<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วงศกร ลอยมา, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/wongsakorn-t/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/wongsakorn-t/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Jul 2026 10:33:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ลองสวมบทเป็น ชาร์ลี บราวน์ เด็กชายอายุ 8 ขวบ ขี้แพ้ โชคไม่เข้าข้าง ทว่ายืนกรานที่จะเป็นตัวเอง แม้ในวันที่ไม่มีใครเข้าใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/charlie-brown/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187627</guid>

					<description><![CDATA[<p>สวัสดีค่ะ/ครับ คุณชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์&#160; เกรงว่าคุณน่าจะตอบคำถามนี้มาแล้วนับพันครั้ง แต่ในฐานะที่พวกหนูยังไม่รู้จัก ชาร์ลี บราวน์ มาก่อนเลย คุณพอแนะนำเขาให้พวกหนูรู้จักเขาเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยได้ไหมคะ/ครับ พอดีเพิ่งได้อ่าน Peanuts ไปไม่กี่ตอน เขาดูเป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจเลย จริงๆ เขาเป็นคนยังไงเหรอคะ/ครับ ได้เลย แต่พวกหนูต้องรีบกลับบ้านหรือเปล่า ไม่รีบค่ะ/ครับ เหลือเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมงก่อนทานอาหารเย็น งั้นดีเลย คือเจ้าหนู ชาร์ลี บราวน์ เป็นตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง Peanuts คนทั่วอเมริการู้จักเขามาตั้งแต่ปี 1950 แล้วนะ แรกๆ คนก็ไม่ได้ชื่นชอบเขาเท่าไหร่ แต่สักพักกลายเป็นว่าตัวละครอย่างชาลีกลายเป็นตัวละครเด็กที่สะท้อนมุมมองชีวิตอันลึกซึ้งไปเสียได้ นอกจากชาร์ลีแล้วยังมี สนู๊ปปี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลจินตนาการกว้างไกล ชอบฝันกลางวัน ดูซนบ้าง แต่ก็เป็นที่รัก มีใครอีกนะ อ้อ ไลนัส เด็กชายผู้โปรดปรานเสื้อสีแดงและชอบถือผ้าห่มตลอดเวลา ลูซี่ พี่สาวจอมบงการ ปากร้ายนิดๆ มั่นใจในตัวเองสูง และชโรเดอร์ เด็กชายผู้หลงใหลการบรรเลงเปียโนเป็นชีวิต ชาร์ลีเป็นคนซื่อสัตย์และเด็ดเดี่ยวใช้ได้ทีเดียว แม้บางคราวจะขี้ขลาด วิตกกังวล แต่ก็แคร์คนรอบข้างตลอดเวลา เขาเป็นเพื่อนที่ดี เป็นผู้จัดการทีมเบสบอลที่ทุ่มเท แม้ทีมจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อยู่ร่ำไปก็ตาม&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/charlie-brown/">ลองสวมบทเป็น ชาร์ลี บราวน์ เด็กชายอายุ 8 ขวบ ขี้แพ้ โชคไม่เข้าข้าง ทว่ายืนกรานที่จะเป็นตัวเอง แม้ในวันที่ไม่มีใครเข้าใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187630" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong>สวัสดีค่ะ/ครับ คุณชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์&nbsp;</p>



<p>เกรงว่าคุณน่าจะตอบคำถามนี้มาแล้วนับพันครั้ง แต่ในฐานะที่พวกหนูยังไม่รู้จัก ชาร์ลี บราวน์ มาก่อนเลย คุณพอแนะนำเขาให้พวกหนูรู้จักเขาเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยได้ไหมคะ/ครับ พอดีเพิ่งได้อ่าน Peanuts ไปไม่กี่ตอน เขาดูเป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจเลย จริงๆ เขาเป็นคนยังไงเหรอคะ/ครับ</p>



<p>ได้เลย แต่พวกหนูต้องรีบกลับบ้านหรือเปล่า</p>



<p>ไม่รีบค่ะ/ครับ เหลือเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมงก่อนทานอาหารเย็น</p>



<p>งั้นดีเลย คือเจ้าหนู ชาร์ลี บราวน์ เป็นตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง Peanuts คนทั่วอเมริการู้จักเขามาตั้งแต่ปี 1950 แล้วนะ แรกๆ คนก็ไม่ได้ชื่นชอบเขาเท่าไหร่ แต่สักพักกลายเป็นว่าตัวละครอย่างชาลีกลายเป็นตัวละครเด็กที่สะท้อนมุมมองชีวิตอันลึกซึ้งไปเสียได้</p>



<p>นอกจากชาร์ลีแล้วยังมี สนู๊ปปี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลจินตนาการกว้างไกล ชอบฝันกลางวัน ดูซนบ้าง แต่ก็เป็นที่รัก มีใครอีกนะ อ้อ ไลนัส เด็กชายผู้โปรดปรานเสื้อสีแดงและชอบถือผ้าห่มตลอดเวลา ลูซี่ พี่สาวจอมบงการ ปากร้ายนิดๆ มั่นใจในตัวเองสูง และชโรเดอร์ เด็กชายผู้หลงใหลการบรรเลงเปียโนเป็นชีวิต</p>



<p>ชาร์ลีเป็นคนซื่อสัตย์และเด็ดเดี่ยวใช้ได้ทีเดียว แม้บางคราวจะขี้ขลาด วิตกกังวล แต่ก็แคร์คนรอบข้างตลอดเวลา เขาเป็นเพื่อนที่ดี เป็นผู้จัดการทีมเบสบอลที่ทุ่มเท แม้ทีมจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อยู่ร่ำไปก็ตาม&nbsp;</p>



<p>เขามีความรับผิดชอบสูง เป็นคนใจดี อดทน เปิดเผย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่ต้องเผชิญกับความล้มเหลวและโชคชะตาที่ไม่เป็นใจอยู่เสมอ และอย่าไปบอกใครนะ ชาร์ลีน่ะเขาขี้แพ้กว่าใคร โชคไม่เข้าข้าง พระเจ้าไม่รัก แต่ไม่เคยอายเลยที่ต้องเริ่มต้นใหม่</p>



<p>พวกหนูน่ะ มีใครเป็นแบบชาร์ลีบ้าง หืม เยอะเลยนี่นา ไม่เป็นไรนะ สารพัดปัญหาที่ชาร์ลีเจอ มันก็คือปัญหาเดียวแบบที่พวกหนูเจอนั่นแหละ เพราะลุงก็เอาเรื่องของคนธรรมดาๆ อย่างพวกหนูมาเขียน Peanuts</p>



<p>หวา จิงเหรอคะ/ครับ</p>



<p>อยากฟังกันต่อไหมล่ะ ถ้าอยากงั้นเราไปนั่งคุยกันใต้ต้นไม้ดีไหม อยู่ในที่ร่มๆ จะได้ไม่ร้อน และหนูคนที่ถือว่าวมาด้วยคนนั้น ถ้าจะเล่นก็อยู่ไกลจากต้นไม้หน่อยนะ เพราะเดี๋ยวว่าวจะไปค้างบนต้นไม้เอาได้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แล้วสักวันคนจะเข้าใจ ทำไมแซลมอนว่ายทวนกระแสน้ำ</strong></h2>



<p>ลุงขอถามอะไรหน่อยสิ พวกหนูเคยตั้งใจทำอะไรมากๆ แล้วคนรอบข้างไม่เข้าใจไหม</p>



<p>ออกจะบ่อยค่ะ/ครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187633" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ชาร์ลีก็เคยเจอเหมือนกัน วันนั้นเป็นวันคริสต์มาส ปี 1965 อันที่จริงบรรยากาศก็ครื้นเครงดีอยู่หรอก หิมะขาวโพลนเลย แต่ชาร์ลีนี่สิ หลังจากได้รับมอบหมายจากลูซี่ให้เป็นผู้กำกับละครคริสต์มาส เขาก็รู้สึกหดหหู่ เพราะไม่ชอบใจที่เห็นคนอื่นหมกมุ่นอยู่กับเรื่องไร้สาระ&nbsp;</p>



<p>อย่างเช่นว่าสนูปี้กำลังยุ่งอยู่กับการตกแต่งบ้านสุนัขด้วยไฟระยิบระยับเพื่อส่งเข้าประกวดชิงเงินรางวัล หรืออย่างแซลลี่ ที่วานให้ชาร์ลีช่วยเขียนจดหมายถึงซานตาคลอส โดยบอกว่า “ถ้าซานต้าขี้เกียจเลือกของขวัญ ก็ส่งเป็นแบงก์ 10 หรือแบงก์ 20 ดอลลาร์มาเลยก็ได้”</p>



<p>ลูซี่เลยออกไอเดียว่าให้ชาลีไปซื้อต้นคริสต์มาสสีชมพูสวยๆ มา ด้วยหวังว่าจะดูดความสนใจจากเพื่อนๆ ได้ ปรากฏว่าชาร์ลีดันไปซื้อต้นคริสต์มาสเล็กๆ ที่เหี่ยวเฉามาซะอย่างนั้น ชาร์ลีมองว่าต้นไม้นี้ช่างธรรมดาและควรได้รับความรัก เพื่อนๆ เห็นอย่างนั้นก็หัวเราะเยาะ</p>



<p>แล้วรู้ไหมตอนนี้จบยังไง พยายามเอาลูกบอลสีแดงจากสนูปี้มาแขวนบนกิ่งของต้นไม้เหี่ยว ๆ นั้น แต่กิ่งกลับหักลงมาเพราะรับน้ำหนักไม่ไหว ชาร์ลีร้องไห้และเดินจากไปด้วยความรู้สึกว่า &#8220;ฉันทำพังอีกแล้ว ฉันช่วยอะไรใครไม่ได้เลย&#8221;&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ทันใดนั้นเอง ไลนัสเดินเข้ามาใช้ผ้าห่มเน่าประคองกิ่งไม้ไว้ แล้วเพื่อน ๆ ทุกคน (ที่เคยหัวเราะเยาะเขา) ก็เริ่มคิดได้ พวกเขาถอดสายรำลึกและไฟตกแต่งจากบ้านสนูปี้มาร่วมกันเนรมิตต้นไม้เหี่ยว ๆ ต้นนั้นจนกลายเป็นต้นคริสต์มาสที่งดงามและอบอุ่นที่สุด</p>



<p>ชาร์ลีเขาเป็นแบบนี้แหละ ความสนุกสนานที่คนอื่นๆ มีกัน ถ้าตัวเขาไม่ชอบใจก็จะไม่ทำตาม เขาเห็นว่าต้นคริสต์มาสเหี่ยวเฉาควรได้รับความรัก เขาก็มอบความรัก จึงไม่ซื้อต้นคริสต์มาสตามคำสั่งลูซี่เพื่อหวังซื้อใจใคร</p>



<p>ถึงที่สุดแล้ว ความตั้งใจดีของชาร์ลีมีคนเห็นนะ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เป็นเพื่อนที่ค่อยอยู่ข้างๆ กันในวันที่โลกร้าวราน</strong></h2>



<p>เรื่องดีๆ ที่พวกหนูเคยทำให้เพื่อนคืออะไร พอนึกออกไหม</p>



<p>ชาร์ลีน่ะ เขาเป็นเพื่อนที่ดีใช้ได้เลย คืนวันฮาโลวีน ปี 1966 เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆ จะแต่งตัวเป็นผีแล้วเดินไปเคาะประตูบ้านขอขนมกลับมากินให้อิ่มพุงป่อง ชาร์ลีแต่งเป็นผีด้วยผ้าคลุมสีขาว แต่ดันเจาะรูผิดพลาดจนผ้าพรุนไปทั้งผืน แทนที่จะได้ลูกอม หรือขนม ผู้ใหญ่กลับให้ก้อนหินเขาซะได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187631" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในขณะที่ไลนัสเลือกที่จะไม่ไปเดินขอขนม เพราะเชื่อฝังใจว่าจะมีเจ้าฟักทองยักษ์เหาะเอาของเล่นมาแจกเด็กที่ซื่อสัตย์ในแปลงฟักทอง<br>ลูซี่พี่สาวแท้ ๆ เห็นอย่างนั้นก็ด่าน้องว่าโง่และทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ชาร์ลีที่เพิ่งกลับจากปาร์ตี้ และเดินผ่านแปลงฟักทอง เห็นไลนัสยังคงนั่งสั่นสะท้านด้วยความหนาว ไม่ยอมกลับบ้าน กลางดึกคืนนั้น ลูซี่รู้สึกผิดจึงตื่นขึ้นมาพาน้องกลับมานอนห่มผ้าที่บ้าน&nbsp;</p>



<p>สรุปว่าค่ำคืนนั้นไลนัสก็ไม่ได้เจอเจ้าฟักทองยักษ์นะ เช้าวันต่อมา ชาร์ลีเดินไปปรับทุกข์กับไลนัสที่รั้ว เขาไม่ได้เข้าไปตอกย้ำหรือหัวเราะเยาะความเชื่อที่พังทลายของไลนัส กลับกัน ชาร์ลีแชร์ความเจ็บปวดของตัวเอง เพื่อปลอบใจเพื่อน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187632" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เพราะเขาก็หวังว่าแต่งตัวเป็นผีไปเคาะประตูตามบ้านแล้วจะได้ลูกอมเหมือนเด็กคนอื่นๆ กลับได้ก้อนหินมาแทนซะงั้น สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผิดหวังกว่าใครหรอก แต่มันดีมากเลยใช่ไหม ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยว ยังมีเพื่อนคอยอยู่ข้างๆ</p>



<p>แล้วตอนนี้พวกหนูจำได้หรือยัง เรื่องดีๆ ที่เคยทำให้เพื่อนคืออะไร</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เมื่อถึงเวลาต้องเลือก<br>จงเลือกสิ่งที่มีคุณค่ามีความหมาย</strong></h2>



<p>เหตุการณ์ไม่เป็นใจ เคยได้ยินคำนี้ไหม แปลว่าพวกหนูอาจคาดหวังผลลัพธ์เอาไว้แบบหนึ่ง แต่มันดันมีความผิดพลาดเกิดขึ้น สิ่งที่หวังไว้ก็ไม่เกิดขึ้น ถ้าเย็นนี้ พ่อกับแม่บอกพวกหนูว่าสุดสัปดาห์หน้าคงพาไปสวนสนุกไม่ได้แล้ว หนูจะเสียใจไหม คนที่ถือว่าวนั่นน่ะ</p>



<p>พ่อแม่สัญญาไว้แล้วนี่นา</p>



<p>แต่พ่อเกิดป่วยหนัก แม่ต้องดูแล แผนไปสวนสนุกล้มเลิก มันก็มีโอกาสเกิดขึ้นใช่ไหม</p>



<p>ชาร์ลีมีความฝันอยู่ 2 อย่าง คือ การชนะการแข่งขันเบสบอลสักครั้ง และการทำตัวให้สนูปี้ภูมิใจในฐานะเจ้านาย แต่มันดันมีเหตุการณ์ที่ทำให้ความฝันทั้งสองนี้มาขัดแย้งกันเอง หนูอยากลองเดาไหมว่าสุดท้ายเขาเลือกทำอะไร ทิ้งอะไร</p>



<p>ชาร์ลีเป็นผู้จัดการทีมเบสบอลที่ลงเล่นเท่าไรก็ไม่เคยคว้าชัยชนะมาได้เลยสักครั้ง แต่ชาร์ลีก็มุ่งมั่นในการคุมทีมทุกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า&nbsp;</p>



<p>มีอยู่หนนึง ทีมเบสบอลของชาร์ลีกลับเล่นได้ดีอย่างปาฏิหาริย์และกำลังจะได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรก แต่ในระหว่างการแข่งขัน สนูปี้กลับได้รับบาดเจ็บ เพราะก่อเรื่องวิ่งป่วนเข้าไปในสนาม&nbsp;</p>



<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ชาร์ลีในช่วงที่ทีมกำลังจะได้รับชัยชนะ เขาตัดสินใจละทิ้งเกมการแข่งขัน และวิ่งเข้าไปดูอาการของสนูปี้ทันที ส่งผลให้ทีมของเขาถูกปรับแพ้ หรือชวดชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ไปอย่างน่าเสียดาย รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น เพื่อน ๆ ในทีมพากันโกรธและรุมด่าเขา แต่ชาร์ลีกลับอุ้มสนูปี้ไว้และไม่สนใจถ้วยรางวัลนั้นอีกเลย</p>



<p>พวกหนูอาจจะมองว่าชาร์ลีเป็นคนไม่ได้เรื่อง ละทิ้งเกมการแข่งขัน ซึ่งสำคัญและมีเพื่อนๆ หลายคนที่ตั้งใจแข่งอย่างเต็มที่ และหันไปสนใจแต่หมาตัวเอง แต่มันก็น่าคิดนะว่าทำไมชาร์ลีถึงยอมสละชัยชนะครั้งเดียวที่เขาเฝ้ารอมาทั้งชีวิตเพื่อสุนัขตัวหนึ่ง</p>



<p>อีกไม่กี่อึดใจ ชั่วจังหวะหนึ่งในชีวิตนี้ พวกหนูจะรู้สึกว่าทำไมสังคมต้องบีบบังคับให้แข่งขันกันตลอดเวลา ถึงที่สุดแล้ว ชัยชนะที่คว้ามามันมีคุณค่ามากหรือน้อยกว่าบางสิ่งบางอย่างที่เราละเลยไป เพื่อมาถึงจุดนี้ไหม</p>



<p>พวกหนูจะได้เจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้แน่ๆ แล้วไม่ว่าจะเลือกอะไร ละทิ้งอะไร ถึงที่สุดแล้ว มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย เพราะใช่หรือไม่ว่า ชั่วขณะนั้น วินาทีนั้น เราย่อมเลือกสิ่งที่มีคุณค่่ามีความหมายกับเรามากที่สุด</p>



<p>อ้างอิงรูปภาพ<br><a href="https://www.peanuts.com/about/charlie-brown">https://www.peanuts.com/about/charlie-brown</a><a href="https://rosstree.net/charlie-brown-christmas-trees/"> https://rosstree.net/charlie-brown-christmas-trees/</a><a href="https://www.wtae.com/article/halloween-special-it-s-the-great-pumpkin-charlie-brown/7403794"> https://www.wtae.com/article/halloween-special-it-s-the-great-pumpkin-charlie-brown/7403794</a><a href="https://x.com/AppleTV/status/1667216220771237913"> https://x.com/AppleTV/status/1667216220771237913</a><a href="https://peanuts.fandom.com/wiki/Charlie_Brown's_All-Stars?utm_source=chatgpt.com"> https://peanuts.fandom.com/wiki/Charlie_Brown&#8217;s_All-Stars</a> <a href="https://www.deutschlandfunkkultur.de/peanuts-charlie-brown-snoopy-charles-m-schulz-comic-cartoon-100.html?utm_source=chatgpt.com">https://www.deutschlandfunkkultur.de/peanuts-charlie-brown-snoopy-charles-m-schulz-comic-cartoon-100.html<br></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/charlie-brown/">ลองสวมบทเป็น ชาร์ลี บราวน์ เด็กชายอายุ 8 ขวบ ขี้แพ้ โชคไม่เข้าข้าง ทว่ายืนกรานที่จะเป็นตัวเอง แม้ในวันที่ไม่มีใครเข้าใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/morte-cucina/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวสาว]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[หนังไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นเอกรัตนเรือง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187545</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธาตุแท้เป็นเอก ท่ามกลางหมู่มวลนกกาและแมกไม้เขียวขจี เราเห็น ‘ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง’ กำลังนั่งแก้ผ้าอยู่ ค่าที่ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีคนมาสัมภาษณ์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ความคิด ความเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ถูกอัดเทป เรียบเรียง และเผยแพร่ให้คนนับหมื่นนับแสนได้อ่าน ทั้งบนเว็บไซต์และตีพิมพ์เป็นหนังสือ แม้นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนนั่งสนทนากับเขา แต่คล้ายว่าได้นั่งพูดคุยกันมาแล้วหลายหน “ผมมาอยู่กรุงเทพฯ แค่ช่วงนี้ โปรโมตหนังจบ เดี๋ยวผมก็กลับเชียงใหม่” เป็นเอกว่าอย่างนั้น ‘ครัวสาว’ คือหนังใหม่ในรอบ 8 ปีของเขา ที่มาของหนังเรื่องนี้ เป็นเอกเห็นจากข่าวหนังสือพิมพ์สมัยเขายังหนุ่ม เมียเดินไปสารภาพกับตำรวจว่าจงใจลงมือฆ่าผัวด้วยการทำอาหารให้กิน โดยไม่มียาพิษ ที่มามอบตัวเพราะพักหลัง ผีผัวมาหลอกทุกวัน คุณตำรวจได้ยินอย่างนั้นก็บอกว่า “คุณแค่ทำอาหาร มันไม่ผิดกฎหมาย” เรานัดเจอกับเขาที่ออฟฟิศ 185 Films (ผู้อำนวยการผลิตครัวสาว) เพื่อไถ่ถามถึงหนังใหม่ และมุมมองความคิดในวัย 64 ที่ยังสนุกกับการทำหนัง เขาทำหนังมานาน ปีหน้าก็จะครบ 30 ปีพอดี เปรียบเป็นนักบินก็นับว่าเป็นนักบินรอบจัดคนหนึ่งทีเดียว หลายคนเรียกเขาว่าเป็นผู้กำกับระดับโลก ถึงอย่างนั้นเป็นเอกว่า เขายังเป็นนักทำหนังที่หาเงินไม่เป็น (ดีแต่ใช้) ยังตื่นเต้นนอนไม่หลับทุกครั้งที่ออกกอง ยังทำหนังเหมือนหนังนักเรียน และยังไม่มั่นใจทุกครั้งที่ตัดสินใจ และเพื่อให้สอดคล้องกับครัวสาวที่นำเสนออาหารไทย เราชวนเขาคุยเรื่องรสนิยมอาหาร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/morte-cucina/">‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ธาตุแท้เป็นเอก</strong></h2>



<p>ท่ามกลางหมู่มวลนกกาและแมกไม้เขียวขจี เราเห็น ‘<strong>ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง</strong>’ กำลังนั่งแก้ผ้าอยู่</p>



<p>ค่าที่ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีคนมาสัมภาษณ์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ความคิด ความเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ถูกอัดเทป เรียบเรียง และเผยแพร่ให้คนนับหมื่นนับแสนได้อ่าน ทั้งบนเว็บไซต์และตีพิมพ์เป็นหนังสือ</p>



<p>แม้นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนนั่งสนทนากับเขา แต่คล้ายว่าได้นั่งพูดคุยกันมาแล้วหลายหน</p>



<p>“ผมมาอยู่กรุงเทพฯ แค่ช่วงนี้ โปรโมตหนังจบ เดี๋ยวผมก็กลับเชียงใหม่” เป็นเอกว่าอย่างนั้น</p>



<p>‘<strong>ครัวสาว</strong>’ คือหนังใหม่ในรอบ 8 ปีของเขา ที่มาของหนังเรื่องนี้ เป็นเอกเห็นจากข่าวหนังสือพิมพ์สมัยเขายังหนุ่ม เมียเดินไปสารภาพกับตำรวจว่าจงใจลงมือฆ่าผัวด้วยการทำอาหารให้กิน โดยไม่มียาพิษ ที่มามอบตัวเพราะพักหลัง ผีผัวมาหลอกทุกวัน คุณตำรวจได้ยินอย่างนั้นก็บอกว่า “คุณแค่ทำอาหาร มันไม่ผิดกฎหมาย”</p>



<p>เรานัดเจอกับเขาที่ออฟฟิศ 185 Films (ผู้อำนวยการผลิตครัวสาว) เพื่อไถ่ถามถึงหนังใหม่ และมุมมองความคิดในวัย 64 ที่ยังสนุกกับการทำหนัง เขาทำหนังมานาน ปีหน้าก็จะครบ 30 ปีพอดี เปรียบเป็นนักบินก็นับว่าเป็นนักบินรอบจัดคนหนึ่งทีเดียว</p>



<p>หลายคนเรียกเขาว่าเป็นผู้กำกับระดับโลก ถึงอย่างนั้นเป็นเอกว่า เขายังเป็นนักทำหนังที่หาเงินไม่เป็น (ดีแต่ใช้) ยังตื่นเต้นนอนไม่หลับทุกครั้งที่ออกกอง ยังทำหนังเหมือนหนังนักเรียน และยังไม่มั่นใจทุกครั้งที่ตัดสินใจ</p>



<p>และเพื่อให้สอดคล้องกับครัวสาวที่นำเสนออาหารไทย เราชวนเขาคุยเรื่องรสนิยมอาหาร เป็นเอกว่าเขาไม่สั่งอาหารดิลิเวอรี ไม่ชอบกินอาหารเสิร์ฟเป็นคอร์ส ไม่สน (อาหาร) ไทยแท้ ไม่แคร์มิชลิน เรื่อยไปถึงประสบการณ์กินอาหารไทยตอนไปโปรโมตหนังที่ต่างประเทศ</p>



<p>เป็นเอกว่าในวัยนี้ เขากินอาหารแค่ 2 มื้อ คือมื้อเช้ากับมื้อเที่ยง ส่วนมื้อเย็น “ผมกินแค่ถั่วกับไวน์ 2 แก้ว”&nbsp; </p>



<p>2 ชั่วโมงคือระยะเวลาของบทสนทนาระหว่างเรา ชั่วขณะหนึ่งในระหว่างนั้น ผู้เขียนนึกถึงคำพูดของนักเล่าเรื่องฝีมือเหนือชั้นที่ได้ฟังเมื่อหลายปีก่อน อาจจำไม่ได้เป๊ะๆ แต่เขาพูดทำนองว่า คนไม่ใช่รูปปั้น มันไม่ได้อยู่ทื่อๆ ที่เราจะเอาคุณค่าไปสวมใส่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คนมันเปลี่ยน</p>



<p>ไม่ต่างอะไรจากคนอื่น วันและวัยทำให้ความคิดหรือมุมมองของเป็นเอกต่อประเด็นๆ หนึ่งเปลี่ยนแปร แต่การสนทนากับเขาครั้งนี้คล้ายเป็นการยืนยันว่า คนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตมาถึงอายุปูนนี้ มันจะมีอยู่บางเรื่องที่ทำจนเป็นนิสัย-ไม่เปลี่ยน</p>



<p>ถ้าให้สรุปชีวิตและความคิดของเป็นเอก รัตนเรือง ในวันและวัยนี้ เรานึกถึงคำๆ หนึ่ง&nbsp;</p>



<p>คำๆ นั้นคือ ธาตุแท้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187546" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/01.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เวลาโปรโมตหนังใหม่ คุณมีวิธีเลือกสื่อมาสัมภาษณ์ยังไง</strong></p>



<p>ผมไม่ได้เป็นคนเลือกเลย ฝ่าย PR เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ผมไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย (หัวเราะ) เขาเลือกมาแล้วผมก็ทำตาม</p>



<p><strong>ถ้าทีม PR จัดคิวให้คุณโปรโมตทางทีวีก็พร้อมไป</strong></p>



<p>ใช่ๆ แต่เขาคงรู้สึกว่าการไปออกทีวีมันไม่เวิร์กกับผมมั้ง ผมว่ารายการประเภทแบบนั้น ถ้านักแสดงไปออกดูจะคุ้มกว่าในแง่การโปรโมต หลังๆ ผมพยายามจะทำกิจกรรมการโปรโมตให้น้อยที่สุด น้อยเท่าที่จะน้อยได้ ใจจริงอยากให้คนอื่นทำ ผมอยากให้มีการโปรโมตเยอะๆ แต่ผมอยากทำน้อยๆ</p>



<p>Process การทำหนัง ตั้งแต่เกิดไอเดีย จนเขียนสคริปต์ จนถ่ายทำ จนตัดต่อ จนเดินทางไปเทศกาลหนัง จนเข้าฉายในโรง การโปรโมตหนังอาจจะเป็นกิจกรรมที่ผมชอบน้อยสุด แต่ไม่ทำไม่ได้ มันต้องทำ แล้วต้องทำให้ดีด้วย หมายความว่าเราจะไปนั่งหน้าเครียดๆ ให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะเราคือหน้าตาของหนังเรา โดยเฉพาะหนังประเภทแบบผม คนจะรู้จักผู้กำกับมากกว่าอย่างอื่น</p>



<p><strong>ตั้งแต่ฝันบ้าคาราโอเกะ เรื่องไหนโปรโมตน้อยสุด</strong></p>



<p>เรื่องนี้น้อยสุด แต่เป็นเพราะว่าสื่อมันเปลี่ยนไปด้วย ผมทำหนังมาจะ 30 ปี นี่เข้าปีที่ 29 แล้ว ตอนทำหนังเรื่องแรกๆ ผมทำกับค่ายหนัง ผมทำกับไฟว์สตาร์ สมัยนั้นมันไม่มีหรอกที่จะ Release หนังเป็นแบบ Limited จำกัดโรง แบบหนังอาร์ตอะไร มันไม่มี สมัยก่อนไม่มีหนังอาร์ต</p>



<p>หนังผมก็ถูกจัดจำหน่ายเหมือนกับบุญชู ซึ่งเข้าเต็มโรงหมดแล้ว วิธีการโปรโมตมันมีวิธีเดียวคือคุณก็ต้องไปออกสื่อที่ดังที่สุด สมัยนั้นต้องไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ไทยรัฐ นักแสดงและผู้กำกับส่วนมากต้องไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ไทยรัฐนะ ก่อนหนังจะเข้าโรง (หัวเราะ) เพราะว่าไทยรัฐนี่มีอิทธิพลมาก</p>



<p>แล้วคุณก็ต้องพยายามพูดให้มากที่สุด มันจะมีอยู่แค่ 4 &#8211; 5 สื่อ คุณต้องไปโผล่หัวให้มากที่สุด ให้คนเห็นหน้ามากที่สุด ในสมัยนี้มีสื่อเยอะแยะไปหมด แล้วเดี๋ยวนี้วิธีการโปรโมตมันฉลาด มัน Target ได้ หนังผมที่เขาโปรโมตกัน ผมไม่เคยเห็นเลยในมือถือผม เพราะผมไม่ใช่ Target แต่แฟนผมเขาเห็น</p>



<p>หรือเมื่อวานไปงาน Made by legacy มีคนมาทักเต็มเลย ยินดีด้วยนะครับพี่ต้อม หนังพี่จะเข้าโรงแล้ว แสดงว่าเขารับรู้ มัน Target ได้แม่นขึ้น พอมันแม่นขึ้น มันก็ไม่ต้องเหวี่ยงแห สมัยก่อนต้องสาดกระสุนไป แต่ถ้าโปรโมตเรื่องนี้ Target คนกลุ่มนี้ ซึ่งมันก็ดี ไม่ต้องทำเยอะ</p>



<p><strong>ตอนทำหนังคุณ Target คนดูไหม ทำนองว่าทำให้คนกลุ่มไหนดู</strong></p>



<p>ใครจะดูก็ดู ทุกครั้งที่เริ่มโปรเจกต์ ผมไม่เคยคิดไกลไปถึงขนาดนั้นว่าใครจะดูวะ กูจะทำให้ใครดู ไม่เคยคิดไปถึงตรงนั้น มันแค่ว่า เฮ้ย ไอเดียนี้อยากทำว่ะ มันมีคำถาม คำถามนี้มันเกิดขึ้นอยู่ในชีวิตเราตอนนี้ ส่วนมากมันจะเป็นอย่างนั้น ผมเป็นคนไม่คิดหน้าคิดหลัง ส่วนมากได้ไอเดียแล้วนั่งเขียนบทเลย</p>



<p>มีหลายครั้งที่เขียนไปถึงจุดหนึ่งก็ไปต่อไม่ได้ ก็เลิก เลิกแล้วทิ้งไว้ เดี๋ยวมันก็จะเกิดไอเดียใหม่ แต่ไอเดียที่เกิดส่วนมากมันต้องอยู่กับเรามานานพอสมควร จนเรารู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ไปไหนสักทีวะ เราถึงจะลงมือเขียนบท</p>



<p><strong>ไม่คิดว่าวัยรุ่นจะดูหรือไม่ดู</strong></p>



<p>วัยรุ่นไม่น่าดูอยู่แล้ว คือหนังเราเป็นหนังแบบผู้ใหญ่ หมายความว่าคุณจะรู้สึก หรือ Appreciate หนังเรา มันต้องมีชีวิตคล้ายๆ เรา ต้องมีความคิดคล้ายๆ เรา อ่านหนังสือคล้ายๆ เรา ฟังเพลงคล้ายๆ เรา เขาถึงจะ Appreciate ไปกับหนัง มันไม่ใช่สำหรับทุกคน เพราะผมก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนี่</p>



<p>แต่มันก็ไม่จริงอีก ผมรู้สึกว่าทุกอย่างแม่งน็อกรอบ ถึงที่สุดแล้ว บางอย่างมันจะเชย เชยเสร็จมันก็มีรุ่นต่อมาที่มาดูแล้วชอบ ไอ้ความเชยที่มันอยู่ตรงนี้ รู้ตัวอีกที มันน็อกรอบมาเจอกันพอดี วันก่อนผมอ่านบทความแล้วมันบอกว่า คุณสมบัติของ Gen Z มีอะไรบ้าง เช่น ไม่ใช้อีโมจิ แม่งกูหมดเลย (หัวเราะ) มันอาจจะมาน็อกรอบไว้ก็ได้มั้ง ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน</p>



<p>ที่จะตอบคือ ไม่ได้คิดครับ ถ้าคิดเยอะขนาดนั้นจะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ Day 1 ที่ผมเริ่มทำหนัง ผมไม่ได้เข้ามาทำเพราะว่าอยากดัง อยากได้รางวัล อยากรวย ผมไม่เคยเข้ามาทำหนังเพราะเหตุผลเหล่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ ผมมีอาชีพที่ค่อนข้างดี</p>



<p><strong>ทำโฆษณา</strong></p>



<p>ใช่ ผมทำโฆษณาชีวิตดีมาก แต่มาทำหนังเพราะอยากลองทำ ทำให้เพื่อให้รู้ว่าชอบเปล่าวะ มึงจะชอบทำหนังไหม ปรากฏว่าชอบ มีความสุขมากถึงแม้หนังมันจะออกมาดีบ้าง ไม่ดีบ้าง บางเรื่องเราก็เอาอยู่ บางเรื่องเอาไม่อยู่ แต่ว่ากิจกรรมที่ออกไปกับพรรคพวก ไปกินนอนกัน 4 &#8211; 5 เดือน แล้วก็ไปทำอะไรยากๆ ร่วมกัน ผมชอบ ทำแล้วมีความสุข จุดประสงค์ในการทำหนังของผมคือผมทำเพราะมันสนุก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187547" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/02.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หนังเรื่องหลังๆ คุณยังเอาคำถาม เรื่องราวในชีวิต มาใส่ในงานอยู่ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ค่อยทำแบบนั้นแล้ว เช่น ผมทำหนังเรื่องฝนตกขึ้นฟ้า ที่เอาหนังสือพี่วินทร์ (เลียววาริณ) มาทำ ผมก็ไม่ได้ตั้งคำถามอะไรทั้งสิ้น แค่อยากทำหนังดูคนไล่ยิงกัน อยากจะลองดูว่าถ้าเราทำหนังที่มันไม่ต้องส่วนตัวมาก จะเป็นยังไง แต่พอออกมามันก็ดูส่วนตัวอยู่ดี มันเป็นรสมือแบบเรา เพราะเราเป็นคนทำ</p>



<p>เรามีความชอบแบบหนึ่ง เรามีรสนิยมแบบหนึ่ง มันเกิดจากสิ่งที่ประกอบมาเป็นเรา ตั้งแต่แบ็กกราวนด์ชีวิต เติบโตมายังไง ชอบฟังเพลงอะไร มันหล่อหลอม สมมติคุณเป็นพ่อครัวทำกับข้าว คุณก็จะมีรสมือแบบหนึ่ง</p>



<p>หรือผู้กำกับบางคนเขาจะมีรสมือที่ทำอะไรแม่งก็ Commercial ฉิบหาย ทำอะไรแม่งก็ได้เงิน 100 ล้าน 1,000 ล้าน ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าเขาเก่งกว่าเรา หรือเราเก่งกว่าเขา มันแค่ทำอาหารคนละแบบ</p>



<p><strong>พูดถึงหนังเรื่องล่าสุด</strong> ‘<strong>ครัวสาว’ อะไรคือเชื้อที่ทำให้คุณอยากทำเรื่องนี้</strong></p>



<p>คนทำหนังที่ผมรู้จักอยู่ LA เขากำลังหาคอนเทนต์อยู่ว่าอยากได้เรื่องไปทำซีรีส์ แต่ว่าอยากได้เรื่องที่ทำจากเรื่องจริง เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็ทำจากหนังสือ ผมเคยอ่านข่าวเรื่องนี้มานานแล้ว คือผมยังเป็นวัยรุ่นเลย มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ แล้วก็ไปสารภาพกับตำรวจว่าเขาฆ่าสามีด้วยการทำอาหาร</p>



<p>เล่าๆ ไป ตำรวจแม่งก็งง มึงเป็นใครวะ เดินเข้ามาในสถานีตำรวจแล้วมาสารภาพ ตำรวจถามว่าคุณใช้ยาพิษเหรอ ไม่ได้ใช้ยาพิษ ก็แค่ทำอาหารให้กิน ผ่านไป 20 &#8211; 30 ปีจนสามีป่วยตาย เขาบอกว่าเขาเนี่ยเป็นคนฆ่า ให้จับเขา ตำรวจบอกจับไม่ได้เพราะว่าทำกับข้าวให้คู่ชีวิตกินมันไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ใช้ยาพิษ มันเป็นเรื่องปกติ</p>



<p>แต่ผู้หญิงบอกว่าเขาจงใจว่าจะฆ่า ตำรวจบอกแล้วทำไมคุณถึงมาบอก มันผ่านไปตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว ทำไมเพิ่งมามอบตัว เขาบอกว่าหลังๆ มาเนี่ย แม่งชอบเห็นผีผัวตัวเอง เหมือนกับผัวแค้นอะ ไม่ยอมไปเกิด แล้วก็มาหลอกหลอน เขาก็ไปหาพระมาใส่แล้ว ไปราดน้ำมนต์มาแล้ว ไปหาหมอดูอะไรมาหมดแล้ว ทุกคนก็บอกว่าให้มึงมอบตัว เพราะว่าถ้ามึงมอบตัวเขาก็จะหยุดมาหา หยุดมาหลอกมึง</p>



<p>แต่ส่วนตัวผมดันไปคิดว่า หรือผัวแม่งติดใจอาหารที่เมียทำวะ ตายไปแล้วก็ยังอยากแดกฝีมือเมียอยู่ มันเคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้โปรดิวเซอร์ฝรั่งคนหนึ่งฟัง เขาบอกว่าน่าสนใจ เขาก็เลยเอาเรื่องที่ผมเล่าไปเขียนเป็นบท</p>



<p>ตอนแรกเขียนออกมาเป็นบทซีรีส์ ผมไม่ได้เป็นคนเขียน ฝรั่งที่ LA เขียน เขามีทีมเขียนเลย เขาเขียนออกมา 10 ตอนมั้ง เขียนไปได้สัก 2 ตอน เขาส่งมาให้ผมอ่าน อ่านไปแล้วก็เราไม่ชอบเลยว่ะ ไอที่เขาเขียนมา ผมบอกเขาว่าขอเอามาเขียนเองได้ไหม พอเขาอนุญาตผมก็เลยเอามาเขียนเอง</p>



<p>เขียนๆ ไป ผมก็คิดว่าเป็นซีรีส์แม่งยาวไปว่ะ ผมก็เลยบอกเขาไปว่าถ้าเกิดไม่ทำเป็นซีรีส์ได้ไหม เพราะผมไม่ชอบดูซีรีส์ ไม่รู้เขียนยังไง แต่ถ้าเขียนเป็นหนัง เป็น Feature Film ผมว่าผมเขียนได้ เขาก็เลยบอก เอาสิ ลองดู มันก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์นี้ขึ้นมา</p>



<p><strong>เคยนำเสนอเรื่องอาหารมาแล้วใน Food Lore พอลงมือเขียนบทครัวสาว คุณสนใจเหลี่ยมไหนของอาหารไทย</strong></p>



<p>ผมมีเพื่อนเป็นพวกทำอาหารเก่งๆ หลายคน แต่ไม่ได้เป็นเชฟมีชื่อเสียงนะ เป็นเพื่อนๆ ที่ชอบทำอาหารกินเอง เรารู้คนนี้ทำอาหารอร่อย ทำเก่ง มีอยู่ 2 คนที่ทำอาหารเก่ง ก็เลยบอกเขาว่ากำลังจะทำหนัง เรื่องมันเป็นแบบนี้ มันจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่จะฆ่าผัวด้วยอาหาร แต่ว่าไม่มียาพิษนะ</p>



<p>เขาก็จะลิสต์มาให้ว่าอาหารที่แม่งกินแล้วเป็นโรค กินแล้วเป็นเบาหวาน เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน ปาท่องโก๋จิ้มนมข้น สามชั้นทอด ไอพวกของทอดทั้งหลายนี่ตัวดี มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น มีเมนูอะไรบ้าง บทร่างแรกๆ ก็ใช้ลิสต์อาหารของเขามาใช้เขียน ว่ามันกินไอนี่</p>



<p>แต่ว่าพอจะเริ่มลงมือทำหนังจริงๆ ตอนทำ Pre-Production ตอนนั้นมันต้องจริงจังแล้ว ผมก็เลยไปหาเชฟโจ้ (วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์) เป็นพี่ชายของเชฟหนุ่ม (วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์) เขาเปิดร้านอาหารอยู่ที่อีสาน ชื่อ Samuay &amp; Sons</p>



<p>ตอนนี้เขามาเปิดร้านอยู่กรุงเทพฯ ชื่อ โสมะ คือเชฟหนุ่มน้องชายเชฟโจ้จะเป็นคนลงมือทำมากกว่า แต่เชฟโจ้เขาเป็นคนศึกษาอาหารไทยโบราณ เขาศึกษาว่าอาหารไทยโบราณมันทำอะไรกับสุขภาพ ผมก็ไปปรึกษาเขา บอกว่าจะทำหนังแบบนี้ ช่วยให้ความรู้ผมหน่อย เขาก็บอกว่าคนไทยสมัยก่อนไม่มียาใช้ ยาฝรั่งเอาเข้ามา ก่อนจะติดต่อกับฝรั่งเราใช้สมุนไพรเป็นยา ก็คือผัก ขิง ข่า กระเทียม หอมแดง</p>



<p>เชฟโจ้เขาบอกผมว่า พี่ต้อมถ้าอาหารมันกินแล้วเป็นยาได้อะ กินผิดมันก็เป็นยาพิษไง เขาก็ถามว่าพระเอกของพี่มันต้องตายภายในกี่ปี ตอนแรกเขาบอกเอาภายใน 5 ปีไหม โห่ เร็วไปว่ะ เราอยากให้การแก้แค้นมันใช้เวลานานๆ เหมือนที่เราเคยอ่านในข่าว งั้นขอสัก 15 &#8211; 20 ปีแล้วกัน โอเค เดี๋ยวจัดให้พี่</p>



<p>ถ้าอยากให้คนนี้ตายใน 15 ปี 20 ปี ต้องกินอะไรบ้าง ต้องทำยังไง เขาก็จะลิสต์มาให้ แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่า อ๋อ การกินอาหารแบบไทยโบราณ เราต้องรู้ว่าคนกินเป็นธาตุอะไร ทุกคนเราจะมีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ผมเป็นคนธาตุดิน คนธาตุดินก็จะมีนิสัยแบบหนึ่ง มีความคิดแบบหนึ่ง อาหารที่กินแล้วถูกโฉลกกับคนธาตุดิน กินแล้วยิ่งแข็งแรง ก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่อาหารที่กินแล้วฆ่า ธาตุดินก็จะเป็นแบบหนึ่ง</p>



<p>ตัวละครสามีเป็นคนราษีเมษ คนเกิดราศีเมษเป็นคนใจร้อน ชอบแข่งขัน เห็นคนอื่นเก่งกว่าตัวเองไม่ได้ กูต้องเอาชนะ คนราศีนี้มักจะตับอ่อนแอ ม้ามอ่อนแอ คุณอยากให้มันตายเร็วๆ ใช่ไหม คุณก็ให้แม่งแดกเบียร์เยอะๆ เขาก็จะลิสต์เป็นเมนูมาให้</p>



<p>แล้วผมก็เริ่มเขียนบท อันนี้บทที่ออกไปถ่ายหนังแล้ว ผมก็จะเริ่มเขียนจากสิ่งที่เชฟโจ้เขาลิสต์มาให้ เขาก็เป็นที่ปรึกษาของของโปรเจกต์นี้มาตลอด อีกคนคือเชฟแอน เขาอยู่เชียงใหม่ ก็ได้มาเป็น Food Stylist ให้หนังเรา เขาเป็นคนทำอาหารในเรื่อง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187548" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/03.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187549" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/04.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทำงานกับ</strong> <strong>เบลล่า บุญแสง ครั้งแรกเป็นยังไง ประทับใจอะไรเขา</strong></p>



<p>เบลล่าสุดยอดเลย ผมเป็นคนที่ไม่เคยมั่นใจในอะไรเลย ทั้งตัวเอง ทั้งการทำหนัง ทุกครั้งที่ออกไปทำหนัง เชี่ย คราวนี้แม่งเหี้ยแน่ๆ&nbsp; ทุกคนแม่งจับได้แน่ๆ ว่าที่ผ่านมากูฟลุก มันจะมาระเบิดตอนนี้แหละ พวกทีมงานจะรู้กันว่าอยากให้พี่ทำสิ่งนี้นะ สิ่งที่เขาเก่งปล่อยให้เขาทำไปเลย ฟังเขา ที่เหลืออีก 8 อย่างฟังเขา พวกเราช่วยกัน ทีมงานผมจะรู้จุดอ่อนจุดแข็งของผม เพราะทำงานกันมาจะ 30 ปี ไม่เคยเปลี่ยนทีม</p>



<p>เบลล่าเป็นนักแสดงที่มั่นใจมาก ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเล่นหนัง เขาเล่นเป็นตัวประกอบในหนังของโต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) เรื่องหนึ่งมั้ง แต่เป็นตัวประกอบนั่งฟังพระสวด แต่เขามั่นใจมากว่าเขานี่แหละคือตัวละครตัวนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าเอาอะไรมามั่นใจนะ แต่ว่าเราชอบลุกเขามากจริงๆ มีคนที่เข้าตาอยู่ 3 คน แล้วก็นั่งคุยกับทั้ง 3 คน แล้วทุกคนก็ดูดีหมดเลยนะ แต่เลือกเบลล่าเพราะว่าผมชอบลุกเขามาก บังเอิญในบทมันเขียนด้วยว่าเขาเป็นคนจากสงขลา เป็นคนใต้ ผิวต้องคล้ำหน่อย เข้มๆ หน่อย เบลล่าคล้ำสุดใน 3 คนนี้</p>



<p>แต่มันก็ไม่จริงหรอก เพราะว่าเกิดผมชอบอีกคนที่ผิวไม่คล้ำมากกว่า ผมก็เปลี่ยนบทให้ตัวละครมาจากเชียงใหม่ก็ได้ ตอนคุยกันก็บอกเขาว่า เอาวะ เหี้ย จับมือกันโดดเหวนะ เขาบอกว่าพี่โดดเหวกับหนูแล้วพี่จะปลอดภัย เขามั่นใจขนาดนั้น แล้วไม่ผิดหวังจริงๆ เดี๋ยวไปดูหนังก็จะเห็นเลยว่าเขาเล่นยังไง</p>



<p>ตัวละครนี้มันต้องเริ่มตั้งแต่เป็นคนที่ Nobody มากๆ เป็นเด็กเสิร์ฟ เวลาไปร้านอาหาร พนักงานเอาอะไรมาเสิร์ฟ คุณเคยเห็นไหมว่าเขาเป็นใคร ไม่เคยหรอก ขอบคุณครับ แล้วรับมากินใช่ไหม ตัวละครนี้จะเริ่มจากการเป็นอากาศธาตุมากๆ เขาโตจากแบบนั้นจนในที่สุดคุมหนังทั้งเรื่อง คุมชีวิตคนในหนังไว้ แล้วเบลล่าเอาอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้ผมว่าผมฟลุกอีกแล้ว</p>



<p>รอดตัวไป เขาทำได้ดีมาก ตั้งใจมาก และเวลาถ่ายหนังกับนักแสดงสมัยนี้ ไม่รู้เป็นอะไร พอเราสั่งคัตปั๊บ ทุกคนจะควักมือถือออกมา แล้วก็ทำเชี่ยอะไรกับมือถือก็ไม่รู้&nbsp; สิ่งที่ผมชอบในเบลล่ามากคือเขาจะไม่ควักมือถือมาเล่นเลย ทำงานคือทำงาน ตั้งใจ ยกเว้นแต่ว่าเขาได้เบรกนานๆ มาก เขาอาจจะไปนั่งเช็กข้อความอะไรของเขา ซึ่งผมประทับใจมาก</p>



<p><strong>แล้วกฤษณ์ล่ะ เราเคยเห็นเขาแสดงหนังมาบ้าง ทำงานกับเขาเป็นยังไง</strong></p>



<p>ทุกคนรู้จักกฤษณ์กันหมดเลย ผมไม่ได้รู้จัก ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้บทผู้ชายหายาก แคสต์เท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที เกือบจะยกธงขาวยอมแพ้แล้ว กฤษณ์มาเป็นคนสุดท้าย ถ้าคนนี้ยังไม่ได้อีก ก็คิดว่าอาจเลื่อนถ่าย วันแคสต์ผมไม่อยู่ ทีมแคสต์ติงส่งคลิปมาให้ดู ผมไปไหนมาไม่รู้ กลับถึงบ้านนั่งดู โห่แม่ง บุคลิกเขามีเสน่ห์มากเลยนะ</p>



<p>แต่ที่รู้สึกว่าคนนี้แม่งใช่เลย คือวิธีการพูด ความ Friendly หน้าตา ท่าทางทุกอย่างคือแม่งน่าฆ่ามาก (เน้นเสียง) เราก็รู้สึกว่าไอเนี่ยแม่งควรตาย รู้สึกว่าคนนี้ใช่แน่ๆ เลย แต่ก็ไม่แน่ใจนะ อย่างที่บอกผมไม่เคยแน่ใจ ไม่เคยมั่นใจอะไร ก็เลยนัดคุยกับเขา กินกาแฟกัน แม่งเขาใช่คนนั้นจริงๆ ด้วยว่ะ</p>



<p>เพียงแต่ผมมีความกังวลนิดๆ ตอนที่เลือกกฤษณ์ บางทีนักแสดงที่เคยแสดงหนังมา บางทีเราต้องมาปลดล็อกเขา เพราะว่าเขาจะติดการแสดงแบบหนึ่งมา แบบที่เราไม่ได้ต้องการ นักแสดงหลายๆ คนเวลาแสดงจะต้องการบอกคนดูว่ากำลังคิดอะไร จะด้วยท่าทาง จะด้วยการขมวดคิ้ว หรืออะไรก็ตาม</p>



<p>ต่อให้ไม่มีบทพูด เขาก็พยายามจะสื่อสารกับคนดูว่าเขากำลังผิดหวังอยู่ กำลังเศร้าอยู่ หรือเดี๋ยวอีกสองซีนเขาจะต้องตายนะ เขาถูกเทรนด์มาแบบนั้น ซึ่งหนังเรามันไม่ต้องการสิ่งนั้นเลย คนดูต้องตามเราไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุดคุณจะได้รับรางวัล ได้รับความเพลิดเพลินเอง มันมีความกังวลตรงนี้ เพราะกฤษณ์เขามีประสบการณ์ แต่ปรากฏว่าเขาแนบเนียนมาก</p>



<p>ตอนเราทำเวิร์กช็อปส่วนมากเราไม่ได้เวิร์กช็อปเรื่องการแสดง เราจะช่วยกันหาว่าไอตัวละครคนนี้มันเป็นใครมากกว่า ทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ คือหนังเรามันไม่ได้เดินเรื่องด้วยเนื้อเรื่อง หนังเรามันเดินเรื่องด้วยตัวละคร มันเป็นเพราะตัวละครตัดสินใจทำแบบนี้ แล้วมันก็จะพาเรื่องไป</p>



<p><strong>ทำหนังเล่าเรื่องเมียทำอาหารฆ่าผัว กังวลไหมว่าคนดูยุคนี้สมัยนี้จะไม่อิน</strong></p>



<p>ไม่นะ ถ้ามันจะไม่คุยกับคนยุคนี้ มันก็คุยกับคนบางกลุ่ม หนังทุกเรื่องมีคนดูของมัน พอคุณถามคำถามนี้ ผมกลับรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้แม่งจะเวิร์กกับคนยุคนี้ เพราะว่าผมว่าตอนนี้คนยุคนี้แม่งเริ่มจะน็อกรอบ เริ่มกินหางมาถึงยุคผม อันนี้พูดเข้าข้างตัวเองเปล่าไม่รู้นะ แต่รู้สึกว่ามันจะเวิร์กกับคนยุคนี้</p>



<p>หนังผมความแปลกในวิธีการเล่าเรื่อง หรือความประหลาดของตัวละคร ยุคหนึ่งคนงง ทำไมไอเหี้ยนี่เลือกทำแบบนี้วะ ตัวละครนี้พอมันเจอเหตุการณ์นี้ ทำไมมันเลือกแบบนี้วะ แม่งไม่เห็น Make sense พี่เขาแม่งประหลาด แม่งติสต์แดก คือการที่ตัวละครของผมไม่ทำอะไรตามขนบ สำหรับคนยุคนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา</p>



<p>เพราะคนยุคนี้เขาก็เป็นคนอย่างนั้นกัน อะไรที่มันไม่เป็นไปตามขนบ 1 2 3 4 เขาไม่ได้ตกใจเท่าคนรุ่นก่อนๆ ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าจะวนมาเจอกันพอดี เดี๋ยวเราลองดูกันเมื่อหนังเข้าโรง ผมอาจจะล้มหน้าฟาด เลือดกบปากก็ได้นะครับ แต่ว่าก็เป็นแบบนี้มาหลายเรื่อง ไม่เป็นไร คนเรามันก็ต้องมีความหวัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187550" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/05.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทุกวันนี้คุณยังเข้าโรงหนังอยู่ไหม</strong></p>



<p>เข้าอยู่ตลอด ถ้าจะดูหนังก็ไปดูที่โรง เรื่องไหนอดดูในโรงก็ถือว่าอดไป ไม่หามาดู</p>



<p><strong>ซีรีส์ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ คุณดูหรือยัง</strong></p>



<p>คือผมไม่ค่อยตามดูซีรีส์ ซีรีส์มันมีหลายตอน แต่หนังเราดูจบในชั่วโมงครึ่ง ซีรีส์มันต้องตาม เคยดูจบเรื่องเดียวคือ Chernobyl มี 5 ตอน แล้วมันสนุกก็ดูจนจบ ผมไม่มีนิสัยในการดูซีรีส์</p>



<p><strong>ไม่กลัวตกขบวนเหรอ ข่าวไม่ตาม อะไรฮิตก็ไม่รู้</strong></p>



<p>ไม่กลัว คือผมไม่เคยขึ้นขบวนนั้น เขาจะไปไหนกันมันไม่เคยรับผมไปอยู่ดี ผมไม่เคยโบกขึ้นด้วย เท่ากับผมไม่ตกขบวน คำว่าตกขบวน คือคุณอยู่บนนั้นแล้วลงไปเยี่ยว ไม่ตามต่อ แบบนี้คือตกขบวน ผมไม่เคยขึ้นขบวนนั้นตั้งแต่แรก มันไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิตเรา ผมเป็นคนที่สนใจแต่ตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อนก็มีแค่จำนวนหนึ่ง</p>



<p><strong>แต่เพื่อนน่าจะยังโทรมานัดกินเหล้า พบปะ พูดคุยข่าวสาร</strong></p>



<p>ใช่ๆ ผมเพื่อนไม่เยอะ ส่วนมากก็มากินที่บ้าน บ้านผมที่เชียงใหม่มันไกลจากตัวเมืองมาก ผมอยู่แม่ริม มันคือทุ่ง คือป่าเลย มีวัดป่าเป็นเพื่อนบ้าน มีพระอยู่ 4 รูป บรรยากาศจะเงียบหน่อย อยู่ๆ มันก็คล้ายๆ ผมชินกับชีวิตแบบนี้ ชอบชีวิตแบบนี้ เวลามากรุงเทพฯ ที แม่งเหนื่อยชิบหาย ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ยังเหนื่อยเลย ไอรังสีของกรุงเทพฯ มันรู้สึกได้เลย</p>



<p><strong>ทั้งที่เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดกรุงเทพฯ วันนี้เบื่อกรุงเทพฯ</strong></p>



<p>ผมเป็นคนกรุงเทพฯ 1,000% แล้วก็ไม่ค่อยชอบธรรมชาติ ไม่เคยคิดว่าจะอยู่ในธรรมชาติ แต่พออายุมากขึ้น ผมก็เปลี่ยนไป กรุงเทพฯ ที่เราชอบ ที่เรารักมันหายไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ ที่ผมโตมา ต่อให้มันมีห้างเอ็มโพเรียมก็ตาม มันก็ยังมีร้านข้าวซอยที่กินประจำ ร้านข้าวมันไก่ที่ผมชอบกิน และมันก็มีร้านแพงๆ</p>



<p>หรือซื้อกางเกงมา ขาแม่งยาวไป ก็เอาไปให้พี่ตรงกลางซอยตัด เขาตัดเย็บกันตรงนั้น ตอนนี้สิ่งเหล่านี้มันไม่มีแล้ว ร้านข้าวซอยป้าแกก็ปิดไป เพราะแกสู้ค่าเช่าไม่ไหว ตอนนี้มันกลายเป็นร้านญี่ปุ่นแพงมาก เมืองห่าอะไรก็ไม่รู้</p>



<p>คือกรุงเทพฯ มันกลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนเก๋ คนรวย คนฮิป คนธรรมดาไปอยู่ไหนไม่รู้ ไอ้สิ่งที่ผมเคยรักเคยชอบในกรุงเทพฯ มันหายไป เสน่ห์มันหาย แต่ก็อายุด้วยแหละ พออายุมากขึ้นผมไม่ต้องการความอึกทึกขนาดนั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187551" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/06.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>พักเรื่องการทำหนังไว้ก่อน อยู่เชียงใหม่ คุณเป็นคนทำอาหารกินเองไหม</strong></p>



<p>แฟนทำ แฟนผมทำอาหารเก่งมาก ผมเป็นคนล้างจาน (หัวเราะ) แฟนผมทำอาหารทุกอย่าง ส่วนมากเราจะทำอาหารแปลกๆ กินกัน อาหารโมร็อกโก แขกบ้าง อินเดียบ้าง อาหารไทยก็ทำ เป็นบ้านที่ชอบลองกิน เป็นคนชอบกิน</p>



<p><strong>วันนี้ วัยนี้ เลือกไหม เน้นกินอะไร เลี่ยงอะไร</strong></p>



<p>ผมเลือกกินมาก แต่ชอบกินอะไรซ้ำๆ ร้านอาหารที่ไปส่วนมากไปจนไม่ต้องสั่งแล้ว เดินไปนั่งเขาก็รู้แล้ว เมนูซ้ำๆ ก็อย่างเช่น กะเพรา ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ แล้วก็ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เป็นคนชอบกินเนื้อ</p>



<p><strong>ไม่สั่งดิลิเวอรี</strong></p>



<p>คือผมไม่ค่อยชอบกินอาหารที่มาในถุง ยิ่งก๋วยเตี๋ยวนี่กินไม่ได้เลย ถ้ามาในถุงแกะออกมามันจะเป็นรูปถุง เส้นมันจะเป็นก้อนๆ ผมกินไม่ได้ ดังนั้นผมก็จะไม่ค่อยใช้บริการดิลิเวอรีอะไรพวกนี้ ถ้าไม่ทำกินที่บ้านก็เดินไปกินที่ร้าน ขับรถไปกินที่ร้าน แล้วผมชอบกินอาหารร้อนๆ ด้วย ไม่ชอบกินแบบชืดๆ</p>



<p><strong>แต่ก็เข้าไมโครเวฟได้</strong></p>



<p>บ้านผมไม่มีไมโครเวฟ ทีวีก็ไม่มี ผมเหมือนฤาษี (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เหมือนนักบวช</strong></p>



<p>ใช่ๆ เหมือนนักบวชที่มีภาพยนตร์เป็นศาสนา</p>



<p><strong>ย้อนไปเด็กๆ อาหารการกินในบ้านคุณเป็นยังไง</strong></p>



<p>ผมเติบโตมาในบ้านที่ไม่กินเผ็ด กินเผ็ดไม่เป็น เพิ่งจะมากินเผ็ดเป็นตอนเริ่มทำหนัง ทำโฆษณา พอออกกองถ่ายมัน อาหารมันเริ่มเผ็ดขึ้นเวลาเขาทำ ผมก็ต้องกิน หลังๆ เราก็ชอบนะ อาหารที่มันรสจัดหน่อย</p>



<p>ผมโตมากับหมูทอด ต้มฟัก อาหารไม่ตื่นเต้นเลย อาหารพื้นบ้านธรรมดาทั่วไป น้ำพริกกะปิอะไรแบบนี้ แต่สมัยนั้นมันดีนะ ยาฆ่าแมลงแทบไม่มีในยุคที่ผมเติบโตมา มันไม่ต้องระวังเท่าสมัยนี้ ริมรั้วบ้านผมจะมีต้นกระถิน ก็เด็ดกินเลย ซูเปอร์มาร์เก็ตมันยังไม่มีเลยมั้ง แต่มีตลาด</p>



<p><strong>ใครเป็นคนทำอาหารในบ้าน</strong></p>



<p>คือพ่อแม่ผมเป็นคนทำงานทั้งคู่ แม่ทำงานสถานทูต พ่อทำงานบริษัทเอกชน บ้านเราก็จะมีแม่ครัวที่ทำอาหาร<br><br><strong>โมเมนต์บนโต๊ะอาหาร กินข้าวพร้อมกันถือเป็นโมเมนต์ที่ดีไหม</strong></p>



<p>ดีนะ พ่อผมเป็นคนเจ้าระเบียบ หมายความว่าการกินข้าวก็ต้องกินด้วยกันเป็นครอบครัว เกิดคุณกินอิ่มก่อน คุณก็ยังลุกไปไม่ได้นะ คุณต้องนั่งรอจนคนอื่นกินอิ่ม มันค่อนข้างมีระเบียบมาก ไม่ได้โตมาแบบยังไงก็ได้&nbsp; คือจะมาลุกไปก่อนนี่ โห่ ไม่ได้เลยครับ เป็นบาปเลย (หัวเราะ) แล้วผมไม่เคยแหกกฎนี้ คือพ่อผมไม่ถึงกับดุนะ แต่ว่าเราก็ไม่กล้าขัดขืน เขาไม่เคยดุถึงขั้นว่าตี เราก็เคารพเขามาก ไม่กล้าจะไปขัดขืนคำสั่ง</p>



<p><strong>อาหารดีๆ แพงๆ คุณกินไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ค่อยกินอาหารแพงว่ะ กินบ้างนะ ส่วนมากเวลาไปกินอาหารแพงๆ ผมมักจะไม่ได้เป็นคนออกเงิน คือเมืองไทยอาหารแม่งอร่อยแทบทุกอย่าง ไม่รู้จะไปกินอาหารแพงๆ ทำไม มันจะมีมิชลินใช่ไหม กี่ดาวก็ว่ากันไป ผมไม่กินเลย คือถ้ากินแล้วรู้สึกว่ามันแพงมาก เราจะรู้สึกไม่ชอบชอบใจ<br><br><strong>เขาถึงบอกว่าอาหารมันสะท้อนปูมหลัง รสนิยม คุณภาพชีวิต</strong></p>



<p>ใช่ๆ ผมเป็นคนชอบกินของอร่อย ชอบกินของดี แต่ถ้าแพงไม่กิน พอมันแพง มันก็มาพร้อมกับอย่างอื่น ผมแม่งแทบจะไม่เคยใส่กางเกงขายาวเลย ผมใส่กางเกงขาสั้น ผมแต่งตัวแบบนี้ แล้วให้ผมไปกินร้านที่มันหรูๆ ดีๆ มันไม่ได้</p>



<p>ทำไมเราต้องอยากกินอะไรขนาดนั้น ต้องเคารพกฎบ้าๆ บอๆ ที่มันไม่ได้เกี่ยวชีวิตเรา มึงจะมาห้ามกูใส่ขาสั้นทำเหี้ยอะไรวะ แม่งนี่เมืองไทยร้อนจะตายห่า (หัวเราะ) มึงให้กูใส่สูทเหรอวะ ไอเหี้ย ก็ใช่ ร้านมึงไม่ร้อนไง ร้านคุณแม่งมีแอร์ไง แต่จากบ้านผมไปร้านคุณเนี่ย ผมทำไงกับไอสูทชุดนี้วะ ไอห่า มันตลกดี แต่บางทีเขาชวนไปกินก็ไปนะ ผมจะมีรุ่นพี่ที่แบบว่ารวยๆ มีเงินเยอะ บางทีนัดกินข้าวก็นัดร้านแบบนี้ แต่เขาจะเลี้ยง</p>



<p><strong>มันไม่ได้เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าใช่ไหม จะกินก็กินได้</strong></p>



<p>เกี่ยวสิ ทำไมจะไม่เกี่ยว ผมเลือกชีวิตแบบนี้ เพราะผมไม่อยากทำงานเยอะ ผมอยากทำงานน้อยๆ อยากทำเฉพาะสิ่งที่อยากทำเท่านั้น ไม่อยากต้องไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ผมทำแบบนั้นมาหลายสิบปีแล้ว ต้องไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ แล้วก็ต้องกล้ำกลืนเข้าไป ผมทำอย่างนั้นนานมาก แล้วได้เงินเยอะด้วย</p>



<p>ตอนนี้ไม่อยากทำอย่างนั้นแล้ว ทีนี้ก็มานั่งคิดว่าเงินที่มีอยู่ก็ไม่ได้มาก ถ้าเราใช้ชีวิตแบบไม่ต้องแพง ไม่ต้องหรู ใช้ชีวิตแบบสมถะแบบคนปกติทั่วไป ผมก็ไม่ต้องบ้าคลั่งหาเงินขนาดนั้น ผมเลือกชีวิตแบบนี้ ทำแต่งานที่อยากทำ<br><br>เวลามีคนมาออฟเฟอร์งานให้ทำ ถ้าดูๆ แล้วผมไม่ชอบ ไม่อยากทำ ผมสามารถปฏิเสธได้เสมอ จริงๆ แล้ว ชีวิตผมตอนนี้ปฏิเสธงานมากกว่ารับงานนะ มันเป็นความหรูหราอีกแบบหนึ่ง การทำสิ่งนี้ได้มันก็เหมือนคุณมีเงินเยอะ การที่คุณสามารถ say no กับทุกอย่างได้ถ้าตีเป็นเงิน คุณรวยมากนะ</p>



<p>ผมเคยคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เฮ่ย คนรวยนี่มันวัดกันที่ไหนวะ ทุกคนก็จะคิดว่าคนรวยมันต้องวัดกันที่เงินในธนาคาร ผมว่าอันนั้นมันก็เป็นความรวยแบบหนึ่ง แต่ความรวยมันมีหลายแบบ ผมว่าใครก็ตามที่สามารถเลือกได้ว่าตอนบ่ายกูอยากนอนหลับสักชั่วโมงหนึ่ง วันไหนก็ได้ของชีวิตนี้นะ โดยไม่ต้องแคร์อะไรเลย ผมว่าคนแบบนี้แม่งรวยมากนะ</p>



<p>คือเวลาว่างนี่แม่ง โดยเฉพาะสำหรับคนยุคนี้สมัยนี้ เวลาว่างเป็นความร่ำรวยแบบหนึ่งเลย เพราะคนส่วนมากจะบ่นว่าไม่มีเวลา พอผมเลือกชีวิตแบบนี้ ผมก็ต้องเป็นคนไม่สุรุ่ยสุร่าย มันก็กลับมาที่คำถามไม่เลือกกินอะไรแพงๆ เกี่ยวกับเงินไหม เกี่ยวแน่นอน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187552" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/07.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>อาหารที่เสิร์ฟมาเป็นคอร์ส ก่อนกินต้องฟังสตอรี่ยืดยาว โดยนิสัยคุณชอบไหม</strong></p>



<p>ไม่ชอบ พิธีกรรมบ้าๆ บอๆ แล้วที่มึงมาเล่าให้กูฟัง มึงก็ท่องมาหรือเปล่าวะ บางร้านมีคนบอกอร่อยมากพี่ พี่ต้องไปกิน อร่อยยังไงแม่งก็ตลกอะ ผมไปกินอาหารไทยแล้วจ่ายหัวหนึ่งเป็นหมื่น กินแล้วไงวะ ต้องไม่ขี้ไป 3 วัน 4 วันงี้เหรอ ต้องอั้นขี้ไว้เหรอ</p>



<p><strong>ตอนไปเมืองนอก เช่นว่าไปฉายหนังตามเทศกาล คุณกินอาหารไทยบ้างไหม</strong></p>



<p>ไม่ค่อยได้กินอาหารไทยเลย เวลาไปต่างประเทศกินอาหารฝรั่งตลอด อ๋อ เคยครั้งเดียว กินส้มตำกับอาหารอีสานที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เคยแค่ครั้งเดียว ส่วนมากถ้าไปเทศกาลหนัง เขาก็จะพาไปกิน</p>



<p>แล้วถ้าวันไหนผมต้องอยู่คนเดียว ไม่มีใครพาไปกิน ง่ายสุดคือกินราเม็ง (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ทุกประเทศมีราเม็งหมดแล้ว คุณไปประเทศอะไรแม่งมีราเม็งหมดแล้ว อร่อยหมดเลยด้วย ไม่ต้องไปญี่ปุ่นแล้วก็ได้ ผมเพิ่งไปซิดนีย์มา เอาหนังไปฉาย ร้านราเม็งเต็มไปหมดเลย เยอะกว่าเซเว่นอีก อยู่ๆ คนก็กินราเม็งกัน แล้วมันนั่งคนเดียวได้ มีเคาน์เตอร์ให้นั่ง ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร</p>



<p><strong>ส้มตำที่ว่ารสชาติถูกปากไหม บางคนบอกอาหารไทยที่ต่างประเทศรสชาติไม่เหมือนที่ไทย</strong></p>



<p>เฮ่ย อร่อยแต่นี่นานแล้วนะ เป็นสิบปีแล้ว พี่คนนั้นเขาเจ๋งมากเลย ตลกดี ตอนนั้นผมเอามนต์รักทรานซิสเตอร์ไปฉาย แล้ววันนั้นมันว่าง ผมยืนอยู่กับแฟนรอข้ามถนนกันอยู่ แล้วแฟนผมบอกอยากกินราดหน้า ทำไมเราอยากกินราดหน้าที่สวีเดนวะ ระหว่างที่กำลังรอไฟแดง มันมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเรา แม่งคนไทยแน่เลย พี่คนนี้ดูทรงคนไทยแน่ๆ</p>



<p>เราก็ไปถามเขา พี่ครับ คนไทยปะฮะ ไอ้เหี้ย แม่งคนไทยจริงๆ ด้วย (หัวเราะ) เราบอกเขาว่าผมอยากกินราดหน้า ในสตอกโฮล์มมันมีราดหน้าปะ มีร้านอาหารไทยไหม เขาบอกมากินร้านพี่เลย แม่งเขาเป็นเจ้าของร้านอาหารอีสาน ก็เลยไปกินอาหารอีสานกัน อร่อยนะ</p>



<p>กินๆ ไปเขาก็ถามว่าน้องมาทำอะไร อ๋อ ผมเอาหนังมาฉาย ห้ะ หนังอะไร หนังไทยครับ หนังไทยเลยเหรอ ฉายที่ไหนเนี่ย เดี๋ยวคืนพรุ่งนี้ฉาย อุ๊ยอยากไปดู คนไทยเต็มร้านเลย ผมก็เลยเอาตั๋วไปให้เขา 20 ใบ เขามาดูหนังผมกันสนุกสนาน</p>



<p>กลับมาตอบคำถาม ผมว่ารสชาติจะเป็นยังไงมันอยู่ที่เมืองด้วย สมมติคุณไป LA ผมรับรองรสชาติแม่งเหมือนที่ไทยเลย เพราะคอมมิวนิตีคนไทยแม่งใหญ่มาก มันจะมีตลาดรังสิต มันเขียนไว้เลยว่าตลาดรังสิต มีร้านอาหารไทยเต็มเลย</p>



<p>หรืออย่างซิดนีย์ก็มีอาหารไทยขายเยอะ คนไทยอยู่เยอะมาก ถ้าอย่างนี้รสชาติมันจะเหมือนนะ แล้วเดี๋ยวนี้มันยิ่งง่ายเลย เมื่อก่อนคนเปิดร้านอาหารไทยที่ต่างประเทศ ต้องรอวัตถุดิบจากไทย ต้องกลับมาไทยแล้วขนไป หรือไม่ก็ฝากเพื่อนขนมาให้</p>



<p>เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง แม่ง Freeze dry มาทุกอย่าง ส่งข้ามคืนรุ่งขึ้นได้เลย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหน ถ้าคุณไปประเทศที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอาหารไทย มันก็อาจจะยากหน่อย อย่างปารีสนี่ผมเชื่อว่าต้องมีร้านอาหารไทยอร่อยๆ มีแน่ๆ หรือลอนดอนมีแน่ๆ</p>



<p><strong>ยุคหนึ่งคนเถียงกันเรื่องอาหารไทยแท้ คุณว่าแท้ไม่แท้อะไรเป็นตัวแบ่ง</strong></p>



<p>ผมไม่มีความรู้ตรงนี้วะ ในชีวิตผม วันๆ ผมกินอาหารไทยน้อยมากนะเดี๋ยวนี้ ผมชอบกินอาหารญี่ปุ่นมากกว่า เวลาไม่รู้จะกินอะไร เวลาไม่มีไอเดียว่าจะกินอะไร ผมก็ไปแต่ร้านญี่ปุ่น หรืออย่างพิซซานี่กินบ่อยมาก เพราะหลานชอบกิน ต้องพามันไปกิน</p>



<p>อาหารไทยถ้าจะได้กินคือแม่ของแฟนผมทำ เขาทำอาหารเก่งมาก ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็จะได้กินฝีมือเขา อาหารไทยแท้หรือไม่แท้ ผมไม่แคร์ เราชอบกินของอร่อย ขอแค่อร่อยผมกินได้หมด แต่กะเพรานี่แม่งอาหารไทยเปล่าวะ<br><br><strong>พริกก็ไม่ใช่ของไทยแล้ว</strong></p>



<p>หรือไข่ดาวก็ดูไม่ใช่ของไทย แต่ถ้าเป็นอาหารไทยแท้ ผมเดาว่ามันอาจจะเป็นอาหารชาววัง แต่โอเคมันคงมีอิทธิพลมาจากที่อื่นด้วย ข้าวแช่นี่มันดูเหมือนอาหารไทยมากนะ แต่ผมดูๆ ไปก็รู้สึกว่ามันดูมีอิทธิพลจากชาติอื่นยังไงก็ไม่รู้ แต่เขาก็เคลมว่าข้าวแช่คืออาหารชาววัง</p>



<p>มันมีฝรั่งคนหนึ่งน่าสนใจ เขาชื่อเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) เป็นคนออสเตรเลีย เปิดร้านอาหารชื่อ น้ำ (Nahm) อยู่ที่โรงแรมแถวๆ สาธร (โรงแรม COMO Metropolitan Bangkok) ที่หลายคนไม่ค่อยรู้คือเขาเป็น Expert เรื่องอาหารไทย คนยกย่องเขาว่าเป็นคนทำอาหารไทยแบบ Authentic แต่เป็นฝรั่ง</p>



<p>เดวิด ทอมป์สัน เขาสะสมหนังสืองานศพของพวกตระกูลเก่าแก่ เจ้า หรือเชื้อพระวงศ์ พวกผู้ดีเก่า สมมติคุณตาคุณยายตาย ในหนังสืองานศพเขาชอบบันทึกสูตรอาหารไว้ มันเป็นสิ่งที่เขาทำกัน เดวิด ทอมป์สัน สะสมของพวกนี้ แล้วเขาก็ทำอาหารตามสูตรทุกอย่างแบบเป๊ะๆ โดยที่เขาเคลมว่านี่มันคืออาหารไทยแท้จริงๆ ที่ยังไม่โดนบิดพลิ้ว</p>



<p><strong>เพื่อให้เห็นภาพ อร่อยของคุณมันต้องรสชาติเป็นแบบไหน</strong></p>



<p>ไม่รู้เลยว่ะ บางร้านแม่งทำเผ็ดฉิบหาย กินแทบไม่ได้ แต่แม่งอร่อย คือกินไปก็ทรมานไปนะ แต่มันอร่อยอะ ผมไม่มีคำนิยามเลย มันต้องกินแล้วจะรู้เองว่า โห อันนี้อร่อย รสชาติใช้ได้ มันมีหลายร้านที่เขาชื่นชมแซ่ซ้องกันเลยนะว่าอร่อยฉิบหายเลย รีวิว 5 ดาว ผมไปกินแล้วไม่ชอบก็มีนะ ไม่อยากพูดชื่อร้าน แต่มันอาจจะถูกปากคนอื่นอีก 10,000 คนไง แค่มันไม่ถูกปากเรา<br><br><strong>ทำไมคนยุคนี้ชอบให้คนอื่นมาบอกว่าลองกินอันนี้สิ อันนั้นสิ</strong></p>



<p>อ้าว (หัวเราะ) ยุคนี้มีมือถือไง มันเช็กได้ มันทำให้เรารู้สึกอยากกิน มันมีรีวิว แต่ผมเป็นพวกไม่ดูอะไรพวกนี้ ไม่ค่อยเช็กรีวิว อยากไปกินผมก็ไปกิน แล้วถ้าไม่อร่อย ก็ถือว่าผมซวยไป แต่ถ้าอร่อยผมก็ เย้ นั่นแหละ สมัยนี้เขาเช็กรีวิวก่อน แต่เราก็ไม่ชัวร์อีกนะว่ารีวิวพวกนี้มันก็เพื่อนมึงเปล่าวะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187553" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/08.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>บางร้านชีวิตพลิกเพราะรีวิวเลย ขยับขยายสาขา มันมีอิทธิพลขนาดนั้น</strong></p>



<p>อ๋อใช่ๆ มันดีนะ ก็นี่ไง Gelato ของพี่กฤษณ์ ผมยังไม่เคยกินนะ เคยผ่านไปหนหนึ่ง แถวยาวฉิบหายเลย แต่เขาบอกมันแพงมาก ทุกคนก็ด่ากันว่าแพง มึงไปด่าเขาแพงเนี่ย มึงรู้ว่าเขาใช้อะไรทำบ้าง เขาอาจใช้ของแพงก็ได้ใช่ไหมล่ะ แพงก็อย่าไปกิน นี่มึงไปด่าเขา</p>



<p>เหมือนยุคหนึ่งที่ผมทำหนังออกมาแล้วโดนด่าเยอะๆ แต่ไม่ได้โดนด่าว่าหนังห่วย ส่วนมากจะโดนด่าแบบประเด็นอะไรที่มันแรงๆ คนแม่งก็ไปดูฉิบหายเลยนะ ผมว่ามันก็คล้ายๆ กัน ยิ่งด่ามึงยิ่งโปรโมตให้เขา</p>



<p><strong>วัยนี้ คุณแคร์เรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพแค่ไหน</strong></p>



<p>แคร์นะ แต่ผมไม่ได้เข้มงวดกับการกินขนาดนั้น รู้ตัวว่าอายุขนาดนี้ไม่สามารถกินแบบที่เราเคยกินตอนอายุ 30 ได้ มันกินน้อยลงไปเอง อย่างเดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีนัดกับเพื่อน ถ้าอยู่บ้าน บางทีข้าวเย็นผมแทบไม่กินเลย บางวันกินถั่วกับไวน์ 2 แก้ว มื้อเช้ากับมื้อเที่ยงผมกินเยอะเลย เย็นไม่ค่อยกิน อายุขนาดนี้ความเป็นห่วงสุขภาพมันจะตามมาเอง<br><br><strong>ไม่ถึงขั้นกินผักต้มจิ้มน้ำพริก</strong></p>



<p>ไม่ขนาดนั้น ผมไม่ได้มีกฎเกณฑ์ในการกินเท่าไหร่ แต่บังเอิญว่าโดยส่วนตัวของที่ชอบกินมักจะเป็นของที่ค่อนข้างโอเค อย่าง Junk Food ผมไม่กิน ไม่ใช่เพราะสุขภาพนะ ของหวานผมก็ไม่กิน เค้กอะไรแบบนี้ ไม่กิน ไม่ชอบ แต่ไม่ถึงขั้นว่ากูจะไม่กินไอนี่ ต้องไม่กินไอนั่น ที่เขาทำ IF อะไรกันผมก็ไม่เคยทำ</p>



<p>ผมว่าตัวเราเป็นหมอที่ดีที่สุดของตัวเอง เราใช้วิธีสังเกตตัวเอง อย่างวันนี้รู้สึกไม่ค่อยดี รู้สึกว่าจะป่วยยังไงไม่รู้ เพราะเมื่อคืนแม่งหนัก แล้วมันไม่ได้หนักงี้มานานแล้วไง เนี่ยเดี๋ยววันนี้รู้สึกจะเป็นไข้ละ เย็นๆ นี้เป็นแน่เลย งั้นเดี๋ยวเย็นนี้กูต้องกินข้าวต้มละ วันนี้ต้องงดแอลกอฮอล์ แล้วก็นอนหัวค่ำ ผมจะสังเกตตัวเองเอา แล้วก็ออกกำลัง</p>



<p><strong>ไม่รู้คุณเห็นหรือยัง</strong> <strong>‘ครัวสาว’ เป็น 1 ใน 8 หนังไทยที่มีลุ้นเป็นตัวแทนส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ</strong></p>



<p>ยังไม่เห็น ไม่รู้&nbsp;</p>



<p><strong>เข้าชิงบ่อยๆ ยังรู้สึกอะไรไหม แอบลุ้นให้เป็นหนังตัวเองไหม</strong></p>



<p>มันไม่ได้มีผลอะไรกับผมหรอกครับ หนังผมจะได้เป็นตัวแทนหรือไม่ได้เป็นตัวแทนส่งไปออสการ์ ผมก็ทำเรื่องต่อไปอยู่ดี ถึงยังไงผมก็ทำหนังด้วยวิธีของผมอยู่ดี มันก็หาเงินมาทำยากอยู่ดี หนังเราเคยเป็นตัวแทนส่งไปออสการ์ตั้งไม่รู้กี่เรื่องแล้ว มันไม่เห็นเปลี่ยนชีวิตผมให้ดีขึ้นหรือแย่ลง ผมก็ยังทำหนังของผมเหมือนเดิม</p>



<p>ผมว่าถ้าจะดี มันคงดีกับคนที่ร่วมงานกับผมในหนังมากกว่า สิ่งนี้มันไปส่งผลที่ดีกับอาชีพ เช่น นักแสดง ถ้าหนังที่เขาเล่นได้เป็นตัวแทนไปออสการ์ นักแสดงเขาก็เหมือนมีเครดิตสูงขึ้น เวลาหนังได้รับรางวัลอะไร ผมลุ้นให้นักแสดงได้รับรางวัล ผมจะมีความสุขมากเวลานักแสดงได้รับรางวัล เพราะว่ามันดีกับเขา เขาต้องการสิ่งนี้ มันเหมือนเป็นใบเบิกทาง เพราะนักแสดงที่ผมเลือกมาเล่นหนัง ส่วนมากเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เขาไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ รางวัลมันดีกับเขา</p>



<p>เวลาทำหนังแล้วนักแสดงได้รางวัลบ่อยๆ มันดีตรงที่ว่าพอจะทำเรื่องต่อไป ผมอยากได้นักแสดงคนไหน โทรไปส่วนมากเขาจะอยากมาเล่นให้ ถึงแม้เราจะมีเงินให้เขาแค่ เศษ 1 ส่วน 5 ของที่เขาเคยได้ คือรางวัลมันคงเป็นการบอกว่าคนกลุ่มหนึ่งเขา appreciate กับสิ่งที่เราทำ ซึ่งก็ไม่มีอะไรแย่ ไม่มีอะไรเสียหาย</p>



<p><strong>ถ้าการที่หนังถูกส่งไปชิงออสการ์คือใบเบิกทางให้นักแสดงได้รับการยอมรับ แล้วผู้กำกับล่ะ</strong> <strong>อะไรทำให้ผู้กำกับคนหนึ่งได้รับการยอมรับ</strong></p>



<p>ไม่รู้ว่ะ ผมว่าคนที่ทำงานสร้างสรรค์ จะเป็นผู้กำกับหนัง จะเป็นช่างภาพ จะเป็นนักแสดง ผมว่าสิ่งที่พิสูจน์ว่าคนคนนั้นเป็นของจริงหรือไม่ใช่ของจริง มันไม่ได้วัดที่รางวัลนะ มันวัดกันที่ความยาวนานในการทำอาชีพมั้ง</p>



<p><strong>ยืนระยะ</strong></p>



<p>ใช่ เขาเรียกยืนระยะใช่ไหม ถ้าคุณสามารถยืนระยะได้ ผมว่าอันนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่เราทำกันอยู่แม่งยากมาก การทำหนังเป็นกิจกรรมที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติเลยวะ (หัวเราะ) ไม่ว่าคุณจะคิดมาดียังไง มันก็ไม่เคยเป็นไปตามแผน มันไม่เคยได้อย่างใจสักอย่าง เพราะฉะนั้นวิธีเดียวที่คุณสามารถพัฒนาฝีมือตัวเอง คือต้องทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ถึงที่สุดคุณต้องยืนระยะให้ได้</p>



<p>สมมติผู้กำกับทำหนังไปถึงเรื่องที่ 4 ที่ 5 คุณอาจจะเริ่มรู้สึกว่ากูพอจะทำเป็นแล้ววะ อาจจะยังไม่เก่ง แต่มันอาศัยการทำหนัง 4 &#8211; 5 เรื่อง กว่าคุณจะรู้สึกว่า อ๋อ ถ้ากูคิดแบบนี้แล้วอยากทำให้ได้อย่างที่คิดมันต้องทำแบบนี้วะ เรื่องแรกเรื่องสองเรื่องสามมันยังทำไม่ได้ Know how กับประสบการณ์มันไม่พอ</p>



<p>เพราะฉะนั้น เวลาคนตั้งใจทำหนังแทบตายแล้วมันออกมาห่วย ผมไม่เคยไปรู้สึกแย่กับเขา หรือไปซ้ำเติมอะไรเขา เพราะการทำการหนังมันยาก ทุกคนพร้อมจะล้มตลอดเวลา ทุกคนพร้อมจะเฟล การทำหนัง 1 เรื่อง โอกาสเฟลมันมากกว่าโอกาสที่มันจะสำเร็จ ถ้าตอบคำถามก็คือ การได้รับการยอมรับคือคุณได้ทำเรื่องต่อไป ถ้าคุณไม่ได้รับการยอมรับ คุณจะจบลงแค่เรื่องนี้<br><br>ไม่มีใครให้เงินคุณทำ ไม่มีนายทุนให้เงินทุน ส่งไปชิงกองทุนที่ไหนก็ไม่มีใครให้ ฉายไปก็ไม่มีคนดู นั่นคือจบ อาชีพผู้กำกับหนัง คุณจะได้ทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไร มันไม่ได้ถูกกำหนดโดยคุณนะ คุณอาจจะมีไอเดียได้ คุณอาจจะสร้างความฝันขึ้นมาได้ แต่ว่าการที่มันจะถูกทำหรือไม่ถูกทำมันขึ้นอยู่กับคนอื่น ซึ่งมันก็แฟร์ มันก็เลยทำให้เราต้องตั้งใจทำงานมากๆ</p>



<p><br><strong>หลังๆ มานี้ คนเบื้องหลังถูกมองเห็นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่คนเบื้องหลังบอกว่าช่วยจ่ายค่าตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อกว่านี้ได้ไหม ในฐานะคนทำหนังทุนไม่สูง คุณมองเรื่องนี้ยังไง</strong></p>



<p>ผมแม่งไม่สามารถพูดอะไรได้เลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะกองถ่ายผมค่าตอบแทนต่ำมาก คนที่ทำงานกับผม เขาทำเพราะเขาสนุก อยากทำ ชอบทำหนังด้วยกัน แต่ให้เขาไปดาวน์รถคันใหม่จากหนังผมคงไม่ได้ คือเราจะบอกกันเสมอว่าเวลาหนังได้ไฟเขียว ได้ทำปั๊บ เราจะบอกทุกคนว่าอย่าไปดาวน์รถนะ อย่าไปซื้อบ้านนะ มันไม่ขนาดนั้น</p>



<p>นักแสดงที่ผมเลือกมาเล่นหนัง โอกาสที่จะเป็นซูเปอร์สตาร์น้อยมาก เพราะว่าเราไม่สามารถจ่ายค่าตัวเขาไหว ถ้าจะพูดเรื่องค่าตอบแทน ผมว่าอย่างนี้ เราไม่ใช่ฮอลลีวูด มาตรฐานในการตอบแทนไม่มีทางเป็นแบบนั้น แต่ผมคิดว่าทุกคนในกองถ่ายควรจะถูกทรีตแบบแฟร์ หมายความว่าเขาต้องถูกทรีตแบบมีศักดิ์ศรี</p>



<p>ถ้าผมมาทำงานในกองถ่าย ผมเป็นใครก็ได้ สมมติผมเป็นคนหาพร็อป ต่อให้ผมได้เงินน้อย แต่ถ้าผมมีความรู้สึกว่า เฮ้ย โปรดิวเซอร์แม่งแคร์ผม ดูแลผมอย่างดี ในเมื่อทุกคนได้เงินน้อย งั้นเรามารีบถ่ายให้จบภายในเวลาด้วยการวางแผนที่ดี อย่าไปมั่ว เตรียมงานให้ดี ถ่ายให้เนี๊ยบ หลังจากนั้นทุกคนจะได้ไปหาเงินหาทอง</p>



<p>กองผมทุกคนจะได้รับการทรีตแบบดีมาก กับข้าวกองผมอร่อยแน่ๆ อันนั้นผมใช้เงินส่วนตัวจ่าย กาแฟทั้งกอง 3 เดือนผมออกเอง เพราะผมชอบกินกาแฟ เพราะงั้นทุกคนก็จะได้กินกาแฟที่อร่อย อาหารต้องอร่อย อาจจะไม่ได้มี 5 อย่างบนโต๊ะ อาจจะมีแค่ 3 อย่าง แต่มันเหมือนทำหนังอะ เราก็จะเลือกคนทำอาหารที่ทำด้วยใจ ตั้งใจทำให้ทุกคนกิน</p>



<p>ต้นทุนมันไม่เท่ากัน หนังของผมทุกอย่างมันจะอันเดอร์บัดเจ็ตนิดๆ เสมอ แต่ถ้าคุณไปทำกับแพลตฟอร์ม อิสรภาพในการที่คุณจะทำตามใจตัวเองมันก็น้อยลง คุณต้องฟังเขาเพราะเขาจ่ายเงินให้คุณ เขาสั่งให้คุณตัดต่อแบบนี้ คุณก็ต้องแก้ให้เขา</p>



<p>แต่พอมาทำแบบกองแบบผม ทุกคนสามารถออกความเห็นได้ แล้วกองเราก็ทำหนังกันเหมือนนักเรียนมาก ทำมาจะ 30 ปีแล้วก็ยังรู้สึกว่าทำหนังนักเรียนอยู่ พอมันเป็นแบบนี้ ค่าตอบแทนมันก็อาจจะน้อยหน่อย แต่คุณได้ทำสิ่งที่ใจปรารถนา ไม่ต้องฟังคนมาก</p>



<p><strong>ตอนทำหนังคุณมีเผลอรู้สึกบ้างไหมว่าต้องการพิสูจน์ตัวเองอะไรบางอย่าง</strong></p>



<p>ถ้ามัวแต่คิดว่าต้องมาพิสูจน์อะไรกับใคร ผมคงไม่ต้องทำห่าอะไรแล้วละ เพราะถ้าผมยังต้องพิสูจน์อะไรอยู่ ทำหนังเรื่องนี้คงไม่มีใครมานั่งสัมภาษณ์แบบนี้ คุณต้องรู้จักผมแล้ว เมื่อคืนผมเพิ่งคุยกับป๋าเต็ด ป๋าเต็ดบอกว่าเขาแม่งเป็นคนแบบ Forrest Gump คือเขาไม่ตั้งคำถามอะไร อยากทำอะไรก็ทำไปเลย ดีชั่วเขาก็ทำ แต่ผมไม่เคยดู Forrest Gump ผมก็เลยไม่รู้ว่า Forrest Gump มันเป็นยังไง</p>



<p>พอป๋าเต็ดบอกแบบนั้น ผมว่าผมคงคล้ายๆ Forrest Gump ผมไม่ค่อยคิดอะไรมากไปกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การพิสูจน์ตัวเองมันต้องมองไปตรงนู้น (ชี้นิ้วไปที่ไกลๆ) ไปตรงที่มีคนยืนรอตบมือให้เรา หรือจะกระทืบเราอยู่ ตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่น เรียนจบ จนเริ่มทำงาน ผมไม่เคยมองเกินไอกระดาษสี่เหลี่ยมตรงนี้เลย ผมอยากทำตรงนี้ให้แม่งดีมากๆ แล้วผมไม่เห็นอย่างอื่น</p>



<p>ผมไปเรียนเมืองนอก พอเรียนจบงานแรกที่ผมทำคือไปทำบริษัทออกแบบกราฟิกที่นิวยอร์ก โห เท่มากเลยอะ ออฟฟิศมีแค่ 6 คน แล้วผมถูกจ้างเข้าไป ครูเป็นคนพาเข้าไป ผมทิ้งขยะกับซื้อกาแฟให้คนอื่นกินอยู่ 1 ปี ไม่ได้แตะงานดีไซน์เลย ผมเป็นเบ๊อะ ต้องไปถึงออฟฟิศก่อนทุกคนเพื่อไปเปิดออฟฟิศ เปิดแอร์ เปิดทุกอย่าง ต้องเอาขยะไปทิ้ง เอาถุงขยะใหม่มาใส่</p>



<p>พอทุกคนเริ่มเข้ามาออฟฟิศ ผมก็มีหน้าที่ไปซื้อกาแฟให้ทุกคนกิน ที่ออฟฟิศไม่มีเครื่องทำกาแฟ ผมก็ต้องวิ่งลงไปร้านจีน ใกล้ๆ วิ่งไปซื้อ ผมก็จะรู้หมดว่าทีมกินกาแฟแบบใส่น้ำตาล 2 ช้อน คนนี้ไม่ใส่น้ำตาล คนนี้ไม่ใส่นม กินกาแฟดำ 6 คน 7 คน ผมจะรู้หมดทุกใครกินอะไร แล้วผมซื้อได้ถูกใจทุกคน การทิ้งขยะของผม ถุงขยะผมจะเนี้ยบมากเลยเวลาเอาไปวางข้างนอก รอรถขยะมาเก็บ ถุงขยะของผมนี่วางไว้อย่างเนี้ยบ</p>



<p>หน้าที่ผมมีแค่นี้ วันๆ ก็ทำความสะอาดออฟฟิศ รับโทรศัพท์ แต่ผมก็ไม่เคยมองเกินตรงนี้ ผมไม่เคยคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งกูจะต้องไปก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้า ผมไม่คิด พอผมอยู่มานานพอ ผมก็ถูกย้ายไปทำอีกตำแหน่งหนึ่ง วันหนึ่ง มีดีไซน์เนอร์คนหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่ผม เขาออกไป ผมก็ขึ้นมาแทนเขา เพิ่งได้เริ่มออกแบบ ถึงเวลาเดี๋ยวมันมาเอง</p>



<p>กลับไปตอบคำถามว่ารู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรไหม มันคงมีอะ แต่ผมไม่ค่อยมีเวลาไปคิดตรงนั้นอย่างที่บอกว่าทำหนังเนี่ย มันยาก เพราะฉะนั้น พอได้ทำแล้ว มันไม่มีวันได้โงหัวออกไปจากการทำหนังได้ ตอนทำ Pre-Production มันจะมีคำถามร้อยคำถามทุกวัน ทรงผมอันนี้พี่จะเอายังไง ต้นไม้จะให้ตัดไหม พี่เลือกให้หน่อยรถเอาสีอะไร</p>



<p>คือคุณไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่น พอเปิดกล้อง ออกกองถ่ายปั๊บ คราวนี้ยิ่งไม่มีเวลาโงหัวเลย มันยาวไปจนรู้ตัวอีกทีเนี่ยหนังเข้าโรงละ แล้วก็ลุ้นเอาว่า ไอ้เหี้ย แม่ง เอาวะ กูหวังว่าคนที่มันควรจะชอบ ขอให้มันชอบเถอะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187554" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/07/09.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>วันนี้ วัยนี้ คุณยังสนุกกับการทำหนังอยู่ไหม</strong></p>



<p>สนุกเท่า Day 1 ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว มีความสุขมากเวลาได้ทำ แต่ความกระตือรือร้นมันลดน้อยลงเยอะนะ มันไม่เท่ากับเมื่อตอนทำหนัง 2 &#8211; 3 เรื่องแรก ตอนนั้นความกระตือรือร้นมันมหาศาลมาก ตอนนี้ความกระตือรือร้นมันน้อย ถ้าเรื่องนี้ยังหาเงินไม่ได้ ยังไม่ได้ทำ ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปทำงานศิลปะก่อนอันนี้ค่อยว่ากัน แต่ว่าความสุขในการได้ทำ เมื่อได้ทำเหมือนกลับไปเป็นเด็กเลย คือเท่ากับ Day 1 เลย ตื่นเต้น นอนไม่หลับตลอด 4 เดือน ถ่ายหนังทุกเรื่องก็ยังน้ำหนักลด 3 &#8211; 4 กิโลทุกเรื่อง<br><br><strong>เอาเข้าจริง คุณกังวลไหมที่ตัวเองมีความกระตือรือร้นในการทำหนังน้อยลง</strong></p>



<p>ช่วยไม่ได้ เรากำหนดมันไม่ได้ มันมากับอายุ มากับวิถีชีวิต เพราะว่าตอนเราเป็นเด็กกว่านี้ เป็นหนุ่มกว่านี้ ชีวิตเราไม่มีอะไร มีแต่หนัง เราทำแต่หนัง ดูแต่หนัง อ่านหนังสือหนัง หายใจเข้าออกก็มีแต่สิ่งนี้ ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วไง&nbsp; ตอนนี้ผมมีลูกสาวเป็นหมาลาบราดอร์ ผมก็มีความสุขกับมัน ผมอยู่ที่บ้านเชียงใหม่ ผมก็ขี้เกียจไปวันๆ ชีวิตมันเปลี่ยน พอชีวิตเปลี่ยนมันก็มีผลกับความกระตือรือร้นของเรา พูดง่ายๆ คือมันมีอย่างอื่นเข้ามาในชีวิตเยอะขึ้น ที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับหนัง มันแย่งเอาความกระตือรือร้นนั้นไป<br><br><strong>แต่ไม่ถึงขั้นเลิกทำใช่ไหม</strong></p>



<p>ไม่ มันเสพติดไปแล้ว มันเหมือนมันติดเชื้อไปแล้ว เหมือนเชื้อโรค ผมติดเชื้อ Cinema Virus ติดไปแล้วมันไม่หาย แต่โอกาสมันน้อยลง พออายุมากขึ้นโอกาสก็น้อยลง เราก็ต้องจัดการกับตัวเอง จะไปพลุ่งพล่านมากมันก็เป็นทุกข์เปล่าๆ</p>



<p><strong>มีคนบอกว่างานทำให้ชีวิตมีความหมาย คุณว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม</strong></p>



<p>เราว่าจริง สังเกตดีๆ คนว่างงานแม่งจะแก่เร็ว ผม 64 เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนแม่งแก่สัสเลย เพราะมันเกษียณไว มันเลิกทำงานมาตั้งแต่อายุ 50 แล้วมันก็อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย</p>



<p>คือทำงานไม่ได้แปลว่าต้องทำงานแลกเงินเสมอไปนะ หมายความว่าคนเราต้องมีสิ่งให้ตื่นมาทำ ตัดต้นไม้ ทำสวนทั้งวันมันก็คืองาน</p>



<p>แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีกหน่อยมันควรเป็นงานที่มีความกดดัน เช่น ทำหนัง คือเราไปเอาเงินชาวบ้านเป็นล้านๆ มาทำหนัง คุณก็ต้องมีความรับผิด มีความกดดัน ไอความกดดันระดับหนึ่งมันดีเหมือนกัน มันช่วยให้ชีวิตเราไม่ง่ายไป มีความกดดันหน่อยมันเหมือนกินพริก เผ็ดนิดๆ</p>



<p><strong>ชีวิตง่ายมันไม่ดีหรือ</strong></p>



<p>เราว่าไม่ดี แต่มันไม่มีชีวิตใครที่ง่ายหรอก คนที่คุณนึกว่าคนนี้แม่งรวยมากแล้วจะมีชีวิตที่ง่าย มันก็ไม่จริงหรอก ชีวิตแต่ละแบบมันมีแรงกดดัน แรงเสียดทานอยู่เสมอ ชีวิตควรมีแรงกดดันบ้างแต่ต้องในระดับที่พอควร มันให้อะไรเราเยอะ<br><br><strong>แรงกดดันทำให้เรามีความรับผิดชอบ และคนเป็นผู้ใหญ่ต้องมีความรับผิดชอบ ด้วยนิยามแบบนี้ คุณว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ได้ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่เคยเป็นผู้ใหญ่ ถามคนรอบๆ ตัวผมได้ ความรับผิดชอบผมต่ำมาก ผมทำทุกอย่างเอาสนุกเอามันอย่างเดียว ทำหนังมาตั้งกี่เรื่องก็หาเงินไม่เป็น เป็นแต่ใช้ เขาหามาเท่าไหร่ก็ใช้หมด ผมไม่เคยเป็นผู้ใหญ่เลย ผมไม่เคยเติบโตไปทางนั้น ผมว่าผมเป็นเด็กมาเรื่อยๆ มันแค่แก่ลงแค่นั้นเอง</p>



<p><strong>แล้วอะไรคือตัวแบ่งว่าคนคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว</strong></p>



<p>ผมว่าถึงที่สุดแล้ว ความเป็นผู้ใหญ่มันไม่ใช่เรื่องอายุ มันคือความเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ ผมมีสิ่งเหล่านี้ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอายุ แม้อาชีพจะเปลี่ยน แต่สิ่งที่การทำหนังและโฆษณามันเรียกร้องเหมือนกันคือมึงต้องเป็นคนครีเอทิฟ มันไม่เคยเรียกร้องว่ามึงต้องเป็นคนครีเอทิฟด้วยแล้วมึงต้องเป็นผู้ใหญ่ด้วย</p>



<p>เหมือนกับว่าถ้าพี่เขาไม่เหี้ยมากก็พอรับได้ (หัวเราะ) ความไม่เป็นผู้ใหญ่ของผมมันอยู่ในดีกรีที่ไม่ได้ไปขว้างปาของใส่หัวชาวบ้าน คนที่ทำงานด้วยก็รับได้ หรือแม้แต่คนรอบๆ ตัว ครอบครัวก็พอจะรับได้</p>



<p><strong>ในแง่ความสัมพันธ์ล่ะ เพราะเราจะได้ยินคำว่าความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ หรือควรทรีตกันแบบผู้ใหญ่</strong></p>



<p>เข้าใจกันมั้ง เพราะถ้าเป็นเด็กมันจะทะเลาะกันตลอดเวลา สมมติกับแฟนก็อาจจะตีกันทะเลาะกัน แต่ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าความเป็นผู้ใหญ่ได้รึเปล่า</p>



<p><strong>สำหรับคุณ ผู้ใหญ่ที่น่ารักเป็นแบบไหน</strong></p>



<p>ผู้ใหญ่ที่มีอารมณ์ขัน ผมชอบคนมีอารมณ์ขัน คนมีอารมณ์ขันส่วนมากฉลาด มีความคิด อารมณ์ขันมันเป็นผลลัพธ์ของความคิดที่ค่อนข้างซับซ้อน สมมติคุณไปดูเดี่ยวไมโครโฟนของอุดม (แต้พาณิชย์) สิ่งที่เขาเอาออกมาพูด จริงๆ มันเป็นสิ่งที่คุณเห็นทุกวัน แต่คุณไม่เคยคิด&nbsp;</p>



<p>พออุดมเอามาเล่าแม่งตลกว่ะ หัวเราะกันขี้แทบแตก มันเป็นความฉลาดนะ เขาสามารถพลิกมุมให้มันตลกได้ ทั้งที่บางเรื่องถ้าเจอเองแม่งไม่ขำนะ ผมเลยถือว่าคนมีอารมณ์ขันแม่งฉลาด คนมีอารมณ์ขันน่าอิจฉานะ<br><br><strong>กำลังบอกว่าตัวเองไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน</strong></p>



<p>ผมมีประมาณหนึ่ง มีให้พอใช้ชีวิตในประเทศนี้แล้วไม่ Suffer (หัวเราะ) คนอยู่ประเทศนี้แม่งต้องมีอารมณ์ขันมากนะ เพราะไม่รู้ว่าไอ้เหี้ยแม่ง ตกลงแล้วบอลโลกจะได้ดูเปล่าวะปีนี้ แล้วได้ดูทีแม่ง 6,000 บาท ถ้าไม่ขำทำไงล่ะ จะไปเรียกร้องกับใคร ขับรถไปอยู่ๆ มีอะไรหล่นใส่หัวที่พระราม 2<br><br><strong>คุณชอบอะไรในชีวิตตัวเองตอนนี้ที่สุด</strong></p>



<p>ผมชอบที่ที่ผมอยู่ ผมชอบอยู่เชียงใหม่ มีความสุข รักหมาลาบราดอร์ ชื่อเปเป้ เป็นหมาที่โตในกองถ่าย รู้ว่าสเลตตีแล้วต้องเงียบ แล้วก็ชีวิตครอบครัว อีกอย่างที่ชอบมากคือ รูทีน ถ้าเปลี่ยนเป็นคำถามว่าตอนนี้มีความสุขกับอะไร ผมมีความสุขกับการที่ได้ทำรูทีนซ้ำๆ<br><br><strong>บางคนเบื่อรูทีน ต้องการความหวือหวาในชีวิตตลอดเวลา</strong></p>



<p>เขาไม่ค่อยชอบรูทีนกันไง แต่ผมชอบ การได้ทำรูทีนมันทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องคิดเรื่องที่ต้องทำซ้ำๆ คนชอบไปค่อนแคะรูทีนว่ามันน่าเบื่อ แต่จริงๆ คุณจะรู้เลยว่าถ้าวันหนึ่งคุณทำรูทีนหรือกิจวัตรที่ทำซ้ำๆ ทุกวันไม่ได้แล้ว คุณจะคิดถึงมัน<br><br>วันหนึ่งเป็นอัมพาตติดเตียงขึ้นมาทำไง ผมชอบวิ่ง ชอบเตะบอล วันหนึ่งออกไปวิ่งไมได้ ไปเตะบอลไม่ได้ ฉิบหายเลยนะ วันหนึ่งถ้ารูทีนมันหายไปคุณจะรู้สึกว่ารูทีนโคตรมีค่าเลย ล้างจานนี่ผมเกลียดมากเลย แต่นึกภาพถ้าเป็นอัมพาต ล้างจานไม่ได้ ผมจะอยากล้างจาน คนบอกซื้อเครื่องล้างจานก็ได้ ไอ้เหี้ย แต่เครื่องล้างจานมันต้องก็เอามือใส่จานเข้าไป คุณจะทำยังไงล่ะ<br><br><strong>เมื่อกี้คุณพูดว่ามีความสุขชีวิตครอบครัว</strong> <strong>คุณว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องเป็นแบบไหน</strong></p>



<p>ผมว่ามันน่าจะเป็นครอบครัวที่คนในครอบครัวแฮปปี้ คือเราอย่าเอารูปแบบมาครอบดิ ผมไม่เคยอยากมีลูกเลย ผมแฮปปี้มากที่ไม่มีลูก ผมรักอิสรภาพมาก หวงแหนมาก คุณจะไม่มีลูก หรือจะมีลูก 12 คน มีแม่ยายมาอยู่ด้วย หรือมีคุณตาคุณยายอยู่ด้วย ถ้าทุกคนแฮปปี้ มันก็คือครอบครัวที่สมบูรณ์ หรือคุณอยู่กันแค่สองคน ไม่ได้แต่งงานด้วยซ้ำ แต่อยู่กันมานานพอที่จะเรียกว่าเป็นครอบครัว ถ้าต่างฝ่ายต่างแฮปปี้ก็จบ<br><br><strong>ใครๆ ก็น่าจะรู้ข้อนี้ดี ทำไมบางบ้านถึงยังคาดหวัง (สูง) อยู่ ทำร้ายกันอยู่</strong></p>



<p>การที่คุณรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันไม่ได้แปลว่าคุณทำได้ เป็นคำตอบที่โคตรจะกำปั้นทุบดินเลย มันมีคนดูดบุหรี่เต็มไปหมด คนดูดมันก็รู้ว่าดูดมากๆ จะเป็นมะเร็ง ทำไมยังดูดล่ะ  หรือบางทีเราจะไปป้ายสีว่าคนอื่นทำไม่ได้เพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ดี มันก็อาจจะไม่ใช่ เพราะเขาอาจจะมีความจำเป็นที่ทำให้ทำไม่ได้ ชะตากรรมนั้นมันไม่ได้อยู่ในมือเรา</p>



<p>เรารู้ว่าการทำให้คนคนหนึ่งมีความสุขมันเป็นเรื่องดี แต่บางทีมันทำไม่ได้ หรือจริงๆ คุณอาจจะเป็นคนเหี้ยก็ได้&nbsp; คุณก็รู้ใช่ไหมว่าถ้าคุณเรียนหมอซะให้จบๆ แม่ก็จะแฮปปี้ ไม่เป็นทุกข์ วันข้างหน้าคุณก็จะไม่อดตาย ใครๆ ก็รู้ แต่รู้แล้วบางทีมันทำไม่ได้</p>



<p>คือชีวิตเราแม่งเป็นของเราแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นของใครก็ไม่รู้ มันถึงครึ่งจริงๆ รึเปล่าไม่รู้ แต่เอาว่าครึ่งหนึ่งแล้วกัน อีกครึ่งหนึ่งมันเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ผมอยากถ่ายช็อตนี้ชิบหาย ตอนมาดูโลเคชันตรงนี้แม่งได้เลย สวยมาก พอถ่ายจริงฝนตกทั้งวัน</p>



<p>มันถึงสำคัญว่าคุณต้องใช้ชีวิตแบบค่อนข้างรู้ตัว เพราะเวลาที่อะไรมันไม่เป็นไปตามคาด คุณจะได้ไม่ฆ่าตัวตาย ไม่เอาหัวไปฟาดกำแพง ไม่ไปทำร้ายคนอื่น</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/morte-cucina/">‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศาสดาชายรักช้ำ อัลบัมใหม่ ROOM101 และความคิดที่ตกผลึกแล้วในวัย 34 ของ GAVIN:D</title>
		<link>https://adaymagazine.com/room101-gavind/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<category><![CDATA[GAVIND]]></category>
		<category><![CDATA[กวินท์ดูวาล]]></category>
		<category><![CDATA[ROOM101]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187485</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ผมอยากเป็นผู้ใหญ่ขึ้น” ถ้าผู้พูดยังเป็นวัยรุ่นวัยทดลองแล้วเริ่มมองภาพตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราคงไม่แปลกใจอะไร เพราะใช่หรือไม่ว่าความเป็นผู้ใหญ่มักผูกพ่วงมากับความรับผิดชอบในหลายๆ ด้าน ทั้งภาระงาน เงิน ความสัมพันธ์ ฯลฯ เผอิญว่าในความเป็นจริงนั้น ผู้พูดอายุ 34 ปี แต่งงานแล้ว มีลูก 2 และเป็นเจ้าของเพลงหลายร้อยล้านวิว หลายคนอาจมีภาพ กวินท์ ดูวาล หรือ GAVIN:D เป็นคนสนุกสนาน เฮฮา ร้องเพลง และสร้างรอยยิ้มผ่านคลิปตลกๆ ที่ถ่ายกับ ปุ้ย-พรรณทิพา อรุณวัฒนชัย (ภรรยา) และลูกๆ ซึ่งตัวจริงเขาก็เป็นแบบที่ว่ามา แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพในมุมอื่นๆ ของกวินท์หันมาให้เห็นชัดเจนขึ้น ทั้งมุมเข้มแข็งและอ่อนแอ เป็นภาพธรรมดาๆ ที่คนคนหนึ่งพึงจะมี จากคนที่เคยแสบซ่าแก่นเซี้ยวร้องเพลงฮิปฮอปสมัยอยู่ 3.2.1 และ Already Deadd วันนี้เขากลายเป็นศิลปินที่เขียนเพลงเศร้าเอาอกเอาใจตบบ่าตบไหล่ชายรักช้ำ จากคนที่เคยโกรธพ่อแม่ที่ตัดเงินเดือนตอนวัยรุ่น วันนี้เขาย้อนขอบคุณเหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้ต่อสู้ดิ้นรนและกลายเป็นผู้ใหญ่ จากเด็กที่ถูกสอนให้อยู่ในกรอบจนขาดความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งตอนหมดสัญญากับ 3.2.1 ยิ่งขาดความมั่นใจหนัก มาถึงวันนี้ วันที่เขาสนุกกับการทำเพลงในแบบที่อยากทำ ซึ่งเขาบอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ คิดได้แบบนี้ไม่ง่าย ล่าสุดเขาปล่อยอัลบัมใหม่ชื่อว่า ROOM101 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/room101-gavind/">ศาสดาชายรักช้ำ อัลบัมใหม่ ROOM101 และความคิดที่ตกผลึกแล้วในวัย 34 ของ GAVIN:D</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ผมอยากเป็นผู้ใหญ่ขึ้น”</p>



<p>ถ้าผู้พูดยังเป็นวัยรุ่นวัยทดลองแล้วเริ่มมองภาพตัวเองในเวอร์ชันที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราคงไม่แปลกใจอะไร เพราะใช่หรือไม่ว่าความเป็นผู้ใหญ่มักผูกพ่วงมากับความรับผิดชอบในหลายๆ ด้าน ทั้งภาระงาน เงิน ความสัมพันธ์ ฯลฯ</p>



<p>เผอิญว่าในความเป็นจริงนั้น ผู้พูดอายุ 34 ปี แต่งงานแล้ว มีลูก 2 และเป็นเจ้าของเพลงหลายร้อยล้านวิว</p>



<p>หลายคนอาจมีภาพ <strong>กวินท์ ดูวาล </strong>หรือ GAVIN:D เป็นคนสนุกสนาน เฮฮา ร้องเพลง และสร้างรอยยิ้มผ่านคลิปตลกๆ ที่ถ่ายกับ ปุ้ย-พรรณทิพา อรุณวัฒนชัย (ภรรยา) และลูกๆ ซึ่งตัวจริงเขาก็เป็นแบบที่ว่ามา แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ชั่วโมงระหว่างเราทำให้ภาพในมุมอื่นๆ ของกวินท์หันมาให้เห็นชัดเจนขึ้น</p>



<p>ทั้งมุมเข้มแข็งและอ่อนแอ เป็นภาพธรรมดาๆ ที่คนคนหนึ่งพึงจะมี</p>



<p>จากคนที่เคยแสบซ่าแก่นเซี้ยวร้องเพลงฮิปฮอปสมัยอยู่ 3.2.1 และ Already Deadd วันนี้เขากลายเป็นศิลปินที่เขียนเพลงเศร้าเอาอกเอาใจตบบ่าตบไหล่ชายรักช้ำ</p>



<p>จากคนที่เคยโกรธพ่อแม่ที่ตัดเงินเดือนตอนวัยรุ่น วันนี้เขาย้อนขอบคุณเหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้ต่อสู้ดิ้นรนและกลายเป็นผู้ใหญ่</p>



<p>จากเด็กที่ถูกสอนให้อยู่ในกรอบจนขาดความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งตอนหมดสัญญากับ 3.2.1 ยิ่งขาดความมั่นใจหนัก มาถึงวันนี้ วันที่เขาสนุกกับการทำเพลงในแบบที่อยากทำ ซึ่งเขาบอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ คิดได้แบบนี้ไม่ง่าย</p>



<p>ล่าสุดเขาปล่อยอัลบัมใหม่ชื่อว่า ROOM101 ที่ขนศิลปินคุ้นหน้าคุ้นตามาร่วมเขียนเนื้อและฟีตกันอย่างคับคั่ง ถึงอย่างนั้น ทุกเพลงในอัลบัมสะท้อนตัวตนของเขาได้หมดจด</p>



<p>เราจึงถือโอกาสนี้นัดพบกับเขา เพื่อพูดคุยเรื่องผลงานใหม่ รวมถึงชีวิต ทั้งที่ผ่านมาและกำลังมุ่งไป</p>



<p>คล้ายเป็นการจุดพลุออกสตาร์ต ฉับพลันที่เขาเปรยออกมาว่า “ผมพูดได้ทุกเรื่อง”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชีวิตช่วงนี้เหนื่อย แต่มีความสุข D</strong></h2>



<p><strong>ช่วงนี้เห็นคุณทำหลายอย่างเหมือนกันนะ เล่าให้ฟังหน่อยว่าทำอะไรอยู่บ้าง</strong></p>



<p>ตอนนี้ผมทำงาน เลี้ยงลูก แล้วก็ดูแลจิตใจภรรยาหลังจากคลอดลูกคนที่ 2 เดี๋ยวนี้ผมอ่อนไหวเรื่องครอบครัวมาก ถ้าใครพูดถึงอะไรเกี่ยวกับครอบครัว หรือคลิปใน IG ที่เกี่ยวกับลูก ดูๆ ไปผมจะน้ำตาซึม (หัวเราะ) และมีความรู้สึกว่าปีนี้ผมต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น วันไหนไม่ได้ทำงาน ผมจะอยู่บ้านเลี้ยงลูก เหมือนไม่ได้พักนั่นแหละครับ ทุกอย่างมันเหนื่อยหมด ก็ทำไป แต่โดยรวมผมมีความสุขมาก</p>



<p><strong>คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากเป็นดาราตลกมากกว่าศิลปิน ลึกๆ คิดว่าตัวเองเป็นคนตลกไหม</strong></p>



<p>ตั้งแต่เด็ก<strong> </strong>ผมเป็นคนที่สามารถทำให้คนอื่นยิ้มได้ แม้ว่าผมเป็นคนพูดตรงมากๆ บางทีมุกภาษาอังกฤษคนไม่เข้าใจในภาษาไทย แต่ผมก็หาเหลี่ยมตลกๆ ของภาษาอังกฤษมาเล่น มาช็อตฟีลให้เข้ากับภาษาไทย กับคนไทยได้</p>



<p><strong>คิดถึงขั้นอยากเป็นตลกอาชีพไหม</strong></p>



<p>ผมเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนตลกและทำตัวตลกได้ แต่ตลกที่ผมหมายถึง อาจไม่ถึงขั้นพี่บอลพี่แจ๊ส แบบนั้นผมทำไม่ได้ อาจจะแค่ตลกบางครั้งบางคราวเป็นคอนเทนต์ให้คนขำ แต่ตอนนั้นผมยังเด็กมาก ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แค่อยากสร้างรอยยิ้มให้คนอื่น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187490" style="width:749px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>แล้วเมื่อไรที่รู้ตัวว่าอยากเป็นศิลปินแน่ๆ แล้ว</strong></p>



<p>ความเป็นศิลปินมันอยู่ในสายเลือดมาตลอด ผมฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ชอบเปิด Elvis, The Eagles, The Manhattan Transfer ผมไม่สามารถเลือกเพลงในรถได้ เขาฟังอะไรผมก็ต้องฟัง ผมชอบนั่งฟังอัลบัม Elvis อยู่ในห้อง ใช้แผ่นซีดีเปิด มันจะเป็นเครื่องเล็กๆ แล้วก็มีลำโพง เปิดฟังอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ผมโดนบังคับให้เล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเปียโน กลอง แต่หลักๆ คือเปียโน ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอยากเป็นศิลปินหรือยัง เพียงแต่สิ่งที่ถูกบังคับให้ทำมันหล่อหลอมให้ผมเป็นศิลปิน มันมาชัดๆ ตอนผมเข้า Kamikaze เป็น 3.2.1 พอได้สัมผัสการทำงานผมรู้เลยว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ รักมากที่สุด ยังไม่ได้มองว่าเป็นงาน แค่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เรารักและอยากทำ<br><br><strong>เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมองว่าศิลปินก็คืออาชีพหนึ่ง สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้</strong></p>



<p>ผมเพิ่งคิดถึงเรื่องนี้ตอนหมดสัญญาจาก 3.2.1 หลังจากนั้นผมไปเป็นทหาร พอออกมาผมบอกกับตัวเองว่าครั้งนี้มึงต้องตั้งใจทำให้ได้ ต้องหาแนวทางที่ตัวเองชอบ ต้องทดลอง ผิดพลาด จะผิดหวังแค่ไหนก็ต้องทำ ตอนนั้นผมหันไปถามปุ้ย (ภรรยา) เธอว่าเราทำได้ไหม เขาบอก ทำได้ และผมก็คิดอยู่ในใจว่า อืม กูทำได้</p>



<p><strong>ทำไมถึงอยากให้คนข้างๆ ย้ำอีกครั้ง ไม่มั่นใจในตัวเองเหรอ</strong></p>



<p>มันน่าจะเป็นผลการสอนของผู้ใหญ่ยุคนั้น ผมเป็นเด็กที่ขาดความมั่นใจมากๆ ถูกวางอยู่ในกรอบตลอดเวลา ผมเพิ่งมารู้เรื่องนี้ตอนเป็นพ่อแล้วนี่เองครับ การตีกรอบคือไม่ปล่อยให้เด็กเติบโตด้วยความคิดของตัวเอง มันทำให้เราไม่มั่นใจในสิ่งที่ทำอยู่ ผมเข้าไปเป็น 3.2.1 หมดสัญญาออกมาไม่มีงานทำ ไม่มั่นใจเลย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>หมดสัญญา 3.2.1<br>ต่อไปเอาไง D ควรทำเพลงแนวไหน D</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187491" style="width:749px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>หมดทหาร เพลงแรกที่คุณทำคือ</strong></p>



<p>น่าจะเป็นเพลงที่ผมไปร้องกับค่ายอินดี้ ผมโกนหัวแล้วก็ใส่ตุ้มหูใหญ่ๆ จำชื่อไม่ได้ อยากเซิร์ชเลย ขอพักแปปหนึ่งได้ไหม โทรศัพท์อยู่ไหนอะ เดี๋ยวคาใจ (หัวเราะ) ไม่รู้เขาลบไปยัง เขาน่าจะไม่ลบนะ เจอละ เธอยังรอเขา 3 ล้านวิว 9 ปีที่แล้ว (เปิดเพลงตรงนั้น) ถ้าใครยังไม่เคยฟังลองฟังดูนะครับ นี่น่าจะเป็นเพลงแรกที่ออกมาจาก Kamikaze</p>



<p>จากนั้นก็ปล่อย ตรงนี้ เพลงนี้เป็นฮิปฮอปผสมป็อป ตอนนี้น่าจะประมาณ 5 &#8211; 6 ล้านวิว แล้วก็เพลงได้บ่ ตอนนี้น่าจะ 10 กว่าล้านวิว 2 เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงแรกๆ ที่ติด มีคนฟัง มันทำให้เขาเห็นว่าเรากลับมาทำเพลงแล้วนะ และผมก็เข้าไปอยู่ในแก๊ง Already Deadd</p>



<p><strong>ยอดวิวขนาดนั้นก็ถือว่าเยอะประมาณหนึ่งเลยนะ โดยส่วนตัวถือว่าประสบความสำเร็จไหม</strong></p>



<p>ไม่ครับ ผมถือว่านั่นคือก้าวแรก เพิ่งเห็นแสง คนเริ่มเห็นสิ่งที่เราทำ ตอนนั้นผมเริ่มไม่สนใจแล้วว่าคนจะสนใจเพลงที่ผมทำไหม ผมทำเพลงเพื่อตัวเอง ทำให้คนอื่นเห็นตัวตนของเราผ่านเพลง<br></p>



<p>ยิ่งตอนนี้ผมอายุ 34 แล้ว ผมยิ่งรู้สึกกับเรื่องนี้มากขึ้น แค่ทำในสิ่งที่ชอบไป ประสบความสำเร็จคือกำไร แต่ถ้าไม่ มันก็โชว์ศักยภาพหรือสกิลของเราที่เราทำเพลงออกมาให้คนได้ฟัง แต่ถ้าถามว่าเพลงไหนเป็นเพลงที่ดังเป็นวงกว้างน่าจะเป็นเกาะสวาทหาดสวรรค์ เพลงนี้ยอดวิว 100 กว่าล้าน</p>



<p><strong>เกาะสวาทหาดสวรรค์ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไหม</strong></p>



<p>ไม่เปลี่ยนนะ เผลอๆ ยังมีคนไม่รู้ว่าผมร้องเพลงนี้ คนคิดว่า D Gerrard ร้อง ผมไม่ติดอะไรนะ ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยผมมีเพลงที่ทำให้คนฟังถึง 100 ล้านวิวได้แล้ว เพลงที่เราลงทุน ลงแรง ลงเหงื่อ และโปรดิวเซอร์คู่ใจของผมคือ นีโน่ เขาเป็นคนทำบีตดนตรีเพลงนี้ ผมขึ้นทำนอง มีเขียนเนื้อไว้นิดหน่อย แล้วก็ชวน&nbsp; D Gerrard มาฟีต น่าจะเป็นเพลงแรกที่เด็กๆ ก็ร้องกันได้ แต่ถามว่าคนรู้จักเพลงนี้จากผมไหม ผมว่าไม่นะ</p>



<p><strong>ถ้างั้นเพลงไหนที่คนรู้แน่แล้วว่าคุณเป็นคนร้อง</strong></p>



<p>น่าจะเป็นเพลง A Rocket to the Moon กับ รักได้ป่าว 2 เพลงนี้คนน่าจะรู้แล้วว่า GAVIN:D เป็นคนร้อง เป็น 2 ผลงานที่ผมภูมิใจมาก แต่เอาจริงๆ นะครับ เพลง A Rocket to the Moon เผลอๆ คนก็ยังไม่รู้ว่าผมเป็นคนเขียนและร้องเพลงนี้ คนคิดว่าศิลปินเมืองนอกเป็นคนเขียน หรืออาจจะฟังแล้วไม่รู้เลยว่าผมเป็นคนร้อง ถ้ามองให้กว้างขึ้น คนได้เห็นศักยภาพของผมเยอะขึ้น</p>



<p><strong>ไทม์ไลน์ที่เราพูดถึงคือคุณเป็นศิลปินอิสระเต็มตัวแล้วใช่ไหม</strong></p>



<p>ผมเป็นศิลปินอิสระมาตั้งแต่ Already Deadd แล้วครับ</p>



<p><strong>การเป็นศิลปินอิสระมีข้อดีข้อเสียยังไง</strong></p>



<p>ผมว่ามันมีข้อเสียเยอะกว่าข้อดี มันต้องดิ้นรนมาก อย่างแรกคือต้องหาตัวตนของตัวเองให้เจอ สองบริหารจัดการค่ายของเราเอง อย่าเรียกว่าค่ายเลย เรียกว่าบริษัทดีกว่า และต้องหาทีมงานคุณภาพมาช่วยดูแลภาพลักษณ์ของเรา คอยบอกเส้นทางว่าถ้าคุณทำเพลงแบบนี้มันจะออกมาเป็นแบบนี้</p>



<p>วิธีคิดแบบนี้ ผมได้มาตอนที่อยู่ Kamikaze แต่ช่วงแรกๆ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าตัดสินใจเป็นศิลปินอิสระด้วยเหตุผลอะไร อาจเพราะเห็น TJ (จิรายุทธ ผโลประการ) ด้วย มันทำให้ผมเห็นว่าเราสามารถทำเองได้นี่หว่า เป็นได้นี่หว่า ศิลปินอิสระ</p>



<p><strong>คงต้องมีข้อดีบ้าง</strong></p>



<p>แชมป์ MAIYARAP ล่าสุดก็เพิ่งออกจากค่ายมาประมาณปีหนึ่ง เขามาถามผมว่าทำยังไงดีครับพี่ เริ่มยังไงดี ผมก็บอกเขาหมด เชียร์ให้ทำเต็มที่ ถ้าพูดถึงข้อดี เม็ดเงินมันดีกว่าตอนเรามีค่าย ตอนอยู่ค่ายเหมือนยืมเงินเขามาทำ แต่ถ้าทำเอง ลิขสิทธิ์เพลงเป็นของเรา แล้วการมีลิขสิทธิ์เพลงของตัวเองมันดีมาก</p>



<p>ต้องตามรอยพี่เสก โลโซ (หัวเราะ) ถ้าอยากได้เม็ดเงินจากเพลงเรานะ การเป็นศิลปินในประเทศนี้มันไม่รวยเลยครับ ทำเพลงฮิตแค่ไหนถ้าเราไม่สามารถที่จะควบคุมหรือใช้เงินเป็น ผมบอกเลยมันไม่รวย เงินมา บริหารไม่เป็น สุดท้ายก็หายหมด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187492" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>สนใจว่าศิลปินอย่างคุณมีรายได้จากไหนบ้าง</strong></p>



<p>หลักๆ มาจากลิขสิทธิ์เพลงและโชว์ หลายๆ เพลงของผมมีคนเขียนร่วม ผมก็จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ แต่บางคนก็ไม่เอา คือมันมี 2 แบบ มาสเตอร์เพลงไหนเป็นของเรา ลิขสิทธิ์จะเป็นของเรา เพราะเราลงทุนเองทั้งหมด เราจะได้ในส่วนนี้ กับอีกแบบคือ ไปร่วมเขียน ยกตัวอย่างเช่นเพลงด้วยรักและ F*CK YOU (FU) ของ HYE เพลงนี้ผมเขียนแรป ผมได้เงินมาก้อนหนึ่ง แต่ลิขสิทธิ์เป็นของ Grammy</p>



<p>ส่วนรายได้อื่นๆ ของผมก็มาจากหลายทาง มีทั้งธุรกิจส่วนตัว ลิขสิขธิ์เพลง โชว์ งานอินฟลูฯ งานคอนเทนต์ จริงๆ ผมมีกองทุนแล้วก็เล่นหุ้นด้วย เพื่อเก็บเงินในระยะยาว ส่วนรายจ่ายนี่เยอะมากครับ (หัวเราะ) ทั้งค่าเทอมลูก บ้านหลังใหม่ สามีอย่างผมจะจ่ายค่าเบ็ดเตล็ดต่อเดือน ก้อนใหญ่ภรรยาผมเป็นคนรับผิดชอบ</p>



<p><strong>ทุกวันนี้คุณแบ่งเวลาทำงานกับให้ครอบครัวยังไง</strong></p>



<p>ผมพยายามบาลันซ์ ด้านหนึ่งผมจะให้ครอบครัวเต็มที่ แต่พาร์ตศิลปิน ปีนี้ผมก็มา 100% เหมือนกัน ถือว่าราบรื่นดีนะครับ มันเหนื่อยแน่อยู่แล้ว กิจวัตรผมทุกวันนี้ คือร้องเพลงกลางคืน กลับมาตอนเช้าไปส่งลูก ถ่ายงาน ชีวิตผมมีแค่นี้ เอาให้มันเหนื่อยแหลกไปเลย ยังไม่ตายอะ</p>



<p><strong>คือกำหนดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันชัดเจน</strong></p>



<p>ผมถือว่า schedule ตอนนี้ค่อนข้างโอเค ผู้จัดการและ PR จะชอบถามผมว่าอยากออกรายการไหน ผมบอกว่าพวกคุณเลือกเลย ชอบรายการไหน อันไหนดีต่อผม ผมจะทำ คุณวางตารางมาให้ผม แล้วเดี๋ยวผมจัดการเองว่าวันนั้นใครไปรับลูก ต้องทำอะไรบ้าง เข้านอนกี่โมง แวะไปตัดผมตอนไหนได้บ้าง ทุกอย่างจะถูกวางเป็นตาราง</p>



<p><strong>วันว่างๆ คุณทำอะไร</strong></p>



<p>ผมจะไปออกกำลังกาย เล่นเวตตอนกลางคืนช่วงที่ลูกหลับไปแล้ว กลางวันเลี้ยงลูก เพราะเมียผมค่อนข้างเหนื่อยมากๆ เขาต้องเลี้ยงลูกเป็นหลัก</p>



<p><strong>มันมีใช่ไหมเวลาว่างๆ ที่นั่งเขียนเพลงร้องเพลง</strong></p>



<p>ผมจะวางตารางเอาไว้ เดือนนี้ๆ ต้องทำกี่เพลง ผมทำแบบนี้เพราะเคยทำทีละเพลงไปเรื่อยๆ มันก็กินเงินไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ได้ปล่อยออกมาสักที พอเราไม่ได้ปล่อยออกมา เงินมันไปจมอยู่กับเพลง</p>



<p>พอคิดได้แบบนั้น หลังจากนี้ สมมติเรากำลังจะทำเพลงๆ หนึ่ง ดูก่อนว่าเราอินกับอะไรในตอนนั้น มูดและคอนเซปต์เป็นยังไง เขียนชื่อ Title ให้งานชิ้นนั้นแล้วค่อยเขียนออกมา แล้วผมก็ปรึกษากับ Dream Team ไม่ว่าจะแชมป์หรือตูน Three Man Down หรือเพียว คณิน<br><br>ผมก็จะบอกเขาแนวเพลงประมาณนี้ ความคิดประมาณนี้ คอนเซปต์ประมาณนี้ สามารถทำได้ไหม ก็จะมีการคุยกันแลกเปลี่ยน ทำเสร็จแล้วก็ปล่อยเลย ตอนนี้จะเป็นแบบนั้น แต่ก็มีเพลงที่เคยทำไว้ก็เอาไปใส่ในอัลบัม จริงๆ ผมมีอีก 2 เพลงที่ผมทำไว้นานแล้ว ยังถูกเก็บไว้อยู่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยิน D ต้อนรับเข้าสู่ห้องหมายเลข 101</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187493" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-7.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>มาพูดถึง ROOM101 อัลบัมนี้ใช้เวลาทำนานแค่ไหน</strong></p>



<p>ครึ่งอัลบัมหลังใช้เวลาประมาณ 3 เดือน แต่ถ้าเป็นครึ่งแรกที่อู๊ดแต่ง เช่น รักทักมา หมดหนทาง Trust Me เพลงที่มันเป็นแนว R&amp;B ฮิปฮอป และก็แนว Afrobeats พวกนี้ทำไว้นานแล้วครับ 3 ปีได้แล้ว ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี เพลงใหม่ๆ ของผมมันไม่ใช่แนวนั้นแล้ว</p>



<p>เรามาแนวป็อปบัลลาด ป็อปร็อกแล้วอะ อยู่ๆ จะปล่อยเพลง แอบมองเธอมาตั้งนาน (ฮัมเพลงหมดหนทาง) มันไม่ได้อะ แต่ถ้าเอามาใส่ในอัลบัม ผมว่ามันไปด้วยกันได้ เพราะมันเป็นช่วงวัยรุ่นของเรา และมีช่วงอายุที่เราโตแล้ว คือเพลงมันสามารถทำให้คนเห็นเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเราได้</p>



<p>ในห้องนี้จะมีตั้งแต่อกหัก มีความสุข เศร้า มีความมัน ความเกลียด อะไรอย่างนี้ รวมกันอยู่ในห้องนี้&nbsp; ห้องนี้มันคือเซฟโซนของผม แต่ผมเลือกจบด้วยความแฮปปี้ พวกเราตั้งใจทำอัลบัมนี้กันมากๆ ผมตั้งชื่ออัลบัมก่อนแต่งเพลงอีก ROOM101 ตีกลมๆ ใช้เวลาทำประมาณ 3 &#8211; 4 ปี</p>



<p><strong>เท่าที่ดู</strong> <strong>มีแค่ 1 เพลงที่คุณเขียนเนื้อ เพลงอื่นๆ คนอื่นเขียน เป็นความตั้งใจใช่ไหม</strong></p>



<p>ผมไม่ได้เขียนเพลงมา 5 ปีได้แล้ว แต่พอ ROOM101 เป็นเพลงเปิดอัลบัม ผมจำเป็นต้องเป็นคนเขียนเนื้อเอง เพราะมันจะเล่าเกี่ยวกับอัลบัมนี้ คาแรกเตอร์ของผม การเติบโตจากห้องๆ หนึ่ง เพื่อที่จะไปสู่โลกที่มันใหญ่ขึ้น เพลงนี้ก็จะมีภาษาอังกฤษเยอะหน่อย</p>



<p>เขียนเสร็จแล้วผมก็ส่งไปให้แชมป์ดู บอกมันว่าช่วยแก้ฮุคให้มีภาษาไทยเยอะขึ้นกว่านี้ได้ไหม แชมป์บอกว่า ไม่พี่ ที่พี่ทำมาดีแล้ว ผมสามารถปล่อยเพลงภาษาอังกฤษในปีนี้ได้ไหม คงได้ แต่ผมกลัวคนจะงง</p>



<p>ผมไม่ใช่คนที่เขียนเพลงแล้วรอของ เพราะเดี๋ยวมันจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่มา ส่วนมากผมจะจด แล้วแต่ช่วงระยะเวลาของชีวิตที่มีเรื่องราวเกิดขึ้น ผมก็จะหยิบมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น เพลงผูกพันต้องลา ตอนแรกเป็นเพลงที่คู่รักลากัน เดินไปคนละทาง คือลาอย่างเดียว</p>



<p>แต่ผมถามตูนว่าแล้วความผูกพันล่ะ มันควรต้องมีไหม ตูนบอกมีก็ได้พี่ งั้นเป็นผูกพันต้องลาแล้วกัน ก็เลยได้เพลงนี้มา ช่วงนั้นผมทะเลาะกับภรรยาบ่อย หยิบมาสักมุมที่คนน่าจะเข้าใจง่าย เพราะเราเป็นคนผูกพัน แต่ผู้หญิงชอบบอกเลิกอะเข้าใจไหม (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-187494" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มีเพลงไหนไหมที่ไม่ได้มีอะไรโยงกับเรื่องราวส่วนตัวของคุณเลย</strong></p>



<p>น่าจะเป็น<strong> </strong>อย่ามากกว่าฉันก็พอ มันเป็นเพลงประชดประชัน ปกติแล้วเนื้อเพลงของ GAVIN:D จะซื่อตรงและจริงใจ ย่อยง่าย เข้าใจคนอกหัก แต่กับเพลงนี้ มันเป็นเพลงแรกที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้เป็นตัวเองขนาดนั้น อารมณ์ประมาณว่า เธอคบกันฉันแล้ว ไม่มีใครในโลกดีไปกว่าฉันหรอก คือมันไม่ใช่อินเนอร์ผมเลย (หัวเราะ)</p>



<p><strong>เราชอบเพลง เลิกเป็นเพื่อนกัน ที่สุด มีเบื้องหลังอะไรสนุกๆ น่าเล่าไหม</strong></p>



<p><strong></strong>เพลงนี้ The Toys เป็นคนเขียน ตอนแรกเพลงนี้ชื่อว่า Happy Anniversary ผมรู้สึกว่ามันเข้าใจยาก ทอยส์เขียนเพลงนี้ออกมาเป็นเพลงป็อปกามิที่สุดในอัลบัม คอนเซปต์อันแรกที่ทอยส์เขียนมาคือ So Cool คือเท่เกินที่จะมีความรัก ผมรู้สึกว่ามันยังไม่เข้า ก็เลยบอกทอยส์ว่า Happy Birthday แล้วเมื่อไหร่จะ Happy Anniversary ล่ะ ทอยส์เอาตรงนี้ไปเขียน พอมาอีกรอบคือใช่เลย ตรงตัวตามฮุคเลย<br></p>



<p><strong>ถามคุณบ้างดีกว่า อัลบัมนี้คุณชอบเพลงไหนที่สุด</strong></p>



<p>เพลงโปรดของผมในอัลบัมนี้คือ นิรันดร์ ลูกชายผมก็ชอบเพลงนี้ นิรันดร์เป็นเพลงรักที่สมหวัง เพลงเดียวในอัลบัมนี้เลย ที่มาของเพลงนี้ตลกมาก ผมนอนแล้วฝันถึง คือฝันเป็นทำนองอะครับ ตื่นมาตอนตี 3 ก็เลยอัดส่งไปให้ตูน (Three Man Down)<br><br><strong>อยากรู้ว่าตอนกำลังทำเพลงอยู่ มีเซนส์ไหมว่าเพลงนี้มาแน่ ฮิตแน่</strong><strong><br></strong> มีครับ ผมจะพูดว่ากลิ่นเพลงนี้แรงมาก ไม่ได้พูดว่าเพลงนี้จะดังหรือเปล่า ถ้าพูดว่าเพลงนี้ดัง กลัวมันโมฆะ ซึ่งโดนมาหลายรอบแล้ว (หัวเราะ) มีเพลงหนึ่งชื่อว่า คิดถึงไม่ไหว ที่ผมปล่อยก่อนหน้านั้น ผมคิดว่าเพลงนี้มาแน่ๆ แล้วผมบอกบอกทีมงานเลยว่าถ้าเพลงนี้ไม่มานะ ขอให้เตะหน้าผมเลย แม่งไม่มา (หัวเราะ) หลังจากนั้นตัดสินใจว่าจะไม่พูดคำนี้อีกเลย</p>



<p><strong>ที่ว่ากลิ่นเพลงนี้แรง เอาเข้าจริงมันมีสังเกตคร่าวๆ ไหม</strong></p>



<p>เพลงมันจะแข็งแรง ยกตัวอย่างเช่น ได้แค่เดินมาส่ง เพลงนี้แข็งแรงตั้งแต่คอนเซปต์ พี่บอย (โกสิยพงษ์) เคยพูดว่าเวลาแต่งเพลง เราต้องเห็นภาพ กับเพลงนี้ผมเห็นภาพ ผมได้แค่เดินมาส่งที่ 7-11 ตอนกลางคืน และมันจบแค่นั้น ได้แค่นั้น หรืออาจจะแค่ได้มารับที่ห้อง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม ROOM101 คือห้องที่ผมเคยอยู่</p>



<p>ผมคิดว่าพอได้ฟังเพลงนี้ คนอื่นๆ ก็จะเห็นภาพของตัวเองซ้อนทับกัน คอมเมนต์ใต้เพลงผมจะมีคนเข้ามาแชร์เรื่องราวของตัวเองเยอะมาก ขอบคุณนะจี๊ดที่เคยให้เรามาส่ง (หัวเราะ) แล้วผมก็จะเข้าไปพิมพ์ว่าเป็นกำลังใจให้นะครับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187495" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-4.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>การทำงานร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ เป็นยังไงบ้าง สนุกสนาน ท้าทาย หรืออะไร</strong></p>



<p>สนุกนะ แต่หลังๆ ผมระมัดระวังคำพูดตัวเองมากขึ้น คิดเยอะขึ้นว่าจะทำงานกับใคร ผมเลือกจากคนที่ผมเชื่อใจแล้วก็ไม่มีกำแพงต่อกันในการทำงาน แต่ก่อนมันจะมีคำว่ายิ่งอายุเพิ่มขึ้น เพื่อนเรายิ่งน้อยลง วันนี้ผมอายุเพิ่มขึ้น แต่ผมว่าเราจะเห็นเพื่อนที่แท้จริงมากขึ้นในเวลาเดียวกัน</p>



<p>เพื่อนที่ไม่ควรที่จะอยู่ในชีวิตก็ลากันไป ดังนั้นไม่ว่าจะศิลปินที่มาฟีต เขียนเนื้อ โปรดิวซ์ หรือทำนอง ส่วนใหญ่เป็นคนที่ผมสนิทใจจะทำงานด้วยกัน</p>



<p><strong>สนิทใจที่จะทำงานด้วย ขยายความหน่อย</strong><strong><br></strong> ผมไม่ค่อยเปิดใจเรื่องการไปชวนใครมาฟีต ถ้าไม่ใช่คนที่เคยทำงานด้วยกัน แต่อย่างแซม BLVCKHEART เราเพิ่งทำงานด้วยกันครั้งแรก พอได้ทำงานกับแซมในสตูดีโอ ผมรู้สึกว่าน้องมันก็เป็นแบบเรานี่หว่า หรือกระทั่งผมฮัมทำนองไปให้ แล้วแซมบอกพี่ร้องแบบนี้แทนไหม</p>



<p>จากตอนแรกที่ไม่ค่อยชวนคนไม่รู้จักมาฟีต กลายเป็นว่าเราแค่เปิดใจนิดหน่อย มันก็ยังมีคนที่เหมือนเรา จริงจังกับงาน ผมแฮปปี้กับการทำงานกับแซมมากๆ อันที่จริงผมฟังเพลงของแซมสม่ำเสมออยู่แล้ว พอเราได้สัมผัสการทำงานของเขา เราก็รู้สึกว่าน้องกำลังเดินไปในเส้นทางที่จะเป็นศิลปินที่ทุกคนจะรู้จัก ตอนนี้ก็พยายามที่จะขายทัวร์กับน้องอยู่ครับ</p>



<p><strong>คุณเห็นความแตกต่างอะไรของเพลงในอัลบัมนี้บ้าง ระหว่างเพลงที่เขียนเนื้อเองกับให้คนอื่นเขียน</strong></p>



<p>มันเห็นชัดเลยว่าทุกคนมีลายเซ็นของตัวเอง ROOM101 ชัดเลยว่าเป็นเด็กฝรั่งเขียนเพลงไทย ได้แค่เดินมาส่งจะมีกลอนและค่อนข้างซื่อตรง แม้แต่เพลงที่ทอยส์เขียนหรือตูนเขียนก็ตาม ฟังก็รู้เลย แต่เราจะทำยังไงให้ตัวตนของเราไปอยู่ในเพลงนั้น เราจะร้องยังไงให้คนอิน ซาบซึ้ง หรือรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว เพลงนี้กวินท์เขียน แต่จริงๆ ไม่ได้เขียนมันต้องควบคุม ถ้าเราควบคุมได้มันจะมีเสน่ห์บางอย่างที่เวลาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่านี่เพลงกวินท์</p>



<p><strong>ที่ผ่านมาคุณได้ฉายาว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงเศร้า ภูมิใจไหมกับฉายานี้</strong></p>



<p>ไม่ใช่แค่เจ้าพ่อ ผมคือฆาตกรเพลงเศร้าเลย (หัวเราะ) ผมงงเหมือนกัน พอปล่อยเพลงสมหวังในความรักมาคนก็ยังไปฟังเพลงเศร้า เพลงอกหัก แล้วมันกลายเป็นเพลงดังหมดเลย ไม่รู้จะทำไงดีเหมือนกัน อาจจะเป็นด้วยน้ำเสียงของผมที่ผมร้อง แล้วก็สีหน้าของผมที่มันดูเศร้า</p>



<p>คนชอบบอกว่าทำไมพี่หน้าตึงๆ เครียดๆ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย ผมแค่จริงจังกับชีวิตเฉยๆ (หัวเราะ) เราน่าจะเป็นคนสร้างกำแพง เคยเห็น Kanye West ทำหน้าของเขาไหม เขาดูเครียดเนอะ แต่เขาไม่ได้เครียดนะ นั่นคืออารมณ์ปกติของเขา แต่เขาพยายามป้องกันตัวเองจากบางสิ่งบางอย่าง ผมอาจจะเป็นแบบนั้น</p>



<p><strong>เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กไหม</strong></p>



<p>เพิ่งมาเป็นตอนพ้น 30 มา คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าผมไม่ได้เฟรนด์ลี แต่แฟนคลับจะรู้ว่าผมเป็นคนที่เฟรนด์ลีมาก ในคอมเมนต์ต้องไปดูเวลาผมพูดคุยกับ FC ผมเป็นคนที่ช็อตฟีลได้เก่งมากๆ เลยนะ เขาก็จะบอกว่าในระหว่างที่พี่กอดเมียอยู่ที่บ้าน ผมร้องไห้ แล้วผมก็จะส่งอีโมติคอนหัวเราะไป (หัวเราะ) สนุกสนาน อยากให้เขามีความสุขไปด้วยในการฟังเพลงอกหัก</p>



<p><strong>ตั้งแต่ทำงานมา ช่วงไหนที่คุณรู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงที่สุด</strong></p>



<p>ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมชอบลืมว่าตัวเองเป็นศิลปิน อินฟลูฯ หรือดารา ไม่เคยคิดว่าตัวเองดังแค่ไหน คิดว่าเราจะทำผลงานอะไรให้คนยอมรับมากกว่า เราจะยังอยู่ในกระแสหรือเปล่า หรือว่าเราดังมากพอที่จะได้งานอันนี้หรือเปล่า มันไม่ได้คิดแบบนั้น คิดว่าทำยังไงให้คนเห็นความสามารถของเรา ไปสู้กันตรงนั้นดีกว่า</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>หนุ่มๆ นักเซนซิทิฟ ฟังไว้ให้ D</strong>                                                                                         <strong>มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจระบายออกไปบ้าง</strong></h2>



<p><strong>FC คุณทุกวันนี้เป็นใคร เป็นหน้าใหม่ หรือติดตามกันมาตั้งแต่อยู่ Kamikaze</strong></p>



<p>หลากหลาย ผมมีกลุ่มที่ติดตามครอบครัวของผมด้วย แล้วก็มีคนที่ติดตามเพลงของผมด้วย ส่วนมากจะเป็นผู้ชายหน้าเข้มๆ มีหนวดที่ติดตามฟังเพลงอกหักของผม กามิก็มีเหมือนกัน เมื่อก่อนแฟนคลับผมจะมีผู้หญิงซะเยอะ แต่พอปล่อยผูกพันต้องลา, คงดีถ้าเป็นเขา, เลิกไม่เป็น ช่วยโกหกว่ารัก จนถึงอัลบัมนี้ ผมมีแฟนคลับวัยรุ่นชายเยอะขึ้น ซึ่งยินดีมากๆ ผมชอบแฟนคลับผู้ชาย (หัวเราะ)<br><br><strong>เพราะคิดว่าผู้ชายกันเข้าใจกันมากกว่าอะไรเชิงนั้นเหรอ</strong></p>



<p>คือผมเป็นผู้ชาย แม้กระทั่งการเลี้ยงลูกของผมก็จะมีความแมนมากๆ บางทีภรรยาผมบอกต้องเบรก ไม่ว่าจะลูกชายหรือลูกสาว แต่ผมก็จะมีความ Respect ให้เขา หรือเวลาผมเรียกลูกว่า ไอ้ตี๋ มานี่ดิ ซึ่งหน้าเขาไม่ตี๋เลยครับ หน้าฝรั่ง (หัวเราะ) จริงๆ หน้าฝรั่งทั้งคู่เลย ไอ้หมวย ผมก็จะคุยเล่นในความเป็นผู้ชายของผม</p>



<p>ผมว่าคนที่มาฟังเพลงผม เขาไว้หนวด ดูเคร่งขึม แข็งแกร่ง แต่จริงๆ แล้วข้างในมีความเซนซิทิฟอยู่ ผู้ชายก็ร้องไห้ได้เปล่าวะ เพลงของผมก็จะเป็นตัวแทนของผู้ชายประมาณนี้ ผมอยากส่งกำลังใจให้คนแบบนี้</p>



<p>เพราะว่าจริงๆ ผู้ชายไม่ค่อยมีคนมาคุยในเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ พอไม่ได้ระบายมันก็จะเกิดความกดดัน พอกดดันมากๆ อาจพลั้งเผลอทำสิ่งไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังประสบกับปัญหาอยู่หรือกำลังอกหัก ก็พยายามหาคนคุย</p>



<p>อย่างผม ผมจะคุยกับภรรยาเพื่อดีท็อกซ์ความคิดบางอย่าง ผมเป็นคนไม่ชอบดีท็อกซ์นะ แต่เรารู้แล้วว่ามันทำได้ เพื่อที่จะแก้ไขบางสิ่งบางอย่างให้ปลดล็อกอะไรบางอย่างที่มันขุ่นเคือง ขอเป็นกำลังใจให้ฝ่ายชายทุกคนที่ กำลังเจอกับปัญหานี้อยู่แล้วไม่รู้จะคุยกับใคร หาคนคุยเว้ยมันมีทางออกเสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187496" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เคยมีช่วงที่คุณไม่ยอมระบายให้ใครฟังไหม</strong><strong><br></strong> มี สมัยก่อนผมจะเก็บ จะหมก ผมจะคิดว่าเราเป็นคนที่แข็งแกร่งมากๆ เราต้องเก็บอยู่เสมอๆ โดยที่ไม่พึ่งพาใครในเรื่องจิตใจ ผมโดนเลี้ยงมาแบบฝรั่ง ก็จะมีความพึ่งพาตัวเองสูงมาก ทุกวันนี้ ผมรู้แล้วว่าสามารถคุยเรื่องละเอียดอ่อนกับคนที่เราไว้ใจได้ หรือออกกำลังกายก็ช่วยได้ครับ</p>



<p><strong>ที่บอกว่าต้องพึ่งพาตัวเอง ถึงขั้นต้องออกไปหาเงินเองเลยหรือเปล่า</strong></p>



<p>ใช่ พ่อผมตัดขาดเรื่องเงินตอนผมอายุ 20 ต้องหาเงินด้วยตัวเอง ผมยังจำภาพตอนร้องไห้ในห้องน้ำได้ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมร้องไห้ในห้องน้ำ อ๋อไม่ มีอีก มีร้องไห้ในห้องน้ำอีก เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย เพราะเขาตัดเงินเดือน แต่เขามีที่อยู่ให้ มีห้องให้ มีรถให้ บ้านผมเป็นครอบครัว Middle Class ก็จะมีทุกอย่างที่เตรียมพร้อมให้เราไปใช้ชีวิตเป็นเป็นผู้ใหญ่ จริงๆ ก็ต้องขอบคุณพ่อแม่แหละที่เขาทำแบบนั้นในตอนนั้น</p>



<p>มันทำให้ผมแข็งแกร่ง ทุกวันนี้ผมพึ่งพาตัวเองได้ ใน 10 ปีที่ผ่านมาที่ผมต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง มันมีข้อเสียตามมาคือจะไม่ฟังพ่อแม่ ข้อดีคือเราจะพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ต้องมานั่งรอว่าใครจะมาช่วย</p>



<p><strong>ช่วงแรกที่ถูกตัดเงินเดือนโกรธไหม</strong></p>



<p>โกรธมาก โกรธสุดๆ โกรธแบบแค้นอะ สำหรับคนอื่นอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ลำบากหรอก พ่อแม่ยังช่วยมึงอยู่เลย แต่ตอนนั้นผมไม่มีรายได้นะ สัญญาผมใกล้จะหมด (จาก Kamikaze) จริงๆ แล้วด้วยซ้ำ ผมไม่ได้มีเงินเดือนเหมือนคนอื่น เรียนมหาวิทยาลัยจบก็ไม่ได้ทำงานอะไร ไม่ได้อยากทำงานออฟฟิศ ผมไปสมัครมาแล้วนะ แต่ทำไม่ได้ ไม่อยากทำ มองไม่เห็นว่าจะประสบความสำเร็จได้ยังไง</p>



<p>เพื่อนยังพูดกับผมอยู่เลยว่า มึงจะทำงานประจำไปตลอดชีวิตเหรอวะ มึงจะหาเงินจากมันได้เหรอ ทุกวันนี้มันยังเป็นเพื่อนสนิทผมอยู่นะ มันออกจากงานประจำแล้ว ไปทำชาบู ไปทำธุรกิจเอง ไปทำอะไรที่ไม่ต้องมานั่งโต๊ะทั้งวันทั้งคืน เราทำงานแค่ 4 &#8211; 5 ชั่วโมงก็หาเงินได้แล้ว จริงๆ ถ้าผมไม่ได้เป็นศิลปินผมก็อาจจะขายของใน TikTok ก็ได้ แต่วันนั้นยังคิดไม่ได้ ผมรู้แค่ว่าผมต้องปลดล็อกชีวิตด้วยอะไรสักอย่าง ช่วงนั้นผมผลักดันตัวเองมากๆ อีกแรงผลักหนึ่งก็มาจากปุ้ยด้วย</p>



<p><strong>วันนี้พอมีลูกแล้ว เคยคิดไว้ไหมว่าจะเลี้ยงเขาแบบไหน</strong> <strong>ประคบประหงมหรือปล่อย</strong></p>



<p>อารมณ์เด็กเขาจะเปลี่ยนไปตลอด คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนอยู่ทุกวัน ถามว่าเราจะมีกรอบให้เขาไหม อาจจะมี หลังๆ เริ่มมีมากขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นว่ามีกรอบเสียจนเขาจะรู้สึกไม่ดีกับเรา กรอบกับเรื่องพื้นฐาน เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายตัวเองก็ต้องทำ</p>



<p>และผมพูดอยู่กับภรรยาเสมอว่าช่วยสอนลูกในเรื่องเงินนะ ผู้ใหญ่สมัยก่อนเขาจะบอกว่าเงินไม่ได้เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้เรา ไม่ใช่หรอก เงินเป็นสิ่งที่เราสามารถใช้ได้เพื่อดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้นสอนเขา เพราะว่าไม่งั้นจะเป็นแบบผม ที่ได้เงินมาง่ายและสามารถที่จะทำให้มันหายได้ง่ายเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยมีเงินเยอะขนาดนั้นในบัญชี ตอนอยู่ 3.2.1 ผมใช้หมดเกลี้ยง ไม่มีใครสอนผม</p>



<p>กับลูก เราจะสอนเขาว่าเราทำงานได้เงิน ต้องรู้จักวิธีเก็บเงินด้วย เก็บไม่พอต้องรู้จักด้วยว่าจะลงทุนยังไง แบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แม้ว่าตอนนี้เขาอาจจะไม่เข้าใจแต่ผมก็จะพูดกับเขา เขาถามว่า แดดดี้แล้วเวลาแดดดี้ทำงานเสร็จ แดดดี้เอาเงินไปทำอะไรบ้าง ดี้ก็บอกว่า แดดี้จะเก็บเงิน แล้ววางแผนเงิน ผมจะไม่ซื้อของสะเปะสะปะ เพราะช่วงนี้ลูกผมชอบซื้อของเล่น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187497" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทุกวันนี้คุณเป็นคนใช้เงินเยอะไหม และใช้กับอะไร</strong></p>



<p>หลังๆ ผมชอบเก็บเงินซื้อของใหญ่ ไม่ค่อยซื้ออะไรสะเปะสะปะ อย่างเช่นถ้าผมอยากได้ Porsche ผมก็จะเก็บเงินก้อน หรือถ้าผมอยากได้บ้านหลังใหม่ผมก็จะเก็บเงิน แต่ในชีวิตประจำวันหรือต่อเดือน ผมจะใช้เงินไม่เยอะ เสื้อผ้าผมก็เป็นเสื้อผ้าแนววินเทจ แต่เสื้อผ้าวินเทจมันเริ่มแพงละ</p>



<p>แต่อย่างตัวที่ผมใส่ (จับเสื้อ) อย่างนี้ตัวละ 200 ผมก็ใส่ได้ ไม่จำเป็นต้องแพง เมื่อก่อนผมใส่แบรนด์เนมเยอะมาก เงินในบัญชีหายไปเยอะ พอเราสร้างตัวตนขึ้นมาเราก็อยากแต่งตัวหรือสร้างสไตล์ที่ให้คนเห็นเรา ทุกวันนี้ผมกลับมาใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น คือไม่ใช้จ่ายอะไรนอกเหนือจากที่เราควรจะใช้ หาของอร่อยกิน มากกว่าที่จะต้องมานั่งซื้อเสื้อผ้าทุกวัน</p>



<p>ผมเพิ่งมาใส่แบรนด์เนมตอนอยู่ฮิปฮอป ตอนอยู่แก๊ง Already Deadd ผมคิดว่าการใส่แบรนด์เนม มันอยู่ใน Culture ความเป็นฮิปฮอป มันจะต้องใส่เสื้อแบรนด์เนม เข็มขัดแบรนด์เนม รองเท้าแบรนด์เนม พอออกมาจากจุดนั้น เราก็ไม่ได้ใส่แบรนด์เนมทั้งตัว เหลือแค่ไม่กี่ชิ้น แว่นอันนี้ Cartier เสื้อตัวนี้ก็จะเป็นเสื้อวินเทจของ Harley ตัวนี้ H&amp;M ราคาไม่แพงมาก</p>



<p>ส่วนกางเกงยีนส์ ผมชอบใส่ยีนส์มาก ผมมีแหล่งกางเกงยีนส์นะครับ ชื่อร้านว่า Denim_Bird ราคาไม่เกินพัน จะมีพวก Levi&#8217;s Edwin Carhartt มีหมดเลย ลองเซิร์ชใน IG ก็ได้ ผมไม่เคยไปร้านเลย สั่งออนไลน์ตลอด มันก็เป็นกางเกงที่ขายในห้างนั่นแหละ แต่ผมชอบเสื้อผ้าที่คนใส่มาแล้ว ชอบเสื้อผ้าที่สกปรก ไม่ชอบของใหม่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อกหักอยากฟังเพลงเศร้า<br>คิดถึงเขา GAVIN:D</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187498" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>คุณอยู่ในวงการนี้มาแล้วกี่ปี</strong></p>



<p>โห รู้อายุเลยถ้าบอก (หัวเราะ) ตอนนี้ผม 34 ถ้านับตั้งแต่ออกเพลงแรกตอนนั้นผม 17 ก็ประมาณ 17 ปีแล้ว<br><br><strong>นานเหมือนกันนะ ในฐานะศิลปิน จาก Day 1 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน เติบโตขึ้นแค่ไหน</strong></p>



<p>ผมเปลี่ยนไปมาก Guitar Mag เพิ่งเขียนถึงผมว่าอัลบัมนี้ กวินท์ดูเป็นศิลปินใหม่ ในแต่ละช่วงชีวิต ผมว่าผมเป็นศิลปินใหม่ทุกครั้ง ตอนฮิปฮอปผมก็รู้สึกว่าผมเป็นศิลปินอีกคนหนึ่ง ตอนอยู่ 3.2.1 ผมก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่ง ในวันนี้ผมก็รู้สึกว่าผมก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่ง</p>



<p>แต่ถามว่ามันห่างหายความเป็นกวินท์ไหม ไม่นะ มันจะมีลายเซ็นของเราอยู่ในทุกๆ เพลง แฟนเพลงผมอาจพอรู้ อ๋อ กวินท์มันร้องอย่างนี้ มันเขียนเพลงแบบนี้ ระหว่างนั้น ผมจะถามตัวเองเสมอว่าอยากไปถึงจุดไหน ทำเพลงเพื่อความสุขหรือเพื่อเงิน หาคำตอบเพื่อให้ชัดเจนกับตัวเอง</p>



<p>ในช่วงแรกๆ ผมยังมองไม่เห็น คิดไม่ออกว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ผมว่าเราต้องถามตัวเองบ่อยๆ แล้ววางเป้าหมาย เพราะถ้าไม่ใช่จะได้ไปทำอย่างอื่น หรือบางทีพ่อแม่ผู้ปกครองส่งลูกไปทำในสิ่งที่เขาไม่ได้อยากทำ อยากให้เขาเป็นศิลปิน ดารา นักร้อง แต่ลูกไม่ได้อยากเป็น<br><br>ยุคนี้ผมว่าเราควรถามตัวเองให้มั่นใจว่าอยากทำจริงไหม ถ้าไม่อยากทำควรสู้ ควรบอก ยืนยันกับคนที่เขาบังคับให้เราทำว่าเราไม่ชอบ เรามีสิ่งที่อยากทำมากกว่า คนเราจะเติบโตได้ถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่จะทำได้ดี ทำได้เก่งไหมนั่นอีกเรื่อง แต่พื้นฐานคือต้องถามตัวเองบ่อยๆ ไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม คุณทำเพื่ออะไร ตอบให้ได้</p>



<p>หรือไม่ก็ไปตรวจ DNA ซะ เพราะว่าเราจะได้รู้ว่าเราชอบจริงหรือไม่ อันนี้เรื่องจริงนะ มันจะบอกเลย ผมตรวจ DNA ลูก ผลบอกว่าลูกชอบสัตว์ แล้วเขาก็พูดออกมาจากปากเลยว่าเขาอยากเป็นสัตวแพทย์ ซึ่งก็ดี แต่เขาก็ชอบดนตรีด้วย ชอบตีกลองด้วย<br><br><strong>ถ้ามีคนบอกว่าอยากเป็นศิลปินให้ได้แบบกวินท์ คุณจะตอบว่า</strong><strong><br></strong><strong> </strong>อย่าเป็นแบบผมเลย (หัวเราะ) เหนื่อย แต่ขอให้ฟังเพลงอกหักของผมไปเรื่อยๆ นะครับวัยรุ่นมีหนวด ผมจะพยายามเอาใจคุณให้มากที่สุด แล้วก็ใครที่อยากได้กำลังใจตามคอนเสิร์ต ก็มาหาผมได้ ผมสามารถเป็นคนๆ นั้นที่กอดคุณได้โดยที่เราไม่รู้จักกัน</p>



<p><strong>ในฐานะศิลปิน ตั้งเป้าหมายอะไรไว้อีก อยากไปถึงขั้นไหน</strong></p>



<p>ผมอยากไปเมืองนอกด้วยเพลงไทย อยากมีชื่อที่เมืองนอกด้วย นี่คือที่คิดไว้ ผมมีเพลงที่แต่งไว้เยอะมาก ที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่คิดจะปล่อย อยากเอาใจแฟนเพลงบ้านเราก่อน ทำให้เขาติดใจหลงใหลไปกับเพลงของเราให้ได้ ถ้าทำได้ก็จะทำไปเรื่อยๆ อยากให้เขามีความสุขกับเพลงอกหัก (หัวเราะ)</p>



<p>ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดังอีกแค่ไหน หรือวันหนึ่งจะเงียบหายไป ผมคงทำเพลงเศร้าไปเรื่อยๆ ประคองมันไป เลี้ยงมันไป<br><br><strong>คือชัดเจนว่าจะทำเพลงเศร้า ไม่อยากทำเพลงรักให้มากกว่านี้ ถี่กว่านี้</strong></p>



<p>ไม่ครับ (หัวเราะ) ชัดเจนไหม คนชอบพิมพ์มาว่าเมื่อไหร่กวินท์จะทำเพลงรัก ผมทำแล้วตั้งหลายเพลง ไม่ฟังกันเลย ชอบฟังแต่เพลงเศร้าๆ กัน งั้นฟังเพลงอกหักกันต่อไปครับ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/room101-gavind/">ศาสดาชายรักช้ำ อัลบัมใหม่ ROOM101 และความคิดที่ตกผลึกแล้วในวัย 34 ของ GAVIN:D</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดีกว่าไหมนะ ถ้าจะหาแง่งามของ ชอยซ์ที่เลือกแล้ว ดีกว่านั่งเสียดายชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/decision-made/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187417</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่มีวันไหนที่เราไม่ต้อง ‘ตัดสินใจ’ หรือ ‘เลือก’ ทำอะไรบางอย่าง เพียงแต่สถานการณ์ที่เราต้องเลือกในชีวิตประจำวัน โดยมากเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เกิดซ้ำจนเป็นรูทีน ตอนเที่ยงจะกินอะไร กินกับใคร จะกลับบ้านด้วยวิธีไหน แวะไปเจอเพื่อนก่อนดีไหม ฯลฯ การเลือกแบบที่ว่าเป็นการเลือกแบบง่ายๆ ใช้เวลาคิดไม่ถึง 5 นาที ก็ได้คำตอบ เป็นไปได้ไหมว่า เรื่องง่ายๆ อย่างการเลือกร้านอาหารไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ไม่ได้มีเดิมพันสูง ร้านอาหารที่ไม่ได้เลือกไปกินวันนี้ ค่อยไปกินวันพรุ่งนี้ก็ยังได้ หลายครั้งหลายคราว การตัดสินใจเรื่องง่ายๆ แบบที่ว่าจึงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียดาย และใช่หรือไม่ว่า ในบางครั้ง ถ้าการเลือกมีเดิมพันสูง กระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยน บรรดาชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกจะเวียนกลับมาหลอกหลอนและกัดกินใจเราอยู่เสมอ“ถ้าวันนั้นไม่ลาออกจากงาน ชีวิตคงดีกว่านี้” “ถ้าวันนั้นยอมเป็นหนี้เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ในระยะยาว การเงินที่บ้านคงดีกว่านี้” ยิ่งเดิมพันสูงมากเท่าไร ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่มากแค่ไหน เราจะยิ่งรู้สึกเสียดาย-ที่เราไม่ได้เลือก มากเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าชอยซ์ที่เราเลือกไม่ได้ดีงามเหมือนที่วาดภาพไว้ ความรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้เลือกจะวิ่งตามเรา คล้ายเป็นเงาไม่มีผิด หากใครกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะทำนองนี้ คอลัมน์ a better day ชวนมองอีกหลายๆ มุม ถ้าไม่ไบแอสจนเกินไป แล้วมองลงรายละเอียดกันแบบจริงจัง ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกใช่ว่าจะดีงามไปเสียทั้งหมด และใช่ว่าจะไม่สร้างความทุกข์ให้กับเราเลย ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/decision-made/">ดีกว่าไหมนะ ถ้าจะหาแง่งามของ ชอยซ์ที่เลือกแล้ว ดีกว่านั่งเสียดายชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไม่มีวันไหนที่เราไม่ต้อง ‘ตัดสินใจ’ หรือ ‘เลือก’ ทำอะไรบางอย่าง</p>



<p>เพียงแต่สถานการณ์ที่เราต้องเลือกในชีวิตประจำวัน โดยมากเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เกิดซ้ำจนเป็นรูทีน ตอนเที่ยงจะกินอะไร กินกับใคร จะกลับบ้านด้วยวิธีไหน แวะไปเจอเพื่อนก่อนดีไหม ฯลฯ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187440" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/1-5.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การเลือกแบบที่ว่าเป็นการเลือกแบบง่ายๆ ใช้เวลาคิดไม่ถึง 5 นาที ก็ได้คำตอบ</p>



<p>เป็นไปได้ไหมว่า เรื่องง่ายๆ อย่างการเลือกร้านอาหารไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ไม่ได้มีเดิมพันสูง ร้านอาหารที่ไม่ได้เลือกไปกินวันนี้ ค่อยไปกินวันพรุ่งนี้ก็ยังได้</p>



<p>หลายครั้งหลายคราว การตัดสินใจเรื่องง่ายๆ แบบที่ว่าจึงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเสียดาย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187439" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/2-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>และใช่หรือไม่ว่า ในบางครั้ง ถ้าการเลือกมีเดิมพันสูง กระทบกับชีวิตมากมายถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยน บรรดาชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกจะเวียนกลับมาหลอกหลอนและกัดกินใจเราอยู่เสมอ<br>“ถ้าวันนั้นไม่ลาออกจากงาน ชีวิตคงดีกว่านี้”</p>



<p>“ถ้าวันนั้นยอมเป็นหนี้เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ในระยะยาว การเงินที่บ้านคงดีกว่านี้”</p>



<p>ยิ่งเดิมพันสูงมากเท่าไร ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่มากแค่ไหน เราจะยิ่งรู้สึกเสียดาย-ที่เราไม่ได้เลือก มากเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าชอยซ์ที่เราเลือกไม่ได้ดีงามเหมือนที่วาดภาพไว้ ความรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้เลือกจะวิ่งตามเรา คล้ายเป็นเงาไม่มีผิด</p>



<p>หากใครกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะทำนองนี้ คอลัมน์ a better day ชวนมองอีกหลายๆ มุม ถ้าไม่ไบแอสจนเกินไป แล้วมองลงรายละเอียดกันแบบจริงจัง ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือกใช่ว่าจะดีงามไปเสียทั้งหมด และใช่ว่าจะไม่สร้างความทุกข์ให้กับเราเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187441" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/3-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน</strong></h2>



<p>มันหักห้ามใจยาก เมื่อต้องไม่คิดว่าถ้าวันนั้นเลือกที่จะไม่ลาออก ชีวิตในวันนี้คงดีกว่านี้&nbsp;</p>



<p>คล้ายว่าเราเลือกมองแต่แง่มุมที่ดีของสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แต่มองไม่เห็นหรือเลือกที่จะมองข้ามบางแง่มุมที่ก็กัดกินใจเราเหมือนกัน เหมือนกันกับชอยซ์ที่เราเลือก เราก็เลือกมองแต่แง่มุมดีๆ โดยไม่คิดถึงความทุกข์ที่มันพ่วงมากับสิ่งที่เราเลือก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187442" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/4-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ถ้ายังทำงานอยู่ที่เก่า เรามีเพื่อนฝูงที่สนิทใจเป็นเซฟโซน แถมตอนจะออก เจ้านายก็เพิ่มเงินเดือนเพื่อรั้งตัวไว้ด้วย เพียงแต่ในวันและวัยนั้น งานที่ทำไม่มีความท้าทาย ไม่มีโอกาสได้ลับคมฝีมือ เราในวันนั้นจึงเลือกเดินออกมา</p>



<p>กลับกัน ชอยซ์ที่เราเลือกอาจมอบความท้าทายในหน้าที่การงาน ได้ลับฝีมือ ได้อยู่ท่ามกลางคนเก่งๆ มีโจทย์ยากๆ วิ่งเข้ามาท้าทายให้แก้ปัญหา แต่แลกมากับการไม่มีระบบ เงินเดือนอาจจะไม่สูง ซึ่งก็นำมาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ฯลฯ</p>



<p>ความรู้สึกเสียดายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามองแต่แง่มุมดีๆ ของสิ่งที่เราไม่ได้เลือก จนเราลืมนึกถึงอีกแง่มุมที่ในวันและวัยนั้นเราถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และกัดกินใจในหน้าที่การงานอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>ขอเพียงเข้าใจว่า สิ่งที่เราไม่ได้เลือกหรือแม้แต่สิ่งที่เราเป็นคนเลือกเอง ทุกอย่างมีความสุขและความทุกข์เป็นของมันเองเสมอ ไม่มีชีวิตแบบไหนที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีงานไหนไม่มีปัญหา ทุกอย่างมีแพ็กเกจของมัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187443" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-768x769.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-600x601.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/5-1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>และอย่าลืมว่าเราจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือกแล้วเท่านั้น ชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก-ยิ่งถ้าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เราอาจไม่มีโอกาสได้กลับไปเลือกชอยซ์นั้นอีกแล้ว</p>



<p>ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ ‘เลือกแล้ว’ ดีที่สุด แต่ควรหาแง่งามของมันแล้วใช้ชีวิตต่อ</p>



<p>เพราะนั่นคือชอยซ์ที่เราเลือกแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สวัสดิการที่เอื้อต่อความผิดพลาด</strong></h2>



<p>อันที่จริง ร่องรอยวัฒนธรรมแบบจารีตของสังคมไทยยังมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตของผู้คนอยู่ไม่น้อย สังเกตหรือไม่ว่า ค่านิยมของคนรุ่นก่อนมักจะบอกให้เราเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ หางานที่มั่นคง (ข้าราชการ วิศวกร แพทย์ ฯลฯ) เสร็จแล้วก็ต้องแต่งงาน ซื้อบ้าน และผลิตทายาทสืบทอดต่อไป</p>



<p>แม้ไม่ได้เขม่นกันออกมาซึ่งๆ หน้า แต่ถ้าผิดแผกไปจากนี้ก็ถือว่าใช้ชีวิตมาผิด ไม่ฉลาดเลือก หรือกระทั่งว่าย้อนให้บรรพบุรุษว่าเลี้ยงดูลูกหลานกันมาอย่างไร</p>



<p>คล้ายว่าเอเชียจะมีวัฒนธรรมนี้ร่วมกัน ต่างจากยุโรปที่มองว่ารัฐควรจะมีสวัสดิการที่พร้อมจะซัปพอร์ตทุกความผิดพลาดของพลเมืองในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น สวีเดน เมื่อประชากรลาออกจากงานเพื่อไปลองทำตามฝันแล้วเกิดข้อผิดพลาด รัฐจะจ่ายเงินซัปพอร์ตให้ 80%<strong> </strong>ของเงินเดือนเดิมในช่วง 200 วันแรก ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมของบางประเทศยังมุมมิบจ่าย ‘เงินว่างงาน’ ช้าเหมือนเต่าคลาน กระทั่งสวัสดิการรัฐด้านอื่นๆ ยิ่งมองไม่เห็นว่ามีความพยายามที่จะซัปพอร์ตประชาชนที่พบเจอกับความผิดพลาดในชีวิต<br>เมื่อรัฐไม่มีฟูกมาคอยซัปตอนล้ม เราจึงได้ยินเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ที่พยายามแหกออกจากกติกาแบบเดิมๆ เช่น ไม่เทิดทูนความลำบาก หรือเลือกที่จะไม่ทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ความยืดหยุ่นกลายเป็นแว่นในการมองหางานของคนยุคใหม่</p>



<p>เลือกที่จะไม่ผูกมัดตัวเองไว้กับอาชีพเดียวและกระจายความเสี่ยงออกไปในแนวราบ เราจึงเห็นการดิ้นร้นในการทำจ็อบเสริมเยอะมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจมาจากความเชื่อลึกๆ ว่าถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เลือกทำแล้วล้ม ยังพอมีอีกสิ่งที่ประคับประครองให้ไปต่อได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187444" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/6-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นี่เท่ากับว่าประชาชนดิ้นรนกันเองตามยถากรรม สังคมไทยดูเหมือนยังห่างไกลเหลือเกินกับการซัปพอร์ตความผิดพลาดของประชาชนในการดำเนินชีวิต แต่เป็นเรื่องน่ายินดีที่คนจำนวนไม่น้อยมองว่าไม่จำเป็นต้องผ่านด่านที่ครั้งหนึ่งสังคมกำหนดให้ต้องข้าม แต่เลือกใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้ แบบที่คิดมาถี่ถ้วนแล้ว</p>



<p>เพียงแต่มันน่าเสียดายที่เราน่าจะมีสังคมที่ออกแบบมาให้เราผิดพลาดได้ และคอยโอบอุ้มเราไม่ให้บาดเจ็บล้มตาย ให้สามารถลืมตาอ้าปากและใช้ชีวิตต่อไปได้</p>



<p>เพราะไม่ว่ายังไง เราทุกคนก็ต้องตัดสินใจบางเรื่องในชีวิตผิดพลาดกันแน่ๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187445" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/7-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เลือก (ผิด) ดีกว่าไม่เลือก</strong></h2>



<p>ผู้เขียนได้อ่านหนังสือ ‘ครึ่งจริง ครึ่งฝัน และพระจันทร์ของคนหนุ่ม’ เขียนโดย วิรัตน์ โตอารีย์มิตร นักเขียนนามปากกา ญามิลา ใจความหนึ่งมีการกล่าวถึงการเลือกทำบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเอาไว้แบบนี้</p>



<p>“เลือกกันเถอะ เมื่อยังมีเวลาและโอกาสให้ตัดสินใจ ไม่มีอะไรผิดถูกอย่างแท้จริง วันนี้ผิดพรุ่งนี้ถูก หรือวันนี้ถูกพรุ่งนี้อาจผิด บางทีก็แล้วแต่ว่าใครเป็นผู้พิจารณาด้วย ตรงนี้ไม่สำคัญ สำคัญกว่าคือเมื่อเลือกแล้วหัวใจเราเป็นอย่างไรบ้าง บางคนยอมถูกเลือก เพราะตรงนั้นมีหลายด้านที่เป็นความหมายของชีวิต”</p>



<p>ในวันและวัยที่ยังลองผิดลองถูกได้ ความหมายของชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก เราให้ค่ากับสิ่งไหนเป็นพิเศษ หมกมุ่น หลงใหล อยากปะทะ หรือพร้อมกระโจนเข้าใส่ โดยมาก เราก็มักจะเลือกทำสิ่งนั้น-สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย แม้อย่างที่กล่าวไปว่ามันจะพ่วงมาด้วยแพ็กเกจความทุกข์อีกนับไม่ถ้วน</p>



<p>ไม่ใช่แค่ผู้เขียน ครึ่งจริงครึ่งฝันฯ ผู้มากประสบการณ์ชีวิตหลายคนพูดในทำนองเดียวกันว่า ‘เลือกดีกว่าไม่เลือก’ ซึ่งทุกคนทราบดีว่าการเลือกทำสิ่งหนึ่ง หมายถึงต้องละทิ้งอีกสิ่งหนึ่ง นั่นเป็นเรื่องที่ต้องรับให้ได้</p>



<p>แก่นแกนของหนังสือเล่มนี้ครั้งหนึ่งเคยทำให้ NGO หนุ่มด้านสิ่งแวดล้อมลาออกแล้วเดินตามความฝันในการเป็นนักเขียน จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเป็นบรรณาธิการที่สร้างคุณค่าให้กับวงการนิตยสารและสื่อสารมวลชน</p>



<p>แน่ล่ะว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมจำนนและละทิ้งความฝัน คนเหล่านี้มีอยู่จริง และค่อนข้างมั่นใจว่ามีอยู่มากด้วยซ้ำไปในบ้านเรา แต่เหมือนอย่างที่วิรัตน์ว่าไว้ในหนังสือ การละทิ้งความฝันไม่ใช่ความผิด เพราะนั่นคือการเลือกที่ได้ตัดสินใจแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187446" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/8-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>หลายเดือนก่อน ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟัง ฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี เจ้าของช่อง Farose กล่าวในรายการสัมภาษณ์ ขอบคุณคุณแม่ที่บอกให้ลูกเป็นคนเลือกเองว่าจะเข้าคณะอักษรฯ จุฬาฯ ดีหรือไม่ คำพูดอาจไม่ถูกต้อง 100% แต่กล่าวประมาณว่า</p>



<p>“เลือกเอง ถ้าเลือกผิดจะได้ไม่ต้องโทษใคร แต่ถ้าเลือกถูก หนูจะได้ภูมิใจไปตลอดชีวิต”</p>



<p>เลือกผิดเลือกถูกอาจดีกว่ามานั่งเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้เลือก</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/decision-made/">ดีกว่าไหมนะ ถ้าจะหาแง่งามของ ชอยซ์ที่เลือกแล้ว ดีกว่านั่งเสียดายชอยซ์ที่เราไม่ได้เลือก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลังหนังสือ การแสดง และอัลบัมใหม่ของ แม็กซ์ เจนมานะ เด็กชายที่ซุกซ่อนในตัวศิลปิน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/max-jenmana/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[MaxJenmana]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[แม็กซ์เจนมานะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187394</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เหมือนห้องเรียน ผมมองงานแต่ละชิ้นแบบนั้น”โดยนิสัย แม็กซ์ เจนมานะ เป็นศิลปินที่ชอบกระโดดไปทำงานนู้นงานนี้อยู่บ่อยๆ ในฐานะนักร้อง เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากรายการ The Voice Thailand Season 1 บางคนอาจจดจำเขาในฐานะเจ้าของเพลงฮิต ไม่ว่าจะเป็น วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ไวน์ ถ้าพระอาทิตย์ ฯลฯ นี่ยังไม่รวม Rehab Session ที่เขาทำไว้มากมายเมื่อ 11 ปีก่อน เขาดอดไปเขียนหนังสือมา 2 เล่ม บรรณาธิการออกปากชมว่าเขียนได้ดี มีลีลาทางภาษา และเขาน่าจะเป็นนักร้องไม่กี่คนที่ได้ไปงานหนังสือฯ เพื่อแจกลายเซ็น-ไม่ใช่แฟนเพลง แต่เป็นแฟนหนังสือ หรืออย่างงานแสดงที่เขามองว่าเป็นยาขม พอได้ลองทำปรากฏว่าติดใจ ไม่ว่าจะเป็น พีท นักธุรกิจใน Mind Memory 1.44 พื้นที่รัก หมอนะโม ใน Ghost Lab โกสต์แล็บ ฉีกกฎทดลองผี หรืออย่างล่าสุดกับบท หนุ่ย กนก ใน 4 Kings ภาค 2 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/max-jenmana/">เบื้องหลังหนังสือ การแสดง และอัลบัมใหม่ของ แม็กซ์ เจนมานะ เด็กชายที่ซุกซ่อนในตัวศิลปิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“เหมือนห้องเรียน ผมมองงานแต่ละชิ้นแบบนั้น”<br>โดยนิสัย แม็กซ์ เจนมานะ เป็นศิลปินที่ชอบกระโดดไปทำงานนู้นงานนี้อยู่บ่อยๆ ในฐานะนักร้อง เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากรายการ The Voice Thailand Season 1 บางคนอาจจดจำเขาในฐานะเจ้าของเพลงฮิต ไม่ว่าจะเป็น วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ไวน์ ถ้าพระอาทิตย์ ฯลฯ</p>



<p>นี่ยังไม่รวม Rehab Session ที่เขาทำไว้มากมาย<br>เมื่อ 11 ปีก่อน เขาดอดไปเขียนหนังสือมา 2 เล่ม บรรณาธิการออกปากชมว่าเขียนได้ดี มีลีลาทางภาษา และเขาน่าจะเป็นนักร้องไม่กี่คนที่ได้ไปงานหนังสือฯ เพื่อแจกลายเซ็น-ไม่ใช่แฟนเพลง แต่เป็นแฟนหนังสือ</p>



<p>หรืออย่างงานแสดงที่เขามองว่าเป็นยาขม พอได้ลองทำปรากฏว่าติดใจ ไม่ว่าจะเป็น พีท นักธุรกิจใน Mind Memory 1.44 พื้นที่รัก หมอนะโม ใน Ghost Lab โกสต์แล็บ ฉีกกฎทดลองผี หรืออย่างล่าสุดกับบท หนุ่ย กนก ใน 4 Kings ภาค 2 ที่ได้รับคำชื่นชมล้นหลามในฐานะนักแสดง</p>



<p>คล้ายว่าเขาสนุกกับการเปลี่ยนห้องเรียนไปเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<p>ล่าสุดเขากำลังทำอัลบัมใหม่ โดยปล่อยผลงานออกมาให้ฟังกันแล้ว 2 เพลง ‘ก็ยังดี’ กับ ‘ลม’ เราจึงนัดพบเขาที่ออฟฟิศ a day เพื่อพูดคุยถึงอัลบัมใหม่ รวมถึงเบื้องหลังสารพัดงานที่เขาได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือแม้แต่การแสดงหนัง&nbsp;</p>



<p>อะไรทำให้เขาชอบกระโดดไปทำงานที่หลากหลาย และเขาเห็นคุณค่าอะไรในงานเหล่านั้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เด็กชายสายตาสั้นรักการอ่าน</strong></h2>



<p>แม็กซ์เขียนหนังสือมาแล้ว 2 เล่ม Strange to Meet You &#8211; หน้าแปลกที่แปลกหน้า และ The Boy Who Never Grows &#8211; เด็กไม่รู้จักโต ทั้ง 2 เล่มตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) ย้อนไปสมัยเพิ่งเข้าวงการ เขาให้สัมภาษณ์ว่าชอบอ่านชอบเขียนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ที่บ้านถึงกับตกลงกันว่าถ้าพาไปเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ซื้อให้อย่างเดียวคือหนังสือ ก่อนคุยถึงเบื้องหลังหนังสือทั้ง 2 เล่ม เราอยากนั่งคุยกับเขาเรื่องการอ่านก่อน ด้วยเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าการอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการเขียน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187395" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/01-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คุณเขียนหนังสือมา 2 เล่ม อยากรู้ว่าคุณเป็นคนชอบอ่านชอบเขียนมาตั้งแต่เด็กเลยไหม</strong></p>



<p>ผมเป็นเด็กสายตาสั้นที่ชอบอ่านหนังสือมาก ผมเป็นเด็กที่ไม่สูงมาก แต่คนในครอบครัวผมตัวสูง 180-190 หมดเลย สูงชิบหาย มองไม่เห็นเลยใครเป็นใคร (หัวเราะ) ผมก็เลยถูกบังคับให้นอนเร็ว ก็จะคลุมผ้าแล้วเอาไฟฉายส่องอ่านหนังสือตอนกลางคืน<br><br><strong>อ่านอะไร</strong></p>



<p>ผมอ่านหลากหลายนะ นิยาย วรรณกรรมเยาวชน คือผมก้มหน้าก้มตาอ่านจนฮอร์โมนไม่หลั่ง ร่างกายก็เลยไม่โต ตอนนั้นผมบ้าอ่านจริงๆ อ่านตั้งแต่เช้าถึงเย็น อ่านวันละ 1-2 เล่ม ไม่รู้เอาเวลาจากไหนไปอ่านหนังสือ กลับมาบ้านหรือปิดเทอมก็จะอ่าน เอาไปอ่านที่โรงเรียนด้วย ตอนนี้ก็เลยสงสัยว่าเวลาอ่านหนังสือมันหายไปไหนหมด (หัวเราะ)</p>



<p><strong>คือเป็นคนรักการอ่าน โมเมนต์ไหนที่รู้สึกว่าอยากจะเขียน</strong></p>



<p>พออ่านบ่อยเข้ามันก็อยากเขียนทันทีนะ ผมคิดว่าคนที่เป็นนักอ่านอยากเป็นนักเขียน มันคือการเอาข้างในออกมา เรารับ input มาแล้วก็ต้องปล่อย output ออกมา ตอนเด็กๆ ผมอยากแข่งแว่นแก้ว อยากลงสมัคร อยากเขียน ผมจำได้ก็เขียนแล้วก็เขียนกากมากเลย (หัวเราะ) แต่มีความอยากเขียนมาตลอดตั้งแต่เด็กแล้วครับ<br><br><strong>คนอื่นๆ ในครอบครัวอ่านไหม</strong></p>



<p>พ่อกับน้องชายผมก็อ่าน ส่วนแม่กับน้องสาวไม่ค่อย เขามีเวย์ของตัวเอง พ่อผมจะมีห้องหนังสือที่มีหนังสือวางบนชั้นเยอะมากๆ แต่ก็จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตซะเยอะ ผมก็จะไปทางฟิกชันกับการ์ตูนเป็นหลัก<br><br><strong>จากที่ฟัง บ้านคุณสนับสนุนการอ่านเต็มที่ วันนี้พอมีลูกแล้ว คุณปลูกฝังการอ่านให้เขาไหม</strong></p>



<p>เขาอ่านด้วยตัวเอง ผมแทบไม่ต้องปลูกฝังอะไรเลย ตอนนี้อ่านเขาแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ ถ้าเป็นการ์ตูนเขาจะอ่านวันพีช คือเหมือนผมก็วางๆ หนังสือเอาไว้ เดี๋ยวเขาก็หยิบขึ้นมาอ่านเอง<br><br><strong>อย่างที่รู้กันว่าคุณมีหนังสือของตัวเอง 2 เล่ม ใครเห็นแววว่าคุณเขียนหนังสือได้</strong></p>



<p>ตอนนั้นผมเป็นเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเข้าวงการ มีคนมาสัมภาษณ์แล้วก็รู้ว่าผมชอบอ่านหนังสือและชอบเขียน ก็คงไปถึงหู เลยได้รับการทาบทาม ช่วงนั้นสำนักพิมพ์ Salmon Books มีหนังสือออกมาเยอะ พี่หนุงหนิง (ศิษฎา ดาราวลี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) ถามว่าอยากเขียนเรื่องอะไร ผมบอกว่าก็ไม่รู้จะเขียนอะไร เขาเลยให้ผมเขียน Non-Fiction ก่อน เอาเรื่องตัวเองมาเขียน</p>



<p>ผมเลือกเขียนเรื่องคนแปลกๆ ในชีวิตดีกว่า คือผมชอบเดินทางมาก ชอบหาเรื่องไปเที่ยวต่างประเทศ ก็เลยเจอคนแปลกๆ เยอะมาก ผมก็คัดมา 21 เรื่อง เกี่ยวกับคนที่เจอในชีวิตที่คิดว่าแม่งแปลก (หัวเราะ) มีทั้งแปลกหน้า กับรู้จักกัน แต่เขาเป็นคนแปลก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-6-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187396" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-6-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-6-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-6-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/02-6.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ที่มาห้องแม็กซ์เจนกับหนังสือเล่มแรกในชีวิต</strong></h2>



<p>2558 คือปีที่ Strange to Meet You &#8211; หน้าแปลกที่แปลกหน้า เดินทางสู่มือนักอ่าน ตีกลมๆ ก็ 11 ปี พอดี ด้วยระยะเวลาที่ทิ้งห่างขนาดนั้น แม้เป็นเจ้าของความทรงจำ เราเดาว่าข้อมูลบางอย่างอาจหลงหายไปในกาลเวลา ซึ่งเขายืนยันอย่างนั้นในวันสัมภาษณ์ เราจึงติดต่อพูดคุยกับ <strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">หนุงหนิง-ศิษฏา ดาราวลี</mark></strong> บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) ผู้แชร์ความทรงจำร่วมกับแม็กซ์ตอนเขียนหนังสือ สิ่งที่เราสนใจพอๆ กับเบื้องหลังหนังสือคือคำถามที่ว่า การเขียนหนังสือเล่มแรกในวัย 24 ปี มองย้อนกลับไป เขาได้บทเรียนอะไรบ้าง</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">มองเห็นอะไรในตัวเขาถึงชวนมาเขียนหนังสือ</mark></strong></p>



<p>เริ่มจากมีน้องที่รู้จักกันเป็นแฟนหนังสือของสนพ. และแฟนคลับแม็กซ์ด้วย เขาทักมาทางโซเชียลฯ ว่าอยากแนะนำให้ลองชวนแม็กซ์เขียนหนังสือ เพราะแม็กซ์ชอบอ่านหนังสือ อยากเขียนหนังสือ</p>



<p>ตอนนั้นเป็นช่วงที่เรากำลังหานักเขียนหน้าใหม่ ก็เลยลองนัดคุย แล้วก็บอกให้แม็กซ์ลองเขียนมาให้อ่าน จริงๆ ไม่ได้คาดหวัง แต่แม็กซ์เขียนส่งมา แล้วเขียนดีจนเราดีใจ รู้เลยว่าเป็นคนอ่านหนังสือมาเยอะ เขามีภาษา มีสำนวน มีลูกเล่น</p>



<p><strong>หนังสือเล่มแรกใช้เวลาเขียนนานไหม</strong></p>



<p>ไม่นานเลยครับ ด้วยความที่เป็นเล่มแรก มาจับดูตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าอ่านนะเนี่ย พอเราโตขึ้นแล้วเราจั๊กจี้มั้ง แต่ไม่ถึงกับครินจ์ เพราะมันก็ตัวเรา ก่อนหน้านี้อาจจะรู้สึกมากกว่านี้ ผมชื่นชมไอ้แม็กซ์ตอนเด็กๆ เสมอครับ มันเป็นคนที่ทำงานดี เป็นคนตั้งใจ<br><br><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">บางคนบอกว่าสไตล์การเขียนของแม็กซ์จะยียวน บ.ก.อย่างคุณเห็นด้วยไหม</mark></strong></p>



<p>ก็เหมือนนิสัยคนเขียน (หัวเราะ)<br><br><strong>ในแง่การดิไซน์ คุณออกไอเดียพาร์ตไหนบ้าง</strong></p>



<p>ผมยังจำชื่อคนวาดได้อยู่เลย Pinary เป็นคนวาดภาพทั้งเล่มและหน้าปก ผมชอบลายเส้นของเขานะ มันเหมือนตอนเราวาดในร้านกาแฟ บรีฟคือ ผมก็แค่เล่าเรื่องที่ไปเจอคนแปลกๆ ไป เขาวาดออกมาไม่มีแก้เลย ผมชอบทุกอย่าง<br><br><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">ปรับแก้กันนานเหรอ ถึงขั้นแม็กซ์ต้องหอบเสื้อผ้าไปนอนอยู่ที่ออฟฟิศบ่อยๆ</mark></strong></p>



<p>งานแม็กซ์แก้ไม่นานค่ะ อย่างที่บอกว่าเพราะเขียนมาดีอยู่แล้ว ปัญหาคือทำยังไงให้เขียนเสร็จมากกว่า ก็เลยเป็นที่มาของห้องแม็กซ์เจน จริงๆ ไม่ได้ขัง แต่มันอยากเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ แล้วบ้านตัวเองก็ไกล พอมาแล้วอยู่ดึกก็ขี้เกียจกลับ ก็เลยยึดห้องหนึ่งเป็นห้องตัวเองไปเลย บางทีมาตั้งแต่คืนวันศุกร์ พอเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ยอมกลับ เคยต้องแวะเอาอาหารมาส่ง แล้วก็ปล่อยให้เฝ้าออฟฟิศต่อไป<br><br><strong>โมโมนต์ที่ได้ไปเซ็นหนังสือเล่มแรกรู้สึกยังไ</strong>ง</p>



<p>เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่มาก นักร้องมาเซ็นหนังสือ ตอนนั้นผมใช้นามปากกว่า ‘เจนมานะ’ สำหรับการเป็นนักเขียนโดยเฉพาะ ที่บ้านบอกว่ามึงเอาชื่อทั้งตระกูลไปใช้เลยเหรอ แต่ถ้าเป็นลายเซ็นตอนเป็นศิลปินก็จะแรดๆ กว่านี้นิดนึง (หัวเราะ)<br><br><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">อะไรคือเรื่องตลกๆ กับความทรมานของแม็กซ์ตอนเขียน Strange to Meet You</mark></strong></p>



<p>เรื่องตลกคือแม็กซ์กลัวผี ส่วนทรมาน นึกออกแบบไวๆ ก็คือเรื่องอดนอน จำได้ว่าเวลาเจอหน้าต้องถามว่าได้นอนหรือยัง นอนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วเป็นอย่างนั้นตลอดการปิดเล่ม<br><br><strong>อะไรคือสิ่งที่คุณเรียนรู้จากการทำหนังสือเล่มแรก</strong></p>



<p>หลายอย่างมากเลย ตอนเขียนเล่มแรกผมทรมานมาก และได้รู้ว่า Deadline นี่มันทรงพลังมากเลย ต่อให้มีแรงบันดาลใจมากแค่ไหน ก็ยังขุดให้ผมมานั่งเขียนได้ไม่เท่า Deadline เลยครับ เล่มแรกไม่เท่าไหร่ เล่มสองนี่โคตรโหดเลย<br><br><strong>ตอนเริ่มเขียนหนังสือคุณเพิ่ง 20 ต้นๆ ในวัยนั้นคิดว่าเร็วไปไหมที่จะเขียนหนังสือ</strong></p>



<p>ไม่เร็วไปหรอกครับ เขียนไปเลย คนสร้างงานศิลปะโชคดีอย่างหนึ่งคือได้บันทึกความคิดของตัวเองในวัยนั้นเอาไว้ ยิ่งถ้างานได้ออกสู่สาธารณะยิ่งดีเลย บางครั้งมันดูน่าอาย แต่มันก็จะทำให้จำได้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นคนแบบไหน เพราะฉะนั้นใครอยากเขียนหนังสือ ทำเพลง หรือทำอะไรก็แล้วแต่ ทำออกมาเลย ผม Encourage ให้ทำสิ่งนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เด็กไม่รู้จักโตที่เขียนหนังสือเล่มสองอยู่ 1 ปี</strong></h2>



<p>อันที่จริงเขาอยากเขียน Fiction มาตั้งแต่เล่มแรก แต่เหมือนยังตกตะกอนไม่พอ ไม่มั่นใจ ยังคิดเรื่องไม่ออก ต้องกวนน้ำให้ขุ่นอีกสักหน่อย The Boy Who Never Grows &#8211; เด็กไม่รู้จักโต จึงคลอดออกมาเป็นเล่มที่สอง ซึ่งเขาใช้เวลาเขียน 1 ปีเต็ม ระหกระเหเดินทางเพื่อหนีจากปัญหาหลายๆ อย่าง เขาว่าชีวิตในวัยนั้นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเด็กเพิ่งจบใหม่ก้าวเข้าสู่โลกผู้ใหญ่แบบเต็มตัว มีความสับสน แต่ที่รู้สึกชัดที่สุดคือโหยหา ‘ความเป็นเด็ก’ จึงหยิบประเด็นนี้มาถ่ายทอดผ่านตัวอักษร เราเชื่อว่ายังมีวัยรุ่นอีกมากที่รู้สึกแบบเดียวกับเขา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187397" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/03-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ตอนนั้นคุณเป็นนักร้องแล้ว มีการมีงานแล้ว สนใจอะไรในประเด็นนี้-เด็กไม่รู้จักโต</strong></p>



<p>ตอนนั้นผม 24 เอง เราก็คิดว่าสรุปนี่เรายังเด็กอยู่หรือเปล่าวะ แต่ก็ดูไม่เป็นเด็กแล้วนะ มันเป็นผู้ใหญ่แล้วในระดับหนึ่ง แต่มันก็ยังมีบางส่วนที่เป็นเด็กค้างอยู่ คือเราเพิ่งเรียนจบทำงานได้ 3 ปีเอง ผมก็เลยได้ไอเดียว่าอยากจะคงความเป็นเด็กของตัวเองเอาไว้ บันทึกเอาไว้ว่าเราเป็นเด็กที่ยังไม่อยากโต ก็เลยคิดถึงปีเตอร์แพน โมเดิร์นปีเตอร์แพน มันก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องออกเดินทางไปข้างนอก เป็นการระบายของผมผ่าน Fiction</p>



<p><br><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">อาร์ตในเล่มที่สองโชว์ลายเส้นซะเยอะ ไอเดียเรื่องอาร์ตมาจากใคร</mark></strong></p>



<p>แม็กซ์เป็นคนหาเรฟและเลือกสไตล์ภาพประกอบเอง คือเค้าจะมีภาพในหัวว่าผมอยากได้แบบนี้ๆ เราก็พยายามหาคนที่วาดได้อย่างที่น้องต้องการมาเสิร์ฟ คนออกแบบอาร์ตในเล่มคือ Patsachon ส่วนหน้าปกน่าจะเป็นกราฟิกของสนพ. ตอนนั้น</p>



<p><strong>พอต้องมาเขียนเรื่องแต่ง ยากกว่าเขียนเรื่องจริงไหม</strong></p>



<p>ยากมาก มันคือการสร้างโลกโลกหนึ่งขึ้นมา มันจะรู้สึกแปลกๆ นิดหนึ่งที่เขียนเรื่องแฟนตาซี มันยากกว่าเล่มแรก เล่มแรกมันเป็นเรื่องจริง แต่เหมือนเรื่องเล่าที่พูดกันในวงเหล้าหรือกลุ่มเพื่อน แต่กับเล่มนี้เหมือนเราต้องขุดเอาข้างในออกมาเขียน</p>



<p>ผมใช้เวลาเขียน 1 ปี และเล่นใหญ่ไปเก็บข้อมูล 3 ประเทศ อินเดีย นิวยอร์ก และนอร์เวย์ จริงๆ ผมหาเรื่องไปเที่ยว เหมือนตอนนั้นผมอายุ 25 พอดี แล้วชีวิตมันมีอะไรถาโถมเข้ามาเยอะ สัญญากำลังจะหมด ไม่รู้จะทำอะไรต่อ กำลังจะมีลูก ทะเลาะกับเพื่อน ชีวิตค่อนข้างไร้ทิศไร้ทางมากๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187398" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/04-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">อะไรคือเสน่ห์ของหนังสือทั้ง 2 เล่ม ของแม็กซ์</mark></strong></p>



<p>สิ่งที่เด่นมากของแม็กซ์คือสำนวน สไตล์ภาษา เล่มที่เป็น Non-Fiction ก็เล่าเรื่องจริงได้สนุก มีจังหวะมีลูกเล่น อ่านสนุก ส่วนเล่มที่เป็น Fiction เขาโชว์ความลึกซึ้งและจินตนาการของตัวเองออกมาเต็มที่ ซึ่งมันเป็นสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร และไม่พยายามเขียนเหมือนใคร<br><br><strong>ที่คุณบอกว่าเล่มสองโหดมาก ติดขัดตรงไหนเหรอ</strong></p>



<p>พอเดินทางไปเก็บข้อมูลมาแล้ว ขั้นตอนนั่งเขียนนี่ยากสุดเลย เราเขียน Fiction มันไม่ใช่เรื่องจริง มันต้องปล่อยให้ความคิดวิ่งไปข้างหน้า เราต้องเป็นคนดำเนินเรื่องไป เหมือนเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวละครจะไปเจอกับอะไร ผมมีแค่โครงที่หลวมมากๆ จนถึง Deadline แล้วผมยังไม่เสร็จ ผมขี้เกียจเขียน เริ่มงอแง<br><br>พี่หนุงหนิงน่ารักมาก แกลากไวต์บอร์ดมากลางออฟฟิศแซลมอน แล้วก็เขียนสตอรีบอร์ด ว่ามันมีโครงประมาณนี้ มันต้องมี Hero Journey เริ่มออกเดินทาง เจอปัญหา แก้ปัญหา เรียนรู้อะไร แล้วก็จบ พอส่งปรู๊ฟเขาก็ชมกันว่าเขียนดี เออเขียนดี แต่กูจะตายอยู่แล้วเนี่ย (หัวเราะ) แทบจะรีดวิญญาณออกมาเขียนแล้ว</p>



<p><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-red-color">ฝั่งนักเขียนปั่นต้นฉบับเดือดพอตัว ฝั่งสำนักพิมพ์เดือดแค่ไหน</mark></strong></p>



<p>จำได้ว่าเดือดมาก ปิดเล่มเหมือนหนีตายและเสร็จเป็นเล่มท้ายๆ เล่มแรกก็เหมือนกัน<br><br><strong>ลึกๆ ทำไมถึงงอแงไม่อยากเขียน</strong></p>



<p>ผมกลัว ตรงหน้ามันคือความกลัว ผมเลยไม่อยากเดินไปตรงนั้น ผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่ไหน ผมเข้าใจนักเขียน ศิลปิน ไม่ว่าแขนงไหนก็ตาม ลึกๆ แล้วอาจจะมีความกลัวอยู่</p>



<p>ผมได้เรียนรู้ว่าทำไปตั้งแต่ทีแรกก็จบ มันน่าจะสบายกว่านี้ ทำวันต่อวันไปเรื่อยๆ ดีกว่าการไปว่ายน้ำแล้วรอให้ไอเดียโผล่มา แล้วกลับมาเขียนจบภายในคืนเดียวจนเกิดเป็นมาสเตอร์พีซ อันนั้นบ้าแล้ว (หัวเราะ)<br><br>เราต้อง Make it fun everyday วิ่งจ็อกไปเรื่อยๆ ทุกเช้าเขียนไปเรื่อยๆ จนมันรวมเป็นภาพใหญ่ แต่ตอนนั้นผมคิดไม่ได้ ยังเด็ก ถ้าเป็น บ.ก. มอง ก็จะมองว่ามึงก็แค่เขียนๆ ไป ขี้หมูขี้หมาตื่นมาเขียนให้ได้สักประโยคหนึ่ง กินกาแฟไปด้วยก็ได้ เขียนไปเถอะ ไม่มีใครรู้นอกจากตัวมึงเอง อย่ากลัวตัวเอง<br><br><strong>อยากกลับมาเขียนหนังสือไหม</strong></p>



<p>อยากครับ ผมเขียนเก็บไว้เสมอเลย ไม่ว่าจะในมือถือ ในเศษกระดาษ หรือในคอม เขียนเก็บไว้แล้วแบ่งเป็นโฟลเดอร์ อาจจะมีรวมเรื่องสั้นสักเล่มหนึ่งที่มีธีมมาครอบ และก็อยากจะเขียนอะไรที่มันสามารถพัฒนาจนกลายเป็นบทหนังได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187399" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/05-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187400" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/06-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>นักแสดงยิ่งอายุมากยิ่งดี</strong></h2>



<p>เด็กๆ เคยอยากเป็นนักเขียนไหม-เคย อยากเป็นนักร้องนักแต่งเพลงไหม-เคย แล้วเคยคิดอยากจะเป็นนักแสดงไหม-ไม่เคย เขาบอกว่าการแสดงเป็นศาสตร์ที่เขาอ่อนซ้อมที่สุด แต่ก็มักได้รับโอกาสให้แสดงอยู่เสมอ ตั้งแต่เป็น พีท นักธุรกิจใน Mind Memory 1.44 พื้นที่รัก คุณหมอนะโม ใน Ghost Lab โกสต์แล็บ ฉีกกฎทดลองผี นี่ยังไม่รวมซีรีส์อีกหลายเรื่องที่เขาไปรับเชิญอยู่ประปราย แต่ผลงานที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะนักแสดงคือ 4 Kings ภาค 2 เราจึงชวนเขาคุยถึงเบื้องหลังและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้ รวมถึงทัศนคติที่มีต่ออาชีพนักแสดง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187401" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/07-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>4 Kings ภาคแรก แค่ร้องเพลงประกอบ 4 Kings ภาค 2 คุณเล่นเป็น ‘หนุ่ย กนก’ อะไรทำให้ตัดสินใจรับบทนี้</strong></p>



<p>พี่พุฒิ (พุฒิพงษ์ นาคทอง) เขาชวนผมไปเล่น จริงๆ ผมชอบดูหนังมากนะ แต่บอกตามตรงผมไม่ถนัดแสดงเลย มันเป็นศาสตร์ที่เราไม่ได้ทำการบ้านมากเท่าศาสตร์อื่น แต่มักถูกชวนไปเล่นตลอด กับ 4 Kings ภาค 2 ผมไม่แน่ใจว่าพี่พุฒิเห็นอะไรในตัวผมเหมือนกันนะครับ แต่เราสนิทกัน บ้านอยู่ใกล้กัน แฮงเอาต์กันบ่อย<br><br><strong>ที่บอกว่าไม่ถนัด</strong> <strong>พอต้องมาแสดง 4 Kings ภาค 2 มันยากแบบที่คิดไว้ไหม</strong></p>



<p>มันยากตั้งแต่วันไปเวิร์กช็อปเลยครับ ผมไปเวิร์กช็อปกับ ครูร่ม-ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์ จับผมไปเจอกับ เบน (เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี) จี๋ (สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร) พี่แหลม (สมพล รุ่งพาณิชย์) แล้วก็พี่ท็อป (ทศพล หมายสุข)</p>



<p>ในเวิร์กช็อปจะมีกล่องวางไว้หลายๆ ใบ แต่ละกล่องมีอารมณ์ไม่เหมือนกัน มีร้องไห้ อีกกล่องอาจจะร้องไห้หนักขึ้น เสียใจ เสียใจขึ้นเรื่อยๆ หัวเราะ โกรธ กำลังมีเซ็กซ์ เราต่อแถวกันสร้างอารมณ์พวกนี้ แล้วเสียงในห้องมันดังมาก บางคนกำลังมีเซ็กซ์ บางคนร้องไห้ แต่ละคนปล่อยกันเต็มที่ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าแม่งมันส์ว่ะ การแสดงเนี่ย<br><br><strong>คุณเล่นเป็นคนติดม้า ทำการบ้านกับตัวละครนี้ยังไง</strong></p>



<p>ผมไปถามเพื่อนๆ ที่เขาเป็นเด็กช่าง ก็เลยได้รู้อินไซต์มาอย่างหนึ่งคือ คนติดยาเขาจะพกยาดมกัน เพราะเมื่อก่อนเขาเก็บม้าไว้ในยาดม เปิดตรงปลายออกแล้วใส่ม้าเข้าไป ตอนอยู่ในกองหรือแม้แต่ตอนเข้าฉาก ผมก็จะพกยาดมไว้ตลอด คือทำนิสัยให้คล้ายๆ กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187402" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/08-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p><strong>หนังสือที่เขียนยังไม่กล้าอ่าน เขินไหมเห็นตัวเองบนจอ&nbsp;</strong></p>



<p>ไม่เขินนะ มันมีนักแสดงหลายคนมั้งครับ ไม่ใช่เราคนเดียว ผมอาจจะโตขึ้นแล้วด้วย อาจเป็นเพราะผมอยู่ในวัยที่ผ่านชีวิตมาพอสมควร เข้าใจแล้วว่าชีวิตมันเป็นยังไง ไม่ได้บอกว่าผมเก่งนะครับ แต่ผมว่านักแสดงยิ่งอายุเยอะจะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p><strong>อะไรทำให้คุณเชื่อแบบนั้น</strong></p>



<p>ผมเห็นพี่ๆ รุ่นใหญ่หลายคนที่กลับมาแสดง โห สุดยอดมาก ผมเพิ่งดูหนังเรื่องมือปืนที่เพิ่งเข้า Netflix เป็นฉากที่ เบน (เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี) ปะทะอารมณ์กับ พี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพาณิชย์) พี่นกโคตรเก๋าเกม คือปกตินักแสดงจะชอบปล่อยอินเนอร์ออกมาเยอะๆ ใช่ไหม แต่พี่นกเขาเล่นช้าๆ เบนบอกว่าผมจะเล่นให้ช้ากว่า ไม่มีใครยอมใคร คือถ้าใครนิ่งกว่าคนนั้นก็จะดูโอเวอร์พาวเวอร์อีกคน<br><br><strong>ย้อนกลับมาที่ 4 Kings ภาค 2 คุณเรียนรู้อะไรบ้างจากการแสดงหนังเรื่องนี้</strong></p>



<p>เยอะเลยครับ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้มากเลยคือ จริงๆ แล้วนักแสดงก็ไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น มันก็แค่งาน เราเป็นคนธรรมดาที่มาทำงานสนุกๆ ด้วยกัน เราเป็นแค่ฟันเฟือง เป็นองค์ประกอบเล็กๆ ใน 1 งาน ยังมีตากล้อง ผู้กำกับ ผู้ช่วยฯ พร็อป แอกติงโคช สกอร์ ฯลฯ&nbsp;</p>



<p><br><strong>อะไรคือเป้าหมายที่อยากไปถึงในฐานะนักแสดง</strong></p>



<p>ผมแค่อยากเล่นให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ อยากเป็นชอยซ์ที่คนนึกถึง เล่นได้ดี เป็นมืออาชีพ แต่ตอนนี้ผมก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ฝึกฝีมือไปเรื่อยๆ<br><br><strong>ฟังดูคุณติดใจการแสดงเหมือนกันนะ</strong></p>



<p>ติดใจมาก เชื่อไหม 4 Kings 2 เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้นั่งดูหนังที่ตัวเองเล่นในโรงใหญ่ กูเข้าใจแล้ว ทำไมเขาเสพติดกัน การแสดงมันเจ๋งว่ะ พอออกมาเป็นหนังบนจอใหญ่แล้วมันเจ๋งมากเลย<br><br><strong>ตอนนี้ยังรับงานแสดงอยู่เรื่อยๆ ใช่ไหม</strong></p>



<p>ใช่ครับ ตอนนี้ผมกำลังเล่นหนัง 2 เรื่อง ซีรีส์ 1 เรื่อง</p>



<p><strong>บอกได้ไหมเป็นบทแนวไหน</strong></p>



<p>ถ้าเรื่องที่บอกได้แล้วก็ยังคงเป็นนักเลงครับ (หัวเราะ) ผมเล่นเป็นแหลมสิงห์ ในยุคเดียวกับแดง ไบเล่ย์ เป็นซีรีส์เรื่องราวของอันธพาล 2499</p>



<p><strong>อัลบัมใหม่ของ ‘แม็กซ์ เจนมานะ&#8217; เป็นแบบไหนนะ</strong></p>



<p>แม็กซ์คือศิลปินที่ได้ร่วมงานกับหลายค่ายเพลง หลังจากการประกวด The Voice Thailand Season 1 เขาออกซิงเกิลกับ i am หลังจากนั้นเขากลายเป็นศิลปินอิสระ อันเป็นช่วงเวลาที่ก่อให้เกิดอัลบัมฮิตอย่าง Let There Be Light (อาทิ ไวน์ วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า) บ้านหลังล่าสุดของเขาคือ Sony Music Thailand ซึ่ง ณ ตอนนี้ เขากำลังซุ่มทำอัลบัมใหม่อย่างขะมักเขม้น อัลบัมใหม่ว่าด้วยเรื่องอะไร เบื้องหลังเป็นอย่างไร บรรทัดถัดๆ ไปมีคำตอบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187403" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/09-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คุณกำลังทำอัลบัมใหม่ วางคอนเซปต์ไว้ยังไง</strong></p>



<p>ผมคิดไว้คร่าวๆ ว่าจะแบ่งอัลบัมออกเป็น Act (องก์) Act I เล่าเรื่องการเดินทาง ส่วน Act II และ Act III ยังไม่รู้ว่ามันจะเดินไปทางไหน เหมือนหนังสือ เหมือน Journey คือเราไม่มีทางรู้อนาคตข้างหน้า ถ้าผมคิดเอาไว้ก่อนมันอาจจะไม่สนุก อัลบัมนี้ผมอยากอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด<br></p>



<p><strong>ซิงเกิลแรกที่ปล่อยออกมาแล้วคือ ‘ก็ยังดี’ เพลงนี้เล่าเรื่องอะไร</strong></p>



<p>‘ก็ยังดี’ ผมจัดว่าเป็นเพลงที่มีธีมเรื่องการเติบโตและปล่อยวาง ผมเขียนเพลงแนวนี้ในทุกช่วงชีวิตเลย ในหัวผมจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าอยู่ตรงนี้ทำไม จะไปไหนต่อ เติบโตอยู่หรือเปล่า เพลงนี้ผมเขียนเนื้อร่วมกับ Zeedox และ Chatchon S.<br><br>เพลงมันพูดถึงการเติบโต การละทิ้งตัวตนเก่าเพื่อเดินไปข้างหน้า โดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ ชื่อภาษาอังกฤษ Departure เพิ่งมาทีหลัง ผมไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดี แต่พอถอยออกมาดูมัน คือเริ่มต้นออกเดินทาง จริงๆ มันมี 3 เลเยอร์&nbsp;</p>



<p>เลเยอร์แรก คือระยะทางเดินกลับบ้านที่เดินส่งทุกวันตอนเป็นแฟน แต่ว่าตอนนี้เราไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว และเป็นการส่งครั้งสุดท้าย</p>



<p>เลเยอร์สอง คือการพูดเกี่ยวกับคนเจเนอเรชันผม คือผมก็ Gen Y แล้วเนอะ แล้วก็มี Gen Z ขึ้นมาแทนที่เรา ทำงานเจ๋งๆ มากมาย ผมแค่จะบอกว่าสิ่งที่เรามีให้คือความหวังดี ในฐานะคนที่มาก่อน<br><br>เลเยอร์สุดท้าย คือผมจะบอกตัวเองในฐานะศิลปิน ตัวตนเก่าเราจะทิ้ง ตัวตนใหม่กำลังจะมา เราไม่ติดใจอะไรกับตัวตนเก่าๆ ของเราแล้วนะ เรารักตัวเองในแบบที่เราเป็น หลังจากนี้จะมีแต่ความสนุก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187404" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/10-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187405" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/11-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>เห็นว่าไปถ่าย MV เพลง ‘ก็ยังดี’ ที่ญี่ปุ่น ซึ่งใช้โพรดักชันเฮาส์ของตัวเองด้วย การถ่ายทำราบรื่นไหม</strong></p>



<p>เราไปกันแค่ 3 คน ผมเป็นครีเอทิฟ อีกคนเป็นไดเรกเตอร์ อีกคนเป็น DP คือเราทำงานกันเป็นกองโจร</p>



<p>ตอนแรกเราตั้งใจกันว่าจะไปถ่ายที่เมืองโฮคุโตะ สุดท้ายไม่ได้ไป เพราะตากล้องเราอยากได้หิมะเยอะๆ ก็เลยขับรถไปที่นากาโนะ ฮาคุบะ แล้วก็โตเกียว<br><br><strong>3 คน ไปถ่าย MV 2 ตัวที่ต่างประเทศ มองย้อนกลับไปมันลำบากแค่ไหน</strong></p>



<p>เหนื่อยชิบหายเลย ได้นอนน้อยมาก ขับรถก็ไกล ไหนจะต้องหาโลเคชันกันหน้างานอีก เราไปกันช่วงมกราคม ญี่ปุ่นหนาวมาก ขับไปหิมะก็ตกลงมาหนักมาก รถมันหมุนกลางหิมะเลยครับ<br><br>แต่มันก็มหัศจรรย์มากที่เราทำงานกันออกมาได้ ผมก็เหมือนเป็นโพรดิวเซอร์ไปในตัว ช่วยไกล่เกลี่ย จัดการกอง งบ และวางแผนการถ่ายทำ แล้วก็เป็นนักแสดงเองด้วย<br><br><strong>คุณเล่าด้วยสีหน้าแฮปปี้มากเลย มันสนุกใช่ไหมออกกองถ่าย MV เพลงใหม่ 3 คน ที่ญี่ปุ่น</strong></p>



<p>มันสนุกนะ (หัวเราะ) เราถ่ายกันเสร็จแล้วเราก็ไปแช่ออนเซน กินเบียร์ งานนี้เหมือนเพื่อนมาทำโปรเจกต์ด้วยกัน อะไรเกิดขึ้นตรงหน้าก็ลุยแก้ปัญหา แล้วมันก็ออกมาเวิร์กมาก เราถ่ายทำกันทั้งหมด 6 วัน ได้ 2 มิวซิกวิดีโอ ได้หนังสั้น 1 เรื่อง ถ่ายอยู่ไทยเราคงทำได้มากกว่านี้ แต่มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่า 3 คน ก็ไปออกกองได้เหมือนกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187406" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/12-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187407" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/13-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187408" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/14-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>นอกจากการเติบโตและปล่อยวาง เพลงที่คุณทำมา มีธีมไหนอีกบ้าง</strong></p>



<p>ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าเพลงที่เราทำมันแยกเป็นหมวด หรือธีมอะไรได้บ้าง มันทำให้เห็นภาพรวมว่าที่ผ่านมาเพลงเราเป็นแบบไหน ผมเพิ่งเจอคำถามนี้ครั้งแรกในชีวิตเหมือนกัน ขอบคุณมากที่ถามคำถามนี้ครับ<br><br>อย่างอัลบัม Let There Be Light มันคือความเข้มข้นของจิตใจ มันเป็นก้อนความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจ มันพูดถึงการผิดหวัง การหลีกหนี ผมดำดิ่งเข้าไปในส่วนที่ลึกมากๆ เพลงไวน์ วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ดารา แล้วก็ไปดาร์กสุดเลยคือ ปีศาจ</p>



<p>อีกธีมอาจจะเป็นความสงบ ผมพยายามสอดแทรกความสงบเข้ามาในทุกอัลบัม คือผมจะพยายามเขียนเพลงให้ครบทุกแง่มุมของการเป็นมนุษย์ ผมชอบความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะยุคนี้ที่ AI มาแล้ว งานศิลปะมันควรต้องมีความเป็นมนุษย์มากๆ ตัวอย่างเช่น เพลง All to Know หรือ Silver Lining<br><br><strong>กำลังตามหามัน (ความสงบ) หรืออยู่ในภาวะนั้นแล้วถึงเขียนเพลงออกมา</strong></p>



<p>ผมว่าผมมีมันแล้วนะ ไม่งั้นคงเขียนออกมาไม่ได้ ผมอยากให้ Act II เป็นแบบนี้ มันต้องเป็นอะไรที่มาจากข้างในจริงๆ สนุก สดชื่น ไม่มีการบังคับตัวเอง ไม่มีการแสดง มันควรจะเขียนออกมาจากความรู้สึกดีๆ ที่มีอยู่ในเนื้อตัว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187409" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/15-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>โลกกว้างใหญ่เกินกว่าจะเรียนแค่วิชาเดียว</strong></h2>



<p>แม้ว่าแม็กซ์จะแจ้งเกิดจากการเป็นนักร้องนักแต่งเพลง แต่ไม่ได้ติดยึดกับงานเพลงอย่างเดียว อยากเขียนหนังสือ วันหนึ่งมีคนมาชวนไปเขียนหนังสือ ก็เขียน แม้การแสดงไม่ใช่ของถนัด แต่วันหนึ่งมีคนชวนไปแสดงหนัง ก็แสดง ในแง่นี้มันบอกเราอย่างหนึ่งว่า ไม่เห็นจำเป็นเลยกับการทำงานงานเดียว งานไหนไม่เคยทำแต่น่าสนุกก็ไปลองทำ ไปฝึกฝน ไปปะทะ และเรียนรู้ เพราะงานใหม่ๆ ก็จะมีปัญหาใหม่ๆ วิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ทั้งมอบประสบการณ์และบทเรียนใหม่ๆ มาสู่ชีวิต ซึ่งสำหรับแม็กซ์ นี่่คือเรื่องสนุก</p>



<p><strong>อะไรทำให้คุณชอบกระโดดไปทำงานหลายๆ แบบ</strong></p>



<p>มันสนุกมากครับ เหมือนผมอยู่ในสนามเด็กเล่น คือคนที่เติบโตและใช้ชีวิตมาสักพักจะถูกคาดหวังว่าต้องเป็นผู้ใหญ่ แต่ผมว่ามีคนไม่น้อยที่เป็นแบบผม คือยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว<br><br>ผมจะมองงานแต่ละชิ้นเป็นเหมือนชั้นเรียน ผมเป็นเด็ก ม.6 ที่วันหนึ่งก็เดินเข้าไปเรียนในห้องดนตรี ห้องฉายหนัง ห้องหนังสือ หรือห้องวิทยาศาสตร์ ไปนั่งแม่งทุกห้องเลย แต่จริงๆ อยู่ห้องดนตรีนะ แต่ขอเดินไปหาเพื่อนที่ห้องหนังสักหน่อย เทอมหน้าขอเปลี่ยนไปเรียนอีกวิชา<br><br>ผมชอบทำงานศิลปะไปเรื่อยๆ อะไรก็ได้ ถ้าวันหนึ่งไม่ได้เขียนหนังสือ แสดงหนัง หรือร้องเพลงแล้ว ผมก็คงหาทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ออกมาอยู่ดี กลัวว่าถ้าหยุดแล้วจะไม่สนุก ไม่มีเป้าหมาย<br><br><strong>เคยคิดไหมว่าคุณจะอยู่ในความทรงจำของคนในฐานะอะไร</strong></p>



<p>นั่นสิ ผมทำจับฉ่ายมากเลย ผมมีอะไรให้คนจำบ้างไม่แน่ใจนะครับ แต่ถ้ามีคนจำผมไม่ได้เลยก็เข้าใจได้ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะกระโดดไปทำงานนู้นงานนี้ไปถึงเมื่อไหร่<br><br>ผมไม่คาดหวังแล้วกันว่าคนจะจำผมแบบไหน แต่ผมขอจดจำความภูมิใจ ความตั้งใจในแต่ละงานที่ผมทำแล้วกันครับ ทั้งงานที่ผ่านมาและกำลังจะทำ และจะจดจำวันนี้ที่ได้คุยกับ a day ด้วยครับ เป็นวันดีๆ วันหนึ่ง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187410" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/06/16-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/max-jenmana/">เบื้องหลังหนังสือ การแสดง และอัลบัมใหม่ของ แม็กซ์ เจนมานะ เด็กชายที่ซุกซ่อนในตัวศิลปิน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Miss Italy หนังสือที่เขียนด้วยความคิดถึง และเกร็ดอิตาลีสนุกๆ ที่เล่าโดยครูก้า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/miss-italy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[ครูก้า]]></category>
		<category><![CDATA[MissItaly]]></category>
		<category><![CDATA[ABÚBOGO]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=187000</guid>

					<description><![CDATA[<p>คำนำจาก a day ถ้าพูดถึงดาราช่องจากบ้าน FAROSE เที่ยงตรงต่อหัวใจแล้วดูซิว่าคิดถึงใคร ครูก้า-ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอิตาเลียน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจเป็นชื่อที่ใครหลายคนคิดถึง รวมถึงเรา (อันนี้พูดจากใจ) ครูก้าแหวกม่านปรากฏตัวเป็นครั้งแรกจากตอน ไกลบ้าน EP. 27 เมืองน่ารัก ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก (Siena, Italy) ลีลาการถ่ายทอดเรื่องราวของครูก้าเป็นธรรมชาติ ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ข้อมูลแน่น และสนุกสนาน ไม่ใช่แค่รายการไกลบ้าน ครูก้ายังเป็นที่จดจำในรายการช่างเชื่อม และเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์บนเวทีฟาราทอล์กที่จัดขึ้นในธีม Tell Me Y เมื่อปี พ.ศ. 2567 ถ้าใครกำลังคิดถึงลีลาการเล่าเรื่องของครูก้า เราขอผายมือแนะนำ Miss Italy หนังสือเล่มแรกของครูก้า ที่รวบรวมบทความจากคอลัมน์ Miss Italy จาก The Cloud ที่เขียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยมีสำนักพิมพ์ ABÚBOGO รวมเล่มและตีพิมพ์ ความประทับใจที่มีต่อหนังสือเล่มนี้เริ่มตั้งแต่วันสัมภาษณ์ บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/miss-italy/">Miss Italy หนังสือที่เขียนด้วยความคิดถึง และเกร็ดอิตาลีสนุกๆ ที่เล่าโดยครูก้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คำนำจาก a day</strong></h2>



<p>ถ้าพูดถึงดาราช่องจากบ้าน FAROSE เที่ยงตรงต่อหัวใจแล้วดูซิว่าคิดถึงใคร</p>



<p>ครูก้า-ผศ.สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์ อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาอิตาเลียน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจเป็นชื่อที่ใครหลายคนคิดถึง รวมถึงเรา (อันนี้พูดจากใจ)</p>



<p>ครูก้าแหวกม่านปรากฏตัวเป็นครั้งแรกจากตอน ไกลบ้าน EP. 27 เมืองน่ารัก ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก (Siena, Italy) ลีลาการถ่ายทอดเรื่องราวของครูก้าเป็นธรรมชาติ ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ข้อมูลแน่น และสนุกสนาน</p>



<p>ไม่ใช่แค่รายการไกลบ้าน ครูก้ายังเป็นที่จดจำในรายการช่างเชื่อม และเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์บนเวทีฟาราทอล์กที่จัดขึ้นในธีม Tell Me Y เมื่อปี พ.ศ. 2567</p>



<p>ถ้าใครกำลังคิดถึงลีลาการเล่าเรื่องของครูก้า เราขอผายมือแนะนำ Miss Italy หนังสือเล่มแรกของครูก้า ที่รวบรวมบทความจากคอลัมน์ Miss Italy จาก The Cloud ที่เขียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยมีสำนักพิมพ์ ABÚBOGO รวมเล่มและตีพิมพ์</p>



<p>ความประทับใจที่มีต่อหนังสือเล่มนี้เริ่มตั้งแต่วันสัมภาษณ์ บรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มีฝนพรำข้างนอก ก่อนจะเริ่มคุยถึงเบื้องหลังหนังสือ ครูก้าถามชื่อทีมงานทุกคน ถามจริงถามจัง นั่นคือความประทับใจแรก</p>



<p>อีกความประทับใจก็เกี่ยวโยงอยู่กับชื่ออีกเหมือนกัน แต่เป็นชื่อหนังสือ</p>



<p>Miss Italy เป็นชื่อที่มี 2 ความหมาย</p>



<p>หนึ่ง (I am) Miss Italy (ฉันคือ) นางงามอิตาลี</p>



<p>สอง (I) Miss Italy จากนางงามอิตาลีที่เป็นคำนามจะขยับไปเป็นคำกริยาที่มีความหมายชวนอมยิ้มว่า (ฉัน) คิดถึงอิตาลี</p>



<p>คอลัมน์ Draft Till Done ขอจูงมือไปดูเบื้องหลังน่าสนใจ ตั้งแต่การดีไซน์หน้าปกรูปแผนที่ประเทศอิตาลี วิธีการคัดเลือกบทความที่ไม่ต่างจากการคัดตัวนางงามเข้ารอบสุดท้าย รู้ตัวว่าเป็นคนเขียนสนุกจากการเขียนจดหมายติดต่อกับเพื่อนฝั่งไทยสมัยไปเรียนอยู่โบโลญญา สิ่งที่หวังว่าผู้อ่านจะได้รับ ฯลฯ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187001" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เขียนโพสต์ในเฟสบุ๊กสนุกจน บก. ชวนไปเขียนคอลัมน์</strong></h2>



<p>ก่อนจะโบกมืออำลาตำแหน่งอาจารย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตำแหน่งสุดท้ายของครูก้าในรั้วจามจุรีคือรองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต มีหน้าที่เชิญวิทยากรจากที่ต่างๆ มาพูด หนึ่งในนั้นคือ ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน<strong> </strong>บรรณาธิการบริหาร The Cloud และอดีตบรรณาธิการบริหาร a day</p>



<p>“ตอนพี่ก้องมาทาบทามเขียนคอลัมน์ ครูก็ อ้าว! แกรู้ได้ยังไงว่าครูเขียนหนังสือเป็น”</p>



<p>ครูก้าว่า พี่ก้องไปเตะตากับโพสต์ต่างๆ ที่ครูก้าเขียนลงเฟสบุ๊ก จึงชักชวนมาเขียนคอลัมน์ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับอิตาลีจะเป็นของถนัดมือ แต่จะเอามุมไหนของอิตาลีมาเล่าให้คนอ่านสนใจ ครูก้าถามพี่ก้องไปอย่างนั้น</p>



<p>และนี่คือบรีฟจากพี่ก้อง (จากปากครูก้า)</p>



<p>“เขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับอิตาลี ขอเดือนละ 1 ชิ้น เขียนให้ไม่เป็น Guide book นำเที่ยว ฟังดูยากเชียว ความยากในการเขียนคอลัมน์ Miss Italy คือคิดว่าจะพูดเรื่องอะไร เราจะไล่ไปทีละเมืองไม่ได้ เพราะเดี๋ยวมันก็คงจะหมด ไม่มีอะไรจะเขียน”</p>



<p>ก่อนจะเริ่มเขียนคอลัมน์ตอนแรก ผมขอให้ครูคิดชื่อคอลัมน์มาด้วย &#8211; พี่ก้องว่าไว้ในคำนิยม</p>



<p>“ครูจำได้ว่าชอบคำว่า Miss มันเป็นคำที่มีหลายความหมาย Miss Italy ในแง่หนึ่งก็ชวนให้นึกถึงนางงามใส่มงกุฎสายสะพายเป็นตัวแทนอิตาลีประเทศที่ครูผูกพัน กับอีกแง่คือครูเขียนด้วยความคิดถึงอิตาลี”</p>



<p>จากบทความชิ้นแรกในปี พ.ศ. 2562 จนถึงวันนี้ก็ 7 ปีพอดี รวมๆ แล้วครูก้าเขียนบทความลงคอลัมน์ไปกว่า 50 ชิ้น ครอบคลุมทั้งอาหาร ศิลปะ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ปกรณัม รวมถึงเกร็ดประวัติศาสตร์ บางชิ้นมียอดผู้อ่านสูงถึง 10,000 ครั้ง</p>



<p>“เคยมีเด็กคนหนึ่งบอกว่า หนูเลือกเรียนอิตาลีเพราะครูก้าค่ะ ครูบอกอย่าพูดอย่างนี้เลย ถ้าครูสอนบาลีหนูจะเรียนไหม เขาบอกก็ไม่แน่ค่ะ (หัวเราะ)”</p>



<p>“คอลัมน์ Miss Italy เป็นไปได้ว่าถ้าคนๆ นี้เขียนเรื่องอะไรเขาก็จะอ่าน มันมีความไว้วางใจและอาจเป็นเพราะความช่างเล่าของครู ไม่ใช่ทุกคนจะรักอิตาลีหรอก แต่เขาอาจจะชอบที่ครูเล่าเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187002" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จดหมายสร้างนักเขียน</strong></h2>



<p>ครูก้าว่า ถ้าจะมีสักเหตุการณ์ที่พอจะบอกว่าทักษะการเขียนของฉันก็ไม่แย่นะ! คงต้องย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว</p>



<p>คราวนั้นครูก้าได้ทุนไปเรียนต่อที่อิตาลี ก่อนจะไปครูก้าถูกทาบทามให้เป็นอาจารย์ที่อักษรฯ จุฬาฯ เรียบร้อยแล้ว ว่าที่อาจารย์น้องใหม่จึงบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปด้วยความคิดที่ว่าต้องเก็บเกี่ยวความรู้กลับมาให้มากที่สุด</p>



<p>“ครูเป็นเด็กที่เซ่อมาก โลกแคบมาก ครูมีความคิดแบบพื้นๆ ว่าคนเป็นครูต้องรู้ทุกอย่างในโลก ตอนมีคนทาบทามให้เป็นอาจารย์ ครูบอกว่ายังไม่รู้ทุกอย่างในโลกคงจะเป็นครูไม่ได้หรอก อาจารย์เขาก็ปลอบใจว่าตอนอายุเท่าเธอครูก็รู้แค่นี้แหละ”</p>



<p>“พอตอนไปเรียนต่อที่อิตาลี ทุกวันไม่ยอมอยู่บ้านเลย ออกไปเงี่ยหูฟังคนตามร้านกาแฟบ้าง ไปนั่งสถานีรถไฟบ้าง ถ้าไม่รู้จะทำอะไรก็เดินตั้งแต่หัวถนนถึงท้ายถนน ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย ที่ทำแบบนั้นเพราะรู้ว่าวันหนึ่งเราต้องเป็นครูภาษาอิตาเลียนของประเทศไทย ตอนนั้นบ้านเรามีอาจารย์น้อยมาก”</p>



<p>ช่วงนี้เองที่เพื่อนจากฝั่งไทยเขียนจดหมายมาไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ ครูก้าจึงเขียนเล่าประสบการณ์ในอิตาลีผ่านจดหมายส่งกลับไปให้เพื่อน ปรากฏว่าเพื่อนชอบอ่านมาก</p>



<p>“เพื่อนเขาชมว่าครูเขียนแล้วเห็นภาพ เหมือนมานั่งคุยให้ฟัง เพื่อนครูเก็บจดหมายไว้ทุกฉบับเลยนะ แล้วเธอก็เอาไปให้ทุกคนอ่าน แล้วทุกคนก็ชอบ ฉะนั้น ถ้าถามว่าทักษะการเขียนครูมาจากไหน ก็น่าจะมาจากการเขียนจดหมายหาเพื่อนตอนนี้แหละ”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187003" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไม่เคยคิดจะเขียนหนังสือเลย</strong></h2>



<p>ครูก้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ และยิ่งไม่เคยคิดเลยว่าจะมีหนังสือของตัวเอง ที่รวบรวมบทความในคอลัมน์มาตีพิมพ์</p>



<p>วันหนึ่งพี่ก้องเอ่ยปากแซวว่า “ครูก้าครับ Miss Italy รวมเล่มได้แล้วนะครับ”</p>



<p>ครูก้าว่า ตอนแรกตั้งใจว่าจะออกหนังสือกับ The Cloud ซึ่งพี่ก้องก็บอกว่าได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรอนานสักหน่อย เพราะมีคิวหนังสือรอตีพิมพ์อีกยาว ระหว่างนี้ลองเลือกบทความที่ชอบและหานักวาดภาพปกรอไว้ก่อนก็ได้ แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยากทำหนังสือมาตั้งแต่แรก จึงปล่อยเรื่อยปล่อยเฉื่อยไปอยู่พักใหญ่</p>



<p>“ตอนแรกครูคิดว่าจะทำเป็น E-book ด้วยซ้ำนะ คือครูเป็นคนชอบแคร์ใครไปเรื่อย รวมไปถึงคนที่ไม่รู้จัก ตอนเขียนเรื่องเหล่านี้ก็คิดถึงคนไทยในอิตาลี อยากให้เขานั่งอ่านได้เลยโดยไม่ต้องรอหนังสือส่งไป ในวงเล็บว่าไม่รู้ว่าเขาจะอ่านหรือเปล่านะ แต่ในตอนนั้นเราคิดถึงพวกเขา”</p>



<p>จังหวะนั้นเอง ครูก้าได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า ฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี หรือพี่ฟาของชาวช่องกำลังจะเปิดสำนักพิมพ์ แต่จะดุ่มไปเสนอหนังสือของตัวเองก็เกรงว่าลูกศิษย์จะตกปากรับคำด้วยความเกรงอกเกรงใจ</p>



<p>“ครูก็เลยคุยกับ นักรบ มูลมานัส บอก…นักรบ (ลากเสียง) ได้ยินมาว่าพี่ฟาโรสจะทำสำนักพิมพ์ ลองเลียบๆ เคียงๆ ถามให้หน่อยได้ไหมว่าอยากได้หนังสือครูไหม ครูมีหนังสือพร้อมจะออกเลยแหละ ภายหลังนักรบโทรมาบอกว่าฟาโรสดีใจมาก! หนูต้องการค่ะครู จบข่าว ก็เลยรวมเล่มทำกันเลย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-187004" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คัดเลือกนางงาม Miss Italy</strong></h2>



<p>จะว่าไป การคัดสรรบทความที่จะนำมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ก็เข้มข้นไปไม่น้อยกว่าที่ท่านคณะกรรมการคัดเลือกนางงามเพื่อเข้ารอบสุดท้าย</p>



<p>ครูก้าเขียนบทความลงคอลัมน์ Miss Italy ไว้ 50 ชิ้น งานหนักจึงยิ้มแฉ่งใส่บรรณาธิการที่ต้องเป็นคนกลับไปไล่อ่านและคัดเลือกบทความที่ถูกตาต้องใจ</p>



<p>เดียร์-ณัฐชา กฤตนิรัติศัย คือบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้</p>



<p>“ครูไม่ได้เป็นคนเลือก บ.ก.เป็นคนเลือก เดียร์บอกว่าอ่านบทความในคอลัมน์แล้วชอบมาก (ลากเสียง) ก็เลยบอกเดียร์ว่า เดียร์ ครูไม่รู้หรอกเรื่องไหนดีหรือไม่ดี ที่อ่านแล้วดูเป็นเรื่องใหม่ สำหรับครูเป็นเรื่องเก่าหมดเลย (หัวเราะ)”</p>



<p>“เวลาทำงานกับ บ.ก. ถึงจะเป็นลูกศิษย์ ครูก็จะถอยออกมาบอกตัวเองว่าหนังสือเล่มนี้ฉันเป็นนักเขียน ฉันจะไปรู้ดีกว่า บ.ก. ได้ยังไง ไม่งั้นเขาจะจ้าง บ.ก. มาทำแก้วอะไรล่ะ”</p>



<p>บรรณาธิการเดียร์คัดบทความเข้ารอบสุดท้ายมาเกือบครึ่งจากทั้งหมด 50 บทความ เลือกจากที่อ่านแล้วชอบ มีทั้งความรู้เชิงวัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต อาหารการกิน สถานที่ ฯลฯ เพื่อให้เนื้อหาเต็มอิ่มครบรสที่สุด เสร็จแล้วก็ส่งให้สำนักพิมพ์กับครูก้าพิจารณาอีกทีว่าโอเคหรือเปล่า</p>



<p>จังหวะนั้นเอง ครูก้าถึงกับเกาหัวแกรกว่าบทความที่ฉันเขียนมันมากมายขนาดนี้เชียว</p>



<p>“เดียร์ถามว่ามีเรื่องไหนที่ชอบแล้วอยากให้ใส่เข้าไปเพิ่มไหมคะครู เผอิญเรื่องที่ครูชอบเป็นพิเศษอยู่ในเรื่องที่เขาเลือกมาแล้ว ก็เลยจบข่าว”</p>



<p>ได้ยินแบบนั้นก็เสียดายแทนผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ กรรมการเขามีนางงามในดวงใจอยู่แล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-187005" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>รวบรวมความก้า</strong></h2>



<p>บรรณาธิการสาวคนเดิมบอกกับครูก้าว่าถ้าแค่เลือกบทความในคอลัมน์ Miss Italy มารวมเล่มเป็นหนังสือ ก็ดูจะธรรมดาไป รวมถึงผู้อ่านหลายคนที่เป็นแฟนประจำคอลัมน์ก็เคยอ่านไปหมดแล้ว ฉะนั้น ควรจะมีบทความพิเศษเพิ่มเข้ามา</p>



<p>โจทย์จาก บ.ก. คือครูก้าต้องเขียนบทความเพิ่มอีก 5 ชิ้น</p>



<p>อยากให้เขียนเรื่องทำนองไหนเพิ่มอีก เพราะเท่าที่เขียนไปก็ครอบคลุมเรื่องราวของอิตาลีในหลายแง่มุมแล้ว น้ำหนักตรงไหนที่ยังพร่องอยู่ &#8211; ครูก้าถามบรรณาธิการคู่ใจ</p>



<p>สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ อาหาร วัฒนธรรม มูเตลู วิถีชีวิตคนอิตาเลียน ไปจนถึงทริกการท่องเที่ยว บรรณาธิการรวบรวมสารพัดแง่มุมเกี่ยวกับอิตาลีที่คนอ่านน่าจะชื่นชอบมาเกือบครบทุกแง่มุมแล้ว</p>



<p>แต่เหมือนยังขาดความก้า</p>



<p>“บทความที่ต้องเขียนใหม่ เดียร์บอกว่าอยากได้ที่เห็นความเป็นครูก้าอะค่ะ ครูไม่มีทางเสนอไอเดียนี้นะ จู่ๆ จะให้มาเขียนเล่าว่าฉันเป็นคนแบบนี้ๆ คนเขาจะอยากอ่านเหรอ (หัวเราะ) แต่พอเดียร์บอกมาแบบนี้ครูก็จะกล้าเขียน เพราะเดียร์พูดในฐานะคนอ่านและบ.ก. โอเคๆ ลงมือเขียน”</p>



<p>มีเกร็ดน่ารักๆ ตอนครูก้าออกรายการไกลบ้านทางช่อง FAROSE ครูก้าพกเกร็ดเรื่องรอบตัวไว้เต็มกระเป๋า แต่พี่ฟาดันอยากรู้ชีวิตครูก้ามากกว่าซะงั้น ครูก้าเล่าถึงตรงนี้คนในห้องสัมภาษณ์วันนั้นก็พร้อมใจกันหัวเราะออกมา</p>



<p>“ในหนังสือก็จะมีบทความพิเศษเพิ่มเข้ามา ซึ่งผ่านการชั่งน้ำหนักจาก บ.ก. มาแล้ว ว่าควรเพิ่มประเด็นตรงไหนอีกบ้าง เดียร์ขอให้ครูเขียนเพิ่มอีก 5 ชิ้น แต่ครูเขียนส่งไปน่าจะ 6 หรือ 7 ชิ้น รวมคำนำ”</p>



<p>“ครูบอกว่าเดียร์เลือกมาแล้วกัน เลือกชิ้นที่เดียร์คิดว่าโอเค เดียร์ก็บอกว่าโอเคแล้วค่ะ แต่ว่ามันซ้ำกันอยู่ชิ้นหนึ่ง อ่าว ต้องเขียนเพิ่ม (หัวเราะ) แต่สุดท้ายพอวางรวมกัน มันก็ออกมากลมกล่อมแบบที่เขาตั้งใจไว้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187006" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บทความทุกชิ้น เมดอิน ไทยแลนด์</strong></h2>



<p>บทความที่ครูก้าเขียนลงคอลัมน์ Miss Italy ไม่มีสักชิ้นที่ลงมือเขียนขณะยังอยู่ที่อิตาลี</p>



<p>“เคยลองแล้วแต่ไม่สำเร็จ หนังสือเล่มนี้มีความ Miss Italy จริงๆ มันต้องเขียนด้วยความคิดถึง ถ้าอยู่อิตาลีปุ๊ปทุกอย่างจบ ไม่มีความรู้สึก Nostalgia เลย อารมณ์มันไม่ได้ มองออกไปนั่นก็ของจริง นี่ก็ของจริง”</p>



<p>แม้แต่บทความพิเศษที่บรรณาธิการมอบหมายให้ครูก้าเขียนเพิ่มสำหรับรวมเล่มหนังสือ ก็ไม่มีสักชิ้นที่เมดอิน อิตาลี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187008" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“มันเหมือนเราจะถวิลหาอะไรบางอย่างตลอดการเขียน มันจะมีความคลุมเครือ ฉันว่าฉันเข้าใจอย่างนั้น เรื่องจริงเป็นยังไงไม่รู้ หรือฉันจำได้ว่าภาพเป็นอย่างนี้ แต่ของจริงมันอาจจะไม่เป๊ะ แต่ว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของความทรงจำ”</p>



<p>มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ต้องอยู่ไกลกันสักนิด เว้นที่ว่างไว้สักหน่อย เดี๋ยวก็คงจะคิดถึงกัน</p>



<p>ย้อนกลับไปสมัยเรียน ตอนเข้าอักษรฯ จุฬาฯ ครูก้าเคยคิดจะเรียนเอกฝรั่งเศส แต่เอกนี้มีคนเก่งมากชนิดเล่นเอานิสิตบุสก้าใจฝ่อ จึงชะม้อยชะม้ายชายตาไปยังเอกอิตาเลียนที่เหมือนจะไม่มีใครอยากเรียนสักคน และตอนนั้นครูก้าฝันอยู่ลึกๆ ว่าอยากเป็นไกด์</p>



<p>“ตอนย้ายไปอิตาเลียนทุกคนก็สงสัยว่าจบไปแล้วมีงานทำด้วยเหรอ อยู่มาวันหนึ่งมีคนมาแนะแนวว่าถ้าอยากเป็นไกด์ให้เรียนภาษาอิตาเลียน กำลังเป็นที่ต้องการมาก ครูตบเข่าฉาด! เรามาถูกทางแล้ว ก็เลยเรียนอิตาเลียนด้วยความตั้งใจดีมาโดยตลอด”</p>



<p>ครูก้าอาศัยอยู่ไทยเป็นหลัก กับอิตาลีจึงเป็นเหมือน Long Distance Relationship คือตัวอยู่ไกล แต่ต่างฝ่ายต่างทราบดีว่าเราเป็นอะไรกัน เกริ่นซะนึกว่าสัมภาษณ์รายการความสัมพันธ์วันศุกร์ แต่ก็อยากรู้จริงๆ ว่าอิตาลีเป็นอะไรสำหรับครูก้า</p>



<p>“อิตาเลียนเหมือนเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกัน เหมือนคนในครอบครัว ให้นึกถึงพ่อแม่เราก็ได้ บางทีเราไม่ได้รักกันหวานซึ้ง แต่เป็นความรักที่หนักแน่น”</p>



<p>“ทุกครั้งที่พูดฝรั่งเศสครูจะรู้สึกตื่นเต้น แต่กับภาษาอิตาเลียนมันรู้สึกเฉยๆ (นิ่งคิด) ลึกๆ มันก็ไม่ได้เฉยๆ หรอก มันเป็นความรู้สึกที่มั่นคง ไม่มีอารมณ์หวือหวาเลย มันเป็นความนิ่ง เหมือนกับรักแท้ มันอยู่ด้วยกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”</p>



<p>“ภาษาอิตาเลียนเหมือนสอนครูไปกลายๆ ว่าความจริงแล้ว รักแท้ไม่ต้องมีอะไรหวือหวาก็ได้ หรือบางที ความหวือหวาก็อาจไม่ใช่รักแท้”</p>



<p>รักแท้ควรเว้นที่ว่างให้กันและกันบ้าง ถ้าสรุปแบบนี้จะถือว่าด่วนสรุปไปไหม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>วางรองเท้าบูตส์ไว้บนหน้าปก</strong></h2>



<p>หากพลิกหนังสือไปดูปกหลัง มุมซ้ายล่างจะขึ้นเครดิตให้กับศิลปิน 2 คน นั่นคือ I’m_Viola_ ออกแบบหน้าปก และ Patpixels ออกแบบหน้าปกและวาดภาพประกอบ&nbsp;</p>



<p>เรายกหูหา Patpixels หรือ ปัด-ปัฐน์ พร้อมพงษ์ เพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการดีไซน์และอาร์ตทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ พร้อมเปิดเผยดีไซน์เวอร์ชันที่ไม่ได้ถูกใช้จริง กระบวนการคิดจวบจนออกมาเป็นปกหนังสือสวยงามเฟรนด์ลี่แบบที่เราเห็นกัน</p>



<p>ปัดออกตัวว่าไม่เคยออกแบบปกหนังสือมาก่อน Miss Italy คือผลงานชิ้นแรกที่ได้ออกแบบ</p>



<p>ลายเส้นของปัดพ้องไปกับชื่อ คือมีความเป็นพิกเซลและเป็นภาพแตกๆ ไม่คมชัด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิดีโอเกมที่เขาเล่นสมัยเด็กๆ สไตล์งานแนวพิกเซลที่โดดเด่นนี้เอง ทำให้ทางสำนักพิมพ์เลือกปัดมาวาดปก เพราะอยากให้หนังสือมีกลิ่นอายแบบ Retro &amp; Nostalgia เพื่อให้เข้ากับความหมายของ Miss Italy</p>



<p>“ก่อนหน้านี้ผมก็ทำงานอย่างอื่นมาเยอะ แต่ไม่เคยวาดภาพประกอบและออกแบบปกหนังสือมาก่อนเลยครับ ตอนคุณเดียร์มาชวน ผมดีใจมากๆ และรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครับ”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187009" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สิ่งที่เดินตามหลังคำชวนมาติดๆ คือ บรีฟ ปัดว่า ครูก้าและสำนักพิมพ์มีไอเดียว่าอยากทำปกให้มีความเป็นแผนที่ เป็นเกาะ แล้วก็ส่งเรฟมาให้ปัดลองสเกตช์</p>



<p>“เป็นบรีฟที่ชัดเจนมาก ผมทำงานง่ายมาก (หัวเราะ) ดราฟต์แรกผมทำเป็นเกาะ มีถนน มีภูเขา มีหญ้าเป็นพื้น แล้วก็ตัดขอบเป็นรูปทรงแผนที่ชัดเจน”</p>



<p>“ทางสำนักพิมพ์คอมเมนต์ว่ามันดูเป็นลักษณะของเกมไปหน่อย เหมือนกับว่าอาร์ตประมาณนี้ มันจะอยู่ในเกมซะส่วนใหญ่ เกมมาริโอ้อะไรแบบนี้ ผมดึงเรฟตรงนั้นมาใช้ค่อนข้างเยอะ สุดท้ายก็เลยตัดทอนออกหมดเลย แล้วเราก็ขมวดกันว่าอยากให้โครงสร้างเป็นรูปทรงของเกาะมากกว่าที่จะมีเกาะจริงๆ”</p>



<p>“จากนั้นผมก็ตีโครงขึ้นมาคร่าวๆ แล้วเอาจุดเด่นของแต่ละเมืองไปวางไว้ เช่น อาหาร สถาปัตยกรรม ผมแค่ต้องทำการบ้านว่าแต่ละเมืองมีอะไรเด่นมากๆ ก็หยิบสิ่งนั้นมาวาด”</p>



<p>ปัดบอกว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดของการออกแบบหนังสือเล่มนี้คือการรีเซิร์ชข้อมูล ด้วยว่าเจ้าตัวไม่เคยไปอิตาลีมาก่อน ก็เลยใช้วิธีเปิด Google Maps แล้วลงไปเดินเล่นในนั้น</p>



<p>“ผมต้องไปไล่ดูแต่ละภูมิภาคเลยว่าตั้งแต่ภาคใต้ไปจนถึงภาคเหนือ แต่ละที่มีจุดเด่นอะไรบ้าง อาหาร สถาปัตยกรรม ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีของดีหลายอย่าง ผมหาข้อมูลครบแล้วก็ลองสเกตช์ขึ้นมาเป็นดราฟต์แรก”</p>



<p>“พอส่งไปก็เลยรู้ว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน ตอนแรกผมเอาพิซซ่าไปวางไว้ตรงปลายแหลม เพราะมันง่ายต่อการวาง แต่ในความเป็นจริงแล้วพิซซ่าเด่นที่สุดต้องที่นาโปลี ผมนึกว่าที่ไหนเขาก็กินกัน (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่เลย แต่ละเมืองเขามีของดีที่จำเป็นต้องเป็นเมืองนี้เท่านั้น”</p>



<p>หน้าปกเวอร์ชันที่มีของดีประจำเมืองวางเรียงกันเป็นรูปแผนที่ ครูก้าเห็นแล้วก็ถูกอกถูกใจ</p>



<p>“ปกออกมาสวยมาก ตอนแรกครูคิดว่าหนีไม่พ้นธงชาติ (หัวเราะ) ถ้ามาดูจะเห็นว่ากิมมิกต่างๆ มันถูกเรียงไปตามภูมิประเทศ แต่ในดราฟต์แรก เรือกอนโดลาไปอยู่ที่ซิซิลี พิซซ่าไปอยู่ตรงปลายแหลมๆ ครูเลยขอปรับนิดนึงเพื่อความเป๊ะ พิซซ่าควรอยู่ที่นาโปลี แล้วย้ายเรือกอนโดลาไปที่เวนิส”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ติดตั้งป้ายบอกทางไว้ที่ปกหลัง</strong></h2>



<p>ดราฟต์แรกปัดออกแบบเป็นน้ำพุเทรวี หนึ่งในแลนด์มาร์กที่ยอดนิยมที่สุดของอิตาลี</p>



<p>“น้ำพุเทรวีเป็นดราฟต์แรกของปกหลังที่ผมส่งไปให้สำนักพิมพ์ดู ผมพยายามหาสถานที่ที่มันรีเลตกับหนังสือ ก็เลยลองสเกตช์เป็นน้ำพุเทรวี จริงๆ อิตาลีเป็นประเทศที่มีประติมากรรมค่อนข้างเยอะ แล้วน้ำพุนี้ก็เป็นหนึ่งในแลนมาร์กที่คนคิดถึง”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-187010" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>แต่ยังไม่ทันจะได้คอมเมนต์ ปัดปิ๊งอีกหนึ่งไอเดียขึ้นมา</p>



<p>“ไอเดียนี้มาตอนผมจะหลับ (หัวเราะ) ตอนผมทำการบ้าน ผมเปิด Google Maps แล้วเอาตัวเองลงไปเดินสำรวจเมืองต่างๆ แล้วผมจะเห็นป้ายแบบนี้เยอะมาก มันเรียงกันเป็นตับๆ เลย ผมเลยเอาไอเดียนี้ไปเสนอครูก้า ครูก้าก็ชอบ ก็เลยใช้ป้ายบอกทาง เพราะข้อความด้านบนมันอาจจะแน่นแล้วด้วย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187011" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ฟอนต์พิกเซล &amp; ปกสีเขียวมินต์</strong></h2>



<p>เมื่อต้องออกแบบฟอนต์ เพื่อให้ภาพรวมของหน้าปกไปด้วยกัน ฟอนต์ก็หนีไม่พ้นจะต้องมีความเป็นพิกเซลไปด้วย</p>



<p>ปัดออกแบบฟอนต์หลายแบบ มีทั้งแบบตัวเขียน แบบหนา แบบบาง แต่ในรายละเอียดก็จะไม่เหมือนกัน แบบที่เป็น Miss Italy (ตัวอักษรแรกพิมพ์ใหญ่) จะมีโค้งตรงนั้น เว้าตรงนี้ และจะมีแบบที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด</p>



<p>ปัดออกแบบกองรวมๆ กันไว้แล้วส่งให้สำนักพิมพ์กับครูก้าช่วยกันเลือก สุดท้ายมาลงเอยแบบที่เป็น Miss Italy ฟอนต์นั้นก็เลยได้มานอนเล่นอยู่บนหน้าปก</p>



<p>“จริงๆ ฟอนต์มันคมกว่านี้ แต่ผมตัดทอนให้มีความเป็นพิกเซล ให้เข้ากับหน้าปกมากขึ้น”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187012" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/11-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ส่วนสี ดราฟต์แรกปัดเลือกใช้สีน้ำเงินออกเขียว (ใกล้เคียงกับสี Neon Blue) ซึ่งมาจากวิธีคิดที่ว่าอยากวางแผนที่ไว้บนน้ำทะเล แต่ภายหลังบรรณาธิการบริหารอย่างฟาโรสยกมือเสนอขึ้นมาอีก 1 สี</p>



<p>“สีแรกที่ใช้จะมีความสดกว่า แต่สุดท้ายก็ขมวดกันว่ามาใช้สีเขียวที่อ่อนลงกว่านี้ดีกว่า เป็นสีที่สบายตา ก็เลยเป็นสีเขียวมินต์ที่ชวนให้นึกถึงรถราในอิตาลี”</p>



<p>ถ้าใครชื่นชอบลีลาและสไตล์การออกแบบของปัด สามารถเข้าไปดูผลงานของเขาได้ที่ IG : Patpixels เนื่องจากว่า Miss Italy เป็นการออกแบบปกหนังสือครั้งแรกของเขา ปัดได้พูดถึงงานชิ้นนี้ไว้แบบนี้</p>



<p>“ผมเต็มที่กับปกนี้ค่อนข้างมากเลยครับ จริงๆ อิตาลีเป็นประเทศที่ผมชอบมากๆ แต่ละเมืองมีรูปปั้นเยอะ คือผม ชอบดู Anatomy (หัวเราะ) อ้อ เห็นว่ากำลังรีปรินต์รอบที่ 2 แล้วด้วย ดีใจมากๆ ฝากติดตามหนังสือของครูก้า และงานออกแบบปกเล่มแรกของผมด้วยนะครับ”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อิ่มใจที่มีลูกศิษย์นำทีมทำหนังสือ</strong></h2>



<p>ใครที่ได้เรียนหรือพูดคุยด้วยก็จะรู้ว่าครูก้าเป็นคนที่ทั้งน่าเคารพและน่ารัก</p>



<p>แม้จะอำลาตำแหน่งอาจารย์อักษรฯ จุฬาฯ ไปแล้ว แต่ลูกศิษย์ก็ยังเรียกด้วยคำเดิมคือ ครูก้า แม้ชาวช่องที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์สอนหนังสือกันมาก็ยังเรียกว่าครูก้า แต่อาจจะมีสร้อยต่อท้ายนิดนึงว่า ผู้อารี!</p>



<p>ในการทำหนังสือ Miss Italy ครูก้าได้ทำงานร่วมกับลูกศิษย์ 2 คน นั่นคือเดียร์ (บรรณาธิการ) และฟาโรส (บรรณาธิการบริหาร) 2 บรรณาธิการไม่เคยเรียนกับครูก้าโดยตรงในคณะอักษรฯ แต่เห็นหน้าค่าตากันมาตลอด</p>



<p>หลังจากได้ทำงานกับลูกศิษย์ทั้ง 2 คน ครูก้ายิ้มภูมิใจที่ได้ลูกศิษย์เป็นคนนำทีม คอยชี้แนะ อธิบายวิธีคิดให้เข้าใจอย่างนุ่มนวลนอบน้อม</p>



<p>“เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกศิษย์ยังต้องฟังเราอยู่ตลอดชีวิต ประเทศคงไม่ขยับไปไหน เวลาทำงานครูจะว่านอนสอนง่ายมาก วันหนึ่งเดียร์มาบอกว่าครูคะ อยากให้ครูเขียนต้นฉบับเพิ่มอีก 5 ชิ้นค่ะ ครูก็เชื่อฟัง เพราะเขาพูดในฐานะบ.ก.”</p>



<p>“ครูจะอิ่มใจว่าฉันได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ฟังแล้วปล่อยให้ลูกศิษย์เจริญเติบโต ที่ครูฟังฟาโรส ฟังเดียร์ หรือฟังใครต่อใคร ครูไม่ได้ฟังเพราะว่าครูเป็นคนเชื่อคนง่าย แต่ครูเป็นคนเคารพบทบาท เขามีหน้าที่นำก็นำไป”</p>



<p>“ครูไม่เชื่อว่าคนเราจะเก่งไปหมดทุกอย่าง ถึงวันหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกัน มันต้องมีคนนำ ถ้าเรามัวแต่เก่งทุกอย่าง มันไม่รอด”</p>



<p>“สมมติทำงานกับฟาโรส อย่าไปนึกภาพว่าเขาจะจิกหัวครูตบซ้ายตบขวา (หัวเราะ) ไม่เลย ทุกคนมาอย่างนุ่มนวลมาก ตอนทำหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าเดียร์อยากได้อะไร ครูทำให้ทั้งหมด ตอนเดียร์มาขอให้ครูเขียนเพิ่มแทบจะกราบอยู่แล้ว”</p>



<p>“คือครูจบแล้วเป็นอาจารย์เลย โตมาพร้อมกับนิสิตอักษรฯ อยู่กับลูกศิษย์มากกว่าอยู่กับเพื่อนร่วมงานอีก และจะพยายามสังเกตว่าเด็กอักษรฯ แต่ละรุ่นคิดเห็นต่อเรื่องรอบตัวยังไง ฉะนั้น ครูจะไม่เคยรู้สึกเลยว่าเด็กด้อยกว่าครู”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187013" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/12-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>หวังว่า Miss Italy จะเป็นเพื่อนคนอ่าน</strong></h2>



<p>ตอนเริ่มเขียนคอลัมน์ใหม่ๆ ครูก้าแอบกระซิบว่าพี่ก้องขอต้นฉบับความยาวประมาณ 3 หน้ากระดาษ ซึ่งถือว่ากระชับมาก เรื่องเล่าจากครูก้าแน่นด้วยข้อมูลของมันแน่อยู่แล้ว แต่ด้วยลีลาภาษาที่สนุกสนาน ใช้เวลาอ่านไม่นานก็จบ</p>



<p>ครูก้าจึงติดนิสัยเป็นคนเขียนหนังสือไม่ยาวมาตั้งแต่ตอนนั้น</p>



<p>“ครูพยายามจะซอยพารากราฟ เพื่อไม่ให้คนรู้สึกเหมือนกำลังอ่านสามก๊กที่ยาวเป็นปื้นไม่มีย่อหน้าเลย&nbsp; ครูจะเคาะวรรคและขึ้นพากราฟใหม่บ่อย ฉะนั้น คนที่สมาธิสั้นก็จะโอเค อ่านได้เรื่อยๆ จนจบ”</p>



<p>Miss Italy เป็นพ็อกเกตบุ๊กขนาดกำลังพอดี มี 296 หน้า ตัวอักษรในเล่มก็ขนาดพอเหมาะ อ่านง่าย มีรูปภาพแทรกอยู่เป็นระยะ ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของครูก้าและสำนักพิมพ์ที่อยากให้หนังสือเล่มนี้ดูเป็นมิตรกับคนอ่านมากที่สุด</p>



<p>“ครูชอบใจที่หนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นขนาดอย่างนี้ มันดูเฟรนด์ลี่ น่าอ่าน ใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนได้ เล่มมันถืออ่านถนัดมือ ว่างตอนไหนก็หยิบมาอ่าน เบื่อก็เก็บ ไม่ต้องอ่านต่อเนื่องก็ได้”</p>



<p>“ความต้องการของครูคือ อยากให้คนอ่านรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อนเขา เหมือนกับที่ภาษาอิตาเลียนเป็นเพื่อนกับครู”</p>



<p>“และครูอยากรู้มากๆ ว่าพอเขาซื้อหนังสือไปแล้ว มันเป็นอย่างที่คิดหรือมันดีกว่าที่คิดหรือเปล่า รู้สึกไหมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อนคู่กระเป๋าของเรา ผลลัพธ์ที่ครูคาดหวังจะเป็นฟีดแบ็กแบบนี้มากกว่า”</p>



<p>“ถ้าเป็นเรื่องยอดขายมันก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าเท่าไหร่ ขายหมดไม่หมด ถ้าหมดก็แปลว่าคนอ่านเยอะ ซึ่งครูดีใจมากๆ ที่มีคนอ่านและชอบหนังสือ Miss Italy แต่ผลลัพธ์ที่ครูอยากรู้มันดันวัดไม่ได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-187014" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/13-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ประวัติผู้เขียน</strong></h2>



<p>ครูก้าอ่านหนังสือเป็นตั้งแต่ ป.1 ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ไม่ค่อยอ่านหนังสือยาว หนังสือยาวเล่มแรกที่อ่านคือ เจ้าชายน้อย ตอนนั้นอยู่ ป.5 เล่มถัดมาที่อ่านคือ พินอคคิโอ หรือในชื่อไทยว่าตุ๊กตาเนรมิต</p>



<p>มัธยมปลายเรียนห้องศิลป์-ฝรั่งเศส และพูดอย่างไม่อายว่าเป็นหัวกะทิของโรงเรียน พอเข้ามาที่อักษรฯ จุฬาฯ ดันไปเจอหัวกะทิจากทุกโรงเรียน เรียนไปได้ 1 เทอม เดินออกมาจากห้องสอบภาษาฝรั่งเศสได้ยินเพื่อนคุยกันว่าข้อสอบง่ายจัง บอกกับตัวเองว่าจะไม่เรียนเอกนี้อีกแล้ว อย่าหวังว่าจะเก่งกว่า ตามให้ทันยังยากเลย</p>



<p>ตอนเรียนจบ ครูก้าไม่กล้าบอกว่าอยากเป็นอาจารย์ แต่ทางคณะอักษรฯ มาทาบทามก็เลยสมหวังดังใจ วันนั้นถ้าคณะไม่เอ่ยปากชักชวน คงไม่กล้าพูดออกไป แม้ได้รับคำชวนก็ยังมีคำถามว่าเป็นไปได้จริงๆ เหรอ ด้วยเชื่อว่าคนเป็นครูต้องรู้ทุกอย่างบนโลก</p>



<p>สิ่งที่ครูก้าค้นพบตอนเป็นอาจารย์คือ แววตาของเด็กเป็นสิ่งที่ครูเท่านั้นที่จะได้รับ จากที่หม่นหมองเรียนไม่เข้าใจพออธิบายใหม่สายตาก็วาวโรจน์ขึ้นมา ครูก้าสามารถรู้ว่าเด็กคนไหนเข้าใจหรือไม่เข้าใจได้จากการมองตา กระทั่งว่ารักและขอบคุณ ครูก้าก็รับรู้ได้</p>



<p>เมื่อลมพัดพาให้ได้ไปเขียนคอลัมน์กับ The Cloud ครูก้าเขียนไปโดยไม่สนใจยอดคนอ่าน ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดมาตั้งแต่สมัยเป็นนิสิต คือถ้าตัวเองตั้งใจทำแล้ว ผลลัพธ์เป็นยังไงไม่สำคัญ ตอนเขียนคอลัมน์คิดอยู่อย่างเดียวคือไม่อยากเป็นภาระบรรณาธิการ</p>



<p>ครูก้าว่าตั้งแต่แรกที่เริ่มลงมือเขียนคอลัมน์ Miss Italy อยากเขียนข้อมูลพื้นฐานให้กับคนไทยที่แต่งงานกับคนอิตาลีอ่าน ให้พอมีความรู้ติดตัว อะไรที่ควรทำไม่ควรทำ เพื่อปรับตัวเข้ากับประเทศใหม่ที่ไม่คุ้นชิน</p>



<p>2 เมืองในดวงใจของครูก้าคือ โบโลญญา (Bologna) กับ เซียนา (Siena)<br>โบโลญญาตรงจริต นักท่องเที่ยวไม่เยอะ เคร่งขรึม ไม่จอแจ สง่า แต่อยู่อย่างลำบาก</p>



<p>เซียนาอยู่สบาย รู้ทุกซอกทุกมุม เปิดรูปแรนดอมมาก็ตอบได้ทันทีว่าอยู่ตรงไหน ถนนอะไร</p>



<p>โบโลญญาทำให้ครูก้าเติบโตขึ้น เป็นเมืองที่ผูกพันตั้งแต่สมัยลัดฟ้ามาเรียนต่อด้านวรรณคดี</p>



<p>เซียนาก็ชอบ พาคนมาเที่ยวบ่อย เพียงแต่คุ้นเคยกับเมืองนี้มากเลยอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก</p>



<p>.</p>



<p>.</p>



<p>.</p>



<p>เมืองที่คิดถึงจริงๆ คือโบโลญญา</p>



<p class="has-text-align-center"><strong>Spero che questo libro ti sia amico</strong></p>



<p class="has-text-align-center">หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนคุณ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/miss-italy/">Miss Italy หนังสือที่เขียนด้วยความคิดถึง และเกร็ดอิตาลีสนุกๆ ที่เล่าโดยครูก้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิสาหกิจชุมชนริเช่ฟาร์ม กับ Slow Tourism ที่พานักท่องเที่ยวไปกินปลาแม่น้ำ หัดทำเมี่ยงส้มโอ และคั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาลของชัยนาท</title>
		<link>https://adaymagazine.com/riche-farm-chainat/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 May 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[amazingthailand]]></category>
		<category><![CDATA[PeoplePower]]></category>
		<category><![CDATA[RicheFarm]]></category>
		<category><![CDATA[LostinLocal]]></category>
		<category><![CDATA[MadeinChainat]]></category>
		<category><![CDATA[สุขทันทีที่เที่ยวไทย]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ททท.]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยนาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186954</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราหย่อนหัวลงหมอนที่ชัยนาทมาแล้ว 1 คืน เช้าวันนี้จุดหมายปลายทางของเราคือ มโนรมย์ อำเภอที่อยู่เหนือสุดของชัยนาท GPS แนะนำว่าถ้าขับรถจากจุดนี้ (อ.เมือง) นั่งรถแค่ 20 นาทีก็ถึงจุดหมายแล้ว ระหว่างทาง รถของเราขับผ่านนาข้าว สวนส้มโอ บางคราวไปโผล่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่น่าเชื่อว่าแค่ 20 นาที รถก็พาเรามาถึงที่นี่จนได้ ทันทีที่ลงจากรถ ความจริงข้อแรกที่เรารู้เดี๋ยวนั้นเลยก็คือ แดด 9 โมงเช้าที่ชัยนาท เปรี้ยงปร้างต้อนรับเราอย่างอบ (จน) อุ่น Riche’ Farm คือจุดนัดหมายของเรากับ กบ-นพพร พูลแพ ผู้ก่อตั้งริเช่ฟาร์มและประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชัยนาท ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท อยู่เหนือสุดของจังหวัด กบเริ่มทำ Riche’ Farm ฟาร์มสเตย์เชิงเกษตร ด้วยการเช่าแปลงมันสำปะหลังรกร้างมาปลูกผักออร์แกนิก จวบจนปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ขยับขยายจนมีพื้นที่ 157 ไร่ และกบยังทำทริปพานักท่องเที่ยวไปเชื่อมโยงกับชุมชนทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดชัยนาท ไม่ว่าจะพาไปเจอเกษตรกร คั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาล กินปลาแม่น้ำขึ้นชื่อ เรียนทำขนมพื้นถิ่น จากคนที่เคยคิดว่ายังไงก็จะไม่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่ชัยนาทอีกแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/riche-farm-chainat/">วิสาหกิจชุมชนริเช่ฟาร์ม กับ Slow Tourism ที่พานักท่องเที่ยวไปกินปลาแม่น้ำ หัดทำเมี่ยงส้มโอ และคั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาลของชัยนาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เราหย่อนหัวลงหมอนที่ชัยนาทมาแล้ว 1 คืน เช้าวันนี้จุดหมายปลายทางของเราคือ มโนรมย์ อำเภอที่อยู่เหนือสุดของชัยนาท GPS แนะนำว่าถ้าขับรถจากจุดนี้ (อ.เมือง) นั่งรถแค่ 20 นาทีก็ถึงจุดหมายแล้ว</p>



<p>ระหว่างทาง รถของเราขับผ่านนาข้าว สวนส้มโอ บางคราวไปโผล่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่น่าเชื่อว่าแค่ 20 นาที รถก็พาเรามาถึงที่นี่จนได้ ทันทีที่ลงจากรถ ความจริงข้อแรกที่เรารู้เดี๋ยวนั้นเลยก็คือ แดด 9 โมงเช้าที่ชัยนาท เปรี้ยงปร้างต้อนรับเราอย่างอบ (จน) อุ่น</p>



<p>Riche’ Farm คือจุดนัดหมายของเรากับ <strong>กบ-นพพร พูลแพ </strong>ผู้ก่อตั้งริเช่ฟาร์มและประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชัยนาท ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท อยู่เหนือสุดของจังหวัด</p>



<p>กบเริ่มทำ Riche’ Farm ฟาร์มสเตย์เชิงเกษตร ด้วยการเช่าแปลงมันสำปะหลังรกร้างมาปลูกผักออร์แกนิก จวบจนปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ขยับขยายจนมีพื้นที่ 157 ไร่ และกบยังทำทริปพานักท่องเที่ยวไปเชื่อมโยงกับชุมชนทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดชัยนาท ไม่ว่าจะพาไปเจอเกษตรกร คั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาล กินปลาแม่น้ำขึ้นชื่อ เรียนทำขนมพื้นถิ่น</p>



<p>จากคนที่เคยคิดว่ายังไงก็จะไม่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่ชัยนาทอีกแล้ว กลายเป็นหัวหอกในการทำทริปท่องเที่ยวเชิงเกษตรเชื่อมโยงสู่ชุมชน</p>



<p>บทสนทนาต่อจากนี้มีหลายเรื่องราวที่น่านั่งนิ่งๆ ทำความเข้าใจ สถานการณ์ท่องเที่ยวชัยนาทเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาติดขัดอะไร ทำยังไงให้การท่องเที่ยวชัยนาทคึกคัก ทำทริปนำเที่ยวมีประโยชน์กับชุมชนยังไง และทำยังไงให้คนรุ่นใหม่มีที่ทางในบ้านเกิดตัวเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186955" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ลูกเกษตรกรที่อยากหนีให้ไกลจากชัยนาท</strong></h2>



<p>กบเป็นลูกเกษตรกร ครอบครัวพูลแพมีลูกทั้งหมด 7 คน เขาเป็นคนที่ 5 กบเล่าถึงชีวิตช่วงนั้นว่าแต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก “ผมจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเหนื่อยมาก ทำไมไม่ได้เจอผู้เจอคนเลย”</p>



<p>“7 คนเราพี่น้องจะถูกฝึกมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ ใครมีหน้าที่ทำกับข้าวทำ อีกคนต้องไปหาผักหาปลา อีกคนไปทำนากับพ่อ พวกเราต้องรีบลุกจากที่นอนตั้งแต่ตี 5 ถ้าไม่ตื่นจะได้ยินเสียงแม่ตะโกนมาก่อนเลยครับ เฮ้ย! พวกมึง เค้าไปหากินกันหมดแล้ว”</p>



<p>กบเล่าว่าในสมัยนั้น อ.มโนรมย์ ยังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยากแม้จะอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา</p>



<p>“ถ้ามีรถเมล์วิ่งผ่านหน้าบ้าน คนจะแตกตื่นตกใจกันมาก เด็กจะพากันมุงเลย เฮ้ย รถมา! พวกเราไม่เคยเห็นรถมาก่อน”</p>



<p>เมื่ออายุได้ 18 ปี กบโบกมือลาชัยนาทและไปเรียนต่อที่ลพบุรี ซึ่งทำให้เขามีอิสระเพิ่มขึ้น ราวปี พ.ศ. 2537 เขารับการบรรจุเป็นข้าราชการที่ จ.ราชบุรี แต่ “ผมก็ยังรู้สึกว่าราชบุรียังไกลไม่พอนะ ผมควรต้องเรียนสูงกว่านี้เพื่อไปให้ได้ไกลกว่านี้”</p>



<p>ปีถัดมากบในวัยหนุ่มมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เขาเรียนต่อปริญญาตรีและโทในด้านวิศวกรรมศาสตร์จากนั้นชีวิตเขาก็มั่นคงขึ้น มีธุรกิจร้านอาหาร และด้วยวิชาชีพที่มี เขาทำเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์</p>



<p>“ชีวิตผมช่วงนั้นมีความสุขมาก มีพนักงานที่คอยช่วยเหลือกัน อยากกินอะไรกิน อยากเที่ยวไหนเที่ยว ปีใหม่ สงกรานต์ก็กลับบ้านที กลับบ้านก็ไม่ยอมนอนบ้าน นอนในเมือง เหมือนผมยังมีความกลัวอยู่ลึกๆ ว่าตรงนั้นมันลำบาก”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186956" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>รู้สึกยังไงบ้างที่ได้ใช้ชีวิตแบบที่ฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็ก &#8211; เราถาม</p>



<p>“มันเหมือนเราหลุดพ้นแล้ว ชีวิตเป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับเราได้อีก แวบหนึ่งผมแอบรู้สึกว่าในที่สุดก็หลุดพ้นจากชัยนาทสักที”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>โควิด-19 บีบบังคับให้กลับบ้านและก่อตั้ง Riche Farm</strong></h2>



<p>ราวปี พ.ศ. 2562 โควิด-19 แพร่ระบาดในไทย ทุกคนกักตัวอยู่บ้าน ธุรกิจบางเจ้ายื้อไม่ไหวเป็นอันต้องปิดกิจการ ร้านอาหารของกบไม่มีลูกค้า อสังหาฯ ของเขาไม่มีคนซื้อ พนักงานในไซต์ก่อสร้างทำงานไม่ได้</p>



<p>ช่วงเวลานั้นเองที่กบหวนคิดถึงชัยนาทบ้านเกิด บ้านที่เขาหนีออกมาตั้งนานหลายสิบปี</p>



<p>“ผมไม่ได้อยากกลับ แต่ผมถูกบังคับให้ต้องกลับ อุตส่าห์หนีมาตั้งไกล พอกลับบ้านผมถามตัวเองว่าจะทำอะไรที่นี่”</p>



<p>เขามีความคิดอยากทำฟาร์มผักออร์แกนิก และนั่นจึงเกิดเป็น Riche’ Farm ฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ซุกซ่อนอยู่ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท แต่เอาแค่ชื่อฟาร์มก็สนุกแล้ว</p>



<p>Riche เป็นภาษาฝรั่งเศส เป็นคำเดียวกับ Rich ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าร่ำรวย โดยธรรมชาติของคำ มันสามารถปรับเปลี่ยนไปตามบริบทได้เสมอ ส่วนคำว่า Riche ในความหมายของเขาคือ</p>



<p>“ผมอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งความมั่นคงทางด้านอาหาร เป็นฟาร์มปลอดสารเคมี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186957" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/03-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-3-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186958" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-3-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-3-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-3-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p>กว่า Riche’ Farm จะกลายมาเป็นฟาร์มขนาดใหญ่เหมือนทุกวันนี้ กบเล่าว่าเดิมทีพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นพื้นทรายแล้วก็เป็นป่าสำปะหลังที่แห้งแล้งและกว้างใหญ่มาก</p>



<p>กบที่เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ เลยติดต่อขอเช่าที่เพื่อมาทำเป็นที่จอดรถสำหรับโฮมสเตย์หลังแรกที่เขาทำซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และแบ่งพื้นที่อีกส่วนหนึ่งไปปลูกผักผลไม้ โดยที่แม้ตัวเองจะเป็นลูกเกษตรกร แต่ความรู้เรื่องการปลูกผักทำสวน จางหายไปในอากาศนานแล้ว</p>



<p>“แรกสุด ผมไปหาคนเก่งๆ มาช่วยปลูกแตงโม เพราะผมปลูกแตงโมไม่เป็น จากเดิมที่เช่าแค่ไร่เดียวก็เช่าเพิ่มเป็น 10 ไร่ วันดีคืนดีเจ้าของไร่จากกรุงเทพฯ ก็บอกว่าผมไปบุกรุกที่เขา คือมันเป็นการเช่าต่อเช่า เราไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงคือใคร</p>



<p>“สุดท้ายคุยกันลงตัวว่าผมขอซื้อที่ตรงนี้ 10 ไร่ พอไม่ต้องเช่าที่แล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันก็มาละ ผมตั้งใจว่าจะทำธุรกิจเกษตรกรรมให้ได้ ผมก็เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนั้น ผมอยากทำเกี่ยวกับผักปลอดสารเคมี”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พืชผักออร์แกนิก ไก่อารมณ์ดี และสารพัดกิจกรรมให้ทำ</strong></h2>



<p>อธิบายอย่างรวบรัด Riche Farm มีเนื้อที่ทั้งหมด 157 ไร่ แบ่งได้เป็น 4 ก้อนหลักๆ ตามนี้</p>



<p>หนึ่ง ฟาร์มออร์แกนิก</p>



<p>สอง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ</p>



<p>สาม ที่พัก</p>



<p>สี่ ท่องเที่ยวชุมชน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-3-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186959" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-3-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-3-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-3-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<p>จุดขายของฟาร์มแห่งนี้คือมีกิจกรรมมากมายให้ทำจนลืมเบื่อไปเลย ไม่ว่าจะเป็น เก็บผักออร์แกนิก ถีบเรือเป็ด เจ็ตสกี ขับรถ ATV หรือถ้าใครอยากออกไปเที่ยวนอกฟาร์ม ที่นี่มีบริการรถรางท่องเที่ยวที่พาไปเชื่อมโยงกับชุมชนทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดชัยนาท ไปเจอเกษตรกร คั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาล กินปลาแม่น้ำขึ้นชื่อ และหัดทำขนมพื้นถิ่น</p>



<p>กิจกรรมที่ได้รับความนิยมของ Riche’ Farm คือเก็บผักออร์แกนิก</p>



<p>อีกหนึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังฟาร์มแห่งนี้คือ <strong>ดร.เกษม สร้อยทอง</strong> อาจารย์จากสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. กบติดต่อให้อาจารย์เกษมมาช่วยสอนกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่เตรียมดิน ไปจนถึงพืชผักที่จะปลูก</p>



<p>“คำถามแรกที่เขาชวนคุยคือ ดินที่ดีคือดินจากไหน โอ้ ผมไม่รู้เลย สุดท้ายมารู้ว่าดินที่ดีที่สุดคือมาจากป่าดงดิบ ป่าดงดิบไม่เคยใช้สารเคมีเลย แต่ต้นไม้ก็เติบโตสูงใหญ่ได้ภายใต้ระบบนิเวศแบบนั้น ซึ่งเราก็ปรับจนได้เป็นสูตรของเรา</p>



<p>“พอดินพร้อมแล้วเราก็ปลูกผัก เราเริ่มปลูกในสิ่งที่เราต้องกินต้องใช้ก่อน เช่น พริก มะเขือ พืชผักสวนครัวต่างๆ ถ้าเหลือก็แบ่งไปขายให้กับนักท่องเที่ยว พืชผักที่เราปลูกกว่า 20 ชนิดได้มาตรฐาน GAP แต่ที่ขายดีที่สุดคือ เมลอน มะเขือเทศ และส้มโอขาวแตงกวา”</p>



<p>นอกจากปลูกพืชผักออร์แกนิก กบคิดว่าควรเลี้ยงสัตว์ด้วย กบก็เลยเลี้ยงไก่และตั้งชื่อไข่ของเจ้าไก่เหล่านั้นว่า ‘ไข่ไก่อารมณ์ดี’</p>



<p>“เราเลี้ยงไก่อิสระ มีกรง 3 กรงปล่อยให้มันวิ่งวน ไม่เครียด ให้เขาอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท เขาก็จะไข่ออกมาดี รสชาติดี แล้วเราปลูกวอเตอร์เครสให้ไก่กินควบคู่กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186960" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Slow Tourism และคืนรายได้สู่ชุมชน</strong></h2>



<p>อีกหนึ่งกิจกรรมที่สนใจมากของ Riche’ Farm คือการพานักท่องเที่ยวที่มาพักไปท่องเที่ยวชุมชนใน 8 อำเภอ ทั่วจังหวัดชัยนาท กบตั้งชื่อทริปท่องเที่ยวนี้ว่า ทริปท่องเที่ยวชุมชนสีเขียว</p>



<p>พอเริ่มจัดทริปบ่อยเข้า กบยิ่งมั่นใจว่าการใช้ชีวิตช้าๆ และดื่มด่ำธรรมชาติคือจุดแข็งของการท่องเที่ยวชัยนาท การได้ท่องเที่ยวทั่วทุกอำเภอในชัยนาทช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่มาพัก ทบทวนตัวเอง กระทั่งตกตะกอนบางอย่างในชีวิต</p>



<p>“วันก่อนมีนักท่องเที่ยวจากเชียงใหม่หนีฝุ่นมาหาเรา มาพักกับเรา ชัยนาทมันเป็นเมืองตรงกลางของหลายๆ ภาค เขาหนีความวุ่นวายมาหาเรา”</p>



<p>เราย้อนนึกถึงคำที่เขาเคยบอกกับเราก่อนหน้านี้ว่าอยากทำให้ Riche’ Farm เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186961" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แล้วการท่องเที่ยวทั้ง 2 รูปแบบนี้เกี่ยวโยงกับความมั่นคงทางด้านอาหารยังไง</p>



<p>ถ้าเป็นเชิงเกษตร ถ้าผลผลิตไม่ดี เกษตรกรอาจตัดสินใจขายที่ดินเพื่อไปทำอุตสาหกรรม การทำให้ฟาร์มเกษตรกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว นอกจากช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้วยังเป็นการรักษาพื้นที่เพาะปลูกไว้ได้</p>



<p>“ชัยนาทเป็นเมืองที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ความอุดมสมบูรณ์เรื่องชลประทาน ผลผลิตราว 70 &#8211; 80% ก็ยังเป็นข้าวซะส่วนใหญ่ และไม่ค่อยเจอภัยแล้ง รองลงมาจากข้าวคือส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งเป็นสินค้า GI ของชัยนาทเลย”</p>



<p>กบแอบกระซิบว่าส้มโอขาวแตงกวาขาวที่ได้อันดับ 1 คือต้องมาจาก อ.สรรคบุรี หรือถ้าเป็นเชิงสุขภาพ นักท่องเที่ยวเข้าถึงวัตถุดิบที่สดใหม่ ปลอดสารพิษ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ สอดรับกับเทรนด์ Longevity ที่กำลังมาแรง เราพอเห็นข่าวทำนองว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศนิยมเดินทางไปยังภูมิภาคที่เป็น Blue Zones</p>



<p>“ชัยนาทเป็นเมืองเรียบง่าย สบายๆ คนไม่วุ่นวาย คือถ้าคนรักสงบ รักธรรมชาติ จะรักชัยนาทมากๆ บางทีคุณไม่ต้องรีบร้อน และมันยังพอมีวิถีชีวิตบางอย่างที่กรุงเทพฯ อาจไม่มีให้เห็นแล้ว”</p>



<p>Riche’ Farm ไม่ได้จัดกิจกรรมแค่ในฟาร์มแห่งนี้เท่านั้น แต่พยายามพานักท่องเที่ยวออกไปสัมผัสเมืองชัยนาทนอกฟาร์มด้วย นั่งรถรางไปเวิร์กช็อปทำขนมที่สวนครูเอียด คั้นน้ำผลไม้ ไปเดินซื้อของตลาดโคกหนองนา กระจายไปในแต่ละอำเภอ</p>



<p>“สาเหตุที่เราต้องทำกิจกรรมที่หลากหลายคือการหาคำตอบว่านักท่องเที่ยวต้องการอะไร ถ้าเรามัวแต่คิดฝันเอาเองว่า เราทำดีที่สุดแล้วทำไมยังไม่ถูกใจ คิดแบบนี้ไม่ได้ เราต้องพาเขาไปเจอของจริง เพื่อดูว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร ชอบเที่ยวแบบไหน”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชัยนาทเป็นอย่างนี้มานานแล้ว</strong></h2>



<p>เผื่อใครจินตนาการชีวิตในชัยนาทไม่ออก เราจึงชวนกบย้อนไปในวัยที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ชัยนาท</p>



<p>กบว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับ 1 ของเด็กชัยนาทคือ เขื่อนเจ้าพระยา ส่วนมากเกาะกลุ่มพากันไปปูเสื่อหาอะไรกิน เด็กหนุ่มห้าวก็พาสาวไปหยอดคำหวานแถวๆ นั้น</p>



<p>“พอตกเย็นเราจะไปแถวเขื่อนเรียงหิน หน้าศาลากลาง แถวนั้นจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยมาก เด็กวัยรุ่นจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปแถวนั้นเยอะ”</p>



<p>“สมัยนั้น อ.มโนรมย์ ยังมีโรงหนังอยู่ ผมจำชื่อไม่ได้ แต่นัดเพื่อนไปดูหนังอยู่บ่อยๆ คือมโนรมย์มันค่อนข้างคึกคักกว่าที่อื่น เพราะเป็นแหล่งค้าขาย มันก็จะมีโรงเรียน โรงหนัง โรงพยาบาล อาบอบนวดยังมีเลย คิดดูสิครับมันคึกคักขนาดนั้น (หัวเราะ)”</p>



<p>นอกจากเป็นเจ้าของ Riche’ Farm หมวกอีกใบที่กบสวมอยู่คือ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชัยนาท เห็นชื่อตำแหน่งแล้วถึงกับเกาหัว แต่เอาเถอะ อย่างน้อยคนที่ทำงานด้านนี้น่าจะให้คำตอบเราได้บ้างว่าที่ผ่านมาชัยนาทติดขัดอะไร</p>



<p>“ผมว่าภาคเอกชนไม่ได้รับการสนับสนุนได้อย่างเต็มที่ เด็กๆ รุ่นใหม่ไม่มีพลังในการพูดออกมา ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กรุ่นใหม่ยุค Gen Z Gen Y เค้ามีมุมมองและไอเดียที่ดี แต่ว่ามันไม่ถูกนำไปต่อยอด และไม่มีคนฟังพวกเขา”</p>



<p>กบยกตัวอย่างให้ฟังว่าสมมติมีเอกชนอยากจัดงานเล็กๆ ขึ้นมาสักงาน ปรากฏว่าไปตรงกับหน่วยงานรัฐพอดี รัฐมีเงินสนับสนุน เปิดให้เข้าฟรี เอกชนทำกันเองต้องเก็บเงิน แน่นอนว่าคนก็แห่ไปงานฟรี สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเอกชนเจ็บตัว และค่อยๆ เฟดหายไปเรื่อยๆ</p>



<p>“หน้าที่ของผมคือเชื่อมระหว่างภาครัฐกับเอกชน ประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานท่องเที่ยว เช่น ทคจ. ททท. เอกชนอยากจัดงานเราก็เป็นตัวกลางเชื่อมให้ ประสานงานให้”</p>



<p>“ผมต้องเข้าไปหาเอกชน หรือ SME รายย่อย เพื่อไถ่ถามว่า เขาอยากได้อะไร ผมสามารถช่วยผลักดันหรือส่งเสริมอะไรได้บ้าง ทั้งที่เราไม่มีงบประมาณนะครับ แต่เราสามารถนำเรื่องไปคุยกับหน่วยงานต่างๆ ได้”</p>



<p>การท่องเที่ยวชัยนาทจะบูมขึ้นกว่านี้ได้ กบในฐานะผู้ที่เข้าไปคลุกคลีและพูดคุยกับทั้งภาครัฐและเอกชน ให้คำแนะนำไว้อย่างนี้</p>



<p>“มันต้องระเบิดจากเราออกไป ขืนมัวแต่รอให้หน่วยงานมาซัปพอร์ตแล้วจัดไปเรื่อยๆ ถ้างบประมาณหมดวันหนึ่งมันก็จะเงียบ เราควรรู้ก่อนว่าชัยนาทมีอะไรดีบ้าง ทุกคนมีคำตอบของตัวเอง ผมทำเรื่องอาหารปลอดภัย พืชผักออร์แกนิก”</p>



<p>“ของพวกนี้ไม่ได้เริ่มจากว่าเราไปบอกว่าเรามีอะไรบ้าง มันจะเป็นความยั่งยืนในการท่องเที่ยวที่มันเกิดขึ้นโดยแท้จริง มากกว่าที่เราบอกว่าชัยนาทมีสวนนกนะ ชัยนาทมีเขื่อนเจ้าพระยา อันนี้เค้ามองภาพไม่เห็น”</p>



<p>“เราต้องให้เค้าเห็นครับ ไม่งั้นไม่เกิด เพราะว่าเราไม่ใช่หัวหิน เราไม่ใช่เชียงใหม่ เราไม่ใช่หลีเป๊ะ เค้าไม่เห็นภาพ แค่อยุธยาเมื่อก่อนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาอยากมาชัยนาท แต่เขาถามว่าชัยนาทอยู่ตรงไหน”</p>



<p>กบเปรียบเปรยว่าชัยนาทเหมือนจังหวัดที่ไม่ค่อยถูกมองเห็น นานๆ ที งบประมาณจากส่วนกลางจะเดินทางมาถึง วิธีที่พอจะทำได้คือระเบิดจากข้างใน โดยอาศัยแรงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มาช่วยกันหมุนชัยนาท</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถ้าท่องเที่ยวคึกคัก คนชัยนาทจะไม่ต้องออกไปที่อื่น</strong></h2>



<p>“กลับมาแล้วจะให้ทำอะไร”</p>



<p>ไม่ว่าจะเป็นคนชัยนาทหรือไม่ เราเชื่อว่าหลายคนมีคำถามนี้อยู่ในใจ กบอธิบายว่าการทำท่องเที่ยวเหมือนสร้างตึก ถ้าตึกขายได้ สีก็ขายได้ ปูน เหล็ก ไฟฟ้า ประปา ก็จะขายได้เป็นแพ็กเกจ กบมองว่าธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีที่สุด</p>



<p>“หลายๆ คนก็คงไม่ต่างจากผม ชีวิตเด็กชัยนาทมีแต่ความเหนื่อย ความลำบาก ไม่มีสถานที่ดีๆ ในเมืองให้เราไปใช้ชีวิต ลึกๆ มนุษย์เราก็อยากไปอยู่ในเมืองที่เจริญกว่า อยากดูหนัง อยากกินอะไรอร่อยๆ”</p>



<p>นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมชัยนาทถึงสมองไหล สูญเสียคนรุ่นใหม่ให้กับเมืองหลวง เพราะถ้าแหงนกลับมามองที่บ้านเกิดแล้วยังไม่มีความมั่นคงมากพอ คงไม่มีใครอยากเสี่ยงกลับมา ซึ่งกบมองว่าถ้าทำให้การท่องเที่ยวชัยนาทคึกคักขึ้นได้ ประตูที่เคยปิดตายก็พอจะแง้มให้เห็นความก้าวหน้าที่บ้านเกิดอยู่บ้าง</p>



<p>“ถ้าการท่องเที่ยวบูมและมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ตำแหน่งงานมันจะตามมาเอง ภาคบริการ รถรับส่ง โรงแรม ร้านอาหาร แทบไม่ต้องออกไปทำงานข้ามจังหวัดด้วยซ้ำ ขอแค่อย่างเดียวคือมีนักท่องเที่ยวเข้ามา เดี๋ยวทุกอย่างมันจะรันไปได้ อันนี้คือสิ่งที่ชัยนาทต้องทำให้ได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186962" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในช่วงท้ายของการพูดคุย เราได้กลิ่นอาหารที่กำลังถูกลำเลียงมาเสิร์ฟที่โต๊ะใกล้ๆ กัน ขอยอมรับว่ากลิ่นกับข้าวตรงโน้นรบกวนการพูดคุยตรงนี้พอสมควร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186963" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แดดเบาบางลงบ้างแล้ว ลมยังพัดหวิวมาทักทายอยู่เป็นระยะ เราจึงถือโอกาสถามกบว่าตั้งแต่ยังเด็กที่รู้สึกอยากจะหนีไปให้ไกลจากชัยนาท วันหนึ่งสภาพเศรษฐกิจบีบให้ต้องกลับมา จนได้กลับมาทำ Riche’ Farm พัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับชุมชน ถึงวันนี้เคยย้อนคิดบ้างไหมว่าการทำเรื่องมากมายเหล่านี้หล่อเลี้ยงตัวเองอย่างไรในฐานะมนุษย์</p>



<p>“ผมขอเล่าย้อนนิดนึง ช่วงแรกๆ ที่ผมทำด้านท่องเที่ยว ผมก็รู้สึกว่ามันมีกรอบบางอย่างครอบอยู่ มันมีคนกลุ่มที่พยายามบอกว่าชัยนาทเป็นแบบนี้แหละดีแล้ว อย่าไปเปลี่ยนอะไรมันเลย แต่มันก็มีน้องๆ รุ่นใหม่ที่มีฝีมือเยอะมากที่ต้องการผลักดันชัยนาทไปให้ไกลกว่านี้ ผมจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด”</p>



<p>“ผมต้องการทำให้ชัยนาทเป็นเมืองที่คนอยากมาท่องเที่ยว ผมอยากพาพวกเขาไปรับประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกอำเภอ ใช้เวลาทำกิจกรรมดีๆ และสลัดชีวิตอันสับสนวุ่นวายออกไป”</p>



<p>“ผมรู้แค่ว่ามีทางเดียวคือต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครทำแล้ว”</p>



<p>เขาไม่ได้บอกแค่ตัวเอง แต่กำลังบอกถึงคนที่กำลังช่วยกันหมุนจังหวัดชัยนาททุกคน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/riche-farm-chainat/">วิสาหกิจชุมชนริเช่ฟาร์ม กับ Slow Tourism ที่พานักท่องเที่ยวไปกินปลาแม่น้ำ หัดทำเมี่ยงส้มโอ และคั้นน้ำผลไม้ตามฤดูกาลของชัยนาท</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทริกออกแบบการเข้า ‘ร้านหนังสือ’ ให้สนุกและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/healing-bookstore-guide/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 May 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[bookstore]]></category>
		<category><![CDATA[abetterday]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งพักพิงทางใจ]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186859</guid>

					<description><![CDATA[<p>ฟ้าครึ้มเย็นวันอาทิตย์ ฝนโปรยลงมาอีกแล้ว หนังสือฤกษ์งามยามปารีส หรือในชื่อภาษาอังกฤษ A Moveable Feast เขียนโดย เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่วางอยู่บนชั้นกวักมือคล้ายเชื้อเชิญให้เปิดอ่านหลังจากถูกเพิกเฉยมานาน หนังสือเล่มนี้เล่าถึงช่วง 6 ปีแรกในการพยายามเป็นนักเขียนของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ มีประโยคหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ “บนถนนที่เย็นเยือกและเงียบเหงา ร้านของเธอเปรียบเสมือนจุดหมายเดียวที่มีแสงสว่างลอดออกมา” ประโยคเมื่อครู่ตานักเขียนเครางามแกพูดถึงร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach ซึ่งเป็นคนละที่กับร้านหนังสือสีเขียวริมแม่น้ำแซนของ George Whitman หรือที่เราเห็นในหนังเรื่อง Before Sunset นั่นแหละ (ข่าวว่าตาจอร์จแกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับซิลเวีย บีช) ชีวิตในช่วงนั้นเฮมิงเวย์ต้องบอกว่าแทบไม่มีเงินซื้อหนังสือ กระทั่งแม้จะซื้อข้าวกิน แต่แล้วในฤดูหนาวปีหนึ่งที่กรุงปารีส เฮมิงเวย์คนขัดสนเดินเข้าในร้านหนังสือนี้เพื่อนั่งรับไออุ่นจากเตาผิง และมีบ่อยครั้งที่ซิลเวียอนุญาตให้เฮมิงเวย์ยืมหนังสือไปอ่านก่อนได้ทั้งที่เขายังไม่มีเงินจ่ายค่าสมาชิกด้วยซ้ำ “คุณจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณพร้อม” ซิลเวียว่าอย่างนั้น “แต่ผมต้องจ่ายตอนนี้เลยหรือเปล่า” “ไม่หรอก จ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวก ที่นี่คือห้องสมุดให้ยืมนะ” “ครับ” ผมตอบ “เดี๋ยวผมจะเอาเงินมาให้” “อย่าทำตัวงี่เง่าน่า” เธอพูด “คุณต้องอ่านหนังสือไม่ใช่หรือไงล่ะ” เห็นว่าไม่ใช่แค่เฮมิงเวย์ที่ลากก้นมาพักกายคลายใจที่ร้านหนังสือแห่งนี้ นักเขียนในยุค Lost [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/healing-bookstore-guide/">ทริกออกแบบการเข้า ‘ร้านหนังสือ’ ให้สนุกและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ฟ้าครึ้มเย็นวันอาทิตย์ ฝนโปรยลงมาอีกแล้ว</p>



<p>หนังสือฤกษ์งามยามปารีส หรือในชื่อภาษาอังกฤษ A Moveable Feast เขียนโดย เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่วางอยู่บนชั้นกวักมือคล้ายเชื้อเชิญให้เปิดอ่านหลังจากถูกเพิกเฉยมานาน</p>



<p>หนังสือเล่มนี้เล่าถึงช่วง 6 ปีแรกในการพยายามเป็นนักเขียนของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์</p>



<p>มีประโยคหนึ่งที่เราชอบมากๆ คือ “บนถนนที่เย็นเยือกและเงียบเหงา ร้านของเธอเปรียบเสมือนจุดหมายเดียวที่มีแสงสว่างลอดออกมา”</p>



<p>ประโยคเมื่อครู่ตานักเขียนเครางามแกพูดถึงร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach ซึ่งเป็นคนละที่กับร้านหนังสือสีเขียวริมแม่น้ำแซนของ George Whitman หรือที่เราเห็นในหนังเรื่อง Before Sunset นั่นแหละ (ข่าวว่าตาจอร์จแกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับซิลเวีย บีช)</p>



<p>ชีวิตในช่วงนั้นเฮมิงเวย์ต้องบอกว่าแทบไม่มีเงินซื้อหนังสือ กระทั่งแม้จะซื้อข้าวกิน</p>



<p>แต่แล้วในฤดูหนาวปีหนึ่งที่กรุงปารีส เฮมิงเวย์คนขัดสนเดินเข้าในร้านหนังสือนี้เพื่อนั่งรับไออุ่นจากเตาผิง และมีบ่อยครั้งที่ซิลเวียอนุญาตให้เฮมิงเวย์ยืมหนังสือไปอ่านก่อนได้ทั้งที่เขายังไม่มีเงินจ่ายค่าสมาชิกด้วยซ้ำ</p>



<p>“คุณจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณพร้อม” ซิลเวียว่าอย่างนั้น</p>



<p>“แต่ผมต้องจ่ายตอนนี้เลยหรือเปล่า”</p>



<p>“ไม่หรอก จ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวก ที่นี่คือห้องสมุดให้ยืมนะ”</p>



<p>“ครับ” ผมตอบ “เดี๋ยวผมจะเอาเงินมาให้”</p>



<p>“อย่าทำตัวงี่เง่าน่า” เธอพูด “คุณต้องอ่านหนังสือไม่ใช่หรือไงล่ะ”</p>



<p>เห็นว่าไม่ใช่แค่เฮมิงเวย์ที่ลากก้นมาพักกายคลายใจที่ร้านหนังสือแห่งนี้ นักเขียนในยุค Lost Generation หลายคนก็มีร้านหนังสือ Shakespeare and Company ของ Sylvia Beach เป็นแหล่งพักพิงเช่นเดียวกัน</p>



<p>หากมองในเชิงพื้นที่ ร้านหนังสือเป็นที่พักพิงยามพายุโหม เป็นมาตั้งแต่ยุคกระโน้นจนถึงยุคกระนี้ นักอ่านหลายคนก็ยังเดินดุ่มเข้าร้านหนังสือที่นอกจากจะโกยหนังสือกลับไปพร้อมกันแล้วยังรับพลังดีๆ ติดตัวกลับไปด้วย</p>



<p>แม้ชีวิตประจำวันของเราจะ xหยkv[w_กด_13! แค่ไหนก็ตาม</p>



<p>ใครๆ ก็อยากมีร้านหนังสือเป็นแหล่งพักพิง คอลัมน์ a better day มีทริกเล็กๆ ที่อยากชวนคุณมาออกแบบการเข้าร้านหนังสือให้สนุกขึ้นและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย เพราะเราไม่มีอากาศหนาวและเตาผิงแบบเฮมิงเวย์นี่นา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186864" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ตัดขาดจากโลกตั้งแต่ประตูทางเข้า</strong></h2>



<p>มีการศึกษาที่บอกว่ามือถือนี่เปลี่ยนพฤติกรรมเราไปมาก</p>



<p>อย่างเช่นว่าเราไม่รู้ว่าเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างเรื่อง ‘งาน’ หรือเป็นเรื่องไร้สาระอย่าง ‘โปรดีบอกต่อ’ ผลที่ตามมาคือร่างกายจะกระตุ้นให้สมองหลั่งโดพามีนทำให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น (ในมือถือ) จนไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้เต็มที่</p>



<p>มีผลสำรวจหนึ่งน่าสนใจมาก เขาบอกว่าหลังจากถูกขัดจังหวะด้วยการแจ้งเตือน 1 ครั้ง มนุษย์ต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 23 นาที 15 วินาที เพื่อดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับงานเดิมให้ได้ 100%</p>



<p>ก่อนหน้านั้นจะแวะไปซื้อของช็อปปิงอะไรมาไม่รู้ ขอให้นึกล่วงหน้าว่าถ้าอีกไม่นานนี้จะเข้าร้านหนังสือให้ปิดแจ้งเตือนหรือเปิดแอร์ Airplane Mode เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก แล้วก็ใช้เวลาอยู่กับร้านหนังสือให้เต็มที่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186865" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/2-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Best Seller ไว้ก่อน ลองหันมองสันหนังสือกันนะ</strong></h2>



<p>หนังสือ Best Seller ไม่ได้ผิดอะไรเลย เดี๋ยวจะเข้าใจผิด เพราะอย่างน้อยหนังสือขายดีเหล่านี้ก็การันตีว่าสามารถเข้าหมู่มากได้ เพียงแต่ถ้ามองแล้วรู้สึกว่าเนื้อหาที่หนังสือเหล่านั้นกำลังพูดยังไม่ใช่เรื่องที่อยากอ่านก็แวะไปดูโซนอื่นๆ ก่อน</p>



<p>แล้วทำไมต้องมองสันหนังสือ</p>



<p>คำตอบในแง่เทคนิคก็คือ เมื่อเราเจอหนังสือในหมวดที่อยากอ่านแล้ว ควรกวาดสายตาดูทีละชื่อเรื่อง ทีละผู้เขียน มีชื่อไหน นักเขียนคนใด สะดุดตาจนอยากหยิบขึ้นมาอ่านบ้าง</p>



<p>แต่ถ้าเป็นคำตอบในแง่จิตวิทยาอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือกับการเดินไปดูหนังสือในหมวดอื่นๆ ที่เรายังไม่เคยอ่าน ซึ่งนั่นเท่ากับการเจอโลกใบใหม่ เนื้อหาใหม่ ภาษาเขียนใหม่ และการไล่สายตาดูหนังสือช้าๆ ทีละเล่มยังช่วยให้เราจดจ่อกับชื่อเรื่องหรือชื่อผู้เขียน</p>



<p>การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือการทำ Micro-meditation หรือสมาธิบำบัดชั้นดี มันช่วยดึงสติที่ฟุ้งซ่านให้กลับมานิ่งอีกครั้ง สารพัดเรื่องราวในชีวิตประจำวันก็พอจะเบาบางลงบ้างเมื่อได้โฟกัสอยู่กับหนังสือในพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้</p>



<p>มันจะดียิ่งขึ้นถ้าอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้วชอบมาก เพราะคุณค้นพบหนังสือเล่มนั้นด้วยตัวเอง<br>อันที่จริง วิธีจัดวางหนังสือในร้านของแต่ละประเทศก็สะท้อนวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน</p>



<p>ร้านหนังสือ <strong>BUNKITSU</strong> กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ในร้านมีหนังสือกว่า 30,000 เล่ม แต่ไม่มีเล่มไหนซ้ำกันเลย หนังสือหนึ่งปก หนึ่งเล่ม จะมีเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครอง วิธีการจัดวางก็น่าสนใจ คือวางเป็นกองรวม คละกันไปหมดทั้งปกอ่อนปกแข็ง หนังสือภาษาญี่ปุ่น หนังสือต่างประเทศ</p>



<p>และที่สำคัญ BUNKITSU เก็บค่าเข้า 1,500 เยน หรือประมาณ 500 บาท &nbsp;ด้วยเชื่อที่ว่าช่วงเวลาในการบรรจงเลือกหนังสือนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า เงินที่เสียไปแลกมากับสิทธิในการเลือกหนังสือ กินกาแฟกี่แก้วก็ได้ อยู่นานเท่าไรก็ได้<br><strong>Books Upstairs</strong> ร้านหนังสืออิสระ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงดับลิน ไอร์แลนด์ โด่งดังจากการทำ Blind Date with a Book คือพนักงานจะหุ้มหนังสือปกปิดตัวเล่มทั้งหมด แล้วให้ผู้อ่านไปลุ้นเอาเองว่าจะได้อ่านหนังสือเล่มไหน แต่จะมีคำโปรยสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือพนักงานในร้าน เช่น ‘จะพาคุณไปทัวร์ลอนดอนยุค 60s’ หรือ ‘เล่มนี้ทำฉันร้องไห้กลางรถไฟ’</p>



<p>กล่าวคือ หน้าปก ชื่อผู้เขียน ไม่มีส่วนในการประกอบการตัดสินใจซื้อทั้งสิ้น แต่ก็มีหลายครั้งที่พออ่านเล่มที่พนักงานแนะนำมาแล้วไม่ถูกใจ รสนิยมของพนักงานกับผู้ซื้อไม่ตรงกัน นั่นคือความเสี่ยงอย่างหนึ่งของคอนเซปต์นี้ ซึ่งผู้ซื้อน่าจะทำใจไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว<br>The Last Bookstore ร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา มีหนังสือมากกว่า 100,000 เล่ม ความช่างคิดของร้านนี้คือจัดเรียงหนังสีตามสี หนังสือท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ นิตยสารผู้ชาย สยองขวัญ ถ้ามีสีเดียวกันก็สามารถวางอยู่ด้วยกันได้</p>



<p>มีโซนหนึ่งของร้านที่จะมีหนังสือวางเรียงเป็นอุโมงค์ให้เดินทะลุเข้าไปได้</p>



<p>ซึ่งกลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม ท่ามกลางความงุนงงว่า เอ แล้วถ้าอยากได้ไอ้เล่มตรงกลางจะหยิบออกมายังไง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186866" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/3-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ถามตัวเอง ตอบตัวเอง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร อยากได้พลังแบบไหนกลับมา</strong></h2>



<p>ความรู้สึกช่วงนี้เป็นอย่างไร ต้องการพลังแบบไหน ให้หาหนังสือที่มีสิ่งนั้นมาอ่าน</p>



<p>หญิงแท้ห่างรักแต่ไม่อยากมีแฟน อยากอ่านนิยายเกย์ให้ยิ้มเมื่อยแก้มก็ไปหาหนังสือเกย์มาอ่า</p>



<p>ชีวิตราบเรียบ อยากอ่านนิยายสยองขวัญชวนขนหัวลุกก็ไปหาหนังสือฆาตกรรมมาอ่าน</p>



<p>กำลังมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หาทางแก้ไม่ได้ก็ไปหาหนังสือแนวเวิร์กไลฟ์มาอ่าน</p>



<p>หมายความว่าให้ลองถามตัวเองก่อนว่าชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร สุขกับเรื่องอะไร ทุกข์ตรมกับเรื่องอะไร ในเมื่อถ้าลองวิธีอื่นมาแล้วยังไม่เวิร์กหนังสือก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยปลอบประโลมในสิ่งที่เราขาดได้</p>



<p>เมื่อได้หนังสือในหมวดและเรื่องที่ต้องการแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่า เอ นักเขียนคนนี้จะถูกจริตกับเราสักกี่มากน้อย ผายมือให้รู้จักกับกฎ 10 หน้า คือหมายถึงว่าเราลองเปิดอ่านหนังสือสัก 10 หน้าแล้วเช็กดูว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร</p>



<p>ใจเต้นตึกตักไหม เมื่ออ่านฉากเปิดเรื่องนิยายสืบสวนสอบสวน ออกลูกเขินหรือเปล่ากับการบรรยายคาแรกเตอร์ของพระเอกในหนังสือรักประโลมโลก</p>



<p>ช่วงเวลานี้แหละที่เราจะได้จดจ่อกับหนังสือที่เลือกเอง อยู่กับตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคำแนะนำจากใครเลย ต่อเมื่ออ่านจบพลังที่เราอยากได้รับ เราก็จะได้รับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186867" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/5-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>1 สัปดาห์ควรมีสักวันแวะไปร้านหนังสือ</strong></h2>



<p>แน่นอนว่าทุกวันจันทร์ เหล่ามนุษย์ทำงานต่างมุ่งหน้าสู่สถานที่ที่เรารักที่สุด, ออฟฟิศ</p>



<p>ตกเย็นเราแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง วันไหนมีนัดก็อาจจะแวะไปสถานที่อื่นๆ บ้าง เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสุรา กระทั่งร้านนวดคอ บ่า ไหล่</p>



<p>บ้านแตกต่างจากออฟฟิศตรงที่บ้านเป็นเหมือนเซฟโซนของเรา กลับถึงห้องเมื่อไหร่ โอ ปลอดมนุษย์ ปลอดเรื่อง สบายใจเป็นบ้า</p>



<p>กับร้านหนังสือ ลองกำหนดให้มีสักวันหนึ่งของสัปดาห์ว่าต้องไปร้านหนังสือ เพื่อเข้าไปพักใจจากการทำงาน อาจจะเป็นเย็นวันศุกร์ที่ทุกคนไปจอดรถแน่นิ่งเบียดเสียดกันอยู่บนถนน ถ้าทำเป็นประจำสมองเราจะจดจำว่าพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้คืออีกหนึ่งเซฟโซนของเรา</p>



<p>ดูเหมือนว่าชีวิตทุกวันนี้ไม่ได้มีสถานที่ปลอดภัยให้เรามากนัก เราเชื่อว่าร้านหนังสือเป็นอีกหนึ่งแหล่งพักพิงของคนเมืองได้ บางคนพูดถึงขั้นว่าร้านหนังสือหยุดเวลาได้</p>



<p>และถ้ามองไปรอบๆ เราจะเห็นคนที่กำลังเลือกซื้อหนังสือแบบเรา แต่ละคนสนใจหนังสือแตกต่างกันไป คือในบางวันที่เราอาจรู้สึกโดดเดี่ยว มองไปดูคนรอบๆ ตัวแล้วก็ทำให้รู้อย่างหนึ่งว่าเราไม่ได้เจอเรื่องแย่ๆ อยู่คนเดียว มีคนอีกมากที่ต้องการอ่านเรื่องรักประโลมโลก และมีนักเขียนเก่งๆ มากมายที่เขียนเอาไว้แล้วอย่างดี บทเรียนอะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่ในหนังสือแล้ว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/healing-bookstore-guide/">ทริกออกแบบการเข้า ‘ร้านหนังสือ’ ให้สนุกและเยียวยาใจได้มากกว่าที่เคย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 เรื่องราวเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญที่พาแมวตาเหล่ หมาฟันเหยิน มาเป็นพรีเซนเตอร์ จนคนตกหลุมรัก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kaniva-no-pet-beauty-standard/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 May 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[KANIVA]]></category>
		<category><![CDATA[KanivaNoPetBeautyStandard]]></category>
		<category><![CDATA[ความรักที่ให้หมาแมวไม่เคยมีBeautyStandard]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186754</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนไปแงะวิธีคิดและเรื่องราวเบื้องหลังแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard จาก KANIVA เราอยากชวนอ่าน Facts สนุกๆ เพื่อทำความรู้จักแบรนด์ KANIVA ให้มากขึ้น หนึ่ง ชื่อแบรนด์ KANIVA (คานิว่า) ถูกตั้งตามชื่อเมืองคาไนว่า (ออกเสียงแบบคนพื้นเมือง) ในประเทศออสเตรเลียที่ เมอร์ซ-จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ไปเรียนมัธยมปลายที่นั่น สอง เมื่อคิดจะสร้างแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง เมอร์ซนึกถึงช่วงเวลาตอนเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และ อากาศดีตลอดทั้งปี เขาจึงดีไซน์โลโกให้เป็นรูปภูเขา แม่น้ำ และ สี จากพื้นเมืองจากเมืองคาไนว่า ที่เจ้าตัวได้ไปใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่นั่น สาม เมอร์ซถูกหลอกว่าเป็นภูมิแพ้ ตั้งแต่เด็กจนโตจึงไม่กล้าเข้าใกล้สัตว์ โตขึ้นถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นแค่กลอุบาย ขึ้นปี 1 จึงเลี้ยงแมวตัวแรกชื่อ เบคอน ซึ่งตอนนี้อายุ 14 ขวบแล้ว แถมมีสมาชิกเพิ่มเต็มบ้านเลย และนี่คือเบื้องหลัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaniva-no-pet-beauty-standard/">7 เรื่องราวเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญที่พาแมวตาเหล่ หมาฟันเหยิน มาเป็นพรีเซนเตอร์ จนคนตกหลุมรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ก่อนไปแงะวิธีคิดและเรื่องราวเบื้องหลังแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard จาก KANIVA เราอยากชวนอ่าน Facts สนุกๆ เพื่อทำความรู้จักแบรนด์ KANIVA ให้มากขึ้น</p>



<p>หนึ่ง ชื่อแบรนด์ KANIVA (คานิว่า) ถูกตั้งตามชื่อเมืองคาไนว่า (ออกเสียงแบบคนพื้นเมือง) ในประเทศออสเตรเลียที่ <strong>เมอร์ซ-จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์</strong> กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ไปเรียนมัธยมปลายที่นั่น</p>



<p>สอง เมื่อคิดจะสร้างแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง เมอร์ซนึกถึงช่วงเวลาตอนเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และ อากาศดีตลอดทั้งปี เขาจึงดีไซน์โลโกให้เป็นรูปภูเขา แม่น้ำ และ สี จากพื้นเมืองจากเมืองคาไนว่า ที่เจ้าตัวได้ไปใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่นั่น</p>



<p>สาม เมอร์ซถูกหลอกว่าเป็นภูมิแพ้ ตั้งแต่เด็กจนโตจึงไม่กล้าเข้าใกล้สัตว์ โตขึ้นถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นแค่กลอุบาย ขึ้นปี 1 จึงเลี้ยงแมวตัวแรกชื่อ เบคอน ซึ่งตอนนี้อายุ 14 ขวบแล้ว แถมมีสมาชิกเพิ่มเต็มบ้านเลย</p>



<p>และนี่คือเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญสุดครีเอทิฟและจริงใจจาก KANIVA</p>



<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=jzKykY4CQY4">https://www.youtube.com/watch?v=jzKykY4CQY4</a></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เราไม่ควรรักหมาแมวน้อยลง</strong> <strong>เพียงเพราะเขาไม่สมบูรณ์</strong></h2>



<p>ประโยคด้านบนคือความคิดที่ตกผลึกแล้วของเมอร์ซ ซึ่งกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ตรง ทั้งในฐานะพ่อหมาแมว และในฐานะเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง</p>



<p>“ผมอยู่ในวงการนี้มาจะเข้าปีที่ 12 แล้ว สิ่งที่เห็นมาตลอดคือหมาแมวที่อยู่บนแพ็กเกจจิง หรือแม้กระทั่งโฆษณาบนบิลบอร์ด เราจะเห็นเลยว่า หน้าต้องเป๊ะ ฟันเรียงกันสวย ตาใสปิ๊ง วิ่งเร็ว เราเองกลับมาย้อนคิดว่า หมาแมวที่บ้านเราก็ไม่ได้สวยแบบนั้น แต่เราก็รักในแบบที่เขาเป็นใช่ไหม”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186766" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/01.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เมอร์ซเล่าว่าไอเดียหลายแคมเปญที่ผ่านมาของ KANIVA ส่วนใหญ่มาจากเรื่องที่เขาพบเจอในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่นแคมเปญ ‘การเจอใครที่เหมือนเราคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต The best thing in the world is when you find someone like you’ เกิดจากคำถามง่ายๆ ว่าสัตว์เลี้ยงมีนิสัยเหมือนเจ้าของหรือเปล่า</p>



<p>“ตอนเด็กๆ ผมกลัวเสียงฟ้าร้องมาก แล้วผมไปนั่งหลบ หมาผมที่บ้านก็ทำเหมือนกัน ทุกวันนี้เขาก็ยังกลัวเสียงฟ้าร้อง ผมก็เลยคิดว่า เอ๊ะ หรือเขาคือเรานะ”</p>



<p>สิ่งที่เมอร์ซฉุกคิดต่อมาคือหมากับคนที่เหมือนกัน แมวกับคน หรือสัตว์เลี้ยงกับคน แปลว่าเป็นคู่กัน ทั้งคู่เลือกกันแล้ว แล้วตัวที่ไม่ถูกเลือกล่ะ แบรนด์ควรพูดถึงน้องๆ กลุ่มนี้ด้วย เมอร์ซเล่าว่าได้ลงไปคุยกับมูลนิธิหรือบ้านสงเคราะห์ มีคำพูดหนึ่งที่จำได้แม่น&nbsp;</p>



<p>“หมาตัวนี้ไม่มีบ้านมา 300 กว่าวันเพียงเพราะเขาฟันเหยิน นี่มันคือ Beauty Standard หมาแมวเหล่านั้นไม่ดูดีตรงตามบรรทัดฐานสังคม หรือพันธุ์นิยมของคนทั่วไป”</p>



<p>“ในบรรดาน้องหมาแมวที่ไม่สมบูรณ์เหล่านั้น ยังแบ่งได้อีกว่ามีตัวที่โชคดีและไม่โชคดี ตัวที่โชคดีคือน้องๆ ทั้ง 6 ตัวที่ได้พบเจอกับเจ้าของที่รับเลี้ยงเขา รักเขา ตัวที่โชคไม่ดีป่านนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”</p>



<p>“ตอนคุยกับเอเจนซี เราคุยง่ายๆ เลยว่าปีที่แล้วเราได้เล่าเรื่องหนึ่งไปใช่ไหม ปีนี้เราอยากเล่าในอีกมุมหนึ่ง ทุกอย่างที่เราทำและสื่อสารอยู่ภายใต้ความเชื่อและไอเดีย Because Pets Matter”<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186768" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-684x1024.jpg 684w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-768x1151.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-600x899.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/02.jpg 801w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทำการบ้านและตัดสินใจลุยเลย</strong></h2>



<p>การที่จู่ๆ แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงลุกขึ้นมาหยิบเรื่อง Beauty Standard ในอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมาพูดถือเป็นเรื่องใหม่มาก ในตอนแรกทางทีม KANIVA จึงมีความลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะเดินเครื่องทำแคมเปญนี้ดีไหม</p>



<p>“ผมมี 2 แกนที่ใช้ตัดสินใจ แกนแรกคือเราอยากทำ กับอีกแกนคือ Insight กับ Data ที่เข้ามายืนยันว่าสิ่งที่เราคิดตรงกับสิ่งที่คนส่วนมากคิดไหม เพราะถ้าสิ่งที่เราคิดและทำดันไม่ตรงกับสิ่งที่คนอื่นคิด สุดท้ายแคมเปญก็จะไม่เวิร์ก”</p>



<p>เมอร์ซจึงมอบหมายให้ทางทีมช่วยกันทำการบ้านด้วยการไปตามดูพวก Search, Insight, และ Hashtag สิ่งที่พวกเขาพบคือ ใน 1 เดือน มีคนพูดถึงสัตว์นอกพิมพ์นิยม เช่น ตาเหล่ ฟันเหยิน นับล้านครั้ง และ 80% เป็นการพูดในเชิง Positive&nbsp;</p>



<p>“ข้อมูลฟ้องว่ายังมีคนจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่ตรงตามพิมพ์นิยม ถ้าเขาคิดเหมือนเรา โอเคเรามาทำแคมเปญกันเถอะ”</p>



<p>แต่กว่าเมอร์ซจะตัดสินใจรอบสุดท้าย เขาและทีมต้องช่วยกันคิดให้รอบด้าน เพราะนี่คือแคมเปญที่จะมานำเสนอวิธีคิดและมุมมองใหม่ให้กับผู้บริโภค ทั้งเป็นการเซ็ตมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ด้วย</p>



<p>“แบรนด์เราต้องมาถามกันเองก่อนว่าถ้านั่นคือความคิดของเรา เรากล้าที่จะเอาไปบอกคนอื่นแค่ไหน กล้าลงมือทำไหม เพราะสุดท้ายมันคือความคิดของแบรนด์ มันผ่านสายตาพวกเราแล้ว เราเห็นแล้วว่ามันตอบโจทย์แก่นของแบรนด์เราและเราอยากทำจริงๆ”</p>



<p>“ถ้าเรากลัวว่าทำแล้วมันจะเกิดผลด้านลบกับแบรนด์จริงๆ ใช่ไหม ผมรู้สึกว่าถ้ายังมีคำถามนั้นอยู่ก็อย่าทำเลย”<br>“ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคแล้วว่าเขาจะเลือกใคร ซึ่งทุกวันนี้เราเห็นแล้วว่าลูกค้าไม่ได้เลือกแบรนด์ที่ดังที่สุด แต่เขาเลือกแบรนด์ที่เข้าใจเขามากที่สุด กับแคมเปญนี้ เรามั่นใจว่าเราเข้าใจลูกค้า ทำไมเราจะไม่บอกเขาล่ะ สุดท้ายทุกคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้า ทำเถอะ”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ได้พรีเซนเตอร์จากคนใกล้ตัว</strong></h2>



<p>“ในประชุมแรกๆ มีการเสนอหมาแมวที่พิการหนักกว่านี้ เช่น ตาบอดไปเลย แต่เราตกผลึกกันว่าไม่ได้อยากให้คนเห็นแล้วรู้สึกในเชิงสงสาร เราอยากนำเสนอในแง่ดี เห็นแล้วฉุกคิดได้ว่าทำไมหมาแมวต้องมี Beauty standard ด้วยนะ”</p>



<p>ทีมโปรดักชันควานหาตัวน้องๆ กันอยู่ร่วม 3 เดือน เพื่อนำมาร่วมแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard จนได้ไปเจอน้องฟาโรห์-แมวตาเหล่ น้องทองดี-หมาฟันเหยิน น้องเก็บตก-หมาจร</p>



<p>เมอร์ซเล่าว่าสุดท้ายมาได้หมาแมวนอกพิมพ์นิยมจากคนใกล้ตัว ถามว่าใกล้แค่ไหนล่ะก็</p>



<p>“แนน พนักงานกราฟิกของผม เขามีน้องแมวชื่อบลู เป็นบริติช ผมเห็นตั้งแต่เขาเล็กๆ พอเริ่มโตหัวเขาเริ่มล้าน หรือพี่แอน อินฟลูเอนเซอร์ของเรา เขาก็มีน้องไอวี่ แมวมือกุด สุดท้ายเราได้น้องๆ มาจากคนใกล้ตัวหมดเลย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186782" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/04-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186783" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แต่เอ เท่าที่กล่าวมา เรานับน้องๆ ได้แค่ 5 เอง เท่าที่เห็นในโฆษณาเหมือนจะมี 6 ขาดไปอีก 1 หรือเปล่านะ</p>



<p>น้องอีกคนก็ไม่ได้หาจากคนอื่นคนไกล น้องตัวสุดท้ายชื่อล้อหลัง เป็นแมวของกิ๊บ (คมสัน วัฒนวาณิชกร) Co-founder และ Creative Director ชูใจ กะ กัลยาณมิตร นั่นเอง</p>



<p>เมอร์ซเปรียบเปรยว่าวิธีเลือกน้องๆ ทั้ง 6 หรือแม้กระทั่งน้ำเสียงในการเล่าเรื่องของแคมเปญนี้เหมือนการปรุงต้มยำ ซึ่งทางทีม KANIVA และ กะ กัลยาณมิตร ช่วยกันปรุงให้ได้รสที่กลมกล่อมที่สุด ไม่เปรี้ยวเกินไป หรือเผ็ดเกินไป&nbsp;</p>



<p>ถ้ากะน้ำหนักมือพลาด โทนของโฆษณา (และแคมเปญ) นี้จะเป็นไปในเชิงสงสาร คล้ายโฆษณาประกันจนเกินไป ซึ่งเป้าหมายของ KANIVA ไม่ใช่แบบนั้น</p>



<p>“แทนที่เราจะทำในเชิงดรามาติก เราเปลี่ยนมาทำอะไรที่เรียบง่ายที่สุด เราเลือกทำในสิ่งที่คนดูเห็นแล้วรู้สึกว่าเขาเจอน้องหมาแมวเหล่านี้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมรู้สึกว่าความเรียบง่ายนี่แหละ ที่ทำให้คนรู้สึกได้ว่าแคมเปญเราต้องการสื่อสารอะไร”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เบื้องหลังโฆษณาสุดน่ารัก</strong></h2>



<p>ทบทวนกันอีกครั้ง KANIVA ได้น้องหมาแมว 6 ตัวมาร่วมแคมเปญแล้ว นั่นคือฟาโรห์ ทองดี เก็บตก บลู ไอวี่ และล้อหลัง ซึ่งจะเป็นภาพแทนของหมาแมวนอกพิมพ์นิยมที่ทาง KANIVA อยากสื่อสารออกไปว่า ไม่ว่าน้องๆ จะเกิดมาเป็นอย่างไร เขาก็มีมุมน่ารักของตัวเอง และเขาควรได้รับความรักเหมือนกัน</p>



<p>ต่อเมื่อเคาะกันแล้วว่าควรทำวิดีโอขึ้นมาสัก 1 ชิ้น เพื่อช่วยสื่อสาร Message ของแคมเปญอีกแรง ขั้นตอนตามปกติคือเอเจนซีก็จะแคสติงหานักแสดงที่จะมารับบทเป็นพ่อแม่ของหมาแมวเหล่านี้<br>แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นต่อเมื่อทีมโปรดักชันเดินทางไปสัมภาษณ์ป๊าม๊าของน้องๆ ทั้ง 6 ตัว เพื่อเก็บข้อมูลมาเขียนบท บทสนทนาในวันนั้นทำให้ทางแบรนด์ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องแคสติงแล้ว</p>



<p>“เราให้โปรดิวเซอร์ของวิดีโอตัวนี้ไปไล่สัมภาษณ์พ่อแม่ของหมาแมวนอกพิมพ์นิยม สิ่งที่ได้มาแค่ฟังก็น้ำตาจะไหลแล้ว ประโยคเหล่านั้นเลยถูกนำไปใช้จริงในโฆษณาด้วย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186784" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/06-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>บทสนทนาในวันนั้นทำให้ทางแบรนด์ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องแคสติงแล้ว ก็เอาพ่อแม่ของน้องหมาแมวทั้ง 6 ตัวมาแสดงเลยแล้วกัน อะไรจะดีไปกว่าการให้พ่อแม่มาพูดถึงลูกตัวเองล่ะ<br>“มือแบบนี้ไม่มีวันทำให้ใครเจ็บนะ ที่คุณแอนพูดในคลิป ประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่เขาพูดในวันสัมภาษณ์ มันเป็นสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ ของแบบนี้มันโกหกไม่ได้”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ขึ้นโฆษณาบนบิลบอร์ดในจุดที่ตรงทาร์เก็ตมากที่สุด</strong></h2>



<p>“ถ้าถามผมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำแบรนด์อาหารหมาแมวแล้วอยากขึ้นบิลบอร์ด ผมคงตอบว่ามันเป็นไปไม่ได้”</p>



<p>ลองจินตนาการตามนะ ระหว่างเห็นบิลบอร์ดโฆษณาน้ำดื่มกับอาหารสัตว์เลี้ยง โปรดักต์ไหนคนเห็นแล้วมีโอกาสไปซื้อมากกว่า กลุ่มเป้าหมายของโฆษณาน้ำดื่มคือทุกคน ในขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มเป้าหมายคือคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคนไม่เลี้ยงก็จะไม่สนใจเลย<br>นั่นคืออดีต เพราะหนนี้ KANIVA ตัดสินใจพาหมาฟันเหยิน แมวมือกุด ฯลฯ ขึ้นบิลบอร์ดให้คนเห็นแบบจัดเต็ม เมอร์ซเล่าว่าไม่ได้เลือกบิลบอร์ดในย่านทำเลทอง แต่จุดที่ทางทีมคิดและคราฟต์มาอย่างดีว่ากลุ่มเป้าหมาย (คนเลี้ยงสัตว์) น่าจะเห็นแน่ๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186786" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/07-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“KANIVA ไม่ใช่แบรนด์ที่จะไปขึ้นบิลบอร์ดใหญ่โตในทำเลทองอะไรขนาดนั้น เรารู้ตัวเองว่าเราขายอาหารสัตว์ เราต้องควบคุมงบประมาณในส่วนนี้พอสมควร แต่ละโลเคชันที่เราเลือก มันอาจจะไม่ได้เป็น Prime Location ขนาดนั้น”</p>



<p>“จุดที่เราเลือกไม่ใช่โซนที่ดีที่สุด แต่จะเป็นโซนที่มีคนพลุกพล่าน ซึ่งคนเหล่านั้นก็คือคนที่เลี้ยงหมาแมว ที่เราเจอได้ในชีวิตประจำวัน เขาเห็นแล้วรู้สึกว่านั่นมันเหมือนหมาแมวบ้านฉันเลยนี่หว่า”</p>



<p>“พอเห็นน้องหมาแมวน่ารัก เขาก็อยากแชร์ต่อ ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเราไปขึ้นบิลบอร์ดบนทางด่วนในจุดที่ดีที่สุด Brand Conversation มันอาจจะไม่ไปมากขนาดนี้ก็ได้ เพราะมันเป็นจุดที่คนขับผ่าน เขาอาจจะไม่ได้อินกับคอนเทนต์บนบิลบอร์ด แต่พอเราเอาคอนเทนต์ไปอยู่ในพื้นที่ที่คนสัญจรไปมา มันสร้างอิมแพกต์ได้มากกว่า”</p>



<p>ในขณะที่หลายแบรนด์เน้นทำการตลาดโดยใช้ Social Media เพื่อสร้างการจดจำในออนไลน์ หรือแม้กระทั่งซื้อโฆษณาผ่านสื่อหรืออินฟลูเอนเซอร์ KANIVA เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ยังเชื่อว่าบิลบอร์ดยังมีความสำคัญอยู่&nbsp;</p>



<p>เพราะทุกวันนี้ทุกแบรนด์ทำ Social Media กันหมด คำถามคือจะทำยังไงให้แบรนด์ของเราแตกต่าง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ KANIVA เลือกฉายคอนเทนต์ขึ้นบิลบอร์ด เพื่อช่วยเสริมในสิ่งที่อยากพูด พอถูกใจ คนก็ถ่ายเอาไปแชร์ในออนไลน์จนไวรัล</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ปฏิวัติแพ็กเกจจิงผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง</strong></h2>



<p>“หลายคนอาจคิดว่าแพ็กเกจจิงทำง่าย แต่มันทำยากมาก ยิ่งเกี่ยวกับอาหารยิ่งทำยาก”</p>



<p>เมอร์ซเล่าว่าระหว่างกำลังประชุมเรื่องการทำแพ็กเกิจจิงแบบใหม่ ที่จะมีดีไซน์ของน้องหมาแมวทั้ง 6 ตัวอยู่ด้วย ทุกคนในห้องประชุมวันนั้นทั้งตัวเขาเอง พี่ชาย (นิติพงศ์ เลาหวิศิษฏ์) และเอเจนซี เห็นตรงกันว่านอกจากบิลบอร์ดและโฆษณา การทำแพ็กเกิจจิงเป็นเรื่องสำคัญมาก</p>



<p>“ถ้าแบรนด์เราเชื่อเรื่อง No Pet Beauty Standard แล้วเรายังใช้หมาแมวตามพิมพ์นิยมบนแพ็กเกจจิง มันจะเกิดคำถามทันที”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186787" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/08-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186788" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/09-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การทำแพ็กเกจจิงสำหรับแคมเปญนี้แตกต่างจากแพ็กเกจจิงแบบก่อนๆ ที่ KANIVA เคยทำมา และเราก็เพิ่งรู้ว่าในตลาดสัตว์เลี้ยง แพ็กเกจจิงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะแพ็กเกจจิงอาหาร ไม่ว่าอาหารของคนหรือสัตว์ก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไม่เคยตั้ง KPI เป็นเรื่องยอดขาย</strong></h2>



<p>ยุคนี้แบรนด์ไหนก็อยากขายของ ถ้าไม่อยากทำเหมือนแบรนด์อื่น ก็แค่ไม่ทำแคมเปญเพื่อขายของ เมอร์ซบอกกับเราอย่างนั้น คำถามคือ ถ้าเช่นนั้นแล้ว KPI ของแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard คืออะไร</p>



<p>“KANIVA เป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างเด็กมากๆ ถ้าเทียบเป็นคนเราคือเด็กอายุ 6 ขวบ โจทย์ของเราวันนี้คือการซื้อใจคนก่อน”</p>



<p>ซื้อใจคน, คำนี้น่าสนใจ</p>



<p>แคมเปญก่อนหน้านี้ ‘การเจอใครที่เหมือนเราคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต The best thing in the world is when you find someone like you’ แบรนด์ดึงตัวน้องๆ วง BUS มาเป็นพรีเซนเตอร์ด้วยเหตุผลว่า</p>



<p>“เด็กบางคนร้องเพลงของวง BUS ได้ตั้งแต่ 4 &#8211; 5 ขวบ วัยนั้นเขายังไม่ได้เลี้ยงสัตว์ แต่อีก 10 &#8211; 20 ปี เขาอาจจะเลี้ยงสัตว์ก็ได้ BUS พาเราไปหาเด็กๆ กลุ่มนั้นที่เป็นผู้ติดตามของเขา เราต้องการให้แบรนด์ของเราอยู่ใน Consideration ของพวกเขา”</p>



<p>นั่นเป็นตัวอย่างของคำว่าซื้อใจคนที่ KANIVA กำลังทำอยู่ เมอร์ซเชื่อว่าถ้าเอายอดขายมาเป็นตัวชี้วัดแล้วลงมือทำแคมเปญเพื่อนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย แปลว่าแบรนด์ไม่ได้จริงใจในสิ่งที่อยากจะทำ</p>



<p>ทุกแคมเปญของ KANIVA เลยเป็นการซื้อใจพ่อแม่หมาแมวทั้งหลายนั่นเอง&nbsp;</p>



<p>“สำหรับผม การทำให้คนซื้อของง่าย แต่ซื้อใจคนนี่สิยากกว่า ถ้าเราซื้อใจเขาได้ ในอนาคตเขาจะมาซื้อสินค้าของเรา”</p>



<p>“ทุกแคมเปญที่เราทำคือการหว่านเมล็ดพันธุ์ เราไม่รู้หรอกว่าอีกกี่ปีกว่ามันจะโต สิ่งที่ทุกแบรนด์ทำในวันนี้คือการเกี่ยวข้าว เพราะมันง่าย คุณมีแค่เคียวก็เกี่ยวได้แล้ว จะมีสักกี่คนที่ลงมือปลูกข้าวเอง ซึ่งมันต้องรอ มันต้องให้น้ำ ซึ่งแน่นอนมันยากและใช้เวลา”</p>



<p>จาก The best thing in the world is when you find someone like you ถึง No Pet Beauty Standard ซึ่งเป็นแคมเปญที่จะรันไปตลอดทั้งปี เมอร์ซบอกกับเราว่า KANIVA จะช่วยกันคราฟต์ไอเดียที่ดีออกมาเรื่อยๆ เพื่อนำไปสู่ KPI ที่แบรนด์ตั้งไว้</p>



<p>เมอร์ซไม่เชื่อว่าแค่แคมเปญเดียวจะเปลี่ยนอะไรได้ทันที นอกจากซื้อใจคนให้มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ สิ่งที่ KANIVA ต้องการทำไปพร้อมๆ กันคือ</p>



<p>“การแง้มใจคนทีละนิดให้เขาเปิดใจรับสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ที่ไม่ตรงพิมพ์นิยม คือขอให้โลกนี้มีความรักเพิ่มมากขึ้นอีกสัก 1% ทำได้เท่านี้ผมถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ดี</strong></h2>



<p>“มันจะมีคนคิดเหมือนเราไหมนะ”</p>



<p>นั่นคือคำถามสั้นๆ ที่เมอร์ซและทีมถามกันเองตอนคิดแคมเปญนี้ การที่จู่ๆ KANIVA หยิบประเด็นเรื่องมาตรฐานความงามในตลาดสัตว์เลี้ยงขึ้นมาพูด เพื่อจะบอกว่าไม่ว่าน้องๆ จะมีรูปลักษณ์เป็นยังไงก็ควรได้รับความรักจากเราอย่างเท่าเทียม เป็นไอเดียที่ทั้งดีและสุ่มเสี่ยง</p>



<p>“เราทำการตลาดขึ้นมาแล้วมันเล่นกับบรรทัดฐานของอุตสาหกรรม มันเสี่ยง มันมีเหรียญสองด้าน แต่เรากล้าที่จะทำในสิ่งที่เราเชื่อออกมา แล้วผลลัพธ์มันดีกว่าที่เราคาดไว้มาก”</p>



<p>“แม้เราเป็นเด็กอายุแค่ 5 &#8211; 6 ขวบ แต่เราเป็นเด็กที่ใจกล้า ผมคุยกับทีมงานอยู่ตลอดว่าพวกเราเป็นเด็กใจกล้า”</p>



<p>คงไม่ต้องอธิบายกันให้ยืดยาวแล้วว่าแคมเปญ KANIVA No Pet Beauty Standard ประสบความสำเร็จแค่ไหน สิ่งที่เราเห็นในเบื้องต้นคือแคมเปญนี้ไวรัลในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ในส่วนข้อมูลเชิงลึก พ่อเจ้าเบคอนบอกว่า</p>



<p>“ทุกการพูดถึงในแต่ละแพลตฟอร์มถูกเก็บไว้เป็น Insight ทั้งหมด สิ่งที่ค้นพบคือ 99% เป็นการพูดคุยในเชิง Positive มาก คนมาแชร์กันทำนองว่าหมาแมวที่บ้านก็เป็นแบบนี้เลย ดูแล้วน้ำตาไหล มันรีเลตกับเขาได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186775" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/05/10.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>จากคนที่เริ่มเลี้ยงแมวตอนปี 1 สู่การทำแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง เรียนรู้ เติบโต และสร้างแบรนด์ด้วยวิธีการซื้อใจคน สิ่งที่เราอยากรู้มากๆ คือ ในฐานะพ่อหมาแมวและซีอีโอของแบรนด์ KANIVA เมอร์ซได้เรียนรู้อะไรจากการทำแคมเปญนี้บ้าง เราสรุปมาให้ 3 ข้อ</p>



<p>หนึ่ง แม้ว่าจะคิดกันแค่ไม่กี่คน หรือคิดจากคนคนเดียว ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ดี</p>



<p>สอง ถ้าแบรนด์มีความเชื่ออะไร ทำสิ่งนั้นให้คนเห็น เพราะทุกวันนี้คนไม่ได้เชื่อในสิ่งที่แบรนด์พูด เขาเชื่อในสิ่งที่แบรนด์ทำ</p>



<p>สาม การพูดถึงบางเรื่อง ย่อมมีอีกเรื่องที่ยังไม่ถูกพูดถึง นั่นคือสิ่งที่แบรนด์ต้องกลับไปทำการบ้านและแก้ไขปรับปรุงในแคมเปญต่อๆ ไป</p>



<p>โบกมือลากันไปพร้อมข้อความจากเมอร์ซถึงพ่อแม่หมาแมว กระทั่งมักเกิลที่กำลังคิดจะเลี้ยงน้องๆ “เท่าที่ผมสัมผัสมา หมาแมวที่ร่ายกายไม่สมบูรณ์ แต่ใจเขาสมบูรณ์มากๆ เลย สมมติแมวตาบอด เขาจะรู้วิธีเอาใจเจ้าของ เพราะเขารู้ว่าต้องทำอะไร เพื่อชดเชยในสิ่งที่เขาขาดไป ในเมื่อเขาเลือกเกิดไม่ได้ เราก็ไม่ควรไปตัดสินเขา หมาแมวทุกตัวควรได้รับความรักที่เท่าเทียมกัน”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaniva-no-pet-beauty-standard/">7 เรื่องราวเบื้องหลัง KANIVA No Pet Beauty Standard แคมเปญที่พาแมวตาเหล่ หมาฟันเหยิน มาเป็นพรีเซนเตอร์ จนคนตกหลุมรัก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยปรากฏการณ์ Rosy Retrospection นึกถึงอดีตในแง่บวก แม้ปัจจุบันชีวิตโคตรจะบัดซบ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rosy-retrospection/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 12:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[A Better Day]]></category>
		<category><![CDATA[RosyRetrospection]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ความทรงจำ]]></category>
		<category><![CDATA[a better day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186606</guid>

					<description><![CDATA[<p>จริงๆ ตอนนั้นก็ดีนะ เย็นย่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะรถติดอยู่บนท้องถนนท่ามกลางรถยนต์นับร้อยพันที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองกรุงหลังวันหยุดยาวในวาระสงกรานต์ เราเปิดเพลงคลอ แอร์เย็นวาบผิว หันไปดูรถบางคันยังมีคราบแป้งติด นึกถึงวันพรุ่งนี้ โอย มีประชุม มีงานต้องส่ง จิตใจมันช่างห่อเหี่ยวเสียจริง “ตอนไปเล่นน้ำสงกรานต์กับมิตรเก่า ดีจัง” “ตอนนอนเปลอ่านหนังสืออยู่ข้างบ้านแล้วเผลอหลับไป ดีจัง” “ตอนไปเที่ยวพัทยากับเพื่อนมัธยม แล้วกินอะไรอร่อยๆ ดีจัง” ชั่วขณะที่กำลังออกลูกเซ็งกับวันพรุ่งนี้ แวบนึงเลยเผลอนึกไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือหลายปีมาแล้ว อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด หากลองมองผ่านเลนส์ในเชิงจิตวิทยา มีคำเรียกว่ามันคือ Rosy Retrospection หรือปรากฏการณ์มองอดีตในแง่ดี พูดง่ายๆ คือเรามักเลือกเก็บแต่ความทรงจำที่ดีและมีคุณค่า จนเราเผลอประเมินเหตุการณ์ในวันวานว่าวิเศษสุดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น นั่นชวนให้นึกถึงสำนวนที่ฝรั่งมักพูดกันคือ rose-colored glasses สำนวนนี้ถ้าถูกใส่ไปในประโยคจะมีความหมายทำนองว่าเราสวมแว่นสีชมพูมองโลก คือเป็นการเปรียบเปรยว่ามองอะไรก็ดูสดใส เห็นแต่ด้านดี ด้านบวกไปเสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจะมีเรื่องราวแย่ๆ เจือปนอยู่บ้างก็ตาม ทำไมเราถึงรู้สึกดีเวลามองย้อนวันเก่าๆ ถึงขั้นกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่เราอ่อนแอเป็นพิเศษได้ เพิ่งผ่านพ้นวันหยุดยาวมาหมาดๆ หลายคนอาจกำลังเจอสภาวะทำนองนี้อยู่ ตามไปดูเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้กัน กรองความทุกข์ เพิ่มความสุข หลายพันปีที่ผ่านมา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rosy-retrospection/">ว่าด้วยปรากฏการณ์ Rosy Retrospection นึกถึงอดีตในแง่บวก แม้ปัจจุบันชีวิตโคตรจะบัดซบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จริงๆ ตอนนั้นก็ดีนะ</strong></h2>



<p>เย็นย่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะรถติดอยู่บนท้องถนนท่ามกลางรถยนต์นับร้อยพันที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองกรุงหลังวันหยุดยาวในวาระสงกรานต์ เราเปิดเพลงคลอ แอร์เย็นวาบผิว หันไปดูรถบางคันยังมีคราบแป้งติด นึกถึงวันพรุ่งนี้ โอย มีประชุม มีงานต้องส่ง จิตใจมันช่างห่อเหี่ยวเสียจริง</p>



<p>“ตอนไปเล่นน้ำสงกรานต์กับมิตรเก่า ดีจัง”</p>



<p>“ตอนนอนเปลอ่านหนังสืออยู่ข้างบ้านแล้วเผลอหลับไป ดีจัง”</p>



<p>“ตอนไปเที่ยวพัทยากับเพื่อนมัธยม แล้วกินอะไรอร่อยๆ ดีจัง”</p>



<p>ชั่วขณะที่กำลังออกลูกเซ็งกับวันพรุ่งนี้ แวบนึงเลยเผลอนึกไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือหลายปีมาแล้ว อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด</p>



<p>หากลองมองผ่านเลนส์ในเชิงจิตวิทยา มีคำเรียกว่ามันคือ Rosy Retrospection หรือปรากฏการณ์มองอดีตในแง่ดี พูดง่ายๆ คือเรามักเลือกเก็บแต่ความทรงจำที่ดีและมีคุณค่า จนเราเผลอประเมินเหตุการณ์ในวันวานว่าวิเศษสุดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น</p>



<p>นั่นชวนให้นึกถึงสำนวนที่ฝรั่งมักพูดกันคือ rose-colored glasses สำนวนนี้ถ้าถูกใส่ไปในประโยคจะมีความหมายทำนองว่าเราสวมแว่นสีชมพูมองโลก คือเป็นการเปรียบเปรยว่ามองอะไรก็ดูสดใส เห็นแต่ด้านดี ด้านบวกไปเสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจะมีเรื่องราวแย่ๆ เจือปนอยู่บ้างก็ตาม</p>



<p>ทำไมเราถึงรู้สึกดีเวลามองย้อนวันเก่าๆ ถึงขั้นกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่เราอ่อนแอเป็นพิเศษได้ เพิ่งผ่านพ้นวันหยุดยาวมาหมาดๆ หลายคนอาจกำลังเจอสภาวะทำนองนี้อยู่ ตามไปดูเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186621" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/1.jpeg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กรองความทุกข์ เพิ่มความสุข</strong></h2>



<p>หลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์วิวัฒนาการมาให้จดจำประสบการณ์เชิงลบได้ชัดเจนกว่าประสบการณ์เชิงบวก</p>



<p>สมัยเรายังพูดว่า อุ๊บะ อุ๊บะ วิถีดั้งเดิมของมนุษย์คือการเอาชีวิตรอด นั่นหมายถึงต้องใส่ใจกับทุกสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น เสียงปริศนาในพุ่มไม้ ซึ่งอาจเป็นสัตว์ร้ายที่ซุ่มโจมตีเราถึงตายได้ เราจะไม่จำเสียงน้ำไหล หรือนกร้อง</p>



<p>สำหรับคนยุคนี้ ภาระงานที่ต้องรับผิดชอบถือเป็นภัยคุกคามไม่ต่างจากสัตว์ร้าย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงเวลาที่ยมสุดๆ เรามักคิดถึงเรื่องราวในอดีต (แต่ด้านที่ดี)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186623" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-768x767.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-600x599.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/2.jpeg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยิ่งปัจจุบันแย่ อดีตยิ่งดูดี</strong></h2>



<p>สัปดาห์ไหนว่างๆ งานไม่เยอะ ไม่เคยคิดถึงวันหยุด แต่เมื่อสัปดาห์นรกเมื่อไหร่ โอยย เมื่อไหร่จะถึงวันหยุดสักที ไอ้ปรากฏการณ์ Rosy Retrospection มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระดับความเครียดในปัจจุบันมีสูง แหม แค่ได้นั่งอ่านหนังสือ ฟังเสียงลมพัดก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นเบื่อจะแย่</p>



<p>จุดที่น่าคิด คือเมื่อเกิดภาวะนี้ เราควรตั้งคำถามต่อไปว่าทำไมถึงเครียดกับงาน งานไม่เสร็จ งานยังไม่ถูกใจเจ้านาย หรือแค่เบื่อการทำงานเฉยๆ ถ้าหาต้นตอว่าทำไมถึงเครียดเจอ ขั้นตอนถัดมาอาจเป็นการค่อยๆ สะสางไปทีละเรื่อง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186624" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-768x767.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-600x599.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/3.jpeg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เราคือพระเอกในเรื่องที่ตัวเองเล่า</strong></h2>



<p>มีการอธิบายว่าสาเหตุที่สมองเลือกจำแต่ประสบการณ์ดีๆ ในอดีต เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะสร้างเรื่องเล่าขึ้นมา เพื่อประคับประคอง self-esteem ของตัวเองเอาไว้ ช่วงสงกรานต์ที่เรากลับบ้าน มีช่วงหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ตากแดดออกไปแขนขาดำ นั่นเราไม่จำ เราจำแค่ว่าเราเล่นน้ำสนุกกับมิตรเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน<br><br>ต่อเมื่อปัจจุบันที่เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก สมองจะไปค้นหาความทรงจำดีๆ ในลิ้นชักออกมา เพื่อย้ำเตือนว่า เฮ้ย จริงๆ เอ็งมีชีวิตที่ดีนะ เอ็งเคยเป็นคนที่มีความสุขขนาดนั้นเชียวนะ อย่างน้อยไม่ให้แหลกเหลวไปกับความระยำตำบอนในปัจจุบันมากเกินไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1081" height="1080" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-186625" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-768x767.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-600x599.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/4.jpeg 1081w" sizes="(max-width: 1081px) 100vw, 1081px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คอร์ติซอล vs โดพามีน ศึกฮอร์โมนวันว้าวุ่น</strong></h2>



<p>ถ้าพูดให้จริงจังขึ้น สาเหตุที่เรารู้สึกแบบนั้นแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของฮอร์โมน เมื่อเครียดใกล้จะบ้าแล้ว คอร์ติซอลจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง คล้ายเป็นสัญญาณให้เตรียมรับมือต่อภัยคุกคามที่กำลังมาถึง เราอาจตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว</p>



<p>เมื่อเครียดใกล้จะบ้าแล้ว กลไกป้องกันตัวเองก็ชวนให้เรานึกถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมา ถึงตอนนั้น ฮอร์โมนอีกตัวจะทำงานทันที นั่นคือ โดพามีน อะไรดีๆ เรียงคิวกันมาหมด กับข้าวที่แม่ทำมันก็อร่อยเนอะ ได้ขับรถออกไปหาอะไรกินกับแม่กับน้องนี่ดีจัง</p>



<p>ในที่สุดแล้ว คนอาจจะมองปรากฏการณ์ Rosy Retrospection ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน อาจถึงขั้นเพ้อเจ้อ ไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่งานวิจัยหลายชิ้นพิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อถึงคราวที่มนุษย์สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่ต้องไปเจอหรือทำในวันถัดไป สมองจะนึกถึงประสบการณ์ดีๆ ขึ้นมาทันที</p>



<p>เพราะอย่างที่บอก ยิ่งปัจจุบันแย่ เรื่องธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตก็ดูดีขึ้นมาได้ โดยเฉพาะบรรดาโมเมนต์ที่สุดแสนจะธรรมดาที่เราไม่ทันนึกถึง บอกเลยว่าดาเมจหนักมาก<br><br>การมองเรื่องราวดีๆ ที่ผ่านไปแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ เพียงแต่อย่าลืมว่าชีวิตไปข้างหน้าเสมอ การเผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้อาจเป็นเรื่องกล้าหาญที่สุดที่เราอาจทำได้ในฐานะมนุษย์ก็ได้&nbsp;</p>



<p>หมดวันหยุดแล้ว ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกการทำงานที่เรารัก (ไม่ได้กัดฟันพูดเลยยยยยย)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rosy-retrospection/">ว่าด้วยปรากฏการณ์ Rosy Retrospection นึกถึงอดีตในแง่บวก แม้ปัจจุบันชีวิตโคตรจะบัดซบ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
