<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ploypuyik</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/ploypuyik/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 01 Mar 2021 17:51:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ภาวะ infodemic : เมื่อโรคระบาดแพร่กระจายไปพร้อมข้อมูลปลอม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/infodemic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2020 07:58:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[Infodemic]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสโคโรนา]]></category>
		<category><![CDATA[อุบัติภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวลือ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[Information]]></category>
		<category><![CDATA[fake news]]></category>
		<category><![CDATA[Pandemic]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวปลอม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=91839</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเกิดโรคร้าย เราจมไปในคลื่นแห่งข้อมูลจนสับสนหลงทาง ทำตัวไม่ถูก “เพื่อนที่อยู่ในเมืองจีนบอกว่า&#8230;” “วงในบอกว่า….” “หมอบอกว่า….” “ได้ข่าวมาว่า….” ตั้งแต่ต้นปี 2020 หลังเกิดการอุบัติภัยโรคระบาดของไวรัสโคโรนาหรือไวรัส COVID-19 พอโรคแพร่กระจายตัวจากเพียงถิ่นหนึ่งไปสู่ทั้งโลกอย่างรวดเร็ว หลายคนได้รับข่าวปลอมนับครั้งไม่ถ้วนจากทุกช่องทาง มีข้อมูล ข่าวสาร คำบอกเล่าหลั่งไหลไม่ขาดสายให้เราได้รับทราบ มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นไว ชวนให้หวั่นระวังภัย สิ่งที่ติดตามมากับโรคร้ายคือ ‘ข่าวปลอม’ และ ‘ข่าวลือ’ ระบาดทั่วไปทั้งโลก ทุกแพลตฟอร์ม &#160; infodemic โปรดระวังภัยข้อมูลที่หลั่งไหลไม่ขาดสายแพร่ไปพร้อมกับโรคระบาด เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือโรคร้าย เกิดข่าวสารและคำกล่าวอ้างมากมายทำให้เราตื่นตระหนก การระบาดครั้งนี้ก่อให้เกิดข่าวปลอม (fake news) ขึ้นมากมายจนองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาเตือนให้ระมัดระวังภัยจาก infodemic ที่ตามมาด้วย infodemic (n.) มาจาก information (ข้อมูล) + pandemic (โรคระบาด) ประกอบกัน แปลว่า ภัยพิบัติจากข้อมูลข่าวสารผิดเพี้ยนอันเกิดขึ้นคู่กับภัยโรคระบาดที่กระจายไปทั่ว เป็นภัยที่สามารถส่งต่อได้ง่ายเพียงคลิกแชร์หรือเล่าต่อให้สู่คนรอบตัว&#160;เพราะเมื่อมีข้อมูลหรือข่าวโคมลอยออกมามากเกินไป ข่าวจำนวนมากเป็นเพียงคลื่นรบกวน ข้อมูลจำนวนมากไม่ใช่ ‘ข้อเท็จจริง’ บ้างมีอคติปนผสมอยู่ เป็นเพียงความคิดเห็น บ้างเป็นการโจมตีสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยขาดหลักฐาน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/infodemic/">ภาวะ infodemic : เมื่อโรคระบาดแพร่กระจายไปพร้อมข้อมูลปลอม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดโรคร้าย เราจมไปในคลื่นแห่งข้อมูลจนสับสนหลงทาง ทำตัวไม่ถูก</span></p>
<p><i><span style="font-weight: 400;">“เพื่อนที่อยู่ในเมืองจีนบอกว่า&#8230;”<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">“วงในบอกว่า….”<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">“หมอบอกว่า….”<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">“ได้ข่าวมาว่า….”</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ต้นปี 2020 หลังเกิดการอุบัติภัยโรคระบาดของไวรัสโคโรนาหรือไวรัส COVID-19 พอโรคแพร่กระจายตัวจากเพียงถิ่นหนึ่งไปสู่ทั้งโลกอย่างรวดเร็ว หลายคนได้รับข่าวปลอมนับครั้งไม่ถ้วนจากทุกช่องทาง มีข้อมูล ข่าวสาร คำบอกเล่าหลั่งไหลไม่ขาดสายให้เราได้รับทราบ มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นไว ชวนให้หวั่นระวังภัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ติดตามมากับโรคร้ายคือ ‘ข่าวปลอม’ และ ‘ข่าวลือ’ ระบาดทั่วไปทั้งโลก ทุกแพลตฟอร์ม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>infodemic โปรดระวังภัยข้อมูลที่หลั่งไหลไม่ขาดสายแพร่ไปพร้อมกับโรคระบาด</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือโรคร้าย เกิดข่าวสารและคำกล่าวอ้างมากมายทำให้เราตื่นตระหนก การระบาดครั้งนี้ก่อให้เกิดข่าวปลอม (fake news) ขึ้นมากมายจนองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาเตือนให้ระมัดระวังภัยจาก infodemic ที่ตามมาด้วย</span></p>
<p>infodemic (n.) มาจาก information (ข้อมูล) + pandemic (โรคระบาด) ประกอบกัน แปลว่า ภัยพิบัติจากข้อมูลข่าวสารผิดเพี้ยนอันเกิดขึ้นคู่กับภัยโรคระบาดที่กระจายไปทั่ว เป็นภัยที่สามารถส่งต่อได้ง่ายเพียงคลิกแชร์หรือเล่าต่อให้สู่คนรอบตัว&nbsp;<span style="font-weight: 400;">เพราะเมื่อมีข้อมูลหรือข่าวโคมลอยออกมามากเกินไป ข่าวจำนวนมากเป็นเพียงคลื่นรบกวน ข้อมูลจำนวนมากไม่ใช่ ‘ข้อเท็จจริง’ บ้างมีอคติปนผสมอยู่ เป็นเพียงความคิดเห็น บ้างเป็นการโจมตีสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยขาดหลักฐาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีการส่งต่อข้อมูลวิธีการรักษาอันน่าอัศจรรย์จำนวนมากแต่น่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม น้ำมะนาว ปัสสาวะ หรือยาวิเศษอื่นใดที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าช่วยป้องกันโรคหรือช่วยบรรเทาโรคให้หายได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งแพทย์ ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อจนกลายเป็นสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ และความเข้าใจผิดให้กับคนทั่วไปแทนที่จะเข้ารับการรักษาและป้องกันการแพร่กระจายอย่างถูกวิธี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากต้องระวังตัวจากโรคระบาด ในยุคนี้เราต้องระวังตัวให้ปลอดภัยต่อข่าวปลอมและเรื่องเท็จ เพราะเราต่างมีโอกาสที่จะตระหนกตกใจ เผลอส่งต่อข่าวปลอมออกไปสู่เพื่อนฝูงคนรอบตัวด้วยความที่ไม่รู้แต่หวังดี ข่าวลวงเหล่านี้ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการตัดสินใจเพื่อการหาทางออกที่เหมาะสม ทำให้เราทำสิ่งที่ไม่จำเป็น วิตกเกินกว่าเหตุ เกิดความคิดไม่เป็นเหตุเป็นผลบางประการ แต่ละเลยสิ่งที่ควรทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเห็นถึงภัย infodemic ที่เกิดขึ้น WHO ร่วมมือกับ Pinterest แพลตฟอร์มสำหรับแชร์ภาพ ให้ทุกครั้งที่มีคนเสิร์ชหาเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา ระบบจะลิงก์ไปหน้า<a href="https://www.google.com/url?q=https://www.pinterest.ch/worldhealthorganization/2019-ncov-new-coronavirus/&amp;sa=D&amp;ust=1583234927682000&amp;usg=AFQjCNGh2njh4n4zGms62uq6fJnt8gNGTw" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูลรวมภาพถูกต้อง</a>เพื่อช่วยสรุปความเข้าใจผิดหรือ mythbuster เกี่ยวกับโรคระบาดนี้ เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีลดความเสี่ยง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เมื่อไหร่ที่ควรสวมหน้ากาก</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีการล้างมือที่ถูกต้อง</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">ก่อนสวมและถอดหน้ากากควรล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่และน้ำเปล่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">การระวังเรื่องอาหารที่ปลอดภัย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">วิธีการเดินทางให้ปลอดภัย เมื่อไหร่ที่ควรระวัง งดการเดินทาง</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">WHO ยังต้องร่วมมือประสานงานกับบริษัทเทคโนโลยีแพลตฟอร์มต่างๆ ที่คนใช้ในการส่งต่อข่าวสารในชีวิตประจำวัน เช่น Facebook, Twitter, Google, WeChat รวมถึง Tiktok เพื่อนำพาไปสู่ข้อมูลที่ถูกต้องและร่วมกันกำจัดข่าวเท็จหรือข่าวลือให้หายไปจากไทม์ไลน์ของผู้ใช้&nbsp; รวมทั้งแทรกข้อมูลที่ถูกต้องในประสบการณ์การใช้งาน เช่น ทุกครั้งที่คนเสิร์ชกูเกิลจะมีข่าวสารที่ถูกต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลเหล่านี้ที่ผู้คนส่งต่อให้กันในช่วงแรกของโรคก่อนจะระบุได้ชัดเจนเป็นทางการ กลายเป็น archive ให้นักวิจัยได้ใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อศึกษาแพตเทิร์นของข้อมูลเมื่อเกิดการอุบัติของโรคระบาดในอนาคตได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้แพลตฟอร์มอย่าง Weibo และ WeChat ในประเทศจีนกลายเป็นศูนย์รวมความอาลัย รำลึกแด่ผู้ที่จากไปด้วยไวรัสนี้ และเป็นที่รวมข่าวสารการแพร่กระจาย รวบรวมการบริจาค อาสาสมัคร และช่วยเหลือกันในชุมชน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเซนเซอร์ข่าวด้านลบให้หายไปก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี เมื่อเกิดการปิดบังข้อมูล ผู้คนในสังคมเลยต้องส่งต่อข้อมูลกันเอง และ ‘ข้อเท็จจริง’ ก็มีโอกาสปนเปื้อนได้ง่ายมาก การปกปิดความจริงทำให้ผู้คนเสียความมั่นใจและเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล และประเมินสถานการณ์ไม่ถูกว่าควรระวังตัวแค่ไหน ทำให้คนส่วนหนึ่งละเลยไม่เตรียมตัวป้องกันเท่าที่ควร</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ภัยของข้อมูลร้ายๆ กระทบเราทุกคนได้อย่างไร</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่ทรมานใจไม่แพ้โรคร้ายคือการติดตามข่าวด้วยความวิตกกังวลหรือโกรธแค้น บางคนนอนไม่หลับ และเกิดอาการ panic attack กำเริบ และเกิดความเครียดจนดำรงชีวิตอย่างไม่เป็นสุข หรือกระทั่งหักห้ามตัวเองจากชีวิตประจำวันปกติ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความหวาดวิตกในโรคใหม่นี้ เราได้เห็นข่าวคนเชื้อสายเอเชียถูกเหยียดผิวและเชื้อชาติทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตประจำวัน เพียงเพราะพูดภาษาจีน หน้าตาดูเป็นคนเอเชีย โดนถูกเหมารวมว่าเป็นตัวเชื้อโรคที่อันตรายน่ารังเกียจ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเลยก็ตาม เพราะไม่ใช่คนจีนทุกคนที่เป็นพาหะนำโรค หลายคนเป็นพลเมืองประเทศตะวันตก เกิดและโตที่นั่น และไม่เคยเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดหรือได้ปฏิสัมพันธ์กับคนในกลุ่มเสี่ยงด้วยซ้ำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าลืมว่าโรคนี้ไม่ได้ผูกติดกับเชื้อชาติหรือสีผิว เราตัดสินคนจากรูปพรรณสัณฐานอย่างเดียวไม่ได้ ควรตรวจดูประวัติการเดินทางและปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย ใครก็สามารถเป็นพาหะได้ สืบพบว่าชายชาวสหราชอาณาจักรคนหนึ่งที่มาสัมมนาที่สิงคโปร์เป็นต้นตอของผู้ติดเชื้ออีกหลายรายในยุโรปและอังกฤษ โดยที่เขาไม่ได้แสดงอาการป่วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังมีคำศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ที่แพร่โรคต่อให้คนจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ย คือ s</span>uper spreader<span style="font-weight: 400;"> โรคนี้เป็นโรคใหม่ที่ทั้งโลกพยายามเข้าใจ แถมยังติดต่อได้ง่ายมาก หากรู้สึกว่าเสี่ยงก็ควรรีบไปตรวจมากกว่ากลัวการถูกประณามจากสังคม ชาวเกาหลีคนหนึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดเคสใหม่ถึงหลายรายในเกาหลี ทำให้เคสผู้ติดเชื้อในประเทศเกาหลีเพิ่มอย่างรวดเร็ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">COVID-19 เป็นโรคใหม่ที่ทั่วโลกกำลังพยายามเข้าใจและถอดรหัส คนที่ติดเชื้อก็คือคนอย่างเราๆ และอาจไม่แสดงอาการจนสามารถส่งต่อให้คนอื่นได้จำนวนมาก&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภัยอีกอย่างจาก infodemic คือความวิตกของมวลชนที่มีอย่างท่วมท้น ทำให้ผู้ติดเชื้อที่มีอาการเบื้องต้นไม่กล้าออกไปขอความช่วยเหลือจากทางการ ไม่กล้าไปรับการตรวจและการรักษา เพราะกลัวว่าจะถูกสังคมรังเกียจว่าเป็นตัวแพร่โรคร้ายที่อันตราย แต่ยิ่งปล่อยทิ้งไว้ยิ่งมีโอกาสแพร่ต่อให้คนรอบตัวได้มากขึ้นไปอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้ง ‘ชื่อโรค’ มีผลกับทัศนคติของผู้คนที่มีต่อโรค โรคระบาดของไวรัสโคโรนาหรือชื่อเดิมที่ไม่เป็นทางการคือ ‘ไวรัสอู่ฮั่น’ และต่อมาได้รับการตั้งชื่อสากลอย่างเป็นทางการว่า COVID-19 เพราะ WHO เห็นว่าการผูกชื่อโรคไว้กับ ‘สถานที่’ นั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ควรหาชื่อเรียกที่เรียกง่าย ใช้ทั่วไป และไม่ผูกไว้กับเชื้อชาติ สัตว์สปีชีส์ไหน หรือสถานที่แห่งใด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า มนุษย์อย่างเราๆ ย่อมต้องสนใจและตกใจกับข่าวร้ายและโรคภัยเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย ข่าว เหตุการณ์ที่น่ากลัว และตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เราต้องตื่นตัวและระวัง เรายอมตื่นตระหนก ประหวั่นพรั่นพรึง ดีกว่าระวังไม่มากพอจนต้องเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยจากความละเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอข้อมูลข่าวสารที่มีมากทั้งวัน ติดต่อกันหลายวัน แถมยังมีข่าวปลอมเยอะกว่าจริงทำให้คนเริ่มเบื่อหน่ายเลิกสนใจไปเอง เพราะเราแทบไม่แน่ใจว่าอันไหนจริงไม่จริง ทำให้ผู้คนลดความระมัดระวังลงไปจากการป้องกันตัว จนเตรียมตัวและเตรียมใจไม่ถูก และประเมินไม่ได้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงแค่ไหน ใช้ชีวิตแบบไหนดี เรากลัวมากไปหรือน้อยไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูลที่ผิดหรือ misinformation เกิดขึ้นได้ง่ายมากเมื่อมีความกลัวและความตื่นตระหนกเป็นตัวกลางชั้นดี นำไปสู่การซื้อของที่ไม่จำเป็นจากความตื่นตระหนก (panic buying) จนของหมดจากชั้นในร้านสะดวกซื้อ ก่อให้เกิดความลำบากกับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ เกิดการโก่งราคาสินค้า เกิดการแชร์ข้อมูลด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ด้วยความกลัว ความหวังดี ที่ไม่ได้ใช้วิจารณญาณก่อนแชร์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ฮ่องกง</span><span style="font-weight: 400;">มีการจัดการด้านอนามัยที่ดีในที่สาธารณะ เช่น มีพนักงานเดินเช็ดทำความสะอาดเสาจับรถไฟฟ้าทุกรอบ ตามตึกสูงมีแผ่นสติกเกอร์พลาสติกครอบปุ่มลิฟต์ที่เปลี่ยนใหม่ทุกชั่วโมง ทุกครั้งที่เข้าอาคารใหญ่และสนามบินจะมีน้ำยาเจลแอลกอฮอล์จากระบบเซนเซอร์อัตโนมัติ ก๊อกน้ำในห้องน้ำสาธารณะเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติแทบทั้งหมด ทำให้ไม่ต้องสัมผัสโดยไม่จำเป็น ทำให้ล้างมือได้ง่ายและบ่อยกว่าที่ไทยเสียอีก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ความหวาดหวั่นในโรคและความไม่มั่นใจก็ทำให้สายการบินฮ่องกงต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ย่านธุรกิจร้านค้าเงียบเหงาว่างเปล่าผิดหูผิดตา สนามบินโล่ง เที่ยวบินต้องยกเลิก แขกเข้าพักในโรงแรมเหลือเพียงหลักหน่วย เพราะนักท่องเที่ยวหายไปกว่า 99% เป็นตัวเลขที่รุนแรงชัดเจนมาก เชื่อว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคน่าจะได้รับผลกระทบหนักในปีนี้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานการณ์โกลาหลที่ขับเคลื่อนความกลัวและความแพนิกของมวลชนเช่นนี้เปิดโอกาสให้คนที่พร้อมจะแสวงหาผลประโยชน์เพื่อขายบริการและสินค้าบางอย่างในราคาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่จำเป็น หรือใช้สถานการณ์เพื่อสอดแทรก agenda ส่วนตัวลงไปในข้อความแห่งความกลัว ไม่ว่าจะสอดแทรกทัศนคติที่เหยียดเชื้อชาติ เหยียดประเทศ หวังผลทางการเมือง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข่าวสารข้อมูลอันมากมายที่ถาโถมเข้ามาให้เราสับสนอาจแยกเราจากข้อมูลสำคัญอันจำเป็น&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การระวังตัวให้ตัวเองปลอดภัยจากโรคร้าย หรือการระวังไม่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่ส่งต่อข่าวปลอมให้แพร่ระบาดไปยังคนรอบตัวเรา&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภูมิคุ้มกันต่อข่าวเท็จนั้นเราป้องกันได้เลย ณ ตอนนี้ เพียงแค่คิดพิจารณาให้ดีก่อนแชร์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></p>
<p><a href="https://www.cnbc.com/2020/02/11/what-is-a-coronavirus-covid-19-super-spreader-infections-explained.html"><span style="font-weight: 400;">cnbc.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.nytimes.com/2020/02/06/health/coronavirus-misinformation-social-media.html"><span style="font-weight: 400;">nytimes.com</span></a></p>
<p><a href="https://www.pinterest.ch/worldhealthorganization/2019-ncov-new-coronavirus/"><span style="font-weight: 400;">pinterest.ch</span></a></p>
<p><a href="https://www.technologyreview.com/s/615184/the-coronavirus-is-the-first-true-social-media-infodemic/"><span style="font-weight: 400;">technologyreview.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/infodemic/">ภาวะ infodemic : เมื่อโรคระบาดแพร่กระจายไปพร้อมข้อมูลปลอม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม้ชีวิตจะลำบากแต่ปากฉันต้องสวย เมื่อลิปสติกขายดีในช่วงข้าวยากหมากแพง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/lipstick-effect/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 18:46:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Lipstick Effect]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[9/11]]></category>
		<category><![CDATA[evolutionary biology]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[ลิปสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=89710</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทำไมต่อให้เรารู้สึกว่าการเงินไม่คล่องตัว แต่ก็ยังห้ามใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ล่ะ เคยไหมเมื่อมองดูรายรับ-รายจ่ายก็รู้ตัวว่าจะฟุ่มเฟือยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เมื่อเราอาจอยากซื้อเสื้อผ้าราคาหลายพัน กระเป๋าราคาหลายหมื่น จากนั้นเราก็ห้ามใจซื้อของชิ้นใหญ่ๆ มาซื้อลิปสติกราคาหลักร้อย แค่ได้กดซื้อก็รู้สึกสบายใจ ได้ซื้อของใหม่ โล่งใจได้ใช้เงิน แม้เงินจะเหลือน้อยนิดในบัญชีก็ตาม วันนี้ขอแนะนำให้รู้จักคำว่า lipstick effect (n.)&#160;ทฤษฎีแนวคิดที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้บริโภคมีโอกาสจะซื้อของฟุ่มเฟือยลดลงแต่ก็ไม่หยุดซื้อ แทนที่จะซื้อของแพงชิ้นใหญ่ๆ อย่างกระเป๋าแบรนด์เนม ผู้คนจะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นเล็กๆ อย่างลิปสติกแทน ทฤษฎีนี้เชื่อว่าต่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเครื่องสำอางก็ยังจะขายได้อยู่ดี นอกจากตลาดเครื่องสำอาง สินค้าอย่างเบียร์ราคาแพง หรือแก็ดเจ็ตชิ้นเล็กๆ ก็อาจยังขายดีอยู่ ต่อให้เราไม่มีเงินมากพอ เราก็อดไม่ได้ที่จะซื้อของไม่จำเป็นเล็กๆ น้อยๆ แม้ขนาดชิ้นจะเล็กลงไปก็ตาม ของมันต้องมี ต่อให้พี่จะขัดสนข้นแค้น 💋 ในปี 2008 มีบทความใน New York Times กล่าวถึงคำพูดของ Leonard Lauder ผู้บริหารบริษัท Estée Lauder เขาเล่าว่าหลังการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 เศรษฐกิจซบเซาลง แต่บริษัทขายลิปสติกได้ดีขึ้น เขาจึงสรุปว่าการซื้อลิปนั้นเป็นทางออก ของฟุ่มเฟือยเล็กๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lipstick-effect/">แม้ชีวิตจะลำบากแต่ปากฉันต้องสวย เมื่อลิปสติกขายดีในช่วงข้าวยากหมากแพง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมต่อให้เรารู้สึกว่าการเงินไม่คล่องตัว แต่ก็ยังห้ามใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ล่ะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยไหมเมื่อมองดูรายรับ-รายจ่ายก็รู้ตัวว่าจะฟุ่มเฟือยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เมื่อเราอาจอยากซื้อเสื้อผ้าราคาหลายพัน กระเป๋าราคาหลายหมื่น จากนั้นเราก็ห้ามใจซื้อของชิ้นใหญ่ๆ มาซื้อลิปสติกราคาหลักร้อย แค่ได้กดซื้อก็รู้สึกสบายใจ ได้ซื้อของใหม่ โล่งใจได้ใช้เงิน แม้เงินจะเหลือน้อยนิดในบัญชีก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ขอแนะนำให้รู้จักคำว่า l</span><span style="font-weight: 400;">ipstick effect (n.)</span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;ทฤษฎีแนวคิดที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้บริโภคมีโอกาสจะซื้อของฟุ่มเฟือยลดลงแต่ก็ไม่หยุดซื้อ แทนที่จะซื้อของแพงชิ้นใหญ่ๆ อย่างกระเป๋าแบรนด์เนม ผู้คนจะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นเล็กๆ อย่างลิปสติกแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทฤษฎีนี้เชื่อว่าต่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเครื่องสำอางก็ยังจะขายได้อยู่ดี นอกจากตลาดเครื่องสำอาง สินค้าอย่างเบียร์ราคาแพง หรือแก็ดเจ็ตชิ้นเล็กๆ ก็อาจยังขายดีอยู่ ต่อให้เราไม่มีเงินมากพอ เราก็อดไม่ได้ที่จะซื้อของไม่จำเป็นเล็กๆ น้อยๆ แม้ขนาดชิ้นจะเล็กลงไปก็ตาม</span></p>
<h3><strong>ของมันต้องมี ต่อให้พี่จะขัดสนข้นแค้น <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f48b.png" alt="💋" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2008 มีบทความใน New York Times กล่าวถึง</span><span style="font-weight: 400;">คำพูดของ Leonard Lauder ผู้บริหารบริษัท Estée Lauder เขาเล่าว่าหลังการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 เศรษฐกิจซบเซาลง แต่บริษัทขายลิปสติกได้ดีขึ้น เขาจึงสรุปว่าการซื้อลิปนั้นเป็นทางออก ของฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ ช่วยกระตุ้นอารมณ์ผู้ซื้อให้สดชื่นได้จากการจับจ่าย แม้ว่าของจะชิ้นเล็กลงก็ตามที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปีเดียวกันเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง คนจับจ่ายลดลง แต่ L&#8217;Oréal เผยว่ายอดขายเครื่องสำอางเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งชีวิตยากคนเรายิ่งต้องการของเล็กๆ น้อยๆ ของสวยๆ งามๆ มาช่วยเสริมเติมความมั่นใจ ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจขาลง บริษัทเครื่องสำอางจึงต้องเตรียมลิปสติกคอลเลกชั่นใหม่ออกมาให้ทันการณ์เพื่อตอบรับความต้องการในยุคข้าวยากหมากแพง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องสำอางเท่านั้น บทความจาก South China Morning Post ยังนำเสนอว่า สินค้าฟุ่มเฟือยเล็กๆ น้อยๆ อย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์นำเข้า เสื้อผ้ากีฬา ชุดชั้นใน ของใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวันนั้น ยอดขายไม่ตก ยอดขายอึดทนทานในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง แม้ต้องประหยัดแต่ของมันต้องมี พี่ต้องจ่าย ของที่พอซื้อได้ยังยอดขายไม่ตก จึงน่าสนใจว่าไม่ได้แปลว่าทุกอุตสาหกรรมจะซบเซา ยอดขายของสินค้าบางประเภทอาจไม่ตกตามไปด้วย อย่างในประเทศจีนเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้คนอาจใช้เวลาออกกำลังกายมากขึ้น สินค้าอย่างชุดออกกำลังกายอาจขายดีขึ้นมา ธุรกิจไหนหัวใสและตาดีเล็งเห็นโอกาสก็อาจหาผลกำไรและเติบโตได้จากช่วงซบเซาและขาลงของมหภาค</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ประกอบการจึงต้องหาให้เจอว่าเศรษฐกิจไม่ดี มีธุรกิจหรือของอะไรที่จะขายดีเพื่อตอบรับความต้องการบริโภคของคนที่อยากประหยัดแต่ก็อยากใช้เงินจับจ่ายใช้สอย เช่น อาจเกิดการจับจ่ายในประเทศเพิ่มแทนที่จะบินไปต่างประเทศ หรือปรากฏการณ์ staycation ที่เลือกเที่ยวหรูหราในเมืองใกล้เคียงมากขึ้นแทนที่จะไปยุโรป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับทฤษฎีนี้ คำกล่าวอ้างมาสนับสนุนแนวคิดนี้มักมาในรูปแบบของคำบอกเล่าหรือเรื่องเล่าของบางแบรนด์เท่านั้น ไม่อาจเห็นภาพโดยรวมของตลาดว่าลิปสติกทั้งหมดขายดีขึ้นจริงหรือเปล่า ช่วยเสริมความมั่นใจให้ธุรกิจความงาม แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำที่ยังทำกำไรในวันที่เศรษฐกิจซบเซา</span></p>
<h3><strong>ยิ่งไม่มี ยิ่งอยากสวยและอยากหาคู่ครอง <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f48b.png" alt="💋" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2012 มีงานวิจัยจิตวิทยา <em>Boosting Beauty in an Economic Decline: Mating, Spending, and the Lipstick Effect</em> โดย Sarah Hill และคณะ มาช่วยยืนยันปรากฏการณ์นี้ โดยยึดโยงกับมุมมองของ evolutionary biology การซื้อลิปสติกเป็นผลกระทบทางอ้อมของการอยากหาคู่ครองในช่วงที่ขัดสน อนึ่งยิ่งอยู่ในช่วงยากลำบากและขาดแคลน ผู้หญิงยิ่งอยากจะดูสวยงาม น่าดึงดูด เพื่อหาคู่ครอง (mating) ที่รวยเพื่อรักษาความมั่นคงในทรัพยากรไว้ การซื้อลิปสติกจึงการเป็นลงทุนน้อยที่หวังผลมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความผันผวนไม่แน่นอนของทรัพยากรไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ของโลกสมัยใหม่ ในยุคสมัยก่อนก็มีทั้งช่วงอุดมสมบูรณ์และลำบากขาดแคลน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอยิ่งลำบาก ยิ่งยากจน ยิ่งอยากดูรวย ดูสวย ดูแพง เพื่อแสดงความมั่นใจ เพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม กล่าวคือในช่วงลำบากมนุษย์จะลงทุนกับการหาคู่ครองที่ได้ผลไวที่สุด และยอมลงทุนกับเครื่องสำอาง สกินแคร์ ยอมลดน้ำหนักแบบสุดโต่ง เพิ่มโอกาสในการหาคู่ในวันที่ทรัพยากรนั้นหายาก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนไม่เข้าใจความสุขของการซื้อลิปสติกหลายสีมาทาปาก แม้ริมฝีปากนั้นกินพื้นที่ผิวเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับผืนแผ่นผิวหนังทั้งร่างเรา แต่เป็นองค์ประกอบบนใบหน้าที่สำคัญ เพราะเป็นจุดนำสายตาที่สำคัญ แค่เติมปากได้ตรงใจก็อาจแฮปปี้ได้สบายใจ ส่วนใครเลือกสีลิปผิดชีวิตอาจเปลี่ยน เลยทำให้ต่อให้มีลิปสติกกี่แท่งเต็มบ้านก็ยังไม่พอต่อความต้องการ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายคนอาจมองว่าการซื้อลิปสติกปลอบประโลมใจนั้นเป็นการหลอกตัวเองว่าฉันยังฟุ่มเฟือยได้อยู่เพื่อแสดงความมั่นใจในวันที่ลำบาก สำหรับบางคนอาจจะแค่อยากเชียร์อัพตัวเองในวันที่เหนื่อยล้า วันที่รู้สึกจนมาก และด้วยเงินที่พอมี ซื้อลิปสติกสักแท่งคงไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป พอจะช่วยชุบชูใจได้ในวันที่อ่อนล้าหมดแรง</span></p>
<p>แค่ทาลิปสีใหม่บนปาก ยิ้มหวานในกระจก ก็อาจรู้สึกดีขึ้นได้ เพื่อเตรียมตัวสู้กับชีวิตยากๆ ที่เราต้องเผชิญ<strong> <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f48b.png" alt="💋" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></strong></p>
<hr>
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Boosting Beauty in an Economic Decline: Mating,&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">Spending, and the Lipstick Effect<br />
</span><a href="http://personal.tcu.edu/sehill/LipstickEffectMS20March2012.pdf"><span style="font-weight: 400;">personal.tcu.edu</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Hard Times, but Your Lips Look Great<br />
</span><a href="https://www.nytimes.com/2008/05/01/fashion/01SKIN.html"><span style="font-weight: 400;">nytimes.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">How the ‘lipstick effect’ can create a gloss in an economic downturn in Hongkong<br />
</span><a href="https://www.scmp.com/news/hong-kong/economy/article/1930485/how-lipstick-effect-can-create-gloss-economic-downturn-hong"><span style="font-weight: 400;">scmp.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Lipstick, the Recession and Evolutionary Psychology<br />
</span><a href="https://blogs.scientificamerican.com/guest-blog/lipstick-the-recession-and-evolutionary-psychology/"><span style="font-weight: 400;">blogs.scientificamerican.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/lipstick-effect/">แม้ชีวิตจะลำบากแต่ปากฉันต้องสวย เมื่อลิปสติกขายดีในช่วงข้าวยากหมากแพง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่งงจะงงมาก เมื่อปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นน้ำมันงูรักษาทุกโรค</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ai-snake-oil/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Jan 2020 11:30:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ai]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[AI Snake Oil]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันงูปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=86688</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแสวงประโยชน์จากคำฮิตหรือเทคโนโลยีที่มาใหม่นั้นเกิดมาแสนนาน และในยุคนี้ที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นและดูล้ำ ดูแพงไปกว่าคำว่า AI :p AI (artificial intelligence) ได้กลายเป็น hype word หรือคำฮิตแห่งยุคสมัยที่ฟังดูเท่ๆ ล้ำๆ AI แปลงร่างเป็นคำทางการตลาดที่ใช้เพิ่มมูลค่า ใช้เสริมภาพลักษณ์ให้สินค้า บริการ บริษัท ช่วยเสริมความล้ำ ทันสมัย ดูน่าเชื่อถือ โดยดูไม่ได้เข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้ว่าในยุคนี้ทำอะไรได้บ้าง เหมาะกับอะไร และไม่เหมาะกับอะไร ควรใช้แก้ปัญหาอะไร หากไม่รู้ก็อาจตัดสินใจผิดๆ เมื่อได้ยินใครพูดถึง AI แบบเลื่อนลอย เราแอบยิ้มแห้งด้วยความฉงนบ่อยครั้ง ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์จากสวรรค์ที่แก้ไขได้ทุกปัญหาในโลกนี้ หุ่นยนต์รักษาทุกโรค ไม่ต่างจากน้ำมันงูวิเศษรักษาได้ทุกอาการตั้งแต่คัน ปวดเมื่อยทั่วไป ยันรักษามะเร็ง &#160; AI Snake Oil น้ำมันงูตราหุ่นยนต์รักษาทุกโรค&#160; วันนี้เลยอยากแนะนำให้รู้จักคำว่า AI Snake Oil แปลว่า น้ำมันงูปัญญาประดิษฐ์ ปรากฏการณ์นำคำว่า AI ปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างอย่างเลื่อนลอยว่ามีอภินิหารวิเศษเกินจริงแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในน้ำมันงูว่ารักษาได้ทุกโรค Arvind Narayanan คือผู้ริเริ่มคำว่า AI Snake [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-snake-oil/">ไม่งงจะงงมาก เมื่อปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นน้ำมันงูรักษาทุกโรค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 300;">การแสวงประโยชน์จากคำฮิตหรือเทคโนโลยีที่มาใหม่นั้นเกิดมาแสนนาน และในยุคนี้ที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นและดูล้ำ ดูแพงไปกว่าคำว่า AI :p</span></p>
<p>AI (artificial intelligence<span style="font-weight: 400;">) </span><span style="font-weight: 300;">ได้กลายเป็น hype word หรือคำฮิตแห่งยุคสมัยที่ฟังดูเท่ๆ ล้ำๆ AI แปลงร่างเป็นคำทางการตลาดที่ใช้เพิ่มมูลค่า ใช้เสริมภาพลักษณ์ให้สินค้า บริการ บริษัท ช่วยเสริมความล้ำ ทันสมัย ดูน่าเชื่อถือ โดยดูไม่ได้เข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้ว่าในยุคนี้ทำอะไรได้บ้าง เหมาะกับอะไร และไม่เหมาะกับอะไร ควรใช้แก้ปัญหาอะไร หากไม่รู้ก็อาจตัดสินใจผิดๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เมื่อได้ยินใครพูดถึง AI แบบเลื่อนลอย เราแอบยิ้มแห้งด้วยความฉงนบ่อยครั้ง ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์จากสวรรค์ที่แก้ไขได้ทุกปัญหาในโลกนี้ หุ่นยนต์รักษาทุกโรค ไม่ต่างจากน้ำมันงูวิเศษรักษาได้ทุกอาการตั้งแต่คัน ปวดเมื่อยทั่วไป ยันรักษามะเร็ง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>AI Snake Oil น้ำมันงูตราหุ่นยนต์รักษาทุกโรค&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 300;">วันนี้เลยอยากแนะนำให้รู้จักคำว่า</span> AI Snake Oil <span style="font-weight: 300;">แปลว่า </span>น้ำมันงูปัญญาประดิษฐ์ ปรากฏการณ์นำคำว่า AI ปัญญาประดิษฐ์มาแอบอ้างอย่างเลื่อนลอยว่ามีอภินิหารวิเศษเกินจริงแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในน้ำมันงูว่ารักษาได้ทุกโรค</p>
<p>Arvind Narayanan คือ<span style="font-weight: 300;">ผู้ริเริ่มคำว่า AI Snake Oil เขาเป็นอาจารย์ Computer Science จากมหาวิทยาลัย Princeton เชี่ยวชาญด้านจริยศาสตร์ในปัญญาประดิษฐ์&nbsp;</span><span style="font-weight: 300;">เมื่อเราได้ยินคำนี้ก็อยากหยิบมาเล่า ชอบที่เอาน้ำมันงูมาเปรียบเทียบกับปัญญาประดิษฐ์</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ย้อนกลับไป คนสมัยก่อนเคยโดนหลอกขายน้ำมันแร่ทากาย (mineral oil) โดยบอกว่าเป็นน้ำมันงู บรรเทาทุกอาการ รักษาได้ทุกโรค นั่นคือการโอ้อวดสรรพคุณพิสดารวิเศษเกินจริง เวลาผ่านไป เราอาจไม่หลงกลกับน้ำมันงูอีกต่อไป แต่เหล่าพ่อค้าน้ำมันงูก็ยังแสวงหาคำใหม่ๆ มาหากินเพื่อหลอกขายเราได้เรื่อยๆ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ในประวัติศาสตร์ มนุษย์ตื่นตากับความก้าวหน้าที่มาใหม่โดยที่มวลชนทั่วไปยังไม่เข้าใจดีนักเสมอมา หลายเทคโนโลยีรวมทั้งปัญญาประดิษฐ์คือความก้าวหน้าอันน่าตื่นตาและน่าสรรเสริญอย่างแท้จริง แต่หลายบริษัทก็หากินกับความเข้าใจผิดและความเข้าใจยาก นำคำว่า AI มาเติมให้กับอะไรก็ได้ที่เขาอยากขาย อยากเพิ่มราคา แม้สิ่งนั้นจะทำงานไม่ได้จริงตามที่สัญญา และอาจส่งผลเสียมากกว่าดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>How to ไม่ถูกหลอกจากคำว่า &#8216;เอไอ&#8217; เพราะหุ่นยนต์ยังห่างไกลจากการทำได้ทุกสิ่ง ทำแทนได้ทุกคน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 300;">Narayanan เห็นปรากฏการณ์ AI Snake Oil บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรม สังคม และความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจริง หลายบริษัทนำ AI มาแอบอ้างอย่างเลื่อนลอยเพื่อขายของ หลอกชาวบ้านตาใสอย่างเราที่ยังไม่เข้าใจกลไกที่ซับซ้อนและข้อจำกัดของเทคโนโลยี</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เขาเลยเขียนสรุปไกด์ไลน์</span> <a href="https://www.cs.princeton.edu/~arvindn/talks/MIT-STS-AI-snakeoil.pdf" target="_blank" rel="noopener"><b>How to recognize AI snake oil</b></a> <span style="font-weight: 300;">คู่มือวิธีการแยกแยะน้ำมันงูตราเอไอกำมะลอ เพื่อช่วยเราประเมินตัวเลือกได้ดีขึ้น แน่นอนว่ามีข้องดเว้นหรือมีสาขาอีกมากที่ไม่ได้หยิบมาพูดถึง สรุปคร่าวๆ ดังนี้</span></p>
<p><b>1. AI ประเภทการรับรู้ ภาพรวมของประเภทนี้คือ ก้าวหน้ารวดเร็ว เป็นที่ยอมรับแพร่หลาย</b> <span style="font-weight: 300;">เนื่องจากทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าคน หากมีข้อมูลมากพอ ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถเรียนรู้แพตเทิร์นได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ และมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงจากความแม่นยำและจริยธรรมการนำไปใช้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 300;"><b>content identification</b><span style="font-weight: 300;"> ระบุตัวตนของคอนเทนต์ การหาชื่อเพลงผ่านเสียง เช่น shazam และการเสิร์ชภาพด้วยภาพ</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><b>medical diagnosis from scans</b><span style="font-weight: 300;"> การวินิจฉัยโรคผ่านภาพสแกน</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><b>speech to text</b><span style="font-weight: 300;"> การแปลงเสียงพูดให้เป็นข้อความ</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><b>face recognition </b><span style="font-weight: 300;">การระบุตัวตนด้วยใบหน้า&nbsp;&nbsp;</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><b>deepfakes </b><span style="font-weight: 300;">การสร้างภาพเคลื่อนไหวบุคคลปลอมขึ้นมา</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>2. AI ประเภทตัดสินใจอัตโนมัติ ห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบแต่กำลังพัฒนา&nbsp;</b><span style="font-weight: 300;">อาจช่วยกรองเบื้องต้น ช่วยลดงานคน และทำงานร่วมกับคนได้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>spam detection</b> <span style="font-weight: 300;">ตรวจจับสแปม</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>detection of copyrighted material </b><span style="font-weight: 300;">ตรวจจับคอนเทนต์ผิดลิขสิทธิ์&nbsp;</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>automated essay grading</b> <span style="font-weight: 300;">ตรวจคะแนนเรียงความอัตโนมัติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>hate speech detection</b> <span style="font-weight: 300;">ตรวจจับ hate speech</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>content recommendation</b> <span style="font-weight: 300;">แนะนำคอนเทนต์</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><b>3. AI ประเภททำนายตัดสินใจซับซ้อน</b> <span style="font-weight: 300;">ควรสงสัยเป็นพิเศษเพราะห่างไกลจากความแม่นยำและมีผลร้ายทางจริยธรรมหากผิดพลาด สิ่งเหล่านี้ยากเพราะเราทำนายอนาคตไม่ได้ และยังเป็นจริงอยู่ ดังนั้นควรระมัดระวังการนำ AI มาใช้เป็นพิเศษ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><b>predicting criminal recidivism</b><span style="font-weight: 400;"> คาดเดาแนวโน้มการเป็นอาชญากรที่จะทำผิดซ้ำๆ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>predicting job performance</b><span style="font-weight: 400;"> ทำนายสมรรถภาพการทำงาน</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>predictive policing </b><span style="font-weight: 300;">การออกตรวจพื้นที่โดยคาดการณ์ล่วงหน้า</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>predicting terrorist risk </b><span style="font-weight: 300;">ทำนายความเสี่ยงเป็นผู้ก่อการร้าย</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><b>predicting at-risk kids </b><span style="font-weight: 300;">ทำนายเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 300;">จะเห็นได้ว่าจุดอ่อนของปัญญาประดิษฐ์คือความแม่นยำ รวมทั้งผลเสีย ความไม่ยุติธรรม ความเสี่ยงที่ตามมาจากความไม่แม่นยำ และผลร้ายในเชิงจริยธรรม เช่น การตัดสินอาชญากร หรือการคาดเดาผู้ก่อการร้าย และทำนายความสามารถในการทำงานในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">AI นั้นเหมาะและทำได้ดีแค่ในบางหน้าที่เท่านั้น แต่คาดเดาผลลัพธ์ทางสังคมและชีวิตมนุษย์ที่ซับซ้อนยังไม่ได้ เราต้องขัดขืนต่อคนที่อยากขายของและปิดบังความจริงนี้ ทำให้เราตื่นตาเกิดเหตุจากความไม่รู้ เพราะในหลายๆ ครั้ง การให้คะแนนด้วยคนอาจถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส และอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">นอกจากนี้หลายคนยังสับสนระหว่าง</span>การทำงานอัตโนมัติ (Automation)<span style="font-weight: 300;"> กับ</span>ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) <span style="font-weight: 300;">การทำอัตโนมัติ มักเป็น task ที่ไม่ซับซ้อน ดีกับการจัดการทั่วไป ช่วยให้งานง่ายๆ ซ้ำๆ สบายขึ้น แต่ AI นั้นใช้กับงานขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจซับซ้อนกว่า AI ไม่ได้ขึ้นกับกฎที่คนเขียนให้ แต่เรียนรู้จากข้อมูลที่เราบรรจุให้ระบบเรียนรู้ ซึ่งเลียนแบบการเรียนรู้ของสมองของมนุษย์</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ยิ่งเอไอที่ไม่เวิร์กและส่งผลกระทบกับเราได้ทุกเมื่อ เรายิ่งต้องช่างใจให้หนัก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 300;">แน่นอนว่าหากเราไม่ได้ทำงานสายเทคโนโลยี ไม่ได้คิดจะทำงานด้านหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์ อ่านหรือเขียนโค้ดไม่เป็นสักบรรทัด เราไม่ต้องเข้าใจกลไกการทำงาน AI โดยละเอียด แต่ควรมีความรู้พื้นฐานมากพอเพื่อแยกแยะว่า AI ที่มีคนขายให้เรานั้นน่าเชื่อไหม</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์คัดกรองเคนดิเดตผู้สมัครงาน ซึ่งแอบอ้างว่าเป็นระบบ&nbsp;AI ที่สามารถประเมินผู้สมัครได้ว่าเหมาะสมไหมผ่านวิดีโอสั้นๆ ความยาว 30 วินาที แถมบอกนิสัยใจคอได้ละเอียดหากใช้คอมมอนเซนส์คนทั่วไป มองดูก็รู้ว่าเหลือเชื่อเกินไป เป็นไปไม่ได้ที่เราจะบอกนิสัยใครได้ละเอียดผ่านภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ ผู้เชี่ยวชาญ AI ก็เห็นด้วยว่าทำไม่ได้จริง เลขคะแนนที่ออกมาเลยเป็นแค่เลขสุ่มหลอกๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">หากเชื่อมั่นในพลังความฉลาดไร้ของปัญญาประดิษฐ์มากไปโดยไร้ความเข้าใจ เราอาจกลายเป็นคนที่โดนหลอกได้ง่าย ยิ่งฟังพรีเซนต์เทชั่นและคำใหญ่ๆ จากคนที่ดูทันสมัยเชี่ยวชาญกว่าเรา เราและผู้วางแผนนโยบาย ผู้จัดการฝั่ง HR อาจโดนต้มตุ๋นได้ง่ายๆ และพึ่งพาให้หุ่นยนต์ตัดสินใจแทนในสิ่งที่ยังทำไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เรื่องน่าเศร้าคือ บริษัทเหล่านี้สามารถหลอกเงินนักลงทุนได้มากมาย กอบโกยจากเทคโนโลยีที่มาแรง ระบบที่ผู้สมัครงานถูกคัดกรองโดยระบบ AI หลอกๆ ไม่แม่นยำ ก่อปัญหากับทุกคน ทั้งกับผู้สมัครงานที่ต้องเสี่ยงโชคกับระบบที่ไม่เที่ยง นักลงทุนที่เทเงินให้กับเทคโนโลยีที่เป็นไปไม่ได้ และบริษัทที่ซื้อบริการระบบราคาแพงเหล่านี้ไปใช้โดยไม่เข้าใจ ได้พนักงานที่โดนระบบสุ่มมา เสียเงินซื้อบริการที่ไม่เวิร์กโดยใช่เหตุ และที่สำคัญ ส่งผลเสียกับวงการปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกเข้าใจผิด ถูกคาดหวังผิดๆ เป็นอุปสรรคกับความก้าวหน้าที่แท้จริง</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">มีคำแนะนำการสมัครงานสมัยใหม่ บางคนบอกให้แอบซ่อนคำว่า Oxford หรือ Cambridge มหาวิทยาลัยชั้นนำ ด้วยเทกซ์สีขาวในเรซูเม่และ CV เพื่อให้ผ่านการระบบคัดกรองใบสมัครงานอัตโนมัติ ฟังดูเป็นโลกดิสโทเปียเหลือเกิน หากเราต้องทำสิ่งที่ไม่มีความหมายเพื่อให้เอาใจหุ่นยนต์ให้พึงพอใจและให้เราผ่าน หากเราต้องแข่งขันกันผ่านเกณฑ์ที่ไม่เที่ยงแท้แม่นยำที่ถูกไว้ใจเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ยิ่ง AI เริ่มจะเข้ามามีบทบาทกับสังคมแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะเราประชาชน อาจถูกตัดสินผิดๆ ถูกทำนายผิดๆ หรือถูกจับผิดจาก AI โดยไม่รู้ตัวก็ได้ แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่เราต้องระวังช่วยกันสอดส่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เราต่างรู้สึกหวั่นกลัว รู้สึกสะเทือนที่จะถูกตัดสิน รู้สึกเหมือนจะถูกแทนที่ด้วย&nbsp;AI ได้ทุกเมื่อ ยุคของปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังมา มีความก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หุ่นยนต์กำลังมาแทนที่อะไรหลายๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงชีวิต การเรียน ตลาดและแรงงาน แต่แนวคิดจำนวนมากยังใช้ไม่ได้จริง ยังมีความไม่รู้ มีความเข้าใจผิดๆ และมีผลกระทบตามมาที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจกันต่อไปอีกมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">หากเชื่อในพลังของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก เราต้องเข้าใจเสียก่อน และหากยิ่งไม่เชื่อ ไม่ไว้ใจ ยิ่งต้องเข้าใจเพื่อไม่ให้โดนหลอก ครั้งต่อไปหากมีใครเอาคำว่า AI มาขาย ตั้งใจให้เราตื่นตา ตื่นใจ ตื่นเต้น เราอาจต้องเอะใจ หรี่ตาสักสามวินาที สงสัยว่าสิ่งที่เขาเสนอนั้นทำได้จริงมากแค่ไหน</span></p>
<p>อย่าให้คนในอนาคตมองกลับมาแล้วเขาต้องหัวเราะให้กับความศรัทธางมงายเกินจริง เพราะน้ำมันงูตรา AI ยังรักษาไม่ได้ทุกโรค ยังไม่ฉลาดวิเศษมหัศจรรย์ไร้ข้อจำกัดอย่างที่เราหวัง :p</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.information-age.com/ai-snake-oil-123481418/"><span style="font-weight: 300;">AI: the snake oil of the 21st century</span></a></p>
<p><a href="https://www.cs.princeton.edu/~arvindn/talks/MIT-STS-AI-snakeoil.pdf"><span style="font-weight: 300;">How to recognize AI snake oil [pdf]</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ai-snake-oil/">ไม่งงจะงงมาก เมื่อปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นน้ำมันงูรักษาทุกโรค</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันวานที่เพิ่งสร้างใหม่ ‘newstalgia’ ปรากฏการณ์สร้างอดีตขึ้นใหม่ให้เราตายใจว่ามันเก่า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/newstalgia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Dec 2019 13:19:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ความฉาบฉวย]]></category>
		<category><![CDATA[fauxstalgia]]></category>
		<category><![CDATA[protonostalgiam]]></category>
		<category><![CDATA[pseudo nostalgia]]></category>
		<category><![CDATA[The Economist]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[storytelling]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[Newstalgia]]></category>
		<category><![CDATA[nostalgia]]></category>
		<category><![CDATA[fast fashion]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=82871</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยุคนี้หันไปทางไหนก็มีแต่การตลาดที่พาเราย้อนกลับไปอดีตอันสวยงาม nostalgia หรือการโหยหาอดีตนั้นมีพลังงานอบอุ่น ความรู้สึกแสนดีที่คุ้นเคย ให้เราหลงรักอีกครั้งได้ซํ้าแล้วซ้ำเล่า พวกเราเลยได้เห็นของผลิตใหม่ที่อยากดูเก่า ดูเรโทร เราโหยหาอดีตอันอบอุ่นสวยงาม เพราะความคุ้นเคยทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและไว้ใจ แต่หลายๆ ครั้งข้อความทางการตลาดนั้นถูกออกแบบมาสื่อสารให้เราเชื่อใจ เพื่อที่เราจะได้ลองสินค้าและบริการของเขา เพื่อพาเราย้อนกลับไปในวันวานที่แสนดีและงดงาม มีเรื่องราว มีประวัติ มีรากเหง้าให้เราเชื่อมต่อ แม้มันอาจไม่จริงมากนัก &#160; newstalgia ปรากฏการณ์สังเคราะห์อดีตขึ้นใหม่ให้โดนใจ น่าหลงใหล น่าจดจำ&#160; วันนี้เลยขอแนะนำให้รู้จักคำว่า ‘newstalgia’ แปลว่า ‘อดีตวันวานที่เพิ่งสร้างใหม่’ หรือเมื่อธุรกิจหรือแบรนด์ได้หยิบเอาเศษเสี้ยว กลิ่นอาย ส่วนประกอบจากอดีต มาปรุงมาป้ายเพื่อกระตุ้นความรู้สึกอบอุ่นของการโหยหาอดีตหรือ nostalgia บรรจุใส่ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา คำนี้ยังไม่ใช่คำศัพท์ทางการในพจนานุกรม แต่เริ่มมีคนพูดถึงบ่อยครั้งตามเทรนด์รักการย้อนอดีต ล่าสุดได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงในนิตยสาร 1843 ของ The Economist ในเดือนพฤศจิกายน 2019 นี่เอง&#160; คำว่า nostalgia ที่เรารู้จักกันว่าเป็นอาการโหยหาอดีตอันหอมหวานชวนฝัน เดิมทีเคยแปลว่า&#160;อาการโหยหาคิดถึงบ้านจนป่วยไข้ (the state of being homesick) นอกจากนี้ยังถูกจัดเป็นโรคและสาเหตุการตายจริงๆ แต่ปัจจุบันยากมากๆ ที่คนจะตรอมใจตายเพราะคิดถึงบ้าน ความห่วงหาอาวรณ์ถูกบรรเทาโดยเทคโนโลยีการสื่อสารที่แพร่หลายและราคาถูกลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/newstalgia/">วันวานที่เพิ่งสร้างใหม่ ‘newstalgia’ ปรากฏการณ์สร้างอดีตขึ้นใหม่ให้เราตายใจว่ามันเก่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ยุคนี้หันไปทางไหนก็มีแต่การตลาดที่พาเราย้อนกลับไปอดีตอันสวยงาม nostalgia หรือการโหยหาอดีตนั้นมีพลังงานอบอุ่น ความรู้สึกแสนดีที่คุ้นเคย ให้เราหลงรักอีกครั้งได้ซํ้าแล้วซ้ำเล่า</p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเราเลยได้เห็นของผลิตใหม่ที่อยากดูเก่า ดูเรโทร เราโหยหาอดีตอันอบอุ่นสวยงาม เพราะความคุ้นเคยทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและไว้ใจ แต่หลายๆ ครั้งข้อความทางการตลาดนั้นถูกออกแบบมาสื่อสารให้เราเชื่อใจ เพื่อที่เราจะได้ลองสินค้าและบริการของเขา เพื่อพาเราย้อนกลับไปในวันวานที่แสนดีและงดงาม มีเรื่องราว มีประวัติ มีรากเหง้าให้เราเชื่อมต่อ แม้มันอาจไม่จริงมากนัก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>newstalgia ปรากฏการณ์สังเคราะห์อดีตขึ้นใหม่ให้โดนใจ น่าหลงใหล น่าจดจำ&nbsp;</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้เลยขอแนะนำให้รู้จักคำว่า ‘newstalgia’ แปลว่า ‘อดีตวันวานที่เพิ่งสร้างใหม่’ หรือเมื่อธุรกิจหรือแบรนด์ได้หยิบเอาเศษเสี้ยว กลิ่นอาย ส่วนประกอบจากอดีต มาปรุงมาป้ายเพื่อกระตุ้นความรู้สึกอบอุ่นของการโหยหาอดีตหรือ nostalgia บรรจุใส่ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำนี้ยังไม่ใช่คำศัพท์ทางการในพจนานุกรม แต่เริ่มมีคนพูดถึงบ่อยครั้งตามเทรนด์รักการย้อนอดีต ล่าสุดได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงในนิตยสาร <a href="https://www.1843magazine.com/design/brand-illusions/why-a-gin-maker-invented-its-own-history" target="_blank" rel="noopener"><em>1843</em></a> ของ <em>The Economist</em> ในเดือนพฤศจิกายน 2019 นี่เอง&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า nostalgia ที่เรารู้จักกันว่าเป็นอาการโหยหาอดีตอันหอมหวานชวนฝัน เดิมทีเคยแปลว่า&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">อาการโหยหาคิดถึงบ้านจนป่วยไข้ (the state of being homesick) </span><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ยังถูกจัดเป็นโรคและสาเหตุการตายจริงๆ แต่ปัจจุบันยากมากๆ ที่คนจะตรอมใจตายเพราะคิดถึงบ้าน ความห่วงหาอาวรณ์ถูกบรรเทาโดยเทคโนโลยีการสื่อสารที่แพร่หลายและราคาถูกลง ไม่ว่าอยู่หนใดในโลกก็ติดต่อถึงกันได้ เห็นหน้า ได้ยินเสียง จากเดิมต้องรอจดหมายหรือโทรเลข ค่าเดินทางข้ามแดนก็ราคาถูกลงมาก การลาจากบ้าน การย้ายถิ่นที่อยู่ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อ เศร้าหมอง ล้มป่วย และไม่ได้หมายถึงสูญหายจากกันตลอดกาลเหมือนก่อน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากคำว่า n</span>ewstalgia<span style="font-weight: 400;"> ยังมีคำว่า</span>&nbsp;fauxstalgia<span style="font-weight: 400;">, p</span>rotonostalgia&nbsp;<span style="font-weight: 400;">หรือ</span>&nbsp;pseudo nostalgia&nbsp;<span style="font-weight: 400;">ซึ่งแปลว่า ‘การโหยหาอดีตเทียม’ หรือการโหยหาวันวานที่ไม่เคยได้ผ่านมาในชีวิต เมื่อคนได้มโนฝันถึงอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง บางครั้งฝันเลยไปถึงโลกในยุคที่เขายังไม่เกิดและเชื่อว่าดีกว่า จริงกว่า น่าไว้ใจกว่า ทั้งที่เขาทำได้เพียงรับรู้มันผ่านภาพ หนัง เพลง หรือคำบอกเล่าของคนอื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ต้องอธิบายต่อว่า newstalgia นั้นต่างจาก fauxtalgia โดย newstalgia หมายถึงการตั้งใจสร้างของใหม่ให้รู้สึกว่าเก่า โดยนำภาพและคำจากอดีตวันวานมาประกอบรวมร่างและเคลือบ เพื่อช่วยทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือ แสนดี ช่วยเพิ่มความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างปัจจุบันกับอดีต ทำให้เรารู้สึกถึงคอนเนกชั่นบางอย่าง เกิดความไว้ใจ ให้รู้สึกคุ้นเคยเหมือนเป็นเพื่อนกันมานาน พูดจาภาษาเดียวกัน มีความทรงจำร่วมกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทความใน <em>1843</em> ยกตัวอย่างแบรนด์สุราจินยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งหากดูลุคแอนด์ฟีลที่คลาสสิก ย้อนยุค เคร่งขรึม หรูหรา เราอาจทึกทักว่าเป็นแบรนด์คลาสสิกอยู่มายาวนานเป็นร้อยปี แต่เมื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่มา ค้นพบว่าเพิ่งก่อตั้งแบรนด์ขึ้นในปี 1999 หรือ 20 ปีนี้เอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อโลกและคนเรียกร้องให้แบรนด์มีอดีต มีจิตใจ มีความรู้สึก มีอารมณ์ร่วม หลายๆ แบรนด์ที่ไม่มีอดีตและประวัติศาสตร์ยาวนานต้องไปเสาะหาเรื่องมาเล่าให้ได้เพื่อให้ดูน่าสนใจ เป็นมิตร เมื่อไม่มีจึงต้องปรุงแต่งเอาให้ถูกใจ หลายครั้งก็พาให้เรามโนไปถึงอดีตอันหอมหวานคลาสสิกที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เป็นเพียงภาพลวงตาว่าเก่าย้อนยุคเพื่อตอบรับความพึงพอใจ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>เมื่อเราหยิบยืมของเก่ามาแต่งแค่เปลือกจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อดีของเทรนด์แฟชั่นย้อนยุคคือทำให้คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคเสื้อผ้ามือสอง สะสมและหลงใหลของเก่า ทำให้คนหนุ่มสาวไม่อายที่จะใช้ของเก่า เสื้อผ้ามือสองมีเสน่ห์ พิเศษ มีจำกัด ช่วยเพิ่มความแตกต่าง บางตัวมีที่มาและเรื่องราวประกอบน่าสนใจ ของจากอดีตเกิดคุณค่าขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นสมบัติล้ำค่าบอกตัวตนของคนร่วมสมัย บางชิ้นกลายเป็นของสะสมหายาก ราคาสูง มีเทรนด์ตามล่าไอเทมเหล่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อดีของเทรนด์เสื้อผ้ามือสองนั้นช่วยเพิ่มรอบการใช้งานให้กับของที่ผลิตขึ้นบนโลก ช่วยลดความไว ความเร่งด่วนของกระแสแฟชั่นแบบใช้แล้วทิ้ง รีบสร้าง รีบใส่ ไม่กี่ครั้งก็หมดราคา พอคนพอใจของที่นำกลับมาใช้ก็ไม่ต้องผลิตเพิ่ม การใช้ของเดิมจนคุ้มค่านั้นประหยัดและช่วยลดโลกร้อน ซึ่งดีกับสิ่งแวดล้อม เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง หมดอายุไว และใช้คาร์บอนฟุตปรินต์เป็นอันดับต้นๆ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่เมื่อเทรนด์ของเก่าเข้าสู่คนจำนวนมาก เสื้อผ้ามือสองมีจำนวนจำกัด ไม่พอกับความต้องการของมวลชนก้อนใหญ่ในตลาดที่อยากย้อนยุค แบรนด์เสื้อผ้าก็ร่วมใจกันผลิตออกแบบของใหม่มาให้ดูเหมือนย้อนยุคเพื่อความคูล ทันสมัย กลายเป็นตกหลุมพรางของความเก่า หยิบยืมธีมเรโทรมาใช้ซํ้าๆ วนๆ จนดูเหมือนกันไปหมด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">Dazed Digital เขียนถึงการติดหลุมแห่งอดีต (nostalgia pit) โดย Eve Epstein ได้อธิบายว่า “มันอันตรายหากผู้คนจะบริโภคแต่การโหยหาอดีตและนิยามตนเองจากมัน แต่ความอันตรายแท้จริงคือเมื่อเราเริ่มมองทุกอย่างและสัมผัสทุกสิ่งผ่านเลนส์ของ nostalgia ก่อนที่เวลาจะผ่านไปจริงๆ”&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนในยุคก่อนหน้าเราเติบโตมากับแนวคิดอีกแบบว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเชื่อมโยงกับซับคัลเจอร์ ไม่ว่าจะมาจากยุค 50s, 60s หรือ 70s ล้วนมีรากทางวัฒนธรรม สังคม และประวัติศาสตร์ และเป็นพื้นที่แสดงออกทางสัญลักษณ์และอัตลักษณ์ของคนในซับคัลเจอร์เพื่อบ่งบอกว่าเขาเชื่อในอะไร มีแก่นความคิดยังไง เกิดการสร้างภาษาทางคำและภาพ เกิดสัญลักษณ์เพื่อแสดง statement บางอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคนี้อดีตทุกยุคถูกยำรวมเข้าด้วยกันอย่างผิวเผิน เพราะเราหยิบยืมของยุคเก่ามาใช้จนปนกันมั่วไปหมด ไม่มีความหมายใดเหลือซ่อนไว้เบื้องหลังเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เราสวม ไม่มีสัญลักษณ์หรือข้อความใดนอกจากความพึงพอใจส่วนตัว ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ในการตลาดแห่ง storytelling โลกกระตุ้นให้ธุรกิจหยิบอดีตที่ไม่มีจริงออกมาขาย</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เราต่างจับจ่ายซื้อของผ่านความรู้สึก เราไม่ได้ซื้อแค่สิ่งของแต่ซื้อเรื่องราวและที่มาของสิ่งของ อารมณ์ความรู้สึกจึงเป็นปัจจัยหลักในการจับจ่าย nostalgia เลยเป็นกลยุทธ์การตลาดชั้นเยี่ยมที่จะสร้างความไว้ใจให้กับแบรนด์ เพราะกระตุ้นอารมณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เรา–ผู้ต้องการความคุ้นเคย ปลอดภัย และความสบายใจ ยิ่งคนรุ่นใหม่เกิดมาในยุคที่ชินชากับหน้าจอ เบื่อความทันสมัยและความว่องไวทันใจของเทคโนโลยีทุกสิ่งอย่าง พวกเขาย่อมตื่นตาและโหยหาความเนิบช้า ความคลาสสิก สัมผัสที่รู้สึกดีของสิ่งของจากวันวานที่พวกเขามาไม่ทัน ของที่ดูเก่านั้นเย้ายวน เซ็กซี่ มีราก มีเรื่องเล่า เพื่อให้เรารับเข้ามาในชีวิต เพื่อเสพเรื่องราวที่นอกเหนือไปจากสิ่งของและวัสดุที่จับต้องได้ เราจะยอมรับมันได้ไหมหากเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นมาตอบรับรสนิยมของเราที่ชอบและหลงใหลของเก่ามีเรื่องราว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราทุกคนต่างประกอบร่างเป็นตัวตนขึ้นมาจากตัวตนของคนอื่น จากเรื่องเล่าและอดีตที่เกิดก่อนเรา เราสร้างตัวตน ยืมความหมายและความทรงจำจากผู้อื่นทั้งนั้น เด็กหนุ่มเด็กสาวไม่ผิดอะไรที่เกิดไม่ทัน แต่อยากจะสัมผัสและใช้ของที่ดูเก่าก่อนชีวิตที่เขามี อยากดูเหมือนคนในภาพถ่ายหรือหนังย้อนยุคคลาสสิกสวยงาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคร่วมสมัยการหยิบยืมอดีตมาตีความใหม่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและเกิดมานานแล้ว เพื่อความงาม เพื่อความรู้สึก หรือเพื่อความคุ้นเคยอันอบอุ่น และใครจะหยิบแรงบันดาลใจและสิ่งไหนมาตัดแปะประกอบเรื่องราวก็ได้ทั้งสิ้น เราอาจหยิบเอาประวัติศาสตร์ กลิ่นอาย หรือ element จากยุคไหนมาใช้เพื่อตอบรับฟังก์ชั่นบางอย่าง สร้างความสบายใจ สร้างความจูงใจ จรรโลงสายตา ตอบรับความปรารถนาบางอย่าง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนตื่นใจกับอดีตที่หอมหวานจากโฆษณาและการตลาด วันหน้าอาจจะลองเอะใจเล็กๆ ลองสงสัยว่าสิ่งที่เขาเล่าถึงนั้นมีรากที่มายังไง หรือเพียงหยิบยืมภาพและเปลือกอย่างฉาบฉวยมาเพื่อให้โดนใจวัยรุ่น กระตุ้นยอดไลก์หรือยอดขาย เพียงประกอบร่างจากวิญญาณวันวานแค่ให้รู้สึกคุ้นเคยและเชื่อใจรึเปล่า แล้วเราต้องแคร์ไหมกับอดีตที่เพิ่งสังเคราะห์ขึ้น</span></p>
<p>ครั้งหน้าที่มีใครขายความทรงจำวันวานหอมหวานให้กับเรา ลองสงสัยและชั่งใจ เพราะเขาอาจสร้างมันขึ้นมาหลอกให้เราตายใจและอ่อนไหวอย่างร้ายกาจ</p>
<hr>
<p><strong><em>อ้างอิง</em></strong></p>
<p><span style="font-weight: 200;">Beyond Nostalgia: How Brands Can Leverage the Powers of &#8216;Fauxstalgia&#8217; and &#8216;Newstalgia&#8217;<br />
</span><a href="https://www.entrepreneur.com/article/326174"><span style="font-weight: 200;">entrepreneur.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 200;">Newstalgia: New Word Suggestion<br />
</span><a href="https://www.collinsdictionary.com/submission/21784/newstalgia"><span style="font-weight: 200;">collinsdictionary.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 200;">The Nostalgia effect<br />
</span><a href="https://www.dazeddigital.com/artsandculture/article/19566/1/the-nostalgia-effect"><span style="font-weight: 200;">dazeddigital.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 200;">Urban Dictionary<br />
</span><a href="https://www.urbandictionary.com/define.php?term=protonostalgia"><span style="font-weight: 200;">urbandictionary.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 200;">Vinyl Is Poised to Outsell CDs For the First Time Since 1986<br />
</span><a href="https://www.rollingstone.com/music/music-news/vinyl-cds-revenue-growth-riaa-880959/"><span style="font-weight: 200;">rollingstone.com</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 200;">Why a gin maker invented its own history<br />
</span><a href="https://www.1843magazine.com/design/brand-illusions/why-a-gin-maker-invented-its-own-history"><span style="font-weight: 200;">1843magazine.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/newstalgia/">วันวานที่เพิ่งสร้างใหม่ ‘newstalgia’ ปรากฏการณ์สร้างอดีตขึ้นใหม่ให้เราตายใจว่ามันเก่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เชนไดร้ท์ไลก์กะไบกอน&#8217; ไม่ใช่แค่คนไทยที่ฟังเพลงฝรั่งแล้วเพี้ยนผิดไปไกลจากเนื้อเพลงต้นฉบับ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mondegreen/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Nov 2019 10:30:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[The Bonny Earl of Moray]]></category>
		<category><![CDATA[ร้องเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[Mondegreen]]></category>
		<category><![CDATA[ร้องเพี้ยน]]></category>
		<category><![CDATA[Ken Lee]]></category>
		<category><![CDATA[เคน ลี]]></category>
		<category><![CDATA[Mariah Carey]]></category>
		<category><![CDATA[Without You]]></category>
		<category><![CDATA[Sylvia Wright]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=79354</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปปี 2008 ในรอบออดิชั่นรายการประกวดร้องเพลง Music Idol มีสาวชาวบัลแกเรียนผู้ประกวดคนหนึ่งแนะนำตัวเองว่าเธอชื่อ Valentina Hasan เธอบอกกรรมการอย่างมั่นใจว่า วันนี้เธอจะมาร้องเพลง &#8216;Ken Lee&#8217; ของ Mariah Carey ซึ่งกรรมการทั้งหลายหน้าเหวอเพราะไม่เคยได้ยินชื่อเพลงนี้ของมารายห์ แครีย์ มาก่อนเลย ทำหน้างงไปตามๆ กัน อุ๊ย เพลงอะไรนี่ไม่เคยรู้จัก เมื่อเธอเริ่มเปล่งเสียงร้อง ทำนองคุ้นหูก็ดังขึ้นมา สรุปว่าเธอร้องเพลง Without You แต่ด้วยไม่ใช่ภาษาหลัก เธอที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษฟังผิดจาก&#160;&#8216;can’t live without you&#8217; เป็น &#8216;เคน ลี&#160; ทูลิบู ดิบู ดาวชู&#8217;&#160;และอุตส่าห์ไปตั้งชื่อใหม่ให้กับเพลงต้นฉบับเขาด้วยความไม่รู้ &#8216;Ken Leeeeeeeeeeeeee Tulibu dibu dauchuu&#8217; &#8216;I can&#8217;t live. If living is without you.&#8217; เมื่อมีคนนำเทปออดิชั่นนี้ไปลงยูทูบ ยอดวิวก็ถล่มทลาย คนทั่วโลกร่วมกันขำขันเธอที่ร้องเพลงเพี้ยนจนกลายเป็นอีกเพลงเลยทีเดียว Ken [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mondegreen/">&#8216;เชนไดร้ท์ไลก์กะไบกอน&#8217; ไม่ใช่แค่คนไทยที่ฟังเพลงฝรั่งแล้วเพี้ยนผิดไปไกลจากเนื้อเพลงต้นฉบับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปปี 2008 ในรอบออดิชั่นรายการประกวดร้องเพลง <em>Music Idol</em> มีสาวชาวบัลแกเรียนผู้ประกวดคนหนึ่งแนะนำตัวเองว่าเธอชื่อ Valentina Hasan เธอบอกกรรมการอย่างมั่นใจว่า</span> วันนี้เธอจะมาร้องเพลง &#8216;Ken Lee&#8217; ของ Mariah Carey<span style="font-weight: 400;"> ซึ่งกรรมการทั้งหลายหน้าเหวอเพราะไม่เคยได้ยินชื่อเพลงนี้ของมารายห์ แครีย์ มาก่อนเลย ทำหน้างงไปตามๆ กัน อุ๊ย เพลงอะไรนี่ไม่เคยรู้จัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเธอเริ่มเปล่งเสียงร้อง ทำนองคุ้นหูก็ดังขึ้นมา สรุปว่าเธอร้องเพลง <em>Without You</em></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ด้วยไม่ใช่ภาษาหลัก เธอที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษฟังผิดจาก</span>&nbsp;<em>&#8216;can’t live without you&#8217;</em><span style="font-weight: 400;"> เป็น &#8216;</span>เคน ลี&nbsp; ทูลิบู ดิบู ดาวชู&#8217;&nbsp;<span style="font-weight: 400;">และอุตส่าห์ไปตั้งชื่อใหม่ให้กับเพลงต้นฉบับเขาด้วยความไม่รู้</span></p>
<p>&#8216;Ken Leeeeeeeeeeeeee<br />
Tulibu dibu dauchuu&#8217;</p>
<p><em>&#8216;I can&#8217;t live.</em><br />
<em>If living is without you.&#8217;</em></p>
<div id="attachment_79355" style="width: 410px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://knowyourmeme.com/memes/ken-lee" target="_blank" rel="noopener"><img fetchpriority="high" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-79355" class="wp-image-79355 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ken-lee.jpg" alt="" width="400" height="300" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ken-lee.jpg 400w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ken-lee-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></a><p id="caption-attachment-79355" class="wp-caption-text">มีม Ken Lee</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีคนนำเทปออดิชั่นนี้ไปลง<a href="https://youtu.be/yqVVv97pKGk" target="_blank" rel="noopener">ยูทูบ</a> ยอดวิวก็ถล่มทลาย คนทั่วโลกร่วมกันขำขันเธอที่ร้องเพลงเพี้ยนจนกลายเป็นอีกเพลงเลยทีเดียว Ken Lee จึงกลายเป็นมีมอินเทอร์เน็ตชั้นดีขึ้นหิ้งคลาสสิก มีคนแซวว่าดีกว่าเวอร์ชั่นออริจินอล และมารายห์ควรร้องคัฟเวอร์อีกทีหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมีสื่อไปสัมภาษณ์ย้อนหลัง ฮาเซนก็อธิบายว่าเธอไม่ถนัดภาษาอังกฤษ นักร้องต้นแบบมารายห์ แครีย์ ก็เคยโพสต์ถึงมีมเพลง Ken Lee ด้วยความเอ็นดู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆ คนเราฟังเพลงเพี้ยนและผิดกันตลอดเวลามานานแล้ว ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ เพลงไทยเองก็มีคนไทยฟังผิด จากเนื้อเพลงต้นฉบับกลายเป็นคำใหม่ ความหมายใหม่ไปเฉย เช่น มีคนไทยฟังเพลง Rihanna เนื้อที่ร้องว่า</span>&nbsp;<em>&#8216;shine bright like a diamond&#8217;</em><span style="font-weight: 400;">&nbsp;กลายเป็น </span>&#8216;เชนไดร้ท์ไลก์กะไบกอน&#8217;<span style="font-weight: 400;"> หรือกับเพลงไทยก็มีคนไทยฟังเนื้อเพลง <em>&#8216;ใ</em></span><em>ส่โอ่งหินฝังดินเอาไว้&#8217;</em><span style="font-weight: 400;">&nbsp;กลายเป็น &#8216;ใส่อมยิ้มฝังดินเอาไว้&#8217; ผู้เขียนเดาว่า ‘โอ่งหิน’ อาจไม่ได้เป็นสิ่งของที่ผู้ฟังบางกลุ่มคุ้นเคย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระทั่งเพลง </span><em><a href="https://youtu.be/2S24-y0Ij3Y" target="_blank" rel="noopener">Kill This Love</a></em><span style="font-weight: 400;">&nbsp;ของ </span>BLACKPINK<span style="font-weight: 400;">&nbsp;ก็ได้กลายเป็นเพลงชื่อเล่นว่า </span>รปภ.<span style="font-weight: 400;"> เพี้ยนมาจากท่อน <em>&#8216;rum, pum, pum, pum, pum, pum, pum&#8217;</em> เมื่อเพลงถูกนำไปทำเป็นเพลงสามช่าแดนซ์สายย่อ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>mondegreen เราฟังเพี้ยนไปจากเนื้อเพลงกันตั้งแต่ยุค 50s</h3>
<p><span style="font-weight: 400;"><a href="https://adaymagazine.com/author/sychonato/">in other words</a> สัปดาห์นี้เลยขอเสนอคำว่า </span>mondegreen อ่านว่า มอน-เดอะ-กรีน ใช้เรียกคำหรือวลีที่ถูกฟังผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับในเพลงหรือบทกวี</p>
<p>คำว่า mondegree<span style="font-weight: 400;">n ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี 1954 ในเรียงความของนักเขียนนามว่า Sylvia Wright ที่มาเกิดจากเธอจากฟังเพลงบัลลาดสกอต <em>The Bonny Earl of Moray</em> ในสมัยเด็ก โดยฟังเพี้ยนไปจากวลีเดิมว่า &#8216;<em>laid him on the green&#8217;&nbsp;</em>กลายเป็น &#8216;Lady Mondegreen&#8217; ทำให้ความหมายผิดไปมาก</span></p>
<p><a href="https://www.nme.com/blogs/nme-blogs/misheard-song-lyrics-6787"><span style="font-weight: 400;">NME</span></a><span style="font-weight: 400;"> ได้ลิสต์เพลงจำนวนมากที่คนฟังผิดกันบ่อยจนเนื้อหาผิดเพี้ยนไป และหลายเพลงก็เป็นเพลงดังที่เราคุ้นๆ กัน เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><em>&#8216;spare him his life from this monstrosity&#8217;</em> ฟังผิดเป็น &#8216;saving his life from this warm sausage tea&#8217; จากเพลง <em>Bohemian Rhapsody</em> ของวง Queen</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><em>&#8216;papa don’t preach&#8217;</em> ฟังผิดเป็น &#8216;poppadom peach&#8217; จากเพลง <em>Papa Don’t Preach</em> ของ Madonna</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><em>&#8216;lucy in the sky with diamonds&#8217;</em> ฟังผิดเป็น &#8216;blue seal in the sky with diamonds&#8217; จากเพลง <em>Lucy in the Sky with Diamonds</em>&nbsp;ของ The Beatles</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;"><em>&#8216;excuse me, while I kiss the sky&#8217;</em> ฟังผิดเป็น &#8216;excuse me while I kiss this guy&#8217; จากเพลง <em>Purple Haze</em> ของ Jimi Hendrix</span></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<h3>ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์​ mondegreen ขึ้นได้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาษาอังกฤษนั้นเต็มไปด้วย homophone หรือคำพ้องเสียง คำที่ออกเสียงคล้ายๆ กัน ซึ่งผู้ฟังต้องดูบริบทประกอบ แต่บางครั้งในเพลงก็อาจแต่งให้ไพเราะ เข้าจังหวะ และทำนอง จนเราเผลอฟังผิดเพี้ยนไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น การฟังเสียงใดก็ตามประกอบไปด้วย 2 ส่วน&nbsp;</span></p>
<p>ส่วนแรก คือ<span style="font-weight: 400;">ส่วนเสียงที่หูเราได้รับมา เมื่อคลื่นเสียงส่งมาถึงประสาทหูและสมองของเรา&nbsp;</span></p>
<p>ส่วนที่สอง คือ<span style="font-weight: 400;">ส่วนสร้างความหมาย เมื่อสมองของเราแปลงเสียงทางฟิสิกส์ที่ได้ยินเป็นความหมายที่ได้ฟัง สมองเกิดความเข้าใจบางอย่าง เกิดการสื่อสาร เราอาจได้ยินเสียงเดียวกับคนอื่น แต่การตีความอาจพลาดไปจากเนื้อเพลงจริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สมองได้รับเสียงมาเป็นก้อน จากนั้นก็พยายามหาความหมายที่ดูเป็นไปได้มากที่สุด เหมือนเราได้แทรกไปฟังกลางบทสนทนา เลยจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงประมวลเนื้อเพลงผิด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าเมื่อคนอื่นพูดด้วยสำเนียงที่เราไม่คุ้นเคย มีทำนองหรือการเน้นคำต่างจากเรา ความหมายที่เราได้ยินเลยเพี้ยนไป ยิ่งหากเพลงนั้นไม่ใช่ภาษาที่เราคุ้นเคย เนื้อเพลงอาจพูดถึงบริบทหรือวัฒนธรรมที่ต่างไป เราจึงฟังออกเท่าที่เราจะนึกออกได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่าไปรู้สึกอับอายถ้าเราฟังผิดมาตลอด เพราะสมองของเราพยายามทำดีที่สุดแล้วที่จะกลั่นกรองคำจนได้ความหมายบางอย่างออกมา แม้มันจะไม่ตรง แต่เบื้องต้นก็ฟังดูเข้าท่า บางครั้งเราก็เชื่อและจดจำในสิ่งที่เราได้ยิน จนกระทั่งมาร้องคาราโอเกะกับคนอื่น หรืออ่านเจอเนื้อเพลงจริงๆ ถึงรู้ว่าตัวเองเข้าใจและจำเนื้อผิดมาตลอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตั้งแต่ยุค 90s ก็มีเว็บไซต์ชื่อ </span><a href="http://www.kissthisguy.com"><span style="font-weight: 400;">kissthisguy.com</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งตั้งชื่อมาจากเนื้อเพลง ​<em>Purple Haze</em> ท่อนที่คนมักฟังผิดของเฮนดริกซ์นั่นแหละ เว็บนี้ให้คนส่งท่อน mondegreen ของตัวเองมารวมกันไว้จำนวนมาก และพบว่า 77 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ฟังผิดคิดว่าเนื้อเพลงของตัวเองนั้นดีกว่าเนื้อเพลงที่ถูกต้องจริงๆ เสียอีก สำหรับบางคนบางเนื้อเพลงที่เขาเข้าใจผิดมาหลายปีนั้นติดหูติดสมองจนคุ้นชินไปแล้วและยากที่จะสลัดออกไปได้ กลายเป็นเรื่องขำขันไว้แลกเปลี่ยนกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">mondegreen เป็นความตลกและความน่ารักของสมองและเสียงในภาษา ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอับอายเพราะ mondegreen เกิดได้ตลอดเวลาและมีมานานแล้ว และทำให้เราได้แอบเห็นกระบวนการทำงานของภาษาอันซับซ้อน การสื่อสาร และการฟัง ที่ต้องฝึกฝนกันไป ลองนึกเพลงสักเพลงแล้วไปเสิร์ชเนื้อร้อง อาจพบว่าเราฟังผิดมาตลอดก็ได้</span></p>
<p>บางครั้งความผิดเพี้ยนของผู้ฟังก็ทำให้เพลงเกิดความหมายและมิติใหม่ๆ ที่ขยับขยายนอกเหนือไปจากความตั้งใจของผู้สร้าง กลายเป็นความสนุกสนานของการสื่อสารผ่านเสียง เปลี่ยนถ่ายความเป็นเจ้าของเพลงจากผู้ร้องสู่มวลชนอย่างแท้จริง</p>
<hr>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p>Excuse Me While I Kiss This Guy<br />
<a href="https://www.newyorker.com/science/maria-konnikova/science-misheard-lyrics-mondegreens"><span style="font-weight: 400;">newyorker.com</span></a></p>
<p>Know Your Meme: Ken Lee<br />
<a href="https://knowyourmeme.com/memes/ken-lee"><span style="font-weight: 400;">knowyourmeme.com</span></a></p>
<p>Mondegreen&nbsp;<b><br />
</b><a href="https://www.merriam-webster.com/dictionary/mondegreen">merriam-webster.com</a></p>
<p>Sweet Slips Of the Ear: Mondegreens By Pamela Licalzi O&#8217;Connell<br />
<a href="https://www.nytimes.com/1998/04/09/technology/sweet-slips-of-the-ear-mondegreens.html"><span style="font-weight: 400;">nytimes.com</span></a></p>
<p>‘We Built This City On Sausage Rolls’ And More Of The Most Commonly Misheard Song Lyrics<br />
<a href="https://www.nme.com/blogs/nme-blogs/misheard-song-lyrics-6787"><span style="font-weight: 400;">nme.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mondegreen/">&#8216;เชนไดร้ท์ไลก์กะไบกอน&#8217; ไม่ใช่แค่คนไทยที่ฟังเพลงฝรั่งแล้วเพี้ยนผิดไปไกลจากเนื้อเพลงต้นฉบับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Transferable Skills วัยรุ่นจ๋า หากยังคิดเรื่องอนาคตไม่ตก ให้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ไปก่อน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/transferable-skills/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Oct 2019 05:24:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Transferable Skills]]></category>
		<category><![CDATA[Technical Skills]]></category>
		<category><![CDATA[80000 Hours]]></category>
		<category><![CDATA[Environmental Education Centre in Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[EEC Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Brand’s Summer Camp Plus]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=75234</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัยรุ่นทุกคนต่างหวั่นใจกับทางเลือกของตัวเองว่าจะนำไปสู่อนาคตและชีวิตแบบไหน เราต้องเลือกอนาคต ในขณะที่เรายังไม่รู้อะไรมากนัก เราต่างกลัวว่าทางเลือกของเราวันนี้จะนำไปสู่อะไรในวันหน้า จะนำไปสู่ชีวิตแบบไหน เรากลัวความเสียดาย กลัวไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ กลัวไม่ได้ทำงานที่มีความหมาย มีภาระความหนักใจและความหวังของสังคมและผู้ใหญ่วางไว้บนบ่า ไม่ว่าจะทำตามฝัน ตามทักษะความถนัด หรือตามคำแนะนำของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เราจะเลือกยังไง ในเมื่อชีวิตคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ &#8216;แล้วเราควรเรียนรู้อะไรล่ะ?&#8217;&#160;ในเมื่อโลกนี้มีอะไรมากมายให้รู้ไม่มีสิ้นสุด มีข้อมูลอยู่มากมายให้เราเข้าไปถึง มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ต้องตามให้ทัน ผู้เชี่ยวชาญ สำนักข่าว ต่างประกาศกร้าวว่า คนยุคใหม่ต้องรู้สิ่งนั้น เข้าใจสิ่งนี้ จนงง อาชีพนี้กำลังมา อาชีพนั้นกำลังไป จนน่าสับสน ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้ควรเรียนอะไรก่อนดี &#160; ก่อนจะบอกให้เราเรียนรู้ตลอดชีวิต มาสำรวจก่อนว่าเราควรจะเรียนรู้อะไรก่อนดี วันนี้ อยากให้พักความกังวลสับสนเอาไว้ ขอแนะนำให้รู้จักคำว่า Transferable Skills แปลว่า ทักษะที่เปลี่ยนถ่ายได้ ทักษะอันสามารถนำไปใช้ต่อได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดอยู่ที่อาชีพใดอาชีพหนึ่ง อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ไม่ว่าเราจะเลือกทำงานสายอาชีพไหน ทักษะประเภทนี้จะติดตัวเราไปในโลกที่เคลื่อนไป ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ช่วยทำให้เรายืดหยุ่นและเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ&#160; อะไรบ้างที่ถือเป็นทักษะอันส่งต่อถ่ายทอดได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าเราจะเลือกทำงานอะไร ไม่ว่าเราจะทำงานสายไหน หรืออาจเผื่อใจว่าจะเปลี่ยนสายอาชีพวันหลัง การคิดเป็นเหตุเป็นผล (Critical Thinking) การวิเคราะห์ การคิดเป็นระบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/transferable-skills/">Transferable Skills วัยรุ่นจ๋า หากยังคิดเรื่องอนาคตไม่ตก ให้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ไปก่อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วัยรุ่นทุกคนต่างหวั่นใจกับทางเลือกของตัวเองว่าจะนำไปสู่อนาคตและชีวิตแบบไหน เราต้องเลือกอนาคต ในขณะที่เรายังไม่รู้อะไรมากนัก</p>
<p><span style="font-weight: 300;">เราต่างกลัวว่าทางเลือกของเราวันนี้จะนำไปสู่อะไรในวันหน้า จะนำไปสู่ชีวิตแบบไหน เรากลัวความเสียดาย กลัวไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ กลัวไม่ได้ทำงานที่มีความหมาย มีภาระความหนักใจและความหวังของสังคมและผู้ใหญ่วางไว้บนบ่า ไม่ว่าจะทำตามฝัน ตามทักษะความถนัด หรือตามคำแนะนำของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เราจะเลือกยังไง</span></p>
<p>ในเมื่อชีวิตคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ &#8216;แล้วเราควรเรียนรู้อะไรล่ะ?&#8217;&nbsp;<span style="font-weight: 300;">ในเมื่อโลกนี้มีอะไรมากมายให้รู้ไม่มีสิ้นสุด มีข้อมูลอยู่มากมายให้เราเข้าไปถึง มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ต้องตามให้ทัน ผู้เชี่ยวชาญ สำนักข่าว ต่างประกาศกร้าวว่า คนยุคใหม่ต้องรู้สิ่งนั้น เข้าใจสิ่งนี้ จนงง อาชีพนี้กำลังมา อาชีพนั้นกำลังไป จนน่าสับสน ไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้ควรเรียนอะไรก่อนดี</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>ก่อนจะบอกให้เราเรียนรู้ตลอดชีวิต มาสำรวจก่อนว่าเราควรจะเรียนรู้อะไรก่อนดี</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 300;">วันนี้ อยากให้พักความกังวลสับสนเอาไว้ ขอแนะนำให้รู้จักคำว่า</span><b> Transferable Skills แปลว่า ทักษะที่เปลี่ยนถ่ายได้ ทักษะอันสามารถนำไปใช้ต่อได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดอยู่ที่อาชีพใดอาชีพหนึ่ง อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง </b><span style="font-weight: 300;">ไม่ว่าเราจะเลือกทำงานสายอาชีพไหน ทักษะประเภทนี้จะติดตัวเราไปในโลกที่เคลื่อนไป ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ช่วยทำให้เรายืดหยุ่นและเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">อะไรบ้างที่ถือเป็นทักษะอันส่งต่อถ่ายทอดได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าเราจะเลือกทำงานอะไร ไม่ว่าเราจะทำงานสายไหน หรืออาจเผื่อใจว่าจะเปลี่ยนสายอาชีพวันหลัง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">การคิดเป็นเหตุเป็นผล (Critical Thinking) การวิเคราะห์ การคิดเป็นระบบ การลำดับความสำคัญ</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">การแก้ปัญหา (Problem Solving)</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความสามารถในการคิดสิ่งใหม่</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">การสื่อสาร (Communication)</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">การนำเสนอ (Presentation Skills) นำเสนอไอเดียและความคิดนั้นออกมาได้</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">การทำงานเป็นทีม (Teamwork)</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">ความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">ความรู้เรื่องการเงิน (Financial Literacy)</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ (Ability to learn new things)</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 300;">การไม่แน่ใจว่าเราสนใจอะไรหรือเก่งอะไรก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เอาไหน ไม่มีความฝัน เราอาจเลือกฝึกฝนทักษะเหล่านี้ไปพลางๆ เป็นพื้นฐานชีวิต ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองหากเรายังไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ไม่รู้ตัวว่าชอบอะไร ยังไม่มีความปรารถนาอันเข้มข้นที่คนเรียกว่า &#8216;แพสชั่น&#8217; อย่าได้หนักใจ แพสชั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่เราพบเจอได้ในพริบตาหรือเกิดเพียงข้ามคืน อาจเกิดจากการลองหลายๆ อย่างแล้วค่อยๆ พบไปเองก็ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เดิม </span>Transferable Skills&nbsp;<span style="font-weight: 300;">คือทักษะสำหรับการบริหาร สำหรับผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่ หรือที่เรียกว่า </span>Enterprise Skills <span style="font-weight: 300;">แต่จากการสำรวจพบว่า คนทำงานในยุคใหม่ต้องรู้รอบกว่าเดิม ต้องเข้าใจภาพรวม พวกเขาต้องมองเห็นปัญหา อธิบาย และเสนอทางแก้ปัญหาได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">การที่ต้องบัญญัติคำนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการระบุทักษะที่แตกต่างจาก </span>ทักษะทางวิชาชีพ (Technical Skills) <span style="font-weight: 300;">ซึ่งมักจำกัดอยู่กับตำแหน่งงาน ชนิดงาน สาขาอาชีพ หรืออุตสาหกรรม ทักษะเฉพาะเหล่านี้ต้องการใบประกอบวิชาชีพ วุฒิ ปริญญา หรือประสบการณ์ผ่านการทำงานบางสายอาชีพที่เฉพาะ เช่น ทักษะการผ่าตัดเมื่อเราเป็นแพทย์ ทักษะการเขียนโปรแกรมหากเราทำงานเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ซึ่งทักษะเฉพาะนี้ก็ยังสำคัญและจำเป็น สามารถทดสอบได้ ทักษะอาชีพทางสาขา STEM (Science, Technology, Engineering, Math) ก็ยังสำคัญและเป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมและความก้าวหน้าของโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ทักษะทั่วๆ ไป อย่างทักษะทางสังคม การร่วมมือ การสื่อสาร การตลาด หรือความสามารถทางดิจิทัล ก็เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ความรู้ออกจากวงวิชาการไปถึงคนในสังคมวงกว้างได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>หากโลกการทำงานเปลี่ยนไป วิธีการสอน การเรียน ก็ควรเปลี่ยนตาม</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 300;">หลายปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเครื่องจักรเข้ามาแทนที่หลายๆ ประเภทงานในหลายอุตสาหกรรม องค์กร </span>The Foundation for Young Australians<span style="font-weight: 300;">&nbsp;จึงทำสรุปรายงาน New Work Order เกี่ยวกับทักษะในอนาคต เพื่อเยาวชนในประเทศออสเตรเลีย แทนที่เราจะเดาว่าอนาคตต้องการอะไร เขาสรุปผลที่ได้จากการใช้วิเคราะห์ big data ข้อมูลที่เก็บจาก 6,000 เว็บไซต์หางาน และประกาศโฆษณาจำนวน 4.2 ล้านชิ้นจริงๆ ในเวลา 3 ปี พบว่า โฆษณาประกาศรับสมัครงานมีแนวโน้มที่จะระบุหาคนที่มีทักษะ Transferable Skills เพิ่มสูงขึ้นและจำเป็นไม่แพ้ทักษะทางวิชาชีพ แม้กระทั่งในงานขั้น entry-level ก็ต้องการความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดเป็นเหตุเป็นผล และทักษะการนำเสนอ เพิ่มขึ้น</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-75240" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-10-at-19.38.44-723x1024.png" alt="" width="340" height="482" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-10-at-19.38.44-723x1024.png 723w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-10-at-19.38.44-212x300.png 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-10-at-19.38.44-768x1088.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-10-at-19.38.44-600x850.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Screen-Shot-2562-10-10-at-19.38.44.png 864w" sizes="(max-width: 340px) 100vw, 340px" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>The New Basics: Big data reveals the skills young people need for the New Work Order</em></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ดังนั้นไม่ว่าจะทำงานอะไร หากมีทักษะเหล่านี้ที่นอกเหนือจากทักษะวิชาชีพก็มีโอกาสที่จะเรียกค่าตอบแทนได้สูงกว่า ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอว่าระบบการศึกษาและครูก็ควรปรับตัวตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">ปรับและคิดวิธีการสอนที่ตอบรับการทำงานแบบใหม่&nbsp;</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">ปรับระบบการศึกษา เช่น คิดระบบการให้คะแนน วิธีการให้เกรดใหม่ ออกแบบวิชาหรือหลักสูตรที่ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ Transferable Skills เพิ่มจากเดิม เช่น โปรเจกต์ cross-disciplinary ข้ามสายและข้ามวิชามากขึ้น (เช่น การร่วมมือกันระหว่างครูวิทย์กับครูศิลปะเพื่อให้นักเรียนทำโปรเจกต์ผลิตสื่อวิทยาศาสตร์)</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">พัฒนาครูให้เข้าใจตลาดงานแบบใหม่มากขึ้น แสดงภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าตลาดปัจจุบันต้องการอะไร ทำให้นักเรียนได้เตรียมตัวว่าตนเองกำลังก้าวไปสู่อะไร</span></li>
<li style="font-weight: 300;"><span style="font-weight: 300;">การเป็นพาร์ตเนอร์กับผู้ประกอบการ เพื่อฝึกนักเรียนจากสถานการณ์จริง ด้วยโจทย์จริงจากการจำลองการทำงาน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 300;">อย่างไรก็ดี ทักษะเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องหาจากการเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เกิดจากการสะสมประสบการณ์การทำงาน การลองผิดลองถูก การฝึกงาน การเป็นอาสาสมัคร การรันโปรเจกต์เล็กๆ การเข้าค่าย การฟังทอล์ก การเวิร์กช็อป การกระตือรือร้นหาความรู้ด้วยตนเอง หรือกระทั่งฝึกตอนเริ่มทำงานแล้วก็ยังได้&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">มีเด็กจำนวนน้อยคนที่มุ่งมั่นเลือกคณะที่ชอบหรือสายอาชีพที่อยากทำได้อย่างมั่นใจ ทักษะแบบ Transferable Skills นั้นยืดหยุ่น กว้าง และปรับใช้ได้ตลอดชีวิต ต่อให้เราไม่ได้ทำงานในด้านที่เรียนมาโดยตรง แต่ความสัมพันธ์ มิตรภาพ พลังงานความสร้างสรรค์ ประสบการณ์การแก้ปัญหา การจัดการ การทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ที่เราสร้างระหว่างทางจะไม่สูญเปล่า&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>อย่าวิตกกังวลเกินไปกับตัวเลือกวันนี้ เพราะเราจะเปลี่ยนไปและเราเปลี่ยนใจได้</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 300;">หนังสือ </span><em>80,000 Hours</em><span style="font-weight: 300;"> โดย Benjamin Todd ได้เตือนใจว่า เวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ทำให้เราต้องทำงานยาวนานถึง 80,000 ชั่วโมงในชั่วชีวิตหนึ่ง ฟังดูนานแสนนานมากๆ และฟังดูน่ากลัวหากเราไม่ได้ทำงานที่รักหรือมีความหมาย เราคงต้องตั้งใจเลือกให้ดีว่าอยากทำงานอะไรกับเวลาที่เรามี แต่ข้อดีของการทำงานในยุคนี้คือ เวลาอันยาวนานนี้ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนใจได้ระหว่างทางโดยที่ไม่สายไป และเราอาจพบสิ่งที่เรารักที่จะทำระหว่างทำงานไปก็ไม่เป็นไร อย่ากดดันตัวเองเกินไป</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-75239 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/41k8CbeOR8L.jpg" alt="" width="313" height="500" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/41k8CbeOR8L.jpg 313w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/41k8CbeOR8L-188x300.jpg 188w" sizes="(max-width: 313px) 100vw, 313px" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>80,000 Hours</em> – Benjamin Todd</p>
<p><span style="font-weight: 300;">อายุขัยของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะยาวนานขึ้นไปอีก คนรุ่นใหม่มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนอาชีพ มีโอกาสย้ายสายอาชีพง่ายกว่าเดิม ไม่มีใครรู้เลยว่าคณะที่เราเลือกเพื่อนำไปสู่อาชีพที่เราอยากทำในอนาคตจะตอบโจทย์เราอยู่ไหม อาชีพหรืออุตสาหกรรมที่เราสนใจจะเป็นยังไงในไม่กี่ปีข้างหน้า&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ยิ่งอายุยืนยาวเรายิ่งต้องเรียนรู้ที่จะลื่นไหล ปรับตัว ตามแนวโน้มสถิติอายุประชากรโลก พวกเราคนรุ่นใหม่จะมีอายุขัยที่ยาวนานขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนหน้าอีก แต่อย่านึกว่าหมายความว่า เราต้องมีอายุเกษียณที่ยืนนานขึ้นเพียงอย่างเดียว อายุที่ยืนนานมีผลให้ชีวิตทั้งชีวิตปรับเปลี่ยนไป ไม่ใช่ช่วงท้ายชีวิตที่ยืดออกไปเท่านั้น แต่คือการที่ชีวิตของเราถูกซอยออกเป็นส่วนสั้นๆ ที่ยาวขึ้น เราอาจมีวัยรุ่นที่ยาวนาน ทำให้เรามีเวลาได้ลองและตัดสินใจ เราอาจมีช่วงต้นอาชีพที่ยาวนานกว่าเดิม มีช่วงเวลาหนุ่มสาวก่อนจะลงหลักปักฐานที่นานกว่าเดิม วิธีคิดเกี่ยวกับอาชีพและการทำงานต้องเปลี่ยนตามไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">สิ่งหนึ่งที่อาจช่วยให้วัยรุ่นหรือพ่อแม่รู้สึกผ่อนคลายจากความกังวลได้ การงานในยุคใหม่อาจจะไม่ใช่การเลือกเส้นทางหนึ่งและค่อยๆ ปีนป่ายบันไดองค์กรไปเรื่อยๆ จนถึงยอดเขาแห่งความสำเร็จ จากนั้นก็เกษียณพร้อมนาฬิกาเรือนทองหรือบ้านพักตากอากาศอีกแล้ว แม้ยังไม่พบทางที่อยากเลือกเดิน ไม่เจอสิ่งที่ถนัด ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะเลือกผิดแล้วชีวิตจะจบสิ้นลงตรงนั้นเลย แก้ไขไม่ได้ ต้องอยู่กับตัวเลือกที่ไม่โอเคตลอดชีวิต ภายใต้แนวโน้มอายุขัยที่ยาวนานกว่าเดิม</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><strong>นอกจากเกรดที่ถูกบันทึกลงกระดาษ ประสบการณ์ชีวิตด้านอื่นๆ คือทักษะอันล้ำค่า</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 300;">เด็กไทยใช้เวลาจำนวนมากแข่งขันกันในเชิงวิชาการ ขยัน ตั้งใจเรียน เพื่อเพิ่มเกรด ถูกกดดันให้เลือกอนาคตทั้งที่ยังไม่รู้และไม่เข้าใจ มุ่งมั่นสอบเข้าคณะหรือมหาวิทยาลัยที่ฝันไว้ แต่นอกจากเกรดที่ถูกบันทึกไว้บนใบกระดาษแล้ว ยังมีทักษะด้านอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน และเรียนรู้ได้นอกห้องเรียน แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะทำงานอาชีพไหน สายไหน นำเราไปสู่โอกาสชีวิตที่หลากหลาย ยืดหยุ่น ตอบรับอนาคตการทำงานที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">อย่างแฮชแท็ก #มหาลัยมาหาอะไร ที่ติด trending ไปเร็วๆ นี้ ทำให้ได้เห็นมุมมองที่หลากหลายว่าเราไปเรียนทำไม นอกจากวิชาความรู้แล้ว ยังมีประสบการณ์และโอกาสอื่นๆ อีกมากที่เก็บเกี่ยวได้ขณะที่เป็นนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเวลา (time management), การทำงานกลุ่มกับเพื่อน (teamwork), การจัดการกับความเครียด (stress management), การเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อผลักดันประเด็นที่เราสนใจ (activism)</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">สำหรับผู้เขียนได้ฝึกการฟังอย่างตั้งใจ (active listening), การคิดวิเคราะห์ (critical thinking) และการถกเถียงกับอาจารย์ในชั้นเรียน หรือกระทั่งฝึกการนำเสนอหน้าห้องให้น่าสนใจ ก็เป็นทักษะที่นำมาใช้ได้เรื่อยๆ ในการทำงาน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มี license หรือ certificate อะไร แถมระบุได้ยากใน CV หรือเรซูเม แต่ก็ขาดไม่ได้เลยในชีวิตการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">นอกจากความสามารถทางวิชาการหรือทักษะวิชาชีพ Transferable Skills เป็นส่วนเสริมนำเราไปสู่โอกาสที่หลากหลาย คนหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องทำอาชีพเดียวตลอดชีวิตอีกแล้ว และหลายคนหากมีโอกาสและความสามารถก็อาจทำประโยชน์ได้กว้างขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">อย่าง Leonardo DiCaprio แม้เราจะรู้จักเขาในฐานะนักแสดงชั้นนำ แต่เขาเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมด้วย เขานำชื่อเสียงและต้นทุนจากอาชีพนักแสดงไปต่อยอดสู่ด้านอื่นๆ ซึ่งเขาเริ่มทำเมื่อพร้อมหรือพบประเด็นที่สนใจซึ่งอยากโฟกัสและผลักดัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-75242 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/leonardo-di-caprio-foundation-1024x576.jpg" alt="" width="600" height="337" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/leonardo-di-caprio-foundation-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/leonardo-di-caprio-foundation-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/leonardo-di-caprio-foundation-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/leonardo-di-caprio-foundation-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/leonardo-di-caprio-foundation.jpg 1140w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มา <a href="https://www.lifegate.com/people/news/leonardo-dicaprio-for-the-planet" target="_blank" rel="noopener">lifegate.com</a></p>
<p><span style="font-weight: 300;">หรือในไทยก็มี อเล็กซ์ เรนเดลล์ แม้เราจะรู้จักเขาในฐานะนักแสดงตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันเขาซึ่งอายุ 29 ปีได้หันมาขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม โดยก่อตั้ง Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) เพื่อสอนให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านการเข้าค่ายเรียนรู้ พอมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมมากถึง 1.5 ล้านคน เมื่อใช้ส่งสารเรื่องสิ่งแวดล้อมถึงเด็กๆ และคนรุ่นใหม่ก็ย่อมส่งเสียงได้ แม้เขาจะไม่ได้เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมก็สามารถขับเคลื่อนประเด็นและสร้างอิมแพกต์ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ใครอ่านแล้วยังคิดไม่ตกหรืออยากถกต่อ เราอยากชวนไปฟังประสบการณ์จากพี่ๆ หลากหลายสาขาอาชีพที่ผ่านมาก่อนที่</span><b> Brand’s Summer Camp Plus</b><span style="font-weight: 300;">&nbsp;ซึ่งจัดโดย </span><b>Brand’s ซุปไก่สกัด&nbsp;</b><span style="font-weight: 300;">อย่างมั่นคงมาตลอดหลายปี เพื่อให้น้องๆ มัธยมได้สำรวจอนาคตและตนเอง ฟังคำแนะแนวเส้นทางอาชีพหลายๆ ด้าน เผื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ตอนนี้ที่นั่ง Talk มีผู้ลงทะเบียนเต็มแล้ว แต่ยังมีโควต้าพิเศษจำนวน 20 ที่นั่งสำหรับผู้อ่าน a day เพียงส่งข้อความมาทาง inbox เพจ a day magazine โดยระบุ 1. ชื่อ-สกุล 2. อีเมล 3. เบอร์ติดต่อ แล้วทีมงานจะติดต่อกลับไปคอนเฟิร์มที่นั่งกับ 20 คนแรกที่ระบุข้อมูลมาครบถ้วนตามกำหนด ส่วนบัตรสามารถรับได้ที่หน้างาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ส่วนน้องๆ คนไหนที่ลงทะเบียนไม่ทันก็ไม่ต้องเสียใจ ยังสามารถดูไลฟ์และคลิปย้อนหลังได้ที่&nbsp;</span><a href="https://www.brandssummercamp.com/talk"><span style="font-weight: 300;">brandssummercamp.com/talk </span></a><span style="font-weight: 300;">&nbsp;และสามารถทำแบบทดสอบคณะในฝันได้ที่&nbsp;</span><a href="https://brandscareerdiscovery.com/signin"><span style="font-weight: 300;">brandscareerdiscovery.com/signin</span></a></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ในโลกที่ไม่แน่นอน อย่าได้วิตกกังวลจนเกินไป เริ่มต้นจากการศึกษาก่อนว่า เราควรจะเตรียมสมองและร่างกายให้พร้อมต่อการเรียนรู้อะไรดีในโลกที่ความรู้มีมากมายไปหมด Transferable Skills จะเป็น back-up plan และต้นทุนชีวิตให้กับเราได้เสมอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">สิ่งที่เราได้ลองทำ ลองผิด ลองถูก ไม่เคยสูญเปล่า เสียเวลา จะฝังรากเป็นพื้นฐานที่อยู่กับเราต่อไปแม้วันข้างหน้าที่เราเปลี่ยนไปหรือเปลี่ยนใจ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">โลกที่เคลื่อนไหวตลอดเวลานั้นยินดีกับความยืดหยุ่นเสมอ</span></p>
<hr>
<p><em>อ้างอิง</em></p>
<p><a href="https://www.amazon.com/80-000-Hours-fulfilling-career-ebook/dp/B01M70QISP" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 300;">80,000 Hours: Find a fulfilling career that does good by Benjamin Todd</span></a></p>
<p><a href="https://www2.deloitte.com/content/dam/Deloitte/uk/Documents/Innovation/deloitte-uk-power-up-uk-skills.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 300;">Power Up: UK skills Boosting transferable skills to achieve inclusive growth and mobility</span></a></p>
<p><a href="https://www.fya.org.au/wp-content/uploads/2016/04/The-New-Basics_Update_Web.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 300;">THE NEW BASICS: Big data reveals the skills young people need for the New Work Order</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/transferable-skills/">Transferable Skills วัยรุ่นจ๋า หากยังคิดเรื่องอนาคตไม่ตก ให้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ไปก่อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซ้อมน้ำท่วม ซ้อมมีรัก ซ้อมแล้ง ใน Cli-Fi นวนิยายเกี่ยวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ </title>
		<link>https://adaymagazine.com/climate-fiction/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 17:45:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[climate crisis]]></category>
		<category><![CDATA[ไคลไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[นิยาย]]></category>
		<category><![CDATA[climate strike]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Fiction]]></category>
		<category><![CDATA[Cli-Fi]]></category>
		<category><![CDATA[นิยายวิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[climate breakdown]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=74846</guid>

					<description><![CDATA[<p>โลกร้อนเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องแต่ง ภัยพิบัติสภาวะโลกร้อนกลายเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วนขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะกลายเป็นภัยหายนะใหญ่ต่อมนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตทั่วโลกที่เกิดขึ้นได้จริงๆ&#160; ไม่กี่ปีมานี้ เริ่มเกิดนวนิยาย เรื่องแต่ง หนังสือ ภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกมากขึ้นเรื่อยๆ&#160;จนเกิดชื่อเรียกผลผลิตทางวัฒนธรรมเหล่านี้ว่า cli-fi (อ่านว่า ไคล&#8211;ไฟ) ซึ่งย่อมาจากคำว่า climate fiction หรือนวนิยายเกี่ยวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ&#160; cli-fi หรือ ไคลไฟ เลียนเสียงมาจากนิยาย sci-fi&#160;หรือนวนิยายวิทยาศาสตร์ (science fiction) ที่เราคุ้นเคยกว่า แต่&#160;cli-fi นั้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์โดยตรง อาจเป็นเรื่องสั้น บทกวี ที่ลงรายละเอียดถึงประเด็นทางศีลธรรมหรือปรัชญาที่วนเวียนอยู่รอบสภาวะโลกร้อน&#160; &#160; หากโลกร้อนเป็นความจริง แล้วทำไมคนยังต้องการนิยายเกี่ยวกับโลกร้อนอีกล่ะ cli-fi เล่าถึงชีวิต&#160;ปรัชญา&#160;ความเป็นมนุษย์ ในภาวะโลกร้อน เพื่อให้เราตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ช่วงปี 2000s นักข่าวและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวอังกฤษ Dan Bloom เป็นผู้ริเริ่มคำว่า cli-fi&#160;เป็นคนแรก เพื่อชักชวนให้นักเขียนนวนิยาย ศิลปิน&#160;และกวี ลองสำรวจความเป็นมนุษย์และความเป็นไปได้จากสภาวะ climate change ที่สภาพอากาศและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปทั้งโลก ย้อนกลับไปปี 1962 J. G. Ballard [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/climate-fiction/">ซ้อมน้ำท่วม ซ้อมมีรัก ซ้อมแล้ง ใน Cli-Fi นวนิยายเกี่ยวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p2">โลกร้อนเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องแต่ง ภัยพิบัติสภาวะโลกร้อนกลายเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วนขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะกลายเป็นภัยหายนะใหญ่ต่อมนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตทั่วโลกที่เกิดขึ้นได้จริงๆ<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p2">ไม่กี่ปีมานี้ เริ่มเกิดนวนิยาย เรื่องแต่ง หนังสือ ภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกมากขึ้นเรื่อยๆ<span class="s1">&nbsp;</span>จนเกิดชื่อเรียกผลผลิตทางวัฒนธรรมเหล่านี้ว่า<span class="s1"> cli-fi (</span>อ่านว่า ไคล<span class="s1">&#8211;</span>ไฟ<span class="s1">) </span>ซึ่งย่อมาจากคำว่า<span class="s1"> climate fiction </span>หรือนวนิยายเกี่ยวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">cli-fi </span>หรือ ไคลไฟ เลียนเสียงมาจากนิยาย s<span class="s1">ci-fi&nbsp;</span>หรือนวนิยายวิทยาศาสตร์<span class="s1"> (science fiction) </span>ที่เราคุ้นเคยกว่า แต่<span class="s1">&nbsp;cli-fi </span>นั้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์โดยตรง อาจเป็นเรื่องสั้น บทกวี ที่ลงรายละเอียดถึงประเด็นทางศีลธรรมหรือปรัชญาที่วนเวียนอยู่รอบสภาวะโลกร้อน<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p2">หากโลกร้อนเป็นความจริง แล้วทำไมคนยังต้องการนิยายเกี่ยวกับโลกร้อนอีกล่ะ</h3>
<p class="p2"><span class="s1">cli-fi </span>เล่าถึงชีวิต&nbsp;ปรัชญา&nbsp;ความเป็นมนุษย์ ในภาวะโลกร้อน เพื่อให้เราตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป</p>
<p class="p2">ช่วงปี<span class="s1"> 2000s </span>นักข่าวและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวอังกฤษ<span class="s1"> Dan Bloom </span>เป็นผู้ริเริ่มคำว่า <span class="s1">cli-fi&nbsp;</span>เป็นคนแรก เพื่อชักชวนให้นักเขียนนวนิยาย ศิลปิน<span class="s1">&nbsp;</span>และกวี ลองสำรวจความเป็นมนุษย์และความเป็นไปได้จากสภาวะ<span class="s1"> climate change </span>ที่สภาพอากาศและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปทั้งโลก</p>
<p class="p2">ย้อนกลับไปปี<span class="s1"> 1962 J. G. Ballard </span>เขียนนิยาย sci-fi เรื่อง<span class="s1">&nbsp;<em>The Drowned World </em></span>เล่าสภาวะน้ำท่วมทั่วโลกปี<span class="s1"> 2145 </span>ผู้คนหนีออกจากลอนดอนที่กลายเป็นหนองน้ำและถูกยึดครองโดยสัตว์ป่า นักวิทยาศาสตร์อาศัยอยู่ตามยอดตึกใหญ่ที่ยังไม่ถูกน้ำท่วม เรื่องนี้จึงถูกยกให้เป็นบรรพบุรุษต้นสายเรื่องแรกๆ<span class="s1">&nbsp;ของ cli-fi</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-74849" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-1.jpg" alt="" width="621" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-1.jpg 621w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-1-186x300.jpg 186w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-1-600x966.jpg 600w" sizes="(max-width: 621px) 100vw, 621px" /></p>
<p class="p3" style="text-align: center;"><em>The Drowned World</em> (1962) &#8211; J. G. Ballard <span class="s2">ปกสำนักพิมพ์</span> Penguin</p>
<p class="p2">เมื่อสรรพสิ่งบนโลกนั้นเกี่ยวข้องกันเป็นสายใยของระบบนิเวศ ภัยพิบัติรุนแรงต่อเนื่อง การสูญพันธุ์ การขาดแคลนทรัพยากรและอาหาร นำมาสู่ความเหลื่อมล้ำ<span class="s1">&nbsp;</span>การทำลายล้าง และนำไปสู่สงครามโลกได้<span class="s1">&nbsp;cli-fi </span>จินตนาการและสำรวจความเป็นไปได้ว่า หากคนในรุ่นลูกหลานรุ่นถัดไปจากพวกเราต้องอาศัยอยู่ในโลกอีกแบบที่ต่างไป ซึ่งโลกที่เขาอยู่หลังจากนี้อาจไม่เหมือนโลกปัจจุบันที่พวกเราคุ้นเคยอีกแล้ว มนุษย์จำนวนหนึ่งอาจอยู่รอด ปรับตัว</p>
<p class="p2">ยกตัวอย่างนิยายเรื่อง<em><span class="s1"> Gold Fame Citrus </span></em>โดย<span class="s1"> Claire Vaye Watkins ตีพิมพ์เมื่อ</span>ปี<span class="s1"> 2015 </span>บรรยายสภาพชีวิตในรัฐแคลิฟอร์เนียภายใต้สภาวะแห้งแล้ง ผู้คนขาดน้ำ แย่งชิงเครื่องดื่มเพื่อความอยู่รอด ทุกคนอยู่รอดโดยน้ำอัดลมกระป๋องที่หลงเหลืออยู่ตามคฤหาสน์ร้าง เมื่อได้ยินข่าวลือว่าตรงไหนยังมีน้ำเหลืออยู่<span class="s1">&nbsp;</span>คนก็ออกติดตาม และพบว่ามีกองกำลังติดอาวุธเฝ้าทรัพยากรที่เหลืออยู่ นี่จึงเป็นเรื่องความรักอันเปราะบางท่ามกลางจลาจล และการตามหาน้ำในโลกอันแห้งแล้ง</p>
<p class="p2"><span class="s1">cli-fi&nbsp;</span>อาจพูดถึงชีวิตตัวละครไม่กี่ปีข้างหน้าที่ชินชากับสภาวะน้ำท่วม&nbsp;<span class="s1">cli-fi</span><span class="s1">&nbsp;</span>อาจเป็นเรื่องราวของตัวละครผู้ตามหาครอบครัวหรือคนรักที่พลัดพรากสูญหายหลังภัยพิบัติ เมื่อธรรมชาติเอาคืนมนุษย์และนำไปสู่ความวุ่นวาย การแก่งแย่ง และสงคราม ทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ภายใต้ความขาดแคลน<span class="s1">&nbsp;</span>นอกจากนี้ยังสามารถแทรกความจริงและเกร็ดวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจลงไปในนวนิยายได้อีกด้วย ทำให้ผู้อ่านค่อยๆ คิด วิเคราะห์ และทำความเข้าใจประเด็นนี้มากขึ้น</p>
<p class="p2">ไม่ใช่แค่โลกดิสโทเปียในอนาคตเท่านั้น นิยาย <span class="s1">cli-fi&nbsp;</span>อย่าง<span class="s1"><em> MURI</em> (2019) </span>โดย<span class="s1"> Ashley Shelby </span>เล่าสภาวะน้ำแข็งละลายผ่านสายตาและจิตใจของหมีขาวขั้วโลก ทดลองเข้าไปสำรวจจิตใจของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงรุนแรงของระบบนิเวศจนไร้ที่อยู่อาศัยในเวลาที่โลกใกล้สิ้นใจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-74850" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-2-1024x576.jpg" alt="" width="1024" height="576" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-2-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-2-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-2-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-2-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/in-2.jpg 1400w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p class="p2" style="text-align: center;">สภาพเมืองลาสเวกัสเมื่อความแห้งแล้งและฝุ่นเข้าครอบคลุมจนอาศัยอยู่ไม่ได้ ในหนัง<span class="s1"> sci-fi </span>เรื่อง<span class="s1"><em> Blade Runner 2049</em> (2017) </span>ถูกเล่าด้วยภาพผ่านสายตา<span class="s1">&nbsp;cinematographer นาม Roger Deakins&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p2">เมื่อเรื่องซับซ้อน ยิ่งใหญ่ และอ่อนไหว นวนิยายจะช่วยสื่อสารและอธิบายได้ดี</h3>
<p class="p2">หลายคนอาจสงสัยว่า แค่อ่านข่าว อ่านรายงาน และอ่านข้อเท็จจริง ยังไม่เพียงพออีกเหรอ สำหรับความเข้าใจในประเด็นภาวะโลกร้อนที่โลกประสบนี้<span class="s1">&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p class="p2">คำตอบก็คือปัญหาโลกร้อน วิกฤตสภาพอากาศ เป็นเรื่องซับซ้อนและยิ่งใหญ่กว่าตัวเรามากๆ ไม่ใช่แค่ใหญ่ในเชิงขนาดเท่านั้น แต่ยังมีมิติของปรัชญา<span class="s1">&nbsp;</span>ศีลธรรม ความเป็นมนุษย์&nbsp;<span class="s1">dilemma</span> มาเกี่ยวข้องด้วย<span class="s1">&nbsp;</span>สภาวะโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องของเราในฐานะผู้บริโภคหนึ่งคนเท่านั้นที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้รถไฟฟ้า ไปเซเว่นฯ เอาถุงหรือไม่เอา ใช้หลอดพลาสติกหรือโลหะ ปัญหานี้เกี่ยวพันกับระดับมหภาค นโยบายสาธารณะ เกี่ยวกับสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รัฐบาลของทั้งโลก ยิ่งใหญ่ไปกว่าการขีดขอบเขตชายแดนของประเทศไหน</p>
<p class="p2">ไม่แปลกที่หลายคนรับข้อมูลแล้วรู้สึก<span class="s1"> overwhelm&nbsp;</span>ตระหนก ตกใจ งุนงง สับสน และอาจพาไปสู่การไม่ยอมรับ ปฏิเสธการมีจริง ปัดตกให้เป็นเรื่องแต่ง หรือไม่ก็เข้าสู่โหมดหดหู่ สิ้นหวังไปเลย โลกแม่งแย่เกินเยียวยา เราก็ใช้ชีวิตทำมาหากินกันต่อไป ลืมๆ ไปว่าปัญหามีอยู่ รุนแรง และจริงมากแค่ไหน<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p2">นิยายและศิลปะอาจพาเราไปสู่ทางเลือกที่มากกว่าการปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริง หรือสิ้นหวัง การเสพนิยาย <span class="s1">cli-fi&nbsp;</span>อาจค่อยๆ พาผู้อ่านเข้าสู่โลกที่ยังไม่จริง ช่วยจำลองเหตุการณ์<span class="s1">&nbsp;</span>ตัวละคร ฉาก บทสนทนา ความเป็นไปได้ และสภาวะแวดล้อมต่างๆ สิ่งที่จะตามมาเมื่อสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงไป พาเราไปสำรวจรายละเอียด จินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด พาเราไปตกอยู่ในความซับซ้อน ความคลุมเครือ ซึ่งอาจช่วยให้มองโลกร้อนในมิติที่หลากหลายและละเมียดอย่างสร้างสรรค์<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p2">นิยาย <span class="s1">cli-fi&nbsp;</span>พาเราไปสำรวจความพิลึกพิลั่น ความไร้เหตุผลของความเป็นคน ทำให้ผู้อ่านมองว่าการเมืองและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นแถวป่าแอมะซอนในอีกซีกโลกหรือในมหาสมุทรที่ไหน</p>
<p class="p2">นิยาย <span class="s1">cli-fi&nbsp;</span>ยังสามารถลงดีเทลในแง่มุมอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ ความรัก หรือความเป็นแม่ ในสภาวะวิกฤตที่คับขัน การเอาตัวรอด การตั้งอุณหภูมิความสัมพันธ์ในสภาวะที่อากาศร้อนขึ้นไม่กี่องศาจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง นี่คือหน้าที่ของศิลปะที่จะเข้าไปสำรวจความเป็นไปได้เหล่านี้</p>
<p class="p2">เว็บไซต์<span class="s1"> Chicago Reviews of Books </span>ได้เริ่ม<span class="s1">บล็อก</span>ชื่อ<span class="s1"> Burning Worlds (</span>โลกที่กำลังมอดไหม้<span class="s1">) </span>เพื่ออัพเดตความเคลื่อนไหวในหนังสือ เรื่องสั้น และบทกวีแนว<span class="s1">&nbsp;cli-fi </span>ซึ่งมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาพร้อมกับประเด็น<span class="s1">&nbsp;climate change </span>กลายเป็นประเด็นที่รุนแรง เร่งด่วน ที่ต้องร่วมกันแก้ไขก่อนจะสาย เริ่มมีคลาสวิชาวรรณกรรม<span class="s1"> cli-fi&nbsp;</span>ผุดขึ้นตามมหาวิทยาลัยอย่าง<span class="s1"> Brown University </span>เพื่อศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ และลงลึกไปในนิยายสายนี้อย่างถึงพริกถึงขิงด้วย<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">Temple University </span>ยังมีเว็บไซต์หน้า<span class="s1"> teaching&nbsp;cli-fi </span>ทำลิสต์หนังสือ ไกด์ไลน์การสอน และสื่อการสอนสำหรับคลาส&nbsp;<span class="s1">cli-fi</span><span class="s1">&nbsp;</span>ไว้ด้วยหากผู้สอนอยากบรรจุ<span class="s1"> cli-fi&nbsp;</span>เข้าไปในหลักสูตรคลาสของตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3 class="p2">วิกฤตสภาพอากาศ โลกพัง มอดไหม้ อาจไม่ใช่เรื่องของคนในโลกอนาคตอันไกลอีกต่อไป</h3>
<p class="p2">ในปีนี้เราได้เห็นการประท้วงวิกฤตสภาะโลกร้อน<span class="s1"> #ClimateStrike </span>ทั่วโลกเพื่อกดดันภาครัฐบาล ภาคธุรกิจ และคนทั่วไป ถึงวิกฤตที่กำลังจะมาถึงหากไม่บรรเทาเยียวยาอย่างจริงจัง เราได้เห็น<span class="s1">&nbsp;<em>The Guardian </em></span>เปลี่ยนการใช้คำที่เกี่ยวข้องกับสภาวะโลกร้อนให้รุนแรงและจริงจังขึ้นจากใช้คำว่า<span class="s1"> climate change </span>สู่คำว่า<span class="s1"> climate breakdown </span>หรือ<span class="s1"> climate crisis </span>เพราะสภาพแวดล้อมไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงหรืออุ่นขึ้น แต่โลกกำลังร้อนระอุ รุนแรง มอดไหม้ และล่มสลายลงตรงหน้าเรา สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็นส่วนหนึ่งของสายใยที่เราต้องพึ่งพาอาศัย</p>
<p class="p2">นวนิยายสาย<span class="s1"> cli-fi จึง</span>เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมว่าในยุคนี้ ความกลัวของผู้คนได้เคลื่อนสู่รูปแบบใหม่อันเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์และสภาพอากาศ ภัยพิบัติที่นำไปสู่การล่มสลายและสูญพันธุ์ จากเดิมที่เป็นความกลัวในวิกฤตนิวเคลียร์หรือสงครามโลกในยุคก่อนหน้านี้ เป็นความกลัวต่อการสูญสิ้นของมนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ<span class="s1">&nbsp;</span>ในโลกความจริงที่เข้าใกล้โลกในนิยาย sci-fi ขึ้นเรื่อยๆ<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p2">เราเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับนวนิยาย<span class="s1"> sci-fi </span>ซึ่งมักเล่าถึงมนุษย์ในเวลาอนาคตอันใกล้บ้าง&nbsp;ไกลบ้าง โดยนำเสนอภาพความเป็นอยู่ของมนุษยชาติในอนาคตอันสิ้นหวัง ระบบนิเวศโลกพังทลาย ท่ามกลางอวกาศที่กว้างใหญ่และเวิ้งว้าง ในยุคที่มนุษย์ต้องหลีกหนีไปอยู่ดาวอื่นเพราะโลกไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย สำหรับเราในสมัยเด็ก<span class="s1"> narrative </span>เหล่านี้เหมือนเป็นเพียงเหตุการณ์ในจินตนาการถึงเทคโนโลยีแสนล้ำและดวงดาวอวกาศที่อยู่แสนไกล แต่วิกฤตแห่งอนาคตอาจมาไวและใกล้เรากว่าที่คิด และโลกเป็นดาวเคราะห์เดียวที่เรามี พวกเราทั้งโลกยังหนีไปไหนไม่ได้ เรายังเป็นส่วนหนึ่งในระบบใหญ่ที่หลุดรอดออกมาไม่ได้ แต่มนุษยชาติก็มาไกลเกินกว่าจะกลับไปใช้ชีวิตเอาตัวรอดในป่า เราต้องพึ่งพาระบบเมือง ระบบรัฐ และเทคโนโลยี เพื่อให้อยู่รอดปลอดภัย</p>
<p class="p2">วิกฤตการณ์สภาพอากาศอาจไม่ใช่เรื่องของคนในโลกอนาคตอันไกลอีกต่อไปแล้ว หายนะนั้นใกล้และจริงกว่าที่เราเคยคิด นักวิทยาศาสตร์เตือนว่ามีโอกาสสูงที่โลกจะเปลี่ยนแปลงจนเลยจุดที่มนุษย์จะหันหลังและแก้ไขให้กลับคืนมาได้ พวกเราได้เห็นความเหลื่อมล้ำ ระบบที่ห่วยแตก และผู้มีอำนาจที่ไร้เหตุผลจนเข้าขั้นแอ็บเสิร์ด<span class="s1">&nbsp;</span>น่าหงุดหงิดรำคาญใจ จนชวนให้ลืมๆ ไป หรือสิ้นหวัง</p>
<p class="p2">ช่างน่าสงสัยว่า แล้วมนุษย์ตัวเล็กๆ จะทำอะไรได้ล่ะ ก่อนจะสิ้นหวังหรือไม่ยอมรับความจริง เราอาจเริ่มจากพยายามทำความเข้าใจผ่านนิยาย&nbsp;<span class="s1">cli-fi</span><span class="s1">&nbsp;</span>สักเล่มก็ได้<span class="s1">&nbsp;</span></p>
<p class="p2">ในช่วงเวลาที่โลกดิสโทเปียดูจริงขึ้นเรื่อยๆ หรือพวกเราจะค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปอาศัยอยู่ในโลก&nbsp;<span class="s1">cli-fi</span><span class="s1">&nbsp;</span>โดยไม่ทันได้ตั้งตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p2">อ้างอิง</p>
<p class="p3"><a href="https://chireviewofbooks.com/category/burning-world">Chicago Review of Books: Burning Worlds</a><b><br />
</b></p>
<p><a href="https://radixmedia.org/product/muri-by-ashley-shelby/">Gold Fame Citrus</a></p>
<p class="p3"><a href="https://radixmedia.org/product/muri-by-ashley-shelby/">MURI by Ashley Shelby</a><b></b></p>
<p><a href="https://sites.temple.edu/clifi/">Teaching Cli-fi</a><b><br />
</b></p>
<p class="p3"><a href="https://www.theguardian.com/environment/2019/may/17/why-the-guardian-is-changing-the-language-it-uses-about-the-environment">Why the Guardian is changing the language it uses about the environment</a><b><br />
</b></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/climate-fiction/">ซ้อมน้ำท่วม ซ้อมมีรัก ซ้อมแล้ง ใน Cli-Fi นวนิยายเกี่ยวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ </a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;วัยรุ่นยุคใหม่อ่อนไหวราวเกล็ดหิมะ&#8221; คำที่ผู้ใหญ่ใช้สบประมาทหนุ่มสาวว่าบอบบางและสนใจแต่ตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/snowflake-generation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Sep 2019 12:43:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาวัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[หนุ่มสาว]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่นยุคใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Snowflake Generation]]></category>
		<category><![CDATA[พลังของคนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Special Snowflake Syndrome]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=71860</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#8216;คุณไม่ได้พิเศษ&#160; คุณไม่ได้สวยงาม คุณไม่ได้เป็นเกล็ดหิมะอันพิเศษ แตกต่าง ไม่เหมือนใคร คุณเป็นเพียงสารอินทรีย์ที่เน่าสลายได้ เหมือนสรรพสิ่งอื่นๆ ในโลกนี้&#8217; นักเขียนสายดิบดาร์ก Chuck Palahniuk เขียนประโยคนี้ลงในหนังสือนิยายแสบๆ คันๆ อันโด่งดัง อย่าง Fight Club ในปี 1996 และคำนี้ก็ปรากฏในเวอร์ชั่นหนังปี 1999 ด้วย จากนั้นการใช้ snowflake หรือเกล็ดหิมะ เพื่อเปรียบคนที่ทึกทักสำคัญตนว่าพิเศษ แตกต่าง ก็เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายใน popular culture และกลายเป็นคำจำกัดความของหนุ่มสาวและวัยรุ่นยุคใหม่ เราอาจสงสัยว่าทำไมต้องเปรียบเทียบลักษณะคนกับ ‘เกล็ดหิมะ’ ด้วยนะ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าผลึกเกล็ดหิมะนั้นมีโครงสร้างสวยงามวิเศษตามธรรมชาติ เมื่อส่องขยายดูก็พบว่ามีหลากหลายรูปร่าง ไม่ซํ้าแบบ แต่ละผลึกก็แตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน เกล็ดหิมะก็มีคุณสมบัติเปราะบางเหลือเกิน เพียงแตะเบาๆ ก็สลาย ละลายหายไปได้ในพริบตา คำนี้จึงเป็นคำอุปมาชั้นดีกึ่งๆ ประชดว่า ‘เจ้าผลึกหิมะน้อยอันอ่อนไหว’ ผลึกหิมะที่มีหลากหลายรูปทรงช่างพิเศษแปลกตาและมีค่า / Smithsonian Institute&#160;flickr.com &#160; จากคำเปรียบเปรยนิสัยกลายเป็นคำเหมารวมไว้เรียกคนรุ่นใหม่ ในปี 2016 พจนานุกรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/snowflake-generation/">&#8220;วัยรุ่นยุคใหม่อ่อนไหวราวเกล็ดหิมะ&#8221; คำที่ผู้ใหญ่ใช้สบประมาทหนุ่มสาวว่าบอบบางและสนใจแต่ตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><em>&#8216;คุณไม่ได้พิเศษ&nbsp; คุณไม่ได้สวยงาม คุณไม่ได้เป็นเกล็ดหิมะอันพิเศษ แตกต่าง ไม่เหมือนใคร คุณเป็นเพียงสารอินทรีย์ที่เน่าสลายได้ เหมือนสรรพสิ่งอื่นๆ ในโลกนี้&#8217;</em></p>
<p><span style="font-weight: 300;">นักเขียนสายดิบดาร์ก Chuck Palahniuk เขียนประโยคนี้ลงในหนังสือนิยายแสบๆ คันๆ อันโด่งดัง อย่าง <em>Fight Club</em> ในปี 1996 และคำนี้ก็ปรากฏในเวอร์ชั่นหนังปี 1999 ด้วย จากนั้น</span><span style="font-weight: 300;">การใช้ snowflake หรือเกล็ดหิมะ เพื่อเปรียบคนที่ทึกทัก</span><span style="font-weight: 300;">สำคัญตนว่าพิเศษ แตกต่าง ก็</span><span style="font-weight: 300;">เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายใน popular culture และกลายเป็นคำจำกัดความของหนุ่มสาวและวัยรุ่นยุคใหม่</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เราอาจสงสัยว่าทำไมต้องเปรียบเทียบลักษณะคนกับ ‘เกล็ดหิมะ’ ด้วยนะ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าผลึกเกล็ดหิมะนั้นมีโครงสร้างสวยงามวิเศษตามธรรมชาติ เมื่อส่องขยายดูก็พบว่ามีหลากหลายรูปร่าง ไม่ซํ้าแบบ แต่ละผลึกก็แตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน เกล็ดหิมะก็มีคุณสมบัติเปราะบางเหลือเกิน เพียงแตะเบาๆ ก็สลาย ละลายหายไปได้ในพริบตา คำนี้จึงเป็นคำอุปมาชั้นดีกึ่งๆ ประชดว่า ‘เจ้าผลึกหิมะน้อยอันอ่อนไหว’</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-71867" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-16.38.15-1024x343.png" alt="" width="1024" height="343" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-16.38.15-1024x343.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-16.38.15-300x100.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-16.38.15-768x257.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-16.38.15-1100x370.png 1100w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-16.38.15-600x201.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-16.38.15.png 1690w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 300;">ผลึกหิมะที่มีหลากหลายรูปทรงช่างพิเศษแปลกตาและมีค่า<br />
</span><span style="font-weight: 300;">/ Smithsonian Institute&nbsp;</span><a href="https://www.flickr.com/photos/smithsonian/"><span style="font-weight: 300;">flickr.com</span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>จากคำเปรียบเปรยนิสัยกลายเป็นคำเหมารวมไว้เรียกคนรุ่นใหม่</h3>
<p><span style="font-weight: 300;">ในปี 2016 พจนานุกรม Collins ได้บัญญัติคำว่า ‘snowflake generation’ หรือรุ่นสมัยแห่งเกล็ดหิมะ ให้กลายเป็นคำสำคัญประจำปี แปลว่าคนหนุ่มสาวในช่วงปี 2010s ที่ถูกมองว่าไม่อดทนและอ่อนไหวต่อคำโจมตีกว่าคนรุ่นก่อนหน้า (The young adults of the 2010s, viewed as being less resilient and more prone to taking offence than previous generations.) คำนี้จึงแสดงลักษณะคนรุ่นใหม่ว่าช่างเปราะบางอ่อนไหว และสำคัญตนว่าตัวเองพิเศษเหนือใคร ยอมรับคนที่เห็นต่างไม่ได้&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">‘เกล็ดหิมะอันพิเศษแตกต่าง’ กลายเป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้กล่าวค่อนแคะแซะว่า ดูสิ ‘เด็กสมัยนี้’ คิดว่าตนเองพิเศษเหนือใคร ไม่อดทน ไม่พยายาม ด้วยคติที่ว่าคนในยุคใหม่ถูกปลูกฝังเลี้ยงดูโดยพ่อแม่รุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่ทะนุถนอมอย่างดี พ่อแม่คอยพร่ำว่าพวกเขาพิเศษและสำคัญ จนพวกเขาอ่อนไหว ไม่เอาไหน และเหยาะแหยะเกินไป กลายเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจแต่ตัวเองและขี้เกียจ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-71892" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-19.14.36-1024x501.png" alt="" width="1024" height="501" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-19.14.36-1024x501.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-19.14.36-300x147.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-19.14.36-768x376.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-19.14.36-600x294.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/09/Screen-Shot-2562-09-10-at-19.14.36.png 1296w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="text-align: center;">Your Army Needs You<br />
<span style="font-weight: 400;">ที่มา: <a href="https://apply.army.mod.uk">apply.army.mod.uk</a></span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ในปี 2019 คำว่า snowflake ถูกใช้ในแคมเปญโฆษณา </span><strong><a href="https://apply.army.mod.uk">‘Your Army Needs You’</a>&nbsp;</strong><span style="font-weight: 300;">(กองทัพต้องการคุณ) ซึ่งกองทัพบกสหราชอาณาจักร หรือ British Army ใช้เพื่อดึงดูดคนหนุ่มสาวเจเนอเรชั่น Z (อายุประมาณ 16-25 ปี) เพื่อให้สมัครเป็นทหารในกองทัพ ผ่านโปสเตอร์และวิดีโอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เราจะเห็นว่าคำว่า snowflake ได้ถูกรวบรวมเข้ากับชุดคำที่ใช้เรียกคนรุ่นใหม่ที่ถูกผูกติดกับอินเทอร์เน็ตและมือถือ อย่าง selfie addicts (คนเสพติดเซลฟี), game addicts (คนติดเกม), phone zombie (ซอมบี้ติดมือถือ) ไม่แน่ใจว่าถ้อยคำที่รุนแรงค่อนแคะนี้จะทำให้คนหนุ่มสาวอ่านแล้วกระแทกใจจนอยากทิ้งสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไปรับใช้ชาติหรือไม่&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">แม้จะมีคนไม่พอใจ ตั้งคำถาม และออกมาวิจารณ์เยอะมากๆ ว่าเหมารวมคนรุ่นใหม่ว่าไม่เอาไหน ติดเกม ติดมือถือ คิดว่าตัวเองพิเศษ แต่เว็บไซต์ The Drum ก็ได้ระบุว่าแคมเปญนี้ทำให้คนรุ่นใหม่สมัครเป็นทหารมากถึง 16,000 คน ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2019 แถมกระตุ้นให้คนเปิดดูเว็บไซต์เป็นล้านครั้ง หากทางกองทัพตั้งใจใช้กลยุทธ์ที่ว่ายิ่งมีคนด่า ยิ่งมีคนเห็น ยิ่งมีคนสนใจ และสารก็ยิ่งไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก</span></p>
<p style="text-align: center;"><iframe loading="lazy" src="https://www.youtube.com/embed/YFGHEZMSek4" width="560" height="315" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
<p style="text-align: center;">วิดีโอ Your Army Needs You ซึ่งมีคนกดไลก์ 1,000 คนและอันไลก์ในจำนวนพอๆ กัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เมื่อคำเปรียบเทียบกัดกร่อนจิตใจถูกใช้ปิดปาก ‘คนรุ่นใหม่’</h3>
<p><span style="font-weight: 300;">จากคำที่ใช้เน้นย้ำว่าทุกคนสำคัญ พิเศษ กลายเป็นคำที่ใช้ค่อนแคะแซะคนรุ่นใหม่ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและการลงประชามติ Brexit ในปี 2016 คำนี้ถูกใช้เพื่อตัดพลังและจำกัดเสียงและความเคลื่อนไหวว่าไม่สำคัญ อ่อนแอ และไร้เดียงสา s</span><span style="font-weight: 300;">nowflake กลายเป็นคำที่แสดงถึงช่องว่างระหว่างวัยของคนต่างยุคต่างสมัย กลายเป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้เรียกเด็กเมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างรุ่นที่เติบโตต่างกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ในปี 2015 มีเหตุการณ์ที่ศาสตราจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเยลได้ถกเถียงกันเรื่องชุดวันฮาโลวีนที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสมทางวัฒนธรรม จนทำให้ความสนุกหดหายไป คนรุ่นใหม่ซีเรียสเกินไปว่าอะไร PC ไม่ PC อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">จากคำที่ใช้จำกัดความนิสัยส่วนบุคคลกลายเป็นคำที่ถูกใช้จำกัดความและเหมารวมคนรุ่นใหม่ทั้งยุค snowflake มากไปกว่านั้น คำนี้ได้ถูกขยายการใช้งานออกไปอีก นอกเหนือจาก ‘snowflake generation’ (คนรุ่นเกล็ดหิมะ) ยังมีคำว่า ‘special snowflake syndrome’ (โรคเกล็ดหิมะพิเศษ) ที่มีความหมายในทางลบและค่อนแคะดูถูก&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">จากคำที่เคยใช้เพื่อแสดงถึงความสำคัญ มีคุณค่า เป็นปัจเจกบุคคล กลายเป็นคำที่ใช้แซะคนรุ่นใหม่ว่าอย่าสำคัญตัวผิด เป็นคำแซะทางการเมืองที่ทำให้คนรุ่นใหม่กลายเป็นเด็กเมื่อวานซืนที่บอบบางและหลงตัวเอง&nbsp;</span><span style="font-weight: 300;">ก่อนจะกลายเป็นคำแพร่หลายอย่างที่เรารู้จักในช่วงปี 2010s </span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ก่อนที่ Palahniuk จะหยิบคำนี้มาใส่ในนิยายชื่อดัง คำว่า snowflake ถูกใช้ในวาระทางสังคมและการเมืองหลายครั้ง อย่างในปี 1860 สหรัฐอเมริกาใช้คำนี้ในแวดวงคนผิวสีที่รณรงค์ให้เลิกทาสและเรื่องความเท่าเทียมกัน ในยุคนั้นการเปรียบเทียบกับ snowflake ให้ความหมายโดยนัยคือการที่สังคมให้คุณค่ากับคนผิวขาวมากกว่าคนผิวสี ซึ่งเกล็ดหิมะก็เป็นสีขาวเหมือนสีผิวของคนขาว และ snowflake ยังเคยถูกใช้จำกัดความคนผิวสีที่มีลักษณะอุปนิสัยเหมือน ‘คนขาว’ ลืมรากเหง้าของตัวเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในปี 2016 ปีเดียวกันนี้ได้เกิดการลงมติ Brexit และการเลือกตั้งของอเมริกาครั้งที่แล้วที่ได้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาบริหารประเทศ ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของคนรุ่นใหม่ผู้ผิดหวัง เสียใจ กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คนรุ่นแก่ดูถูกคนรุ่นใหม่ว่าเจ้าพวกเกล็ดหิมะ ช่างอ่อนไหว ไร้เดียงสา ไม่รู้อะไร คำนี้จึงถูกใช้เพื่อการปะทะกันระหว่างรุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ไม่มีอะไรจะปิดปาก หรือลดคุณค่าความเห็นของใครสักคนได้ดีไปกว่าการบอกว่าเขานั้นได้รับ &#8216;สิทธิประโยชน์&#8217; การที่ผู้ใหญ่มองความเห็นของคนรุ่นใหม่และเหยียดหยันว่า ‘ดูสิ พวกเธอโชคดีมากแค่ไหน’ เป็นการผลักและกดดันให้ผู้เห็นปัญหาหุบปากไป อย่าสำคัญตัวผิด อย่าบ่น อย่าอิดออด อย่าแสดงความเห็น อย่าเรียกร้อง รับผิดชอบชีวิตตัวเองพอ อย่าประท้วงสอบถามถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาในชีวิตพวกเธอเกิดจากความอ่อนแอไม่เอาไหน ความไม่ขยัน และความไม่อดทนเองนะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">การแปะป้ายให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวว่าเป็น snowflake สามารถตัดกำลังใจและทำให้พวกเขาสูญเสียความมั่นใจ จะแสดงออกและขับเคลื่อนอะไรเสียงของเขาก็กลายเป็นไร้ความหมาย อ่อนเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบของโลกนี้ได้ และทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้าลงไปอีก ทั้งที่โลกนี้ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องได้รับการแก้ไขให้ทันท่วงที</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>การแปะป้ายคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประวัติศาสตร์โลก</h3>
<p><span style="font-weight: 300;">การแปะป้ายคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และคนหนุ่มสาวทุกยุคทุกสมัยก็มีความปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงโลกและระบบที่เขาเติบโตให้ดียิ่งขึ้น คนรุ่นเราเกิดมาโดยได้เป็นพยานของวิกฤตการณ์ทางการเงินและวิกฤตการณ์โลกร้อนที่ดูสิ้นหวัง ไร้ทางออก เห็นความเหลื่อมล้ำที่หนักอึ้ง มองเห็นความวุ่นวายทางสังคมและการเมือง คนรุ่นใหม่ไม่ได้ไร้เดียงสาและพยายามกำลังต่อกรกับระบบอันยิ่งใหญ่กว่าตัวเขามาก หากใช้เหตุผลก็ดูสิ้นหวังสิ้นดี ทำไปทำไมไร้ผล ความเชื่อที่จะเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้ใช้อุดมคติและพลังใจพลังกายสูงมากๆ&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ตอนเราไปเที่ยวที่ฮานอย เวียดนาม ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์คุกสงคราม เห็นคนแก่ๆ หลายคนมาที่นี่เพื่อดูอดีตของตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก ในห้องสงครามเวียดนามซึ่งมีรวมภาพการประท้วงจากทั่วโลก มีลุงชาวอเมริกันคนหนึ่งพูดอย่างภูมิใจ ว่า &#8216;We were there, we were in the protest!&#8217; ตอนเขายังหนุ่มสาวเขาเคยเข้าร่วมประท้วงสงครามเวียดนาม ตอนนี้พวกเขากลับมาดูประวัติศาสตร์ที่ตนเองเคยเป็นส่วนร่วมเล็กๆ ในความเคลื่อนไหวนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">นึกย้อนไปถึงสมัยฝึกงานที่บริษัทกราฟิกแห่งหนึ่งที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อนของเจ้านายจากเดนมาร์กโม้ให้ฟังว่า สมัยหนุ่มๆ เขาได้ไปร่วมเดินประท้วงเรื่อง LGBT กับ Harvey Milk ที่ซานฟรานซิสโกด้วยนะ แม้ไม่มีใครจดจำความสำคัญของเขาได้นอกจากตัวเขาเองที่บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">เหล่าผู้ใหญ่มองกลับไปและภูมิใจกับวัยหนุ่มสาวอันมีพลังของตน แต่กลับมองว่าทำไมคนหนุ่มสาวสมัยนี้สนใจแต่ตัวเอง ช่างไม่รู้เรื่องราวอะไร ไม่เข้าใจระบบและโลกที่เขากำลังต่อต้านและประท้วงสอบถามดีพอ </span><span style="font-weight: 300;">นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่และคนตื่นตัวทางสังคมได้แต่ถูกปรามาสซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ‘เด็กสมัยนี้จะไปรู้อะไร’ จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จะไปเข้าใจอะไร ยิ่งเร้าให้คนรุ่นใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ได้เปราะปางอ่อนไหวอย่างที่เขาวิจารณ์ โดนด่า โดนทำร้าย ก็ยังทนได้และถกเถียงอย่างใจเย็น ไม่ได้ละลายง่ายๆ เหมือนเกล็ดหิมะอันบอบบางที่แตะต้องไม่ได้อย่างที่ผู้ใหญ่ว่า ความเคลื่อนไหวที่แข็งแรงนี้ต่อเนื่องไม่ใช่แค่การรวมตัวกันเพื่อเซลฟีแล้วจบไปเท่านั้น หากแต่เป็นการต่อสู้ระยะยาว</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">ในฐานะคนอายุวัยยี่สิบปลายๆ เราเชื่อว่าจงพูดออกมาหากเราเห็นสิ่งที่ยังไม่ดีพอ หากไม่พอใจ และเราเชื่อว่ามันดีได้กว่านี้ หากเรายังไม่สิ้นหวัง อย่าคิดว่าเสียงเราเล็กจนไม่มีความหมายในทางสถิติ เพราะเสียงของเราทุกคนมีอิทธิพลต่อคนรอบตัว แม้เราเปลี่ยนใจเขาไม่ได้ แต่เราคือตัวแทนและความเห็นหนึ่ง อย่าได้หวั่นไหวต่อความไม่พิเศษ ไม่สำคัญ หรือรู้สึกไร้พลัง เพราะเพียงแค่ได้แลกเปลี่ยนกับคนรอบตัวก็มีความหมายและสำคัญแล้ว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 300;">แม้ในโลกที่ทุกคนพิเศษ แตกต่าง จะทำให้ไม่มีใครพิเศษและแตกต่าง แม้คนรุ่นใหม่จะรู้ตัวว่าตนเองไม่พิเศษ ไม่สำคัญ ดูไร้พลัง แต่ใครๆ ก็สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนเล็กๆ ที่ไม่ไร้ความหมายให้กับคนรอบตัวเขาได้ พูดสิ่งที่คิดและทำสิ่งที่เชื่อได้</span></p>
<p>เราต่างหวังว่าสิ่งที่เราเชื่อมั่นจะคงทนต่อกาลเวลา และเราจะมองกลับมาด้วยความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้า</p>
<p>คนรุ่นใหม่จงพิสูจน์ตัวเองว่า เราไม่ได้เป็นเกล็ดหิมะที่ละลายง่ายๆ อย่างที่เขาว่า <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://apply.army.mod.uk/"><span style="font-weight: 300;">apply.army.mod.uk</span></a></p>
<p><a href="https://www.collinsdictionary.com/dictionary/english/snowflake-generation"><span style="font-weight: 300;">collinsdictionary.com</span></a></p>
<p><a href="https://metro.co.uk/2018/01/10/what-is-the-snowflake-generation-7218112/"><span style="font-weight: 300;">metro.co.uk</span></a></p>
<p><a href="https://play.acast.com/s/innovationhub/kids-these-daysand-yesterday-and-tomorrow"><span style="font-weight: 300;">play.acast.com</span></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/snowflake-generation/">&#8220;วัยรุ่นยุคใหม่อ่อนไหวราวเกล็ดหิมะ&#8221; คำที่ผู้ใหญ่ใช้สบประมาทหนุ่มสาวว่าบอบบางและสนใจแต่ตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่คุณว่าน่ารักอาจน่าอายสำหรับลูกเมื่อเขาโต &#8216;sharenting&#8217; เมื่อพ่อแม่รังแกฉันด้วยการโพสต์รูป</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sharenting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Sep 2019 13:23:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[internet]]></category>
		<category><![CDATA[in other words]]></category>
		<category><![CDATA[Sharenting]]></category>
		<category><![CDATA[พ่อแม่ยุคใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=71233</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเป็นพ่อแม่คืองานหนักที่ต้องเสียสละ เป็นหน้าที่ที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง จึงยากมากๆ ที่จะหักห้ามใจไม่ให้พ่อแม่มือใหม่โพสต์เรื่องราวความเคลื่อนไหวและรูปภาพของลูกน้อย ในเมื่อรูปเด็กๆ ที่น่ารัก ดูไม่มีพิษมีภัย ไร้เดียงสา แต่อาจส่งผลร้ายได้หากไม่ระวังก่อนกดโพสต์ วันนี้เราเลยขอแนะนำศัพท์ที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่กี่ปีมานี้จากพฤติกรรมการเล่นโซเชียลมีเดีย คือคำว่า sharenting คำที่เกิดขึ้นเพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับการโพสต์แชร์รูปลูกๆ จนเกินพอดีของเหล่าผู้ปกครอง sharenting (n.) เกิดจากการผสมคำว่า (share + parenting) ใช้เรียกกิจกรรมที่พ่อแม่ยุคใหม่ชอบโพสต์แชร์ภาพลูกน้อยจนเกินพอดี ซึ่งอาจนำไปสู่การเผยข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดกิจกรรมที่เด็กๆ ทำจนอาจส่งผลกระทบได้ในอนาคต คำว่า sharenting ถูกบัญญัติไว้ใน Collins Dictionary ในปี 2016 โดยเป็นคำที่เกิดขึ้นมาพร้อมคำวิจารณ์และข้อถกเถียงถึงสิทธิในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของเด็กโดยพ่อแม่ลงในพื้นที่สาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal เป็นผู้ริเริ่มคำนี้ โดยเริ่มตีพิมพ์บทความโดยใช้คำว่า oversharenting หรือการแชร์ข้อมูลและรูปลูกมากเกินไป เพื่อตั้งคำถามเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็ก &#160; รูปเด็กน้อยไม่มีพิษภัย ใครๆ ก็อยากเก็บความทรงจำดีๆ ของการเป็นพ่อแม่เอาไว้ งานวิจัยหนึ่งในสหราชอาณาจักรพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กคนหนึ่งจะมีรูปลงในออนไลน์ถึง 1,500 รูป&#160;ก่อนจะอายุ 5 ขวบเสียอีก โพสต์เกี่ยวกับเด็กๆ นั้นเรียกคะแนนความสนใจและการกดไลก์จากเพื่อนๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sharenting/">สิ่งที่คุณว่าน่ารักอาจน่าอายสำหรับลูกเมื่อเขาโต &#8216;sharenting&#8217; เมื่อพ่อแม่รังแกฉันด้วยการโพสต์รูป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">การเป็นพ่อแม่คืองานหนักที่ต้องเสียสละ เป็นหน้าที่ที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง จึงยากมากๆ ที่จะหักห้ามใจไม่ให้พ่อแม่มือใหม่โพสต์เรื่องราวความเคลื่อนไหวและรูปภาพของลูกน้อย ในเมื่อรูปเด็กๆ ที่น่ารัก ดูไม่มีพิษมีภัย ไร้เดียงสา แต่อาจส่งผลร้ายได้หากไม่ระวังก่อนกดโพสต์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้เราเลยขอแนะนำศัพท์ที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่กี่ปีมานี้จากพฤติกรรมการเล่นโซเชียลมีเดีย คือคำว่า sharenting คำที่เกิดขึ้นเพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับการโพสต์แชร์รูปลูกๆ จนเกินพอดีของเหล่าผู้ปกครอง</span></p>
<p>sharenting<span style="font-weight: 300;"> (n.) </span><span style="font-weight: 400;">เกิดจากการผสมคำว่า (share + parenting) ใช้เรียกกิจกรรมที่พ่อแม่ยุคใหม่ชอบโพสต์แชร์ภาพลูกน้อยจนเกินพอดี ซึ่งอาจนำไปสู่การเผยข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดกิจกรรมที่เด็กๆ ทำจนอาจส่งผลกระทบได้ในอนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำว่า sharenting ถูกบัญญัติไว้ใน Collins Dictionary ในปี 2016 โดยเป็นคำที่เกิดขึ้นมาพร้อมคำวิจารณ์และข้อถกเถียงถึงสิทธิในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของเด็กโดยพ่อแม่ลงในพื้นที่สาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ <em>The Wall Street Journal</em> เป็นผู้ริเริ่มคำนี้ โดยเริ่มตีพิมพ์บทความโดยใช้คำว่า </span><span style="font-weight: 400;">oversharenting หรือการแชร์ข้อมูลและรูปลูกมากเกินไป </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อตั้งคำถามเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็ก</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>รูปเด็กน้อยไม่มีพิษภัย ใครๆ ก็อยากเก็บความทรงจำดีๆ ของการเป็นพ่อแม่เอาไว้</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยหนึ่งในสหราชอาณาจักรพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กคนหนึ่งจะมีรูปลงในออนไลน์ถึง 1,500 รูป&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ก่อนจะ</span><span style="font-weight: 400;">อายุ 5 </span><span style="font-weight: 400;">ขวบเสียอีก</span> <span style="font-weight: 400;">โพสต์เกี่ยวกับเด็กๆ นั้นเรียกคะแนนความสนใจและการกดไลก์จากเพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี และกลายเป็นขุมทรัพย์ทางการตลาดชั้นยอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมกลายเป็นสถานที่บอกเล่าเรื่องราวความสุข การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำ เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่น่าจดจำ หลายคนมองว่าการโพสต์รูปลูกคือการแสดงถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวอย่างจริงใจ ช่วยสื่อสารเรื่องราวของพ่อแม่ที่ห่วงใย เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ขอคำปรึกษา และพ่อแม่จำนวนมากก็ชินกับการลงรูปลูกทุกวัน วันละหลายรูปจนท่วมล้นไทม์ไลน์&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมีลูกเป็นประสบการณ์ที่ลํ้าค่าและอบอุ่นสวยงาม การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องยากและใช้พลังงานมหาศาล เด็กๆ ในช่วงปีแรกๆ ก็เติบโตไวจนน่าใจหาย เป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่ย่อมอยากเก็บบันทึกความเป็นไป รายละเอียด และพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของลูกโดยละเอียด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงรูปเด็กๆ มีข้อดีคือช่วยเชื่อมสัมพันธ์เพื่อนๆ ญาติๆ และแลกเปลี่ยนความรู้ในชุมชนคนเป็นพ่อแม่ ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายหากไม่คิดร้ายและไม่คิดมาก แค่เก็บความทรงจำดีๆ ไว้ แต่อย่าลืมว่าลูกน้อยนั้นเลือกไม่ได้ และสิ่งที่ถูกโยนไปในสายธารอินเทอร์เน็ตนั้นจะอยู่ทนตลอดไปแม้จะลบไปแล้วก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่พ่อแม่โพสต์รูปหรือข้อมูลส่วนตัวใดๆ ของลูกลงอินเทอร์เน็ต พวกเขากำลังสร้าง digital footprint หรือรอยพิมพ์ดิจิทัลให้กับลูก ซึ่งอาจถูกสืบค้นพบได้ในอนาคต ซึ่งรอยพิมพ์เหล่านี้อาจเริ่มต้นตั้งแต่พวกเขายังไม่เกิดด้วยซํ้า และเด็กๆ ก็เลือกไม่ได้&nbsp; อินเทอร์เน็ตมีความทรงจำเกี่ยวกับพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะจำความได้เสียด้วยซ้ำ&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เมื่อพ่อแม่สร้างตัวตนออนไลน์ให้ลูกก่อนเขาจะรู้เดียงสา</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ ‘ถ้าไม่พอใจ ไม่อยากดูก็กดอันฟอลโลว์ไปสิ’ เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของเด็กๆ ที่โพสต์รูปตัวเองไม่ได้&nbsp; </span><span style="font-weight: 400;">ชีวิตของพวกเขาถูกจดจ้องโดยคนอีกมากที่มองดูอยู่ผ่านโพสต์ของพ่อแม่โดยพวกเขาอาจไม่รู้ตัวหรือยินยอมเลย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพ่อแม่ได้ลงรูปลูกเพื่อบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็ได้ก่อร่างสร้างตัวตนออนไลน์ให้กับพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะพูดได้เดินได้เสียอีก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ดูไม่มีพิษไม่มีภัย และพ่อแม่ก็ไม่มีเจตนาร้ายใดๆ ก็อาจเกิดผลกระทบจากการลงรูป&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ชีวิตของเด็กๆ ได้ถูกเขียนขึ้นก่อนที่เขาจะเลือกเล่าชีวิตของตัวเองในมุมที่เขาปรารถนา และเริ่มมีเด็กจำนวนหนึ่งที่เริ่มโตพอ และขอร้องให้พ่อแม่ลบโพสต์ที่น่าอายเกี่ยวกับพวกเขาในวัยเด็ก รูปที่พ่อแม่ว่าน่ารักน่าชัง ตลกน่าเอ็นดู อาจน่าอายสำหรับพวกเขาก็ได้เมื่อโตขึ้น อย่าลืมว่าสิ่งที่โพสต์ไปไม่ได้หายไปไหน ในอนาคตอาจถูกสืบค้นพบโดยเพื่อนร่วมชั้นเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถานที่ทำงานในอนาคตก็ได้โดยไม่ได้รับความยินยอม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเทศฝรั่งเศสได้ออกกฎหมายที่พ่อแม่อาจเข้าคุกหรือเสียค่าปรับได้ หากโพสต์ข้อมูลส่วนตัวหรือภาพถ่ายของลูกลงออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเด็ก อาจดูโหดร้ายที่ลูกจะฟ้องพ่อแม่ตัวเองจากเรื่องเล็กน้อย แต่เด็กในบางช่วยอายุอาจไม่ได้อยากถูกบันทึกภาพเก็บไว้และเผยแพร่ไปในที่สาธารณะก็ได้</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สัญญาณว่าพ่อแม่คนใดมีพฤติกรรมลงรูปลูกมากเกินไป</h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">เพื่อนๆ เริ่มอันเฟรนด์หรืออันฟอลโลว์คุณเพราะดูภาพทารกซํ้าๆ จำนวนมากไม่ไหวแล้ว</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">พ่อแม่สนใจว่าโมเมนต์ต่างๆ ในชีวิตนั้นควรเก็บบันทึกด้วยกล้องมือถือให้ทันมากกว่าสวัสดิภาพของลูก เช่น เมื่อลูกล้มหรือบาดเจ็บ พ่อแม่หยิบมือถือถ่ายก่อนจะช่วยเหลือ</span></li>
<li style="font-weight: 400;"><span style="font-weight: 400;">คุณลงรูปลูกอัพเดตทั้งวัน เมื่อคุณไม่ได้ลงรูปลูกไม่กี่วัน เพื่อนถามว่าลูกเป็นอะไรหรือเปล่า</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครรู้ว่าภาพที่โพสต์ลงในอินเทอร์เน็ตมีโอกาสจะถูกส่งต่อนำพาไปไหนบ้าง ในเบื้องต้นอาจฟังดูพารานอยด์หรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่ในอินเทอร์เน็ต มีพฤติกรรมที่เรียกว่า ‘digital kidnapping’ คือเมื่อคนแปลกหน้าขโมยรูปลูกน้อยและโพสต์ใหม่เองราวกับเป็นลูกของตัวเอง ภาพและหน้าของเด็กๆ ได้ถูกบรรจุชื่อและเรื่องราวใหม่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ และที่สำคัญไม่ได้รับความยินยอมจากตัวเด็กเองที่ยังไม่รู้ประสาแต่ถูกเอาใบหน้าและตัวตนไปใช้ นอกจากนี้ ภาพเด็กยังมีโอกาสถูกดูดขโมยไปฝังเก็บอยู่ใน archive ของเว็บไซต์คนที่เป็น pedophile หรือคนที่มีอารมณ์ทางเพศกับเด็ก สิ่งเหล่านี้ฟังดูดาร์กแต่ก็เกิดขึ้นจริงในโลกออนไลน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นมา มองกลับไป พวกเขาอาจไม่พอใจหรืออับอายในรูปที่พ่อแม่โพสต์ไปแล้วไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ไม่สามารถถอนคืนได้หมดจด เพราะรูปของพวกเขาไม่ได้ปรากฏแค่ในกรอบรูปติดฝาผนังบ้านให้แขกชมเชย หรือไม่ได้อยู่ในอัลบั้มภาพถ่ายที่เก็บไว้ในลิ้นชัก รูปและภาพเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ถูกเผยแพร่ไปในอินเทอร์เน็ตอันเป็นที่สาธารณะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ประเด็นนี้จึงนำไปสู่ข้อถกเถียงในความขัดแย้งระหว่าง ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ ของพ่อแม่ผู้ปกครองกับ ‘สิทธิในความเป็นส่วนตัว’ ของเด็กๆ ที่ยังเล็กเกินกว่าจะเลือกเล่าชีวิตของตัวเองได้ และเลือกไม่ได้ว่าจะมีตัวตนบนโลกออนไลน์ไหม แต่พ่อแม่ก็บรรจุลงในโพสต์เสียแล้ว&nbsp;&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>สิ่งที่เราว่าน่ารักอาจเป็นสิ่งน่าอายสำหรับลูกก็ได้เมื่อเขาโตขึ้น</h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทารกมนุษย์มีช่วงวัยทารกที่ยาวนานกว่าจะดูแลตัวเองและหาอาหารเองได้ เด็กทารกถูกออกแบบมาให้เอ็นดูตามธรรมชาติ ความน่ารัก บอบบาง ไร้เดียงสานั้นน่าเก็บบันทึกไว้&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันนี้ เราคงห้ามพ่อแม่ให้งดหรือลบรูปลูกไม่ได้ แต่พ่อแม่ควรคิดให้ดีก่อนกดโพสต์รูปหรือข้อมูลของลูกลงในกลุ่มใดๆ ในพื้นที่อินเทอร์เน็ตที่ไม่เป็นส่วนตัว และคิดเสมอว่าทุกคำและทุกภาพที่ลงไปอาจพบได้ที่อื่นนอกเหนือจากในโปรไฟล์ของเรา ทุกครั้งที่เราแท็กใครสักคน เพื่อนของเขาก็จะเห็นด้วย และควรงดลงข้อมูลส่วนตัวที่อาจเป็นอันตรายได้ และหากลูกเริ่มโตพอที่จะรู้เรื่อง ควรถามลูกเสมอว่าสามารถโพสต์รูปและเรื่องราวของเขาได้ใช่ไหม และพ่อแม่ต้องถามตัวเองเสมอว่ารูปนี้โอเคไหม หากเป็นผู้ใหญ่ เช่นภาพที่กึ่งเปลือย หรือภาพตลกๆ น่าอาย ภาพเด็กน้อยที่อาละวาดโวยวายร้องไห้ และที่สำคัญอย่าเขียนอะไรที่เมื่อเด็กๆ โตพอจะอ่านแล้วอาจไม่พอใจได้ในอนาคต หากใจเย็นพอและรอได้ เก็บรูปลูกของคุณไว้ รอโพสต์แชร์ในวันที่เขาเริ่มรู้เรื่องและยินยอมให้นำเรื่องของเขาไปฝังไว้ในโลกออนไลน์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้เด็กๆ เป็นทารกที่น่ารักไร้เดียงสาในวันนี้ ในวันหน้าอีกไม่นานพวกเขาจะเติบโตกลายเป็นวัยรุ่นและกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง ย้อนกลับมาดูสิ่งที่คุณโพสต์เกี่ยวกับพวกเขา และวันหนึ่ง พวกเขาอาจต้องการสร้างตัวตนของตัวเองในแบบที่เขาพอใจ เรื่องตลกน่ารักในวันนี้อาจกลายเป็นเรื่องน่าอายได้เสมอ</span></p>
<p>บอกตัวเองเสมอว่า สิ่งใดที่กดเผยแพร่ไปแล้วในพื้นที่สาธารณะของอินเทอร์เน็ต สิ่งนั้นจะคงอยู่ตลอดไป ไม่สามารถเรียกกลับคืนหรือลบล้างได้หมดจด</p>
<p>ต่อให้ลูกน่ารักน่าอวดแค่ไหนก็ตาม โปรดชั่งใจก่อนจะกดโพสต์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.collinsdictionary.com/dictionary/english/sharenting">collinsdictionary.com</a><br />
<a href="https://www.nytimes.com/2019/06/05/opinion/children-internet-privacy.html">nytimes.com</a><br />
<a href="https://scholarship.law.ufl.edu/facultypub/779/">scholarship.law.ufl.edu</a><br />
<a href="https://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/europe/france/12179584/French-parents-could-be-jailed-for-posting-childrens-photos-online.html">telegraph.co.uk</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sharenting/">สิ่งที่คุณว่าน่ารักอาจน่าอายสำหรับลูกเมื่อเขาโต &#8216;sharenting&#8217; เมื่อพ่อแม่รังแกฉันด้วยการโพสต์รูป</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมเราจึงหลงรักความเหลวแหลกแตกสลาย? ว่าด้วยความหลงใหลในซากปรักหักพัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-word-ruinenlust/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Sy Chonato]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Jun 2019 18:42:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[In Other Words]]></category>
		<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Ruinenlust]]></category>
		<category><![CDATA[Ruin Porn]]></category>
		<category><![CDATA[ซากปรักหักพัง]]></category>
		<category><![CDATA[ruinen]]></category>
		<category><![CDATA[lust]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลงใหลในซากปรักหักพัง]]></category>
		<category><![CDATA[word]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=62922</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราบางคนหลงใหลและเห็นความงามในซากปรักหักพัง บ้านร้าง เมืองร้าง หรือตึกที่ไร้ผู้คน สถานที่เหล่านี้เคยมีชีวิต เคยกระฉับกระเฉง เต็มไปด้วยกิจกรรม แต่บัดนี้ได้ถูกทิ้งไว้ให้เงียบงัน ค่อยๆ กร่อน ค่อยๆ พัง ไม่ว่าด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเศรษฐกิจ ในภาษาเยอรมัน มีความรู้สึกอันแปลได้ยาก ใช้คำว่า ‘ruinenlust’ ผสมขึ้นจาก ruinen ที่แปลว่าซาก และ lust ที่แปลว่าแรงปรารถนา ความต้องการ ความพึงพอใจ รวมแล้วหมายถึง&#160;‘ความพึงพอใจ หลงใหล หรือรู้สึกดึงดูดในซากปรักหักพัง ความรู้สึกรัก หลงใหลในสถานที่หรือสิ่งที่พังทลายไปแล้ว เกิดความรู้สึกซาบซึ้งถึงความงามของสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง’ &#160; Ruin Porn กลุ่มคนเก็บภาพถ่ายซากปรักหักพังอันสวยงาม เมืองที่เคยเฟื่องฟูในอดีตอย่างดีทรอยต์ เคยคึกคักจากอุตสาหกรรมรถยนต์จนถูกเรียกว่าเป็น Motor City แต่บัดนี้ได้ล้มเหลวจากเศรษฐกิจซบเซาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บางส่วนของเมืองเหมือนซากหลังสงคราม เมืองที่คึกคักกลับกลายเป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่า ดีทรอยต์กลายเป็นเมืองที่อับเฉา เต็มไปด้วยบ้านร้าง คนว่างงาน สถิติอาชญากรรมสูง และกลายเป็นเมืองที่ดึงดูดช่างภาพให้ไปเก็บภาพสถานที่ที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า ผู้คนหยุดมองสถานที่หรือเมืองที่ตายไปแล้วไม่ได้ พวกเขารู้สึกกระหายและสงสัย ความสนใจในความงดงามของความผุพังทำให้เกิดกลุ่มความเคลื่อนไหว จนเกิดคำว่า ‘Ruin Porn’ ซึ่งใช้เรียกนักถ่ายภาพที่ถูกดึงดูดและกระหายที่จะเก็บภาพเมืองร้าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-word-ruinenlust/">ทำไมเราจึงหลงรักความเหลวแหลกแตกสลาย? ว่าด้วยความหลงใหลในซากปรักหักพัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เราบางคนหลงใหลและเห็นความงามในซากปรักหักพัง บ้านร้าง เมืองร้าง หรือตึกที่ไร้ผู้คน สถานที่เหล่านี้เคยมีชีวิต เคยกระฉับกระเฉง เต็มไปด้วยกิจกรรม แต่บัดนี้ได้ถูกทิ้งไว้ให้เงียบงัน ค่อยๆ กร่อน ค่อยๆ พัง ไม่ว่าด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเศรษฐกิจ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในภาษาเยอรมัน มีความรู้สึกอันแปลได้ยาก ใช้คำว่า ‘ruinenlust’ ผสมขึ้นจาก ruinen ที่แปลว่าซาก และ lust ที่แปลว่าแรงปรารถนา ความต้องการ ความพึงพอใจ รวมแล้วหมายถึง&nbsp;</span><i><span style="font-weight: 400;">‘ความพึงพอใจ หลงใหล หรือรู้สึกดึงดูดในซากปรักหักพัง ความรู้สึกรัก หลงใหลในสถานที่หรือสิ่งที่พังทลายไปแล้ว เกิดความรู้สึกซาบซึ้งถึงความงามของสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง’ </span></i></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span style="font-weight: 400;">Ruin Porn กลุ่มคนเก็บภาพถ่ายซากปรักหักพังอันสวยงาม</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมืองที่เคยเฟื่องฟูในอดีตอย่างดีทรอยต์ เคยคึกคักจากอุตสาหกรรมรถยนต์จนถูกเรียกว่าเป็น Motor City แต่บัดนี้ได้ล้มเหลวจากเศรษฐกิจซบเซาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บางส่วนของเมืองเหมือนซากหลังสงคราม เมืองที่คึกคักกลับกลายเป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่า ดีทรอยต์กลายเป็นเมืองที่อับเฉา เต็มไปด้วยบ้านร้าง คนว่างงาน สถิติอาชญากรรมสูง และกลายเป็นเมืองที่ดึงดูดช่างภาพให้ไปเก็บภาพสถานที่ที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า ผู้คนหยุดมองสถานที่หรือเมืองที่ตายไปแล้วไม่ได้ พวกเขารู้สึกกระหายและสงสัย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสนใจในความงดงามของความผุพังทำให้เกิดกลุ่มความเคลื่อนไหว จนเกิดคำว่า ‘Ruin Porn’ ซึ่งใช้เรียกนักถ่ายภาพที่ถูกดึงดูดและกระหายที่จะเก็บภาพเมืองร้าง จนเกิดกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการเสพหนังโป๊แห่งซากปรักหักพัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปรากฏการณ์นี้เริ่มต้นในปี 2009 เมื่อบล็อกเกอร์เก็บภาพเมืองดีทรอยต์อันซบเซา จึงเกิดเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ถ่ายภาพสถานที่ร้าง เช่น บ้านร้าง ห้างสรรพสินค้า หรือโรงงานที่ล้มเลิกปิดกิจการ ความสวยงามกึ่งหลอน ความผุกร่อนสลายของวัสดุและสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ชวนให้คิดถึงฉากเมืองร้างในหนังซอมบี้ หลังโรคระบาด หรือวันสิ้นโลกที่เงียบเชียบและว่างเปล่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่างภาพอย่าง Andrew Moore ได้ตีพิมพ์หนังสือ <em>Detroit Disassembled</em> กลายเป็นการจุดประกายและกระพือความเคลื่อนไหวของ Ruin Porn ในฐานะงานศิลปะ ในโลกอินเทอร์เน็ตที่ภาพและสารถูกส่งออกไปอย่างว่องไว ช่วยแพร่กระจายความกระหายและความใคร่ในซากปรักหักพัง</span></p>
<div id="erdyt-6a28f17f2a2a2" data-id="u6PaewtfWVY" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-u6PaewtfWVY-6a28f17f2a2a2" data-vid="u6PaewtfWVY" data-src="https://www.youtube.com/embed/u6PaewtfWVY?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/u6PaewtfWVY/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ความกระหายโหยหาความงามของสถานที่ร้างนำมาสู่คำถามว่า ผิดไหม หรือควรไหม เพราะการเข้าไปสำรวจสอดส่องจ้องมองสถานที่ร้างอย่างไร้ขอบเขตมักหมายถึงการบุกรุกเข้าไปในที่ร้างที่อาจผิดกฎหมาย อันตราย และเสี่ยงต่อชีวิต เพราะโครงสร้างของสถานที่นั้นๆ อาจไม่แข็งแรง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขณะเดียวกัน ดีทรอยต์ยังไม่ได้ตายสิ้นลมหายใจสนิท ชีวิตในเมืองนี้ไม่ได้ถูกกวาดกำจัดด้วยสึนามิหรือระเบิดปรมาณู ยังมีผู้มีชีวิตหลงเหลือและดำเนินชีวิตอยู่ พวกเขายังพยายามต่อสู้เพื่อรอดชีวิต พวกเขายังไม่ตายในเมืองที่ลมหายใจแผ่วเบา การกระจายภาพจำดีทรอยต์ว่าเหลือแค่ซากอาจยิ่งทำร้ายคนที่ยังอยู่และพยายามเอาตัวรอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในกรุงเทพมหานครเองก็มีตึกร้างอย่าง ‘สาทร ยูนิค ทาวเวอร์’ ซึ่งดึงดูดนักผจญภัยผู้แสวงหาความตื่นเต้น พานักท่องเที่ยวให้ขึ้นไป ตามมาซึ่งการเกิดแรงบันดาลใจ สู่เรื่องเล่า ตำนาน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง<em> เพื่อน..ที่ระลึก</em> อีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ซากปรักหักพังเตือนให้เรารู้ซึ้งถึงความไม่จีรังของชีวิต</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Ruin Porn ไม่ได้เพิ่งเกิดจากความสนใจในการล่มสลายของดีทรอยต์ ความหลงใหลในซากปรักหักพังมีมานานแล้วในประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปในยุคเรอเนซองซ์หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ศิลปินชาวอิตาเลียนหวนกลับไปหลงใหลในซากอารยธรรมกรีกและโรมัน พยายามรื้อฟื้น และระลึกถึงความสวยงามรุ่งเรืองในอดีตที่จบลงไปแล้ว พร้อมกับหยิบจับส่วนประกอบต่างๆ มาสร้างงานศิลปะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปี 2014 Tate Gallery ที่ลอนดอน ก็มีนิทรรศการ ‘Ruin Lust’ ที่สรรเสริญซากและการทำลาย ซึ่งรวมงานศิลปะที่แสดงภาพซาก สงคราม และการสิ้นโลก จากศตวรรษที่ 17 จนถึงปัจจุบัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในแง่การท่องเที่ยว หากเป็นซากอารยธรรมโบราณ นักท่องเที่ยวไม่น้อยที่หลงใหลในการท่องเที่ยวดูซากอารยธรรมโบราณ พิจารณาความรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นและดับลง เตือนใจให้ระลึกถึงสถานที่และผู้คนที่เคยมีชีวิตมาก่อนหน้า เช่น ซากภูเขาไฟแห่งเมืองปอมเปอี ณ อิตาลี ที่กิจกรรมและชีวิตถูกแช่แข็งจากภูเขาไฟวิซุเวียสระเบิด ชวนชมวิถีชีวิตและลมหายใจของอดีตที่ถูกแช่แข็ง สิ่งของ ร่างกาย ไปจนถึงหลักฐานการมีอยู่ของชีวิตอันถูกรักษาไว้ด้วยลาวาภูเขาไฟ</span></p>
<div id="attachment_65893" style="width: 1546px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-65893" class="wp-image-65893 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/N00793_10.jpg" alt="" width="1536" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/N00793_10.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/N00793_10-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/N00793_10-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/N00793_10-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/N00793_10-600x375.jpg 600w" sizes="(max-width: 1536px) 100vw, 1536px" /><p id="caption-attachment-65893" class="wp-caption-text">ภาพแสดงหายนะจากภูเขาไฟวิซุเวียสแห่งปอมเปอีในผลงานศิลปิน &nbsp;The Destruction of Pompeii and Herculaneum: John Martin 1789–1854</p></div>
<p><span style="font-weight: 400;">กิจกรรมของผู้ชื่นชมซากปรักหักพัง การทำลายล้าง ความฉิบหาย นำมาซึ่งคำถามเชิงจริยธรรมในการท่องเที่ยว การส่องดูซากศพเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย รวมถึงความผุพังของโบราณสถานจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทวีความทรุดโทรมเร็วขึ้น ทำให้เมืองที่ตายไปแล้วต้องตายอีกครั้งจากการบุกรุกของคนนอกที่ไม่ระมัดระวัง</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ซากปรักหักพังเตือนให้เรารู้ซึ้งถึงผีร้ายแห่งความไม่เท่าเทียมในโลก</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเป็นซากความพังทางเศรษฐกิจและการเมือง นักท่องเที่ยวบางคนมาจากชีวิตที่มีระบบและสาธารณูปโภคที่ปลอดภัย มาจากบ้านที่สบาย มาจากสถานที่ที่มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี อาชญากรรมเกิดขึ้นตํ่า พวกเขาแสวงหาสถานที่อื่นๆ ในโลกที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็อันตรายกับการที่เราจะโรแมนติไซส์ความพัง ความเสี่ยง ความอันตราย อดีตอันโหดร้าย และความตายของคนจำนวนมาก นั่นทำให้เราตระหนักว่าเราต่างหนีไปจากบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไม่พ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จึงน่าตั้งคำถามต่อความกระหายที่พานักท่องเที่ยวจากโลกที่หนึ่งไปสู่เมืองโลกที่สามดิบๆ พังๆ เพื่อสำรวจซากบ้านเมืองต่างถิ่น และมองดูผู้คนที่โชคร้ายในการเมืองและเศรษฐกิจในฐานะความสุนทรี กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">‘Poverty Porn’</span><span style="font-weight: 400;">&nbsp; คือการมองดูความโชคร้ายของเพื่อนร่วมโลกเพื่อเกิดประสบการณ์ชีวิต</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><span style="font-weight: 400;">Morbid Curiosity ความใคร่สงสัยใน ‘ความตาย’ ของสถานที่</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ทำไมเราถึงสนใจภาพเมืองที่กร่อนสลาย คราบฝุ่นสกปรกจากการถูกทอดทิ้ง และเศษซากจากการถูกทำลาย กระจกแตก สนิม สิ่งของที่กำลังเน่าสลาย ภาพที่แสนเศร้าและสกปรกเหล่านี้แสดงถึงเวลา ธรรมชาติ ความตาย และความเป็นไปของโลกที่มีเกิดมีดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรารู้สึกตื่นเต้นสงสัยในความตายของคนและความตายของสถานที่ มนุษย์มีความรู้สึกนี้ที่เรียกว่า ‘Morbid Curiosity’ หรือความกระหายใคร่สงสัยในสิ่งที่ทำให้เราระลึกถึงการมีอยู่ของความตาย ข่าวร้าย และหายนะ ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกสนใจในความเป็นมนุษย์ ประสบการณ์แห่งการผจญภัยในความไม่รู้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าดู อยากสัมผัสซากอดีตที่เคยรุ่งเรือง หรือเสี้ยวซากชีวิตของผู้สูญสลายจากหายไปก่อนหน้าเรา &nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซากปรักหักพังอันเกิดจากตำนานเรื่องเล่าในอดีตชวนให้เราสงสัยว่าอะไรที่ทำให้สถานที่ ‘ตาย’ ลง เกิดอะไรขึ้น พวกเขาในตอนนี้เป็นอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สถานที่ ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่เน่าสลายในเวลาอันรวดเร็ว จึงใช้เวลานานกว่าจะผุกร่อนและถูกธรรมชาติค่อยๆ แทรกซึมและเอาคืน ในความตายของเมือง อีกมุมหนึ่งธรรมชาติได้ฟื้นคืนกลับมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมืองเชอร์โนบิลหรือฟูกูชิมะ ซึ่งกลายเป็น no-entry zone จากหายนะจากของปรมาณูรั่วไหล ทั้งพื้นที่ถูกปกคลุมและอยู่ไม่ได้ด้วยค่ากัมมันตภาพรังสีสูงเกินกว่าการดำรงชีวิต เมืองเหล่านี้จึงถูกทิ้งให้รกร้างเงียบงัน กิจกรรมทุกชนิดหยุดลง ผู้คนต้องสละบ้านเรือนและหนีไป และบางคนก็ทิ้งชีวิตบางส่วนไว้ที่นี่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาผ่านไปเมื่อไร้มนุษย์ ผืนป่าและสัตว์ป่าได้ขยายอาณาเขตอีกครั้งจนเกิดสัญญาณชีวิตใหม่ และนำมาสู่การท่องเที่ยว เชื้อเชิญคนที่สงสัยและกล้าเสี่ยงมาส่องดูซากเพื่อเตือนใจให้เห็นผลกระทบจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมนุษย์ในมุม worst case scenario </span></p>
<div id="erdyt-6a28f17f2a302" data-id="E-h15wX14po" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-E-h15wX14po-6a28f17f2a302" data-vid="E-h15wX14po" data-src="https://www.youtube.com/embed/E-h15wX14po?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/E-h15wX14po/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ซากปรักหักพังของสถานที่เตือนเราถึงการมีอยู่ของความตาย ที่มนุษย์ใคร่ครวญสงสัย ถวิลหา และหยุดจ้องมองดูไม่ได้ ซากปรักหักพังชวนให้ระลึกถึงสิ่งที่เคยมีและดับไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมองดูซากปรักพังคอยเตือนเราว่าตัวเราและสถานที่ที่เราอยู่ วันหนึ่งก็คงถึงคราวอวสาน ล่มสลายดับไปให้คนรุ่นต่อไปได้สงสัยและมองกลับมาดู</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิง</span></p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=E-h15wX14po&amp;t=1s"><span style="font-weight: 400;">30 Years After Chernobyl, Nature Is Thriving | National Geographic</span></a></p>
<p><a href="https://www.artbook.com/9788862081184.html"><span style="font-weight: 400;">Andrew Moore: Detroit Disassembled</span></a></p>
<p><a href="https://www.tate.org.uk/whats-on/tate-britain/exhibition/ruin-lust"><span style="font-weight: 400;">Ruin Lust</span></a></p>
<p><a href="https://www.tate.org.uk/art/artworks/martin-the-destruction-of-pompei-and-herculaneum-n00793"><span style="font-weight: 400;">The Destruction of Pompei and Herculaneum: &nbsp;John Martin 1789–1854</span></a></p>
<p><a href="https://www.citylab.com/design/2012/01/psychology-ruin-porn/886/"><span style="font-weight: 400;">The Psychology of Ruin Porn</span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-word-ruinenlust/">ทำไมเราจึงหลงรักความเหลวแหลกแตกสลาย? ว่าด้วยความหลงใหลในซากปรักหักพัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
