู้สึกว่าคน Gen X Gen Y Gen Z ไม่มีอะไรต่างกันเลย หมายถึงพื้นฐานนิสัย คนในแต่ละช่วงวัยตอนวัยรุ่นมึงก็นิสัยเหมือนกันหมดแหละ อย่างผม แม่บอกให้ไปซ้าย ผมไปขวาตลอด ไม่เคยฟังหรอก</p>



<p>เพียงแต่คนแต่ละเจนจะโตมาด้วยสื่อที่ไม่เหมือนกัน วิธีสื่อสารไม่เหมือนกัน โลกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ไม่มีออนไลน์ ผมว่ามันก็ด่ากันอย่างนี้แหละ ไม่ต่างกันหรอก เผอิญวันนี้มันด่ากันชัด เพราะมันมีช่องทางที่ทุกคนสามารถแสดงออกยังไงก็ได้ ด่าใครสักคนอาจจะมีคนร่วมเห็นด้วยเป็นล้าน</p>



<p>พอคิดได้แบบนี้ ถ้าเราเชื่อว่าคนแต่ละเจนไม่ได้แตกต่างกัน สเตปถัดไปคือเราต้องหาคนที่คุยกับเรารู้เรื่อง ไม่ว่าคนเจนไหนมันไปด้วยกันได้ ถ้าตราบใดเรามีเคมีที่มันคล้ายกัน</p>



<p>โลกตอนนี้มันแบ่งคนไปหลากหลายมาก คุณจะเห็นแต่โลกเดิมๆ เห็นแต่คนที่สนิทกับคุณ เห็นด้วยกับคุณ ผมว่าในการทำงานก็เหมือนกัน เราควรหาคนที่มีเคมีเดียวกัน เจนไหนไม่สำคัญ</p>



<p><strong>ตอนตั้งโต๊ะ rainstorm ส่วนใหญ่ไอเดียมาจากคนเจนไหน</strong></p>



<p>เผอิญผมแม่งก็เป็นเผด็จการประมาณหนึ่ง น้องมันก็จะมีความเกรงใจพี่ แต่ว่า Gen Z ก็ให้ไอเดียเยอะนะ บางทีเราจะมีความเป็นครู เราจะยังไม่พูด ให้เขาพูดไปเรื่อยๆ เขาก็จะมีไอเดียโยนเข้ามา อันไหนดีเราก็ Pick Up ด้วยกัน</p>



<p>แล้วเวลาเราใช้ไอเดียเขา เขาก็รู้สึกว่า เฮ้ย นี่แหละไอเดียกู ถ้ามันเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ ความ Connect ระหว่างเจเนอเรชันบนเนื้องานมันจะมี ทุกวันนี้ ผมลองให้น้องรุ่นใหม่ลองทำเวที ปรากฏว่า เออ สวยดีว่ะ แล้วก็ยอมเอาไปตีราคาทั้งที่รู้เลยว่าไม่มีทางได้ เพราะมันเกินราคาไปไกลมาก พอไปตีราคามันก็แพงจริง ก็ต้องกลับมาปรับแบบใหม่ โดยมีพี่ๆ แก้ให้&nbsp;</p>



<p>เขาก็จะเข้าใจว่า อ๋อ โอเค ยอมพี่พลไปก่อน แต่เขาจะมีความหวังที่จะได้ดีไซน์ ครั้งหน้าถ้ารู้ว่ามันจะทะลุงบ เดี๋ยวกูจะดีไซน์ให้อยู่ในงบและงานกูจะได้ทำจริง ผมพยายามทำสิ่งเหล่านี้บ่อยมาก ให้เด็กได้ทำงาน เด็กทุกคนมีไอเดียหมด เราแค่อย่าไป Kill ไอเดียเขา ควรให้โอกาสเขา</p>



<p><strong>ความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าข้าวเจ้าของงานสำคัญไหม</strong></p>



<p>โคตรสำคัญเลย สมมติถ้าเขาทำแบบมาแล้วไม่ผ่าน อ๋อ มันเป็นเพราะเรื่องงบใช่ไหม ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเอาใหม่ ผมจะบอกเขาตลอด กูอยากได้แบบจากมึง กูอยากเห็น กูไม่อยากใช้แบบของกูแล้ว แล้วเขาจะรู้สึกอยากสู้เพื่องานของตัวเอง</p>



<p>ผมว่าวงการไหนก็เป็นนะ ถ้าเรามีความรักในสิ่งนั้น เราจะให้พลังมากกว่าปกติ สมมติผมเห็นน้องในทีมทำโมชันให้ 4EVE แล้วแม่งทำโคตรดีเลย <em>ก็หนูชอบเขาอะค่ะ </em>โอเคกูเข้าใจละ แพชชันมันแรง เขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย มึงแค่รักอะ มันดีขึ้นมาทันทีเลย ดังนั้นผมต้องทำให้เขารักงาน ให้เขาสามารถเชิดชูผลงานตัวเอง แล้วเขาจะทำงานได้ดี</p>



<p><strong>ถ้าเขารู้สึกว่าก็พยายามมากแล้ว แต่งานยังไม่ผ่านสักที จะแนะนำว่า</strong></p>



<p>ผมจะบังคับให้เขาคิด ถ้าคิดไม่ได้แปลว่าเขาไม่อยากทำ เขาจะรอว่าเมื่อไหร่จะมีคนสเกตช์แบบให้เขา บางคนอยากเข้ามาเพราะแค่อยากอยู่ในวงการนี้ ผมเข้าใจนะ เขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ กลับไปเรื่องเดิม ถ้าแค่อยากแต่ไม่มีไอเดีย เขาจะถูกคัดกรองออกไปโดยธรรมชาติ คนที่อยากเสนอไอเดียเยอะๆ จะอยู่ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186539" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อยากทำคอนเสิร์ตให้คนดูสนุก&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>และไม่เคยคิดว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</strong></h2>



<p>ตลอด 1 ชั่วโมงที่เราหย่อนก้นแหมะนั่งคุยกับเขา เราพบว่าสิ่งที่ทำให้เขาก้าวขึ้นสู่ห้วงอากาศติดลบในสายอาชีพ มีคนยอมรับในฝีมือ อาจไม่ใช่เป็นเรื่องโรแมนติกทำนองว่าเป็นคนมีพรสววรค์ หากแต่เป็นการมองหาข้อผิดพลาดในงานตัวเอง ใจร้ายกับงานตัวเอง วิจารณ์งานตัวเอง และเรียนรู้อยู่เสมอ</p>



<p>การเป็นคนเบื้องหลังทำคอนเสิร์ตมา 20 กว่าปี มีราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูง พลไม่สามารถซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ตแล้วเอนจอยไปกับโชว์ของศิลปินในฐานะคนดูได้อีกแล้ว เขาดูในสายตาคนเบื้องหลัง เขาชอบทายว่าซีนถัดไปจะมีอะไรโผล่มา และขอโทษ&#8230;บ่อยครั้งมันก็เป็นอย่างที่เขาทาย</p>



<p>“ไม่ได้อยากดูคอนเสิร์ตสนุก อยากทำให้คนดูสนุกกับคอนเสิร์ตที่ผมทำมากกว่า ตัวเองจะสนุกหรือเปล่าไม่สำคัญ”</p>



<p>การทำสิ่งเดิมมา 20 กว่าปี จะเรียกว่าเป็นความรักได้ไหม กล่าวในตอนนี้ก็อาจจะได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำสิ่งที่รักจะไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ไม่อยากล้มเลิก เพราะอย่างที่บอก เมื่อ 4 ปีก่อนเขาก็คิดจะวางมือมาแล้ว</p>



<p>ความรักเพียวๆ อาจไม่พอ ในชีวิตการทำงานอันแสนสั้น ควรหาอะไรใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ ความซ้ำเดิม เลี่ยงได้เลี่ยง เลี้ยวหลบให้พ้น แสวงหาภูเขาลูกใหม่ๆ ปีน เจอปัญหาใหม่ เครียดเรื่องใหม่ สนุกกับเรื่องใหม่ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่</p>



<p>นี่หมายถึง ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่มองว่าความแปลกใหม่เป็นภัยคุกคามของชีวิต</p>



<p><strong>ทำคอนเสิร์ตมาต่อเนื่องหลายสิบปี ทุกวันนี้หาเวลาเติม Input ให้ตัวเองบ้างไหม</strong></p>



<p>ตอนนี้ปัญหาคือ Output มันเยอะเกินไปจนเติมไม่ทัน แต่ผมเป็นคนเติม Input ให้ตัวเองตลอด ผมชอบดูอะไรทั่วไปแล้วก็เอามาใช้ เหมือนเห็นโลโก้อันหนึ่ง เฮ้ย ทำเป็นเวทีได้นี่หว่า มันง่ายแค่นี้เลย เพียงแต่ว่าจำนวนที่เอาเข้ามาเก็บในคลัง มันไม่ทันเท่าที่ใช้</p>



<p>แต่ในเบื้องต้น เราจะเก็บเข้าคลังไว้เยอะๆ แล้วก็รอว่างานไหนมันพอดีกัน ค่อยหยิบไปใช้ แต่บางไอเดียมันไม่พอดีก็มีเหมือนกัน หลังๆ ก็จะเริ่มยัดแล้วนะ ประมาณว่ามา 3 อันแล้วไม่ลงล็อกสักที ก็จะจับยัดลงไปเลย จนบางทีงานห่วยก็มี</p>



<p><strong>ถ้าพ้นไปจากเรื่องรอบตัว คอนเสิร์ตคนอื่นไปดูไหม</strong></p>



<p>ดูเยอะเลย ดูเพราะอยากรู้ว่าเขาทำโปรดักชันยังไง</p>



<p><strong>ไม่ได้ดูในฐานะของผู้ชม</strong></p>



<p>สายตาแบบนั้นเราดูไม่ได้แล้วมั้ง เหมือนคนทำหนัง จะดูหนังด้วยความบันเทิงก็ได้ แต่แป๊บๆ มันจะเอ๊ะ ช็อตนี้ถ่ายยังไง คอนเสิร์ตเหมือนกัน ซีนนี้มันต้องมีอันนี้แน่เลย เราชอบแอบเดา อาจเป็นเพราะผมไม่เคยเป็นแฟนเพลงของใครเลย เลยไม่รู้จะไปเสพในแง่นั้นยังไง</p>



<p>ถ้าเป็นแฟนเพลงพี่ป๊อด (โมเดิร์นด็อก) สมมตินะ จังหวะที่ดูพี่ป๊อดเราอาจจะลืมเรื่องโปรดักชันไปบ้าง แต่พอไม่ได้เป็น เราไปคอนเสิร์ตเหมือนไปดูงานมากกว่า รอฟังเสียงกรี๊ด อ๋อ ช็อตนี้ทำแบบนี้เขากรี๊ดว่ะ</p>



<p><strong>คือรับได้กับการเสียสุนทรีย์ในการดูคอนเสิร์ต</strong></p>



<p>ใช่ครับ ไม่ได้อยากดูคอนเสิร์ตแล้วสนุก แต่อยากทำให้คนดูสนุกกับคอนเสิร์ตของเรามากกว่า ดังนั้นตัวเองจะสนุกหรือเปล่าไม่สำคัญ ความสนุกของผมคือทำให้คนดูกรี๊ดในช็อตที่เราตั้งใจให้เขากรี๊ด</p>



<p><strong>แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าทั้งชีวิตไม่เคยเป็นแฟนเพลงใครเลย คนยุคคุณเติบโตมากับดนตรีนะ</strong></p>



<p>เคยชอบวง T-Square เป็นคนชอบดนตรี ชอบฟังเพลง แต่ไม่ได้คลั่งไคล้ศิลปิน แต่ก็ดูย้อนแย้งกับความคิดตัวเองนิดนึง จริงๆ มันควรจะชอบศิลปินนะ เพราะจะมีคนที่พูดทำนองว่า <em>กูชอบเพลงเขาอย่างเดียวกูไม่ได้ชอบเขา</em>&nbsp; สำหรับส่วนตัวผมคิดว่า ไม่จริง ถ้าไม่ชอบ ทำไมถึงต้องแย่งกันกดบัตร มาถึงคอนเสิร์ตก็ต้องรอตั้งแต่ 4 โมงเย็น ไม่มีทางที่จะไม่ชอบเขา</p>



<p>เพราะในคอนเสิร์ตศิลปินก็ร้องเพลงเดิม ฟังใน Spotify ยังเพราะกว่าอีก นึกออกไหม แสดงว่าคุณชอบเขา คุณรักเขา คอนเสิร์ตมันคือความคลั่งไคล้</p>



<p><strong>อันนั้นมุมคนดู แต่ในมุมคนทำ ใช้วิธีไหนเพื่อดึงตัวตนศิลปินออกมา ในเมื่อออกตัวว่าไม่ได้คลั่งไคล้ศิลปินคนไหนเป็นพิเศษ</strong></p>



<p>กับศิลปินที่เราทำงานด้วย จะมีสารตั้งต้นจากความชอบของตัวเองก่อน อย่างเช่นเจฟ ซาเตอร์ เราชื่นชมเขาว่าร้องเพลงเก่ง เสียงร้องดีมาก เสียงร้องของเขาทำลายประสาทได้เก่งสุดๆ เราจะมีความชื่นชมในตัวคนๆ นั้น และเราจะรู้ว่ามุมไหนของเขาที่น่าดึงออกมาโชว์ มุมไหนที่คิดว่าคนน่าจะรัก ผมจะเรียนรู้เรื่องพวกนี้</p>



<p>และผมจะคุยกับคนดูที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคอนเสิร์ตที่จะทำทุกครั้ง เพื่อดูว่าเขาชอบอะไรในตัวศิลปินคนนั้น สมมติ THE TOYS คุณชอบอะไรในตัว THE TOYS อธิบายให้ฟังหน่อย บางทีลิสต์เพลงมาให้เขาเลย ถ้าลิสต์เพลงแบบนี้ชอบไหม</p>



<p><strong>ถึงขั้นทำโฟกัสกรุ๊ปจริงจังเลยเหรอ</strong></p>



<p>ใช่ ทำโฟกัสกรุ๊ปเลย เขาต้องเซนต์กับเราว่าห้ามบอกใคร แต่มุมมองของคนดูที่มีต่อศิลปินก็ไม่ถูกใช้ทั้งหมดนะ มันผสมๆ กันระหว่างคนดูกับไอเดียของเรา เราคลุกคลีกับศิลปิน เราจะรู้ว่ามุมไหนของเขาที่น่าสนใจ</p>



<p><strong>จวบจนตอนนี้</strong> <strong>คุณทำคอนเสิร์ตมาแล้ว 20 ปี ไม่เปลี่ยนอาชีพเลย เบื่อบ้างไหม ต้องเครียด ต้องอดหลับอดนอน เหนื่อย</strong></p>



<p>อดหลับอดนอนหรือเครียดนี่ของมันแน่อยู่แล้ว รู้สึกว่ามันคือชีวิต ส่วนเหนื่อยไหม ผมว่าปกตินะ มันเหนื่อยอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เราก็แค่ต้องเหนื่อยเหมือนเดิม ไม่เห็นเป็นไร</p>



<p>แต่เบื่อไหม ถ้าลงแรงแล้วได้ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ จะรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าจะเหนื่อยไปทำไม เพราะก็ทำเหมือนเดิม ผมเลยเป็นคนอยากทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา อยากลองนู่นลองนี่ตลอดเวลา</p>



<p><strong>คำถามสุดท้าย</strong> <strong>รู้สึกยังไงเวลาถูกเรียกว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ</strong></p>



<p>รู้สึกเกลียดมากครับ (หัวเราะ) บอกทุกคนว่าห้ามเรียกมือหนึ่ง เบอร์หน่งเบอร์หนึ่งอะไรไม่มีหรอกโลกนี้ มันไม่มีจริง เพียงแต่เราอาจจะแค่ทำงานมาเยอะ จำนวนงานเราเยอะ มันเป็นแค่จังหวะของใครของมันเท่านั้นเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hui-design-director/">ภูเขาลูกใหม่ของ พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ตผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[DOTDOTDOT]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[วงร็อก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186266</guid>

					<description><![CDATA[<p>.เริ่มต้นของ… “DOTDOTDOT คือชื่ออัลบัมของ Talkless วงไทยที่ผมชอบ ชื่อนี้มันอยู่ในใจ พอคิดจะทำวงของตัวเองก็เลยเลือกชื่อนี้” นิค-อาชา ชูช่อทิพย์สกุล ร้องนำ/มือกีตาร์ ไขที่มาชื่อวง เขาย้ำชัดเจนความหมายลึกอะไรกว่านี้ไม่มีหรอก สมาชิก DOTDOTDOT มีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง พวกเขาเรียนที่มหิดลเหมือนกัน คณะเดียวกัน  สนุกกับชีวิตนักดนตรีเหมือนกัน ไม่คาดหวังอนาคตเหมือนกัน เป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และวันนี้พวกเขาสวมเสื้อสีดำเหมือนกัน จะมีที่ไม่เหมือนกันก็คือภูมิลำเนา หัวหน้าวงอย่างนิคเป็นชาวนนทบุเรี่ยน ฟลุ๊ค-พีรวิชญ์ ออกประเสริฐ สถาปนิก/เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เกิดที่ชัยภูมิ ฆ้อง-อภิวิชญ์ ภัทรจินดา มือเบสเป็นชาวกทmalls ปอย-ปริพัฒน์ เปี่ยมปิ่น  มือกีตาร์ บ้านอยู่ชัยภูมิ และจูเนียร์-ปราชญ์ รุ่งสุริยะวิบูลย์  มือกลอง อยู่ฉะเชิงเทรา สมาชิก 5 คนนี้ ไม่ใช่ไลน์อัปดั้งเดิมของวง ย้อนกลับไปสมัยเรียนที่คณะดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล นิคชวนพี่น้องในคณะมารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรีสดในโปรเจกต์ส่งอาจารย์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของงานประจำ ทำให้สมาชิก 2 คนก่อนที่เป็นมือกีตาร์และแคนเป็นอันต้องสละเรือไป ส่วนไลน์อัปชุดนี้นิคบอกว่าคงนิ่งแล้ว ไม่มีเข้าออกแล้ว ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรเอ่ยมารวมกัน อ่า คนรักดนตรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/">เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>.เริ่มต้นของ…</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">“DOTDOTDOT คือชื่ออัลบัมของ Talkless วงไทยที่ผมชอบ ชื่อนี้มันอยู่ในใจ พอคิดจะทำวงของตัวเองก็เลยเลือกชื่อนี้” <strong>นิค-อาชา ชูช่อทิพย์สกุล</strong> ร้องนำ/มือกีตาร์ ไขที่มาชื่อวง เขาย้ำชัดเจนความหมายลึกอะไรกว่านี้ไม่มีหรอก</p>



<p class="has-text-align-left">สมาชิก DOTDOTDOT มีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง พวกเขาเรียนที่มหิดลเหมือนกัน คณะเดียวกัน  สนุกกับชีวิตนักดนตรีเหมือนกัน ไม่คาดหวังอนาคตเหมือนกัน เป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และวันนี้พวกเขาสวมเสื้อสีดำเหมือนกัน</p>



<p class="has-text-align-left">จะมีที่ไม่เหมือนกันก็คือภูมิลำเนา หัวหน้าวงอย่างนิคเป็นชาวนนทบุเรี่ยน <strong>ฟลุ๊ค-พีรวิชญ์ ออกประเสริฐ</strong> สถาปนิก/เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เกิดที่ชัยภูมิ <strong>ฆ้อง-อภิวิชญ์ ภัทรจินดา</strong> มือเบสเป็นชาวกทmalls <strong>ปอย-ปริพัฒน์ เปี่ยมปิ่น</strong>  มือกีตาร์ บ้านอยู่ชัยภูมิ และ<strong>จูเนียร์-ปราชญ์ รุ่งสุริยะวิบูลย์</strong>  มือกลอง อยู่ฉะเชิงเทรา</p>



<p class="has-text-align-left">สมาชิก 5 คนนี้ ไม่ใช่ไลน์อัปดั้งเดิมของวง ย้อนกลับไปสมัยเรียนที่คณะดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล นิคชวนพี่น้องในคณะมารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรีสดในโปรเจกต์ส่งอาจารย์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของงานประจำ ทำให้สมาชิก 2 คนก่อนที่เป็นมือกีตาร์และแคนเป็นอันต้องสละเรือไป ส่วนไลน์อัปชุดนี้นิคบอกว่าคงนิ่งแล้ว ไม่มีเข้าออกแล้ว</p>



<p class="has-text-align-left">ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรเอ่ยมารวมกัน อ่า คนรักดนตรี</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ชอบเล่นดนตรีกันตั้งแต่เด็กๆ เลยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฆ้อง : ตอนเด็กๆ ผมเล่นดนตรีไทยมาก่อน แล้วผมก็ไปเข้าเตรียมอุดมศึกษาด้วยโควตาดนตรีไทย แล้วก็ย้ายมาเล่นดนตรีสากล พอเรียน ม.ปลายจบผมก็มาสอบเข้าเรียนดนตรีที่มหิดล</p>



<p class="has-text-align-left">ปอย : ผมจำได้ว่าตอน ป.6 มันมีซ้อมงานจบของรุ่นพี่ เห็นเขาเล่นดนตรีสากลแล้วมันเท่ดี ผมก็เลยเข้าชมรมดนตรีมาตั้งแต่ ม.1 ยันจบ ม.6 ตอนแรกเคยคิดจะเข้าคณะสถาปัตย์ แต่รู้สึกว่าไม่ได้อินขนาดนั้น อินดนตรีมากกว่า สุดท้ายก็เลยมาเข้าคณะดนตรีที่มหิดล</p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ผมอยู่วงโปงลางกับเพื่อนมาตั้งแต่สมัยอยู่ชัยภูมิ เห็นเพื่อนเล่นผมก็อยากเล่นด้วย ก็เลยเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ</p>



<p class="has-text-align-left">จูเนียร์ : ตั้งเเต่ประถม ผมเห็นเพื่อนเรียนพิเศษกลองตอนเย็นแล้วอยากเรียน คืออยากออกไปทำอย่างอื่นบ้างนอกจากนั่งเอ๋อในห้องเรียน</p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ที่บ้านผมมีกีตาร์อยู่ตัวหนึ่ง พ่อผมพอเล่นกีตาร์ได้ก็เลยให้พ่อสอน ความตั้งใจของผมตอนนั้นคืออยากเป็นมือกีตาร์ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมาเป็นลีดเดอร์ของวง</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แล้วพวกคุณมารวมตัวกันได้ยังไง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ผมกับจูเนียร์เป็นเพื่อนคลาสเดียวกัน ผมถามจูเนียร์ว่า <em>มึงมีมือเบสแนะนำไหม</em> จูเนียร์ก็เลยชวนฆ้องเข้ามา ส่วนปอยเป็นมือกีตาร์ที่มาแทนมือกีตาร์คนเก่า ส่วนพี่ฟลุ๊คเข้ามาหลังสุด ผมรู้จักเขาจากในโซเชียล เขามากดฟอลโลว์ IG ของวง ผมเข้าไปดูเห็นเขาเป่าแคนด้วย เลยชวนมาทำวงด้วยกัน</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ฟลุ๊ครู้จัก DOTDOTDOT อยู่แล้ว</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ใช่ครับ ผมตามวงน้อยอยู่ตลอด ก่อนเข้ามาเป็นสมาชิกวงผมยังคุยกับเพื่อนเล่นๆ เลยว่าเพลงวงนี้มันแนวอะไรวะ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ปกติชอบเล่นแคน</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : แคนผมเพิ่งมาหัดเล่นตอนใกล้จบมหาลัย ตอนเด็กๆ ผมเล่นหลายอย่างครับ ทั้งพิณ โปงลาง กลองยาว ฉิ่ง ฉาบ พอตอนมหาลัยผมกับรุ่นพี่สถาปนิกด้วยกันก็ทำวงร็อกด้วยกัน แล้วก็ลงวิดีโอที่ผมเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากล</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>สถาปนิกคืองานหลัก แบ่งเวลามาซ้อมยังไง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ปกติ ผมเลิกงานประมาณ 6 โมง ช่วงเวลาซ้อมกับวงก็ต้องรีบมาหน่อย บางทีน้องก็จะนัดประมาณ 2 ทุ่ม ผมก็จะพยายามตามมาให้ทัน แต่ถ้าวันไหนต้องเล่นแล้วมันอยู่ในช่วงเวลางาน ก็ต้องลางาน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเวลาหลังเลิกงาน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186268" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ปกติซ้อมวงกันแถวไหน เพราะสมาชิกแต่ละคนน่าจะอยู่ไกลกันพอสมควร</strong></p>



<p>นิค : อย่างผม ผมอยู่นนทบุรี ปากเกร็ด</p>



<p>ฟลุ๊ค : ผมอยู่พัฒนาการ </p>



<p>ฆ้อง : ผมอยู่แถวปิ่นเกล้า</p>



<p>จูเนียร์ : ผมอยู่โซนลาดพร้าว ผมไปได้ทุกที่ที่วงไป</p>



<p>ปอย : ส่วนใหญ่ผมอยู่ที่ศาลายา</p>



<p>นิค : แต่ละคนจะอยู่ค่อนข้างห่างกัน เวลานัดซ้อมจะมี 2 ที่ คือแถวพระราม 5 กับ ลาดพร้าว 101 เพื่อให้วันหนึ่งใกล้คนหนึ่ง วันหนึ่งใกล้อีกคนหนึ่ง ผมพยายามหาตรงกลางอยู่ในเรื่องการซ้อมและสถานที่<br><br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ดนตรีไร้แนว<br>ก็นี่มันลายเซ็นพวกผมอะครับ</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">เพื่อให้ได้อรรถรสอย่างถึงที่สุด โปรดเปิดเพลงของ DOTDOTDOT ฟังคลอไปด้วย</p>



<p class="has-text-align-left">สำหรับคนที่เพิ่งลองฟังเพลงของพวกเขาเป็นครั้งแรกอาจเกิดคำถามว่า “เมื่อไหร่จะร้องวะ”</p>



<p class="has-text-align-left">จะเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ของวงก็ได้ เพราะคนฟังเพลงส่วนใหญ่จะอินกับเนื้อมากกว่าอินดนตรี ตรงกันข้าม วง DOTDOTDOT เน้นทำดนตรีมากกว่าเนื้อร้อง อันที่จริงวงดนตรีแนว Post-Rock ก็มีเนื้อร้องน้อยหรือไม่มีเนื้อเลยด้วยซ้ำ</p>



<p class="has-text-align-left"><em>พูดตรงๆ นะครับ ฟังครั้งแรกไม่ชินหูเลย คงเป็นเพราะแนวเพลงที่แตกต่างจากเพลงที่มีในตลาดปัจจุบัน แต่ผมโคตรชอบเพลงนี้มากๆ ชอบเหี้ยๆ</em></p>



<p class="has-text-align-left"><em>พวก Thai Shoegaze Kids แม่งทำเพลงซาวน์เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรใหม่ พวกคุณแม่งโคตรโดดเด่นจากวงเหล่านั้น ขอบคุณที่ยังค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับดนตรี</em></p>



<p class="has-text-align-left">นั่นคือก้อนความรู้สึกหลังผู้คนในโลกออนไลน์ฟังเพลงของ DOTDOTDOT</p>



<p class="has-text-align-left">ใหม่ &#8211; แตกต่าง เราสนใจสองคำนี้</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ทำเพลงแนวประมาณนี้มาตั้งแต่วันแรกเลยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค :<strong> </strong>ไม่ครับ ก่อนหน้านี้ทดลองทำมาหลายแนว แต่มันยังไม่ใช่ตัวเรา พอมาทำแนวนี้รู้สึกว่ามันสบายมาก มันออกมาเองโดยธรรมชาติมากๆ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แนวเพลงที่ DOTDOTDOT ทำอยู่ทุกวันนี้คือ</strong></p>



<p>นิค : ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าเพลงที่ทำเป็นแนวไหน แต่ถ้าให้นิยามผมว่า DOTDOTDOT ทำเพลงแนว Experimental Rock เป็นดนตรีร็อกที่สามารถทดลองได้ทุกอย่าง คือไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>



<p>ฆ้อง : ผมฟังตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกวง จริงๆ เราซ้อมอยู่ห้องข้างกัน ความรู้สึกผมตอนนั้น DOTDOTDOT แปลกใหม่มาก พอได้รู้ว่าพี่นิคฟังอะไรบ้างก็เลย อ๋อ มันมีทั้งความฮิปฮิป มีความ Alternative ยิ่งเอามารวมกับเครื่องดนตรีไทยยิ่งมีความยูนีกขึ้นไปอีก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186269" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ศิลปินคนไหนที่คุณฟังบ่อย หรือชอบโดยส่วนตัว</strong></p>



<p>นิค : พี่รัสมีครับ ผมชอบเสียงร้องของเขา ผมชอบวิธีที่พี่รัสมีพรีเซนต์ตัวเองออกมาผ่านเสียงเพลง<br><br><strong>ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศ</strong></p>



<p>นิค : Massive Attack เป็นวงที่ฟังได้ตลอดเลย ใน Spotify Wrap-up ประจำปีของผม วงนี้คืออันดับ 1<br><br><strong>คิดว่าได้อิทธิพลจากวงนี้เยอะไห</strong>น</p>



<p>นิค : เยอะมาก Massive Attack เขาใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านอินเดียมาใช้กับเพลงอิเล็กทรอนิกส์ วงนี้ทำให้ผมเห็นว่าดนตรีมันไม่มีกรอบ เราจะหยิบอะไรมาผสมผสานก็ได้ แต่มันก็ต้องเข้ากัน เปิดโลกผมเยอะเลยครับวงนี้</p>



<p><strong>เพลงของ DOTDOTDOT มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านอะไรบ้าง</strong></p>



<p>นิค : มีแคนในขวากหนามและความหวาดกลัว และซ่อนความรู้สึกไว้ เพลงกร้านเราใช้พิณตอนเล่นสด ที่เหลือจะเป็นเครื่องดนตรีไทย อย่างขวากหนามเราจะใส่เปิงมางเข้ามาด้วย แล้วก็มีฉิ่ง เพลงทางกลับบ้านเราก็ใส่เสียงซอเข้ามา น่าจะมีประมาณนี้</p>



<p><strong>ขอย้อนนิดนึง ไอเดียการใส่เครื่องดนตรีพื้นบ้านเข้ามานี่ มาได้ยังไง</strong></p>



<p>นิค : เครื่องดนตรีอีสานถูกใส่เข้ามาในเพลงปลาร้า มันมาจากเพลงนั้นเพลงแรก พอทำๆ ไปแล้วรู้สึกว่าอยากใส่แคนเข้ามาด้วย เพราะว่าเนื้อเพลงมันพูดถึงชาวนา พูดถึงปลาร้า แล้วผมนึกถึงเสียงแคน ก็เลยต้องมองหามือแคน ให้เขาลองเล่นแล้วผมนำมาใส่ในเพลงกับเพื่อนๆ ในวง ซึ่งมันก็เข้าเฉยเลย แคนก็เลยถูกใส่เข้ามา</p>



<p><strong>มีแผนจะหยิบอะไรใส่เข้ามาอีก</strong></p>



<p>นิค : ผมกำลังเชียร์ให้พี่ฟลุ๊คเป่าปี่ มันคือปี่อะไรนะพี่</p>



<p>ฟลุ๊ค : ปี่ภูไท</p>



<p><strong>ปกติเนื้อเพลงใครเป็นคนเขียน</strong></p>



<p>นิค : ผมเขียนเป็นหลัก ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือบางที ก็ไปเจอเรื่องราวในอินเทอร์เน็ตก็หยิบมาเขียน การเขียนเพลงของผมมันมาจากหลายทางมากครับ</p>



<p><strong>แทบทุกเพลงของวงเนื้อร้องน้อยมาก ตั้งใจ</strong></p>



<p>นิค : ผมอยากใส่เนื้อร้องไปแค่นั้น ผมแค่หยิบเอาสิ่งที่ผมถนัดหรือเป็นตัวผมออกมา เพลงของวงเรามันก็จะมีเนื้อร้องน้อยหน่อ</p>



<p><strong>คุณเขียนเพลงจากอะไร</strong></p>



<p>นิค : ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือบางที ไปเจอคำบางคำหรือเรื่องราวในอินเทอร์เน็ตก็หยิบมาเขียน การเขียนเพลงของผมมันมาจากหลายทางมากครับ</p>



<p><strong>ตอนจะทำเพลงใหม่สักเพลง แบ่งหน้าที่กันยังไง</strong></p>



<p>นิค : ถ้าขึ้นเพลงใหม่ ปกติจะเป็นผมคนเดียว ผมจะขึ้นโครงมาชัดเจนให้คนอื่นไปลองแกะดู อย่างฆ้องหรือพี่ฟลุ๊คก็จะมีเอาไลน์มาเสนอบ้าง ใส่เบสไลน์นี้เข้าไปไหม ในโครงที่ผมทำ ผมก็จะให้ที่ว่างของแต่ละคน ใครอยากใส่อะไรก็ลองใส่มาได้เลยนะ เวิร์กไม่เวิร์กเดี๋ยวมาว่ากันอีกที</p>



<p><strong>คิดว่าเพลงไหนบอกตัวตนของ DOTDOTDOT ได้ชัดเจนที่สุด</strong></p>



<p>นิค : กร้าน ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีสำเนียงที่ชัดเจนมากๆ ค่อนข้างรุนแรงมาก (หัวเราะ)</p>



<p>ปอย : สำหรับผมคือเพลงปลาร้า มันค่อนข้างชัดมากว่าตัวตนของวงคือประมาณนี้</p>



<p>ฆ้อง : ผมชอบเพลงปลาร้าเหมือนกัน ถ้าได้ฟังแล้วจะรู้เลยว่ามีเอกลักษณ์ของ DOTDOTDOT ชัดมาก เพลงมันมีสำเนียงที่ออกแนวอีสาน</p>



<p>นิค : แต่ยังไม่ได้ปล่อย กำลังหมักปลาร้าอยู่ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>วางแผนปล่อยเพลงปลาร้าช่วงไหน</strong></p>



<p>นิค : จริงๆ เพลงปลาร้าผมทำเป็นเพลงแรกของวง แต่ที่ยังไม่ได้ปล่อยสักที เพราะกำลังหาคนมาร้องท่อนหมอลำ แต่ยังไม่ลงตัวว่าเป็นใครดี กำลังหาอยู่ มันติดแค่ตรงนี้แหละครับ</p>



<p><strong>หมายถึงมีเนื้อหมอลำอยู่แล้ว แค่หาคนมาร้อง</strong></p>



<p>นิค : ผมอยากให้คนที่จะมาร้องหมอลำให้เราเขียนเนื้อท่อนหมอลำไปเลย เพราะตอนนี้เรามีโครงที่ค่อนข้างชัดอยู่แล้ว ก็เลยมองๆ ศิลปินหมอลำอยู่ครับ</p>



<p><strong>มองใครไว้</strong></p>



<p>นิค : ที่ผมต้องการคือรัสมี เวระนะ (หัวเราะ) ตอนนี้ผมกำลังชวนอยู่ กำลังพูดคุยกันอยู่ เหมือนเขาจะสนใจนะ คือคุยกันว่าถ้าให้เขาเข้ามากรุงเทพฯ เพื่ออัดก็ต้องเป็นช่วงที่พี่รัสมีทัวร์มาที่กรุงเทพฯ ถ้าได้พี่รัสมีมาฟีดนี่ผมโคตรดีใจเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186270" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พร้อมจะแมสแล้ว</strong></h2>



<p>DOTDOTDOT มี…</p>



<p>ผู้ติดตามในยูทูบ 504 บัญชี</p>



<p>ผู้ติดตามในอินสตาแกรม 822 บัญชี</p>



<p>ผู้ติดตามในเฟซบุ๊ก 386 บัญชี</p>



<p>ผู้ฟังรายเดือนบน Spotify 1,800 บัญชี</p>



<p>ในวันที่บริษัทเทคฯ ณ ซิลิคอน วัลเลย์ ยื่นไม้บรรทัดวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขให้โลกรู้จัก ทั้งยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือยอดวิว ผลงานไหน บทเพลงใดอับแสงไร้คนตอม เราแทบจะพลิกแผ่นดินหา ตรงกันข้าม ผลงานไหนบทเพลงใดเกิดไวรัลขึ้นมา ถึงไม่อยากดูเราก็ต้องดู</p>



<p>หลายคนอาจเห็น DOTDOTDOT เล่นสดครั้งแรกโปรเจกต์ Brand The Band ของทาง Fungjai และ CEA ที่ Blueprints เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว พวกเขาขึ้นแสดงเป็นวงสุดท้าย ด้วยแนวดนตรีที่แปลกแหวกไม่เหมือนใคร สื่อดนตรีหลายเจ้าเขียนถึงพวกเขาว่าเป็นวงร็อกรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดตอนนี้ จากนั้น พวกเขาก็มีโอกาสเป็น Supporting Act และเริ่มมีงานจ้าง</p>



<p>ดีหรือไม่ดี ไม่ได้วัดด้วยตัวเลขเสมอไป </p>



<p><strong>ทุกวันนี้มีงานเข้ามาเยอะไหม</strong></p>



<p>นิค : ก่อนหน้านี้งานเยอะครับ พอพ้นปีใหม่มาถึงตอนนี้ก็มาเรื่อยๆ อย่างเดือนนี้มี 3 งาน</p>



<p><strong>ปกติ เวลาไปออกงานเตรียมไปเล่นกี่เพลง</strong></p>



<p>นิค : ปกติก็ประมาณ 8 เพลง ราวๆ 45 นาที แต่โคราชที่กำลังจะไปเล่น เราเตรียมไป 11 เพลง เขาให้เวลา 1 ชั่วโมง</p>



<p><strong>ตอนได้ไปเล่นที่ BKK Music City อายุวงแค่ 4 &#8211; 5 เดือน รู้สึกยังไงบ้าง</strong></p>



<p>นิค : จำได้ว่างานนั้นเป็นงานที่ผมตื่นเต้นที่สุดในชีวิต และนั่นคืองานแรกที่พี่ฟลุ๊คเล่น ช่วงนั้นผมมีความหวั่นใจเล็กน้อย พี่ฟลุ๊คจะได้ไหมวะ เพราะไม่เคยเจอกัน ไม่เคยซ้อมกันมาก่อน แต่พอได้ยินเสียงแคนของเขา ผมแบบ โอเค อุ่นใจละ</p>



<p><strong>ฟลุ๊คล่ะ รู้สึกยังไงกับงานแรกของตัวเอง ตื่นเต้นไหม</strong></p>



<p>ฟลุ๊ค : อยู่ไม่สุข (หัวเราะ) มันเป็นงานแรกและงานใหญ่ ช่วงนั้นผมซ้อมหนักเอาเรื่องเหมือนกัน คือต้องบอกว่าผมไม่ได้มีสกิลของหมอแคนที่สามารถเล่นได้อย่างมืออาชีพ ผมฝึกเอง มันเลยมีสำเนียงที่ต่างออกไป ผมต้องซ้อมและหาจับทางให้แคนที่ผมเล่นมันเข้ากับสำเนียงของวงได้ ผมกลัวทำออกมาได้ไม่ดี กลัวเสียงแคนจะไปเปลี่ยนเพลงที่น้องทำมา</p>



<p><strong>พอจบงานแล้วเป็นไง ฟีดแบ็กดีไหม</strong></p>



<p>นิค : ดีมากครับ พอกลับไปดู <em>เชี่ย กูเล่นผิดเยอะเหมือนกันนี่หว่า</em> แต่พอเล่นจบคนก็เข้ามาคุยเยอะมาชมเยอะ มันเป็นงานที่แบบฟีดแบ็กค่อนข้างดีเลยครับ</p>



<p>ฟลุ๊ค : แล้วคนดูก็เยอะด้วย เล่นช่วงอาทิตย์ตกดินพอดี </p>



<p>ฆ้อง : มันเป็นงานแรกของปีหลังจากไม่ได้เล่นมาสักพัก ก็ตื่นเต้นอยู่ครับ ผมก้มหน้าเล่นตลอดเลย</p>



<p>ปอย : ผมตื่นเต้น เพราะเราไม่ได้เล่นมาเกือบเดือนหรือเดือนกว่าไม่ชัวร์เหมือนกัน แล้วมันเป็นงานค่อนข้างใหญ่ ผมจำได้ว่าตอนขึ้นเพลงแรกคือมือเย็นมือแข็งเลย แต่พอผ่านไปสัก 2 &#8211; 3 เพลงก็สนุกละ<br><br>นิค : เป็นงานที่คนแท็กมาในสตอรีเยอะที่สุดแล้วครับ ตอนเล่นผมก็ไม่ค่อยได้ดูคนเท่าไหร่ ผมเป็นสายก้มหน้าเล่น ผมไม่ชอบสบตาคน ผมไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไว้ตรงไหน</p>



<p><strong>แสดงว่าตอนเพอร์ฟอร์ม DOTDOTDOT ไม่ใช่สายเอนเทอร์เทนคนดู</strong></p>



<p>นิค : ไม่ใช่สายนั้นเลยครับ มันเป็นเพราะตัวผมด้วยที่ขี้ีอายประมาณหนึ่ง เวลาไปเล่นก็จะไม่ค่อยมีเพอร์ฟอร์แมนซ์ อยากให้เขาโฟกัสที่เพลงมากกว่า</p>



<p>แต่มันมีแวบหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าถ้าเรามองว่าตัวเองเท่ เฟี้ยว มันจะทำให้เรามีแรงที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ หรอกนะครับ มันเหมือนเป็นการ Manifest เฉยๆ (หัวเราะ) ถ้าไม่ได้อยู่กับคนที่สนิทกันผมจะนิ่งๆ ไม่ค่อยเฮฮาเท่าไหร่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186271" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ปากมีไว้พูด ณ ดินแดนเสรี<br>แลนด์นักเลง เพลงพูดแทนปาก</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">มีคนเคยพูดว่า ถ้าอยากรู้ว่าสภาพสังคม ณ ตอนนี้เป็นยังไงให้อ่านวรรณกรรม ไม่ก็เงี่ยหูฟังเพลง</p>



<p class="has-text-align-left">นักดนตรีไม่ได้ต่างอะไรจากทนายความ หมอ นักธุรกิจ นักแสดง นักกิจกรรม จิตรกร หรือแม่ค้า เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หลายวิกฤตที่ประเทศไทยเผชิญหน้า พิสูจน์แล้วว่าต่อให้ต่ำเรี่ยดินหรือสูงเสียดฟ้า เราเจอปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่เราเจ็บไม่เท่ากัน</p>



<p class="has-text-align-left">นักแสดงอาจพูดไม่ได้ในบางเรื่อง เสียงของแม่ค้าอาจถูกสังคมเพิกเฉย ศิลปินคือคนอีกกลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในมือ พวกเขาสามารถสื่อสาร เรียกร้อง หรือแม้แต่สะท้อนความจริงที่รู้แต่พูดไม่ได้ ผ่านผลงานได้ แน่นอนว่า DOTDOTDOT ใช้เพลงพูดแทนปาก</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ปกติตามข่าวกันบ่อยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ตามอ่าน ตามดู แต่ไม่ได้ไปคอมเมนต์</p>



<p class="has-text-align-left">ปอย : ผมชอบอ่านข่าว ชอบแชร์พี่เต้ (หัวเราะ) เอาแบบไม่กวน คือมันเหมือนเราใกล้จะเรียนจบแล้วอ่ะครับ ต้องออกไปเจอโลกภายนอกแล้ว มันก็ต้องสนใจเรื่องพวกนี</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>เรื่องอะไรที่รู้สึกว่าขุ่นข้องหมองใจที่สุดในช่วงนี้</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ในโซเชียลมันจะมีการเหยียดกันว่า <em>มึงคนอีสานแน่นอน</em> ผมติดใจกับคำพูดพวกนี้ ที่เขาอาจจะแค่พูดล้อกัน แต่ของแบบนี้มันอยู่ที่ตัวบุคคลด้วยหรือเปล่านะ หมายถึงว่าสิ่งที่เขาพูดกันมันคงมีเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผลเขาคงไม่พูดกัน</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>หรือมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะเรามองคนไม่เท่ากัน</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ครับ คำถามคือทำยังไงถึงจะเกิดการรับรู้ว่าคนเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่จังหวัดอะไร ไม่ต้องมาจำแนกแบ่งแยกกัน มันต้องเปลี่ยน Mindset ให้ได้ก่อน ซึ่งทำยังไงผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>น่าจะยากนะ</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ยากครับ ประเทศเราทุกอย่างมันรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ ภาคอื่นๆ ถูกทอดทิ้ง แล้วคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็ต้องดิ้นรนเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ เพราะว่าการศึกษาในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดมันไม่เท่ากัน มันเลยทำให้มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เลยยังมีคนพูดอะไรแบบนั้นอยู่</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>เห็นล่าสุดเพิ่งปล่อยเพลงกร้าน เพลงนี้มันเล่าเรื่องอะไร</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ตอนแรกเพลงกร้านไม่ได้ใช้เนื้อนี้ เวอร์ชันแรกเนื้อมันเล่าอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเปลี่ยนเพื่อให้คอนเซปต์มันชัดขึ้น เวอร์ชันหลังผมเขียนเนื้อจากเรื่องของแม่ แม่ผมบอกว่าช่วงที่เขาเด็กๆ ตอนอยู่กาฬสินธุ์ บ้านค่อนข้างอยู่ไกลจากในเมืองมาก มันห่างไกลความเจริญมาก แม่ผมต้องออกจากบ้านตั้งแต่ ป.6 เพื่อไปอยู่เชียงใหม่</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>คิดว่าคนจะเก็ตไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ผมว่ามันก็เข้าใจง่ายอยู่นะ มันคือการก้าวเท้าออกมาจากบ้านโดยที่เรายังไม่ได้พร้อมขนาดนั้น มันไม่ใช่วัยของเราด้วยซ้ำ เราต้องบังคับตัวเองเพื่อจะต้องเติบโต ปัจจุบันนี้น่าจะน้อยลงแล้ว เพราะต่างจังหวัดบางที่ก็เริ่มเจริญขึ้น</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แค่บางที่</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ ผมว่ามันแก้ไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ ถ้าทุกอย่างยังกระจุกอยู่ในเมืองอยู่ ในความรู้สึกส่วนตัว ผมรู้สึกว่าเรากำลังโดนล้างสมองอะไรบางอย่าง เพื่อให้เราไม่มีแรงไปสู้อะไรกับเขาได้ เหมือนเขากำลังควบคุมเราอยู่ เราคนธรรมดาก็จะทำอะไรมากไม่ค่อยได้ ส่วนเขาก็หาลู่ทางที่จะเติบโตขึ้น ส่วนเราอยู่ที่เดิม</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แต่ก็ไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ คือโอกาสที่วงดนตรีจะอยู่รอดได้</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ครับ เราก็คงปักหลักอยู่ในโซนกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดถ้ามีงานจ้างก็ไป อย่างเดือนนี้มีไปเล่นที่ Terminal21 โคราช สำหรับผม วงต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง และสมาชิกอยู่ได้โดยที่เราเล่นดนตรีกัน คือศิลปินก็ควรจะอยู่ได้จากการทำเพลง หรือออกไปโชว์</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>นอกจากเรื่องสังคม การเมือง วงคิดจะทำเพลงเล่าเรื่องอื่นๆ ด้วยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ในอัลบัมเต็มที่เรากำลังทำกันอยู่ก็มีพูดเรื่องความรัก<br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การทำวงดนตรี นี่มันยากเหมือนกันนะ</strong></h2>



<p>จะว่าเร็วไปก็ไม่ผิด DOTDOTDOT มีอายุวงยังไม่ทันจะครบ 1 ปี มือกีตาร์อย่างปอยกับมือเบสอย่างฆ้อง ก็ยังเป็นนักศึกษาอยู่ แถมไม่มีค่าย ไม่มีทีมงานหลังบ้านช่วยดูแลรับงาน หัวหน้าวงอย่างนิคนอกจากเขียนเพลงและคุมทิศทางของวงแล้ว ยังต้องทำใจให้นิ่งไม่หวั่นไหวต่อคำถามกับสิ่งที่กำลังทำอยู่</p>



<p>“มันยังเรียกว่าเป็นอาชีพหลักไม่ได้” นิคเล่าถึงสถานะของวง DOTDOTDOT ในแง่ของการทำเป็นอาชีพ อย่างตรงไปตรงมา</p>



<p>จากการพูดคุยกับพวกเขา เราสรุปได้ว่าแพชชันในการเล่นดนตรีอย่างเดียวอาจไม่พอ หากตั้งใจอยากจะหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพนักดนตรี มันอาศัยหลากหลายปัจจัย ทั้งการสนับสนุน เงินทุน การบริหารจัดการ การสร้างสรรค์ผลงาน การถูกมองเห็น ฯลฯ</p>



<p>เล่นดนตรีไม่ยาก แต่ทำวงดนตรีให้สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างมั่นคงก็ไม่ง่าย</p>



<p><strong>เล่าให้ฟังหน่อยว่าหัวหน้าวงต้องทำอะไรบ้าง</strong></p>



<p>นิค : ทุกอย่าง (หัวเราะ) ผมเป็นคนรับงานเอง พวกแผนโปรโมตหรือภาพลักษณ์เราก็ลุยกันเอง ถ่ายภาพเอง จัดหาทุกอย่างเองหมดเลย ที่วงยังไม่มี MV สักตัว เพราะเราไม่ได้มีเงินทุนขนาดนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเริ่มยังไง ก็เลยรอเก็บตังได้สักก้อนหนึ่งแล้วค่อยทำทีเดียวดีกว่า</p>



<p><strong>คิดจะหาหลังบ้านมาช่วยสักคนไหม</strong></p>



<p>นิค : คิดครับ ผมกำลังศึกษาอยู่ เร็วๆ นี้เรากำลังจะปล่อยอัลบัม ผมอยากได้ Art Director หรือคนหลังบ้านที่คอยทำเรื่องพวกนี้ ถ้าเราใช้คนที่ตรงสายไปเลย เขาน่าจะมีมุมมองอะไรที่กว้างกว่าเรา แค่ยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง ติดต่อใคร จะให้เขาทำอะไรบ้าง ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก</p>



<p><strong>อยากมีค่ายไหม</strong></p>



<p>นิค : ก็อยากนะครับ ทำงานโดยที่ไม่มีสังกัดมันค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกัน ทุกอย่างต้องลุยด้วยตัวเอง ถ้ามีค่ายมีซัปพอร์ต วงน่าจะแข็งแรงขึ้นได้มากกว่านี้อีก</p>



<p><strong>คิดว่าตัวเองเหมาะกับค่ายไหน</strong></p>



<p>นิค : ผมชอบค่าย NewEchoes เป็นค่ายที่ไม่ได้เมนสตรีมขนาดนั้น วงผมน่าจะเหมาะกับอะไรประมาณนี้</p>



<p><strong>ทำวงดนตรีในยุคนี้ดูเหมือนจะเท่ แต่จริงๆ มันไม่ง่ายเลยใช่ไหม</strong></p>



<p>นิค : คือการเป็นเด็กที่เพิ่งเรียนจบดนตรีมาและทำวงด้วยมันยาก การทำวงๆ หนึ่ง มันใช้ทรัพยากรค่อนข้างเยอะ อย่างเช่นเงินทุนหรือการเข้าถึงโอกาส มันน่าจะมีการสนับสนุนให้กับวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ เพราะถ้าปล่อยให้เดินคนเดียวมันค่อนข้างเหนื่อย</p>



<p><strong>สนับสนุนโดยใคร</strong></p>



<p>นิค : ง่ายสุดควรมาจากรัฐบาลไหมนะ จริงๆ มีหลายหน่วยงานที่มองเห็นและสนับสนุนนะครับ อย่าง CEA เขาก็สนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ หรือศิลปินที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก เขาเริ่มผลักดันมากขึ้นแล้ว</p>



<p><strong>พูดได้เลยไหมว่าการทำวง DOTDOTDOT เป็นอาชีพหลักที่ทำตอนนี้</strong></p>



<p>นิค : ยังยึดเป็นอาชีพหลักไม่ได้หรอกครับ ยังอยู่ไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่มีงานอื่น ทำแค่วงอย่างเดียวเลยครับ</p>



<p><strong>คนอื่นๆ ล่ะ อยากรู้ว่าคาดหวังกับวงไว้แค่ไหน</strong></p>



<p>ปอย : คาดหวังประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกับต้องเป็นหลักขนาดนั้น เพราะผมชอบทำอะไรหลายอย่าง ถ้ามันสามารถเป็นงานหลักได้ก็ดี แต่ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้นในเร็ววันก็คงไม่ได้กดดันตัวเอง ผมยังมีอย่างอื่นให้ทำ ที่ผมคิดๆ ไว้ก็มีไม่ใช่สายดนตรีเลยก็มี ส่วนตัวผมอยากลองทำสไตลิสต์<br><br>ฆ้อง : ของผมขึ้นอยู่กับพี่นิค ผมใจๆ เลย ผมชอบที่ได้เล่นให้ DOTDOTDOT ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เล่น ก็ไม่รู้จะได้เล่นอะไรที่เป็นแนวนี้อีกหรือเปล่า งานอื่นที่ผมมองไว้ก็กะว่าจะทำนู่นนี่นั่นของตัวเอง แต่ผมยังไม่อยากรีบเลือกตอนนี้ ขอดูไปเรื่อยๆ ก่อนว่าจะไปทางไหนดี<br><br>ฟลุ๊ค : ส่วนตัวยังไม่ได้คิดว่ามันเป็นอาชีพได้ แต่เป็นแพชชันมากกว่า ให้เพลงมันทำหน้าที่ของมันไป ผมขอแค่มีความสุขกับการทำเพลงตรงนี้ อยากทำเพลงแบบไหนก็ทำออกไป เลยไม่ได้คาดหวังกับที่ความชอบของเรามาก มองแค่ปัจจุบันพอ เราทำประมาณนี้เรามีความสุข ยังมีความสุขกับการเล่นดนตรี</p>



<p>จูเนียร์ : ผมสบายๆ ครับ ขอให้ทุกคนสนุกก็พอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186272" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ขอเดินช้าๆ ไม่คาดหวัง<br>ถ้าเล่นดนตรีแล้วเลี้ยงตัวเองได้ โคตรจะชีวิตในฝัน</strong></h2>



<p>ความฝันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ความฝันมันดีตรงที่เราจะฝันใหญ่แค่ไหนก็ได้ มีคนเคยพูดว่าการมีความฝันทำให้ชีวิตของเรามีเป้าหมาย แล้วเราจะตั้งใจใช้ชีวิตในทุกวันเพื่อก้าวไปสู่จุดนั้น</p>



<p>แต่ความฝันจะเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน หากไม่เริ่มลองผิดลองถูก เพราะบางครั้งเราเรียนรู้ผ่านการล้ม ก๊วนร็อกหนุ่มแห่ง DOTDOTDOT ก็เป็นคนมีความฝัน ตามประสานักดนตรี พวกเขามีเวทีที่ฝันว่าสักวันจะได้ขึ้นไปเล่น และเส้นทางของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้น</p>



<p><strong>ตั้งแต่ทำวงดนตรีมา มีอะไรที่เป็นอุปสรรคที่ยากที่สุดหรือเปล่า</strong></p>



<p>นิค : น่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนหน้านี้สมาชิกยังไม่นิ่ง มีคนเข้าๆ ออกๆ ผมก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังควบคุมทุกอย่างได้ดีพอหรือยัง มันเลยมีความสงสัยในตัวเองอยู่บ้าง</p>



<p><strong>ออกด้วยเหตุผลอะไรเหรอ</strong></p>



<p>นิค : อย่างมือแคนคนเก่าเขามีงานประจำ เขาต้องไปทำงานประจำ แล้วบางทีวงต้องไปเล่นในวันธรรมดา เขาลางานมาไม่ได้ ขอโฟกัสที่งานประจำเป็นหลักก่อน ตอนหลังก็เลยได้พี่ฟลุ๊คเข้ามาแทน</p>



<p>สำหรับผมตอนนั้นมันยากมาก หลังจากนั้นผมเลยไล่ถามทุกคนเลยว่ามีปัญหาอะไรมั้ย ติดขัดอะไรกันรึเปล่า ผมถามฟีดแบ็กของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่มีปัญหาอะไร มองกลับไป ไม่รู้ผมแก้ปัญหาไหมด้วยนะ เหมือนผมแค่ปล่อยมันผ่านไป เบลอๆ ไป</p>



<p><strong>สมาชิกตอนนี้คือนิ่งแล้วใช่ไหม</strong></p>



<p>นิค : คิดว่าไม่อยากเปลี่ยนแล้ว อยากให้เป็นเซตนี้ไปเรื่อยๆ ครับ</p>



<p><strong>ในฐานะหัวหน้าวง</strong> <strong>มองอนาคตของวงไว้ยังไง</strong></p>



<p>นิค : ไม่ได้มองอนาคตไกลหรือวางแผนจริงจังนะครับ ตอนนี้แค่อยากปล่อยอัลบัมเต็ม แล้วก็อยากทำ MV ให้กับบางเพลงในอัลบัมให้มันเป็นตัวเราที่สุด ส่วนอนาคต 2 &#8211; 3 ปีข้างหน้า ยังไม่ได้คิดอะไรไกลขนาดนั้นครับ</p>



<p><strong>เป็นคนไม่คิดถึงอนาคตมาตลอดเลยเหรอ</strong></p>



<p>นิค <strong>:</strong> จริงๆ แต่ก่อนผมเป็นคนมองอนาคตนะ ผมทำวงแนวอื่นมาก็เยอะ ซึ่งตอนทำผมก็มองไกลประมาณ 2 &#8211; 3 ปี ว่าอนาคตข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่พอมันไม่ Success มันก็ค่อนข้างเฟล พอมาทำ DOTDOTDOT เลยไม่ค่อยมองอะไรไกลแล้วครับ</p>



<p><strong>คนรอบตัวถามไหมว่าทำอะไรอยู่</strong></p>



<p>นิค : ผมโดนถามเยอะอยู่ แต่คนในครอบครัวอย่างพ่อแม่ เขาเข้าใจและสนับสนุนเรา แต่เวลาไปเจอญาตินี่ค่อนข้างเสียศูนย์ เขาก็พยายามแนะนำนะว่าแบบลองไปอย่างนู้นอย่างนี้ไหม เขาจะแนะนำในมุมของผู้ใหญ่ ล่าสุดเขายกตัวอย่างนนท์ ธนนท์มาให้ผม (หัวเราะ) เขามีความแน่วแน่ในความคิดของเขา ผมก็เลยบอกครับๆ เออออไปกับเขา</p>



<p><strong>แต่ก็แน่วแน่ใช่ไหมว่ายังไงก็จะทำจนมันกลายเป็นอาชีพได้</strong></p>



<p>นิค : ผมจะพยายามจนถึงที่สุด ถ้าไม่ได้เดี๋ยวว่ากันอีกที</p>



<p><strong>ถามเอาตอนนี้ พวกคุณมีเวทีหรืองานในฝันที่อยากไปเล่นไหม</strong></p>



<p>นิค : ถ้าเอา Goal ที่ใกล้ที่สุดคือ อยากเล่น Wonderfruit ผมอยากเล่นมาหลายปี ปกติเขาจะให้ส่งเพลงของวงเข้าไปเพื่อแอดมิสชัน ผมส่งมา 2 &#8211; 3 ปีแล้วยังไม่ติด หวังว่าปีนี้จะติด </p>



<p>ฟลุ๊ค : Tiny Desk ครับ (หัวเราะ) หวังว่าๆ<br><br>ปอย : อยากเล่น Summer Sonic เห็นมานาน เห็นวงที่เราชอบได้ไปเล่น ถ้าได้ไปเล่นสักครั้งก็คงเฟี้ยวดี<br><br>จูเนียร์ : อะไรที่เขาพูดกันว่าระดับโลกผมอยากไปหมดเลย</p>



<p>ฆ้อง : ผมอยากไปทัวร์ต่างประเทศ ที่ไหนก็ได้</p>



<p><strong>มีแววว่าจะได้ไปเล่นที่ต่างประเทศไหม</strong></p>



<p>นิค : กำลังจะได้ไป แต่ยังไม่ได้คอนเฟิร์มนะ วันที่เราไปเล่นที่งาน BKK MUSIC CITY มีผู้จัดจากจีนชวนไปเล่น เขาชวนไปทัวร์ที่จีน ผมดูโปรไฟล์ก็เป็นบริษัทน่าเชื่อถืออยู่ เหมือนเขาจัดคอนเสิร์ตวงอินดี้ในต่างประเทศที่มันค่อนข้างมีชื่อเลย</p>



<p><strong>เท่าที่ฟัง ดูเหมือนแต่ละคนจะให้อิสระกับชีวิตมาก อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวพวกคุณมีความเชื่ออะไรที่ยึดถือใช้กันอยู่บ้าง</strong></p>



<p>ฟลุ๊ค : ผมว่าถ้าเราอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ขอแค่มีสติรู้ตัวตลอด</p>



<p>ปอย : ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ต้องไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น ผมว่าเท่านี้โอเค<br><br>จูเนียร์ : ผมยึดเหตุผล เเละการยอมรับตัวเองครับ</p>



<p>ฆ้อง : ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ปล่อยไป เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้</p>



<p>นิค : ผมจะยึดอยู่ 2 อย่าง ใช้ชีวิตให้มันเต็มที่ไปซะ แบบวันพรุ่งนี้จะมีรึเปล่าก็ไม่รู้ แล้วก็ปล่อยทุกอย่างให้มันเป็นตามที่ควรจะเป็น ให้มันไปตามลม มันจะพัดไปทางไหนก็คอยตั้งรับกับมันไว้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/">เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185417</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เสื้อตัวโปรดเหรอ” “ใช่ นี่เพิ่งซื้อมาก็ใส่เลยนะ เห่อมาก” สเวตเตอร์สีเทาเขียนนำด้วย ‘TOKYO MELODY’ ขึ้นบรรทัดถัดไปด้วย ‘un film sur RYUICHI SAKAMOTO’ ริวอิจิคือศิลปินที่หนุ่มแว่นชื่นชอบเป็นพิเศษ เห็นได้จากโพสต์เฟซบุ๊กที่เขาลงสถานะชื่นชมเมื่อปี 2018 หลายครั้งติดต่อกันและในครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023&#160; หนุ่มแว่นอาจจะรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ก็ได้ว่าความเป็นเขาก็มีคนชื่นชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน&#160; ใช่เพราะรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสในประเทศไทยมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเขายืนระยะในวงการภาพยนตร์มาร่วม 13 ปีแล้ว “สิ่งที่เราทำมันก็จะเลือกกลุ่มคนดูประมาณหนึ่ง ความหวังในฐานะคนทำเราก็คิดว่าคงจะมีกลุ่มคนดูจำนวนมากพอให้เราทำในสิ่งที่ถนัดไปได้เรื่อยๆ พูดแล้วมันเหมือนโอ้ย! อินดี้เนอะ แต่ว่าจริงๆ คนทุกคนก็คงต้องการสิ่งนี้เปล่าวะ เราก็อยากเป็นตัวของตัวเอง มีคนชอบในแบบที่เราเป็น นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ (หัวเราะ) ทำมา 13 ปี 9 เรื่องก็ยังมีคนให้ทำอยู่” ตัวเขาคงรู้ดีที่สุดว่านี่เป็นโชคหรือพรสวรรค์ เพราะเขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์อันไม่ได้เข้าเค้าการทำภาพยนตร์เลย ทว่า ‘เต๋อ &#8211; นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ก็ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว&#160; จากภาพยนตร์ ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ พ่วงเพลงประกอบ ‘เดี๋ยวจะทำตามความฝัน’ สู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/">ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“เสื้อตัวโปรดเหรอ”</strong></p>



<p><strong></strong><strong>“ใช่ นี่เพิ่งซื้อมาก็ใส่เลยนะ เห่อมาก”</strong></p>



<p>สเวตเตอร์สีเทาเขียนนำด้วย ‘TOKYO MELODY’ ขึ้นบรรทัดถัดไปด้วย ‘un film sur RYUICHI SAKAMOTO’ ริวอิจิคือศิลปินที่หนุ่มแว่นชื่นชอบเป็นพิเศษ เห็นได้จากโพสต์เฟซบุ๊กที่เขาลงสถานะชื่นชมเมื่อปี 2018 หลายครั้งติดต่อกันและในครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023&nbsp;</p>



<p>หนุ่มแว่นอาจจะรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ก็ได้ว่าความเป็นเขาก็มีคนชื่นชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>ใช่เพราะรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสในประเทศไทยมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเขายืนระยะในวงการภาพยนตร์มาร่วม 13 ปีแล้ว</p>



<p><strong>“สิ่งที่เราทำมันก็จะเลือกกลุ่มคนดูประมาณหนึ่ง ความหวังในฐานะคนทำเราก็คิดว่าคงจะมีกลุ่มคนดูจำนวนมากพอให้เราทำในสิ่งที่ถนัดไปได้เรื่อยๆ พูดแล้วมันเหมือนโอ้ย! อินดี้เนอะ แต่ว่าจริงๆ คนทุกคนก็คงต้องการสิ่งนี้เปล่าวะ เราก็อยากเป็นตัวของตัวเอง มีคนชอบในแบบที่เราเป็น นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ (หัวเราะ) ทำมา 13 ปี 9 เรื่องก็ยังมีคนให้ทำอยู่”</strong></p>



<p>ตัวเขาคงรู้ดีที่สุดว่านี่เป็นโชคหรือพรสวรรค์ เพราะเขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์อันไม่ได้เข้าเค้าการทำภาพยนตร์เลย ทว่า <strong>‘เต๋อ &#8211; นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ </strong>ก็ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว&nbsp;</p>



<p>จากภาพยนตร์ ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ พ่วงเพลงประกอบ ‘เดี๋ยวจะทำตามความฝัน’ สู่<strong> ‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’&nbsp;</strong></p>



<p>เต๋อตอบเองกับปากว่าภาพยนตร์ที่ทำเปลี่ยนไปตามนิสัยและวัยของตัวเอง เอ! เขายังติดอยู่ในลูปทุนนิยมอย่างออกไปตามทางฝันไม่ได้หรือเปล่านะ นี่ก็อายุจวนจะสี่สิบกลางแล้ว&nbsp;</p>



<p>เช่นนั้นขอมอบหน้าที่ให้ผู้อ่านเป็นคนพิจารณาภาพยนตร์ใหม่ของเขาไว้ ณ ที่นี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185426" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยึดมั่นใน KPI&nbsp;</strong></h2>



<p>ผลงานที่ผ่านมาของนายเต๋อออกฉายในโรงภาพยนตร์ชนิดปีเว้นปี กระแสตวัดหน้าขึ้นสูงเพราะลูกเล่นบทภาพยนตร์เฉพาะตัว เช่น ‘Mary is happy, Mary is happy.’ อันรวบรวมโควตนิยมในโซเชียลมีเดียมาใส่การสนทนาตลอดเรื่อง กับมวลบรรยากาศเงียบเชียบแทบจะไร้ดนตรีประกอบฉาก ทำให้ทุกครั้งที่ประโยคของตัวละครจบลง ผู้ชมต้องเผลอหยุดหายใจเพื่อคิดตาม&nbsp;</p>



<p>หรือภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ที่ดำเนินเรื่องด้วยกิจวัตรของหนุ่มฟรีแลนซ์คลั่งรับงานกระทั่งผื่นขึ้นคอลามลงแก้มก้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ทว่าเขาก็ยังหามโน้ตบุ๊กแนบไปกับร่างกายคล้ายผีดิบเดินเข้าออกโรงพยาบาล และภาพยนตร์อื่นที่ไล่หลังมาติดๆ อย่างไม่เคยละทิ้งกลิ่นอายความเป็นตัวเอง จนใครต่อใครต่างก็ชี้นิ้วเมื่อโปสเตอร์เรื่องใหม่ถูกกางออกโดยไม่ทันเห็นชื่อผู้กำกับ “นี่มันหนังเต๋อ!”&nbsp;</p>



<p>เว้นเสียแต่ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ เรื่องล่าสุดของเขาที่กินระยะไปเกือบสามปีจึงทำให้อดถามหาสาเหตุไม่ได้</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ ‘Human Resource’</strong> <strong>ทิ้งเวลาจากภาพยนตร์เก่านานกว่าปกติ</strong> <strong>เป็นเพราะคุณตั้งใจหายไปไหม</strong></p>



<p>ไม่ๆ (หัวเราะ) โดยปกติจะเว้นทำหนังปีเว้นปี จริงๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มันอีนุงตุงนังหน่อยก็เลยเว้นไปถึงสามปี</p>



<p><strong>คิดว่ากระแสในวงการภาพยนตร์ของคุณเป็นอย่างไร</strong></p>



<p>ก็เป็นปกติแบบที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่เราทำมันค่อนข้างเฉพาะกลุ่มที่จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ เป็นมาตั้งแต่เรื่องแรกแล้ว เป็นมาตลอดเลย แต่ในฐานะคนทำงานเราก็ทำเท่าที่ทำได้ เราไม่ใช่คนที่เดี๋ยวเรื่องต่อไปเราจะทำให้ทุกคนชอบ เราจะคิดแต่ว่าเราอยากเล่าเรื่องอะไร เล่าด้วยวิธีแบบไหน ตัวละครแบบไหน เราไม่ได้คิดว่าคนกำลังอยากดูอะไร ควรจะดูอะไร หรือเขาสนใจอะไรอยู่</p>



<p><strong>คนเขาบอกไหมว่าไม่ชอบอะไรในภาพยนตร์ของเรา</strong></p>



<p>เขาอาจจะไม่ชอบสไตล์ เรื่อง หรือตัวละคร จริงๆ เราไม่ได้ติที่เขาจะไม่ชอบ แต่เวลาเราไม่ชอบอะไรสักอย่าง เราแค่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราเฉยๆ แต่จะไม่แบบเฮ้ย! ทำไมน้องไม่ทำแบบนี้วะ ทำไมน้องไม่เปลี่ยนวิธี มันก็แค่ไม่ใช่ทางเราเฉยๆ ยุคนี้ชอยส์ให้เลือกสิ่งที่ชอบมันมีมหาศาลมากเลย ถ้าไม่ชอบเรื่องนี้ก็ไปดูเรื่องอื่น ส่วนตัวเราจะมองเป็นค่ากลางมากกว่าไม่ถึงกับขั้นคอขาดบาดตาย ค่อนข้าง Feel Free กับมันเลย&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>คุณรับมืออย่างไรกับคอมเมนต์เหล่านั้น</strong></p>



<p>จริงๆ เราก็รับมือมาตลอด 13 ปีที่ทำหนังมาเลยนะ ยกตัวอย่างเรื่อง Mary is happy ที่มันบูมขึ้นมาแล้วมีคนไม่ชอบ เป็นไปตามยุคสมัยที่จะมันขึ้นเรื่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ มีหลายครั้งที่เราจะเอ! นี่เป็นความคิดเห็นที่ต้องเทคไหมนะ มันก้ำกึ่งระหว่างว่าเราควรจะปรับตามเขาไหม เราคงไว้ได้ไหม ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือควรจะฟังเขาบ้าง เราว่ามันเกิดกับคนสร้างสรรค์ทุกคนเลย แล้วทุกคนก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับจิตใจตัวเองเพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเป็นคนส่งงานออกสู่สาธารณะ ยิ่งโตเราก็ยิ่งพบว่าการแยกแยะคอมเมนต์ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปะนะ ยิ่งแยกได้มากขึ้นก็จะยิ่งจัดการได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ยุคเราอินเทอร์เน็ตมันยังไม่ยากขนาดนี้ ยุคนี้อาจจะยากกว่านิดหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้วิธีที่จะดีลกับคอมเมนต์เหล่านี้ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องใช้เวลานะ เราอาจจะอยู่กับมันได้มากขึ้น ใช้คำว่าอยู่กับมันก็ไม่เชิง เรียกว่าเป็นธรรมชาติของมันดีกว่า เพราะเราและคนอื่นไม่มีวันรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำวันนี้แล้วมันไม่เวิร์ก จริงๆ มันอาจจะกำลังเดินทางอยู่ก็ได้ มันกำลังพัฒนาจนกว่าจะไปถึงจุดที่เวิร์ก ซึ่งถ้าเราไม่ะัฒนาแล้วให้จบ ก็ไม่มีทางรู้ว่าเวิร์กไหม เผอิญเราเป็นคนดื้อนิดหน่อย เราอยากพัฒนาไปจนกว่าจะถึงจุดที่มันสิ้นสุดลงว่าแม่งไม่เวิร์กจริงด้วย ก็ให้จบไปแล้วกัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185427" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คิดว่าภาพยนตร์ที่ทำมา เปลี่ยนไปตามนิสัยของคุณไหม</strong></p>



<p>ก็ใช่นะ ดูจะเปลี่ยนไปตามวัย สมมติสิบปีที่แล้วก็จะเป็นคำถามแบบวัยรุ่นหน่อยว่าความทรงจำเราจะอยู่ได้ไหม ในเมื่อไม่มีกล้องถ่ายรูปแล้ว หรือตัวเราเองที่ปัจจุบันนั่งดูหนังรักวัยรุ่นก็จะไม่ค่อยอินแล้ว คือกูผ่านมาหมดแล้ว (หัวเราะ) เราจะชอบหนังรักที่โตขึ้น สัมพันธ์กับความเป็นจริง โรแมนติกน้อยกว่านั้น หนังแต่ละเรื่องที่ทำมันบันทึกความคิด ความอ่านของเรา ณ ขณะนั้น เราไม่ได้ทำหนังตามโจทย์ เราทำตามคำถามที่ตั้งขึ้นมาเอง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะหันไปทำหนังที่ไม่ถนัด</p>



<p><strong>สารตั้งต้นของภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คืออะไร</strong></p>



<p>เราทำหนัง ‘Die Tomorrow’ เกี่ยวกับความตายไปแล้ว ด้วยวัยที่เติบโตขึ้นด้วยทำให้พลิกมาเป็นขั้วตรงข้ามเรื่องการเกิดคือ ‘Human Resource’ คำถามที่ว่าอยากมีลูกไหมไม่ได้มาในวัย 40 ปีหรอก อาจจะมาก่อนหน้านั้นด้วย อย่างตอนเขียนบทจะทำให้เราได้ฟังความคิดคนเยอะมาก ทุกคนจะมีเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมถึงอยากมีลูกหรือไม่อยากมี ข้อสรุปก็ยังหาไม่ได้นะ&nbsp;</p>



<p>หนังเรื่องนี้มันเลยกลายเป็นคำถามที่ทำให้คนกลับไปคิดต่อมากกว่า แต่เราไม่ได้จบที่ถามตัวเองว่าอยากมีไหม เราคิดไปถึงเรื่องการเกิดเลย เราเกิดมาบนโลกใบนี้ แล้วเรามาทำอะไรกันวะ ชีวิตเราเนื้อแท้มันคืออะไร เนี่ย! แค่เรื่องการเกิดมันก็สัมพันธ์กับการเมือง เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเรื่อง ‘Human Resource’ ให้คนคิดถึงชีวิตที่เรามีอยู่&nbsp;</p>



<p>เพราะพล็อตเรื่องคือผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังท้อง คล้ายๆ กับเขาจะพาพนักงานใหม่เข้ามาในบริษัทที่ชื่อโลก ขณะเดียวกันเขาก็เป็น HR หน้าที่ปกติก็ต้องทัดทานคนเข้ามาอยู่ใหม่ในบริษัท หนังจะเล่าทั้งสองเรื่องขนานกันไปด้วยลักษณะที่คล้ายกัน ถามว่าทำไมต้องเป็น HR ก็เพราะนางเอกมีความลังเลว่าจะพาลูกมาเกิดหรือเปล่า เขาก็หยิบคำถามนี้เข้ามาในชีวิตประจำวันของตัวเอง</p>



<p>ทั้ง HR เป็นเหมือนคนกลางระหว่างคนนอกกับคนที่จะเข้ามาทำงาน เขาจะเป็นคนที่เห็นโลกรอบๆ ครบทุกด้าน ซึ่งยิ่งเห็นมากเท่าไรก็จะยิ่งคิดเยอะ เกิดคำถามเยอะขึ้นมากเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทนแรงกดดันได้สูง</strong></h2>



<p><strong></strong>เมื่อลงแรงไปกับอาชีพใดอาชีพหนึ่งย่อมหมายความว่าเรามีทักษะด้านนั้นพอสมควร (?)&nbsp;</p>



<p>พนักงานหลายคนอาจเริ่มต้นจากศูนย์ถึงหนึ่งด้วยการส่งผลงานจำนวนหยิบมือยื่นสมัคร บริษัทที่รักในการทดลองและฝึกปรือมากกว่าความช่ำชองยื่นโอกาสให้ ต่างฝ่ายจับมือพูดคติ “เราอยู่กันแบบครอบครัว” แม้ไม่รู้ว่าเมื่อร่วมเป็นสมาชิกแล้ว บทบาทที่ได้รับจะสำคัญต่อแผนผังต้นไม้ขนาดไหน แต่สัญชาตญาณกระตุกให้ทราบว่าตราบใดที่อยู่ในสถานะระยะทดลองงาน ย่อมถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ&nbsp;</p>



<p>กระทั่งฝึกปรือตนจนเรียกได้ว่ามีทักษะอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ทว่าเมื่อเกิดโปรเจกต์ใหม่ขึ้น อย่างไรเสียก็ยังถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ เช่นกันกับนายเต๋อที่อยู่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มากกว่าสิบเรื่องดังมือฉมัง เขาน้อมรับว่าทุกกระบวนการในภาพยนตร์ล่าสุดนั้นยากจนต้องเอ๊ะ&nbsp;</p>



<p>เพราะศัพท์คำว่า ‘ใหม่’ ย่อมพ่วงมากับ ‘การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด’&nbsp;</p>



<p>แต่วันหนึ่งตัวอ่อนจะเติบใหญ่ได้แน่ หากทนแรงกดดันระหว่างทางได้สูงจริงไหม</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ มีความข้องเกี่ยวกับภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ไหม</strong></p>



<p>ไม่เชิง มันก็ยังพูดถึงเรื่องชีวิตและการทำงาน แต่ฟรีแลนซ์มันคือสิบปีที่แล้ว เราจะมองโลกการทำงานในท่าทีที่สนุกว่านี้ ไม่ตึงขนาดนี้ แต่เมื่อเราโตขึ้นแล้ว วิธีมองโลกการทำงานก็เปลี่ยนไป อีกอย่างคือตอนนี้มันตึงมาก คนเริ่มตั้งคำถามกับระบบการทำงานมากขึ้น เพราะตอนที่ทำฟรีแลนซ์นี่คือไม่มีคำว่า Work-life balance เป็นศูนย์เลย ยังคิดอยู่เลยว่าตั้งชื่อเรื่องว่าฟรีแลนซ์ได้ไหมวะ ยังเป็นอะไรที่ใหม่มากว่าเราไม่ต้องทำงานประจำก็ได้นะ ออกมารับงานด้วยตัวเองโดยที่คนไม่รู้เงื่อนไขของมันว่าฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการนะ มันใหม่ซะจนเป็นหนังได้เลย ค่อนข้างแตกต่างกับเรื่อง ‘Human Resources’&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185428" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คุณทำการรีเสิร์ชอย่างไร</strong></p>



<p>สมมติคุยกับคุณพ่อคุณแม่ มันจะมีเรื่องที่อยู่เหนือการอธิบายแบบไม่ใช่เหตุผลนะว่าทำไมถึงอยากมีลูก เขาก็ตอบแค่อยากมี (หัวเราะ) ที่น่าสนใจคือคนที่มีลูกไปแล้ว บางทีเขาก็มีความกลัว ความกังวล แต่เขาพูดไม่ได้ เพราะเขาเป็นแม่ไปแล้ว คือคุณทำอะไรต้องห้ามลังเล มันเป็นความสมัครใจที่คุณเลือกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราเลือกอะไรบางอย่างแล้วจะไม่กลัว สมมติเราอยากทำงานนี้มานาน เกิดวันหนึ่งได้ทำก็ใช่ว่าจะไม่กลัว เราคงคิดว่าจะทำได้หรือเปล่า&nbsp;</p>



<p><strong>ระหว่างเขียนบทมีอะไรที่เปลี่ยนมุมมองคุณไปเลยไหม</strong></p>



<p>เราพบว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่ได้มีคำตอบว่ะ ปกติเวลาเขียนบทแล้วตัวละครเกิดปัญหา เราก็ต้องมีวิธีแก้ให้เขาไปต่อ แต่เรากลับหามันไม่เจอ คือมีคำถามแต่ไม่แน่ใจในคำตอบ อาจจะเกเรกับการทำหนังนิดหน่อยนะ เพราะคนดูจะคุ้นชินกับการทำหนังแล้วมีทางออกให้ตัวละคร เราพยายามบอกว่าหนังเรื่องนี้มันคือคำถาม คำตอบมันอยู่ที่มึงว่ะ ถ้ามาดูกับเพื่อนแล้วต้องลองไปคุยกันนะ ไม่งั้นไม่ได้คำตอบ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ ที่เราตอบคำถามให้กับหนัง เรากลับไปดูแล้วก็รู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดนะ แต่ชีวิตมันก็คงประมาณนี้&nbsp;</p>



<p><strong>คุณตบตีกับตัวเองเรื่องอะไรมากที่สุดระหว่างทำภาพยนตร์</strong></p>



<p>จริงๆ การทำหนังแล้วมีวิธีให้ออกมา Happy หรือ Bad มันค่อนข้างง่ายเลย แต่เรื่องนี้เหมือนเราเล่นอีกท่าหนึ่ง คุณต้องทำให้บาลันซ์ว่ามีคำถามนะ แล้วก็ต้องสร้างพื้นที่ให้มากพอเพื่อคนดูเขาจะได้แสดงความคิดเห็น เหมือนสร้างบรรยากาศแบบควันขึ้นมา ฟีลว่าบรรยากาศแบบนี้ พี่ว่าอย่างไรครับ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>ความกังวลในชีวิตมันเป็นควันสำหรับเราจริงๆ ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนดูเกิดความรู้สึกเหล่านี้ในตัวเองด้วย นึกภาพคนออกจากโรงก็อาจจะเหม่อว่าเอ๊ะ! ที่ออกมานี่วิญญาณหรือร่างกายนะ บอกตรงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คือคำถามและพื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้คนได้คิด เวลาฉายขึ้นจอก็จะเฟรมให้คนดูได้เห็นว่าคุณอาจจะเคยอยู่ในห้องประชุมแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ แต่คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นคุณเป็นอย่างไร อาจจะพบคำตอบขึ้นมาก็ได้นะ แค่ตอนนั้นไม่มีเวลาที่มองมันจริงๆ&nbsp;</p>



<p><strong>กระบวนการไหนในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ยากที่สุดสำหรับคุณ</strong></p>



<p>มันยากทุกกระบวนการเลย ถ้าเป็นการเขียนบทเราจะเอ๊ะกับตัวเองว่ามันได้หรือเปล่า แต่ก็ต้องเขียนไปก่อน ตอนดูฟุตเทจก็ต้องดูใหม่ทั้งหมด เราดูว่าหนังมันควรถูกพรีเซนต์ออกไปอย่างไร กูตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่ นอกจากเราจะมีธงในใจมาก่อนเลยว่ากูอยากพูดเรื่องนี้ แต่กับเรื่องนี้คือเราเก็บๆ ไว้ก่อน เพราะคำถามตั้งต้นมันยากพอสมควร ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องกล้าที่จะรื้อใหม่เหมือนเล่นเลโก้ ที่เคยคิดว่าจะเป็นตอนจบก็เอามาอยู่ข้างหน้า มันสับไปสับมาได้ถึงขั้นนั้นเลย</p>



<p><strong>คุณวางรูปแบบการถ่ายไว้อย่างไร</strong></p>



<p>เราวางเฟรมที่ 3:2 เหมือนเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ แต่ก็เป็นเฟรมประเภทที่โฟกัสคนมากกว่าฉากหลัง โฟกัสถึงความอึดอัดที่เขามีในห้องประชุม ในบ้าน เราต้องถ่ายให้ติดเรื่องในใจเขา เพราะตัวละครไม่ได้มีบทพูดอะไรกันมากทำให้ต้องบันทึก Facial Expression หรือการที่ดวงตาขยับนิดหน่อย หนังมันค่อนข้างต้องใช้เวลาเลย เหมือนดูภาพที่พิพิธภัณฑ์จนได้เห็นรายละเอียด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185429" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในพาร์ตของ Art Direction วางไว้อย่างไร</strong></p>



<p>วางไว้ให้มันมีความบลูส์หน่อย ปกติหนังไทยเราจะใช้สีสันสดใส แต่ในเมืองที่เราถ่ายทอดออกมา เรารู้สึกถึงความยะเยือก อย่างออฟฟิศที่เหมือนไม่มีคนอยู่ จริงๆ มีนะ สถานที่ที่เราไปถ่ายเป็นออฟฟิศแบ่งให้เช่า สัดส่วนแคบๆ เงียบมากเลย มีคนทำงานอยู่สองสามคน ที่เหลือเป็นเสียงแอร์ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>บรรยากาศบางอย่างเซตอัปขึ้นมายากมาก เราพยายามไม่ทำอะไรให้มันแฟนซีซึ่งขัดกับปกติของเรามากเลยที่จะหาสถานที่ได้ตามใจ แต่ครั้งนี้เราไม่ได้เป็นคนกำหนด สถานที่เป็นคนกำหนดเรา อยู่ที่จะถ่ายอย่างไรให้ยังมีความสวยงามในภาพยนตร์ ส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจว่าหนังเรื่องนี้บันทึกตรอกซอกซอยและถนนของกรุงเทพไว้มากที่สุดแล้ว อีกอย่างที่มากกว่าความสวยงามของ Art Direction ก็คือเรื่องบรรยากาศ คนอาจจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าซอยที่เราอยู่ก็มีผลต่อการกำหนดทิศทางชีวิตเราเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p><strong>หลังจากภาพยนตร์ตัดต่อเสร็จสมบูรณ์ คุณดูแล้วรู้สึกอย่างไร</strong></p>



<p>รู้สึกว่าน่าจะได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะอีกครึ่งหนึ่งมันก็อยู่ที่คนดู เราคิดแค่ว่าคำถามที่อยากถามครบถ้วนหรือยัง ปกติจะต้องเป็นเชิงว่าดูแล้วซึ้งไหมครับ ตลกหรือเปล่า แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย เหมือนเราจัดแสดงนิทรรศการ คอยดูว่าตำแหน่งที่จัดวางโอเคหรือยัง จริงๆ ก็อยากให้มีคนมาดูเยอะๆ นะ ถ้าเกิดว่าเจอคนดูที่ถูกกลุ่ม เขาอาจจะทำให้คนที่ไม่อยากดูรู้สึกอยากดูมากขึ้นก็ได้ด้วยประสบการณ์ที่เขาได้รับ&nbsp;</p>



<p><strong></strong><strong>ภาพยนตร์เป็นไปอย่างที่เราคิดไหมหรือมันบียอนด์ไปมากกว่านั้นอีก</strong></p>



<p>ก็คงจะรู้ได้เมื่อหนังถูกฉาย อย่างที่ปล่อยเทรลเลอร์ออกไปก็เริ่มมีกระแสตอบรับ มันทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว การที่เขาหยิบประเด็นจากช็อตเดียวมาพูดคุยกัน เกิดความเห็นที่มากมาย เราว่ามันกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยินดีต้อนรับพนักงานใหม่สู่โลกการทำงาน</strong></h2>



<p>รู้ไหมตัวอ่อนที่เปรียบดังพนักงานใหม่จะต้องเจออะไร (?)</p>



<p>โลกใบใหม่ ชีวิตใหม่ วิถีใหม่ คำถามใหม่&nbsp;</p>



<p>เราจะผิวปากหลังจากใบปริญญาออกเพื่อต้อนรับอนาคตอันใกล้ที่เขาว่ากันว่ามันจะสดใสและสุขสบาย ทั้งที่เขาเหล่านั้นกำลังพูดอวยพรด้วยสีหน้าอิดโรย ทั้งรอยย่นบนหน้าผากมากกว่าสิบเส้น เส้นเลือดบวมปูดประปรายตามน่องขา ถุงใต้ตาม่วงเขียว ไหล่ห่อไม่ผ่าเผย หรือนี่คือความสดใสและสุขสบายฉบับใหม่&nbsp;</p>



<p>เดี๋ยวก็รู้คำตอบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185430" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong><strong>จากที่คุณบอกว่าโลกการทำงานในปัจจุบันตึงขึ้นเป็นเพราะคุณไปเจออะไรมา</strong></p>



<p>เราอาจจะไม่เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน แต่จริงๆ ก็ไม่เกี่ยวกับพนักงานประจำหรอก เราคิดว่าความรู้สึกมันอาจไม่ได้ต่างกันมาก แค่ออกมาคนละรูปแบบ ฟรีแลนซ์อาจจะเครียดกว่างานประจำด้วยซ้ำ เหมือนเราตกงานตลอดเวลา ทันทีที่ส่งงานเสร็จคือตกงานเลย คอยสมัครงานใหม่เรื่อยๆ ขณะเดียวกันถ้ามีโอกาสทำโฆษณา ต้องทำงานกับบริษัท คุณก็จะเห็นวิธีคิดอีกแบบ มีความทุกข์กันคนละแบบ</p>



<p>เราว่าเกี่ยวกับปรัชญาการทำงานมากกว่า เช่น เฮ้ย! คุณอย่าลืมพัฒนาตัวเองนะ เดี๋ยวตกขบวน หรือกูจะต้องเรียนรู้ทุกอย่างเลยไหมวะ หรือไม่เรียนรู้ก็ได้ อยู่เฉยๆ ดีกว่า แต่คุณก็จะรู้สึกอยู่ดีว่าวันที่คุณไม่เรียน ไอ้นั่นก็อาจจะเรียนอยู่ แล้วคุณก็ตกขบวนอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>มันเป็นเรื่องของบรรยากาศการทำงาน ระบบทุนนิยมที่ทำให้คนต้องวิ่งตลอดเวลา ซึ่งเราว่าตอนนี้หนักกว่าสิบปีที่แล้วมากๆ เลย อย่างเฮ้ย! น้องทำสิ่งนี้เป็นหรือยัง ถ้ายังทำไม่เป็นไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพี่คนนั้นเขาทำเป็นก็จ้างพี่เขา แล้วน้องก็ออกไป หรืออยู่ดีๆ ก็ต้องเกษียณก่อน 30 ปี เราจะได้ยินเรื่องพวกนี้กันอยู่ตลอดเวลาแบบกระหน่ำสุดๆ&nbsp;</p>



<p>อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญคือความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยถูกถ่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่เขาบอก คุณจะไม่มีวันมีชีวิตที่ดีได้เลย คุณอาจจะต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะแม่งไม่มีชอยส์ มีงานที่ทำแล้วได้เงินกับงานที่ทำแล้วไม่ได้เงินเลย เราว่าทางถูกปิดลงเรื่อยๆ เข้มข้นขึ้น ทำงานไม่เร็วพอก็จะใช้เอไอ ถ้าเอไอมันเร็วกว่าคุณก็ตกงาน โห! ทุกวันนี้ยังเร็วไม่พออีกเหรอ มันเป็นเรื่องของระบบและวัฒนธรรมที่ทุกคนจะรู้สึกเหนื่อยขึ้นอัตโนมัติ&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้าต้องไปเป็นพนักงานประจำ คุณอยากทำงานอะไร</strong></p>



<p>ทำอะไรเหรอ ทำ a day (หัวเราะ) เราคิดว่าถ้าไม่ได้ทำหนังก็คงจะเขียนอะไรสักอย่าง เป็นแอดมินเพจ&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อคุณเจอคำถามเบสิกของ HR คือทำไมเราต้องรับคุณเข้าทำงาน คุณจะตอบว่าอะไร</strong></p>



<p>เซอร์มาก (เต๋อถอนหายใจ) คำถามง่ายมากแต่เราไม่เคยตอบเลย กูจะตอบว่าอะไรดีวะ ตอบยากเพราะงานส่วนใหญ่ที่เขาโทรมาคือเหมือนเราได้เข้าทำงานแล้ว&nbsp;</p>



<p>ก็เพราะว่างานทุกอย่างที่เราทำมามันบอกทุกอย่างที่เราทำได้แล้ว ลองดูจากงานที่เราทำก่อนค่อยคิดว่ามันเหมาะสมกับสิ่งที่พี่ต้องการหรือเปล่า แม่ง! ไม่ได้งานแน่เลย (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ในทางกลับกัน หากคุณเป็น HR จะรับคนแบบไหนเข้ามาทำงานด้วย</strong></p>



<p>อาชีพผู้กำกับก็เหมือนเป็น HR อยู่ตลอดเวลานะ เพราะเราต้องเลือกคนเข้ามาแสดง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความเก่งก็เรื่องหนึ่ง แต่เราชอบเลือกคนที่เข้ากันได้มากกว่า มายด์เซตคล้ายกัน บีตใกล้เคียงกัน ความเก่งหรือทักษะค่อยพัฒนาได้ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับระหว่างทางมากเป็นพิเศษ เพราะหนังเรื่องหนึ่งใช้เวลาเป็นปีเลย มันจะเห็นกันตอนมีปัญหานะว่าเราแก้ด้วยกันได้ไหม&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บทชีวิตโดยนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์</strong></h2>



<p><strong></strong>นายเต๋อนั่งกลางเบาะที่นั่งแดงเลือดหมูในโรงภาพยนตร์ที่จอไม่ฉาย ไฟเหลืองส่องเรื่อลงกลางกบาลเขา อุณหภูมิเย็นเฉียบอย่างที่ผู้ร่วมเบาะไม่รู้มาก่อนจนต้องกระชับเสื้อแนบกาย แต่ดูเหมือนหนุ่มแว่นจะรู้ สเวตเตอร์สีเทาและกางเกงขายาวปิดรองเท้าถึงได้คลุมร่างเขาอยู่&nbsp;</p>



<p>นัยน์ตามองเผินๆ ผ่านกรอบนั้นคล้ายจะว่างเปล่า อันต้องจดจ้องลึกเข้าไปจึงจะเห็นร่องรอยประสบการณ์ที่ผันผ่าน ทั้งความคิดแตกฉานที่ยังคงแผ่กิ่งก้านออกไปได้อีก&nbsp;</p>



<p>อาจเพราะเขาไม่เคยหยุดตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ หรืออาจไม่เคยหาคำตอบได้กับความเป็นมนุษย์ มันถึงกลายเป็นบ่อเกิดภาพยนตร์ทั้งหมดของนายเต๋อที่ชวนให้เห็นความเป็นมนุษย์&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185431" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ภาพยนตร์ที่ผ่านมารวมถึงเรื่องนี้ก็ยังสอดแทรกการทำงานเข้ามาอยู่ มันเป็นเพราะคุณยังหลุดออกจากลูปการทำงานไม่ได้หรือเปล่า</strong></p>



<p>การทำงานมันอยู่คู่กับเราทุกวันเลย เป็นเพื่อนที่ติดตัวเรามา เราเป็นคนที่คิดกับเรื่องนี้เยอะมาก พยายามจะหาที่ทางเหมาะสมเพื่อจะอยู่กับมันได้ วนเวียนกับคำถามที่ว่าจะอยู่กับมันได้อย่างไร หนังแต่ละเรื่องของเรามักจะมาจากชีวิตหรือการทำงาน ขณะทำก็พยายามค้นหาคำตอบไปด้วย เมื่อหนังจบก็จะได้คำตอบบางอย่างที่บางครั้งก็เปลี่ยนวิธีและพฤติกรรมเราไปเลย&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง ‘ฟรีแลนซ์’ เราก็ตั้งใจว่าจะไม่รับงานมากขนาดนี้อีกแล้ว หรือเรื่อง ‘Die Tomorrow’ เป็นการกลับไปคิดเรื่องเบสิกที่สุดของชีวิตคือความตาย คนมักจะบอกว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ไม่ควรพูดถึง แต่เรากลับรู้สึกว่าทำไมถึงคุยเรื่องนี้ไม่ได้ในเมื่อมันอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด สุดท้ายเราก็แค่เข้าใจว่าความตายเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ เราควรจะใช้ชีวิตในวันนี้และตอนนี้ให้ดี ยังคิดอยู่เลยว่าทำหนังเรื่องนี้แม่งคุ้มว่ะ มันทำให้ชีวิตจริงเราดีขึ้น เราหวังว่าสิ่งที่เราทำไปจะทำให้คนดูได้รับสิ่งนี้เหมือนกัน</p>



<p><strong>คุณมองความเป็นมนุษย์ว่าอย่างไร</strong></p>



<p>เรามองมนุษย์เหมือนสัตว์ตัวหนึ่งนะ แต่คนชอบคิดว่าพวกเรานี่แม่งสุดยอดไปเลย จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์อื่น เพราะเราคิดว่าเราสุดยอดเนี่ยมันจึงนำมาซึ่งปัญหา (หัวเราะ) อย่างเจอภัยธรรมชาติก็ยังแก้ไม่ได้ เจอเรื่องในใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่ เราติดกับดักความเก่งว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ควรจะทำให้ได้สิ</p>



<p>ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่เราเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ จากการทำหนังแต่ละเรื่อง บางครั้งเราได้พบว่าคนเราอ่อนแอมากเลย เราอยากเอาชนะให้ได้แต่เราก็ไม่ได้ชนะทุกเรื่อง อย่าง ‘Human Resource’ ก็ตั้งคำถามว่าถ้าจะให้คนเกิดมา คุณอยากให้เขาเกิดมาทำไม หรือแม้กระทั่งว่าเราเกิดมาทำไมจะถูกตั้งขึ้นอัตโนมัติ</p>



<p><strong>การทำภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คุณได้คำตอบให้ตัวเองไหมว่าเกิดมาทำไม</strong></p>



<p>ตอบยากนะ สมมติเรามีคำตอบหนึ่ง เราก็ดันไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดหรือเปล่า เพราะนอกจากมันจะสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ การเมือง ก็ลามไปความเชื่อ ศาสนาอีก เราเขียนสคริปต์แล้วพยายามเขียนคำตอบลงไปก็จะกลับมาคุยกับตัวเองว่าเหรอวะ</p>



<p><strong>หลังภาพยนตร์ฉายวันแรก คุณจะโพสต์เฟซบุ๊กว่าอะไร</strong></p>



<p>ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงบอกว่าเข้าแล้วนะครับ แต่เรื่องนี้คงโพสต์จากสิ่งที่คนคิดเห็นกันมากกว่า เช่น คุณเห็นซอยหรือออฟฟิศแบบที่เราเห็นไหม คุณคิดอย่างไรกับการทำงาน 6 วัน เราว่ามันน่าดิสคัสกัน ขออย่างเดียวคุยกันดีๆ นะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>นายเต๋อสาธยายความเป็นตัวเองมาจนแทบหมดเปลือกแล้ว คุณจะรับเขาเข้าร่วมงานด้วยหรือเปล่า แต่หากเงื่อนไขบริษัทคือต้องทำงานหกวันต่ออาทิตย์ แน่นอนว่าคุณจะเสียพนักงานศักยภาพล้นเหลือไปหนึ่งคน เพราะเขาผันผ่านการเป็นฟรีแลนซ์มาแล้ว ทั้งบอกกับตัวเองว่าจะไม่บ้างานจนร่างกายผุกร่อนถึงขั้นนั้นอีกแล้ว&nbsp;</p>



<p>ไม่เป็นไร หากคุณไม่รับเขาไว้พิจารณา เราเชื่อว่าเดี๋ยวเขาก็จะปูทางใหม่เพื่อไปตามทางฝันของตัวเองต่ออยู่ดี อย่าลืมกาปฏิทินสำหรับภาพยนตร์ ‘Human Resource’ ที่จะเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ในวันที่ 29 มกราคม</p>



<p>หวังให้คุณค้นพบสถานที่ทำงานอันประจวบเหมาะในโลกทุนนิยมเส็งเคร็ง&nbsp;</p>



<p>หากไม่อาจหาพบแต่คุณยังมีชีวิตรอดไปได้อีกหนึ่งวันก็นับว่าดีมากแล้ว</p>



<p>ยินดีต้อนและยินดีรับพนักงานทุกท่านสู่วังวนไม่สิ้นสุด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/">ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้ ‘เบิร์ด-นีลชา’ นักเล่านิทานว่าด้วยชีวิตและความตาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bird-neelacha-storyteller/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2025 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[tales]]></category>
		<category><![CDATA[sati]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Storyteller]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183258</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมซอยสั้น เสื้อคอปกสีขาวพิมพ์ลายหมวกใบเล็ก กาน้ำ ถุงเท้า กระปุกแยม ลูกวอลนัท เรายังนับไม่หมดว่ามีข้าวของอะไรที่ผสมอยู่ในเสื้อหนึ่งตัวของเธอ แต่ที่ฝังแนบในความทรงจำตั้งแต่แรกเจอ กระทั่งขณะที่กำลังกดแป้นพิมพ์อยู่คือน้ำเสียง มันเหมือนกาแฟดำที่หยอดน้ำผึ้งลงไปสองสามหยด ทั้งเข้ม ลุ่มลึก และหวานนิดหน่อย&#160; แถมเธอยังแข็งแรงมากเสียด้วย แม้จะอยู่ในวัยห้าสิบกว่าแล้ว จากการที่เห็นเธอยกกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินลงมาจากรถอย่างทะมัดทะแมง หากไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร คงคิดกันไปว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปไกลโพ้น แต่เพราะเรารู้ว่าเธอเป็น ‘นักเล่านิทาน’ เมื่อกางกระเป๋าออกมาถึงได้ไม่แปลกใจที่ไส้ในอัดแน่นไปด้วยหนังสือนิทานมากกว่า 40 เล่ม และเอกลักษณ์ของ ‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’ ไม่ใช่ปกนิทานรูปซินเดอเรลล่าหรือฮีโรเหมือนในจักรวาลมาร์เวล แต่เป็นนิทานว่าด้วยวิถีชีวิต ความตาย และสงคราม วงเล็บไว้ว่าโดยส่วนใหญ่นะ การเดินทางของส่วนที่หายไป&#160; เมื่อต้องกรอกฟอร์มในช่องอาชีพ เบิร์ดกรอกว่าอะไร เอาจริงๆ นะ อาชีพรับจ้างทั่วไป (หัวเราะ) ถ้าเขาให้ระบุก็จะบอกว่าเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ศิลปะ ทำไมไม่บอกว่าตัวเองเป็นนักเล่านิทาน&#160; เพิ่งมาบอกช่วงปีให้หลังเอง เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่เรียกว่านักเล่านิทานได้ไหม แต่เราใช้นิทานภาพกับนิทานเยอะมากจริงๆ รุ่นน้องก็บอกว่าถ้าไม่ยอมเรียกตัวเองว่านักเล่านิทาน ใครจะไปกล้าเรียก อีกอย่างหนึ่ง มันไม่ได้เงินทองจนเรียกเป็นอาชีพได้ แล้วเราก็ทำงานหลายอย่าง เคยคิดไหมว่านิทานจะตามเรามาจนถึงวัยผู้ใหญ่ เราใช้หนังสือนิทานภาพตอนโตแล้ว เด็กๆ เราไม่มีหนังสือนิทานภาพแบบนี้เยอะนัก แล้วมันก็ราคาแพง แต่เมื่ออายุยี่สิบเราได้ไปทำงานที่หมู่บ้านเด็ก จังหวัดกาญจนบุรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bird-neelacha-storyteller/">นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้ ‘เบิร์ด-นีลชา’ นักเล่านิทานว่าด้วยชีวิตและความตาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมซอยสั้น เสื้อคอปกสีขาวพิมพ์ลายหมวกใบเล็ก กาน้ำ ถุงเท้า กระปุกแยม ลูกวอลนัท เรายังนับไม่หมดว่ามีข้าวของอะไรที่ผสมอยู่ในเสื้อหนึ่งตัวของเธอ แต่ที่ฝังแนบในความทรงจำตั้งแต่แรกเจอ กระทั่งขณะที่กำลังกดแป้นพิมพ์อยู่คือน้ำเสียง มันเหมือนกาแฟดำที่หยอดน้ำผึ้งลงไปสองสามหยด ทั้งเข้ม ลุ่มลึก และหวานนิดหน่อย&nbsp;</p>



<p>แถมเธอยังแข็งแรงมากเสียด้วย แม้จะอยู่ในวัยห้าสิบกว่าแล้ว จากการที่เห็นเธอยกกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินลงมาจากรถอย่างทะมัดทะแมง หากไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร คงคิดกันไปว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปไกลโพ้น แต่เพราะเรารู้ว่าเธอเป็น<strong> ‘นักเล่านิทาน’ </strong>เมื่อกางกระเป๋าออกมาถึงได้ไม่แปลกใจที่ไส้ในอัดแน่นไปด้วยหนังสือนิทานมากกว่า 40 เล่ม และเอกลักษณ์ของ <strong>‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’ </strong>ไม่ใช่ปกนิทานรูปซินเดอเรลล่าหรือฮีโรเหมือนในจักรวาลมาร์เวล แต่เป็นนิทานว่าด้วยวิถีชีวิต ความตาย และสงคราม วงเล็บไว้ว่าโดยส่วนใหญ่นะ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การเดินทางของส่วนที่หายไป&nbsp;</strong></h2>



<p><strong>เมื่อต้องกรอกฟอร์มในช่องอาชีพ เบิร์ดกรอกว่าอะไร</strong></p>



<p>เอาจริงๆ นะ อาชีพรับจ้างทั่วไป (หัวเราะ) ถ้าเขาให้ระบุก็จะบอกว่าเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ศิลปะ</p>



<p><strong>ทำไมไม่บอกว่าตัวเองเป็นนักเล่านิทาน&nbsp;</strong></p>



<p>เพิ่งมาบอกช่วงปีให้หลังเอง เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่เรียกว่านักเล่านิทานได้ไหม แต่เราใช้นิทานภาพกับนิทานเยอะมากจริงๆ รุ่นน้องก็บอกว่าถ้าไม่ยอมเรียกตัวเองว่านักเล่านิทาน ใครจะไปกล้าเรียก อีกอย่างหนึ่ง มันไม่ได้เงินทองจนเรียกเป็นอาชีพได้ แล้วเราก็ทำงานหลายอย่าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183269" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เคยคิดไหมว่านิทานจะตามเรามาจนถึงวัยผู้ใหญ่</strong></p>



<p>เราใช้หนังสือนิทานภาพตอนโตแล้ว เด็กๆ เราไม่มีหนังสือนิทานภาพแบบนี้เยอะนัก แล้วมันก็ราคาแพง แต่เมื่ออายุยี่สิบเราได้ไปทำงานที่หมู่บ้านเด็ก จังหวัดกาญจนบุรี เห็นเขาวางเล่มนี้ไว้หน้าบ้าน เราอ่านแล้วร้องไห้ใหญ่เลย ทั้งตื่นเต้นทั้งตกใจว่าหนังสือลายเส้นขีดๆ แค่นี้ มันทำงานกับเราขนาดนี้เลยเหรอ เป็นเรื่องราวที่เหมือนจะง่ายนะ แต่กลับสะท้อนความต้องการและความรู้สึกภายในจนมันสั่นสะเทือน&nbsp;</p>



<p>เรื่องย่อคือรูปทรงสามเหลี่ยมอยากจะพาตัวเองไปข้างหน้า แต่ไม่มีใครพามันไป ถึงจะมีรูปทรงวงกลมที่พาไปได้ก็ดันเจอความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พอเหมาะกัน สุดท้ายรูปทรงสามเหลี่ยมก็เลือกวิธียก ดึง ล้ม ยก ดึง ล้มไปเรื่อยๆ จนมุมสึกหายไป กลายเป็นการกระแทก กลายเป็นการกระโดด แม้เขาไม่รู้จะไปไหนต่อ เขาก็ยังกลิ้งไปข้างหน้า นิทานที่ชื่อ <strong>‘การเดินทางของส่วนที่หายไป’ (The Missing Piece Meets the Big O) </strong>โดยเชล ซิลเวอร์สเตน ช่วยตอบคำถามได้ว่าทำไมนิทานถึงตามเรามาในวัยนี้</p>



<p><strong>ทำไมนิทาน ‘การเดินทางของส่วนที่หายไป’ ถึงทำงานกับเบิร์ดในอายุ 20 ได้มากขนาดนั้น</strong></p>



<p>มันอยู่ในการค้นหาตัวเอง เรากำลังทุ่มกายทุ่มใจในการเรียนรู้โลกในอายุ 20 ปี เราเอาแต่คิดว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้โลกดำเนินต่อไปได้ พร้อมกันกับภาวะอารมณ์ที่เข้ามา จนต้องถามตัวเองว่าจะทำงานอะไร ความฝันเราคืออะไรกันแน่ มันทำงานกับตัวตนข้างในว่าจริงๆ เราจะทำอะไรก็ได้นะ เราแค่ต้องอดทนไปก่อน ทำต่อไป แล้วเดี๋ยวจะหาแง่มุมของตัวเองเจอ เหมือนที่ทรงสามเหลี่ยมเจอ</p>



<p><strong>การที่เบิร์ดในอายุ 20 ไม่มีความฝัน มันแย่มากหรือเปล่า</strong></p>



<p>ไม่เชิงว่าไม่มีความฝัน แต่มันไม่ชัด ถึงจะเรียนจบครุศาสตร์มา แต่เราไม่ได้อยากเป็นครู นักแสดง ทนาย หรือกระบวนกรผู้ยิ่งใหญ่ มันกำลังหาว่าจะทำอะไรได้บ้าง เรากลายเป็นนักแสวงหา นักเดินทาง เพราะสมัยเราไม่มีโรมอโลน (I Roam Alone) ไม่มียูทูบเบอร์ไปเที่ยวให้เห็น </p>



<p><strong>แล้วเบิร์ดเจอส่วนที่หายไปไหม</strong></p>



<p>เจอนะ มันก็เจอวิธีการไปข้างหน้า แล้วก็เจ็บปวดด้วย</p>



<p><strong>เจอได้อย่างไร</strong></p>



<p>เป็นจังหวะที่เราหยุดรอ ไม่แน่ใจว่าเป็นจุดอ่อนหรือจุดแข็งนะ แต่เราเชื่ออะไรก็อยู่แบบนั้น เชื่อในไหนก็อยู่กับมันก่อน หาช่องทางว่าเราทำอะไรได้บ้างเพื่อยืนยันในสิ่งที่เราเชื่อ ด้วยการเล่านิทานต่อเนื่อง แล้วมันก็เดินทางมาเรื่อยๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้</strong></h2>



<p><strong>เริ่มหยิบนิทานมาเล่าให้คนอื่นฟังเมื่อไร</strong></p>



<p>ช่วงโควิดระบาด เราเล่านิทานความตายเรื่อง <strong>‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’</strong> โดยโยโกะ ซาโนะ<strong> </strong>เราชอบเส้นสีในเล่ม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความตายที่สวยงามมาก ด้วยพื้นฐานเราเป็นคนทำละครกับกลุ่มละครมะขามป้อม ทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวโดยใช้ศิลปะ ภาพละครในการเข้าใจตัวเอง คนอื่น สังคม แล้วก็สื่อสารออกไป เราโตมากับกระบวนการนั้น แล้วก็เลือกใช้นิทานเล่มนี้มาเล่าต่อ เล่าประกอบกับเพลงของเพื่อน หลังจากเล่าแล้ว Peacefuldeath หรือชุมชนกรุณา เขากำลังทำเรื่องเกี่ยวกับการอยู่ดีตายดี ก็เห็นเราแล้วก็ชวนเราไปเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ได้เข้าวงการไปเจอคนที่คิดเห็นเหมือนกันเรื่องของความตาย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183271" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p><strong>หลังจากนั้นตั้งใจยึดการเล่านิทานเป็นอาชีพเลยไหม</strong></p>



<p>ไม่ค่ะ ถ้าจะหาเงินจากการเล่านิทานมันเครียดเกินไป เพราะงานศิลปะในบ้านเราไม่ได้ถูกมองอย่างกว้างขวางเพียงพอ เห็นได้จากการงบประมาณที่มีข้อแม้มากมาย บางคนอาจจะเรียกเป็นอาชีพได้ แต่เราคิดไม่เหมือนเขา เราตั้งกลุ่ม ‘คิดแจ่ม’ ขึ้นมา เพราะต้องการทำตามวัตถุประสงค์ของตัวเองที่ไม่ได้ทำตามลูกค้า ฟังดูดี แต่มันยากจนแล้วก็เป็นอาชีพไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าเราอยากเล่าเรื่องความตาย ความเจ็บปวดร้าวราน สงครามผ่านหนังสือนิทานภาพจะมีใครสนับสนุนเราไหม มันหายากนะ แต่สุดท้ายเราก็เจอนะ&nbsp;</p>



<p><strong>เบิร์ดคิดว่าเพราะอะไรนักเล่านิทานถึงยังไม่ถูกมองเห็นความสำคัญ&nbsp;</strong></p>



<p>เขาเห็นแต่เขาจ่ายน้อย (หัวเราะ) วิธีการให้ทุนขององค์กรใหญ่ๆ เขาจะไม่ได้ให้ค่าบุคคล ให้แต่ค่าที่พัก ค่าอาหาร ก็เป็นอะไรที่เรายังเกาหัวกันอยู่</p>



<p><strong>ความยากของการเป็นนักเล่านิทานสำหรับเบิร์ดคืออะไร</strong></p>



<p>ยังไม่เห็นขนาดนั้นนะ เรายังได้เล่าอยู่ เรายืนยันในการเล่าแล้วก็ยังมีคนอยากฟัง ไม่อย่างนั้น คงทำมาเรื่อยๆ ไม่ได้ แต่ใช่ว่ามีคนมาฟังเราเป็นหมื่น เราอยู่ในกลุ่มไม่แมส อย่างเราทำยูทูบก็จะเป็นเหมือนช่องการศึกษา มีคนมาคอมเมนต์ว่าข้ามส่วนที่แนะนำนักเขียนไปเลยได้ไหม (โอ๊ะ! เป็นเสียงอุทานจากเราเอง) แต่ก็ยังทำต่อไปนะ แค่เข้าใจตลาดแมสมากขึ้น แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เราเสนอไม่ต้องแมสก็ได้ อย่างน้อยก็มีคนกลุ่มหนึ่งอาจจะหลักร้อยหลักพันเวียนกันอยู่ เกิดเป็นการนั่งฟังนิทานด้วยกันไม่กี่คน เป็นภาวะแลกเปลี่ยนเหมือนเลขแปด</p>



<p><strong>เสน่ห์การเล่านิทานฉบับเบิร์ดคืออะไร</strong></p>



<p>สื่อสารกัน เล่าโดยใช้หนังสือ ไม่ได้สื่อสารแบบตั้งใจคุยนะ เราปล่อยให้หนังสือ ภาพ และคำ คุยกับคนที่อยู่กับเรา เรามีหน้าที่เป็นตัวกลางในการปล่อยออกไปเท่านั้นเอง</p>



<p><strong>มีลีลาในการเล่าไหม</strong></p>



<p>เราก็ใช้มามากนะ (หัวเราะ) ลีลาของเราคือทำอย่างไรก็ได้ให้คนมองเห็นหนังสือ แต่บางเล่มก็เหมาะกับการอ่านคนเดียวมากกว่านะ มีนักเขียนที่เขียนเกี่ยวกับเด็กหลายคน อย่างเรื่องเด็กที่ตกอยู่ในสงครามฮิโรชิมา ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กรู้ว่าสงครามมันไม่ดี พวกเขาอาจโตขึ้นไปเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการก่อสงคราม หรือยุติสงครามก็ได้&nbsp;</p>



<p>นิทานภาพคือศิลปะ เป็นเหมือนวัฒนธรรม นี่ก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐมองไม่เห็น มันไม่ใช่การฟรีซแช่แข็งบางอย่าง แต่คือการไหลลื่นของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในขนบอย่างเดียว มันก็มีนะเรื่องเบาๆ ที่เราเล่าอย่าง<strong> ‘คุณช้างจอมกลั้นตด’ </strong>โดย Laurie Cohen ที่คุณช้างกลั้นลมในท้องจนหน้าดำหน้าแดง คิดว่าถ้าฉันตดออกมาโลกต้องแตกเป็นเสี่ยง ทุกคนต้องตายหมด ไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์เพราะฉัน แต่พอตดตูมออกมาก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย (หัวเราะ) </p>



<p>เดี๋ยวนี้สำนักพิมพ์จะมีนิทานที่เป็นคำถามชวนคุยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ด้วย เพราะบางคนต้องการให้เบ็ดเสร็จเลย ไม่ต้องการให้ลูกคิดเอง กลัวลูกจะคิดไม่เป็น นี่เป็นเรื่องโดยส่วนใหญ่ที่ไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยมีเวลา ลูกก็จะไม่เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183273" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แล้วเบิร์ดก็หยิบนิทาน<strong> ‘ตอนที่ผมกินราเม็ง’ </strong>โดยฮาเซงาวะ โยชิฟุมิมาเล่าให้เราฟัง หนังสือถูกเปิดอย่างเชื่องช้า ขับกล่อมให้เราเข้าไปเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่อง ด้วยน้ำเสียงประกอบอันลุ่มลึกของเบิร์ด เราเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเพราะอะไรหนังสือบางเล่มก็เหมาะกับการอ่านคนเดียว ดูเหมือนว่านิทานเรื่องนี้จะยังไม่ถูกค้นพบ ผู้เล่าบอกเองกับปากว่ายอดขายนั้นน่าน้อยใจ ทั้งที่หนังสือคุณภาพเหลือล้น&nbsp;</p>



<p>เธอยังไม่เคยเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กคนอื่นฟัง แต่ผ่านหูผ่านตาเพื่อนวัยเดียวกันรอบตัวมาแล้ว เบิร์ดบอกว่าหลังจากพวกเขาได้ฟัง ก็อ้าปากค้างเหมือนเรากันแทบทุกคน เราเองไม่อาจแน่ใจว่าเด็กที่ได้ฟังจะรู้สึกอย่างไร เพราะ <strong>‘ตอนที่ผมกินราเม็ง’ </strong>อยู่ ข้างบ้านผมกำลังนั่งส้วม ถัดไปอีกหลังเป็นเด็กหญิงที่ยืนสีไวโอลิน ถัดไปไกลโพ้นมีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังสูดเส้นราเม็ง และมุมหนึ่งของโลกนั้น มีเด็กคนหนึ่งที่ถูกพรากวัยเยาว์ให้สูญสิ้นไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ในวันที่แมวยังมีชีวิตได้อีกหมื่นชาติ</strong></h2>



<p><strong>เบิร์ดมีวิธีเล่าเรื่องความตายอย่างไรให้เด็กไม่กลัว</strong></p>



<p>ต้องสังเกตก่อนว่าเด็กพร้อมฟังหรือเปล่า เพราะบางครั้งผู้ใหญ่หรือพ่อแม่จะคิดว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เด็กรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ได้ แต่มันมีหลักจิตวิทยาการตามวัย ว่าเด็กอายุ 7-8 ขวบขึ้นไปถึงจะเข้าใจเหตุผลการไปแล้วไปลับไม่กลับมา อย่างเรื่อง <strong>‘คิดถึงนะครับแม่’ </strong>โดย Rebecca Cobb ทำให้เห็นว่าเด็กจะมีโอกาสโทษตัวเองสูงมาก เขาจะตั้งคำถามว่าการที่แม่ไม่กลับบ้านเพราะผมดื้อหรือเปล่า เขายังไม่พร้อมที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะอายุยังไม่ถึง&nbsp;</p>



<p>เราเล่านิทานเรื่อง <strong>‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’</strong> เพราะเพื่อนที่เป็นนักกระบวนการด้วยกันเสียชีวิต เขารู้ว่าตัวเองจะต้องไป สิ่งที่เขาทำคือเล่านิทานให้ลูกสองคนฟังทุกวัน วาดรูประบายสีด้วยกัน เราไปงานศพเพื่อนแล้วก็เห็นครอบครัวเขา เห็นความเศร้า เขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นว่านิทานสามารถสื่อสารความสัมพันธ์ ทิ้งความทรงจำของการมีแม่อยู่ ทิ้งความรู้สึกที่ไม่ขาดแม่เอาไว้ได้จากการใช้ศิลปะชนิดนี้&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>เคยมีคนตั้งคำถามไหมว่าทำไมไม่เล่าเรื่องเจ้าหญิงเจ้าชายในแดนมหัศจรรย์</strong></p>



<p>ก็เล่านะ แต่ตอนนี้เราอยากเล่าเรื่องนี้ (หัวเราะ) กลุ่ม ‘คิดแจ่ม’ ก็เกิดขึ้นหลังจากเราไปเล่านิทานให้เด็กป่วยในโรงพยาบาลฟังเมื่อประมาณปี 2551 ส่วนปีนี้ได้มีโอกาสไปเล่าในโรงพยาบาลที่จังหวัดลำปาง เรื่อง <strong>‘บาบา’ </strong>โดยกฤษณะ กาญจนาภา และวชิราวรรณ ทับเสือ<strong> </strong>เด็กที่รู้ว่าตัวเองป่วยก็จะมีแววตาตามอาการ แต่เมื่อเขาเห็นภาพ เห็นการแสดง ได้ยินเสียงที่พอเหมาะ ตาเขาจะเป็นประกายขึ้นมา เด็กๆ ชอบเรื่องนี้มาก พวกเขาชอบความเป็นบาบา มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาสะกิดเรา บอกว่าอยากได้ตุ๊กตาบาบา เรารู้สึกแบบอืม (เบิร์ดเว้นช่วงหายใจ) เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขนะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183275" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นอกจากเรื่องความตาย เบิร์ดสนใจในธรรมะหรือศาสนาไหม</strong></p>



<p>สนใจ เรายึดหลักการรู้สึกตัว อยู่กับเวลาตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้กับกายและใจ เราจะเห็นว่ามีความรู้สึกต่างๆ นานา อาจจะหิว ร้อน เมื่อย แต่ก็แค่รู้เอาไว้ ความรู้สึกตัวทำให้เกิดสติ แต่สติก็ไม่เที่ยงนะ อยู่กับเราไม่ตลอดหรอก เมื่อมีสติต่อเนื่องก็จะเกิดสมาธิ เกิดการโฟกัสเอง&nbsp;</p>



<p><strong>หากสติหล่นหาย เบิร์ดมีวิธีเรียกมันกลับมาอย่างไร</strong></p>



<p>ง่ายๆ เลย ถ้านั่งอยู่ตรงนี้ ก้นเราอยู่ไหน ร่างกายอยู่ท่วงท่าไหน ความรู้สึกเป็นอย่างไร มีช่วงที่เราไปฝึกปฏิบัติธรรมอยู่หลายวัน เป็นเดือนก็มี จนเกิดเป็นทักษะทำให้อยู่กับปัจจุบันเป็น แม้ว่าจะกลัวหรือรู้สึกอะไรก็จะมีฐานเป็นร่างกายเรียกให้เรากลับมาอยู่เสมอว่าเรายังอยู่ตรงนี้ วันหนึ่งถ้าเป็นอัมพาตหรือตายไป ก็คงเป็นเรื่องของตรงนั้นแล้ว เราไม่ได้จะต้องนั่งสมาธิแล้วปะทุแสงเห็นอะไรทั้งสิ้น หลับตาบางทีมีแต่ง่วง (หัวเราะ) กลับมาที่ความรู้สึกตัวง่ายๆ มากกว่า</p>



<p><strong>ฝึกธรรมะเพราะทุกข์หรือเปล่า</strong></p>



<p>แน่นอน แต่ก็พยายามคิดว่าฉันไม่ได้ทุกข์หรอก ก็บอกคนอื่นว่าไปหาเครื่องมือในการใช้ชีวิต (หัวเราะ) ทั้งที่จริงเราทุกข์จะตายห่า ไม่สบายใจ อารมณ์เหวี่ยง เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเซน เขาเขียนไว้ว่าคุณจะไม่มีความสุขที่สุด และไม่มีความทุกข์ที่สุดอีกต่อไป เมื่อคุณเข้าใจเซน เฮ้ย! ซื้อเลย ได้เราไปเลย เพราะเราเคยเป็นวัยรุ่นอารมณ์เหวี่ยง แล้วมันเหนื่อย แต่จริงๆ ถ้ายอมรับตัวเองในวันนั้น ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองก็ได้ แค่เข้าใจไว้ จะได้รู้จุดนั้นว่าต้องสต็อปก่อน เราเล่านิทานก็เพื่อชวนคนมารู้สึกตัว รู้จักตัวเอง เป็นกระจกส่องว่าเราเห็นอะไรในตัวเอง บรรยากาศในการเล่านิทานมันเกิดขึ้นแบบนั้น เพราะเรากำลังจดจ่อทำให้ได้คิด ได้รู้สึกถึงตัวเองด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>อย่างนิทานเรื่อง<strong> ‘นิ่ง’</strong> โดยชีวัน วิสาสะ เขาบอกว่าอารมณ์นิ่ง ถ้าไม่รู้สึกตัวก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีความนิ่งเกิดขึ้นอยู่ แต่เราไม่ค่อยได้ปล่อยให้มันทำงาน เพราะมัวแต่ใช้อย่างอื่นในการให้ตัวเองนิ่งสบายแทน อาจจะอาศัยเพลงหรือซีรีส์ จริงๆ นิ่งอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว ฝนฟ้าจะตกหนักอย่างไร ตัวนิ่งก็ยังนิ่ง ใต้ทะเลลึกมีอะไรมากมายจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ตัวนิ่งก็ยังนิ่งได้ อยู่ที่ไหนก็มีภาวะนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่สร้างให้มันนิ่งด้วยนะ มันนิ่งของมันเองอยู่แล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183277" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ตอนแรกเราไม่ได้สนใจนิทานเรื่องนี้มากเหมือนกัน แต่เราไปอ่านในสถานปฏิบัติธรรมแล้วเห็นเขาแนะนำเล่มนี้ มันทำให้เรารู้จักสภาวะที่จะปลดอุเบกขาได้จริงๆ ไม่ใช่การนิ่งเฉยแบบไม่สนใจอะไร แต่เป็นความไม่ต้องทำอะไร เป็นความสงบที่ไม่ต้องสร้าง แค่นั่งรอแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวความนิ่งจะปรากฏให้เห็น เป็นสันติสุขในชีวิตประจำวันในขณะที่เรากำลังต่อสู้ ขุ่นแค้นกับเรื่องอะไรอยู่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อสิ</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถ้าเสียความรักไปก็สร้างมันขึ้นมาใหม่สิ</strong></h2>



<p><strong>การใช้ชีวิตที่ดีสำหรับเบิร์ดเป็นอย่างไร</strong></p>



<p>ใช้ชีวิตอย่างได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ใช้ชีวิตแบบเสรีตามเจตจำนงของตัวเอง ซึ่งบางครั้งเจตจำนงของเรามันเกี่ยวกับการยอมรับ ไม่ได้ยอมแพ้นะ เราแค่ต้องเลือกว่าจะอยู่แบบไหน</p>



<p><strong>เห็นในบทสัมภาษณ์เก่าบอกว่าเมื่อก่อนเบิร์ดเป็นคนใช้คำพูดแรงใช่ไหม</strong></p>



<p>เราเป็นคนทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดมาเยอะมาก จนรู้สึกว่าตัวเองต้องฝึก หยุด! ห้ามคิดอะไรแล้วพูดอย่างนั้น เราคิดว่าเราเป็นคนพูดจาตลก เพราะเห็นว่าคนฟังหัวเราะ แต่กลายเป็นว่าเขาไปแอบร้องไห้ การทำร้ายคนด้วยคำพูดอย่างที่เราไม่รู้ตัวมันเจ็บปวดมาก เราก็หัดเป็นพิธีกร หัดเป็นนักเล่านิทานเพื่อบังคับคำพูดตัวเอง ทุกอย่างเป็นการฝึกขัดเกลาตัวเองทั้งนั้นเลย แม้จนถึงวัยห้าสิบกว่านี้แล้วก็ยังต้องขัดเกลา</p>



<p><strong>ตอนนี้มีนิสัยอะไรในตัวเองที่เบิร์ดไม่ชอบไหม</strong></p>



<p>โอย! เยอะแยะเลย (หัวเราะ) แต่ว่ามันยอมรับได้มากกว่าเพราะว่าเราเป็นคน ขอแค่มีความรู้สึกตัวก่อนจะทำอะไรลงไป แล้วจะทำร้ายคนอื่นน้อยลงได้ด้วยวิธีไหน</p>



<p><strong>นิทานเปลี่ยนอะไรในชีวิตเบิร์ดไป</strong></p>



<p>มันพาเราไปสู่เพื่อนๆ พามาเจอนี่! (เบิร์ดชี้นิ้วลงพื้น) พามาที่นี่ พาไปสู่การงาน ผู้คน ศิลปะที่ลึกซึ้งมากขึ้น พาเราไปเรื่อยๆ แบบโลกอนันต์ (Infinity World) มากเลย ในการเข้าใจความเป็นมนุษย์ คนมันหลากหลาย ลึกซึ้ง และกว้างขวาง&nbsp;</p>



<p><strong>นิทานเป็นอะไรให้แก่ชีวิตเบิร์ด</strong></p>



<p>เป็นของขวัญ (ยิ้ม)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183278" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<p><strong>นิทานเล่มไหนที่เบิร์ดยกให้เป็นเล่มโปรด</strong></p>



<p>เรื่อง <strong>‘ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อสิ’</strong> โดยชินสุเกะ โยชิทาเกะ เราจะชอบยัดเยียดเรื่องนี้ให้คนอื่นอ่าน อย่างเข่นตอนนี้เป็นต้น (หัวเราะ) นิทานเล่มนี้ทำให้ไม่ลืมว่าอารมณ์ขันเป็นสิ่งสำคัญกับตัวเอง ไม่ต้องทำให้คนอื่นหัวเราะก็ได้ แต่ต้องทำให้ตัวเองหัวเราะ เพราะนิทานเล่มนี้ทำให้เราพูดโยงเข้าสู่เรื่องนี้ได้ เป็นคุณค่าของชีวิตการทำงานอย่างหนึ่งนะ&nbsp;</p>



<p><strong>นอกจากนิทานแล้ว เบิร์ดให้ความสำคัญอะไรในชีวิตตัวเองมากที่สุด</strong></p>



<p>ชีวิตประจำวัน ถูบ้าน ซักผ้า พวกงานเล็กๆ นี่สำคัญมากนะ เราทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ตัวเองมีกำลังในการใช้ชีวิตต่อเนื่องกับโลกภายนอก มันเป็นสิ่งที่ดูไม่สำคัญแต่มันสำคัญ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เด็กหญิงนีลชาเติบโตมาเป็นนักเล่านิทาน</strong></h2>



<p><strong>ทุกวันนี้เบิร์ดทำงานด้วยจุดประสงค์อะไร</strong></p>



<p>เราอยากให้คนมีความสุข พูดไปก็เขิน คือมันไม่ใช่ความสุขแบบนั้น แต่อยากให้คนฟังนิทานแล้วมีความสงบสุขในชีวิตประจำวัน สังเกตว่านิทานที่เราเล่าจะเป็นนิทานไม่สอน คล้ายธรรมะ ยุคของคนอีสปมันจบไปแล้ว แต่มันดีนะ เขาเหมาะมากในยุคของเขา ตามประวัติศาสตร์เขาเป็นครูผู้สอนเจ้าชายเจ้าหญิง ในนิทานเขาถึงต้องเป็นการสอนให้รู้ว่า แต่ในปัจจุบันทุกคนเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงแบบใหม่ที่ต้องคิดเอง นิทานเรื่องนี้ทำให้คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร อยากทำอะไรต่อ อยากพูดว่าอะไร&nbsp;</p>



<p><strong>เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วน่ะสิ</strong></p>



<p>ใช่ ไม่ค่อยมี แต่เราก็ยังใช้คำนี้อยู่นะ เพราะชินกับการใช้กาลครั้งหนึ่ง มันเหมือนทำให้เราหลุดไปอีกโลกหนึ่ง</p>



<p><strong>หากโลกนี้ไม่มีหนังสือนิทาน เบิร์ดคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง</strong></p>



<p>มันก็คงเกิดเรื่องเล่าปากต่อปากสืบต่อกันไป การสร้างเรื่องใหม่ๆ เพื่อเสริมกำลังใจ ความหวัง การมีชีวิต การสอนเรื่องเล็กๆ และถ่ายทอดประสบการณ์&nbsp;</p>



<p><strong>สำหรับเบิร์ดแล้ว สิ่งสำคัญในการทำให้เด็กคนหนึ่งมีวัยเยาว์ที่น่าจดจำได้คืออะไร</strong></p>



<p>กินอิ่ม นอนอุ่น มันเป็นสิทธิเด็กเลย การรู้ว่ามีคนรักเราอยู่ และได้รับความรักที่เพียงพอ</p>



<p><strong>เด็กหญิงนีลชามีวัยเยาว์ที่น่าจดจำหรือเปล่า</strong></p>



<p>(เบิร์ดพยักหน้าพลางยิ้ม) เราได้รับความรักที่เพียงพอ เราถูกสอนให้รู้จักให้ ให้อภัยตัวเองได้&nbsp; ให้อภัยคนอื่นเป็น แม่ถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ให้เราทั้งหมด</p>



<p><strong>แล้วนางสาวนีลชามีวัยผู้ใหญ่ที่น่าจดจำไหม</strong></p>



<p>ก็น่าจำนะ แต่ว่าถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) ใช้ทุกด้านอย่างเต็มที่แล้ว ไม่เสียดาย ไม่กลับไปแก้ไข เราอยากแก่ไปอย่างไม่ติดเตียง ยังได้ทำงานอะไรอยู่บ้าง เราทำวันนี้เพื่อให้เกิดวันนั้น ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหมนะ แต่ผลมันจะออกมาจากเหตุที่เราทำ</p>



<p><strong>เบิร์ดอยากตั้งชื่อนิทานที่เป็นชีวิตของตัวเองตอนนี้ว่าอะไร</strong></p>



<p><strong>‘ป้าเบิร์ดกินราเม็ง’ </strong>โดยนีลชา เฟื่องฟูเกียรติ<strong> </strong>(หัวเราะ) เพราะขณะนี้ทุกคนกำลังทำหน้าที่ของตัวเอง เผชิญชะตากรรมของตัวเอง มีเหตุผลในการใช้ชีวิตของตัวเอง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183279" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ระหว่างสนทนากันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เบิร์ดนั่งบนโซฟาสีดำสนิท แต่มีสีสันแปดเปื้อนจากกองนิทานที่รายล้อมรอบตัวเธอ กระทั่งมันรายล้อมมาถึงผู้เขียน เธอหยิบเล่มนั้นเล่มนี้ขึ้นอวด ประหนึ่งว่าเราเป็นเด็กตัวเล็กอายุไม่กี่ขวบที่กำลังจ้องเธอตาแป๋ว รอคอยให้เหล่าตัวละครออกเดินทาง ช่างเป็นการสัมภาษณ์ที่ยาวนานด้วยเทปเสียงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่ก็แสนสั้นเหลือเกินเมื่อถึงเวลาที่นิทานต้องปิดจบลง&nbsp; ไม่ว่าเด็กหญิงนีลชาจะผันผ่านความรวดร้าวอะไรมา แต่ในตอนนี้ เธอกลายเป็นนางสาวนีลชาผู้มีความเบิกบาน เป็นนักเล่านิทานที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานบวก ใครได้อยู่ใกล้ก็รู้สึกสบายใจ อยากฟังน้ำเสียงละเมียดละไมของเธอ และอาจเผลอตกอยู่ในมนตร์สะกดนั้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนอย่างเพื่อนวัยทำงานหลายคนที่ทยอยมานั่งรอตาแป๋ว เพื่อฟังนิทานจาก<strong> ‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’</strong></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bird-neelacha-storyteller/">นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้ ‘เบิร์ด-นีลชา’ นักเล่านิทานว่าด้วยชีวิตและความตาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บรรดาวัยรุ่นแสวงหาให้กำเนิดชีวิตเบิกบาน ‘Rootsman Creation’ วงเรกเกปลุกสติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rootsman-creation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Sep 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[Rootsman Creation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183020</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เก็บความรู้สึกที่เย็นนั้นให้ลึกข้างใน โยนความรู้สึกที่รุ่มร้อน โยนไปให้ไกล ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา” พวกเขาทำให้เราลบลืมภาพจำของเรกเกโยกไหล่ ตะเบ็งเสียงกลางแสงสปอตไลต์เกือบสนิท ที่ว่าเกือบนั้น เพราะท่วงทำนองยังผสานดนตรีหลายสิบชิ้นตามฉบับของเรกเกอยู่ ทั้งยังเว้นจังหวะให้เครื่องดนตรีทั้งหมดได้หายใจในผืนอากาศเดียวกันอย่างลงตัว เสมือนวัยรุ่นมหาวิทยาลัยศิลปากรต่างพื้นถิ่นที่รวมตัวกัน กำเนิดเป็น ‘Rootsman Creation’ คนหนึ่งหัวที่มีหลายแขนหลายขางอกออกจากหนึ่งร่าง&#160; สมาชิกนับได้ 8 ชีวิตนั่งรายล้อมเป็นวงกลมบนผืนพรมลายโบฮีเมียน ภายในสตูดิโอกึ่งบ้านที่ภายนอกทอดเงาไม้ ทำนองเพลงเรกเกสั่นอยู่ในลำโพง กลิ่นกำยานอบอวล ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ในท่าทางสบายๆ กระทั่งปุ่มเทปถูกกดอัดเสียง หนึ่งในสมาชิกบอกว่าเกร็งกิเดสเหลือเกิน หัวทั้ง 8 พยักหงึกหงักใส่กันพลางลุกฮือไปชงบ๊วยโซดา หั่นผลฝรั่งใส่จาน สงสัยนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายของชาวเรกเก “ไม่เคยถูกสัมภาษณ์เหรอ” เราถาม “ไม่เคยเลยครับ” นักร้องนำตอบ “ทำไมล่ะ ไม่ให้สัมภาษณ์ที่อื่นเหรอ” เราซอกแซกอีกครั้ง “เพราะไม่มีใครสนใจครับ” ต้องขอบอกว่าไม่ทันหันไปเห็นเจ้าของเสียงที่ตอบแทรกขึ้น รู้เพียงว่าหลังจากนั้นทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความขบขัน&#160; และเหตุผลที่เราอยากพูดคุยกับพวกเขา ไม่ใช่แค่ทำนองเรกเกที่แหวกกฎ แหวกเสียง หรือขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรีหาตัวจับยาก แต่เป็นเพราะได้ข่าวว่ากำลังจะปล่อยอัลบั้ม 2 หลังจากผู้แต่งเพลงอย่าง ‘บอส &#8211; ณัฎฐ์ ล้อสินคำ’ หลบซ่อนตัวเองเพื่อหาทางพ้นทุกข์นานเกือบปี&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rootsman-creation/">บรรดาวัยรุ่นแสวงหาให้กำเนิดชีวิตเบิกบาน ‘Rootsman Creation’ วงเรกเกปลุกสติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“</strong><strong>เก็บความรู้สึกที่เย็นนั้นให้ลึกข้างใน โยนความรู้สึกที่รุ่มร้อน โยนไปให้ไกล ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา” </strong>พวกเขาทำให้เราลบลืมภาพจำของเรกเกโยกไหล่ ตะเบ็งเสียงกลางแสงสปอตไลต์เกือบสนิท ที่ว่าเกือบนั้น เพราะท่วงทำนองยังผสานดนตรีหลายสิบชิ้นตามฉบับของเรกเกอยู่ ทั้งยังเว้นจังหวะให้เครื่องดนตรีทั้งหมดได้หายใจในผืนอากาศเดียวกันอย่างลงตัว เสมือนวัยรุ่นมหาวิทยาลัยศิลปากรต่างพื้นถิ่นที่รวมตัวกัน กำเนิดเป็น <strong>‘Rootsman Creation’</strong> คนหนึ่งหัวที่มีหลายแขนหลายขางอกออกจากหนึ่งร่าง&nbsp;</p>



<p>สมาชิกนับได้ 8 ชีวิตนั่งรายล้อมเป็นวงกลมบนผืนพรมลายโบฮีเมียน ภายในสตูดิโอกึ่งบ้านที่ภายนอกทอดเงาไม้ ทำนองเพลงเรกเกสั่นอยู่ในลำโพง กลิ่นกำยานอบอวล ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ในท่าทางสบายๆ กระทั่งปุ่มเทปถูกกดอัดเสียง หนึ่งในสมาชิกบอกว่าเกร็งกิเดสเหลือเกิน หัวทั้ง 8 พยักหงึกหงักใส่กันพลางลุกฮือไปชงบ๊วยโซดา หั่นผลฝรั่งใส่จาน สงสัยนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายของชาวเรกเก</p>



<p><strong>“ไม่เคยถูกสัมภาษณ์เหรอ”</strong> เราถาม</p>



<p><strong>“ไม่เคยเลยครับ”</strong> นักร้องนำตอบ</p>



<p><strong>“ทำไมล่ะ ไม่ให้สัมภาษณ์ที่อื่นเหรอ”</strong> เราซอกแซกอีกครั้ง</p>



<p><strong>“เพราะไม่มีใครสนใจครับ”</strong> ต้องขอบอกว่าไม่ทันหันไปเห็นเจ้าของเสียงที่ตอบแทรกขึ้น รู้เพียงว่าหลังจากนั้นทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความขบขัน&nbsp;</p>



<p>และเหตุผลที่เราอยากพูดคุยกับพวกเขา ไม่ใช่แค่ทำนองเรกเกที่แหวกกฎ แหวกเสียง หรือขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรีหาตัวจับยาก แต่เป็นเพราะได้ข่าวว่ากำลังจะปล่อยอัลบั้ม 2 หลังจากผู้แต่งเพลงอย่าง <strong>‘บอส &#8211; </strong><strong>ณัฎฐ์ ล้อสินคำ’ </strong>หลบซ่อนตัวเองเพื่อหาทางพ้นทุกข์นานเกือบปี&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183033" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ให้ใจเธอนั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวัน</strong></h2>



<p><strong>ดนตรีเรกเกไปเข้าหูพวกคุณเมื่อไหร่</strong></p>



<p><strong>‘อเล็กซ์ &#8211; จเด็ด สงวนชม’</strong> ตำแหน่งมือกลองชิงตอบก่อน “ผมโตที่จังหวัดสุรินทร์ บังเอิญเจอร้านบาร์เรกเกชื่อ Jah Bar แล้วชอบมาก ชอบจนอยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น บอกตัวเองว่าอยากเล่นดนตรีเรกเก ถึงได้หาทางเข้ากรุงเทพแล้วไปตีกลองตามวงต่างๆ จนได้เจอบอสหลังเวที เขาก็ชวนผมไปเล่นในอัลบั้ม 2” อเล็กซ์อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสไตล์เมืองเหนือสีเข้มครามตั้งแต่คอเสื้อจรดปลายกางเกง</p>



<p><strong>‘ปัน &#8211; พุทธิพฤกษ์ พุ่มมาก’</strong> ตำแหน่งเบสรับไมค์ต่อ “เดิมแล้ว ผมเล่นแบ็กอัปตามวงเพลงแนวอื่น ไม่ได้รู้จักเรกเกมาก่อนเลย มารู้จักได้ก็เพราะเพื่อนแนะนำเพลง แต่ที่ผมสนใจมันมากขึ้น เพราะวิธีการเล่นเบสบนดนตรีเรกเกที่ต้องเล่นอยู่กับที่ และความสั้นยาวของโน้ต” ชายสะพายเบสคาแรกเตอร์เจนจัด ปันเจาะหูหนึ่งข้าง สนตะพาย และปีกจมูกซ้าย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ตามด้วยเสียงของ<strong> ‘บุ๋น &#8211; ศิว์วิศว์ ใยหวัง’</strong> มือคีย์บอร์ด “ผมได้ความชอบในเรกเกมาจากบอส เพราะอยู่บ้านเดียวกันในมหาวิทยาลัย” บุ๋นเป็นคนที่ภายนอกดูจะเพลนๆ เว้นเสียแต่เราเหลือบไปเห็นเสื้อสกรีนคำว่าไวพจน์ เพชรตะพึด ผสมลักยิ้มเจ้าเสน่ห์ฉบับคนชอบยิงมุกเตลิดคอยทำให้เพื่อนยิงฟัน</p>



<p>“เรกเกเป็นเหมือนส่วนเล็กส่วนน้อยในแต่ละคน เล่นกันคนละเล็กละน้อย แต่เราไปพร้อมกันในเซอร์เคิลเดียวกัน มันมีไวเบรชันที่ผมรู้สึกว่ากระเพื่อมอะไรสักอย่างได้ เพราะเรกเกไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก ถ้าชอบในส่วนนี้ทั้งตัวผู้เล่น และตัวผู้ฟังก็จะไม่คิดมาก เรกเกมันให้คุณค่าแบบ Less is More ครับ ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันนาน 5 &#8211; 6 ปี แต่ถ้ากลับมาเจอกันก็จะยังเล่นได้เหมือนเดิม” เราแนะนำว่า <strong>‘บอส’ </strong>เป็นใครไปแล้วข้างต้น ส่วนลักษณะเด่นของเขาคือหนวดเคราดำเฟิ้ม และวาทศิลป์สุดบรรเจิด</p>



<p><strong>‘มีน &#8211; นิกษา แสนใจบาล’ </strong>ตำแหน่ง Violin Trumpet Chorus ต่อบท “เราว่าเรกเกต่างจากดนตรีแนวอื่นมาก เพราะจะใช้แค่ความรู้หรือทฤษฎีตัวเองเล่นอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเอาตัวเองลงไปอยู่กับมันให้ได้จริงๆ เพื่อนเล่นอย่างไรก็ต้องรู้สึกไปกับเขาด้วย จิตวิญญาณทุกคนต้องคลุกคลีกัน สนิทสนมกัน ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ถึงจะเล่นออกมาให้เป็นเรื่องเดียวกันได้” เธอเป็นสาวผมยาวเหลือบเอว แขนข้างซ้ายถมรอยสักดำ แต่ยังเผยให้เห็นสีผิวเดิมอยู่บ้าง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เหลืออีกสองคนที่ยังไม่เอ่ยเสียง <strong>‘เบลล์-ธิดารัตน์ สิงห์สุวรรณ’ </strong>ตำแหน่งคอรัส และ <strong>‘จี๊ป-รัชช อมาตยกุล’ </strong>ตำแหน่ง Guitar Skank เช่นเคยที่อดใจรอกันอีกเดี๋ยวก็คงจะได้ยิน</p>



<p><strong>ดนตรีเรกเกมีคาแรกเตอร์อะไรที่เจนจัด</strong></p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>เรกเกเป็นแนวดนตรีหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับความเป็นวงมากครับ เราไม่มีเล่นเดี่ยว ไม่มีมือกีตาร์ฮีโร หรือใครที่โดดเด่นออกมาขนาดนั้น เรามีแค่ภาพที่ฉายอยู่เป็นวง ทุกคนเล่นกันอย่างละนิดละหน่อย สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือการฟังเพื่อน หาช่องในการซัปพอร์ต แล้วเล่นในจังหวะของเรา มันพรีเซนต์ความเป็นวงได้ดีมากกว่าดนตรีแนวอื่น&nbsp;</p>



<p><strong>บุ๋น </strong>: จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวงเรกเกต้องคนเยอะครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ปัน</strong> : ผมรู้สึกว่าเรกเกมันต้องใช้ลมหายใจเล่น ไหนจะสมาธิ กำลังภายใน ชีพจร</p>



<p><strong>เบลล์ </strong>: จริง! ใช้สมาธิเล่นสูงมาก เพราะแต่ละคนเล่นกันคนละนิด เราอยู่กับตัวเองก็ใช่ แต่เราต้องฟังรอบๆ ด้วย แล้วจะได้ไปด้วยกันแบบพร้อมกัน</p>



<p><strong>จี๊ป : </strong>&nbsp;เรกเกทำให้จิตใจและความคิดช้าลง ผมเชื่อว่าต่อไปจะมีคนมาหลงรักเรกเกมากขึ้นเรื่อยๆ โลกของเรกเกมันกว้างใหญ่ ผมเองก็ใหม่สำหรับเรกเกนะ เพราะเพิ่งกลับมาเล่น จริงๆ ติดตามดนตรีเรกเกมาตั้งแต่สมัยมหาลัย สูบกัญชาไปด้วยเลยอินเป็นพิเศษ</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> ใช่ กัญชาก็มีส่วนทำให้ผมได้เข้าไปอยู่ในคัลเจอร์ของเรกเกเหมือนกัน คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเรกเกต้องใช้กัญชาแล้วเมา แต่ตอนนี้ดนตรีเรกเกเราพูดถึงเรื่องอะไรก็ได้แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเมา แค่ไฮ (High) ใช้ชีวิตสนุก มันมีเรื่องที่จรรโลงโลกมากขึ้นด้วย </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183034" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ความหมายของ Rootsman Creation คืออะไร</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>เมื่อก่อนพวกเราไม่ค่อยเอาการบ้านการเรือน ลากแตะไปเรียนกัน อีกอย่างก็เป็นเด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนในกรุงเทพ มันจึงเกิดเป็นคำว่า Roots ให้ความรู้สึกถึงการเปื้อนดินด้วยเท้าเปล่า มือเปล่า และรู้สึกเย็นสบาย Rootsman ไม่ใช่แค่ผู้ชายนะ แต่คือความเป็นมนุษย์ พวกเราคุยกันเรื่องปรัชญา เป็นวัยรุ่นที่แสวงหาความหมายของชีวิต เป็นชีวิตที่สะเปะสะปะจับทิศทางไม่ได้&nbsp; ผ่านเวลาตกผลึกมาจนมีทุกอย่างทั้งขาวทั้งดำ แต่ก็มีอะไรดีอยู่ในนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>เดินสายขึ้นเวทีครั้งแรกเมื่อไหร่</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> งาน Backyard ตอนนั้น Srirajah Rockers มาชวน เราก็ทำเพลงกันชื่อว่า ‘เดิน’ กับ ‘Rootsman’ พอไฟมันมาทำให้อยากเล่นเต็มโชว์ ก็แต่งไปเลย 10 เพลง! (หัวเราะ)</p>



<p><strong>กระบวนการทำเพลงเป็นอย่างไร</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> ผมจะทำเดโมก่อน แต่งเนื้อเพลง แล้วก็ใช้เสียงกีตาร์โปร่งกับกลอง</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> หลังจากบอสขึ้นโครงมา ทุกคนจะช่วยกันทำดนตรี</p>



<p><strong>รู้ได้อย่างไรว่าเพลงลงตัวพอที่จะปล่อยออกไปแล้ว</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>จริงๆ เรื่องนี้ผมคิดน้อยมาก บางทีเพลงมันยาว 8 นาทีก็ไม่ตัดนะ ก็ถือว่ามันจบกระบวนการที่เราทำกันสดๆ ร้อนๆ แล้ว เราทำกันไปตามที่เพลงมันเป็น ผมว่าเพลงมีความสมบูรณ์จากที่ทุกคนพยักหน้าให้กัน บางเพลงก็เล่นในห้องอัดกันไปยาวๆ เล่นไปแล้วเพลินมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน ค่อยไปเฟดเอาต์เอาแล้วกัน</p>



<p><strong>อเล็กซ์ : </strong>เดโมที่บอสทำมามันแทบจะครบถ้วนแล้ว พอไปเจอกันในห้องซ้อมมันเลยสบายมาก</p>



<p><strong>ปัน : </strong>เหมือนเราสร้างชอยส์ขึ้นมาว่าเลือกแบบนี้แล้วจะเสียแบบไหนไป ก็ยอมแลกนะ เพื่อจะได้มาเจอกันตรงกลาง</p>



<p><strong>ระหว่างทำเพลงมีความคาดหวังอะไรบ้างไหม</strong></p>



<p><strong>บุ๋น </strong>: โอ! ไม่ครับ คิดแค่แล้วอย่างไรต่อนะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บอส : </strong>เราทำงานไปเรื่อยๆ สบายๆ เขียนได้คิดออกก็ค่อยทำเพลงกัน สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีผม ไม่มีคนอื่น ไม่มีทุกคนที่เป็น Rootsman เพลงก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ สิ่งที่อยากฝากไว้มันไม่ใช่ตัวบุคคล มันคือเพลงที่เราทำแล้วตั้งใจว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้ อย่างเพลงของผมเองนี่ล่ะที่เป็นครูให้ผม ทุกวงดนตรีไม่ใช่แค่ Rootsman นะ ถ้ามีหัวใจที่กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์แล้ว แค่ทิ้งตัวตน ทิ้งความคาดหวังที่จะดัง วางมันลง ทำงานอย่างมีความสุข ให้งานมันพูดต่อไปในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ผมคิดว่าทุกงานสร้างสรรค์ที่ประดับให้กับโลกใบนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หลายชีวิตมาก ไม่ใช่แค่ดนตรี ถ้าเราคิดอยากจะดัง ก็จะได้แค่ความดังกลับไป แต่ถ้าเราไม่คิดอะไรเลยก็สบาย</p>



<p><strong>ผลกำไรหลังบ้านเรียกว่าอู้ฟู่ไหม</strong></p>



<p>คราวนี้ ทั้งวงหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ช่างเหือดแห้ง พวกเขาใจกล้าโชว์วงเงินหลักร้อยในบัญชีให้เราดู&nbsp;</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ไม่ค่อยมีเข้าเลย มีแต่ออก</p>



<p><strong></strong><strong>บอส : </strong>เดี๋ยวโชว์เงินในบัญชีวงให้ดูไหม จะได้มีงานเข้ามาจ้าง (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน : </strong>นี่ตัดออกได้ใช่ไหม เงินวงเหลือ 758 บาทครับ!</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>เอาหน่า! ช่วงรวยๆ ก็มี ช่วงนี้แค่ขาลง&nbsp;</p>



<p><strong>บอส :</strong> โอเค เริ่มอยากจะดังแล้วครับ</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> แต่แค่ตอนไปซ้อมกันก็สนุกแล้วนะ เรื่องอื่นคงสบายๆ แล้วครับ แค่อยากเล่นด้วยกัน มันคือคำนั้นเลยครับ </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183035" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เผลอรู้สึกว่ากายาคือความยิ่งใหญ่</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เผลอให้ใครในกระจกนั้นทำร้าย</strong></h2>



<p><strong>เพลงของ Rootsman Creation ดูไม่ได้เสียงดังเท่าเรกเกที่เราเคยได้ยิน เข้าข่ายเพลงธรรมะด้วย ได้แรงบันดาลใจจากอะไรเป็นส่วนใหญ่เหรอ</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>มาจากการที่เราเห็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองว่าเราไม่มีสติ ก็เขียนเพลง ‘สติ’ พอเราแม่งคิดมากสัตว์ๆ เลย ก็เขียนเพลง ‘ปล่อยวาง’ ผมเขียนเพลงในลักษณะที่เขียนสอนตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกเล็กๆ น้อยๆ ที่กลับกลายมาเป็นเพลง ผมว่าธรรมะมันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในวัดหรือต้องนุ่งขาวห่มขาว มันอยู่กับเราในทุกลมหายใจ ความคิดมาก ขุ่นหมองของจิตใจ เราเห็นมันตลอดเวลา อยู่ที่จะทำอย่างไรกับมัน ผมก็เลยเขียนเป็นเพลงออกมาเตือนตน&nbsp;</p>



<p><strong>ตอนนั้นสติบอสหลุดไปไหน</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>เราเห็นช่วงที่ตัวเองคิดมาก ฟุ้งซ่าน แล้วก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งคือการปล่อยวาง เมื่อเราเห็นด้านหนึ่งก็จะเห็นอีกด้านหนึ่งเสมอ แก้กันไปกันมา มันเป็นสภาวะจิตใจที่ทุกคนเผชิญอยู่แล้วในทุกวัน แต่อยู่ที่เราจะมองเห็นฝั่งตรงข้ามของมันหรือเปล่า หาอุบายออกมาได้ไหม เพลง ‘สติ’ คงเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ สำหรับคนที่มีสติอยู่แล้ว คนที่มีสติ เขาไม่นึกถึงคำว่าสติหรอก เขารู้สึกตัวอยู่ คนที่นึกถึงสติคือโอย! ไอ้เหี้ย! ตอนนี้กูไม่มีสติแล้วว่ะ&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อตกในสภาวะดิ่งแล้วจะเขียนออกมาเป็นเพลงเหรอ</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> ใช่ มันอยู่ในอัลบั้ม 2 ครับ เมื่อสองสามปีที่แล้วผมทุกข์มาก แกะตัวเองไม่ออกจากความคิด เผชิญหน้ากับความทุกข์ ผมรวบรวมมันอยู่เป็นปี</p>



<p><strong>ทุกข์อย่างไร</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> เช่นว่าเราไม่สามารถแก้ตัวเองได้ เราออกจากความทุกข์ไม่ได้ แสวงหาทางภาวนาใหม่ๆ มากมาย มากวิธี ในการที่จะออกจากกระแสความคิด แต่ปัญญาเราก็ไม่พอ ทำให้ตกอยู่ในห้วงความคิดเสมอๆ จนเรากลับมาเจริญสติ จนมีแรงในการจับดินสอเขียนเพลงได้ เพลงชุดนี้เป็นชุดที่หนักสำหรับผมเหมือนกัน หนักในอารมณ์ที่เผชิญมาก่อนจะได้เพลง เมื่อก่อนเราอาจจะซีเรียส ตึงมากไปหน่อย แต่ตอนนี้เราเจอหนทางที่ง่ายสบายกว่านั้น ออกมาจากกระแสความคิดตรงนั้นได้ กลับมาทำงานได้แล้ว</p>



<p>คราวที่บอสเอื้อนเอ่ยถึงความทุกข์ของเขา ห้องโล่งโปร่งที่เคยมีเสียงนกร้องขับขานเข้ามากลับเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจเบาของเพื่อนทั้ง 7 ชีวิต และลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้ของผู้เขียน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183036" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>วิธีภาวนาที่บอสพบจนพ้นทุกข์คืออะไร</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>คือไม่มีวิธีภาวนาครับ ออกจากวิธีการทั้งหมด ออกจากเจตนาที่อยากให้มันสงบ ออกจากเจตนาที่อยากจะพ้นทุกข์&nbsp;</p>



<p><strong>บอสได้บอกเพื่อนในวงไหม</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>ไม่ได้บอก ผมหายไปอยู่เชียงใหม่</p>



<p><strong>หลังจากทุกคนรู้ว่าบอสหายไปแล้วทำอย่างไร&nbsp;</strong></p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ด้วยทุกคนมีหน้าที่การงานที่ต่างกัน ก็คือมีความเป็นห่วงกันอยู่แล้ว เฮ้ย! ไอ้ปัน มึงพูดดีกว่าว่ะ กูพูดไม่ค่อยเป็น (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> จริงๆ เรายังพูดคุยกันปกติ จนวันหนึ่งที่บอสพร้อมกลับมากรุงเทพ เราก็ลุยทำเพลงกัน เราให้เวลากัน</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ผมว่าความน่ากลัวเมื่อคนเราขาดสติ คือเราไม่รู้ว่าเราขาด แต่สุดท้ายเวลาก็ช่วยได้นะ อยู่ที่เราจะฟื้นกลับมาเร็วไหม&nbsp;</p>



<p><strong>ฟังอัลบั้ม 2 ที่บอสแต่งขึ้นแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง</strong></p>



<p><strong>ปัน : </strong>ชอบเลย! รู้สึกว่าอยากให้เพลงเหล่านี้ออกไปถึงผู้ฟังเร็วๆ จัง</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ผมว่าคำหรือประโยคในอัลบั้มนี้มันช่วยชีวิตคนได้ส่วนหนึ่ง ด้วยอายุที่โตขึ้น ดนตรีก็สนุกขึ้น เรามองภาพได้กว้างขึ้น</p>



<p><strong>เบลล์ :</strong> เราฟังแล้วรู้สึกอยากบรรเลงเพลงนี้ให้ทุกคนฟัง</p>



<p><strong>มีน :</strong> อยากให้อัลบั้มปล่อยเร็วๆ ค่ะ&nbsp;</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> สิ่งที่บอสพูดในอัลบั้มนี้ทั้งหมด ผมเข้าใจบอสเลย เขาเล่าสิ่งที่เจอมา แล้วค่อยให้เพื่อนช่วยกันปรุงลงไป&nbsp;</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ส่วนตัวคิดว่าเป็นพัฒนาการของวง พาร์ตดนตรีหรือเนื้อหามันก็โตไปตามพวกเราทุกคน อยากให้ทุกคนได้ฟังครับ ใครที่ติดตามอยู่ฝากกดไลก์กดแชร์ด้วยครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> โห! ไม่เอา อันนี้ไม่เอาดิ ไม่ตึงแล้ว เมื่อกี้อย่างตึงเลย&nbsp;</p>



<p>ดูเหมือนหนุ่มในเสื้อไวพจน์ เพชรตะพึดจะทำหน้าที่ของเขาได้ดี เสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้ง โลกที่หยุดหมุนไปชั่วขณะก็พลันเคลื่อนไหว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>&nbsp;ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>&nbsp;กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา</strong></h2>



<p><strong>แอบดูธรรมะธรรมโมกันนะ</strong></p>



<p>หลังจากสิ้นคำ ทุกคนต่างโบกมือส่ายหัวเป็นจังหวะเดียวกัน จนเราแยกไม่ออกว่าใครกำลังปฏิเสธอยู่บ้าง แต่หัวข้อถัดจากนี้กลับเป็นคำตอบที่ยืดยาวที่สุดของพวกเขา</p>



<p><strong>บุ๋น : </strong>ไม่ครับๆ ไม่อย่างนั้นผมดูเหี้ยเลยนะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บอส : </strong>แต่อย่างผมจะใช้ดนตรีภาวนานะ คิดว่าวิธีการของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน</p>



<p><strong>ภาวนาอย่างไร</strong></p>



<p><strong>จี๊ป :</strong> ภาวนาด้วยการทำงานครับ ตื่นมาทำเพลงก็ต้องมีสมาธิในการนั่งทำ ดูความเป็นไปของใจเราว่าเป็นอย่างไร เบื่อไหม เบื่อก็ปรับตัวให้ออกไปเจอคน ออกไปเล่น ไม่ได้ลึกอะไรครับ เป็นเรื่องธรรมดาๆ</p>



<p><strong>มีน :</strong> เราเป็นคนรู้เท่าทันตัวเอง ชอบดูสภาวะตัวเองว่าตอนนี้ใจร้อนแค่ไหน เย็นไปไหม มันต้องปรับตัวกันตลอดวัน ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง แต่ถึงภายนอกจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ถ้าเรารู้สภาวะภายในตัวเอง เราว่ามันจะอยู่ได้&nbsp;</p>



<p><strong>เบลล์ :</strong> พยายามบอกตัวเองว่าอยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน (หัวเราะ) เราเป็นคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน แล้วก็ยึดติดกับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริง แค่ให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นก็พอ แล้วก็ต้องอยู่กับลมหายใจ การกระทำ ไม่ไปยึดติด ตัดสินหรือเชื่อมัน อย่างในเรื่องการเล่นดนตรี เราก็ปรับมาใช้ได้นะ เวลาร้องเพลง เราต้องหายใจ อยู่กับการเปล่งเสียง ความคิดที่ลอยไปนู่นนี่ก็จะถูกดึงกลับมาได้ เมื่อก่อนเราจะเน้นอารมณ์ คิดถึงคนดูว่าเขาโอเคไหม เราต้องพยายามละวางสิ่งนั้น</p>



<p><strong>ตุลย์ :</strong> ส่วนตัวผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองเข้าใจความหมายของคำว่าภาวนาจริงๆ หรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเราเรียนรู้ธรรมะได้จากร่างกายเรา ในชิ้นส่วน 32 ชิ้นของชีวิตประจำวันเลย ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือเข้าถึงยาก เราแค่รู้เท่าทันมัน ผมว่าธรรมะเป็นศิลปะในการใช้ชีวิต&nbsp;</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> สำหรับผม ผมไม่มีธรรมะอะไรครับ ไม่มีศาสนา นับถือตัวเอง ดนตรีเป็นทางออกทุกอย่างของผม ตอบโจทย์ชีวิตมาก ช่วยได้ทุกอย่างเลย แต่ปกติเป็นคนก้าวร้าวผาดโผน แค่ยังมีดนตรีที่มาช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> ธรรมะสอนให้โฟกัสกับปัจจุบันขณะ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือที่เขาบอกว่าอดีต คือความจริงที่สมบูรณ์ที่สุด อนาคตยังมาไม่ถึง วินาทีนี้คือปัจจุบัน ในวินาทีที่เรารู้ความหมายของปัจจุบัน มันก็ผ่านไปเป็นอดีตแล้ว แค่รู้สึกว่าการรู้ ณ เวลานี้มันก็ดีแล้ว มันทำให้เราไม่ค่อยนึกถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้วเท่าไร มันจะไม่เป็นกังวลมาก อย่างถ้ายกแก้วก็ให้รู้ว่ายกแก้วอยู่ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>บอส : </strong>การภาวนาสำหรับผมไม่ได้แยกจากกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่เราตื่น รู้สึกตัว เราก็เข้าสู่กระแสทางของการภาวนาเรียบร้อยแล้ว แม้จะรู้จักหรือไม่รู้จักคำว่าภาวนาหรือธรรมะก็ตามแต่ เมื่อเราสูดลมหายใจแรก เราเริ่มกิจภาวนาแล้ว ใครบางคนอาจเรียกว่าหายใจ ไม่ก็เฮ้อ! ตื่นมาได้อีกวันหนึ่งแล้ว นั่นคือความรู้สึกตัว จะเรียกว่าอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญของการภาวนาที่ผมที่ใช้อยู่ คือรู้สึกตัวและเป็นอิสระจากความรู้สึกตัวนั้น เมื่อไหร่ที่เกิดอะไรขึ้นในจิตใจ ก็แค่รู้แล้วก็วาง ทำซ้ำไปมา ไม่รู้หรอกว่าจะจบลงวันไหน ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกอยู่ เมื่อนั้นเราก็มีชีวิตได้ เบิกบานกับมันได้ หัวเราะให้กับความตาย ล้อเล่นกับความทุกข์ ความเจ็บ เราจะไปแคร์อะไร เรารู้สึกแล้วมันก็ผ่านไป</p>



<p><strong>อเล็กซ์ </strong>: ผมว่าทุกคนรวมถึงตัวผมเองที่ได้เรียนวิชาพุทธศาสนาก็คงรู้ว่ามันคืออะไร จะเอามาใช้กับชีวิตได้อย่างไร แต่เมื่อเกิดทุกข์หรือต้องจัดการอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้เอาธรรมะมาใช้ ผมฟังเพลง อยู่ในเซฟโซนตัวเอง ผมเคยได้ยินคำว่าเราใช้ชีวิตกับความทุกข์มากกว่าความสุขด้วยซ้ำ ผมก็เหรอวะ แต่ก็จริงนะ ถ้าเราอยู่กับความทุกข์ได้อย่างสบายแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183037" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คนที่ได้ฟังเพลงเรียกสติของ Rootsman Creation เขามีความเห็นอย่างไรบ้าง</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่าผมเกือบจะละทิ้งศาสนาไปอย่างสิ้นเชิง จนได้มาเจอ Rootsman Creation คอยดึงสติทุกครั้งที่จิตใจหลุดลอยจากศรัทธา เพียงเพราะเราเสพสื่อภายนอกมากไป ตั้งคำถามกับภายนอกมากไป จนลืมตั้งคำถามภายในจิตใจตัวเองว่าแท้จริงแล้ว ความพอดี ความพอใจของเราอยู่จุดไหนกันแน่ อีกคอมเมนต์หนึ่งเขาบอกว่าเปิดเพลงของเราไป แล้วก็นั่งสมาธิภาวนาไปด้วย ผมว่าดนตรีก็เป็นอาวุธ เป็นแรงบันดาลใจของคนอื่นได้ ผมถึงตั้งใจอยากจะทำเรกเกภาวนา เพลงอาจไม่ได้ซับซ้อนทางดนตรีมาก หรือมีการเรียบเรียงโหดๆ คอร์ดยากๆ&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน : </strong>แต่ที่บอกว่าไม่ได้ซับซ้อนมาก จริงๆ มันมีความละเอียดบางอย่าง ในพาร์ตดนตรีที่พวกเราทำกันจริงจังมากนะ อย่างเช่นกลองกับเบสที่เป็นสันหลังของเรกเก ถ้ามันไม่เดินไปด้วยกัน คนอื่นก็อยู่ไม่ได้&nbsp;</p>



<p><strong>บอส : </strong>เหมือนปันเล่นเบสความยาวแค่ 2 บาร์ แต่ต้องเล่นนานอยู่ 10 นาที&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> สิ่งที่เล่นมันดูง่าย แต่จะเล่นให้ได้แบบนี้ทุก 10 นาทีมันต้องมีสติมากครับ มันใช้สมาธิมาก</p>



<p><strong>บอส : </strong>ใช่ เราเล่นยาวเลย พอเพลงใกล้จะจบแล้วหันไปหาเพื่อนข้างหลังนี่ ทุกคนหลับตาอยู่!</p>



<p><strong>มีน :</strong> ไอบุ๋นคือตาเหลือกเลย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>อเล็กซ์ : </strong>วงเรกเกมันเยอะมาก แล้วส่วนใหญ่มันก็ออกแนวสนุก แต่พวกผมตั้งใจทำให้มันไม่สนุก&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> ปกตินาฬิกามันเดินหนึ่งวิใช่ไหม นี่ช้ากว่าหนึ่งวิอีก</p>



<p><strong>บอส :</strong> พวกผมอยากเอาสภาวะที่เรียกว่า Timeless ในดนตรีเรกเกออกมา อยากให้เป็นแบบที่เราตั้งใจไว้</p>



<p><strong>ปัน :</strong> เหมือนที่พี่อเล็กซ์พูดว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าเรกเกกับกัญชามันคู่กัน เราอยากลบภาพจำบางอย่าง เรกเกมันจะไปกับธรรมะก็ได้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กาลเวลาน้อยเกิน หนึ่งชีวิตมีไม่กี่วัน</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จึงเร่งคืนวันต่อเติมฝัน ให้เจ้าดอกไม้</strong></h2>



<p><strong>จริงไหมที่เขาบอกว่าวงเราหาตัวจับยาก</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> จริงครับ พวกเราทำงานกันช้า</p>



<p><strong>แล้วคนที่อยากฟังดนตรีสดจากเราจะตามดูได้ที่ไหนบ้าง</strong></p>



<p><strong>ปัน :</strong> ก็ต้องวานผู้จัดใจดีครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> ก่อนหน้านี้ทีม Rootsman Creation มีไซด์โปรเจกต์เยอะมาก คนอาจจะคิดว่ายังไม่พร้อมรับงานหรือเปล่า แต่จริงๆ เพราะบอสอยากให้ปล่อยอัลบั้ม 2 ออกไปก่อน ผมว่าเดี๋ยวก็น่าจะหาตัวจับไม่ยากแล้วล่ะ</p>



<p><strong>ยกท่อนในเพลงที่ชอบให้ฟังหน่อย&nbsp;</strong></p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> ผมชอบท่อน “หายใจสบายๆ เธอทำได้ ณ เวลานี้” มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เหนื่อยๆ มาแล้วได้ฟังแบบนี้&nbsp;</p>



<p><strong>บอส : </strong>คนเขียนอย่างผมก็เลือกยากหน่อย ผมชอบทุกเพลงเลย เพราะมันเกิดกับตัวผมเอง ถ้าจะต้องเอาออกมาสักประโยคหนึ่งคงเป็น “ทางของใจคล้ายนภา ไม่บันทึกคืนวันที่ผ่านมา สุดจะค้นไร้ทิศทาง ทางของใจ” เป็นเพลงใหม่ของชุด 2 ครับ&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน : </strong>ผมชอบเพลงวาจา “เมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง ให้ใจเธอนั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวัน” มันฮีลดีครับ&nbsp;</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ผมชอบเพลงอรหันต์ผีเสื้อ “ตะวันเอ่ยกับจันทราให้มั่นคงไว้” ถึงแม้จะพูดเรื่องธรรมะเมื่อกี้ไปมากมาย แต่ในฐานะคนทำเพลงผมชอบท่อนนี้มาก มันให้กำลังใจ แม้จะต้องยอมรับความเป็นจริง</p>



<p><strong>เบลล์ :</strong> เหมือนพี่ตุลย์เลย “แสงจันทร์จะโผล่พ้นมายามตะวันล้า ลาแล้วหนา ตะวันเอ่ยกับจันทร์ให้มั่นคงไว้ เพื่อปลอบโยนใจของใคร ใครในค่ำคืนฟื้นเหนื่อยล้า สบตาเอ่ยกับจันทราไม่ต้องมีแม้คำพูดจาเวลานี้” แค่หายใจก็พอ</p>



<p><strong>มีน : </strong>คิดไม่ออกเลย ไม่มีอันไหนที่สุด มันสุดหมดเลย</p>



<p><strong>จี๊ป : </strong>ชอบท่อนหนึ่งในเพลงร้องว่า Fire Burning Everyday เพราะสถานการณ์โลกมันกำลังแย่ แล้วเพลงนี้ก็ Show Up ให้ได้เห็น</p>



<p><strong>มองการเติบโตของวงเป็นอย่างไรต่อไป</strong></p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ด้วยความที่ยุคนี้เป็นยุคดนตรีเปิด แต่เรกเกมันเป็นเพลงที่ยังไม่มีซีนเป็นของตัวเอง ผมอยากให้เรกเกออกไปสู่ข้างนอกเป็นวงกว้างมากขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>บอส :</strong> กูไม่ออก!</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ไม่ออกก็ได้ ก็ไม่ได้ว่าอะไร๊ (ทำเสียงสูงก่อนจะหัวเราะ) ในยุคนี้วงเรกเกดีๆ เยอะนะครับ แล้วก็เอ่อ พูดไม่ถูก ไปไม่ถูกแล้วกู&nbsp;</p>



<p><strong>อเล็กซ์ : </strong>ทำไปเรื่อยๆ แหละครับ อย่างที่บอสบอกไปว่าเราจะพูดถึงสภาวะสังคมที่มันเกิด ก็จะคงความเป็นวัยรุ่นที่ดื้อๆ หน่อย แนวนักศึกษามหาลัยที่ยังค้นหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>บอส :</strong> ผมเป็นคนเขียนเพลงตามอารมณ์ ถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่เขียน อยู่เปล่าๆ เป็นปีแบบไม่เขียนก็อยู่ได้ เคยกุเรื่องจะเขียนแต่ก็เขียนๆ ลบๆ ไป พักหลังมาก็บันทึกประจำวัน เมื่อไรมีฟีลถึงเขียน บทจะมีเพลงตอนไหนก็ตอนนั้น ถ้ามันยังเขียนได้อยู่ เพลงของ Rootsman Creation ก็คงมีอยู่ไปเรื่อยๆ ครับ&nbsp;<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-183038" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ขายเพลงฉบับ Rootsman Creation เรียกคนฟังหน่อยได้ไหม</strong></p>



<p><strong>ปัน : </strong>ตอนนี้แหละมึง จะมีงานหรือไม่มีงานก็ตอนนี้แหละ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บอส :</strong> สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตภาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม</p>



<p>สัมปะติจฉามิ เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ สาธุ! ขอพวกเรามีงานจั๊ดนักนะ</p>



<p>ผู้เขียนถามบอสว่าเขาท่องคาถาอะไร และนี่คือคำตอบที่ได้รับ</p>



<p>“คาถาเงินล้านหลวงพ่อฤาษีลิงดำครับ”&nbsp; หวังให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำเอ็นดูบรรดาวัยรุ่นทั้ง 8 หัวให้มีเงินล้าน และเมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง ให้ใจพวกเขานั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวันนะ แต่หลวงพ่อจะตวาดกลับว่าสติ! หรือเปล่า ในส่วนนี้ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rootsman-creation/">บรรดาวัยรุ่นแสวงหาให้กำเนิดชีวิตเบิกบาน ‘Rootsman Creation’ วงเรกเกปลุกสติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ต้อย-นพไชย’ ศิลปินที่ยังทดลองอยู่ และอาชีพนายแบบใกล้เลข 7 หวังจะเก๋ารันเวย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/toi-ungkavatanapong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Sep 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[ต้อย นพไลย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182896</guid>

					<description><![CDATA[<p>แว่นเลนส์กลมเล็กขนาดพอดีลูกกะตา หนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอว ร่างบางเล็กในเสื้อเชิ้ตชมพูอ่อนทิ้งชายรุ่ย ทั้งสีเปรอะเปื้อนแห้งกรังเหมือนเพิ่งเดินออกจากห้องศิลป์มาหมาดๆ เขายังดูหนุ่มแน่นด้วยสไตล์ ขัดกับริ้วรอยที่หลังมือราวกับผ่านมาแล้วร้อยฤดู&#160; “สตูดิโอผมมันเละเทะนะ อาจจะไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่คุณเคยเห็นมา” ชายตรงหน้าใช้น้ำเสียงนิ่ง ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปสำรวจแหล่งประดิษฐ์ของเขา มองเผินๆ จากภายนอกคงคิดว่าเป็นร้านช่าง ด้วยอุปกรณ์ระเกะระกะบนพื้น ไขควง เศษเหล็ก เลื่อยใบใหญ่ แต่เมื่อขึ้นบันไดไปก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ นี่มันสตูดิโอเด็กศิลป์! ป้ายพยัญชนะถูกแทรกเนื้อในด้วยหลอดนีออน สายพลาสติกระโยงระยางแขวนหน้ากระจกบานเกล็ด ทั้งพู่กัน จานสี กองเสื้อผ้าบนพื้นปูนเปลือย จริงอยู่ ไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่เราเห็นมา&#160; ย้อนกลับไปในปี 1980 ‘ต้อย &#8211; นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ ยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ในสถาบันซินซินนาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเพราะฝันจะทะยานในเส้นทางดนตรี แต่หลังจากได้เห็นฝีไม้ฝีมือของเด็กต่างประเทศแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองจะไปรอดไหม เขาเบนเข็มใหม่เข้าสู่เส้นทางศิลปะ และนี่คือจุดเริ่มต้นของต้อย ผู้ที่เปลือกนอกเป็นศิลปิน แต่เมื่อเปลือกถูกลอกออกจะเห็นเนื้อในที่เป็นนักทดลองราวนักวิทยาศาสตร์ สมัยเรียนศิลป์ สิ่งใหญ่ที่สุดที่ต้อยได้จากการร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันซินซินนาติคืออะไร ซินซินนาติเป็นสถาบันที่เข้มงวดกับเรื่องพื้นฐาน จะสังเกตได้เลยว่าแม้งานผมจะเป็นงานทดลอง แต่มักจะกลับมาที่พื้นฐานตลอด ผมจะไม่ค่อยใช้คำว่าต่อยอดเท่าไหร่ อาจจะเป็นคาแรกเตอร์ผมไปแล้วก็ได้ เพราะเวลาต้องทำงานนานๆ ไปผมจะเบื่อ สถาบันเป็นตัวเปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมองศิลปะของเราไปเลยไหม มันทำให้ผมรู้ว่าสกิลหรือความสามารถไม่ใช่คำตอบ วิธีคิดต่างหาก การเขียนรูปเก่งไม่ใช่ประเด็น ไม่ยึดกับคำว่าความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตรกรรมหรือประติมากรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toi-ungkavatanapong/">‘ต้อย-นพไชย’ ศิลปินที่ยังทดลองอยู่ และอาชีพนายแบบใกล้เลข 7 หวังจะเก๋ารันเวย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>แว่นเลนส์กลมเล็กขนาดพอดีลูกกะตา หนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอว ร่างบางเล็กในเสื้อเชิ้ตชมพูอ่อนทิ้งชายรุ่ย ทั้งสีเปรอะเปื้อนแห้งกรังเหมือนเพิ่งเดินออกจากห้องศิลป์มาหมาดๆ เขายังดูหนุ่มแน่นด้วยสไตล์ ขัดกับริ้วรอยที่หลังมือราวกับผ่านมาแล้วร้อยฤดู&nbsp;</p>



<p><strong>“สตูดิโอผมมันเละเทะนะ อาจจะไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่คุณเคยเห็นมา” </strong>ชายตรงหน้าใช้น้ำเสียงนิ่ง ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปสำรวจแหล่งประดิษฐ์ของเขา มองเผินๆ จากภายนอกคงคิดว่าเป็นร้านช่าง ด้วยอุปกรณ์ระเกะระกะบนพื้น ไขควง เศษเหล็ก เลื่อยใบใหญ่ แต่เมื่อขึ้นบันไดไปก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ นี่มันสตูดิโอเด็กศิลป์! ป้ายพยัญชนะถูกแทรกเนื้อในด้วยหลอดนีออน สายพลาสติกระโยงระยางแขวนหน้ากระจกบานเกล็ด ทั้งพู่กัน จานสี กองเสื้อผ้าบนพื้นปูนเปลือย จริงอยู่ ไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่เราเห็นมา&nbsp;</p>



<p><strong></strong>ย้อนกลับไปในปี 1980<strong> ‘ต้อย &#8211; นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ </strong>ยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ในสถาบันซินซินนาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเพราะฝันจะทะยานในเส้นทางดนตรี แต่หลังจากได้เห็นฝีไม้ฝีมือของเด็กต่างประเทศแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองจะไปรอดไหม เขาเบนเข็มใหม่เข้าสู่เส้นทางศิลปะ และนี่คือจุดเริ่มต้นของต้อย ผู้ที่เปลือกนอกเป็นศิลปิน แต่เมื่อเปลือกถูกลอกออกจะเห็นเนื้อในที่เป็นนักทดลองราวนักวิทยาศาสตร์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182899" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สมัยเรียนศิลป์</strong></h2>



<p><strong>สิ่งใหญ่ที่สุดที่ต้อยได้จากการร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันซินซินนาติคืออะไร</strong></p>



<p>ซินซินนาติเป็นสถาบันที่เข้มงวดกับเรื่องพื้นฐาน จะสังเกตได้เลยว่าแม้งานผมจะเป็นงานทดลอง แต่มักจะกลับมาที่พื้นฐานตลอด ผมจะไม่ค่อยใช้คำว่าต่อยอดเท่าไหร่ อาจจะเป็นคาแรกเตอร์ผมไปแล้วก็ได้ เพราะเวลาต้องทำงานนานๆ ไปผมจะเบื่อ</p>



<p><strong>สถาบันเป็นตัวเปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมองศิลปะของเราไปเลยไหม</strong></p>



<p>มันทำให้ผมรู้ว่าสกิลหรือความสามารถไม่ใช่คำตอบ วิธีคิดต่างหาก การเขียนรูปเก่งไม่ใช่ประเด็น ไม่ยึดกับคำว่าความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตรกรรมหรือประติมากรรม</p>



<p><strong>ต้อยเรียนศิลปะไปทำไม</strong></p>



<p>(หัวเราะ) ตอนนั้นอยากเป็นศิลปิน คิดว่าการเป็นศิลปินมันดูชิลล์ ดูคูล การได้เรียนศิลปะคนจะชอบคิดว่ามันอิสระ แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก เราต้องมีวินัย อดทนกับการฝึกฝน แล้วก็ไม่ใช่การฝึกฝนเพื่อสกิล แต่เพื่อหาคำตอบบางอย่างที่เราพยายามค้นคว้า</p>



<p><strong>ทำไมไม่เลือกเรียนศิลปะในไทย</strong></p>



<p>เพราะว่าเอนทรานซ์ไม่ติด (หัวเราะ) ตอนนั้นมหาวิทยาลัยศิลปะมีแค่เพาะช่างกับศิลปากร ปีที่ผมไปเอนทรานซ์น่าจะอยู่ใน ค.ศ.1978</p>



<p><strong>เริ่มผูกพันกับศิลปะเมื่อไหร่</strong></p>



<p>สมัยก่อนชอบดนตรี ตอนแรกที่ไปต่างประเทศก็คิดว่าจะเรียนดนตรี แต่พอไปเจอเด็กที่เรียนดนตรีที่นั่นแล้ว เราน่าจะสู้เขาไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าในสายศิลปะอาจจะพอสู้ได้ ก็เบนเข็มมาอยู่สายศิลปะฝั่งจิตรกรรม การแข่งขันสูงมากจนคิดว่าไปเรียนประติมากรรมดีกว่า หนทางที่จะอยู่รอดตอนนั้นคือพยายามขอทุนในเชิงประติมากรรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182900" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หลังเรียนจบได้เป็นศิลปะคูลๆ อย่างที่หวังไว้ไหม</strong></p>



<p>ยังต้องต่อสู้อีกเยอะ แต่โชคดีที่สังคมตอนนั้นไม่ได้มีการเหยียดผิว การที่ผมเป็นเอเชียคนเดียวในโรงเรียนทำให้ได้รับความสนใจในโรงเรียน และเพราะผมทำงานหนัก ไม่เคยขาดเรียน มีความประพฤติดี ผมไม่ได้เก่งที่สุด แต่เรียนรู้ว่าบางครั้งการทำงานหนัก ไม่ใช่การแสดงความเก่ง แต่แสดงถึงความตั้งใจ อาจารย์มักจะดูคนที่ให้เวลากับงานของตัวเองเสมอ ปีสุดท้ายผมได้ทุนรางวัลในปริญญาตรีเกือบหมดเลย หลังจากเรียนต่อในระดับปริญญาโทก็ได้ทุนเรียนฟรีสำหรับเด็กต่างชาติ&nbsp;</p>



<p>เรียนจบแล้ว ก็ได้งานเป็นผู้ช่วยภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศิลปะพื้นฐาน การเรียนในอเมริกาจะต่างจากประเทศไทยตรงที่เขาให้เด็กจากคณะอะไรก็ได้สามารถเรียนศิลปะได้ อย่างของเราจะเรียนศิลปะต้องไปแค่ศิลปากร หรือสถาบันที่มีวิชาศิลปะ ที่นู่นนะ ถึงจะเรียนหมอ บัญชี วิทยาศาสตร์ แต่เมื่อไรที่รู้สึกว่ามันหนักหัวก็เข้ามาเรียนศิลปะพื้นฐานได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กฎเหล็กของอาจารย์ต้อย</strong></h2>



<p><strong>จุดเริ่มต้นต่อสู้ในการเป็นศิลปินคือหลังจากกลับมาประเทศไทยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ง่ายแล้ว ไปสมัครสอนพิเศษ เป็นอาจารย์ก็ง่าย เพราะผมสอนแตกต่าง ไม่ได้สอนตรงสกิลแต่สอนจากสิ่งที่มองเห็น จะไม่พูดถึงความหมายอะไรให้ฟัง แต่ใช้วิธีวิเคราะห์การทดลอง อย่างนักศึกษาดนตรีก็ต้องรู้ตัวโน้ต ส่วนนักศึกษาศิลปะของผมจะต้องรู้เอเลเมนต์ซึ่งก็คือสิ่งที่มองเห็นได้ หรือวิชวลไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี ขนาด ผิว แสงเงา&nbsp;</p>



<p>วิชวลเป็นเรื่องของเวลานะ เพราะเรามองเวลาไม่เห็น ใช้วิชวลตัดสินไม่ได้ เพียงแต่มันจะมีบางอย่างที่บ่งบอกเรื่องเวลาได้ เช่น ความสมบุกสมบัน ความเหี่ยวย่นของใบหน้า หัวข้อนี้มักจะไม่ได้ถูกสอน&nbsp;</p>



<p><strong>ไม่กลัวเหรอว่าความแตกต่างของเราจะทำให้เป็นอาจารย์ยาก หรือไม่ถูกยอมรับ</strong></p>



<p>ยาก แต่ว่าผมไม่สนไง (ยิ้ม) ผมคิดแค่ว่าอยากจะให้คนอื่นในฐานะความเป็นครู&nbsp;</p>



<p><strong>ดูมีจิตวิญญาณความเป็นครูมากนะ</strong></p>



<p>หลายคนบอกว่าผมดุ (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้ดุหรอก แค่เข้มงวด ต้องมีกฎ มีระเบียบเพื่อความปลอดภัย และยุติธรรมจะได้ไม่มีข้อโต้เถียงหรือคำร้องเรียนจากคนที่ตั้งใจแล้วได้คะแนนต่ำ กับคนที่ไม่ได้ตั้งใจแล้วได้คะแนนสูง การแข่งขันมันต้องเป็นการแข่งขันกับตัวเองเสมอ ผมให้คะแนนจากการพัฒนาของเด็ก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182901" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กฎเหล็กในการเรียนกับอาจารย์ต้อยคืออะไร</strong></p>



<p>ตั้งใจทำงาน ผมให้คะแนนกับการให้เวลาเหมือนสมัยที่ผมเรียน ผมไม่ได้คิดว่างานดีแล้วจะได้คะแนนสูง คุณให้เวลามาเท่าไหร่ คุณก็ควรจะได้รางวัลเท่านั้น นักศึกษาจะไม่ได้สนใจรายละเอียดตรงนี้เท่าไหร่ เพราะคิดว่าตัวเองทำงานหนักเสมอ แต่บางคนไม่ใช่หรอก บางคนสกิลดี เก่งมาก แต่ไม่ค่อยมีวินัย เพราะถ้าเข้มงวดกับตัวเองจริง ป่านนี้ดังระเบิดแล้ว ส่วนใหญ่จะคูล ชิลล์ ไม่ค่อยมีวินัยในตัวเอง ขณะที่เด็กบางคนไม่ได้เก่ง แต่วินัยสูงและตั้งใจ วันนี้พวกเขาอยู่ในเบอร์ต้นๆ อยู่ในระดับศิลปินทุกคน</p>



<p>เราเห็นความทุ่มเทของพวกเขาได้จากจำนวนผลงาน บันทึกระหว่างเรียน บันทึกเป็นสิ่งสำคัญมากในการส่งงาน ผมจะดูตั้งแต่ต้นทางว่าเขาคิดอะไร เก็บอะไรไป มันช่วยแสดงผลของความคิด เขาไม่ได้ติดกับความคิดแรกแต่วิเคราะห์ต่อ พัฒนาจนบันทึกมีสเกตช์ มีทัมบ์เนล (Thumbnails) จากการทดลองจนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด&nbsp;</p>



<p><strong>หากทดลองแล้วผิดพลาดซ้ำไปซ้ำมาจะยังมีคะแนนให้อยู่ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ได้ให้คะแนนจากความสำเร็จ ผมให้กับเวลาที่เขาทำงาน ไม่ได้สนใจด้วยว่าผิดพลาดอะไร แต่เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่ผิดพลาดเลย ไม่อย่างนั้น ก็จะไม่เกิดการพัฒนา อย่างผมเองก็ทดลองแล้วผิดพลาดมาตลอดชีวิต แต่ความผิดพลาดของผมมันกลายเป็นผลลัพธ์อีกรูปแบบหนึ่ง เสื้อที่ใส่อยู่ ผมก็ทดลองตัดแล้วดูว่าวิชวลที่เกิดขึ้นมันได้อะไร เห็นไหม ยังผิดพลาดอยู่เลย แต่ผมได้เจออะไรบางอย่าง และรู้ว่าครั้งหน้าจะไม่ตัดแบบนี้อีก มันเสียเสื้อไปตัวหนึ่งนะ แค่ดีกว่ามานั่งคิดว่าจะรอชิ้นงานสำเร็จรูปมา แล้วปล่อยให้มันทำงานเลย&nbsp;</p>



<p><strong>เชื่อในการทดลองเหรอ</strong></p>



<p>ทดลองเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อ การทดลองไม่ได้มีในสายศิลปะ ขนาดนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ยังต้องทดลองเลย แพทย์ที่ทำการผ่าตัด เขาเสียคนไข้ไปกี่คน นั่นก็เหมือนการทดลอง แต่ท้ายที่สุดจะเจอผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ระหว่างที่เราเห็นผลเสียก็ต้องใช้ความกล้า ต้องท้าทายตัวเอง ไม่อย่างนั้น ก็จะได้งานที่ซ้ำในรูปแบบเดิม หรือเป็นการต่อยอดจากคนอื่นมากกว่า&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182902" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ศิลปินนิรนาม</strong></h2>



<p><strong>อย่าง NUTS Society ที่เป็นกลุ่มศิลปินนิรนามเกิดขึ้นได้เพราะอะไร</strong></p>



<p>ผมสร้างกลุ่มนี้ขึ้นมากับ ‘บอล &#8211; ปิยลักษณ์ เบญจดล’ ในปี 1998 ถ้ากลับไปดูจะเห็นวิชันของ NUTS Society ที่พยายามจะบัญญัติตัวเองว่าจะทำแบบนี้เท่านั้น เป็นศิลปะสำหรับสาธารณะ ชุมชน และออกนอกกรอบ ผมย้ายงานศิลปะออกนอกแกลเลอรี ทั้งภัตตาคาร ห้องเช่า ร้านสัก ร้านขายเสื้อยืด ไม่ได้เข้าไปอยู่ในหอศิลป์ คนทั่วไปไม่ได้เดินเข้าหอศิลป์เหมือนต่างประเทศ เพราะฉะนั้น งานที่อยู่ในหอศิลป์และพยายามจะพูดถึงสังคมในแง่หนึ่ง มันไปไม่ถึงไหนหรอก คนดูงานศิลปะสมัยนั้นยังน้อย ไม่มีสื่อเข้าไปตระเวนบอก&nbsp;</p>



<p><strong>ทำไมถึงตั้งตัวเป็นศิลปินนิรนาม การมีชื่อเสียงไม่สำคัญสำหรับต้อยเหรอ</strong></p>



<p>ไม่สำคัญ แต่มันก็มีผลนะ แต่ผมเลือกเองว่าจะทำงานที่ไม่ใช่งานขายได้ แล้วก็ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก ในตลาดบ้านเราคงน้อยมากที่จะมีคนชอบ คนสะสมงานผมก็น้อย&nbsp;</p>



<p><strong>มีงานชิ้นไหนที่ทดลองแล้วล้มเหลวซ้ำๆ ไหม</strong></p>



<p>ล้มเหลวทุกครั้ง (หัวเราะ) แต่การล้มเหลวทำให้เกิดสิ่งใหม่ซึ่งดีกว่า และงานของผมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&nbsp;</p>



<p><strong>ต้อยได้อะไรให้ตัวเองหลังนิทรรศการแห่งความทรงจำเก่าอย่าง ‘A Million Little odd Things, The Last Promise and One Big Picture’ จบลง</strong></p>



<p><strong></strong>ผมเอาเฟอร์นิเจอร์บางอย่างในบ้านตัวเองไปรองรับงานศิลปะของคนอื่น เรียกว่าเป็นดิสเพลย์จะไม่ได้เป็นงานศิลปะจ๋า ในงานนี้แบ่งออกเป็น 3 ห้อง ห้องหนึ่งเป็นของคนที่ทำงานศิลปะมานานเป็นสิบปี ผมไม่มีงานแบบนั้น ห้องที่ 2 เป็นของ NUTS Society บรรดาศิลปินที่ผมเชิญมาเข้าร่วม ห้องที่ 3 เป็นงานที่ผมทำร่วมกับบอล เป็นการรวบรวมบันทึกวิจัยที่เขาทำเกี่ยวกับ NUTS Society เขาเป็นเหมือนตัวตั้งตัวตีในการเฟ้นหาศิลปิน</p>



<p>อีกงานที่ผมสร้างขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผม ชื่อว่า 578 วัน เป็นงานประติมากรรม ตอนนั้นผมพยายามเปลี่ยนแปลงร่างกายเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าของปิยลักษณ์ ออกไปถ่ายรูปตามที่ต่างๆ ทุกงานที่ผมโพสต์ลงไปเป็นเหมือนการปักหมุดว่าเริ่มทำงานชิ้นนี้แล้ว กลายเป็น Field Outfits Series&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182903" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หลังจากไม่มีบอลอยู่ด้วยแล้ว ทำให้ NUTS Society เปลี่ยนไปไหม</strong></p>



<p>ผมต้องหาผู้ช่วยใหม่ (หัวเราะ) ที่จริงแล้ว NUTS Society ไม่ได้ทำงานกันตลอดเวลาหรอก แต่นิทรรศการในวันนั้นเหมาะแก่การรื้อฟื้นขึ้นมา ความแข็งแกร่งของ NUTS Society คือการรวมตัวคนจากหลายสาขาอาชีพ บอลเขาจะเก่งเรื่องการวิเคราะห์ ตัดสินใจว่ากลุ่มศิลปินนี้จะเป็นไปในรูปแบบไหน ผมจะเก่งเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้มันสำเร็จได้ง่ายขึ้น </p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เกษียณตนเป็นนักเรียน</strong></h2>



<p><strong>ต้อยมีเทคนิคไหนที่ใช้บ่อยๆ กับงานศิลปะ</strong></p>



<p>ส่วนใหญ่จะเป็นนีออน เหมือนในนิทรรศการ ‘แถ’ ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนที่แล้ว&nbsp;</p>



<p><strong>ทำไมต้อง ‘แถ’</strong></p>



<p>เพราะไม่อยากมีคำตอบว่างานของผมพูดอะไร ผมแค่จัดการกับวัตถุแล้วปล่อยให้วัตถุเป็นตัวพูด สื่อสาร แถด้วยตัวมันเองว่าคนดูเห็นอะไร หรือถ้าเขาอยากจะแถต่อก็แถได้ งานผมก็กลับมาอยู่จุดเดิม แม้จะทดลองอย่างไรก็จะกลับมาสู่พื้นฐานเสมอ นั่นคือเรื่องของวิชวล</p>



<p><strong>ในวัย 66 ปี ต้อยมีมาสเตอร์พีซของตัวเองหรือยัง&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>ผมว่าคงต้องถามสาธารณชนมากกว่า ในความเห็นส่วนตัวของผม ศิลปินคงไม่มีอภิสิทธิ์บอกว่านี่คือมาสเตอร์พีซหรอก อย่าง ‘ปิกาโซ’ เขามีผลงานทั้งชีวิตมาเกือบห้าหมื่นชิ้น คุณคิดว่าทั้งหมดนั้นนับเป็นมาสเตอร์พีซไหม มาสเตอร์พีซคืองานที่สาธารณชนจำได้ มีชื่อเสียง คนพูดถึง ถูกวิจารณ์ หรือมีอิทธิพลต่ออะไรสักอย่าง&nbsp;</p>



<p><strong>ตัวเลขอายุเป็นข้อจำกัดในการสร้างงานศิลปะของต้อยไหม</strong></p>



<p>ข้อจำกัดหนึ่งคือพละกำลังไม่มี มันทำให้วินัย และความอดทนลดน้อยลง ขึ้นลงสตูดิโอก็หมดแรงแล้ว เวลาก็น้อยลง (หัวเราะ) มันทำให้เราไม่อยากทำงาน แล้วก็ทำให้ไม่มีโชว์ เพราะไม่เกิดเดดไลน์ว่าต้องแสดงงานแล้วนะ เราเถลไถลไปเรื่อย แม้สิ่งที่ยังพุ่งพล่านคือความคิด แต่ต้องยอมรับว่าข้อจำกัดมีผล</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182904" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แต่ก็ยังแจ๋วพอจะไปเดินเป็นนายแบบใช่ไหม</strong></p>



<p>การเป็นนายแบบถือเป็นโบนัส คงต้องขอบคุณหลายคนในสาขาฝั่งแฟชัน ผมยังดูแลร่างกายอยู่ก็เพราะอยากมีแรงทำงานต่อนะ</p>



<p><strong>ทำมากี่อาชีพแล้ว</strong></p>



<p>ผมเคยเป็นนักดนตรี อย่างที่บอกว่าเคยอยากเรียนดนตรี ก่อนจะผันตัวไปเรียนศิลปะ บ๋อยก็เป็นมาแล้ว เป็นผู้ช่วยดีไซน์เนอร์ ช่วยอาจารย์สร้างบ้าน เปลี่ยนกระเบื้อง ซ่อมบ้าน แล้วก็เขียนแบบเอง เป็นอาจารย์ แต่ถ้าถามถึงตอนนี้เหรอ ผมเกษียณแล้ว (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ต้อยในวัยเกษียณมีอะไรที่ยังทดลองอยู่ไหม</strong></p>



<p>จริงๆ การไปเดินแบบมันดูเหมือนง่ายนะ ภาพนิ่งที่ออกมาของผมมันดูดี แต่ถ้าเห็นผมในภาพเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ด้วยอายุวัยของผม การเคลื่อนไหวมันกำลังไปสู่การถดถอย ผมต้องพัฒนาตัวเองใหม่ตั้งแต่การเดิน การดามคอ เพราะส่วนสูงเริ่มลดลง การโยคะก็ช่วยผมได้ เสื้อผ้าที่ผมทำแล้วสื่อสารออกไปผ่านศิลปะก็คือการทดลองรูปแบบหนึ่งอยู่&nbsp;</p>



<p><strong>ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์ อยากให้เกรดเท่าไหร่แก่นักเรียนที่ชื่อต้อย</strong></p>



<p>ถ้าผมให้ A เด็กคนนี้ งานเขาคงไม่ดีขึ้นหรอก แต่คงไม่ถึงขั้นติด F อาจจะอยู่ที่ B ไม่ก็ B+&nbsp;</p>



<p>น้ำเสียงนุ่มลึกของต้อยยังถูกทิ้งไว้ให้ดังในแก้วหู อย่างกับเรานั่งเรียนโต๊ะชิดอยู่หน้าห้อง แม้เขาจะปวารณาตัวว่าเป็นศิลปินนิรนาม บ๋อย นายแบบ อาจารย์ หรืออะไรก็ตาม แต่บทสนทนาทั้งหมดประมวลออกมาได้เป็น<strong> ‘ต้อย &#8211; นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ </strong>ในวัย 66 ปีที่ช่างช่ำชองวิชาชีวิต 101 เหลือเกิน และสตูดิโอที่เฟอร์นิเจอร์ภายในขึ้นสนิมเกรอะกรังก็ช่างมีเสน่ห์สำหรับผู้ที่ได้ไปเยือนอย่างเรา</p>



<p>หากให้สมมติเป็นศิษย์ที่เลือกอาจารย์ได้ เดาว่าใครหลายคนคงเลือกชายหนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอวแน่</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toi-ungkavatanapong/">‘ต้อย-นพไชย’ ศิลปินที่ยังทดลองอยู่ และอาชีพนายแบบใกล้เลข 7 หวังจะเก๋ารันเวย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
