<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Museum Minds, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/museum-minds/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/museum-minds/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Oct 2019 06:31:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ปูนปั้นจำลอง &#8216;ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่&#8217; ขุมทรัพย์แห่งพิพิธภัณฑ์ที่เน้นย้ำความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี</title>
		<link>https://adaymagazine.com/belvedere-torso/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Oct 2019 17:51:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Belvedere Torso]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์ศิลป์ พีระศรี]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนปั้น]]></category>
		<category><![CDATA[ประติมากรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กรีก]]></category>
		<category><![CDATA[โรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาลี]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมทรัพย์นักพิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนปั้นจำลอง]]></category>
		<category><![CDATA[ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=75824</guid>

					<description><![CDATA[<p>นอกจากเสียงเพลง ซานตาลูชีอา ที่ถูกร้องประสานดังกึกก้องในบริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา อาจารย์ศิลป์ พีระศรี (ชื่อเดิม Corrado Feroci) ยังเป็นผู้นำเข้าอีกหลากหลายสรรพสิ่งจากประเทศอิตาลี ซึ่งตกทอดมาในวงการศิลปวัฒนธรรมไทยจวบจนปัจจุบัน เราจึงขอถือโอกาสเล่าเรื่อง &#8216;ขุมทรัพย์&#8217; นำเข้าอีกชิ้นหนึ่ง ที่น้อยคนจะรู้จัก แต่แสดงให้เห็นถึงคุณูปการของอาจารย์ศิลป์ต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของบ้านเราได้อย่างดี แถมยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย&#8211;อิตาลีที่เวียนมาครบ 150 ปีในปี 2019 นี้ไปด้วยในตัว ขุมทรัพย์ที่ว่านี้คือ ปูนปั้นจำลอง &#8216;ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่&#8217; (Belvedere Torso) นั่นเอง ปูนปั้นนี้มีต้นแบบมาจากซากประติมากรรมหินอ่อนโบราณของชาวโรมัน ซึ่งคาดกันว่าน่าจะจำลองมาจากรูปสำริดของชาวกรีกอีกที คำนวณอายุได้เก่ากว่า 2,000 ปี ตรงฐานมีการสลักชื่อผู้สร้างไว้ว่า &#8216;Apollonius, Son of Nestor, Athenian&#8217; วัตถุชิ้นนี้อยู่ในบันทึกสมบัติของพระราชาคณะ Prospero Colonna ในโรมตั้งแต่ ค.ศ. 1430 ต่อมาถูกนำมาวางที่ Cortile del Belvedere ในวาติกัน เป็นที่มาของชื่อเรียกว่า &#8216;ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่&#8217; เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่า แม้ประติมากรรมหินอ่อนชิ้นนี้แตกหักไปมาก แต่ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปวัตถุที่สมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลือมาจากยุคกรีก-โรมัน นอกจากนี้ยังแสดงถึงความงามในอุดมคติและความเชี่ยวชาญของประติมากรสมัยนั้นอย่างดีเยี่ยม กล่าวคือแม้รูปปั้นนี้จะเป็นเรือนร่างบุรุษที่กำยำใหญ่โต แต่กลับไม่รู้สึกถึงความแข็งกระด้างแม้แต่น้อย ช่วงลำตัวในที่นี้ถูกปั้นในท่วงท่านั่ง ขณะเดียวกันก็บิดเอียง เผยให้เห็นแผงหน้าอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องใต้กระดูกซี่โครงที่โป่งพองขึ้นเล็กน้อยราวกับว่ากำลังสูดอากาศหายใจ ต้นขาขวาอยู่เหนือขาซ้ายเล็กน้อย ทำให้การทิ้งน้ำหนักของมวลร่างกายดูพลิ้วไหวและมั่นคงพร้อมๆ กัน หากจะบอกว่ามันดูสวยงามจนเกินมนุษย์ก็ไม่ผิดนัก เพราะความงามในอุดมคติของชาวกรีกโบราณนั้นมาจากความพยายามตัดทอน ผสมผสาน ส่วนที่ดีที่สุดของมนุษย์หลายๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/belvedere-torso/">ปูนปั้นจำลอง &#8216;ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่&#8217; ขุมทรัพย์แห่งพิพิธภัณฑ์ที่เน้นย้ำความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">นอกจากเสียงเพลง</span> <em>ซ</em><em><span class="s1">านตา</span><span class="s1">ลูชีอา</span></em> <span class="s1">ที่ถูกร้องประสานดังกึกก้องในบริเวณมหาวิทยาลัย</span><span class="s1">ศิลปากร</span> <span class="s1">เมื่อวันที่</span><span class="s2"> 15 </span><span class="s1">กันยายนที่ผ่านมา</span> <span class="s4">อาจารย์</span><span class="s1">ศิลป์</span> <span class="s1">พีระศรี</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">ชื่อเดิม</span><span class="s3"> Corrado Feroci</span><span class="s3">)<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ยังเป็นผู้นำเข้าอีกหลากหลายสรรพสิ่ง</span><span class="s1">จากประเทศอิตาลี ซึ่งตกทอดมาในวงการศิลปวัฒนธรรมไทยจวบจนปัจจุบัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เราจึงขอถือโอกาสเล่าเรื่อง</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ขุมทรัพย์&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">นำเข้าอีกชิ้นหนึ่ง </span><span class="s1">ที่น้อยคนจะรู้จัก</span> <span class="s1">แต่แสดงให้เห็นถึงคุณูปการของอาจารย์ศิลป์ต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของบ้านเราได้อย่างดี</span> <span class="s1">แถมยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย</span><span class="s2">&#8211;</span><span class="s1">อิตาลี</span><span class="s1">ที่เวียนมาครบ</span><span class="s2"> 150 </span><span class="s1">ปีในปี</span><span class="s2"> 2019 </span><span class="s1">นี้ไปด้วยในตัว</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ขุมทรัพย์ที่ว่านี้คือ</span> <span class="s1">ปูนปั้นจำลอง</span> &#8216;<span class="s4">ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่&#8217;</span><span class="s3"> </span><span class="s2">(Belvedere Torso) </span><span class="s1">นั่นเอง</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75829" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ปูนปั้นนี้มีต้นแบบมาจากซากประติมากรรมหินอ่อนโบราณของชาวโรมัน</span> <span class="s1">ซึ่งคาดกันว่าน่าจะจำลองมาจากรูปสำริดของชาวกรีกอีกที</span> <span class="s1">คำนวณอายุได้เก่ากว่า</span><span class="s2"> 2,000 </span><span class="s1">ปี</span> <span class="s1">ตรงฐานมีการสลักชื่อผู้สร้างไว้ว่า</span><span class="s3"> <em>&#8216;Apollonius, Son of Nestor, Athenian&#8217;</em> </span><span class="s4">วัตถุชิ้นนี้อยู่ในบันทึกสมบัติของ</span><span class="s4">พระราชาคณะ</span><span class="s3"> Prospero Colonna </span><span class="s4">ในโรมตั้งแต่ ค</span><span class="s3">.</span><span class="s4">ศ</span><span class="s3">. 1430<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s4">ต่อมาถูกนำมาวางที่</span><span class="s3"> Cortile del Belvedere </span><span class="s4">ในวาติกัน</span> <span class="s4">เป็นที่มาของชื่อเรียกว่า</span><span class="s3"> &#8216;</span><span class="s4">ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่&#8217;</span></p>
<p class="p1"><span class="s4">เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่า</span> <span class="s4">แม้ประติมากรรมหินอ่อนชิ้นนี้แตกหักไปมาก</span> <span class="s4">แต่ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปวัตถุที่สมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลือมาจากยุคกรีก-โรมัน</span> <span class="s4">นอกจากนี้ยังแสดงถึงความงามในอุดมคติและความเชี่ยวชาญของประติมากรสมัยนั้นอย่างดีเยี่ยม</span> <span class="s4">กล่าวคือ</span><span class="s4">แม้รูปปั้นนี้จะเป็นเรือนร่างบุรุษที่กำยำใหญ่โต</span> <span class="s1">แต่กลับไม่รู้สึกถึงความแข็งกระด้างแม้แต่น้อย</span> <span class="s1">ช่วงลำตัวในที่นี้ถูกปั้นในท่วงท่านั่ง</span> <span class="s1">ขณะเดียวกันก็บิดเอียง</span> <span class="s1">เผยให้เห็นแผงหน้าอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องใต้กระดูกซี่โครงที่โป่งพองขึ้นเล็กน้อยราวกับว่ากำลังสูดอากาศหายใจ</span> <span class="s1">ต้นขาขวาอยู่เหนือขาซ้ายเล็กน้อย</span> <span class="s1">ทำให้การทิ้งน้ำหนักของมวลร่างกายดูพลิ้วไหวและมั่นคงพร้อมๆ กัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">หากจะบอกว่ามันดูสวยงามจนเกินมนุษย์ก็ไม่ผิดนัก</span> <span class="s1">เพราะความงามในอุดมคติของชาวกรีกโบราณนั้น</span><span class="s1">มาจากความพยายามตัดทอน ผสมผสาน ส่วนที่ดีที่สุดของมนุษย์หลายๆ คนเข้าด้วยกัน</span> <span class="s1">เกิดเป็นกายภาพของเทพเจ้าที่พวกเขาบูชา</span> <span class="s1">สำหรับ<span class="s4">ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่</span></span><span class="s1">นี้ </span><span class="s1">เนื่องจากตรงฐานมีรูปทรงของหนังสัตว์อยู่ด้วย</span> <span class="s1">นักประวัติศาสตร์จึงระบุว่าน่าจะเป็นรูปปั้นของวีรบุรุษ</span><span class="s1">ใน</span><span class="s4">เทพปกรณัมอย่าง</span><span class="s3"> Hercules </span><span class="s4">ผู้มักถูกปั้นคู่กับหนังสิงโตเสมอ</span> <span class="s4">อย่างไรก็ดียังมีการเสนอความเป็นไปได้อื่นว่าอาจเป็นรูปของ</span><span class="s3"> Polyphemus, Marsyas, </span><span class="s4">หรือ</span><span class="s3"> Ajax </span><span class="s4">ด้วยเช่นกัน</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ท่วงท่าการเอี้ยวบิดและกายภาพอันมหัศจรรย์พันลึกนี้</span><span class="s1">มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปินในยุคเรอเนซองซ์</span> <span class="s1">คำว่าเรอเนซองซ์เองแปลว่า</span> <span class="s1">การเกิดใหม่</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ซึ่งกรณีนี้หมายถึงการฟื้นฟูแนวคิดและปรัชญากรีก-โรมันกลับมาอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ </span><span class="s2">15 ของอิตาลี </span><span class="s4">กระแสนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามครูเสด</span><span class="s4">ที่ทำให้ชาวอิตาเลียนได้เข้าถึงงานปรัชญาโบราณที่สูญหายไปอีกครั้งจากอาณาจักรไบแซนไทน์</span> <span class="s4">เราจึงได้เห็นกลิ่นอายของเทพปกรณัมกรีกที่ผสมเข้ากับศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นแกนกลางของสังคมในสมัยนั้นอยู่มาก</span><span class="s3"> </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">อย่างในงานของ Michelangelo</span><span class="s2"> (</span><span class="s4">ค</span><span class="s3">.</span><span class="s4">ศ</span><span class="s3">. 1475-1564) </span><span class="s4">มีการใช้รูปปั้นลำตัวแห่งเบลเวเดเร่นี้เป็นแบบสำหรับวาดงานชิ้นเอกของเขาหลายชิ้น</span> <span class="s1">มีเรื่องเล่าว่าพระสันตะปาปา</span><span class="s2">จูเลียส</span><span class="s1">ที่ 2</span> <span class="s1">เคยสั่งให้ไมเคิลแองเจโลทำการบูรณะรูปปั้นนี้</span> <span class="s1">แต่เขากลับปฏิเสธและบอกว่าหินอ่อนชิ้นนี้สวยงามเกินกว่าจะแต่งเติม</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">นอกจากนี้ไมเคิลแองเจโลยังใช้ลำตัวนี้เข้าไปในภาพ</span><span class="s2"> The Last Judgement </span><span class="s1">ในวิหารซิสทีนด้วย</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">ที่ชัดที่สุดคือรูปร่างของประกาศกที่กำลังถือหนังที่โดนถลกออก</span> <span class="s1">จะเห็นว่าลำตัวเป็นทรงนี้เป๊ะๆ</span> <span class="s1">ส่วนหนังที่ถูกถลกออกมาว่ากันว่าไมเคิลแองเจโลตั้งใจวาดให้เป็นรูปตัวเขาเอง</span><span class="s2">)</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">จากนั้นมาภาพของ</span><span class="s4">ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่ก็</span><span class="s4">ได้รับยกย่องให้เป็นชิ้นงานศึกษาของศิลปินทุกๆ สถาบัน</span> <span class="s4">มันถูกทำซ้ำและ</span><span class="s4">ปรากฏอยู่ในงานศิลปะของศิลปินทั่วโลก</span> เช่น <span class="s4">ภาพสเกตซ์ของ</span><span class="s3"> Peter Paul Rubens, </span><span class="s4">ภาพเหมือนของ</span><span class="s3"> Benjamin West, Angelica Kauffmann </span><span class="s4">ฯลฯ</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75828" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2.06_Torso_Rubens_LDP-en-MW.jpg" alt="" width="450" height="614" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2.06_Torso_Rubens_LDP-en-MW.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/2.06_Torso_Rubens_LDP-en-MW-220x300.jpg 220w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p class="p1"><span class="s4">ตัดภาพมาที่ประเทศไทย</span><span class="s4">สมัยรัชกาลที่</span><span class="s3"> 6 </span><span class="s4">พระองค์มีพระราชประสงค์ให้หาช่างปั้นมาช่วยปฏิบัติราชการในไทย</span> <span class="s4">ทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนาย</span><span class="s4">คอร์ราโด</span> <span class="s4">เฟโรชี</span> <span class="s4">ประติมากรฝีมือเยี่ยม</span> <span class="s4">ผู้ชนะการประกวดออกแบบเหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นใน<span class="s1">ยุโรปเมื่อ</span>ปี</span> <span class="s3">2466 </span><span class="s4">ให้ทางสยามพิจารณา</span> <span class="s4">โดยมี<span class="s1">สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ</span> <span class="s1">เจ้าฟ้าจิตรเจริญ</span> <span class="s1">กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ </span>ทรงเป็นบุคคลสำคัญในการคัดเลือก</span> <span class="s4">ในที่สุดศาสตราจารย์</span> <span class="s4">เฟโรชี</span><span class="s4">จึงได้เข้ามาทำงานในสยามเมื่อวันที่</span><span class="s3"> 14 </span><span class="s4">มกราคม</span> <span class="s4">พ</span><span class="s3">.</span><span class="s4">ศ</span><span class="s3">. 2466<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s4">ด้วยอัตราเงินเดือนเริ่มต้น</span><span class="s3"> 800 </span><span class="s4">บาท</span></p>
<p class="p1"><span class="s5">ศาสตราจารย์เฟโรชีค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจในหน้าที่การงานมากขึ้นเรื่อยๆ</span> <span class="s5">จน</span><span class="s1">ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ </span><span class="s1">แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา</span><span class="s2"> </span><span class="s5">และได้วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมพร้อมกับก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมขึ้นในเวลาต่อมา</span><span class="s6"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s5">เมื่อกรมศิลปากรแยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อ</span><span class="s5">ปี</span> <span class="s6">2485<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s5">จอมพล</span> <span class="s5">ป</span><span class="s6">. </span><span class="s5">พิบูลสงคราม</span> <span class="s5">จึงได้มีคำสั่งให้</span><span class="s5">อธิบดีกรมศิลปากร</span><span class="s5">ในขณะนั้น (</span><span class="s5">พระยาอนุมานราชธน)</span> <span class="s5">ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร </span><span class="s5">และมีการตราพระราชบัญญัติ</span><span class="s5">ยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น</span> &#8216;<span class="s5">มหาวิทยาลัยศิลปากร&#8217;</span> <span class="s5">โดยมีศาสตราจารย์</span><span class="s5">เฟโรชีดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรก</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในปี</span> <span class="s2">2487</span> <span class="s1">สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและประเทศอิตาลีอยู่ฝั่งผู้แพ้สงคราม</span> <span class="s1">หลวงวิจิตรวาทการจึงทำเรื่องขอโอนสัญชาติศาสตราจารย์</span><span class="s1">เฟโรชี</span><span class="s1">เป็นสัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น &#8216;นาย</span><span class="s1">ศิลป์</span> <span class="s1">พีระศรี&#8217;</span> <span class="s1">อย่างไรก็ดีวิธีสอนของท่านก็ยังคงความเป็น academy แบบอิตาเลียนอยู่เช่นเดิม</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">การเรียนการสอนแบบ academy นั้นเน้นเรื่องพื้นฐานอย่างมาก</span> <span class="s1">โดยเฉพาะพื้นฐานด้านกายวิภาคมนุษย์</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นเหตุผลที่อาจารย์ศิลป์นำเข้าปูนปั้นปลาสเตอร์มาจากอิตาลีเพื่อสอนในศิลปากรหลายชิ้น</span> <span class="s1">แน่นอนว่าในจำนวนนั้นย่อมมี</span><span class="s1">ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่</span><span class="s1">รวมอยู่ด้วย</span> <span class="s1">เรียกได้ว่าเป็นทักษะที่เปลี่ยนวิธีการสร้างงานศิลปะในไทยไปอย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75834" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/7-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ปัจจุบัน รูปปั้นนี้ตั้งอยู่ใน</span><span class="s1">หอประติมากรรมต้นแบบ </span><span class="s1">ภายในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร</span><span class="s2"> วิทยาเขต</span><span class="s1">วังท่าพระ</span><span class="s2"> </span><span class="s1">โดยพื้นที่นี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่</span><span class="s7">เมื่อสมัยที่เคยเป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา</span> <span class="s7">กรมพระยาบำราบปรปักษ์</span> <span class="s7">เป็นที่สำหรับข้าราชการ</span><span class="s7">กองหัตถศิลป กรมศิลปากร</span><span class="s7">ใช้ปฏิบัติงานปั้นหล่ออนุสาวรีย์สำคัญๆ</span> <span class="s7">เรียกว่า</span><span class="s8"> &#8216;</span><span class="s7">โรงปั้นหล่อ&#8217;</span><span class="s8"> </span><span class="s7">จนต่อมากรมศิลปากรต้องการขยายพื้นที่ปฏิบัติงาน</span> <span class="s7">จึงมีมติให้ย้ายที่ทำการ</span><span class="s7">กองหัตถศิลปและโรงปั้นหล่อ</span><span class="s7">ไปตั้งใหม่</span> <span class="s7">ณ</span> <span class="s7">ตำบลศาลายา</span> <span class="s7">อำเภอนครชัยศรี</span> <span class="s7">จังหวัด</span><span class="s1">นครปฐม</span> <span class="s1">และเปิดพื้นที่โรงปั้นหล่อเดิมเป็นพิพิธภัณฑ์</span><span class="s1">จัดแสดงต้นแบบของอนุสาวรีย์สำคัญๆ มากมายของไทยที่อาจารย์ศิลป์เป็นผู้ออกแบบ</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">หากเราพิจารณาดีๆ จะเห็นว่ามีอิทธิพลของศิลปะยุคคลาสสิกของอิตาลีอยู่มาก</span> <span class="s1">ดูง่ายๆ อย่างท่ายืนของรูปปั้นบุคคล</span><span class="s1">มักใช้ท่า</span><span class="s2"> contrapposto<span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">หรือ</span> <span class="s1">ตริภังค์</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">ท่าพักสะโพก</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ซึ่งท่ายืนแบบนี้ไม่ค่อยปรากฏในงานศิลปะของไทยในอดีตแต่เดิมเท่าไหร่</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">อาจจะมองว่าไม่สุภาพเรียบร้อย</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ชิ้นที่ชัดเจนมากๆ คือ</span> <span class="s1">ต้นแบบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี</span> <span class="s1">หรือ </span><span class="s1">ย่าโม</span> <span class="s1">ที่ท่ายืนถือดาบของท่านสามารถเทียบกับ</span><span class="s1">รูปปั้นสำริดเดวิดของ Donatello</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">ซึ่งเป็นรูปสำริดนู้ดท่ายืน </span><span class="s2">(</span><span class="s1">โดยไม่มีซัพพอร์ต</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ขนาดใหญ่ชิ้นแรกของศิลปะยุคเรอเนซองซ์ได้เลย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-75835" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/8-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span class="s1">อาจารย์ศิลป์</span><span class="s4">ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ <span class="s2">14 </span><span class="s1">พฤษภาคม</span></span><span class="s3"> <span class="s9">พ</span><span class="s1">.</span><span class="s9">ศ</span><span class="s1">. 2505</span> ที่<span class="s9">โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจาก</span></span><span class="s4"><span class="s1">ภาวะหัวใจล้มเหลว</span>ภายหลังเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่</span> <span class="s4">ด้วยอายุ </span><span class="s3">69 </span><span class="s4">ปี</span> <span class="s4">อัฐิของท่านถูกแยกไปบรรจุใน 3 สถานที่ด้วยกันคือ ส่วนแรกที่สุสาน Cimitero degli Allori</span> <span class="s4">เมืองฟลอเรนซ์</span> <span class="s4">ประเทศอิตาลี</span> <span class="s4">ส่วนที่สองที่อนุสาวรีย์</span><span class="s4">ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ</span><span class="s3"> </span><span class="s4">และส่วนที่สามถูกเก็บไว้ใน<span class="s1">พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ</span> <span class="s1">ศิลป์</span> <span class="s1">พีระศรี</span> <span class="s1">อนุสรณ์</span></span><span class="s3"> </span><span class="s4">ในสังกัดกรมศิลปากร</span></p>
<p><span class="s4">ส่วนมรดกที่ท่านทิ้งไว้ให้กับประเทศไทยนั้น</span> <span class="s4">นอกจากวัตถุที่จับต้องได้เช่นปูนปั้นชิ้นนี้แล้ว</span> <span class="s4">ก็คือความก้าวหน้าในวงการศิลปะไทย</span> <span class="s4">ซึ่งส่งต่อผ่านบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย</span> <span class="s4">ทั้งที่ได้เรียนโดยตรงและไม่ได้เรียนโดยตรงกับท่าน</span> <span class="s4">จนอาจเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหลักฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ</span><span class="s4">ที่ยังคงดำเนินมายาวนานจนถึงทุกวันนี้</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/belvedere-torso/">ปูนปั้นจำลอง &#8216;ลำตัวแห่งเบลเวเดเร่&#8217; ขุมทรัพย์แห่งพิพิธภัณฑ์ที่เน้นย้ำความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กำเนิดโฉนดที่ดินแผ่นแรกในไทย และเมื่อโฉนดบอกว่าเมื่อก่อนพืชเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ข้าว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/first-title-deed-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 26 Aug 2019 14:56:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมทรัพย์นักพิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[กรมที่ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โฉนดที่ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โฉนดแผ่นแรก]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=70286</guid>

					<description><![CDATA[<p>เนื่องจากเราเคยคุ้นหน้าคุ้นตาอีกทั้งลีลาการเล่าเรื่องสุดสนุกของ ชัยวัฒน์ ไชยประเสริฐ จากจอทีวีในฐานะหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันแฟนพันธุ์แท้พิพิธภัณฑ์ไทยอยู่แล้ว เมื่อเขาออกปากเชื้อเชิญเราไปดู &#8216;ขุมทรัพย์&#8217; ในพิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน ที่เขาปฏิบัติการภัณฑารักษ์เป็นการประจำอยู่ เราจึงรีบตอบตกลงและนัดหมายวันเวลาทันทีเพราะงานนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ก่อนจะเดินทางไป เราค้นข้อมูลพบว่าพิพิธภัณฑ์กรมที่ดินนั้นตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร และเมื่อดูจากภาพในอินเทอร์เน็ตแล้วทำให้เราคิดไปเองว่าคงไม่มีของอะไรมาก ด้วยพื้นที่ที่เล็กพอสมควร แต่เมื่อเราไปถึง ปรากฏว่าคุณชัยวัฒน์สามารถหยิบยกข้าวของ วัตถุ และเรื่องเล่าเชิงลึกมากมาย ซึ่งซุกซ่อนบรรจุไว้แน่นเต็มพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น &#8216;พระคันธารราษฎร์&#8217; หรือ &#8216;พระปางขอฝน&#8217; ที่เชื่อมโยงกับการทำเกษตรกรรมบนผืนแผ่นดิน, เครื่องรังวัดที่ดินรุ่นแรกที่นำเข้ามาจากอังกฤษ, สมุดไทยดำโบราณ รวมถึงโฉนดแบบสำคัญต่างๆ เช่น โฉนดสวน ที่มีต้นขั้วให้รัฐเก็บไว้ ส่วนตัวใบโฉนดราษฎรจะสามารถฉีกดึงไปได้ ซึ่งต้นขั้วที่เหลืออยู่นี้บ่งบอกว่า พืชเศรษฐกิจของเราเมื่อก่อนนี้ไม่ใช่ข้าว แต่น่าจะเป็นหมาก ทั้งหมากเอก หมากโท หมากตรี จนมาถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งให้คนไทยหยุดเคี้ยวหมากนั่นแหละจึงค่อยๆ หดหายไป หรือแม้แต่โฉนดที่เล็กที่สุดในโลกคือ 0.1 ตารางวา รวมไปถึงโฉนดที่ดิน จังหวัดพระตะบอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ตั้งเขาพระวิหาร (!) เรียกได้ว่าอีกเป็นปีๆ ก็คงเรียนรู้กันไม่จบไม่สิ้น แถมคุณชัยวัฒน์ยังกระซิบบอกเราว่าที่อยู่ในห้องนี้นั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เพราะยังมีของที่รักษาในคลังอีกมาก “พิพิธภัณฑ์กรมที่ดินเปิดทำการเมื่อวาระ 100 ปีกรมที่ดินเมื่อ พ.ศ. 2544 แต่วัตถุที่เรามีนั้นย้อนไปถึงสมัยการก่อตั้งเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ตรงกับรัตนโกสินทรศก 120” ว่าแล้วภัณฑารักษ์ของเราจึงผายมือไปยังหนึ่งในขุมทรัพย์ชิ้นเอกที่มาจากยุคนั้น มีสำเนาจัดแสดงอยู่กลางห้อง นั่นก็คือ &#8216;โฉนดที่ดินแผ่นแรก&#8217; เป็นจุดเริ่มต้นของการออกเอกสารสิทธิในที่ดินในประวัติศาสตร์ไทยนั่นเอง  ในราว ร.ศ. 117 หรือต้น ร.ศ. 118 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/first-title-deed-thailand/">กำเนิดโฉนดที่ดินแผ่นแรกในไทย และเมื่อโฉนดบอกว่าเมื่อก่อนพืชเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ข้าว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">เนื่องจากเราเคยคุ้นหน้าคุ้นตา</span><span class="s1">อีกทั้งลีลาการเล่าเรื่องสุดสนุก</span><span class="s1">ของ</span> <strong><span class="s1">ชัยวัฒน์</span> <span class="s1">ไชยประเสริฐ</span> </strong><span class="s1">จากจอทีวีในฐานะหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันแฟนพันธุ์แท้พิพิธภัณฑ์ไทยอยู่แล้ว</span> <span class="s1">เมื่อเขาออกปากเชื้อเชิญเราไปดู</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ขุมทรัพย์&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ในพิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน</span> <span class="s1">ที่เขาปฏิบัติการภัณฑารักษ์เป็นการประจำอยู่</span> <span class="s1">เราจึงรีบตอบตกลงและนัดหมายวันเวลาทันที</span><span class="s1">เพราะงานนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-70338" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/3-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/3-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/3-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/3-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">ก่อนจะเดินทางไป</span> <span class="s1">เราค้นข้อมูลพบว่า</span><span class="s1">พิพิธภัณฑ์กรมที่ดินนั้น</span><span class="s1">ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">และเมื่อดูจากภาพในอินเทอร์เน็ตแล้ว</span><span class="s1">ทำให้เราคิดไปเองว่าคงไม่มีของอะไรมาก </span><span class="s1">ด้วยพื้นที่ที่เล็กพอสมควร</span> <span class="s1">แต่เมื่อเราไปถึง </span><span class="s1">ปรากฏว่าคุณชัยวัฒน์สามารถหยิบยกข้าวของ วัตถุ และเรื่องเล่าเชิงลึกมากมาย</span> <span class="s1">ซึ่งซุกซ่อนบรรจุไว้แน่นเต็มพื้นที่</span> <span class="s1">ไม่ว่าจะเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">พระคันธารราษฎร์&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">หรือ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">พระปางขอฝน&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ที่เชื่อมโยงกับการทำเกษตรกรรมบนผืนแผ่นดิน</span><span class="s2">, </span><span class="s1">เครื่องรังวัดที่ดินรุ่นแรกที่นำเข้ามาจากอังกฤษ</span><span class="s2">, </span><span class="s1">สมุดไทยดำโบราณ</span> <span class="s1">รวมถึง</span><span class="s1">โฉนดแบบสำคัญต่างๆ</span> เช่น <span class="s1">โฉนดสวน</span> <span class="s1">ที่มีต้นขั้วให้รัฐเก็บไว้</span> <span class="s1">ส่วนตัวใบโฉนดราษฎรจะสามารถฉีกดึงไปได้</span> <span class="s1">ซึ่งต้นขั้วที่เหลืออยู่นี้บ่งบอกว่า</span> <span class="s1">พืชเศรษฐกิจของเราเมื่อก่อนนี้ไม่ใช่ข้าว</span> <span class="s1">แต่น่าจะเป็นหมาก</span> <span class="s1">ทั้งหมากเอก</span> <span class="s1">หมากโท</span> <span class="s1">หมากตรี</span> <span class="s1">จนมาถึงสมัยจอมพล</span> <span class="s1">ป</span><span class="s2">. </span><span class="s1">พิบูลสงคราม สั่งให้คนไทยหยุดเคี้ยวหมากนั่นแหละจึงค่อยๆ หดหายไป</span><span class="s2"> </span><span class="s1">หรือแม้แต่</span><span class="s1">โฉนดที่เล็กที่สุดในโลกคือ</span><span class="s2"> 0.1 </span><span class="s1">ตารางวา</span> <span class="s1">รวมไปถึง</span><span class="s1">โฉนดที่ดิน</span> <span class="s1">จังหวัดพระตะบอง</span> <span class="s1">ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน</span><span class="s1">ที่ตั้งเขาพระวิหาร </span><span class="s2">(!) </span><span class="s1">เรียกได้ว่าอีกเป็นปีๆ ก็คงเรียนรู้กันไม่จบไม่สิ้น</span> <span class="s1">แถมคุณชัยวัฒน์ยังกระซิบบอกเราว่า</span><span class="s1">ที่อยู่ในห้องนี้นั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ</span> <span class="s1">เพราะยังมีของที่รักษาในคลังอีกมาก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-70289" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/2-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s2">“</span><span class="s1">พิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน</span><span class="s1">เปิดทำการเมื่อวาระ 100 ปีกรมที่ดินเมื่อ</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2544 </span><span class="s1">แต่วัตถุที่เรามีนั้นย้อนไปถึงสมัยการก่อตั้งเมื่อ 100 ปีที่แล้ว</span> <span class="s1">ตรงกับ</span><span class="s1">รัตนโกสินทรศก</span><span class="s2"> 120”</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ว่าแล้วภัณฑารักษ์ของเราจึงผายมือไปยังหนึ่งในขุมทรัพย์ชิ้นเอกที่มาจากยุคนั้น</span> <span class="s1">มีสำเนาจัดแสดงอยู่กลางห้อง</span> <span class="s1">นั่นก็คือ</span> &#8216;<span class="s1">โฉนดที่ดินแผ่นแรก&#8217;</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">เป็นจุดเริ่มต้นของการออกเอกสารสิทธิในที่ดินในประวัติศาสตร์ไทยนั่นเอง</span><span class="s2"> </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ในราว ร.ศ.</span><span class="s2"> 117 </span><span class="s1">หรือต้น ร.ศ.</span><span class="s2"> 118 </span><span class="s1">กระทรวงพระคลังฯ</span> <span class="s1">คิดออกหนังสือสำหรับที่ดินขึ้นอย่างหนึ่ง</span><span class="s1">เรียกว่าโฉนดตราจอง</span> <span class="s1">มีเหตุเริ่มจาก</span><span class="s1">รัฐบาลได้อนุญาตให้บริษัทขุดคลองแถวทุ่งหลวงคลองรังสิต</span><span class="s1">และขายที่ดินสองฝั่งคลองให้แก่ประชาชนรับซื้อไปแล้ว</span> <span class="s1">แต่รัฐบาลยังมิได้ออกหนังสือสำคัญให้แก่บริษัท</span> <span class="s1">อีกทั้งบริษัทก็ยังมิได้หักโอนให้แก่ผู้รับซื้อเด็ดขาด</span> <span class="s1">ซึ่งในเบื้องต้นมีการจัดทำโฉนดตราจองตามแผนที่ของบริษัทซึ่งไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยกเลิกไปในที่สุด</span> <span class="s1">จนแล้วจนรอดใน </span><span class="s1">ร</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 119 </span><span class="s1">พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</span> <span class="s1">รัชกาลที่</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ</span> <span class="s1">ให้เรียกประชุมเสนาบดี</span> <span class="s1">ทรงปรึกษาว่า</span><span class="s1">การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินเป็นสิ่งจำเป็นแล้วไม่ควรจะหยุด</span> <span class="s1">เพราะบ้านเมืองก็เจริญขึ้น</span><span class="s1">และที่ดินมีราคาขึ้นกว่าแต่ก่อน</span> <span class="s1">เมื่อออกหนังสือสำหรับที่ดินแล้ว</span> <span class="s1">การเก็บอากรก็สะดวก</span> <span class="s1">การวิวาทบุกรุกแย่งชิงที่ดินก็จะเบาบางลง</span> <span class="s1">สุดท้ายจึงมีประกาศตั้งพระยาอาหารบริรักษ์</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">ผึ่ง</span> <span class="s1">ชูโต</span><span class="s2">) </span><span class="s1">เป็นข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดิน</span> <span class="s1">และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ</span> ให้<span class="s1">ตั้งศาลขึ้นพร้อมกัน</span><span class="s1">เรียกว่าศาลเกษตร</span> <span class="s1">สำหรับเป็นเครื่องมือชำระคดีเรื่องที่ดินในเขตที่จะออกโฉนดแผนที่อย่างใหม่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-70292" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">เขตที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ</span> <span class="s1">ให้ไปออกโฉนดข้างต้น</span><span class="s1">คือ</span> <span class="s1">ตั้งแต่แยกบางไทรจรดแยกแควสีกุดตลอดถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">และเมื่อวันที่</span><span class="s2"> 20 </span><span class="s1">มิถุนายน</span> <span class="s1">ร</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 120 </span><span class="s1">ก็เริ่มลงมือเดินรังวัดหมายเขตที่ดินตามประกาศกระแสพระบรมราชโองการและทำที่บ้านพลับ</span> <span class="s1">ตำบลเกาะเกิด</span> <span class="s1">ท้องที่อำเภอพระราชวังบางปะอิน</span> <span class="s1">จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</span> <span class="s1">เป็นปฐมฤกษ์</span> <span class="s1">ตามที่ปรากฏในโฉนดแผ่นแรกนี้เอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">“</span><span class="s1">ท่านทรงมีวิสัยที่กว้างไกลมาก</span> <span class="s1">เพราะนอกจากกรณีพิพาทแล้ว </span><span class="s1">ไม่กี่ปีต่อมาท่านทรงเลิกทาส</span> <span class="s1">หากทาสไม่มีที่ทำกินก็กลับไปขายตัวเป็นทาสอีก</span> <span class="s1">เลยออกโฉนดเป็นตัวอย่าง</span> <span class="s1">โดยออกในราชนิกูลก่อน</span><span class="s1">แล้วจึงตกถึงข้าราชบริพาร</span> <span class="s1">จากนั้นจึงเป็นประชาชนคนทั่วไป</span> <span class="s1">รู้ไหมว่าทุกวันนี้ประเทศเรายังออกโฉนดไม่ครบเลย</span> <span class="s1">สืบกลายมาเป็นเจตนารมณ์ของกรมที่ดินที่จะต้องออกให้ครบทั้งแผ่นดินให้ได้</span><span class="s2">” </span><span class="s1">คุณชัยวัฒน์เล่า</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">กลับมาที่โฉนด</span> <span class="s1">นอกจากลายพระหัตถ์ของรัชกาลที่</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">แล้ว</span> <span class="s1">เรายังจะได้เห็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ตราแผ่นดิน&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ประทับอยู่ตรงหัวเอกสารอย่างสง่างาม</span> <span class="s1">ตรานี้เป็นผลงานการออกแบบโดย</span><span class="s1">เสวกเอก</span> <span class="s1">หม่อมเจ้าประวิช</span> <span class="s1">ชุมสาย</span> <span class="s1">พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ</span> <span class="s1">พระองค์เจ้าชุมสาย</span> <span class="s1">กรมขุนราชสีหวิกรม</span> <span class="s1">ผู้ผูกตราประจำประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกใน</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2416 </span><span class="s1">โดยอิงกับหลักการผูกตราอาร์มของทางยุโรป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-70288" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3.jpg" alt="" width="675" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/1-3-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-70295" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">แน่นอนว่าในตรานี้จะสังเกตว่ามีเครื่องราชกกุธภัณฑ์บ่งบอกว่าเป็นของพระมหากษัตริย์</span><span class="s2"> ( &#8216;</span><span class="s1">กกุธ&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">แปลว่า</span> <span class="s1">เครื่องหมายความเป็นพระราชา</span> <span class="s1">บวกกับ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ภณฺฑ&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">แปลว่า</span> <span class="s1">ของใช้</span><span class="s2">) </span><span class="s1">ประกอบด้วยภาพพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี</span> <span class="s1">ครอบบนภาพจักรและตรีไขว้</span> <span class="s1">เรียกว่า</span> <span class="s1">ตรามหาจักรี</span> <span class="s1">อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">รัชกาลที่</span><span class="s2"> 1) </span><span class="s1">ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ</span> <span class="s1">ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแทนนามราชวงศ์จักรี</span> <span class="s1">ขนาบข้างด้วย</span><span class="s1">พระมหาพิชัยมงกฎ ฉัตร</span><span class="s2"> 7 </span><span class="s1">ชั้น</span> <span class="s1">จากนั้นจึงเป็นโล่</span> <span class="s1">ซึ่งแบ่งออกเป็น</span><span class="s2"> 3 </span><span class="s1">ห้อง</span> <span class="s1">มีความหมายอ้างอิงถึงขอบขัณฑสีมาทั้งหมดของประเทศสยามในเวลานั้น</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">กล่าวคือ</span> <span class="s1">ห้องด้านบนเป็นภาพช้าง</span><span class="s2"> 3 </span><span class="s1">เศียร</span> <span class="s1">หมายถึง</span> <span class="s1">สยามเหนือ</span><span class="s2"> </span><span class="s1">สยามกลาง</span> <span class="s1">และสยามใต้</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ห้องล่างด้านขวาเป็นภาพช้างเผือก</span> <span class="s1">หมายถึงประเทศราชลาวล้านช้าง </span><span class="s1">ห้องล่างด้านซ้ายเป็นภาพกริชคดและกริชตรงไขว้กัน</span> <span class="s1">หมายถึง</span> <span class="s1">หัวเมืองประเทศราชมลายู</span> <span class="s1">นั่นเอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2475 </span><span class="s1">ตราแผ่นดินนี้ถูกเปลี่ยนไปเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">ตราครุฑ&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">อย่างที่เราคุ้นกัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-70294" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/08/7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s1">โฉนดฉบับนี้ถูกห่อเก็บไว้ในกระดาษไมลาร์ไร้กรด</span> <span class="s1">อย่างไรก็ดีเราสังเกตเห็นว่าตรงแถบขอบด้านซ้ายมีร่องรอยของการซ่อมแซม</span> <span class="s1">เป็นสีกระดาษที่จางกว่าฉบับออริจินอลเล็กน้อย</span> <span class="s1">ซึ่งคุณชัยวัฒน์บอกเราว่า</span><span class="s1">ต้นฉบับจริงเคยถูกน้ำหมึกปากการอตริงหกใส่</span> <span class="s1">โชคดีที่วัตถุนี้ได้รับเลือกไปอนุรักษ์โดยเจ้าหน้าที่กรมศิลปฯ</span> <span class="s1">ใช้เวลาเป็นปีเพื่อสกัดน้ำหมึกออก</span> <span class="s1">และมีการปลูกกระดาษขึ้นมาใหม่</span><span class="s1">คล้ายการปลูกถ่ายไขกระดาษในอายุใกล้เคียงกับต้นฉบับ</span> <span class="s1">จากที่เคยแหว่งขาดจึงกลายเป็นขอบเต็มตรงสวยงามดังที่เราเห็น</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">“</span><span class="s1">จุดที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่ด้านหน้านะ</span> <span class="s1">ด้านหลังก็มีไฮไลต์</span><span class="s1">ที่จะทำให้เรารู้ได้ว่า</span><span class="s1">ปัจจุบันที่ผืนนี้เป็นของใคร</span><span class="s2">” </span><span class="s1">ภัณฑารักษ์ของเรายิ้ม</span> <span class="s1">แล้วบรรจงพลิกด้านหลังโฉนดให้เราดู</span> <span class="s1">ปรากฏว่านอกจากจะมีภาพจำลองแผนที่ของที่ดินวาดไว้</span> <span class="s1">ยังมีการระบุ</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">สาระบาญแก้ทะเบียฬ&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">ไว้ว่าในวันที่</span><span class="s2"> 21 </span><span class="s1">ตุลาคม</span> <span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2520 </span><span class="s1">ได้มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของจาก</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์</span> <span class="s1">วชร</span><span class="s2">.&#8217; </span><span class="s1">ไปเป็น</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">กระทรวงการคลัง</span><span class="s2"> (</span><span class="s1">เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม</span><span class="s2">) </span><span class="s1">พระราชวัง&#8217;</span><span class="s2"> </span><span class="s1">จากนั้นจึงเปลี่ยนอีกครั้ง</span><span class="s1">ในวันที่</span><span class="s2"> 8 </span><span class="s1">ตุลาคม</span><span class="s2"><span class="Apple-converted-space"> </span></span><span class="s1">พ</span><span class="s2">.</span><span class="s1">ศ</span><span class="s2">. 2533 </span><span class="s1">ไปให้</span><span class="s2"> &#8216;</span><span class="s1">สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม&#8217;</span></p>
<p class="p1"><span class="s2"> “</span><span class="s1">สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ </span><span class="s2">9 </span><span class="s1">พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของงานเกษตรกรรมมาก</span> <span class="s1">จึงพระราชทานที่ดินแปลงนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ</span> <span class="s1">เพื่อปันให้ชาวบ้านทำนา</span> <span class="s1">แต่ในขณะเดียวกันก็ป้องกันการซื้อ-ขายหรือจำนองที่ดินแปลงนี้ด้วยนั่นเอง</span> <span class="s1">น่าตื้นตันใจที่กระดาษเก่าแผ่นนี้แสดงให้เห็นพระมหากรุณาธิคุณตั้งแต่รัชกาลที่</span><span class="s2"> 5 </span><span class="s1">ยาวมาถึงรัชกาลที่</span><span class="s2"> 9 </span><span class="s1">เลย</span><span class="s2">” </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">อย่างไรก็ดีสำหรับคนทั่วไป</span> <span class="s1">สิ่งนี้อาจจะไม่ได้แสดงถึงเพียงเรื่องราวจากประวัติศาสตร์อย่างเดียว</span> <span class="s1">แต่ยังคงมีบทบาททางความเชื่อ</span> <span class="s1">โดยจะเห็นว่ามีผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้ามาบูชาโฉนดชิ้นนี้กันมากมาย</span> <span class="s1">เนื่องจากเชื่อว่าจะทำมาค้าขายที่ดินได้คล่องแคล่ว</span> <span class="s1">จนเป็นที่มาของการทำสำเนาจำหน่ายเป็นของที่ระลึก มีทั้งไซส์เล็ก-ใหญ่ หลายราคาว่ากันไป</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">“</span><span class="s1">คนเข้ามาไหว้กันทุกๆ วันอังคาร</span> <span class="s1">นำบัตรแนะนำตัวมาทิ้งไว้</span> <span class="s1">เขาพูดกันเองว่าได้เงินเป็นสิบๆ ล้าน</span> <span class="s1">อันนี้เขาทำของเขาเอง</span> <span class="s1">ผู้ปกครองควรชี้แนะ</span><span class="s2">” </span><span class="s1">คุณชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม</span></p>
<hr />
<p class="p1"><em><strong><span class="s1">พิกัดขุมทรัพย์</span></strong></em></p>
<p class="p1"><em><span class="s1">พิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน</span> <span class="s1">ตั้งอยู่บนชั้น 2</span> <span class="s1">สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร<br />
</span><span class="s1">ถนนราชินี</span> <span class="s1">แขวงพระบรมมหาราชวัง</span> <span class="s1">เขตพระนคร</span> <span class="s1">กรุงเทพมหานคร</span> <span class="s1">10200</span></em></p>
<p class="p1"><em><span class="s1">เปิดเฉพาะวันอังคาร</span><span class="s2"> 9:00-17:00 </span><span class="s1">น</span><span class="s2">.<br />
</span><span class="s1">ผู้สนใจเข้าชมควรติดต่อเบื้องต้นล่วงหน้า</span> <span class="s1">โทร. </span><span class="s2">02-222-6131-40<br />
</span><a href="http://www.dol.go.th/museum"><span class="s1">dol.go.th/museum</span></a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/first-title-deed-thailand/">กำเนิดโฉนดที่ดินแผ่นแรกในไทย และเมื่อโฉนดบอกว่าเมื่อก่อนพืชเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ข้าว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย &#8216;IBM 1620&#8217; หมุดหมายความก้าวหน้าทางวิทยาการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ibm1620-first-computer-thailand/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jul 2019 00:29:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ตึกลูกเต๋า]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[อพวช.]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิต กันตะบุตร]]></category>
		<category><![CDATA[Herman Hollerith]]></category>
		<category><![CDATA[Alan Turing]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[IBM 1620]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=66560</guid>

					<description><![CDATA[<p>รู้หรือไม่ว่าภายในบริเวณอันกว้างใหญ่ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) บริเวณคลอง 5 ปทุมธานีนั้น นอกจาก ‘ตึกลูกเต๋า’ แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอื่นๆ ตั้งอยู่อีกมาก เช่น พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าที่เพิ่งแกะกล่องไปหมาดๆ หรือพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่เล่าเรื่องวิวัฒนาการเทคโนโลยีการสื่อสารของโลกตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน และในพิพิธภัณฑ์สุดท้ายนี่เองที่เราได้เจอกับ ‘คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย’ หรือเรียกกันตามสเปกก็คือเครื่อง IBM 1620 หมุดหมายของความก้าวหน้าทางวิทยาการอันสำคัญยิ่งในบ้านเรา เมื่อลองพิจารณารูปร่างหน้าตาของเครื่อง IBM 1620 ที่อยู่เบื้องหน้านี้ เราก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้กับความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของ ‘คอมพิวเตอร์’ ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ทั้งที่เพิ่งผ่านไปราวเพียง 60 ปี (คนที่มีส่วนในการพัฒนา ผลิต และใช้งานเจ้าเครื่องนี้ส่วนมากยังมีชีวิตอยู่) แต่ IBM 1620 นั้น มองเผินๆ เหมือนเครื่องจักรในโรงงานสักอย่างที่มีขนาดใหญ่ มีแผงช่องไฟเล็กๆ เรียงรายกันเป็นแถบ ไม่มีจอมอนิเตอร์ที่คุ้นเคย แต่มีอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ มากมาย แถมการป้อนข้อมูลอินพุตและเอาต์พุตยังใช้ระบบบัตรเจาะรู (punch card system) โดยอ่านบัตรด้วยภาษาเครื่อง FORTRAN และ COBOL ซึ่งฟังแล้วดูห่างไกลกับยุคนี้มาก เจ้าเครื่องโบราณที่ดูเทอะทะนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในยุคนั้นมาก ทั้งยังมีมูลค่ามหาศาลอย่างที่เทียบกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกวันนี้ไม่ได้เลย เจ้าเครื่องนี้เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ibm1620-first-computer-thailand/">คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย &#8216;IBM 1620&#8217; หมุดหมายความก้าวหน้าทางวิทยาการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รู้หรือไม่ว่าภายในบริเวณอันกว้างใหญ่ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) บริเวณคลอง 5 ปทุมธานีนั้น นอกจาก ‘ตึกลูกเต๋า’ แล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอื่นๆ ตั้งอยู่อีกมาก เช่น พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าที่เพิ่งแกะกล่องไปหมาดๆ หรือพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่เล่าเรื่องวิวัฒนาการเทคโนโลยีการสื่อสารของโลกตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน</p>
<p>และในพิพิธภัณฑ์สุดท้ายนี่เองที่เราได้เจอกับ ‘คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย’ หรือเรียกกันตามสเปกก็คือเครื่อง IBM 1620 หมุดหมายของความก้าวหน้าทางวิทยาการอันสำคัญยิ่งในบ้านเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-66574" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/type-C-com--1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/type-C-com--1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/type-C-com--300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/type-C-com--768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/type-C-com--600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/type-C-com-.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>เมื่อลองพิจารณารูปร่างหน้าตาของเครื่อง IBM 1620 ที่อยู่เบื้องหน้านี้ เราก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้กับความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของ ‘คอมพิวเตอร์’ ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ทั้งที่เพิ่งผ่านไปราวเพียง 60 ปี (คนที่มีส่วนในการพัฒนา ผลิต และใช้งานเจ้าเครื่องนี้ส่วนมากยังมีชีวิตอยู่) แต่ IBM 1620 นั้น มองเผินๆ เหมือนเครื่องจักรในโรงงานสักอย่างที่มีขนาดใหญ่ มีแผงช่องไฟเล็กๆ เรียงรายกันเป็นแถบ ไม่มีจอมอนิเตอร์ที่คุ้นเคย แต่มีอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ มากมาย แถมการป้อนข้อมูลอินพุตและเอาต์พุตยังใช้ระบบบัตรเจาะรู (punch card system) โดยอ่านบัตรด้วยภาษาเครื่อง FORTRAN และ COBOL ซึ่งฟังแล้วดูห่างไกลกับยุคนี้มาก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-66572" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เจ้าเครื่องโบราณที่ดูเทอะทะนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในยุคนั้นมาก ทั้งยังมีมูลค่ามหาศาลอย่างที่เทียบกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทุกวันนี้ไม่ได้เลย เจ้าเครื่องนี้เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2506 และถูกติดตั้งที่อาคารศูนย์คำนวณสถิติ (ตึก 9) ภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนและการวิจัย เป็นเครื่องที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในงานคำนวณทางด้านวิทยาศาสตร์ สนนมูลค่าในสมัยนั้นกว่าสองล้านบาท!</p>
<p>ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการหาเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศจนนำเข้ามาได้สำเร็จคือ ศาสตราจารย์ บัณฑิต กันตะบุตร หัวหน้าภาควิชาสถิติ และเลขาธิการสถิติแห่งชาติ ผู้มองเห็นศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในการปฏิวัติการศึกษา ประกอบกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติของประเทศไทย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องใช้ข้อมูลการสำรวจประชากร แต่ปรากฏว่าประเทศไทยไม่มีข้อมูลสำมะโนครัวที่ถูกต้อง องค์การ AID ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงสนับสนุนโดยมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 1620 ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีคอมพิวเตอร์แบบดิจิทัลใช้ นับว่าล้ำสมัยกว่าเพื่อนบ้านในเวลาเดียวกันนัก</p>
<p>นอกจากนี้ อ.บัณฑิตยังได้นำเข้าคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองของประเทศ คือ IBM 1401 ในปีถัดมา เพื่อใช้ในการคำนวณสำมะโนประชากรในสำนักงานสถิติแห่งชาติอีกด้วย โดยเครื่องที่สองนี้มีมูลค่าถึงราวแปดล้านบาท ด้วยพลังการคำนวณจากเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้ทำให้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ยากและต้องใช้เวลาเป็นปีๆ สามารถทำจบได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหรืออย่างมากก็ไม่กี่นาทีเท่านั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-66569" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>น่าสนใจว่าบริษัท IBM นั้น แรกเริ่มเดิมทีก็ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่องานสำมะโนประชากรนี่แหละ ย้อนกลับไปในช่วง ค.ศ. 1880 นักสถิติชาวอเมริกันชื่อ Herman Hollerith สร้างเครื่องที่ชื่อว่า tabulator ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องคำนวณที่ใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติเครื่องแรกๆ ของโลก เพื่อใช้เรียบเรียงข้อมูลสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา</p>
<p>การเก็บข้อมูลสำมะโนประชากรนั้นจะทำทุกๆ สิบปี แต่ในช่วงปี 1880 จำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างล้นหลามจากกระแสผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้แม้จะระดมกำลังคนมาคิดคำนวณอย่างเต็มรูปแบบเพียงใดก็ยังต้องใช้เวลาถึง 7 ปีครึ่งจึงวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จ นักสถิติในยุคนั้นเล็งเห็นว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป สักวันจะไม่มีเวลาพอประมวลผลสำมะโนประชากรได้ทันก่อนถึงรอบถัดไปแน่ โชคยังดีที่เครื่อง tabulator ของฮอลเลอริทนั้นใช้งานได้เป็นอย่างดี สามารถรวบรวมข้อมูลสำมะโนประชากรทั้งหมดได้ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ และวิเคราะห์ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีครึ่งเท่านั้น ทำให้ช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐไปได้ราว 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
<p>ต่อมาฮอลเลอริทพบว่าเครื่องจักรของเขายังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการคำนวณอื่นๆ ได้ด้วย เขาจึงก่อตั้งบริษัท Tabulating Machine Company ขึ้นมาในปี 1896 เพื่อผลิตเจ้าเครื่องนี้ขายในเชิงพาณิชย์ ไม่กี่ปีต่อมา ชื่อบริษัทได้ถูกเปลี่ยนเป็น Computing-Tabulating-Recording Company (CTR) และในปี 1924 ได้กลายมาเป็นชื่อ International Business Machines (IBM) ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั่นเอง</p>
<p>นอกจากงานเชิงสถิติของฮอลเลอริทแล้ว การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในยุคสมัยหนึ่งนั้นเรียกได้ว่าเป็นภารกิจสำคัญของประเทศชาติที่ส่งผลต่อการแพ้-ชนะสงครามเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เกิดการประดิษฐ์เครื่องคิดคำนวณสมัยใหม่ที่เป็นระบบดิจิทัล</p>
<p>หากใครได้ดูหนังเรื่อง <em>The </em><em>Imitation Game</em> ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีบทบาทสำคัญในการถอดรหัสของฝ่ายเยอรมนีระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจจะพอนึกภาพออกว่าภารกิจหลักของทัวริงคือ การถอดรหัสจากเครื่อง enigma ของฝ่ายเยอรมนีที่ใช้ส่งข้อความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ซึ่งมีการเปลี่ยนวิธีการเข้ารหัสทุกวัน ทำให้การถอดรหัสด้วยวิธีทั่วๆ ไปทำได้ยากมาก เครื่องจักร bombe ที่ทัวริงและทีมคิดค้นขึ้นใน ค.ศ. 1940 สามารถทำภารกิจได้สำเร็จ ทำให้สามารถอ่านสัญญาณจากทัพอากาศและกองทัพเรือเยอรมันได้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อการรบของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างมาก</p>
<p>ส่วนทางฝั่งอเมริกาเอง ในปี 1946 ก็ได้มีการประดิษฐ์เครื่อง ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Calculator) ขึ้นเพื่อคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่ แต่ความน่าสนใจของมันคือการเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ที่ถือว่าเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบและใช้สำหรับการทำงานทั่วไป กล่าวคือ หากปรับใช้อย่างเหมาะสมแล้ว สามารถนำไปใช้ในการคำนวณทั่วไปได้แทบทั้งสิ้น แต่คอมพิวเตอร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ก็มีขนาดมหึมา ชนิดที่ทำให้เครื่อง IBM 1620 ที่ดูเทอะทะกลายเป็นเล็กจิ๋วไปเลย อย่างเจ้าเครื่อง ENIAC เองมีน้ำหนักถึง 30 ตัน และกินพื้นที่ราว 1,800 ตารางฟุต หรือ 160 กว่าตารางเมตร เทียบเท่าห้องประชุมขนาดกลางเลยก็ว่าได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-66568" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/1-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>กลับมาที่ IBM 1620 อีกครั้ง หลังจากปลดประจำการจากภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เครื่องนี้ถูกส่งมอบให้กับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ) ต่อมาได้บริจาคให้กับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของผู้เยี่ยมชมหลายพันคนต่อวัน</p>
<p>อีกทั้งชวนให้ตื่นเต้นด้วยว่า ในชั่วอายุคนคนเดียว มนุษย์สามารถย่อระบบคำนวณจากที่เคยใหญ่เท่าห้องให้มาอยู่ในสมาร์ตโฟนขนาดเล็กกะทัดรัด ใส่กระเป๋ากางเกงได้ แล้วในอนาคตอันใกล้นี้ ‘คอมพิวเตอร์’ หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ใหม่ๆ จะมีหน้าตาเปลี่ยนไปอย่างไรอีกนะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-66571" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.explainthatstuff.com/historyofcomputers.html">explainthatstuff.com</a></p>
<p><a href="https://www.iwm.org.uk/history/how-alan-turing-cracked-the-enigma-code">iwm.org.uk</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p>แหล่งขุมทรัพย์</p>
<p><strong>พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช.</strong></p>
<p>ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120</p>
<p>เปิดบริการ วันอังคาร-ศุกร์ (หยุดวันจันทร์)<br />
ตั้งแต่เวลา 09:30-16:00 น.<br />
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์<br />
ตั้งแต่เวลา 09:30-17.00 น.</p>
<p>โทรศัพท์ 02-577-9999<br />
โทรสาร 02-577-9900<br />
อีเมล nsm_mkt@nsm.or.th</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ibm1620-first-computer-thailand/">คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย &#8216;IBM 1620&#8217; หมุดหมายความก้าวหน้าทางวิทยาการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หีบ Louis Vuitton ที่เชิญพัสตราภรณ์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไปอวดชาวโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/louis-vuitton-trunk/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jun 2019 10:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[Universal Exhibition]]></category>
		<category><![CDATA[Roman Holiday]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[Titanic]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมทรัพย์นักพิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[The Italian Job]]></category>
		<category><![CDATA[Louis Vuitton]]></category>
		<category><![CDATA[Vogue]]></category>
		<category><![CDATA[Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain]]></category>
		<category><![CDATA[Museum Minds]]></category>
		<category><![CDATA[งามสมบรมราชินีนาถ]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ]]></category>
		<category><![CDATA[Louis Vuitton Trunk]]></category>
		<category><![CDATA[หลุยส์ วิตตอง]]></category>
		<category><![CDATA[Grey Trianon Canvas]]></category>
		<category><![CDATA[Monogram]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=64052</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางความวิจิตรตระการตาของฉลองพระองค์ในนิทรรศการ &#8216;งามสมบรมราชินีนาถ&#8217; (Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain) ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เราแอบสังเกตเห็นหนึ่งในสิ่งจัดแสดงที่แม้ว่าจะไม่ใช่พัสตราภรณ์เสียทีเดียว แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ขนาดที่ว่าหากไม่มีสิ่งนี้ ฉลองพระองค์ที่จัดแสดงอยู่ก็คงเดินทางมาไม่ถึงเมืองไทยตั้งแต่แรก สิ่งของที่ว่าก็คือชุด &#8216;หีบ&#8217; ของ Louis Vuitton นั่นเอง นอกจากนี้ หากเราเข้าไปมองใกล้ๆ จะสามารถสังเกตเห็นรายละเอียดที่ถูกทำขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทยโดยเฉพาะอีกด้วย! แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงรายละเอียดนั้น คงจะต้องย้อนความไปถึงประวัติว่าทำไมหีบยี่ห้อดังของฝรั่งเศสนี้ จึงเป็นหีบเลอค่าที่เป็นตัวเลือกของสังคมชั้นสูงทั่วโลก และมาตั้งจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการในรั้วพระบรมมหาราชวังของบ้านเราได้อย่างไร?  สำหรับคำถามแรกนั้นคงต้องย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1854 ปีที่ หลุยส์ วิตตอง ได้เปิดร้านชื่อเดียวกับตัวเองขึ้นบนถนน Rue Neuve des Capucines ในมหานครปารีส ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝั่งยุโรปมาถึงจุดพีคอีกรอบ เมื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้รับแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาเรือกลไฟและทางรถไฟ โดยรถไฟสำหรับขนส่งมวลชนในปารีสนั้นอาจจะช้ากว่าอังกฤษและเบลเยียมอยู่สักหน่อย เนื่องจากราคาค่าวัสดุก่อสร้างที่แพงกว่าหลายขุม อีกทั้งยังมีข้อขัดแย้งระหว่างนายทุนและรัฐบาลด้วย ทำให้รถไฟสำหรับผู้โดยสารเพิ่งมาเป็นที่นิยมและเข้าถึงได้ในช่วงปี 1850s เป็นต้นมา ลักษณะของหีบที่ใช้ใส่สัมภาระเวลาเดินทางทั่วๆ ไปในสมัยนั้น มักจะมีฝาเปิดทรงโค้ง หุ้มด้วยหนัง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/louis-vuitton-trunk/">หีบ Louis Vuitton ที่เชิญพัสตราภรณ์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไปอวดชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">ท่ามกลางความวิจิตรตระการตาของฉลองพระองค์ในนิทรรศการ &#8216;งามสมบรมราชินีนาถ&#8217; (Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain) ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เราแอบสังเกตเห็นหนึ่งในสิ่งจัดแสดงที่แม้ว่าจะไม่ใช่พัสตราภรณ์เสียทีเดียว แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ขนาดที่ว่าหากไม่มีสิ่งนี้ ฉลองพระองค์ที่จัดแสดงอยู่ก็คงเดินทางมาไม่ถึงเมืองไทยตั้งแต่แรก </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">สิ่งของที่ว่าก็คือชุด &#8216;หีบ&#8217;</span><span class="s1"> ของ Louis Vuitton นั่นเอง </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">นอกจากนี้ หากเราเข้าไปมองใกล้ๆ จะสามารถสังเกตเห็นรายละเอียดที่ถูกทำขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทยโดยเฉพาะอีกด้วย!</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงรายละเอียดนั้น คงจะต้องย้อนความไปถึงประวัติว่าทำไมหีบยี่ห้อดังของฝรั่งเศสนี้ จึงเป็นหีบเลอค่าที่เป็นตัวเลือกของสังคมชั้นสูงทั่วโลก และมาตั้งจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการในรั้วพระบรมมหาราชวังของบ้านเราได้อย่างไร? </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64062 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p3"><span class="s2">สำหรับคำถามแรกนั้นคงต้องย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1854 ปีที่ หลุยส์ วิตตอง ได้เปิดร้านชื่อเดียวกับตัวเองขึ้นบนถนน Rue Neuve des Capucines ในมหานครปารีส ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในฝั่งยุโรปมาถึงจุดพีคอีกรอบ </span><span class="s3">เมื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้รับแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาเรือกลไฟและทางรถไฟ </span><span class="s2">โดย</span><span class="s3">รถไฟสำหรับขนส่งมวลชนในปารีสนั้นอาจจะช้ากว่าอังกฤษและเบลเยียมอยู่สักหน่อย เนื่องจากราคาค่าวัสดุก่อสร้างที่แพงกว่าหลายขุม อีกทั้งยังมีข้อขัดแย้งระหว่างนายทุนและรัฐบาลด้วย ทำให้รถไฟสำหรับผู้โดยสารเพิ่งมาเป็นที่นิยมและเข้าถึงได้ในช่วงปี 1850s เป็นต้นมา</span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ลักษณะของหีบที่ใช้ใส่สัมภาระเวลาเดินทางทั่วๆ ไปในสมัยนั้น มักจะมีฝาเปิดทรงโค้ง หุ้มด้วยหนัง และมีความเทอะทะพอสมควร แต่หลุยส์ วิตตอง ของเราได้คิดค้น &#8216;</span><span class="s1">Grey Trianon Canvas Trunk&#8217; ขึ้นในปี 1858<span class="Apple-converted-space"> โ</span>ดยแทนที่จะใช้หนัง เขากลับเลือกใช้แคนวาสในการหุ้ม ทำให้หีบมีน้ำหนักที่เบากว่า ทนทาน บรรจุของได้มาก สามารถกันน้ำและกลิ่นได้อีกต่างหาก นอกจากนี้เขายัง</span><span class="s4">ออกแบบให้ฝาเปิด-ปิดของหีบเป็นแบบแบนทั้งด้านบนและฐานด้านล่าง เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน และนำไปวางซ้อนกันได้อย่างแสนสะดวก </span><span class="s1">ไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถไฟหรือเรือไอน้ำก็ตาม<span class="Apple-converted-space">  </span></span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ดังนั้นเมื่อบริษัทของวิตตองเข้าร่วมงาน Universal Exhibition ใน ค.ศ. 1867 ซึ่งเป็นงานแฟร์ที่โชว์นวัตกรรมของ &#8216;โลกใหม่&#8217; ให้กับมวลมหาประชาชน แบรนด์ของเขาจึงเป็นที่รู้จักในฐานะที่ตอบสนองความต้องการของยุคสมัยได้อย่างดีเยี่ยม ได้รับความนิยมอย่างสูงขนาดที่ในปี 1869 เราได้เห็นหีบนั้นในภาพถ่ายของ</span><span class="s5">จักรพรรดินียูเจนี พระอัครมเหสีในจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ขณะเสด็จฯ โดยเรือเดินสมุทรไปร่วมในพิธีเปิดคลองสุเอซ อันเป็นคลองขุดน้ำเค็มที่เชื่อมระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลแดงในประเทศอียิปต์ พระนางก็ใช้หีบของ <span class="s1">Louis Vuitton</span> เพื่อใส่สัมภาระต่างๆ ส่วนพระองค์เป็นจำนวนนับสิบหีบ ในรูปพวกมันไล่ขนาดจากเล็กไปหาใหญ่ ดูเก๋ไก๋ใช่ย่อยทีเดียว</span></p>
<p class="p5"><span class="s1"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64064 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/LV_Trunk_15-1.jpg" alt="" width="675" height="506" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/LV_Trunk_15-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/LV_Trunk_15-1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/LV_Trunk_15-1-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p class="p5"><span class="s1">นอกจาก<span class="s5">จักรพรรดินียูเจนี</span>แล้ว หีบเดินทางยี่ห้อนี้ยังเป็นของหรูที่เหล่าผู้ดีมีสตางค์ในยุโรปโปรดปรานกันถ้วนหน้า ไม่นานนักความนิยมใช้ <span class="s5">Louis Vuitton</span> ก็แพร่ไปสู่บุคคลในวงการบันเทิง ข้ามทะเลไปถึงฮอลลีวูดกับเขาด้วย สังเกตได้ว่าจะมีร้านบูทีกของ <span class="s5">Louis Vuitton</span><span class="s5"> </span>อยู่ที่ทั้งเมืองนีซและเมืองคานส์ เพื่อตอบโจทย์เอาใจหมู่ดารานักแสดงที่ไปงานเทศกาลภาพยนตร์ที่นั่น แถมยังมีหลายครั้งที่หีบและกระเป๋าเดินทางชื่อนี้ถูกนำมาเข้าฉากภาพยนตร์ของฮอลลีวูด ตั้งแต่เรื่อง <em>Roman Holiday</em> มาจนถึงเรื่อง <em>Titanic</em> หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง <em>The Italian Job</em> ที่ใช้กระเป๋าโอเวอร์ไนต์ของ <span class="s5">Louis Vuitton</span> ในการลำเลียงทองคำแท่งด้วย </span></p>
<p class="p5"><span class="s1">แน่นอนว่าของดังก็ต้องมีการก๊อปปี้เกิดขึ้นตามมา งานก๊อปกระเป๋านั้นเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยแรกๆ จน <span class="s5">Louis Vuitton </span>เปลี่ยนดีไซน์ออริจินอลเป็นผ้าสีเบจคาดแถบสีน้ำตาล ซึ่งเป็นเฉดสีอันเป็นเอกลักษณ์จวบจนปัจจุบัน<span class="Apple-converted-space"> </span>นอกจากนั้นยังออกแบบแพตเทิร์นที่มีโลโก้พร้อมข้อเขียน &#8216;marque L. Vuitton déposée&#8217; แปลว่า &#8216;ลิขสิทธิ์ของ แอล. วิตตอง&#8217; จารึกไว้ด้วย ต่อมาในปี 1896 ทายาทรุ่นที่ 2 จอร์จ วิตตอง จึงได้ออกแบบลาย &#8216;โมโนแกรม&#8217;<span class="Apple-converted-space"> </span>ซึ่งเป็นลายที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามและขึ้นแท่นคลาสสิกทันที แถมยังเป็นลายเดียวกับที่เราเห็นบนกระเป๋าและหีบส่วนพระองค์ในนิทรรศการ &#8216;งามสมบรมราชินีนาถ&#8217; นี้เอง</span></p>
<p class="p1"><span class="s5">กลับมาตอบอีกคำถามว่า หีบเหล่านี้มาตั้งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่บ้านเราได้อย่างไร อันนี้ต้องอธิบายว่า หีบเหล่านี้ถูกสั่งผลิตขึ้นโดย </span><span class="s1">ปิแอร์ บัลแมง แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นเวลากว่า 22 ปี โดยเขามักจะได้รับโจทย์ให้ตัดเย็บฉลองพระองค์จากผ้าไทยที่สมเด็จฯ ทรงซื้อไว้จากชาวบ้าน หรือที่ถูกสั่งทอขึ้นมาเป็นพิเศษ ทำให้ดูร่วมสมัยและโดดเด่นแบบไทยและสากลไปพร้อมๆ กัน ถือเป็นงานสำคัญที่เผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64063 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/Fit-For-A-Queen-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="p1"><span class="s5">บัลแมงได้สั่งทำหีบเหล่านี้ขึ้นเป็นพิเศษ </span><span class="s1">เพื่อเชิญฉลองพระองค์ พระมาลา ถุงพระหัตถ์ และฉลองพระบาทส่วนพระองค์โดยเฉพาะ </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">เราจะเห็นว่าหีบเชิญฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บุด้วยผ้าสีเหลืองทอง มีอักษรพระนามาภิไธยย่อ &#8216;S&#8217; กำกับไว้ และตกแต่งด้วยแถบสีลายธงชาติไทย ส่วนกระเป๋าเดินทางที่มีอักษรพระปรมาภิไธยย่อ &#8216;ภปร&#8217; เป็นของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรนั่นเอง ทั้งหมดนี้ถูกใช้ในช่วงที่พระองค์เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นยุโรป 14 ประเทศด้วยกันใน ค.ศ. 1960 </span></p>
<p class="p1"><span class="s1">ความพิถีพิถันทั้งหมดนี้ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของทั้งสองพระองค์สง่างามอย่างยิ่งในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะ</span><span class="s6">พระสิริโฉมอันงดงามและพระราชจริยาวัตรอันนุ่มนวลอ่อนหวาน</span><span class="s2">ของสมเด็จฯ ที่ลือลั่นไปทั่วทุกแห่งหนที่พระองค์เสด็จฯ เยือน ขนาดที่ ไดอาน่า วรีแลนด์ บรรณาธิการนิตยสาร <em>Vogue</em> สมัยนั้น ถึงกับเขียนจดหมายหา </span><span class="s7">จิม ทอมป์สัน เพื่อนชาวอเมริกันที่เธอรู้จักที่กรุงเทพฯ ในปี 1964 เพื่อปรึกษาว่า ทำอย่างไรที่ <span class="s2"><em>Vogue </em></span>จะสามารถขอพระราชทานพระราชวโรกาสสัมภาษณ์และฉายพระฉายาลักษณ์เพื่อตีพิมพ์ จนในปีต่อมา พระองค์</span><span class="s6">ทรงตอบรับคำกราบบังคมทูลเชิญของนิตยสาร <em>Vogue</em> โดยทรงร่วมฉายพระฉายาลักษณ์ลงในนิตยสารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ มี </span>เฮนรี่ คลาร์ก เป็นช่างภาพผู้ถวายงาน และ ปิแอร์ บัลแมง เป็นสไตลิสต์นั่นเอง</p>
<p class="p1"><span class="s1">หีบนี้ถูกจัดแสดงใน</span><span class="s5">นิทรรศการซึ่ง</span><span class="s1">จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2016 และปิดตัวไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2019 ที่ผ่านมา หากใครไปดูไม่ทัน ก็คงต้องรอให้ทางพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้หมุนเวียนของชิ้นนี้กลับมาจัดแสดงอีกในนิทรรศการอื่นในอนาคต หรือถ้าอดใจไม่ไหว ลองไปดูภาพนิทรรศการชุดนี้ย้อนหลังใน Google Arts &amp; Culture </span><span class="s5">ก็ได้นะ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-64065 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke.jpg" alt="" width="675" height="679" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke-298x300.jpg 298w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke-600x604.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/06/queen-sirikit-of-thailand-looking-at-a-painting-henry-clarke-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/louis-vuitton-trunk/">หีบ Louis Vuitton ที่เชิญพัสตราภรณ์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไปอวดชาวโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;ธงจุฑามณี&#8217; ธงที่เคยหายไปจากไทยกว่า 150 ปี  ที่วิลล่า มูเซ่ เขาใหญ่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/jutamani-flag/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 May 2019 20:36:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ธงพระปิ่นเกล้า]]></category>
		<category><![CDATA[museum]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[ธงจุฑามณี]]></category>
		<category><![CDATA[วิลล่า มูเซ่]]></category>
		<category><![CDATA[อรรถดา คอมันตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ธงพระปิ่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=61053</guid>

					<description><![CDATA[<p>ครั้งหนึ่ง เราเคยมีโอกาสถามคุณ อรรถดา คอมันตร์ นักสะสมผู้เป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต วิลล่า มูเซ่ เขาใหญ่ (Villa Musée Khaoyai) ว่าภายในเรือนอนุรักษ์ทั้ง 7 หลัง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 7 ไร่แห่งนี้ เขารักของสะสมชิ้นไหนมากที่สุด ซึ่งเมื่อได้ยินคำถามแล้ว คุณอรรถดาถึงกับหัวเราะออกมาและสารภาพโดยตรงว่า “เลือกชิ้นเดียวไม่ได้จริงๆ” จะว่าไปก็เข้าใจได้อยู่ เพราะขนาดเราเองในฐานะผู้เยี่ยมชมของวิลล่า มูเซ่ ก็ยังรู้สึกลำบากใจที่จะเลือกพูดถึงความเลอค่าของวัตถุเพียงชิ้นหนึ่ง ในคอลเลกชั่นของสะสมที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ยุครัชกาลที่ 4-7 ของที่นี่ เนื่องจากการจัดวางที่ประณีตทุกๆ รายละเอียดของทุกๆ ห้องในเรือนเก่าแต่ละหลัง ทุกอย่างล้วนช่วยกันขับสร้างบรรยากาศย้อนอดีตอย่างสมจริงเสมือนว่าเจ้าของบ้านเพิ่งลุกออกไปจากห้องหมาดๆ ตั้งแต่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย อาทิ หนังสือเก่าที่ถูกกางไว้บนโต๊ะทำงานไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ อย่างเปียโนฝรั่งเศสจากปี 1911 หรือกล้องส่องทางไกลที่ยังคงชี้ชวนให้จ้องมองออกไปนอกชานเรือน ทั้งหมดนี้ร่วมกันสร้างมนตร์ขลังพิเศษ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหนให้กับผู้เข้าชม ซึ่งคุณอรรถดาบอกเราว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์การสร้างแหล่งเรียนรู้แบบมีชีวิตของวิลล่า มูเซ่แห่งนี้นี่เอง อย่างไรก็ดี หากเราจะต้องเล่าเรื่องของสะสมทุกชิ้นที่จัดแสดงอยู่ ประกอบกับเรื่องราวที่คุณอรรถดาเล่าสู่กันฟังไปหลายชั่วโมง บทความนี้คงจะยืดยาวเกินงาม เราจึงต้องขอถือวิสาสะเลือกแทนท่านเจ้าของบ้าน เล่าเรื่องถึงขุมทรัพย์หนึ่ง ซึ่งเรามั่นใจอย่างยิ่งว่าล้ำค่าและหาดูไม่ได้ที่อื่นในประเทศไทย นั่นก็คือ &#8216;ธงจุฑามณี&#8217; หรือ &#8216;ธงพระปิ่นเกล้า&#8217; ที่เคยเลือนรางหายไปจากประเทศไทยกว่า 150 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jutamani-flag/">&#8216;ธงจุฑามณี&#8217; ธงที่เคยหายไปจากไทยกว่า 150 ปี  ที่วิลล่า มูเซ่ เขาใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ครั้งหนึ่ง เราเคยมีโอกาสถามคุณ อรรถดา คอมันตร์ นักสะสมผู้เป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต วิลล่า มูเซ่ เขาใหญ่ (<a href="https://www.facebook.com/villamuseekhaoyai/">Villa Musée Khaoyai</a>) ว่าภายในเรือนอนุรักษ์ทั้ง 7 หลัง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กว่า 7 ไร่แห่งนี้ เขารักของสะสมชิ้นไหนมากที่สุด ซึ่งเมื่อได้ยินคำถามแล้ว คุณอรรถดาถึงกับหัวเราะออกมาและสารภาพโดยตรงว่า “เลือกชิ้นเดียวไม่ได้จริงๆ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62520 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/3-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/3-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/3-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/3-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>จะว่าไปก็เข้าใจได้อยู่ เพราะขนาดเราเองในฐานะผู้เยี่ยมชมของวิลล่า มูเซ่ ก็ยังรู้สึกลำบากใจที่จะเลือกพูดถึงความเลอค่าของวัตถุเพียงชิ้นหนึ่ง ในคอลเลกชั่นของสะสมที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ยุครัชกาลที่ 4-7 ของที่นี่ เนื่องจากการจัดวางที่ประณีตทุกๆ รายละเอียดของทุกๆ ห้องในเรือนเก่าแต่ละหลัง ทุกอย่างล้วนช่วยกันขับสร้างบรรยากาศย้อนอดีตอย่างสมจริงเสมือนว่าเจ้าของบ้านเพิ่งลุกออกไปจากห้องหมาดๆ ตั้งแต่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย อาทิ หนังสือเก่าที่ถูกกางไว้บนโต๊ะทำงานไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ อย่างเปียโนฝรั่งเศสจากปี 1911 หรือกล้องส่องทางไกลที่ยังคงชี้ชวนให้จ้องมองออกไปนอกชานเรือน ทั้งหมดนี้ร่วมกันสร้างมนตร์ขลังพิเศษ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหนให้กับผู้เข้าชม ซึ่งคุณอรรถดาบอกเราว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์การสร้างแหล่งเรียนรู้แบบมีชีวิตของวิลล่า มูเซ่แห่งนี้นี่เอง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62524 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/7-3.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/7-3.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/7-3-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี หากเราจะต้องเล่าเรื่องของสะสมทุกชิ้นที่จัดแสดงอยู่ ประกอบกับเรื่องราวที่คุณอรรถดาเล่าสู่กันฟังไปหลายชั่วโมง บทความนี้คงจะยืดยาวเกินงาม เราจึงต้องขอถือวิสาสะเลือกแทนท่านเจ้าของบ้าน เล่าเรื่องถึงขุมทรัพย์หนึ่ง ซึ่งเรามั่นใจอย่างยิ่งว่าล้ำค่าและหาดูไม่ได้ที่อื่นในประเทศไทย นั่นก็คือ &#8216;ธงจุฑามณี&#8217; หรือ &#8216;ธงพระปิ่นเกล้า&#8217; ที่เคยเลือนรางหายไปจากประเทศไทยกว่า 150 ปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62518 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/1-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ธงนี้หากดูเผินๆ ก็อาจจะคิดว่าเป็นธงเก่าธรรมดา แต่ถ้าดูดีๆ เราจะเห็นว่ามีพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าจุฑามณี พิมพ์ตรงกลางผืน พระองค์เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ลำดับที่ 3 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี มีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 ณ พระราชวังเดิม คลองบางกอกใหญ่ พระองค์มีพระเชษฐาร่วมพระราชมารดาอีก 2 พระองค์ได้แก่สมเด็จเจ้าฟ้าชาย (สิ้นพระชนม์เมื่อประสูติ) สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ</p>
<p>เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระราชวงศ์และเสนาบดีมีมติเห็นชอบให้ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่พระองค์ทรงตรัสว่าถ้าจะถวายพระราชสมบัติแก่พระองค์จะต้องอัญเชิญพระอนุชาของพระองค์ครองราชย์ด้วย ในรัชสมัยนั้นประเทศไทยจึงเสมือนว่ามีพระเจ้าแผ่นดินถึง 2 พระองค์ด้วยกัน คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ <strong>พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง</strong></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62525 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/8-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/8-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/8-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/8-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ด้วยเหตุนี้ พระปิ่นเกล้าฯ จึงทรงไว้ซึ่งพระราชอิสริยยศ อิสริยศักดิ์สูงกว่า &#8216;วังหน้า&#8217; <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5">กรมพระราชวังบวรสถานมงคล</a> (พระมหาอุปราช) พระองค์ใดในอดีต และด้วยทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตก จึงทรงมีพระสหายชาวต่างชาติเป็นอันมาก ทำให้ทรงทราบธรรมเนียมฝรั่งเป็นอย่างดี จึงทำให้ในบริเวณพระราชวังเดิมที่ประทับแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าฟ้าจุฑามณีของพระองค์นั้นเอง ที่ประเพณีการตั้งเสาชักธงได้ริเริ่มขึ้นบนแผ่นดินไทย ดังปรากฏในพระนิพนธ์ “ความทรงจำ” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ปรากฏเหตุการณ์น่าสนใจเหตุการณ์หนึ่งไว้ดังนี้:</p>
<p><em>&#8220;&#8230;</em><em>ในเมืองไทยแต่ก่อนมา</em><em>การตั้งเสาชักธงมีแต่ในเรือกำปั่น </em><em>บนบกหามีประเพณีเช่นนั้น ไม่</em><em>มีคำเล่ากันมาว่าเมื่อในรัชกาลที่ </em><em>๓ </em><em>พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว</em><em>โปรดขนบธรรมเนียมฝรั่ง</em><em>ให้ทำเสาธงขึ้น </em><em>ณ </em><em>พระราชวังเดิม </em><em>(</em><em>ที่เป็นโรงเรียนนายเรือบัดนี้</em><em>) </em><em>อันเป็นที่เสด็จประทับและชักธงบริวารเป็นเครื่องบูชาในเวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</em><em>เสด็จไปทอดพระกฐิน</em><em>เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็น</em><em>ตรัสถามผู้ที่อยู่ใกล้พระองค์ว่า</em></p>
<p><em><br />
“</em><em>นั่นท่านฟ้าน้อยเอาผ้าขี้ริ้วขึ้นตากทำไม</em><em>” </em></p>
<p><em>&#8220;พิเคราะห์เห็นว่า</em><em>มิใช่เพราะไม่ทรงทราบว่าทำโดยเคารพตามธรรมเนียมฝรั่ง </em><em>ที่มีพระราชดำรัสเช่นนั้น</em><em>เพราะไม่โปรดที่ไปเอาอย่างฝรั่งมาตั้งเสาชักธงเท่านั้นเอง </em><em>ครั้นถึงรัชกาลที่ </em><em>๔ </em><em>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</em><em>มีพระราชดำรัสสั่งให้ทำเสาธงขึ้นทั้งในวังหลวงและวังหน้า</em><em>เสาธง วังหลวงให้ชักธงตราพระมหามงกุฎ </em><em>และเสาธงวังหน้าให้ชักธงจุฑามณี </em><em>(</em><em>ปิ่น</em><em>) </em><em>คนทั้งหลายก็เข้าใจกันว่าเสาชักธงนั้นเป็นเครื่องหมายพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดิน</em>&#8230;<em>”</em></p>
<p>นอกจากนี้ในพระนิพนธ์ยังเล่าต่อไปอีกว่า</p>
<p><em>“&#8230;</em><em>ครั้นเมื่อทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับรัฐบาลฝรั่งต่างประเทศแล้ว</em><em>มีกงสุลนานาประเทศเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ </em><em>ที่มาตั้งเสาชักธงชาติของตนขึ้นตามสถานกงสุล </em><em>ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ทำในประเทศอื่นๆ </em><em>คนทั้งหลายไม่รู้ประเพณีฝรั่งเหล่านั้นก็พากันตกใจ</em><em>ลือกันให้หนาหูว่าพวกกงสุลจะเข้ามาตั้งแข่งพระราชานุภาพ</em><em> </em><em>จนเมื่อความทราบถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว </em><em>พระองค์ทรงรำคาญพระทัย</em><em>จึงทรงพระราชดำริหาอุบายแก้ไข</em><em>ด้วยดำรัสสั่งเจ้านายต่างกรมกับทั้งขุนนางผู้ใหญ่ให้ทำเสาธงช้างขึ้นตามวังและที่บ้าน </em><em>เมื่อมีเสาธงชักขึ้นมาก</em><em>คนทั้งหลายก็หายตกใจแต่นั้นเป็นต้นมา&#8230;” </em><em> </em></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62523 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/6-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/6-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/6-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/6-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี ธงจุฑามณีที่พูดถึงในพระนิพนธ์นี้กลับไม่หลงเหลือหลักฐานไว้ให้ชาวไทยรุ่นหลังได้เห็นกันสักผืน! ที่ผ่านมาเหล่านักวิชาการ เมื่อพูดถึงธงนี้ก็จะไปอ้างอิงรูปวาดจากหนังสือบันทึกโบราณของเยอรมัน (Die Wappen und Flaggen der Herrscher und Staaten der Welt) ที่มีรูปวาดของธงจุฑามณีให้เห็นเป็นเพียงลายเส้นอยู่ โดยคาดว่าบันทึกโดยกงสุลประจำสยามและส่งกลับไปกับเรือสู่เยอรมันในรัชสมัยของพระองค์</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62526 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/9-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/9-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/9-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/9-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>จนเมื่อคุณอรรถดาได้มีโอกาสไปพบเจอธงดังกล่าวนี้ในร้านของเก่าแห่งหนึ่ง โดยมีลักษณะตรงกับภาพในหนังสือ เป็นแผ่นผ้าเก่าสีแดง มีลายพิมพ์สีทอง เป็นพระปิ่นวางอยู่บนพานแว่นฟ้าสองชั้น และวางอยู่บนตั่งอีกชั้นหนึ่ง (จะต่างจากภาพในหนังสือตรงที่ไม่มีฉัตรประทับขนาบสองข้าง) เขาจึงไม่รอช้าที่จะเชิญหลักฐานชิ้นสำคัญนี้มาดำเนินการอนุรักษ์ ใส่กรอบจัดแสดงไว้เหนือประตูทางเข้าของ ‘เรือนอนุรักษ์โกษา’ ในวิลล่า มูเซ่นี่เอง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่ฮือฮาในวงการนักประวัติศาสตร์บ้านเราอย่างมาก ขนาดที่พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทยยังต้องมาขอถ่ายบันทึกไว้ด้วย ซึ่งในจุดนี้คุณอรรถดาบอกกับเราว่า เขาดีใจที่งานสะสมของเขาสามารถช่วยทำให้การศึกษาค้นคว้าบันทึกประวัติศาสตร์สมบูรณ์มากขึ้น และสามารถเป็นอีกแรงที่จะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกรักในวัฒนธรรมของประเทศด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62521 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/4-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/4-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/4-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/4-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-62522 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/5-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/5-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/5-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/05/5-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>นอกจากนี้ข้างๆ กันกับธงจุฑามณีก็ยังมีการจัดแสดงธงช้างเผือกที่เรารู้จักกันดีด้วย โดยธงช้างเผือกนั้นได้ใช้เป็นธงชาติสยามมาจนกระทั่งในสมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8E%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7">พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว</a>  เมื่อช่วงปลายปี <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2460">พ.ศ. 2460</a> มาเป็นธงสามสี อันหมายถึงสถาบันหลักทั้งสามของประเทศไทยคือ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4">ชาติ</a> (สีแดง) <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2">ศาสนา</a> (สีขาว) และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พระมหากษัตริย์</a> (สีน้ำเงิน) สีทั้งสามนี้เองคือที่มาของการเรียกชื่อธงนี้ว่าธงไตรรงค์ (ไตร = สาม, รงค์ = สี)</p>
<p>เรียกได้ว่า ธงจุฑามณี หรือธงพระปิ่นเกล้านี้ถือเป็นต้นกำเนิดของธรรมเนียมการชักธงชาติขึ้นเสา ที่เรายังคงทำกันสืบมาจวบจนปัจจุบันนี้นี่เอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><strong>วิลล่า มูเซ่ เขาใหญ่ </strong></p>
<p>รอบเข้าชม วันศุกร์-อาทิตย์ 4 รอบ นำชมเวลา 9:00 น. / 11:00 น. / 14.00 และ 16:00 น. รอบละไม่เกิน 8 ท่าน</p>
<p>สามารถจอดรถยนต์และตั้งพิกัดการเดินทางมาชมวิลล่า มูเซ่ ที่ภูวนาลีรีสอร์ทเขาใหญ่</p>
<p>โดยนัดหมายเข้าชมล่วงหน้าที่ โทร. 063-225-1555</p>
<p>(หากผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะเดียวกันถึง 8 ท่านสามารถติดต่อขอเข้าชมเป็นรอบพิเศษได้)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jutamani-flag/">&#8216;ธงจุฑามณี&#8217; ธงที่เคยหายไปจากไทยกว่า 150 ปี  ที่วิลล่า มูเซ่ เขาใหญ่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;โลกนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับฉันและปิกัสโซ&#8221; ชมภาพเขียนของ John William Godward ที่ MOCA Bangkok</title>
		<link>https://adaymagazine.com/john-william-godward-painting-of-richard-green-room/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Apr 2019 20:06:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย]]></category>
		<category><![CDATA[MOCA]]></category>
		<category><![CDATA[ก็อดวาร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[MOCA Bangkok]]></category>
		<category><![CDATA[John William Godward]]></category>
		<category><![CDATA[Neoclassicism]]></category>
		<category><![CDATA[Richard Green Room]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพวาดสีน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=60073</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย หรือ MOCA Bangkok ที่ตั้งอยู่บนถนนกำแพงเพชรตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะได้พบเห็นกับผลงานของศิลปินไทยร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี, อาจารย์ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ หรืออาจารย์ประทีป คชบัว ฯลฯ ดังนั้น สิ่งที่สะดุดตาเราเป็นพิเศษด้วยความ &#8216;ไม่เข้าพวก&#8217; ก็เห็นจะเป็นภาพเขียนสไตล์ตะวันตก รูปหญิงสาวในชุดบางพลิ้วไหวประหนึ่งเทพีกรีกชิ้นนี้ ภาพนี้ชื่อว่า Contemplation (Mirror) เป็นภาพวาดสีน้ำมันโดย John William Godward ศิลปินแนว Neoclassicism ชาวอังกฤษในสมัยวิกตอเรียน หนำซ้ำห้องที่ภาพนี้จัดแสดงอยู่ ยังมีหน้าตาเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะในยุโรปไม่ผิดเพี้ยน เพดานเป็นหลังคาโค้งมีช่องกระจกเปิดรับแสงธรรมชาติ ส่วนผนังสีเขียวอ่อนนั้น เรียงรายไปด้วยภาพเขียนสีน้ำมันในสไตล์คล้ายคลึงกันเต็มไปหมด จนเราเผลอนึกไปว่าหลุดเข้ามาเดินในหอศิลป์ยุโรปตั้งแต่เมื่อไหร่! ทำไมภาพวาดแนว Neoclassicism ของศิลปินชาวตะวันตกถึงมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย? แล้วทำไมห้องสไตล์ยุโรปแบบดั้งเดิมถึงมาตั้งอยู่ในอาคารสมัยใหม่ ท่ามกลางงานศิลปะของศิลปินยุคปัจจุบันที่มีทั้งงานภาพถ่าย สื่อผสม และอื่นๆ เหล่านี้? โชคยังดีที่คำถามเหล่านี้ไม่ต้องคาใจเราไปตลอดกาลเพราะเราไปสืบจนได้ความมาว่า ห้องนี้มีชื่อว่า Richard Green มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อให้เปรียบเทียบหอศิลป์ร่วมสมัยไทยกับการจัดแสดงแบบฝรั่งในบรรยากาศดั้งเดิม ซึ่งชื่อ Richard Green นี้ เป็นชื่อของแกลเลอรีในลอนดอนที่เป็นผู้ขายภาพทั้งหมดที่จัดแสดงอยู่ในห้องนี้ให้กับคุณบุญชัย เบญจรงคกุล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/john-william-godward-painting-of-richard-green-room/">&#8220;โลกนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับฉันและปิกัสโซ&#8221; ชมภาพเขียนของ John William Godward ที่ MOCA Bangkok</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย หรือ MOCA Bangkok ที่ตั้งอยู่บนถนนกำแพงเพชรตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะได้พบเห็นกับผลงานของศิลปินไทยร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี, อาจารย์ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ หรืออาจารย์ประทีป คชบัว ฯลฯ</p>
<p>ดังนั้น สิ่งที่สะดุดตาเราเป็นพิเศษด้วยความ &#8216;ไม่เข้าพวก&#8217; ก็เห็นจะเป็นภาพเขียนสไตล์ตะวันตก รูปหญิงสาวในชุดบางพลิ้วไหวประหนึ่งเทพีกรีกชิ้นนี้</p>
<p>ภาพนี้ชื่อว่า Contemplation (Mirror) เป็นภาพวาดสีน้ำมันโดย John William Godward ศิลปินแนว Neoclassicism ชาวอังกฤษในสมัยวิกตอเรียน หนำซ้ำห้องที่ภาพนี้จัดแสดงอยู่ ยังมีหน้าตาเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะในยุโรปไม่ผิดเพี้ยน เพดานเป็นหลังคาโค้งมีช่องกระจกเปิดรับแสงธรรมชาติ ส่วนผนังสีเขียวอ่อนนั้น เรียงรายไปด้วยภาพเขียนสีน้ำมันในสไตล์คล้ายคลึงกันเต็มไปหมด จนเราเผลอนึกไปว่าหลุดเข้ามาเดินในหอศิลป์ยุโรปตั้งแต่เมื่อไหร่!</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-60101 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/Godward-The_Mirror-1899.jpg" alt="" width="450" height="1017" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/Godward-The_Mirror-1899.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/Godward-The_Mirror-1899-133x300.jpg 133w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/Godward-The_Mirror-1899-768x1736.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/Godward-The_Mirror-1899-453x1024.jpg 453w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/Godward-The_Mirror-1899-600x1356.jpg 600w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>ทำไมภาพวาดแนว Neoclassicism ของศิลปินชาวตะวันตกถึงมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย? แล้วทำไมห้องสไตล์ยุโรปแบบดั้งเดิมถึงมาตั้งอยู่ในอาคารสมัยใหม่ ท่ามกลางงานศิลปะของศิลปินยุคปัจจุบันที่มีทั้งงานภาพถ่าย สื่อผสม และอื่นๆ เหล่านี้?</p>
<p>โชคยังดีที่คำถามเหล่านี้ไม่ต้องคาใจเราไปตลอดกาลเพราะเราไปสืบจนได้ความมาว่า ห้องนี้มีชื่อว่า Richard Green มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อให้เปรียบเทียบหอศิลป์ร่วมสมัยไทยกับการจัดแสดงแบบฝรั่งในบรรยากาศดั้งเดิม ซึ่งชื่อ Richard Green นี้ เป็นชื่อของแกลเลอรีในลอนดอนที่เป็นผู้ขายภาพทั้งหมดที่จัดแสดงอยู่ในห้องนี้ให้กับคุณบุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ก่อตั้ง MOCA Bangkok แห่งนี้นั่นเอง โดยงานส่วนมากมาจากช่วงยุคสมัยที่ไล่เลี่ยกันคือช่วงคริสตศตวรรษที่ 19-20 ตอนต้น เป็นช่วงที่คาบเกี่ยวรัชสมัยของควีนวิกตอเรียของอังกฤษ และรัชกาลที่ 4-5 ของสยาม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60100 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>แต่ความน่าสนใจของผลงานที่อยู่ในห้องนี้ ไม่ได้มีเพียงเพราะว่าเป็นภาพเขียนของศิลปินตะวันในยุคก่อน (ไม่ใช่ยุคปัจจุบัน หรือร่วมสมัยแบบงานชิ้นอื่นๆ) แต่เพราะช่วงนี้ยังเป็นสมัยที่แนวทางศิลปะมีความหลากหลายอย่างสูงอีกด้วย ในขณะที่ภาพที่มีความเหมือนจริงอย่าง Neoclassicism ได้รับความนิยมแพร่หลาย แต่ก็เป็นยุคสมัยเดียวกันกับศิลปินแนว Modern Art อีกจำนวนมาก เช่น Vincent van Gogh, Paul Cézanne, Paul Gauguin, Georges Seurat, Henri de Toulouse-Lautrec, Henri Matisse กระทั่ง Picasso</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60099 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/3-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/3-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/3-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เมื่อเรากลับไปพินิจภาพเขียนสาวงามในชุดพลิ้วไหวแบบกรีกที่สะดุดตาเราแต่แรกกันอีกครั้ง จะเห็นได้ว่าภาพนี้แตกต่างจากงานแนว Modern Art ที่มีความเป็นนามธรรมอย่างเห็นได้ชัด ภาพ Contemplation (Mirror) มีรายละเอียดที่เหมือนจริงสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ผิวพรรณที่ผุดผ่องของนางแบบ ชุดคลุมยาวกึ่งโปร่งใสที่ทิ้งตัวลงอย่างเป็นธรรมชาติ จนกระทั่งรายละเอียดฉากที่เป็นอาคารหินอ่อนอันประกอบด้วยลวดลายและสีสันของหินอ่อนหลากชนิด ทั้งหมดสมจริงในทุกรายละเอียด นี่คือภาพวาดในสไตล์ Neoclassicism ที่ศิลปินนิยมกลับไปสร้างผลงานในสไตล์กรีกและโรมันอีกครั้ง</p>
<p>ศิลปินที่วาดภาพแนวนี้ในยุควิกตอเรียนไม่ได้มีเพียงก็อดวาร์ดแต่ยังมี Sir Frederic Leighton ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการศิลปะอังกฤษ ทั้งยังได้เป็นประธานของสมาคมศิลปะ Royal Academy of Arts อยู่ถึงเกือบ 20 ปี แต่ว่าสไตล์ของก็อดวาร์ดนั้น ถือว่าใกล้เคียงกับ Sir Lawrence Alma-Tadema มากกว่า (ซึ่งมีภาพอยู่ในห้อง Richard Green นี้เช่นกัน) เพราะนิยมแต่งเติมฉากของภาพวาดด้วยสถาปัตยกรรมแบบกรีก-โรมันที่สร้างด้วยหินอ่อน ส่วนตัวก็อดวาร์ดเองนั้นมีชื่อเสียงมากในการวาดสตรีในชุดแบบกรีก-โรมัน จนได้ฉายาว่าเจ้าแห่งชุดทูนิกแบบคลาสสิก อันเป็นผ้าที่ขับผิวพรรณที่ผุดผ่องเยี่ยงไข่มุกของสตรีในภาพของเขาได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ความงามอันอ่อนช้อยของหญิงสาวที่สื่อออกมานั้นได้รับคำกล่าวจากนักวิจารณ์ว่าเป็นเสมือน &#8216;กุหลาบแห่งอังกฤษที่แท้จริง&#8217; ไม่ก็เทพีของชาวกรีกโบราณเลยทีเดียว ก็อดวาร์ดยังได้ชื่อว่าเก็บรายละเอียดทิวทัศน์ได้สมจริงมาก ไม่ว่าจะเป็นความพลิ้วของชายผ้า พื้นผิวของหินอ่อน หนังสัตว์ หรือแม้แต่นานาพืชพันธุ์ดอกไม้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60097 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ด้วยฝีมือที่เป็นที่ประจักษ์ในวงการศิลปะ ก็อดวาร์ดจึงได้จัดแสดงผลงานใน Royal Academy of Arts อยู่เป็นประจำในช่วง ค.ศ. 1887-1905 และที่ Royal Society of British Artists หรือสมาคมศิลปินอังกฤษอีกด้วย ทั้งยังได้ไปจัดแสดงที่ปารีส และยังได้รับเหรียญทองในงานจัดแสดง International Exhibition ที่โรมใน ค.ศ. 1913</p>
<p>แม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่ชีวิตจริงของศิลปินผู้นี้กลับไม่ได้มีความสุขเท่าใดนัก ด้วยความที่เกิดในครอบครัวที่ทำอาชีพด้านการเงินและการลงทุน ก็อดวาร์ดถูกคัดค้านอย่างหนักจากครอบครัวเพราะเลือกอาชีพศิลปินแทนการเดินตามรอยบิดา ซ้ำร้ายเมื่อตอนเขาย้ายไปอยู่ที่อิตาลีใน ค.ศ. 1912 (หนีตามกันไปกับนางแบบชาวอิตาเลียน) ครอบครัวได้ตัดสัมพันธ์และการติดต่ออย่างสิ้นเชิง ถึงขนาดเผารูปถ่าย จดหมาย และเอกสารทั้งหมดของเขาอีกด้วย</p>
<p>ก็อดวาร์ดกลับมายังลอนดอนอีกครั้งใน ค.ศ. 1921 และตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในปีถัดมา ทิ้งท้ายไว้เพียงจดหมายลาตายที่กล่าวอย่างตัดพ้อว่า &#8220;โลกนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับฉันและปิกัสโซ&#8221; ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกกดดันของศิลปินต่อความนิยมที่ลดลงของภาพแนว Neoclassicism ของเขา ในขณะที่ศิลปะสมัยใหม่หรือ Modern Art เช่น Impressionism, Cubism และศิลปะที่มีความเป็นนามธรรมเริ่มเข้ามาแทนที่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60098 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/2-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้จะรู้สึกเสียดายต่อชีวิตของศิลปินเปี่ยมพรสวรรค์ทว่าอาภัพผู้นี้ แต่เราก็อดรู้สึกยินดีไม่ได้ที่ได้มีโอกาสมาชื่นชมภาพวาด Contemplation (Mirror) อันมีชื่อเสียงของเขา (หากค้นตามเว็บไซต์ต่าง ๆ จะเจอภาพนี้ในชื่อ The Mirror หรือ Girl with a Mirror) ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA Bangkok แห่งนี้</p>
<p>อาจจะอยู่ร่วมกับปิกัสโซไม่ได้ แต่อยู่ร่วมกับศิลปะร่วมสมัยไทยได้นะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อ้างอิง</p>
<p><a href="https://www.johnwilliamgodward.org/biography.html">Biography of John William Godward. (n.d.). </a></p>
<p><a href="http://www.artnet.com/artists/john-william-godward/biography">John William Godward. (n.d.).</a></p>
<p><a href="https://www.thevintagenews.com/2017/12/06/john-william-godward/">Smithfield, B. (2017, December 06). &#8220;The world is not big enough for me and a Picasso&#8221; The life and artwork of John William Godward.</a></p>
<hr />
<p>แหล่งขุมทรัพย์</p>
<p><strong>MOCA Bangkok </strong><strong>พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย</strong></p>
<p>499 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900</p>
<p>วันทำการ : วันอังคาร–วันอาทิตย์ (หยุดทำการทุกวันจันทร์)</p>
<p>เวลา : 10:00–18:00 น.</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/john-william-godward-painting-of-richard-green-room/">&#8220;โลกนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับฉันและปิกัสโซ&#8221; ชมภาพเขียนของ John William Godward ที่ MOCA Bangkok</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘ตาแหลว’ ในพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง ไม้สานศักดิ์สิทธิ์ประกอบพิธีแฮกนาของชาวเหนือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kamthieng-house-museum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Apr 2019 21:40:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลว]]></category>
		<category><![CDATA[ตาเหลว]]></category>
		<category><![CDATA[แฮกนา]]></category>
		<category><![CDATA[แรกนาขวัญ]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=56262</guid>

					<description><![CDATA[<p>บนถนนอโศกที่พลุกพล่าน หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่ามีพิพิธภัณฑ์อันเงียบสงบและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังซ่อนอยู่ ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง &#8216;พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง&#8217; ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา ว่าด้วยเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเชื่อ และศิลปะล้านนาไทย ตั้งอยู่ในบริเวณที่ร่มรื่นภายในสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งอยู่ห่างออกมาจากประตูทางออกของรถไฟ MRT สถานีสุขุมวิท เพียงไม่กี่ก้าว อาคารที่เป็นตัวพิพิธภัณฑ์นั้นคือเรือนเครื่องสับแบบล้านนาไทยเดิม หรือที่รู้จักกันในนาม &#8216;เรือนกาแล&#8217; สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง มีไม้ป้านลมหลังคาที่ยอด หรือ &#8216;กาแล&#8217; อันเป็นเอกลักษณ์เรือนล้านนาอย่างชัดเจนปรากฏอยู่ ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือเรือนเก่าแก่หลังนี้มีอายุเกือบสองร้อยปีแล้ว สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2391 โดยนางแซ้ด ผู้สืบเชื้อสายธิดาเมืองแช่ ชาวไทลื้อในแคว้นสิบสองปันนา ที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่เชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมือง ลูกหลานของนางแซ้ดได้อาศัยอยู่ที่เรือนหลังนี้ต่อมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งใน พ.ศ. 2506 นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินทร์ เจ้าของเรือนในขณะนั้นได้มอบให้แก่สยามสมาคมฯ เพื่อให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้น จึงได้มีการรื้อถอนเรือนเพื่อปลูกสร้างใหม่ในพื้นที่ของสยามสมาคมฯ และได้ตั้งชื่อว่า &#8216;เรือนคำเที่ยง&#8217; ตามชื่อมารดาของนางกิมฮ้อ ผู้เกิดบนเรือนหลังนี้นั่นเอง เพื่อให้เข้ากับพื้นที่ใหม่ เรือนหลังนี้จึงมีการปรับผังและทิศทางเรือนบ้าง แต่องค์ประกอบทุกส่วนของเรือนยังอยู่ครบถ้วน เราจะเห็นตัวเรือนไม้ มีใต้ถุนสูง มีทั้งห้องนอน ชานบ้าน ห้องครัว และทางเดินเชื่อมไปยังยุ้งข้าว และที่แห่งนี้เองที่ทำให้เราได้พบเข้ากับ &#8216;ขุมทรัพย์&#8217; ที่น่าสนใจมากๆ ชิ้นหนึ่ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kamthieng-house-museum/">‘ตาแหลว’ ในพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง ไม้สานศักดิ์สิทธิ์ประกอบพิธีแฮกนาของชาวเหนือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">บนถนนอโศกที่พลุกพล่าน หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่ามีพิพิธภัณฑ์อันเงียบสงบและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังซ่อนอยู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง &#8216;พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง&#8217; ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา ว่าด้วยเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเชื่อ และศิลปะล้านนาไทย ตั้งอยู่ในบริเวณที่ร่มรื่นภายในสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งอยู่ห่างออกมาจากประตูทางออกของรถไฟ MRT สถานีสุขุมวิท</span> <span style="font-weight: 400;">เพียงไม่กี่ก้าว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาคารที่เป็นตัวพิพิธภัณฑ์นั้นคือเรือนเครื่องสับแบบล้านนาไทยเดิม หรือที่รู้จักกันในนาม &#8216;เรือนกาแล&#8217; สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง มีไม้ป้านลมหลังคาที่ยอด หรือ &#8216;กาแล&#8217; อันเป็นเอกลักษณ์เรือนล้านนาอย่างชัดเจนปรากฏอยู่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-58867" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือเรือนเก่าแก่หลังนี้มีอายุเกือบสองร้อยปีแล้ว สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2391 โดยนางแซ้ด ผู้สืบเชื้อสายธิดาเมืองแช่ ชาวไทลื้อในแคว้นสิบสองปันนา ที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่เชียงใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมือง ลูกหลานของนางแซ้ดได้อาศัยอยู่ที่เรือนหลังนี้ต่อมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งใน พ.ศ. 2506 นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินทร์ เจ้าของเรือนในขณะนั้นได้มอบให้แก่สยามสมาคมฯ เพื่อให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้น จึงได้มีการรื้อถอนเรือนเพื่อปลูกสร้างใหม่ในพื้นที่ของสยามสมาคมฯ และได้ตั้งชื่อว่า &#8216;เรือนคำเที่ยง&#8217; ตามชื่อมารดาของนางกิมฮ้อ ผู้เกิดบนเรือนหลังนี้นั่นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เข้ากับพื้นที่ใหม่ เรือนหลังนี้จึงมีการปรับผังและทิศทางเรือนบ้าง แต่องค์ประกอบทุกส่วนของเรือนยังอยู่ครบถ้วน เราจะเห็นตัวเรือนไม้ มีใต้ถุนสูง มีทั้งห้องนอน ชานบ้าน ห้องครัว และทางเดินเชื่อมไปยังยุ้งข้าว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และที่แห่งนี้เองที่ทำให้เราได้พบเข้ากับ &#8216;ขุมทรัพย์&#8217;</span> <span style="font-weight: 400;">ที่น่าสนใจมากๆ ชิ้นหนึ่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ขุมทรัพย์ที่ว่าตั้งตระหง่านอยู่กลางยุ้งข้าว สร้างจากไม้สานขนาดใหญ่ขัดกันเป็นรูปร่างคล้ายดาวหกแฉกประกอบกัน ปักอยู่บนผืนดินเล็กๆ ที่มีข้าวเปลือกกระจายอยู่เกลื่อน แถมข้างหน้าไม้สานนี้ยังมีรูปปั้นแม่โพสพตั้งอยู่อีกด้วย มองไปแล้วชวนพิศวงยิ่งนัก</span> <span style="font-weight: 400;">เมื่อเราลองค้นข้อมูลดูแล้วจึงเข้าใจว่าเป็น &#8216;เฉลว&#8217; หรือ &#8216;ตาแหลว&#8217; ตามคำเรียกภาษาถิ่นนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเมืองทั่วไปอาจจะไม่เคยเห็นเฉลวหรือตาแหลวมาก่อน แต่ไม้สานศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการประกอบพิธี &#8216;แฮกนา&#8217; ของชาวเหนือ และเป็นของไฮไลต์ชิ้นหนึ่งที่บอกเล่าวิถีชีวิตตามความเชื่อล้านนาของพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงแห่งนี้เลยทีเดียว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-58868" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/5.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/5.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/5-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พิธีกรรมแฮกนาของทางล้านนาสามารถเทียบเคียงได้กับพิธี &#8216;แรกนา&#8217; หรือพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญของภาคกลาง ซึ่งเป็นพิธีหลวงที่สืบทอดกันมายาวนาน ปรากฏหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความสำคัญของมันก็คือการที่ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำนาเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร และเพื่ออ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ข้าวเจริญงอกงามนั่นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ศาสตราจารย์</span><span style="font-weight: 400;">ปรานี วงษ์เทศ ได้อธิบายไว้ว่า</span> <span style="font-weight: 400;">“</span><span style="font-weight: 400;">พิธีทั้งหมดนี้มีเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรที่มีร่องรอยมานานอยู่ก่อนแล้ว ในสังคมเกษตรกรรมของอุษาคเนย์เมื่อราว </span><span style="font-weight: 400;">3,000 </span><span style="font-weight: 400;">ปีก่อน คนทำนาต้องทำกันทั่วไป ก่อนลงมือเพาะปลูกจริง ต่อมาเมื่อรับแบบแผนฮินดูจากอินเดียจึงปรุงแต่งพิธีวิงวอนผีให้สอดคล้องกับพิธีพราหมณ์เพื่อความศักดิ์สิทธิ์สูงขึ้น เช่น มีพระโคเสี่ยงทาย มีเทวดามาเสกเป่าข้าวเปลือกที่ใช้หว่านในพิธี ฯลฯ (ปรานี วงษ์เทศ</span><span style="font-weight: 400;">, </span><span style="font-weight: 400;">ประเพณี </span><span style="font-weight: 400;">12 </span><span style="font-weight: 400;">เดือน. สำนักพิมพ์มติชน</span><span style="font-weight: 400;">, 2548</span><span style="font-weight: 400;">)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนพิธีการแฮกนาแบบท้องถิ่นของภาคเหนือนั้น แม้จะเรียบง่ายกว่าพระราชพิธีหลวง แต่จุดประสงค์นั้นไม่ต่างกัน คือเพื่อเสี่ยงทายและเพื่อบูชาพระแม่โพสพ ขอให้การทำนาเป็นไปได้อย่างราบรื่นนั่นเอง โดยเริ่มจากการกำหนดบริเวณประกอบพิธี ซึ่งจะอยู่ภายในเนื้อที่นาของตน </span><span style="font-weight: 400;">เรียกว่า &#8216;ค้างแรกเข้า&#8217; ซึ่งถือเป็นจุดมงคลของที่นาและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนา (ผีอารักษ์ที่นาหรือเทวดาอารักษ์ที่นา) มีการทำแท่นเพื่อบูชาพระแม่โพสพ รวมถึงมีของเซ่นไหว้พระแม่ธรณีด้วย จากนั้นจะมีการปักตาแหลวที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวงหรือตาแหลวแรกนาไว้ตรงกลางที่นั้นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การหว่านกล้า ดำนาครั้งแรก ก็จะต้องกระทำในบริเวณพิธีแฮกนานี้ เป็นจำนวน 9 กอ เพื่อเอาฤกษ์ก่อน จึงจะดำนากันต่อไปจนเสร็จ นอกจากนี้ตาแหลวยังใช้ปักตามสี่มุมเขตแดนนาของตัวเอง ตามคติความเชื่อว่าจะช่วยป้องกันสัตว์และภัยต่างๆ ที่เป็นศัตรูต่อข้าวอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-58870" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่จริงแล้วคำว่าตาแหลว หมายถึงตาเหยี่ยวในภาษาเหนือ การสร้างตาแหลวด้วยการนำไม้ไผ่มาจักตอกให้เป็นเส้นบางแล้วนำมาสานเป็นทบๆ จึงเปรียบเสมือนการสร้างตาที่แหลมคมเฉกเช่นเหยี่ยว คอยสอดส่องเฝ้าระวังสิ่งอาถรรพ์หรือสิ่งคุกคามไม่ให้ย่างกรายเข้ามาในอาณาเขต </span><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ นอกจากประเพณีแฮกนาแล้ว เรายังสามารถพบเห็นตาแหลวประกอบพิธีกรรมอื่นๆ ได้อีก เช่น ใน</span><span style="font-weight: 400;">ประเพณีของชาวไทลื้อ มีการใช้ตาแหลวในการปิดกั้นหมู่บ้าน ไม่ให้คนนอกเข้าและคนในออก ระหว่างทำพิธีเซ่นสรวงผีบ้าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในขณะที่ภาคกลางมีชื่อเรียกสิ่งนี้ว่า &#8216;เฉลว&#8217; </span><span style="font-weight: 400;">ใช้ในการป้องกันภัยหรือกันคุณไสย โดยมักจะนำตอกมาหักขัดกันเป็นมุม มีทั้ง 3 มุม 5 มุม 8 มุม 12 มุม ตามคติแพทย์แผนโบราณมักจะใช้ปักไว้กับหม้อยา เพื่อใช้ปลุกฤทธิ์ของยาให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเป็นการลงอาคมป้องกันไม่ให้มีการละล้าบละล้วงเครื่องยา หรือกันผีข้ามเพื่อไม่ให้ยาเสื่อม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">น่าสนใจว่าแม้ในปัจจุบันที่การแพทย์ของไทยเป็นแบบสมัยใหม่และยาแบบตะวันตกเป็นยากระแสหลักแล้ว เฉลวยังคงถูกนำมาใช้ในเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงยาอยู่และยังคงเป็นสัญลักษณ์ของเภสัชกรรมไทยด้วย โดยเฉพาะเฉลว 5 มุม เช่น บนตราของ</span><span style="font-weight: 400;">เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก &#8216;ตาแหลว&#8217; แล้ว ที่พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงยังมีของอื่นๆ ที่เล่าเรื่องราวความเชื่อของชาวเหนืออีกมากมาย เช่น เสื้อยันต์, หัมยนต์, หิ้งผีปู่ย่า, บายศรี, ตะกรุด, ฯลฯ หากใครอยากจะรู้เรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ก็แวะเวียนไปเรียนรู้กันได้ตามศรัทธา</span></p>
<hr />
<h3><span style="font-weight: 400;">แหล่งขุมทรัพย์</span></h3>
<p><b>พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 131 ซอยสุขุมวิท 21 ถนนอโศกมนตรี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันทำการ </span><span style="font-weight: 400;">: </span><span style="font-weight: 400;">วันอังคาร–วันเสาร์ (หยุดวันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลา 9</span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;">00</span><span style="font-weight: 400;">–</span><span style="font-weight: 400;">17</span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;">00 น.</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kamthieng-house-museum/">‘ตาแหลว’ ในพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง ไม้สานศักดิ์สิทธิ์ประกอบพิธีแฮกนาของชาวเหนือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบี้ยสีและหีบลงคะแนน : ระบบออกเสียงลงคะแนนลับเพื่อหามติการประชุมรัฐสภาในอดีต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/chip-and-ballot-box/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Mar 2019 17:44:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[กล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมทรัพย์นักพิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[หีบ]]></category>
		<category><![CDATA[เบี้ย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=55419</guid>

					<description><![CDATA[<p>คนส่วนมากที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์รัฐสภา เมื่อได้เห็นเจ้ากล่องไม้หลังนี้จัดแสดงพร้อมกับเหรียญสีสันสดใส มีสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว ก็มักอดสงสัยไม่ได้จนต้องเอ่ยปากถามเจ้าหน้าที่นำชมว่ามันคืออะไร เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ชวนให้คิดว่าเป็นอุปกรณ์เล่นเกมนี้ ไม่น่าจะเข้ากับเนื้อหาว่าด้วยการเมืองการปกครองและการทำงานด้านนิติบัญญัติของรัฐสภาสักเท่าไหร่ หากกล่องไม้นี้กลับไม่ใช่เกมที่ไหน แต่เป็นหีบและเบี้ยสำหรับลงคะแนนเสียงอย่างลับในการประชุมรัฐสภาในอดีตต่างหาก เพื่อให้เข้ากับฤดูการเลือกตั้งในเดือนนี้ เราขอหยิบยกวัตถุพิพิธภัณฑ์ว่าด้วยเรื่องระบบลงคะแนนเสียงมาบอกเล่าให้ผู้อ่านทราบกันโดยสังเขป ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2476 ในการประชุมรัฐสภาครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ได้มีการใช้วิธี &#8216;ลงเบี้ย&#8217; เป็นการออกเสียงลงคะแนนลับ เพื่อหามติหรือข้อสรุปของที่ประชุมในการพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่น การพิจารณาญัตติหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยวิธีการก็คือ จะมีการเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภาเพื่อให้นำเบี้ยไปใส่ในหีบที่จัดไว้ต่อหน้าประธาน โดยผู้ที่เห็นด้วยให้ลงเบี้ยสีขาว ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้ลงเบี้ยสีอื่น เมื่อสมาชิกได้ลงเบี้ยครบทุกคนแล้ว ก็จะมีการนับคะแนนเพื่อสรุปมติในการประชุมนั้นๆ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในทางปฏิบัติ แต่ทว่าหลักการและกฎเกณฑ์ว่าด้วยการเข้าประชุมเหล่านี้มีการบัญญัติไว้อย่างละเอียดในเอกสารราชการที่ชื่อว่า “ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภา&#8230;” จะเป็นสภาอะไรก็แล้วแต่ว่าตอนนั้นเรียกรัฐสภาว่าอะไร ซึ่งในช่วงแรกนั้นมีเพียง &#8216;สภาผู้แทนราษฎร&#8217; จนกระทั่ง พ.ศ. 2490 ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาอีกหนึ่งสภา คือ &#8216;พฤฒสภา&#8217; นับเป็นการใช้ระบบสองสภาเป็นครั้งแรก และมีการบัญญัติข้อบังคับการประชุมฯ ของทั้งสองสภาไว้ด้วย (ถ้าใครสงสัยว่าพฤฒสภาปัจจุบันไปอยู่ที่ไหน ขอให้ทราบไว้ว่าชื่อนี้เปลี่ยนเป็น &#8216;วุฒิสภา&#8217; ในปีถัดมา) และบางโอกาสรัฐสภาก็มีชื่อเรียกว่า &#8216;สภานิติบัญญัติแห่งชาติ&#8217; แต่ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อใด หรือออกมาแล้วกี่ฉบับ หลักการของเอกสารนี้ก็เหมือนๆ กัน คือลงรายละเอียดตั้งแต่เรื่องผู้เข้าประชุม วาระการประชุม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chip-and-ballot-box/">เบี้ยสีและหีบลงคะแนน : ระบบออกเสียงลงคะแนนลับเพื่อหามติการประชุมรัฐสภาในอดีต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนมากที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์รัฐสภา เมื่อได้เห็นเจ้ากล่องไม้หลังนี้จัดแสดงพร้อมกับเหรียญสีสันสดใส มีสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว ก็มักอดสงสัยไม่ได้จนต้องเอ่ยปากถามเจ้าหน้าที่นำชมว่ามันคืออะไร เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ชวนให้คิดว่าเป็นอุปกรณ์เล่นเกมนี้ ไม่น่าจะเข้ากับเนื้อหาว่าด้วยการเมืองการปกครองและการทำงานด้านนิติบัญญัติของรัฐสภาสักเท่าไหร่ หากกล่องไม้นี้กลับไม่ใช่เกมที่ไหน แต่เป็นหีบและเบี้ยสำหรับลงคะแนนเสียงอย่างลับในการประชุมรัฐสภาในอดีตต่างหาก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้เข้ากับฤดูการเลือกตั้งในเดือนนี้ เราขอหยิบยกวัตถุพิพิธภัณฑ์ว่าด้วยเรื่องระบบลงคะแนนเสียงมาบอกเล่าให้ผู้อ่านทราบกันโดยสังเขป</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57643" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/1-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2476 ในการประชุมรัฐสภาครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ได้มีการใช้วิธี &#8216;ลงเบี้ย&#8217; เป็นการออกเสียงลงคะแนนลับ เพื่อหามติหรือข้อสรุปของที่ประชุมในการพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่น การพิจารณาญัตติหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยวิธีการก็คือ จะมีการเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภาเพื่อให้นำเบี้ยไปใส่ในหีบที่จัดไว้ต่อหน้าประธาน โดยผู้ที่เห็นด้วยให้ลงเบี้ยสีขาว ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้ลงเบี้ยสีอื่น เมื่อสมาชิกได้ลงเบี้ยครบทุกคนแล้ว ก็จะมีการนับคะแนนเพื่อสรุปมติในการประชุมนั้นๆ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57645" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/3-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/3-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/3-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในทางปฏิบัติ แต่ทว่าหลักการและกฎเกณฑ์ว่าด้วย</span><span style="font-weight: 400;">การเข้าประชุมเหล่านี้มีการบัญญัติไว้อย่างละเอียดในเอกสารราชการที่ชื่อว่า “ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภา&#8230;” จะเป็นสภาอะไรก็แล้วแต่ว่าตอนนั้นเรียกรัฐสภาว่าอะไร ซึ่งในช่วงแรกนั้นมีเพียง &#8216;สภาผู้แทนราษฎร&#8217; จนกระทั่ง พ.ศ. 2490 ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาอีกหนึ่งสภา คือ &#8216;พฤฒสภา&#8217; นับเป็นการใช้ระบบสองสภาเป็นครั้งแรก และมีการบัญญัติข้อบังคับการประชุมฯ ของทั้งสองสภาไว้ด้วย (ถ้าใครสงสัยว่าพฤฒสภาปัจจุบันไปอยู่ที่ไหน ขอให้ทราบไว้ว่าชื่อนี้เปลี่ยนเป็น &#8216;วุฒิสภา&#8217; ในปีถัดมา) และบางโอกาสรัฐสภาก็มีชื่อเรียกว่า &#8216;สภานิติบัญญัติแห่งชาติ&#8217;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อใด หรือออกมาแล้วกี่ฉบับ หลักการของเอกสารนี้ก็เหมือนๆ กัน คือลงรายละเอียดตั้งแต่เรื่องผู้เข้าประชุม วาระการประชุม การอภิปราย ไปจนถึงการหาข้อยุติของการอภิปรายนั้นๆ ด้วยการลงมติ หรือก็คือการขอความเห็นชอบจากที่ประชุมนั่นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่าการลงเบี้ยก็ได้ถูกบัญญัติไว้เป็นหนึ่งในหลักการปฏิบัติของการประชุมสภาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากเจาะลึกไปดูรายละเอียดกันสักเล็กน้อย ก็จะพบว่าข้อบังคับฉบับต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้ในช่วง พ.ศ. 2476-2494</span> <span style="font-weight: 400;">นั้น กำหนดให้ผู้ที่เห็นด้วยลงเบี้ยสีขาว และผู้ที่ไม่เห็นด้วยลงเบี้ยสีอื่น ส่วนผู้ที่ไม่ออกเสียงลงคะแนนนั้นมิได้บัญญัติไว้ว่าต้องลงสีอะไร ในขณะที่ในยุคต่อมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2494-2538  ได้กำหนดให้ผู้ที่เห็นด้วยลงเบี้ยสีน้ำเงิน ไม่เห็นด้วยลงเบี้ยสีแดง และผู้ที่ไม่ออกเสียงลงคะแนนให้ลงเบี้ยสีขาว ในช่วงที่ใช้เบี้ยสามสีนี้ ก็จะมีมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดการหย่อนเบี้ยเกินโควตา โดยพอสมาชิกถูกขานชื่อให้มาลงเบี้ยที่โต๊ะกรรมการหน้าประธานสภา สมาชิกจะถือเบี้ยที่จะใช้ลงคะแนนเอาไว้ในมือ ส่วนอีก 2 เบี้ยที่เหลือให้ใส่ซองไว้ แล้วยื่นให้กรรมการเมื่อมาถึงหน้าโต๊ะ เพื่อตรวจสอบว่าในซองมีเบี้ยไม่น้อยกว่า 2 ชิ้นจริง จากนั้นจึงไปหย่อนเบี้ยลงคะแนน (&#8216;ลงเบี้ยในตู้ทึบ&#8217; ตามบัญญัติ) เมื่อดูตามเอกสารเช่นนี้แล้ว จึงพอจะสันนิษฐานได้เป็นเบื้องต้นว่า หีบและเบี้ยลงคะแนนที่เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภานั้นน่าจะมาจากช่วงหลัง คือระหว่าง พ.ศ. 2494-2538 นั่นเอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57642" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/4-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ตาม หลังจาก พ.ศ. 2538 การลงเบี้ยได้ถูกยกเลิกไป และไม่ได้บัญญัติไว้ในข้อบังคับการประชุมฯ อีก ส่วนวิธีการออกเสียงลงคะแนนลับที่ระบุไว้ ปรากฏอยู่สองวิธี ได้แก่ หนึ่ง </span><span style="font-weight: 400;">เขียนเครื่องหมายลงบนกระดาษใส่ซอง โดยผู้ที่เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายถูก </span><span style="font-weight: 400;">✓</span><span style="font-weight: 400;"> ไม่เห็นด้วยให้เขียนเครื่องหมายกากบาท X ส่วนที่ไม่ออกเสียงให้เขียนเครื่องหมาย O</span><span style="font-weight: 400;"> ส่วนวิธีที่สอง เขียนอย่างเปิดกว้างไว้ว่า &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">วิธีอื่นใดซึ่งที่ประชุมเห็นสมควรเฉพาะกรณี&#8217;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงตรงนี้ อาจมีผู้อ่านบางคนสงสัยว่า หากมีการลงคะแนนลับ แล้วอย่างนี้มีการลงคะแนนอย่างเปิดเผยไหม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อันที่จริง โดยหลักการแล้วการลงคะแนนเสียงจะต้องกระทำโดยเปิดเผย เว้นแต่ว่าคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาจะร้องขอให้มีการลงคะแนนลับ ซึ่งกระทำได้ต่อเมื่อมีจำนวนผู้ร้องขอถึงเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ ซึ่งในปีแรก (พ.ศ. 2476) นั้น กำหนดว่าต้องมีผู้ร้องขอไม่น้อยกว่า 4 คน ในขณะที่ปีอื่นๆ กำหนดแตกต่างกันไป เช่น 15 คนบ้าง 25 คนบ้าง 30 คนบ้าง ส่วน</span><span style="font-weight: 400;">ข้อบังคับการประชุมของสภา</span><span style="font-weight: 400;">นิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ต้องมีผู้ร้องขอไม่น้อยกว่า 10 คน แต่หากมีสมาชิกคัดค้านและมีผู้รับรองมากกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ที่ประชุมสภาก็ต้องลงคะแนนเสียงแบบเปิดเผย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-57644" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/2-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/2-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/03/2-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ในปัจจุบันการลงคะแนนทั้งแบบลับและเปิดเผยส่วนมากจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย (&#8216;ใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนนตามที่ประธานสภากำหนด&#8217;) โดยสมาชิกจะเสียบบัตรประจำตัวที่เครื่องออกเสียงซึ่งอยู่ตามแต่ละที่นั่งในห้องประชุมสภา และกดปุ่มโหวต แต่ทั้งนี้ ก็ยังสงวนวิธีการเขียนเครื่องหมายถูก </span><span style="font-weight: 400;">✓</span><span style="font-weight: 400;"> กากบาท X และวงกลม O</span> <span style="font-weight: 400;">ใส่ซอง เอาไว้เป็นทางเลือกในการออกเสียงแบบลับอยู่ด้วย เป็นต้นว่าหากไฟฟ้าดับกะทันหัน การลงมติในที่ประชุมสภาก็จะไม่สะดุดขาดตอนแน่นอน (ข้อบังคับการประชุมฯ ไม่ได้กล่าวไว้)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ป.ล. ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์รัฐสภา ถนนอู่ทองใน ปิดให้บริการเนื่องจากอยู่ระหว่างเตรียมการย้ายไปยังอาคารรัฐสภาแห่งใหม่</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/chip-and-ballot-box/">เบี้ยสีและหีบลงคะแนน : ระบบออกเสียงลงคะแนนลับเพื่อหามติการประชุมรัฐสภาในอดีต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรื่องรักบนลายกระเบื้อง : ความสัมพันธ์ของหญิงพื้นเมืองและหนุ่มชาวดัตช์ในสมัยอยุธยา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/voc-tile-love-story/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Feb 2019 23:48:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านฮอลันดา]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวดัตช์]]></category>
		<category><![CDATA[อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[museum]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[VOC]]></category>
		<category><![CDATA[lovestory]]></category>
		<category><![CDATA[tile]]></category>
		<category><![CDATA[กระเบื้อง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=52833</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องความรักมักสอดแทรกอยู่เสมอในงานพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะในรั้ววังเจ้านาย ไปจนถึงใต้ชายคาชาวบ้านทุกชนชั้น บอกได้เลยว่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ถือเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทย ส่วนวาระนี้ที่จะต้องเลือกของหนึ่งชิ้นมาเล่าเรื่องให้เข้ากับธีมเดือนแห่งความรัก ก็จะขอเลือกของแปลกๆ เพื่อเล่าถึงความรักแปลกๆ ในอดีตกันบ้าง ซึ่งของชิ้นนี้เราได้ไปเจอมาในพิพิธภัณฑ์หนึ่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานี่เอง ถ้าพูดถึงอยุธยาแล้ว นอกจากอุทยานประวัติศาสตร์และวัดวาทั้งหลาย บางคนอาจนึกถึงพิพิธภัณฑ์อย่าง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา หรือไม่ก็หมู่บ้านญี่ปุ่น แต่วันนี้เราขอนำเสนออีกมิวเซียมที่จัดแสดงจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตอันรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าของกรุงศรีอยุธยา นั่นก็คือ &#8216;บ้านฮอลันดา&#8217; หรือบางคนรู้จักในชื่อ &#8216;หมู่บ้านชาววิลันดา&#8217; ตั้งอยู่ริมน้ำถัดมาจากวัดพนัญเชิงแค่ 300 เมตร แถมมีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172-2199) ถ้าใครเคยดูละคร บุพเพสันนิวาส จะทราบว่า ในยุคนั้นมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาค้าขายและปักหลักอยู่มากมายหลายชนชาติ ทั้งญี่ปุ่น โปรตุเกส แขกมัวร์ จีน รวมไปถึงชาวฮอลันดา จากฮอลแลนด์ (หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า ชาวดัตช์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์) ด้วย โดยแต่ละเชื้อชาติล้วนมีชุมชนของตนเอง ส่วนมากอยู่ทางใต้ของเกาะเมืองอยุธยา อย่างฮอลันดานั้นได้รับพระราชทานที่ดินและพระบรมราชานุญาตให้ก่อสร้างสถานีการค้าขึ้นบนเนื้อที่ 8 ไร่ ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีการสร้างตัวอาคารและหมู่บ้านล้อมรอบมาตั้งแต่ พ.ศ. 2173 โดย Nicolas Gervaise มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส เคยเขียนบรรยายไว้ว่า ที่อยู่ของชาวฮอลันดาบนชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหมู่บ้านที่สวยงามและใหญ่โตที่สุดในราชอาณาจักร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/voc-tile-love-story/">เรื่องรักบนลายกระเบื้อง : ความสัมพันธ์ของหญิงพื้นเมืองและหนุ่มชาวดัตช์ในสมัยอยุธยา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องความรักมักสอดแทรกอยู่เสมอในงานพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะในรั้ววังเจ้านาย ไปจนถึงใต้ชายคาชาวบ้านทุกชนชั้น บอกได้เลยว่าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ถือเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทย ส่วนวาระนี้ที่จะต้องเลือกของหนึ่งชิ้นมาเล่าเรื่องให้เข้ากับธีมเดือนแห่งความรัก ก็จะขอเลือกของแปลกๆ เพื่อเล่าถึงความรักแปลกๆ ในอดีตกันบ้าง ซึ่งของชิ้นนี้เราได้ไปเจอมาในพิพิธภัณฑ์หนึ่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานี่เอง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52966" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-1-Baan-Hollanda-building.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-1-Baan-Hollanda-building.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-1-Baan-Hollanda-building-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-1-Baan-Hollanda-building-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าพูดถึงอยุธยาแล้ว นอกจากอุทยานประวัติศาสตร์และวัดวาทั้งหลาย บางคนอาจนึกถึงพิพิธภัณฑ์อย่าง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา หรือไม่ก็หมู่บ้านญี่ปุ่น แต่วันนี้เราขอนำเสนออีกมิวเซียมที่จัดแสดงจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตอันรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าของกรุงศรีอยุธยา นั่นก็คือ &#8216;บ้านฮอลันดา&#8217; หรือบางคนรู้จักในชื่อ &#8216;</span><span style="font-weight: 400;">หมู่บ้านชาววิลันดา&#8217;</span><span style="font-weight: 400;"> ตั้งอยู่ริมน้ำถัดมาจากวัดพนัญเชิงแค่ 300 เมตร แถมมีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.</span><span style="font-weight: 400;"> 2172-2199</span><span style="font-weight: 400;">)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าใครเคยดูละคร <em>บุพเพสันนิวาส</em> จะทราบว่า ในยุคนั้นมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาค้าขายและปักหลักอยู่มากมายหลายชนชาติ ทั้งญี่ปุ่น โปรตุเกส แขกมัวร์ จีน รวมไปถึงชาวฮอลันดา จากฮอลแลนด์ (หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า ชาวดัตช์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์) ด้วย โดยแต่ละเชื้อชาติล้วนมีชุมชนของตนเอง ส่วนมากอยู่ทางใต้ของเกาะเมืองอยุธยา อย่างฮอลันดานั้นได้รับพระราชทานที่ดินและพระบรมราชานุญาตให้ก่อสร้างสถานีการค้าขึ้นบนเนื้อที่ 8 ไร่ ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีการสร้าง</span><span style="font-weight: 400;">ตัวอาคารและหมู่บ้านล้อมรอบมาตั้งแต่ พ.ศ. 2173 </span><span style="font-weight: 400;">โดย Nicolas Gervaise มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส เคยเขียนบรรยายไว้ว่า ที่อยู่ของชาวฮอลันดาบนชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหมู่บ้านที่สวยงามและใหญ่โตที่สุดในราชอาณาจักร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> เสียดายว่านอกจากคำบอกเล่าและจดหมายเหตุแล้ว นักโบราณคดีไม่มีหลักฐานรูปภาพของตึกสถานีการค้าและชุมชนนี้หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน สิ่งที่พอจะขุดเจอระหว่างการสำรวจโดยกรมศิลปากร คือรากฐานแนวอิฐของอาคาร แนวการวางท่อระบายน้ำ และ</span><span style="font-weight: 400;">วัตถุมีค่าต่างๆ เช่น </span><span style="font-weight: 400;">เครื่องเคลือบจีน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องยาสูบดัตช์ และเหรียญเงิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเพื่อการค้าขายจากสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ทั้งสิ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52967" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-2-Baan-Hollanda-exhibition.jpg" alt="" width="675" height="195" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-2-Baan-Hollanda-exhibition.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-2-Baan-Hollanda-exhibition-300x87.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-2-Baan-Hollanda-exhibition-600x173.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะไม่เหลือตัวตึก แต่ของชิ้นหนึ่งที่ขุดเจอก็บ่งบอกถึงบริษัทที่เคยทำการอยู่ในอาคารนั้นได้อย่างดี วัตถุที่เรากำลังพูดถึงคือเครื่องถ้วยเดลฟต์ ซึ่งเป็นเครื่องเคลือบสีขาว-ฟ้า อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเดลฟต์ (Delft Blue) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เขียนลายโลโก้สัญลักษณ์ตัวอักษร VOC ไขว้กันเอาไว้ ซึ่งอักษรย่อนี้มาจากชื่อเต็มของ บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หรือ Verenigde Oost-Indische Compagnie ที่ค้าขายและมีสัมพันธ์กับสยามบนที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2147 ไปจนถึงช่วงเสียกรุง พ.ศ. 2308 นับเป็นเวลายาวนานกว่า 160 ปี และเนื่องจากตัวละครสำคัญของเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเราเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบริษัทนี้ จึงต้องขออธิบายเพิ่มเติมต่อกันอีกสักนิดว่าพวกเขาเป็นใคร แล้วมาทำอะไรกันในสยามด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บริษัท VOC ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2145 เรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทการค้าสมัยใหม่ในยุคนั้นที่เข้ามาดำเนินกิจการในเอเชีย รัฐบาลดัตช์ให้อำนาจแก่ VOC ในการทำการค้า การสร้างป้อมปราการ การควบคุมกองกำลังทหาร การแต่งตั้งผู้ว่าการ การทำสงคราม และการเจรจาสนธิสัญญาต่างๆ ในนามของรัฐบาล ครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่แหลมกู๊ดโฮปจรดญี่ปุ่น VOC ถือได้ว่าเป็นบริษัทคู่ค้าชาวตะวันตกที่สำคัญรายหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม โดย VOC ซื้อดีบุก (เอาไปทำลังใส่ชา), หนังกวาง (ญี่ปุ่นเอาไปทำชุดซามูไร), หนังปลากระเบน (ญี่ปุ่นใช้ในการทำด้ามดาบ), ไม้ฝาง (ทำสีย้อมผ้า) ข้าว และสินค้าอื่นๆ อีกมายมายจากสยาม และยังได้สิทธิ์ผูกขาดในการค้าขายหนังสัตว์ให้ญี่ปุ่น ทำให้ VOC สามารถสร้างกำไรมหาศาล นอกจากการเป็นผู้ส่งออกแล้ว ดัตช์ยังนำเข้าสินค้ามีค่า แปลกใหม่ และสวยงาม มาสู่สยามอีกด้วย เช่น ผ้าพิมพ์ลายจากอินเดีย เงินจากญี่ปุ่น กล้องส่องทางไกล เครื่องแก้ว ฯลฯ</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52969" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-4-DSC_3713_800x534.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-4-DSC_3713_800x534.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-4-DSC_3713_800x534-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-4-DSC_3713_800x534-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52970" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo5-DSC_3792_800x534.jpg" alt="" width="675" height="451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo5-DSC_3792_800x534.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo5-DSC_3792_800x534-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo5-DSC_3792_800x534-600x401.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากค้าขายและจัดสรรเสบียงแก่เรือขนส่งแล้ว อีกหนึ่งในหน้าที่ของสถานีการค้านี้คือการเขียนบันทึกและจดหมายส่งกลับไปที่ยุโรป ซึ่งบันทึกเหล่านี้มีความสำคัญจนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของยูเนสโก (Memory of the World Resources) เพราะนอกจากจะทำให้โลกตะวันตกได้รู้เรื่องเกี่ยวกับสยามแล้ว ยังช่วยให้นักประวัติศาสตร์ไทยสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์และวิถีชีวิตของคนในยุคนั้นได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากในบันทึกมิได้มีเพียงแค่ข้อมูลทางการค้าเท่านั้น แต่ยังบันทึกเรื่องราวทางการทูต ประวัติศาสตร์ และสังคมในราชอาณาจักรสยามเอาไว้ด้วย สิ่งนี้ทำให้เราทราบว่าชาวดัตช์นั้นมีส่วนร่วมกับชุมชนสยามและมีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งกับราชสำนัก ขนาดที่หัวหน้าสถานีการค้า VOC หลายๆ คนได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์จากพระมหากษัตริย์ไทย อีกทั้งยังได้รับเชิญในพระราชพิธีต่างๆ เช่น การรับคณะทูตต่างประเทศ งานกฐินพระราชทาน งานพระราชเพลิงศพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่า การทูตที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศนั้นย่อมต้องมีคนภายในช่วยเหลือ หนึ่งในนั้นคือนางเอกของเรา แม่ค้าชาวมอญ ชื่อ ออสุต พะโค ผู้แหกกฎหมายสยามข้อที่ว่า ห้ามหญิงพื้นเมือง (ไทย มอญ และ ลาว) อยู่กินกับชาวต่างชาติที่มีความเชื่อนอกลู่นอกทาง (มิจฉาทิฐิ) แต่แม่นางออสุตนั้นกลับอยู่กินกับหัวหน้าสถานีการค้า ชื่อ Jeremias van Vliet จนมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน มิหนำซ้ำนางยังเป็นคนช่วยสามีเจรจาค้าขายกับราชสำนักโดยอาศัยความรู้ภาษาไทยและเส้นสายในวังของเธอ นอกจากนี้ด้วยสถานะภรรยาของหัวหน้าสถานีการค้า นางออสุตยังสามารถผูกขาดการขายเสบียงอาหารให้กับลูกจ้างของบริษัท VOC ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต่อมาไม่นานเรื่องยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อนายเยเรเมียส หมดวาระจากตำแหน่งและต้องการที่จะเดินทางกลับบ้านเกิด นางออสุตได้ตัดสินใจอยู่กินกับหัวหน้าสถานี VOC คนใหม่ นั่นคือ Jan van Muijden แถมยังผิดใจกับคนรักเก่าเรื่องอนาคตของลูกสาวของตน โดยนายเยเรเมียสต้องการให้ลูกได้รับการเลี้ยงดูแบบคริสเตียน ห่างไกลจากวิถีนอกรีตของสยาม ส่วนออสุตก็ต้องการเก็บลูกไว้กับตัว ว่ากันว่าเธอพยายามใช้เส้นสายขัดขวาง จนในที่สุดลูกสาวก็ไม่ได้ไปอยู่กับเยเรเมียส และไม่ได้ไปโตในวิถีคริสเตียนที่เมืองปัตตาเวีย (เมืองขึ้นใหญ่ของดัตช์ที่อินโดนีเซีย) ตามบันทึกแล้วจะเห็นว่า ราชสำนักสยามมักจะปฏิเสธให้เด็กเลือดผสมเดินทางติดตามบิดาของตนออกนอกราชอาณาจักร เพราะกลัวจะเสียความลับของสยามแก่ชาวต่างชาติ แถมในช่วงที่ทำศึกกับพม่า ราชสำนักยังมีแผนที่จะจับเด็กเลือดผสมไว้เป็นตัวประกันเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวดัตช์หนีเอาตัวรอดออกไปด้วย สุดท้ายแล้ว ชาว VOC ตัดสินใจแอบหนีขึ้นเรือออกไปกลางดึกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2308 ทิ้งไว้เพียงลูกจ้างชาวพื้นเมืองและตัวตึกของสถานีการค้า ซึ่งทั้งหมดถูกถูกเผาเหลือเพียงเถ้าถ่านในเวลาต่อมา</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-52968" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-3-DSC_2350.jpg" alt="" width="675" height="449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-3-DSC_2350.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-3-DSC_2350-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/photo-3-DSC_2350-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัดภาพมาใน พ.ศ. 2547 สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์และเจ้าฟ้าชายวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมารแห่งเนเธอร์แลนด์ (พระยศในขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยเนื่องในวโรกาสครบรอบ 400 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เนเธอร์แลนด์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงสัมพันธ์อันดีและความเป็นมิตรอันยาวนานระหว่างสองราชอาณาจักร สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์พระราชทานเงินทุนเพื่อศึกษาและก่อสร้างพิพิธภัณฑ์บ้านฮอลันดา บนพื้นที่สถานีการค้าเก่าให้เป็นของขวัญแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และประชาชนชาวไทยด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ว่าเรื่องของ &#8216;ออสุต&#8217; อาจจะจบไม่สวยเหมือน &#8216;ออเจ้า&#8217; แต่ก็มีความน่าสนใจในฐานะส่วนสำคัญหนึ่งของความรักความสัมพันธ์ตลอด 400 ปี ของทั้งสองประเทศเหมือนกันนะ เอาเป็นว่าถ้าใครแวะไปอยุธยา ก็อย่าลืมแวะไปดูเครื่องถ้วยของ VOC ที่เราพูดถึง </span><span style="font-weight: 400;">ที่นี่นอกจากจะมีนิทรรศการแล้ว ก็ยังมีกาแฟดัตช์ที่เข้มข้นไม่แพ้กัน แถมมีวิวริมแม่น้ำที่สุดโรแมนติก น่าควงแขนคนพิเศษไปฟินด้วยกันอย่างยิ่ง </span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/voc-tile-love-story/">เรื่องรักบนลายกระเบื้อง : ความสัมพันธ์ของหญิงพื้นเมืองและหนุ่มชาวดัตช์ในสมัยอยุธยา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม้กฤษณา : จากไม้หอมราคาแพงสู่ยากฤษณากลั่นตรากิเลนที่สร้างชื่อให้ตระกูลโอสถานุเคราะห์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/museum-objects-agarwood/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Museum Minds]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Jan 2019 09:38:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[museum]]></category>
		<category><![CDATA[ล้ง 1919]]></category>
		<category><![CDATA[LHONG 1919]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมทรัพย์นักพิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้กฤษณา]]></category>
		<category><![CDATA[โอสถานุเคราะห์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=49451</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่นานมานี้เราได้รับภารกิจเป็นภัณฑารักษ์ จัดหาและคัดสรรข้อมูลของนิทรรศการใน &#8216;ร้านขายยาเต็กเฮงหยู&#8217; ที่กลับมาเปิดกิจการในอีกพื้นที่ประวัติศาสตร์อย่าง ล้ง 1919 ทำให้เราต้องค้นคว้าข้อมูลว่าด้วยยาสมุนไพร อีกทั้งความเป็นมาของชาวจีนโพ้นทะเลที่นำสูตรยาจากแผ่นดินใหญ่มาเผยแพร่ในเมืองไทย ค้นไปค้นมาก็ไปเจอขุมทรัพย์เข้าจนได้ ซึ่งขุมทรัพย์ที่ว่านี้ ไม่ใช่โบราณวัตถุหรือเครื่องเงินเครื่องทอง แต่เป็นไม้กฤษณา (沉香木) ที่มีมูลค่าสูงถึงกิโลกรัมละหลายหมื่นบาท! ไม้ในสกุลกฤษณา (ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Thymelaeaceae Genus: Aquilaria) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูง 18-21 เมตรขึ้นไป มีปรากฏอยู่ทั่วโลกประมาณ 15 ชนิด กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ในเอเชียเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย  ตามจารึกแล้ว ไม้กฤษณาเป็นไม้ที่ถูกกล่าวถึงนับแต่ครั้งพุทธกาล ในฐานะของที่มีค่าหายาก ราคาแพงดั่งทองคำ เป็นหนึ่งในเครื่องหอมธรรมชาติสี่อย่างที่เรียกว่า จตุรชาติสุคนธ์ (กฤษณา กะลำพัก จันทน์ และดอกไม้) ในประเทศไทย ไม้กฤษณาเป็นสินค้าต้องห้ามของประชาชนทั่วไปเพราะมีกฎหมายให้ค้าขายได้เฉพาะกษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ต้นกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไม้กฤษณาถูกใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการและเป็นสินค้าส่งออกไปเมืองจีนด้วย ลักษณะของพรรณไม้ในสกุลนี้ ปกติจะมีเนื้อไม้สีขาว แต่เมื่อเกิดบาดแผล ต้นไม้จะหลั่งน้ำมันสีดำออกมา (บ้างเรียกว่า &#8216;เกิดกฤษณา&#8217;) ก่อให้เกิดเป็นไม้สีดำมีกลิ่นหอม เมื่อเป็นลักษณะนี้แล้วจึงเรียกกันว่าไม้กฤษณา อย่างไรก็ดี ไม้กฤษณาโดยทั่วไปที่ขึ้นตามธรรมชาติจะใช้เวลาถึง 20-30 ปี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/museum-objects-agarwood/">ไม้กฤษณา : จากไม้หอมราคาแพงสู่ยากฤษณากลั่นตรากิเลนที่สร้างชื่อให้ตระกูลโอสถานุเคราะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่นานมานี้เราได้รับภารกิจเป็นภัณฑารักษ์ จัดหาและคัดสรรข้อมูลของนิทรรศการใน &#8216;ร้านขายยาเต็กเฮงหยู&#8217; ที่กลับมาเปิดกิจการในอีกพื้นที่ประวัติศาสตร์อย่าง <span style="color: #d63a76;"><a style="color: #d63a76;" href="https://www.facebook.com/lhong1919/" target="_blank" rel="noopener">ล้ง 1919</a> </span>ทำให้เราต้องค้นคว้าข้อมูลว่าด้วยยาสมุนไพร อีกทั้งความเป็นมาของชาวจีนโพ้นทะเลที่นำสูตรยาจากแผ่นดินใหญ่มาเผยแพร่ในเมืองไทย</p>
<p>ค้นไปค้นมาก็ไปเจอขุมทรัพย์เข้าจนได้</p>
<p>ซึ่งขุมทรัพย์ที่ว่านี้ ไม่ใช่โบราณวัตถุหรือเครื่องเงินเครื่องทอง แต่เป็นไม้กฤษณา (沉香木) ที่มีมูลค่าสูงถึงกิโลกรัมละหลายหมื่นบาท!</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50077 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08488-1024x682.jpg" alt="ไม้กฤษณา พิพิธภัณฑ์" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08488-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08488-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08488-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08488-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ไม้ในสกุลกฤษณา (ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Thymelaeaceae Genus: Aquilaria) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูง 18-21 เมตรขึ้นไป มีปรากฏอยู่ทั่วโลกประมาณ 15 ชนิด กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ในเอเชียเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย<span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ตามจารึกแล้ว ไม้กฤษณาเป็นไม้ที่ถูกกล่าวถึงนับแต่ครั้งพุทธกาล ในฐานะของที่มีค่าหายาก ราคาแพงดั่งทองคำ เป็นหนึ่งในเครื่องหอมธรรมชาติสี่อย่างที่เรียกว่า จตุรชาติสุคนธ์ (กฤษณา กะลำพัก จันทน์ และดอกไม้) ในประเทศไทย ไม้กฤษณาเป็นสินค้าต้องห้ามของประชาชนทั่วไปเพราะมีกฎหมายให้ค้าขายได้เฉพาะกษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ต้นกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไม้กฤษณาถูกใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการและเป็นสินค้าส่งออกไปเมืองจีนด้วย</p>
<p>ลักษณะของพรรณไม้ในสกุลนี้ ปกติจะมีเนื้อไม้สีขาว แต่เมื่อเกิดบาดแผล ต้นไม้จะหลั่งน้ำมันสีดำออกมา (บ้างเรียกว่า &#8216;เกิดกฤษณา&#8217;) ก่อให้เกิดเป็นไม้สีดำมีกลิ่นหอม เมื่อเป็นลักษณะนี้แล้วจึงเรียกกันว่าไม้กฤษณา<span class="Apple-converted-space"> </span>อย่างไรก็ดี ไม้กฤษณาโดยทั่วไปที่ขึ้นตามธรรมชาติจะใช้เวลาถึง 20-30 ปี ถึงจะมีกลิ่นหอมตามมาตรฐาน ในปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยโดยการฉีดสารเร่งความหอมที่เหมาะกับการทำน้ำหอม โดยจะใช้เวลาปลูกเพื่อใช้งานได้ภายใน 6-8 ปี ผลผลิตที่สามารถนำมาใช้ได้นั้นมีตั้งแต่ราก แก่นไม้ ผลกฤษณา ใบและดอกกฤษณา แต่สิ่งที่ขายได้ราคามากที่สุดคือน้ำมันที่สกัดได้จากตัวไม้ ถือเป็นหนึ่งในน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาแพงที่สุดในโลก (4-5 แสนบาทต่อลิตร!)<span class="Apple-converted-space">  </span>โดยเราจะสามารถตรวจสอบคุณภาพได้โดยการทิ้งท่อนไม้ลงในน้ำ ถ้าท่อนไม้จมน้ำจะถือว่ามีคุณภาพดีเลิศ เกรด 1 มักมีเนื้อไม้มีสีดำเข้มและกลิ่นหอมมาก ถ้าท่อนไม้เริ่มลอยปริ่มน้ำ ชนิดนี้มักมีสีน้ำตาลอ่อน หรือน้ำเงินเข้ม ถือเป็นไม้กฤษณาคุณภาพรองลงมา ส่วนถ้าท่อนไม้ลอยน้ำ เป็นไม้กฤษณาคุณภาพต่ำนั่นเอง <span class="Apple-converted-space"> </span></p>
<p>ไม้กฤษณานั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์มากมายในหลายวัฒนธรรม เช่น ชาวอาหรับนิยมนำมาใช้จุดในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และใช้ประทินผิว ชาวมุสลิมใช้ในฐานะไม้มงคลในพิธีกรรมทางศาสนา ชาวฮินดูใช้ผงไม้บดโรยบนเสื้อผ้าหรือร่างกายเพื่อกำจัดหมัดและเหา ส่วนชาวจีนชื่อว่าไม้กฤษณามีสรรพคุณมากมาย ทั้งบำรุงธาตุ ขับลม ช่วยแก้คลื่นไส้อาเจียน หอบหืด แก้ไข้ บำรุงตับ ปอด ท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาโรคในลำไส้ โรคกระเพาะอาหาร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50082 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08505-1024x682.jpg" alt="ไม้กฤษณา พิพิธภัณฑ์" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08505-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08505-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08505-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08505-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>ในนิทรรศการของร้านขายยาเต็กเฮงหยู เราจะเห็นว่าไม้กฤษณาได้ถูกนำมาใช้เป็นพระเอกในกรรมวิธีการผลิต &#8216;ยากฤษณากลั่นตรากิเลน&#8217; เคียงข้างกับสมุนไพรอีก 12 ชนิด โดยสูตรยานี้มีที่มาจากนายแป๊ะ แซ่ลิ้ม ชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2434 เขาเคยเช่าตึกแถว 1 คูหาย่านสำเพ็งเพื่อเปิดเป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ด ตั้งชื่อร้านว่า เต็กเฮงหยู และที่ร้านแห่งนี้เอง เขาได้เลือกหยิบสูตรยาของบรรพบุรุษชาวจีนมาผลิตขายใต้ยี่ห้อ &#8216;ตรากิเลน&#8217; ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สัตว์มงคลของจีนด้วย</p>
<p>โดยกรรมวิธีผลิตยากฤษณากลั่นตรากิเลนนั้นเริ่มจากการนำส่วนผสมสมุนไพรมาบดให้ได้ขนาดที่ต้องการ จากนั้นจึงนำไปชั่ง ล้าง และนำไปหมักในแอลกอฮอล์เพื่อให้ตัวน้ำมันละลายออกมาเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน ก่อนที่จะนำมาบรรจุขวดขายตามหลักสุขอนามัย (ว่ากันว่า ยากฤษณาเวอร์ชั่นปัจจุบันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ทำให้มีแอลกอฮอล์ในยาสูงถึง 54 เปอร์เซ็นต์)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-50076 size-large" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08471-1024x682.jpg" alt="ไม้กฤษณา พิพิธภัณฑ์" width="1024" height="682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08471-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08471-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08471-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08471-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>สรรพคุณแก้ท้องร่วงของยากฤษณากลั่นได้เป็นที่รู้จักขจรขจายกว้างขวางเมื่อกองเสือป่าหลวงในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้นำไปใช้ขณะเกิดโรคท้องร่วงรุนแรงระบาดระหว่างซ้อมรบที่ตำบลดอนเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ในปี พ.ศ. 2455<span class="Apple-converted-space">  </span>โดยเสือป่าที่รับประทานยากฤษณากลั่นทุกคนหายจากโรคท้องร่วงเป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์<span class="Apple-converted-space"> </span>เมื่อความทราบถึงรัชกาลที่ 6<span class="Apple-converted-space">  </span>พระองค์จึงทรงแนะนำให้ทหารและเสือป่าใช้ในกิจการ และทรงกล่าวถึงยานี้ไว้ในหนังสือพระราชนิพนธ์ <em>กันป่วย</em> อีกด้วย อีกทั้งยังทรงแต่งตั้งนายแป๊ะให้เป็นมหาดเล็ก และต่อมาพระราชทานนามสกุลใหม่ว่า &#8216;โอสถานุเคราะห์&#8217; นำมาสู่ชื่อเสียงและความสำเร็จของห้าง &#8216;โอสถสภา&#8217; ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</p>
<p>อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ ด้วยมูลค่าไม้กฤษณาที่มีราคาสูงสวนกับเวลาเพาะปลูกที่นาน จำนวนไม้หอมชนิดนี้ในป่าจึงเหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง ถึงขนาดที่ต้องมีการกำหนดให้ไม้กฤษณาและผลิตภัณฑ์เป็นพืชอนุรักษ์บัญชีที่ 2 หรือพืชใกล้สูญพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส ดังนั้นการทำการค้าระหว่างประเทศจะต้องขอหนังสืออนุญาตจากสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตรทุกครั้ง ประเทศไทยได้ขึ้นทะเบียนไม้ที่ปลูกกับไซเตสไว้ครั้งแรกจำนวน 7,404,452 ต้น ปัจจุบันมีการปลูกทั่วประเทศประมาณ 15 ล้านต้น แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการของตลาดที่ยังคงขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้เกิดขบวนการลักลอบตัดและค้าไม้หอมจากป่าสงวนอย่างผิดกฎหมาย เกิดกรณีปะทะกันกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในเขตป่าสงวนของหลายจังหวัด เช่น ชัยภูมิ จันทบุรี นครนายก ฯลฯ หลายๆ ครั้งก็รุนแรงขนาดที่มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-50081" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08494.jpg" alt="ไม้กฤษณา พิพิธภัณฑ์" width="2880" height="1917" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08494.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08494-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08494-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08494-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/01/DSC08494-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></p>
<p>เราขอแนะนำว่า ถ้าใครสนใจอยากเรียนรู้ว่าไม้กฤษณานั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปบุกป่าสงวน คุณสามารถไปที่ล้ง 1919 เข้าชมนิทรรศการว่าด้วยยากฤษณากลั่นตรากิเลนของ ร้านขายยาเต็กเฮงหยู (อยู่ใต้ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว)<span class="Apple-converted-space"> </span>ได้ทุกวันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าใครใจกล้าก็สามารถลองซื้อยากฤษณากลั่นของเขามาลองชิมดูด้วยนะ ขอบอกเลยว่าเราลองใช้แล้ว ดีจริงอะไรจริง!</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/museum-objects-agarwood/">ไม้กฤษณา : จากไม้หอมราคาแพงสู่ยากฤษณากลั่นตรากิเลนที่สร้างชื่อให้ตระกูลโอสถานุเคราะห์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
