<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Artist Talk &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/artist-talk/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/experiences/creative/artist-talk/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 15 May 2026 09:05:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>‘ปอร์เช่ ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ โปรเพลเยอร์เวลตันตระเวนเก็บแต้มจากศิลปินสู่นักแสดง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/porsche-sivakorn/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารยา อุตอามาต]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 May 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[NetflixTH]]></category>
		<category><![CDATA[ปอร์เช่ศิวกร]]></category>
		<category><![CDATA[PorscheSivakorn]]></category>
		<category><![CDATA[SVRN]]></category>
		<category><![CDATA[เลือดรักนักฆ่า]]></category>
		<category><![CDATA[MyDearestAssassin]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[artists talk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186842</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศิลปิน นักแสดง อะไรทำนองนั้นไม่ได้อยู่ในคำตอบแบบฟอร์มของเด็กชาย ‘ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ ช่องที่ให้กรอกว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่วันนี้เขากลับยืดตัวแนะนำตัวอย่างมั่นใจว่า “สวัสดีครับ ปอร์เช่ ศิวกร เป็นศิลปินครับ” “สวัสดีค่ะ หล่อมากค่ะ” หลังทักทาย อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเครื่องหน้าของชายหนุ่มชุดหนังสีดำตรงหน้า คาแรกเตอร์ความเท่ฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วห้องอย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ หลังจากได้ยินเขายิ้มรับตอบคำชมด้วยท่ามือพนมเหนือหัว ทำเอาเราไหว้กลับแทบไม่ทัน เบบี๋ T-Pop หน้าอย่างเนี้ยะไม่รัก หน้าอย่างไหนเธอถึงจะรัก โอ๊ยอย่ามัวแต่กั๊ก ราชรัก..มาเกย&#160; หากย้อนไปเมื่อปี 2014 หน้ากระจกคงมีหลายคนแอบซ้อมเต้นเพลง ‘ปาว ปาว (Shout)’ ของวง V.R.P kamikaze อย่างแข็งขันรวมถึงหนุ่มน้อยผมฟ้าปาดเจลใส่หมวกกลับหลังในยุคสมัยนั้นใครเห็นก็ว่าโคตรเท่ เด็กชายคนนั้นนั่งอมยิ้มอยู่ตอนนี้&#160; “โอโห อันนี้ OG ปีลึก” ถ้านับตั้งแต่สมัยช่วงผมฟ้าตอนนี้ปอร์เช่เติบโตมากี่ปีแล้วในวงการ “ถ้าเป็นผลงานเพลง ผมเทรนตั้งแต่ช่วงอายุ 13 &#8211; 14 (ยกนิ้วขึ้นมานับ) ประมาณนั้น ดูเป็นผู้เฒ่ามากครับ” อยู่มานานขนาดนี้เพราะสิ่งนี้นับเป็นความฝันในวัยเด็กเลยไหมนะ “ที่จริงไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาแนวทางนี้ ตอนเป็นเด็กเราก็แนวเด็กผู้ชาย โตมาอยากเป็นนักกีฬา โตมาอยากเป็นนักบินอวกาศ โตมาอยากจะทำอะไรสักอย่างที่มันเกี่ยวกับการใช้กำลัง ตอนเด็กๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/porsche-sivakorn/">‘ปอร์เช่ ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ โปรเพลเยอร์เวลตันตระเวนเก็บแต้มจากศิลปินสู่นักแสดง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ศิลปิน นักแสดง อะไรทำนองนั้นไม่ได้อยู่ในคำตอบแบบฟอร์มของเด็กชาย ‘ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ ช่องที่ให้กรอกว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่วันนี้เขากลับยืดตัวแนะนำตัวอย่างมั่นใจว่า</p>



<p>“สวัสดีครับ ปอร์เช่ ศิวกร เป็นศิลปินครับ”</p>



<p>“สวัสดีค่ะ หล่อมากค่ะ”</p>



<p>หลังทักทาย อดไม่ได้ที่จะกล่าวชมเครื่องหน้าของชายหนุ่มชุดหนังสีดำตรงหน้า คาแรกเตอร์ความเท่ฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วห้องอย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ หลังจากได้ยินเขายิ้มรับตอบคำชมด้วยท่ามือพนมเหนือหัว ทำเอาเราไหว้กลับแทบไม่ทัน</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เบบี๋ T-Pop</strong></h2>


<div class="wp-block-image is-style-default">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186843" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><em>หน้าอย่างเนี้ยะไม่รัก หน้าอย่างไหนเธอถึงจะรัก</em></p>



<p><em>โอ๊ยอย่ามัวแต่กั๊ก ราชรัก..มาเกย</em>&nbsp;</p>



<p>หากย้อนไปเมื่อปี 2014 หน้ากระจกคงมีหลายคนแอบซ้อมเต้นเพลง ‘ปาว ปาว (Shout)’ ของวง V.R.P kamikaze อย่างแข็งขันรวมถึงหนุ่มน้อยผมฟ้าปาดเจลใส่หมวกกลับหลังในยุคสมัยนั้นใครเห็นก็ว่าโคตรเท่ เด็กชายคนนั้นนั่งอมยิ้มอยู่ตอนนี้&nbsp;</p>



<p>“โอโห อันนี้ OG ปีลึก”</p>



<p><strong>ถ้านับตั้งแต่สมัยช่วงผมฟ้าตอนนี้ปอร์เช่เติบโตมากี่ปีแล้วในวงการ</strong></p>



<p>“ถ้าเป็นผลงานเพลง ผมเทรนตั้งแต่ช่วงอายุ 13 &#8211; 14 (ยกนิ้วขึ้นมานับ) ประมาณนั้น ดูเป็นผู้เฒ่ามากครับ”</p>



<p><strong>อยู่มานานขนาดนี้เพราะสิ่งนี้นับเป็นความฝันในวัยเด็กเลยไหมนะ</strong></p>



<p>“ที่จริงไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาแนวทางนี้ ตอนเป็นเด็กเราก็แนวเด็กผู้ชาย โตมาอยากเป็นนักกีฬา โตมาอยากเป็นนักบินอวกาศ โตมาอยากจะทำอะไรสักอย่างที่มันเกี่ยวกับการใช้กำลัง ตอนเด็กๆ เราสายกีฬา แต่ก่อนเป็นทีมฟุตบอลโรงเรียน ก่อนเป็นศิลปินก็เคยแข่งเต้นมาก่อน พวกประกวดเต้น cover”&nbsp;</p>



<p>ชายหนุ่มเริ่มสาธยายถึงสิ่งที่เริ่มสรรค์สร้างความเป็นศิลปินในตัวเขา หลังจากประกวดเต้นก็เริ่มหัดเรียนร้องเพลง ก้าวเท้าเข้าสู่การออดิชั่นจนผ่านเข้ารอบ ระหว่างนั้นก็เริ่มค้นพบตัวตนของตัวเองมากขึ้นหลังจากได้ชิมบทบาทของศิลปิน นักแสดงก็ได้รู้ตัวว่าอะไรที่ชอบหรือไม่ชอบจนกลั่นกรองมาเรื่อยๆ ถึงทุกวันนี้ที่พูดได้เต็มปากว่าตกหลุมรักในอาชีพปัจจุบันเข้าซะแล้ว</p>



<p><strong>คิดว่าเสน่ห์ของตัวเองที่ไม่ว่าจะผ่านไปใครมา ก็มักจะแวะหลงเสน่ห์เป็นประจำคืออะไร</strong></p>



<p>ถามไม่ทันจบปอร์เช่รีบสวนตลบหลังทันทีว่า “ไม่มี จริงๆ ไม่มีนะ”</p>



<p>หากเป็นตอนเด็กๆ เขาคงขำแล้วตอบตามสเต็ปว่าคงเป็นไฝที่คอ แต่พอโตมาเอาเข้าจริงๆ มองไปมองมาก็ยังยืนยันว่าตนนั้นไม่ได้เป็นบุคคลประเภทที่มีเสน่ห์ พอความเงียบเข้าปกคลุมชายหนุ่มก็ยิ่งพยักหน้าเพิ่มความน่าเชื่อถือ หากมีธงขาวในมือคงยกมาโบกไปมาแล้วยืนยันว่านั่นเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามนี้</p>



<p><strong>แต่หากลงมือค้น ‘ปอร์เช่ ศิวกร’ หลักฐานก็กระแทกตาเกือบบอดว่าเขานั้นมีคนชื่นชอบไม่ใช่น้อยเลย</strong></p>



<p>“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอบไม่ได้เพราะว่ามันมีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบก็มี สมมติว่ามีคนชมว่าสีหน้าการแสดงทั้งบนสเตจกับในจอออกมาดี แต่ก็จะมีคนที่บอกว่าไม่ชอบเลย ทำหน้าแบบนี้ทำไม ก็มีเหมือนกัน”</p>



<p>“มันคือความรู้สึกของคนที่ชอบและไม่ชอบ บางทีเราก็ไม่ได้ตรงกับ Beauty Standard ที่เขาชอบ ก็ว่าไม่ได้ เราเลยไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วคนเขาชอบกันไหม ซึ่งก็แล้วแต่การชอบของแต่ละคนเลยว่าคิดยังไงกับผม ไม่ได้อยากไปบังคับเขาหรอก (ขำ)”</p>



<p><strong>น้องปอร์เช่น่ะเหรอ เขาเป็นเด็กดี ชอบช่วยเหลือไม่อยากให้คนอื่นเครียด แล้วตอนนี้ตัวเองเครียดหรือเปล่า</strong></p>



<p>“พื้นฐานที่มองโลกในแง่ดีแบบไม่อยากให้คนอื่นเครียด มันน่าจะเกิดขึ้นจากตัวผมเองที่เป็นคนเครียดและคิดมากอยู่แล้วด้วยแหละ แต่ไม่อยากให้ทุกคนเป็นตาม เพราะมันจะกัดกินสุขภาพจิตใจไปเยอะเลย ทุกคนมีความสุขอย่างนี้ดีแล้วครับ (ยิ้ม)”</p>



<p><strong>มีคติประจำใจมั้ย</strong></p>



<p>“ไม่มีเลยครับ ไม่มีคติอะไรเลย แต่เราจะคิดตลอดว่า ทำดีแล้วหรือยัง เต็มที่แล้วหรือยัง”</p>



<p><strong>งั้นขอถามอีกครั้งว่าสรุป ปอร์เช่ ศิวกร เป็นคนยังไง</strong></p>



<p>“เอ่อ เป็นคำถามที่ตอบยากมากครับ ถ้าให้นิยามตัวเอง ผมคิดว่าผมเป็นคนที่ใช้สื่อศิลปะในการเปิดเผยอารมณ์ตัวเองแล้วกันครับ แต่ถ้าเรื่องคาแรกเตอร์ เท่ น่ารัก ตามที่เขาพูดกันนี่อาจจะยากหน่อยแล้วแต่มุมมอง มันพูดเองไม่ได้ แล้วทุกคนรู้สึกยังไงครับ (ย้อนถาม)”</p>



<p>“แต่ถ้าเอาจากที่คนอื่นพูดกันแล้วอธิบายมาอ่าน ก็อาจจะสรุปได้ว่าเราเป็นคนไนซ์กับเจนเทิล ซึ่งสำหรับผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันจริงหรือเปล่า”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แบบฝึกหัดชีวิต</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186849" style="width:597px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>การแสดงไม่ใช่ทาง นั่นเป็นคำตอบสมัยก่อนของ ‘ปอร์เช่ ศิวกร’ ดังนั้นเราขอชวนมาย้อนถามอีกครั้งในฐานะนักแสดงนำหนังเรื่องล่าสุด ‘เลือดรัก นักฆ่า’ ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร</strong></p>



<p>“คือต้องอธิบายอย่างนี้ก่อนครับ ผมจะเรียกสองทางนี้ว่าศิลปะทางด้านเพลงกับการแสดงแล้วกัน ทั้งสองอย่างคือศิลปะเหมือนกัน แต่ผมจะถนัดทางด้านเพลงมากกว่า ส่วนการแสดงจะไม่ค่อย จะไม่ค่อยยย เข้าถึงลึกขนาดนั้นเพราะว่าศาสตร์มันค่อนข้างต่างกันมาก การที่เราเป็นตัวเองได้เต็มที่กับการที่สร้างคาแรกเตอร์มา แล้วให้คาแรกเตอร์นี้ใช้ร่างกายเราแทน”</p>



<p>“พอเรามีการเป็นตัวเองในการใช้อารมณ์ด้านเพอร์ฟอร์มมากๆ การสลับมาทางด้านการแสดงมันจะพลิกแบบแตกต่างกันเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น สมมติผมเป็นคนชอบอย่างนี้ แต่ว่าตัวละครที่ผมสร้างขึ้นมาเขาไม่ได้ชอบกินแบบที่เรากิน เขาไม่ได้หายใจแบบที่เราหายใจ เขาไม่ได้กระพริบตาจังหวะตรงกับเรา จังหวะพูดก็ไม่ใช่อย่างนี้ มันเลยทำให้พอทำงานควบคู่กันเราต้องมีความแยกประสาทยากนิดนึง”</p>



<p>“เพราะตัวละครเราเป็นแบบนี้ แต่เราไม่ใช่แบบนั้น แต่พอเราขึ้นสเตจเราต้องเป็นตัวเราจริงๆ ผมเลยชอบทางเพอร์ฟอร์มมากกว่า ผมไม่ได้ต่อต้านการแสดง ผมอยากพัฒนาด้านการแสดงด้วย แค่ว่าจะเป็นคนที่เรื่องมาก มากๆ เกี่ยวกับเรื่องบท ถ้าบทไหนคล้ายเดิม คาแรกเตอร์คล้ายกับที่เคยเล่นไปแล้วจะไม่ค่อยสนใจมาก เพราะผมอยากท้าทายตัวเองกับบทบาทใหม่ๆ มากขึ้น”</p>



<p><strong>การพลิกบทบาทไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วอะไรที่สามารถช่วยให้การแสดงเราดีได้ยิ่งขึ้น</strong></p>



<p>“ผมขออธิบายในสิ่งที่โตมาแล้วรู้สึกได้แล้วกัน ผมรู้สึกว่ายิ่งเรารู้จักความรู้สึกตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ เราจะใช้มันเป็นเครื่องมือได้มากกว่าเดิม แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่รู้จักความรู้สึกตัวเองเลยมั้ง เราจะจับไม่ค่อยได้ว่าตัวละครรู้สึกอะไรอยู่ แต่ตอนนี้พอเริ่มเวิร์กช็อปบ่อยขึ้น เริ่มเทรน เราเห็นแล้วว่าตอนเราเล่น ตัวละคร เรารู้สึกแบบไหน แล้วเราจะให้ความรู้สึกตัวละครไปต่อได้ยังไงบ้าง”</p>



<p>หลังจากพยายามคิดตาม คิ้วก็ถูกดึงมาขมวดโดยอัตโนมัติจนชายหนุ่มเสื้อหนังมองหน้าสวมบทอาจารย์ไล่ถามเชิงว่าเข้าใจใช่ไหม</p>



<p>“จะเข้าใจยากนิดนึงนะ มัน abstract ครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้สึกมากๆ”</p>



<p>หลังจากพยักหน้ารับสารอาจารย์เสื้อหนังก็ขอตอบคำถามข้อต่อไป</p>



<p><strong>ศิลปินก็ชัวร์ นักแสดงก็ใช่ อยากรู้ว่าแต่ละบทบาทชอบพาร์ตไหนที่สุด</strong></p>



<p>“พาร์ตศิลปินผมชอบในการที่เราใช้อารมณ์ตัวเองได้เต็มที่ เราเป็นตัวเราได้เต็มที่ในการ explore การถ่ายทอดศิลปะการพูดตัวเอง หรือสกิลตัวเอง ส่วนพาร์ตนักแสดงผมชอบในการที่ผมได้รู้จักตัวละครตัวนี้ที่มาใช้ร่างผม เรารู้สึกสนิทกับเขามาก แต่ว่าสักวันก็ต้องปล่อยเขาไปถ้าเรื่องที่ผมแสดงมันจบลง เสน่ห์ของสองอย่างมันเลยต่างกัน มันคือการที่เราได้รู้จักตัวเองกับการที่เราได้รู้จักตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมา”</p>



<p><strong>มีคนบอกว่าปอร์เช่ไปสุดทุกทาง ทั้งบนเวที ทั้งในหน้าจอ รู้สึกยังไงกับประโยคนี้</strong></p>



<p>“รู้สึกขอบคุณ ขอบคุณที่ appreciate ผมแบบนั้น ผมไม่รู้หรอกว่า เราดีเท่ากับมาตรฐานที่เขาตั้งไว้หรือเปล่า แต่เราก็เต็มที่กับทุกๆ อย่างที่เราทำ เราให้เกียรติคนทำงาน เราให้เกียรติกับหลายอย่างที่มันเกิดขึ้น เราเห็นพี่ช่างไฟ พี่ทำอาหาร พี่คนทำงานเบื้องหลังเขาตั้งใจกันมาก เราไม่สามารถดูถูกความตั้งใจเขาได้โดยการที่เราทำชุ่ยๆ ใส่เขา ดังนั้นผมเลยอยากทำให้มันเต็มที่ในทุกๆ ครั้ง ทุกๆ งานเพื่อทำให้สิ่งที่เราตั้งใจมันจะสื่อสารถึงคนดู”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ลูกศิษย์ยิปมัน</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186848" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>2.14 นาที ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘เลือดรัก นักฆ่า’ ถูกปล่อยอย่างเป็นทางการจาก Netflix ตัวละครที่โผล่มาเตะต่อยจนต้องกดหยุดเพื่อวนดูซ้ำเพราะติดใจลีลาต่อสู้นั้นมีนามว่า ‘เอ็ม’ แห่งบ้าน 89</p>



<p>“หนังแอกชันเรื่องแรกเลยครับ เรื่องแรกแล้วก็หวังว่าอนาคตจะมีอีกครับ ติดใจ”</p>



<p>ชายหนุ่มเสื้อหนังคุมโทนดำยิ้มแนะนำว่าคนในภาพยนตร์นั่นเป็นภาพจริง ถ่ายทำจริง คนที่เห็นก็เป็นคนจริงๆ ที่เขารับบทแสดง</p>



<p><strong>ความรู้สึกแรกหลังจากได้รับบทเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>“ตื่นเต้นครับ ตื่นเต้นอย่างแรก เป็นคำตอบที่ธรรมดามากจริงๆ แต่ผมไม่ค่อยได้รับการแสดงแบบการไปแคสอะไรอย่างนี้ จะมีไปแคสเพราะอยากลอง แต่เรื่องนี้แคสเพราะสนใจจริงๆ มีคนรู้จักผมเขาเป็นแคสติงแล้วเรียกไปให้ลองแคส เราก็ เฮ้ย! เขายังนึกถึงเราอยู่ก็ดีใจ พอลองไปแคสปุ๊บ ยากว่ะ (ขำ) เหนื่อยว่ะ (ขำต่อ) ตื่นเต้น ดีใจ แล้วก็อยากทำให้มันออกมาดีครับ”</p>



<p><strong>สะใจสมกับที่ไปแคสมาไหม</strong></p>



<p>“เหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ เพราะว่ามูฟเมนต์มันต่างกับการเต้นที่เราทำมากกว่า อ่อ ลืมบอก ผมว่าบางอย่างที่ผมกับตัวละครเหมือนกันคือความยืดหยุ่นครับ อันนี้คือสิ่งที่ได้ใช้เยอะมากพวกท่าเตะ ขาหรือแขน หรือพวกการฉีกขา หรือการเคลื่อนไหวที่บางครั้งต้องใช้กับสลิงนี่มันช่วยมาก มันจะมีพวกท่าที่ผมจะต้องไต่กำแพงถ้าเกิดผม flexibility น้อยขาผมจะก้าวไปไม่ได้เลยเพราะว่ามันต้องเป็นมุมองศาพอดีแต่พอเรามี flexibility เราเลยทำได้”</p>



<p>กลับมาตอนเวิร์กช็อป แอกชันปุ๊บ เหนื่อยกว่าที่คิดไว้ ถามว่าสะใจไหม สะใจมากๆ และอยากเล่นต่อ ติดแค่ว่ามันเจ็บตัวครับ ช้ำหมดเลย ช้ำทั้งตัว เพราะมันจะมีท่าทั้งการชกต่อยปกติรวมถึงมีการดึง เหวี่ยง ทุ่ม มันจะมีจังหวะดึงบางอย่างที่ต้องโดนตัวแล้วกระแทกบ้าง มันก็เลยจะมีแผลช้ำเป็นปกติครับ”</p>



<p><strong>บทบาทครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ยังไง</strong></p>



<p>“ตัวละคร <strong>เอ็ม</strong> กับตัวละครที่ผมเคยเล่นมาแล้ว ด้านคาแรกเตอร์หรือ personality ต่างๆ ผมว่ามีความต่าง แต่ยังไม่ฉีกมาก ผมว่าฉีกจริงๆ คือการใช้ร่างกาย มูฟเมนต์ อันนี้คือฉีกจริง เพราะปกติเราไม่ใช่คนที่ต้องฝึกศิลปะการต่อสู้ ที่ต้องคอยมองทุกอย่างว่าเป็นอาวุธได้ตลอดเวลา เราไม่ได้ต้องการการป้องกันตัวตลอดเวลาอะไรขนาดนั้น”</p>



<p>&nbsp;“ตัวละครเอ็มในเรื่อง ถูกเลี้ยงมาโดยนักฆ่า เพราะฉะนั้นจะต้องซ้อมมวยหลายๆ ประเภท มวยผสม มวยนู่นมวยนี่ ต้องฝึกใช้อาวุธ ต้องฝึกมองว่า ณ ห้องนี้ถ้าเกิดผมจะโดนพี่ตากล้องทำร้าย หรือโดนคนสัมภาษณ์ทำร้ายผมจะใช้อะไรได้บ้างเป็นอาวุธ หรือว่าผมจะต้องป้องกันตัวเองยังไง มันเลยค่อนข้างจะแตกต่างมุมมองจากผม”</p>



<p>“สมมติว่าผมตัวจริงนั่งแบบนี้ ผมก็จะนั่งสัมภาษณ์เลยครับว่าผมโดนทำร้ายไม่ทันได้คิดป้องกันตัวหรอก แต่ถ้าเป็นเอ็มเข้ามาในห้องต้องดูแล้วว่าอะไรใช้ป้องกันตัวได้บ้าง หนีทางไหนถึงจะดีที่สุด”</p>



<p><strong>เราชอบหนังประเภทนี้อยู่แล้วด้วยเหรอ</strong></p>



<p>“ผมดูอยู่แล้วครับ ผมชอบพวกหนังแอกชัน แฟนตาซี ชอบพวกต่อสู้ เอาจริงผมชอบดูยิปมัน”</p>



<p><strong>แล้วแอบเลียนแบบท่าตามด้วยไหม</strong></p>



<p>“(ขำ) ไม่ๆๆๆ ที่จริงเคยเรียนมวยหย่งชุนจริงๆ สมัยก่อน”</p>



<p><strong>มวยอะไรนะ</strong></p>



<p>“มวยหย่งชุนครับ ที่ยิปมันใช้”</p>



<p><strong>เขาทำท่าแบบไหนนะ มวยหย่งชุน</strong></p>



<p>“ปกติมวยเวลาต่อยมันจะต่อยอย่างนี้ใช่ไหมครับ (ทำท่าประกอบ) แต่หย่งชุนจริงๆ มันคือมวยที่ใช้ให้แม่ชีป้องกันตัว เพราะฉะนั้นจะเป็นมวยที่ใช้ในที่แคบๆ ได้ การตั้งการ์ดของหย่งชุนจะขึ้นมาเป็นสามเหลี่ยมแบบนี้ เวลาต่อยก็จะต่อยเป็นเส้นตรงสามเหลี่ยม ทุกอย่างจะเป็นสามเหลี่ยมตลอดเวลา ซึ่งจะต่างกับมวยที่เน้นคล่องแคล่วว่องไว ชก ชก ชก ของหย่งชุนจะขยับ ขยับ ขยับแค่นี้ จะไม่ค่อยมีกระโดดไปมา”</p>



<p>ลูกศิษย์ยิปมันออกลวดลายร่ายรำโชว์วิธีการต่อสู้ราวกับตรงนี้มีศัตรูตัวฉกาจคอยเล่นงานเขาอยู่ แต่ลองมาคิดๆ ฉากบู๊ในหนังไม่เห็นวิชายิปมันสอดแทรกอยู่นะจึงถามออกไปว่า</p>



<p><strong>แต่ไม่ได้ใช้?</strong></p>



<p>“ใช่ครับ มันคนละแบบกันเลย…”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186847" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังแอกชันเรื่องแรก ทีเซอร์ 2.14 นาทีก็รู้แล้วว่าเข้มข้น แล้วในมุมนักแสดงกลับบ้านมา ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง</strong></p>



<p>“อย่างแรกเลยคือสมัครเทรนฟิตเนสครับ คุยกับพี่เขียนบท ผู้กำกับว่าอยากให้หุ่นมันเป็นประมาณไหน แล้วเราก็มาดูว่าในระยะเวลาที่เราทำได้ทันประมาณไหนครับ เพราะเรามีเวลาเตรียมตัวร่างกายประมาณ 1 เดือน ซึ่งสำหรับการปั้นหุ่นผมรู้สึกว่าน้อยมาก”</p>



<p>“สิ่งที่เตรียมตัวคือเล่น ฮิต (HIIT) ครับ มันคือการ High-Intensity Interval Training การที่หัวใจเราจะอยู่โซน 3 โซน 4 ตลอดเวลาในระยะเวลา 1 ชั่วโมง เวลาพักจะน้อยมาก สมมติว่าเราตั้งโปรแกรมว่าเราจะวิ่ง 1 กิโล เอ้ย! ไม่ถึงนี่หว่า มันมี 1 กิโลนะครับ แต่เราเริ่มต้น 300 &#8211; 400 เมตรสลับกับยกเวต สลับกับโรลที่มันเป็นเครื่องดึง สลับกับพูลอัป สลับกับสกี สลับกันอย่างนี้ทั้งหมด 7 &#8211; 8 อย่าง ทำทั้งหมด 3 เซต ต้องทำเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าบางทีเราเกิดฟิตมาก เราก็เสร็จภาย 40 &#8211; 50 นาทีได้ เล่นไปแบบนี้เรื่อยๆ จนหัวใจเราแข็งแรงมากขึ้น การฝึกอย่างนี้มันช่วยให้หัวใจเราฟื้นตัวเร็วครับ”</p>



<p>อาจารย์คลาสการแสดงเมื่อแรกเริ่มบทสนทนาลอกคราบออกมากลายเป็นเทรนเนอร์เต็มตัวแล้วตอนนี้ หากไม่ติดว่าพื้นที่ที่เราสัมภาษณ์ถูกเซตฉากไว้ ดาราหนุ่มคงได้ลงไปนอนกลิ้งสาธิตวิธีปั้นหุ่นเป็นแน่</p>



<p>“เวลาเราเล่นฉากแอกชันมันไม่ได้เล่นแล้วเสร็จทันที แต่มีเปลี่ยนมุมกล้องด้วย เพราะฉะนั้นมันต้องหายเหนื่อยเร็วเพื่อที่จะต่อสู้ต่อได้ไว โดยที่ไม่พัก อารมณ์ของตัวละครต้องต่อเนื่องเราจำเป็นต้องฝึกร่างกายนี้ไว้ก่อน และเป็นการบิลด์ให้ร่างกายของตัวละคร ตัวใหญ่ขึ้นตามที่ควรจะเป็นด้วย”</p>



<p>ปอร์เช่ยืดตัวให้เห็นภาพพร้อมยกตัวอย่างว่า หากเทียบกับตอนนั้นเขาตัวใหญ่มากๆ พอต้องเจอแรงปะทะเยอะๆ มันต้องใช้ร่างกายเป็นตัวซับแรงแล้วก็ช่วยเซฟร่างกายด้วยในฐานะนักแสดง แต่ตอนนี้ปรับหุ่นให้ลดลงมาบ้างแล้วเพราะหากไม่ปรับหุ่นกลับคืน คงมีคนปวดคอก่อนนั่งคุยจบแน่นอน</p>



<p><strong>แล้วซีนอารมณ์ล่ะ ยากไหม หรือระดับเราแล้วแค่นี้สบายบรื๋อ</strong></p>



<p>“ศูนย์ครับ (พูดเสียงดัง) บอกไว้ก่อนว่าผมเป็นคนที่ไม่รู้จักอารมณ์ตัวเอง ไม่ใช่อารมณ์ตัวเองสิ ต้องบอกว่าเป็นอารมณ์ของตัวละครแล้วกัน จากที่เคยแสดงมา เหมือนเป็นจุดกังวลของผมที่คิดกับตัวเองว่า ถ้าเรากลับมาแสดงเราจะทำได้ป่าววะ รู้สึกเราอ่อนเรื่องนี้มาก แต่พอเราโตขึ้นเราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วสิ่งนั้นทำให้ผมรู้จักตัวละครมากขึ้นเหมือนกัน”</p>



<p><strong>หมายถึงการเติบโตหรอ</strong></p>



<p>“ใช่ ผมว่าการเติบโตนี่แหละ น่าจะรู้จักตัวเองมากขึ้นมั้ง พอเราได้ลองค้นหาความรู้สึก อารมณ์ตัวเองมันเลยทำให้เรารู้จักอารมณ์ตัวละครได้เหมือนกัน ทำให้เข้าถึงตัวละครได้มากขึ้น”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186846" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกอย่างไรในมุมมองของปอร์เช่ ศิวกร</strong></p>



<p>“โอออ หนังเรื่องนี้รู้สึกเหมือนกินอาหารที่มี Before taste แล้วก็มี Aftertaste ครับ หมายความว่าพอเราเห็น เรารู้สึกอย่างหนึ่ง แต่พอเราเริ่มเสพ เรารู้สึกอีกอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นเราก็จะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง มันมีหลายอารมณ์อยู่ในหนังเรื่องนี้ที่ผมรู้สึกนะ”</p>



<p><strong>มีอุปสรรคอะไรที่ท้าทายจนถึงขั้นกลับไปนอนเครียดที่บ้านไหม</strong></p>



<p>“ผู้กำกับ คนเขียนบท และนักแสดงรุ่นใหญ่ครับ รู้สึกยากมากเพราะทุกคนเก่งกันหมดเลย เล่นกับพี่ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) พี่ใบเฟิร์น (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) พี่คุ้ย (ทวีวัฒน์ วันทา) กำกับ พี่เจี๊ยบ (วรรธนา วีรยวรรธน) เขียนบท แล้วก็เจอ พี่ชาย (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) แล้วก็ไม่รู้ว่าดวงเป็นไรเวลาเล่นจะเจอนักแสดงรุ่นใหญ่ตลอด แล้วเราก็จะกดดันตลอด เพราะเรารู้ว่าเขามีศักยภาพอะไรบ้าง มีสกิลอะไรบ้าง เราต้องพัฒนาตัวเองยังไงบ้างให้สิ่งที่ทุกคนตั้งใจทำไม่ดร็อป ก็เลยกดดันว่าเราจะทำได้ดีไหม เราจะทำงานเขาเสียหรือเปล่า ถ้าเราเข้าไปเราจะทำให้มีสีสันอะไรที่มันดีขึ้นได้บ้าง”</p>



<p><strong>แต่มันไม่ถึงขั้นคิดมากจนยอมแพ้ใช่ไหม</strong></p>



<p>“ไม่ๆๆๆ ไม่ยอมแพ้ ผมจะยอมแพ้ยากถ้าเรายังไม่เคยลอง ถ้าลองยังไม่สุดก็ยังไม่ยอมแพ้ ต้องลองสุดไปก่อน แต่สุดของผมก็อาจจะมีสุด สุดแล้ว สุดอีก แต่ปกติเราจะไม่ค่อยยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ ครับ! ”</p>



<p><strong>มีช่วงไหนไหมที่ตัวละครในเรื่องมันรีเลตกับเรา</strong></p>



<p>“ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ เพราะแบ็กกราวนด์ตัวละครก็ไม่เหมือนกัน ฉากอารมณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น เหตการณ์ที่ตัวละครเจอไม่รีเลตกับผมเลย เราเลยจะไม่ได้รีเลตกันขนาดนั้น แต่ว่าเรารู้จักตัวละครเลยทำมันออกมาได้ในระดับหนึ่ง”</p>



<p><strong>ไม่เหมือนกันเลย แปลว่าต้องทำความรู้จักกันมาก</strong></p>



<p>“ใช่ๆ บางอย่างมันไม่ได้ถูกเล่าในหนัง เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างแบ็กกราวนด์ของตัวละครเอง บรรยากาศการโตมาเป็นยังไง มีเพื่อนไหม ชอบกินอะไร หายใจยังไง โดดเดี่ยวรู้สึกยังไง ตอนคลอดถูกรับมาเลี้ยงรู้สึกยังไง เราต้องเริ่มทำแบ็กกราวนด์ตัวละครให้แน่นก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าจุดประสงค์ของการพูดของตัวละคร การปฏิบัติตัวของตัวละครว่ามันทำเพราะอะไร”</p>



<p><strong>คิดว่าบทบาทของตัวเองมีส่วนสำคัญอะไรต่อเรื่องนี้</strong>&nbsp;</p>



<p>“อื้มมม เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากครับ ตอบยังไงให้ไม่สปอยล์ดี (ขำ) ผมว่าตัวละครนี้เป็นตัวละครที่เป็นเหมือนกาวแล้วกัน เป็นกาวที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับเพื่อน เป็นตัวละครที่มอบ energy ที่ดีให้กับความสัมพันธ์และสมการของบ้าน 89 หลังนี้ครับ”</p>



<p><strong>บทแอกชันได้ลองแล้วตอนนี้อยากลองบทอะไรต่อ</strong></p>



<p>“ฆาตกรครับ” อืม เหมาะจริงกับรอยยิ้มที่ฉีกให้ชม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>โปรเพลเยอร์เวลตัน</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186845" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>การที่เราเป็นทั้งศิลปินและนักแสดงบาลานซ์ชีวิตยังไง ยุ่งขนาดไหน</strong></p>



<p>“ไม่ยุ่งหรอกครับ เพราะผมไม่ค่อยรับงานแสดง ผมทำเพลงเป็นหลักมากกว่า ถ้าทำควบคู่กันต้องบาลานซ์ให้ดีสำหรับตัวผมมันยากตรงที่ว่าถ้าเราทำเพลงแล้ว อยากให้ลุคเป็นอย่างนี้ แต่บทบาทตัวละครต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง มันค่อนข้างจะตีกัน เราไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะไม่งั้นภาพตัวละครกับภาพศิลปินเราทรงจะคล้ายๆ กัน”</p>



<p>“แต่ผมไม่ค่อยยุ่งหรอกอย่างที่บอกผมเรื่องมากเรื่องบทครับ ถ้าเจอบทที่ใช่ก็จะรับ”</p>



<p><strong>นิสัยเรื่องมากที่พูดถึง เป็นเฉพาะเรื่องบทหรือในชีวิตจริงด้วย</strong></p>



<p>“ (ขำ) เรื่องมากในชีวิตจริงด้วย อย่างที่บอกว่าผมเรื่องมากกับบท เพราะอยากพัฒนาด้านการแสดง เราอยากได้บทที่ต่างจากที่เราเคยเล่น สมมุติเรื่องหน้ามีบทที่ติดต่อเข้ามาคล้ายๆ เอ็ม จะเริ่มชั่งใจ แล้วก็จะไม่ได้กระโจนเข้าไปแบบครั้งแรก”</p>



<p><strong>แปลว่าชอบลองอะไรใหม่ๆ อะไรที่ท้าทายตื่นเต้น</strong></p>



<p>“ใช่ๆ ด้วยความที่เราอยากทำความรู้จักกับตัวละครด้วยแหละ เหมือนเราได้รู้จักกับคนและมุมมองใหม่ๆ แต่ความชอบลองอะไรใหม่ๆ ก็เป็นแค่เรื่องงาน กับเรื่องที่สนใจ เรามองว่าศิลปะการแสดงมัน abstract มันไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวัน มันจะมีศาสตร์ไหนวะที่เราสร้างตัวละครขึ้นมา แล้วให้ตัวละครมาใช้ร่างกายเรา ในสมองเรารู้แหละว่าเนี่ยตัวละคร เราคิดและรู้สึกอยู่แต่ก็มีอีกซีกที่รู้ว่า อ๋อ เห็นว่าตัวละครกำลังคิดอยู่ แล้วตัวละครกำลังใช้ร่างกายเราที่แสดงอยู่”</p>



<p><strong>คิดว่าหมุดหมายชีวิตในตอนนี้คืออะไร</strong></p>



<p>“น่าจะคล้ายๆ กับตอนที่พูดไปว่าไม่รู้ว่าคติคืออะไร น่าจะเป็นคำที่บอกว่าทำทุกวันให้ดีที่สุดเพราะเราไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้อีกกี่วัน”</p>



<p><strong>แล้วในการทำงานล่ะ เป้าหมายคืออะไร มีชัยชนะที่เราอยากจะไปคว้ามันมาไหม</strong></p>



<p>“ไม่มีหรอก ผมอยากชนะตัวเองมากกว่า อยากให้อนาคตที่เกิดขึ้นภายภาคหน้ามองย้อนกลับมาแล้วภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่อยากให้มองกลับมาแล้ว เอ้ย! เสียดายว่ะงานนี้น่าจะอย่างนี้ดีกว่า เลยอยากให้มันเต็มที่ทุกอย่างเพื่ออนาคตตัวเองที่มองกลับมาแล้วดีแล้วไม่เสียดาย”</p>



<p><strong>แล้วตอนนี้มองกลับไปแล้วยิ้มได้ไหม</strong></p>



<p>“โมโหมากกว่าครับ มองกลับไปและอยากไปแก้หลายอย่างเลย แต่เราก็มองว่ามันเป็นช่วงเวลาหลายอย่างที่ผ่านมา บางอันที่เราไม่ชอบที่เราคิดว่าทำแบบนี้ไปทำไมวะ แต่อย่างน้อยมันก็เป็น journey ที่ทำให้เรารู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบจนมาถึงเราในวันนี้”</p>



<p><strong>เคยทำมาหลายอย่างมาก มีอะไรที่อยากลองทำต่อหลังจากนี้ไหม</strong></p>



<p>“หลังจากนี้เหรอครับ ลองสลับกันสัมภาษณ์ไหมเดี๋ยวผมสัมภาษณ์บ้างตอนนี้เลย หรือไม่ก็สลับกับพี่ตากล้องก็ได้เดี๋ยวผมถ่ายให้ครับ”</p>



<p>หลังขำกันยกใหญ่ขอย้อนกลับไปเมื่อกี้ที่พูดว่าตั้งใจทำทุกอย่าง อยากให้อนาคตมองกลับไปแล้วไม่เสียดาย แล้ว ถ้าถามอีกทีมีอะไรที่อยากกลับไปแก้ไขในชีวิตไหม</p>



<p>“ทุกอย่างเลยครับ (ขำ) ย้อนแย้งไหมๆ อธิบายง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่า ผมมองว่าผมเกิดการผิดหวังมาเยอะมากหลังๆ เลยอยากให้ทำทุกวันให้มันเต็มที่ไม่อยากผิดหวังหรือเสียดายกับบางอย่างที่ไม่ได้ทำลงไป ถ้ามองแยกเป็นเรื่องน่าจะดีปเกินไป งั้นเรามาพูดรวมๆ กันดีกว่า ผมแค่ไม่อยากเสียดายหรือเสียใจบางอย่างที่เราเคยพลาดไป”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186844" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>10 กว่าปีที่ผ่านมานี้คิดว่าความตั้งใจของตัวเองคุ้มค่าหรือยัง</strong></p>



<p>“เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากครับ คิดว่าความพยายามของผมมันคุ้มค่าหรือยัง (นิ่งคิด) เอาเป็นว่าคุ้มค่าหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่าทำให้ผม ณ เวลานี้ ณ ตอนนี้ ณ ตอนที่สัมภาษณ์อยู่แฮปปี้ได้ก็ถือว่าโอเคครับ”</p>



<p><strong>ในปีที่ผ่าน 27 จะก้าวเข้า 28 มีอะไรที่เราค้นพบไหม</strong></p>



<p>“ถ้าในวัย 27 ที่ค้นพบด้านความคิด ความหวังคือสิ่งที่อันตรายการมองโลกในแง่ดีบางอย่างคือสิ่งที่อันตราย กับสุขภาพจิตเรามาก ถ้าเกิดผลลัพธ์มันไม่ได้ออกมาอย่างที่เราคาดหวังมันไว้ มันคือสิ่งที่สามารถทำให้เราดิ่งได้เลย”</p>



<p><strong>ได้ข่าวเป็นคนติดเกมมาตั้งแต่เด็ก ถ้าให้เทียบชีวิตตอนนี้คิดว่าถึงเลเวลไหนแล้ว</strong></p>



<p>“มันตันกี่เลเวลครับ”</p>



<p><strong>เอาเป็นว่าใกล้เจอบอสยัง</strong></p>



<p>“อาจจะใกล้แล้วแต่ยังไม่ใช่ลาสบอสครับ :)”</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>“เมื่อกี้ดาราเหรอ เขาหล่อนะ หน้าใสกริ๊งเลย”</strong></p>



<p>สงสัยปอร์เช่ ศิวกรจะหอบความหล่อเหลากลับไม่หมดคุณรปภ. เลยเผลอลื่นตกหลุมรักไปอีกคนซะแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/porsche-sivakorn/">‘ปอร์เช่ ศิวกร อดุลสุทธิกุล’ โปรเพลเยอร์เวลตันตระเวนเก็บแต้มจากศิลปินสู่นักแสดง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภูเขาลูกใหม่ของ พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ตผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hui-design-director/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<category><![CDATA[พลหุยประเสริฐ]]></category>
		<category><![CDATA[TheShowcaseFestivalbyPolHuiprasert]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186529</guid>

					<description><![CDATA[<p>“Big Ass เปิดตัวโคตรใหญ่เลยครับ” “(หัวเราะ) เขาจะทำคอนเสิร์ตไง” พี่พล หรือเฮียพล ไม่ว่าสรรพนามไหน เขาคือคนที่ศิลปินมักเอ่ยคำขอบคุณตอนจบคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ ซึ่งนั่นก็เพียงพอจะบ่งบอกถึงความสำคัญของเขาได้เป็นอย่างดี หลายคนนิยามเขาว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ แต่ขอโทษ&#8230;นั่นเป็นคำยกยอที่เขาเกลียดนักเกลียดหนา แม้จะปฏิเสธคอเป็นเอ็นแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝีมือในการปรุงคอนเสิร์ตของเขาได้รับการยอมรับจากคนในวงการเพลงไทย ศิลปินดังในยุคนี้ต่างยกหูกริ๊งขอให้เขาช่วยคิดและออกแบบคอนเสิร์ตมาแล้วทั้งนั้น พล หุยประเสริฐ คือ Design Director จาก H.U.I. ผู้อยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตศิลปินไทยมากว่า 20 ปี เขารังสรรค์คอนเสิร์ตให้ศิลปินคนไหนมาบ้าง คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงในการค้นหา ให้นึกชื่อศิลปินดังขึ้นมาเร็วๆ สักหนึ่งชื่อ เขาก็อาจจะเคยทำคอนเสิร์ตให้ ด้วยศักดิ์และศรีขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 4 ปีก่อน เขามีความคิดจะวางมือจากการทำคอนเสิร์ต ไม่ถึงกับเลิกทำแล้วไปนอนเกาพุงอยู่บ้าน เพียงแต่อยากลดจำนวนงานลง จากปีละ 50 งาน อยากลดเหลือแค่ปีละ 5 งาน “ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง&#8230;ห่วยว่ะ มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ แต่จนตอนนี้ วินาทีนี้ เขาก็ยังไม่วางมือจาก H.U.I. เร็วๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hui-design-director/">ภูเขาลูกใหม่ของ พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ตผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“Big Ass เปิดตัวโคตรใหญ่เลยครับ”</p>



<p>“(หัวเราะ) เขาจะทำคอนเสิร์ตไง”</p>



<p>พี่พล หรือเฮียพล ไม่ว่าสรรพนามไหน เขาคือคนที่ศิลปินมักเอ่ยคำขอบคุณตอนจบคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ ซึ่งนั่นก็เพียงพอจะบ่งบอกถึงความสำคัญของเขาได้เป็นอย่างดี หลายคนนิยามเขาว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ</p>



<p>แต่ขอโทษ&#8230;นั่นเป็นคำยกยอที่เขาเกลียดนักเกลียดหนา แม้จะปฏิเสธคอเป็นเอ็นแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝีมือในการปรุงคอนเสิร์ตของเขาได้รับการยอมรับจากคนในวงการเพลงไทย ศิลปินดังในยุคนี้ต่างยกหูกริ๊งขอให้เขาช่วยคิดและออกแบบคอนเสิร์ตมาแล้วทั้งนั้น</p>



<p><strong>พล หุยประเสริฐ</strong> คือ Design Director จาก H.U.I. ผู้อยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตศิลปินไทยมากว่า 20 ปี เขารังสรรค์คอนเสิร์ตให้ศิลปินคนไหนมาบ้าง คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงในการค้นหา ให้นึกชื่อศิลปินดังขึ้นมาเร็วๆ สักหนึ่งชื่อ เขาก็อาจจะเคยทำคอนเสิร์ตให้</p>



<p>ด้วยศักดิ์และศรีขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 4 ปีก่อน เขามีความคิดจะวางมือจากการทำคอนเสิร์ต ไม่ถึงกับเลิกทำแล้วไปนอนเกาพุงอยู่บ้าน เพียงแต่อยากลดจำนวนงานลง จากปีละ 50 งาน อยากลดเหลือแค่ปีละ 5 งาน</p>



<p>“ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง&#8230;ห่วยว่ะ<em> </em>มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ</p>



<p>แต่จนตอนนี้ วินาทีนี้ เขาก็ยังไม่วางมือจาก H.U.I.</p>



<p>เร็วๆ นี้เขากำลังจะมีคอนเสิร์ตของตัวเอง The Showcase Festival by Pol Huiprasert คอนเสิร์ตที่เขาและทีมหุยผันตัวมาเป็นผู้จัด ออกแบบเอง ร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างค่ายเพลง What The Duck ปักหมุดวันที่ 25 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี</p>



<p>นี่คือคอนเสิร์ตที่เขานิยามว่าเป็นภูเขาลูกใหม่ที่ยังไม่เคยปีนมาก่อน บนนั้นมีอะไรรอเขาอยู่บ้าง ยังไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่เรารู้ 20 กว่าปีบนเส้นทางการออกแบบคอนเสิร์ต เขาได้บทเรียนไม่น้อย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เสี้ยนเอง อยากเอง ก็ต้องทำเอง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อิมแพ็คว่างพอดี อะ ลุย</strong></h2>



<p>“ผมว่าเขาต้องมีมุขใหม่ แน่ๆ เลย พี่พลอะ”</p>



<p>“ต้องออกมาดีอยู่แล้ว อยากให้เขาออกมาแสดงตัวในคอนเสิร์ตด้วย”</p>



<p>นั่นคือสิ่งที่ JEFF SATUR และ BOWKYLION อยากเห็นใน The Showcase Festival By Pol Huiprasert คอนเสิร์ตรวม 6 ศิลปินที่หุยผันตัวเองมาเป็นผู้จัด ศิลปินอีก 4 คนคือ VIOLETTE WAUTIER, NONT TANONT, 4EVE และ THE TOYS</p>



<p>อย่างที่บอก คอนเสิร์ตนี้ถือเป็นภูเขาลูกใหม่ที่ H.U.I. ยังไม่เคยสำรวจมาก่อน ให้มองอย่างนี้ ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 H.U.I. เป็นแค่บริษัทรับจ้างทำฉาก ออกแบบเสตจ แสง สี เสียง ทำสคริปต์ และทำงานบนเงินคนอื่น</p>



<p>หรือพูดให้ชัดขึ้นคือนักออกแบบคอนเสิร์ตไม่ใช่เจ้าของเงิน ดังนั้นต่อให้มีไอเดียล้ำๆ หรืออยากเซ็ตฉากยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน ถ้าศิลปินหรือผู้จัดขอให้ตัดพาร์ตใดพาร์ตหนึ่งทิ้ง นักออกแบบคอนเสิร์ตก็ต้องจำใจตัดทิ้ง</p>



<p>แต่นักออกแบบคอนเสิร์ตอย่างพลไม่ใช่คนยอมอะไรง่ายๆ</p>



<p>“สมมติเราอยากได้แบบนี้แต่ผู้จัดบอกว่าไม่เอา เขาอยากได้กำไร 40% ผมก็ได้แต่ทำใจ ถ้าอยากใส่อะไรเพิ่มเข้าไป ผมต้องออกเงินเอง หลายครั้งมันเลยเข้าเนื้อ เพราะนั่นคือความอยากของเรา ไม่ใช่ความอยากของคนจ่ายเงิน”</p>



<p>อยากเองก็ต้องทำเอง ออกเงินเอง คล้ายโชคชะตา สภาพการณ์เอื้อให้เขาต้องทำเดี๋ยวนี้ โอกาสมาแล้ว&nbsp;</p>



<p>“เรื่องของเรื่องคือผมจองที่อิมแพ็ค อารีน่าไว้ให้วงๆ หนึ่ง แล้วเกิดความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ไม่ได้จัด แต่จองฮอลล์ไปแล้วเอาไงดี อิมแพ็คฯ ไม่ได้จองง่ายๆ ด้วย มันต้องลุยแล้วล่ะ ครั้งนี้ไม่ใช่ศิลปินเป็นคนอยาก ไม่ใช่ผู้จัดอยาก เราเสือกอยากเอง เราก็ต้องจ่าย”</p>



<p>การผันตัวมาเป็นผู้จัดครั้งแรกของหุย ใครก็ต้องมุงเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่คนยังเดาไม่ออกคือ หุยจะมาไม้ไหน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186537" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>6 ชั่วโมงกับ 6 ศิลปิน จะออกแบบโชว์ยังไงให้คนไม่เบื่อ</strong></p>



<p>ตอนนี้เรากำลังคิดรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้โชว์มันมีไดนามิก ที่สามารถดึงดูดผู้ชมในฮอลล์ ให้เขาสนุกและชมมันได้แบบไม่ละสายตา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพูดคุยกับหลายๆ ฝ่ายอยู่ ว่ามันจะเป็นไปได้มากแค่ไหน ถึงงานนี้มันจะเป็น Showcase ของเราแต่ผมก็ให้ความสำคัญกับศิลปินเช่นกัน</p>



<p><strong>พอขายว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ไอเดียมาจากนักออกแบบคอนเสิร์ตเพียวๆ มันคือการโชว์ฝีมือคนเบื้องหลังแบบเต็มที่เลยใช่ไหม</strong></p>



<p>ใช่ คือเราต้องเข้าใจว่าคอนเสิร์ตๆ หนึ่ง ไม่ได้เกิดจากศิลปินคนเดียว มันมีทั้งมิวสิกไดเรกเตอร์ คอริโอกราฟ และอีกมากมายที่ช่วยกันทำจนสำเร็จ ผมอยากดึงคนเหล่านั้นมาทำในโปรเจกต์นี้ด้วยกัน ศิลปินไม่ต้องทำอะไรเยอะมาก</p>



<p>คนเบื้องหลังที่ผมชวนมาทำด้วยกัน เราแยกกันรับผิดชอบเลยนะ สมมติกลุ่มนี้ดูแลพาร์ตของทอย กลุ่มนี้ทำให้โบกี้ กลุ่มนี้ทำให้เจฟ แยกกันไปเลย เพื่อให้เกิดสีสันใหม่ๆ ในการทำโชว์ แต่ไอเดียมาจากหุย 100%</p>



<p><strong>พอเป็นงานตัวเอง 100% ฟีดแบ็กน่าจะมาถึงตรงๆ เตรียมรับมือยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ก็กลัวนะ ผมเป็นคนกลัวเรื่องพวกนี้ รับไม่ค่อยได้อะ (หัวเราะ) ผมก็รู้สึกแพนิก เป็นเหตุผลที่ออกฟรอนต์บ่อยไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าไม่กล้ารับ เราเข้าใจเลยเวลาศิลปินโดนด่า</p>



<p>ก็ต้องทำใจครับ หุยมันต้องโตขึ้น ผมทำได้แค่รอดูว่าการทดลองทำสิ่งใหม่ของหุยจะเป็นยังไง คงไม่ตายหรอกมั้ง เอาแค่ตอนนี้ก็เหมือนโดนด่านิดนึงแล้ว <em>จะขายบัตรอยู่แล้ว รูปแบบเป็นยังไงยังไม่เคาะเลย</em> อ๋อ ใช่ครับ ยังไม่ได้เคาะจริงๆ เพราะเราอยากทำให้ได้มากกว่าที่เขาอยากได้<br><br><strong>ผู้ชมควรคาดหวังอะไรไว้ก่อนไหม</strong></p>



<p>เขาก็ควรคาดหวังนะ เพราะมันเป็นมุมมองใหม่ของการทำโชว์ในบ้านเรา ตอนประกาศว่าจะทำคอนเสิร์ตนี้ คนโทรหาผมคนแรกๆ คือพี่บอย (โกสิยพงษ์) <em>เฮ้ย พล กูอยากช่วยอันนี้ว่ะ</em> ผมบอก <em>งานพี่ผมยังไม่เสร็จเลย ยังไม่ได้ส่งงานเลย</em> พี่บอยบอก <em>ไม่ๆ อยากช่วยอันนี้ เพราะรู้สึกมันเจ๋งดีว่ะ</em> เขาใช้คำนี้นะ <em>สมัยกูก็ขายคอนเสิร์ตโดยการเป็นนักเขียนเพลงไง เดี๋ยวนี้นักเขียนเพลงหลายคนก็เอาเพลงของตัวเองมาทำคอนเสิร์ต นี่ครั้งแรกปะที่คนทำโชว์มาทำคอนเสิร์ต</em></p>



<p>แปลว่ามันน่าสนใจ ผมเข้าใจคนดูนะว่าเขาก็ต้องคาดหวัง แต่ผมกดดัน (หัวเราะ) ถ้าเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวผมปล่อยเต็มแม็กซ์อยู่แล้ว แต่พอเป็นรวมศิลปิน การเอาสเกลระดับคอนเสิร์ตเดี่ยวมาใส่ พูดตรงๆ คือเป็นไปไม่ได้ สมมติเอาค่าโปรดักชัน 20 ล้านมาใส่ในคอนเสิร์ตรวม 6 ศิลปิน มันเป็นร้อยล้านแน่</p>



<p>ความยากคือทำยังไงให้ออกมาพอดีที่สุดและยังต้องเป็นโชว์ที่เจ๋งอยู่ มันเลยต้องคิดเยอะขึ้นและซับซ้อนขึ้น แต่อย่างน้อยที่สุด ตัวผมเองรู้สึกท้าทายและตื่นเต้น ผมจะพยายามทำอะไรที่น่าสนใจในงานนี้ให้ได้</p>



<p><strong>ปลายทางอยากให้คนดูได้รับประสบการณ์แบบไหนกลับไป</strong></p>



<p>จริงๆ ไม่ได้คิดว่าอยากให้คนดูได้อะไร แต่มันมีโจทย์หนึ่งคือว่าเราอยากทำคอนเสิร์ตที่เราอยากเห็น ดังนั้นคนดูอาจจะได้เห็นสิ่งที่เราอยากเห็นกลับไป มันมีหลายอย่างมากที่เราคิดจะทำ คงต้องรอดูกันวันจริง บางมุกที่เราใส่ไปคือคนดูต้องเล่นกับศิลปินตลอดเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะล้นหรือเปล่า หรือเขาแค่อยากฟังเพลงเฉยๆ</p>



<p>อย่างที่บอก งานนี้มันคือการทดลองสิ่งใหม่ๆ ของหุย และเป็นงานโชว์เคสคนเบื้องหลัง ไม่อยากให้คนดูคาดหวังว่ามันต้องมีโปรดักชันอลังการ เพียงแต่ทุกอย่างของโชว์มันถูกดีไซน์มาแล้วอย่างตั้งใจ</p>



<p><strong>ข้ามช็อตไปถึงผลตอบรับ ถ้าคนดูชอบกระแสดี มีแผนจะทำต่อไหม</strong></p>



<p>ถ้าไปรอดก็จะมีอีก และอาจเป็นดีไซน์เนอร์คนอื่นมาทำ บ้านเรามีคนในวงการที่น่าเชิดชูอยู่ตั้งเยอะ อาจเป็นคนที่เคยทำงานแข่งกับผมก็ได้ ไม่เป็นไรมาทำด้วยกัน ผมอยากเห็นงานเขากับศิลปิน ผมอยากเห็นว่าโชว์มันจะเปลี่ยนไปยังไง น่าสนใจยังไง ผมอยากให้งานนี้มันมีทุกปีด้วยซ้ำ ผมอาจจะเป็นคนเริ่มทำสัก 2 ปี ปีต่อไปก็เป็นคนอื่นมาทำ ผมอยากเห็น<br><br><strong>มันน่าจะเป็นหมุดหมายที่ดีในวงการ</strong></p>



<p>ใช่ โดยเฉพาะกับคนเบื้องหลังทั้งหมด คนดูจะได้เห็นว่า เฮ้ย งานศิลปะที่อยู่ในมือคนทำงานมันมีคาแรกเตอร์นะ ความคิดและการทำงานของคนเบื้องหลังมันมีผลต่อโชว์ที่เขาดู</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ใครๆ ก็บอกว่าไทยแลนด์คือแดนคอนเสิร์ต</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แต่ขอโทษ&#8230;ที่ถูกคือ กรุงเทพฯ</strong></h2>



<p>“มันเบื่ออะ เบื่อมาก อยากลดจำนวนงานลง”</p>



<p>“ปีหนึ่ง หุยต้องทำคอนเสิร์ตประมาณ 50 งาน ทำกันไม่ไหวหรอก”&nbsp;</p>



<p>ในหนึ่งปีปฏิทิน เมืองไทยมีคอนเสิร์ตเฉลี่ย 521 งาน บริษัทหุยรับไปทำ 50 กว่างาน แปลว่าหนึ่งเดือน เขาและทีมงานต้องทำคอนเสิร์ต 4 งานเป็นอย่างน้อย บางคอนเสิร์ตมันเริ่มซ้ำ เขาแอ่นอกยอมรับอย่างลูกผู้ชาย</p>



<p> “ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง&#8230;ห่วยว่ะ<em> </em>มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ</p>



<p>ในเบื้องต้น เขาอยากลดจำนวนให้เหลือสัก 5 งานต่อปี อยากจะค่อยๆ ลด แต่ว่าก็กลัวไม่มีเงิน เขาจึงแตกบริษัทแล้วให้บริษัทลูกทำงาน มองพ้นไปจากความมั่นคงในอาชีพ มันน่าสนใจตรงที่ว่า จำนวนงานที่หุยรับทำต่อปี มองลึกลงไป คล้ายเป็นกระจกสะท้อนว่าบ้านเรานิยมคอนเสิร์ตกันมากทีเดียว</p>



<p>แต่ในอีก 1 &#8211; 2 ปี คอนเสิร์ตจะลดปริมาณลงกว่าที่เป็นอยู่ เขาคะเนว่าอย่างนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>ตอนนี้คุณทำอะไรในบริษัทหุยบ้าง</strong></p>



<p>ยังเป็น Design Director แล้วก็ทำทุกอย่างในบริษัท ตอนนี้หุยมันปรับเปลี่ยนแตกแยกย่อยไปมีบริษัทลูก แต่ผมก็ยังดูภาพรวมทั้งหมดและกำลังหาก้าวต่อไปของหุยอยู่ ผมคิดว่าบริษัทหนึ่งไม่ควรจะอยู่ที่เดิมนาน มันควรโตไปเรื่อยๆ</p>



<p><strong>50 กว่างานนี่เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งหมดเลยไหม ทำกันไหวเหรอ</strong></p>



<p>มันจะมีทั้งงานสเกลเล็กสเกลใหญ่ปนๆ ซึ่งไม่มีผลอะไรด้วยนะ งานเล็กงานใหญ่เหนื่อยเท่ากัน ลูกค้าที่เข้ามามีไม่กี่เจ้า เจ้าหนึ่งเขามีงานให้เราช่วยคิดช่วยทำเยอะ 2 งานใหญ่ 3 งานเล็ก มันก็จำนวนมหาศาล ทำกันไม่ไหวหรอก</p>



<p><strong>แค่ของหุยปีหนึ่งก็ล่อไปครึ่งร้อย คอนเสิร์ตบ้านเราบูมแค่ไหน ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ อยากชวนวิเคราะห์</strong></p>



<p>ผมอยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปี มันจะเห็นลูปแบบนี้บ่อย ที่ช่วงหนึ่งคอนเสิร์ตมันจะเยอะมากเลย คือนักธุรกิจเขาคิดว่าคอนเสิร์ตทำง่าย แค่จ้างศิลปินมา จ้างคนมาทำ จบ ได้กำไร ในความเป็นจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น</p>



<p>อย่างปีที่แล้ว หลายๆ ศิลปินก็ขายบัตรหมดเกลี้ยง คนจะเห็นแค่ยอดภูเขา โอ้โห รวยจังเลย แม้แต่บิวกิ้นก็ตาม อย่างที่ผมบอก ตลาดคอนเสิร์ตกำลังอยู่ในจุดที่อิ่มตัวมากๆ โปรดักต์ใกล้จะหมดแล้ว ถ้าย้อนก่อนหน้านี้สัก 2 ปี มันเป็นยุคของ T-POP ขาย ขาย ขาย มีคอนเสิร์ตเยอะมาก</p>



<p>ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นเวฟที่ 3 หรือ 4 ที่คอนเสิร์ตบูมมากๆ ซึ่งผมตีว่าเป็น Covid Effect หมดเลย ตั้งแต่ตอนนั้นยังไม่หยุดเลย ผมคิดว่ามันอาจจะอิ่มตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ยัง คิดว่าใน 1 &#8211; 2 ปีนี้ คอนเสิร์จจะลดลงแน่นอน</p>



<p>สมมติเราเห็น 500 คอนเสิร์ต มัน Success จริงๆ ผมว่าไม่ถึง 20% ที่เหลือเท่าทุนบ้าง เจ๊งบ้าง คนทั่วไปจะเห็นแค่ตรงที่มัน Success เห็นยอดภูเขาว่า เฮ้ย! เดี๋ยววงนั้นก็จะ Sold Out แน่เลย</p>



<p>เทรนด์มันจะวนไปหารูที่ไม่ได้มีบ่อยๆ นั่นคือคอนเสิร์ตรียูเนียน อันนี้มาแน่ Bakery Music เปิดหัวมาก่อน เดี๋ยวมี FLURE ตามมา และเดี๋ยวบิ๊กแอส (Big Ass) ก็จะมา คนจะกลับไปคิดถึงอะไรแบบนั้น แล้วก็ตลาดที่มันโตขึ้นเรื่อยๆ คือตลาด Gen Y เพราะคอนเสิร์ตมันถูกขายในทุกรูแล้ว นี่น่าจะเป็นช่วงฟุ้งเฟ้อช่วงท้ายๆ&nbsp;</p>



<p><strong>ในแง่คุณภาพ คิดว่าระหว่างคอนเสิร์ตไทยกับเกาหลีแตกต่างกันยังไง</strong></p>



<p>คุณภาพของงานต่างประเทศทั้งหมด ต่างจากงานไทยโดยสิ้นเชิง เพราะโครงสร้างธุรกิจคนละแบบ โครงสร้างคอนเสิร์ตต่างประเทศคือทัวร์คอนเสิร์ต เขาทำหนึ่งครั้งแล้วทัวร์ทั่วโลก ซ้อมแล้วซ้อมอีก เขามีการเตรียมการ จริงๆ ถ้าไปดูทัวร์ของศิลปินต่างประเทศ ทัวร์แรกๆ ของเขาก็ยังมีความขลุกขลัก</p>



<p>ผมดูทัวร์วันแรกๆ ของ Madonna ก็ขลุกขลักนะ พอมาเจอคน เจอของจริงมันต้องปรับเปลี่ยน สักเมืองที่ 6 &#8211; 7 ถึงเริ่มนิ่ง ขณะที่ของไทย ซ้อมกันมา เล่นได้อาทิตย์เดียว กำลังจะปรับปรุงให้ดีเลย รื้อแล้ว มาตรฐานมันจึงค่อนข้างแตกต่างกันอยู่ประมาณหนึ่งเลย</p>



<p><strong>เท่าที่เห็น มีศิลปินบ้านเราทำทัวร์เหมือนกัน แต่ก็ทำได้แค่จังหวัดใหญ่ๆ</strong></p>



<p>ผมพยายามทำนะ ทุกจังหวัดไม่สามารถทำคอนเสิร์ตในคุณภาพเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะแต่ละจังหวัดไม่ได้เท่ากัน</p>



<p>ระบบคอนเสิร์ตไทยจะเปลี่ยนได้ ควรทำให้ได้อย่างเกาหลี แปลว่าอย่างน้อยต้องทำทัวร์ให้ได้สัก 7 &#8211; 8 จังหวัด แล้วควบคุมคุณภาพงานให้ใกล้เคียงกันให้ได้ ถ้าทำได้คุณภาพงานจะดีขึ้น วิธีการทำงานจะดีขึ้น มันต้องทำให้ได้ถึงจะเทียบเท่าสากล<br><br><strong>ถ้าแต่ละจังหวัดไม่ได้ความพร้อมมากเท่ากรุงเทพฯ คิดว่าควรทำยังไงคอนเสิร์ตถึงกระจายไปต่างจังหวัดได้มากกว่านี้</strong></p>



<p>ยากเลย วันนั้นก็เพิ่งจบทัวร์ Purpeech มา แล้วก็นั่งคิดตลอดเลยนะว่าจะทำยังไงให้ได้ เพราะว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจของประเทศด้วยหรือเปล่า คิดว่านะ บ้านเรามันถูกศูนย์รวมมากๆ การเดินทางก็ง่าย</p>



<p>สมมติเราทำคอนเสิร์ตศิลปินสักคน แล้วบอกว่าจะจัด 5 จังหวัด แต่เราจัดที่กรุงเทพฯ ก่อน ถามว่าคนที่อยู่เชียงใหม่จะบินมาดูไหม ผมว่าอาจจะบินมาดูตั้งแต่วันแรกนะ ก็แปลว่าการไปหาเขาก็ไม่ได้ตอบโจทย์อะไร เพราะเขายอมบินมา</p>



<p>งั้นถามใหม่ ถ้าจัดที่เชียงใหม่ที่แรก คนกรุงเทพฯ จะบินไปดูไหม อันนี้ไม่แน่ เราไม่รู้ ตอนนี้มันต้องคลำหาสูตร คือฝั่งคนดูเขาก็อยากมากรุงเทพฯ กัน อยากมาดูที่อิมแพ็คฯ อาจเป็นเพราะว่าแต่ละจังหวัด มันไม่สามารถทำสเกลเท่าอิมแพ็คฯ ได้</p>



<p>ถ้าเรามีอิมแพ็คฯ ที่เชียงใหม่ก็อาจจะไม่แน่ หรือมีอิมแพ็คฯ ที่ภูเก็ต ที่ขอนแก่น ก็อาจจะทำทัวร์ได้มากขึ้น แล้วเราต้องอย่าลืมว่าวงการเพลงบ้านเรามันไม่ปกติ คือวงการเพลงไทยมันดันมีผับบาร์ด้วย ถ้าเปรียบกับเกาหลี ตอนเขาไปทัวร์ต่างประเทศ ก็เหมือนศิลปินบ้านเราไปเล่นตามผับบาร์ เขาอยู่ได้ด้วยสิ่งนั้น มันเลยทำให้ไม่สามารถทำทัวร์ได้ มันขี่กันอยู่ สมมติอาทิตย์หน้า Purpeech ไปเล่นที่ผับในเชียงใหม่ คนดูก็ อ้าว งั้นกูดูผับสิ</p>



<p><strong>มันนำมาสู่เรื่องต่อมาคือ ค่าบัตรคอนเสิร์ต ต้องยอมรับว่าราคาค่อนข้างสูง แต่แปลกที่คนยังยอมจ่าย คุณว่าบัตรคอนเสิร์ตบ้านเราแพงไปไหม</strong></p>



<p>ผมเกิดมาในยุคที่บัตรราคา 3,000 นี่คือแพงเหี้ยๆ ตอนทำราคาบัตร 3,000 เฮ้ย เอาจริงเหรอ มันแพงมากนะ 2,500 คือเฉลี่ย ตอนนี้มันพุ่งไปถึง 8,000 ถึง 9,000 มันเป็นเรื่อง Demand และ Supply ตราบใดที่เขาตั้งราคากันขนาดนั้นแล้วดันมีคนซื้อ เขาก็ขายราคานั้นแหละ</p>



<p>ศิลปินคือโปรดักต์แห่งความรัก เรารักมากก็ย่อมจ่ายมาก ราคามันเลยพุ่งไปแบบไม่มีจุดสิ้นสุด พอมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ราคาบัตรขึ้น คนอื่นในตลาดก็รู้สึกว่า <em>เอ้ย&#8230;หรือราคาบัตรเราต่ำไปเปล่าวะ </em>มันก็ดีดขึ้นมาจนแพง</p>



<p>ผมเห็นด้วยว่ามันแพง แพงมากๆ ผมบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้องไปดู ถ้าอยากเจอศิลปินแล้วลำบากชีวิต ไม่ต้องไป อย่ารักศิลปินมากกว่าตัวเอง ศิลปินก็คนธรรมดาเหมือนเรานั่นแหละ รักเท่าที่รักไหว ถ้าบัตรมันแพงมากไม่ต้องไปดู เดี๋ยวราคามันก็ลงเอง ขายไม่ออกเดี๋ยวมันลงเอง<br><br><strong>ศิลปินบางคนก็เล่นตามผับบาร์ เราเจอเขาได้ พอทำคอนเสิร์ตจึงต้องถมเงินไปที่โปรดักชันให้มีความพิเศษขึ้นมา ในแง่นี้ถือว่ามีผลทำให้ราคาบัตรแพงไหม</strong></p>



<p>ก็มีผลนะ พอเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ มันจะกลายเป็นเรื่องของคำว่าพิเศษ มันจะไม่ใช่ว่าเราไปเพื่อพบปะศิลปิน เปรียบเทียบกับต่างประเทศ สมมติเราอยากจะดู BABYMONSTER ต้องไปเจอที่คอนเสิร์ตเท่านั้น แปลว่าการไปคอนเสิร์ตคือการไปเจอศิลปินล้วนๆ</p>



<p>ของไทยมันต่างตรงที่ว่าเราสามารถเจอศิลปินได้ในหลายโอกาส ไปเฟสติวัลก็เจอ ไปผับก็เจอ พอเป็นคอนเสิร์ต มันเลยต้องใส่เงินเข้าไปในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งมันก็ส่งผลต่อราคาบัตรแน่นอน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186538" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สูตรปรุงคอนเสิร์ตให้คนดู ‘รู้สึก’</strong></h2>



<p>พลบอกกับเราว่าคอนเสิร์ตแตกต่างจากผับตรงที่ คอนเสิร์ตคือวาระพิเศษ หมายความว่าการไปคอนเสิร์ตไม่ใช่แค่ไปนั่งฟังศิลปินร้องเพลง แต่เป็นการเปิดทุกประสาทสัมผัส เพื่อรับประสบการณ์ที่ถูกดีไซน์มาแล้ว</p>



<p>ลองสังเกตบางช่วงทำไมคนดูพร้อมใจกันกรี๊ดดดด อะ เดี๋ยวมีซีนซึ้งน้ำตาไหล โอ๊ะ อ้าปากค้างเหวอรับประทานเมื่อเห็นศิลปินที่รักโหนสลิงร้องเพลงมันๆ ลงมาอย่างกับทาร์ซานในหุบเขาลึก</p>



<p>“นั่นเป็นเหตุผลว่าตอนเราทำคอนเสิร์ตมันเลยต้องเยอะกว่าปกติ ถ้ามีคนถามว่าไม่ต้องมีโปรดักชันก็ได้ไหม แค่อยากไปดูศิลปินเฉยๆ อ้าว คุณก็ไปดูตามผับสิ เห็นศิลปินใกล้กว่าอีกนะ แทบจะเอื้อมมือถึงเลย”<br><br>“มันกลายเป็นเรื่องปกติของคอนเสิร์ตไทยแล้วมั้ง ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากทำอย่างนั้นหรอก แต่มันก็ด้วยปัจจัยของประเทศเราเป็นแบบนี้ ศิลปินบ้านเราเข้าถึงง่ายเกินไป”</p>



<p>คล้ายผู้กำกับหนังรักน้ำเน่า นักออกแบบคอนเสิร์ตสามารถออกแบบโชว์ให้คนดูน้ำตาไหลเมื่อไหร่ก็ได้ หรือวินาทีไหนอยากให้คนดูขนลุกยิ่งง่ายใหญ่ สิ่งที่นักออกแบบคอนเสิร์ตและผู้กำกับหนังรักทำเหมือนกันคือออกแบบบรรยากาศ</p>



<p>สูตรปรุงคอนเสิร์ตมีมากมายเกินกว่าจะกล่าวกันหมด และบ่อยครั้งการเรียนรู้จากเคสที่เวิร์ก อาจไม่มีประโยชน์เท่าการเรียนรู้จากเคสที่ไม่เวิร์ก</p>



<p>ความลับที่เราไม่เคยรู้คือ H.U.I. ก็มีแผลเหมือนกัน</p>



<p><strong>เวลาขายงาน คุณสู้เพื่อไอเดียตัวเองแค่ไหน ถ้าเห็นไม่ตรงกับลูกค้า ยอมหรือไม่ยอม</strong></p>



<p>ติดแดก (หัวเราะ) ติดไหมวะ ผมมีชื่อเสียงด้านนี้เหรอเนี่ย ไม่นะ ขอนึกก่อน สมมติเขามาจ้างเราทำ ผมก็แล้วแต่เขานะ แต่โอเค ในใจบางทีมันมีว่าเราชอบแบบนี้แล้วเขาไม่เอา แต่ส่วนใหญ่คนที่มาหาเราเขาก็อยากได้ไอเดียจากเราอยู่แล้ว</p>



<p>ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือตอนถูกตัดงบ ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบให้โดดเด็ดชิ้นงาน สมมติเวทีมีอยู่ 3 ก้อนใหญ่ๆ เขาบอกขอเอาออกชิ้นหนึ่งได้ไหมจะได้ประหยัดกว่า ผมบอกว่าเดี๋ยวคิดใหม่ให้พอดีกับเงินที่มีดีกว่า</p>



<p>ในแง่การทำงาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ โอเคก็จะมีความงอแงนิดหน่อย บ่นๆ ไปเรื่อยเปื่อย พอทำงานมาถึงจุดหนึ่งผมพยายามมาเป็นผู้จัดเองบ้าง จนเข้าใจแล้วว่าบางอย่างมันต้องใช้เงิน ที่ผ่านมา เราใช้เงินคนอื่น พอใช้เงินตัวเองเราเข้าใจแล้วว่าความอยากของมึงควรสมดุลกับสิ่งที่มีอยู่ด้วย อะไรควรอยู่ตรงไหน มีหรือไม่มี มันต้องคิดภายใต้กรอบที่จำกัดให้ได้</p>



<p><strong>มันยากไหมกับการต้องคิดเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อก้าวข้ามสิ่งที่เคยทำไว้</strong></p>



<p>เหนื่อยมากกว่า คือคนจะเข้าใจว่าคอนเสิร์ตควรสร้างเซอร์ไพรส์ จริงๆ แล้วคอนเสิร์ตไม่ควรมีเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา เพราะมันจะไม่เซอร์ไพรส์ ในหนึ่งคอนเสิร์ต ผมจะหาสิ่งที่น่าสนใจประมาณ 3 &#8211; 4 ซีน แค่ไม่กี่ซีนก็ยากมากแล้ว เพราะมันต้องซ้ำไม่ได้ในทุกคอนเสิร์ต</p>



<p>แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันใช้ซ้ำได้ ผมก็ใช้ซ้ำบ่อย เพราะคนดูในแต่ละคอนเสิร์ตเป็นคนละ Target ถึงพูดแบบนั้น แต่ตัวผมเองจะมีปัญหาเวลาต้องทำอะไรซ้ำๆ เราจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามันมีคนเห็นว่ากูทำซ้ำ อาจจะเป็นทีมงานก็ได้ โห มุกนี้อีกแล้ว ผมเลยต้องหาของใหม่ตลอดเวลา แล้วก็กดดันตัวเอง</p>



<p>ดังนั้นในการทำคอนเสิร์ตของผมเป็นการทดลองเยอะมาก เพราะเราต้องข้ามเส้นที่เราเคยอยู่ และไอ้หลังเส้นนั้นเราไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีด้วยนะ เพราะถ้าเราทำถึงเส้นมันคือมาตรฐาน ทำแล้วรอดชัวร์ แต่กูไม่ยอม กูจะข้ามไปให้ได้</p>



<p><strong>ที่บอกว่าทดลองคือทดลองกับคอนเสิร์ตจริงเลย</strong></p>



<p>ใช่ เราจะรู้ผลตอบรับว่ามันสำเร็จหรือไม่สำเร็จต่อเมื่ออยู่ในคอนเสิร์ตนั้นเลย ดังนั้นก็ทดลองไป และเราไม่สามารถเดินไปบอกศิลปินว่า <em>เฮ้ยแม่งเวิร์กชัวร์ </em>เพราะในใจลึกๆ มึงไม่รู้หรอก มันต้องไปรู้พร้อมกันวันนั้นแหละ อะเวิร์กว่ะ แต่บางทีก็ไม่เวิร์ก</p>



<p>คอนเสิร์ตที่ผมทำ ถ้ามีหลายรอบเมื่อไหร่มันจะดีขึ้นทุกรอบ เพราะลองอันนี้แล้วแม่งไม่เวิร์ก พรุ่งนี้ผมเปลี่ยนเลย ถ้ายังไม่เวิร์กกูเปลี่ยนอีก บางอย่างเราคิดว่าทำได้ดี ปรากฏวันจริงห่วยแตก</p>



<p>สมมติเปิด VTR จังหวะนี้แหละคนดูต้องกรี๊ด เอ้า กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด แต่กูว่ากูทำให้มันดังได้กว่านี้ว่ะ เอาใหม่ลองสลับ อ้าว ห่วยกว่าเดิม กลับๆ ไปใช้แบบเก่า มันเป็นแบบนี้หลายครั้ง</p>



<p><strong>ตอนอุตริทดลองเปลี่ยนนู่นนี่ในคอนเสิร์ต คุณต้องปรึกษาศิลปินก่อนไหม หรือไม่เกี่ยวกับเขาเลย</strong></p>



<p>เกี่ยวเป็นบางอัน มีครั้งหนึ่งผมเคยตีกับพี่บอย (โกสิยพงษ์) เรื่องเลือกเพลงให้ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) ตอนนั้นแกทำคอนเสิร์ตอัลบัม Simplified ผมให้เขาเลือก 2 ไอเดีย หนึ่งคือตูนเดินใส่สูทออกมาหล่อๆ ร้องเพลงเหมือนเคย หรือให้ตูนร้องเพลง Live and Learn <em>ในวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน</em></p>



<p>ผมเถียงกับพี่บอยอยู่นานมากว่าอันไหนจะได้ ก็เลยบอกเขาว่า <em>เอางี้พี่ เราลองกันคนละวัน </em>สองวันไม่เหมือนกัน ไปถามตูนยอมไหม ตูนยอมอีก ก็เลยได้ลองว่าอันไหนดีกว่ากัน อันไหนคนกรี๊ดกว่ากัน</p>



<p>คิดว่าเพลงไหนคนกรี๊ดกว่ากัน</p>



<p><strong>อาจจะเป็น ‘เหมือนเคย’ หรือเปล่า</strong></p>



<p>เดินร้องเพลงออกมาหล่อๆ ใช่ไหม ไม่&#8230;วันที่ได้คือตูนเดินร้อง <em>ในวันที่ชีวิต </em>คนดูแม่งยืนขึ้นแบบ เฮ้ย อะไรวะเนี่ย ตอนแรกผมก็แทงเพลงเหมือนเคยเหมือนกัน มันคอนทราสต์ คนกรี๊ดแน่นอน ไม่ว่ะ พี่บอยเลือกอันหลัง เขาบอกว่าไอเดียหลังเหมาะกับตูน</p>



<p><strong>แกก็แม่น</strong></p>



<p>แกแม่น มันมีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ถ้าคอนเสิร์ตมีหลายรอบ ผมจะลองปรับ ศิลปินไม่ชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง เราก็จะเปลี่ยนหรือทดลองในส่วนของเรา แสง สี พร็อป คอมโพสต์การยืน พวกนี้เราควบคุมได้ แต่ทุกอันก็ต้องไปเจอกันที่คอนเสิร์ตอยู่ดี ถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี</p>



<p><strong>คอนเสิร์ตดีหรือไม่ดี ประเมินยังไง</strong></p>



<p>บางอันก็ง่ายมากนะ เสียงกรี๊ดก็เห็นเลย อันนี้ไม่กรี๊ดว่ะ คือคอนเสิร์ตมันง่ายตรงที่ว่าคนพร้อมจะ Expose ความรู้สึก และเดี๋ยวนี้ X มันเร็วมาก ซีนนี้จบปุ๊ปผมไถแล้วนะ อ๋อ อันนี้ได้ คนดูเขาตอบสนองกันเดี๋ยวนั้นเลย</p>



<p>เวลาอยู่ในโชว์ผมจะเดินลงไปหาคนดูบ่อยมาก อยากไปดูว่าเขารู้สึกอะไรกัน มันน่าเบื่อไหม เสียงคนดูร้องดังไหม ซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ สมัยก่อนถ้าเราไปคอนเสิร์ตศิลปิน คนดูร้องกันเสียงโคตรดัง คอนเสิร์ตรุ่นใหม่ๆ จะร้องเบา ร้องดังเดี๋ยวคนข้างๆ ด่า เพราะเขาถ่ายกันอยู่</p>



<p><strong>แปลว่าโปรดักชันต้องเหนือชั้นถึงจะเอาคนอยู่ ซึ่งมันก็ตรงกับที่คนมักพูดถึงงานคุณว่าโปรดักชันอลังการ</strong></p>



<p>คนเบื้องหลังมันชอบพาดพิงถึงผมกัน เฮ้ย งานนี้พี่พลทำแน่นอน พี่พลแม่งบ้าโปรดักชัน ผมต้องคอยบอกทุกคนว่าเวลาโปรโมตอย่าเน้นคำว่าอลังการได้ไหม คอนเสิร์ตผมไม่ได้อลังการ เวลาคิดงานผมไม่เคยคิดบนโปรดักชันเลย แค่เผอิญว่าอาวุธที่ผมมีมันคือโปรดักชัน</p>



<p>ผู้กำกับคนอื่นอาจจะแค่ทำสคริปต์ บล็อกกิ้ง อะไรก็ว่าไป แต่ของผมดันมีเวทีอยู่ด้วย แปลว่าถ้าผมอยากให้ศิลปินหายตัว ผมก็แค่เขียนลงไปว่าอยากให้ศิลปินหายตัวตรงนี้ มันทำได้เลย หรือบางทีศิลปินเขาอยากจะบิน มันเลยกลายเป็นว่างานผมมีโปรดักชันเวอร์ๆ เต็มไปหมด คนเลยเข้าใจว่าผมทำแต่โปรดักชัน</p>



<p>จริงๆ แล้วผมทำคอนเสิร์ตเหมือนละครเวที คือถ้าไม่มีสคริปต์ผมทำคอนเสิร์ตไม่ได้เลย ผมแทบจะวาดเวทีไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมก็เลยต้องเข้าไปร่วมทำสคริปต์ด้วย มันต้องมีคอนเซปต์ก่อน คอนเซปต์มาจากเพลง คอนเซปต์ไม่ได้มาจากเวที</p>



<p>ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เรานึกอยากจะสร้างโบสถ์ให้โบกี้ มันเกิดจากการคุยกับโบกี้ว่าคอนเสิร์ตนี้เราจะสื่อสารเรื่องอะไร โบกี้บอกว่า <em>หนูอยากให้คนเข้ามาในลัทธิของ BOWKYLION </em>โอเค ซื้อ โบกี้คือพระเจ้าของอาณาจักรนี้</p>



<p>พอได้คอนเซปต์มาแล้วถึงเริ่มเรียงเพลง เป็นบทกวี บทกลอน เพื่อเล่าถึงลัทธิของเขา จากนั้นค่อยคิดว่าจะทำเวทีแบบไหน เราคิดถึงโบสถ์ ถ้ามีคอนเซปต์ชัดเจน เวทีสามารถพลิกแพลงเป็นอะไรก็ได้ เพื่อไปซัปพอร์ตคอนเซปต์ที่ศิลปินอยากทำ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อย่าแค่อยาก ลุ่มหลงให้มากเดี๋ยวงานมันดีเอง</strong></h2>



<p>คล้ายเป็นวัตถุดิบชั้นดี ยุคนี้ สมัยนี้ คนเบื้องหลังคอนเสิร์ตทำอะไรกันบ้าง ควานหาได้ไม่ยาก พูดให้ชัดเจนคืออาชีพนี้เข้าถึงคนมากขึ้น หาใช่ลึกลับถึงขั้นไม่รู้ประตูทางเข้า หุยเองก็โพสต์คลิปลงช่องทางออนไลน์อยู่บ่อยๆ</p>



<p>จุดน่าสังเกตคือ คนเกือบครึ่งเข้ามาระบายความตื้นตันหลังจากไปดูคอนเสิร์ตมาแล้ว อีกครึ่งกล่าวทำนองว่าอยากทำงานด้านนี้ ต้องเรียนอะไร จะเริ่มต้นยังไงดี ฝึกงานที่ไหน ฯลฯ&nbsp;</p>



<p>ใครๆ ก็อยากย่างกรายเข้ามาเหยียบแผ่นดินวงการคอนเสิร์ต เขาเห็นด้วยในข้อสรุปนี้</p>



<p>“ผมบอกกับน้องๆ เสมอว่าอย่าทำอะไรบนความอยากได้ไหม ทำอะไรที่มึงเก่ง แล้วเดี๋ยวมึงจะอยากเอง”</p>



<p>อย่าคิดไปทำนองว่าเขางัดคำขู่มาข่ม เป็นคำเตือนด้วยความหวังดีมากกว่า ซึ่งเราถือว่าเป็นความรัก ถ้าไม่รักคงปริปากเตือนกัน โดยธรรมชาติงานคอนเสิร์ต ค่อนไปทางเหนื่อยมากกว่าสบายอยู่แล้ว ถ้าแค่อยาก แต่ยังไม่ถึงขั้นเอาตาย จากความสุขอาจลงเอยด้วยความทุกข์</p>



<p>คำเตือนที่ว่าเขานำไปพูดให้นักศึกษาทุกครั้งที่มีโอกาส นอกจากออกแบบคอนเสิร์ตแบบฟูลไทม์ งานพาร์ตไทม์ที่เขาอยากทำให้ถี่กว่านี้คือสอนหนังสือ ที่ผ่านมาเขาถูกเชิญไปสอนในมหา’ลัยอยู่บ้างในฐานะอาจารย์พิเศษ เขาเลือกทำงานสอนด้วยเหตุผลว่าอยากสร้างคนเข้ามาทำงานในวงการเยอะๆ</p>



<p>“ตอนนี้ถือว่าน้อยมาก ควรจะมีคนอย่างผมมากกว่านี้ มันต้องค่อยๆ เริ่มมีแล้ว แต่ก็ยังไม่มี”</p>



<p>แม้มีเป้าหมายแบบที่ว่า ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ได้สวมบทบาทอาจารย์พิเศษไปสอนหนังสือบ่อยเท่าที่ตั้งใจ เพราะยังต้องคิดและออกแบบคอนเสิร์ตให้กับศิลปิน พลบอกว่าคนวัยอย่างเขา ควรปลีกเวลามาสอนเสียบ้าง ไม่ใช่รอให้เกษียณจากงานที่ทำแล้วค่อยสอน</p>



<p>“หลังจากสู้รบมาหลายสิบปี น่าจะถึงเวลาต้องไปสอนแล้ว วัยแถวๆ นี้กำลังดี แต่นิสัยตัวเองก็ยังชอบสู้รบ ยังสนุกกับงาน ไม่มีเวลารีไทร์จากงานแล้วไปสอน และผมไม่เห็นด้วยที่ต้องรอให้รีไทร์ก่อนแล้วค่อยไปสอน”</p>



<p><strong>ทำไมถึงคิดว่าการยังทำคอนเสิร์ตอยู่แล้วไปสอนดีกว่าการวางมือแล้วค่อยไปสอน</strong></p>



<p>สมัยก่อนเวลาเรียนหนังสือเราแอบมีคำถามนะ อาจารย์สอนเรานี่เขาเก่งอะไรวะ อาจารย์ควรเป็นคนที่ยังอยู่กับปัจจุบันสิ เขาต้องกำกับหนังอยู่ เขาต้องทำคอนเสิร์ตอยู่สิ ถึงจะมีอะไรไปสอน</p>



<p>การสอนหนังสือคือการให้เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราไม่ได้สอนเขาด้วยการบอกว่าคอนเสิร์ตที่เจ๋งที่สุดเป็นแบบไหน แต่เราสอนด้วยการเอางานของเราไปกางให้เขาดู มันมีข้อผิดพลาดแบบนี้นะ ผมสอนเด็กด้วยการให้เขาเห็นสิ่งนั้น</p>



<p>แปลว่าถ้าเราเป็นอาจารย์ที่เราไม่ได้ทำคอนเสิร์ตแล้ว เรากำลังสอนสิ่งที่มัน Outdate มากๆ ให้เขา เราต้องสอนสิ่งที่มันเป็นปัจจุบันสิ</p>



<p>ผมไม่อยากเอางานของตัวเองไปสอนแล้วบอกว่านี่คือมาตรฐาน ผมทำงานมาจนมีสไตล์ของตัวเอง สไตล์เป็นของใครของมัน ดีไซน์เนอร์แต่ละคนก็มีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็เลยเล่าวิธีการให้เขาฟังมากกว่า ผมอยากทำหลักสูตรที่เอาคนในวงการมารวมกัน แล้วก็ให้เป็น Case Study ของเด็ก ผมพูดแบบนี้ก็เถอะ แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ทำไม่ได้ ผมทำสองอย่างพร้อมกันไม่ไหว</p>



<p><strong>อาจารย์บ้านเราสอนของเก่านักศึกษา</strong></p>



<p>ถูก กับอีกแบบคือไม่เคยทำงานเลย มาจากสายวิชาการ แล้วก็สอนเลย Academic ไม่ใช่เรื่องแย่นะ มันเป็นเรื่องทฤษฎีที่จะนำไปสู่สิ่งใหม่ แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้ความจริงเลยมันเอาไปใช้งานไม่ได้</p>



<p>ตอนไปสอนผมบอกตั้งแต่ต้นเลยว่า เอ้า พวกมึง คิดซะว่าปีหนึ่งใหม่เลยนะ หลายปีที่เรียนมาลืมไปให้หมด กูคืออาจารย์คนใหม่ของมึง</p>



<p><strong>เราเข้าใจถูกไหมว่าบ้านเรายังไม่มีคณะที่สอนทำคอนเสิร์ตอย่างจริงๆ จังๆ&nbsp;</strong></p>



<p>มีน้อยมากและไม่มีครู คนทำงานเบื้องหลังส่วนใหญ่ก็มาจากสาขาที่แตกต่างหลากหลาย ต่างคนต่างเข้ามาทำแล้ว Adapt วิชาที่เรียนมาปรับใช้กับคอนเสิร์ต</p>



<p>ถามหน่อย เวลานึกถึงคอนเสิร์ต สมมติคอนเสิร์ตของ ไมเคิล แจ็คสัน คิดว่าศิลปินเป็นคนคิดเองหรือมีคนคิดให้</p>



<p><strong>น่าจะมีคนคิดให้นะ</strong></p>



<p>มันต้องมีคนคิดอยู่ดีใช่ไหม แต่ที่เราไม่ค่อยรู้จักคนเหล่านั้น เพราะมันอาจไม่มีตำแหน่งนั้นในตลาดอย่างชัดเจน ถ้าเป็นหนังเรายังรู้จักผู้กำกับ แต่คอนเสิร์ตมันไม่มีชื่อคนอื่นนอกจากศิลปิน ผมอาจเป็นคนแรกๆ ที่พยายามพูดเรื่องนี้ว่ามันมีอาชีพนี้อยู่ คือนอกจากขายศิลปินแล้วควรพูดถึงคนทำงานเบื้องหลังด้วย</p>



<p>แต่มันยาก มันเป็นอาชีพที่ไม่ชัดเจน เพราะมันมีชื่อศิลปินกลบอยู่เยอะ เขาคือพระเอก พวกเราก็เหมือนเป็นทีมงานเบื้องหลังคอนเสิร์ตแค่นั้น&nbsp;</p>



<p><strong>แต่คนยุคนี้ Appreciate กับคนเบื้องหลังเยอะขึ้นนะ</strong></p>



<p>ใช่ เพราะโลกมันเปลี่ยนไป จริงๆ เราต้องมองว่าโลกมันเปลี่ยนตั้งแต่เข้ายุคอินเทอร์เน็ต ทุกวันนี้เราเห็นกันหมด เราเห็นคอนเสิร์ตทะลุไปถึงเบื้องหลัง คนทำไฟก็ถ่ายตัวเองลง TikTok คนคิวฟอลโลว์ถ่ายตัวเอง บางคนอัดเสียงในหูไปปากก็พูดกับมือถือไป มันเริ่มเห็นอาชีพตรงนี้มากขึ้น ผมคิดว่าคนน่าจะเห็นความสำคัญของอาชีพเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p><strong>ตอนไปสอนในมหา’ลัย นักศึกษามองภาพวงการนี้แบบไหน</strong></p>



<p>เขามองด้วยความชื่นชมนะ แต่ไม่ได้ต้องการไง ต้องการคนที่อยากมาทำงานในวงการนี้ อยากได้คนมาทำงานเยอะๆ รู้สึกว่าวงการมันมีเงินให้ได้กันอยู่ แต่ไม่ค่อยมีใครเข้ามา น่าจะเป็นเพราะมันเหนื่อย เหนื่อยกับการปรับตัวกับสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน</p>



<p>มันไม่เหมือนเราเรียนหมอมาแล้วมันก็มีขั้นตอนของมันใช่ไหม แต่นี่มาจากไหนไม่รู้อยู่ๆ กระโดดเข้ามา โอ้โห มึงต้องอดหลับอดนอนและไม่รู้อะไรเลย มันเหนื่อย ดังนั้นหลายคนก็จะหนีออกไปจากตรงนี้ก่อนที่มันจะถึงจุดที่เขาโตพอจะหาเงินได้สบายๆ&nbsp;</p>



<p>สมมติบริษัททำโมชันบนจอ มีไม่กี่บริษัทเอง มันมีคนอยู่แค่นี้ แล้วก็รับงานกันเยอะมาก ก็แปลว่ามีรายได้ มันยังมีช่องว่างอยู่ ผมอยากให้มีคนเข้ามาในวงการนี้เยอะๆ</p>



<p><strong>ระหว่างคนชอบศิลปะกับดนตรี คิดว่าคนแบบไหนน่าจะไปได้ดีในสายงานนี้</strong></p>



<p>ถ้ามุมผมนะ ต้องเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรีรองลงมา หลังๆ พอเราทำ TikTok มันมีข้อเสียนะ มันจะมีคนอยากเข้ามาเยอะ เมื่อวานผมเพิ่งไปงานสัมมนาที่มหา’ลัยหนึ่ง ผมบอกน้องๆ ว่าอย่าทำอะไรบนความอยากได้ไหม ทำอะไรที่มึงเก่ง แล้วเดี๋ยวคุณจะอยากเอง</p>



<p>มันเหมือนยุคหนึ่งที่คนอยากไปทำหนังเพราะชอบดูหนังอะ แต่พอทำหนังจริงๆ แล้วแม่งเหนื่อยว่ะ ทำ a day เหมือนกัน โหดูเท่จังเลย ทำจริงมันเหนื่อยนะ ดังนั้นผมว่าจริงๆ แล้วการเข้ามาทำงานคุณต้องมีสกิลก่อน ซึ่งสกิลที่วงการนี้ต้องการคือศิลปะ คุณต้องทำดีไซน์เป็น</p>



<p>แต่เด็กที่เข้ามาทำงานกับผมส่วนใหญ่เป็นคนชอบดนตรี ซึ่งก็เป็นพื้นฐานที่ดี ดนตรีทำให้เราเข้าใจจังหวะ แต่คอนเสิร์ตมันมีมากกว่านั้น ชอบดนตรีอย่างเดียวไม่พอ เวลาผมเลือกคนผมจะเลือกคนที่ทำดีไซน์เท่ๆ สวยๆ มาเกลาใหม่ แบบนี้ง่ายกว่า</p>



<p><strong>มันมีอยู่จริงๆ เหรอคนที่อยากทำคอนเสิร์ตตั้งแต่เด็ก</strong></p>



<p>มีเปล่าวะ (หัวเราะ) แทบไม่มีเลย ตัวผมเองมาเริ่มดูคอนเสิร์ตครั้งแรกก็ตอนทำงานนี่แหละ พี่ฉอด (สายทิพย์) เขาให้ทำฉาก เราก็ทำฉาก อ๋อ คอนเสิร์ตมันเป็นอย่างนี้เหรอวะ เฮ้ย มี VTR แล้วคนกรี๊ด กรี๊ดอะไรกันวะ เราไม่รู้อะไรเลย แต่อาศัยความรู้จากสถาปัตย์มาปรับกับงานคอนเสิร์ต</p>



<p>สมมติว่าถ้าเขาอยากทำคอนเสิร์ตมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าเรียนจบอะไรมา วันที่มาสมัครงาน เขาจะมีแพชชันเต็มไปหมดเลย และเล่าเรื่องได้หลากหลายมาก เพราะเขาชอบมันตั้งแต่เด็ก เขามีความรู้ เขาสรรหาอยากจะทำสักส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ต เขาจะมาพร้อมของ</p>



<p>แต่หลังๆ มานี้ มันจะมีแต่คนที่อยากทำคอนเสิร์ต แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองชอบอะไร แต่กูชอบดูคอนเสิร์ต สงสัยกูอยากทำงานคอนเสิร์ตแน่เลย มันอาจจะไม่ใช่ อย่างน้อยเขาควรมีพื้นฐานและเข้าใจว่าคอนเสิร์ตหนึ่งประกอบด้วยอะไรบ้าง</p>



<p>ถ้าจะดีไซน์คอนเสิร์ต คุณอยากทำอะไรล่ะ อยากทำเวทีเหรอ คุณทำเวทีให้ผมดูสักเวทีหนึง่ได้ไหม ถ้าคุณทำออกมาแล้วมีแวว แล้วเดี๋ยวเรามาคุยกันอีกทีว่าคุณควรจะเข้ามาทำงานในสิ่งนี้ไหม แต่ขอล่ะ อย่าแค่ชอบดูคอนเสิร์ตแล้วก็อยากจะเข้ามาทำคอนเสิร์ต คุณจะผิดหวังแน่นอน</p>



<p><strong>แปลว่าเด็กเรียนจบอะไรมาไม่สำคัญ ขอแค่มีของมาให้ดู เท่านี้ก็น่าจะผ่านฉลุย</strong></p>



<p><strong></strong>ผมเปิดรับเด็กจากทุกคณะ ตัวผมเองก็ไม่ได้เรียนจบด้านนี้มา ผมจบสถาปัตย์ แต่ว่าก็ทำมาจนถึงกำกับได้ ผมมีความเชื่อว่าใครก็สามารถทำได้ แต่&#8230;ใช่ ต้องมีของ สมมติน้องเรียนจบมนุษย์ศาสตร์มาแต่ทำไฟเป็น ผมไม่ติดเลย&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้ามาโดยที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย มาแล้วงงๆ อันนี้จะไม่ค่อยอยากรับ มีช่วงหนึ่งรับแล้วเชื่อว่าจะพยายามบิ้วได้ สุดท้ายไม่เวิร์ก เราก็พยายามเคี่ยวเข็ญบังคับให้เขาทำ สุดท้ายเขาก็จะออกไปอยู่ดี</p>



<p>ตอนนี้ผมกำลังสร้างอีกทีมหนึ่ง เป็นทีมเด็ก ผมลงไปสอนเองหลังจากหยุดไปประมาณ 4 &#8211; 5 ปี ก็จะเลือกละว่าคนนี้เอา คนนี้ไม่เอา ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีใครเรียนตรงสายอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีใครเปิดสอน ต้องคุยกันพักใหญ่ๆ เลยว่าเขามีพื้นฐานอะไร</p>



<p>ผมบอกเขาตลอดว่าขอดูก่อนสักหนึ่งเดือนว่าไปกันต่อได้ไหม ถ้าไปต่อไม่ได้ผมจะบอกเลย เพราะจะได้ไม่เสียเวลาของน้องด้วย</p>



<p><strong>ระยะเวลาหนึ่งเดือนคือสามารถฟันธงได้เลยเหรอว่าคนไหนรอดไม่รอด</strong></p>



<p>สามวันก็รู้แล้ว แต่น้องเขาอยากสู้ ขอลองสู้ ผมก็ให้เขาสู้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครหลุดมาได้ เพราะมันทรมานทั้งตัวเขาและตัวผมที่ต้องสอนด้วย (หัวเราะ) แต่มันก็มีคนรอดมาได้&#8230;ไหมนะ เอาจริงๆ น้อยมากเลย คนที่หลุดมาได้คือคนที่เรามั่นใจว่าเขาทำได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ออฟฟิศผมผสมเจน</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ความแตกต่างระหว่างวัยอะไรนั่นไม่มีจริง</strong></h2>



<p>“ในการทำงาน เราควรหาคนที่มีเคมีเดียวกัน เจนไหนไม่สำคัญ”</p>



<p>เคมีที่บริษัทหุยตามหาคือต้องเป็นคนมีไอเดีย อายุเท่าไหร่ เรียนจบจากคณะอะไรมาไม่มีผลในการประเมิน จะว่าง่ายก็ใช่ แต่เขาจะขอดูผลงานและวิธีคิดก่อนทุกครั้ง ถ้าผ่านด่านแรกไปได้ ด่านถัดไปคือการนั่งเปิดใจคุยถึงธรรมชาติงานคอนเสิร์ต ถ้ายังผ่านอีก ขั้นถัดไปคือลงมือทำจริง ขั้นนี้แหละที่เป็นตัวบอก ใครใช่ ใครไม่ใช่&nbsp;</p>



<p>ช่วงตั้งโต๊ะรวบรวมไอเดีย เขาจะเปิดโอกาสให้น้องในทีมพูดคุยกันก่อน คุยเรื่อยคุยเปื่อย ไอเดียไหนหยิบมาใช้ได้หยิบ และที่สำคัญ เขาจะดันให้น้องรุ่นใหม่ออกไอเดียอยู่เสมอ เขาว่าเด็กรุ่นใหม่คือคนขับเคลื่อน คือ Inspiration</p>



<p>ในหนึ่งคอนเสิร์ต ไม่ได้มีแค่ตำแหน่งหัวเรือใหญ่คนเดียว หันไปทางซ้ายทางขวายังมีคนออกแบบเวที คอริโอกราฟ คนทำไฟ และอีกหลายสิบตำแหน่ง ถ้าทุกคนไม่เห็นภาพเดียวกัน การทำงานจะยิ่งเหนื่อย การบริหารคนจึงเป็นอีกศาสตร์ที่พลหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>



<p><strong>ทุกวันนี้บริษัทหุยมีพนักงานประมาณกี่คน</strong></p>



<p>หุยมีอยู่แค่ 3 คน ผมแตกบริษัทออกไป Studio H มี 7 คน หรืออย่าง H-Lab มี 10 คน และยังมี 3 บริษัท คือทุกคนเคยอยู่หุยมาก่อน แต่ผมเจือน้องออกไปอยู่บริษัทลูก หุยจะเหลือแค่เฮด</p>



<p>เราเคยมีความคิดว่าพอจะทำงานเราก็ไปจ้างทีมเราสิ ไปจ้าง Studio H พวกแม่งงานเยอะมากๆ มันไม่รับงานผมด้วย <em>พี่&#8230;หนูทำไม่ไหวค่ะ </em>ผมถึงต้องสร้างทีมเล็กๆ ขึ้นมาอีก เพราะมันไม่มีคนทำงานให้ ตอนนี้มันมีปัญหาอย่างนี้</p>



<p><strong>คนที่ทำงานด้วย ส่วนใหญ่เป็นคนเจเนอเรชันไหน</strong></p>



<p>มันน่าแปลกที่บริษัท หุย มีทุกเจเนอเรชันเลย ผมต้องรักษาคนที่อยู่ในแต่ละเจอเนอเรชันไว้ ไม่ว่าจะอายุ 37 หรือ 27 ผมก็ต้องรักษาพวกเขาทุกคนไว้ เพราะเขาต้องคุยกับคนรุ่นต่อไป</p>



<p>ตัวผมเอง ถ้าต้องคุยกับเด็กเลยก็ยากเหมือนกัน เคยคิดว่ายาก ตอนนี้ดีขึ้น แต่มันก็คุยยากกว่าอยู่ดีแหละ ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้กันน่าจะคุยได้ดีกว่า ดังนั้นคนอายุเท่าๆ กันก็จะกระจายไปเป็นเฮด อย่างละคนๆ</p>



<p><strong>ตอนทำคอนเสิร์ต คิดถึงกลุ่มเป้าหมายแค่ไหน</strong></p>



<p>โอ้ ต้องคิดมากที่สุดเลย ผมทำคอนเสิร์ตเหมือนสถาปนิก สถาปนิกต้องนั่งดูว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร คุยกับใครอยู่ จริงๆ มันจะง่ายนิดนึง เพราะศิลปินที่เราทำงานด้วย เขาจะบ่งบอกอยู่แล้วว่าคุยกับใคร 4EVE คุยกับใคร บอดี้สแลมคุยกับใคร คริสติน่า อากีล่าร์ คุยกับใคร มันคนละกลุ่มเป้าหมายกันหมดเลย</p>



<p><strong>Gen Z ที่คุณทำงานด้วย เห็นอะไรในพวกเขาบ้าง ในแง่การทำงาน</strong></p>



<p>ก็เป็นคนทำงานนะ เป็นคนขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมด และเป็น Inspiration ของทีมงาน พอเป็น Gen Z เขาก็จะไม่เคยทำ มันจะใหม่ มันก็จะขับเคลื่อนผิดบ้างถูกบ้าง เราก็ต้องมาคอยนั่งดูว่า เออ ผิดนะ อันนี้ถูกต้อง แล้วมันก็จะตีกันตามสูตร</p>



<p>ก่อนหน้านี้ ผมเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อเจ้าหนึ่ง ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราควรฟังคนรุ่นใหม่เยอะๆ เพราะนี่มันโลกของเขาแล้ว ไม่ใช่โลกของเรา ให้เขาเป็นคนขับเคลื่อน ตั้งแต่วันสัมภาษณ์ถึงวันนี้ประมาณปีหนึ่ง ก็แอบมีความคิดที่เปลี่ยนไปนิดนึงนะ</p>



<p>ผมรู้สึกว่าคน Gen X Gen Y Gen Z ไม่มีอะไรต่างกันเลย หมายถึงพื้นฐานนิสัย คนในแต่ละช่วงวัยตอนวัยรุ่นมึงก็นิสัยเหมือนกันหมดแหละ อย่างผม แม่บอกให้ไปซ้าย ผมไปขวาตลอด ไม่เคยฟังหรอก</p>



<p>เพียงแต่คนแต่ละเจนจะโตมาด้วยสื่อที่ไม่เหมือนกัน วิธีสื่อสารไม่เหมือนกัน โลกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ไม่มีออนไลน์ ผมว่ามันก็ด่ากันอย่างนี้แหละ ไม่ต่างกันหรอก เผอิญวันนี้มันด่ากันชัด เพราะมันมีช่องทางที่ทุกคนสามารถแสดงออกยังไงก็ได้ ด่าใครสักคนอาจจะมีคนร่วมเห็นด้วยเป็นล้าน</p>



<p>พอคิดได้แบบนี้ ถ้าเราเชื่อว่าคนแต่ละเจนไม่ได้แตกต่างกัน สเตปถัดไปคือเราต้องหาคนที่คุยกับเรารู้เรื่อง ไม่ว่าคนเจนไหนมันไปด้วยกันได้ ถ้าตราบใดเรามีเคมีที่มันคล้ายกัน</p>



<p>โลกตอนนี้มันแบ่งคนไปหลากหลายมาก คุณจะเห็นแต่โลกเดิมๆ เห็นแต่คนที่สนิทกับคุณ เห็นด้วยกับคุณ ผมว่าในการทำงานก็เหมือนกัน เราควรหาคนที่มีเคมีเดียวกัน เจนไหนไม่สำคัญ</p>



<p><strong>ตอนตั้งโต๊ะ rainstorm ส่วนใหญ่ไอเดียมาจากคนเจนไหน</strong></p>



<p>เผอิญผมแม่งก็เป็นเผด็จการประมาณหนึ่ง น้องมันก็จะมีความเกรงใจพี่ แต่ว่า Gen Z ก็ให้ไอเดียเยอะนะ บางทีเราจะมีความเป็นครู เราจะยังไม่พูด ให้เขาพูดไปเรื่อยๆ เขาก็จะมีไอเดียโยนเข้ามา อันไหนดีเราก็ Pick Up ด้วยกัน</p>



<p>แล้วเวลาเราใช้ไอเดียเขา เขาก็รู้สึกว่า เฮ้ย นี่แหละไอเดียกู ถ้ามันเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ ความ Connect ระหว่างเจเนอเรชันบนเนื้องานมันจะมี ทุกวันนี้ ผมลองให้น้องรุ่นใหม่ลองทำเวที ปรากฏว่า เออ สวยดีว่ะ แล้วก็ยอมเอาไปตีราคาทั้งที่รู้เลยว่าไม่มีทางได้ เพราะมันเกินราคาไปไกลมาก พอไปตีราคามันก็แพงจริง ก็ต้องกลับมาปรับแบบใหม่ โดยมีพี่ๆ แก้ให้&nbsp;</p>



<p>เขาก็จะเข้าใจว่า อ๋อ โอเค ยอมพี่พลไปก่อน แต่เขาจะมีความหวังที่จะได้ดีไซน์ ครั้งหน้าถ้ารู้ว่ามันจะทะลุงบ เดี๋ยวกูจะดีไซน์ให้อยู่ในงบและงานกูจะได้ทำจริง ผมพยายามทำสิ่งเหล่านี้บ่อยมาก ให้เด็กได้ทำงาน เด็กทุกคนมีไอเดียหมด เราแค่อย่าไป Kill ไอเดียเขา ควรให้โอกาสเขา</p>



<p><strong>ความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าข้าวเจ้าของงานสำคัญไหม</strong></p>



<p>โคตรสำคัญเลย สมมติถ้าเขาทำแบบมาแล้วไม่ผ่าน อ๋อ มันเป็นเพราะเรื่องงบใช่ไหม ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเอาใหม่ ผมจะบอกเขาตลอด กูอยากได้แบบจากมึง กูอยากเห็น กูไม่อยากใช้แบบของกูแล้ว แล้วเขาจะรู้สึกอยากสู้เพื่องานของตัวเอง</p>



<p>ผมว่าวงการไหนก็เป็นนะ ถ้าเรามีความรักในสิ่งนั้น เราจะให้พลังมากกว่าปกติ สมมติผมเห็นน้องในทีมทำโมชันให้ 4EVE แล้วแม่งทำโคตรดีเลย <em>ก็หนูชอบเขาอะค่ะ </em>โอเคกูเข้าใจละ แพชชันมันแรง เขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย มึงแค่รักอะ มันดีขึ้นมาทันทีเลย ดังนั้นผมต้องทำให้เขารักงาน ให้เขาสามารถเชิดชูผลงานตัวเอง แล้วเขาจะทำงานได้ดี</p>



<p><strong>ถ้าเขารู้สึกว่าก็พยายามมากแล้ว แต่งานยังไม่ผ่านสักที จะแนะนำว่า</strong></p>



<p>ผมจะบังคับให้เขาคิด ถ้าคิดไม่ได้แปลว่าเขาไม่อยากทำ เขาจะรอว่าเมื่อไหร่จะมีคนสเกตช์แบบให้เขา บางคนอยากเข้ามาเพราะแค่อยากอยู่ในวงการนี้ ผมเข้าใจนะ เขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ กลับไปเรื่องเดิม ถ้าแค่อยากแต่ไม่มีไอเดีย เขาจะถูกคัดกรองออกไปโดยธรรมชาติ คนที่อยากเสนอไอเดียเยอะๆ จะอยู่ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186539" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อยากทำคอนเสิร์ตให้คนดูสนุก&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>และไม่เคยคิดว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</strong></h2>



<p>ตลอด 1 ชั่วโมงที่เราหย่อนก้นแหมะนั่งคุยกับเขา เราพบว่าสิ่งที่ทำให้เขาก้าวขึ้นสู่ห้วงอากาศติดลบในสายอาชีพ มีคนยอมรับในฝีมือ อาจไม่ใช่เป็นเรื่องโรแมนติกทำนองว่าเป็นคนมีพรสววรค์ หากแต่เป็นการมองหาข้อผิดพลาดในงานตัวเอง ใจร้ายกับงานตัวเอง วิจารณ์งานตัวเอง และเรียนรู้อยู่เสมอ</p>



<p>การเป็นคนเบื้องหลังทำคอนเสิร์ตมา 20 กว่าปี มีราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูง พลไม่สามารถซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ตแล้วเอนจอยไปกับโชว์ของศิลปินในฐานะคนดูได้อีกแล้ว เขาดูในสายตาคนเบื้องหลัง เขาชอบทายว่าซีนถัดไปจะมีอะไรโผล่มา และขอโทษ&#8230;บ่อยครั้งมันก็เป็นอย่างที่เขาทาย</p>



<p>“ไม่ได้อยากดูคอนเสิร์ตสนุก อยากทำให้คนดูสนุกกับคอนเสิร์ตที่ผมทำมากกว่า ตัวเองจะสนุกหรือเปล่าไม่สำคัญ”</p>



<p>การทำสิ่งเดิมมา 20 กว่าปี จะเรียกว่าเป็นความรักได้ไหม กล่าวในตอนนี้ก็อาจจะได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำสิ่งที่รักจะไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ไม่อยากล้มเลิก เพราะอย่างที่บอก เมื่อ 4 ปีก่อนเขาก็คิดจะวางมือมาแล้ว</p>



<p>ความรักเพียวๆ อาจไม่พอ ในชีวิตการทำงานอันแสนสั้น ควรหาอะไรใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ ความซ้ำเดิม เลี่ยงได้เลี่ยง เลี้ยวหลบให้พ้น แสวงหาภูเขาลูกใหม่ๆ ปีน เจอปัญหาใหม่ เครียดเรื่องใหม่ สนุกกับเรื่องใหม่ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่</p>



<p>นี่หมายถึง ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่มองว่าความแปลกใหม่เป็นภัยคุกคามของชีวิต</p>



<p><strong>ทำคอนเสิร์ตมาต่อเนื่องหลายสิบปี ทุกวันนี้หาเวลาเติม Input ให้ตัวเองบ้างไหม</strong></p>



<p>ตอนนี้ปัญหาคือ Output มันเยอะเกินไปจนเติมไม่ทัน แต่ผมเป็นคนเติม Input ให้ตัวเองตลอด ผมชอบดูอะไรทั่วไปแล้วก็เอามาใช้ เหมือนเห็นโลโก้อันหนึ่ง เฮ้ย ทำเป็นเวทีได้นี่หว่า มันง่ายแค่นี้เลย เพียงแต่ว่าจำนวนที่เอาเข้ามาเก็บในคลัง มันไม่ทันเท่าที่ใช้</p>



<p>แต่ในเบื้องต้น เราจะเก็บเข้าคลังไว้เยอะๆ แล้วก็รอว่างานไหนมันพอดีกัน ค่อยหยิบไปใช้ แต่บางไอเดียมันไม่พอดีก็มีเหมือนกัน หลังๆ ก็จะเริ่มยัดแล้วนะ ประมาณว่ามา 3 อันแล้วไม่ลงล็อกสักที ก็จะจับยัดลงไปเลย จนบางทีงานห่วยก็มี</p>



<p><strong>ถ้าพ้นไปจากเรื่องรอบตัว คอนเสิร์ตคนอื่นไปดูไหม</strong></p>



<p>ดูเยอะเลย ดูเพราะอยากรู้ว่าเขาทำโปรดักชันยังไง</p>



<p><strong>ไม่ได้ดูในฐานะของผู้ชม</strong></p>



<p>สายตาแบบนั้นเราดูไม่ได้แล้วมั้ง เหมือนคนทำหนัง จะดูหนังด้วยความบันเทิงก็ได้ แต่แป๊บๆ มันจะเอ๊ะ ช็อตนี้ถ่ายยังไง คอนเสิร์ตเหมือนกัน ซีนนี้มันต้องมีอันนี้แน่เลย เราชอบแอบเดา อาจเป็นเพราะผมไม่เคยเป็นแฟนเพลงของใครเลย เลยไม่รู้จะไปเสพในแง่นั้นยังไง</p>



<p>ถ้าเป็นแฟนเพลงพี่ป๊อด (โมเดิร์นด็อก) สมมตินะ จังหวะที่ดูพี่ป๊อดเราอาจจะลืมเรื่องโปรดักชันไปบ้าง แต่พอไม่ได้เป็น เราไปคอนเสิร์ตเหมือนไปดูงานมากกว่า รอฟังเสียงกรี๊ด อ๋อ ช็อตนี้ทำแบบนี้เขากรี๊ดว่ะ</p>



<p><strong>คือรับได้กับการเสียสุนทรีย์ในการดูคอนเสิร์ต</strong></p>



<p>ใช่ครับ ไม่ได้อยากดูคอนเสิร์ตแล้วสนุก แต่อยากทำให้คนดูสนุกกับคอนเสิร์ตของเรามากกว่า ดังนั้นตัวเองจะสนุกหรือเปล่าไม่สำคัญ ความสนุกของผมคือทำให้คนดูกรี๊ดในช็อตที่เราตั้งใจให้เขากรี๊ด</p>



<p><strong>แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าทั้งชีวิตไม่เคยเป็นแฟนเพลงใครเลย คนยุคคุณเติบโตมากับดนตรีนะ</strong></p>



<p>เคยชอบวง T-Square เป็นคนชอบดนตรี ชอบฟังเพลง แต่ไม่ได้คลั่งไคล้ศิลปิน แต่ก็ดูย้อนแย้งกับความคิดตัวเองนิดนึง จริงๆ มันควรจะชอบศิลปินนะ เพราะจะมีคนที่พูดทำนองว่า <em>กูชอบเพลงเขาอย่างเดียวกูไม่ได้ชอบเขา</em>&nbsp; สำหรับส่วนตัวผมคิดว่า ไม่จริง ถ้าไม่ชอบ ทำไมถึงต้องแย่งกันกดบัตร มาถึงคอนเสิร์ตก็ต้องรอตั้งแต่ 4 โมงเย็น ไม่มีทางที่จะไม่ชอบเขา</p>



<p>เพราะในคอนเสิร์ตศิลปินก็ร้องเพลงเดิม ฟังใน Spotify ยังเพราะกว่าอีก นึกออกไหม แสดงว่าคุณชอบเขา คุณรักเขา คอนเสิร์ตมันคือความคลั่งไคล้</p>



<p><strong>อันนั้นมุมคนดู แต่ในมุมคนทำ ใช้วิธีไหนเพื่อดึงตัวตนศิลปินออกมา ในเมื่อออกตัวว่าไม่ได้คลั่งไคล้ศิลปินคนไหนเป็นพิเศษ</strong></p>



<p>กับศิลปินที่เราทำงานด้วย จะมีสารตั้งต้นจากความชอบของตัวเองก่อน อย่างเช่นเจฟ ซาเตอร์ เราชื่นชมเขาว่าร้องเพลงเก่ง เสียงร้องดีมาก เสียงร้องของเขาทำลายประสาทได้เก่งสุดๆ เราจะมีความชื่นชมในตัวคนๆ นั้น และเราจะรู้ว่ามุมไหนของเขาที่น่าดึงออกมาโชว์ มุมไหนที่คิดว่าคนน่าจะรัก ผมจะเรียนรู้เรื่องพวกนี้</p>



<p>และผมจะคุยกับคนดูที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคอนเสิร์ตที่จะทำทุกครั้ง เพื่อดูว่าเขาชอบอะไรในตัวศิลปินคนนั้น สมมติ THE TOYS คุณชอบอะไรในตัว THE TOYS อธิบายให้ฟังหน่อย บางทีลิสต์เพลงมาให้เขาเลย ถ้าลิสต์เพลงแบบนี้ชอบไหม</p>



<p><strong>ถึงขั้นทำโฟกัสกรุ๊ปจริงจังเลยเหรอ</strong></p>



<p>ใช่ ทำโฟกัสกรุ๊ปเลย เขาต้องเซนต์กับเราว่าห้ามบอกใคร แต่มุมมองของคนดูที่มีต่อศิลปินก็ไม่ถูกใช้ทั้งหมดนะ มันผสมๆ กันระหว่างคนดูกับไอเดียของเรา เราคลุกคลีกับศิลปิน เราจะรู้ว่ามุมไหนของเขาที่น่าสนใจ</p>



<p><strong>จวบจนตอนนี้</strong> <strong>คุณทำคอนเสิร์ตมาแล้ว 20 ปี ไม่เปลี่ยนอาชีพเลย เบื่อบ้างไหม ต้องเครียด ต้องอดหลับอดนอน เหนื่อย</strong></p>



<p>อดหลับอดนอนหรือเครียดนี่ของมันแน่อยู่แล้ว รู้สึกว่ามันคือชีวิต ส่วนเหนื่อยไหม ผมว่าปกตินะ มันเหนื่อยอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เราก็แค่ต้องเหนื่อยเหมือนเดิม ไม่เห็นเป็นไร</p>



<p>แต่เบื่อไหม ถ้าลงแรงแล้วได้ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ จะรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าจะเหนื่อยไปทำไม เพราะก็ทำเหมือนเดิม ผมเลยเป็นคนอยากทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา อยากลองนู่นลองนี่ตลอดเวลา</p>



<p><strong>คำถามสุดท้าย</strong> <strong>รู้สึกยังไงเวลาถูกเรียกว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ</strong></p>



<p>รู้สึกเกลียดมากครับ (หัวเราะ) บอกทุกคนว่าห้ามเรียกมือหนึ่ง เบอร์หน่งเบอร์หนึ่งอะไรไม่มีหรอกโลกนี้ มันไม่มีจริง เพียงแต่เราอาจจะแค่ทำงานมาเยอะ จำนวนงานเราเยอะ มันเป็นแค่จังหวะของใครของมันเท่านั้นเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hui-design-director/">ภูเขาลูกใหม่ของ พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ตผู้ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[วงร็อก]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[DOTDOTDOT]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186266</guid>

					<description><![CDATA[<p>.เริ่มต้นของ… “DOTDOTDOT คือชื่ออัลบัมของ Talkless วงไทยที่ผมชอบ ชื่อนี้มันอยู่ในใจ พอคิดจะทำวงของตัวเองก็เลยเลือกชื่อนี้” นิค-อาชา ชูช่อทิพย์สกุล ร้องนำ/มือกีตาร์ ไขที่มาชื่อวง เขาย้ำชัดเจนความหมายลึกอะไรกว่านี้ไม่มีหรอก สมาชิก DOTDOTDOT มีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง พวกเขาเรียนที่มหิดลเหมือนกัน คณะเดียวกัน  สนุกกับชีวิตนักดนตรีเหมือนกัน ไม่คาดหวังอนาคตเหมือนกัน เป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และวันนี้พวกเขาสวมเสื้อสีดำเหมือนกัน จะมีที่ไม่เหมือนกันก็คือภูมิลำเนา หัวหน้าวงอย่างนิคเป็นชาวนนทบุเรี่ยน ฟลุ๊ค-พีรวิชญ์ ออกประเสริฐ สถาปนิก/เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เกิดที่ชัยภูมิ ฆ้อง-อภิวิชญ์ ภัทรจินดา มือเบสเป็นชาวกทmalls ปอย-ปริพัฒน์ เปี่ยมปิ่น  มือกีตาร์ บ้านอยู่ชัยภูมิ และจูเนียร์-ปราชญ์ รุ่งสุริยะวิบูลย์  มือกลอง อยู่ฉะเชิงเทรา สมาชิก 5 คนนี้ ไม่ใช่ไลน์อัปดั้งเดิมของวง ย้อนกลับไปสมัยเรียนที่คณะดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล นิคชวนพี่น้องในคณะมารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรีสดในโปรเจกต์ส่งอาจารย์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของงานประจำ ทำให้สมาชิก 2 คนก่อนที่เป็นมือกีตาร์และแคนเป็นอันต้องสละเรือไป ส่วนไลน์อัปชุดนี้นิคบอกว่าคงนิ่งแล้ว ไม่มีเข้าออกแล้ว ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรเอ่ยมารวมกัน อ่า คนรักดนตรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/">เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>.เริ่มต้นของ…</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">“DOTDOTDOT คือชื่ออัลบัมของ Talkless วงไทยที่ผมชอบ ชื่อนี้มันอยู่ในใจ พอคิดจะทำวงของตัวเองก็เลยเลือกชื่อนี้” <strong>นิค-อาชา ชูช่อทิพย์สกุล</strong> ร้องนำ/มือกีตาร์ ไขที่มาชื่อวง เขาย้ำชัดเจนความหมายลึกอะไรกว่านี้ไม่มีหรอก</p>



<p class="has-text-align-left">สมาชิก DOTDOTDOT มีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง พวกเขาเรียนที่มหิดลเหมือนกัน คณะเดียวกัน  สนุกกับชีวิตนักดนตรีเหมือนกัน ไม่คาดหวังอนาคตเหมือนกัน เป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และวันนี้พวกเขาสวมเสื้อสีดำเหมือนกัน</p>



<p class="has-text-align-left">จะมีที่ไม่เหมือนกันก็คือภูมิลำเนา หัวหน้าวงอย่างนิคเป็นชาวนนทบุเรี่ยน <strong>ฟลุ๊ค-พีรวิชญ์ ออกประเสริฐ</strong> สถาปนิก/เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เกิดที่ชัยภูมิ <strong>ฆ้อง-อภิวิชญ์ ภัทรจินดา</strong> มือเบสเป็นชาวกทmalls <strong>ปอย-ปริพัฒน์ เปี่ยมปิ่น</strong>  มือกีตาร์ บ้านอยู่ชัยภูมิ และ<strong>จูเนียร์-ปราชญ์ รุ่งสุริยะวิบูลย์</strong>  มือกลอง อยู่ฉะเชิงเทรา</p>



<p class="has-text-align-left">สมาชิก 5 คนนี้ ไม่ใช่ไลน์อัปดั้งเดิมของวง ย้อนกลับไปสมัยเรียนที่คณะดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล นิคชวนพี่น้องในคณะมารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรีสดในโปรเจกต์ส่งอาจารย์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของงานประจำ ทำให้สมาชิก 2 คนก่อนที่เป็นมือกีตาร์และแคนเป็นอันต้องสละเรือไป ส่วนไลน์อัปชุดนี้นิคบอกว่าคงนิ่งแล้ว ไม่มีเข้าออกแล้ว</p>



<p class="has-text-align-left">ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรเอ่ยมารวมกัน อ่า คนรักดนตรี</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ชอบเล่นดนตรีกันตั้งแต่เด็กๆ เลยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฆ้อง : ตอนเด็กๆ ผมเล่นดนตรีไทยมาก่อน แล้วผมก็ไปเข้าเตรียมอุดมศึกษาด้วยโควตาดนตรีไทย แล้วก็ย้ายมาเล่นดนตรีสากล พอเรียน ม.ปลายจบผมก็มาสอบเข้าเรียนดนตรีที่มหิดล</p>



<p class="has-text-align-left">ปอย : ผมจำได้ว่าตอน ป.6 มันมีซ้อมงานจบของรุ่นพี่ เห็นเขาเล่นดนตรีสากลแล้วมันเท่ดี ผมก็เลยเข้าชมรมดนตรีมาตั้งแต่ ม.1 ยันจบ ม.6 ตอนแรกเคยคิดจะเข้าคณะสถาปัตย์ แต่รู้สึกว่าไม่ได้อินขนาดนั้น อินดนตรีมากกว่า สุดท้ายก็เลยมาเข้าคณะดนตรีที่มหิดล</p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ผมอยู่วงโปงลางกับเพื่อนมาตั้งแต่สมัยอยู่ชัยภูมิ เห็นเพื่อนเล่นผมก็อยากเล่นด้วย ก็เลยเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ</p>



<p class="has-text-align-left">จูเนียร์ : ตั้งเเต่ประถม ผมเห็นเพื่อนเรียนพิเศษกลองตอนเย็นแล้วอยากเรียน คืออยากออกไปทำอย่างอื่นบ้างนอกจากนั่งเอ๋อในห้องเรียน</p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ที่บ้านผมมีกีตาร์อยู่ตัวหนึ่ง พ่อผมพอเล่นกีตาร์ได้ก็เลยให้พ่อสอน ความตั้งใจของผมตอนนั้นคืออยากเป็นมือกีตาร์ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมาเป็นลีดเดอร์ของวง</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แล้วพวกคุณมารวมตัวกันได้ยังไง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ผมกับจูเนียร์เป็นเพื่อนคลาสเดียวกัน ผมถามจูเนียร์ว่า <em>มึงมีมือเบสแนะนำไหม</em> จูเนียร์ก็เลยชวนฆ้องเข้ามา ส่วนปอยเป็นมือกีตาร์ที่มาแทนมือกีตาร์คนเก่า ส่วนพี่ฟลุ๊คเข้ามาหลังสุด ผมรู้จักเขาจากในโซเชียล เขามากดฟอลโลว์ IG ของวง ผมเข้าไปดูเห็นเขาเป่าแคนด้วย เลยชวนมาทำวงด้วยกัน</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ฟลุ๊ครู้จัก DOTDOTDOT อยู่แล้ว</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ใช่ครับ ผมตามวงน้อยอยู่ตลอด ก่อนเข้ามาเป็นสมาชิกวงผมยังคุยกับเพื่อนเล่นๆ เลยว่าเพลงวงนี้มันแนวอะไรวะ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ปกติชอบเล่นแคน</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : แคนผมเพิ่งมาหัดเล่นตอนใกล้จบมหาลัย ตอนเด็กๆ ผมเล่นหลายอย่างครับ ทั้งพิณ โปงลาง กลองยาว ฉิ่ง ฉาบ พอตอนมหาลัยผมกับรุ่นพี่สถาปนิกด้วยกันก็ทำวงร็อกด้วยกัน แล้วก็ลงวิดีโอที่ผมเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากล</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>สถาปนิกคืองานหลัก แบ่งเวลามาซ้อมยังไง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ปกติ ผมเลิกงานประมาณ 6 โมง ช่วงเวลาซ้อมกับวงก็ต้องรีบมาหน่อย บางทีน้องก็จะนัดประมาณ 2 ทุ่ม ผมก็จะพยายามตามมาให้ทัน แต่ถ้าวันไหนต้องเล่นแล้วมันอยู่ในช่วงเวลางาน ก็ต้องลางาน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเวลาหลังเลิกงาน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186268" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ปกติซ้อมวงกันแถวไหน เพราะสมาชิกแต่ละคนน่าจะอยู่ไกลกันพอสมควร</strong></p>



<p>นิค : อย่างผม ผมอยู่นนทบุรี ปากเกร็ด</p>



<p>ฟลุ๊ค : ผมอยู่พัฒนาการ </p>



<p>ฆ้อง : ผมอยู่แถวปิ่นเกล้า</p>



<p>จูเนียร์ : ผมอยู่โซนลาดพร้าว ผมไปได้ทุกที่ที่วงไป</p>



<p>ปอย : ส่วนใหญ่ผมอยู่ที่ศาลายา</p>



<p>นิค : แต่ละคนจะอยู่ค่อนข้างห่างกัน เวลานัดซ้อมจะมี 2 ที่ คือแถวพระราม 5 กับ ลาดพร้าว 101 เพื่อให้วันหนึ่งใกล้คนหนึ่ง วันหนึ่งใกล้อีกคนหนึ่ง ผมพยายามหาตรงกลางอยู่ในเรื่องการซ้อมและสถานที่<br><br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ดนตรีไร้แนว<br>ก็นี่มันลายเซ็นพวกผมอะครับ</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">เพื่อให้ได้อรรถรสอย่างถึงที่สุด โปรดเปิดเพลงของ DOTDOTDOT ฟังคลอไปด้วย</p>



<p class="has-text-align-left">สำหรับคนที่เพิ่งลองฟังเพลงของพวกเขาเป็นครั้งแรกอาจเกิดคำถามว่า “เมื่อไหร่จะร้องวะ”</p>



<p class="has-text-align-left">จะเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ของวงก็ได้ เพราะคนฟังเพลงส่วนใหญ่จะอินกับเนื้อมากกว่าอินดนตรี ตรงกันข้าม วง DOTDOTDOT เน้นทำดนตรีมากกว่าเนื้อร้อง อันที่จริงวงดนตรีแนว Post-Rock ก็มีเนื้อร้องน้อยหรือไม่มีเนื้อเลยด้วยซ้ำ</p>



<p class="has-text-align-left"><em>พูดตรงๆ นะครับ ฟังครั้งแรกไม่ชินหูเลย คงเป็นเพราะแนวเพลงที่แตกต่างจากเพลงที่มีในตลาดปัจจุบัน แต่ผมโคตรชอบเพลงนี้มากๆ ชอบเหี้ยๆ</em></p>



<p class="has-text-align-left"><em>พวก Thai Shoegaze Kids แม่งทำเพลงซาวน์เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรใหม่ พวกคุณแม่งโคตรโดดเด่นจากวงเหล่านั้น ขอบคุณที่ยังค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับดนตรี</em></p>



<p class="has-text-align-left">นั่นคือก้อนความรู้สึกหลังผู้คนในโลกออนไลน์ฟังเพลงของ DOTDOTDOT</p>



<p class="has-text-align-left">ใหม่ &#8211; แตกต่าง เราสนใจสองคำนี้</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ทำเพลงแนวประมาณนี้มาตั้งแต่วันแรกเลยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค :<strong> </strong>ไม่ครับ ก่อนหน้านี้ทดลองทำมาหลายแนว แต่มันยังไม่ใช่ตัวเรา พอมาทำแนวนี้รู้สึกว่ามันสบายมาก มันออกมาเองโดยธรรมชาติมากๆ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แนวเพลงที่ DOTDOTDOT ทำอยู่ทุกวันนี้คือ</strong></p>



<p>นิค : ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าเพลงที่ทำเป็นแนวไหน แต่ถ้าให้นิยามผมว่า DOTDOTDOT ทำเพลงแนว Experimental Rock เป็นดนตรีร็อกที่สามารถทดลองได้ทุกอย่าง คือไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>



<p>ฆ้อง : ผมฟังตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกวง จริงๆ เราซ้อมอยู่ห้องข้างกัน ความรู้สึกผมตอนนั้น DOTDOTDOT แปลกใหม่มาก พอได้รู้ว่าพี่นิคฟังอะไรบ้างก็เลย อ๋อ มันมีทั้งความฮิปฮิป มีความ Alternative ยิ่งเอามารวมกับเครื่องดนตรีไทยยิ่งมีความยูนีกขึ้นไปอีก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186269" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ศิลปินคนไหนที่คุณฟังบ่อย หรือชอบโดยส่วนตัว</strong></p>



<p>นิค : พี่รัสมีครับ ผมชอบเสียงร้องของเขา ผมชอบวิธีที่พี่รัสมีพรีเซนต์ตัวเองออกมาผ่านเสียงเพลง<br><br><strong>ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศ</strong></p>



<p>นิค : Massive Attack เป็นวงที่ฟังได้ตลอดเลย ใน Spotify Wrap-up ประจำปีของผม วงนี้คืออันดับ 1<br><br><strong>คิดว่าได้อิทธิพลจากวงนี้เยอะไห</strong>น</p>



<p>นิค : เยอะมาก Massive Attack เขาใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านอินเดียมาใช้กับเพลงอิเล็กทรอนิกส์ วงนี้ทำให้ผมเห็นว่าดนตรีมันไม่มีกรอบ เราจะหยิบอะไรมาผสมผสานก็ได้ แต่มันก็ต้องเข้ากัน เปิดโลกผมเยอะเลยครับวงนี้</p>



<p><strong>เพลงของ DOTDOTDOT มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านอะไรบ้าง</strong></p>



<p>นิค : มีแคนในขวากหนามและความหวาดกลัว และซ่อนความรู้สึกไว้ เพลงกร้านเราใช้พิณตอนเล่นสด ที่เหลือจะเป็นเครื่องดนตรีไทย อย่างขวากหนามเราจะใส่เปิงมางเข้ามาด้วย แล้วก็มีฉิ่ง เพลงทางกลับบ้านเราก็ใส่เสียงซอเข้ามา น่าจะมีประมาณนี้</p>



<p><strong>ขอย้อนนิดนึง ไอเดียการใส่เครื่องดนตรีพื้นบ้านเข้ามานี่ มาได้ยังไง</strong></p>



<p>นิค : เครื่องดนตรีอีสานถูกใส่เข้ามาในเพลงปลาร้า มันมาจากเพลงนั้นเพลงแรก พอทำๆ ไปแล้วรู้สึกว่าอยากใส่แคนเข้ามาด้วย เพราะว่าเนื้อเพลงมันพูดถึงชาวนา พูดถึงปลาร้า แล้วผมนึกถึงเสียงแคน ก็เลยต้องมองหามือแคน ให้เขาลองเล่นแล้วผมนำมาใส่ในเพลงกับเพื่อนๆ ในวง ซึ่งมันก็เข้าเฉยเลย แคนก็เลยถูกใส่เข้ามา</p>



<p><strong>มีแผนจะหยิบอะไรใส่เข้ามาอีก</strong></p>



<p>นิค : ผมกำลังเชียร์ให้พี่ฟลุ๊คเป่าปี่ มันคือปี่อะไรนะพี่</p>



<p>ฟลุ๊ค : ปี่ภูไท</p>



<p><strong>ปกติเนื้อเพลงใครเป็นคนเขียน</strong></p>



<p>นิค : ผมเขียนเป็นหลัก ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือบางที ก็ไปเจอเรื่องราวในอินเทอร์เน็ตก็หยิบมาเขียน การเขียนเพลงของผมมันมาจากหลายทางมากครับ</p>



<p><strong>แทบทุกเพลงของวงเนื้อร้องน้อยมาก ตั้งใจ</strong></p>



<p>นิค : ผมอยากใส่เนื้อร้องไปแค่นั้น ผมแค่หยิบเอาสิ่งที่ผมถนัดหรือเป็นตัวผมออกมา เพลงของวงเรามันก็จะมีเนื้อร้องน้อยหน่อ</p>



<p><strong>คุณเขียนเพลงจากอะไร</strong></p>



<p>นิค : ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือบางที ไปเจอคำบางคำหรือเรื่องราวในอินเทอร์เน็ตก็หยิบมาเขียน การเขียนเพลงของผมมันมาจากหลายทางมากครับ</p>



<p><strong>ตอนจะทำเพลงใหม่สักเพลง แบ่งหน้าที่กันยังไง</strong></p>



<p>นิค : ถ้าขึ้นเพลงใหม่ ปกติจะเป็นผมคนเดียว ผมจะขึ้นโครงมาชัดเจนให้คนอื่นไปลองแกะดู อย่างฆ้องหรือพี่ฟลุ๊คก็จะมีเอาไลน์มาเสนอบ้าง ใส่เบสไลน์นี้เข้าไปไหม ในโครงที่ผมทำ ผมก็จะให้ที่ว่างของแต่ละคน ใครอยากใส่อะไรก็ลองใส่มาได้เลยนะ เวิร์กไม่เวิร์กเดี๋ยวมาว่ากันอีกที</p>



<p><strong>คิดว่าเพลงไหนบอกตัวตนของ DOTDOTDOT ได้ชัดเจนที่สุด</strong></p>



<p>นิค : กร้าน ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีสำเนียงที่ชัดเจนมากๆ ค่อนข้างรุนแรงมาก (หัวเราะ)</p>



<p>ปอย : สำหรับผมคือเพลงปลาร้า มันค่อนข้างชัดมากว่าตัวตนของวงคือประมาณนี้</p>



<p>ฆ้อง : ผมชอบเพลงปลาร้าเหมือนกัน ถ้าได้ฟังแล้วจะรู้เลยว่ามีเอกลักษณ์ของ DOTDOTDOT ชัดมาก เพลงมันมีสำเนียงที่ออกแนวอีสาน</p>



<p>นิค : แต่ยังไม่ได้ปล่อย กำลังหมักปลาร้าอยู่ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>วางแผนปล่อยเพลงปลาร้าช่วงไหน</strong></p>



<p>นิค : จริงๆ เพลงปลาร้าผมทำเป็นเพลงแรกของวง แต่ที่ยังไม่ได้ปล่อยสักที เพราะกำลังหาคนมาร้องท่อนหมอลำ แต่ยังไม่ลงตัวว่าเป็นใครดี กำลังหาอยู่ มันติดแค่ตรงนี้แหละครับ</p>



<p><strong>หมายถึงมีเนื้อหมอลำอยู่แล้ว แค่หาคนมาร้อง</strong></p>



<p>นิค : ผมอยากให้คนที่จะมาร้องหมอลำให้เราเขียนเนื้อท่อนหมอลำไปเลย เพราะตอนนี้เรามีโครงที่ค่อนข้างชัดอยู่แล้ว ก็เลยมองๆ ศิลปินหมอลำอยู่ครับ</p>



<p><strong>มองใครไว้</strong></p>



<p>นิค : ที่ผมต้องการคือรัสมี เวระนะ (หัวเราะ) ตอนนี้ผมกำลังชวนอยู่ กำลังพูดคุยกันอยู่ เหมือนเขาจะสนใจนะ คือคุยกันว่าถ้าให้เขาเข้ามากรุงเทพฯ เพื่ออัดก็ต้องเป็นช่วงที่พี่รัสมีทัวร์มาที่กรุงเทพฯ ถ้าได้พี่รัสมีมาฟีดนี่ผมโคตรดีใจเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186270" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พร้อมจะแมสแล้ว</strong></h2>



<p>DOTDOTDOT มี…</p>



<p>ผู้ติดตามในยูทูบ 504 บัญชี</p>



<p>ผู้ติดตามในอินสตาแกรม 822 บัญชี</p>



<p>ผู้ติดตามในเฟซบุ๊ก 386 บัญชี</p>



<p>ผู้ฟังรายเดือนบน Spotify 1,800 บัญชี</p>



<p>ในวันที่บริษัทเทคฯ ณ ซิลิคอน วัลเลย์ ยื่นไม้บรรทัดวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขให้โลกรู้จัก ทั้งยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือยอดวิว ผลงานไหน บทเพลงใดอับแสงไร้คนตอม เราแทบจะพลิกแผ่นดินหา ตรงกันข้าม ผลงานไหนบทเพลงใดเกิดไวรัลขึ้นมา ถึงไม่อยากดูเราก็ต้องดู</p>



<p>หลายคนอาจเห็น DOTDOTDOT เล่นสดครั้งแรกโปรเจกต์ Brand The Band ของทาง Fungjai และ CEA ที่ Blueprints เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว พวกเขาขึ้นแสดงเป็นวงสุดท้าย ด้วยแนวดนตรีที่แปลกแหวกไม่เหมือนใคร สื่อดนตรีหลายเจ้าเขียนถึงพวกเขาว่าเป็นวงร็อกรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดตอนนี้ จากนั้น พวกเขาก็มีโอกาสเป็น Supporting Act และเริ่มมีงานจ้าง</p>



<p>ดีหรือไม่ดี ไม่ได้วัดด้วยตัวเลขเสมอไป </p>



<p><strong>ทุกวันนี้มีงานเข้ามาเยอะไหม</strong></p>



<p>นิค : ก่อนหน้านี้งานเยอะครับ พอพ้นปีใหม่มาถึงตอนนี้ก็มาเรื่อยๆ อย่างเดือนนี้มี 3 งาน</p>



<p><strong>ปกติ เวลาไปออกงานเตรียมไปเล่นกี่เพลง</strong></p>



<p>นิค : ปกติก็ประมาณ 8 เพลง ราวๆ 45 นาที แต่โคราชที่กำลังจะไปเล่น เราเตรียมไป 11 เพลง เขาให้เวลา 1 ชั่วโมง</p>



<p><strong>ตอนได้ไปเล่นที่ BKK Music City อายุวงแค่ 4 &#8211; 5 เดือน รู้สึกยังไงบ้าง</strong></p>



<p>นิค : จำได้ว่างานนั้นเป็นงานที่ผมตื่นเต้นที่สุดในชีวิต และนั่นคืองานแรกที่พี่ฟลุ๊คเล่น ช่วงนั้นผมมีความหวั่นใจเล็กน้อย พี่ฟลุ๊คจะได้ไหมวะ เพราะไม่เคยเจอกัน ไม่เคยซ้อมกันมาก่อน แต่พอได้ยินเสียงแคนของเขา ผมแบบ โอเค อุ่นใจละ</p>



<p><strong>ฟลุ๊คล่ะ รู้สึกยังไงกับงานแรกของตัวเอง ตื่นเต้นไหม</strong></p>



<p>ฟลุ๊ค : อยู่ไม่สุข (หัวเราะ) มันเป็นงานแรกและงานใหญ่ ช่วงนั้นผมซ้อมหนักเอาเรื่องเหมือนกัน คือต้องบอกว่าผมไม่ได้มีสกิลของหมอแคนที่สามารถเล่นได้อย่างมืออาชีพ ผมฝึกเอง มันเลยมีสำเนียงที่ต่างออกไป ผมต้องซ้อมและหาจับทางให้แคนที่ผมเล่นมันเข้ากับสำเนียงของวงได้ ผมกลัวทำออกมาได้ไม่ดี กลัวเสียงแคนจะไปเปลี่ยนเพลงที่น้องทำมา</p>



<p><strong>พอจบงานแล้วเป็นไง ฟีดแบ็กดีไหม</strong></p>



<p>นิค : ดีมากครับ พอกลับไปดู <em>เชี่ย กูเล่นผิดเยอะเหมือนกันนี่หว่า</em> แต่พอเล่นจบคนก็เข้ามาคุยเยอะมาชมเยอะ มันเป็นงานที่แบบฟีดแบ็กค่อนข้างดีเลยครับ</p>



<p>ฟลุ๊ค : แล้วคนดูก็เยอะด้วย เล่นช่วงอาทิตย์ตกดินพอดี </p>



<p>ฆ้อง : มันเป็นงานแรกของปีหลังจากไม่ได้เล่นมาสักพัก ก็ตื่นเต้นอยู่ครับ ผมก้มหน้าเล่นตลอดเลย</p>



<p>ปอย : ผมตื่นเต้น เพราะเราไม่ได้เล่นมาเกือบเดือนหรือเดือนกว่าไม่ชัวร์เหมือนกัน แล้วมันเป็นงานค่อนข้างใหญ่ ผมจำได้ว่าตอนขึ้นเพลงแรกคือมือเย็นมือแข็งเลย แต่พอผ่านไปสัก 2 &#8211; 3 เพลงก็สนุกละ<br><br>นิค : เป็นงานที่คนแท็กมาในสตอรีเยอะที่สุดแล้วครับ ตอนเล่นผมก็ไม่ค่อยได้ดูคนเท่าไหร่ ผมเป็นสายก้มหน้าเล่น ผมไม่ชอบสบตาคน ผมไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไว้ตรงไหน</p>



<p><strong>แสดงว่าตอนเพอร์ฟอร์ม DOTDOTDOT ไม่ใช่สายเอนเทอร์เทนคนดู</strong></p>



<p>นิค : ไม่ใช่สายนั้นเลยครับ มันเป็นเพราะตัวผมด้วยที่ขี้ีอายประมาณหนึ่ง เวลาไปเล่นก็จะไม่ค่อยมีเพอร์ฟอร์แมนซ์ อยากให้เขาโฟกัสที่เพลงมากกว่า</p>



<p>แต่มันมีแวบหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าถ้าเรามองว่าตัวเองเท่ เฟี้ยว มันจะทำให้เรามีแรงที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ หรอกนะครับ มันเหมือนเป็นการ Manifest เฉยๆ (หัวเราะ) ถ้าไม่ได้อยู่กับคนที่สนิทกันผมจะนิ่งๆ ไม่ค่อยเฮฮาเท่าไหร่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186271" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ปากมีไว้พูด ณ ดินแดนเสรี<br>แลนด์นักเลง เพลงพูดแทนปาก</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">มีคนเคยพูดว่า ถ้าอยากรู้ว่าสภาพสังคม ณ ตอนนี้เป็นยังไงให้อ่านวรรณกรรม ไม่ก็เงี่ยหูฟังเพลง</p>



<p class="has-text-align-left">นักดนตรีไม่ได้ต่างอะไรจากทนายความ หมอ นักธุรกิจ นักแสดง นักกิจกรรม จิตรกร หรือแม่ค้า เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หลายวิกฤตที่ประเทศไทยเผชิญหน้า พิสูจน์แล้วว่าต่อให้ต่ำเรี่ยดินหรือสูงเสียดฟ้า เราเจอปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่เราเจ็บไม่เท่ากัน</p>



<p class="has-text-align-left">นักแสดงอาจพูดไม่ได้ในบางเรื่อง เสียงของแม่ค้าอาจถูกสังคมเพิกเฉย ศิลปินคือคนอีกกลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในมือ พวกเขาสามารถสื่อสาร เรียกร้อง หรือแม้แต่สะท้อนความจริงที่รู้แต่พูดไม่ได้ ผ่านผลงานได้ แน่นอนว่า DOTDOTDOT ใช้เพลงพูดแทนปาก</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ปกติตามข่าวกันบ่อยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ตามอ่าน ตามดู แต่ไม่ได้ไปคอมเมนต์</p>



<p class="has-text-align-left">ปอย : ผมชอบอ่านข่าว ชอบแชร์พี่เต้ (หัวเราะ) เอาแบบไม่กวน คือมันเหมือนเราใกล้จะเรียนจบแล้วอ่ะครับ ต้องออกไปเจอโลกภายนอกแล้ว มันก็ต้องสนใจเรื่องพวกนี</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>เรื่องอะไรที่รู้สึกว่าขุ่นข้องหมองใจที่สุดในช่วงนี้</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ในโซเชียลมันจะมีการเหยียดกันว่า <em>มึงคนอีสานแน่นอน</em> ผมติดใจกับคำพูดพวกนี้ ที่เขาอาจจะแค่พูดล้อกัน แต่ของแบบนี้มันอยู่ที่ตัวบุคคลด้วยหรือเปล่านะ หมายถึงว่าสิ่งที่เขาพูดกันมันคงมีเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผลเขาคงไม่พูดกัน</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>หรือมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะเรามองคนไม่เท่ากัน</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ครับ คำถามคือทำยังไงถึงจะเกิดการรับรู้ว่าคนเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่จังหวัดอะไร ไม่ต้องมาจำแนกแบ่งแยกกัน มันต้องเปลี่ยน Mindset ให้ได้ก่อน ซึ่งทำยังไงผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>น่าจะยากนะ</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ยากครับ ประเทศเราทุกอย่างมันรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ ภาคอื่นๆ ถูกทอดทิ้ง แล้วคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็ต้องดิ้นรนเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ เพราะว่าการศึกษาในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดมันไม่เท่ากัน มันเลยทำให้มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เลยยังมีคนพูดอะไรแบบนั้นอยู่</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>เห็นล่าสุดเพิ่งปล่อยเพลงกร้าน เพลงนี้มันเล่าเรื่องอะไร</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ตอนแรกเพลงกร้านไม่ได้ใช้เนื้อนี้ เวอร์ชันแรกเนื้อมันเล่าอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเปลี่ยนเพื่อให้คอนเซปต์มันชัดขึ้น เวอร์ชันหลังผมเขียนเนื้อจากเรื่องของแม่ แม่ผมบอกว่าช่วงที่เขาเด็กๆ ตอนอยู่กาฬสินธุ์ บ้านค่อนข้างอยู่ไกลจากในเมืองมาก มันห่างไกลความเจริญมาก แม่ผมต้องออกจากบ้านตั้งแต่ ป.6 เพื่อไปอยู่เชียงใหม่</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>คิดว่าคนจะเก็ตไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ผมว่ามันก็เข้าใจง่ายอยู่นะ มันคือการก้าวเท้าออกมาจากบ้านโดยที่เรายังไม่ได้พร้อมขนาดนั้น มันไม่ใช่วัยของเราด้วยซ้ำ เราต้องบังคับตัวเองเพื่อจะต้องเติบโต ปัจจุบันนี้น่าจะน้อยลงแล้ว เพราะต่างจังหวัดบางที่ก็เริ่มเจริญขึ้น</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แค่บางที่</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ ผมว่ามันแก้ไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ ถ้าทุกอย่างยังกระจุกอยู่ในเมืองอยู่ ในความรู้สึกส่วนตัว ผมรู้สึกว่าเรากำลังโดนล้างสมองอะไรบางอย่าง เพื่อให้เราไม่มีแรงไปสู้อะไรกับเขาได้ เหมือนเขากำลังควบคุมเราอยู่ เราคนธรรมดาก็จะทำอะไรมากไม่ค่อยได้ ส่วนเขาก็หาลู่ทางที่จะเติบโตขึ้น ส่วนเราอยู่ที่เดิม</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แต่ก็ไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ คือโอกาสที่วงดนตรีจะอยู่รอดได้</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ครับ เราก็คงปักหลักอยู่ในโซนกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดถ้ามีงานจ้างก็ไป อย่างเดือนนี้มีไปเล่นที่ Terminal21 โคราช สำหรับผม วงต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง และสมาชิกอยู่ได้โดยที่เราเล่นดนตรีกัน คือศิลปินก็ควรจะอยู่ได้จากการทำเพลง หรือออกไปโชว์</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>นอกจากเรื่องสังคม การเมือง วงคิดจะทำเพลงเล่าเรื่องอื่นๆ ด้วยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ในอัลบัมเต็มที่เรากำลังทำกันอยู่ก็มีพูดเรื่องความรัก<br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การทำวงดนตรี นี่มันยากเหมือนกันนะ</strong></h2>



<p>จะว่าเร็วไปก็ไม่ผิด DOTDOTDOT มีอายุวงยังไม่ทันจะครบ 1 ปี มือกีตาร์อย่างปอยกับมือเบสอย่างฆ้อง ก็ยังเป็นนักศึกษาอยู่ แถมไม่มีค่าย ไม่มีทีมงานหลังบ้านช่วยดูแลรับงาน หัวหน้าวงอย่างนิคนอกจากเขียนเพลงและคุมทิศทางของวงแล้ว ยังต้องทำใจให้นิ่งไม่หวั่นไหวต่อคำถามกับสิ่งที่กำลังทำอยู่</p>



<p>“มันยังเรียกว่าเป็นอาชีพหลักไม่ได้” นิคเล่าถึงสถานะของวง DOTDOTDOT ในแง่ของการทำเป็นอาชีพ อย่างตรงไปตรงมา</p>



<p>จากการพูดคุยกับพวกเขา เราสรุปได้ว่าแพชชันในการเล่นดนตรีอย่างเดียวอาจไม่พอ หากตั้งใจอยากจะหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพนักดนตรี มันอาศัยหลากหลายปัจจัย ทั้งการสนับสนุน เงินทุน การบริหารจัดการ การสร้างสรรค์ผลงาน การถูกมองเห็น ฯลฯ</p>



<p>เล่นดนตรีไม่ยาก แต่ทำวงดนตรีให้สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างมั่นคงก็ไม่ง่าย</p>



<p><strong>เล่าให้ฟังหน่อยว่าหัวหน้าวงต้องทำอะไรบ้าง</strong></p>



<p>นิค : ทุกอย่าง (หัวเราะ) ผมเป็นคนรับงานเอง พวกแผนโปรโมตหรือภาพลักษณ์เราก็ลุยกันเอง ถ่ายภาพเอง จัดหาทุกอย่างเองหมดเลย ที่วงยังไม่มี MV สักตัว เพราะเราไม่ได้มีเงินทุนขนาดนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเริ่มยังไง ก็เลยรอเก็บตังได้สักก้อนหนึ่งแล้วค่อยทำทีเดียวดีกว่า</p>



<p><strong>คิดจะหาหลังบ้านมาช่วยสักคนไหม</strong></p>



<p>นิค : คิดครับ ผมกำลังศึกษาอยู่ เร็วๆ นี้เรากำลังจะปล่อยอัลบัม ผมอยากได้ Art Director หรือคนหลังบ้านที่คอยทำเรื่องพวกนี้ ถ้าเราใช้คนที่ตรงสายไปเลย เขาน่าจะมีมุมมองอะไรที่กว้างกว่าเรา แค่ยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง ติดต่อใคร จะให้เขาทำอะไรบ้าง ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก</p>



<p><strong>อยากมีค่ายไหม</strong></p>



<p>นิค : ก็อยากนะครับ ทำงานโดยที่ไม่มีสังกัดมันค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกัน ทุกอย่างต้องลุยด้วยตัวเอง ถ้ามีค่ายมีซัปพอร์ต วงน่าจะแข็งแรงขึ้นได้มากกว่านี้อีก</p>



<p><strong>คิดว่าตัวเองเหมาะกับค่ายไหน</strong></p>



<p>นิค : ผมชอบค่าย NewEchoes เป็นค่ายที่ไม่ได้เมนสตรีมขนาดนั้น วงผมน่าจะเหมาะกับอะไรประมาณนี้</p>



<p><strong>ทำวงดนตรีในยุคนี้ดูเหมือนจะเท่ แต่จริงๆ มันไม่ง่ายเลยใช่ไหม</strong></p>



<p>นิค : คือการเป็นเด็กที่เพิ่งเรียนจบดนตรีมาและทำวงด้วยมันยาก การทำวงๆ หนึ่ง มันใช้ทรัพยากรค่อนข้างเยอะ อย่างเช่นเงินทุนหรือการเข้าถึงโอกาส มันน่าจะมีการสนับสนุนให้กับวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ เพราะถ้าปล่อยให้เดินคนเดียวมันค่อนข้างเหนื่อย</p>



<p><strong>สนับสนุนโดยใคร</strong></p>



<p>นิค : ง่ายสุดควรมาจากรัฐบาลไหมนะ จริงๆ มีหลายหน่วยงานที่มองเห็นและสนับสนุนนะครับ อย่าง CEA เขาก็สนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ หรือศิลปินที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก เขาเริ่มผลักดันมากขึ้นแล้ว</p>



<p><strong>พูดได้เลยไหมว่าการทำวง DOTDOTDOT เป็นอาชีพหลักที่ทำตอนนี้</strong></p>



<p>นิค : ยังยึดเป็นอาชีพหลักไม่ได้หรอกครับ ยังอยู่ไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่มีงานอื่น ทำแค่วงอย่างเดียวเลยครับ</p>



<p><strong>คนอื่นๆ ล่ะ อยากรู้ว่าคาดหวังกับวงไว้แค่ไหน</strong></p>



<p>ปอย : คาดหวังประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกับต้องเป็นหลักขนาดนั้น เพราะผมชอบทำอะไรหลายอย่าง ถ้ามันสามารถเป็นงานหลักได้ก็ดี แต่ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้นในเร็ววันก็คงไม่ได้กดดันตัวเอง ผมยังมีอย่างอื่นให้ทำ ที่ผมคิดๆ ไว้ก็มีไม่ใช่สายดนตรีเลยก็มี ส่วนตัวผมอยากลองทำสไตลิสต์<br><br>ฆ้อง : ของผมขึ้นอยู่กับพี่นิค ผมใจๆ เลย ผมชอบที่ได้เล่นให้ DOTDOTDOT ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เล่น ก็ไม่รู้จะได้เล่นอะไรที่เป็นแนวนี้อีกหรือเปล่า งานอื่นที่ผมมองไว้ก็กะว่าจะทำนู่นนี่นั่นของตัวเอง แต่ผมยังไม่อยากรีบเลือกตอนนี้ ขอดูไปเรื่อยๆ ก่อนว่าจะไปทางไหนดี<br><br>ฟลุ๊ค : ส่วนตัวยังไม่ได้คิดว่ามันเป็นอาชีพได้ แต่เป็นแพชชันมากกว่า ให้เพลงมันทำหน้าที่ของมันไป ผมขอแค่มีความสุขกับการทำเพลงตรงนี้ อยากทำเพลงแบบไหนก็ทำออกไป เลยไม่ได้คาดหวังกับที่ความชอบของเรามาก มองแค่ปัจจุบันพอ เราทำประมาณนี้เรามีความสุข ยังมีความสุขกับการเล่นดนตรี</p>



<p>จูเนียร์ : ผมสบายๆ ครับ ขอให้ทุกคนสนุกก็พอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186272" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ขอเดินช้าๆ ไม่คาดหวัง<br>ถ้าเล่นดนตรีแล้วเลี้ยงตัวเองได้ โคตรจะชีวิตในฝัน</strong></h2>



<p>ความฝันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ความฝันมันดีตรงที่เราจะฝันใหญ่แค่ไหนก็ได้ มีคนเคยพูดว่าการมีความฝันทำให้ชีวิตของเรามีเป้าหมาย แล้วเราจะตั้งใจใช้ชีวิตในทุกวันเพื่อก้าวไปสู่จุดนั้น</p>



<p>แต่ความฝันจะเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน หากไม่เริ่มลองผิดลองถูก เพราะบางครั้งเราเรียนรู้ผ่านการล้ม ก๊วนร็อกหนุ่มแห่ง DOTDOTDOT ก็เป็นคนมีความฝัน ตามประสานักดนตรี พวกเขามีเวทีที่ฝันว่าสักวันจะได้ขึ้นไปเล่น และเส้นทางของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้น</p>



<p><strong>ตั้งแต่ทำวงดนตรีมา มีอะไรที่เป็นอุปสรรคที่ยากที่สุดหรือเปล่า</strong></p>



<p>นิค : น่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนหน้านี้สมาชิกยังไม่นิ่ง มีคนเข้าๆ ออกๆ ผมก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังควบคุมทุกอย่างได้ดีพอหรือยัง มันเลยมีความสงสัยในตัวเองอยู่บ้าง</p>



<p><strong>ออกด้วยเหตุผลอะไรเหรอ</strong></p>



<p>นิค : อย่างมือแคนคนเก่าเขามีงานประจำ เขาต้องไปทำงานประจำ แล้วบางทีวงต้องไปเล่นในวันธรรมดา เขาลางานมาไม่ได้ ขอโฟกัสที่งานประจำเป็นหลักก่อน ตอนหลังก็เลยได้พี่ฟลุ๊คเข้ามาแทน</p>



<p>สำหรับผมตอนนั้นมันยากมาก หลังจากนั้นผมเลยไล่ถามทุกคนเลยว่ามีปัญหาอะไรมั้ย ติดขัดอะไรกันรึเปล่า ผมถามฟีดแบ็กของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่มีปัญหาอะไร มองกลับไป ไม่รู้ผมแก้ปัญหาไหมด้วยนะ เหมือนผมแค่ปล่อยมันผ่านไป เบลอๆ ไป</p>



<p><strong>สมาชิกตอนนี้คือนิ่งแล้วใช่ไหม</strong></p>



<p>นิค : คิดว่าไม่อยากเปลี่ยนแล้ว อยากให้เป็นเซตนี้ไปเรื่อยๆ ครับ</p>



<p><strong>ในฐานะหัวหน้าวง</strong> <strong>มองอนาคตของวงไว้ยังไง</strong></p>



<p>นิค : ไม่ได้มองอนาคตไกลหรือวางแผนจริงจังนะครับ ตอนนี้แค่อยากปล่อยอัลบัมเต็ม แล้วก็อยากทำ MV ให้กับบางเพลงในอัลบัมให้มันเป็นตัวเราที่สุด ส่วนอนาคต 2 &#8211; 3 ปีข้างหน้า ยังไม่ได้คิดอะไรไกลขนาดนั้นครับ</p>



<p><strong>เป็นคนไม่คิดถึงอนาคตมาตลอดเลยเหรอ</strong></p>



<p>นิค <strong>:</strong> จริงๆ แต่ก่อนผมเป็นคนมองอนาคตนะ ผมทำวงแนวอื่นมาก็เยอะ ซึ่งตอนทำผมก็มองไกลประมาณ 2 &#8211; 3 ปี ว่าอนาคตข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่พอมันไม่ Success มันก็ค่อนข้างเฟล พอมาทำ DOTDOTDOT เลยไม่ค่อยมองอะไรไกลแล้วครับ</p>



<p><strong>คนรอบตัวถามไหมว่าทำอะไรอยู่</strong></p>



<p>นิค : ผมโดนถามเยอะอยู่ แต่คนในครอบครัวอย่างพ่อแม่ เขาเข้าใจและสนับสนุนเรา แต่เวลาไปเจอญาตินี่ค่อนข้างเสียศูนย์ เขาก็พยายามแนะนำนะว่าแบบลองไปอย่างนู้นอย่างนี้ไหม เขาจะแนะนำในมุมของผู้ใหญ่ ล่าสุดเขายกตัวอย่างนนท์ ธนนท์มาให้ผม (หัวเราะ) เขามีความแน่วแน่ในความคิดของเขา ผมก็เลยบอกครับๆ เออออไปกับเขา</p>



<p><strong>แต่ก็แน่วแน่ใช่ไหมว่ายังไงก็จะทำจนมันกลายเป็นอาชีพได้</strong></p>



<p>นิค : ผมจะพยายามจนถึงที่สุด ถ้าไม่ได้เดี๋ยวว่ากันอีกที</p>



<p><strong>ถามเอาตอนนี้ พวกคุณมีเวทีหรืองานในฝันที่อยากไปเล่นไหม</strong></p>



<p>นิค : ถ้าเอา Goal ที่ใกล้ที่สุดคือ อยากเล่น Wonderfruit ผมอยากเล่นมาหลายปี ปกติเขาจะให้ส่งเพลงของวงเข้าไปเพื่อแอดมิสชัน ผมส่งมา 2 &#8211; 3 ปีแล้วยังไม่ติด หวังว่าปีนี้จะติด </p>



<p>ฟลุ๊ค : Tiny Desk ครับ (หัวเราะ) หวังว่าๆ<br><br>ปอย : อยากเล่น Summer Sonic เห็นมานาน เห็นวงที่เราชอบได้ไปเล่น ถ้าได้ไปเล่นสักครั้งก็คงเฟี้ยวดี<br><br>จูเนียร์ : อะไรที่เขาพูดกันว่าระดับโลกผมอยากไปหมดเลย</p>



<p>ฆ้อง : ผมอยากไปทัวร์ต่างประเทศ ที่ไหนก็ได้</p>



<p><strong>มีแววว่าจะได้ไปเล่นที่ต่างประเทศไหม</strong></p>



<p>นิค : กำลังจะได้ไป แต่ยังไม่ได้คอนเฟิร์มนะ วันที่เราไปเล่นที่งาน BKK MUSIC CITY มีผู้จัดจากจีนชวนไปเล่น เขาชวนไปทัวร์ที่จีน ผมดูโปรไฟล์ก็เป็นบริษัทน่าเชื่อถืออยู่ เหมือนเขาจัดคอนเสิร์ตวงอินดี้ในต่างประเทศที่มันค่อนข้างมีชื่อเลย</p>



<p><strong>เท่าที่ฟัง ดูเหมือนแต่ละคนจะให้อิสระกับชีวิตมาก อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวพวกคุณมีความเชื่ออะไรที่ยึดถือใช้กันอยู่บ้าง</strong></p>



<p>ฟลุ๊ค : ผมว่าถ้าเราอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ขอแค่มีสติรู้ตัวตลอด</p>



<p>ปอย : ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ต้องไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น ผมว่าเท่านี้โอเค<br><br>จูเนียร์ : ผมยึดเหตุผล เเละการยอมรับตัวเองครับ</p>



<p>ฆ้อง : ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ปล่อยไป เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้</p>



<p>นิค : ผมจะยึดอยู่ 2 อย่าง ใช้ชีวิตให้มันเต็มที่ไปซะ แบบวันพรุ่งนี้จะมีรึเปล่าก็ไม่รู้ แล้วก็ปล่อยทุกอย่างให้มันเป็นตามที่ควรจะเป็น ให้มันไปตามลม มันจะพัดไปทางไหนก็คอยตั้งรับกับมันไว้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/">เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185417</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เสื้อตัวโปรดเหรอ” “ใช่ นี่เพิ่งซื้อมาก็ใส่เลยนะ เห่อมาก” สเวตเตอร์สีเทาเขียนนำด้วย ‘TOKYO MELODY’ ขึ้นบรรทัดถัดไปด้วย ‘un film sur RYUICHI SAKAMOTO’ ริวอิจิคือศิลปินที่หนุ่มแว่นชื่นชอบเป็นพิเศษ เห็นได้จากโพสต์เฟซบุ๊กที่เขาลงสถานะชื่นชมเมื่อปี 2018 หลายครั้งติดต่อกันและในครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023&#160; หนุ่มแว่นอาจจะรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ก็ได้ว่าความเป็นเขาก็มีคนชื่นชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน&#160; ใช่เพราะรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสในประเทศไทยมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเขายืนระยะในวงการภาพยนตร์มาร่วม 13 ปีแล้ว “สิ่งที่เราทำมันก็จะเลือกกลุ่มคนดูประมาณหนึ่ง ความหวังในฐานะคนทำเราก็คิดว่าคงจะมีกลุ่มคนดูจำนวนมากพอให้เราทำในสิ่งที่ถนัดไปได้เรื่อยๆ พูดแล้วมันเหมือนโอ้ย! อินดี้เนอะ แต่ว่าจริงๆ คนทุกคนก็คงต้องการสิ่งนี้เปล่าวะ เราก็อยากเป็นตัวของตัวเอง มีคนชอบในแบบที่เราเป็น นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ (หัวเราะ) ทำมา 13 ปี 9 เรื่องก็ยังมีคนให้ทำอยู่” ตัวเขาคงรู้ดีที่สุดว่านี่เป็นโชคหรือพรสวรรค์ เพราะเขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์อันไม่ได้เข้าเค้าการทำภาพยนตร์เลย ทว่า ‘เต๋อ &#8211; นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ก็ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว&#160; จากภาพยนตร์ ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ พ่วงเพลงประกอบ ‘เดี๋ยวจะทำตามความฝัน’ สู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/">ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“เสื้อตัวโปรดเหรอ”</strong></p>



<p><strong></strong><strong>“ใช่ นี่เพิ่งซื้อมาก็ใส่เลยนะ เห่อมาก”</strong></p>



<p>สเวตเตอร์สีเทาเขียนนำด้วย ‘TOKYO MELODY’ ขึ้นบรรทัดถัดไปด้วย ‘un film sur RYUICHI SAKAMOTO’ ริวอิจิคือศิลปินที่หนุ่มแว่นชื่นชอบเป็นพิเศษ เห็นได้จากโพสต์เฟซบุ๊กที่เขาลงสถานะชื่นชมเมื่อปี 2018 หลายครั้งติดต่อกันและในครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023&nbsp;</p>



<p>หนุ่มแว่นอาจจะรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ก็ได้ว่าความเป็นเขาก็มีคนชื่นชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>ใช่เพราะรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสในประเทศไทยมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเขายืนระยะในวงการภาพยนตร์มาร่วม 13 ปีแล้ว</p>



<p><strong>“สิ่งที่เราทำมันก็จะเลือกกลุ่มคนดูประมาณหนึ่ง ความหวังในฐานะคนทำเราก็คิดว่าคงจะมีกลุ่มคนดูจำนวนมากพอให้เราทำในสิ่งที่ถนัดไปได้เรื่อยๆ พูดแล้วมันเหมือนโอ้ย! อินดี้เนอะ แต่ว่าจริงๆ คนทุกคนก็คงต้องการสิ่งนี้เปล่าวะ เราก็อยากเป็นตัวของตัวเอง มีคนชอบในแบบที่เราเป็น นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ (หัวเราะ) ทำมา 13 ปี 9 เรื่องก็ยังมีคนให้ทำอยู่”</strong></p>



<p>ตัวเขาคงรู้ดีที่สุดว่านี่เป็นโชคหรือพรสวรรค์ เพราะเขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์อันไม่ได้เข้าเค้าการทำภาพยนตร์เลย ทว่า <strong>‘เต๋อ &#8211; นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ </strong>ก็ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว&nbsp;</p>



<p>จากภาพยนตร์ ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ พ่วงเพลงประกอบ ‘เดี๋ยวจะทำตามความฝัน’ สู่<strong> ‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’&nbsp;</strong></p>



<p>เต๋อตอบเองกับปากว่าภาพยนตร์ที่ทำเปลี่ยนไปตามนิสัยและวัยของตัวเอง เอ! เขายังติดอยู่ในลูปทุนนิยมอย่างออกไปตามทางฝันไม่ได้หรือเปล่านะ นี่ก็อายุจวนจะสี่สิบกลางแล้ว&nbsp;</p>



<p>เช่นนั้นขอมอบหน้าที่ให้ผู้อ่านเป็นคนพิจารณาภาพยนตร์ใหม่ของเขาไว้ ณ ที่นี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185426" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยึดมั่นใน KPI&nbsp;</strong></h2>



<p>ผลงานที่ผ่านมาของนายเต๋อออกฉายในโรงภาพยนตร์ชนิดปีเว้นปี กระแสตวัดหน้าขึ้นสูงเพราะลูกเล่นบทภาพยนตร์เฉพาะตัว เช่น ‘Mary is happy, Mary is happy.’ อันรวบรวมโควตนิยมในโซเชียลมีเดียมาใส่การสนทนาตลอดเรื่อง กับมวลบรรยากาศเงียบเชียบแทบจะไร้ดนตรีประกอบฉาก ทำให้ทุกครั้งที่ประโยคของตัวละครจบลง ผู้ชมต้องเผลอหยุดหายใจเพื่อคิดตาม&nbsp;</p>



<p>หรือภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ที่ดำเนินเรื่องด้วยกิจวัตรของหนุ่มฟรีแลนซ์คลั่งรับงานกระทั่งผื่นขึ้นคอลามลงแก้มก้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ทว่าเขาก็ยังหามโน้ตบุ๊กแนบไปกับร่างกายคล้ายผีดิบเดินเข้าออกโรงพยาบาล และภาพยนตร์อื่นที่ไล่หลังมาติดๆ อย่างไม่เคยละทิ้งกลิ่นอายความเป็นตัวเอง จนใครต่อใครต่างก็ชี้นิ้วเมื่อโปสเตอร์เรื่องใหม่ถูกกางออกโดยไม่ทันเห็นชื่อผู้กำกับ “นี่มันหนังเต๋อ!”&nbsp;</p>



<p>เว้นเสียแต่ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ เรื่องล่าสุดของเขาที่กินระยะไปเกือบสามปีจึงทำให้อดถามหาสาเหตุไม่ได้</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ ‘Human Resource’</strong> <strong>ทิ้งเวลาจากภาพยนตร์เก่านานกว่าปกติ</strong> <strong>เป็นเพราะคุณตั้งใจหายไปไหม</strong></p>



<p>ไม่ๆ (หัวเราะ) โดยปกติจะเว้นทำหนังปีเว้นปี จริงๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มันอีนุงตุงนังหน่อยก็เลยเว้นไปถึงสามปี</p>



<p><strong>คิดว่ากระแสในวงการภาพยนตร์ของคุณเป็นอย่างไร</strong></p>



<p>ก็เป็นปกติแบบที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่เราทำมันค่อนข้างเฉพาะกลุ่มที่จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ เป็นมาตั้งแต่เรื่องแรกแล้ว เป็นมาตลอดเลย แต่ในฐานะคนทำงานเราก็ทำเท่าที่ทำได้ เราไม่ใช่คนที่เดี๋ยวเรื่องต่อไปเราจะทำให้ทุกคนชอบ เราจะคิดแต่ว่าเราอยากเล่าเรื่องอะไร เล่าด้วยวิธีแบบไหน ตัวละครแบบไหน เราไม่ได้คิดว่าคนกำลังอยากดูอะไร ควรจะดูอะไร หรือเขาสนใจอะไรอยู่</p>



<p><strong>คนเขาบอกไหมว่าไม่ชอบอะไรในภาพยนตร์ของเรา</strong></p>



<p>เขาอาจจะไม่ชอบสไตล์ เรื่อง หรือตัวละคร จริงๆ เราไม่ได้ติที่เขาจะไม่ชอบ แต่เวลาเราไม่ชอบอะไรสักอย่าง เราแค่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราเฉยๆ แต่จะไม่แบบเฮ้ย! ทำไมน้องไม่ทำแบบนี้วะ ทำไมน้องไม่เปลี่ยนวิธี มันก็แค่ไม่ใช่ทางเราเฉยๆ ยุคนี้ชอยส์ให้เลือกสิ่งที่ชอบมันมีมหาศาลมากเลย ถ้าไม่ชอบเรื่องนี้ก็ไปดูเรื่องอื่น ส่วนตัวเราจะมองเป็นค่ากลางมากกว่าไม่ถึงกับขั้นคอขาดบาดตาย ค่อนข้าง Feel Free กับมันเลย&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>คุณรับมืออย่างไรกับคอมเมนต์เหล่านั้น</strong></p>



<p>จริงๆ เราก็รับมือมาตลอด 13 ปีที่ทำหนังมาเลยนะ ยกตัวอย่างเรื่อง Mary is happy ที่มันบูมขึ้นมาแล้วมีคนไม่ชอบ เป็นไปตามยุคสมัยที่จะมันขึ้นเรื่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ มีหลายครั้งที่เราจะเอ! นี่เป็นความคิดเห็นที่ต้องเทคไหมนะ มันก้ำกึ่งระหว่างว่าเราควรจะปรับตามเขาไหม เราคงไว้ได้ไหม ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือควรจะฟังเขาบ้าง เราว่ามันเกิดกับคนสร้างสรรค์ทุกคนเลย แล้วทุกคนก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับจิตใจตัวเองเพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเป็นคนส่งงานออกสู่สาธารณะ ยิ่งโตเราก็ยิ่งพบว่าการแยกแยะคอมเมนต์ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปะนะ ยิ่งแยกได้มากขึ้นก็จะยิ่งจัดการได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ยุคเราอินเทอร์เน็ตมันยังไม่ยากขนาดนี้ ยุคนี้อาจจะยากกว่านิดหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้วิธีที่จะดีลกับคอมเมนต์เหล่านี้ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องใช้เวลานะ เราอาจจะอยู่กับมันได้มากขึ้น ใช้คำว่าอยู่กับมันก็ไม่เชิง เรียกว่าเป็นธรรมชาติของมันดีกว่า เพราะเราและคนอื่นไม่มีวันรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำวันนี้แล้วมันไม่เวิร์ก จริงๆ มันอาจจะกำลังเดินทางอยู่ก็ได้ มันกำลังพัฒนาจนกว่าจะไปถึงจุดที่เวิร์ก ซึ่งถ้าเราไม่ะัฒนาแล้วให้จบ ก็ไม่มีทางรู้ว่าเวิร์กไหม เผอิญเราเป็นคนดื้อนิดหน่อย เราอยากพัฒนาไปจนกว่าจะถึงจุดที่มันสิ้นสุดลงว่าแม่งไม่เวิร์กจริงด้วย ก็ให้จบไปแล้วกัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185427" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คิดว่าภาพยนตร์ที่ทำมา เปลี่ยนไปตามนิสัยของคุณไหม</strong></p>



<p>ก็ใช่นะ ดูจะเปลี่ยนไปตามวัย สมมติสิบปีที่แล้วก็จะเป็นคำถามแบบวัยรุ่นหน่อยว่าความทรงจำเราจะอยู่ได้ไหม ในเมื่อไม่มีกล้องถ่ายรูปแล้ว หรือตัวเราเองที่ปัจจุบันนั่งดูหนังรักวัยรุ่นก็จะไม่ค่อยอินแล้ว คือกูผ่านมาหมดแล้ว (หัวเราะ) เราจะชอบหนังรักที่โตขึ้น สัมพันธ์กับความเป็นจริง โรแมนติกน้อยกว่านั้น หนังแต่ละเรื่องที่ทำมันบันทึกความคิด ความอ่านของเรา ณ ขณะนั้น เราไม่ได้ทำหนังตามโจทย์ เราทำตามคำถามที่ตั้งขึ้นมาเอง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะหันไปทำหนังที่ไม่ถนัด</p>



<p><strong>สารตั้งต้นของภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คืออะไร</strong></p>



<p>เราทำหนัง ‘Die Tomorrow’ เกี่ยวกับความตายไปแล้ว ด้วยวัยที่เติบโตขึ้นด้วยทำให้พลิกมาเป็นขั้วตรงข้ามเรื่องการเกิดคือ ‘Human Resource’ คำถามที่ว่าอยากมีลูกไหมไม่ได้มาในวัย 40 ปีหรอก อาจจะมาก่อนหน้านั้นด้วย อย่างตอนเขียนบทจะทำให้เราได้ฟังความคิดคนเยอะมาก ทุกคนจะมีเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมถึงอยากมีลูกหรือไม่อยากมี ข้อสรุปก็ยังหาไม่ได้นะ&nbsp;</p>



<p>หนังเรื่องนี้มันเลยกลายเป็นคำถามที่ทำให้คนกลับไปคิดต่อมากกว่า แต่เราไม่ได้จบที่ถามตัวเองว่าอยากมีไหม เราคิดไปถึงเรื่องการเกิดเลย เราเกิดมาบนโลกใบนี้ แล้วเรามาทำอะไรกันวะ ชีวิตเราเนื้อแท้มันคืออะไร เนี่ย! แค่เรื่องการเกิดมันก็สัมพันธ์กับการเมือง เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเรื่อง ‘Human Resource’ ให้คนคิดถึงชีวิตที่เรามีอยู่&nbsp;</p>



<p>เพราะพล็อตเรื่องคือผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังท้อง คล้ายๆ กับเขาจะพาพนักงานใหม่เข้ามาในบริษัทที่ชื่อโลก ขณะเดียวกันเขาก็เป็น HR หน้าที่ปกติก็ต้องทัดทานคนเข้ามาอยู่ใหม่ในบริษัท หนังจะเล่าทั้งสองเรื่องขนานกันไปด้วยลักษณะที่คล้ายกัน ถามว่าทำไมต้องเป็น HR ก็เพราะนางเอกมีความลังเลว่าจะพาลูกมาเกิดหรือเปล่า เขาก็หยิบคำถามนี้เข้ามาในชีวิตประจำวันของตัวเอง</p>



<p>ทั้ง HR เป็นเหมือนคนกลางระหว่างคนนอกกับคนที่จะเข้ามาทำงาน เขาจะเป็นคนที่เห็นโลกรอบๆ ครบทุกด้าน ซึ่งยิ่งเห็นมากเท่าไรก็จะยิ่งคิดเยอะ เกิดคำถามเยอะขึ้นมากเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทนแรงกดดันได้สูง</strong></h2>



<p><strong></strong>เมื่อลงแรงไปกับอาชีพใดอาชีพหนึ่งย่อมหมายความว่าเรามีทักษะด้านนั้นพอสมควร (?)&nbsp;</p>



<p>พนักงานหลายคนอาจเริ่มต้นจากศูนย์ถึงหนึ่งด้วยการส่งผลงานจำนวนหยิบมือยื่นสมัคร บริษัทที่รักในการทดลองและฝึกปรือมากกว่าความช่ำชองยื่นโอกาสให้ ต่างฝ่ายจับมือพูดคติ “เราอยู่กันแบบครอบครัว” แม้ไม่รู้ว่าเมื่อร่วมเป็นสมาชิกแล้ว บทบาทที่ได้รับจะสำคัญต่อแผนผังต้นไม้ขนาดไหน แต่สัญชาตญาณกระตุกให้ทราบว่าตราบใดที่อยู่ในสถานะระยะทดลองงาน ย่อมถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ&nbsp;</p>



<p>กระทั่งฝึกปรือตนจนเรียกได้ว่ามีทักษะอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ทว่าเมื่อเกิดโปรเจกต์ใหม่ขึ้น อย่างไรเสียก็ยังถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ เช่นกันกับนายเต๋อที่อยู่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มากกว่าสิบเรื่องดังมือฉมัง เขาน้อมรับว่าทุกกระบวนการในภาพยนตร์ล่าสุดนั้นยากจนต้องเอ๊ะ&nbsp;</p>



<p>เพราะศัพท์คำว่า ‘ใหม่’ ย่อมพ่วงมากับ ‘การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด’&nbsp;</p>



<p>แต่วันหนึ่งตัวอ่อนจะเติบใหญ่ได้แน่ หากทนแรงกดดันระหว่างทางได้สูงจริงไหม</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ มีความข้องเกี่ยวกับภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ไหม</strong></p>



<p>ไม่เชิง มันก็ยังพูดถึงเรื่องชีวิตและการทำงาน แต่ฟรีแลนซ์มันคือสิบปีที่แล้ว เราจะมองโลกการทำงานในท่าทีที่สนุกว่านี้ ไม่ตึงขนาดนี้ แต่เมื่อเราโตขึ้นแล้ว วิธีมองโลกการทำงานก็เปลี่ยนไป อีกอย่างคือตอนนี้มันตึงมาก คนเริ่มตั้งคำถามกับระบบการทำงานมากขึ้น เพราะตอนที่ทำฟรีแลนซ์นี่คือไม่มีคำว่า Work-life balance เป็นศูนย์เลย ยังคิดอยู่เลยว่าตั้งชื่อเรื่องว่าฟรีแลนซ์ได้ไหมวะ ยังเป็นอะไรที่ใหม่มากว่าเราไม่ต้องทำงานประจำก็ได้นะ ออกมารับงานด้วยตัวเองโดยที่คนไม่รู้เงื่อนไขของมันว่าฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการนะ มันใหม่ซะจนเป็นหนังได้เลย ค่อนข้างแตกต่างกับเรื่อง ‘Human Resources’&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185428" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คุณทำการรีเสิร์ชอย่างไร</strong></p>



<p>สมมติคุยกับคุณพ่อคุณแม่ มันจะมีเรื่องที่อยู่เหนือการอธิบายแบบไม่ใช่เหตุผลนะว่าทำไมถึงอยากมีลูก เขาก็ตอบแค่อยากมี (หัวเราะ) ที่น่าสนใจคือคนที่มีลูกไปแล้ว บางทีเขาก็มีความกลัว ความกังวล แต่เขาพูดไม่ได้ เพราะเขาเป็นแม่ไปแล้ว คือคุณทำอะไรต้องห้ามลังเล มันเป็นความสมัครใจที่คุณเลือกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราเลือกอะไรบางอย่างแล้วจะไม่กลัว สมมติเราอยากทำงานนี้มานาน เกิดวันหนึ่งได้ทำก็ใช่ว่าจะไม่กลัว เราคงคิดว่าจะทำได้หรือเปล่า&nbsp;</p>



<p><strong>ระหว่างเขียนบทมีอะไรที่เปลี่ยนมุมมองคุณไปเลยไหม</strong></p>



<p>เราพบว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่ได้มีคำตอบว่ะ ปกติเวลาเขียนบทแล้วตัวละครเกิดปัญหา เราก็ต้องมีวิธีแก้ให้เขาไปต่อ แต่เรากลับหามันไม่เจอ คือมีคำถามแต่ไม่แน่ใจในคำตอบ อาจจะเกเรกับการทำหนังนิดหน่อยนะ เพราะคนดูจะคุ้นชินกับการทำหนังแล้วมีทางออกให้ตัวละคร เราพยายามบอกว่าหนังเรื่องนี้มันคือคำถาม คำตอบมันอยู่ที่มึงว่ะ ถ้ามาดูกับเพื่อนแล้วต้องลองไปคุยกันนะ ไม่งั้นไม่ได้คำตอบ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ ที่เราตอบคำถามให้กับหนัง เรากลับไปดูแล้วก็รู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดนะ แต่ชีวิตมันก็คงประมาณนี้&nbsp;</p>



<p><strong>คุณตบตีกับตัวเองเรื่องอะไรมากที่สุดระหว่างทำภาพยนตร์</strong></p>



<p>จริงๆ การทำหนังแล้วมีวิธีให้ออกมา Happy หรือ Bad มันค่อนข้างง่ายเลย แต่เรื่องนี้เหมือนเราเล่นอีกท่าหนึ่ง คุณต้องทำให้บาลันซ์ว่ามีคำถามนะ แล้วก็ต้องสร้างพื้นที่ให้มากพอเพื่อคนดูเขาจะได้แสดงความคิดเห็น เหมือนสร้างบรรยากาศแบบควันขึ้นมา ฟีลว่าบรรยากาศแบบนี้ พี่ว่าอย่างไรครับ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>ความกังวลในชีวิตมันเป็นควันสำหรับเราจริงๆ ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนดูเกิดความรู้สึกเหล่านี้ในตัวเองด้วย นึกภาพคนออกจากโรงก็อาจจะเหม่อว่าเอ๊ะ! ที่ออกมานี่วิญญาณหรือร่างกายนะ บอกตรงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คือคำถามและพื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้คนได้คิด เวลาฉายขึ้นจอก็จะเฟรมให้คนดูได้เห็นว่าคุณอาจจะเคยอยู่ในห้องประชุมแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ แต่คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นคุณเป็นอย่างไร อาจจะพบคำตอบขึ้นมาก็ได้นะ แค่ตอนนั้นไม่มีเวลาที่มองมันจริงๆ&nbsp;</p>



<p><strong>กระบวนการไหนในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ยากที่สุดสำหรับคุณ</strong></p>



<p>มันยากทุกกระบวนการเลย ถ้าเป็นการเขียนบทเราจะเอ๊ะกับตัวเองว่ามันได้หรือเปล่า แต่ก็ต้องเขียนไปก่อน ตอนดูฟุตเทจก็ต้องดูใหม่ทั้งหมด เราดูว่าหนังมันควรถูกพรีเซนต์ออกไปอย่างไร กูตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่ นอกจากเราจะมีธงในใจมาก่อนเลยว่ากูอยากพูดเรื่องนี้ แต่กับเรื่องนี้คือเราเก็บๆ ไว้ก่อน เพราะคำถามตั้งต้นมันยากพอสมควร ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องกล้าที่จะรื้อใหม่เหมือนเล่นเลโก้ ที่เคยคิดว่าจะเป็นตอนจบก็เอามาอยู่ข้างหน้า มันสับไปสับมาได้ถึงขั้นนั้นเลย</p>



<p><strong>คุณวางรูปแบบการถ่ายไว้อย่างไร</strong></p>



<p>เราวางเฟรมที่ 3:2 เหมือนเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ แต่ก็เป็นเฟรมประเภทที่โฟกัสคนมากกว่าฉากหลัง โฟกัสถึงความอึดอัดที่เขามีในห้องประชุม ในบ้าน เราต้องถ่ายให้ติดเรื่องในใจเขา เพราะตัวละครไม่ได้มีบทพูดอะไรกันมากทำให้ต้องบันทึก Facial Expression หรือการที่ดวงตาขยับนิดหน่อย หนังมันค่อนข้างต้องใช้เวลาเลย เหมือนดูภาพที่พิพิธภัณฑ์จนได้เห็นรายละเอียด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185429" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในพาร์ตของ Art Direction วางไว้อย่างไร</strong></p>



<p>วางไว้ให้มันมีความบลูส์หน่อย ปกติหนังไทยเราจะใช้สีสันสดใส แต่ในเมืองที่เราถ่ายทอดออกมา เรารู้สึกถึงความยะเยือก อย่างออฟฟิศที่เหมือนไม่มีคนอยู่ จริงๆ มีนะ สถานที่ที่เราไปถ่ายเป็นออฟฟิศแบ่งให้เช่า สัดส่วนแคบๆ เงียบมากเลย มีคนทำงานอยู่สองสามคน ที่เหลือเป็นเสียงแอร์ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>บรรยากาศบางอย่างเซตอัปขึ้นมายากมาก เราพยายามไม่ทำอะไรให้มันแฟนซีซึ่งขัดกับปกติของเรามากเลยที่จะหาสถานที่ได้ตามใจ แต่ครั้งนี้เราไม่ได้เป็นคนกำหนด สถานที่เป็นคนกำหนดเรา อยู่ที่จะถ่ายอย่างไรให้ยังมีความสวยงามในภาพยนตร์ ส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจว่าหนังเรื่องนี้บันทึกตรอกซอกซอยและถนนของกรุงเทพไว้มากที่สุดแล้ว อีกอย่างที่มากกว่าความสวยงามของ Art Direction ก็คือเรื่องบรรยากาศ คนอาจจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าซอยที่เราอยู่ก็มีผลต่อการกำหนดทิศทางชีวิตเราเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p><strong>หลังจากภาพยนตร์ตัดต่อเสร็จสมบูรณ์ คุณดูแล้วรู้สึกอย่างไร</strong></p>



<p>รู้สึกว่าน่าจะได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะอีกครึ่งหนึ่งมันก็อยู่ที่คนดู เราคิดแค่ว่าคำถามที่อยากถามครบถ้วนหรือยัง ปกติจะต้องเป็นเชิงว่าดูแล้วซึ้งไหมครับ ตลกหรือเปล่า แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย เหมือนเราจัดแสดงนิทรรศการ คอยดูว่าตำแหน่งที่จัดวางโอเคหรือยัง จริงๆ ก็อยากให้มีคนมาดูเยอะๆ นะ ถ้าเกิดว่าเจอคนดูที่ถูกกลุ่ม เขาอาจจะทำให้คนที่ไม่อยากดูรู้สึกอยากดูมากขึ้นก็ได้ด้วยประสบการณ์ที่เขาได้รับ&nbsp;</p>



<p><strong></strong><strong>ภาพยนตร์เป็นไปอย่างที่เราคิดไหมหรือมันบียอนด์ไปมากกว่านั้นอีก</strong></p>



<p>ก็คงจะรู้ได้เมื่อหนังถูกฉาย อย่างที่ปล่อยเทรลเลอร์ออกไปก็เริ่มมีกระแสตอบรับ มันทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว การที่เขาหยิบประเด็นจากช็อตเดียวมาพูดคุยกัน เกิดความเห็นที่มากมาย เราว่ามันกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยินดีต้อนรับพนักงานใหม่สู่โลกการทำงาน</strong></h2>



<p>รู้ไหมตัวอ่อนที่เปรียบดังพนักงานใหม่จะต้องเจออะไร (?)</p>



<p>โลกใบใหม่ ชีวิตใหม่ วิถีใหม่ คำถามใหม่&nbsp;</p>



<p>เราจะผิวปากหลังจากใบปริญญาออกเพื่อต้อนรับอนาคตอันใกล้ที่เขาว่ากันว่ามันจะสดใสและสุขสบาย ทั้งที่เขาเหล่านั้นกำลังพูดอวยพรด้วยสีหน้าอิดโรย ทั้งรอยย่นบนหน้าผากมากกว่าสิบเส้น เส้นเลือดบวมปูดประปรายตามน่องขา ถุงใต้ตาม่วงเขียว ไหล่ห่อไม่ผ่าเผย หรือนี่คือความสดใสและสุขสบายฉบับใหม่&nbsp;</p>



<p>เดี๋ยวก็รู้คำตอบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185430" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong><strong>จากที่คุณบอกว่าโลกการทำงานในปัจจุบันตึงขึ้นเป็นเพราะคุณไปเจออะไรมา</strong></p>



<p>เราอาจจะไม่เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน แต่จริงๆ ก็ไม่เกี่ยวกับพนักงานประจำหรอก เราคิดว่าความรู้สึกมันอาจไม่ได้ต่างกันมาก แค่ออกมาคนละรูปแบบ ฟรีแลนซ์อาจจะเครียดกว่างานประจำด้วยซ้ำ เหมือนเราตกงานตลอดเวลา ทันทีที่ส่งงานเสร็จคือตกงานเลย คอยสมัครงานใหม่เรื่อยๆ ขณะเดียวกันถ้ามีโอกาสทำโฆษณา ต้องทำงานกับบริษัท คุณก็จะเห็นวิธีคิดอีกแบบ มีความทุกข์กันคนละแบบ</p>



<p>เราว่าเกี่ยวกับปรัชญาการทำงานมากกว่า เช่น เฮ้ย! คุณอย่าลืมพัฒนาตัวเองนะ เดี๋ยวตกขบวน หรือกูจะต้องเรียนรู้ทุกอย่างเลยไหมวะ หรือไม่เรียนรู้ก็ได้ อยู่เฉยๆ ดีกว่า แต่คุณก็จะรู้สึกอยู่ดีว่าวันที่คุณไม่เรียน ไอ้นั่นก็อาจจะเรียนอยู่ แล้วคุณก็ตกขบวนอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>มันเป็นเรื่องของบรรยากาศการทำงาน ระบบทุนนิยมที่ทำให้คนต้องวิ่งตลอดเวลา ซึ่งเราว่าตอนนี้หนักกว่าสิบปีที่แล้วมากๆ เลย อย่างเฮ้ย! น้องทำสิ่งนี้เป็นหรือยัง ถ้ายังทำไม่เป็นไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพี่คนนั้นเขาทำเป็นก็จ้างพี่เขา แล้วน้องก็ออกไป หรืออยู่ดีๆ ก็ต้องเกษียณก่อน 30 ปี เราจะได้ยินเรื่องพวกนี้กันอยู่ตลอดเวลาแบบกระหน่ำสุดๆ&nbsp;</p>



<p>อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญคือความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยถูกถ่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่เขาบอก คุณจะไม่มีวันมีชีวิตที่ดีได้เลย คุณอาจจะต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะแม่งไม่มีชอยส์ มีงานที่ทำแล้วได้เงินกับงานที่ทำแล้วไม่ได้เงินเลย เราว่าทางถูกปิดลงเรื่อยๆ เข้มข้นขึ้น ทำงานไม่เร็วพอก็จะใช้เอไอ ถ้าเอไอมันเร็วกว่าคุณก็ตกงาน โห! ทุกวันนี้ยังเร็วไม่พออีกเหรอ มันเป็นเรื่องของระบบและวัฒนธรรมที่ทุกคนจะรู้สึกเหนื่อยขึ้นอัตโนมัติ&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้าต้องไปเป็นพนักงานประจำ คุณอยากทำงานอะไร</strong></p>



<p>ทำอะไรเหรอ ทำ a day (หัวเราะ) เราคิดว่าถ้าไม่ได้ทำหนังก็คงจะเขียนอะไรสักอย่าง เป็นแอดมินเพจ&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อคุณเจอคำถามเบสิกของ HR คือทำไมเราต้องรับคุณเข้าทำงาน คุณจะตอบว่าอะไร</strong></p>



<p>เซอร์มาก (เต๋อถอนหายใจ) คำถามง่ายมากแต่เราไม่เคยตอบเลย กูจะตอบว่าอะไรดีวะ ตอบยากเพราะงานส่วนใหญ่ที่เขาโทรมาคือเหมือนเราได้เข้าทำงานแล้ว&nbsp;</p>



<p>ก็เพราะว่างานทุกอย่างที่เราทำมามันบอกทุกอย่างที่เราทำได้แล้ว ลองดูจากงานที่เราทำก่อนค่อยคิดว่ามันเหมาะสมกับสิ่งที่พี่ต้องการหรือเปล่า แม่ง! ไม่ได้งานแน่เลย (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ในทางกลับกัน หากคุณเป็น HR จะรับคนแบบไหนเข้ามาทำงานด้วย</strong></p>



<p>อาชีพผู้กำกับก็เหมือนเป็น HR อยู่ตลอดเวลานะ เพราะเราต้องเลือกคนเข้ามาแสดง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความเก่งก็เรื่องหนึ่ง แต่เราชอบเลือกคนที่เข้ากันได้มากกว่า มายด์เซตคล้ายกัน บีตใกล้เคียงกัน ความเก่งหรือทักษะค่อยพัฒนาได้ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับระหว่างทางมากเป็นพิเศษ เพราะหนังเรื่องหนึ่งใช้เวลาเป็นปีเลย มันจะเห็นกันตอนมีปัญหานะว่าเราแก้ด้วยกันได้ไหม&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บทชีวิตโดยนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์</strong></h2>



<p><strong></strong>นายเต๋อนั่งกลางเบาะที่นั่งแดงเลือดหมูในโรงภาพยนตร์ที่จอไม่ฉาย ไฟเหลืองส่องเรื่อลงกลางกบาลเขา อุณหภูมิเย็นเฉียบอย่างที่ผู้ร่วมเบาะไม่รู้มาก่อนจนต้องกระชับเสื้อแนบกาย แต่ดูเหมือนหนุ่มแว่นจะรู้ สเวตเตอร์สีเทาและกางเกงขายาวปิดรองเท้าถึงได้คลุมร่างเขาอยู่&nbsp;</p>



<p>นัยน์ตามองเผินๆ ผ่านกรอบนั้นคล้ายจะว่างเปล่า อันต้องจดจ้องลึกเข้าไปจึงจะเห็นร่องรอยประสบการณ์ที่ผันผ่าน ทั้งความคิดแตกฉานที่ยังคงแผ่กิ่งก้านออกไปได้อีก&nbsp;</p>



<p>อาจเพราะเขาไม่เคยหยุดตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ หรืออาจไม่เคยหาคำตอบได้กับความเป็นมนุษย์ มันถึงกลายเป็นบ่อเกิดภาพยนตร์ทั้งหมดของนายเต๋อที่ชวนให้เห็นความเป็นมนุษย์&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185431" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ภาพยนตร์ที่ผ่านมารวมถึงเรื่องนี้ก็ยังสอดแทรกการทำงานเข้ามาอยู่ มันเป็นเพราะคุณยังหลุดออกจากลูปการทำงานไม่ได้หรือเปล่า</strong></p>



<p>การทำงานมันอยู่คู่กับเราทุกวันเลย เป็นเพื่อนที่ติดตัวเรามา เราเป็นคนที่คิดกับเรื่องนี้เยอะมาก พยายามจะหาที่ทางเหมาะสมเพื่อจะอยู่กับมันได้ วนเวียนกับคำถามที่ว่าจะอยู่กับมันได้อย่างไร หนังแต่ละเรื่องของเรามักจะมาจากชีวิตหรือการทำงาน ขณะทำก็พยายามค้นหาคำตอบไปด้วย เมื่อหนังจบก็จะได้คำตอบบางอย่างที่บางครั้งก็เปลี่ยนวิธีและพฤติกรรมเราไปเลย&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง ‘ฟรีแลนซ์’ เราก็ตั้งใจว่าจะไม่รับงานมากขนาดนี้อีกแล้ว หรือเรื่อง ‘Die Tomorrow’ เป็นการกลับไปคิดเรื่องเบสิกที่สุดของชีวิตคือความตาย คนมักจะบอกว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ไม่ควรพูดถึง แต่เรากลับรู้สึกว่าทำไมถึงคุยเรื่องนี้ไม่ได้ในเมื่อมันอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด สุดท้ายเราก็แค่เข้าใจว่าความตายเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ เราควรจะใช้ชีวิตในวันนี้และตอนนี้ให้ดี ยังคิดอยู่เลยว่าทำหนังเรื่องนี้แม่งคุ้มว่ะ มันทำให้ชีวิตจริงเราดีขึ้น เราหวังว่าสิ่งที่เราทำไปจะทำให้คนดูได้รับสิ่งนี้เหมือนกัน</p>



<p><strong>คุณมองความเป็นมนุษย์ว่าอย่างไร</strong></p>



<p>เรามองมนุษย์เหมือนสัตว์ตัวหนึ่งนะ แต่คนชอบคิดว่าพวกเรานี่แม่งสุดยอดไปเลย จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์อื่น เพราะเราคิดว่าเราสุดยอดเนี่ยมันจึงนำมาซึ่งปัญหา (หัวเราะ) อย่างเจอภัยธรรมชาติก็ยังแก้ไม่ได้ เจอเรื่องในใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่ เราติดกับดักความเก่งว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ควรจะทำให้ได้สิ</p>



<p>ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่เราเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ จากการทำหนังแต่ละเรื่อง บางครั้งเราได้พบว่าคนเราอ่อนแอมากเลย เราอยากเอาชนะให้ได้แต่เราก็ไม่ได้ชนะทุกเรื่อง อย่าง ‘Human Resource’ ก็ตั้งคำถามว่าถ้าจะให้คนเกิดมา คุณอยากให้เขาเกิดมาทำไม หรือแม้กระทั่งว่าเราเกิดมาทำไมจะถูกตั้งขึ้นอัตโนมัติ</p>



<p><strong>การทำภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คุณได้คำตอบให้ตัวเองไหมว่าเกิดมาทำไม</strong></p>



<p>ตอบยากนะ สมมติเรามีคำตอบหนึ่ง เราก็ดันไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดหรือเปล่า เพราะนอกจากมันจะสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ การเมือง ก็ลามไปความเชื่อ ศาสนาอีก เราเขียนสคริปต์แล้วพยายามเขียนคำตอบลงไปก็จะกลับมาคุยกับตัวเองว่าเหรอวะ</p>



<p><strong>หลังภาพยนตร์ฉายวันแรก คุณจะโพสต์เฟซบุ๊กว่าอะไร</strong></p>



<p>ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงบอกว่าเข้าแล้วนะครับ แต่เรื่องนี้คงโพสต์จากสิ่งที่คนคิดเห็นกันมากกว่า เช่น คุณเห็นซอยหรือออฟฟิศแบบที่เราเห็นไหม คุณคิดอย่างไรกับการทำงาน 6 วัน เราว่ามันน่าดิสคัสกัน ขออย่างเดียวคุยกันดีๆ นะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>นายเต๋อสาธยายความเป็นตัวเองมาจนแทบหมดเปลือกแล้ว คุณจะรับเขาเข้าร่วมงานด้วยหรือเปล่า แต่หากเงื่อนไขบริษัทคือต้องทำงานหกวันต่ออาทิตย์ แน่นอนว่าคุณจะเสียพนักงานศักยภาพล้นเหลือไปหนึ่งคน เพราะเขาผันผ่านการเป็นฟรีแลนซ์มาแล้ว ทั้งบอกกับตัวเองว่าจะไม่บ้างานจนร่างกายผุกร่อนถึงขั้นนั้นอีกแล้ว&nbsp;</p>



<p>ไม่เป็นไร หากคุณไม่รับเขาไว้พิจารณา เราเชื่อว่าเดี๋ยวเขาก็จะปูทางใหม่เพื่อไปตามทางฝันของตัวเองต่ออยู่ดี อย่าลืมกาปฏิทินสำหรับภาพยนตร์ ‘Human Resource’ ที่จะเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ในวันที่ 29 มกราคม</p>



<p>หวังให้คุณค้นพบสถานที่ทำงานอันประจวบเหมาะในโลกทุนนิยมเส็งเคร็ง&nbsp;</p>



<p>หากไม่อาจหาพบแต่คุณยังมีชีวิตรอดไปได้อีกหนึ่งวันก็นับว่าดีมากแล้ว</p>



<p>ยินดีต้อนและยินดีรับพนักงานทุกท่านสู่วังวนไม่สิ้นสุด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/">ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้ ‘เบิร์ด-นีลชา’ นักเล่านิทานว่าด้วยชีวิตและความตาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bird-neelacha-storyteller/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Oct 2025 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[tales]]></category>
		<category><![CDATA[sati]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Storyteller]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183258</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมซอยสั้น เสื้อคอปกสีขาวพิมพ์ลายหมวกใบเล็ก กาน้ำ ถุงเท้า กระปุกแยม ลูกวอลนัท เรายังนับไม่หมดว่ามีข้าวของอะไรที่ผสมอยู่ในเสื้อหนึ่งตัวของเธอ แต่ที่ฝังแนบในความทรงจำตั้งแต่แรกเจอ กระทั่งขณะที่กำลังกดแป้นพิมพ์อยู่คือน้ำเสียง มันเหมือนกาแฟดำที่หยอดน้ำผึ้งลงไปสองสามหยด ทั้งเข้ม ลุ่มลึก และหวานนิดหน่อย&#160; แถมเธอยังแข็งแรงมากเสียด้วย แม้จะอยู่ในวัยห้าสิบกว่าแล้ว จากการที่เห็นเธอยกกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินลงมาจากรถอย่างทะมัดทะแมง หากไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร คงคิดกันไปว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปไกลโพ้น แต่เพราะเรารู้ว่าเธอเป็น ‘นักเล่านิทาน’ เมื่อกางกระเป๋าออกมาถึงได้ไม่แปลกใจที่ไส้ในอัดแน่นไปด้วยหนังสือนิทานมากกว่า 40 เล่ม และเอกลักษณ์ของ ‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’ ไม่ใช่ปกนิทานรูปซินเดอเรลล่าหรือฮีโรเหมือนในจักรวาลมาร์เวล แต่เป็นนิทานว่าด้วยวิถีชีวิต ความตาย และสงคราม วงเล็บไว้ว่าโดยส่วนใหญ่นะ การเดินทางของส่วนที่หายไป&#160; เมื่อต้องกรอกฟอร์มในช่องอาชีพ เบิร์ดกรอกว่าอะไร เอาจริงๆ นะ อาชีพรับจ้างทั่วไป (หัวเราะ) ถ้าเขาให้ระบุก็จะบอกว่าเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ศิลปะ ทำไมไม่บอกว่าตัวเองเป็นนักเล่านิทาน&#160; เพิ่งมาบอกช่วงปีให้หลังเอง เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่เรียกว่านักเล่านิทานได้ไหม แต่เราใช้นิทานภาพกับนิทานเยอะมากจริงๆ รุ่นน้องก็บอกว่าถ้าไม่ยอมเรียกตัวเองว่านักเล่านิทาน ใครจะไปกล้าเรียก อีกอย่างหนึ่ง มันไม่ได้เงินทองจนเรียกเป็นอาชีพได้ แล้วเราก็ทำงานหลายอย่าง เคยคิดไหมว่านิทานจะตามเรามาจนถึงวัยผู้ใหญ่ เราใช้หนังสือนิทานภาพตอนโตแล้ว เด็กๆ เราไม่มีหนังสือนิทานภาพแบบนี้เยอะนัก แล้วมันก็ราคาแพง แต่เมื่ออายุยี่สิบเราได้ไปทำงานที่หมู่บ้านเด็ก จังหวัดกาญจนบุรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bird-neelacha-storyteller/">นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้ ‘เบิร์ด-นีลชา’ นักเล่านิทานว่าด้วยชีวิตและความตาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมซอยสั้น เสื้อคอปกสีขาวพิมพ์ลายหมวกใบเล็ก กาน้ำ ถุงเท้า กระปุกแยม ลูกวอลนัท เรายังนับไม่หมดว่ามีข้าวของอะไรที่ผสมอยู่ในเสื้อหนึ่งตัวของเธอ แต่ที่ฝังแนบในความทรงจำตั้งแต่แรกเจอ กระทั่งขณะที่กำลังกดแป้นพิมพ์อยู่คือน้ำเสียง มันเหมือนกาแฟดำที่หยอดน้ำผึ้งลงไปสองสามหยด ทั้งเข้ม ลุ่มลึก และหวานนิดหน่อย&nbsp;</p>



<p>แถมเธอยังแข็งแรงมากเสียด้วย แม้จะอยู่ในวัยห้าสิบกว่าแล้ว จากการที่เห็นเธอยกกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินลงมาจากรถอย่างทะมัดทะแมง หากไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร คงคิดกันไปว่าผู้หญิงคนนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปไกลโพ้น แต่เพราะเรารู้ว่าเธอเป็น<strong> ‘นักเล่านิทาน’ </strong>เมื่อกางกระเป๋าออกมาถึงได้ไม่แปลกใจที่ไส้ในอัดแน่นไปด้วยหนังสือนิทานมากกว่า 40 เล่ม และเอกลักษณ์ของ <strong>‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’ </strong>ไม่ใช่ปกนิทานรูปซินเดอเรลล่าหรือฮีโรเหมือนในจักรวาลมาร์เวล แต่เป็นนิทานว่าด้วยวิถีชีวิต ความตาย และสงคราม วงเล็บไว้ว่าโดยส่วนใหญ่นะ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การเดินทางของส่วนที่หายไป&nbsp;</strong></h2>



<p><strong>เมื่อต้องกรอกฟอร์มในช่องอาชีพ เบิร์ดกรอกว่าอะไร</strong></p>



<p>เอาจริงๆ นะ อาชีพรับจ้างทั่วไป (หัวเราะ) ถ้าเขาให้ระบุก็จะบอกว่าเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ศิลปะ</p>



<p><strong>ทำไมไม่บอกว่าตัวเองเป็นนักเล่านิทาน&nbsp;</strong></p>



<p>เพิ่งมาบอกช่วงปีให้หลังเอง เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่เรียกว่านักเล่านิทานได้ไหม แต่เราใช้นิทานภาพกับนิทานเยอะมากจริงๆ รุ่นน้องก็บอกว่าถ้าไม่ยอมเรียกตัวเองว่านักเล่านิทาน ใครจะไปกล้าเรียก อีกอย่างหนึ่ง มันไม่ได้เงินทองจนเรียกเป็นอาชีพได้ แล้วเราก็ทำงานหลายอย่าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183269" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/01-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เคยคิดไหมว่านิทานจะตามเรามาจนถึงวัยผู้ใหญ่</strong></p>



<p>เราใช้หนังสือนิทานภาพตอนโตแล้ว เด็กๆ เราไม่มีหนังสือนิทานภาพแบบนี้เยอะนัก แล้วมันก็ราคาแพง แต่เมื่ออายุยี่สิบเราได้ไปทำงานที่หมู่บ้านเด็ก จังหวัดกาญจนบุรี เห็นเขาวางเล่มนี้ไว้หน้าบ้าน เราอ่านแล้วร้องไห้ใหญ่เลย ทั้งตื่นเต้นทั้งตกใจว่าหนังสือลายเส้นขีดๆ แค่นี้ มันทำงานกับเราขนาดนี้เลยเหรอ เป็นเรื่องราวที่เหมือนจะง่ายนะ แต่กลับสะท้อนความต้องการและความรู้สึกภายในจนมันสั่นสะเทือน&nbsp;</p>



<p>เรื่องย่อคือรูปทรงสามเหลี่ยมอยากจะพาตัวเองไปข้างหน้า แต่ไม่มีใครพามันไป ถึงจะมีรูปทรงวงกลมที่พาไปได้ก็ดันเจอความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พอเหมาะกัน สุดท้ายรูปทรงสามเหลี่ยมก็เลือกวิธียก ดึง ล้ม ยก ดึง ล้มไปเรื่อยๆ จนมุมสึกหายไป กลายเป็นการกระแทก กลายเป็นการกระโดด แม้เขาไม่รู้จะไปไหนต่อ เขาก็ยังกลิ้งไปข้างหน้า นิทานที่ชื่อ <strong>‘การเดินทางของส่วนที่หายไป’ (The Missing Piece Meets the Big O) </strong>โดยเชล ซิลเวอร์สเตน ช่วยตอบคำถามได้ว่าทำไมนิทานถึงตามเรามาในวัยนี้</p>



<p><strong>ทำไมนิทาน ‘การเดินทางของส่วนที่หายไป’ ถึงทำงานกับเบิร์ดในอายุ 20 ได้มากขนาดนั้น</strong></p>



<p>มันอยู่ในการค้นหาตัวเอง เรากำลังทุ่มกายทุ่มใจในการเรียนรู้โลกในอายุ 20 ปี เราเอาแต่คิดว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้โลกดำเนินต่อไปได้ พร้อมกันกับภาวะอารมณ์ที่เข้ามา จนต้องถามตัวเองว่าจะทำงานอะไร ความฝันเราคืออะไรกันแน่ มันทำงานกับตัวตนข้างในว่าจริงๆ เราจะทำอะไรก็ได้นะ เราแค่ต้องอดทนไปก่อน ทำต่อไป แล้วเดี๋ยวจะหาแง่มุมของตัวเองเจอ เหมือนที่ทรงสามเหลี่ยมเจอ</p>



<p><strong>การที่เบิร์ดในอายุ 20 ไม่มีความฝัน มันแย่มากหรือเปล่า</strong></p>



<p>ไม่เชิงว่าไม่มีความฝัน แต่มันไม่ชัด ถึงจะเรียนจบครุศาสตร์มา แต่เราไม่ได้อยากเป็นครู นักแสดง ทนาย หรือกระบวนกรผู้ยิ่งใหญ่ มันกำลังหาว่าจะทำอะไรได้บ้าง เรากลายเป็นนักแสวงหา นักเดินทาง เพราะสมัยเราไม่มีโรมอโลน (I Roam Alone) ไม่มียูทูบเบอร์ไปเที่ยวให้เห็น </p>



<p><strong>แล้วเบิร์ดเจอส่วนที่หายไปไหม</strong></p>



<p>เจอนะ มันก็เจอวิธีการไปข้างหน้า แล้วก็เจ็บปวดด้วย</p>



<p><strong>เจอได้อย่างไร</strong></p>



<p>เป็นจังหวะที่เราหยุดรอ ไม่แน่ใจว่าเป็นจุดอ่อนหรือจุดแข็งนะ แต่เราเชื่ออะไรก็อยู่แบบนั้น เชื่อในไหนก็อยู่กับมันก่อน หาช่องทางว่าเราทำอะไรได้บ้างเพื่อยืนยันในสิ่งที่เราเชื่อ ด้วยการเล่านิทานต่อเนื่อง แล้วมันก็เดินทางมาเรื่อยๆ&nbsp;&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้</strong></h2>



<p><strong>เริ่มหยิบนิทานมาเล่าให้คนอื่นฟังเมื่อไร</strong></p>



<p>ช่วงโควิดระบาด เราเล่านิทานความตายเรื่อง <strong>‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’</strong> โดยโยโกะ ซาโนะ<strong> </strong>เราชอบเส้นสีในเล่ม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความตายที่สวยงามมาก ด้วยพื้นฐานเราเป็นคนทำละครกับกลุ่มละครมะขามป้อม ทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวโดยใช้ศิลปะ ภาพละครในการเข้าใจตัวเอง คนอื่น สังคม แล้วก็สื่อสารออกไป เราโตมากับกระบวนการนั้น แล้วก็เลือกใช้นิทานเล่มนี้มาเล่าต่อ เล่าประกอบกับเพลงของเพื่อน หลังจากเล่าแล้ว Peacefuldeath หรือชุมชนกรุณา เขากำลังทำเรื่องเกี่ยวกับการอยู่ดีตายดี ก็เห็นเราแล้วก็ชวนเราไปเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ได้เข้าวงการไปเจอคนที่คิดเห็นเหมือนกันเรื่องของความตาย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183271" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/02-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p><strong>หลังจากนั้นตั้งใจยึดการเล่านิทานเป็นอาชีพเลยไหม</strong></p>



<p>ไม่ค่ะ ถ้าจะหาเงินจากการเล่านิทานมันเครียดเกินไป เพราะงานศิลปะในบ้านเราไม่ได้ถูกมองอย่างกว้างขวางเพียงพอ เห็นได้จากการงบประมาณที่มีข้อแม้มากมาย บางคนอาจจะเรียกเป็นอาชีพได้ แต่เราคิดไม่เหมือนเขา เราตั้งกลุ่ม ‘คิดแจ่ม’ ขึ้นมา เพราะต้องการทำตามวัตถุประสงค์ของตัวเองที่ไม่ได้ทำตามลูกค้า ฟังดูดี แต่มันยากจนแล้วก็เป็นอาชีพไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าเราอยากเล่าเรื่องความตาย ความเจ็บปวดร้าวราน สงครามผ่านหนังสือนิทานภาพจะมีใครสนับสนุนเราไหม มันหายากนะ แต่สุดท้ายเราก็เจอนะ&nbsp;</p>



<p><strong>เบิร์ดคิดว่าเพราะอะไรนักเล่านิทานถึงยังไม่ถูกมองเห็นความสำคัญ&nbsp;</strong></p>



<p>เขาเห็นแต่เขาจ่ายน้อย (หัวเราะ) วิธีการให้ทุนขององค์กรใหญ่ๆ เขาจะไม่ได้ให้ค่าบุคคล ให้แต่ค่าที่พัก ค่าอาหาร ก็เป็นอะไรที่เรายังเกาหัวกันอยู่</p>



<p><strong>ความยากของการเป็นนักเล่านิทานสำหรับเบิร์ดคืออะไร</strong></p>



<p>ยังไม่เห็นขนาดนั้นนะ เรายังได้เล่าอยู่ เรายืนยันในการเล่าแล้วก็ยังมีคนอยากฟัง ไม่อย่างนั้น คงทำมาเรื่อยๆ ไม่ได้ แต่ใช่ว่ามีคนมาฟังเราเป็นหมื่น เราอยู่ในกลุ่มไม่แมส อย่างเราทำยูทูบก็จะเป็นเหมือนช่องการศึกษา มีคนมาคอมเมนต์ว่าข้ามส่วนที่แนะนำนักเขียนไปเลยได้ไหม (โอ๊ะ! เป็นเสียงอุทานจากเราเอง) แต่ก็ยังทำต่อไปนะ แค่เข้าใจตลาดแมสมากขึ้น แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เราเสนอไม่ต้องแมสก็ได้ อย่างน้อยก็มีคนกลุ่มหนึ่งอาจจะหลักร้อยหลักพันเวียนกันอยู่ เกิดเป็นการนั่งฟังนิทานด้วยกันไม่กี่คน เป็นภาวะแลกเปลี่ยนเหมือนเลขแปด</p>



<p><strong>เสน่ห์การเล่านิทานฉบับเบิร์ดคืออะไร</strong></p>



<p>สื่อสารกัน เล่าโดยใช้หนังสือ ไม่ได้สื่อสารแบบตั้งใจคุยนะ เราปล่อยให้หนังสือ ภาพ และคำ คุยกับคนที่อยู่กับเรา เรามีหน้าที่เป็นตัวกลางในการปล่อยออกไปเท่านั้นเอง</p>



<p><strong>มีลีลาในการเล่าไหม</strong></p>



<p>เราก็ใช้มามากนะ (หัวเราะ) ลีลาของเราคือทำอย่างไรก็ได้ให้คนมองเห็นหนังสือ แต่บางเล่มก็เหมาะกับการอ่านคนเดียวมากกว่านะ มีนักเขียนที่เขียนเกี่ยวกับเด็กหลายคน อย่างเรื่องเด็กที่ตกอยู่ในสงครามฮิโรชิมา ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กรู้ว่าสงครามมันไม่ดี พวกเขาอาจโตขึ้นไปเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการก่อสงคราม หรือยุติสงครามก็ได้&nbsp;</p>



<p>นิทานภาพคือศิลปะ เป็นเหมือนวัฒนธรรม นี่ก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐมองไม่เห็น มันไม่ใช่การฟรีซแช่แข็งบางอย่าง แต่คือการไหลลื่นของผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในขนบอย่างเดียว มันก็มีนะเรื่องเบาๆ ที่เราเล่าอย่าง<strong> ‘คุณช้างจอมกลั้นตด’ </strong>โดย Laurie Cohen ที่คุณช้างกลั้นลมในท้องจนหน้าดำหน้าแดง คิดว่าถ้าฉันตดออกมาโลกต้องแตกเป็นเสี่ยง ทุกคนต้องตายหมด ไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์เพราะฉัน แต่พอตดตูมออกมาก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย (หัวเราะ) </p>



<p>เดี๋ยวนี้สำนักพิมพ์จะมีนิทานที่เป็นคำถามชวนคุยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ด้วย เพราะบางคนต้องการให้เบ็ดเสร็จเลย ไม่ต้องการให้ลูกคิดเอง กลัวลูกจะคิดไม่เป็น นี่เป็นเรื่องโดยส่วนใหญ่ที่ไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยมีเวลา ลูกก็จะไม่เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มที่&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183273" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แล้วเบิร์ดก็หยิบนิทาน<strong> ‘ตอนที่ผมกินราเม็ง’ </strong>โดยฮาเซงาวะ โยชิฟุมิมาเล่าให้เราฟัง หนังสือถูกเปิดอย่างเชื่องช้า ขับกล่อมให้เราเข้าไปเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่อง ด้วยน้ำเสียงประกอบอันลุ่มลึกของเบิร์ด เราเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเพราะอะไรหนังสือบางเล่มก็เหมาะกับการอ่านคนเดียว ดูเหมือนว่านิทานเรื่องนี้จะยังไม่ถูกค้นพบ ผู้เล่าบอกเองกับปากว่ายอดขายนั้นน่าน้อยใจ ทั้งที่หนังสือคุณภาพเหลือล้น&nbsp;</p>



<p>เธอยังไม่เคยเล่านิทานเรื่องนี้ให้เด็กคนอื่นฟัง แต่ผ่านหูผ่านตาเพื่อนวัยเดียวกันรอบตัวมาแล้ว เบิร์ดบอกว่าหลังจากพวกเขาได้ฟัง ก็อ้าปากค้างเหมือนเรากันแทบทุกคน เราเองไม่อาจแน่ใจว่าเด็กที่ได้ฟังจะรู้สึกอย่างไร เพราะ <strong>‘ตอนที่ผมกินราเม็ง’ </strong>อยู่ ข้างบ้านผมกำลังนั่งส้วม ถัดไปอีกหลังเป็นเด็กหญิงที่ยืนสีไวโอลิน ถัดไปไกลโพ้นมีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังสูดเส้นราเม็ง และมุมหนึ่งของโลกนั้น มีเด็กคนหนึ่งที่ถูกพรากวัยเยาว์ให้สูญสิ้นไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ในวันที่แมวยังมีชีวิตได้อีกหมื่นชาติ</strong></h2>



<p><strong>เบิร์ดมีวิธีเล่าเรื่องความตายอย่างไรให้เด็กไม่กลัว</strong></p>



<p>ต้องสังเกตก่อนว่าเด็กพร้อมฟังหรือเปล่า เพราะบางครั้งผู้ใหญ่หรือพ่อแม่จะคิดว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เด็กรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ได้ แต่มันมีหลักจิตวิทยาการตามวัย ว่าเด็กอายุ 7-8 ขวบขึ้นไปถึงจะเข้าใจเหตุผลการไปแล้วไปลับไม่กลับมา อย่างเรื่อง <strong>‘คิดถึงนะครับแม่’ </strong>โดย Rebecca Cobb ทำให้เห็นว่าเด็กจะมีโอกาสโทษตัวเองสูงมาก เขาจะตั้งคำถามว่าการที่แม่ไม่กลับบ้านเพราะผมดื้อหรือเปล่า เขายังไม่พร้อมที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะอายุยังไม่ถึง&nbsp;</p>



<p>เราเล่านิทานเรื่อง <strong>‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’</strong> เพราะเพื่อนที่เป็นนักกระบวนการด้วยกันเสียชีวิต เขารู้ว่าตัวเองจะต้องไป สิ่งที่เขาทำคือเล่านิทานให้ลูกสองคนฟังทุกวัน วาดรูประบายสีด้วยกัน เราไปงานศพเพื่อนแล้วก็เห็นครอบครัวเขา เห็นความเศร้า เขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นว่านิทานสามารถสื่อสารความสัมพันธ์ ทิ้งความทรงจำของการมีแม่อยู่ ทิ้งความรู้สึกที่ไม่ขาดแม่เอาไว้ได้จากการใช้ศิลปะชนิดนี้&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>เคยมีคนตั้งคำถามไหมว่าทำไมไม่เล่าเรื่องเจ้าหญิงเจ้าชายในแดนมหัศจรรย์</strong></p>



<p>ก็เล่านะ แต่ตอนนี้เราอยากเล่าเรื่องนี้ (หัวเราะ) กลุ่ม ‘คิดแจ่ม’ ก็เกิดขึ้นหลังจากเราไปเล่านิทานให้เด็กป่วยในโรงพยาบาลฟังเมื่อประมาณปี 2551 ส่วนปีนี้ได้มีโอกาสไปเล่าในโรงพยาบาลที่จังหวัดลำปาง เรื่อง <strong>‘บาบา’ </strong>โดยกฤษณะ กาญจนาภา และวชิราวรรณ ทับเสือ<strong> </strong>เด็กที่รู้ว่าตัวเองป่วยก็จะมีแววตาตามอาการ แต่เมื่อเขาเห็นภาพ เห็นการแสดง ได้ยินเสียงที่พอเหมาะ ตาเขาจะเป็นประกายขึ้นมา เด็กๆ ชอบเรื่องนี้มาก พวกเขาชอบความเป็นบาบา มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาสะกิดเรา บอกว่าอยากได้ตุ๊กตาบาบา เรารู้สึกแบบอืม (เบิร์ดเว้นช่วงหายใจ) เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขนะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183275" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/04-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นอกจากเรื่องความตาย เบิร์ดสนใจในธรรมะหรือศาสนาไหม</strong></p>



<p>สนใจ เรายึดหลักการรู้สึกตัว อยู่กับเวลาตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้กับกายและใจ เราจะเห็นว่ามีความรู้สึกต่างๆ นานา อาจจะหิว ร้อน เมื่อย แต่ก็แค่รู้เอาไว้ ความรู้สึกตัวทำให้เกิดสติ แต่สติก็ไม่เที่ยงนะ อยู่กับเราไม่ตลอดหรอก เมื่อมีสติต่อเนื่องก็จะเกิดสมาธิ เกิดการโฟกัสเอง&nbsp;</p>



<p><strong>หากสติหล่นหาย เบิร์ดมีวิธีเรียกมันกลับมาอย่างไร</strong></p>



<p>ง่ายๆ เลย ถ้านั่งอยู่ตรงนี้ ก้นเราอยู่ไหน ร่างกายอยู่ท่วงท่าไหน ความรู้สึกเป็นอย่างไร มีช่วงที่เราไปฝึกปฏิบัติธรรมอยู่หลายวัน เป็นเดือนก็มี จนเกิดเป็นทักษะทำให้อยู่กับปัจจุบันเป็น แม้ว่าจะกลัวหรือรู้สึกอะไรก็จะมีฐานเป็นร่างกายเรียกให้เรากลับมาอยู่เสมอว่าเรายังอยู่ตรงนี้ วันหนึ่งถ้าเป็นอัมพาตหรือตายไป ก็คงเป็นเรื่องของตรงนั้นแล้ว เราไม่ได้จะต้องนั่งสมาธิแล้วปะทุแสงเห็นอะไรทั้งสิ้น หลับตาบางทีมีแต่ง่วง (หัวเราะ) กลับมาที่ความรู้สึกตัวง่ายๆ มากกว่า</p>



<p><strong>ฝึกธรรมะเพราะทุกข์หรือเปล่า</strong></p>



<p>แน่นอน แต่ก็พยายามคิดว่าฉันไม่ได้ทุกข์หรอก ก็บอกคนอื่นว่าไปหาเครื่องมือในการใช้ชีวิต (หัวเราะ) ทั้งที่จริงเราทุกข์จะตายห่า ไม่สบายใจ อารมณ์เหวี่ยง เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเซน เขาเขียนไว้ว่าคุณจะไม่มีความสุขที่สุด และไม่มีความทุกข์ที่สุดอีกต่อไป เมื่อคุณเข้าใจเซน เฮ้ย! ซื้อเลย ได้เราไปเลย เพราะเราเคยเป็นวัยรุ่นอารมณ์เหวี่ยง แล้วมันเหนื่อย แต่จริงๆ ถ้ายอมรับตัวเองในวันนั้น ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองก็ได้ แค่เข้าใจไว้ จะได้รู้จุดนั้นว่าต้องสต็อปก่อน เราเล่านิทานก็เพื่อชวนคนมารู้สึกตัว รู้จักตัวเอง เป็นกระจกส่องว่าเราเห็นอะไรในตัวเอง บรรยากาศในการเล่านิทานมันเกิดขึ้นแบบนั้น เพราะเรากำลังจดจ่อทำให้ได้คิด ได้รู้สึกถึงตัวเองด้วยกัน&nbsp;</p>



<p>อย่างนิทานเรื่อง<strong> ‘นิ่ง’</strong> โดยชีวัน วิสาสะ เขาบอกว่าอารมณ์นิ่ง ถ้าไม่รู้สึกตัวก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามีความนิ่งเกิดขึ้นอยู่ แต่เราไม่ค่อยได้ปล่อยให้มันทำงาน เพราะมัวแต่ใช้อย่างอื่นในการให้ตัวเองนิ่งสบายแทน อาจจะอาศัยเพลงหรือซีรีส์ จริงๆ นิ่งอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว ฝนฟ้าจะตกหนักอย่างไร ตัวนิ่งก็ยังนิ่ง ใต้ทะเลลึกมีอะไรมากมายจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ตัวนิ่งก็ยังนิ่งได้ อยู่ที่ไหนก็มีภาวะนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่สร้างให้มันนิ่งด้วยนะ มันนิ่งของมันเองอยู่แล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183277" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/05-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ตอนแรกเราไม่ได้สนใจนิทานเรื่องนี้มากเหมือนกัน แต่เราไปอ่านในสถานปฏิบัติธรรมแล้วเห็นเขาแนะนำเล่มนี้ มันทำให้เรารู้จักสภาวะที่จะปลดอุเบกขาได้จริงๆ ไม่ใช่การนิ่งเฉยแบบไม่สนใจอะไร แต่เป็นความไม่ต้องทำอะไร เป็นความสงบที่ไม่ต้องสร้าง แค่นั่งรอแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวความนิ่งจะปรากฏให้เห็น เป็นสันติสุขในชีวิตประจำวันในขณะที่เรากำลังต่อสู้ ขุ่นแค้นกับเรื่องอะไรอยู่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อสิ</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถ้าเสียความรักไปก็สร้างมันขึ้นมาใหม่สิ</strong></h2>



<p><strong>การใช้ชีวิตที่ดีสำหรับเบิร์ดเป็นอย่างไร</strong></p>



<p>ใช้ชีวิตอย่างได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ใช้ชีวิตแบบเสรีตามเจตจำนงของตัวเอง ซึ่งบางครั้งเจตจำนงของเรามันเกี่ยวกับการยอมรับ ไม่ได้ยอมแพ้นะ เราแค่ต้องเลือกว่าจะอยู่แบบไหน</p>



<p><strong>เห็นในบทสัมภาษณ์เก่าบอกว่าเมื่อก่อนเบิร์ดเป็นคนใช้คำพูดแรงใช่ไหม</strong></p>



<p>เราเป็นคนทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูดมาเยอะมาก จนรู้สึกว่าตัวเองต้องฝึก หยุด! ห้ามคิดอะไรแล้วพูดอย่างนั้น เราคิดว่าเราเป็นคนพูดจาตลก เพราะเห็นว่าคนฟังหัวเราะ แต่กลายเป็นว่าเขาไปแอบร้องไห้ การทำร้ายคนด้วยคำพูดอย่างที่เราไม่รู้ตัวมันเจ็บปวดมาก เราก็หัดเป็นพิธีกร หัดเป็นนักเล่านิทานเพื่อบังคับคำพูดตัวเอง ทุกอย่างเป็นการฝึกขัดเกลาตัวเองทั้งนั้นเลย แม้จนถึงวัยห้าสิบกว่านี้แล้วก็ยังต้องขัดเกลา</p>



<p><strong>ตอนนี้มีนิสัยอะไรในตัวเองที่เบิร์ดไม่ชอบไหม</strong></p>



<p>โอย! เยอะแยะเลย (หัวเราะ) แต่ว่ามันยอมรับได้มากกว่าเพราะว่าเราเป็นคน ขอแค่มีความรู้สึกตัวก่อนจะทำอะไรลงไป แล้วจะทำร้ายคนอื่นน้อยลงได้ด้วยวิธีไหน</p>



<p><strong>นิทานเปลี่ยนอะไรในชีวิตเบิร์ดไป</strong></p>



<p>มันพาเราไปสู่เพื่อนๆ พามาเจอนี่! (เบิร์ดชี้นิ้วลงพื้น) พามาที่นี่ พาไปสู่การงาน ผู้คน ศิลปะที่ลึกซึ้งมากขึ้น พาเราไปเรื่อยๆ แบบโลกอนันต์ (Infinity World) มากเลย ในการเข้าใจความเป็นมนุษย์ คนมันหลากหลาย ลึกซึ้ง และกว้างขวาง&nbsp;</p>



<p><strong>นิทานเป็นอะไรให้แก่ชีวิตเบิร์ด</strong></p>



<p>เป็นของขวัญ (ยิ้ม)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-183278" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/06-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<p><strong>นิทานเล่มไหนที่เบิร์ดยกให้เป็นเล่มโปรด</strong></p>



<p>เรื่อง <strong>‘ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อสิ’</strong> โดยชินสุเกะ โยชิทาเกะ เราจะชอบยัดเยียดเรื่องนี้ให้คนอื่นอ่าน อย่างเข่นตอนนี้เป็นต้น (หัวเราะ) นิทานเล่มนี้ทำให้ไม่ลืมว่าอารมณ์ขันเป็นสิ่งสำคัญกับตัวเอง ไม่ต้องทำให้คนอื่นหัวเราะก็ได้ แต่ต้องทำให้ตัวเองหัวเราะ เพราะนิทานเล่มนี้ทำให้เราพูดโยงเข้าสู่เรื่องนี้ได้ เป็นคุณค่าของชีวิตการทำงานอย่างหนึ่งนะ&nbsp;</p>



<p><strong>นอกจากนิทานแล้ว เบิร์ดให้ความสำคัญอะไรในชีวิตตัวเองมากที่สุด</strong></p>



<p>ชีวิตประจำวัน ถูบ้าน ซักผ้า พวกงานเล็กๆ นี่สำคัญมากนะ เราทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ตัวเองมีกำลังในการใช้ชีวิตต่อเนื่องกับโลกภายนอก มันเป็นสิ่งที่ดูไม่สำคัญแต่มันสำคัญ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เด็กหญิงนีลชาเติบโตมาเป็นนักเล่านิทาน</strong></h2>



<p><strong>ทุกวันนี้เบิร์ดทำงานด้วยจุดประสงค์อะไร</strong></p>



<p>เราอยากให้คนมีความสุข พูดไปก็เขิน คือมันไม่ใช่ความสุขแบบนั้น แต่อยากให้คนฟังนิทานแล้วมีความสงบสุขในชีวิตประจำวัน สังเกตว่านิทานที่เราเล่าจะเป็นนิทานไม่สอน คล้ายธรรมะ ยุคของคนอีสปมันจบไปแล้ว แต่มันดีนะ เขาเหมาะมากในยุคของเขา ตามประวัติศาสตร์เขาเป็นครูผู้สอนเจ้าชายเจ้าหญิง ในนิทานเขาถึงต้องเป็นการสอนให้รู้ว่า แต่ในปัจจุบันทุกคนเป็นเจ้าชายเจ้าหญิงแบบใหม่ที่ต้องคิดเอง นิทานเรื่องนี้ทำให้คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร อยากทำอะไรต่อ อยากพูดว่าอะไร&nbsp;</p>



<p><strong>เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วน่ะสิ</strong></p>



<p>ใช่ ไม่ค่อยมี แต่เราก็ยังใช้คำนี้อยู่นะ เพราะชินกับการใช้กาลครั้งหนึ่ง มันเหมือนทำให้เราหลุดไปอีกโลกหนึ่ง</p>



<p><strong>หากโลกนี้ไม่มีหนังสือนิทาน เบิร์ดคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง</strong></p>



<p>มันก็คงเกิดเรื่องเล่าปากต่อปากสืบต่อกันไป การสร้างเรื่องใหม่ๆ เพื่อเสริมกำลังใจ ความหวัง การมีชีวิต การสอนเรื่องเล็กๆ และถ่ายทอดประสบการณ์&nbsp;</p>



<p><strong>สำหรับเบิร์ดแล้ว สิ่งสำคัญในการทำให้เด็กคนหนึ่งมีวัยเยาว์ที่น่าจดจำได้คืออะไร</strong></p>



<p>กินอิ่ม นอนอุ่น มันเป็นสิทธิเด็กเลย การรู้ว่ามีคนรักเราอยู่ และได้รับความรักที่เพียงพอ</p>



<p><strong>เด็กหญิงนีลชามีวัยเยาว์ที่น่าจดจำหรือเปล่า</strong></p>



<p>(เบิร์ดพยักหน้าพลางยิ้ม) เราได้รับความรักที่เพียงพอ เราถูกสอนให้รู้จักให้ ให้อภัยตัวเองได้&nbsp; ให้อภัยคนอื่นเป็น แม่ถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ให้เราทั้งหมด</p>



<p><strong>แล้วนางสาวนีลชามีวัยผู้ใหญ่ที่น่าจดจำไหม</strong></p>



<p>ก็น่าจำนะ แต่ว่าถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) ใช้ทุกด้านอย่างเต็มที่แล้ว ไม่เสียดาย ไม่กลับไปแก้ไข เราอยากแก่ไปอย่างไม่ติดเตียง ยังได้ทำงานอะไรอยู่บ้าง เราทำวันนี้เพื่อให้เกิดวันนั้น ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหมนะ แต่ผลมันจะออกมาจากเหตุที่เราทำ</p>



<p><strong>เบิร์ดอยากตั้งชื่อนิทานที่เป็นชีวิตของตัวเองตอนนี้ว่าอะไร</strong></p>



<p><strong>‘ป้าเบิร์ดกินราเม็ง’ </strong>โดยนีลชา เฟื่องฟูเกียรติ<strong> </strong>(หัวเราะ) เพราะขณะนี้ทุกคนกำลังทำหน้าที่ของตัวเอง เผชิญชะตากรรมของตัวเอง มีเหตุผลในการใช้ชีวิตของตัวเอง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183279" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/10/07.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ระหว่างสนทนากันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เบิร์ดนั่งบนโซฟาสีดำสนิท แต่มีสีสันแปดเปื้อนจากกองนิทานที่รายล้อมรอบตัวเธอ กระทั่งมันรายล้อมมาถึงผู้เขียน เธอหยิบเล่มนั้นเล่มนี้ขึ้นอวด ประหนึ่งว่าเราเป็นเด็กตัวเล็กอายุไม่กี่ขวบที่กำลังจ้องเธอตาแป๋ว รอคอยให้เหล่าตัวละครออกเดินทาง ช่างเป็นการสัมภาษณ์ที่ยาวนานด้วยเทปเสียงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่ก็แสนสั้นเหลือเกินเมื่อถึงเวลาที่นิทานต้องปิดจบลง&nbsp; ไม่ว่าเด็กหญิงนีลชาจะผันผ่านความรวดร้าวอะไรมา แต่ในตอนนี้ เธอกลายเป็นนางสาวนีลชาผู้มีความเบิกบาน เป็นนักเล่านิทานที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานบวก ใครได้อยู่ใกล้ก็รู้สึกสบายใจ อยากฟังน้ำเสียงละเมียดละไมของเธอ และอาจเผลอตกอยู่ในมนตร์สะกดนั้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนอย่างเพื่อนวัยทำงานหลายคนที่ทยอยมานั่งรอตาแป๋ว เพื่อฟังนิทานจาก<strong> ‘เบิร์ด-นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ’</strong></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bird-neelacha-storyteller/">นิทานในวัยเยาว์ทำให้วัยผู้ใหญ่ร้องไห้ ‘เบิร์ด-นีลชา’ นักเล่านิทานว่าด้วยชีวิตและความตาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บรรดาวัยรุ่นแสวงหาให้กำเนิดชีวิตเบิกบาน ‘Rootsman Creation’ วงเรกเกปลุกสติ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rootsman-creation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Sep 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[Rootsman Creation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=183020</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เก็บความรู้สึกที่เย็นนั้นให้ลึกข้างใน โยนความรู้สึกที่รุ่มร้อน โยนไปให้ไกล ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา” พวกเขาทำให้เราลบลืมภาพจำของเรกเกโยกไหล่ ตะเบ็งเสียงกลางแสงสปอตไลต์เกือบสนิท ที่ว่าเกือบนั้น เพราะท่วงทำนองยังผสานดนตรีหลายสิบชิ้นตามฉบับของเรกเกอยู่ ทั้งยังเว้นจังหวะให้เครื่องดนตรีทั้งหมดได้หายใจในผืนอากาศเดียวกันอย่างลงตัว เสมือนวัยรุ่นมหาวิทยาลัยศิลปากรต่างพื้นถิ่นที่รวมตัวกัน กำเนิดเป็น ‘Rootsman Creation’ คนหนึ่งหัวที่มีหลายแขนหลายขางอกออกจากหนึ่งร่าง&#160; สมาชิกนับได้ 8 ชีวิตนั่งรายล้อมเป็นวงกลมบนผืนพรมลายโบฮีเมียน ภายในสตูดิโอกึ่งบ้านที่ภายนอกทอดเงาไม้ ทำนองเพลงเรกเกสั่นอยู่ในลำโพง กลิ่นกำยานอบอวล ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ในท่าทางสบายๆ กระทั่งปุ่มเทปถูกกดอัดเสียง หนึ่งในสมาชิกบอกว่าเกร็งกิเดสเหลือเกิน หัวทั้ง 8 พยักหงึกหงักใส่กันพลางลุกฮือไปชงบ๊วยโซดา หั่นผลฝรั่งใส่จาน สงสัยนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายของชาวเรกเก “ไม่เคยถูกสัมภาษณ์เหรอ” เราถาม “ไม่เคยเลยครับ” นักร้องนำตอบ “ทำไมล่ะ ไม่ให้สัมภาษณ์ที่อื่นเหรอ” เราซอกแซกอีกครั้ง “เพราะไม่มีใครสนใจครับ” ต้องขอบอกว่าไม่ทันหันไปเห็นเจ้าของเสียงที่ตอบแทรกขึ้น รู้เพียงว่าหลังจากนั้นทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความขบขัน&#160; และเหตุผลที่เราอยากพูดคุยกับพวกเขา ไม่ใช่แค่ทำนองเรกเกที่แหวกกฎ แหวกเสียง หรือขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรีหาตัวจับยาก แต่เป็นเพราะได้ข่าวว่ากำลังจะปล่อยอัลบั้ม 2 หลังจากผู้แต่งเพลงอย่าง ‘บอส &#8211; ณัฎฐ์ ล้อสินคำ’ หลบซ่อนตัวเองเพื่อหาทางพ้นทุกข์นานเกือบปี&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rootsman-creation/">บรรดาวัยรุ่นแสวงหาให้กำเนิดชีวิตเบิกบาน ‘Rootsman Creation’ วงเรกเกปลุกสติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“</strong><strong>เก็บความรู้สึกที่เย็นนั้นให้ลึกข้างใน โยนความรู้สึกที่รุ่มร้อน โยนไปให้ไกล ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา” </strong>พวกเขาทำให้เราลบลืมภาพจำของเรกเกโยกไหล่ ตะเบ็งเสียงกลางแสงสปอตไลต์เกือบสนิท ที่ว่าเกือบนั้น เพราะท่วงทำนองยังผสานดนตรีหลายสิบชิ้นตามฉบับของเรกเกอยู่ ทั้งยังเว้นจังหวะให้เครื่องดนตรีทั้งหมดได้หายใจในผืนอากาศเดียวกันอย่างลงตัว เสมือนวัยรุ่นมหาวิทยาลัยศิลปากรต่างพื้นถิ่นที่รวมตัวกัน กำเนิดเป็น <strong>‘Rootsman Creation’</strong> คนหนึ่งหัวที่มีหลายแขนหลายขางอกออกจากหนึ่งร่าง&nbsp;</p>



<p>สมาชิกนับได้ 8 ชีวิตนั่งรายล้อมเป็นวงกลมบนผืนพรมลายโบฮีเมียน ภายในสตูดิโอกึ่งบ้านที่ภายนอกทอดเงาไม้ ทำนองเพลงเรกเกสั่นอยู่ในลำโพง กลิ่นกำยานอบอวล ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ในท่าทางสบายๆ กระทั่งปุ่มเทปถูกกดอัดเสียง หนึ่งในสมาชิกบอกว่าเกร็งกิเดสเหลือเกิน หัวทั้ง 8 พยักหงึกหงักใส่กันพลางลุกฮือไปชงบ๊วยโซดา หั่นผลฝรั่งใส่จาน สงสัยนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายของชาวเรกเก</p>



<p><strong>“ไม่เคยถูกสัมภาษณ์เหรอ”</strong> เราถาม</p>



<p><strong>“ไม่เคยเลยครับ”</strong> นักร้องนำตอบ</p>



<p><strong>“ทำไมล่ะ ไม่ให้สัมภาษณ์ที่อื่นเหรอ”</strong> เราซอกแซกอีกครั้ง</p>



<p><strong>“เพราะไม่มีใครสนใจครับ”</strong> ต้องขอบอกว่าไม่ทันหันไปเห็นเจ้าของเสียงที่ตอบแทรกขึ้น รู้เพียงว่าหลังจากนั้นทั้งห้องก็เต็มไปด้วยความขบขัน&nbsp;</p>



<p>และเหตุผลที่เราอยากพูดคุยกับพวกเขา ไม่ใช่แค่ทำนองเรกเกที่แหวกกฎ แหวกเสียง หรือขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรีหาตัวจับยาก แต่เป็นเพราะได้ข่าวว่ากำลังจะปล่อยอัลบั้ม 2 หลังจากผู้แต่งเพลงอย่าง <strong>‘บอส &#8211; </strong><strong>ณัฎฐ์ ล้อสินคำ’ </strong>หลบซ่อนตัวเองเพื่อหาทางพ้นทุกข์นานเกือบปี&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-183033" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ให้ใจเธอนั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวัน</strong></h2>



<p><strong>ดนตรีเรกเกไปเข้าหูพวกคุณเมื่อไหร่</strong></p>



<p><strong>‘อเล็กซ์ &#8211; จเด็ด สงวนชม’</strong> ตำแหน่งมือกลองชิงตอบก่อน “ผมโตที่จังหวัดสุรินทร์ บังเอิญเจอร้านบาร์เรกเกชื่อ Jah Bar แล้วชอบมาก ชอบจนอยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น บอกตัวเองว่าอยากเล่นดนตรีเรกเก ถึงได้หาทางเข้ากรุงเทพแล้วไปตีกลองตามวงต่างๆ จนได้เจอบอสหลังเวที เขาก็ชวนผมไปเล่นในอัลบั้ม 2” อเล็กซ์อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสไตล์เมืองเหนือสีเข้มครามตั้งแต่คอเสื้อจรดปลายกางเกง</p>



<p><strong>‘ปัน &#8211; พุทธิพฤกษ์ พุ่มมาก’</strong> ตำแหน่งเบสรับไมค์ต่อ “เดิมแล้ว ผมเล่นแบ็กอัปตามวงเพลงแนวอื่น ไม่ได้รู้จักเรกเกมาก่อนเลย มารู้จักได้ก็เพราะเพื่อนแนะนำเพลง แต่ที่ผมสนใจมันมากขึ้น เพราะวิธีการเล่นเบสบนดนตรีเรกเกที่ต้องเล่นอยู่กับที่ และความสั้นยาวของโน้ต” ชายสะพายเบสคาแรกเตอร์เจนจัด ปันเจาะหูหนึ่งข้าง สนตะพาย และปีกจมูกซ้าย&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ตามด้วยเสียงของ<strong> ‘บุ๋น &#8211; ศิว์วิศว์ ใยหวัง’</strong> มือคีย์บอร์ด “ผมได้ความชอบในเรกเกมาจากบอส เพราะอยู่บ้านเดียวกันในมหาวิทยาลัย” บุ๋นเป็นคนที่ภายนอกดูจะเพลนๆ เว้นเสียแต่เราเหลือบไปเห็นเสื้อสกรีนคำว่าไวพจน์ เพชรตะพึด ผสมลักยิ้มเจ้าเสน่ห์ฉบับคนชอบยิงมุกเตลิดคอยทำให้เพื่อนยิงฟัน</p>



<p>“เรกเกเป็นเหมือนส่วนเล็กส่วนน้อยในแต่ละคน เล่นกันคนละเล็กละน้อย แต่เราไปพร้อมกันในเซอร์เคิลเดียวกัน มันมีไวเบรชันที่ผมรู้สึกว่ากระเพื่อมอะไรสักอย่างได้ เพราะเรกเกไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก ถ้าชอบในส่วนนี้ทั้งตัวผู้เล่น และตัวผู้ฟังก็จะไม่คิดมาก เรกเกมันให้คุณค่าแบบ Less is More ครับ ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันนาน 5 &#8211; 6 ปี แต่ถ้ากลับมาเจอกันก็จะยังเล่นได้เหมือนเดิม” เราแนะนำว่า <strong>‘บอส’ </strong>เป็นใครไปแล้วข้างต้น ส่วนลักษณะเด่นของเขาคือหนวดเคราดำเฟิ้ม และวาทศิลป์สุดบรรเจิด</p>



<p><strong>‘มีน &#8211; นิกษา แสนใจบาล’ </strong>ตำแหน่ง Violin Trumpet Chorus ต่อบท “เราว่าเรกเกต่างจากดนตรีแนวอื่นมาก เพราะจะใช้แค่ความรู้หรือทฤษฎีตัวเองเล่นอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเอาตัวเองลงไปอยู่กับมันให้ได้จริงๆ เพื่อนเล่นอย่างไรก็ต้องรู้สึกไปกับเขาด้วย จิตวิญญาณทุกคนต้องคลุกคลีกัน สนิทสนมกัน ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ถึงจะเล่นออกมาให้เป็นเรื่องเดียวกันได้” เธอเป็นสาวผมยาวเหลือบเอว แขนข้างซ้ายถมรอยสักดำ แต่ยังเผยให้เห็นสีผิวเดิมอยู่บ้าง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>เหลืออีกสองคนที่ยังไม่เอ่ยเสียง <strong>‘เบลล์-ธิดารัตน์ สิงห์สุวรรณ’ </strong>ตำแหน่งคอรัส และ <strong>‘จี๊ป-รัชช อมาตยกุล’ </strong>ตำแหน่ง Guitar Skank เช่นเคยที่อดใจรอกันอีกเดี๋ยวก็คงจะได้ยิน</p>



<p><strong>ดนตรีเรกเกมีคาแรกเตอร์อะไรที่เจนจัด</strong></p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>เรกเกเป็นแนวดนตรีหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับความเป็นวงมากครับ เราไม่มีเล่นเดี่ยว ไม่มีมือกีตาร์ฮีโร หรือใครที่โดดเด่นออกมาขนาดนั้น เรามีแค่ภาพที่ฉายอยู่เป็นวง ทุกคนเล่นกันอย่างละนิดละหน่อย สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือการฟังเพื่อน หาช่องในการซัปพอร์ต แล้วเล่นในจังหวะของเรา มันพรีเซนต์ความเป็นวงได้ดีมากกว่าดนตรีแนวอื่น&nbsp;</p>



<p><strong>บุ๋น </strong>: จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวงเรกเกต้องคนเยอะครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ปัน</strong> : ผมรู้สึกว่าเรกเกมันต้องใช้ลมหายใจเล่น ไหนจะสมาธิ กำลังภายใน ชีพจร</p>



<p><strong>เบลล์ </strong>: จริง! ใช้สมาธิเล่นสูงมาก เพราะแต่ละคนเล่นกันคนละนิด เราอยู่กับตัวเองก็ใช่ แต่เราต้องฟังรอบๆ ด้วย แล้วจะได้ไปด้วยกันแบบพร้อมกัน</p>



<p><strong>จี๊ป : </strong>&nbsp;เรกเกทำให้จิตใจและความคิดช้าลง ผมเชื่อว่าต่อไปจะมีคนมาหลงรักเรกเกมากขึ้นเรื่อยๆ โลกของเรกเกมันกว้างใหญ่ ผมเองก็ใหม่สำหรับเรกเกนะ เพราะเพิ่งกลับมาเล่น จริงๆ ติดตามดนตรีเรกเกมาตั้งแต่สมัยมหาลัย สูบกัญชาไปด้วยเลยอินเป็นพิเศษ</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> ใช่ กัญชาก็มีส่วนทำให้ผมได้เข้าไปอยู่ในคัลเจอร์ของเรกเกเหมือนกัน คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเรกเกต้องใช้กัญชาแล้วเมา แต่ตอนนี้ดนตรีเรกเกเราพูดถึงเรื่องอะไรก็ได้แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเมา แค่ไฮ (High) ใช้ชีวิตสนุก มันมีเรื่องที่จรรโลงโลกมากขึ้นด้วย </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183034" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ความหมายของ Rootsman Creation คืออะไร</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>เมื่อก่อนพวกเราไม่ค่อยเอาการบ้านการเรือน ลากแตะไปเรียนกัน อีกอย่างก็เป็นเด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนในกรุงเทพ มันจึงเกิดเป็นคำว่า Roots ให้ความรู้สึกถึงการเปื้อนดินด้วยเท้าเปล่า มือเปล่า และรู้สึกเย็นสบาย Rootsman ไม่ใช่แค่ผู้ชายนะ แต่คือความเป็นมนุษย์ พวกเราคุยกันเรื่องปรัชญา เป็นวัยรุ่นที่แสวงหาความหมายของชีวิต เป็นชีวิตที่สะเปะสะปะจับทิศทางไม่ได้&nbsp; ผ่านเวลาตกผลึกมาจนมีทุกอย่างทั้งขาวทั้งดำ แต่ก็มีอะไรดีอยู่ในนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>เดินสายขึ้นเวทีครั้งแรกเมื่อไหร่</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> งาน Backyard ตอนนั้น Srirajah Rockers มาชวน เราก็ทำเพลงกันชื่อว่า ‘เดิน’ กับ ‘Rootsman’ พอไฟมันมาทำให้อยากเล่นเต็มโชว์ ก็แต่งไปเลย 10 เพลง! (หัวเราะ)</p>



<p><strong>กระบวนการทำเพลงเป็นอย่างไร</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> ผมจะทำเดโมก่อน แต่งเนื้อเพลง แล้วก็ใช้เสียงกีตาร์โปร่งกับกลอง</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> หลังจากบอสขึ้นโครงมา ทุกคนจะช่วยกันทำดนตรี</p>



<p><strong>รู้ได้อย่างไรว่าเพลงลงตัวพอที่จะปล่อยออกไปแล้ว</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>จริงๆ เรื่องนี้ผมคิดน้อยมาก บางทีเพลงมันยาว 8 นาทีก็ไม่ตัดนะ ก็ถือว่ามันจบกระบวนการที่เราทำกันสดๆ ร้อนๆ แล้ว เราทำกันไปตามที่เพลงมันเป็น ผมว่าเพลงมีความสมบูรณ์จากที่ทุกคนพยักหน้าให้กัน บางเพลงก็เล่นในห้องอัดกันไปยาวๆ เล่นไปแล้วเพลินมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน ค่อยไปเฟดเอาต์เอาแล้วกัน</p>



<p><strong>อเล็กซ์ : </strong>เดโมที่บอสทำมามันแทบจะครบถ้วนแล้ว พอไปเจอกันในห้องซ้อมมันเลยสบายมาก</p>



<p><strong>ปัน : </strong>เหมือนเราสร้างชอยส์ขึ้นมาว่าเลือกแบบนี้แล้วจะเสียแบบไหนไป ก็ยอมแลกนะ เพื่อจะได้มาเจอกันตรงกลาง</p>



<p><strong>ระหว่างทำเพลงมีความคาดหวังอะไรบ้างไหม</strong></p>



<p><strong>บุ๋น </strong>: โอ! ไม่ครับ คิดแค่แล้วอย่างไรต่อนะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บอส : </strong>เราทำงานไปเรื่อยๆ สบายๆ เขียนได้คิดออกก็ค่อยทำเพลงกัน สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีผม ไม่มีคนอื่น ไม่มีทุกคนที่เป็น Rootsman เพลงก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ สิ่งที่อยากฝากไว้มันไม่ใช่ตัวบุคคล มันคือเพลงที่เราทำแล้วตั้งใจว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้ อย่างเพลงของผมเองนี่ล่ะที่เป็นครูให้ผม ทุกวงดนตรีไม่ใช่แค่ Rootsman นะ ถ้ามีหัวใจที่กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์แล้ว แค่ทิ้งตัวตน ทิ้งความคาดหวังที่จะดัง วางมันลง ทำงานอย่างมีความสุข ให้งานมันพูดต่อไปในวันที่เราไม่อยู่แล้ว ผมคิดว่าทุกงานสร้างสรรค์ที่ประดับให้กับโลกใบนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หลายชีวิตมาก ไม่ใช่แค่ดนตรี ถ้าเราคิดอยากจะดัง ก็จะได้แค่ความดังกลับไป แต่ถ้าเราไม่คิดอะไรเลยก็สบาย</p>



<p><strong>ผลกำไรหลังบ้านเรียกว่าอู้ฟู่ไหม</strong></p>



<p>คราวนี้ ทั้งวงหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ช่างเหือดแห้ง พวกเขาใจกล้าโชว์วงเงินหลักร้อยในบัญชีให้เราดู&nbsp;</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ไม่ค่อยมีเข้าเลย มีแต่ออก</p>



<p><strong></strong><strong>บอส : </strong>เดี๋ยวโชว์เงินในบัญชีวงให้ดูไหม จะได้มีงานเข้ามาจ้าง (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน : </strong>นี่ตัดออกได้ใช่ไหม เงินวงเหลือ 758 บาทครับ!</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>เอาหน่า! ช่วงรวยๆ ก็มี ช่วงนี้แค่ขาลง&nbsp;</p>



<p><strong>บอส :</strong> โอเค เริ่มอยากจะดังแล้วครับ</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> แต่แค่ตอนไปซ้อมกันก็สนุกแล้วนะ เรื่องอื่นคงสบายๆ แล้วครับ แค่อยากเล่นด้วยกัน มันคือคำนั้นเลยครับ </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183035" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เผลอรู้สึกว่ากายาคือความยิ่งใหญ่</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เผลอให้ใครในกระจกนั้นทำร้าย</strong></h2>



<p><strong>เพลงของ Rootsman Creation ดูไม่ได้เสียงดังเท่าเรกเกที่เราเคยได้ยิน เข้าข่ายเพลงธรรมะด้วย ได้แรงบันดาลใจจากอะไรเป็นส่วนใหญ่เหรอ</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>มาจากการที่เราเห็นอีกด้านหนึ่งของตัวเองว่าเราไม่มีสติ ก็เขียนเพลง ‘สติ’ พอเราแม่งคิดมากสัตว์ๆ เลย ก็เขียนเพลง ‘ปล่อยวาง’ ผมเขียนเพลงในลักษณะที่เขียนสอนตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นการบันทึกเล็กๆ น้อยๆ ที่กลับกลายมาเป็นเพลง ผมว่าธรรมะมันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในวัดหรือต้องนุ่งขาวห่มขาว มันอยู่กับเราในทุกลมหายใจ ความคิดมาก ขุ่นหมองของจิตใจ เราเห็นมันตลอดเวลา อยู่ที่จะทำอย่างไรกับมัน ผมก็เลยเขียนเป็นเพลงออกมาเตือนตน&nbsp;</p>



<p><strong>ตอนนั้นสติบอสหลุดไปไหน</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>เราเห็นช่วงที่ตัวเองคิดมาก ฟุ้งซ่าน แล้วก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งคือการปล่อยวาง เมื่อเราเห็นด้านหนึ่งก็จะเห็นอีกด้านหนึ่งเสมอ แก้กันไปกันมา มันเป็นสภาวะจิตใจที่ทุกคนเผชิญอยู่แล้วในทุกวัน แต่อยู่ที่เราจะมองเห็นฝั่งตรงข้ามของมันหรือเปล่า หาอุบายออกมาได้ไหม เพลง ‘สติ’ คงเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ สำหรับคนที่มีสติอยู่แล้ว คนที่มีสติ เขาไม่นึกถึงคำว่าสติหรอก เขารู้สึกตัวอยู่ คนที่นึกถึงสติคือโอย! ไอ้เหี้ย! ตอนนี้กูไม่มีสติแล้วว่ะ&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อตกในสภาวะดิ่งแล้วจะเขียนออกมาเป็นเพลงเหรอ</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> ใช่ มันอยู่ในอัลบั้ม 2 ครับ เมื่อสองสามปีที่แล้วผมทุกข์มาก แกะตัวเองไม่ออกจากความคิด เผชิญหน้ากับความทุกข์ ผมรวบรวมมันอยู่เป็นปี</p>



<p><strong>ทุกข์อย่างไร</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> เช่นว่าเราไม่สามารถแก้ตัวเองได้ เราออกจากความทุกข์ไม่ได้ แสวงหาทางภาวนาใหม่ๆ มากมาย มากวิธี ในการที่จะออกจากกระแสความคิด แต่ปัญญาเราก็ไม่พอ ทำให้ตกอยู่ในห้วงความคิดเสมอๆ จนเรากลับมาเจริญสติ จนมีแรงในการจับดินสอเขียนเพลงได้ เพลงชุดนี้เป็นชุดที่หนักสำหรับผมเหมือนกัน หนักในอารมณ์ที่เผชิญมาก่อนจะได้เพลง เมื่อก่อนเราอาจจะซีเรียส ตึงมากไปหน่อย แต่ตอนนี้เราเจอหนทางที่ง่ายสบายกว่านั้น ออกมาจากกระแสความคิดตรงนั้นได้ กลับมาทำงานได้แล้ว</p>



<p>คราวที่บอสเอื้อนเอ่ยถึงความทุกข์ของเขา ห้องโล่งโปร่งที่เคยมีเสียงนกร้องขับขานเข้ามากลับเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจเบาของเพื่อนทั้ง 7 ชีวิต และลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้ของผู้เขียน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183036" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>วิธีภาวนาที่บอสพบจนพ้นทุกข์คืออะไร</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>คือไม่มีวิธีภาวนาครับ ออกจากวิธีการทั้งหมด ออกจากเจตนาที่อยากให้มันสงบ ออกจากเจตนาที่อยากจะพ้นทุกข์&nbsp;</p>



<p><strong>บอสได้บอกเพื่อนในวงไหม</strong></p>



<p><strong>บอส : </strong>ไม่ได้บอก ผมหายไปอยู่เชียงใหม่</p>



<p><strong>หลังจากทุกคนรู้ว่าบอสหายไปแล้วทำอย่างไร&nbsp;</strong></p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ด้วยทุกคนมีหน้าที่การงานที่ต่างกัน ก็คือมีความเป็นห่วงกันอยู่แล้ว เฮ้ย! ไอ้ปัน มึงพูดดีกว่าว่ะ กูพูดไม่ค่อยเป็น (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> จริงๆ เรายังพูดคุยกันปกติ จนวันหนึ่งที่บอสพร้อมกลับมากรุงเทพ เราก็ลุยทำเพลงกัน เราให้เวลากัน</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ผมว่าความน่ากลัวเมื่อคนเราขาดสติ คือเราไม่รู้ว่าเราขาด แต่สุดท้ายเวลาก็ช่วยได้นะ อยู่ที่เราจะฟื้นกลับมาเร็วไหม&nbsp;</p>



<p><strong>ฟังอัลบั้ม 2 ที่บอสแต่งขึ้นแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง</strong></p>



<p><strong>ปัน : </strong>ชอบเลย! รู้สึกว่าอยากให้เพลงเหล่านี้ออกไปถึงผู้ฟังเร็วๆ จัง</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ผมว่าคำหรือประโยคในอัลบั้มนี้มันช่วยชีวิตคนได้ส่วนหนึ่ง ด้วยอายุที่โตขึ้น ดนตรีก็สนุกขึ้น เรามองภาพได้กว้างขึ้น</p>



<p><strong>เบลล์ :</strong> เราฟังแล้วรู้สึกอยากบรรเลงเพลงนี้ให้ทุกคนฟัง</p>



<p><strong>มีน :</strong> อยากให้อัลบั้มปล่อยเร็วๆ ค่ะ&nbsp;</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> สิ่งที่บอสพูดในอัลบั้มนี้ทั้งหมด ผมเข้าใจบอสเลย เขาเล่าสิ่งที่เจอมา แล้วค่อยให้เพื่อนช่วยกันปรุงลงไป&nbsp;</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ส่วนตัวคิดว่าเป็นพัฒนาการของวง พาร์ตดนตรีหรือเนื้อหามันก็โตไปตามพวกเราทุกคน อยากให้ทุกคนได้ฟังครับ ใครที่ติดตามอยู่ฝากกดไลก์กดแชร์ด้วยครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> โห! ไม่เอา อันนี้ไม่เอาดิ ไม่ตึงแล้ว เมื่อกี้อย่างตึงเลย&nbsp;</p>



<p>ดูเหมือนหนุ่มในเสื้อไวพจน์ เพชรตะพึดจะทำหน้าที่ของเขาได้ดี เสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้ง โลกที่หยุดหมุนไปชั่วขณะก็พลันเคลื่อนไหว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>&nbsp;ความสุขที่จริงแท้ คุณต้องสบายใจ</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>&nbsp;กำหนดลมหายใจไว้ และใช้สติ สติ สติปัญญา</strong></h2>



<p><strong>แอบดูธรรมะธรรมโมกันนะ</strong></p>



<p>หลังจากสิ้นคำ ทุกคนต่างโบกมือส่ายหัวเป็นจังหวะเดียวกัน จนเราแยกไม่ออกว่าใครกำลังปฏิเสธอยู่บ้าง แต่หัวข้อถัดจากนี้กลับเป็นคำตอบที่ยืดยาวที่สุดของพวกเขา</p>



<p><strong>บุ๋น : </strong>ไม่ครับๆ ไม่อย่างนั้นผมดูเหี้ยเลยนะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บอส : </strong>แต่อย่างผมจะใช้ดนตรีภาวนานะ คิดว่าวิธีการของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน</p>



<p><strong>ภาวนาอย่างไร</strong></p>



<p><strong>จี๊ป :</strong> ภาวนาด้วยการทำงานครับ ตื่นมาทำเพลงก็ต้องมีสมาธิในการนั่งทำ ดูความเป็นไปของใจเราว่าเป็นอย่างไร เบื่อไหม เบื่อก็ปรับตัวให้ออกไปเจอคน ออกไปเล่น ไม่ได้ลึกอะไรครับ เป็นเรื่องธรรมดาๆ</p>



<p><strong>มีน :</strong> เราเป็นคนรู้เท่าทันตัวเอง ชอบดูสภาวะตัวเองว่าตอนนี้ใจร้อนแค่ไหน เย็นไปไหม มันต้องปรับตัวกันตลอดวัน ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง แต่ถึงภายนอกจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ถ้าเรารู้สภาวะภายในตัวเอง เราว่ามันจะอยู่ได้&nbsp;</p>



<p><strong>เบลล์ :</strong> พยายามบอกตัวเองว่าอยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน (หัวเราะ) เราเป็นคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน แล้วก็ยึดติดกับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริง แค่ให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นก็พอ แล้วก็ต้องอยู่กับลมหายใจ การกระทำ ไม่ไปยึดติด ตัดสินหรือเชื่อมัน อย่างในเรื่องการเล่นดนตรี เราก็ปรับมาใช้ได้นะ เวลาร้องเพลง เราต้องหายใจ อยู่กับการเปล่งเสียง ความคิดที่ลอยไปนู่นนี่ก็จะถูกดึงกลับมาได้ เมื่อก่อนเราจะเน้นอารมณ์ คิดถึงคนดูว่าเขาโอเคไหม เราต้องพยายามละวางสิ่งนั้น</p>



<p><strong>ตุลย์ :</strong> ส่วนตัวผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองเข้าใจความหมายของคำว่าภาวนาจริงๆ หรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเราเรียนรู้ธรรมะได้จากร่างกายเรา ในชิ้นส่วน 32 ชิ้นของชีวิตประจำวันเลย ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือเข้าถึงยาก เราแค่รู้เท่าทันมัน ผมว่าธรรมะเป็นศิลปะในการใช้ชีวิต&nbsp;</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> สำหรับผม ผมไม่มีธรรมะอะไรครับ ไม่มีศาสนา นับถือตัวเอง ดนตรีเป็นทางออกทุกอย่างของผม ตอบโจทย์ชีวิตมาก ช่วยได้ทุกอย่างเลย แต่ปกติเป็นคนก้าวร้าวผาดโผน แค่ยังมีดนตรีที่มาช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> ธรรมะสอนให้โฟกัสกับปัจจุบันขณะ ผมเคยอ่านเจอในหนังสือที่เขาบอกว่าอดีต คือความจริงที่สมบูรณ์ที่สุด อนาคตยังมาไม่ถึง วินาทีนี้คือปัจจุบัน ในวินาทีที่เรารู้ความหมายของปัจจุบัน มันก็ผ่านไปเป็นอดีตแล้ว แค่รู้สึกว่าการรู้ ณ เวลานี้มันก็ดีแล้ว มันทำให้เราไม่ค่อยนึกถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้วเท่าไร มันจะไม่เป็นกังวลมาก อย่างถ้ายกแก้วก็ให้รู้ว่ายกแก้วอยู่ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>บอส : </strong>การภาวนาสำหรับผมไม่ได้แยกจากกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่เราตื่น รู้สึกตัว เราก็เข้าสู่กระแสทางของการภาวนาเรียบร้อยแล้ว แม้จะรู้จักหรือไม่รู้จักคำว่าภาวนาหรือธรรมะก็ตามแต่ เมื่อเราสูดลมหายใจแรก เราเริ่มกิจภาวนาแล้ว ใครบางคนอาจเรียกว่าหายใจ ไม่ก็เฮ้อ! ตื่นมาได้อีกวันหนึ่งแล้ว นั่นคือความรู้สึกตัว จะเรียกว่าอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญของการภาวนาที่ผมที่ใช้อยู่ คือรู้สึกตัวและเป็นอิสระจากความรู้สึกตัวนั้น เมื่อไหร่ที่เกิดอะไรขึ้นในจิตใจ ก็แค่รู้แล้วก็วาง ทำซ้ำไปมา ไม่รู้หรอกว่าจะจบลงวันไหน ตราบใดที่เรายังมีความรู้สึกอยู่ เมื่อนั้นเราก็มีชีวิตได้ เบิกบานกับมันได้ หัวเราะให้กับความตาย ล้อเล่นกับความทุกข์ ความเจ็บ เราจะไปแคร์อะไร เรารู้สึกแล้วมันก็ผ่านไป</p>



<p><strong>อเล็กซ์ </strong>: ผมว่าทุกคนรวมถึงตัวผมเองที่ได้เรียนวิชาพุทธศาสนาก็คงรู้ว่ามันคืออะไร จะเอามาใช้กับชีวิตได้อย่างไร แต่เมื่อเกิดทุกข์หรือต้องจัดการอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้เอาธรรมะมาใช้ ผมฟังเพลง อยู่ในเซฟโซนตัวเอง ผมเคยได้ยินคำว่าเราใช้ชีวิตกับความทุกข์มากกว่าความสุขด้วยซ้ำ ผมก็เหรอวะ แต่ก็จริงนะ ถ้าเราอยู่กับความทุกข์ได้อย่างสบายแล้ว อยากจะทำอะไรก็ทำ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-183037" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คนที่ได้ฟังเพลงเรียกสติของ Rootsman Creation เขามีความเห็นอย่างไรบ้าง</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> มีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่าผมเกือบจะละทิ้งศาสนาไปอย่างสิ้นเชิง จนได้มาเจอ Rootsman Creation คอยดึงสติทุกครั้งที่จิตใจหลุดลอยจากศรัทธา เพียงเพราะเราเสพสื่อภายนอกมากไป ตั้งคำถามกับภายนอกมากไป จนลืมตั้งคำถามภายในจิตใจตัวเองว่าแท้จริงแล้ว ความพอดี ความพอใจของเราอยู่จุดไหนกันแน่ อีกคอมเมนต์หนึ่งเขาบอกว่าเปิดเพลงของเราไป แล้วก็นั่งสมาธิภาวนาไปด้วย ผมว่าดนตรีก็เป็นอาวุธ เป็นแรงบันดาลใจของคนอื่นได้ ผมถึงตั้งใจอยากจะทำเรกเกภาวนา เพลงอาจไม่ได้ซับซ้อนทางดนตรีมาก หรือมีการเรียบเรียงโหดๆ คอร์ดยากๆ&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน : </strong>แต่ที่บอกว่าไม่ได้ซับซ้อนมาก จริงๆ มันมีความละเอียดบางอย่าง ในพาร์ตดนตรีที่พวกเราทำกันจริงจังมากนะ อย่างเช่นกลองกับเบสที่เป็นสันหลังของเรกเก ถ้ามันไม่เดินไปด้วยกัน คนอื่นก็อยู่ไม่ได้&nbsp;</p>



<p><strong>บอส : </strong>เหมือนปันเล่นเบสความยาวแค่ 2 บาร์ แต่ต้องเล่นนานอยู่ 10 นาที&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> สิ่งที่เล่นมันดูง่าย แต่จะเล่นให้ได้แบบนี้ทุก 10 นาทีมันต้องมีสติมากครับ มันใช้สมาธิมาก</p>



<p><strong>บอส : </strong>ใช่ เราเล่นยาวเลย พอเพลงใกล้จะจบแล้วหันไปหาเพื่อนข้างหลังนี่ ทุกคนหลับตาอยู่!</p>



<p><strong>มีน :</strong> ไอบุ๋นคือตาเหลือกเลย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>อเล็กซ์ : </strong>วงเรกเกมันเยอะมาก แล้วส่วนใหญ่มันก็ออกแนวสนุก แต่พวกผมตั้งใจทำให้มันไม่สนุก&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน :</strong> ปกตินาฬิกามันเดินหนึ่งวิใช่ไหม นี่ช้ากว่าหนึ่งวิอีก</p>



<p><strong>บอส :</strong> พวกผมอยากเอาสภาวะที่เรียกว่า Timeless ในดนตรีเรกเกออกมา อยากให้เป็นแบบที่เราตั้งใจไว้</p>



<p><strong>ปัน :</strong> เหมือนที่พี่อเล็กซ์พูดว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าเรกเกกับกัญชามันคู่กัน เราอยากลบภาพจำบางอย่าง เรกเกมันจะไปกับธรรมะก็ได้&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กาลเวลาน้อยเกิน หนึ่งชีวิตมีไม่กี่วัน</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จึงเร่งคืนวันต่อเติมฝัน ให้เจ้าดอกไม้</strong></h2>



<p><strong>จริงไหมที่เขาบอกว่าวงเราหาตัวจับยาก</strong></p>



<p><strong>บอส :</strong> จริงครับ พวกเราทำงานกันช้า</p>



<p><strong>แล้วคนที่อยากฟังดนตรีสดจากเราจะตามดูได้ที่ไหนบ้าง</strong></p>



<p><strong>ปัน :</strong> ก็ต้องวานผู้จัดใจดีครับ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> ก่อนหน้านี้ทีม Rootsman Creation มีไซด์โปรเจกต์เยอะมาก คนอาจจะคิดว่ายังไม่พร้อมรับงานหรือเปล่า แต่จริงๆ เพราะบอสอยากให้ปล่อยอัลบั้ม 2 ออกไปก่อน ผมว่าเดี๋ยวก็น่าจะหาตัวจับไม่ยากแล้วล่ะ</p>



<p><strong>ยกท่อนในเพลงที่ชอบให้ฟังหน่อย&nbsp;</strong></p>



<p><strong>อเล็กซ์ :</strong> ผมชอบท่อน “หายใจสบายๆ เธอทำได้ ณ เวลานี้” มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เหนื่อยๆ มาแล้วได้ฟังแบบนี้&nbsp;</p>



<p><strong>บอส : </strong>คนเขียนอย่างผมก็เลือกยากหน่อย ผมชอบทุกเพลงเลย เพราะมันเกิดกับตัวผมเอง ถ้าจะต้องเอาออกมาสักประโยคหนึ่งคงเป็น “ทางของใจคล้ายนภา ไม่บันทึกคืนวันที่ผ่านมา สุดจะค้นไร้ทิศทาง ทางของใจ” เป็นเพลงใหม่ของชุด 2 ครับ&nbsp;</p>



<p><strong>ปัน : </strong>ผมชอบเพลงวาจา “เมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง ให้ใจเธอนั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวัน” มันฮีลดีครับ&nbsp;</p>



<p><strong>ตุลย์ : </strong>ผมชอบเพลงอรหันต์ผีเสื้อ “ตะวันเอ่ยกับจันทราให้มั่นคงไว้” ถึงแม้จะพูดเรื่องธรรมะเมื่อกี้ไปมากมาย แต่ในฐานะคนทำเพลงผมชอบท่อนนี้มาก มันให้กำลังใจ แม้จะต้องยอมรับความเป็นจริง</p>



<p><strong>เบลล์ :</strong> เหมือนพี่ตุลย์เลย “แสงจันทร์จะโผล่พ้นมายามตะวันล้า ลาแล้วหนา ตะวันเอ่ยกับจันทร์ให้มั่นคงไว้ เพื่อปลอบโยนใจของใคร ใครในค่ำคืนฟื้นเหนื่อยล้า สบตาเอ่ยกับจันทราไม่ต้องมีแม้คำพูดจาเวลานี้” แค่หายใจก็พอ</p>



<p><strong>มีน : </strong>คิดไม่ออกเลย ไม่มีอันไหนที่สุด มันสุดหมดเลย</p>



<p><strong>จี๊ป : </strong>ชอบท่อนหนึ่งในเพลงร้องว่า Fire Burning Everyday เพราะสถานการณ์โลกมันกำลังแย่ แล้วเพลงนี้ก็ Show Up ให้ได้เห็น</p>



<p><strong>มองการเติบโตของวงเป็นอย่างไรต่อไป</strong></p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ด้วยความที่ยุคนี้เป็นยุคดนตรีเปิด แต่เรกเกมันเป็นเพลงที่ยังไม่มีซีนเป็นของตัวเอง ผมอยากให้เรกเกออกไปสู่ข้างนอกเป็นวงกว้างมากขึ้น&nbsp;</p>



<p><strong>บอส :</strong> กูไม่ออก!</p>



<p><strong>บุ๋น :</strong> ไม่ออกก็ได้ ก็ไม่ได้ว่าอะไร๊ (ทำเสียงสูงก่อนจะหัวเราะ) ในยุคนี้วงเรกเกดีๆ เยอะนะครับ แล้วก็เอ่อ พูดไม่ถูก ไปไม่ถูกแล้วกู&nbsp;</p>



<p><strong>อเล็กซ์ : </strong>ทำไปเรื่อยๆ แหละครับ อย่างที่บอสบอกไปว่าเราจะพูดถึงสภาวะสังคมที่มันเกิด ก็จะคงความเป็นวัยรุ่นที่ดื้อๆ หน่อย แนวนักศึกษามหาลัยที่ยังค้นหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>บอส :</strong> ผมเป็นคนเขียนเพลงตามอารมณ์ ถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่เขียน อยู่เปล่าๆ เป็นปีแบบไม่เขียนก็อยู่ได้ เคยกุเรื่องจะเขียนแต่ก็เขียนๆ ลบๆ ไป พักหลังมาก็บันทึกประจำวัน เมื่อไรมีฟีลถึงเขียน บทจะมีเพลงตอนไหนก็ตอนนั้น ถ้ามันยังเขียนได้อยู่ เพลงของ Rootsman Creation ก็คงมีอยู่ไปเรื่อยๆ ครับ&nbsp;<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-183038" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ขายเพลงฉบับ Rootsman Creation เรียกคนฟังหน่อยได้ไหม</strong></p>



<p><strong>ปัน : </strong>ตอนนี้แหละมึง จะมีงานหรือไม่มีงานก็ตอนนี้แหละ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>บอส :</strong> สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตภาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม</p>



<p>สัมปะติจฉามิ เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ สาธุ! ขอพวกเรามีงานจั๊ดนักนะ</p>



<p>ผู้เขียนถามบอสว่าเขาท่องคาถาอะไร และนี่คือคำตอบที่ได้รับ</p>



<p>“คาถาเงินล้านหลวงพ่อฤาษีลิงดำครับ”&nbsp; หวังให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำเอ็นดูบรรดาวัยรุ่นทั้ง 8 หัวให้มีเงินล้าน และเมื่อไหร่ที่ท้องนภาสว่างไสวไร้เมฆบัง ให้ใจพวกเขานั้นยังมีพลังสร้างสรรค์คืนวันนะ แต่หลวงพ่อจะตวาดกลับว่าสติ! หรือเปล่า ในส่วนนี้ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rootsman-creation/">บรรดาวัยรุ่นแสวงหาให้กำเนิดชีวิตเบิกบาน ‘Rootsman Creation’ วงเรกเกปลุกสติ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ต้อย-นพไชย’ ศิลปินที่ยังทดลองอยู่ และอาชีพนายแบบใกล้เลข 7 หวังจะเก๋ารันเวย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/toi-ungkavatanapong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Sep 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[ต้อย นพไลย]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182896</guid>

					<description><![CDATA[<p>แว่นเลนส์กลมเล็กขนาดพอดีลูกกะตา หนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอว ร่างบางเล็กในเสื้อเชิ้ตชมพูอ่อนทิ้งชายรุ่ย ทั้งสีเปรอะเปื้อนแห้งกรังเหมือนเพิ่งเดินออกจากห้องศิลป์มาหมาดๆ เขายังดูหนุ่มแน่นด้วยสไตล์ ขัดกับริ้วรอยที่หลังมือราวกับผ่านมาแล้วร้อยฤดู&#160; “สตูดิโอผมมันเละเทะนะ อาจจะไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่คุณเคยเห็นมา” ชายตรงหน้าใช้น้ำเสียงนิ่ง ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปสำรวจแหล่งประดิษฐ์ของเขา มองเผินๆ จากภายนอกคงคิดว่าเป็นร้านช่าง ด้วยอุปกรณ์ระเกะระกะบนพื้น ไขควง เศษเหล็ก เลื่อยใบใหญ่ แต่เมื่อขึ้นบันไดไปก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ นี่มันสตูดิโอเด็กศิลป์! ป้ายพยัญชนะถูกแทรกเนื้อในด้วยหลอดนีออน สายพลาสติกระโยงระยางแขวนหน้ากระจกบานเกล็ด ทั้งพู่กัน จานสี กองเสื้อผ้าบนพื้นปูนเปลือย จริงอยู่ ไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่เราเห็นมา&#160; ย้อนกลับไปในปี 1980 ‘ต้อย &#8211; นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ ยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ในสถาบันซินซินนาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเพราะฝันจะทะยานในเส้นทางดนตรี แต่หลังจากได้เห็นฝีไม้ฝีมือของเด็กต่างประเทศแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองจะไปรอดไหม เขาเบนเข็มใหม่เข้าสู่เส้นทางศิลปะ และนี่คือจุดเริ่มต้นของต้อย ผู้ที่เปลือกนอกเป็นศิลปิน แต่เมื่อเปลือกถูกลอกออกจะเห็นเนื้อในที่เป็นนักทดลองราวนักวิทยาศาสตร์ สมัยเรียนศิลป์ สิ่งใหญ่ที่สุดที่ต้อยได้จากการร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันซินซินนาติคืออะไร ซินซินนาติเป็นสถาบันที่เข้มงวดกับเรื่องพื้นฐาน จะสังเกตได้เลยว่าแม้งานผมจะเป็นงานทดลอง แต่มักจะกลับมาที่พื้นฐานตลอด ผมจะไม่ค่อยใช้คำว่าต่อยอดเท่าไหร่ อาจจะเป็นคาแรกเตอร์ผมไปแล้วก็ได้ เพราะเวลาต้องทำงานนานๆ ไปผมจะเบื่อ สถาบันเป็นตัวเปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมองศิลปะของเราไปเลยไหม มันทำให้ผมรู้ว่าสกิลหรือความสามารถไม่ใช่คำตอบ วิธีคิดต่างหาก การเขียนรูปเก่งไม่ใช่ประเด็น ไม่ยึดกับคำว่าความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตรกรรมหรือประติมากรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toi-ungkavatanapong/">‘ต้อย-นพไชย’ ศิลปินที่ยังทดลองอยู่ และอาชีพนายแบบใกล้เลข 7 หวังจะเก๋ารันเวย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>แว่นเลนส์กลมเล็กขนาดพอดีลูกกะตา หนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอว ร่างบางเล็กในเสื้อเชิ้ตชมพูอ่อนทิ้งชายรุ่ย ทั้งสีเปรอะเปื้อนแห้งกรังเหมือนเพิ่งเดินออกจากห้องศิลป์มาหมาดๆ เขายังดูหนุ่มแน่นด้วยสไตล์ ขัดกับริ้วรอยที่หลังมือราวกับผ่านมาแล้วร้อยฤดู&nbsp;</p>



<p><strong>“สตูดิโอผมมันเละเทะนะ อาจจะไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่คุณเคยเห็นมา” </strong>ชายตรงหน้าใช้น้ำเสียงนิ่ง ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปสำรวจแหล่งประดิษฐ์ของเขา มองเผินๆ จากภายนอกคงคิดว่าเป็นร้านช่าง ด้วยอุปกรณ์ระเกะระกะบนพื้น ไขควง เศษเหล็ก เลื่อยใบใหญ่ แต่เมื่อขึ้นบันไดไปก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ นี่มันสตูดิโอเด็กศิลป์! ป้ายพยัญชนะถูกแทรกเนื้อในด้วยหลอดนีออน สายพลาสติกระโยงระยางแขวนหน้ากระจกบานเกล็ด ทั้งพู่กัน จานสี กองเสื้อผ้าบนพื้นปูนเปลือย จริงอยู่ ไม่ค่อยเหมือนสตูดิโอที่เราเห็นมา&nbsp;</p>



<p><strong></strong>ย้อนกลับไปในปี 1980<strong> ‘ต้อย &#8211; นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ </strong>ยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ในสถาบันซินซินนาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเพราะฝันจะทะยานในเส้นทางดนตรี แต่หลังจากได้เห็นฝีไม้ฝีมือของเด็กต่างประเทศแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองจะไปรอดไหม เขาเบนเข็มใหม่เข้าสู่เส้นทางศิลปะ และนี่คือจุดเริ่มต้นของต้อย ผู้ที่เปลือกนอกเป็นศิลปิน แต่เมื่อเปลือกถูกลอกออกจะเห็นเนื้อในที่เป็นนักทดลองราวนักวิทยาศาสตร์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182899" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/01-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สมัยเรียนศิลป์</strong></h2>



<p><strong>สิ่งใหญ่ที่สุดที่ต้อยได้จากการร่ำเรียนศิลปะจากสถาบันซินซินนาติคืออะไร</strong></p>



<p>ซินซินนาติเป็นสถาบันที่เข้มงวดกับเรื่องพื้นฐาน จะสังเกตได้เลยว่าแม้งานผมจะเป็นงานทดลอง แต่มักจะกลับมาที่พื้นฐานตลอด ผมจะไม่ค่อยใช้คำว่าต่อยอดเท่าไหร่ อาจจะเป็นคาแรกเตอร์ผมไปแล้วก็ได้ เพราะเวลาต้องทำงานนานๆ ไปผมจะเบื่อ</p>



<p><strong>สถาบันเป็นตัวเปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมองศิลปะของเราไปเลยไหม</strong></p>



<p>มันทำให้ผมรู้ว่าสกิลหรือความสามารถไม่ใช่คำตอบ วิธีคิดต่างหาก การเขียนรูปเก่งไม่ใช่ประเด็น ไม่ยึดกับคำว่าความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตรกรรมหรือประติมากรรม</p>



<p><strong>ต้อยเรียนศิลปะไปทำไม</strong></p>



<p>(หัวเราะ) ตอนนั้นอยากเป็นศิลปิน คิดว่าการเป็นศิลปินมันดูชิลล์ ดูคูล การได้เรียนศิลปะคนจะชอบคิดว่ามันอิสระ แต่ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก เราต้องมีวินัย อดทนกับการฝึกฝน แล้วก็ไม่ใช่การฝึกฝนเพื่อสกิล แต่เพื่อหาคำตอบบางอย่างที่เราพยายามค้นคว้า</p>



<p><strong>ทำไมไม่เลือกเรียนศิลปะในไทย</strong></p>



<p>เพราะว่าเอนทรานซ์ไม่ติด (หัวเราะ) ตอนนั้นมหาวิทยาลัยศิลปะมีแค่เพาะช่างกับศิลปากร ปีที่ผมไปเอนทรานซ์น่าจะอยู่ใน ค.ศ.1978</p>



<p><strong>เริ่มผูกพันกับศิลปะเมื่อไหร่</strong></p>



<p>สมัยก่อนชอบดนตรี ตอนแรกที่ไปต่างประเทศก็คิดว่าจะเรียนดนตรี แต่พอไปเจอเด็กที่เรียนดนตรีที่นั่นแล้ว เราน่าจะสู้เขาไม่ได้ (หัวเราะ) ถ้าในสายศิลปะอาจจะพอสู้ได้ ก็เบนเข็มมาอยู่สายศิลปะฝั่งจิตรกรรม การแข่งขันสูงมากจนคิดว่าไปเรียนประติมากรรมดีกว่า หนทางที่จะอยู่รอดตอนนั้นคือพยายามขอทุนในเชิงประติมากรรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182900" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/02-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หลังเรียนจบได้เป็นศิลปะคูลๆ อย่างที่หวังไว้ไหม</strong></p>



<p>ยังต้องต่อสู้อีกเยอะ แต่โชคดีที่สังคมตอนนั้นไม่ได้มีการเหยียดผิว การที่ผมเป็นเอเชียคนเดียวในโรงเรียนทำให้ได้รับความสนใจในโรงเรียน และเพราะผมทำงานหนัก ไม่เคยขาดเรียน มีความประพฤติดี ผมไม่ได้เก่งที่สุด แต่เรียนรู้ว่าบางครั้งการทำงานหนัก ไม่ใช่การแสดงความเก่ง แต่แสดงถึงความตั้งใจ อาจารย์มักจะดูคนที่ให้เวลากับงานของตัวเองเสมอ ปีสุดท้ายผมได้ทุนรางวัลในปริญญาตรีเกือบหมดเลย หลังจากเรียนต่อในระดับปริญญาโทก็ได้ทุนเรียนฟรีสำหรับเด็กต่างชาติ&nbsp;</p>



<p>เรียนจบแล้ว ก็ได้งานเป็นผู้ช่วยภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาศิลปะพื้นฐาน การเรียนในอเมริกาจะต่างจากประเทศไทยตรงที่เขาให้เด็กจากคณะอะไรก็ได้สามารถเรียนศิลปะได้ อย่างของเราจะเรียนศิลปะต้องไปแค่ศิลปากร หรือสถาบันที่มีวิชาศิลปะ ที่นู่นนะ ถึงจะเรียนหมอ บัญชี วิทยาศาสตร์ แต่เมื่อไรที่รู้สึกว่ามันหนักหัวก็เข้ามาเรียนศิลปะพื้นฐานได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กฎเหล็กของอาจารย์ต้อย</strong></h2>



<p><strong>จุดเริ่มต้นต่อสู้ในการเป็นศิลปินคือหลังจากกลับมาประเทศไทยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ง่ายแล้ว ไปสมัครสอนพิเศษ เป็นอาจารย์ก็ง่าย เพราะผมสอนแตกต่าง ไม่ได้สอนตรงสกิลแต่สอนจากสิ่งที่มองเห็น จะไม่พูดถึงความหมายอะไรให้ฟัง แต่ใช้วิธีวิเคราะห์การทดลอง อย่างนักศึกษาดนตรีก็ต้องรู้ตัวโน้ต ส่วนนักศึกษาศิลปะของผมจะต้องรู้เอเลเมนต์ซึ่งก็คือสิ่งที่มองเห็นได้ หรือวิชวลไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี ขนาด ผิว แสงเงา&nbsp;</p>



<p>วิชวลเป็นเรื่องของเวลานะ เพราะเรามองเวลาไม่เห็น ใช้วิชวลตัดสินไม่ได้ เพียงแต่มันจะมีบางอย่างที่บ่งบอกเรื่องเวลาได้ เช่น ความสมบุกสมบัน ความเหี่ยวย่นของใบหน้า หัวข้อนี้มักจะไม่ได้ถูกสอน&nbsp;</p>



<p><strong>ไม่กลัวเหรอว่าความแตกต่างของเราจะทำให้เป็นอาจารย์ยาก หรือไม่ถูกยอมรับ</strong></p>



<p>ยาก แต่ว่าผมไม่สนไง (ยิ้ม) ผมคิดแค่ว่าอยากจะให้คนอื่นในฐานะความเป็นครู&nbsp;</p>



<p><strong>ดูมีจิตวิญญาณความเป็นครูมากนะ</strong></p>



<p>หลายคนบอกว่าผมดุ (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้ดุหรอก แค่เข้มงวด ต้องมีกฎ มีระเบียบเพื่อความปลอดภัย และยุติธรรมจะได้ไม่มีข้อโต้เถียงหรือคำร้องเรียนจากคนที่ตั้งใจแล้วได้คะแนนต่ำ กับคนที่ไม่ได้ตั้งใจแล้วได้คะแนนสูง การแข่งขันมันต้องเป็นการแข่งขันกับตัวเองเสมอ ผมให้คะแนนจากการพัฒนาของเด็ก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182901" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/03-9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กฎเหล็กในการเรียนกับอาจารย์ต้อยคืออะไร</strong></p>



<p>ตั้งใจทำงาน ผมให้คะแนนกับการให้เวลาเหมือนสมัยที่ผมเรียน ผมไม่ได้คิดว่างานดีแล้วจะได้คะแนนสูง คุณให้เวลามาเท่าไหร่ คุณก็ควรจะได้รางวัลเท่านั้น นักศึกษาจะไม่ได้สนใจรายละเอียดตรงนี้เท่าไหร่ เพราะคิดว่าตัวเองทำงานหนักเสมอ แต่บางคนไม่ใช่หรอก บางคนสกิลดี เก่งมาก แต่ไม่ค่อยมีวินัย เพราะถ้าเข้มงวดกับตัวเองจริง ป่านนี้ดังระเบิดแล้ว ส่วนใหญ่จะคูล ชิลล์ ไม่ค่อยมีวินัยในตัวเอง ขณะที่เด็กบางคนไม่ได้เก่ง แต่วินัยสูงและตั้งใจ วันนี้พวกเขาอยู่ในเบอร์ต้นๆ อยู่ในระดับศิลปินทุกคน</p>



<p>เราเห็นความทุ่มเทของพวกเขาได้จากจำนวนผลงาน บันทึกระหว่างเรียน บันทึกเป็นสิ่งสำคัญมากในการส่งงาน ผมจะดูตั้งแต่ต้นทางว่าเขาคิดอะไร เก็บอะไรไป มันช่วยแสดงผลของความคิด เขาไม่ได้ติดกับความคิดแรกแต่วิเคราะห์ต่อ พัฒนาจนบันทึกมีสเกตช์ มีทัมบ์เนล (Thumbnails) จากการทดลองจนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด&nbsp;</p>



<p><strong>หากทดลองแล้วผิดพลาดซ้ำไปซ้ำมาจะยังมีคะแนนให้อยู่ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ได้ให้คะแนนจากความสำเร็จ ผมให้กับเวลาที่เขาทำงาน ไม่ได้สนใจด้วยว่าผิดพลาดอะไร แต่เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่ผิดพลาดเลย ไม่อย่างนั้น ก็จะไม่เกิดการพัฒนา อย่างผมเองก็ทดลองแล้วผิดพลาดมาตลอดชีวิต แต่ความผิดพลาดของผมมันกลายเป็นผลลัพธ์อีกรูปแบบหนึ่ง เสื้อที่ใส่อยู่ ผมก็ทดลองตัดแล้วดูว่าวิชวลที่เกิดขึ้นมันได้อะไร เห็นไหม ยังผิดพลาดอยู่เลย แต่ผมได้เจออะไรบางอย่าง และรู้ว่าครั้งหน้าจะไม่ตัดแบบนี้อีก มันเสียเสื้อไปตัวหนึ่งนะ แค่ดีกว่ามานั่งคิดว่าจะรอชิ้นงานสำเร็จรูปมา แล้วปล่อยให้มันทำงานเลย&nbsp;</p>



<p><strong>เชื่อในการทดลองเหรอ</strong></p>



<p>ทดลองเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อ การทดลองไม่ได้มีในสายศิลปะ ขนาดนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ยังต้องทดลองเลย แพทย์ที่ทำการผ่าตัด เขาเสียคนไข้ไปกี่คน นั่นก็เหมือนการทดลอง แต่ท้ายที่สุดจะเจอผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ระหว่างที่เราเห็นผลเสียก็ต้องใช้ความกล้า ต้องท้าทายตัวเอง ไม่อย่างนั้น ก็จะได้งานที่ซ้ำในรูปแบบเดิม หรือเป็นการต่อยอดจากคนอื่นมากกว่า&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182902" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/04-8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ศิลปินนิรนาม</strong></h2>



<p><strong>อย่าง NUTS Society ที่เป็นกลุ่มศิลปินนิรนามเกิดขึ้นได้เพราะอะไร</strong></p>



<p>ผมสร้างกลุ่มนี้ขึ้นมากับ ‘บอล &#8211; ปิยลักษณ์ เบญจดล’ ในปี 1998 ถ้ากลับไปดูจะเห็นวิชันของ NUTS Society ที่พยายามจะบัญญัติตัวเองว่าจะทำแบบนี้เท่านั้น เป็นศิลปะสำหรับสาธารณะ ชุมชน และออกนอกกรอบ ผมย้ายงานศิลปะออกนอกแกลเลอรี ทั้งภัตตาคาร ห้องเช่า ร้านสัก ร้านขายเสื้อยืด ไม่ได้เข้าไปอยู่ในหอศิลป์ คนทั่วไปไม่ได้เดินเข้าหอศิลป์เหมือนต่างประเทศ เพราะฉะนั้น งานที่อยู่ในหอศิลป์และพยายามจะพูดถึงสังคมในแง่หนึ่ง มันไปไม่ถึงไหนหรอก คนดูงานศิลปะสมัยนั้นยังน้อย ไม่มีสื่อเข้าไปตระเวนบอก&nbsp;</p>



<p><strong>ทำไมถึงตั้งตัวเป็นศิลปินนิรนาม การมีชื่อเสียงไม่สำคัญสำหรับต้อยเหรอ</strong></p>



<p>ไม่สำคัญ แต่มันก็มีผลนะ แต่ผมเลือกเองว่าจะทำงานที่ไม่ใช่งานขายได้ แล้วก็ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก ในตลาดบ้านเราคงน้อยมากที่จะมีคนชอบ คนสะสมงานผมก็น้อย&nbsp;</p>



<p><strong>มีงานชิ้นไหนที่ทดลองแล้วล้มเหลวซ้ำๆ ไหม</strong></p>



<p>ล้มเหลวทุกครั้ง (หัวเราะ) แต่การล้มเหลวทำให้เกิดสิ่งใหม่ซึ่งดีกว่า และงานของผมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&nbsp;</p>



<p><strong>ต้อยได้อะไรให้ตัวเองหลังนิทรรศการแห่งความทรงจำเก่าอย่าง ‘A Million Little odd Things, The Last Promise and One Big Picture’ จบลง</strong></p>



<p><strong></strong>ผมเอาเฟอร์นิเจอร์บางอย่างในบ้านตัวเองไปรองรับงานศิลปะของคนอื่น เรียกว่าเป็นดิสเพลย์จะไม่ได้เป็นงานศิลปะจ๋า ในงานนี้แบ่งออกเป็น 3 ห้อง ห้องหนึ่งเป็นของคนที่ทำงานศิลปะมานานเป็นสิบปี ผมไม่มีงานแบบนั้น ห้องที่ 2 เป็นของ NUTS Society บรรดาศิลปินที่ผมเชิญมาเข้าร่วม ห้องที่ 3 เป็นงานที่ผมทำร่วมกับบอล เป็นการรวบรวมบันทึกวิจัยที่เขาทำเกี่ยวกับ NUTS Society เขาเป็นเหมือนตัวตั้งตัวตีในการเฟ้นหาศิลปิน</p>



<p>อีกงานที่ผมสร้างขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายผม ชื่อว่า 578 วัน เป็นงานประติมากรรม ตอนนั้นผมพยายามเปลี่ยนแปลงร่างกายเพื่อสวมใส่เสื้อผ้าของปิยลักษณ์ ออกไปถ่ายรูปตามที่ต่างๆ ทุกงานที่ผมโพสต์ลงไปเป็นเหมือนการปักหมุดว่าเริ่มทำงานชิ้นนี้แล้ว กลายเป็น Field Outfits Series&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182903" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/05-9.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หลังจากไม่มีบอลอยู่ด้วยแล้ว ทำให้ NUTS Society เปลี่ยนไปไหม</strong></p>



<p>ผมต้องหาผู้ช่วยใหม่ (หัวเราะ) ที่จริงแล้ว NUTS Society ไม่ได้ทำงานกันตลอดเวลาหรอก แต่นิทรรศการในวันนั้นเหมาะแก่การรื้อฟื้นขึ้นมา ความแข็งแกร่งของ NUTS Society คือการรวมตัวคนจากหลายสาขาอาชีพ บอลเขาจะเก่งเรื่องการวิเคราะห์ ตัดสินใจว่ากลุ่มศิลปินนี้จะเป็นไปในรูปแบบไหน ผมจะเก่งเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้มันสำเร็จได้ง่ายขึ้น </p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เกษียณตนเป็นนักเรียน</strong></h2>



<p><strong>ต้อยมีเทคนิคไหนที่ใช้บ่อยๆ กับงานศิลปะ</strong></p>



<p>ส่วนใหญ่จะเป็นนีออน เหมือนในนิทรรศการ ‘แถ’ ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนที่แล้ว&nbsp;</p>



<p><strong>ทำไมต้อง ‘แถ’</strong></p>



<p>เพราะไม่อยากมีคำตอบว่างานของผมพูดอะไร ผมแค่จัดการกับวัตถุแล้วปล่อยให้วัตถุเป็นตัวพูด สื่อสาร แถด้วยตัวมันเองว่าคนดูเห็นอะไร หรือถ้าเขาอยากจะแถต่อก็แถได้ งานผมก็กลับมาอยู่จุดเดิม แม้จะทดลองอย่างไรก็จะกลับมาสู่พื้นฐานเสมอ นั่นคือเรื่องของวิชวล</p>



<p><strong>ในวัย 66 ปี ต้อยมีมาสเตอร์พีซของตัวเองหรือยัง&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>ผมว่าคงต้องถามสาธารณชนมากกว่า ในความเห็นส่วนตัวของผม ศิลปินคงไม่มีอภิสิทธิ์บอกว่านี่คือมาสเตอร์พีซหรอก อย่าง ‘ปิกาโซ’ เขามีผลงานทั้งชีวิตมาเกือบห้าหมื่นชิ้น คุณคิดว่าทั้งหมดนั้นนับเป็นมาสเตอร์พีซไหม มาสเตอร์พีซคืองานที่สาธารณชนจำได้ มีชื่อเสียง คนพูดถึง ถูกวิจารณ์ หรือมีอิทธิพลต่ออะไรสักอย่าง&nbsp;</p>



<p><strong>ตัวเลขอายุเป็นข้อจำกัดในการสร้างงานศิลปะของต้อยไหม</strong></p>



<p>ข้อจำกัดหนึ่งคือพละกำลังไม่มี มันทำให้วินัย และความอดทนลดน้อยลง ขึ้นลงสตูดิโอก็หมดแรงแล้ว เวลาก็น้อยลง (หัวเราะ) มันทำให้เราไม่อยากทำงาน แล้วก็ทำให้ไม่มีโชว์ เพราะไม่เกิดเดดไลน์ว่าต้องแสดงงานแล้วนะ เราเถลไถลไปเรื่อย แม้สิ่งที่ยังพุ่งพล่านคือความคิด แต่ต้องยอมรับว่าข้อจำกัดมีผล</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182904" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/09/06-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แต่ก็ยังแจ๋วพอจะไปเดินเป็นนายแบบใช่ไหม</strong></p>



<p>การเป็นนายแบบถือเป็นโบนัส คงต้องขอบคุณหลายคนในสาขาฝั่งแฟชัน ผมยังดูแลร่างกายอยู่ก็เพราะอยากมีแรงทำงานต่อนะ</p>



<p><strong>ทำมากี่อาชีพแล้ว</strong></p>



<p>ผมเคยเป็นนักดนตรี อย่างที่บอกว่าเคยอยากเรียนดนตรี ก่อนจะผันตัวไปเรียนศิลปะ บ๋อยก็เป็นมาแล้ว เป็นผู้ช่วยดีไซน์เนอร์ ช่วยอาจารย์สร้างบ้าน เปลี่ยนกระเบื้อง ซ่อมบ้าน แล้วก็เขียนแบบเอง เป็นอาจารย์ แต่ถ้าถามถึงตอนนี้เหรอ ผมเกษียณแล้ว (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ต้อยในวัยเกษียณมีอะไรที่ยังทดลองอยู่ไหม</strong></p>



<p>จริงๆ การไปเดินแบบมันดูเหมือนง่ายนะ ภาพนิ่งที่ออกมาของผมมันดูดี แต่ถ้าเห็นผมในภาพเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ด้วยอายุวัยของผม การเคลื่อนไหวมันกำลังไปสู่การถดถอย ผมต้องพัฒนาตัวเองใหม่ตั้งแต่การเดิน การดามคอ เพราะส่วนสูงเริ่มลดลง การโยคะก็ช่วยผมได้ เสื้อผ้าที่ผมทำแล้วสื่อสารออกไปผ่านศิลปะก็คือการทดลองรูปแบบหนึ่งอยู่&nbsp;</p>



<p><strong>ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์ อยากให้เกรดเท่าไหร่แก่นักเรียนที่ชื่อต้อย</strong></p>



<p>ถ้าผมให้ A เด็กคนนี้ งานเขาคงไม่ดีขึ้นหรอก แต่คงไม่ถึงขั้นติด F อาจจะอยู่ที่ B ไม่ก็ B+&nbsp;</p>



<p>น้ำเสียงนุ่มลึกของต้อยยังถูกทิ้งไว้ให้ดังในแก้วหู อย่างกับเรานั่งเรียนโต๊ะชิดอยู่หน้าห้อง แม้เขาจะปวารณาตัวว่าเป็นศิลปินนิรนาม บ๋อย นายแบบ อาจารย์ หรืออะไรก็ตาม แต่บทสนทนาทั้งหมดประมวลออกมาได้เป็น<strong> ‘ต้อย &#8211; นพไชย อังควัฒนะพงษ์’ </strong>ในวัย 66 ปีที่ช่างช่ำชองวิชาชีวิต 101 เหลือเกิน และสตูดิโอที่เฟอร์นิเจอร์ภายในขึ้นสนิมเกรอะกรังก็ช่างมีเสน่ห์สำหรับผู้ที่ได้ไปเยือนอย่างเรา</p>



<p>หากให้สมมติเป็นศิษย์ที่เลือกอาจารย์ได้ เดาว่าใครหลายคนคงเลือกชายหนวดเคราขาวไล่ระดับสีเฉดเดียวกับผมที่ยาวเหลือบเอวแน่</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/toi-ungkavatanapong/">‘ต้อย-นพไชย’ ศิลปินที่ยังทดลองอยู่ และอาชีพนายแบบใกล้เลข 7 หวังจะเก๋ารันเวย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘VARIS’ ศิลปินเนิร์ดดนตรีนอกกรอบ หลงใหลท่วงทำนองชนิดที่ can’t let u go</title>
		<link>https://adaymagazine.com/varis-sony-music/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Aug 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[Varis]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182571</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราเชื่อว่าหลายคนเวลาไปดูคอนเสิร์ตคงคาดหวังที่จะได้เจอศิลปินคนโปรดเล่นสดสักครั้ง ฟังเพลงโปรดสักเพลง แต่บางครั้งพอไปถึงคอนเสิร์ตก็อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างแบบไม่คาดคิด ที่ทำให้เราได้ค้นพบศิลปินเจ๋งๆ สักคนแบบไม่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงโซโลกีตาร์สุดเฟี้ยวเด้งเข้าหู หรือทำนองมันเร้าจนทำให้เราต้องหยุดดูว่าคนที่เป็นต้นเหตุเสียงนี้เป็นใคร! It pains and torments Oh, the thoughts that&#8217;s on my mind But I couldn&#8217;t back out not even knowing why I&#8217;m sorry, I I&#8217;m sorry, I I&#8217;m sorry, I I just can&#8217;t let you go ณ คอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง เมื่อสามปีที่แล้ว เสียงกีตาร์สุดเฟี้ยว แทรกกับเสียงร้องสุดมันสลับกันเร้า จนทำให้เราต้องสับขาเดินตามเสียงนั้นไป ขาหยุดนิ่งเมื่อถึงหน้าเวที เพลงที่ดังขึ้นตอนนั้นคือ ‘can’t let u go’ เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเหมือนชื่อเพลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/varis-sony-music/">‘VARIS’ ศิลปินเนิร์ดดนตรีนอกกรอบ หลงใหลท่วงทำนองชนิดที่ can’t let u go</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เราเชื่อว่าหลายคนเวลาไปดูคอนเสิร์ตคงคาดหวังที่จะได้เจอศิลปินคนโปรดเล่นสดสักครั้ง ฟังเพลงโปรดสักเพลง แต่บางครั้งพอไปถึงคอนเสิร์ตก็อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างแบบไม่คาดคิด ที่ทำให้เราได้ค้นพบศิลปินเจ๋งๆ สักคนแบบไม่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงโซโลกีตาร์สุดเฟี้ยวเด้งเข้าหู หรือทำนองมันเร้าจนทำให้เราต้องหยุดดูว่าคนที่เป็นต้นเหตุเสียงนี้เป็นใคร!</p>



<p class="has-text-align-center"><em>It pains and torments</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>Oh, the thoughts that&#8217;s on my mind</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>But I couldn&#8217;t back out not even knowing why</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I&#8217;m sorry, I</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I&#8217;m sorry, I</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I&#8217;m sorry, I</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>I just can&#8217;t let you go</em></p>



<p>ณ คอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง เมื่อสามปีที่แล้ว เสียงกีตาร์สุดเฟี้ยว แทรกกับเสียงร้องสุดมันสลับกันเร้า จนทำให้เราต้องสับขาเดินตามเสียงนั้นไป ขาหยุดนิ่งเมื่อถึงหน้าเวที เพลงที่ดังขึ้นตอนนั้นคือ <strong>‘can’t let u go’ </strong>เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเหมือนชื่อเพลง แหงนหน้าขึ้นเวทีเห็นโลโกศิลปินสีแดงเด่นสะดุดตา <strong>‘VARIS’</strong> หรือ <strong>‘วิน วริศ คงสุวรรณ’ </strong>ดูท่าเราจะค้นพบศิลปินโปรดเพิ่มอีกคนซะแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182574" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สืบเพิ่ม<strong> ‘</strong><strong>VARIS’ (วริศ)</strong> หรือ <strong>‘วิน วริศ คงสุวรรณ’</strong> เคยได้รางวัล<strong>ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม </strong>จากงานคมชัดลึกอะวอร์ดเมื่อปี 2021 เราร้องโว้ว! ออกมาเพราะศิลปินที่เราค้นพบดีกรีโคตรเทพ! ด้วยเหตุนี้ก็ยิ่งน่าจับตามองว่าเขาคงจะเติบโตไปได้ไกลอีกแน่ แต่หากค้นชื่อนี้ในวงการกระแสเพลงหลักอาจยังไม่คุ้นหูนัก คงเพราะด้วยดนตรีที่แปลกแหวกแนวที่ได้ผสมผสานซาวนด์หลายอย่างในเพลง ไม่ว่าจะเป็น Rock, Electronic, R&amp;B, Hiphop, Alternative มีกลิ่น Folk หน่อยๆ ฟังรวมๆ กลับเท่ซะงั้น เพราะมันทำให้เราอยากจะโยกหัวตามจังหวะเพลง กระโดดได้ทุกทีที่ดนตรีมันเร้า และพร้อมจะพาเราพุ่งเข้าไปในเสียงดนตรีได้ทุกเมื่อ</p>



<p>แต่แท้จริงแล้ว นิยามเพลงของวินคือแนวไหนกันแน่ วินสารภาพว่า <strong>“มันคือแนวอะไรก็ได้ที่เราชอบเลยเว้ย เท่านั้นเลย</strong>” โถ่วิน เราน่าจะได้คำตอบจากนายตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องสาธยายนาน</p>



<p>เห็นยังดูเด็กแบบนี้แต่ไม่ใช่ว่าวินเพิ่งเป็นศิลปินหน้าใหม่ในวงการเพลงแต่อย่างใด เพราะวินทำเพลงมาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัยแล้ว เขาลุยทำเพลงด้วยตัวเองทุกกระบวนการ แถมยังมีเพลงคุ้นหูหลายเพลงเสียด้วย เช่น <strong>‘0.01’, ‘N.’ </strong>และ <strong>‘Did I?’</strong> ล่าสุดตอนนี้ได้เปิดตัวเป็นศิลปินในค่าย <strong>SONY MUSIC</strong> ด้วยเพลง&nbsp; <strong>‘Zoned Out’ </strong>และ <strong>‘IN TIME’</strong>&nbsp;</p>



<p><strong>“ไอ้หนุ่มคนนี้มีค่ายแล้วเว้ย!”</strong> วินพรวดขึ้นมาในช่วงสัมภาษณ์ แต่ขอเบรกไว้ก่อนนะ ขอโปรยเสน่ห์นายเพิ่มอีกนิด</p>



<p>วินในวันนั้นต่างจากวินในวันนี้พอสมควร จากหนุ่มผมรองทรงเป็นหนุ่มผมยาวมาดเซอร์ ท่าทีดูนิ่งขึ้น แต่ก็ยังแอบกวนในบางที จากหนุ่มบ่าพาดด้วยกีตาร์โปร่งชิลๆ ตอนนี้บ่าพาดด้วยกีตาร์ไฟฟ้าเฟี้ยวๆ เมื่อก่อนสวมเสื้อเชิ้ตเรียบง่าย ช่วงนี้มีสร้อยคอหินเสริมมาด้วย ดูจะอินเลยไม่น้อย (เพราะใส่ทุกงานที่เล่น)&nbsp;</p>



<p>เดินทางมาครึ่งทศวรรษกว่าจะมีค่าย วันนี้เราอยากชวนวินมานั่งพูดคุยถึงเส้นทางศิลปินตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เราจะพาล้วงไส้พุงล้วงพุงถึงตัวตนของวินแบบจริงๆ จังๆ ฉะนั้นระวังตัวไว้ให้ดีเพราะพวกคุณอาจจะตกหลุมรักหนุ่มคนนี้โดยไม่รู้ตัว (เตือนแล้วนะ) เล่ามาถึงตรงนี้ ยังไม่เข้าเรื่องสักที งั้นเริ่มเลยแล้วกัน</p>



<p><strong>“นี่คือเริ่มแล้วเหรอครับ”</strong> วินอึ้งบวกขำเล็กน้อย เราตอบวินไปให้รู้ว่าใช่แล้วล่ะ เราเริ่มคุยกันแบบนี้แหละ <strong>“ว้าว อย่างกับรายการ The Driver ที่เขาชอบเปิดรายการกัน”</strong> เราขำพลางกันพอหอมปากหอมคอให้บรรยากาศผ่อนคลาย หลังจากนี้เราก็จะซัดคำถามให้วินอย่างจริงจังแล้ว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘N.’ ตัวย่อคำนามที่นิยาม ‘VARIS’</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182575" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แนะนำตัวเองในฐานะ VARIS ในเวลา 0.01 วิ</strong></p>



<p>ห้ะ! (ขำพรวด อ้าปากค้าง) วริ- (หมดเวลา)&nbsp;</p>



<p><strong>ล้อเล่น มีชื่อเพลงเกี่ยวกับเวลาทั้งทีจะไม่แกล้งได้ไง แนะนำตัวตามสไตล์ได้เลย</strong></p>



<p>(ดัดเสียงเข้ม) สวัสดีครับ VARIS ครับ ชื่อจริงชื่อวริศ ชื่อเล่นชื่อวิน เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ มิวสิกไดเรกเตอร์ ประมาณนี้ครับ</p>



<p><strong>แล้วถ้าแนะนำตัวในฐานะวินเฉยๆ ล่ะ</strong></p>



<p>(ดัดเสียงเข้มอีกรอบ) สวัสดีครับ ชื่อเล่นชื่อวิน ชื่อจริงชื่อวริศ เป็นศิลปิน โปรดิวเซอร์ มิวสิกไดเรกเตอร์ ประมาณนี้ครับ<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182576" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ตัวตนของ ‘VARIS’ กับ ‘วิน’ ในตอนนี้คือคนเดียวกันรึเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ครับ ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะตอบว่าไม่ แต่ตอนนี้เราว่ามาถึงจุดที่ใช่แล้ว</p>



<p><strong>แล้วจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าเรามาถึงจุดที่ใช่แล้ว</strong></p>



<p>พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในการทำงาน ทำเพลง หรือสร้างผลงานอะไรออกมาสักอย่าง เรากล้าคิด กล้าทำ กล้าเอาด้านที่เมื่อก่อนเราไม่ค่อยกล้าโชว์ออกมามากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะแยกตัวตนกับงานออกจากกัน แต่ตอนนี้มันรวมเป็นสิ่งเดียวกันแล้ว ในเวลาเดียวกันก็ทำให้รู้สึกว่าเราก็แค่มนุษย์คนหนึ่งที่มั่นใจขึ้น กล้าขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้นจากการที่เราทำสิ่งนี้มาเรื่อยๆ จนเรียนรู้และหล่อหลอมมาเป็นเราในทุกวันนี้&nbsp;</p>



<p><strong>ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อนที่มาเล่น Live in a day คิดว่าตอนนี้ตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน</strong></p>



<p>เคยกลับไปย้อนดูแล้วก็คิดกับตัวเองว่า ‘ไอ้หมอนั่นใครวะ’ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็รู้สึกเปลี่ยนไปเยอะนะ ในเรื่องของการรู้จักตัวเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงมหา’ลัย มันคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงการค้นหาตัวเองว่าเราอยากเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ค้นหาสิ่งที่ชอบ รสนิยมอะไรต่างๆ มันเป็นช่วงเวลาลองผิดลองถูก ตัวตนของวริศทุกอย่างก็เริ่มมาจากตรงนั้นพอดี</p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://youtu.be/sNm3dKntCC8?si=S15Ad8Cet2uMZ_Sb">Varis &#8211; N. | Live in a day</a>&nbsp;</p>



<p><strong>คิดว่าตอนนี้เจอผู้ใหญ่คนนั้นของตัวเองแล้วหรือยัง</strong></p>



<p>เรียกว่ารู้จักกันดีขึ้นแล้วกัน เราทำความเข้าใจผู้ใหญ่คนนั้นได้ดีขึ้นกว่า 5 ปีที่แล้วเยอะเลย แต่เราก็เชื่อว่าจุดนี้มันยังไม่สุดหรอก ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182577" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากการทำเพลงที่ผ่านมา คิดว่าเพลงไหนที่เป็นตัวตนเรามากที่สุด</strong></p>



<p>เพลง ‘V’ ในอัลบั้ม ‘Supervillain’ คอนเซปต์คือเราจะเล่าเรื่องในระยะเวลาหนึ่งคืน 8 ชั่วโมง 8 เพลง เพลงแรกชื่อ ‘22:00’ ก็คือ 4 ทุ่ม เพลงสุดท้ายคือ ‘V’ เป็นเวลาตี 5 ช่วงพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น เนื้อหาในเพลงนั้นเราเขียนเพื่อฮีลใจตัวเอง เขียนเพื่อบอกตัวเองให้รู้จักรักตัวเองมากขึ้น ถ้าใครจะอยากรู้จักเรา ลองฟังเพลงนั้นดู เพราะนั่นคือมุมที่เราเผยความอ่อนแอออกมาแล้ว</p>



<p><strong>เพลงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้วินได้เรียนรู้ว่ากำลังโตขึ้นรึเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ เราให้ทั้งอัลบั้ม ‘Supervillain’ เลย อย่างที่บอกไปว่าเราเขียนอัลบั้มนั้นเพื่อฮีลตัวเองด้วย ตอนนั้นมันมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งปัญหาส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ใดๆ บวกกับตอนนั้นคือช่วงที่เรียนจบมา แถมยังลาออกจากงานพอดี&nbsp; ช่วงนั้นรู้สึกว่าชีวิตถาโถมมากเลย เราก็เลยทำอัลบั้มนี้เพื่อสะท้อนตัวเอง ทำให้เราได้ทำความเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วก็ฮีลตัวเองไปในเวลาเดียวกัน</p>



<p><strong>เพราะถึงช่วงวัยเบญจเพสด้วยรึเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ๆ อายุ 25 เลย เราไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมถึงต้องเป็นตัวเลขนี้ หรือว่าเบญจเพสเป็นจุดเช็กพอยต์ของมนุษย์เหรอ หรืออาจจะเป็น Quarter Life Crisis ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของจริง โคตรมันอะ ชีวิตตอนนั้น ก็เลยได้เพลงมาเยอะเลย (หัวเราะ)</p>



<p>หลังจากจบอัลบั้มนั้นก็ได้ทำคอนเสิร์ตเล็กๆ ชื่อ ‘V for VARIS’ พอดี เหมือนเวลาพาเราไปเจอสิ่งที่ใช่เองมั้ง แต่ ณ เวลานั้นเราเองก็คงไม่รู้หรอก คิดแค่ว่า ‘เชี่ย ทำไมชีวิตวุ่นวายจังวะ’ แต่ว่าพอมองย้อนกลับไปมันก็คงถูกแล้วล่ะที่เป็นแบบนั้น มันคงมีการเดินทางบางอย่างที่พาเราให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เป็นคนที่รักตัวเอง และรู้จักตัวเองมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182579" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รักตัวเองของวินตอนนี้เป็นยังไง</strong></p>



<p>เราว่าความหมายและเนื้อหาของมันคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ แต่ถ้าให้นึกสิ่งที่ยึดเป็นหลัก คือเอาใจเราไว้ก่อน เราต้องเอาตัวเองไว้ก่อน​โดยที่ไม่เบียดเบียนคนอื่นนะ ต้องนึกถึงตัวเองให้มากๆ แคร์จิตใจตัวเองให้มากๆ เพราะว่าสุดท้ายคนที่อยู่กับเราก็คือเรา ต้องกลับมาให้ความสำคัญตัวเองที่สุด</p>



<p><strong>วินเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายมาก ก่อนจะมาเป็นศิลปินเคยทำอะไรมาบ้าง&nbsp;</strong></p>



<p>เมื่อก่อนก็มีช่วงชีวิตที่เคยทำงานประจำ แต่ก็ลาออกมาแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นทำงานเป็น Sound Engineer อยู่เกือบๆ สองปี เนื้องานที่เราต้องทำก็คืออัดเสียงนักพากษ์ไทยให้ตรงกับเสียงในหนังต่างชาติ และแก้ไขเสียงพูดของนักพากษ์ให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุด ตอนนั้นอยากมีรายได้เป็นของตัวเอง ความเด็กจบใหม่ไฟแรงอยากสร้างเนื้อสร้างตัวเราว่าทุกคนก็คงเป็นแหละ</p>



<p><strong>สิ่งนี้ยากกว่าการทำเพลงไหม</strong></p>



<p>เราว่าคนละอย่างเลย มันใช้สกิลพื้นฐานคล้ายๆ กันกับเรื่องโปรแกรม แต่ว่าสุดท้ายเรื่องวิธีคิด เซนส์มันต่างกัน การที่เราไปทำสิ่งนั้นมาก็ทำให้เราได้สกิลติดตัวบางอย่างมาทำเพลงนะ อย่างการทำ MV เราจะซีเรียสมากเรื่องซิงค์ปาก เพราะเราทำหนังพากษ์มา อะไรแบบนี้มันก็จะมีติดมาอยู่</p>



<p><strong>จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าอยากออกจากงานประจำมาทำดนตรีแบบสุดตัว</strong></p>



<p>สำหรับเรามันคือจุดที่เริ่มรู้สึกว่าเราไม่ได้อยากทำงานประจำตลอดไป เหมือนเรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เรารักจะทำมันจริงๆ คืออะไร ก็คือการทำเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ อะไรแบบนี้ ก็มานึกได้ว่าเราไม่มีเวลาให้มันมากพอ เราก็เลยจัดระเบียบชีวิตใหม่หมด สุดท้ายก็เลยตัดสินใจตัดงานประจำออกไป</p>



<p>ตอนนั้นก็กลัวตัวเองจะไม่มีกินเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่พอทุกวันนี้ชีวิตเราต้องกำหนดว่าเป็นฟรีแลนซ์ปุ๊บ เรื่องนิสัยก็เปลี่ยนไปเยอะเพราะต้องมีวินัยมากขึ้น ต้องมีระเบียบมากขึ้น เพื่อจัดการชีวิตเราให้เข้าที่เข้าทาง ทั้งเรื่องเงิน พลังงาน ความรู้สึกของเรา เรื่องตารางเวลาชีวิตต่างๆ เพราะถ้าเราไม่มีวินัย ไม่มีระเบียบ ชีวิตก็จะเละเทะได้เหมือนกัน</p>



<p><strong>วินรวมตัวกับเพื่อนในวง VARIS ได้ยังไง</strong></p>



<p>ตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัยเลย ด้วยความที่เราเรียนดุริยางค์มันก็มีสังคมคนทำดนตรี ตอนปี 2 &#8211; 3 ก็เหมือนมีรุ่นพี่กำลังจะไปเล่นงานข้างนอกกับแก๊งเพื่อนๆ ตอนนั้นเราก็มีเพลงของตัวเองประมาณหนึ่ง เขาชวนเราไปเล่นด้วยก็เลยต้องหาวงแบ็กอัปเพิ่ม เริ่มฟอร์มทีมชวนเพื่อนๆ ชวนคนรู้จักกันมา มือกลองกับมือกีตาร์ก็คือเล่นร้านด้วยกันปกติมาก่อนแล้ว ส่วนมือคีย์บอร์ดเป็นเพื่อนในแก๊งเดียวกันที่มาเพิ่มค่อยๆ มารวมตัวกัน แล้วก็กลายเป็นวงนี้ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นวงนี้อยู่ มีเปลี่ยนมือเบสไปทีหนึ่ง แล้วก็เพิ่มมือทรัมเป็ตมา เรียกว่าไม่เคยขาดกัน</p>



<p>เรารู้สึกขอบคุณเพื่อนๆ มากนะ ดีใจมากๆ จากเมื่อก่อนที่เป็นเด็กมหา’ลัยอยู่หอ กินเหล้าเข้าเรียนทำโปรเจกส่งอาจารย์ แต่ทุกวันนี้เราโตเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินกัน จากวันนั้นถึงวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ แต่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ยังอยู่ เราว่าเป็นความโชคดีแล้วกัน เหมือนชีวิตเรามันไปด้วยกันได้</p>



<p><strong>มีปัญหากับเพื่อนบ้างไหมตอนที่ตัดสินใจมาเป็นศิลปินเดี่ยว</strong></p>



<p>เราคุยสิ่งนี้กันหลายครั้งมาก ถึงแม้ว่าจุดยืนของ VARIS จะชัดเจนขึ้นว่า เป็นศิลปินเดี่ยว เป็นโปรดิวเซอร์ แต่เราว่าสุดท้าย VARIS ก็จะมีแก๊งของเขาเหมือนกัน เราไม่ได้ทรีตเขาเป็นแบ็กอัปอย่างเดียว พวกเขาคือหมู่มวล คือพลังงานของเรา แล้วทุกคนก็เข้าใจสิ่งนี้ ประจวบเหมาะที่เราก็เป็นเพื่อนกันจริงๆ เพื่อนในวง VARIS ก็คือเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตเราแล้ว (หัวเราะ) เรารู้กันว่าสิ่งนี้ก็คือการทำงาน ในขณะเดียวกันเราก็รู้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องหาจุดบาลานซ์ความพอดีกันไปเรื่อยๆ ถ้าชีวิตเราจะดำเนินต่อไปพร้อมๆ กัน แต่เรียกได้ว่าเราเองก็โชคดีแล้วกันที่มีเพื่อนที่พร้อมจะลุยไปกับเรา ขอบคุณนะเพื่อน (ยิ้ม)</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘Zoned Out’ หลุดกรอบอารมณ์ไปกับเสียงดนตรี</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182580" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left"><strong>คิดว่าตัวเองเนิร์ดดนตรีไหม</strong></p>



<p>(วินหลุดยิ้ม เหมือนจะอ้าปากบอกว่าไม่ แต่สุดท้ายก็แพ้เสียงในหัว) ก็ได้ ยอมรับว่าเนิร์ด (หัวเราะ) อาจจะด้วยความที่เราเป็นเด็กดนตรีด้วยมั้ง เราว่าข้อแตกต่างระหว่างคนเรียนดนตรีกับคนไม่เรียนดนตรีอย่างเดียวไม่ใช่ว่าทำเป็นหรือไม่เป็น แต่เรามีเครื่องมือสื่อสารมากแค่ไหนต่างหาก เราอาจจะมีเครื่องมือในการสื่อสารได้มากกว่าคนที่ไม่เรียนดนตรี มันให้ความสะดวกละกัน เวลาเราอยากให้เพลงตรงนี้เป็นแบบนี้ เราก็พูดศัพท์อะไรสักอย่างขึ้นมา เรากับเพื่อนก็เก็ทกัน</p>



<p><strong>ยกตัวอย่างได้ไหม&nbsp;</strong></p>



<p>อย่างเช่นเวลาเราสื่อสารกับเพื่อน เราก็จะรู้กันว่ามันเรียกว่าอะไร เช่น ขอแบบ Attack ไวๆ หรือแบบปล่อย Release ยาวๆ อะไรแบบนี้ งงไหม (หัวเราะ) มันก็จะมีคำที่เราพูดกันแล้วก็จะเก็ทว่ามันคือเสียงอะไร หน้าตาแบบไหน แต่เอาจริงๆ ไหม การรู้ทฤษฏีดนตรี การได้เรียนรู้ผ่านระบบการศึกษาดนตรีมา พอถึงเวลาทำงานจริงๆ มันก็มีหลายอย่างนะที่เราต้องแก้ไขหน้างานเหมือนกัน เราก็ต้องเรียนรู้ว่าบางอย่าง มันก็ไม่ได้เป็นแบบแผนขนาดนั้นว่ะ บางอย่างมันใช้ใจกว่านั้นว่ะ ก็ต้องเรียนรู้กันไป</p>



<p><strong>คิดว่าเพราะอะไรที่ทำให้หลงใหลกับดนตรีได้นานขนาดนี้</strong></p>



<p>โห โคตรยาก (นิ่งคิด) เราว่าพอมันมาถึงจุดนี้มันเป็นความรักในดนตรีไปแล้วว่ะ มันเหมือนเรารักอะไรสักอย่าง ก็จะมีช่วงแรกๆ เราอาจจะหลงใหลมันด้วยความหวือหวา ด้วยความสนุก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะทำให้ได้เจอช่วงเวลายากๆ ได้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ได้เห็นด้านมืดของมัน แต่พอเราผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ แล้วเรายังอยู่กับมันอยู่ มันก็คือการพิสูจน์ความรักในดนตรีอย่างหนึ่งเลยนะ อันนี้เปรียบเทียบเหมือนคล้ายๆ กับมีแฟนเลย เราว่าที่ทุกวันนี้มันยังอยู่ในชีวิตของเราอยู่เพราะว่าเรารักมัน เรามองมันเป็นคู่ชีวิตไปแล้ว คู่ชีวิตที่มีชื่อว่าดนตรี คู่ชีวิตที่ไม่มีอะไรมาแทน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182581" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กระบวนการทำเพลงของวินเริ่มจากอะไรยังไง</strong></p>



<p>เริ่มจากมีไอเดียตั้งต้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อร้อง ดนตรี หรือทำนองต้องมีไอเดียตั้งต้นหมดเลย แต่ก็แล้วแต่ช่วงที่คิดได้นะ ถ้าอย่างตัวเราเองจะชอบเริ่มจากทำนองก่อน เพราะสำหรับเรามันสำคัญ เรารู้สึกเนื้อเพลงก็สำคัญนะ แต่สิ่งที่ทำให้คนจำเนื้อเพลงก็คือทำนองที่เอาเนื้อเพลงนั้นเข้าไปใส่ ทำนองก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้คนจำที่สุด</p>



<p><strong>แล้วทุกครั้งที่วินคิดไอเดียตั้งต้น เริ่มจากตัวเองหรือรอบข้างมากกว่ากัน</strong></p>



<p>ส่วนใหญ่มาจากเรื่องที่เราอินนะ เราว่าคนเขียนเพลงทุกคนจะเขียนจากเรื่องที่เราอินเป็นส่วนใหญ่ อย่างเราถ้าเรารู้สึก เราก็จะแต่งเพลงออกมาได้ง่ายกว่า พวกเรื่องใกล้ตัว เรื่องความรู้สึกต่างๆ ที่มันกระวนกระวายในใจเรา อัดอั้น เราก็รู้สึกว่าการเขียนเพลงเหล่านี้ออกมา มันก็เป็นเหมือนการระบาย และสรุปเพื่อทำความเข้าใจมันเหมือนกัน</p>



<p><strong>นิยามแนวเพลงตัวเองไว้ว่ายังไง</strong></p>



<p>เราเลิกคิดสิ่งนี้ไปนานมากแล้ว เอาจริงมันคือแนวอะไรก็ได้ที่เราชอบเลยเว้ย เท่านั้นเลย แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มจับทางได้ว่า VARIS ก็คงเป็นแนวเพลงที่พื้นฐานมาจากเพลงร็อก แต่ว่าก็จะมีแนวของอิเล็กทรอนิกส์, อาร์แอนด์บี, ฮิปฮอปแล้วก็โฟล์กผสมลงไปบ้าง แต่เราว่าหลักๆ มันคือเพลงอีโมที่ดนตรีแปลกหน่อยเท่านั้นแหละ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราพยายามจะทำนะ แต่ไม่ได้นิยามเหมือนกัน</p>



<p><strong>ชอบพาร์ตไหนมากที่สุดในการทำดนตรี</strong></p>



<p>ชอบพาร์ตไหนสุดเหรอ เราก็ยังชอบการเป็นศิลปินที่สุดอยู่ดีนะ ชอบการเล่นร้องเพลงตัวเอง ชอบเพอร์ฟอร์มเพลงตัวเอง การเชื่อมต่อกับผู้คน เพราะเวลาเล่นสดเราให้ความสำคัญมากนะ เพราะว่าเราต้องคุยกับคนดู เชื่อมต่อกับคนดูผ่านตัวเรา ผ่านวงเรา ผ่านดนตรีที่เราเล่นออกมา เราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นที่สุด เราเลยรู้สึกว่าด้านที่ชอบที่สุดก็อาจจะเป็นด้านนี้แหละ</p>



<p><strong>เราเคยได้ยินวินพูดตอนเล่นสด ณ ร้านแห่งหนึ่งว่า “งานนี้เป็นงานเดียวของผมทั้งเดือนเลย ผมจะใส่ให้เต็มที่” วินรู้สึกอะไรอยู่ตอนนั้น</strong></p>



<p>ตอนนั้นคงคิดประมาณว่าผิดหวังในตัวเองที่คนมองไม่เห็นมากแหละมั้ง คนไม่ชอบเพลงเรารึเปล่า ทำไมไม่โดนจ้าง แต่สำหรับเราตอนนี้ก็ค่อนข้างก้าวข้ามมันไปได้แล้วล่ะ แต่ก่อนในวัยที่อายุน้อยกว่านี้ก็มีนอยด์อยู่บ้าง แต่สิ่งที่เรียนรู้ได้ตอนนี้คืองานเยอะน้อยอาจจะไม่สำคัญเท่าว่าเราทำงานนั้นๆ ให้เต็มที่และมีความหมายขึ้นได้แค่ไหน ถ้างานเราเยอะขึ้น เราก็หวังว่าเราจะคงคุณภาพไว้ได้เท่าเดิมเหมือนกัน</p>



<p>และสิ่งสำคัญสำหรับเราคือการสื่อสาร ความจริงใจ และเรื่องในใจที่เรานั้นแสดงออกมาเป็นสิ่งสำคัญ เราพยายามเขียนเพลงอีโมออกมาเพื่อเอาด้านที่เราอ่อนแอออกมาโชว์ และบอกกับทุกคนว่าเราก็เป็นสิ่งนี้เหมือนกันนะ เราเป็นตัวเองได้ อ่อนแอได้ อ่อนแอเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้นในสักวันหนึ่ง แล้วมันไม่เป็นไรเลย เราก็มนุษย์เหมือนกัน เราก็ดีลกับปัญหาเหมือนกัน การสื่อสารของเราจะเป็นอะไรประมาณนั้นที่เราอยากให้คนได้รับกลับไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182582" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นอกจากทำเพลงตัวเอง วินก็ทำเพลงให้คนอื่นด้วย อยากรู้ว่าวิธีคิดต่างกันไหม</strong></p>



<p>เวลาเราทำเพลงกับใคร เราให้ความสำคัญกับรากฐานของเขาที่สุด อะไรคือสิ่งที่มนุษย์คนนี้เป็น มนุษย์คนนี้ชอบ เพราะบางทีคนเราทุกคนจะมีสิ่งที่ตัวเองเป็น และสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น เราเลยพยายามหาตรงกลางของสิ่งนั้นกับศิลปินทุกคนที่เราร่วมงาน ว่าเราสามารถทำจุดเชื่อมได้มากแค่ไหน เราจะพยายามทำความรู้จักเขาให้มากที่สุด คุยกับเขาเหมือนนั่งคุยอย่างนี้เลย เวลาเราทำเพลง เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถทำเพลงให้ใครแบบที่เราไม่รู้จักเขาไม่ได้ หนึ่งคือมันจะกลายเป็นเพลง VARIS ไม่ใช่เพลงเขา สองคือเรารู้สึกว่าเราเอาเปรียบเขาไปนิดหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ถ้าหากว่าเราทำเพลงให้ใคร เราจะบอกเขาตลอดว่าเราไม่รู้นะว่าเพลงจะฮิตจะดัง หรือคนชอบมากน้อยแค่ไหน แต่หนึ่งคือผมจะทำให้คุณชอบ สองคือผมจะทำเพลงให้คุณแล้วถ้าหากว่าคุณไปทำงานต่อกับคนอื่น คุณจะรู้จักตัวเองมากขึ้นผ่านเพลง เราพยายามให้เป็นแบบนั้นกับการทำเพลงทุกครั้ง</p>



<p><strong>ความยากง่ายต่างกันยังไง</strong></p>



<p>ถ้าเราเปรียบเทียบการทำเพลงเหมือนการเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง การทำเพลงตัวเองคือการเลี้ยงลูกเรา เราเป็นพ่อแม่ เราเลี้ยงลูกเราก็จะกังวลทุกอย่าง เพราะเราอยู่ใกล้ชิดเขา เราเป็นคนให้กำเนิดเขามา เรารู้จักเขาในมุมที่ลึกซึ้งมากกว่า ตัดกลับมาถ้าหากเราเป็นโปรดิวเซอร์ เหมือนเราเป็นครูที่โรงเรียนให้เด็กคนหนึ่ง เรารักเขาก็จริง เราแคร์เขาก็จริง แต่ว่าเราไม่ได้มีสิทธิ์ทุกอย่าง หรือเราไม่ได้มองในมุมลึกเพราะเราไม่ได้อยู่กับเด็กคนนี้ที่บ้าน เรามองอย่างนั้นนะ</p>



<p>ข้อดีเวลาทำเพลงให้คนอื่น เราจะสามารถมองในมุมที่กว้างออกมาได้ เราสามารถเห็นภาพรวมได้ คงเพราะอะไรแบบนี้ที่เวลาทำเพลงตัวเองเราจะจมมากๆ บางทีเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเริ่มคุยกับคนอื่นให้มากขึ้นเหมือนกันนะ เพื่อที่จะสะท้อนในมุมกว้างของเราออกมาให้เราได้เห็นบ้าง เหมือนเวลาเราลงหลุมไปลึกๆ บางทีก็มองไม่เห็นว่าข้างบนหลุมหน้าตาเป็นยังไง สำหรับเราก็ยากอยู่เหมือนกันนะ</p>



<p><strong>คำว่า ‘ศิลปิน’ วินนิยามไว้ว่าอะไร</strong></p>



<p>(หัวเราะ) โห ยากจัง ศิลปินเหรอ คิดแป๊บนะ (เงียบไปพักหนึ่ง) ศิลปินสำหรับก็คงนิยามว่าเป็นคนที่สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาในงานละกัน สร้างอะไรบางอย่าง สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาในชิ้นงาน ในผลงาน ตอบกว้างๆ ไว้ก่อนแล้วกัน (หัวเราะ) เพราะว่าศิลปินแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะ บางคนก็ทำเบื้องหลังมากกว่า บางคนก็เพอร์ฟอร์มออกมาได้โดดเด่นมากกว่า มันก็นิยามยาก แต่สำหรับเรา เราว่ามันคือคนที่แบบสะท้อนอะไรบางอย่างออกมาผ่านตัวตนของเขา หรือสารที่เขาต้องการจะสื่อ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘IN TIME’ ช่วงเวลานี้ เป็นยังไงบ้างแล้ว</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182583" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากศิลปินอิสระมาอยู่ค่าย คิดว่าตัวเองจะเสียตัวตนไหม</strong></p>



<p>ไอ้หนุ่มคนนี้มีค่ายแล้วเว้ย! (หัวเราะ) สำหรับเราคิดว่าไม่เสียตัวตนนะ เรียกว่าตอนนี้เรามีแรงซัพพอร์ตที่มากขึ้นในด้านกำลังการโปรโมต หรือรายละเอียดที่เราไม่รู้ ในเวลาเดียวกันเราก็มีคนที่สามารถช่วยมองในมุมที่หลากหลายมากขึ้น มีคนมองมุมกว้างให้เราได้มากขึ้น แล้วเราก็เชื่อในเรื่องการทำงานเป็นทีมมากกว่าการทำงานคนเดียว เวลามีทีมก็จะเหนื่อยน้อยลง แต่เราก็ต้องไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น การสื่อสารความต้องการของเรา การทำงานกับคนอื่นที่ต้องเจอกับผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น</p>



<p><strong>ในฐานะที่เป็นศิลปินมาหลายปี เคยเจอเรื่องผิดหวังของตัวเองที่สุดไหม</strong></p>



<p>สิ่งที่เราผิดหวังในตัวเองที่สุดอาจจะเป็นเรื่องที่เราใส่ใจกับปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับเรามากเกินไป เราว่าศิลปินทุกคนน่าจะเจอ เรื่องที่บางทีเราทำเพลงแบบนี้ เชี่ย กลัวคนฟังน้อย กลัวยอดไม่เยอะ คนจะเก็ตไหม แล้วคนนี้จะชอบไหม เพจนี้เขาจะลงให้เราไหม มันเละเทะมากเลย</p>



<p><strong>&nbsp;อยากกลับไปแก้ไขอะไรไหม</strong></p>



<p>(เงียบไปสักพัก) ถ้ามองย้อนกลับไปเราอาจจะอยากกล้าคิดกล้าทำมากกว่านี้ โดยนิสัยเราเป็นคนคิดเยอะ คิดลึกอยู่แล้ว บางทีเวลาเราอยู่กับสิ่งนี้มากเกินเราก็จะจมไปกับมัน มันเหมือนได้ยินเสียงนี้เล่นซ้ำๆ ในหัวตลอดเวลา เรื่องบางเรื่องการฟังคอมเมนต์มันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่การกังวลมากเกินก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร บางทีมันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเสียดายเวลาจัง เสียดายแรงที่เราเอาไปลงกับอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรา มันหมดพลังงานมากเลยนะ</p>



<p><strong>แล้ววินผ่านมาได้ยังไง</strong></p>



<p>จะเรียกว่าผ่านมาได้ก็ไม่เชิง เพราะถึงผ่านมาแล้ว แต่ว่ามันก็ไม่หายไปไหน สิ่งเหล่านั้นมันก็จะยังอยู่ แต่เราเลือกที่จะเรียนรู้และอยู่กับมัน เรียนรู้ที่จะช่างแม่งได้มากขึ้น เรียนรู้ที่จะหันกลับมามองตัวเองดีกว่า&nbsp;</p>



<p>ถ้าหากว่าถามอีกว่าเริ่มเปลี่ยนได้ตั้งแต่ตอนไหน คือตอนที่รู้ตัวว่า ‘ไอเชี่ย เหนื่อยว่ะ’ เหมือนรู้ตัวอีกทีมันไม่มีแรงไปทำอะไรแล้ว ไม่มีแรงไปคิดอะไรเลย เพราะเราใช้หัวสมองใช้ใจเราอยู่กับสิ่งนั้นที่ไม่เกี่ยวกับเรามากเกินไป พลังงานใจมันเป็นทรัพยากรหนึ่งเลยนะ ถ้าหากเราจัดการมันไม่เป็น การจะไปทำอย่างอื่นมันยากมาก เพราะมันจะหมดแรงซะก่อน&nbsp;</p>



<p>เราก็คงสอนใครไม่ได้เหมือนกันตอนนี้ เพราะเราก็ยังต้องเผชิญมันเหมือนกัน (หัวเราะ) เราว่าคนที่เป็นศิลปินหรือใครก็ตามที่ทำงานศิลปะที่ต้องใช้ใจ ไม่ว่าในแขนงไหนแม่งเป็นหมด เราว่าสิ่งที่ช่วยได้ คือการเรียนรู้ที่จะช่างแม่งแล้วก็หันมามองคนใกล้ตัวให้เยอะๆ เรามีครอบครัว เรามีแฟน เรามีเพื่อนๆ ที่ดี เรารู้สึกว่ากลับมาสร้างพลังงานดีๆ รอบตัวกันดีกว่า</p>



<p><strong>อะไรเป็นตัวยืนยันที่ทำให้คิดว่า ‘มาถูกทางแล้ว’ ในเส้นทางศิลปิน</strong></p>



<p>(นิ่งคิด) เราว่าเรื่องความรักว่ะ เรื่องใจที่รักเป็นหลักเลย พอเรารู้ตัวว่าเรารักมัน ทุกอย่างก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติเอง เวลาเราจะกินจะนอนเราก็นึกถึงสิ่งนี้ นึกถึงเพลง นึกถึงผลงานที่เราอยากจะทำ อะไรที่เราอยากจะแสดงออกมา มันกินพื้นที่ในใจเราไปเยอะเหมือนกันนะ อะไรอย่างนั้นแหละมั้ง มันคงเป็นความรัก อ้าว แสตมป์มาเฉย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>แล้วตอนนี้อยาก Feat. กับใครมากที่สุด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ</strong></p>



<p>เฮ้ย! (ตบเข่าฉาด) ถ้าในไทยชีวิตนี้อยากทำเพลงกับพี่ ‘เป้ อารักษ์’ สักครั้งหนึ่ง แล้วก็ ‘Plastic Plastic’ ถ้าพี่เป้เป็นเพราะเราชอบเขา เราชอบสไตล์และภาพรวมความเป็นศิลปินของเขา เรารู้สึกว่าเขาเท่เว้ย เรามองเขาเป็นไอดอลคนหนึ่ง มีอัลบั้มที่เราชอบของเขามาก อัลบั้มชื่อ ‘Aragochina’ เหมือนเป็นพี่เป้เวอร์ชันที่ย่อยออกมาให้พ็อปแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันสไตล์เพลงเขาก็ยังจัดมากอยู่ดี ส่วน Plastic Plastic นี่เรายกเขาให้เป็นศาสดาเลย (ยกมือไหว้) ชื่นชมพี่ป้องกับพี่เปรมเพราะเขาเก่งมาก แล้วเหมือนเพลงของพวกเขาซ่อนรายละเอียดทางดนตรีไว้เยอะมาก โดยที่เราไม่รู้ว่าพี่เขารู้ตัวรึเปล่าด้วยนะ แต่ว่างานที่เขาทำออกมามันเจ๋งมาก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182584" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แล้วในจุดยืนที่เราทำงานศิลปะ เราจะช่วยเหลือคนยังไงได้บ้างในเรื่องนี้</strong></p>



<p>ในมุมเรา วงการศิลปะทุกวันนี้ภาพรวมทุกคนก็ช่วยกันมากๆ แล้วนะ พื้นที่ Livehouse ก็มีเยอะมากขึ้นแล้ว เราว่าก็ช่วยกันผลักดันให้มีอยู่ต่อไปละกัน ถ้ามันไม่มีคนทำอะไรสักอย่างแล้ว เราว่าจุดนั้นคงน่าเศร้ามากๆ เลย แต่ถ้ายังมีคนทำอยู่ ในวันหนึ่งก็มีสิทธิ์เติบโตได้สักวันอยู่ดี อย่าหยุดทำ อย่ายอมแพ้ คงเป็นอะไรแบบนั้น</p>



<p><strong>คิดเห็นยังไงกับอาชีพศิลปินในไทย</strong></p>



<p>โห ต่างกันเยอะ เราว่าในไทยถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ก็อาจจะรู้กันว่าวงการบันเทิงจะสอดคล้องกันกับวงการดนตรี และยังไม่ได้เป็นที่ถูกผลักดันในวัฒนธรรมเราขนาดนั้น วัฒนธรรมคนไทยเราไม่ได้สอดคล้องไปกับการทำงานศิลปะที่หลากหลาย แล้วเมื่อก่อนเราเองก็อาจจะพยายามปฏิเสธสิ่งนี้ แต่เอาตรงๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะในไทยมีพื้นที่ให้คนทำงานน้อยกว่าต่างประเทศอยู่แล้ว แต่ว่าก็ร่วมกันพัฒนากันไปแหละ เพราะว่านี่ก็บ้านกูอะ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-182585" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะที่ตัวเองเป็นศิลปิน อยากเห็นตัวเองไปถึงจุดไหน</strong></p>



<p>ณ จุดนี้มันผูกกับชีวิตเรามากจนไม่ได้ตั้งเป้าว่าเราจะต้องไปถึงตรงไหนถึงจะเรียกว่าสำเร็จ ถ้า VARIS โตขึ้นไป ก็จะโตไปพร้อมกับเราเหมือนมนุษย์คนหนึ่งนี่แหละ เราก็วางตัวตน VARIS เป็นเหมือนตัวเราที่เรียนรู้กับชีวิตมนุษย์ไป ถ้าเมื่อก่อนก็คงพยายามแยกจากกัน แต่ตอนนี้ก็คงรู้สึกว่าถ้าจะอยู่ด้วยกันได้ยาวๆ มึงกับกูก็ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้แล้วแหละ! (หัวเราะ)</p>



<p><strong>แล้วคิดว่าตัวเองจะไปไกลถึงต่างประเทศไหม</strong></p>



<p>เรียกว่าอยากสื่อสารกับคนให้กว้างที่สุด มากที่สุด เราอยากเจอคนที่เขาชอบอะไรเหมือนเรา คิดเหมือนเราผ่านบทเพลง ซึ่งคนเหล่านั้นก็คงไม่ได้อยู่แค่ในไทยหรอก จะซีกมุมไหนของโลกก็ได้ขอแค่ให้เพลงเราไปถึง</p>



<p><strong>จากช่วงเวลาที่ผ่านมาบนเส้นทางศิลปิน ให้บทเรียนอะไรกับวินบ้าง ขอ 1 ประโยค</strong></p>



<p>ดันพูดเยอะซะด้วย (หัวเราะ) สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือความจริงใจและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น เพราะเราคิดว่ามันจะเป็นตัวเชื่อมไปสู่อะไรที่ดีได้ ถ้าทุกคนจริงใจและซื่อสัตย์ต่อกัน จะสามารถสร้างอะไรดีๆ ได้อีกเยอะเลย ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต อ้าว ดันยาวซะงั้น</p>



<p><strong>คิดว่าอะไรคือเอกลักษณ์ VARIS ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป</strong></p>



<p>เอาจริงๆ เอกลักษณ์ของ VARIS คืออะไรเราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะบางทีก็เป็นเรื่องของมุมมองของคนข้างนอกด้วยเนอะ แต่ว่าเราสิ่งที่จะไม่หายไปจากเพลง VARIS เลยคือความเป็นตัวเราแล้วกัน ความเป็นตัววินคนนี้ เรื่องทัศนคติของเรา ความรักในดนตรีของเรา รักที่จะสื่อสาร พร้อมที่จะอยู่ข้างๆ ทุกคน อ่อนแอไปพร้อมๆ กัน สิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันหายไปจากเพลง VARIS ครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182586" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คำถามสุดท้าย ถ้าวันหนึ่งมีคนมาถามว่า “VARIS คือใคร” จะตอบเขาว่าอะไร</strong></p>



<p>(หัวเราะ) เคยมีคนพูดแบบนั้นกับเรานะ ตอนนั้นเรานั่งอยู่ในบูธงานที่หนึ่ง แล้วก็มีคนเดินผ่านมาชี้แผ่นเพลงเราแล้วถามว่า “อันนี้แผ่นใครอะ” เราก็ตอบไปว่า อ๋อ VARIS ครับ แล้วเขาก็พูดกลับมาว่า “ใครอะ ไม่รู้จัก” แล้วจากนั้นเขาก็โดนแฟนลากไปดูอีกวงเลย ทิ้งเราให้งงตรงนั้น เราก็ขำเหมือนกัน</p>



<p><strong>ลองชวนให้เขามารู้จักสักหน่อย</strong></p>



<p>สวัสดีครับเราคือ VARIS นะครับ ชื่อจริงชื่อวริศ ชื่อเล่นชื่อวิน เราทำเพลง และเราเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าอยากเป็นเพื่อนกันก็ลองมาฟังเพลงเราดูครับ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/varis-sony-music/">‘VARIS’ ศิลปินเนิร์ดดนตรีนอกกรอบ หลงใหลท่วงทำนองชนิดที่ can’t let u go</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การกลับมาโคจรของดวงดาว ‘STOONDIO’ The Unseen Star’s Still Here ถึงจะมองไม่เห็น แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/artist-talk-with-stoondio/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สมรภูมิ จันทร์นาคา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Aug 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[stoondio]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182339</guid>

					<description><![CDATA[<p>บ่ายตรงวันศุกร์ แสงแดดยังไม่ทันพ้นกลางหัว อากาศอบอ้าวซะจนใบไม้ไม่ขยับ หากให้เดาคนที่เรานัดมาคงไม่แต่งเสื้อคลุมหนาเป็นแน่ วันนี้เรานัดเจอเธอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านเจริญกรุง อเมริกาโนเย็นที่สั่งมายังไม่ทันละลาย ร่างที่เรารอก็ปรากฏเด่นมาแต่ไกล หญิงสาวผมสั้นหยักศก สวมเสื้อยืดคอกว้าง กำลังเดินตรงเข้ามาที่ร้าน ตรงสูตร! เราทำการบ้านมาแล้วว่าเธอต้องใส่ชุดนี้แน่! นั่นคือ ‘ตูน-โชติกา คำวงศ์ปิน’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘STOONDIO’ (สตูนดิโอ) “ฉันจะรู้จักเธอ เท่าที่เธอให้ฉันรู้จัก ฉันจะยิ้มให้เธอ เท่าที่เธอให้ฉันยิ้มให้ ฉันจะสัมผัสเธอ เท่าที่เธอให้ความจริงใจ และจะเป็นอย่างนี้ จนต่อไป” ยินดีที่ได้พบเธอ &#8211; STOONDIO : PLURAL (OFFICIAL AUDIO) ‘ยินดีที่ได้พบเธอ’ เป็นเพลงดังของเธอเมื่อปี 2015 ที่ใครได้ฟังคงรู้สึกเหมือนชื่อเพลง ตูนถือว่าเป็นนักร้องหญิงเดี่ยวอินดี สไตล์เพลงดนตรีช้าๆ สบายหู เธอถูกส่องแสงในช่วงปลายยุค 2010 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนเดียวที่ถูกส่องแสง ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมเพลงยุคนั้น ยังมีศิลปินอีกมากหน้าหลายตาที่ผลิตเพลงออกมาเป็นมดงาน ทั้งกระแสเพลงหลักและรอง การเดินทางบนเส้นทางดนตรีที่ผ่านมาจึงไม่ง่าย แต่เธอยังคงผลิตผลงานออกมาเรื่อยๆ และสู้มาถึงทุกวันนี้! เมื่อไม่นานมานี้เธอประกาศจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ‘The Unseen Star’s Still Here’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/artist-talk-with-stoondio/">การกลับมาโคจรของดวงดาว ‘STOONDIO’ The Unseen Star’s Still Here ถึงจะมองไม่เห็น แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บ่ายตรงวันศุกร์ แสงแดดยังไม่ทันพ้นกลางหัว อากาศอบอ้าวซะจนใบไม้ไม่ขยับ หากให้เดาคนที่เรานัดมาคงไม่แต่งเสื้อคลุมหนาเป็นแน่ วันนี้เรานัดเจอเธอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านเจริญกรุง อเมริกาโนเย็นที่สั่งมายังไม่ทันละลาย ร่างที่เรารอก็ปรากฏเด่นมาแต่ไกล หญิงสาวผมสั้นหยักศก สวมเสื้อยืดคอกว้าง กำลังเดินตรงเข้ามาที่ร้าน ตรงสูตร! เราทำการบ้านมาแล้วว่าเธอต้องใส่ชุดนี้แน่! นั่นคือ <strong>‘</strong><strong>ตูน-โชติกา คำวงศ์ปิน’</strong><strong> หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘STOONDIO’ (สตูนดิโอ)</strong></p>



<p class="has-text-align-center"><em>“ฉันจะรู้จักเธอ เท่าที่เธอให้ฉันรู้จัก</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>ฉันจะยิ้มให้เธอ เท่าที่เธอให้ฉันยิ้มให้</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>ฉันจะสัมผัสเธอ เท่าที่เธอให้ความจริงใจ</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>และจะเป็นอย่างนี้ จนต่อไป”</em></p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://youtu.be/hHUnDBdOGA4?si=gU9jgSA0BVR7HwQd"><em>ยินดีที่ได้พบเธอ &#8211; STOONDIO : PLURAL (OFFICIAL AUDIO)</em></a></p>



<p><strong>‘ยินดีที่ได้พบเธอ’</strong> เป็นเพลงดังของเธอเมื่อปี 2015 ที่ใครได้ฟังคงรู้สึกเหมือนชื่อเพลง ตูนถือว่าเป็นนักร้องหญิงเดี่ยวอินดี สไตล์เพลงดนตรีช้าๆ สบายหู เธอถูกส่องแสงในช่วงปลายยุค 2010 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นคนเดียวที่ถูกส่องแสง ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมเพลงยุคนั้น ยังมีศิลปินอีกมากหน้าหลายตาที่ผลิตเพลงออกมาเป็นมดงาน ทั้งกระแสเพลงหลักและรอง การเดินทางบนเส้นทางดนตรีที่ผ่านมาจึงไม่ง่าย แต่เธอยังคงผลิตผลงานออกมาเรื่อยๆ และสู้มาถึงทุกวันนี้!</p>



<p>เมื่อไม่นานมานี้เธอประกาศจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ‘<strong>The Unseen Star’s Still Here’ </strong>เธอมาในคอนเซปต์ที่แทนค่าตัวเองเป็น ‘ดวงดาว’ คอนเสิร์ตนี้จึงเป็นเหมือนยานอวกาศที่จะพาแฟนคลับหน้าเก่า และหน้าใหม่ร่วมโคจรรอบดวงดาวนี้ไปด้วยกัน และนี่ก็เป็นเหตุให้เรามานั่งอยู่ตรงหน้าเธอวันนี้ เพื่อพูดคุยถึงเรื่องการเดินทางบนดาวนี้ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา เธอค้นพบอะไรมาบ้าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182342" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“เรากำลังนึกเลยว่าวันนี้ตูนจะใส่เสื้อยืดคอกว้างไหม” เราทักทายจุดเด่นของตูน ที่แทบจะกลายเป็นไอคอนิกไปแล้ว</p>



<p>“มันใส่แล้วสบาย ไม่ต้องคิดเยอะ ราคาถูกด้วย นี่สั่งในแอปส้มนะ ไปซื้อเลย” เป็นคำตอบที่ธรรมดามาก แต่เพราะความธรรมดาของเธอนี่แหละที่ทำให้เราสนอกสนใจ หลังจากบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เราจึงเริ่มเปิดบทสนทนา</p>



<p>“เราเริ่มติดตามตูนจากเพลงยินดีที่ได้พบเธอ ชอบมากเลย”</p>



<p>“โหย หลายปีแล้ว!” ตูนตอบกลับ สักพักเหมือนเธอนึกขึ้นได้เลยบางอ้อขึ้นมา “เมื่อเช้ามีเด็กมาสัมภาษณ์เพื่อนำไปทำเป็นจุลนิพนธ์&nbsp; เราแอบตกใจแต่ก็ดีใจ เพราะมันกินเวลานานถึง 6 เดือน เขาให้เหตุผลว่า 6 เดือนมันนานพอที่ผมจะทำเรื่องพี่ได้ เราก็โห! มึงจะอยู่กับความเป็นกู 6 เดือนนี่นะ! และเขาเพิ่งมารู้จักเราตอนต้นปีนี้เอง เราทำเพลงมา 13 ปี ทุกปีเราก็มีโอกาสจะเป็นคนใหม่ของคนที่เพิ่งรู้จักเราได้เหมือนกันนะ เราคือศิลปินใหม่สำหรับเขา ทั้งๆ ที่เราแม่งเก่าชิบหาย”&nbsp;</p>



<p>เป็นประโยคจากตูนที่ทำให้เราได้กลับมาคิดว่าดาวดวงนี้อยู่บนฟ้านานแค่ไหนแล้วนะ คราวนี้แหละ คงถึงเวลาที่ดาวดวงนี้จะถูกมองเห็นบ้างแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สำรวจพื้นที่ดวงดาว STOONDIO</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182343" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าไม่ได้ร้องเพลง วันธรรมดาของตูนเป็นยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ทุกวันนี้มันกลับมาเบสิกมากเลย มันไม่เท่เหมือนตอนวัยรุ่น ตอนเด็กๆ ยังได้อ่านหนังสือ ดูหนัง ไปเวิร์กชอป ใช้ชีวิตอะไรแบบนี้นะ แต่ทุกวันนี้แค่หาอะไรกินอร่อยๆ ก็พอแล้ว อาจจะเพราะว่างานมันเยอะ เสาร์อาทิตย์ต้องการความเรียบง่าย แล้วก็ชอบไปร้านของกินที่วัยเด็กเราไปกินไม่ได้ เพราะมันแพง แต่ตอนนี้เราจับจ่ายได้แล้ว อย่าง Sushiro จะเริ่มเบๆ ละ!</p>



<p><strong>อยู่บนเส้นทางศิลปินนอกกระแสมา 13 ปี สำหรับตูนคำว่า ‘ศิลปิน’ คืออะไร</strong></p>



<p>สำหรับเราศิลปินคือผู้สร้าง คือนักสร้างสรรค์อาร์ตอย่างหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงก็เหมือนกันทุกอาชีพแหละเนอะ พ่อค้าแม่ค้า หรือเชฟที่ทำอาหารก็คือผู้สร้าง แต่ว่าศิลปินคือออกมาในรูปแบบเสียงและภาพที่จะเข้าถึงความรู้สึกของคนได้มากกว่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182344" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้านิยามตัวตนของตูนที่ไม่ใช่ ‘STOONDIO’ จะนิยามว่าอะไร?</strong></p>



<p>ถ้าในช่วงระยะเวลานี้อายุ 35-37 ปี เราคือนักจัดการว่ะ เราคือพวก Life Management บางทีมากเกินไปด้วย แต่เป็นคนไม่ชอบไปทำอะไรที่ไม่ถูกเตรียมพร้อม มันสับสน มันประหม่า ชอบคิดล่วงหน้าไปก่อน เพราะเวลาไม่จัดการมันเหนื่อยเว้ย!</p>



<p><strong>ถ้าเปรียบเทียบตัวเองเป็นอะไรสักอย่าง ตูนอยากเป็นอะไร</strong></p>



<p>เราอยากเป็น Google Calendar บางทีตื่นมามันไม่ต้องคิดนะ เปิด Calendar ดูดิ เราเป็นคนชอบคิด ก็ต้องคิดให้เสร็จ เพราะว่าสุดท้ายหน้างานต้องคิดอยู่ดี แต่ถ้าคิดไม่เสร็จแล้วไปคิดหน้างาน จะเจอสถานกาณ์การล่ก แล้วสุดท้ายคืออะไร เครียด! เครียดแล้วสุดท้ายคืออะไร นิสัยไม่ดี นิสัยไม่ดีแล้วอะไร ก็ด่ากัน</p>



<p>เราจะไม่ชอบถ้าใครมาทำให้เราต้องแสดงด้านที่หงุดหงิดสูงมากๆ เพราะว่ามันยากนะ ที่เราจะแสดงความไม่น่ารักต่อกัน แต่พอเราเห็นไม่ตรงกัน มันง่ายมากที่เราจะแสดงความทุเรศต่อกัน สำหรับเราการจัดการหรือวิธีการที่จะทำอะไรร่วมกันจึงสำคัญ เพราะเราไม่อยากแสดงความทุเรศของเราให้เธอเห็นไง</p>



<p>จริงๆ แล้วถ้าเรามีเส้นทางของการจัดการตั้งแต่ต้น เรื่องพวกนี้ไม่ต้องไปเสียตังค์ให้จิตแพทย์เลยนะ แต่คนเขาไม่ค่อยชอบพูดเรื่องพวกนี้ เพราะเขารู้สึกมันเครียด ‘แต่เรื่องเครียดยิ่งต้องพูด’ เพราะเมื่อคุณเคลียร์กันบนเรื่องเครียดเรียบร้อย หลังจากนั้นคุณไม่ต้องคิดไรเลยจ้ะ</p>



<p><strong>สิ่งที่ตูนให้ค่ามากที่สุดในช่วงนี้ คืออะไร?</strong></p>



<p>สำหรับเราในช่วงนี้คือเวลาว่ะ เราอยู่เอเจนซีมาสิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ ถ้ากองถ่ายโฆษณาเสียหายมันระดับหมื่น ระดับแสนเลยนะ พอเราเจอเคสอย่างนี้บ่อยๆ ทำให้เข้าใจว่า บัดเจดเป็นตัวเลขที่คนมักจะให้คุณค่ามันสูง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่อย่างหนึ่งที่คนมักจะไม่ค่อยให้ค่าคือเวลา คนมักจะชอบเอาไว้ก่อน คิดว่าเอาอยู่ สำหรับเราเรื่องเวลามันเป็นของที่ไม่ต้องแลกเป็นตังค์ แต่ว่าเผื่อเอาไว้ล่วงหน้าได้</p>



<p><strong>เคยท้อบ้างไหม? แล้วทำยังไงให้ฮึบกลับมาทำต่อได้</strong></p>



<p>ต้องกลับมาถามว่าตัวเองว่าท้อจากอะไร ทุกครั้งที่ท้อมันจะเป็นสเตป ถ้าท้อด้วยความรู้สึกเหนื่อยเพราะหิว ก็แค่ไปกินข้าว หรือเหนื่อยเพราะรู้สึกว่าร่างกายไม่โอเค ก็ไปอาบน้ำ แต่อันนี้มันคือขั้นที่ 1 นะ ถ้าขั้นนี้รู้สึกว่าแก้ไขแล้วยังไม่ดีขึ้น ต้องเขยิบไปขั้นที่ 2 แล้วว่าคืออะไร การท้อครั้งนี้มันไม่ได้อยู่แค่ระดับชั่วโมง มันเริ่มอยู่เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน</p>



<p>สมมุติว่ายอดวิวไม่ขึ้น เราก็เคยคิดนะว่ายอดวิวไม่ขึ้นเพราะอะไร แต่เราอย่าไปลงโทษมันด้วยการจะไม่ทำเพลงสิ แสดงว่าเราเอาตัวเองไปขึ้นอยู่กับคนฟังแล้วนะ เราไม่ได้เอาตัวเองขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรารัก แต่กว่าจะย่อยได้ก็อายุ 37 แล้วนะ 10 ปีนะเว้ยกว่าจะพูดคำนี้ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182345" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รู้สึกยังไงที่ตัวเองเป็นศิลปินอินดีรุ่นพี่สำหรับเด็กยุคนี้&nbsp;</strong></p>



<p>“กูไม่ได้อยากอินดีขนาดนั้นค่า กูอยากแมสค่า”</p>



<p>ตูนพูดประโยคชวนหัวเราะ แล้วเราทั้งคู่นั่งขำด้วยกันอยู่พักหนึ่ง บรรยากาศตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับพี่น้องที่ก๊งเหล้าไปสักพักจนเริ่มเมาแล้ว</p>



<p>“เราขอบคุณมากๆ ที่เขารู้สึกอย่างนั้นกับเรา เพราะว่าเราเองก็รู้สึกอย่างนั้นกับศิลปินรุ่นพี่เหมือนกัน เขาไม่ต้องมารู้จักเราเยอะหรอก แค่เห็นอะไรบางอย่างจากตัวเราแล้วเขารู้สึกว่ามีทิศทางไปต่อ เราก็ขอบคุณมากแล้วว่ะ แต่อย่ามารู้จักเยอะกว่านี้นะ เดี๋ยวมันจะเกลียดเอา”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘บทเพลง’ เป็นตัวแทนการเดินทางของดวงดาว</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182346" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าต้องแนะนำสักเพลงของ STOONDIO ในแง่ของชีวิตที่ผ่านมา ตูนจะแนะนำเพลงไหน</strong></p>



<p>เพลง ‘ขอบคุณ’ แล้วกัน</p>



<p class="has-text-align-center"><em>“จะไม่ขอสัญญา</em></p>



<p class="has-text-align-center"><em>หากฟ้ายังคงเปลี่ยนสีทุกเวลา”</em></p>



<p class="has-text-align-center"><a href="https://youtu.be/3wHj047kXAw?si=cFUv7nF4LMn-4Hxe"><em>Stoondio &#8211; ขอบคุณ (Official Audio)</em></a></p>



<p>เราเป็นคนไม่เชื่อเรื่องความจีรังยั่งยืน เพราะว่ามันไม่มีอยู่จริง เรารู้สึกว่าทุกอย่างมีเรื่องของเวลา เวลาเป็นสิ่งแปลกของโลกใบนี้นะ ไอสไตน์ยังขมวดไม่ได้เลยว่าเวลาคืออะไร<strong> </strong>เราแค่รู้สึกว่าเมื่อทุกอย่างเดินทางกันไปอย่างนี้ แล้วมันจะมีอะไรที่ถาวรได้วะ บางทีตื่นมายังไม่ชอบตัวเองเลย หรือมีบางวันที่แบบไอ้เหี้ย กูเบื่อตัวเองชิบเป๋งเลย แต่กูลาออกจากการเป็นตัวเองไม่ได้!</p>



<p><strong>แล้วตูนจัดการกับมันยังไง</strong></p>



<p>อาบน้ำ กินอะไรอร่อยๆ มันก็แค่เรื่องหนึ่ง ก็ปล่อยไป</p>



<p><strong>เปรียบเทียบระหว่างการ ‘เขียนเพลง’ กับ ‘เล่าเรื่อง’ คิดว่าตัวเองเก่งเรื่องไหนมากกว่ากัน</strong></p>



<p>‘เขียนเพลง’ เราไม่ได้เก่งในการเล่าเรื่องขนาดนั้น เพราะว่ามันยาวเกินไป แต่ถ้าในลักษณะคำประมาณ 200 คำ เราสรุปมันได้เก่ง สามารถทำให้มันอยู่ใน 3-4 นาที ได้ แต่เก่งในมุมเรานะ ไม่ใช่เก่งในมุมที่คนอื่นมอง แต่ถ้าเกิดถามเราเมื่อ 5 ปี 10 ปีที่แล้ว เราคงตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะเรารู้สึกว่าในวันนั้นยังไม่มีหลักฐานมากพอว่าถนัดเรื่องนี้ แต่วันนี้มีหลักฐานแล้ว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา นี่คือความแตกต่างของศิลปินรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า สำหรับเรา เวลามันคือสิ่งที่ขโมยกันไม่ได้</p>



<p><strong>ระหว่างเขียนเพลงจากเรื่องตัวเองกับเรื่องคนอื่น ชอบแบบไหนมากกว่า</strong></p>



<p>จริงๆ ฟังเรื่องคนอื่นแล้วเอามาเขียนสนุกกว่าเจอเองนะ เพราะว่าเจอเองมันบาดเจ็บ เราไม่ชอบที่ตัวเองบาดเจ็บ ตอนนี้เลยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเจ็บปวดกับทุกเรื่องเพื่อให้ได้งานสร้างสรรค์ มันจะประสาทแดก ทำไมฉันต้องไปเจ็บปวดถึงจะได้เขียนเพลงหนึ่งได้ร้อยล้านวิววะ! กูควรจะใช้ชีวิตแบบแฮปปี้ กินหมูกระทะได้สิ!</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182348" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มีเรื่องอะไรที่เล่าออกมาเป็นเพลงอีกไหม&nbsp;</strong></p>



<p>มีนะ มีเยอะเลย อย่างเราก็จะชอบสังเกต หรือใช้คำว่าชอบ ‘เสือก’ ก็ได้ เราชอบเสือกเวลาที่ใครสักคนมีพฤติกรรมแบบนั้นแบบนี้ ชอบไปคิดแทนเขา ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ดีหรอก แต่การคิดแทนเขาก็ไม่ได้ไปตัดสินเขานะ แต่เรากำลังจะวางเขาในสมอง ให้เราได้เข้าใจเพื่อมาวิเคราะห์หาข้อสรุป เพราะว่าวิธีการเขียนเพลงสำหรับเราคือการสรุปเหมือนกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อมูลที่แท้จริงก็ได้ แต่ว่าเราสรุปให้มันเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่จะย่อยออกมาเป็นเพลงได้หมดเลย&nbsp;</p>



<p><strong>ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตตัวเองด้วยไหม</strong></p>



<p>ใช่ เป็นคนชอบสังเกตว่าทำไมเราถึงคิดแบบนี้วะ ทำไมเรามีมุมมองต่อเพื่อนร่วมงานแบบนี้ วันนี้เราก็คิดว่าทำไมช่วงนี้คนในออฟฟิศออกเยอะวะ แล้วอยู่ดีๆ เราก็ตกใจกับคำถาม เพราะเราก็ไปถามคนอื่นว่า เคยตั้งคำถามไหมว่าทำไมช่วงนี้คนออกเยอะ แล้วเขาก็ตอบว่าไม่รู้! เราก็เอ้า! ไม่รู้แล้วก็รีเสิร์ชสิ ไม่งั้นก็แก้กันไปอย่างนี้! สมมุติว่าผู้จัดการพูดอะไรที่ไม่เข้าหูเรา 5 ครั้ง เราก็ต้องสังเกตตัวเองแล้วว่ากูไปทำอะไรให้มันพูดแบบนี้กับกูปะวะ หลังๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมเพื่อนแม่งไม่ค่อยเล่นกับกูวะ อ้อ กูสั่งงานมันเยอะ</p>



<p><strong>ตูนเคยให้สัมภาษณ์ว่า ‘เพลงของตูนเป็นพื้นที่หลบภัยของตัวเอง’ ตอนนี้ยังรู้สึกแบบนั้นไหม</strong></p>



<p>สำหรับเราตอนนี้ บางเพลงก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นพื้นที่หลบภัยแล้วนะ เพราะว่าเราจัดการตัวเองจนเรื่องนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับเราอีกแล้ว ส่วนใหญ่เพลงมันคือเรื่องในอดีตของเรามากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว เรารู้สึกกับสิ่งนั้นจึงเขียนสิ่งนั้นออกไป เพลงมันเลยเป็นข้อสรุป หมายความว่าสิ่งนั้นเราจัดการได้มันแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>‘The Unseen Star’s Still Here’</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถึงจะมองไม่เห็น แต่ยังส่องแสงอยู่ตรงนี้</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182349" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/07-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คอนเสิร์ต The Unseen Star’s Still Here มีคอนเซปต์ยังไงบ้าง</strong></p>



<p>คอนเซปต์ของคอนเสิร์ต ‘The Unseen Star’s Still Here’ คือดาวที่มองไม่เห็นแต่ยังอยู่ตรงนี้ เราแทนค่าตัวเองเป็นดวงดาว ในฐานะที่เราเป็นศิลปิน เราทำเพลง เราก็ต้องเคารพตัวเอง และเห็นคุณค่าในตัวเองด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่เราไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เราทำ ก็ไม่มีใครเห็นคุณค่าเราแล้วนะ</p>



<p>คำว่าคุณค่า ถ้ามองเป็นภาพสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย เรามองว่ามันคือ ‘ดวงดาว’ ซึ่งดาวก็มีทั้งเปล่งแสงมาก เปล่งแสงน้อย เราแทน ‘Stoondio’ เป็นเหมือนดาว ‘Interstellar’ แต่ด้วยยุคสมัยการทำเพลงตลอด 13 ปี คนฟังก็อาจจะห่างหายไป คนใหม่ๆ ก็เริ่มน้อยลง เพราะเราไม่ใช่วงของปัจจุบัน คอนเสิร์ตนี้ก็เหมือนโคจรกลับมาเจอกันอีกครั้ง เหมือนมาอัปเดตดาวดวงนี้กันหน่อยว่ามันมีไรอยู่บ้างวะ การอัปเดตครั้งนี้ก็เหมือนการมาดูว่า เอ้า! ยังทำเพลงอยู่เหรอ? ยังทำอยู่ค่า!</p>



<p>“ถามคุณกับทีมแล้วกัน ดาวที่เรามองไม่เห็นบนท้องฟ้าในตอนกลางวัน จริงๆ มันยังมีอยู่ไหม” ตูนถาม&nbsp;</p>



<p>“ยังมีอยู่นะ” เราตอบกลับไป</p>



<p>“ใช่ เราก็เป็นแบบนั้นแหละ ยัง Still Here นะ” บ๊ะ! ลึกซึ้งกินใจซะจริง</p>



<p><strong>จุดไหนที่ทำให้ตูนตัดสินใจว่าจะมีคอนเสิร์ตครั้งแรก</strong></p>



<p>ตอนแรกจะทำกันแค่เล็กๆ จะจัดอีเวนต์ประมาณ 400 &#8211; 500 คน คิดไปคิดมาเรื่องเชิงธุรกิจก็วางความเป็นไปได้ แต่กลายเป็นว่า 500 คนมันยาก เพราะว่าก้ำกึ่งระหว่างจะลงทุนสูงหรือลงทุนต่ำ ซึ่งในเรื่องของการตอบแทนเราก็ต้องดูด้านธุรกิจด้วย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเราเอาเปรียบทีมที่เขาร่วมเหนื่อยกับเรา มันไม่แฟร์ เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าเอาความฝันของเราไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทีนี้พอวางแผนเสร็จ เฮ้ยเอาวะ! เอาให้มันใหญ่ไปเลยเว้ย! ไม่มีใครเบรกใครทั้งนั้น แล้วในเศรษฐกิจเสี่ยงๆ แบบนี้ พอประกาศปุ๊บ! คนอื่นก็ประกาศกันเต็ม! ชิบหายละกู</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182350" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/08-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มีเซอร์ไพรส์อะไรในคอนเสิร์ต The Unseen Star’s Still Here รึเปล่า?</strong></p>



<p>“มี มีหลายอย่างเลย จนกูคิดว่ามีเยอะไปเปล่าวะ”</p>



<p>“สปอยล์ไหม สักหนึ่ง” เราคะยั้นคะยอแทนทุกคนแล้ว”</p>



<p>“คนซื้อบัตรยืน คุณจะรู้เลยว่าเรารักเขามาก เพราะบัตรยืนเป็นบัตรที่คนไม่อยากได้มากที่สุด เราก็ดันเป็นพวกรักมวยรองด้วยไง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รักบัตรนั่งนะ เพราะเขาได้สิ่งนั้นด้วยความสะดวกจากการจัดระบบของเราแล้ว แต่บัตรยืนเป็นคนหมู่มาก เป็นคนกำหนดพลังงานในนั้น เราต้องให้เขารู้สึกว่าเขามีความสำคัญไม่ต่างอะไรจากบัตรนั่งหรอก”&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182351" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/09-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“เราไปแอบส่องในเพจตูนมาด้วยนะ” เรากำลังล้วงข้อมูลเพิ่มให้พวกคุณ</p>



<p>“เพจอะไรวะ”&nbsp;</p>



<p>“เพจเฟซบุ๊ก Stoondio ที่โพสต์ขอคลิปแมว นี่ก็เป็นเซอร์ไพรส์ด้วยรึเปล่า?”</p>



<p>“จริงๆ ก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์หรอกค่ะ เพียงแต่ว่ามันมีเพลงหนึ่งที่เล่าอะไรประมาณนี้ แล้วเราก็คิดว่าถ้ามันเล่าถึงน้องแมวแล้ว เราว่าดีที่สุดก็เอาน้องแมวนั่นแหละมาเล่น แต่ทำไมเราจะต้องไปถ่ายน้องให้เปลืองตังค์ล่ะ เราก็ไปขอน้องๆ คนอื่นสิ! แล้วเราก็ค้นพบว่า โห คนเห่อลูกเยอะมากเหมือนกันนะ”</p>



<p><strong>ตูนเคยคิดว่า “ถ้ากูมีคอนเสิร์ตใหญ่มันจะเป็นยังไงวะ” บ้างไหม</strong></p>



<p>มี ชัดมาก เหมือนงานเสร็จแล้วเนี่ย แต่ความชัดมันก็มีข้อเสียนะ แม่งไม่มีพื้นที่เหลือให้คนอื่นทำงานเลย เราเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์เป็นครีเอทิฟ ตามธรรมชาติมันก็ต้องเห็นภาพและเสียงในเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่าภาษาและภาพต้องไปคู่กัน แล้วกูเห็นไง ถ้ากูเห็นแล้วไม่บอกเขา ให้เขามานำเสนอแล้วยังไม่ใช่ กูก็สงสารเขา เขาก็จะเครียดแล้วมาบ่นกูอีก ขอโทษนะมึง อย่าไปถือว่าเราบงการเลยนะ แต่มันชัดจริงๆ!</p>



<p><strong>จากประสบการณ์ที่ทำงานมาหลายด้านมีข้อดียังไงบ้าง</strong></p>



<p>อาจจะเป็นเพราะว่าเราอยู่สายเอเจนซีด้วย เราซึมซับสิ่งนี้มาจากรุ่นพี่เวลาที่เขาทำงานหรือเวลาเอางานมานำเสนอ มันเห็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดีเราก็จะไปขโมยตัวอย่างที่ดีของคนอื่นมา เราขี้ขโมยนะ เราขโมยมาเยอะมากเหมือนกันจากการอยู่เอเจนซีมาก่อน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182352" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/10-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในฐานะที่อยู่วงการเพลงมานานมาก ตูนเคยถามตัวเองไหมว่า</strong><strong> </strong><strong>“ยังมีคนมองเห็นกูอยู่ไหมวะ”</strong></p>



<p>เราว่ามันเป็นกันหมดแหละ มีทั้งความต้องการและความเข้าใจในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องการให้คนเห็นเรานะ แต่เราก็เข้าใจว่าที่เขาไม่เห็นมันเป็นเพราะอะไร แล้วก็เข้าใจธรรมชาติของคนด้วย เพราะขนาดศิลปินบางท่านที่เราเคยตาม ตอนนี้เราก็ยังไม่ตามเลย นั่นหมายความว่า ทุกความต้องการของเรา มันต้องถูกทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน</p>



<p><strong>คิดยังไงกับประโยคที่บอกว่า “ประสบการณ์มันสอนกันไม่ได้”</strong></p>



<p>ถ้ายังเด็กแม่งมองไม่ออกหรอกเว้ย เพราะเรายังเห็นไม่ครบลูป ตอนเด็กเราก็โดนด่าอยู่เลย กูร้องไห้เลยมึงเอ้ย ร้องไห้กอดแม่เลย รุ่นก่อนที่เราเจอบางคนด่าเราเป็นหมา ให้เราทำงานจนไม่ได้กลับบ้านมาแปรงฟัน เราแบบโห ทำไมกูเจอขนาดนี้เลยวะ วันนั้นก็รู้สึกไม่เข้าใจเพราะเราคิดว่ามันไม่ควรทำ แต่ว่าเราก็อย่าเป็นอย่างนั้นแล้วกัน แล้วพอเจอสิ่งนั้นมา เราก็รู้สึกว่าทำยังไงให้เราโดนด่าอย่างนั้นน้อยลง แต่ว่ามันก็จะค่อยๆ น้อยลง มันน้อยลงอยู่แล้วเพราะว่ามันชำนาญขึ้น</p>



<p><strong>ใช้คำว่าเก๋าขึ้นได้รึเปล่า</strong></p>



<p>เรียกว่าไรดีล่ะ แค่มันไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งแรกมันไม่รู้มึง แต่ถ้ามึงไม่รู้สามสี่ครั้ง กูว่าอันนี้เริ่มไม่ไหวละนะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182353" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/11-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ถ้าย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปมองตัวเองตอนนั้น ตูนอยากบอกอะไรเขาไหม</strong></p>



<p>“แป๊บหนึ่งนะ บอกไรดีวะ” ตูนกอดอกเงยหน้าคิด “บอกว่าตอนนั้น เล่นสดให้มันดีๆ หน่อย เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดาวดวงนั้นมันถูกมองเห็นมาก แต่ชุ่ยไง ชุ่ยกับการเล่นสดมาก เราชื่นชมศิลปินรุ่นใหม่ยุคนี้มากเลยนะ เด็กๆ ทุกคนเขาเนี้ยบ เคารพคนฟังที่ไปดูการเล่นสดมากเลย ในวันนั้นเราทำได้ไม่ดีเพราะไม่รู้วิธีด้วย แล้วเราก็ไม่ได้รู้จักเพื่อนศิลปิน ก็คือใช้ซาวนด์กลาง ไม่มี Sound Engineer เป็นของตัวเอง วันนั้นเราคือเด็กโง่ๆ คนหนึ่งที่เราก็คงเป็นตัวเหนื่อยหน่ายของ Promoter หลายๆ คนเช่นกัน ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย วันนั้นเราเลยทำเขาได้ไม่ดี ทั้งที่มันเป็นช่วงเวลาถูกสปอตไลต์สูงสุด เราแอบเสียดายเหมือนกัน”</p>



<p><strong>จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ จุดไหนที่ตูนรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นมาบ้างแล้ว</strong></p>



<p>เราก็ไม่รู้ว่าที่เรารู้มันคือน้ำเต็มแก้วรึเปล่า บางทีก็ต้องเช็กจากน้องๆ รุ่นใหม่ที่เขาโตมาอีกชุดความคิดหนึ่ง เราเห็นมุมเด็กๆ ว่าเขามีอันนี้ด้วยว่ะ แล้วทำไมเราไม่มีวะ ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นเรื่องของการอวดอ้างนะ แต่เฮ้ย! มันดูมีมาตรฐาน คือกูเป็นคนชอบมาตรฐาน! เราเห็นเลยว่าเด็กๆ เขาเคารพคนฟัง เขาเอาตายกว่าเราในบางเรื่องนะ เราแบบ โห เชี่ยกูเคารพว่ะ แม่งเคารพสิ่งที่ตัวเองทำอย่างนี้ เราก็เลยถามพวกน้องๆ ว่าเราต้องปรับยังไงวะ เตรียมตัวกันยังไง เราก็เป็นคนชอบให้มีมาตรฐาน แต่มาตรฐานเราเป็นมาตรฐานคนทำงานเอเจนซีมาทำกับวงไง แต่มาตรฐานของวงเราไม่ค่อยมีในฐานะพาร์ตดนตรี แต่ก็ใช้การถามเอา</p>



<p><strong>ถ้าวันหนึ่งตูนไม่ได้เขียนเพลงแล้ว ยังอยากเล่าเรื่องตัวเองอยู่ไหม ในรูปแบบอะไร</strong></p>



<p>เราไม่ได้อยากเล่าเรื่องตัวเองแล้วว่ะ แต่ชอบการชวนคุย เราแม่งเป็นคนที่ชอบเวลาที่ใครมาปรึกษา ไม่เคยหงุดหงิดเลยที่ใครแม่งโทรมาปรึกษา กลับรู้สึกว่า ไอเชี่ย! เราแม่งคงทำให้เขาวางใจเขาเลยโทรมาหาเราแบบนี้ เรารู้สึกชอบที่ตัวเองเป็นความวางใจให้ใครสักคนหนึ่งได้ ไม่ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหนก็ได้หมด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182354" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/12-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คำถามสุดท้าย ถ้าวันหนึ่งมีคนพูดถึง STOONDIO ตูนอยากให้เขาพูดถึงว่าอะไร</strong></p>



<p>“เฮ้ย! เดี๋ยวนี้เพลงตูนเขาไม่ง่วงแล้วนะ” ตูนแพ้เสียงในหัวตัวเอง ก่อนที่จะนิ่งคิดไปสักพัก</p>



<p>“แต่ว่า…ไม่รู้สิ”</p>



<p>“แค่นึกถึงกันก็พอค่ะ หรือถ้ามีใครที่กำลังรู้สึกท้อแท้ อยู่ไม่ไหวกับชีวิต แล้วเพลงของ Stoondio แวบเข้ามาในหัวแล้วช่วยพวกเขาได้บ้าง เราโคตรจะรู้สึกขอบคุณเขามากๆ เลยที่เขายังนึกถึงเรา แล้วเพลงของเรามีส่วนช่วยให้เขามีพลังการใช้ชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง มันดีมากๆ เลย”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/artist-talk-with-stoondio/">การกลับมาโคจรของดวงดาว ‘STOONDIO’ The Unseen Star’s Still Here ถึงจะมองไม่เห็น แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศิลปินเจนซีที่ผลิบานด้วยตัวเอง “วิว นันท์นภัส” นักวาดภาพวันวิวาห์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/view-live-wedding-painter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[วิว นันท์นภัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=182198</guid>

					<description><![CDATA[<p>เธออยู่ในชุดราตรีบ่อยครั้ง ผมยาวสลวยพ้นบ่า ใบหน้าเรียวยาวลุคโฉบเฉี่ยว ยืนกลางแสงดวงเล็กดวงน้อย ปรากฏตัววับไปวับมาหลายงานวิวาห์เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจนับได้ เปล่าเป็นพิธีกรหรือแขกรับเชิญ หากแต่เป็นนักปาดฝีแปรงบนเฟรมผ้าใบ “วิว-นันท์นภัส มากภักดี”&#160; “23 ปีค่ะ” เธอตอบคำถามแรกเมื่อเราถามถึงอายุวัย แน่นอนว่าผู้ถามเก็บสีหน้าประหลาดใจไว้ไม่อยู่ เพราะก่อนจะมานั่งอยู่ในห้องสตูดิโอของเธอ เราได้เห็นคลิปวาดภาพนับร้อยหรือมากกว่านั้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ท่าทางทะมัดทะแมง ดูไม่ลังเลที่จะลงสีเลยสักนิด ราวมีพู่กันเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่กำเนิด ทำให้เผลอคิดว่านี่ต้องเป็นศิลปินที่มากประสบการณ์ ผันผ่านชั่วโมงบินมาเยอะแล้วเป็นแน่&#160; โป้งแรกไม่เท่าไหร่ โป้งที่สองเธอบอกว่าเพิ่งเริ่มวาดรูปสดงานแต่งงานได้ไม่ถึงปี แต่กลับเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ทำเอาชักอยากรู้แล้วสิว่าสาวน้อยตรงหน้าจะมีอะไรทำให้เราประหลาดใจได้อีกบ้าง&#160; จับดินสอวาดรูปครั้งแรกเพราะอะไร แม่เป็นคนชอบวาดภาพ อ่านนิยายภาพ พี่สาวเองก็เหมือนกัน เราเห็นพี่ไปลงแข่งประกวดวาด ทำให้อยากวาดภาพไปด้วย ก็ฝึกมองธรรมชาติ เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะที่บ้านไม่ได้มีทุนสักเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็วาดรูปเป็น ช่วงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนนะ เรียนสายวิทย์คณิตมาด้วยซ้ำ อีกอย่างพ่อกับแม่ก็กลัวว่าถ้าไปทางศิลปะเลยจะไม่มีงานมีการทำ พอพ่อแม่ไม่อยากให้ทำอาชีพวาดรูป เราทำอย่างไรต่อ ก็ยังวาดของเราไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่วาดมือในโทรศัพท์รุ่น Vivo แล้วก็มีคนมาติดต่อให้วาดรูป เขาบอกว่าจะเอาไปทำเข็มกลัด&#160; เลยเหรอ (เราหลุดอุทานขึ้นมาเพราะรู้สึกทึ่ง) ใช่ ใช้แอพ Picsart เคยเห็นเกมสตอรี่ไอจีไหม เราเป็นผู้บุกเบิกรุ่นแรกๆ เลยนะ พวกเกม Ask [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/view-live-wedding-painter/">ศิลปินเจนซีที่ผลิบานด้วยตัวเอง “วิว นันท์นภัส” นักวาดภาพวันวิวาห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เธออยู่ในชุดราตรีบ่อยครั้ง ผมยาวสลวยพ้นบ่า ใบหน้าเรียวยาวลุคโฉบเฉี่ยว ยืนกลางแสงดวงเล็กดวงน้อย ปรากฏตัววับไปวับมาหลายงานวิวาห์เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจนับได้ เปล่าเป็นพิธีกรหรือแขกรับเชิญ หากแต่เป็นนักปาดฝีแปรงบนเฟรมผ้าใบ <strong>“วิว-นันท์นภัส มากภักดี”&nbsp;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>“23 ปีค่ะ” </strong>เธอตอบคำถามแรกเมื่อเราถามถึงอายุวัย แน่นอนว่าผู้ถามเก็บสีหน้าประหลาดใจไว้ไม่อยู่ เพราะก่อนจะมานั่งอยู่ในห้องสตูดิโอของเธอ เราได้เห็นคลิปวาดภาพนับร้อยหรือมากกว่านั้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ท่าทางทะมัดทะแมง ดูไม่ลังเลที่จะลงสีเลยสักนิด ราวมีพู่กันเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่กำเนิด ทำให้เผลอคิดว่านี่ต้องเป็นศิลปินที่มากประสบการณ์ ผันผ่านชั่วโมงบินมาเยอะแล้วเป็นแน่&nbsp;</p>



<p>โป้งแรกไม่เท่าไหร่ โป้งที่สองเธอบอกว่าเพิ่งเริ่มวาดรูปสดงานแต่งงานได้ไม่ถึงปี แต่กลับเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ทำเอาชักอยากรู้แล้วสิว่าสาวน้อยตรงหน้าจะมีอะไรทำให้เราประหลาดใจได้อีกบ้าง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182201" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/01-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จับดินสอวาดรูปครั้งแรกเพราะอะไร</strong></p>



<p>แม่เป็นคนชอบวาดภาพ อ่านนิยายภาพ พี่สาวเองก็เหมือนกัน เราเห็นพี่ไปลงแข่งประกวดวาด ทำให้อยากวาดภาพไปด้วย ก็ฝึกมองธรรมชาติ เรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะที่บ้านไม่ได้มีทุนสักเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็วาดรูปเป็น ช่วงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนนะ เรียนสายวิทย์คณิตมาด้วยซ้ำ อีกอย่างพ่อกับแม่ก็กลัวว่าถ้าไปทางศิลปะเลยจะไม่มีงานมีการทำ</p>



<p><strong>พอพ่อแม่ไม่อยากให้ทำอาชีพวาดรูป เราทำอย่างไรต่อ</strong></p>



<p>ก็ยังวาดของเราไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่วาดมือในโทรศัพท์รุ่น Vivo แล้วก็มีคนมาติดต่อให้วาดรูป เขาบอกว่าจะเอาไปทำเข็มกลัด&nbsp;</p>



<p><strong>เลยเหรอ (เราหลุดอุทานขึ้นมาเพราะรู้สึกทึ่ง)</strong></p>



<p>ใช่ ใช้แอพ Picsart เคยเห็นเกมสตอรี่ไอจีไหม เราเป็นผู้บุกเบิกรุ่นแรกๆ เลยนะ พวกเกม Ask Me ที่มีคนเล่นกันเป็นหมื่นเป็นแสน (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็ไปซื้อไอแพดมา ด้วยเงินหนึ่งหมื่นที่ปู่ทิ้งไว้ให้เป็นมรดก ได้วาดดิจิทัลเป็นรูปคนแบบจริงจัง สไตล์ก็โผล่ชัดขึ้น มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ จนส่งตัวเองเรียนได้ พ่อแม่ถึงให้มาทางสายนี้ เพราะเราทำให้เขาเห็นว่าการวาดภาพมันหาเงินได้นะ เห็นไหมเนี่ย! หนูทำได้นะ</p>



<p><strong>หลังจากนั้นรู้ทางของตัวเองเลยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ไม่ ไม่เคยมีภาพชีวิตปัจจุบันนี้ในหัวเลย เราใช้ชีวิตตามความสุขของตัวเอง ชอบแบบนี้ก็ทำแบบนี้ ไม่ได้คิดถึงอนาคตขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p><strong>ท้ายที่สุดแล้วเลือกเรียนคณะอะไร</strong></p>



<p>ถ้าบอกว่าสอบเข้าเอกออกแบบเพื่อการแสดง คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจะงงไหม งงใช่ไหม (หัวเราะ) ความคิดอีกฝั่งของเราคือชอบชีวิตการเป็นดารา อินฟลูเอนเซอร์ อยากลองเข้าเอกการแสดงแบบพี่ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ตอนนั้นก็งงว่าทำไมข้อสอบมันมีให้วาดรูปด้วย สรุปคือลงสอบผิดเอก แต่ก็สอบติดเฉยเลย ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องไปหาที่อื่นเรียนอีก (หัวเราะ) ในคลาสอาจารย์ก็จะสอนเพนต์พื้น วาดอนาโตมีคน จนถึงเบื้องหลังกองถ่าย สนุกมากเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182202" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>จากวาดดิจิทัลในไอแพดสู่วาดสดในงานแต่งงานบนเฟรมผ้าใบได้อย่างไร</strong></p>



<p>เราได้แรงบันดาลใจจากพี่เอ๋ Chubbybrush จากตอนประมูลงานในกลุ่มอาร์ตบ้าง ทวิตเตอร์บ้าง เห็นเขาวาดเอาต์ดอร์แล้วบรรยากาศมันดูดีจัง อีกอย่างงานดิจิทัลของเรา รูปหนึ่งไม่ถึงสิบนาทีก็ส่งได้แล้ว เราเป็นคนทำงานไวแล้วออกมาดีด้วย เลยคิดว่าต้องทำงานนี้ได้แน่ๆ&nbsp;</p>



<p>แต่หลังจากเรียนจบก็ยังไม่เริ่มทันทีนะ ไม่รู้รออะไรเหมือนกัน จนแฟนบอกว่ามีพี่ที่รู้จักกำลังจะแต่งงาน แต่อยากเห็นผลงานเราก่อน ถึงได้ลองวาดเป็นภาพตัวอย่าง แล้วก็เอาไปลงในกลุ่มอาร์ตโพรโมตตัวเอง ลูกค้าคนแรกจำได้ไม่ลืมเลย เขาไว้ใจเรามากทั้งที่เราไม่เคยวาดสดมาก่อน</p>



<p><strong>กังวลไหมว่าแรงบันดาลใจที่ได้มาจะส่งผลให้งานวาดเราไปคล้ายเขา</strong></p>



<p>ไม่เลย เพราะพี่เอ๋สไตล์ชัดมาก เป็นศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ เขามีแปรงถี่ แต่สไตล์เราไม่ใช่อยู่แล้ว เราเป็นศิลปะกึ่งเรียลิสติกที่ชวนฝันหน่อย ตอนนั้นนักวาดสดในงานแต่งงานก็น้อยเลยคิดว่าควรเอาตัวเองไปลงสนามนั้นดู&nbsp;</p>



<p><strong>วัดจากอะไรว่าภาพวาดของเราสวย</strong></p>



<p>ต้องมั่นใจในตัวเองก่อน เพราะถ้าเราไม่มั่นใจ ลูกค้าที่มาจ้างเราเขาจะมั่นใจในเราได้อย่างไร การที่ลูกค้าเห็นผลงานเรา แล้วลูกค้าตัดสินใจจ้างแสดงว่าเขาชอบความเป็นเรา ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย&nbsp;</p>



<p><strong>เพิ่งเริ่มวาดแต่คลิปหน้าฟีดร้อยกว่าคลิปเหมือนวาดมานานแล้วเลย</strong></p>



<p>อาจเพราะเป็นคนชอบตัดคลิป หน้าฟีดเลยเห็นคลิปเยอะมาก (หัวเราะ) จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็ลงขายเสื้อผ้า รับรีวิวเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทำให้มีฐานผู้ติดตามอยู่บ้าง ก็เลือกใช้ช่องทางนี้ทำคอนเทนต์ต่อเลยแมสไวขึ้นไปอีก นี่ก็อาจจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้เราโตเร็วนะ เพราะทำคอนเทนต์เป็น ใช้โซเชียลได้ รู้ว่าคนในโซเชียลอยากฟังอะไร อยากรู้อะไร&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182203" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/03-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เคยมีช่วงที่ลูกค้าหายหรือเปล่า</strong></p>



<p>ก็มี แต่ถึงจะเพิ่งเริ่ม แค่มีสองสามงานเข้ามาก็ดีใจแย่แล้ว เราพยายามทำผลงานออกมาเรื่อยๆ บางผลงานก็แอบเมกขึ้นมาเพื่อโชว์ลูกค้าว่าดูผลงานฉันสิ เป็นภาพงานแต่งงานในจินตนาการตัวเอง</p>



<p><strong>จำความรู้สึกตอนรับวาดภาพงานแต่งงานสดครั้งแรกได้ไหม</strong></p>



<p>จำได้ ตอนนั้นกังวลเรื่องเวลามาก มันต้องเสร็จภายในเวลา 3 &#8211; 4 ชั่วโมง ถ้าเลือกได้อยากกลับไปวาดให้เขาใหม่มาก (หัวเราะ) เพราะรู้แล้วว่าฝีมือกับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็ทำให้เห็นว่าจุดไหนควรปรับ แต่งานแรกก็ออกมาโอเคนะ เป็นสไตล์ของเราเอง แค่ว่าอนาโตมีคนอาจจะยังไม่เป๊ะขนาดนั้นด้วยความที่ต้องแข่งกับเวลาสุดๆ&nbsp;</p>



<p><strong>ก่อนวาดต้องเตรียมตัวอย่างไร</strong></p>



<p>ขออินสตาแกรมของบ่าวสาวมาดู บางคู่จะไทยจ๋า บางคู่ก็จะสไตล์อังกฤษที่เราจะต้องไม่ใส่ประกายอะไรลงไปเยอะ ถ้าได้คุยกับตัวบ่าวสาวโดยตรงที่ไม่ผ่านญาติเขาก็จะง่ายขึ้น เราถามได้เลยว่าต้องการสีหรือแสงแบบไหน พอไปถึงงานแล้วก็คุยกับออร์แกไนซ์ว่าบ่าวสาวออกมากี่โมง ส่งภาพเวลาไหนได้บ้าง</p>



<p><strong>สังเกตอะไรเป็นอย่างแรกเมื่อต้องเริ่มลงแปรง&nbsp;</strong></p>



<p>ดูมุมก่อน สมมติญาติมาจ้างแล้วบรีฟว่าอยากได้ซีนหน้าแบ็กดร็อป แต่พอเราไปถึงหน้างานแล้ว เรารู้สึกว่าบนเวทีวาดออกมาแล้วน่าจะสวยกว่านะ ก็จะแกล้งๆ ถามเขาว่าเป็นบรรยากาศบนเวทีดีไหมคะ มีมิติกว่า ส่วนใหญ่จะต้องไปดูหน้างานเอา บางทีก็ถ่ายรูปโมเมนต์บ่าวสาวไว้ แล้วเริ่มวาดรูปคนก่อนเพื่อดูขนาด ค่อยวาดพื้นหลังอีกที แต่ถ้าไปถึงแล้วบ่าวสาวยังไม่มาก็ต้องวาดพื้นหลังเอาไว้ก่อน เป็นการช่วยประหยัดเวลา&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182204" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นอกจากแข่งกับเวลา มีอะไรที่ยากสำหรับวิวอีกบ้าง</strong></p>



<p>เราพยายามทำให้รูปวาดทุกรูปออกมาไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นซีนแบ็กดร็อปแสงก็ต้องไม่เหมือนกับผลงานที่ผ่านมา ถ้าต้องไปวาดที่ที่ซ้ำกันก็จะหาความแตกต่างของสถานที่ให้ได้ เปลี่ยนมุมไปเรื่อยๆ ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความแปลกใหม่ แต่อย่างหนึ่งที่เป็นข้อดีคือเราเป็นคนสมาธิสูงมาก ถึงต้องโฟกัสการวาดในที่ที่คนเยอะ แต่เปิด Awareness รอบๆ ตลอดเวลานะว่าใครเดินมา หรือถ้ามีคนเข้ามาคุยด้วยแล้วต้องหันไปหาเขา พอหันหน้ากลับมาที่รูปก็จะยังจำได้ว่าวาดถึงตรงไหนแล้ว จริงๆ วาดคนเดียวมันดีกว่าอยู่แล้วแหละ แต่เทียบกับในตอนนี้ ถ้าไม่มีใครเดินมาดูงานเลย เราจะเฟลมาก</p>



<p><strong>รู้ได้อย่างไรว่าภาพนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว</strong></p>



<p>ต่อเมื่อไม่มีอะไรให้เติมแล้ว เราจะถอยออกมาดูรูปตลอดเวลาเพื่อมองจุดอิ่มตัวของภาพ ให้ผู้ช่วยเป็นอีกตาในการมองข้อผิดพลาด&nbsp;</p>



<p><strong>สิ่งสำคัญที่สุดในการวาดภาพสดคืออะไร</strong></p>



<p>สไตล์ของตัวเอง ทำอย่างไรก็ได้ให้ยังมีความเป็นตัวเองอยู่ในภาพ ต่อให้งานนั้นจะแสงดร็อปหรือมืดอย่างไร ก็ต้องทำให้มันสดใสให้ได้&nbsp;</p>



<p><strong>เคยมีงานที่ทำให้รู้สึกเฟลบ้างหรือเปล่า</strong></p>



<p>งานวาดบนเรือยอร์ชที่มีแต่ชาวต่างชาติล้วน พวกเขาจะชินกับการเห็นภาพที่ไม่ใช่แค่เสมือนจริง แต่ต้องจริงทุกอย่าง! เขาไม่เก็ตสไตล์เราว่าทำไมหน้าตาคนในภาพออกมาไม่เหมือนทั้งหมด เราเฟลแต่ไม่เก็บเอามาคิดนะ เพราะฉันวาดแบบนี้มาตลอด ไม่เห็นต้องเปลี่ยนเลย นี่มันสไตล์ของฉัน ต่อจากงานนี้ก็ได้ไปวาดภาพที่ภูเก็ตให้ชาวอินเดียเป็นครั้งแรก สนุกมาก เพราะรีแอกของพวกเขาจะแบบโอ้! ว้าว! ใจเราชื้นขึ้นนะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182205" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>การวาดภาพงานแต่งงานสอนอะไรวิวบ้าง</strong></p>



<p>วัฒนธรรมของคนแต่ละชาติ อย่างงานแต่งของอินเดียจะไม่เหมือนกันเลยสักวัน บางวันก็มีแค่ญาติฝั่งเจ้าบ่าว ไม่ก็ฝั่งเจ้าสาว ที่ได้เรียนรู้มาอีกอย่างเป็นกฎของอินเดียเลยคือต้องวาดให้ตัวคนหันข้าง เพราะพราหมณ์หันหน้าออกไม่ได้ ต้องเคลียร์ให้ชัดก่อนจะวาด&nbsp;</p>



<p><strong>โกลต่อไปของวิวในสายการวาดภาพคืออะไร</strong></p>



<p>แค่อยากวาดภาพต่อไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งจะไม่มีคนจ้างก็ไม่เป็นไร เคยมีคอมเมนต์โผล่มาว่าทำไมแพงจัง แต่ไม่ได้ตอบโต้อะไร เราพยายามทำให้เขาเห็นว่าความสามารถของเรากับราคาที่ตีไปมันคุ้มค่าแล้วนะ การที่คุณได้เราไป เราจะเอนเทอร์เทนแขกในงานได้ดีแน่ๆ เพราะระหว่างวาดก็จะมีเด็กๆ มีญาติของพวกเขามาใส่ความทรงจำไว้ในนี้ด้วยนะ เป็นของขวัญที่มีชิ้นเดียวบนโลก (ยิ้ม)&nbsp;</p>



<p><strong>วาดภาพงานแต่งมาเยอะแล้ว ได้คิดภาพงานแต่งงานของตัวเองไว้บ้างไหม</strong></p>



<p>ไม่ได้คิดเลย ยังไม่คิดอะ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-182206" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/08/06-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>บนหนทางความไม่รู้ทั้งหลายจากสาวน้อยคนนี้ กลับซ่อนความทะเยอทะยานไว้อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยประโยคว่าชอบแบบนี้ก็ทำแบบนี้! เธอมีวิธีค้นแสงในตัวเองออกมาให้สุกสว่าง โดยไม่ต้องรอใครมาค้นพบเสียด้วยซ้ำ แม้อายุยังน้อยแต่ (ใกล้) ร้อยล้านวิวนั้นมีอยู่จริง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/view-live-wedding-painter/">ศิลปินเจนซีที่ผลิบานด้วยตัวเอง “วิว นันท์นภัส” นักวาดภาพวันวิวาห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
