<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/pomkwanchai/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/pomkwanchai/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 12 Mar 2021 05:56:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ขอบสุดท้ายของชายขอบ ‘ผู้ป่วยข้างถนน’ กับลมหายใจในหลืบเมือง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/human-on-street-by-the-mirror-foundation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Jan 2020 09:28:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[โรคจิตเภท]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลศรีธัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา]]></category>
		<category><![CDATA[schizophrenia]]></category>
		<category><![CDATA[คนไร้บ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[The Mirror Foundation]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิกระจกเงา]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการผู้ป่วยข้างถนน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=88473</guid>

					<description><![CDATA[<p>1 ‘คนบ้า’ เป็นคำห้วนสั้นและง่ายที่สุดที่คนส่วนใหญ่เรียกพวกเขา เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น เนื้อตัวที่เปรอะเปื้อน เส้นผมที่จับตัวเป็นก้อน และเหงื่อไคลหมักหมมที่ส่งกลิ่นคละคลุ้ง บางคนเหม่อลอยราวกับปฏิเสธความเคลื่อนไหวรอบตัว บางคนมากด้วยเรื่องเล่าและบทสนทนาไร้จุดหมาย หากอยู่ใกล้ในระยะเห็นสีหน้าและได้ยินเสียงพูดแล้วคุณลองเงี่ยหูฟัง อาจได้เจอกับเรื่องราวหลากอารมณ์ บ้างขบขัน บ้างโกรธเกรี้ยว บ้างโศกเศร้า หรือบ้างสลับอารมณ์ไปมา ซึ่งแทบทั้งหมดจับต้นชนปลายได้ยากยิ่ง ท่ามกลางความวุ่นวายและความเร่งรีบในกรุงเทพฯ เขาหรือเธอแทรกตัวในหลืบของเมืองใหญ่อย่างเงียบเชียบ เป็นชีวิตที่ร้างคนมองเห็น ไร้คนเหลียวแล และบางครั้งยังสร้างความหวาดกลัวให้คนที่ผ่านไปมา บางคนอาจคิด&#8230;ถ้าเลือกได้ขออยู่ห่างไว้ก่อน แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง หากไม่ใช้ถ้อยคำผลักไสว่า ‘คนบ้า’ แท้จริงแล้วพวกเขาคือ ‘คนป่วย’ ที่ควรได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องจากจิตแพทย์และควรได้รับการดูแลอย่างเข้าใจจากพยาบาลจิตเวชและนักสังคมสงเคราะห์ อีกทั้งตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อได้รับแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการพาไปยังสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาที่อยู่ใกล้โดยไม่ชักช้า หลังจากก่อตั้งโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ เมื่อปี 2546 มูลนิธิกระจกเงาเห็นว่าคนที่หายตัวไปจำนวนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมและโรคจิตเวช ด้วยอาการป่วยที่ติดตัวมา เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะเป็นเวลานาน พวกเขาอาจกลายสภาพเป็นผู้ป่วยข้างถนนที่คุณภาพชีวิตย่ำแย่ และนั่นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘โครงการผู้ป่วยข้างถนน’ ที่เกิดขึ้นในปี 2555 ภารกิจของโครงการฯ คือ รับแจ้ง ตรวจสอบ และลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ป่วยข้างถนนให้เข้าถึงการรักษาพยาบาล ในกรณีที่ติดต่อครอบครัวไม่ได้หรือไม่มีใครพร้อมดูแล โครงการฯ ต้องประสานงานกับสถานสงเคราะห์เพื่อส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการดูแล ขณะเดียวกันทีมงานยังเก็บข้อมูลจากพื้นที่จริงมาศึกษา วิเคราะห์ปัญหา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/human-on-street-by-the-mirror-foundation/">ขอบสุดท้ายของชายขอบ ‘ผู้ป่วยข้างถนน’ กับลมหายใจในหลืบเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><strong>1</strong></h3>
<p>‘คนบ้า’ เป็นคำห้วนสั้นและง่ายที่สุดที่คนส่วนใหญ่เรียกพวกเขา</p>
<p>เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น เนื้อตัวที่เปรอะเปื้อน เส้นผมที่จับตัวเป็นก้อน และเหงื่อไคลหมักหมมที่ส่งกลิ่นคละคลุ้ง บางคนเหม่อลอยราวกับปฏิเสธความเคลื่อนไหวรอบตัว บางคนมากด้วยเรื่องเล่าและบทสนทนาไร้จุดหมาย หากอยู่ใกล้ในระยะเห็นสีหน้าและได้ยินเสียงพูดแล้วคุณลองเงี่ยหูฟัง อาจได้เจอกับเรื่องราวหลากอารมณ์ บ้างขบขัน บ้างโกรธเกรี้ยว บ้างโศกเศร้า หรือบ้างสลับอารมณ์ไปมา ซึ่งแทบทั้งหมดจับต้นชนปลายได้ยากยิ่ง</p>
<p>ท่ามกลางความวุ่นวายและความเร่งรีบในกรุงเทพฯ เขาหรือเธอแทรกตัวในหลืบของเมืองใหญ่อย่างเงียบเชียบ เป็นชีวิตที่ร้างคนมองเห็น ไร้คนเหลียวแล และบางครั้งยังสร้างความหวาดกลัวให้คนที่ผ่านไปมา</p>
<p>บางคนอาจคิด&#8230;ถ้าเลือกได้ขออยู่ห่างไว้ก่อน แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง</p>
<p>หากไม่ใช้ถ้อยคำผลักไสว่า ‘คนบ้า’ แท้จริงแล้วพวกเขาคือ ‘คนป่วย’ ที่ควรได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องจากจิตแพทย์และควรได้รับการดูแลอย่างเข้าใจจากพยาบาลจิตเวชและนักสังคมสงเคราะห์ อีกทั้งตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อได้รับแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการพาไปยังสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาที่อยู่ใกล้โดยไม่ชักช้า</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88521" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-6-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-6-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-6-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-6-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>หลังจากก่อตั้งโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ เมื่อปี 2546 มูลนิธิกระจกเงาเห็นว่าคนที่หายตัวไปจำนวนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อมและโรคจิตเวช ด้วยอาการป่วยที่ติดตัวมา เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะเป็นเวลานาน พวกเขาอาจกลายสภาพเป็นผู้ป่วยข้างถนนที่คุณภาพชีวิตย่ำแย่ และนั่นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘โครงการผู้ป่วยข้างถนน’ ที่เกิดขึ้นในปี 2555</p>
<p>ภารกิจของโครงการฯ คือ รับแจ้ง ตรวจสอบ และลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ป่วยข้างถนนให้เข้าถึงการรักษาพยาบาล ในกรณีที่ติดต่อครอบครัวไม่ได้หรือไม่มีใครพร้อมดูแล โครงการฯ ต้องประสานงานกับสถานสงเคราะห์เพื่อส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการดูแล ขณะเดียวกันทีมงานยังเก็บข้อมูลจากพื้นที่จริงมาศึกษา วิเคราะห์ปัญหา และสื่อสารทำความเข้าใจกับคนในสังคม ผ่านภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และข้อความสั้นๆ ที่เป็นดั่งสะพานที่เชื่อมคนทั่วไปและคนป่วยให้มองเห็นและเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหานี้</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88517" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-2-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-2-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88518" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-3-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-3-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-3-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><strong>2</strong></h3>
<p>ผ้าใบสีฟ้าที่ขึงขึ้นบนโครงไม้ไผ่ลักษณะคล้ายเต็นท์ขนาดย่อม มองผิวเผินคล้ายที่อยู่อาศัยของใครสักคน</p>
<p>สำหรับคนที่ผ่านไปมาคำถามที่คงเกิดขึ้นคือ ใครมาทำสิ่งนี้บนทางเท้าใกล้กับห้าแยกลาดพร้าว และสิ่งประดิษฐ์ที่คล้ายบ้านนั้นกลับบรรจุข้าวของเลอะเทอะกระจัดกระจาย หาใช่ที่โล่งโปร่งสบายที่เหมาะสำหรับการนอนหลับ</p>
<p>ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ชายร่างผอมนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางรถราที่วิ่งอย่างหนาแน่น หากใช้เวลาสังเกตอยู่สักระยะเราจะเห็นว่าเขาลุกขึ้นนั่งแล้วพูดคนเดียว เดินไปปัสสาวะที่โคนต้นไม้ แล้วกลับมานั่งจุดบุหรี่สูบปล่อยอารมณ์ราวกับว่าตรงนั้นคือพื้นที่ส่วนตัว</p>
<p>“เพิงที่เขาทำผิดวิสัยคนไร้บ้านทั่วไป ปกติแล้วคนไร้บ้านจะไม่แสดงตัวให้ใครเห็นชัดเจน แล้วในเพิงมีแต่ขยะ ส่วนเขาออกมานอนข้างนอก พอทีมงานไปถามคนกวาดขยะแถวนั้น เขาเล่าว่าอยู่ตรงนี้มาสักระยะแล้ว ตอนลงพื้นที่ครั้งแรกเขาหลับอยู่ตลอด เรานั่งเฝ้า พอเขาตื่นก็พูดคนเดียว คนแถวนั้นพูดเหมือนกันว่า ‘ลุงพูดคนเดียวตลอดเวลา’ บางครั้งเหมือนด่าคนอื่นด้วย แล้วยังเก็บขยะมาสะสมไว้อีก พอถามอายุก็บอกว่าร้อยกว่าปี โอเค ตรงตามอาการของโรคจิตเภท (schizophrenia) คือมีอาการประสาทหลอนและหลงผิด” ถิรนันท์ ช่วยมิ่ง เจ้าหน้าที่โครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา พูดถึงการประเมินผู้ป่วยข้างถนนที่เธอผ่านมาเจอ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88535" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-20-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-20-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-20-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-20-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>โดยปกติแล้วโครงการฯ จะรับแจ้งจากคนทั่วไป สอบถามข้อมูลเบื้องต้นด้วยคำถาม 10 ข้อ ได้แก่ รูปถ่ายผู้ป่วย, เพศ, ช่วงอายุ, เวลาที่พบ, ระยะเวลาที่พบ, สถานที่พบ, ลักษณะภายนอกทั่วไป เช่น เสื้อผ้า รูปร่าง, พฤติกรรมที่สังเกตได้, ข้อมูลจากคนบริเวณที่ผู้ป่วยอยู่, ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับของผู้แจ้ง ก่อนลงพื้นที่เพื่อประเมินอาการและประสานงานเพื่อส่งตัวไปรักษาในสถานพยาบาลเฉพาะทาง เช่น สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา (โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา) โรงพยาบาลศรีธัญญา</p>
<p>เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา หากผู้ป่วยจิตเภทใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่น ญาติหรือคนใกล้ชิดคือคนที่มาบอกเล่าอาการต่างๆ แต่เมื่อผู้ป่วยใช้ชีวิตในที่สาธารณะ การสังเกตและการสอบถามจากคนละแวกนั้นของทีมงานจึงเป็นข้อมูลที่ใช้บอกกับจิตแพทย์เพื่อประกอบการรักษาด้วย ถ้าตรวจเบื้องต้นแล้วมีอาการทางร่างกาย เจ้าหน้าที่ต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลทางกายเสียก่อน แล้วค่อยส่งตัวกลับมารักษาอาการทางจิตอีกครั้ง</p>
<p>สำหรับโรคจิตเภทไม่ใช่เรื่องง่ายที่รักษาแล้วผู้ป่วยจะหายสนิท เป้าหมายของการรักษาจึงเป็นการรักษาให้ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แล้วส่งตัวกลับให้ครอบครัวช่วยดูแล หรือถ้าไม่มีก็เป็นหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ในการรับตัวไปบำบัดฟื้นฟูให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชและทีมงานของโครงการผู้ป่วยข้างถนน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88516" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-1-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-1-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“เท่าที่เคยลงพื้นที่มา เคสนี้น่าจะยากไหม” ผมชวนให้เขาลองประเมิน</p>
<p>“เขาพูดคนเดียว ทะเลาะกับเสียงที่ตัวเองได้ยิน ยังไม่ได้ไปตบตีใคร คิดว่าไม่อันตรายมากนะ” ถิรนันท์สรุปสิ่งที่เห็นจากการลงพื้นที่ทั้งหมด 3 ครั้ง โดยสัปดาห์หน้าทีมงานจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้พาตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะทาง ซึ่งเป็นบทบาทตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551</p>
<p>พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ระบุว่า บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาคือ มีภาวะอันตรายและมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา ผู้ใดพบเห็นสามารถแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เมื่อได้รับแจ้งแล้วเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการพาไปยังสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาที่อยู่ใกล้โดยไม่ชักช้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88519" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-4-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-4-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-4-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-4-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><strong>3</strong></h3>
<p>บริเวณทางเท้าใกล้กับห้าแยกลาดพร้าว วันนั้นเป็นเช้าวันธรรมดาที่อากาศร้อนอบอ้าว ควันจากท่อไอเสียกระจายตัวทั่วบริเวณ อีกทั้งเสียงรถราหนาแน่นก็ดังอยู่ตลอด</p>
<p>เจ้าหน้าที่ของโครงการผู้ป่วยข้างถนนมี 3 คน และนักศึกษาฝึกงานอีก 2 คน บางส่วนไปประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ คือสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ผมและคนที่เหลือมารออยู่ในพื้นที่แล้ว ที่หมายวันนั้นคือโรงพยาบาลศรีธัญญา (ในการทำงานแต่ละครั้ง พื้นที่ที่ผู้ป่วยอยู่คือตัวกำหนดความรับผิดชอบของสถานีตำรวจและโรงพยาบาล)</p>
<p>เวลาใกล้เที่ยงของวันศุกร์ ตำรวจสองนายขับรถตู้มาถึงพื้นที่ ส่วนผู้ป่วยนั้นนอนนิ่งอยู่ที่เดิม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88524" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-9-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-9-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-9-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-9-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้าไปนั่งชันเข่าคุยกับผู้ป่วยด้วยคำถามพื้นฐานว่า ชื่ออะไร มาจากไหน มาทำอะไรตรงนี้ แล้วอธิบายว่าจะพาไปรักษาที่โรงพยาบาล เพียงไม่กี่นาทีชายสูงวัยเดินตามไปขึ้นรถตู้อย่างว่าง่าย ไม่มีการต่อรองหรือต่อสู้ ตำรวจคนหนึ่งขับรถ ตำรวจอีกคนนั่งอยู่ไม่ไกลจากผู้ป่วย เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนอีกจำนวนหนึ่งนั่งบนรถไปด้วย</p>
<p>ระยะทางจากห้าแยกลาดพร้าวไปโรงพยาบาลศรีธัญญาใช้เวลาไม่กี่นาที แต่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่รู้สึกได้ว่าผู้ป่วยคนนั้นอึดอัด กังวล และหวาดกลัว พอไปถึงที่หมาย หลังจากบอกเล่าอาการและตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่าการเต้นของหัวใจผิดปกติ เจ้าหน้าที่เลยต้องส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลทางร่างกาย แล้วคืนนั้นก็พาตัวกลับมาที่โรงพยาบาลศรีธัญญาอีกครั้ง โดยต้องกลับมาตรวจอาการอีกครั้งในวันจันทร์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88527" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-12-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-12-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-12-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-12-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ไม่กี่บรรทัดข้างบนเริ่มต้นตอนใกล้เที่ยงวัน แล้วลากยาวไปจนถึงห้าทุ่ม เป็นความล่าช้าในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การประสานงานให้ตำรวจมาทำหน้าที่ การอธิบายให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจิตเวชเข้าใจ ตรวจร่างกายที่แรกแล้วส่งตัวไปยังโรงพยาบาลทางร่างกาย ตรวจร่างกายครั้งที่ 2 แล้วหารถมารับไปส่งที่โรงพยาบาลจิตเวชอีกครั้ง (วันนั้นได้ความช่วยเหลือจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกของการส่งตัวผู้ป่วย แต่ระหว่างทางกลับต้องเจอการโต้แย้งกึ่งปฏิเสธเป็นระยะ</p>
<p>“ตอนประสานงานตำรวจเราต้องให้เขาเอารถมาด้วย แต่ละ สน.ก็มีข้อจำกัดแตกต่างกัน ไม่มีรถบ้าง ไม่มีคนบ้าง บางเคสมีอารมณ์เกรี้ยวกราด เขาบอกว่าควรมีตำรวจมากกว่า 2 คน แต่ส่วนใหญ่ก็มาแค่ 2 คน ทุกครั้งต้องอธิบายให้ตำรวจเข้าใจว่าเขามีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต ซึ่งตำรวจส่วนใหญ่ไม่รู้</p>
<p>“การพาไปบำบัดรักษาเพราะผู้ป่วยไม่สามารถตัดสินใจชีวิตตัวเองได้อย่างมีสติสัมปชัญญะ ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ กระทำอันตรายต่อคนอื่น ก็ต้องบังคับ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยแบบนี้ไม่เป็นอันตรายกับใครหรอก เขาทำอันตรายต่อตัวเองมากกว่า เช่น กินขยะ เดินลงถนนแล้วรถชน</p>
<p>“เรา (เจ้าหน้าที่โครงการผู้ป่วยข้างถนน) ทำหน้าที่เหมือนเป็นญาติเลย อธิบายอาการ ถ้ามีความผิดปกติก็พาไปโรงพยาบาลทางร่างกาย วันนั้นจะหมดหน้าที่เมื่อผู้ป่วยแอดมิต หลังจากนั้นก็มาประสานเรื่องส่งตัวกลับไปหาครอบครัว หรือส่งตัวไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง (ทั้งประเทศมี 11 แห่ง)” ถิรนันท์เล่าถึงการทำงานที่ผ่านมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88530" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-15-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-15-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-15-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-15-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ในขั้นตอนการพาไปบำบัดรักษาที่เจอกับความล่าช้าระหว่างทาง หนึ่งในปัญหาสำคัญคือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตามหาญาติของผู้ป่วยได้ มิหนำซ้ำอาการของโรคจิตเภทยังทำให้ผู้ป่วยบางคนจำชื่อตัวเองไม่ได้ด้วย ส่งผลต่อการหาสิทธิการรักษาและการส่งตัวเมื่อรักษาจนอาการดีขึ้น จนกระทั่งโครงการฯ ร่วมมือกับโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา และกระทรวงมหาดไทย ในการตามหาอัตลักษณ์บุคคลผ่านลายนิ้วมือ ผู้ป่วยที่หายตัวไปจากบ้านก็ได้เจอครอบครัว แต่เรื่องน่าเศร้าคือบางกรณีออกจากบ้านเพราะความขัดแย้ง ต่อให้พบครอบครัวก็ใช่ว่าจะจบลงอย่างราบรื่น</p>
<p>“เราอยากทำให้โรงพยาบาลสบายใจในการรับเคส ไม่ไปอั้นไปค้างอยู่ในวอร์ด ควักงบประมาณดูแลยาวนาน บางครั้งส่งผลให้ไม่รับเคสด้วย รวมทั้งเรื่องสิทธิการรักษา จนไปเจอเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของกระทรวงมหาดไทยที่ทำเรื่องทะเบียนราษฎร์ เลยคุยกันถึงเครื่องสแกนลายนิ้วมือ เขาบอกว่าทำได้และทำอยู่ แต่จำกัดในกรณีความมั่นคงเป็นหลัก เลยเสนอว่าอยากให้ใช้ในกรณีผู้ป่วยแบบนี้ จนได้เริ่มทำที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เคยเอานิ้วของน้องในทีมแตะ 3 วินาทีขึ้นเลย มันพลิกเยอะมาก เงื่อนไขในการรับเคสน้อยลง ความคาดหวังคือเราอยากให้เรื่องนี้กระจายไปที่โรงพยาบาลอื่นด้วย</p>
<p>“บางครอบครัวมีความขัดแย้งกับผู้ป่วยหรือไม่พร้อมดูแล เรื่องนี้เลยมากกว่าแค่คนในครอบครัวดูแลกันเอง แต่รัฐควรต้องมีระบบบางอย่างมารองรับหรือช่วยสนับสนุนให้ครอบครัวดูแลได้ มันเป็นเรื่องสุขภาพของประชาชน ดังนั้นรัฐควรเข้ามาจัดการ อาจเพราะมีกรอบคิดว่าให้คนในชุมชนดูแลกันเอง ปัจจุบันรัฐตั้งรับสูงมาก ไม่ได้ซีเรียสกับปัญหามากเท่าที่ควร” สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน อธิบายถึงข้อจำกัดในการทำงาน ณ ปัจจุบัน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88534" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-19-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-19-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-19-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-19-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>แน่นอนว่าการช่วยเหลือผู้ป่วยข้างถนนทีละคนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นควบคู่ไปกับงานช่วยเหลือรายบุคคล ทีมงานเลยเก็บข้อมูลในหลากหลายแง่มุม โดยเฉพาะกับบทบาทของภาครัฐในส่วนต่างๆ เพื่อรวบรวมเข้าสู่ขั้นตอนของงานวิจัยอย่างเป็นระบบ</p>
<p>“เราทำงานปลายเหตุเพื่อแก้ปัญหา พร้อมกันนั้นเราก็เก็บข้อมูลจากชั้นภาคพื้นดินที่สุด แล้วส่งไปยังกลุ่มคนที่ทำงานภาคนโยบาย คือกรมสุขภาพจิต เป็นข้อมูลของปัญหาและข้อเสนอแนะว่าด้วยสถานการณ์และกลไกตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 แต่ละฝ่ายต้องการการสนับสนุนอะไรบ้าง</p>
<p>“พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ถือว่าเขียนไว้ดีแล้วนะ แต่พอทำงานจริงเราเห็นบางแง่มุมที่มีปัญหา เช่น ตำรวจมีอำนาจในการบังคับบำบัดรักษา แต่บางครั้งกลับใช้รถห้องขังพาผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาล มันไม่เหมาะสม เขาเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขัง อย่างสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในปัจจุบันก็รวมคนไร้ที่พึ่งและคนป่วยไว้ด้วยกัน ดูแลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คำถามคือเหมาะสมไหม สถานสงเคราะห์ของผู้ป่วยจิตเวชควรมาจากกระทรวงสาธารณสุขมากกว่าไหม เพื่อให้มีจิตแพทย์และพยาบาลจิตเวชมาดูแล” ถิรนันท์พูดถึงบางส่วนของงานวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88526" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-11-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-11-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-11-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-11-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><strong>4</strong></h3>
<p>ตากแดดตากลม เนื้อตัวสกปรกมอมแมม นอนกับกองขับถ่ายของตัวเอง และคุ้ยขยะขึ้นมาประทังชีวิต–ถ้าคุณเชื่อว่ามนุษย์มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งคุณย่อมเชื่อว่าเขาและเธอไม่ควรต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้</p>
<p>“ถ้าคนไร้บ้านคือคนชายขอบ ผู้ป่วยข้างถนนคือขอบสุดท้ายของชายขอบเลย เราอยากให้คนในสังคมตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ และเราจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แค่เกิดคำถามแล้วพยายามหาคำตอบก็ถือเป็นพลังในการแก้ปัญหาแล้ว” ถิรนันท์พูดถึงกลุ่มคนที่เธอทำงานด้วย</p>
<p>สำหรับการแก้ปัญหา (แม้เป็นเพียงปลายเหตุก็ตาม) หากคุณพบบุคคลในพื้นที่สาธารณะที่มีลักษณะเข้าข่ายผู้ป่วยจิตเวช สามารถโทรสายด่วนแจ้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม หมายเลขโทรศัพท์ 1300, โครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา หมายเลขโทรศัพท์ 096-078-4650 รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่</p>
<p>“เจ้าหน้าที่ของโครงการฯ มีแค่ไม่กี่คน ยังไงก็ทำไม่ไหว มองว่าเรื่องนี้จะดีขึ้นในระยะยาวได้ยังไง” ผมสงสัย</p>
<p>“รัฐควรมีหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาแก้ปัญหา” สิทธิพลพูดถึงรูปธรรมที่อยากเห็น</p>
<p>“ถ้าเกิดหน่วยงานรัฐขึ้นมา ก็ไม่มีโครงการฯ แล้วเหรอ” ผมถามต่อ</p>
<p>“ใช่ครับ เราอยากหายไปนะ (หัวเราะ) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนมีเราอยู่แปลว่ายังมีปัญหา โครงการฯ เกิดขึ้นปี 2555 เวลาผ่านไปหลายปี ปัจจุบันหลายเรื่องก็ดีขึ้นนะ เช่น เมื่อก่อนแต่ละหน่วยงานบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ พอทำความเข้าใจกันมากขึ้นเขาก็หาแนวทาง อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน ดังนั้นงานที่เราทำอยู่ควรเป็นภาครัฐมาทำนะ ทำมากกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทำทั้งกระบวนการ ตั้งหลักเพื่อยุติปัญหานี้ แล้วจัดสรรงบประมาณมาเลย” สิทธิพลย้ำว่าเรื่องนี้ควรเป็นบทบาทของภาครัฐ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88525" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-10-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-10-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-10-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><strong>5</strong></h3>
<p>ตลอดการทำงานหนึ่งวันของโครงการผู้ป่วยข้างถนน พวกเขาต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน ผมในฐานะผู้สังเกตการณ์ ทั้งอึดอัดและเข้าใจ (แน่นอนว่าการทำงานมาหลายปีคงต้องทวีคูณสิ่งที่เจอไปไม่รู้อีกกี่เท่า)</p>
<p>อึดอัด เพราะเห็นถึงการปฏิเสธความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ตัวอักษรในนามของ ‘กฎหมาย’ ได้ระบุบทบาทไว้อย่างชัดเจน พร้อมกันนั้นคือเข้าใจ เพราะเห็นถึงภาระงานที่หนักหน่วงอยู่แล้ว ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนนิ่งเฉย ดังนั้นปัญหานี้จึงใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าจะกล่าวโทษบุคคลใดเพียงลำพัง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-88528" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-13-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-13-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-13-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/กระจกเงา-13-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“ไปไหนก็มีแต่คนปฏิเสธ ขนาดผมไม่ใช่ลุงคนนั้น (ผู้ป่วยข้างถนน) ยังรู้สึกไม่ดีเลย ลองนึกภาพว่าตัวเองเป็นคนป่วย เท่าที่รับรู้ได้ข้างในของผมคงแย่มาก” หลังจากอยู่กับทีมงานมานับสิบชั่วโมงผมพูดขึ้น ไม่มีคำตอบอะไรกลับมา นอกจากพยักหน้าแล้วตอบรับว่าเห็นด้วย</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะมองพวกเขายังไง เบื้องต้นที่สุดคือการเข้าใจว่า ‘เขาคือคนป่วย’</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะมองพวกเขายังไง คุณสามารถทำความเข้าใจและแจ้งข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือ</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะมองพวกเขายังไง ความจริงที่ต้องตระหนักคือเขาเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าไม่แตกต่างจากคนอื่น</p>
<p>เช่นนั้นแล้วหากปรารถนาสังคมที่น่าอยู่ การมองพวกเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจสำคัญอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/human-on-street-by-the-mirror-foundation/">ขอบสุดท้ายของชายขอบ ‘ผู้ป่วยข้างถนน’ กับลมหายใจในหลืบเมือง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศิลปะหล่อหัวใจ และศิลปะก็เลี้ยงปากท้อง หลากชีวิตหลายเรื่องเล่าของมนุษย์หอศิลป์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/humans-of-bacc/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 May 2019 08:55:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปกรุงเทพฯ]]></category>
		<category><![CDATA[art space]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลป์ฯ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Art and Culture Centre]]></category>
		<category><![CDATA[BACC]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[art]]></category>
		<category><![CDATA[หอศิลป์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=62655</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ ‘หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร’ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง ‘ศิลปิน’ กับ ‘คนสนใจงานศิลปะ’ ผ่านงานศิลปะร่วมสมัยจำนวนมาก ทั้งภาพวาด ภาพถ่าย งานปั้น งานจัดวาง ละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี ฯลฯ ที่ปรากฏตัวต่อสายตาผู้คนมาครั้งแล้วครั้งเล่า หอศิลป์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณแยกปทุมวัน จากช่วงแรกที่น้อยคนจะรู้จัก ภายในอาคารจึงเงียบเหงาร้างผู้คน กาลเวลาได้สร้างลมหายใจให้พื้นที่มีชีวิตขึ้นมา ปัจจุบันที่นี่จึงเต็มไปด้วยนิทรรศการที่จัดแสดงอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่ให้ศิลปินหน้าเก่า-ใหม่ ร้านค้าที่คัดสรรสินค้าให้สอดคล้องกับพื้นที่ และที่สำคัญคือผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินเข้า-ออกอย่างคึกคัก แน่นอนว่า ‘งานศิลปะ’ คือหัวใจสำคัญของพื้นที่แสดงงาน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชีวิตของหอศิลป์เกี่ยวพันอย่างยิ่งกับชีวิตของผู้คนอันหลากหลาย ซึ่งบางส่วนอาจตกหล่นไปจากการรับรู้ของคนทั่วไป หลังจาก ‘หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร’ ถูกตัดงบประมาณจาก กทม. มาระยะหนึ่ง อีกทั้งข่าวว่าจะถูกดึงกลับไปให้สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวมาบริหาร (ปัจจุบันบริหารโดย มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร) ซึ่งอาจเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่ไปอย่างมาก ก็ยังไร้คำตอบที่ชัดเจน เราสนทนากับผู้จัดการโครงการและภัณฑารักษ์ฝ่ายนิทรรศการ ศิลปิน เจ้าของร้านกาแฟ คนดูแลร้านหนังสือ คนทำเครื่องประดับมาวางขาย คนมาเดินดูงาน ไปจนถึงแม่บ้านที่ดูแลความสะอาด เพื่อเป็นตัวแทนบอกเล่าชีวิตของหอศิลป์ ชีวิตที่กำลังเติบโต แต่ต้องมาเจอกับความไม่แน่นอน &#160; ณรงค์ศักดิ์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/humans-of-bacc/">ศิลปะหล่อหัวใจ และศิลปะก็เลี้ยงปากท้อง หลากชีวิตหลายเรื่องเล่าของมนุษย์หอศิลป์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ <a href="https://www.bacc.or.th/" target="_blank" rel="noopener">‘หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร’</a> ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง ‘ศิลปิน’ กับ ‘คนสนใจงานศิลปะ’ ผ่านงานศิลปะร่วมสมัยจำนวนมาก ทั้งภาพวาด ภาพถ่าย งานปั้น งานจัดวาง ละครเวที ภาพยนตร์ ดนตรี ฯลฯ ที่ปรากฏตัวต่อสายตาผู้คนมาครั้งแล้วครั้งเล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หอศิลป์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริเวณแยกปทุมวัน จากช่วงแรกที่น้อยคนจะรู้จัก ภายในอาคารจึงเงียบเหงาร้างผู้คน กาลเวลาได้สร้างลมหายใจให้พื้นที่มีชีวิตขึ้นมา ปัจจุบันที่นี่จึงเต็มไปด้วยนิทรรศการที่จัดแสดงอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่ให้ศิลปินหน้าเก่า-ใหม่ ร้านค้าที่คัดสรรสินค้าให้สอดคล้องกับพื้นที่ และที่สำคัญคือผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินเข้า-ออกอย่างคึกคัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า ‘งานศิลปะ’ คือหัวใจสำคัญของพื้นที่แสดงงาน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชีวิตของหอศิลป์เกี่ยวพันอย่างยิ่งกับชีวิตของผู้คนอันหลากหลาย ซึ่งบางส่วนอาจตกหล่นไปจากการรับรู้ของคนทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจาก ‘หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร’ ถูก<a href="https://adaymagazine.com/save-your-bacc-2018/" target="_blank" rel="noopener">ตัดงบประมาณ</a>จาก กทม. มาระยะหนึ่ง อีกทั้งข่าวว่าจะถูกดึงกลับไปให้สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวมาบริหาร (ปัจจุบันบริหารโดย มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร) ซึ่งอาจเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่ไปอย่างมาก ก็ยังไร้คำตอบที่ชัดเจน เราสนทนากับผู้จัดการโครงการและภัณฑารักษ์ฝ่ายนิทรรศการ ศิลปิน เจ้าของร้านกาแฟ คนดูแลร้านหนังสือ คนทำเครื่องประดับมาวางขาย คนมาเดินดูงาน ไปจนถึงแม่บ้านที่ดูแลความสะอาด เพื่อเป็นตัวแทนบอกเล่าชีวิตของหอศิลป์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตที่กำลังเติบโต แต่ต้องมาเจอกับความไม่แน่นอน </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62673 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-90.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-90.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-90-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-90-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62674 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-96.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-96.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-96-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-96-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต</b></p>
<p><b>ผู้จัดการโครงการและภัณฑารักษ์ฝ่ายนิทรรศการ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเรียนจบคณะโบราณคดี (ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ) มหาวิทยาลัยศิลปากร ช่วงที่เรียนรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ผมชอบงานร่วมสมัยมากกว่างานประเพณี อาชีพที่มองๆ อยู่ คือนักจัดการศิลปะ นักเขียน หรืออาจารย์ งานแรกที่ทำคือเป็นฟรีแลนซ์เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับศิลปะให้นิตยสารต่างๆ ผ่านไปปีสองปี เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบโจทย์ความตั้งใจ ผมต้องการสื่อสารกับคนทั่วไปว่างานศิลปะร่วมสมัยไม่ได้ยากขนาดนั้น เลยเปลี่ยนมาทำงานที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมัยผมเรียน ที่นี่แสดงงานร่วมสมัยค่อนข้างเยอะ แต่เกิดการเปลี่ยนนโยบายมาเน้นงานประเพณี ทำไปได้หนึ่งปีเลยย้ายมาหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล้วยน้ำไท ชอบนะ ชัดเจนมากขึ้นว่าตัวเองเหมาะกับงานร่วมสมัย แต่ที่นั่นหนึ่งคนทำหลายบทบาท ผมอยากทำงานเป็นวิชาชีพมากขึ้น มีโครงสร้างการทำงานชัดเจน เลยมาสมัครที่หอศิลป์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หน้าที่ของผมคือดูแลภาพรวมของชั้น 7-9 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หอศิลป์ คิวเรตนิทรรศการขึ้นมาเอง หรือเป็นคนร่วมจัด สำหรับคนทำงาน ความท้าทายคือทั้งสามชั้นมีพื้นที่ขนาดใหญ่ ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมทั่วไป มีทั้งเหลี่ยม โค้ง กลม เราจะออกแบบนิทรรศการยังไงให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เอางานมาแปะๆๆ ทั่วผนัง แต่ต้องคิดว่าจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย ทำยังไงให้คนดูไม่เบื่อ แน่นอนว่าตัวพื้นที่มีเสน่ห์ แต่ก็เป็นเสน่ห์ที่ยาก (หัวเราะ) งานที่ผมประทับใจคือนิทรรศการ ‘Imply Reply &#8211; สนามตรึก’ คนคิวเรตเป็นหัวหน้าฝ่ายในตอนนั้น เป็นผลงานหวง หย่ง ผิง เป็นศิลปินจีนที่ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสตอนปฏิวัติวัฒนธรรม งานมันบียอนด์คำว่าปรัชญามาก และผลงานของสาครินทร์ เครืออ่อน อารมณ์จะละมุนมาก กลายเป็นงานอภิปรัชญามารวมกับอารมณ์ความรู้สึก พอมาปะทะกัน มันให้ความรู้สึกดีมาก ตอนนั้นจำนวนงานไม่เยอะ พื้นที่ค่อนข้างโล่ง เป็นงานแรกๆ ที่ทำ แล้วต้องดีลกับพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศด้วย ยืมงานจากพิพิธภัณฑ์ปอมปิดูที่ฝรั่งเศส ถือเป็นงานที่ท้าทายพอสมควร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ถ้าไม่มีหอศิลป์ ตอบในมุมส่วนตัว ผมคงเปลี่ยนไปทำงานด้านอื่น ที่นี่เป็นโครงสร้างสำคัญของวงการศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเป็นงานที่ผมมีอุดมการณ์ เมื่อเสาหลักหายไป บ้านหลังนั้นก็ไม่น่าอยู่ ตอบในมุมของประเทศไทย มันอธิบายยากนะ คนมีอำนาจบางคนอาจคิดว่า จะมีไปทำไม แต่พื้นที่แบบนี้คือหน้าตาของประเทศ แล้วที่สำคัญคือ </span><span style="font-weight: 400;">แทบทุกมหาวิทยาลัยมีสอนศิลปะ คุณสร้างบัณฑิตด้านศิลปะขึ้นมา แต่ไม่มีพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ ไม่มีพื้นที่รองรับเมื่อเขาจบไป คุณจะสร้างหลักสูตรนั้นขึ้นมาทำไม</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งผมไม่รู้จะบอกให้เด็กเรียนศิลปะไปทำไมด้วย”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62677 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-116.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-116.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-116-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-116-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62664 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-24.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นัทธมน เปรมสำราญ</b></p>
<p><b>ศิลปิน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราสอบตรงเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนั้นยังไม่ได้เลือกว่าจะเรียนอะไร จำได้ว่าครูป้อม (ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ หนึ่งในอาจารย์ภาควิชาศิลปการละคร ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร) มาประกาศในห้องเรียนรวมว่าอยากได้คนมาช่วยทำละคร ใครสนใจให้ลงวิชา Theater Workshop เราสนใจเลยเข้าไป แม้ตัวเองเป็นส่วนเล็กมากๆ อารมณ์เด็กเดินตั๋วเลย คอยรับแขก จัดเก้าอี้ แต่ช่วงที่ได้ดูนักแสดงซ้อม วางแผนเรื่องต่างๆ เราสนุกกับบรรยากาศในโรงละคร ชีวิตไม่ได้อยู่แต่ในห้องเรียน เลยตัดสินใจเลือกเอกละคร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“สิ่งที่ได้จากการเรียนละคร คือการได้รู้จักตัวเอง เราพยายามจะเข้าใจคนอื่น แต่ทุกครั้งในการทำงาน ต่อให้เป็นการสร้างตัวละครขึ้นมา หรือกำกับให้ใครไปเป็นตัวละคร สิ่งที่ได้มากที่สุดคือ เรารู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง ทั้งผ่านการทำงานกับตัวละคร และผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น เราเขียนบทขึ้นมา คนแสดงห้ามพูดผิดแม้แต่คำเดียว หรือผู้กำกับที่เป็นเผด็จการมากๆ ก็สะท้อนว่าเป็นคนแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรนะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอเรียนจบ เราตัดสินใจต่อปริญญาโทที่คณะจิตรกรรมฯ สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมกับทำงานแปลไปด้วย ทั้งแปลเอกสารทั่วไปและแปลซับไตเติลซีรีส์ ขณะเดียวกัน ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เราทำละครกับกลุ่มข้างนอก ซึ่งก็ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ทำเองครั้งแรกเมื่อปี 2561 เรื่อง ‘MAKE LOVE, NOT WAR รักและ/หรือรบ’ เป็นทุนจากเทศกาลละครหอศิลป์ เราเขียนบท กำกับ และดูโปรดักชั่นด้วยตัวเอง ธีมคือการข้ามศาสตร์ ละครต้องเกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่นๆ ด้วย เรายืมงานของโต๋ (กมลรส วงศ์อุทุม) มาเป็นฉาก ละครเลยล้อมรอบด้วยนิทรรศการของเขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานต่อมากำลังจัดแสดงอยู่ อยู่ในโครงการ EARLY YEARS PROJECT เป็นงานของศิลปินรุ่นใหม่ ปีที่แล้วเราเสียป้าไป เขาเส้นเลือดในสมองแตก เป็นครั้งแรกที่ญาติสนิทเสียชีวิต แต่เราร้องไห้น้อยมาก เหมือนค้างในตัวเอง แล้วเราไปเจอบทความเกี่ยวกับการอุ้มหายของหลายๆ เคส เนื่องในวาระครบรอบ 15 ปีทนายสมชาย (สมชาย นีละไพจิตร) ปกติเห็นใจคนที่เจอเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วนะ แต่ครั้งนั้นรู้สึกว่า เราคงรู้สึกเหมือนกัน อยู่ดีๆ ก็ถูกเอาเศษเสี้ยวในตัวเองออกไป โดนดึงออกไปโดยไม่ได้ยินยอม เลยอยากทำงานศิลปะเกี่ยวกับเรื่องนี้ เริ่มจากเปิดเป็นนิทรรศการ แล้วค่อยๆ พัฒนางานไป เดือนนี้เป็นห้องเขียนบท เดือนที่สองเป็นห้องซ้อม เดือนที่สามเป็นวิดีโอการแสดง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราลองทุกอย่างตามโอกาสที่ได้มา พอได้รู้จักละคร เราเลยเรียนละคร พออยากรู้จักศิลปะในเชิงทัศนศิลป์ก็เลยเรียนปริญญาโท ปีที่แล้วได้ทำละครครั้งแรก ส่วนปีนี้ค่อนข้างออกจากคอมฟอร์ตโซนเพราะทำงาน installation art แล้วที่ผ่านมายังมีงานเขียนหนังสือด้วย ในอนาคตก็คงต้องค้นหาต่อว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งทั้งหมดคงยึดโยงกับสิ่งที่ตัวเองเขียน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พ่อแม่ชอบแซวว่า ‘อยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอก ต้องคิดทำอะไรตลอดเวลา’ เอาจริงๆ พ่อแม่ไม่ได้เก็ตตั้งแต่เราเรียนละครแล้ว ไม่ได้ห้าม แต่ต้องอธิบายเยอะหน่อย พวกเขาไม่กล้ามาดูละครที่โรงละครนะ เคยถ่ายวิดีโอไปให้ดู พวกเขาก็ไม่เข้าใจ (หัวเราะ) เราไม่รู้ว่าทำงานศิลปะไปทำไม คงเพราะเป็นคนอยากเล่าสิ่งที่คิด การทำละครช่วยให้เรารู้จักตัวเอง ซึ่งบางคนก็สงสัยอีก จะอยากรู้จักตัวเองไปทำไม (หัวเราะ) </span><span style="font-weight: 400;">ถ้าเราไม่เอาตัวเองไปเจอประสบการณ์บางอย่าง ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน บางคนอาจเจอจากกิจกรรมอื่นๆ แต่เราเจอได้จากการทำละคร</span><span style="font-weight: 400;">”   </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62672 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-84.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-84.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-84-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-84-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62683 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-45.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-45.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-45-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-45-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ปิยชาติ ไตรถาวร</b></p>
<p><b>เจ้าของร้าน Gallery กาแฟดริป</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ร้าน Gallery กาแฟดริป เป็นความตั้งใจของผมกับหุ้นส่วน พวกเราอยากสร้างชุมชนกาแฟขึ้นมา เพื่อให้คนชอบกาแฟแบบจริงจังได้พบปะพูดคุย ตอนนั้นหอศิลป์ เปิดมาได้ 3-4 ปี เขากำลังหาคนอยากทำร้านที่มีแนวคิดเชื่อมโยงกัน เราเลยส่งเรื่องราวให้พิจารณาจนได้มาเปิดร้าน ถือเป็นร้านกาแฟแห่งแรกที่จริงจังกับการชงแบบดริป เมื่อก่อนผมทดลองซื้อกาแฟมาชงกินกับเพื่อนๆ ขนอุปกรณ์ติดตัวไปที่ต่างๆ เหมือนคนบ้าเลย (หัวเราะ) พอมาเปิดร้านขายกาแฟของตัวเอง ทำให้ได้เจอผู้คนที่คิดเหมือนกัน ชอบกาแฟดีๆ อยากให้กาแฟดีๆ ได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะกาแฟของไทย เราได้สื่อสารและให้ข้อมูลกัน ลูกค้าหน้าเก่าไปต่อยอดสั่งกาแฟมากินเอง ลูกค้าหน้าใหม่ก็เพิ่มมา เกิดเป็นกลุ่มคนที่กินกาแฟดีๆ กินอย่างมีความรู้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คนทั่วไปอาจกินกาแฟจากรสชาติหรือต้องการความตื่นตัว ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่เวลาพูดถึง ‘กาแฟดี’ ผมมองว่าเป็นกาแฟที่รู้ที่มาที่ไป รู้วิธีการทำ รู้ว่ารสชาติแบบนี้เกิดจากอะไร ดีตั้งแต่พื้นที่ปลูก ต้นกาแฟ เกษตรกรมีรายได้ที่ดี คนคั่วกาแฟ มาจนถึงคนชง และคนดื่ม ทุกๆ คนมีความสุขกับกาแฟ นั่นคือดีตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง เรากินแล้วเกิดความสงสัยต่อ รสหวานเพราะอะไร กลิ่นหมักๆ เกิดจากอะไร สงสัยแล้วหาคำตอบ มันช่วยให้เห็นว่ากาแฟที่ดีมีขั้นตอนยังไงบ้าง ตอนเปิดร้านผมไม่ได้รู้เยอะหรอก ค่อยๆ สะสมความรู้เพิ่ม ทั้งหาคำตอบเรื่องรสชาติใหม่ๆ เหมือนเรากำลังวิจัยกาแฟผ่านประสบการณ์จากผู้คน ผมรู้จักรสชาติกาแฟ รู้ว่ากลุ่มหนึ่งชอบแบบนี้ อีกกลุ่มชอบแบบนี้ ผมได้เชื่อมโยงต้นทางกับปลายทาง ทำให้เกษตรกรมีชีวิตดีขึ้นจริงๆ เขายั่งยืนในด้านอาชีพ เกิดการปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ ทำให้ได้รักษาป่าไปด้วย หรือบางคนไม่ได้ปลูกกาแฟ อยากแค่โพรเซสกาแฟ ก็ไปรับแล้วมาทำ เพิ่มความหลากหลายในวงจร ส่งผลกลับไปกลับมา   </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พื้นที่ของหอศิลป์ก้ำกึ่งระหว่าง ‘ธุรกิจ’ กับ ‘ศิลปะ’ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้นะ มันยืดหยุ่นกว่าในห้างสรรพสินค้า ตัวพื้นที่ดึงดูดคนจำนวนมากเข้ามา ซึ่งก็มีบางกลุ่มที่เข้ากับร้านเราด้วย บางคนตั้งใจมาร้านเรา แล้วเลยไปดูงานศิลปะ หรือบางคนตั้งใจมาดูงานศิลปะ แล้วหากาแฟกิน ทำให้ได้เจอกัน เมื่อก่อนผมไม่เก่งเรื่องสื่อสารกับผู้คน เดี๋ยวนี้ได้สื่อสารทุกวันเลย ผมเหมือนเจอโลกใหม่ </span><span style="font-weight: 400;">ร้านกาแฟดริปทำให้ &#8216;สิ่งที่ชอบ&#8217; กับ &#8216;สิ่งที่ต้องทำ&#8217; เกิดขึ้นพร้อมกัน กาแฟกลายเป็นอาชีพที่หารายได้ ผมได้ทำงานที่รักทุกวัน</span><span style="font-weight: 400;"> แล้วผมเป็นคนถ่ายภาพ ตอนเริ่มร้านตั้งใจทำเป็นแกลเลอรีแสดงงานด้วย เมื่อก่อนก็มีนะ แต่ตอนนี้ไม่มี เร็วๆ นี้ร้านจะมีการรีโนเวต คงจะเอาส่วนแสดงภาพกลับมาอีกครั้ง”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62663 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-8.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-62684 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-5.jpg" alt="หอศิลป์" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล</b></p>
<p><b>ผู้จัดการร้าน Bookmoby</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ความแตกต่างระหว่างร้านหนังสือใหญ่ๆ กับร้านหนังสืออิสระคือ ร้านใหญ่ๆ มีหนังสือเยอะและหลากหลายประเภท เยอะจนบางครั้งเข้าไปแล้วงง แต่ด้วยพื้นที่จำกัด ร้านหนังสืออิสระต้องคัดสรรหนังสือ ทั้งตามใจเจ้าของร้าน คนดูแล และคนอ่าน แต่ละร้านก็มีบุคลิกแตกต่างกัน ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์ ร้าน Bookmoby คัดสรรหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ สังคม การเมือง และวรรณกรรม ทั้งวรรณกรรมคลาสสิกและร่วมสมัย ทั้งของต่างประเทศและของไทย แม้ว่าการซื้อหนังสือออนไลน์จะง่าย แต่คนอยากซื้อแบบออฟไลน์ก็ยังมี บางทีนึกไม่ออกว่าจะซื้อเล่มไหนแล้วอยากถามคนขาย หรือต้องการเดินเล่นเรื่อยๆ ในร้านจนกระทั่งเจอหนังสือที่เหมาะกับตัวเองในตอนนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“การอยู่รอดของร้านหนังสืออิสระมีผลต่อสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและขนาดกลาง เพราะเวลาส่งหนังสือไปร้านใหญ่ๆ ก็มักถูกเอาไปหลบมุม หรือคนฝันอยากเป็นนักเขียนแล้วพิมพ์งานด้วยตัวเองก็เข้าร้านหนังสือใหญ่ๆ ได้ยาก เพราะต้องผ่านระบบหลายๆ อย่าง เรามองว่างานของคนเล็กๆ เหล่านั้นช่วยจุดแรงบันดาลใจให้คนอื่น แน่นอนว่าในสังคมมีคนรุ่นใหม่ที่ความคิดนอกกรอบ มันคือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ว่าเขาไปทางนี้ได้ เช่น ถ้าคุณได้อ่านหนังสือของโอ๊ต มณเฑียร ซึ่งเป็นคนชอบวาดรูป ก็อาจกลับไปวาดบ้าง แล้วสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและขนาดกลางมีมุมมองในการทำหนังสือแตกต่างกัน สุดท้ายมันคือการสร้างความหลากหลายให้กับคนอ่าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&#8220;เรามองว่าหอศิลป์ ทำหน้าที่เหมือนเป็นห้องรับแขกของประเทศ นักท่องเที่ยวไปประเทศไหนก็อยากไปพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีของเมืองเพื่อสำรวจความสนใจของคนในประเทศนั้น ขณะเดียวกันก็เป็นห้องนั่งเล่นของเมืองด้วย พื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ ไม่ได้เยอะ บางคนอยู่คอนโดที่พื้นที่จำกัด หอศิลป์อยู่ในตำแหน่งที่มาง่าย มี 4 ห้าง แต่เราไม่ได้อยากเข้าห้างทุกวันไง คุณสามารถใช้เวลาที่นี่ทั้งวันโดยไม่เสียเงิน เดินดูงานไปเรื่อยๆ หรือถ้าเสียเงินก็ไม่ได้แพง อย่างร้านหนังสือก็ใช้เงินไม่มาก หรือจะยืนอ่านในร้านก็ได้ แค่อย่าเสียงดังก็พอ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เสียงดังหรอก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองว่า</span><span style="font-weight: 400;">งานเขียนเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง มันพึ่งพาอาศัยระหว่างตัวหอศิลป์กับร้านหนังสือ คนมาดูงานศิลปะเกิดความคิดสร้างสรรค์ หลังจากนั้นก็ต่อยอดไปประเด็นอื่นๆ อาจหาหนังสือสักเล่มอ่านต่อก็ได้</span><span style="font-weight: 400;"> หรือเข้าร้าน Happening ที่ขายซีดีเพลงและงานแฮนด์เมด หรือเข้าร้าน IceDEA ที่ขายไอเดียผ่านไอศครีม มีรสแปลกใหม่อย่างรสขนมเปียกปูน ฯลฯ การได้เจอกับประสบการณ์หลายๆ อย่างก็อาจเชื่อมโยงให้เกิดความรู้สึกพิเศษขึ้นมาได้นะ”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62669 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-70.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-70.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-70-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-70-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62670 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-71.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-71.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-71-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-71-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>นฤภร สรรพากิจวัฒนา</b></p>
<p><b>ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับ MIGNONIE</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราเรียนจบปริญญาตรีและโทด้านการตลาด ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ โดยรู้อยู่ตลอดว่าตัวเองชอบงานออกแบบ แต่ไม่มีทักษะการวาดรูป ช่วงไปเรียนภาษาที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เราทำงานร้านอาหารไทยด้วย แต่ยังมีเวลาว่างพอสมควร ช่วงนั้นเลยไปดูงานศิลปะที่พิพิธภัณฑ์หลายแห่ง ดูแล้วก็อยากทำอะไรสักอย่าง ถ้าออกแบบเฟอร์นิเจอร์หรือทำกระเป๋า ตัวเองไม่มีทักษะมากพอ งั้นลองทำเครื่องประดับละกัน เลยซื้อลูกปัดกับลวดมาถักเป็นสร้อยยาวๆ เสนอให้ร้านขายของดีไซน์ที่มีชื่อเสียงของโตรอนโต เขาไม่เคยเห็นงานลวดแบบนี้ เลยยินดีรับไว้ขาย แต่ขอให้ปรับเรื่องปมเล็กน้อย เพราะมีจุดที่คม เราหาข้อมูลจากยูทูบว่าแก้ไขยังไง แล้วเอาไปส่งให้ขาย ตอนนั้นก็รู้สึกดีนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอกลับมาไทย เราอยากทำสิ่งนี้เป็นอาชีพ ช่วงนั้นมีงานปล่อยแสงของ TCDC เลยทำเครื่องประดับไปขาย คุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า เครื่องประดับเลยใช้ผ้าเป็นส่วนประกอบ ทำไปหลายสิบชิ้น ปรากฏว่าขายเกือบหมด ดีใจมาก แต่พอจะทำเป็นอาชีพจริงๆ จังๆ พ่อแม่ไม่เห็นด้วย เรียนจบตรี จุฬาฯ โท ธรรมศาสตร์ แล้วเรียนภาษาอังกฤษจากต่างประเทศอีก ทำไมไม่ทำงานบริษัทใหญ่ๆ เงินเดือนเยอะๆ ชีวิตจะได้มั่นคง เรามีความสุขนะ แต่ไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ ตอนนั้นหอศิลป์เพิ่งเปิดได้ไม่กี่เดือน พื้นที่ยังร้างเลย เขากำลังหาร้านเล็กๆ มาขายงานแฮนด์เมด เรามาติดต่อ เอาผลงานมานำเสนอ เลยได้มาขายตอนต้นปี 2008 ขายอยู่ตรงนี้ (ชั้น 3 ใกล้กับบันไดเลื่อน) มาตลอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนั้นรู้สึกว่ามีพลังมาก ทำเอง ขายเอง วันหยุดก็ไปซื้อของ มีความสุขที่ได้เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ แต่ก็เหนื่อยพอสมควร พอขายได้แล้วเห็นเงิน พ่อแม่เลยอ่อนลง เราขายอยู่สองสามปี เริ่มจับทิศทางได้ วัสดุซื้อยังไง ชุบร้านไหน ถักอยู่มือมากขึ้น เริ่มเห็นว่าลูกค้าชอบแนวไหน และงานได้รับการยอมรับประมาณหนึ่งด้วย พอปี 2011 เราไปประกวดนักออกแบบกับกรมส่งเสริมการส่งออก ปรากฏว่าเข้ารอบ ภูมิใจในตัวเองนะ ไม่เคยเรียนออกแบบ ดรอว์อิ้งก็ไม่ได้ วาดหมาหมูเป็ดไก่เหมือนกันหมด แต่สามารถทำเครื่องประดับมาได้ถึงขนาดนี้  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พอร้านไปได้ดี เราเลยอยากหาคนมาช่วย ตัวเองเป็นคนปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว เลยให้ญาติที่อุดรฯ แนะนำคนที่ไว้ใจได้ มีศีลมีธรรม มีสัจจะ ถ้ารับปากว่าจะส่งของก็ได้ตามนั้น งานไม่มีปัญหา เขาก็แนะนำคนมาให้ หอศิลป์ปิดวันจันทร์ เย็นวันอาทิตย์เราขึ้นรถทัวร์ไปเลย ถึงที่นั่นเช้าวันจันทร์ ทำความรู้จักกัน โอเค ใช้ได้ ตอนเย็นนั่งรถทัวร์กลับมาขายของต่อ แล้วก็ไปแบบนั้นอีกหลายครั้ง สอนจนทำเป็น แล้วค่อยเริ่มทำงานจริง ผ่านไปสักระยะ เราไปพักผ่อนที่นครนายกแล้วถูกจริตกับพื้นที่ เลยให้หลวงพ่อที่วัดแถวนั้นช่วยแนะนำคน ท่านให้เบอร์นายกฯ อบต.ตำบลพรหมณี ก็นัดเจอกัน เขาเรียกรองนายกฯ เลขาฯ มาสัมภาษณ์เลยนะ เป็นใครจากไหน มาทำอะไร จ่ายจริงหรือเปล่า เหงื่อตกเล็กน้อย (หัวเราะ) พอกลับมาอีกที เขาเปิดห้องประชุมจุร้อยคน ชาวบ้านมาหกสิบกว่าคน ทุกวัยเลย ด้วยความที่งานละเอียด จากหกสิบก็ค่อยๆ ลดลง คัดไปคัดมาเหลือประมาณ 5 คน ทำๆ ไปก็เหลือแค่ 2 คน รวมกับที่อุดรฯ เลยมีคนทำงานทั้งหมด 4-5 คน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรามองว่าความชอบคือแรงผลักดัน หลังจากนั้นคือการลงมือทำ เราดูงานออกแบบเยอะ ค่อยๆ ซึมซับสิ่งเหล่านั้น พอลงมือทำด้วยตัวเอง ภาพในหัวก็เกิดขึ้น ช่วงที่ทำเองขายเอง </span><span style="font-weight: 400;">เราภูมิใจที่เปลี่ยนจากงานออฟฟิศมาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวด้วยงานออกแบบ แล้วมีความสุขมากกว่านั้นอีกตอนได้สอนชาวบ้าน</span><span style="font-weight: 400;"> เคยมีคนที่ทำงานด้วยกันบอกว่า &#8216;ขอบคุณมากเลยคุณมน พี่มีที่นาไม่กี่ไร่ หน้าฝนก็ไปทำนา พอไม่ใช่หน้านาก็ต้องไปรับจ้างปลูกมัน ซึ่งรายได้ไม่มาก ลูกสาวเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ค่าเช่าหอ ค่ากิน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม จะไปหามาจากไหน พอมีงานของคุณมน พี่เอางานใส่ถุง ถือคู่กับกระติ๊บข้าวเหนียว พอถางหญ้าไถนาเสร็จ พี่มานอนถักที่เถียงนา ดูท้องฟ้า ลมพัดเบาๆ ได้เงินและมีความสุข ส่งจนลูกเรียนจบเลย’ ตอนเราได้ยินแบบนั้น มีกำลังใจมากเลยนะ”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62676 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-107.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-107.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-107-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-107-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62675 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-103.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-103.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-103-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-103-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ภัทรวดี เขมะภาตะพันธ์ และ ศิริรินทรัตน คลิ้งเคล้า</b></p>
<p><b>นักเรียนมัธยมปลายที่มาดูงานในหอศิลป์</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">-คนซ้าย-</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“หนูมาหอศิลป์ทุกอาทิตย์ บางอาทิตย์มาทุกวันเลย เป็นคนชอบเดินในที่เงียบๆ ฟังเพลง ดูงาน อยู่กับตัวเอง ใช้ความคิด ด้วย</span><span style="font-weight: 400;">บรรยากาศของหอศิลป์ทำให้ได้คิดอะไรมากขึ้น</span><span style="font-weight: 400;"> แล้วพื้นที่เป็นโทนสีขาว </span><span style="font-weight: 400;">อยู่แล้วสบายใจ</span><span style="font-weight: 400;"> ด้วยนิสัยหนูเป็นคนทำอะไรต้องเพอร์เฟกต์ บางครั้งทำไม่ได้ตามนั้น กลายเป็นความเครียด การได้อยู่เงียบๆ นิ่งๆ ทำให้ตัวเองผ่อนคลาย ได้มองเรื่องไม่สบายใจในมุมใหม่” </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">-คนขวา-</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เคยดูนิทรรศการที่จัดแสดงกระเป๋านักเรียนญี่ปุ่น รอบเดียวกับงานที่ติดโพสต์อิท น่ารักดี เห็นความสร้างสรรค์ของเด็กที่สื่อออกมาผ่านงานศิลปะ กระเป๋าเหมือนเป็นลักษณะนิสัยของแต่ละคน อีกงานที่เคยดูเป็นหนังสั้น นานมากแล้ว จำเนื้อหาไม่ได้ แต่ความรู้สึกตอนดูยังติดในใจ ตัวเองไม่ใช่คนโลกกว้างมาก แต่หนังสั้นเรื่องนั้นเล่าชีวิตผู้คนที่แตกต่าง เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักมาก่อน มันเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น มาหอศิลป์แล้วสบายใจ ถึงคนจะเยอะ แต่รู้สึกปลอดโปร่ง พื้นที่มันกว้าง และไม่เสียงดังเหมือนที่อื่น </span><span style="font-weight: 400;">ศิลปะจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับงาน บางงานก็ง่าย บางงานก็งงๆ ถ้างงก็คิดลอยๆ ไป ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร</span><span style="font-weight: 400;"> มันเป็นงานที่สื่อจากตัวศิลปิน </span><span style="font-weight: 400;">อย่างน้อยดูงานแล้วรู้สึกว่าสวย แค่นี้ก็พอแล้ว</span><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62667 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-55.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-55.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-55-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-55-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62666 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-34.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/human-of-bacc-34-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><b>ไพวรรณ์ อรัญทม</b></p>
<p><b>แม่บ้าน</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ป้าเป็นคนศรีสะเกษ เรียนจบแค่ ป.3 ก็ออกมาทำนา แค่พออยู่พอกิน พออายุ 20 ก็อยากหาเงิน เริ่มจากทำงานบ้านแถวมหาชัย เงินเดือน 600 บาท ทำไปได้สักพักพี่สาวมาเยี่ยม ด้วยความเป็นเด็ก ก็คิดถึงบ้าน เลยลาออกกลับไปอยู่บ้าน แต่อยู่ได้เดือนเดียวก็มาทำงานอีก ครั้งนี้ทำงานโรงงานกระดาษไหว้เจ้าที่กรุงเทพฯ พี่สาวทำอยู่เลยชวนมา รับเป็นงานเหมาได้ 1,500-2,000 บาทต่อเดือน ทำอยู่หลายปีเลย แล้วเปลี่ยนมาทำงานบ้านและเลี้ยงเด็ก เงินเดือน 4,500 บาท ทำอยู่หลายปี งานบ้านไม่เหนื่อยมาก กินอยู่ด้วยกันเลย แต่ไม่อิสระเท่างานโรงงาน พอลูกบ้านนั้นโต ก็ลาออกมาทำงานอยู่ร้านอาหารตามสั่ง เงินเดือน 5,500 บาท อยู่ๆ ไปแล้วได้แฟน เขามากินข้าว เจอหน้ากันบ่อยๆ ไม่รู้ว่าใครจีบใครนะ (หัวเราะ) ทำที่นั่นหลายปี เหนื่อย เพราะเลิกงานดึก วันหนึ่งแม่บ้านหอศิลป์มากินข้าว เป็นคนอีสานด้วยกัน เลยชวนไปสมัคร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">เวลาเปลี่ยนงานแต่ละครั้ง เราอยากได้เงินเยอะขึ้น อย่างหอศิลป์จะมีประกันสังคมด้วย เจ็บป่วยแล้วรักษาฟรี</span><span style="font-weight: 400;"> เราเป็นพนักงานของบริษัทที่ทำงานกับหอศิลป์แต่ก็เหมือนพนักงานหอศิลป์แหละ อยู่มา 7 ปีแล้ว ช่วงแรกๆ ได้วันละสองร้อยกว่าบาท ตอนนี้เพิ่มมาเป็นสามร้อยกว่าบาท ไม่ค่อยพอใช้หรอก เมื่อก่อนกับข้าวหาบมาขายถุงละ 10-15 บาท เดี๋ยวนี้กับข้าว 40-50 บาท น้ำพริก 20 บาท เมื่อก่อนข้าวเหนียว 5 บาทอิ่มแล้ว เดี๋ยวนี้ 10 บาทยังไม่ค่อยอิ่มเลย จ่ายค่าเช่าบ้านอีกสามพันบาท แฟนรับจ้างทั่วไปได้เดือนละหมื่นกว่าบาท เราได้แปดพันกว่า ถ้าเดือนไหนหยุดเยอะก็ไม่ถึงด้วย ทุกเดือนต้องส่งเงินให้ลูกที่ฝากพี่สาวเลี้ยงอยู่นครปฐม อายุ 6 ขวบแล้ว มามีลูกตอนแก่น่ะ (ยิ้ม) ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีนะ แต่ละเดือนต้องพยายามประหยัด เดือนไหนใช้ไม่พอต้องเอาเงินเก็บมาใช้ ตัวเองอายุก็เยอะ ไม่อยากเปลี่ยนงานแล้วล่ะ ถ้าไม่ได้ทำที่นี่คงย้ายกลับไปอยู่บ้านนอก หรือถ้ายังไหวก็อาจหางานแม่บ้านแบบเดิม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เมื่อก่อนตัวเองประจำชั้น 8 เวลามีงานศิลปะมาแสดงยังได้ดูบ้าง ตอนคนมาอธิบาย เราเดินเช็ดนั่นเช็ดนี่แล้วแอบฟังไปด้วย (ยิ้ม) บางครั้งคนใหญ่คนโตมาที่นี่ก็เอาไปเล่าให้ลูกฟัง ตอนนี้ย้ายมาประจำชั้น 4 ไม่ได้ดูงานชั้น 8 แล้ว เราต้องประจำจุดตัวเอง อาศัยดูงานติดผนังของชั้น 4 แต่เอาจริงๆ งานชั้น 8 ดีกว่านะ มีงานใหญ่ๆ มาแสดงเยอะ มีคนมาบรรยาย </span><span style="font-weight: 400;">บางงานดูด้วยตัวเองแล้วไม่เห็นมีอะไร แต่พอได้ฟังบรรยาย พอกลับมาดูอีกรอบ ภาพต้นข้าว ภาพผ้าถุง วิทยุเก่าๆ เออ สวยอยู่ มันจริงอย่างที่เขาว่า งานศิลปะมีประโยชน์ทั้งนั้นเลย</span><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“คิดว่าศิลปะคืออะไร”</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ไม่รู้ (หัวเราะ) ก็คือศิลปะไง”  </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/humans-of-bacc/">ศิลปะหล่อหัวใจ และศิลปะก็เลี้ยงปากท้อง หลากชีวิตหลายเรื่องเล่าของมนุษย์หอศิลป์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความประทับใจของ &#8216;ประทับจิต นีละไพจิตร&#8217; ต่อทนายสมชาย พ่อผู้อุทิศตนเพื่อความเชื่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/pratabjit-neelapaijit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Feb 2019 11:21:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[พ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[a life that changed my day]]></category>
		<category><![CDATA[a day 222]]></category>
		<category><![CDATA[ประทับจิต]]></category>
		<category><![CDATA[นีละไพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ทนายสมชาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=55445</guid>

					<description><![CDATA[<p>โดยทั่วไปแล้วทนายความไม่ควรเป็นอาชีพที่สุ่มเสี่ยง ร่ำเรียนมาทางกฎหมาย หมั่นศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจคดีความ และเติมชั่วโมงการทำงานอีกสักหน่อย ชีวิตของคุณก็อยู่รอดด้วยอาชีพนี้ได้&#160; แต่นิยามนั้นคงใช้ไม่ได้กับชีวิตของ ‘สมชาย นีละไพจิตร’ ที่เป็นทั้งทนายความคดีทั่วไปและทนายความสิทธิมนุษยชนที่รับผิดชอบคดีของคนเล็กคนน้อย&#160; ช่วงเวลานั้น ทนายสมชายกำลังทำคดีให้ชาวบ้านที่ถูกจับกุมในข้อหาปล้นอาวุธปืนจากค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และคดีชาวมุสลิมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) โดยก่อนหน้านั้นเพียงไม่นาน เขาได้ออกมาเปิดโปงเบื้องหลังของลูกความ 5 คนที่ถูกจับกุมในคดีปล้นปืนว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมเพื่อให้รับสารภาพ ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 บทบาททนายความสิทธิมนุษยชนของสมชาย นีละไพจิตร ได้ยุติลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ พร้อมกับการหายตัวไปอย่างไร้คำอธิบาย&#160; “วันนั้นพ่อมีนัดเดินทางไปที่ใต้ แต่ไม่ได้ไป แม่รู้ได้ทันทีว่าคือการอุ้ม เพราะปกติพ่อรับผิดชอบเรื่องงาน แล้วก่อนหน้านี้พ่อเคยโดนข่มขู่ด้วย” แบ๋น–ประทับจิต นีละไพจิตร ลูกสาวพูดถึงวินาทีที่รู้ข่าวจากเพื่อนของพ่อ ซึ่งเป็นวันที่เปลี่ยนทิศทางชีวิตของเธอ และยังตัดเฉือนบางส่วนในใจจนแหว่งวิ่น วันที่พ่อหายไป เธอกำลังเรียนปริญญาตรี ผ่านมาเกือบ 15 ปี เธอเรียนจบปริญญาเอกจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เคยทำงานวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนในประเด็นการอุ้มหาย และปัจจุบันทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชนให้กับสหประชาชาติ แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเนิ่นนาน แต่การหายไปของพ่อผู้เป็นที่รักยังคงเป็นความสูญเสียที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างหมดจด นั่นเพราะผู้กระทำผิดยังไม่ถูกลงโทษ ครอบครัวยังไม่พบแม้แต่ส่วนเสี้ยวของร่างกาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pratabjit-neelapaijit/">ความประทับใจของ &#8216;ประทับจิต นีละไพจิตร&#8217; ต่อทนายสมชาย พ่อผู้อุทิศตนเพื่อความเชื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>โดยทั่วไปแล้วทนายความไม่ควรเป็นอาชีพที่สุ่มเสี่ยง ร่ำเรียนมาทางกฎหมาย หมั่นศึกษาหาความรู้ ทำความเข้าใจคดีความ และเติมชั่วโมงการทำงานอีกสักหน่อย ชีวิตของคุณก็อยู่รอดด้วยอาชีพนี้ได้<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>แต่นิยามนั้นคงใช้ไม่ได้กับชีวิตของ ‘สมชาย นีละไพจิตร’ ที่เป็นทั้งทนายความคดีทั่วไปและทนายความสิทธิมนุษยชนที่รับผิดชอบคดีของคนเล็กคนน้อย<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>ช่วงเวลานั้น ทนายสมชายกำลังทำคดีให้ชาวบ้านที่ถูกจับกุมในข้อหาปล้นอาวุธปืนจากค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และคดีชาวมุสลิมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) โดยก่อนหน้านั้นเพียงไม่นาน เขาได้ออกมาเปิดโปงเบื้องหลังของลูกความ 5 คนที่ถูกจับกุมในคดีปล้นปืนว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมเพื่อให้รับสารภาพ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55469" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 บทบาททนายความสิทธิมนุษยชนของสมชาย นีละไพจิตร ได้ยุติลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ พร้อมกับการหายตัวไปอย่างไร้คำอธิบาย<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>“วันนั้นพ่อมีนัดเดินทางไปที่ใต้ แต่ไม่ได้ไป แม่รู้ได้ทันทีว่าคือการอุ้ม เพราะปกติพ่อรับผิดชอบเรื่องงาน แล้วก่อนหน้านี้พ่อเคยโดนข่มขู่ด้วย” <strong>แบ๋น–ประทับจิต นีละไพจิตร</strong> ลูกสาวพูดถึงวินาทีที่รู้ข่าวจากเพื่อนของพ่อ ซึ่งเป็นวันที่เปลี่ยนทิศทางชีวิตของเธอ และยังตัดเฉือนบางส่วนในใจจนแหว่งวิ่น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55477" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>วันที่พ่อหายไป เธอกำลังเรียนปริญญาตรี ผ่านมาเกือบ 15 ปี เธอเรียนจบปริญญาเอกจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เคยทำงานวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนในประเด็นการอุ้มหาย และปัจจุบันทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชนให้กับสหประชาชาติ</p>
<p>แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเนิ่นนาน แต่การหายไปของพ่อผู้เป็นที่รักยังคงเป็นความสูญเสียที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างหมดจด นั่นเพราะผู้กระทำผิดยังไม่ถูกลงโทษ ครอบครัวยังไม่พบแม้แต่ส่วนเสี้ยวของร่างกาย และเธอยังไม่เคยได้กล่าวลาพ่อแม้แต่ประโยคเดียว</p>
<p>เดือนธันวาคม 2561 เรานัดกันช่วงเช้าของวันธรรมดาวันหนึ่ง หลังได้ยินคำถามเธอค่อยๆ เล่าถึงพ่ออย่างละเมียดและใส่ใจ ระหว่างประโยคถูกคั่นด้วยน้ำตาและความคิดถึง ทั้งที่ไม่เคยเจอทนายชื่อสมชาย นีละไพจิตร มาก่อน แต่ทุกๆ เรื่องราวทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดโดยไม่รู้ตัว<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-55476" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต15.jpg" alt="" width="736" height="1104" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต15.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต15-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 736px) 100vw, 736px" /></p>
<h4><strong>ในสายตาคนทั่วไป สมชาย นีละไพจิตร คือทนายที่มีอุดมการณ์<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span>ว่าความเพื่อคนเล็กคนน้อย อยากรู้ว่าในสายตาลูกสาว พ่อเป็นคนแบบไหน</strong></h4>
<p>ก็เป็นแบบนั้นนะ พ่อผ่านเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็นคนมีอุดมการณ์ ยึดถือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แล้วงานของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีแรงสนับสนุนจากนานาชาติ ไม่ได้มีองค์ความรู้ในการรณรงค์ทางสังคมมากนัก ขณะที่พ่อสู้ตายในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ไม่ได้คิดเรื่องความเสี่ยงในชีวิต เป็นคนมองโลกในแง่บวก มีความหวังอยู่เสมอ<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<h4><strong>ตอนคุณเป็นเด็ก พ่อมักสอนเรื่องอะไร</strong></h4>
<p>พ่อจะใช้ประสบการณ์ของตัวเองมาสอนลูก พูดคุยกัน เล่าเรื่องงานที่ทำ เล่าเรื่องราวในอดีตของตัวเองที่ยากจน ต้องต่อสู้ชีวิตอย่างไรบ้าง และสอนผ่านหนังสือหลากหลายประเภท เขาไม่ใช่คนที่มาสั่งสอนว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ขณะเดียวกันเขาให้ความรู้พื้นฐานของศาสนาอิสลามเท่าที่คนหนึ่งคนควรรู้ด้วย</p>
<p>สิ่งที่พ่อบอกอยู่เสมอคือ โดยพื้นฐานเราเป็นมุสลิม แต่ตราบที่ยังไม่นับถือใครเทียบเท่าพระผู้เป็นเจ้า เรามีอุดมการณ์อื่นได้ด้วย การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การช่วยเหลือคดีต่างๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้ารับ แต่พ่อเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นความยุติธรรม เขาทำโดยหวังว่าพระผู้เป็นเจ้าจะรับว่าคือทางที่ถูกต้อง ศาสนาอิสลามมีกราวนด์ชัดเจนเรื่องความเมตตา ความเท่าเทียมกัน งานของพ่อคือการเลือกตามกรอบที่มีในชีวิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55481" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต20.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต20-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>กิจกรรมที่ทำด้วยกันบ่อยๆ คืออะไร</strong></h4>
<p>พ่อขับรถไปส่งทุกวัน อีกอย่างที่ทำด้วยกันคือกินข้าวเช้า-เย็นด้วยกัน ดูข่าวแล้วคุยกัน ข้อดีของอาชีพทนายคือเวลาทำงานค่อนข้างเป๊ะ พ่อเป็นคนติดบ้าน กลับบ้านทุกวัน ถ้าเสาร์-อาทิตย์ไม่มีธุระก็อยู่บ้าน เราไปมัสยิดด้วยกัน โดยเฉพาะเดือนรอมฎอนแต่เวลาที่แลกเปลี่ยนพูดคุยกันจะเป็นตอนอยู่บนรถและที่บ้าน</p>
<h4><strong>ลูกสาวเริ่มรับรู้ว่าพ่อเป็นทนายความตอนไหน</strong></h4>
<p>รับรู้ตั้งแต่เด็กเลย พ่อชอบเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง เคยไปสำนักงานของพ่อ อาชีพทนายความคือการว่าความช่วยคดี แต่ไม่ได้รู้ความยาก-ง่ายของงาน เรารู้สึกว่าอาชีพของพ่อมั่นคงนะ แต่ไม่ได้มีเงินมากพอมาใช้สุรุ่ยสุร่าย เรื่องเดียวที่มักใช้เต็มที่คือการศึกษาของลูกทั้ง 5 คน ไม่ได้เที่ยวต่างจังหวัดบ่อย ตอนพ่อยังอยู่พวกเราไปต่างจังหวัดมากกว่าหนึ่งคืนน้อยมาก ส่วนต่างประเทศไม่เคยไปเลย</p>
<h4><strong>งานทนายของพ่อมีทั้งงานด้านสิทธิมนุษยชนและงานว่าความปกติใช่ไหม</strong></h4>
<p>ใช่ค่ะ สิ่งที่พ่อพูดเสมอคือ เราต้องทำงานเพื่อ 2 อย่าง คือทำเพื่อดูแลครอบครัวและทำตามอุดมการณ์ที่อาจไม่ได้เงิน งานของเขาก็มีคดีทั่วไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55474" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>ตอนเด็กๆ คุณมองพ่ออย่างไร ภูมิใจในตัวพ่อไหม</strong></h4>
<p>รักมาก มันมากกว่าความภูมิใจ พ่อคือ Wisdom of my life พ่อคือปรีชาญาณในชีวิต (เงียบ น้ำตาไหล) คือเพื่อนทางความคิด คือเพื่อนทางใจ คือความเข้มแข็ง เราสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่พ่อ-ลูก แต่พ่อเปิดโอกาสให้เป็นเพื่อน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน บางครั้งเขาพาแบ๋นไปเวทีต่างๆ ที่ตัวเองขึ้นพูด พอลงมาก็ถามว่า “พูดดีไหม เป็นอย่างไรบ้าง” เวลาเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ เขาก็จะมาถามว่า “ดีไหม วิจารณ์หน่อย ครั้งหน้าจะได้ปรับ” ที่เล่าคือตอนเด็กมากนะ ประมาณ ป.6 เลย แล้วไม่ใช่แค่ถามไปอย่างนั้น พ่อรับฟังจริงๆ คงอยากได้เพื่อนที่จริงใจ แล้วเวลาแลกเปลี่ยนกัน เราแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ “อันนี้อ่านไม่รู้เรื่องเลย น่าจะปรับนิดหน่ึง” ซึ่งเขาไม่โกรธ ชอบฟังฟีดแบ็ก เพราะท้ายที่สุดเขารู้ว่าลูกภูมิใจและสนับสนุนในสิ่งที่พ่อทำอยู่ สิ่งหนึ่งที่พ่อเป็นที่อยู่ในตัวแบ๋นมาก และอยากจะเก็บรักษาไว้ด้วยคือการเป็นคนธรรมดา เขาพูดถึงข้อเสียของตัวเอง พูดว่าตัวเองต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่ได้ถูกต้องเสมอ เป็นสิ่งที่แบ๋นประทับใจ</p>
<h4><strong>เวลาเจอเรื่องแย่ๆ ของพ่อ คุณไม่ผิดหวังเหรอ</strong></h4>
<p>แบ๋นประทับใจนะ มันเป็นปรัชญาชีวิต คนที่รักพระผู้เป็นเจ้ารู้ดีว่าตัวเองเป็นแค่คนหนึ่งคน คนที่เท่ากับคนอื่น นี่คือองค์ประกอบที่ดีที่สุดของการเป็นนักสิทธิมนุษยชน คือการรู้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี</p>
<h4><strong>เป็นการสอนเรื่องความเท่าเทียมโดยไม่ต้องพูดหลักการอะไรเลย</strong></h4>
<p>ใช่ มันคือการยอมรับตัวเองว่ามีดีและไม่ดี<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55479" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต18.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต18-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต18-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>คุณอยากเป็นทนายไหม</strong></h4>
<p>ไม่เคยเลย พ่อไม่เคยบังคับ เอาจริงๆ เขาไม่อยากให้ลูกเป็นทนายด้วยซ้ำ มันลำบาก เป็นผู้หญิงยิ่งลำบากหลายอย่าง เขาอยากให้เรียนอักษรฯ มองว่าได้ภาษาทำงานอะไรก็ได้ ต่อไปจะได้มีเงินเยอะๆ พอดีตอนม.ปลาย โรงเรียนราชินีให้นักเรียนเรียนวิชารัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ แบ๋นชอบรัฐศาสตร์มาก เรียนแล้วสนุก ซึ่งเราสนใจเรื่องสังคมการเมืองด้วย เป็นความสนใจที่มาจากหนังสือที่พ่อให้อ่าน แต่นิติศาสตร์ต้องท่องจำ แบ๋นไม่ชอบอะไรที่เป๊ะๆ เลยตัดสินใจเอนท์เข้าคณะรัฐศาสตร์ที่จุฬาฯ</p>
<h4><strong>เริ่มรับรู้ว่าสิ่งที่พ่อทำมีความอันตรายตอนไหน</strong></h4>
<p>ประมาณ ป.4 วันนั้นแม่มารอรับแบ๋นที่โรงเรียน เราเถลไถลกับเพื่อน กว่าจะออกมาก็นานท่าทางของแม่คือโกรธมาก ซึ่งเราไม่เข้าใจ แค่รอเองทำไมต้องโกรธขนาดนั้น พอพาลูกทุกคนขึ้นรถตุ๊กๆ แม่พูดขึ้นมาว่า “รู้บ้างไหมว่าพ่อโดนขู่” ก็อึ้งนะ แต่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มารู้ทีหลังว่าแม่ได้รับโทรศัพท์ว่า “ระวังนะ ทำคดีนี้ เดี๋ยวจะตายเหมือนทนายในข่าว” ซึ่งช่วงนั้นมีข่าวทนายถูกยิงหน้าศาล<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<h4><strong>เคยได้คุยกับพ่อเรื่องนี้ไหม</strong></h4>
<p>ไม่เคยเลย ยังแปลกใจเหมือนกันว่าทำไม<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<h4><strong>หลังจากนั้นมีความผิดปกติอะไรอีก</strong></h4>
<p>ไม่เลย แบ๋นรู้แต่เรื่องที่เขาประสบความสำเร็จ เรื่องที่เขาภูมิใจ แล้วพ่อเป็นคนบ้ายอ (หัวเราะ) เวลาคดีที่ตัวเองทำออกข่าวในโทรทัศน์ก็ชี้ให้ดู เขาตัดข่าวบางคดีเก็บใส่กรอบไว้ เพิ่งมีช่วงหลังๆ ก่อนที่เขาจะหายตัวไป เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เขามีความกลัว ไม่อยู่สุข ปกติเขาจะนั่งทำงานชั้นล่างของบ้าน แต่เขาขึ้นมาทำงานชั้น 4 เอาเครื่องพิมพ์ดีดมานั่งพิมพ์ แล้วเขาไม่เคยติดมือถือขนาดนั้น แต่เขาเอามือถือใส่กระเป๋าเสื้อตลอดเวลา มีอาการเหงื่อแตก แม่ขึ้นไปคุยบางอย่างแต่เราไม่รู้อะไรมาก ช่วงนั้นพ่อทำอะไรหลายอย่าง เช่น รณรงค์ยกเลิกกฎอัยการศึกในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขารู้ว่าลูกความ 5 คนของตัวเองถูกซ้อมทรมาน ช่วงนั้นมีการติดต่อเข้ามาเรียกให้ไปคุยด้วย เขาก็ตัดสินใจอยู่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55454" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต26.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต26-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>เห็นว่าสร้างข้อตกลงว่าต้องกลับบ้านทุกวันด้วย</strong></h4>
<p>พอบรรยากาศมีความตึงเครียด พ่อต้องเดินทางไปทำคดีที่ภาคใต้ เราเคยตกลงกันว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะคุยกัน กลับมาคุยกันที่บ้าน แม่เป็นห่วงพ่อ แต่เขาไม่ใช่ผู้หญิงที่รั้งขาเอาไว้ เป็นห่วงแต่เคารพการตัดสินใจ พ่อไม่ได้ทำเพื่ออุดมการณ์อย่างเดียวหรอก เขาชอบความท้าทาย คดีไหนยาก เขาอยากไปทำเพื่อพัฒนาตัวเอง แล้วบางครั้งไม่ได้ระมัดระวัง แม่เคยขอไม่ให้พ่อออกไป วันที่มีข่าวจะสลายการชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พวกเขาก็เถียงกันเรื่องไม่ให้ออกไป แต่สุดท้ายแม่เคารพการตัดสินใจ แล้วพ่อมักเก็บความเสี่ยงไว้กับตัวเอง คนสมัยก่อนน่ะ ถ้าแม่ไปรู้อะไรมาค่อยจับเข่าคุยกันพ่อถึงจะยอมเล่าบ้าง ช่วงนั้นพ่อเป็นห่วงครอบครัว เลยตั้งใจว่าทำงานให้เสร็จแล้วค่อยกลับมาบ้าน ถ้าทำงานอยู่บ้านแม่อาจไม่สนับสนุนด้วย เขาเป็นคนแบบนี้<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<h4><strong>12 มีนาคม 2547 คือวันที่พ่อหายตัวไป อยากรู้ว่าช่วงก่อนหน้านั้นบรรยากาศในบ้านเป็นอย่างไร</strong></h4>
<p>พ่อไม่กลับบ้านประมาณหนึ่งอาทิตย์ แต่จะโทรเข้าบ้านทุกวัน แม่เป็นอย่างไร ลูกเป็นอย่างไร ตอนนั้นลูกๆ เริ่มมีโทรศัพท์มือถือ ก็โทรหาลูกๆ ทุกคน เวลาเขาโทรเข้าบ้าน แบ๋นจะบอกพ่อว่า “กลับบ้านได้แล้ว” ซึ่งเขาไม่ค่อยตอบอะไร มีวันหนึ่งที่ตอบว่า “งานใกล้เสร็จแล้วเดี๋ยวกลับนะ” พอเขาไม่กลับ ช่วงนั้นแบ๋นโกรธพ่อ ความกดดันเทมาที่แม่เต็มๆ เราอยากให้แม่ได้รับความกดดันน้อยกว่านี้ ขอแค่พ่อกลับมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นที่บ้านติดขัดเรื่องเงินด้วย มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย แบ๋นตัดสินใจไปขอทุนการศึกษาจากจุฬาฯ ไม่ห่วงหน้าตาอะไรทั้งนั้น</p>
<p>12 มีนาคม เขาโทรมาหาลูกๆ แล้วโทรหาแบ๋นด้วย เราเห็นแล้ว แต่ด้วยความโกรธเลยนั่งมองโทรศัพท์ สั่นก็สั่นไป แบ๋นไม่ใช่ลูกที่งอนพ่อแบบไม่มีเหตุผล เรารู้ความสัมพันธ์ในครอบครัว ตอนนั้นแม่กดดันจริงๆ แบ๋นยังรักพ่อมากที่สุดในชีวิต แต่เรารู้สึกว่าสิ่งที่พ่อทำมันไม่แฟร์ แม่กดดันและดูแลลูกอยู่คนเดียว<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55471" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>ตอนนั้นรู้ข่าวจากใคร</strong></h4>
<p>เพื่อนของพ่อมาที่บ้าน ลูกทุกคนอยู่ตรงนั้น เขามาบอกว่าวันนั้นพ่อมีนัดเดินทางไปที่ใต้ แต่ไม่ได้ไป แม่รู้ได้ทันทีว่าคือการอุ้ม เพราะปกติพ่อรับผิดชอบเรื่องงาน แล้วก่อนหน้านี้พ่อเคยโดนข่มขู่ด้วย เพื่อนๆ ของพ่อก็บอกแนวนี้เหมือนกัน ตอนรู้ว่าพ่อหายตัวไปแบ๋นรีบวิ่งไปที่โทรศัพท์แล้วฟังข้อความ พ่อบอกว่า “ทำไมไม่รับโทรศัพท์ล่ะแบ๋น กินข้าวหรือยัง คิดถึงนะ” ตอนนั้นมันถล่มทลายเลยนะ (เงียบ น้ำตาไหล) เราบอกว่าเขาคือคนที่รักมากที่สุดในโลกไม่ใช่เหรอ ตอนที่ไม่ได้รับโทรศัพท์เขาคงคิดถึงเรามาก ถ้าตายก็คงทรมาน คิดถึงลูก ไม่ได้บอกลาใคร แต่ถ้าตอนนั้นรับโทรศัพท์ แบ๋นคงพูดว่า ‘ทำไมไม่กลับบ้าน’ แล้วต้องทะเลาะแน่นอน แม่ไม่เคยร้องไห้ แต่ตอนนั้นเขาร้องแล้วพูดว่า “แม่ไม่น่าปล่อยให้พ่อออกจากบ้านเลย” เป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน คือความรู้สึกผิด ของแบ๋นรู้สึกผิดที่วันนั้นเราชัดเจนเหลือเกิน ตกลงกันแล้วไง ต้องกลับบ้านสิ<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>ตอนนั้นแม่อธิบายว่างานที่พ่อทำอยู่คืออะไร พร้อมกับบอกว่าเราต้องเคารพการตัดสินใจ ตอนนี้บอกไม่ได้ว่าชะตากรรมเป็นอย่างไร ขอแค่ได้เจอเขานะ จบ คำอธิบายของแม่ช่วยได้มาก เอาจริงๆ นะตั้งแต่คืนสองคืนแรกแบ๋นไม่คิดว่าเขาอยู่แล้ว เวลามีข่าวว่าเจอศพที่ไหนขอแค่เจอเศษซากอะไรก็ได้ ทุกวันนี้ก็ยังคิดแบบนั้นสภาพไหนก็ได้ รับได้ทุกอย่าง (น้ำตาไหล) แต่อีกใจก็หวังว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่น่าจะง่าย<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<h4><strong>การได้เจอบางส่วนเสี้ยวของร่างกายมีความหมายอย่างไร</strong></h4>
<p>มันคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราทุกคนมีคนที่รัก ต่อให้เขามีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคนทั้งประเทศหรือทั้งโลกก็ตาม แต่เขายังมีคนในครอบครัว มีใครสักคนที่รักเขา และเป็นคนดีคนสำคัญของคนนั้น ดังนั้นเขาต้องไม่หายไปอย่างไร้ร่องรอย พูดในกรณีทั่วไปนะ ต่อให้ทำอะไรผิด เขาต้องมีสิทธิ์ได้พิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ แล้วในทุกวัฒนธรรม การบอกลาในพิธีศพสำคัญทั้งนั้น มันคือการจบความสัมพันธ์กัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อทำให้แบ๋นเข้าใจคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55453" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต25.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต25-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต25-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>ชีวิตของคุณหลังจากนั้นเป็นอย่างไร</strong></h4>
<p>ช่วงนั้นแม่ต้องไปศาล แล้วได้เจอเอ็นจีโอทั้งไทยและต่างประเทศ คุยว่าปัญหาสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไร จนกระทั่งเกิดเป็น ‘คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ’ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ’ เพื่อสานต่องานของทนายสมชาย แบ๋นเลยได้เข้ามาช่วยงาน เพราะอยากหารายได้ส่งตัวเองเรียนปริญญาเอกด้วย* ตอนนั้นรับงานเป็นผู้ช่วยวิจัยที่สถาบันพัฒนาสังคมและสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรับงานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพเป็นพาร์ตไทม์ ดูแลโปรเจกต์เรื่องคนหายตามคดีของพ่อและทำงานเรื่องคนหายในสามจังหวัดชายแดนใต้ หลังจากนั้นก็มีเรื่องร้องเรียนจากภาคอื่นๆ ของประเทศเข้ามา แบ๋นเลยได้เดินทางไปทุกๆ ที่เพื่อบันทึกข้อมูล<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>การลงพื้นที่ทำให้รู้ว่า ทุกชนชั้นมีความเสี่ยงที่จะถูกอุ้มหายได้ทั้งนั้น แล้วผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้กระทำมีทั้งทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน เราเห็นโครงสร้างทางสังคมที่เอื้อให้การอุ้มหายดำรงอยู่ และไม่ได้เกลียดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปัญหาอยู่ในระดับโครงสร้าง ทนายสมชายไม่ใช่คดีแรก แต่เป็นคดีแรกที่เอาขึ้นมาวางบนโต๊ะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55475" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>คุณเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร สารคดี เมื่อปี 2549 ว่าไม่ได้แค้นใคร ซึ่งตอนนั้นห่างจากความสูญเสียเพียงไม่นาน ไม่มีความรู้สึกอยากแก้แค้นบ้างเหรอ</strong></h4>
<p>แบ๋นเป็นมุสลิมที่เชื่อว่าวันหนึ่งความยุติธรรมจะเกิดขึ้น ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกหน้า พระเจ้าจะเป็นคนให้ความยุติธรรมเอง ขณะเดียวกันแบ๋นเรียนรัฐศาสตร์มา สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน มองเห็นว่าปัญหามันลึกกว่านั้น สิ่งที่เหยื่อในสังคมไทยมักพูด แต่คนในสังคมไม่นำมา take it serious คือขอเป็นคนสุดท้ายได้ไหม การแก้แค้นใครสักคนไม่ทำให้การอุ้มหายคนนั้นเป็นคนสุดท้ายแต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างสังคมให้ตระหนักเรื่องความเท่าเทียมกัน และไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ</p>
<p>ตอนขึ้นศาลก็เจอผู้ต้องสงสัยและพอจะรู้ว่าเป็นใคร ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยถูกยกฟ้องไปแล้ว หลายคนเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ลูกก็ต้องเปลี่ยน เขาไม่ได้มีชีวิตสบาย แต่แบ๋นยังนามสกุลนีละไพจิตร แบ๋นไม่ได้แค้นบุคคล แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้กรณีของพ่อเป็นคนสุดท้าย เพราะทุกครั้งที่มีข่าวการอุ้มหาย มันดึงกลับไปวันที่พ่อหายตัวไปเสมอ</p>
<p>กรณีทนายสมชายไม่ใช่คนแรกในไทยและในโลก การบังคับสูญหายมีมานานแล้ว จนเกิดมาตรฐานร่วมกันคืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ซึ่งประเทศไทยสมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ได้ลงนามในอนุสัญญาแล้ว เราได้ส่งคดีของคุณสมชายและอีกหลายคดีไปที่คณะทำงาน ถ้าในอนาคตมีหลักฐานอะไรเพิ่มเติม ความจริงปรากฏคดีจะเริ่มนับหนึ่งอีกครั้ง และจากการที่พวกเรารณรงค์มาโดยตลอด ตอนนี้ DSI ก็บอกว่าคดียังอยู่ในการดูแลของเขา คดีคนหายไม่เหมือนคนตาย ตามอนุสัญญาบอกว่าจะปิดคดีได้ก็ต่อเมื่อสามารถหาคนคนนั้นเจอ คดีจะเริ่มจริงๆ ตอนเจอศพหรือเศษซาก และจะปิดคดีต่อเมื่อหาผู้กระทำความผิดได้ มันไม่มีหมดอายุความ<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-55473" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต12.jpg" alt="" width="699" height="1049" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต12.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต12-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 699px) 100vw, 699px" /></p>
<h4><strong>ถ้าพ่อยังอยู่ คุณว่าบรรยากาศในบ้านจะเป็นอย่างไร</strong></h4>
<p>ถ้าพ่อยังอยู่ แบ๋นอาจไม่ได้เป็นแบบวันนี้ ด้วยความที่พ่อไม่อยากให้ลูกสาวลำบาก แบ๋นอาจเป็นเด็กในครอบครัวชนชั้นกลางที่คิดว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้ อาจมองคนยากจนแล้วให้ความช่วยเหลือแบบอุปถัมภ์ และอาจเป็นครูในโรงเรียนหรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัย เมื่อก่อนแบ๋นเคยอยากเป็นครูในชนบท เพราะดูสารคดีและอ่านหนังสือแล้วอยากไปยื่นความช่วยเหลือให้คนยากจน ถ้าพ่อยังอยู่ คงไม่มีทางไปถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนแบบทุกวันนี้ พ่อมีอุดมการณ์นะ แต่เขาไม่อยากให้ลูกต้องลำบาก ไม่จำเป็นต้องมาสืบทอดอุดมการณ์อะไร<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<h4><strong>ถ้าพ่อยังอยู่ เขาจะรู้สึกอย่างไรกับการงานของคุณ</strong></h4>
<p>ก็คงธรรมดา (หัวเราะ) พ่ออยากให้ลูกเป็นคนธรรมดา ซึ่งมีองค์ประกอบคือ อยู่ในกรอบศาสนา ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ดูแลตัวเองได้ จบ เขาไม่อยากให้เรามีชีวิตลำบากด้วยซ้ำ เมื่อก่อนแบ๋นไม่คลุมผมนะ เพิ่งมาคลุมตอนเรียนจบปริญญาตรี หลังจากพ่อหายตัวไป แบ๋นมานึกดูว่าเขาอยากให้ทำอะไร อัตลักษณ์อย่างหนึ่งคือมุสลิม พ่อเคยพูดว่า “ตอนคลุมผมแบ๋นสวยนะ” เราเลยตัดสินใจคลุมผม</p>
<h4><strong>ความเป็นพ่อที่อยู่ในตัวคุณคืออะไร</strong></h4>
<p>สิ่งที่ประทับใจมากในตัวพ่อคือ เขาไม่แสดงว่าตัวเองเป็นคนดีทุกด้าน เราจะเก็บพลังงานแบบนั้นไว้ เราเป็นคนง่ายๆ ไม่ถือตัว เป็นธรรมชาติ ตรงไปตรงมา และมีอุดมการณ์ ศาสนาอิสลามไม่จำเป็นต้องเข้ากับทุกอย่างได้ แบ๋นชอบประชาธิปไตย ชอบสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับศาสนาอิสลามทั้งหมด แต่เราอยากมีอัตลักษณ์หลายอย่าง มีความเชื่อ มีอุดมการณ์ของตัวเอง<span class="Apple-converted-space">&nbsp;</span></p>
<p>พ่อเป็น Wisdom of my life เราอยากเจอพ่อในวันนี้ ถ้าเขายังอยู่ เราคงไม่มีความสัมพันธ์แบบราบรื่น เราจะเถียงกัน แบ๋นอยากเถียงเรื่องการเมืองกับพ่อ อยากทะเลาะกับเขา อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะเป็นเหลืองหรือแดง (หัวเราะ) เราคิดถึงคนที่มาทะเลาะ พ่อเป็นคนให้กำลังใจแบ๋นได้ดีที่สุด เป็นเพื่อนคุยที่ดีที่สุด ไม่มีใครมาแทนเขาได้ พ่อคือปรีชาญาณ พอไม่มีแล้วข้างในมันแหว่งไป ซึ่งไม่มีใครมาทำให้เราเต็มได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-55480" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/ประทับจิต19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/pratabjit-neelapaijit/">ความประทับใจของ &#8216;ประทับจิต นีละไพจิตร&#8217; ต่อทนายสมชาย พ่อผู้อุทิศตนเพื่อความเชื่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
