<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จารุเดช ไชยเลิศ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/jarudet/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/jarudet/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 09 Apr 2026 05:21:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ดิบแต่เนี๊ยบ กว่าจะเป็น Dib Bangkok เมื่อโกดังเก่าอายุ 40 ปี เซ็ตมาตรฐานใหม่พิพิธภัณฑ์ไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dib-bangkok/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[DibBangkok]]></category>
		<category><![CDATA[ดิบบางกอก]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186470</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพียงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถ้าคุณเป็นคนชอบพิพิธภัณฑ์ Dib Bangkok จะเป็นที่โปรดของคุณแน่ๆ นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากคอลเลกชันกว่า 1,000 ชิ้น จากศิลปินกว่า 200 คนทั่วโลก มีตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย งานจัดวางขนาดใหญ่ ฯลฯ นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สร้างบนพื้นที่โกดังเก่า อายุ 40 ปี ส่วนที่เป็นโกดังเก่าคืออาคารสูง 3 ชั้นที่เป็น Main Gallery ตั้งแต่ฝั่งประตูทางเข้ายาวไปถึงฝั่งติดทางด่วน โจทย์ของการก่อสร้างคือเก็บโครงสร้างเดิมไว้ และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด นี่คือพิพิธภัณฑ์ในฝันที่ เพชร โอสถานุเคราะห์ ศิลปิน นักสะสม และอดีตอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คิดจะสร้างมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน เพื่อไว้จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่เจ้าตัวเก็บสะสมไว้มากกว่า 1,000 ชิ้น ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สองสถาปนิกชื่อดังทำงานร่วมกัน คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก WHY Architecture รับหน้าที่ออกแบบ และ คุณโบ้-พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ สถาปนิก/กรรมการผู้จัดการ, A49 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dib-bangkok/">ดิบแต่เนี๊ยบ กว่าจะเป็น Dib Bangkok เมื่อโกดังเก่าอายุ 40 ปี เซ็ตมาตรฐานใหม่พิพิธภัณฑ์ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เพียงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้</strong></h2>



<p>ถ้าคุณเป็นคนชอบพิพิธภัณฑ์ Dib Bangkok จะเป็นที่โปรดของคุณแน่ๆ</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยระดับโลกจากคอลเลกชันกว่า 1,000 ชิ้น จากศิลปินกว่า 200 คนทั่วโลก มีตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย งานจัดวางขนาดใหญ่ ฯลฯ</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สร้างบนพื้นที่โกดังเก่า อายุ 40 ปี ส่วนที่เป็นโกดังเก่าคืออาคารสูง 3 ชั้นที่เป็น Main Gallery ตั้งแต่ฝั่งประตูทางเข้ายาวไปถึงฝั่งติดทางด่วน โจทย์ของการก่อสร้างคือเก็บโครงสร้างเดิมไว้ และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ในฝันที่ <strong>เพชร โอสถานุเคราะห์</strong> ศิลปิน นักสะสม และอดีตอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คิดจะสร้างมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน เพื่อไว้จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่เจ้าตัวเก็บสะสมไว้มากกว่า 1,000 ชิ้น ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่สองสถาปนิกชื่อดังทำงานร่วมกัน <strong>คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์</strong> จาก WHY Architecture รับหน้าที่ออกแบบ และ <strong>คุณโบ้-พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ</strong> สถาปนิก/กรรมการผู้จัดการ, A49 และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  เป็นผู้ออกแบบรายละเอียด ประสานงานวิศวกร ช่างฝีมือ และทำให้พิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นจริง</p>



<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเราออกจากความขุ่นข้องหมองใจในชีวิตประจำวัน ทั้งอาสาเป็นไกด์พาเราไปสำรวจความคิดของตัวเองในแง่ต่างๆ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์กับงานศิลปะหลากหลายประเภท</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186475" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/01-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่เกือบไม่ได้ไปต่อ หลังจากที่คุณเพชรจากไปในวัย 68 ปี <strong>คุณแฌง-ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์</strong> ประธานผู้ก่อตั้ง Dib Bangkok ตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อ เขาเริ่มสร้างทีมขึ้นมาจากศูนย์ และวางแผนระยะยาวสำหรับหารายได้เข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อให้สามารถเป็นสถาบันศิลปะที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง </p>



<p>“นานมากจริงๆ โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผมเริ่มหัดเดินหรือเปล่านะ” คุณแฌงบอกกับเราถึงที่มาของ Dib Bangkok</p>



<p>มีคนเคยกล่าวว่า หากต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนั้นๆ ให้เลือกเดินตลาดชุมชน แต่หากอยากรู้วิธีคิดและอารยธรรม ต้องไปชมที่พิพิธภัณฑ์ ส่วน Dib Bangkok จะสามารถบอกวิธีคิดและอารยธรรมของเราได้หรือไม่ อยากให้ทุกคนลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง  </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186476" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>งบสูงเกิน ยังไม่เจอคนที่ใช่ ต้องรอเกือบ 30 ปี</strong></h2>



<p>มีหลายเหตุผลที่ทำให้ Dib Bangkok ใช้เวลาเกือบ 30 ปี กว่าจะเกิดขึ้นจริง คุณเพชรชื่นชอบศิลปะร่วมสมัยในยุคที่สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย ศิลปะร่วมสมัยไม่แคร์ว่าต้องสวยงามตลอดเวลา แก่นแกนของศิลปะร่วมสมัยคือ การแฝงความคิด การเสียดสี สะท้อนปมปัญหา เรื่อยไปถึงการตั้งคำถาม</p>



<p>เมื่อมีความคิดจะสร้างพิพิธภัณฑ์ (ส่วนตัว) สำหรับจัดแสดงงานศิลปะกว่า 1,000 ชิ้นที่สะสมไว้ในระยะเวลาหลายสิบปี ขั้นตอนถัดมาคือหาทีมมาช่วยกันตบไอเดียและทำให้เกิดขึ้นจริง&nbsp;</p>



<p>“ผมมีโอกาสได้ทำงานให้กับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาตั้งแต่ช่วงต้มยำกุ้ง ปี 2540 มหาวิทยาลัยกรุงเทพอยากจะสร้างหอสมุดกลาง เขาก็ติดต่อมาให้ผมไปทำ เพราะผมเคยทำบ้านให้คุณเพชรมาก่อน จากนั้นก็ได้ทำพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วย (พิพิธภัณฑสถานเครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพสะสมเครื่องถ้วยไว้ ประมาณ 3,000 &#8211; 4,000 ชิ้น ทางมหา’ลัยก็เลยอยากจะสร้างพื้นที่แสดงชิ้นงาน ผมก็มีโอกาสได้ทำ” อ.โบ้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานร่วมกับคุณเพชร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186477" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/03-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“จากนั้นผมก็ทำงานให้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมาตลอด สร้างตึกนิเทศ ฟิล์ม บริหารธุรกิจ เราทำงานกันมาจนรู้ใจ พอเขาบอกว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ ผมก็ต้องไปช่วย ขณะเดียวกันพิพิธภัณฑ์เราทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการทำให้มาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก ผมบอกว่าถ้าเป็นไปได้ควรหาผู้เชี่ยวชาญมาทำ”</p>



<p>“แล้วมันก็ผ่านสถาปนิกที่เป็นต่างชาติ มีทั้งฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จนกระทั่งมาสถาปนิกไทยก็มีจนมาจบที่ คุณกุลภัทร ยันตรศาสตร์ จาก WHY Architectures ”</p>



<p>คุณกึ๋น-กุลภัทร ยันตรศาสตร์ จบจากคณะสถาปัตย์จุฬาฯ จบปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโตเกียว (Tokyo University) ด้วยความสามารถที่โดดเด่น คุณกุลภัทรได้ทำงานเป็นมือขวาของทาดาโอะ อันโดะ สถาปนิกชื่อดังระดับโลก ประสบการณ์ทำงานร่วมกับอันโดะทำให้เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบพิพิธภัณฑ์</p>



<p>เขาไปตั้งบริษัท WHY Architects ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จากนั้นบริษัทก็ได้รับงานออกแบบพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์อย่างต่อเนื่อง และหลายๆ ชิ้นเป็นงานระดับโลก เช่น Metropolitan Museum of Art (The Met) ที่นิวยอร์ก, Academy Museum of Motion Pictures ที่ลอสแอนเจลิส, The Quaich Project ที่เอดินเบอระ หรือแม้กระทั่ง Louvre Museum ที่ปารีส และล่าสุด WHY Architects ก็เพิ่งชนะงานประกวดแบบ National Museum ที่อินเดีย</p>



<p>ในแง่ประสบการณ์ มุมมอง และ Aesthetic ฝีมือการออกแบบพิพิธภัณฑ์ของคุณกึ๋นเข้าขั้น ‘เหนือชั้น’</p>



<p>“คุณเพชรได้คุยกับคุณกุลภัทรแล้วคลิก ก็เลยมีโอกาสมาร่วมทำงานกัน A49 ทำงานร่วมกับ WHY Architects ตั้งแต่ต้น ฝั่งนั้นมีความเชี่ยวชาญเรื่องพิพิธภัณฑ์ เขาเป็นคนออกแบบ เราเป็นคนรับผิดชอบให้มันเกิดขึ้น (Execution) ลงดีเทล ประสานงานวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์” อ.โบ้ เล่าถึงการทำงานร่วมกับ WHY Architects</p>



<p>ก่อนจะมาเจอกับคุณกึ๋น คุณเพชรยังหาสถาปนิกที่จะมาทำงานนี้ไม่ได้ จึงต้องบินไปคุยกับสถาปนิกต่างประเทศ มีทั้งคนที่ไม่ตัดสินใจทำด้วยกัน และคนที่เอาด้วย เขียนแบบเสร็จเรียบร้อย สุดท้ายไม่ได้สร้าง ด้วยเหตุผลทำนองนี้</p>



<p>“สถาปนิกคนแรกที่ผมทำด้วยเป็นฝรั่งเศส จนเขียนแบบเสร็จแล้ว ไปประมูลแล้ว แบบยากมาก ประมูลเชิญไป 5 ราย ส่งแค่ 1 เกินงบไป 2 &#8211; 3 เท่า มันก็ไม่ได้สร้าง ไม่เกิดขึ้น”</p>



<p>“มีช่วงหนึ่งเขาไปเจอสถาปนิกออสเตรเลีย แต่ไปได้แวบๆ ก็หยุด และมีไปเจอสถาปนิกชาวญี่ปุ่นระดับโลกเลย แล้วก็ทำงานไป 2 ปี ก็ตัดสินใจว่าไม่เดินต่อ เพราะงบประมาณมันสูงเกินไปมาก ทุกการพูดคุย สถานที่สร้างพิพิธภัณฑ์ก็จะถูกเสนอขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ และย้ายไปหลายที่ สุดท้ายมาจบแถวกล้วยน้ำไท ผมเข้าใจว่าที่เดิมตรงนี้เป็นของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือของครอบครัวอยู่แล้ว และมันก็ใกล้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท สุดท้ายก็เกิดเป็น Dib Bangkok”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186478" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงต้องรอเกือบ 30 ปี ถึงจะมีพิพิธภัณฑ์ชื่อ Dib Bangkok ในฐานะสถาปนิกที่เห็นโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว และได้ทำงานกับสถาปนิกหลายคนจนมาถึงคุณกึ๋น อ.โบ้ สะท้อนความคิดที่ตกผลึกแล้วให้เราฟังว่า</p>



<p>“ผมเป็นสถาปนิกมืออาชีพ ผมเข้าใจ Contemporary Art ผมเข้าใจธรรมชาติของพิพิธภัณฑ์ แต่บางครั้ง ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งใดบ่อยๆ เราอาจตกหล่นบางอย่างได้ การได้ทำงานกับคนที่เชี่ยวชาญจะทำให้เรามีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เรารู้ว่าต่อไปถ้าได้ทำ เราจะทำได้ดีกว่าการลองผิดลองถูก สำหรับผมมันคือการเรียนรู้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186479" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย กับโจทย์ที่ว่าด้วยการรักษาของเก่า</strong></h2>



<p>Dib Bangkok ตั้งอยู่บนพื้นที่รวมกว่า 11,000 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 7,000 ตารางเมตร แข่งฟุตบอลได้สบาย หากยืนอยู่ตรงลานกว้าง (ภาพขวา) ทางซ้ายมือคือ Main Gallery สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะ มีทั้งหมด 3 ชั้น ความน่าสนใจของอาคารคือถูกรีโนเวทมาจากโกดังเก่าจากยุค 1980s</p>



<p>หากมองในเชิงสถาปัตยกรรม Dib Bankok มีทั้งส่วนอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ และส่วนที่ใช้แนวคิดแบบ Adaptive reuse คือการนำอาคารเก่ามาปรับปรุง ปรับเปลี่ยน เพื่อตอบโจทย์ฟังก์ชันการใช้งานใหม่ โดยมีคีย์สำคัญคือต้องเก็บรักษาคุณค่าเดิมของอาคารเอาไว้</p>



<p>ปรับปรุงจากอาคารเก่า &#8211; คำนี้มีเสน่ห์และเท่เสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186480" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/06-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>Main Gallery ซึ่งเดิมเคยเป็นโกดังเก่า คุณเพชรเอ่ยปากเองเลยว่าให้เก็บเสาดิบๆ เอาไว้แบบนี้</p>



<p>“Main Gallery เป็นโกดังเก่าอายุ 40 ปี เป็นโกดังคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) สูง 3 ชั้น ทอดยาวจากฝั่งประตูทางเข้าไปจนถึงฝั่งติดทางด่วน อาคารนี้มีโครงสร้างแข็งแรงมาก เพราะต้องรับโหลดเหล็ก ดังนั้น โจทย์ของเราคือ ปรับปรุงโครงสร้างเดิมบางส่วน และเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด” อ.โบ้  เล่าถึงโครงสร้างเดิมของ Main Gallery</p>



<p>“พอเป็นโกดังเก่า โครงสร้างเดิมมันน่าสนใจ บนเสาจะมีหูช้างคอยรับคาน และ Gantry (โครงสร้างยกสูงลักษณะคล้ายสะพานหรือนั่งร้านที่มีขาตั้งอิสระ เคลื่อนที่ได้บนล้อหรือราง) นี่คือลักษณะพิเศษของเสาที่ต้องเก็บไว้</p>



<p>“พอมีโจทย์ว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติของพิพิธภัณฑ์มันต้องการลักษณะของพื้นที่ที่มีความหลากหลาย แต่โกดังเดิมมันถูกออกแบบมาเหมือนเป็นแพนเค้ก 3 ชั้นซ้อนกัน เราเลยต้องเจาะพื้นชั้น 2 และชั้น 3 ให้ทะลุถึงกัน เพื่อสร้างโถงสูง และยกหลังคาที่ชั้น 3 ให้สูงขึ้นอีก เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องลงมาใน Space ที่สูงโปร่งแบบนี้ มองดูแล้วแกลเลอรีก็จะมีความแกรนด์”</p>



<p>ดูจากรูปพอเดาออกไหมว่าอาคาร หรือ Space ตรงไหนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186481" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สเปซที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ คือลาน Courtyard ลานจอดรถชั้นใต้ดิน และอาคาร 5 ชั้น (ด้านขวาในรูป) ที่สามารถเดินเชื่อมไปยัง Straight Up, 1988, Realized in 2025 หอชมท้องฟ้า ผลงานของ James Turrell อ.โบ้ บอกกับเราว่าฟังก์ชันของอาคารชั้น 5 คือ เป็นออฟฟิศหลังบ้าน</p>



<p>ตรงกันข้ามกับ Main Gallery เป็นอาคารชั้นเดียว แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นจุดบริการข้อมูล และ ‘วัตถุดิบ บิสโทร แอนด์ บาร์’ พื้นที่บริการอาหารและเครื่องดื่ม เหนืออาคารนี้ติดตั้ง Art Wall ความยาว 85 เมตร</p>



<p>เลื่อนกันมาถึงบรรทัดนี้ มาหาคำตอบกันดีกว่าทำไมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถึงชื่อ Dib Bangkok</p>



<p>ขอหมายเหตุไว้ตัวโตๆ เลยว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาในมุมของ อ.โบ้ เท่านั้น ไม่มีใครทราบคำตอบดีไปกว่าเจ้าของความฝันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งมันก็เป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่งมิใช่หรือ กับการตีความสิ่งสิ่ง หนึ่งด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน งานวรรณกรรมคลาสสิก หรือแม้แต่โบราณสถานชื่อดังของโลกก็เป็นเช่นนี้</p>



<p>“ผมคาดเดาว่าความดิบของวัสดุที่มีอยู่เดิมมันสร้างความประทับใจให้คุณเพชร เปรอะบ้าง เก่าบ้าง ปนๆ กันไปกับของใหม่มันก็มีคาแรกเตอร์ดี เพราะงานศิลปะไม่ได้ต้องการความเนี๊ยบอย่างเดียว และชื่อดิบก็คงจะเท่ดี (หัวเราะ) อันนี้ผมเดานะ”</p>



<p>“ระหว่างก่อสร้างเขาก็มาเดินชม เดินดูงานก่อสร้าง ได้เห็นเสาดิบๆ แล้วบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมันนะ เก็บไว้อย่างนี้ ส่วนตรงนี้คลีนอัปเฉยๆ ตรงนี้โอเค ตรงนี้ไม่สวยทำใหม่” อ.โบ้ ขุดความทรงจำที่มีในช่วงก่อสร้าง</p>



<p>ขณะที่ความจริงอีกด้านคือ คุณแฌง-ภูรัตน์ ประธานผู้ก่อตั้งเล่าให้ฟังถึงที่มาของชื่อว่า เกิดจากบทสนทนาในมื้ออาหารค่ำคืนหนึ่งระหว่างเขาและคุณพ่อที่มีปลาดิบอยู่ในบทสนทนาที่คุณแฌงพูดขึ้นมาว่า “เราก็เหมือนกับปลานี้ มันดิบ แต่ทานแล้วให้ความรู้สึกดีมากๆ” ซึ่งคุณพ่อเองก็ชอบชื่อนี้ด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186482" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/07-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ออกแบบเส้นทางการเดินตั้งแต่ทางเข้า</strong></h2>



<p>เท่าที่คนไม่สันทัดพิพิธภัณฑ์อย่างเราเข้าใจ การออกแบบเส้นทางการเดิน หรือ Visiting Flow เป็นเรื่องที่พิพิธภัณฑ์ต้องทำ มีทั้งที่ออกแบบให้เดินง่ายที่สุด ให้สับสนงุนงงที่สุด หรือแม้แต่ออกแบบมาเพื่อรับใช้คอนเซปต์บางอย่าง อย่างเช่นคุณ Daniel Libeskind ที่ออกแบบให้พื้นใน Jewish Museum Berlin มีความลาดเอียง เพื่อจำลองความรู้สึกของชาวยิวในช่วงสงครามโลก</p>



<p>Dib Bangkok จัดอยู่ในประเภทเดินง่ายสบายขา</p>



<p>WHY Architects และคุณเพชร ร่วมกันออกแบบโฟลว์การเดินของ Dib Bangkok เริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้า เมื่อก้าวเท้าเข้ามาจะพบกับแอ่งน้ำทางขวามือ มองแล้วรู้สึกอย่างไร ได้ยินเสียงน้ำแล้วรู้สึกอย่างไร ด้านซ้ายมือจะพบกับสีเขียวของต้นไม้ ไม่นานก็เดินถึง Courtyard จากมุมนี้เราจะเห็นความเรียบโล่ง ความกว้างใหญ่ และความดิบเปลือยของอาคารอย่างเต็มตา</p>



<p>อ.โบ้บอกกับเราว่าบรรยากาศถูกสร้างมาตั้งแต่ทางเข้ามาจนถึง Courtyard บางคนอาจหยุดพักถ่ายรูป แล้วค่อยเดินเข้าไปที่ Main Gallery</p>



<p>“Main Gallery จะมีงานศิลปะคอยต้อนรับอยู่ นั่นคือ Constellations งานศิลปะโดยศิลปิน มาร์โค ฟูซินาโต เราออกแบบให้เดินที่ชั้น 1 จากซ้ายไปขวา ขึ้นบันไดไปชั้น 2 เดินจากขวาไล่มาซ้าย เสร็จแล้วขึ้นบันไดไปชั้น 3 เดินจากซ้ายไปขวา มันเป็นโฟลว์การเดินง่ายๆ”</p>



<p>“โฟลว์จากหนึ่งไปสองสำคัญมาก มันต้องเซอร์ไพรส์คนได้ Gallery ในแต่ละชั้น ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถดัดแปลง ปรับเปลี่ยน เจาะผนัง หรือถูกย้ายได้ เพื่อให้ตอบโจทย์กับงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงมากที่สุด การออกแบบเส้นทางเดินมันเลยเชื่อมอยู่กับงานศิลปะด้วย”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186483" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/09-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในแง่ความรู้สึกและนัยความหมาย ด้วยความเป็นคอนกรีต เหล็ก และความดิบเปลือยที่สะท้อนอยู่บนเสา ผนัง จนถึงชิ้นงานศิลปะที่ถูกนำมาจัดแสดง ชั้น 1 จะให้ความรู้สึกหนักแน่น แข็งแรง มั่นคง และรู้สึกปลอดภัย หลายคนที่ไปมาแล้วเห็นตรงกับเราในข้อสังเกตนี้</p>



<p>เมื่อก้าวผ่านความหนักแน่นขึ้นมาที่ ชั้น 2 บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกส่วนตัวมากขึ้น ไร้แสงธรรมชาติ มีแค่งานศิลปะ ไฟสลัว และความเงียบ บางโซนถูกทำให้มืด ซึ่งความมืดที่ว่ามันก็ทำงานกับคนแตกต่างกันไป บ้างผ่อนคลาย บ้างรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง ทำให้เราคิดได้ว่าแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน พินิจศิลปะชิ้นเดียวกัน เราอาจคิดกันคนละเรื่อง รู้สึกกันคนละแบบก็ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-186484" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/10-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ชั้น 3 คล้ายเป็นการหลุดพ้น แสงสว่างจากธรรมชาติและสีขาวเรียบโล่งบนผนังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย เสียจนกล้าพอที่จะครุ่นคิดกับงานศิลปะที่พูดถึงชีวิต ความตาย และการหลุดพ้นได้อย่างไม่ทรมานเกินไป</p>



<p>“ถ้าแต่ละ Gallery เหมือนกันหมดเลย อาจจะน่าเบื่อ โผล่ขึ้นมาชั้น 2 เจอห้องมืด ชั้น 3 ก็เริ่มมีแสงธรรมชาติ มันเป็นการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์ให้กับผู้ชม มาชมแล้วต้องเกิดความรู้สึกบางอย่าง บางคนอาจจะไม่ชอบ บางคนผ่อนคลาย หรือเราอาจสงสัยว่าศิลปินเขาคิดอะไรอยู่นะ ถึงสร้างงานแบบนี้ขึ้นมา บางครั้งเราไม่เห็นคล้อย เรารู้สึกอีกแบบนึง เพราะมันเป็นประสบการณ์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน” อ.โบ้ เน้นย้ำเรื่อง Experience Design</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186485" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186486" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พิพิธภัณฑ์ควรเป็นมากกว่าแค่โกดังเก็บงานศิลปะ</strong></h2>



<p>ในความตั้งใจแรก Dib Bangkok จะสร้างขึ้นให้เป็น Private Museum แต่เมื่อในวันที่ 14 สิงหาคม 2566 คุณเพชรจากไปอย่างสงบในวัน 68 ปี ทำให้พิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งเริ่มการก่อสร้างไปไม่นานจึงต้องหยุดชะงักอีกครั้ง</p>



<p>ทายาทอย่างคุณแฌงจึงต้องตัดสินใจว่าจะทำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่อไปหรือไม่ แน่นอนเขาลุยต่อ เขาบอกกับเราว่าการมารับช่วงต่อทำพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเดิมตั้งใจให้เป็น Private แล้วต้องเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม มีความท้าทายเต็มไปหมด</p>



<p>“คุณพ่อผมเคยพูดว่า ถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว ลูกจะทำอะไรก็เรื่องของลูก ผมมาคิดดูถ้าไม่มีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้น มันน่าเสียดายสำหรับคนไทย แต่ก็นั่นแหละครับ ผมตัดสินใจหาเหาใส่หัว ต้องเริ่มสร้างทีมจากศูนย์เพื่อมาช่วยกันรัน ปัจจุบัน ดิบ บางกอก มีพนักงานประมาณ 80 คน”</p>



<p>แม้หลายคนจดจำเขาในฐานะอธิการบดีที่อายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือการเป็นผู้บริหาร ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) บริหาร Arc 9 Private Equity และบริษัทโอเวนเจอร์ กรุ๊ป (Oventure Group) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในอีกมุม เขาเป็นคนชอบเล่นดนตรี ซึ่งจะถือว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะก็ได้ ในฐานะผู้บริหารของ Dib Bangkok คนปัจจุบัน เราจึงอยากรู้ว่าเขาจะพาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปในทิศทางไหน เพราะดูเหมือนว่าพิพิธภัณฑ์ยังเป็นเรื่องไกลตัวคนทั่วไปพอสมควร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186487" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“ศิลปะมีมาตั้งแต่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ มาถึงกรีก โรมัน จนถึงยุคที่ต้องวาดให้สมจริงที่สุด กระทั่งว่าเป็นปรัชญามากๆ ดูไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม แต่เราจะรู้ว่าศิลปะประเภทนี้เกิดขึ้นในยุคไหน ศิลปะเชื่อมโยงกับชีวิตมนุษย์มาตลอด ถ้ามีพิพิธภัณฑ์ ผมว่าอย่างน้อยมันช่วยให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานเราจำได้ ว่ายุคสมัยนี้เป็นอย่างไร”</p>



<p>“ผมถือว่าศิลปะคือหน้าต่างพาเราไปสู่สิ่งใหม่ๆ ทั้งได้วิธีคิดใหม่ วิธีแก้ปัญหาแบบใหม่ ได้สะท้อนความคิดของตัวเอง และที่สำคัญคือเราคิดอะไรก็ได้ ไม่มีถูกผิด แต่เราคงไม่ได้ชอบทุกชิ้นหรอก มันต้องมีสักชิ้นที่สะกิดใจเราเป็นพิเศษ มันอาจไปปลุกพลังสร้างสรรค์ในคนคนหนึ่งขึ้นมาก็ได้”</p>



<p>คุณแฌงเสริมอีกว่าแวดวงแกลเลอรีอาร์ตทั่วเอเชียกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น คนโหยหาการไปพิพิธภัณฑ์เพื่อเสพงานศิลปะ คล้ายว่าชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่จ่อมอยู่ในโลกออนไลน์กันซะมาก ทำให้คนเหล่านั้นโหยหาประสบการณ์ในโลกจริง และพิพิธภัณฑ์ก็ให้ประสบการณ์นั้นได้</p>



<p>“ตอนเวิร์กกับคุณกุลพัทร (ยันตรศาสตร์) และคุณพิชัย (วงศ์ไวศยวรรณ) เราตั้งโจทย์กันว่าอยากดึงคนออกจากเรื่องราวที่เขาพบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะรถติด เครียด หรือปัญหาต่างๆ เพื่อให้เขามาอยู่กับตรงนี้ พื้นที่ตรงนี้คือปัจจุบัน อยู่กับงานศิลปะ”</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>วิธีหารายได้หล่อเลี้ยงพิพิธภัณฑ์</strong></h2>



<p>ถือเป็นน้องใหม่ หากพูดถึงพื้นที่ศิลปะในประเทศนี้ Dib Bangkok เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการมาแค่ 3 เดือนเท่านั้น มีผู้คนแวะเวียนมาที่นี่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนมาเพื่อศิลปะ บางคนมาเพื่อพักผ่อน บางคนมาแล้วผ่านเลย บางคนมาแล้วมาซ้ำ</p>



<p>ในวันที่ศิลปะเริ่มขยับเข้าใกล้ชีวิตผู้คนมากขึ้น ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า Dib Bangkok จะบริหารพื้นที่ศิลปะให้อยู่รอดได้อย่างไร เพราะถึงแม้ศิลปะจะพาเราไปสู่โลกใบใหม่ได้ แต่ถ้าปัจจัยต่างๆ ในชีวิตไม่เอื้ออำนวย ใครล่ะจะมาพิพิธภัณฑ์</p>



<p>อ.โบ้ บอกกับเราว่า “บ้านเรามีพิพิธภัณฑ์ศิลปะไม่มาก MOCA ของคุณบุญชัย (เบญจรงคกุล) ท่านก็ลงทุน สะสมชิ้นงานศิลปะ และสนับสนุนศิลปิน คุณเพชรก็ทำ Dib Bangkok ทุกคนทำของตัวเองด้วยความรักและมีกำลังที่จะทำ ผมคิดว่าภาครัฐน่าจะเข้ามาช่วยส่งเสริมตรงนี้ได้”</p>



<p>“ถ้ามีการส่งเสริมด้านภาษี พิพิธภัณฑ์อาจจะเกิดได้ง่ายขึ้น ถ้ารัฐไม่เข้ามาช่วยสนับสนุน มันเกิดพื้นที่แบบนี้ยาก ถ้ามีแบบนี้ในบ้านเราเยอะๆ มันเกิดประโยชน์มากนะ มันเหมือนเราสร้างสถานศึกษาเลย”</p>



<p>ในฐานะผู้บริหาร Dib Bangkok คุณแฌงให้มุมมองเรื่องโครงสร้างรายได้ของพิพิธภัณฑ์ไว้แบบนี้</p>



<p>“โมเดลพิพิธภัณฑ์ที่ยั่งยืนในระดับสากล มักจะเฉลี่ยรายได้เป็นสูตร 30-30-40 คือ 30% จากค่าตั๋ว (Ticket) อีก 30% จากการบริจาค (Donation) และที่เหลือมาจากกิจกรรมหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ (Activity &amp; Membership)”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186488" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/14.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ปัจจุบัน Dib Bangkok เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการที่มีชาวต่างชาติและคนไทยเริ่มบริจาคเข้ามาบ้างแล้ว ถึงอย่างไรก็ตาม การสนับสนุนจากภาครัฐยังถือว่ามีส่วนสำคัญมาก คุณแฌงเสนอว่า “ภาครัฐอาจจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากการสนับสนุนศิลปะแบบที่เมืองนอกเขาทำ”</p>



<p>“ผมชอบประโยค Art is an ocean คือศิลปะก็เหมือนมหาสมุทร คนว่ายน้ำเก่งเขาก็ดำลงไปลึก คนว่ายไม่แข็งก็อาจจะว่ายอยู่ระดับผิวน้ำ ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจที่ทำให้คนมาเล่นน้ำกันมากขึ้น” คุณแฌงเล่าถึงภารกิจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้</p>



<p>เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่สุด กับการที่ Dib Bangkok เข้ามาเติมเต็มวงการศิลปะไทยให้คึกคัก โดยเฉพาะศิลปะร่วมสมัย รวมทั้งทำให้ผู้หลงใหลในพิพิธภัณฑ์และงานอาร์ตตื่นเต้นมีชีวิตชีวา ชวนนะ เราชวนผู้อ่านทุกคนไปลองเปิดประสบการณ์ที่ Dib Bangkok ถ้าชีวิตในแต่ละวันนั้นสับสน วุ่นวาย ขาดพลัง ลองมาเปิดเปลือยความคิดและความรู้สึกกันได้ที่นี่</p>



<p>ย้ำอีกครั้ง Dib Bangkok ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 ใกล้ซอยสุขุมวิท 40 และเปิดทำการในวันพฤหัสบดี-จันทร์ (ปิดวันอังคารและวันพุธ) เวลา 10:00 &#8211; 19:00 น.</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186489" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/04/15.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ก่อนกลับเราเดินขึ้นบันไดไปยังหอ Straight Up ในจังหวะที่แสงอาทิตย์กำลังลาฟ้าอันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการสัมผัสงานศิลปะชิ้นนี้ เราเปิดประตูเข้าไปนั่งล้อมวงกับช่างภาพ พวกเราจ้องมองท้องฟ้า</p>



<p>วินาทีนั้น เดี๋ยวนั้น ขณะเดินลงบันได เราคิดย้อนไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาใน Dib Bangkok ต่อเมื่อได้เดินดูงานอาร์ต การจัดวาง รับรู้ถึงแสง สี เสียงของแต่ละห้อง เราพยายามทบทวนว่าประทับใจอะไรที่สุด-ยังไม่มีคำตอบ</p>



<p>จนวินาทีนี้ เดี๋ยวนี้ เมื่อได้ย้อนกลับไปดู ผลงานศิลปะที่ Dib Bangkok เลือกมาจัดแสดง ต้องบอกว่าโดนใจเราหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น Emotional Machine รถยนต์โฟล์คสวาเกน บีเทิล แคลิฟอร์เนีย ลุคปี 1965 ของ สุรสีห์ กุศลวงศ์ Constellations โดยมาร์โค ฟูซินาโต เสียงพูดที่ไม่ได้ยิน, 2538 ศิลปะจัดวางประกอบด้วยเสาวิหาร เครื่องแก้ว ชุดกรวดน้ำ และผ้า โดย สมบูรณ์ หอมเทียนทอง รวมถึง Zodiac Houses, 2541 &#8211; 2542 ของ มณเฑียร บุญมา </p>



<p>งานเหล่านั้นไม่เพียงชวนเราตั้งคำถาม บางชิ้นโดนใจถึงขั้นต้องเซิร์ชชื่อศิลปินแล้วไปตามอ่านที่มาของพวกเขา ชีวิตเขาเป็นอย่างไร องค์ประกอบเหล่านั้นถูกส่งมาในงานอย่างไร พูดง่ายๆ คือการมาพิพิธภัณฑ์ทำให้เราหลงใหลในศิลปะเข้าให้แล้ว</p>



<p>คล้ายเป็นพ่อสื่อ Dib Bangkok ทำให้คนกับศิลปะมารักกัน นั่นแหละสิ่งที่เราประทับใจ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dib-bangkok/">ดิบแต่เนี๊ยบ กว่าจะเป็น Dib Bangkok เมื่อโกดังเก่าอายุ 40 ปี เซ็ตมาตรฐานใหม่พิพิธภัณฑ์ไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Twinkle Twinkle วันที่ดาวดวงน้อยอยู่ใกล้เรามากขึ้น คอยพิทักษ์ความไร้เดียงสาและวัยเยาว์แก่ผู้คน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/twinkle-twinkle-pop-mart/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Heart Sell]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[art toy]]></category>
		<category><![CDATA[heart sell]]></category>
		<category><![CDATA[TwinkleTwinkle]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186238</guid>

					<description><![CDATA[<p>คืนที่ฟ้าโปร่ง เสียงผู้คนรอบตัวเงียบงัน สายลมร้องหวีดหวิว ราวกับว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่บนโลกใหญ่ คืนที่เราเหงาหงอยเซื่องซึม คืนที่เราไร้แรงกำลัง หากแหงนหน้ามองผืนนภาจะเห็นแสงเล็กๆ ส่องประกายวับวาวที่จะกระพริบปริบๆ พร้อมกันกับเปลือกตาเรา เราเรียกมันว่าดวงดาราหรือดวงดาว ดวงดาวเปล่าเป็นก้อนหินอันร้อนระอุในห้วงอวกาศแต่มันทำให้ท้องนภาสว่างไสว ทำให้ดวงจันทร์ใหญ่มีสหายรายล้อม ทำให้ผู้คนมีเพื่อนคอยนำทางเมื่อหลงทิศเหมือนกับว่ามันคอยเฝ้ามองเราอยู่ คอยกระซิบกับเราว่าแม้ยามชีวิตมืดมิดที่สุดก็จะเห็นแสงเล็กๆ ลอดผ่านเสมอ เรามอบเวลาให้แก่ดวงดาวในวัยเยาว์ ก่อนที่เสียงอื้ออึงในวัยผู้ใหญ่จะทำให้เราลืมเลือนมันไป แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ประทับความอบอุ่นที่ดวงดาวมอบให้ติดตัวเธอมาเสมอ ‘Da Xin’ เธอเป็นศิลปินนักวาดภาพประกอบและเป็นผู้สร้างสรรค์อาร์ตทอย เธอเนรมิตรจักรวาลของดวงดาวขึ้นมา ด้วยความตั้งใจจะรังสรรค์โลกนิทานเปี่ยมจินตนาการ เพื่อเอื้อมมือไปสัมผัสเด็กน้อยที่ยังซ่อนอยู่ในตัวเรา&#160; ‘Twinkle Twinkle’ เริ่มส่องแสงในปี 2020 คาแรกเตอร์ของน้องต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตา เพราะต่างก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้เราค้นพบแง่มุมเล็กๆ ของตัวเองที่อาจถูกลืมเลือนไปให้กลับมาเปล่งประกายอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง เหล่า Twinkle Twinkle มีนิสัยร่าเริงและช่างอยากรู้อยากเห็น ทั้งพกความดื้อรั้นติดตัวมาเป็นเสน่ห์ที่น่าเอ็นดู พวงแก้มแดงระเรื่อทำให้ดูเหมือนเด็กที่วิ่งซนตลอดเวลา หากมองในอีกมุมก็เหมือนเด็กน้อยที่กำลังประหม่าอย่างขัดเขิน แม้พวกเขาจะหกล้มหรือร้องกระจองอแง แต่ดวงดาวขี้ดื้อผู้มองโลกในแง่ดีก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาผ่านไปไม่ได้หรอก หากคุณเคยจินตนาการว่าก้อนเมฆที่ฟูฟ่องเป็นรูปปลากำลังกระโดดเหนือผืนฟ้า ไอศกรีมก้อนใหญ่ มังกรพ่นไฟ เป็นอะไรก็ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ดวงดาวของศิลปิน Da Xin ก็เป็นเช่นนั้น แต่เหนืออื่นใดคือพวกมันมีใบหน้ายิ้มปริ่ม ใบหน้าบึ้งตึง ใบหน้าเศร้าสร้อย เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ชอบล้อเลียนแบบมนุษย์&#160; หลากคอลเลกชันที่ศิลปินออกแบบ บรรดาดวงดาวของเธอออกโลดแล่นเดินทางไปทั่วแผนที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/twinkle-twinkle-pop-mart/">Twinkle Twinkle วันที่ดาวดวงน้อยอยู่ใกล้เรามากขึ้น คอยพิทักษ์ความไร้เดียงสาและวัยเยาว์แก่ผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คืนที่ฟ้าโปร่ง เสียงผู้คนรอบตัวเงียบงัน สายลมร้องหวีดหวิว ราวกับว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่บนโลกใหญ่ คืนที่เราเหงาหงอยเซื่องซึม คืนที่เราไร้แรงกำลัง หากแหงนหน้ามองผืนนภาจะเห็นแสงเล็กๆ ส่องประกายวับวาวที่จะกระพริบปริบๆ พร้อมกันกับเปลือกตาเรา</p>



<p>เราเรียกมันว่าดวงดาราหรือดวงดาว</p>



<p>ดวงดาวเปล่าเป็นก้อนหินอันร้อนระอุในห้วงอวกาศแต่มันทำให้ท้องนภาสว่างไสว ทำให้ดวงจันทร์ใหญ่มีสหายรายล้อม ทำให้ผู้คนมีเพื่อนคอยนำทางเมื่อหลงทิศเหมือนกับว่ามันคอยเฝ้ามองเราอยู่ คอยกระซิบกับเราว่าแม้ยามชีวิตมืดมิดที่สุดก็จะเห็นแสงเล็กๆ ลอดผ่านเสมอ เรามอบเวลาให้แก่ดวงดาวในวัยเยาว์ ก่อนที่เสียงอื้ออึงในวัยผู้ใหญ่จะทำให้เราลืมเลือนมันไป แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ประทับความอบอุ่นที่ดวงดาวมอบให้ติดตัวเธอมาเสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186247" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong><strong>‘Da Xin’</strong> เธอเป็นศิลปินนักวาดภาพประกอบและเป็นผู้สร้างสรรค์อาร์ตทอย เธอเนรมิตรจักรวาลของดวงดาวขึ้นมา ด้วยความตั้งใจจะรังสรรค์โลกนิทานเปี่ยมจินตนาการ เพื่อเอื้อมมือไปสัมผัสเด็กน้อยที่ยังซ่อนอยู่ในตัวเรา&nbsp;</p>



<p><strong></strong><strong>‘Twinkle Twinkle’ </strong>เริ่มส่องแสงในปี 2020</p>



<p>คาแรกเตอร์ของน้องต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตา เพราะต่างก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้เราค้นพบแง่มุมเล็กๆ ของตัวเองที่อาจถูกลืมเลือนไปให้กลับมาเปล่งประกายอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง</p>



<p>เหล่า Twinkle Twinkle มีนิสัยร่าเริงและช่างอยากรู้อยากเห็น ทั้งพกความดื้อรั้นติดตัวมาเป็นเสน่ห์ที่น่าเอ็นดู พวงแก้มแดงระเรื่อทำให้ดูเหมือนเด็กที่วิ่งซนตลอดเวลา หากมองในอีกมุมก็เหมือนเด็กน้อยที่กำลังประหม่าอย่างขัดเขิน แม้พวกเขาจะหกล้มหรือร้องกระจองอแง แต่ดวงดาวขี้ดื้อผู้มองโลกในแง่ดีก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาผ่านไปไม่ได้หรอก</p>



<p>หากคุณเคยจินตนาการว่าก้อนเมฆที่ฟูฟ่องเป็นรูปปลากำลังกระโดดเหนือผืนฟ้า ไอศกรีมก้อนใหญ่ มังกรพ่นไฟ เป็นอะไรก็ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ดวงดาวของศิลปิน Da Xin ก็เป็นเช่นนั้น แต่เหนืออื่นใดคือพวกมันมีใบหน้ายิ้มปริ่ม ใบหน้าบึ้งตึง ใบหน้าเศร้าสร้อย เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ชอบล้อเลียนแบบมนุษย์&nbsp;</p>



<p>หลากคอลเลกชันที่ศิลปินออกแบบ บรรดาดวงดาวของเธอออกโลดแล่นเดินทางไปทั่วแผนที่ แปลงกายอยู่ในหลากบทบาท เพื่อทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางในทุกห้วงอารมณ์ของเรา จุดเริ่มต้นแห่งแสง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186248" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>สว่างหรือคอลเลกชัน<strong> ‘Be a Little Star Series’ </strong>ศิลปินพาเราไปรู้จักกับตัวตนแสนบริสุทธิ์ที่สุดราวเห็นถึงครั้งที่เราเป็นทารก เพราะเหล่าดวงดาวจอมซนปรากฏตัวท่ามกลางสนามเด็กเล่น หลายดวงสวมหมวกแฉกแหลม พวกเขามีความฝันเต็มไปหมด แม้จะไม่รู้ว่าเติบโตไปแล้วจะได้เป็นในสิ่งที่ใจหวังหรือเปล่า แต่ก็เป็นภาพสะท้อนเด็กน้อยในตัวเราทุกคนอย่างเรียบง่ายที่สุด ด้วยพวงแก้มสีแดงระเรื่อและแววตาอันใสซื่อก็เพียงพอจะนำทางเรากลับไปสู่ความสุขที่ไร้เงื่อนไข&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186249" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>บรรดาดวงดาวไม่ได้จำกัดการเดินทางของตัวเองอยู่แค่บนท้องฟ้า ลองทายดูไหมว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหนอีก นับหนึ่งถึงร้อยก็ทายไม่ถูกแน่ เพราะพวกเขาโผล่แฉกดาวเหลืองนวลอยู่ในจานขนมหวาน! ในคอลเลกชัน <strong>‘Savor the Moment’</strong> เราจะเห็นถึงท่าทางที่ทั้งแสนจะผ่อนคลาย ทั้งแสนสุขของดาวดวงน้อยผ่านอาหาร ไม่มีอะไรนำทางความสุขได้ดีไปกว่ารสชาติละมุนลิ้นของขนม และการดื่มด่ำกับปัจจุบันขณะหรอกจริงไหม พวกเขาแปลงกายเป็นส่วนหนึ่งในเมนูโปรดที่เราคุ้นเคย ชุดที่สวมใส่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากของอร่อย เช่น มาการอง ขนมปัง โหลน้ำผึ้ง พิซซ่าก็มีด้วย! ดาวหลายดวงนอนแช่ตัวอยู่ในถ้วยกาแฟ หลายดวงแลบลิ้นชิมแยมส้ม ทำให้เรารู้ว่าแค่ลองละเลียดจานโปรดของตัวเองก็พอจะทำให้ใจอิ่มเอมได้แล้วล่ะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186250" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186251" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ล่าสุด<strong> ‘Crush On You’</strong> ในปี 2026&nbsp; ศิลปินนำเสนอภาพจำลองของเหล่าดวงดาวผ่านหลากอารมณ์ แต่เมื่อมองแล้วกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกนุ่มนวลได้เช่นเคย แต่ละคาแรกเตอร์เผยถึงการซื่อตรงต่อขวบวัยและความรู้สึกของตัวเอง ทว่าดาวทุกดวงดูกำลังจะตกอยู่ในหลุมรัก ดวงหนึ่งจำแลงกายเป็นกามเทพด้วยใบหน้านึกสงสัยว่าจะปักศรให้ใครดี ดวงหนึ่งโอบอุ้มดอกไม้ในมืออย่างหวงแหนราวว่าเขาเพิ่งได้กลีบสดใหม่มาครอง ดวงหนึ่งเหมือนอยู่ในขวบวัยที่กำลังเรียนรู้ว่าการรักตัวเองเป็นอย่างไร ดวงหนึ่งหลับปุ๋ยอยู่ในเปลือกหอยราวกำลังรักษาหัวใจดวงน้อยที่บาดเจ็บหมาดๆ อยู่&nbsp;</p>



<p>หากไม่เคยเห็นดาวชราภาพก็จะได้เห็นกันในคอลเลกชันดังว่า เพราะมีดาวอยู่สองดวงที่ดูจะอยู่ในวัยบั้นปลาย พวกเขายืนเมียงมองกันด้วยสายตาอันผูกพันเหมือนผันผ่านกาลเวลาแห่งรักมา จนรู้ว่ารักไม่ได้น่าตื่นเต้นอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นการมีคู่ครองหรือใครสักคนที่พร้อมจะหมุนวนอยู่ในวงโคจรเดียวกัน แม้ว่าจะแสงจะหม่นลงตามวัยเพียงใดก็ตาม เรียกว่าเป็นคอลเลกชันสื่อถึงความรักที่ตกตะกอนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในเราทุกคน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186252" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ดูแล้ว Twinkle Twinkle จะไม่ใช่แค่อาร์ตทอยให้เราสะสมนะว่าไหม</p>



<p>นอกจากดวงดาวทั้งหลายจะจำลองบทบาทสมมติว่าฉันจะเป็นใครก็ได้แล้ว พวกเขายังปรากฏตัวอยู่ในหลากรูปแบบด้วยนะ ทั้งพวงกุญแจตุ๊กตาขนนุ่มฟู เคสโทรศัพท์กันแรงกระแทก สายห้อยโทรศัพท์ พวกเขาไม่ใช่แค่สินค้าหรือแฟชั่น ด้วยศิลปิน Da Xin ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เราเห็นถึงสัญลักษณ์ของแสงเล็กๆ ที่จะติดตัวเราไปได้จริงในทุกขณะที่เราใช้ชีวิต ดาวแต่ละดวงมีอารมณ์ บุคลิก ขวบวัย เหมือนมนุษย์ตัวจิ๋ว การเปิดพวกเขาผ่านกล่องสุ่มจึงช่างมีความหมายลึกซึ้ง เพราะมันเป็นห้วงแสนสั้นที่เราหลับตาปี๋ให้กับความไม่แน่นอน เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วไม่ว่าดาวเหล่านั้นจะเป็นดาวในฝันของเราหรือเปล่า แต่เราก็พร้อมจะลืมตาต้อนรับดาวที่จักรวาลส่งมาให้เป็นดาวฤกษ์ประจำตัวเรา พวกเขาอาจมีนิสัยเหมือนเราอย่างน่าประหลาด หรืออาจเป็นด้านตรงข้ามในตัวเราที่ถูกหลงลืมไปแล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186253" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ดาวในคอลเลกชันต่างๆ ตั้งแต่ Be a Little Star Series, Savor the Moment จนถึง Crush On You ต่างสะท้อนชีวิตตามวัยที่เราทุกคนต้องเผชิญ ตั้งแต่วัยไร้เดียงสา การต่อสู้กับความมืดหรือความกลัวในใจ การเรียนรู้ที่จะลิ้มรสของปัจจุบัน กระทั่งการตกหลุมรัก และการเข้าใจรักในวัยที่เติบโตแล้ว การได้เป็นเจ้าของดาวสักดวงหนึ่งจึงเหมือนการประกาศกับตัวเองว่าเราจะเชื่อในแสงสว่างที่เรามี&nbsp;</p>



<p>วันที่โลกช่างวุ่นวายจนเราแทบไม่ได้เงยหน้ามองท้องฟ้าเหมือนอย่างวัยเยาว์ ‘Twinkle Twinkle’ ก็คงเป็นดาวดวงหนึ่งที่หล่นลงมาอยู่บนโต๊ะทำงานของเรา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/twinkle-twinkle-pop-mart/">Twinkle Twinkle วันที่ดาวดวงน้อยอยู่ใกล้เรามากขึ้น คอยพิทักษ์ความไร้เดียงสาและวัยเยาว์แก่ผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Mar 2026 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[DOTDOTDOT]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[วงร็อก]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186266</guid>

					<description><![CDATA[<p>.เริ่มต้นของ… “DOTDOTDOT คือชื่ออัลบัมของ Talkless วงไทยที่ผมชอบ ชื่อนี้มันอยู่ในใจ พอคิดจะทำวงของตัวเองก็เลยเลือกชื่อนี้” นิค-อาชา ชูช่อทิพย์สกุล ร้องนำ/มือกีตาร์ ไขที่มาชื่อวง เขาย้ำชัดเจนความหมายลึกอะไรกว่านี้ไม่มีหรอก สมาชิก DOTDOTDOT มีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง พวกเขาเรียนที่มหิดลเหมือนกัน คณะเดียวกัน  สนุกกับชีวิตนักดนตรีเหมือนกัน ไม่คาดหวังอนาคตเหมือนกัน เป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และวันนี้พวกเขาสวมเสื้อสีดำเหมือนกัน จะมีที่ไม่เหมือนกันก็คือภูมิลำเนา หัวหน้าวงอย่างนิคเป็นชาวนนทบุเรี่ยน ฟลุ๊ค-พีรวิชญ์ ออกประเสริฐ สถาปนิก/เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เกิดที่ชัยภูมิ ฆ้อง-อภิวิชญ์ ภัทรจินดา มือเบสเป็นชาวกทmalls ปอย-ปริพัฒน์ เปี่ยมปิ่น  มือกีตาร์ บ้านอยู่ชัยภูมิ และจูเนียร์-ปราชญ์ รุ่งสุริยะวิบูลย์  มือกลอง อยู่ฉะเชิงเทรา สมาชิก 5 คนนี้ ไม่ใช่ไลน์อัปดั้งเดิมของวง ย้อนกลับไปสมัยเรียนที่คณะดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล นิคชวนพี่น้องในคณะมารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรีสดในโปรเจกต์ส่งอาจารย์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของงานประจำ ทำให้สมาชิก 2 คนก่อนที่เป็นมือกีตาร์และแคนเป็นอันต้องสละเรือไป ส่วนไลน์อัปชุดนี้นิคบอกว่าคงนิ่งแล้ว ไม่มีเข้าออกแล้ว ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรเอ่ยมารวมกัน อ่า คนรักดนตรี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/">เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>.เริ่มต้นของ…</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">“DOTDOTDOT คือชื่ออัลบัมของ Talkless วงไทยที่ผมชอบ ชื่อนี้มันอยู่ในใจ พอคิดจะทำวงของตัวเองก็เลยเลือกชื่อนี้” <strong>นิค-อาชา ชูช่อทิพย์สกุล</strong> ร้องนำ/มือกีตาร์ ไขที่มาชื่อวง เขาย้ำชัดเจนความหมายลึกอะไรกว่านี้ไม่มีหรอก</p>



<p class="has-text-align-left">สมาชิก DOTDOTDOT มีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง พวกเขาเรียนที่มหิดลเหมือนกัน คณะเดียวกัน  สนุกกับชีวิตนักดนตรีเหมือนกัน ไม่คาดหวังอนาคตเหมือนกัน เป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และวันนี้พวกเขาสวมเสื้อสีดำเหมือนกัน</p>



<p class="has-text-align-left">จะมีที่ไม่เหมือนกันก็คือภูมิลำเนา หัวหน้าวงอย่างนิคเป็นชาวนนทบุเรี่ยน <strong>ฟลุ๊ค-พีรวิชญ์ ออกประเสริฐ</strong> สถาปนิก/เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เกิดที่ชัยภูมิ <strong>ฆ้อง-อภิวิชญ์ ภัทรจินดา</strong> มือเบสเป็นชาวกทmalls <strong>ปอย-ปริพัฒน์ เปี่ยมปิ่น</strong>  มือกีตาร์ บ้านอยู่ชัยภูมิ และ<strong>จูเนียร์-ปราชญ์ รุ่งสุริยะวิบูลย์</strong>  มือกลอง อยู่ฉะเชิงเทรา</p>



<p class="has-text-align-left">สมาชิก 5 คนนี้ ไม่ใช่ไลน์อัปดั้งเดิมของวง ย้อนกลับไปสมัยเรียนที่คณะดนตรี มหาวิทยาลัยมหิดล นิคชวนพี่น้องในคณะมารวมตัวกันเพื่อเล่นดนตรีสดในโปรเจกต์ส่งอาจารย์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของงานประจำ ทำให้สมาชิก 2 คนก่อนที่เป็นมือกีตาร์และแคนเป็นอันต้องสละเรือไป ส่วนไลน์อัปชุดนี้นิคบอกว่าคงนิ่งแล้ว ไม่มีเข้าออกแล้ว</p>



<p class="has-text-align-left">ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรเอ่ยมารวมกัน อ่า คนรักดนตรี</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ชอบเล่นดนตรีกันตั้งแต่เด็กๆ เลยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฆ้อง : ตอนเด็กๆ ผมเล่นดนตรีไทยมาก่อน แล้วผมก็ไปเข้าเตรียมอุดมศึกษาด้วยโควตาดนตรีไทย แล้วก็ย้ายมาเล่นดนตรีสากล พอเรียน ม.ปลายจบผมก็มาสอบเข้าเรียนดนตรีที่มหิดล</p>



<p class="has-text-align-left">ปอย : ผมจำได้ว่าตอน ป.6 มันมีซ้อมงานจบของรุ่นพี่ เห็นเขาเล่นดนตรีสากลแล้วมันเท่ดี ผมก็เลยเข้าชมรมดนตรีมาตั้งแต่ ม.1 ยันจบ ม.6 ตอนแรกเคยคิดจะเข้าคณะสถาปัตย์ แต่รู้สึกว่าไม่ได้อินขนาดนั้น อินดนตรีมากกว่า สุดท้ายก็เลยมาเข้าคณะดนตรีที่มหิดล</p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ผมอยู่วงโปงลางกับเพื่อนมาตั้งแต่สมัยอยู่ชัยภูมิ เห็นเพื่อนเล่นผมก็อยากเล่นด้วย ก็เลยเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ</p>



<p class="has-text-align-left">จูเนียร์ : ตั้งเเต่ประถม ผมเห็นเพื่อนเรียนพิเศษกลองตอนเย็นแล้วอยากเรียน คืออยากออกไปทำอย่างอื่นบ้างนอกจากนั่งเอ๋อในห้องเรียน</p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ที่บ้านผมมีกีตาร์อยู่ตัวหนึ่ง พ่อผมพอเล่นกีตาร์ได้ก็เลยให้พ่อสอน ความตั้งใจของผมตอนนั้นคืออยากเป็นมือกีตาร์ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะมาเป็นลีดเดอร์ของวง</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แล้วพวกคุณมารวมตัวกันได้ยังไง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ผมกับจูเนียร์เป็นเพื่อนคลาสเดียวกัน ผมถามจูเนียร์ว่า <em>มึงมีมือเบสแนะนำไหม</em> จูเนียร์ก็เลยชวนฆ้องเข้ามา ส่วนปอยเป็นมือกีตาร์ที่มาแทนมือกีตาร์คนเก่า ส่วนพี่ฟลุ๊คเข้ามาหลังสุด ผมรู้จักเขาจากในโซเชียล เขามากดฟอลโลว์ IG ของวง ผมเข้าไปดูเห็นเขาเป่าแคนด้วย เลยชวนมาทำวงด้วยกัน</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ฟลุ๊ครู้จัก DOTDOTDOT อยู่แล้ว</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ใช่ครับ ผมตามวงน้อยอยู่ตลอด ก่อนเข้ามาเป็นสมาชิกวงผมยังคุยกับเพื่อนเล่นๆ เลยว่าเพลงวงนี้มันแนวอะไรวะ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ปกติชอบเล่นแคน</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : แคนผมเพิ่งมาหัดเล่นตอนใกล้จบมหาลัย ตอนเด็กๆ ผมเล่นหลายอย่างครับ ทั้งพิณ โปงลาง กลองยาว ฉิ่ง ฉาบ พอตอนมหาลัยผมกับรุ่นพี่สถาปนิกด้วยกันก็ทำวงร็อกด้วยกัน แล้วก็ลงวิดีโอที่ผมเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากล</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>สถาปนิกคืองานหลัก แบ่งเวลามาซ้อมยังไง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">ฟลุ๊ค : ปกติ ผมเลิกงานประมาณ 6 โมง ช่วงเวลาซ้อมกับวงก็ต้องรีบมาหน่อย บางทีน้องก็จะนัดประมาณ 2 ทุ่ม ผมก็จะพยายามตามมาให้ทัน แต่ถ้าวันไหนต้องเล่นแล้วมันอยู่ในช่วงเวลางาน ก็ต้องลางาน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเวลาหลังเลิกงาน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186268" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ปกติซ้อมวงกันแถวไหน เพราะสมาชิกแต่ละคนน่าจะอยู่ไกลกันพอสมควร</strong></p>



<p>นิค : อย่างผม ผมอยู่นนทบุรี ปากเกร็ด</p>



<p>ฟลุ๊ค : ผมอยู่พัฒนาการ </p>



<p>ฆ้อง : ผมอยู่แถวปิ่นเกล้า</p>



<p>จูเนียร์ : ผมอยู่โซนลาดพร้าว ผมไปได้ทุกที่ที่วงไป</p>



<p>ปอย : ส่วนใหญ่ผมอยู่ที่ศาลายา</p>



<p>นิค : แต่ละคนจะอยู่ค่อนข้างห่างกัน เวลานัดซ้อมจะมี 2 ที่ คือแถวพระราม 5 กับ ลาดพร้าว 101 เพื่อให้วันหนึ่งใกล้คนหนึ่ง วันหนึ่งใกล้อีกคนหนึ่ง ผมพยายามหาตรงกลางอยู่ในเรื่องการซ้อมและสถานที่<br><br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ดนตรีไร้แนว<br>ก็นี่มันลายเซ็นพวกผมอะครับ</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">เพื่อให้ได้อรรถรสอย่างถึงที่สุด โปรดเปิดเพลงของ DOTDOTDOT ฟังคลอไปด้วย</p>



<p class="has-text-align-left">สำหรับคนที่เพิ่งลองฟังเพลงของพวกเขาเป็นครั้งแรกอาจเกิดคำถามว่า “เมื่อไหร่จะร้องวะ”</p>



<p class="has-text-align-left">จะเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ของวงก็ได้ เพราะคนฟังเพลงส่วนใหญ่จะอินกับเนื้อมากกว่าอินดนตรี ตรงกันข้าม วง DOTDOTDOT เน้นทำดนตรีมากกว่าเนื้อร้อง อันที่จริงวงดนตรีแนว Post-Rock ก็มีเนื้อร้องน้อยหรือไม่มีเนื้อเลยด้วยซ้ำ</p>



<p class="has-text-align-left"><em>พูดตรงๆ นะครับ ฟังครั้งแรกไม่ชินหูเลย คงเป็นเพราะแนวเพลงที่แตกต่างจากเพลงที่มีในตลาดปัจจุบัน แต่ผมโคตรชอบเพลงนี้มากๆ ชอบเหี้ยๆ</em></p>



<p class="has-text-align-left"><em>พวก Thai Shoegaze Kids แม่งทำเพลงซาวน์เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรใหม่ พวกคุณแม่งโคตรโดดเด่นจากวงเหล่านั้น ขอบคุณที่ยังค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับดนตรี</em></p>



<p class="has-text-align-left">นั่นคือก้อนความรู้สึกหลังผู้คนในโลกออนไลน์ฟังเพลงของ DOTDOTDOT</p>



<p class="has-text-align-left">ใหม่ &#8211; แตกต่าง เราสนใจสองคำนี้</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ทำเพลงแนวประมาณนี้มาตั้งแต่วันแรกเลยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค :<strong> </strong>ไม่ครับ ก่อนหน้านี้ทดลองทำมาหลายแนว แต่มันยังไม่ใช่ตัวเรา พอมาทำแนวนี้รู้สึกว่ามันสบายมาก มันออกมาเองโดยธรรมชาติมากๆ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แนวเพลงที่ DOTDOTDOT ทำอยู่ทุกวันนี้คือ</strong></p>



<p>นิค : ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าเพลงที่ทำเป็นแนวไหน แต่ถ้าให้นิยามผมว่า DOTDOTDOT ทำเพลงแนว Experimental Rock เป็นดนตรีร็อกที่สามารถทดลองได้ทุกอย่าง คือไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>



<p>ฆ้อง : ผมฟังตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกวง จริงๆ เราซ้อมอยู่ห้องข้างกัน ความรู้สึกผมตอนนั้น DOTDOTDOT แปลกใหม่มาก พอได้รู้ว่าพี่นิคฟังอะไรบ้างก็เลย อ๋อ มันมีทั้งความฮิปฮิป มีความ Alternative ยิ่งเอามารวมกับเครื่องดนตรีไทยยิ่งมีความยูนีกขึ้นไปอีก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186269" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ศิลปินคนไหนที่คุณฟังบ่อย หรือชอบโดยส่วนตัว</strong></p>



<p>นิค : พี่รัสมีครับ ผมชอบเสียงร้องของเขา ผมชอบวิธีที่พี่รัสมีพรีเซนต์ตัวเองออกมาผ่านเสียงเพลง<br><br><strong>ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศ</strong></p>



<p>นิค : Massive Attack เป็นวงที่ฟังได้ตลอดเลย ใน Spotify Wrap-up ประจำปีของผม วงนี้คืออันดับ 1<br><br><strong>คิดว่าได้อิทธิพลจากวงนี้เยอะไห</strong>น</p>



<p>นิค : เยอะมาก Massive Attack เขาใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านอินเดียมาใช้กับเพลงอิเล็กทรอนิกส์ วงนี้ทำให้ผมเห็นว่าดนตรีมันไม่มีกรอบ เราจะหยิบอะไรมาผสมผสานก็ได้ แต่มันก็ต้องเข้ากัน เปิดโลกผมเยอะเลยครับวงนี้</p>



<p><strong>เพลงของ DOTDOTDOT มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านอะไรบ้าง</strong></p>



<p>นิค : มีแคนในขวากหนามและความหวาดกลัว และซ่อนความรู้สึกไว้ เพลงกร้านเราใช้พิณตอนเล่นสด ที่เหลือจะเป็นเครื่องดนตรีไทย อย่างขวากหนามเราจะใส่เปิงมางเข้ามาด้วย แล้วก็มีฉิ่ง เพลงทางกลับบ้านเราก็ใส่เสียงซอเข้ามา น่าจะมีประมาณนี้</p>



<p><strong>ขอย้อนนิดนึง ไอเดียการใส่เครื่องดนตรีพื้นบ้านเข้ามานี่ มาได้ยังไง</strong></p>



<p>นิค : เครื่องดนตรีอีสานถูกใส่เข้ามาในเพลงปลาร้า มันมาจากเพลงนั้นเพลงแรก พอทำๆ ไปแล้วรู้สึกว่าอยากใส่แคนเข้ามาด้วย เพราะว่าเนื้อเพลงมันพูดถึงชาวนา พูดถึงปลาร้า แล้วผมนึกถึงเสียงแคน ก็เลยต้องมองหามือแคน ให้เขาลองเล่นแล้วผมนำมาใส่ในเพลงกับเพื่อนๆ ในวง ซึ่งมันก็เข้าเฉยเลย แคนก็เลยถูกใส่เข้ามา</p>



<p><strong>มีแผนจะหยิบอะไรใส่เข้ามาอีก</strong></p>



<p>นิค : ผมกำลังเชียร์ให้พี่ฟลุ๊คเป่าปี่ มันคือปี่อะไรนะพี่</p>



<p>ฟลุ๊ค : ปี่ภูไท</p>



<p><strong>ปกติเนื้อเพลงใครเป็นคนเขียน</strong></p>



<p>นิค : ผมเขียนเป็นหลัก ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือบางที ก็ไปเจอเรื่องราวในอินเทอร์เน็ตก็หยิบมาเขียน การเขียนเพลงของผมมันมาจากหลายทางมากครับ</p>



<p><strong>แทบทุกเพลงของวงเนื้อร้องน้อยมาก ตั้งใจ</strong></p>



<p>นิค : ผมอยากใส่เนื้อร้องไปแค่นั้น ผมแค่หยิบเอาสิ่งที่ผมถนัดหรือเป็นตัวผมออกมา เพลงของวงเรามันก็จะมีเนื้อร้องน้อยหน่อ</p>



<p><strong>คุณเขียนเพลงจากอะไร</strong></p>



<p>นิค : ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัว หรือบางที ไปเจอคำบางคำหรือเรื่องราวในอินเทอร์เน็ตก็หยิบมาเขียน การเขียนเพลงของผมมันมาจากหลายทางมากครับ</p>



<p><strong>ตอนจะทำเพลงใหม่สักเพลง แบ่งหน้าที่กันยังไง</strong></p>



<p>นิค : ถ้าขึ้นเพลงใหม่ ปกติจะเป็นผมคนเดียว ผมจะขึ้นโครงมาชัดเจนให้คนอื่นไปลองแกะดู อย่างฆ้องหรือพี่ฟลุ๊คก็จะมีเอาไลน์มาเสนอบ้าง ใส่เบสไลน์นี้เข้าไปไหม ในโครงที่ผมทำ ผมก็จะให้ที่ว่างของแต่ละคน ใครอยากใส่อะไรก็ลองใส่มาได้เลยนะ เวิร์กไม่เวิร์กเดี๋ยวมาว่ากันอีกที</p>



<p><strong>คิดว่าเพลงไหนบอกตัวตนของ DOTDOTDOT ได้ชัดเจนที่สุด</strong></p>



<p>นิค : กร้าน ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันมีสำเนียงที่ชัดเจนมากๆ ค่อนข้างรุนแรงมาก (หัวเราะ)</p>



<p>ปอย : สำหรับผมคือเพลงปลาร้า มันค่อนข้างชัดมากว่าตัวตนของวงคือประมาณนี้</p>



<p>ฆ้อง : ผมชอบเพลงปลาร้าเหมือนกัน ถ้าได้ฟังแล้วจะรู้เลยว่ามีเอกลักษณ์ของ DOTDOTDOT ชัดมาก เพลงมันมีสำเนียงที่ออกแนวอีสาน</p>



<p>นิค : แต่ยังไม่ได้ปล่อย กำลังหมักปลาร้าอยู่ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>วางแผนปล่อยเพลงปลาร้าช่วงไหน</strong></p>



<p>นิค : จริงๆ เพลงปลาร้าผมทำเป็นเพลงแรกของวง แต่ที่ยังไม่ได้ปล่อยสักที เพราะกำลังหาคนมาร้องท่อนหมอลำ แต่ยังไม่ลงตัวว่าเป็นใครดี กำลังหาอยู่ มันติดแค่ตรงนี้แหละครับ</p>



<p><strong>หมายถึงมีเนื้อหมอลำอยู่แล้ว แค่หาคนมาร้อง</strong></p>



<p>นิค : ผมอยากให้คนที่จะมาร้องหมอลำให้เราเขียนเนื้อท่อนหมอลำไปเลย เพราะตอนนี้เรามีโครงที่ค่อนข้างชัดอยู่แล้ว ก็เลยมองๆ ศิลปินหมอลำอยู่ครับ</p>



<p><strong>มองใครไว้</strong></p>



<p>นิค : ที่ผมต้องการคือรัสมี เวระนะ (หัวเราะ) ตอนนี้ผมกำลังชวนอยู่ กำลังพูดคุยกันอยู่ เหมือนเขาจะสนใจนะ คือคุยกันว่าถ้าให้เขาเข้ามากรุงเทพฯ เพื่ออัดก็ต้องเป็นช่วงที่พี่รัสมีทัวร์มาที่กรุงเทพฯ ถ้าได้พี่รัสมีมาฟีดนี่ผมโคตรดีใจเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186270" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พร้อมจะแมสแล้ว</strong></h2>



<p>DOTDOTDOT มี…</p>



<p>ผู้ติดตามในยูทูบ 504 บัญชี</p>



<p>ผู้ติดตามในอินสตาแกรม 822 บัญชี</p>



<p>ผู้ติดตามในเฟซบุ๊ก 386 บัญชี</p>



<p>ผู้ฟังรายเดือนบน Spotify 1,800 บัญชี</p>



<p>ในวันที่บริษัทเทคฯ ณ ซิลิคอน วัลเลย์ ยื่นไม้บรรทัดวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขให้โลกรู้จัก ทั้งยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือยอดวิว ผลงานไหน บทเพลงใดอับแสงไร้คนตอม เราแทบจะพลิกแผ่นดินหา ตรงกันข้าม ผลงานไหนบทเพลงใดเกิดไวรัลขึ้นมา ถึงไม่อยากดูเราก็ต้องดู</p>



<p>หลายคนอาจเห็น DOTDOTDOT เล่นสดครั้งแรกโปรเจกต์ Brand The Band ของทาง Fungjai และ CEA ที่ Blueprints เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว พวกเขาขึ้นแสดงเป็นวงสุดท้าย ด้วยแนวดนตรีที่แปลกแหวกไม่เหมือนใคร สื่อดนตรีหลายเจ้าเขียนถึงพวกเขาว่าเป็นวงร็อกรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดตอนนี้ จากนั้น พวกเขาก็มีโอกาสเป็น Supporting Act และเริ่มมีงานจ้าง</p>



<p>ดีหรือไม่ดี ไม่ได้วัดด้วยตัวเลขเสมอไป </p>



<p><strong>ทุกวันนี้มีงานเข้ามาเยอะไหม</strong></p>



<p>นิค : ก่อนหน้านี้งานเยอะครับ พอพ้นปีใหม่มาถึงตอนนี้ก็มาเรื่อยๆ อย่างเดือนนี้มี 3 งาน</p>



<p><strong>ปกติ เวลาไปออกงานเตรียมไปเล่นกี่เพลง</strong></p>



<p>นิค : ปกติก็ประมาณ 8 เพลง ราวๆ 45 นาที แต่โคราชที่กำลังจะไปเล่น เราเตรียมไป 11 เพลง เขาให้เวลา 1 ชั่วโมง</p>



<p><strong>ตอนได้ไปเล่นที่ BKK Music City อายุวงแค่ 4 &#8211; 5 เดือน รู้สึกยังไงบ้าง</strong></p>



<p>นิค : จำได้ว่างานนั้นเป็นงานที่ผมตื่นเต้นที่สุดในชีวิต และนั่นคืองานแรกที่พี่ฟลุ๊คเล่น ช่วงนั้นผมมีความหวั่นใจเล็กน้อย พี่ฟลุ๊คจะได้ไหมวะ เพราะไม่เคยเจอกัน ไม่เคยซ้อมกันมาก่อน แต่พอได้ยินเสียงแคนของเขา ผมแบบ โอเค อุ่นใจละ</p>



<p><strong>ฟลุ๊คล่ะ รู้สึกยังไงกับงานแรกของตัวเอง ตื่นเต้นไหม</strong></p>



<p>ฟลุ๊ค : อยู่ไม่สุข (หัวเราะ) มันเป็นงานแรกและงานใหญ่ ช่วงนั้นผมซ้อมหนักเอาเรื่องเหมือนกัน คือต้องบอกว่าผมไม่ได้มีสกิลของหมอแคนที่สามารถเล่นได้อย่างมืออาชีพ ผมฝึกเอง มันเลยมีสำเนียงที่ต่างออกไป ผมต้องซ้อมและหาจับทางให้แคนที่ผมเล่นมันเข้ากับสำเนียงของวงได้ ผมกลัวทำออกมาได้ไม่ดี กลัวเสียงแคนจะไปเปลี่ยนเพลงที่น้องทำมา</p>



<p><strong>พอจบงานแล้วเป็นไง ฟีดแบ็กดีไหม</strong></p>



<p>นิค : ดีมากครับ พอกลับไปดู <em>เชี่ย กูเล่นผิดเยอะเหมือนกันนี่หว่า</em> แต่พอเล่นจบคนก็เข้ามาคุยเยอะมาชมเยอะ มันเป็นงานที่แบบฟีดแบ็กค่อนข้างดีเลยครับ</p>



<p>ฟลุ๊ค : แล้วคนดูก็เยอะด้วย เล่นช่วงอาทิตย์ตกดินพอดี </p>



<p>ฆ้อง : มันเป็นงานแรกของปีหลังจากไม่ได้เล่นมาสักพัก ก็ตื่นเต้นอยู่ครับ ผมก้มหน้าเล่นตลอดเลย</p>



<p>ปอย : ผมตื่นเต้น เพราะเราไม่ได้เล่นมาเกือบเดือนหรือเดือนกว่าไม่ชัวร์เหมือนกัน แล้วมันเป็นงานค่อนข้างใหญ่ ผมจำได้ว่าตอนขึ้นเพลงแรกคือมือเย็นมือแข็งเลย แต่พอผ่านไปสัก 2 &#8211; 3 เพลงก็สนุกละ<br><br>นิค : เป็นงานที่คนแท็กมาในสตอรีเยอะที่สุดแล้วครับ ตอนเล่นผมก็ไม่ค่อยได้ดูคนเท่าไหร่ ผมเป็นสายก้มหน้าเล่น ผมไม่ชอบสบตาคน ผมไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไว้ตรงไหน</p>



<p><strong>แสดงว่าตอนเพอร์ฟอร์ม DOTDOTDOT ไม่ใช่สายเอนเทอร์เทนคนดู</strong></p>



<p>นิค : ไม่ใช่สายนั้นเลยครับ มันเป็นเพราะตัวผมด้วยที่ขี้ีอายประมาณหนึ่ง เวลาไปเล่นก็จะไม่ค่อยมีเพอร์ฟอร์แมนซ์ อยากให้เขาโฟกัสที่เพลงมากกว่า</p>



<p>แต่มันมีแวบหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าถ้าเรามองว่าตัวเองเท่ เฟี้ยว มันจะทำให้เรามีแรงที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ หรอกนะครับ มันเหมือนเป็นการ Manifest เฉยๆ (หัวเราะ) ถ้าไม่ได้อยู่กับคนที่สนิทกันผมจะนิ่งๆ ไม่ค่อยเฮฮาเท่าไหร่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186271" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ปากมีไว้พูด ณ ดินแดนเสรี<br>แลนด์นักเลง เพลงพูดแทนปาก</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">มีคนเคยพูดว่า ถ้าอยากรู้ว่าสภาพสังคม ณ ตอนนี้เป็นยังไงให้อ่านวรรณกรรม ไม่ก็เงี่ยหูฟังเพลง</p>



<p class="has-text-align-left">นักดนตรีไม่ได้ต่างอะไรจากทนายความ หมอ นักธุรกิจ นักแสดง นักกิจกรรม จิตรกร หรือแม่ค้า เราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หลายวิกฤตที่ประเทศไทยเผชิญหน้า พิสูจน์แล้วว่าต่อให้ต่ำเรี่ยดินหรือสูงเสียดฟ้า เราเจอปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่เราเจ็บไม่เท่ากัน</p>



<p class="has-text-align-left">นักแสดงอาจพูดไม่ได้ในบางเรื่อง เสียงของแม่ค้าอาจถูกสังคมเพิกเฉย ศิลปินคือคนอีกกลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในมือ พวกเขาสามารถสื่อสาร เรียกร้อง หรือแม้แต่สะท้อนความจริงที่รู้แต่พูดไม่ได้ ผ่านผลงานได้ แน่นอนว่า DOTDOTDOT ใช้เพลงพูดแทนปาก</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>ปกติตามข่าวกันบ่อยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ตามอ่าน ตามดู แต่ไม่ได้ไปคอมเมนต์</p>



<p class="has-text-align-left">ปอย : ผมชอบอ่านข่าว ชอบแชร์พี่เต้ (หัวเราะ) เอาแบบไม่กวน คือมันเหมือนเราใกล้จะเรียนจบแล้วอ่ะครับ ต้องออกไปเจอโลกภายนอกแล้ว มันก็ต้องสนใจเรื่องพวกนี</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>เรื่องอะไรที่รู้สึกว่าขุ่นข้องหมองใจที่สุดในช่วงนี้</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ในโซเชียลมันจะมีการเหยียดกันว่า <em>มึงคนอีสานแน่นอน</em> ผมติดใจกับคำพูดพวกนี้ ที่เขาอาจจะแค่พูดล้อกัน แต่ของแบบนี้มันอยู่ที่ตัวบุคคลด้วยหรือเปล่านะ หมายถึงว่าสิ่งที่เขาพูดกันมันคงมีเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผลเขาคงไม่พูดกัน</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>หรือมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะเรามองคนไม่เท่ากัน</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ครับ คำถามคือทำยังไงถึงจะเกิดการรับรู้ว่าคนเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่จังหวัดอะไร ไม่ต้องมาจำแนกแบ่งแยกกัน มันต้องเปลี่ยน Mindset ให้ได้ก่อน ซึ่งทำยังไงผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>น่าจะยากนะ</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ยากครับ ประเทศเราทุกอย่างมันรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ ภาคอื่นๆ ถูกทอดทิ้ง แล้วคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็ต้องดิ้นรนเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ เพราะว่าการศึกษาในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดมันไม่เท่ากัน มันเลยทำให้มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เลยยังมีคนพูดอะไรแบบนั้นอยู่</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>เห็นล่าสุดเพิ่งปล่อยเพลงกร้าน เพลงนี้มันเล่าเรื่องอะไร</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ตอนแรกเพลงกร้านไม่ได้ใช้เนื้อนี้ เวอร์ชันแรกเนื้อมันเล่าอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเปลี่ยนเพื่อให้คอนเซปต์มันชัดขึ้น เวอร์ชันหลังผมเขียนเนื้อจากเรื่องของแม่ แม่ผมบอกว่าช่วงที่เขาเด็กๆ ตอนอยู่กาฬสินธุ์ บ้านค่อนข้างอยู่ไกลจากในเมืองมาก มันห่างไกลความเจริญมาก แม่ผมต้องออกจากบ้านตั้งแต่ ป.6 เพื่อไปอยู่เชียงใหม่</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>คิดว่าคนจะเก็ตไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ผมว่ามันก็เข้าใจง่ายอยู่นะ มันคือการก้าวเท้าออกมาจากบ้านโดยที่เรายังไม่ได้พร้อมขนาดนั้น มันไม่ใช่วัยของเราด้วยซ้ำ เราต้องบังคับตัวเองเพื่อจะต้องเติบโต ปัจจุบันนี้น่าจะน้อยลงแล้ว เพราะต่างจังหวัดบางที่ก็เริ่มเจริญขึ้น</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แค่บางที่</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ ผมว่ามันแก้ไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ ถ้าทุกอย่างยังกระจุกอยู่ในเมืองอยู่ ในความรู้สึกส่วนตัว ผมรู้สึกว่าเรากำลังโดนล้างสมองอะไรบางอย่าง เพื่อให้เราไม่มีแรงไปสู้อะไรกับเขาได้ เหมือนเขากำลังควบคุมเราอยู่ เราคนธรรมดาก็จะทำอะไรมากไม่ค่อยได้ ส่วนเขาก็หาลู่ทางที่จะเติบโตขึ้น ส่วนเราอยู่ที่เดิม</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>แต่ก็ไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ คือโอกาสที่วงดนตรีจะอยู่รอดได้</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ใช่ครับ เราก็คงปักหลักอยู่ในโซนกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดถ้ามีงานจ้างก็ไป อย่างเดือนนี้มีไปเล่นที่ Terminal21 โคราช สำหรับผม วงต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง และสมาชิกอยู่ได้โดยที่เราเล่นดนตรีกัน คือศิลปินก็ควรจะอยู่ได้จากการทำเพลง หรือออกไปโชว์</p>



<p class="has-text-align-left"><strong>นอกจากเรื่องสังคม การเมือง วงคิดจะทำเพลงเล่าเรื่องอื่นๆ ด้วยไหม</strong></p>



<p class="has-text-align-left">นิค : ในอัลบัมเต็มที่เรากำลังทำกันอยู่ก็มีพูดเรื่องความรัก<br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>การทำวงดนตรี นี่มันยากเหมือนกันนะ</strong></h2>



<p>จะว่าเร็วไปก็ไม่ผิด DOTDOTDOT มีอายุวงยังไม่ทันจะครบ 1 ปี มือกีตาร์อย่างปอยกับมือเบสอย่างฆ้อง ก็ยังเป็นนักศึกษาอยู่ แถมไม่มีค่าย ไม่มีทีมงานหลังบ้านช่วยดูแลรับงาน หัวหน้าวงอย่างนิคนอกจากเขียนเพลงและคุมทิศทางของวงแล้ว ยังต้องทำใจให้นิ่งไม่หวั่นไหวต่อคำถามกับสิ่งที่กำลังทำอยู่</p>



<p>“มันยังเรียกว่าเป็นอาชีพหลักไม่ได้” นิคเล่าถึงสถานะของวง DOTDOTDOT ในแง่ของการทำเป็นอาชีพ อย่างตรงไปตรงมา</p>



<p>จากการพูดคุยกับพวกเขา เราสรุปได้ว่าแพชชันในการเล่นดนตรีอย่างเดียวอาจไม่พอ หากตั้งใจอยากจะหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยอาชีพนักดนตรี มันอาศัยหลากหลายปัจจัย ทั้งการสนับสนุน เงินทุน การบริหารจัดการ การสร้างสรรค์ผลงาน การถูกมองเห็น ฯลฯ</p>



<p>เล่นดนตรีไม่ยาก แต่ทำวงดนตรีให้สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างมั่นคงก็ไม่ง่าย</p>



<p><strong>เล่าให้ฟังหน่อยว่าหัวหน้าวงต้องทำอะไรบ้าง</strong></p>



<p>นิค : ทุกอย่าง (หัวเราะ) ผมเป็นคนรับงานเอง พวกแผนโปรโมตหรือภาพลักษณ์เราก็ลุยกันเอง ถ่ายภาพเอง จัดหาทุกอย่างเองหมดเลย ที่วงยังไม่มี MV สักตัว เพราะเราไม่ได้มีเงินทุนขนาดนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเริ่มยังไง ก็เลยรอเก็บตังได้สักก้อนหนึ่งแล้วค่อยทำทีเดียวดีกว่า</p>



<p><strong>คิดจะหาหลังบ้านมาช่วยสักคนไหม</strong></p>



<p>นิค : คิดครับ ผมกำลังศึกษาอยู่ เร็วๆ นี้เรากำลังจะปล่อยอัลบัม ผมอยากได้ Art Director หรือคนหลังบ้านที่คอยทำเรื่องพวกนี้ ถ้าเราใช้คนที่ตรงสายไปเลย เขาน่าจะมีมุมมองอะไรที่กว้างกว่าเรา แค่ยังไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง ติดต่อใคร จะให้เขาทำอะไรบ้าง ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก</p>



<p><strong>อยากมีค่ายไหม</strong></p>



<p>นิค : ก็อยากนะครับ ทำงานโดยที่ไม่มีสังกัดมันค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกัน ทุกอย่างต้องลุยด้วยตัวเอง ถ้ามีค่ายมีซัปพอร์ต วงน่าจะแข็งแรงขึ้นได้มากกว่านี้อีก</p>



<p><strong>คิดว่าตัวเองเหมาะกับค่ายไหน</strong></p>



<p>นิค : ผมชอบค่าย NewEchoes เป็นค่ายที่ไม่ได้เมนสตรีมขนาดนั้น วงผมน่าจะเหมาะกับอะไรประมาณนี้</p>



<p><strong>ทำวงดนตรีในยุคนี้ดูเหมือนจะเท่ แต่จริงๆ มันไม่ง่ายเลยใช่ไหม</strong></p>



<p>นิค : คือการเป็นเด็กที่เพิ่งเรียนจบดนตรีมาและทำวงด้วยมันยาก การทำวงๆ หนึ่ง มันใช้ทรัพยากรค่อนข้างเยอะ อย่างเช่นเงินทุนหรือการเข้าถึงโอกาส มันน่าจะมีการสนับสนุนให้กับวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ เพราะถ้าปล่อยให้เดินคนเดียวมันค่อนข้างเหนื่อย</p>



<p><strong>สนับสนุนโดยใคร</strong></p>



<p>นิค : ง่ายสุดควรมาจากรัฐบาลไหมนะ จริงๆ มีหลายหน่วยงานที่มองเห็นและสนับสนุนนะครับ อย่าง CEA เขาก็สนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ หรือศิลปินที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก เขาเริ่มผลักดันมากขึ้นแล้ว</p>



<p><strong>พูดได้เลยไหมว่าการทำวง DOTDOTDOT เป็นอาชีพหลักที่ทำตอนนี้</strong></p>



<p>นิค : ยังยึดเป็นอาชีพหลักไม่ได้หรอกครับ ยังอยู่ไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่มีงานอื่น ทำแค่วงอย่างเดียวเลยครับ</p>



<p><strong>คนอื่นๆ ล่ะ อยากรู้ว่าคาดหวังกับวงไว้แค่ไหน</strong></p>



<p>ปอย : คาดหวังประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกับต้องเป็นหลักขนาดนั้น เพราะผมชอบทำอะไรหลายอย่าง ถ้ามันสามารถเป็นงานหลักได้ก็ดี แต่ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้นในเร็ววันก็คงไม่ได้กดดันตัวเอง ผมยังมีอย่างอื่นให้ทำ ที่ผมคิดๆ ไว้ก็มีไม่ใช่สายดนตรีเลยก็มี ส่วนตัวผมอยากลองทำสไตลิสต์<br><br>ฆ้อง : ของผมขึ้นอยู่กับพี่นิค ผมใจๆ เลย ผมชอบที่ได้เล่นให้ DOTDOTDOT ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เล่น ก็ไม่รู้จะได้เล่นอะไรที่เป็นแนวนี้อีกหรือเปล่า งานอื่นที่ผมมองไว้ก็กะว่าจะทำนู่นนี่นั่นของตัวเอง แต่ผมยังไม่อยากรีบเลือกตอนนี้ ขอดูไปเรื่อยๆ ก่อนว่าจะไปทางไหนดี<br><br>ฟลุ๊ค : ส่วนตัวยังไม่ได้คิดว่ามันเป็นอาชีพได้ แต่เป็นแพชชันมากกว่า ให้เพลงมันทำหน้าที่ของมันไป ผมขอแค่มีความสุขกับการทำเพลงตรงนี้ อยากทำเพลงแบบไหนก็ทำออกไป เลยไม่ได้คาดหวังกับที่ความชอบของเรามาก มองแค่ปัจจุบันพอ เราทำประมาณนี้เรามีความสุข ยังมีความสุขกับการเล่นดนตรี</p>



<p>จูเนียร์ : ผมสบายๆ ครับ ขอให้ทุกคนสนุกก็พอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186272" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ขอเดินช้าๆ ไม่คาดหวัง<br>ถ้าเล่นดนตรีแล้วเลี้ยงตัวเองได้ โคตรจะชีวิตในฝัน</strong></h2>



<p>ความฝันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ความฝันมันดีตรงที่เราจะฝันใหญ่แค่ไหนก็ได้ มีคนเคยพูดว่าการมีความฝันทำให้ชีวิตของเรามีเป้าหมาย แล้วเราจะตั้งใจใช้ชีวิตในทุกวันเพื่อก้าวไปสู่จุดนั้น</p>



<p>แต่ความฝันจะเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน หากไม่เริ่มลองผิดลองถูก เพราะบางครั้งเราเรียนรู้ผ่านการล้ม ก๊วนร็อกหนุ่มแห่ง DOTDOTDOT ก็เป็นคนมีความฝัน ตามประสานักดนตรี พวกเขามีเวทีที่ฝันว่าสักวันจะได้ขึ้นไปเล่น และเส้นทางของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้น</p>



<p><strong>ตั้งแต่ทำวงดนตรีมา มีอะไรที่เป็นอุปสรรคที่ยากที่สุดหรือเปล่า</strong></p>



<p>นิค : น่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนหน้านี้สมาชิกยังไม่นิ่ง มีคนเข้าๆ ออกๆ ผมก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังควบคุมทุกอย่างได้ดีพอหรือยัง มันเลยมีความสงสัยในตัวเองอยู่บ้าง</p>



<p><strong>ออกด้วยเหตุผลอะไรเหรอ</strong></p>



<p>นิค : อย่างมือแคนคนเก่าเขามีงานประจำ เขาต้องไปทำงานประจำ แล้วบางทีวงต้องไปเล่นในวันธรรมดา เขาลางานมาไม่ได้ ขอโฟกัสที่งานประจำเป็นหลักก่อน ตอนหลังก็เลยได้พี่ฟลุ๊คเข้ามาแทน</p>



<p>สำหรับผมตอนนั้นมันยากมาก หลังจากนั้นผมเลยไล่ถามทุกคนเลยว่ามีปัญหาอะไรมั้ย ติดขัดอะไรกันรึเปล่า ผมถามฟีดแบ็กของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่มีปัญหาอะไร มองกลับไป ไม่รู้ผมแก้ปัญหาไหมด้วยนะ เหมือนผมแค่ปล่อยมันผ่านไป เบลอๆ ไป</p>



<p><strong>สมาชิกตอนนี้คือนิ่งแล้วใช่ไหม</strong></p>



<p>นิค : คิดว่าไม่อยากเปลี่ยนแล้ว อยากให้เป็นเซตนี้ไปเรื่อยๆ ครับ</p>



<p><strong>ในฐานะหัวหน้าวง</strong> <strong>มองอนาคตของวงไว้ยังไง</strong></p>



<p>นิค : ไม่ได้มองอนาคตไกลหรือวางแผนจริงจังนะครับ ตอนนี้แค่อยากปล่อยอัลบัมเต็ม แล้วก็อยากทำ MV ให้กับบางเพลงในอัลบัมให้มันเป็นตัวเราที่สุด ส่วนอนาคต 2 &#8211; 3 ปีข้างหน้า ยังไม่ได้คิดอะไรไกลขนาดนั้นครับ</p>



<p><strong>เป็นคนไม่คิดถึงอนาคตมาตลอดเลยเหรอ</strong></p>



<p>นิค <strong>:</strong> จริงๆ แต่ก่อนผมเป็นคนมองอนาคตนะ ผมทำวงแนวอื่นมาก็เยอะ ซึ่งตอนทำผมก็มองไกลประมาณ 2 &#8211; 3 ปี ว่าอนาคตข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่พอมันไม่ Success มันก็ค่อนข้างเฟล พอมาทำ DOTDOTDOT เลยไม่ค่อยมองอะไรไกลแล้วครับ</p>



<p><strong>คนรอบตัวถามไหมว่าทำอะไรอยู่</strong></p>



<p>นิค : ผมโดนถามเยอะอยู่ แต่คนในครอบครัวอย่างพ่อแม่ เขาเข้าใจและสนับสนุนเรา แต่เวลาไปเจอญาตินี่ค่อนข้างเสียศูนย์ เขาก็พยายามแนะนำนะว่าแบบลองไปอย่างนู้นอย่างนี้ไหม เขาจะแนะนำในมุมของผู้ใหญ่ ล่าสุดเขายกตัวอย่างนนท์ ธนนท์มาให้ผม (หัวเราะ) เขามีความแน่วแน่ในความคิดของเขา ผมก็เลยบอกครับๆ เออออไปกับเขา</p>



<p><strong>แต่ก็แน่วแน่ใช่ไหมว่ายังไงก็จะทำจนมันกลายเป็นอาชีพได้</strong></p>



<p>นิค : ผมจะพยายามจนถึงที่สุด ถ้าไม่ได้เดี๋ยวว่ากันอีกที</p>



<p><strong>ถามเอาตอนนี้ พวกคุณมีเวทีหรืองานในฝันที่อยากไปเล่นไหม</strong></p>



<p>นิค : ถ้าเอา Goal ที่ใกล้ที่สุดคือ อยากเล่น Wonderfruit ผมอยากเล่นมาหลายปี ปกติเขาจะให้ส่งเพลงของวงเข้าไปเพื่อแอดมิสชัน ผมส่งมา 2 &#8211; 3 ปีแล้วยังไม่ติด หวังว่าปีนี้จะติด </p>



<p>ฟลุ๊ค : Tiny Desk ครับ (หัวเราะ) หวังว่าๆ<br><br>ปอย : อยากเล่น Summer Sonic เห็นมานาน เห็นวงที่เราชอบได้ไปเล่น ถ้าได้ไปเล่นสักครั้งก็คงเฟี้ยวดี<br><br>จูเนียร์ : อะไรที่เขาพูดกันว่าระดับโลกผมอยากไปหมดเลย</p>



<p>ฆ้อง : ผมอยากไปทัวร์ต่างประเทศ ที่ไหนก็ได้</p>



<p><strong>มีแววว่าจะได้ไปเล่นที่ต่างประเทศไหม</strong></p>



<p>นิค : กำลังจะได้ไป แต่ยังไม่ได้คอนเฟิร์มนะ วันที่เราไปเล่นที่งาน BKK MUSIC CITY มีผู้จัดจากจีนชวนไปเล่น เขาชวนไปทัวร์ที่จีน ผมดูโปรไฟล์ก็เป็นบริษัทน่าเชื่อถืออยู่ เหมือนเขาจัดคอนเสิร์ตวงอินดี้ในต่างประเทศที่มันค่อนข้างมีชื่อเลย</p>



<p><strong>เท่าที่ฟัง ดูเหมือนแต่ละคนจะให้อิสระกับชีวิตมาก อยากรู้ว่าโดยส่วนตัวพวกคุณมีความเชื่ออะไรที่ยึดถือใช้กันอยู่บ้าง</strong></p>



<p>ฟลุ๊ค : ผมว่าถ้าเราอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ขอแค่มีสติรู้ตัวตลอด</p>



<p>ปอย : ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ต้องไม่เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น ผมว่าเท่านี้โอเค<br><br>จูเนียร์ : ผมยึดเหตุผล เเละการยอมรับตัวเองครับ</p>



<p>ฆ้อง : ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ปล่อยไป เราควบคุมทุกอย่างไม่ได้</p>



<p>นิค : ผมจะยึดอยู่ 2 อย่าง ใช้ชีวิตให้มันเต็มที่ไปซะ แบบวันพรุ่งนี้จะมีรึเปล่าก็ไม่รู้ แล้วก็ปล่อยทุกอย่างให้มันเป็นตามที่ควรจะเป็น ให้มันไปตามลม มันจะพัดไปทางไหนก็คอยตั้งรับกับมันไว้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dotdotdot-band/">เส้นทางแห่งฝันยาวไกลของ DOTDOTDOT ก๊วนร็อกหนุ่มที่ใช้ชีวิตลู่ไปตามลม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บาส พูนพิริยะ กับสุขเล็กๆ ที่เรียกว่าปั๊ก เมื่อด๊อกด๋อยและผองเพื่อนสอนให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเรา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/baz-poonpiriya-interview/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 08:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Relationships]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[บาสพูนพิริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[Gohan]]></category>
		<category><![CDATA[กฮังหัวใจโกโฮม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186145</guid>

					<description><![CDATA[<p>Plot เรื่องราวการเติบโตของ บาส พูนพิริยะ จากคนไม่เคยเลี้ยงหมามาก่อนในชีวิต สู่การเลี้ยงหมาครั้งแรกในวัยใกล้เลขสี่ ที่ได้นำพาให้เขาได้ไปเจอและรับเลี้ยงหมาอีก 6 ตัว ซึ่ง 5 ตัวในนั้นเป็นหมาจร การเป็นพ่อหมาทำให้เขาอยากเล่าเรื่องราวของหมาจรจึงเกิดเป็น Gohan หนังหมาเรื่องแรกจาก GDH ที่เขาเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้กำกับร่วม Character Background 7 ตัวคือจำนวนน้องหมาที่เขาเลี้ยง บาสเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เลี้ยงหมา ทั้งเคยถูกหมากัดเลยมีความกลัวสัตว์เลี้ยงชนิดนี้อยู่ลึกๆ ในวันที่เริ่มเลี้ยงหมาตัวแรกในชีวิต ตอนนั้นอายุเขาเฉียดใกล้เลขสี่แล้ว นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคนไม่อินกลายเป็นพ่อหมาขนานแท้ เขามักช่วยหมาจรหาบ้านและหาเจ้าของที่พร้อมเลี้ยงอยู่เป็นประจำ และเขาเพิ่งมีแม่บ้านคนแรกในชีวิต เธอชื่อว่าน้ำชา คอยช่วยเขาเลี้ยงหมาที่บ้าน Genre โรแมนติกดราม่า / Coming of Age Cast บาส พูนพิระยะ Directors ด๊อกด๋อย เจียงฮาย ด๊องแด๊ง โอริโอ้ บราวนี่ คากิ เต้าฮวย Producer ะเดย์ Gohan or Go Home เราไม่มีคำถามถึงความรักที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/baz-poonpiriya-interview/">บาส พูนพิริยะ กับสุขเล็กๆ ที่เรียกว่าปั๊ก เมื่อด๊อกด๋อยและผองเพื่อนสอนให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>Plot</strong></p>



<p>เรื่องราวการเติบโตของ บาส พูนพิริยะ จากคนไม่เคยเลี้ยงหมามาก่อนในชีวิต สู่การเลี้ยงหมาครั้งแรกในวัยใกล้เลขสี่ ที่ได้นำพาให้เขาได้ไปเจอและรับเลี้ยงหมาอีก 6 ตัว ซึ่ง 5 ตัวในนั้นเป็นหมาจร การเป็นพ่อหมาทำให้เขาอยากเล่าเรื่องราวของหมาจรจึงเกิดเป็น Gohan หนังหมาเรื่องแรกจาก GDH ที่เขาเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้กำกับร่วม<br></p>



<p><strong>Character Background</strong></p>



<p>7 ตัวคือจำนวนน้องหมาที่เขาเลี้ยง บาสเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เลี้ยงหมา ทั้งเคยถูกหมากัดเลยมีความกลัวสัตว์เลี้ยงชนิดนี้อยู่ลึกๆ ในวันที่เริ่มเลี้ยงหมาตัวแรกในชีวิต ตอนนั้นอายุเขาเฉียดใกล้เลขสี่แล้ว นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ จากคนไม่อินกลายเป็นพ่อหมาขนานแท้ เขามักช่วยหมาจรหาบ้านและหาเจ้าของที่พร้อมเลี้ยงอยู่เป็นประจำ และเขาเพิ่งมีแม่บ้านคนแรกในชีวิต เธอชื่อว่าน้ำชา คอยช่วยเขาเลี้ยงหมาที่บ้าน</p>



<p><strong>Genre</strong></p>



<p>โรแมนติกดราม่า / Coming of Age</p>



<p><strong>Cast</strong></p>



<p>บาส พูนพิระยะ</p>



<p><strong>Directors</strong></p>



<p>ด๊อกด๋อย เจียงฮาย ด๊องแด๊ง โอริโอ้ บราวนี่ คากิ เต้าฮวย</p>



<p><strong>Producer</strong></p>



<p>ะเดย์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186147" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Gohan or Go Home</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">เราไม่มีคำถามถึงความรักที่ บาส พูนพิริยะ มีต่อการทำหนัง เพราะเจ้าตัวเคยพูดไว้ว่าอยากทำหนังไปตลอดชีวิต แต่แง่มุมที่เราสนใจคือหนังแต่ละเรื่องสะท้อนความคิดและสิ่งที่เขาอินอยู่ในตอนนั้น</p>



<p class="has-text-align-left">เขาเคยอธิบายว่าตอนทำเคาท์ดาวน์ เขาคือวัยรุ่นที่อยากพิสูจน์ตัวเอง มาเรื่องที่ 2 ฉลาดเกมส์โกง เขาสนใจระบบและโครงสร้างทางสังคม (ที่ไม่เท่ากัน) 5 ปีถัดมา เขากลับไปสำรวจทุกความสัมพันธ์ในชีวิตผ่าน One For the Road และหนังเรื่องล่าสุดอย่าง Gohan เขาจูงมือเราไปสำรวจโลกของหมาจร</p>



<p class="has-text-align-left">อยากมีบ้านให้กลับ อยากมีนุดให้กอด &#8211; แค่คำโปรยสั้นๆ ในตัวอย่างหนังก็เล่นเอาขอบตารื้น</p>



<p class="has-text-align-left">Gohan เป็นหนังเรื่องแรกของ GDH ที่มีหมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจะเล่าถึงหมาจร 3 ช่วงวัย ผ่านผู้กำกับ 3 คน ได้แก่ อัตตา-อัตตา เหมวดี บาส พูนพิริยะและ หมู-ชยนพ บุญประกอบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186148" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><br>“ผมคนแรกเลยเหรอครับ” พ่อหมาอย่างบาสแววตาลุกวาว เมื่อได้รู้ว่าเราเลือกสัมภาษณ์เขาเป็นคนแรกสำหรับ Relationships คอลัมน์ใหม่แกะกล่องจาก a day</p>



<p>มีคนเคยพูดว่า ถ้าอยากรู้ตัวตนและไลฟ์สไตล์ของใครคนหนึ่งให้ลองไปบ้านเขาดู ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาในบ้านของผู้กำกับคนนี้ เราสรุปเอาเองว่ามีอยู่สองสิ่งที่เจ้าของบ้านให้ความสำคัญ สองสิ่งนั้นคือหนังและหมา หนัง เราเห็นโปสเตอร์หนังติดตั้งอยู่หลายมุมของบ้าน หมา เราเห็นรูปถ่ายน้องหมาอัดกรอบอย่างดีติดตั้งอยู่ทั่วบ้าน ต่อเมื่อเหลือบตาต่ำลงมาก็เห็นเหล่าน้องหมา (ตัวจริง) กำลังวิ่งซุกซน พ่อหมาก็คอยปรามและแนะนำพี่ๆ ผู้มาเยือนให้ลูกๆ คุ้นเคย</p>



<p>ชีวิตของตัวละครในหนังเขาคือคนกำกับ แต่ในชีวิตจริง คนกำกับเขาคือเหล่าน้องหมา ก่อนจะคุยถึงแก๊งสี่ขาที่ซุกซนอยู่รอบๆ เขา เราขอคุยถึง เจ้าหนู / ไอ้ / ลุง โกฮัง ก่อนดีกว่า</p>



<p><strong>โกฮัง ชื่อนี้มีที่มายังไง</strong></p>



<p>จริงๆ โกฮังเป็นหมาในความทรงจำของพี่วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) พี่วันเคยมีหมาข้างบ้านที่ผูกพันมากๆ ชื่อโกฮัง เหมือนพี่วันเขาเคยไปป้อนข้าวป้อนน้ำอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วน้องก็ไม่อยู่แล้ว พอคิดจะทำหนังหมาก็ลองโยนชื่อนี้ขึ้นมา <em>เอาไหมชื่อนี้</em> มันก็เป็นชื่อที่น่ารักดี</p>



<p><strong>จุดเริ่มต้นไอเดียของการเอา 3 ผู้กำกับมาทำเรื่องเดียวกัน</strong></p>



<p>ด้วยความที่ผมเลี้ยงหมา อินกับหมา แล้วผมก็มีโอกาสได้ไปช่วยหมาจรด้วย แล้วหมาจรบ้านเราเป็นปัญหาที่ไม่มีใครสนใจ ไม่ได้รับการแก้ไขสักที มันเลยทำให้เห็นเรื่องราวบางอย่าง ที่ในฐานะคนทำหนังและในฐานะพ่อหมารู้สึกว่าอยากเล่า&nbsp;</p>



<p>ก็เลยพยายามกล่อมหูพี่วันตลอดเวลาว่า <em>เฮ้ย พี่ เรามาทำหนังหมากันเถอะ </em>เพราะผมก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าพี่วันก็อินกับหมาด้วยหลังจากทำงานด้วยกันมาเป็นสิบปี แต่ช่วงก่อนหน้านั้นตัวผมเองก็มีโปรเจกต์อื่นที่ยังเขียนบทอยู่ ยังไม่มีเวลามาทำแบบ 100%</p>



<p>จนวันหนึ่งพี่วันก็รู้สึกว่า <em>เอ๊ะ งั้นก็ลองทำเป็นหนัง 3 ช่วงชีวิตของน้องหมา 1 ตัว โดยใช้ผู้กำกับ 3 คนไหม</em> เพราะในแง่การทำงานมันก็จะไม่โหลดผมมากเกินไป ซึ่งมันก็ตอบโจทย์ตัวผมที่ว่า ถ้าสมมติหนังเรื่อง Gohan เป็นผมกำกับคนเดียว ผมก็คงจะพูดถึงชีวิตน้องหมาในมุมๆ หนึ่งที่ผมสนใจและถนัด แต่มันมีอีกหลายมุมในชีวิตของน้องเหล่านี้ที่เราอาจจะไม่เหมาะในการเล่า</p>



<p><strong>ผู้กำกับแยกกันเขียนบทคนละพาร์ตเลยใช่ไหม</strong></p>



<p>ใช่ แยกกันไปเลย แต่ว่าก่อนจะแยกกันก็มีการพูดคุย Direction กันก่อน น้องหมา 3 ตัว 3 ช่วงวัย ใครอยากรับผิดชอบวัยไหน อยากพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน คุยสิ่งนั้นกันก่อนแล้วค่อยแยกไปทำงาน</p>



<p><strong>ระหว่างกำกับหมาและกำกับคน แตกต่างกันไหม</strong></p>



<p>ต่างนะ เรากำกับหมาเหมือนกำกับคนไม่ได้ ถ้ากำกับคนเราสามารถบี้ได้ว่าต้องการอารมณ์แบบไหน แต่หมาต้องใช้ทริกมากกว่านั้น เราต้องทำงานร่วมกับแอกติงโคช ทำงานร่วมกับครูฝึกสุนัข ร่วมกับตากล้อง ร่วมกับผู้ช่วยว่าเราจะทำยังไงให้น้องหันมาในจังหวะนี้ ให้ส่งเสียงเห่าแบบนี้ หรือให้ทำท่าเหนื่อยแบบนี้</p>



<p><strong>พอมีข้อจำกัดเยอะกว่ากองทั่วไป การทำงานยากขึ้นไหม</strong></p>



<p>ยากขึ้น เพราะมันมีหลายอย่างต้องระวัง เช่น เรื่องความปลอดภัย เรื่องชั่วโมงการทำงาน เราต้องไม่ทำให้น้องเขาเหนื่อยเกินไปในการถ่ายทำ แต่เอาเข้าจริง พอทำงานกับหมา ผมรู้สึกว่าตัวเองยอมอ่อนลง บางทีถ้ากำกับนักแสดงที่เป็นคนเราก็จะแบบ <em>เฮ้ย เค้นให้มันได้ดีที่สุดสิวะ </em>แต่กับน้อง ผมให้ผ่านง่ายๆ เลย <em>มันโอเคแล้ว เดี๋ยวตัดต่อแล้วใช้เพลงช่วยเอา ไม่เป็นไร</em></p>



<p><strong>คือใจดีกับหมา</strong></p>



<p>เราจะมีความสงสาร ไม่กล้าถ่ายหลายเทกมาก แต่กับคนนี่แบบเทกยับเลยนะ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>ช่วงที่หนังกำลังจะเข้าโรง ในฐานะผู้กำกับคุณรู้สึกยังไง</strong></p>



<p>ผมภูมิใจกับมันนะ ปกติผมจะไม่ค่อยพูดประโยคนี้กับงานที่ตัวเองทำ เราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยกล้าพูด แต่กับเรื่องนี้ ผมไม่ได้ทำคนเดียว 100% ผมเห็นงานที่เราและน้องๆ ทำกันแล้วมันเห็นผลลัพธ์ในสิ่งที่นึกไม่ถึงว่ามันจะให้ความรู้สึกแบบนี้ได้</p>



<p>หลังจากให้คนทำงานดู มันมีคอมเมนต์หลายๆ อย่างที่ฟังแล้วรู้สึกว่าหนังมันเดินมาสู่จุดที่พวกเราตั้งใจไว้ เราอยากให้คนดูหนังจบ เดินออกจากโรงมาแล้วถ้าเห็นน้องหมาหรือน้องแมวจร หรือไม่ต้องจรก็ได้นะ มองว่าน้องๆ เหล่านั้นก็เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราเหมือนกัน</p>



<p><strong>คุณชอบถ่ายรูปนอนดูหนังกับหมาลงอินสตาแกรมอยู่บ่อยๆ พอต้องทำหนังหมาคุณดูหนังเกี่ยวกับหมาเยอะขึ้นไหม</strong></p>



<p>จริงๆ ผมไม่ค่อยอินกับการดูหนังหมาเยอะขนาดนั้นนะ ความหลากหลายของหนังหมามันอาจจะน้อยกว่าหนังทั่วไป แต่ช่วงที่ถ่ายโกฮังนี่ดูเยอะ ดูว่าเขาถ่ายยังไง เขาคุมน้องๆ ยังไง เขาเล่าด้วยวิธีไหนบ้าง</p>



<p><strong>ถ้าหมาตายในหนัง</strong></p>



<p>ไม่ได้เลยว่ะ ล่าสุดเพิ่งดู <em>Kingsman</em> เป็นหนังแอกชันที่ผมชอบมาก ผมกดดูภาค 2 มีฉากปั๊กโดนขีปนาวุธยิงใส่ ระเบิดตู้ม ผมปิดเลย ไม่ดู ต่อให้จะอยากดูต่อขนาดไหนก็ตาม ทำร้ายจิตใจกันมากเกินไป (หัวเราะ)<br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทะเบียน Bark</strong></h2>



<p>ด๊อกด๋อย : ลูกสาวคนแรก สายพันธุ์ปั๊ก ปัจจุบันมีหลายฉายา เจ๊ด๋อย ป้าด๋อย นังด๋อย หนู ฯลฯ สรีระอ้วนจ้ำม่ำ หมาที่ทำให้ความคิดและชีวิตของป๊าบาส เปลี่ยนไปในแบบที่ไม่เคยคาดหวัง หนูเป็นของขวัญที่พิเศษที่สุดในชีวิต ป่ะป๊าเขาว่าอย่างนั้น</p>



<p>เจียงฮาย : หมาตัวที่ 2 ในชีวิต เจอกันครั้งแรกตอนไปออกกองที่เชียงราย มีฉายาว่า Sweet Boy หรือลุงเจียงฮายของน้องๆ ชอบนอนตากแดดตอนเช้า นิสัยเงียบๆ ขรึมๆ ไม่ค่อยอะไรกับใคร&nbsp; ชอบเดินเล่นเป็นที่สุด แม้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง สถานะกลับดาวแล้ว</p>



<p>ด๊องแด๊ง : ลูกสาวคนนี้ป๊าบาสเห็นจากโพสต์เฟซบุ๊กในชมรมหมาแมวจร รู้สึกถูกใจเพราะเป็นปั๊กเหมือนลูกสาวคนแรก ป๊าบาสบอกว่าด๊องแด๊งถูกคนอุ้มไปทิ้งไว้ที่ 7-11 ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวนั้นสงสารจึงอุ้มไปใส่ลังกระดาษและติดป้ายกำกับว่า <em>ใครลืมน้องไว้ช่วยมารับไปด้วย</em> วันแล้ววันเล่าก็ไม่มีใคร อย่ากระนั้นเลย ด๊องแด๊งต้อนรับป๊าบาสด้วยการอ้วกออกมาเป็นส้มตำ</p>



<p>โอริโอ้ : รายนี้อินโทรเวิร์ตที่สุด จิ๋วที่สุด เป็นน้องหมาที่ถูกเจ้าของทิ้ง ป๊าบาสเล่าว่าเจ้าของเก่าย้ายไปต่างจังหวัดแล้วทิ้งเจ้านี่ไว้ในหมู่บ้าน คุณปู่ใจดีคนหนึ่งโพสต์ประกาศขอความช่วยเหลือพร้อมกับหมาอีกสองตัว ป๊าบาสไปรับมากะจะช่วยหาบ้านหลังใหม่ให้ ปรากฏโดนเจ้านี่ตก เลยกลายเป็นสมาชิกตัวที่สี่</p>



<p>บราวนี่ : สตอรีเข้าขั้นน่าสงสาร บราวนี่เป็นหมาที่ถูกทารุณกรรม โดนลวดมัดปาก มีรอยฟกช้ำตามร่างกาย ป๊าบาสเลยไปรับมาเลี้ยง อยู่ด้วยกันมาสองปี บราวนี่ป่วยเป็นเบาหวาน จึงต้องฉีดอินซูลินทุกวัน ด้วยความที่บราวนี่เคยถูกทำร้ายมา เขาจะดุร้าย ป๊าบาสและพี่น้ำชาที่พยายามฉีดอินซูลินให้ถูกกัดหลายแผล สุดท้ายเลยต้องย้ายไปอยู่กับอาสาคนแรกที่ช่วยเขามา ชื่อพี่ต่าย โดยป๊าบาสยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอาหารและยาอยู่ตลอด</p>



<p>คากิ : ตอนแรกนึกว่าเป็นหมามีเจ้าของ เพราะสภาพยังไม่มอมแมมมาก คนช่วยกันติดป้ายประกาศตามหาเจ้าของ หายังไงก็หาไม่เจอ ป๊าบาสเห็นในรูปนึกว่าเป็นคอร์กี้ พอมาเจอตัวจริง เฮ้ย ก็อดซิลล่านี่หว่า ช่วงนั้นเจียงฮายเพิ่งเสีย ป๊าบาสจึงรับคากิมาอยู่ด้วย</p>



<p>เต้าฮวย : คุณคนนี้ถูกประกาศขายในเฟซบุ๊กด้วยค่าตัวแค่ 500 บาท ป๊าบาสว่าเขาเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ทำท่าว่าจะรับหมามาเลี้ยง แต่จริงๆ เอามาขาย ป๊าบาสและทีมอาสาจึงล่อซื้อ เอาตำรวจไปจับด้วย (แต่ท่านๆ ก็ไม่ทำอะไรต่อ) อีท่าไหนไม่รู้ เจ้านี่เลยกลายมาเป็นสมาชิกคนล่าสุดของบ้าน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-186214" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Love at First Bark</strong></h2>



<p>เมื่อครั้งยังเด็ก เราอาจเคยผ่านช่วงเวลาที่ออดอ้อนพ่อกับแม่ว่าอยากได้หมามาเลี้ยงเป็นเพื่อนสักตัว ก็มันน่าร๊าก ไม่ดื้อ แถมช่วยเฝ้าบ้านได้ด้วย (นี่ โน้มน้าวกันดื้อๆ อย่างนี้เลย) แต่ก็มีเด็กหลายคนที่เติบโตมาในบ้านที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงสักตัว บาสคือเด็กคนนั้น</p>



<p>เขาเติบโตมาพร้อมกับน้องสาว (จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ) เขาเล่าว่าตั้งแต่เด็กจนโต (หมาเลียก้นไม่ถึง) ไม่เคยคิดจะเลี้ยงหมาเลย แถมเคยถูกหมางับเข้าให้ครั้งหนึ่งแล้วเข็ด มีความกลัวเล็กๆ ในใจ และที่บ้านเองก็ไม่ได้สอนหรือเลี้ยงดูให้เติบโตมาเป็นคนที่จะเอ็นดูหมาด้วยซ้ำ กว่าที่หมาตัวแรกจะเดินเข้ามาในชีวิต อายุก็ใกล้แตะเลขสี่แล้ว</p>



<p>ถ้าชีวิตเขาเป็นหนังสักเรื่อง ซีนนี้แหละ Turning Point</p>



<p><strong>อะไรทำให้ตัดสินใจเลี้ยงหมาตัวแรกในชีวิต</strong></p>



<p>ตอนนั้นอายุน่าจะเกือบ 40 แล้ว ผมตัดสินใจซื้อด๊อกด๋อยมาเพราะแฟนเก่า ตอนนั้นเขาอยากเลี้ยงหมามาก โดยเฉพาะหมาพันธุ์ปั๊ก ก็พยายามพูดกรอกหูเราตั้งแต่คบกันแรกๆ พอย้ายจากคอนโดและมาซื้อบ้านที่นี่ ผมรู้สึกว่าไหนๆ พื้นที่มันก็พร้อมแล้ว ก็เลยซื้อเจ้านี่ (ด๊อกด๋อย) มาเซอร์ไพรส์เขาในวันเกิด ยังจำได้เลยว่าตอนซื้อมายังบอกว่าเธอเลี้ยงนะ ฉันไม่เลี้ยง ฉันจะออกไปทำงาน</p>



<p><strong>พอมีหมาบรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไปไหม</strong></p>



<p>เปลี่ยนเยอะ ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อบ้านหลังนี้ เราซื้อเพราะดีไซน์ แบบว่าอยากจะมีบ้านเก๋ๆ กับเขา เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เราชอบ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งโซฟาจะเต็มไปด้วยรอยข่วน ต้องคลุมผ้าไว้แบบนี้ เพราะถ้าเปิดมาคือขาดหมดเลย (เปิดให้ดู) ซึ่งเราไม่อยากเปลี่ยนเพราะรู้สึกว่าเปลี่ยนมาก็เหมือนเดิม ก็ไม่เป็นไร ก็ใช้มันไปอย่างนี้แหละ</p>



<p>พอโซฟามีรอยข่วนบ้านก็เริ่มค่อยๆ แปรสภาพ เริ่มมีขนหมา เริ่มมีกลิ่นฉี่ที่มุมนั้นมุมนี้ คือมันเป็นธรรมชาติของการเลี้ยงหมาที่ในที่สุดเราก็รับได้ เพราะมันแลกมากับอะไรบางอย่างที่ไลฟ์สไตล์เดิมของเราให้ไม่ได้</p>



<p><strong>เมื่อก่อนคุณใช้ชีวิตแบบไหนเหรอ</strong></p>



<p>ถามน้ำชาได้ เมื่อก่อนพี่เมาทุกวันเลยเนอะ แต่พอเริ่มมีหมาเยอะขึ้น บวกกับเวลาทำงานที่ไม่แน่นอน ผมเริ่มรู้สึกว่าเลี้ยงไม่ไหว แทนที่จะเอาเวลาไปตามหาตัวเองตรงหน้าบาร์เหมือนเมื่อก่อน ผมเลือกกลับมาอยู่บ้านกับหมาและแฟนดีกว่า</p>



<p>นั่นคือที่มาของการมีแม่บ้านคนแรกในชีวิต (น้ำชา) ผมโตมาในบ้านที่ดูแลกันเองมาตลอด ไม่เคยมีแม่บ้านเลย โชคดีที่ได้น้ำชาเข้ามาช่วย เขาคือ MVP ของบ้านหลังนี้ และน้ำชา คือแรงบันดาลใจพาร์ทหนึ่งของหนัง Gohan</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186215" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><br><strong>ไหนๆ ก็มีพี่น้ำชาแล้วอยากรับหมามาเลี้ยงเพิ่มอีกไหม</strong></p>



<p>สำหรับบ้านนี้น่าจะลิมิตแล้วแหละ ไม่ไหวแล้ว (หัวเราะ) เพราะจริงๆ ตอนแรกก่อนที่จะตัดสินใจรับเลี้ยงเต้าฮวย ผมก็คุยแฟน คุยกับน้ำชา ว่าไม่น่าจะไหวแล้วนะ 5 ตัวเยอะมาก แต่พอช่วยเต้าฮวยมาก็โดนตกเพราะความน่ารัก ตอนช่วยมาน้ำหนักแค่ 3 กิโลเองนะ แปปเดียวตัวยืดขนาดนี้แล้ว ใช่จ้ะ ฉันเม้าท์เธออยู่ (หันไปบอกเต้าฮวย)</p>



<p><strong>เต้าฮวยน้องใหม่นี่มาอยู่ได้นานหรือยัง</strong></p>



<p>ประมาณ 3 เดือน ใช่ไหมนะน้ำชา ใช่ 3 เดือน รับมาตอนเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว</p>



<p><strong>ดูสงบนิ่งกว่าตัวอื่นๆ นะ</strong></p>



<p>ก็ไม่นะ เค้าเจื้อยแจ้ว แสบอยู่ อาจจะงง ไม่เคยเจอคนเยอะขนาดนี้</p>



<p>ถ้ายึดตามเส้นเรื่องของหนัง เมื่อผ่านพ้น Turning point ของตัวละครไปแล้ว การดำเนินเรื่องจะช้าลงและทยอยหยอดรายละเอียดมาให้ผู้ชมเก็บทีละชิ้นๆ เพื่อปูไปสู่ปลายทางของหนังที่ผู้กำกับต้องการ ซีนต่อไปเราจะพาไปสำรวจโลกของพ่อหมาในคราบผู้กำกับ วันๆ เขาใช้เวลาทำอะไรกับหมาบ้าง</p>



<p>เราอยากรู้ว่าเขาเป็นพ่อหมาแบบไหน ปราม หรือสปอยล์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-1024x682.jpeg" alt="" class="wp-image-186146" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-1024x682.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-1536x1023.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/image-11.jpeg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>The Dogfather</strong></h2>



<p>ในแต่ละวัน คนเลี้ยงหมาย่อมต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาให้กับเจ้าพวกสี่ขาที่เดินลิ้นห้อยมาเลียแข้งเลียขาแล้วก็ออดอ้อนด้วยสายตาน่ารักน่าเอ็นดู คล้ายเป็นการส่งสัญญาณ<em> เฮ้ย นุด อั๊วหิว อั๊วปวดชิ้งฉ่อง อยากไปเดินเล่น</em> ถ้านุดยังไม่สนใจเจ้าพวกนั้นก็จะ <em>โฮ่งๆ</em> ไม่ก็ <em>บ๊อกๆ</em></p>



<p>สำหรับบ้านนี้ ในตอนเช้าตรู่ น้ำชารับหน้าที่ป้อนข้าวป้อนน้ำให้กับแก๊งสี่ขา ตกเย็นก็จับสวมปลอกคอพาไปเดินตากลมในหมู่บ้านและพบปะสังสรรค์ตามประสาหมามีสังคม วันไหนพ่อหมาว่างก็จะมาช่วยน้ำชาป้อนข้าวบ้าง เย็นๆ ก็พาไปเดินเล่นบ้าง</p>



<p>จากการพูดคุยกับบาส เราสรุปได้ว่าการเลี้ยงหมาสักตัวนั้นไม่ง่าย ยิ่งหลายตัวยิ่งแล้วใหญ่ มันอาศัยการดูแลเอาใจใส่และความรับผิดชอบสูงเอาเรื่อง อาหารต้องดี สภาพแวดล้อมต้องดี อากาศร้อนไปไหม สุขภาพดีหรือเปล่า ผู้ปกครองหมาต้องคอยอย่างสม่ำเสมอว่าลูกๆ โอเคไหม</p>



<p>เหมือนเลี้ยงลูกเลยนะเนี่ย</p>



<p><strong>ถ้าอยู่บ้านว่างๆ คุณทำอะไรกับหมาบ้าง</strong></p>



<p>ปกติจะนอนกับน้องๆ ข้างล่างตรงนี้ (โซฟาห้องนั่งเล่น) เราจะมีเบาะอันหนึ่งที่นอนด้วยกันทั้งหมด ถ้าวันไหนไม่ได้ทำงาน ตื่นเช้ามาผมก็จะช่วยน้ำชาให้ข้าวให้น้ำ แต่ส่วนมากจะเป็นน้ำชาที่รับผิดชอบให้อาหาร เพราะบางทีผมทำงานกลับมาบ้านดึก แล้วตื่นเช้าไม่ไหว ตอนเย็นก็จะพาไปเดินเล่นในหมู่บ้านแทน แล้วก็กลับมาให้ข้าวอีกรอบ</p>



<p><strong>พาออกไปเดินพร้อมกันเลยไหม</strong></p>



<p>ไม่พร้อมกัน แต่พยายามพาไปทุกตัว แบ่งเป็นรอบๆ หรือถ้าวันไหนผมอยู่บ้านว่างๆ ก็จะช่วยน้ำชาพาหมาออกไปเดินพร้อมกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186151" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><br><strong>นึกถึงรูปนั้นเลยที่ Daniel Radcliffe พาหมาไปเดินพร้อมกันหลายๆ ตัว</strong></p>



<p>(หัวเราะ) ผมเคยพยายามทำแบบนั้นนะ แต่มันไม่ได้จริงๆ คือนอกเหนือจากความเหนื่อยของเราในฐานะคนจูงแล้ว มันแอบอันตรายเหมือนกัน ผมเป็นพ่อหมาที่โคตร Overprotective เลยอ่ะ ผมกลัวนู่นกลัวนี่ กลัวลูกเจ็บ กลัวรถชน กลัวทุกอย่างไปหมดเลย เวลาจะพาลูกๆ ไปทำอะไรก็จะพยายามควบคุมความเสียหายให้ได้มากที่สุด</p>



<p><strong>เหมือนลูกเลย</strong> <strong>เคยคิดไหมว่าการเลี้ยงหมาเหมือนลูกกับการมีลูกจริงๆ เหมือนหรือต่างกันยังไง</strong></p>



<p>เราก็ไม่เคยมีลูกนะ แต่คนรอบตัวก็มีลูกกันหมดแล้ว เด็กก็คือมนุษย์ เดี๋ยวสักพักเขาก็จะโตขึ้น เขาจะมีความรู้สึก มีความนึกคิด มีความเป็นตัวเอง พ่อแม่ก็ต้องรับผิดชอบเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่น้องหมาเขาจะเป็นของเขาเหมือนเดิมแบบนี้ สิ่งที่ต้องการพื้นฐานมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หิวก็กิน อิ่มก็นอน ปวดฉี่ก็ฉี่ เราแค่ต้องหาพื้นที่และชีวิตที่น่าจะเหมาะที่สุดให้เขา</p>



<p><strong>การเป็นพ่อหมาไม่ต่างอะไรจากการเป็นพ่อคนเลย</strong></p>



<p>ใช่ ผมรู้สึกว่าการเป็นพ่อหมามันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นพ่อคนหรือพ่อหมา การเป็นพ่อหมามันทำให้รู้ว่าอะไรที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ อะไรที่ควรพัฒนามากกว่านี้ อะไรที่ต้องลดทอนลง หรือบาลานซ์มากขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นพ่อหมาที่ยังต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างน้อยที่สุดให้ลูกเรามีชีวิตที่ดี โอเคที่สุดเท่าที่จะมีได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186152" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><br>ในหนังเรื่อง The Godfather มีอยู่ซีนหนึ่งที่ ดอนวิโต้ คอร์เลโอเน กำลังลูบหัวแมวในห้องทำงาน และเขาเคยพูดไว้ว่า <em>คนที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ไม่ใช่ลูกผู้ชายที่แท้จริง</em> คำพูดของดอนวิโต้ คอร์เลโอเนจากภาพยนตร์เรื่อง The Godfather สะท้อนออกมาให้เห็นในซีนที่เขากำลังลูบน้องแมวในห้องทำงาน กับคนที่มีอำนาจมากที่สุด ซีนนี้สะท้อนให้เห็นว่าความอ่อนโยนไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นหน้าที่ของผู้อุปถัมภ์มิใช่หรือที่ต้องดูแลสิ่งที่เปราะบางกว่า</p>



<p>โปรดเรียกพ่อหมาคนนี้ว่า The Dogfather!<br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Dogs are a man’s best friend</strong></h2>



<p>มีคนเคยบอกว่า<strong> </strong>มีหมาก็เหมือนมีเพื่อน แม้เจ้าสี่ขาจะไร้ทักษะการเจรจา แต่พลังวิเศษที่พวกเขามีคือทำให้เจ้าของอบอุ่นใจ เจอเรื่องแย่ๆ มาขอแค่ได้เล่นกับเขาก็รู้สึกดีขึ้น กระทั่งแค่มีหมามาป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ ก็เป็นความสบายใจแล้ว</p>



<p>ก่อนวันไปสัมภาษณ์ เรากดเข้าไปเลื่อนดูในเฟซบุ๊กของบาสแล้วก็สะดุดกับสเตตัสหนึ่ง โพสต์ต้นทางตั้งคำถามว่า <em>สิ่งที่เมื่อก่อนเคยเชื่อ แต่ตอนนี้ไม่เชื่อแล้ว ของทุกท่านคืออะไรกันบ้างครับ </em>เขาแชร์แล้วกำกับข้อความไว้สั้นๆ ว่า <em>ความสามารถตัวเอง</em></p>



<p>แน่นอน เราคงไม่ชวนเขาขยายความในเรื่องนี้ เพียงแต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราอยากรู้ว่าเขาจัดการและก้าวข้ามภาวะที่มีคำถามต่อตัวเองไปได้อย่างไร และให้ตายเถอะ! น้องหมาซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ (เหมือนจะ) ไม่เข้าใจมนุษย์เลย มีส่วนช่วยเขามากน้อยแค่ไหน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186153" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/08-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><br><strong>ตอนที่สงสัยในตัวเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนคุณรับมือยังไงเหรอ</strong></p>



<p>เมื่อก่อนผมอยู่กับอนาคตเยอะ ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ การวางแผนชีวิต การทำหนัง เราจะตั้งใจทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด และหวังว่างานนั้นจะเปิดประตูบานใหม่ให้เรา ถ้าเป็นผมในเวอร์ชันนั้นแล้วมีคำถามถึงความสามารถของตัวเอง ผมคงเครียดมากเลยว่ะ คงออกไปนั่งกินเหล้าคนเดียวที่บาร์ ทำตัวติสต์ๆ</p>



<p><strong>ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะรับมือยังไง</strong></p>



<p>ตอนนี้ผมมีน้องหมาน้องแมว ผมว่าการมีสัตว์เลี้ยงมันทำให้เราอยู่กับปัจจุบันนะ มันทำให้เรารู้ว่าในจังหวะที่เรากำลังกังวลกับอนาคต แต่มันยังมีลมหายใจของไอ้พวกนี้ (ลูบหัวลูกๆ) อยู่รอบๆ เรา</p>



<p><strong>อย่างน้อยหมาก็ช่วยเราผ่านช่วงที่อ่อนแอไปได้</strong></p>



<p>เขาช่วยแบบไม่ช่วย (หัวเราะ) แค่มาอยู่รอบๆ เราก็โอเคแล้ว การเลี้ยงหมามันทำให้ผมรู้สึกว่าเรื่องที่รู้สึกว่ามันใหญ่ จริงๆ มันเล็กนิดเดียว คนไม่เลี้ยงอาจจะไม่เข้าใจ ผมตอบได้ประมาณนี้ ไม่สามารถบอกได้ชัดว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมไม่รู้จริงๆ ไม่สามารถตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ ผมรู้แค่ว่าแค่หันไปแล้วเห็นหมานอนกรนอยู่ มันก็โอเคแล้ว</p>



<p><strong>คิดว่าหมาทำให้คุณเป็นคนอ่อนโยนขึ้นไหม</strong></p>



<p>ไม่กล้าตอบคำถามนี้เลย (นิ่งคิด) ถ้าในพาร์ตของการทำงาน ผมคงไม่ได้เปลี่ยนไปมากขนาดนั้น ก็ยังเป็นคนที่โฟกัสและตั้งใจทำงานออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะมีบางอย่างที่เปลี่ยน เช่น เมื่อก่อนเราพร้อมจะลุยงานหนัก ทำงานถึงดึกดื่น หลังๆ เราก็จะเริ่มมีความรู้สึกแบบ เชี่ย ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยทำ กลับบ้านหาหมาดีกว่า</p>



<p><strong>กับงานปลงได้มากขึ้น กับคนล่ะ</strong></p>



<p>ผมความคาดหวังกับคนน้อยลง จริงๆ ไม่อยากคาดหวังกับคนเลยด้วยซ้ำนะ รู้สึกว่าก็ไม่เป็นไร เราจะเป็นยังไง เขาจะเป็นยังไง เราก็แค่มาเจอกัน และเราก็ต่างมีแพ็กเกจบางอย่างที่ต้องรับผิดชอบ เวลาเจอปัญหาเราก็แก้ไป เสร็จแล้วก็กลับบ้านไปหาหมา แล้ววันนั้นก็จะผ่านไป</p>



<p><strong>ก่อนจะมีพี่น้ำชามาช่วยดูแลหมา เวลาไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศหลายวัน คุณดูแลลูกๆ ยังไง</strong></p>



<p>ก่อนมีน้ำชามาช่วย ถ้าผมต้องไปทำงานหลายวัน ไม่มีใครสามารถให้ข้าวให้น้ำได้เลยครับ เพราะครอบครัวผมก็ไม่ได้เลี้ยงหมา จะเอาไปฝากเพื่อนเลี้ยงก็ยังไงอยู่ ผมเลยต้องพาน้องไปฝากที่โรงแรมที่ไว้ใจได้ แต่เราก็รู้สึกสงสารเขานะ บางทีอยู่โรงแรมมันก็อยู่ในกรงซะเป็นส่วนใหญ่ แต่มันก็เป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะเจ้าของ</p>



<p><strong>ถ้าเป็นตอนนี้ เลือกได้ไม่อยากห่างน้องๆ เกินกี่วัน</strong></p>



<p>1 วันเต็มที่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าต้องไปทำงานต่างจังหวัด 1 วันก็คิดถึงแล้ว ถามน้ำชาสิ เวลาออกไปทำงานผมจะแบบพิมพ์ข้อความมาหาว่า เด็กๆ เป็นยังไงบ้าง ต้องให้น้ำชาถ่ายรูปให้ดูตลอดเวลา (หัวเราะและลูบหัวน้องหมา)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186154" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/09-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Isle of Dogs</strong></h2>



<p>เคยดูแอนิเมชันเรื่องนี้กันไหม</p>



<p>Isle of Dogs เป็นผลงานการกำกับของ เวส แอนเดอร์สัน ที่พาเราไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหมาจรทั้ง 5 ตัวที่ตัดกันไม่ขาด ทั้งยังบอกเป็นนัยว่าถ้าเรามีความเห็นอกเห็นใจกัน มันสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังได้<br><br>ตัวละครอย่าง Chief สุนัขจรจัดที่ไม่เคยเชื่อใจมนุษย์ แต่สุดท้ายกลับถูกเยียวยาด้วยความรักที่บริสุทธิ์ของเด็กชายวัย 12 ขวบที่ชื่อ อาตาริ โคบายาชิ<br><br>อย่างที่ทราบ หมาแทบทุกตัวของพ่อหมาคนนี้ (ยกเว้นด๊อกด๋อย) ล้วนเป็นหมาจรที่ถูกมนุษย์ทิ้งและทำร้ายมาอย่างสาหัส นอกจากรับมาเลี้ยงเองแล้ว เขายังช่วยน้องๆ หมาจรตามหาเจ้าของที่ไว้ใจได้ โดยทำงานร่วมกับกลุ่มอาสา&nbsp;</p>



<p>เราเชื่อว่าการเข้าไปช่วยน้องหมาจรเหล่านั้น เขาไม่ได้เห็นแค่ความน่าสงสารของสัตว์ แต่คงเห็นแง่มุมที่น่าตั้งคำถามต่อคนเลี้ยงด้วย</p>



<p><strong>อะไรทำให้ปัญหาหมาจรในบ้านเราไม่หมดไปซักที</strong></p>



<p>ผมว่าหลักๆ เป็นเรื่อง Mindset คน แต่มันพัฒนาไปในทางที่ดีนะ ความรู้สึกที่คนมีต่อหมาแมวจรก็พัฒนาขึ้น แต่ผมรู้สึกว่ายังมีคนจำนวนมากที่ยังมองว่าหมาก็คือหมา แมวก็คือแมว ไม่ต้องไปอะไรมาก มันไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น ความคิดทำนองนี้ทำให้เกิดการทอดทิ้งหมา ไม่ดูแลรับผิดชอบเขาให้ดี ใช้ความรุนแรง รวมถึงระบบกฎหมายที่ไม่เข้มงวดมากพอที่จะปกป้องน้องๆ เหล่านั้นได้</p>



<p><strong>เคยพยามทำความเข้าใจไหม ทำไมบางคนตัดสินใจทิ้งหมาทั้งที่ก็เป็นคนไปเอามาเลี้ยงเอง</strong></p>



<p>ผมพยายามทำความเข้าใจนะ เวลาเจอเคสหรือฟังเหตุผลของคนที่เลี้ยงต่อไม่ได้แล้ว หลายๆ เหตุผลมันก็สมเหตุสมผลในความรู้สึกของเขา ซึ่งไม่เท่ากับเราอยู่แล้ว ผมก็ไม่รู้นะว่าตอนเลี้ยงเขารู้สึกยังไง</p>



<p>แต่สำหรับผม แค่คิดถึงแววตาที่เขามองเรา คิดถึงจังหวะที่เขามาใกล้ๆ คิดถึงเสียงลมหายใจหรือเสียงกรนของเขา คิดถึงสัมผัสเขา คิดถึงขนที่ติดตามเสื้อ อะไรพวกนี้ทำให้รู้สึกว่าเขามีความสำคัญกับเราและโลกใบนี้ มากเกินกว่าแค่การพูดว่าก็แค่หมาตัวหนึ่ง</p>



<p><strong>หมาที่คุณช่วยหาบ้านใหม่ ส่วนใหญ่เป็นหมาพันธุ์อะไร</strong></p>



<p>ทุกวันนี้เคสที่ช่วยเป็นเคสหมาปั๊กเยอะมาก ผมเป็นคนแพ้หมาปั๊ก เห็นแล้วผมจะนึกถึงด๊อกด๋อยทุกที ปั๊กมันเหมือนเด็กจริงๆ มันช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ มีตัวหนึ่งช่วยมาตาบอดสองข้างเลย ตอนนี้ยังหาบ้านไม่ได้เลย</p>



<p><strong>ที่บอกว่าช่วยนี่ช่วยยังไง</strong></p>



<p>ผมจะทำงานกับอาสาคัดบ้าน เวลาเราช่วยหมา 1 ตัว กว่าที่เราจะตัดสินใจส่งต่อให้ใคร มันต้องมีการพูดคุยกันเยอะมาก เพื่อให้มั่นใจและเป็นการป้องกันว่าบ้านที่จะรับไปคือบ้านที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับน้อง เพราะก่อนหน้านี้ เราเคยช่วยหมา แล้วพอมีคนรับเลี้ยงปุ๊ปปรากฏว่าเขาไม่มีความพร้อมมากพอที่จะเลี้ยง หรือที่เป็นมิจฉาชีพก็มีเหมือนกัน<br><br>ในฐานะคนเลี้ยงหมาและอาสาที่พยายามจะช่วยหมาก็ต้องเรียนรู้และแก้ไขความผิดพลาดกันไป ถ้าผมมีความพร้อมหรือมีน้ำชาสัก 10 คน ผมคงรับหมามาเลี้ยงเยอะกว่านี้ แต่เรารู้ตัวว่าเราก็ทำงานเยอะ เราไม่อยากรับมาแล้วเป็นภาระ เพราะมันไม่ใช่แค่รับมาแล้วจบ แต่เราต้องรับผิดชอบในทุกมิติในชีวิตเขา</p>



<p><strong>อยากให้ช่วยแชร์ถึงคนคิดจะเลี้ยงหมา พวกเขาควรมีพร้อมในแง่มุมไหนบ้าง</strong></p>



<p>เริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างที่อยู่อาศัย และควรรู้ไว้ก่อนว่าหมาแต่ละตัวมีความต้องการไม่เหมือนกัน บางตัวชอบวิ่งเล่น บางตัวชอบอยู่คนเดียว บางตัวเกลียดอากาศร้อน ที่อยู่อาศัยควรเหมาะสมกับน้องๆ เหล่านั้น</p>



<p>ความพร้อมในเรื่องเงินก็สำคัญมาก เพราะต้องยอมรับว่าการเลี้ยงหมามันเป็นกิจกรรมที่ใช้เงินเยอะ เดี๋ยวนี้เวลาพาน้องหมาน้องแมวที่ป่วยหรือไม่สบายไปหาหมอ ไม่ต่างจากการพาคนไปหาหมอเลย</p>



<p>แล้วก็ความพร้อมทางจิตใจ การรู้ว่าน้องไม่ใช่แค่เทรนด์ น้องไม่ได้มีมุมน่ารักอย่างเดียว น้องคือสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอะไรบางอย่างจากเราเยอะเหมือนกัน และเราต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกนั้นด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186155" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Bark to the Future</strong></h2>



<p>ขอย้ำประโยคเดิมอีกครั้ง ถ้าชีวิตของพ่อหมาคนนี้เป็นหนัง อยากบอกว่านี่คือองค์สุดท้ายแล้ว</p>



<p>ซีนนี้ เราแฟลชแบ็กย้อนกลับไปในวันที่ 11 กันายน 2021 นี่คือเหตุการณ์ที่ตัวละเอกในเรื่องอย่างบาสเจอกับเจียงฮาย (ลูกคนที่ 2) เป็นครั้งแรก เจียงฮายมีฉายาว่า Sweet Boy ชื่อจริงของเขาคือ นายเจียงฮาย พูนพิริยะ หรือลุงเจียงฮายของน้องๆ</p>



<p>เจียงฮายเดินเข้ามาในชีวิตของเขาด้วยความบังเอิญ (บางคนอาจใช้คำว่าพรหมลิขิต) ชีวิตช่วงนั้นของพ่อหมาอย่างบาสกำลังอ่อนแอ เขาตั้งคำถามกับตัวเองในฐานะคนทำงานและในฐานะมนุษย์ทำนองว่า<em> เรามีประโยชน์อะไรกับโลกนี้บ้างวะ</em></p>



<p><strong>คุณไปเจอเจียงฮายได้ยังไง</strong></p>



<p>ตอนนั้นผมไปออกกองที่ต่างจังหวัด แล้วก็มีคำถามกับตัวเองวนในหัวตลอดเวลา แล้ววันนั้นเป็นวันพัก ผมก็ไถเฟซบุ๊กไปดูเพจน้องหมาจรแมวจรของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ก็ไปเจอเจ้าเจียงฮายนี่แหละ</p>



<p>เขาเล่าว่าหมาตัวนี้มานั่งมาขอข้าวคนกินที่ร้านข้าวต้มแถวนั้น ซึ่งร้านข้าวต้มร้านนั้นอยู่ห่างจากโรงแรมผมแค่ 2 กิโล ตอนแรกผมไปหาที่ร้านข้าวต้มแล้วไม่เจอ เหมือนเขาหายไปไหนไม่รู้ ผมเลยกลับมาพรินต์รูปเจียงฮายที่โรงแรม แล้วไปตระเวนแปะกระดาษตามหา ถ้าใครเจอให้โทรมาที่เบอร์ผม</p>



<p>ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะเจอนะ เดินหาจนถึงเย็น ผมก็รู้สึกว่าเราทำดีที่สุดแล้วมั้ง พอตอนกำลังจะออกไปกินข้าวมีสายโทรเข้ามาบอกเจอตัวน้องแล้ว คืนนั้นก็เลยไปรับมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ</p>



<p><strong>เทียบกับหมาตัวอื่นๆ ในบ้าน เจียงฮายเป็นหมาแบบไหน</strong></p>



<p>เจียงไฮเป็นหมา Sweet Boy เขาจะเงียบๆ เรียบร้อย ไม่หือไม่อือ ไม่อะไรกับใครเลย เขาจะนอนในมุมของเขา และชอบเดินเล่นมาก คล้ายๆ เจ้าคากินี่แหละครับ ได้ออกไปเดินแล้วไม่ค่อยอยากกลับบ้าน เขาเหมือนคุณลุงแก่ๆ คนหนึ่ง ที่กำลังใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาชอบนอนตากแดด ตอนเช้าๆ เขาจะไปนอนให้แดดมันห่มตัวเขา</p>



<p><strong>เห็นว่าสุขภาพไม่ค่อยดี เขาป่วยมาตั้งแต่ที่รับมาอยู่ด้วยกันเลยไหม</strong></p>



<p>ใช่ ตั้งแต่วันแรกที่ไปช่วยมา เขาเป็นโรคไต ภายในเจียงฉายไม่ค่อยดีมากแล้ว ไม่แน่ใจว่าเขาถูกเลี้ยงมายังไง หรือหลงมานานแค่ไหน ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน มันเต็มไปด้วยยา ต้องพาเข้าไปหาหมอ ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลา</p>



<p>มันเหมือนเราทำใจไว้ตั้งแต่ต้นอะครับ ว่าวันหนึ่งเขาจะไม่อยู่กับเรา</p>



<p><strong>ก่อนจะไปอาการป่วยของเจียงฮายรุนแรงแค่ไหน</strong></p>



<p>คือผมสังเกตว่าเขามีเลือดไหลตามเหงือก ตอนแรกเข้าใจว่าหรือเพราะผมแปรงฟันเขาแรงเกินไป เลยพาไปหาหมอ หมอบอกว่าจริงๆ ไม่เกี่ยว มันเกิดจากการที่ตอนกลางคืนเวลานอน เขาชักแล้วกัดลิ้นตัวเอง ซึ่งการชักมันมาจากระบบข้างในของเขาที่มันรวน หมอแนะนำให้แอดมิต แล้ววันรุ่งขึ้นเขาก็ไปเลยครับที่โรงพยาบาล</p>



<p><strong>ตอนนี้กี่ปีแล้ว ที่บ้านหลังนี้ไม่มีเจียงฮาย</strong></p>



<p>เกือบปีครึ่งได้แล้วครับ</p>



<p><strong>คุณเลือกเผาหรือฝัง</strong></p>



<p>เราเผาแล้วลอยอังคาร แต่ว่าเราตัดขนเขาเก็บไว้ในขวดกับเก็บปลอกคอไว้ ตอนแรกอยากฝังเหมือนกัน แต่คนรอบตัวแนะนำให้เผา เหมือนเราจะได้ปล่อยวาง จะได้รู้ว่าอะไรคือการมีอยู่ อะไรคือการไม่มีอยู่ การปล่อยมือคืออะไร</p>



<p><strong>คุณเชื่อในเรื่องการพบกันจากกันไหม</strong></p>



<p>เชื่อครับ มันเป็นธรรมชาติของชีวิตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคน หมา แมว หรืออะไรก็แล้วแต่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186156" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อะไรคือเรื่องราวดีๆ ของเจียงฉายที่คุณยังจำได้</strong> </p>



<p>(นิ่งคิด) เจียงฮายเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมลงมานอนข้างล่าง ช่วงมีเจียงฮาย หมาในบ้านยังไม่เยอะ ผมก็จะขึ้นไปนอนข้างบน แต่ช่วงที่เขาป่วยผมจะลงมานอนกับเขาข้างล่าง ผมรู้สึกเสียดายเวลาที่จะได้อยู่กับเขา เพราะหมอบอกผมว่าตอนกลางคืนเจียงฮายมีอาการชักโดยที่เราไม่รู้</p>



<p>หลังจากนั้นผมก็เลยตัดสินใจซื้อฟูกมานอนข้างล่าง เพื่อที่ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราจะได้รับรู้การมีอยู่ของพวกเขา ผมว่าการเป็นพ่อหมามันมีหลายสิ่งที่ต้องรับมือ และผมคงต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในฐานะพ่อหมาไปเรื่อยๆ และใช้ช่วงเวลาที่มีกับพวกเขาให้คุ้มค่าที่สุด</p>



<p><strong>คนพูดกันว่าหมาเหมือนเป็นครู หมาสอนอะไรคุณบ้าง</strong></p>



<p>เมื่อก่อนคำว่ารัก ผมสัมผัสกับมันไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าคำว่ารักคืออะไร ถ้าไม่นับรักพ่อแม่ รักน้อง มันคงใกล้เคียงกับความรักมั้ง การทำอะไรบางอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทน การสู้เพื่ออะไรบางอย่าง โดยที่เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะนำเราไปสู่อะไร แต่เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันสำคัญและเขาต้องการเรา</p>



<p><strong>เป็นอย่างที่เขาพูดกันไหม ว่าการเลี้ยงหมาทำให้มีความสุข</strong></p>



<p>(นิ่งคิด) มีอยู่วันหนึ่ง ผมตื่นเช้า แล้ววันนั้นไม่ต้องทำงาน แล้วไอ้พวกนี้ก็วิ่งเล่นกัน ผมหันไปบอกกับแฟนว่า <em>เฮ้ย เราว่าเรามีความสุขว่ะ </em>ผมไม่เคยพูดคำนี้เลยนะ ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขเลยในชีวิต เพราะผมมัวแต่ใช้ชีวิตกับอนาคต แต่วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าปัจจุบันนี้ดีจัง</p>



<p>ถ้าวันหนึ่งผมจะไม่ได้ทำหนังแล้วด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ผมในเวอร์ชันปัจจุบันก็จะรู้สึกว่าไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายแล้ว โลกนี้มันมีอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเราจริงๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186157" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; </p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/baz-poonpiriya-interview/">บาส พูนพิริยะ กับสุขเล็กๆ ที่เรียกว่าปั๊ก เมื่อด๊อกด๋อยและผองเพื่อนสอนให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเรา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Karun แบรนด์ที่สร้างคอมมิวนิตีของคนรักชาไทย และเชื่อว่าชาไทยสามารถเป็นอะไรก็ได้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/karun-thai-tea/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Founder]]></category>
		<category><![CDATA[karunthaitea]]></category>
		<category><![CDATA[การัน]]></category>
		<category><![CDATA[ชาไทย]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[founder]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186125</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณคิดว่าชาไทยจะไปได้ไกลถึงไหน เครื่องดื่มยอดฮิตที่ช่วยต่อพลังชีวิตให้บรรดาพนักงานออฟฟิศทั้งหลายอาจไปได้ไกลกว่าที่คุณคิด มีแบรนด์ชาไทยแบรนด์หนึ่งที่สร้างคอมมิวนิตีของคนรักชาไทย และเชื่อว่าชาไทยสามารถเป็นอะไรก็ได้ไม่รู้จบ ด้วยคอนเซปต์ A Place for Thai Tea Lover ด้วยสามความตั้งใจหลักๆ ด้วยกัน อย่างแรก คืออยากสร้างพื้นที่ให้คนรักชาไทยมาเจอกัน อย่างที่สอง คืออยากให้ชาไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น และอย่างสุดท้าย คืออยากให้คนที่สนใจธุรกิจนี้เห็นความเป็นไปได้ว่าการทำชาไทยก็เติบโตได้จริง ยิ่งมีผู้เล่นมากขึ้น ยิ่งมีหลากหลายก็จะกลายเป็น Ecosystem ที่ดี แบรนด์ที่ว่านี้มีชื่อว่า ‘Karun’ มาจากชื่อบ้านที่เป็นจุดกำเนิดคิดค้นสูตรชาไทยขึ้นมาของ ‘รัส-ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ’ หญิงสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์ด้วยความรักและความหลงใหลที่มีต่อชาไทย ‘Karun’ แบรนด์ชาไทยอายุเจ็ดขวบ มีจุดเด่นคือชาเบลนด์ที่ให้รสเข้มข้น หอมกลิ่นชากำลังดี จากใบชาหลากหลายชนิดและหลายแหล่งปลูกในประเทศไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งความอินในวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่มีน้ำหอม ไม่แต่งสี และนั่นยิ่งทำให้เราทึ่งในรสชาติและกลิ่นที่สร้างได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี&#160; ถ้าเปรียบเป็นคน เธอว่าตอนนี้ก็คงอายุยี่สิบปลายๆ เป็นช่วงวัยที่เริ่มรู้จักตัวเองชัดขึ้น และกำลังเตรียมขยายครอบครัว เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแบรนด์ค่อยๆ เติบโตและขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&#160; และในปีนี้ ชาไทยแบรนด์เล็กๆ ที่เริ่มต้นจากบ้านหลังหนึ่ง กำลังจะเดินทางไปไกลกว่านั้นอีก เมื่อ Karun เตรียมเปิดสาขาใหม่ไกลถึงฮ่องกง&#160; มารอดูกันว่าชาไทยจะกลายเป็นอะไรได้อีกบ้าง สาวเนิร์ดผู้หลงใหลในชาไทย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/karun-thai-tea/">Karun แบรนด์ที่สร้างคอมมิวนิตีของคนรักชาไทย และเชื่อว่าชาไทยสามารถเป็นอะไรก็ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คุณคิดว่าชาไทยจะไปได้ไกลถึงไหน</p>



<p>เครื่องดื่มยอดฮิตที่ช่วยต่อพลังชีวิตให้บรรดาพนักงานออฟฟิศทั้งหลายอาจไปได้ไกลกว่าที่คุณคิด</p>



<p>มีแบรนด์ชาไทยแบรนด์หนึ่งที่สร้างคอมมิวนิตีของคนรักชาไทย และเชื่อว่าชาไทยสามารถเป็นอะไรก็ได้ไม่รู้จบ ด้วยคอนเซปต์ A Place for Thai Tea Lover ด้วยสามความตั้งใจหลักๆ ด้วยกัน</p>



<p>อย่างแรก คืออยากสร้างพื้นที่ให้คนรักชาไทยมาเจอกัน</p>



<p>อย่างที่สอง คืออยากให้ชาไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น</p>



<p>และอย่างสุดท้าย คืออยากให้คนที่สนใจธุรกิจนี้เห็นความเป็นไปได้ว่าการทำชาไทยก็เติบโตได้จริง ยิ่งมีผู้เล่นมากขึ้น ยิ่งมีหลากหลายก็จะกลายเป็น Ecosystem ที่ดี</p>



<p>แบรนด์ที่ว่านี้มีชื่อว่า ‘Karun’ มาจากชื่อบ้านที่เป็นจุดกำเนิดคิดค้นสูตรชาไทยขึ้นมาของ ‘รัส-ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ’ หญิงสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์ด้วยความรักและความหลงใหลที่มีต่อชาไทย</p>



<p>‘Karun’ แบรนด์ชาไทยอายุเจ็ดขวบ มีจุดเด่นคือชาเบลนด์ที่ให้รสเข้มข้น หอมกลิ่นชากำลังดี จากใบชาหลากหลายชนิดและหลายแหล่งปลูกในประเทศไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งความอินในวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่มีน้ำหอม ไม่แต่งสี และนั่นยิ่งทำให้เราทึ่งในรสชาติและกลิ่นที่สร้างได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี&nbsp;</p>



<p>ถ้าเปรียบเป็นคน เธอว่าตอนนี้ก็คงอายุยี่สิบปลายๆ เป็นช่วงวัยที่เริ่มรู้จักตัวเองชัดขึ้น และกำลังเตรียมขยายครอบครัว เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแบรนด์ค่อยๆ เติบโตและขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล&nbsp;</p>



<p>และในปีนี้ ชาไทยแบรนด์เล็กๆ ที่เริ่มต้นจากบ้านหลังหนึ่ง กำลังจะเดินทางไปไกลกว่านั้นอีก เมื่อ Karun เตรียมเปิดสาขาใหม่ไกลถึงฮ่องกง&nbsp;</p>



<p>มารอดูกันว่าชาไทยจะกลายเป็นอะไรได้อีกบ้าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186127" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/1-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สาวเนิร์ดผู้หลงใหลในชาไทย</strong></h2>



<p><strong>ย้อนกลับไปในวัยเด็ก จำได้ไหมว่าเริ่มชื่นชอบชาไทยตั้งแต่เมื่อไหร่</strong></p>



<p>เริ่มกินชาไทยครั้งแรกก็จากฝีมือคุณแม่เลย ตอนนั้นเราอายุยังไม่ถึงสิบขวบ คุณแม่ทำแล้วเอามาให้ลองชิม จำได้ว่าเราไม่ชอบเลย อาจจะเพราะเรายังเป็นเด็กด้วย รู้สึกว่ามันเข้มมากกก เราอยากกินโกโก้มากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้ตั้งแต่ตอนนั้นคือกลิ่นที่หอมมากๆ&nbsp;</p>



<p>เรามาเริ่มชอบชาไทยจริงๆ จังๆ น่าจะช่วงมัธยมปลาย เป็นช่วงที่ใกล้สอบเข้ามหา’ลัย ช่วงนั้นเริ่มหัดกินกาแฟ กินเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะต้องติวดึกมาก แม่ก็เลยเสิร์ฟชาไทยให้กิน เป็นครั้งแรกที่กินแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ขม ไม่ได้ฝาดเหมือนที่เรากินตอนเด็กๆ เพื่อนที่มาติวด้วยกันที่บ้านก็ชอบมาก กินกันทุกคน บางคนก็ขอเอาใส่ขวดกลับบ้านด้วย&nbsp;</p>



<p><strong>คิดว่าคนส่วนใหญ่ติดใจสูตรชาไทยของคุณแม่เพราะอะไร</strong></p>



<p>รสชาติที่มีความเข้มข้น เขารู้สึกว่าแรง แรงที่ไม่ได้หมายถึงขม แต่ว่ามันมีความฝาดของชา กลิ่นหอมชากำลังดี ด้วยความที่เราใช้ใบชาหลายชนิดจากหลายแหล่งทั่วประเทศไทยมาผสมกัน ทำให้คนที่ได้กินรู้สึกว่าเข้มถึงใจ กินแล้วตื่น ดื่มแทนกาแฟได้</p>



<p><strong>แต่การจะมีหน้าร้านของตัวเองใช่ว่าอยากจะทำก็ทำได้เลย ตอนนั้นเริ่มต้นยังไง</strong></p>



<p>ด้วยความที่คุณแม่ชอบทำชาไทยแจกคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย จนมีวันหนึ่งคนมาขอซื้อสามร้อยแก้วเพื่อเอาไปแจกในงานสัมมนา พอเราเห็นว่าคนที่เคยกินก็จะขอซื้ออยู่เรื่อยๆ แต่คุณแม่ก็ไม่ทำขายสักที เพราะอยากทำให้กินฟรีๆ ตัวเราเองนี่แหละที่รู้สึกว่าต้องทำขายแล้วล่ะ คุณแม่ก็เลยยอมคายตะขาบสูตรชาไทยให้ตั้งแต่ตอนนั้น</p>



<p>พอตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจ เราก็เริ่มจากการไปเรียน Food Science ก่อนเลยอันดับแรก เพราะอยากรู้ว่าชาหนึ่งแก้วมันมีอะไรบ้าง กระบวนการแรกต้องรู้จักโปรดักต์ก่อนว่า กว่าโปรดักต์จะเป็นไปตามที่เราต้องการได้ เราต้องทำอะไรบ้าง ต้องบ่มกี่ชั่วโมง ต้องคั่วเพิ่มกี่ชั่วโมง ใส่นมตอนไหน ใส่น้ำตาลตอนไหน เพราะทุกอย่างมันมีผลต่อกระบวนการการผลิตหมดเลย&nbsp;</p>



<p><strong>ดูเนิร์ดเหมือนกันนะ&nbsp;</strong></p>



<p>ใช่! (หัวเราะ) เราอยากจะเป็นคนที่รู้โครงสร้างของทุกอย่างก่อน เผื่อว่าวันหนึ่งผิดพลาดขึ้นมาจะได้รู้ว่าต้องแก้ไขตรงไหน ถ้าวันหนึ่งเราต้องขยายขึ้นอีก แต่ Operation ยังยุ่งยากอยู่แบบนี้ มันอาจจะเปลืองคอสต์ไหม เปลืองคนขึ้นไหม คือเราควรที่จะรู้ต้นตอว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้บ่มชาสิบห้าชั่วโมงแล้วอร่อย เหตุผลอะไรที่ใส่น้ำตาลก่อนใส่นมแล้วอร่อย </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186128" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/2-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ตอนเรียนมีเรื่องไหนที่รู้สึกเซอร์ไพรส์บ้าง</strong></p>



<p>จริงๆ เราเซอร์ไพรส์แทบจะทุกอย่างเลยนะ ทั้งๆ ที่เรากินอาหาร เครื่องดื่มกันมาตั้งแต่เด็ก แต่พอวันหนึ่งเราไปเรียนก็เพิ่งจะรู้ เช่น ถ้าอยู่ในอุณหภูมิเท่านี้ เรากินไปมันมีแบคทีเรียอยู่นะ แต่โอเคมันไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายนะ คืออุณหภูมิแตกต่างนิดเดียว สินค้าของเรามันสามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพได้&nbsp;</p>



<p>เราไปเรียนเรื่อง Food Science เพราะอยากทำความเข้าใจว่าหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มันคืออะไร รวมถึงเราทำ Food ที่ลูกค้าต้องบริโภคเลยทันที ดังนั้นเราก็ไม่อยากให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เราจึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต เช่น ฆ่าเชื้อยังไงโดยที่ไม่ต้องใส่สารกันบูด แบคทีเรียเกิดตอนไหนได้บ้าง อุณหภูมิต้องอยู่ที่เท่าไหร่ เปอร์เซนต์น้ำเท่าไหร่ ความรู้พวกนี้มันก็เป็น Food Science พื้นฐาน</p>



<p>เรารู้สึกว่าวันที่เราตั้งใจอยากจะมาเป็นผู้ประกอบการขายของกิน เราก็ควรที่จะรู้ทั้งหมดอย่างละเอียด จนมั่นใจว่าถ้าวันหนึ่งเราขายจริงๆ เราสามารถแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างได้ ถ้าลูกค้ามีคำถามเราก็ต้องตอบได้ ที่สำคัญเราให้ความรู้กับลูกค้าได้ด้วย เรารู้สึกว่าถ้าอยากทำธุรกิจให้ยั่งยืน เราต้องเข้าใจโปรดักต์ก่อนแบบร้อยเปอร์เซนต์</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แบรนด์ที่ใช่ต้องเริ่มจากความรู้สึก</strong></h2>



<p><strong>จำได้ว่าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือด้วย มีหนังสือเล่มไหนที่ให้แรงบันดาลใจในการทำแบรนด์บ้างไหม&nbsp;</strong></p>



<p>จริงๆ เรื่องการทำมาร์เกตติงเราพอรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการเป็นยังไง เพราะตอนเรียนมหา’ลัยก็ได้เรียนมาร์เกตติง 101 ให้พอได้เห็นภาพอยู่บ้าง แต่เรื่องที่เราไม่รู้และไม่เคยมีใครสอนเลยคือเรื่องแบรนดิง&nbsp;</p>



<p>จุดเริ่มต้นจริงๆ มาจากการที่เราอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วบังเอิญก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Kellogg on Branding’ เขียนโดย Alice M. Tybout and Tim Calkins อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก! เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องการทำแบรนดิงทั้งหมดเลย และให้หลักคิดต่างๆ ว่าจุดไหนที่สามารถทริกเกอร์เราได้บ้าง </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/3-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186129" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/3-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/3-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/3-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/3-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/3-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/3-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>เช่น การที่เราต้องขายสินค้าธรรมดาอย่างชาไทย แต่มันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจ Custom ขึ้นมา มันเป็นสูตรพิเศษ เราก็คิดว่าจะทำยังไงดีให้คนหันมาสนใจสินค้าธรรมดาๆ และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับลูกค้าได้ ซึ่งการเพิ่มมูลค่าก็ไม่หมายความว่าต้องขายแพงเสมอไป แต่หมายถึงลูกค้าจะได้คุณค่าอะไรไปจากสินค้าเราบ้าง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างตอบโจทย์ เราอ่านแล้วก็รู้สึกว่าถ้ามันจะ Win The Market เราก็ควรหาจุดที่ส่งต่อคุณค่าให้กับลูกค้าได้ด้วย</p>



<p><strong>การส่งต่อคุณค่าให้ลูกค้าเป็นยังไง</strong></p>



<p>ในหนังสือเล่าว่าจริงๆ แล้วการทำแบรนดิงมันคือการสร้าง Emotional Connection ก็คือการเชื่อมลูกค้ายังไงก็ได้ผ่านทางอารมณ์ต่างๆ ซึ่งอารมณ์ที่ว่านี้ก็อาจจะไม่ใช่อารมณ์โกรธเพียงอย่างเดียว อาจจะมีอารมณ์รัก สมหวัง ผิดหวัง ซึ่งเราจะไปคอนเน็กกับลูกค้าในจุดต่างๆ เหล่านี้ได้จากอะไรบ้าง หนังสือเล่มนี้ทำให้เราต้องกลับมามองลูกค้าก่อนว่าลูกค้าเราเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน วันนั้นเขามีอารมณ์ยังไง&nbsp;</p>



<p><strong>มีหนังสือเล่มไหนที่กลับไปอ่านซ้ำบ่อยที่สุด</strong></p>



<p>มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Grid เขียนโดย Matt Watkinson ที่เล่าถึง The Decision‑Making Tool for Every Business การตัดสินใจในทุกอย่าง เพราะจริงๆ วันหนึ่งคนเราตัดสินใจหลายเรื่องมาก แค่จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา นั่นก็คือเรื่องที่ต้องตัดสินใจแล้ว ยิ่งทำธุรกิจวันหนึ่งเราต้องตัดสินใจเป็นร้อยเรื่อง แต่เล่มนี้จะสอนการ Priority จัดลำดับความสำคัญให้ว่าอะไรที่เราควรตัดสินใจก่อนหลัง เพื่ออะไร เราอ่านเล่มนี้หลายรอบมาก เพราะบาง Topic อ่านแล้วจำไม่ได้ว่าความหมายมันคือยังไงกันแน่ เราก็จะกลับไปอ่านซ้ำ เป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/4-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186130" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/4-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/4-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/4-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/4-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/4-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/4-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ส่วนใหญ่เราชอบอ่านหนังสือ Psychology ซึ่งมันก็รีเลทกับงานแหละ แต่เราแค่รู้สึกว่าถ้าเราอ่านคนออกมันก็ดีนะ ถ้าเราตัดสินใจพลาดน้อยลงมันก็น่าจะดีกว่า เราสนุกมากเวลาอ่านเรื่องพวกนี้ (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186131" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ย้อนกลับไปช่วงเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ถือว่าธุรกิจเติบโตเร็วมากๆ เหมือนกัน คิดว่าเป็นเพราะอะไร</strong></p>



<p>เราโฟกัสการทำแบรนดิงเป็นหลักเหมือนกัน เมื่อก่อนเราเริ่มจากการขายออนไลน์ ใส่ชาไทยในขวดแก้วแบนๆ ลูกค้าอาจจะสะดุดตาจากสิ่งนั้น พอลูกค้าเห็นรู้สึกว่าแตกต่าง อยากซื้อมาลองเพราะโดนภาพลักษณ์ดึงดูด พอติดใจเขาก็ซื้อต่อ</p>



<p><strong>รู้สึกว่า Karun ดูเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่องการดีไซน์เหมือนกัน เวลาคิดเรื่องสีหรือแพ็กเกจจิ้งของแบรนด์ คุณมีหลักคิดจากอะไร</strong></p>



<p>เราเลือกจากสีก่อน ซึ่งสีที่เราเลือกคือแดงกับทอง อย่างสีแดงเรารู้สึกว่ามัน Universal เข้าได้กับทุกเทศกาล ทุกสถานการณ์ เป็นสีมงคลตรุษจีนก็ได้ วาเลนไทน์ก็ได้ คริสต์มาสก็ได้เหมือนกัน เพราะเรามีโจทย์ตั้งแต่แรกว่าเราอยากให้ Karun ดังไกลทั่วโลก เราอยากให้มันยูนีค แต่ว่ายัง Universal เข้าได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ทุกชาติ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186132" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/6.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ตอนแรกเราก็เคยคิดเหมือนกันนะว่า ขายชาไทยโลโกมันต้องเป็นช้างหรือเปล่า เพราะจะได้มีความเป็นไทย แต่สุดท้ายเราอยากให้คนไทยเองรักแบรนด์ Karun ด้วย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าคนไทยเองไม่ชอบแบรนด์ที่มันมีความเป็นไทยมาก เพราะฉันเป็นคนไทยอยู่แล้ว ฉันไม่ได้อยากอนุรักษ์ความเป็นไทยเพิ่มเติมไปมากกว่านี้ เราก็เลยตัดสินใจว่างั้นเราทำแบรนด์ให้มันออกมากลางๆ ดีกว่า สีแดงก็สื่อถึงเทศกาลต่างๆ&nbsp;</p>



<p>อีกอย่างคือเราอยากขายสินค้าธรรมดาในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากว่าต้นทุนเราสูง เพราะเราหาใบชามาจากหลายแหล่งมากๆ เราก็เลยใช้สีทองด้าน ซึ่งมันบ่งบอกถึงความพรีเมียม และช่วย Encourage ภาพลักษณ์ให้มันดูหรูขึ้น ดูติดแกลมมากยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>เจ้าของธุรกิจหลายๆ คนอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไป คิดว่ารายละเอียดเล็กๆ พวกนี้สำคัญยังไง</strong></p>



<p>จริงๆ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มาก เรารู้สึกว่าคนน่ะเขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร หรือมีนิสัยยังไง แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนส่วนใหญ่มักจะตัดสินด้วยภาพลักษณ์ อันนี้คือ Fun Fact เราต้องทำให้ตัวเราเองดูดี มันอาจจะไม่ใช่ของที่ต้องแพงก็ได้ที่เราใช้ มันคือของที่มีคุณภาพ แล้วก็อยู่ได้นานๆ ยั่งยืน อันนี้คือสิ่งที่เรามองหามากกว่า&nbsp;</p>



<p>เราอยากให้ Karun เป็นแบรนด์ที่มีชีวิต เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า ตัวโปรดักต์เราก็อยากให้มันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้าได้ เราจะให้ความสำคัญกับการดีไซน์แพ็กเกจจิ้งและการตกแต่งร้าน เพราะเราอยากให้คนสามารถเข้ามานั่งประชุมได้ ชวนลูกค้ามากินได้ หรือพาเพื่อนมานั่งชิตแชตกัน&nbsp;</p>



<p>ด้วยความที่เราใส่ใจภาพลักษณ์ สินค้าที่ลูกค้าถือได้ เราอยากให้มันเป็นเครื่องประดับ อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าอยากเป็นลูกค้า Karun เพราะว่าการเป็นลูกค้า Karun มันสวยนะ มันดูดีนะ มันเท่นะ เราก็พยายามทำแพ็กเกจจิ้งออกมาให้ถือแล้วดูดี สีไม่ต้องเว่อร์มาก แต่ต้องมาคาแรกเตอร์ของแบรนด์ที่ชัดเจน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186133" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผู้เล่นยิ่งเยอะยิ่งดี</strong></h2>



<p><strong>ทุกวันนี้มีแบรนด์ชาไทยเกิดขึ้นใหม่เยอะมาก มองว่าการมีผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้นเป็นข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน</strong></p>



<p>เรามองว่าถ้ามีเราแบรนด์เดียว ลูกค้าอาจจะไม่ได้เยอะขนาดนี้ก็ได้ เพราะคนที่เข้าถึงเราได้ก็จะมีจำกัด ตอนนี้เรามี 10 &#8211; 20 สาขา แต่ถ้ามีผู้เล่นหลากหลาย กลายเป็นว่าถ้าคุณอยากกินชาไทย Specialty ก็ไม่จำเป็นต้องมากินแค่ที่ Karun คุณสามารถลองไปกินแบรนด์อื่นๆ ก็ได้ในขณะเดียวกันคุณก็สามารถเลือกได้ด้วยว่าชอบแบรนด์นี้เพราะอะไร จุดเด่นของแบรนด์นี้คืออะไร มันอาจจะไม่ใช่ว่าลูกค้าคนนี้กินแบรนด์เดียว แต่เขาสามารถเวียนไปกินทุกแบรนด์ได้</p>



<p>เรามองว่าพอผู้เล่นในตลาดเยอะขึ้น ลูกค้าถูก Educate ไปพร้อมๆ กันในตลาด ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น คนรีวิวหลากหลายมากขึ้น มันก็ไม่ได้ดึงดูดแค่คนไทย มันดึงดูดต่างชาติที่มาในไทย เริ่มอยากมาลองชาไทยแบรนด์ต่างๆ บนห้างมากขึ้น ฉันต่อคิวแบรนด์นี้แล้วก็มาต่อคิวแบรนด์นี้ต่อ เรามองว่ามันเป็น ecosystem ที่ดี</p>



<p><strong>จากจุดเริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ มองเห็นคอมมิวนิตีชาไทยเปลี่ยนไปยังไงบ้าง</strong></p>



<p>จุดเริ่มต้นคือเราอยากสร้างพื้นที่ของคนรักชาไทย คนรักชาไทยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นลูกค้า Karun เท่านั้น เป็นลูกค้าเจ้าอื่นก็ได้ เราสร้างแบรนด์ Karun ขึ้นมา เพราะเราอยากให้คนที่รักชาไทยมีพื้นที่นั่งกินชาไทย เหมือนที่คอมมิวนิตีกาแฟมี ในขณะเดียวกันเราอยากสื่อสารกับผู้บริโภคที่อยากทำธุรกิจนี้เห็นว่าการทำชาไทยมันรอดนะ ลุกขึ้นมาทำชาไทยดีกว่า สูตรบ้านนู้น สูตรบ้านคนนี้ ตอนนี้ก็มีเต็มไปหมดเลย&nbsp;</p>



<p>ย้อนกลับไปในช่วงแรกเราเคยเครียดนะว่าทำไมคนลุกขึ้นมาทำชาไทย ทำไมคู่แข่งเยอะจังเลย เราจะรอดไหม แต่ว่าผลลัพธ์มันทำให้เราเห็นว่าเขาไม่ได้มาเบียดเรา แต่เขาเข้ามาช่วยเราขยายตลาดต่างหาก เขามาช่วยเราเพิ่มผู้บริโภค แล้วเราเองก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการที่มีคู่แข่งเหมือนกัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186134" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/8.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คิดว่าเพราะอะไรต่างชาติถึงชื่นชอบชาไทยบ้านเรา</strong></p>



<p>เรามองว่ารสชาติมันเป็นเอกลักษณ์นะ จริงๆ ชาไทยเรามีเจ้าตลาดอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็เบลนด์มาได้ดีมากๆ ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ซึ่งเรารู้สึกว่าเรามีของดีอยู่ในมือ ในฐานะผู้ประกอบการ ทุกวันนี้มีแบรนด์ชาไทยเกิดขึ้นมากมาย เรารู้สึกว่าเราช่วยผลักดันตลาดได้ แล้วก็ทำให้มันเป็นกระแสทั่วโลกได้เรื่อยๆ จากการที่มีผู้เล่นในตลาดเยอะขึ้น</p>



<p>เรารู้สึกว่าด้วยรสชาติมันค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งเราเอามาแตกเป็นรสชาติที่ทำให้มันดูสนุกขึ้น ก็จะยิ่งช่วยผลักดันสินค้าให้มีลูกเล่น และเข้าถึงคนหลากหลายชาติได้มากยิ่งขึ้น</p>



<p><strong>เวลาตามหาชาที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะ เคยมีโอกาสได้เข้าไปทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรหรือชุมชนที่ปลูกชาบ้างไหม</strong></p>



<p>ด้วยความที่เราใช้ชาค่อนข้างเยอะ วันหนึ่งเราใช้เป็นตันเลย การที่จะได้ผลิตผลสิ่งนี้มาอาจจะต้องใช้เลเวลอุตสาหกรรม แต่เราก็จะมีชาสูตรอื่นๆ ที่ใช้ใบชา Custom โดยเกษตรกรตัวเล็กๆ เช่น ชาไทยกลิ่นข้าวคั่ว ชาไทยกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ ชาไทยกลิ่นเชอร์รี เบอร์รี&nbsp;</p>



<p>เมนูเจลาโตชาไทย เราก็เอาชาไทยมาผสมกับชายอดใบอ่อน ซึ่งจะเก็บได้จากหมู่บ้านเดียวเท่านั้นที่เชียงราย เราก็เข้าไปซัปพอร์ตเกษตรกรชุมชนนี้ กลิ่นมันจะคล้ายๆ ชาเขียว แต่ว่ามันเป็นชาดำ ซึ่งพอเอามาผสมกับน้ำผึ้งมันก็หอมมาก เราตั้งชื่อว่า Secret Valley เป็นหมู่บ้านลึกลับ เพราะว่าหมู่บ้านนี้เขาก็จะไม่ได้ให้คนนอกเข้าไป มีแค่เกษตรชาวบ้านที่เข้าได้ เราได้เข้าไปคุยกับเกษตรกร ได้ไปคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ตรงนั้นจริงๆ เขาก็ให้ความรู้เราหลายอย่าง เรารู้สึกแฮปปี้กับคนในพื้นที่มากๆ เขาเหมือนทำด้วยใจรัก เขาส่งต่อกันมาเรื่อยๆ Generation to Generation เราก็อินไปกับเขาด้วย&nbsp;</p>



<p><strong>การได้ไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น คุณเห็น painpoint อะไรของเกษตรกรไทยบ้าง</strong></p>



<p>เราคิดว่าอาจจะเป็นเพราะผ่านคนกลางหลายต่อ หมู่บ้านนี้เราก็รู้จักผ่านคนกลางเหมือนกัน ก็คือเป็นตัวแทนที่ทำโรงบ่มชานี่แหละ แต่โชคดีที่เราเจอคนกลางที่เขายินดีที่จะแนะนำให้เรารู้จักต้นน้ำ เราก็เลยเลือกที่จะใช้คนกลางต่อ เพราะคนกลางคนนี้ไม่ได้เอาเปรียบเกษตรกร เขาขอขึ้นราคา เราก็ยินดีขึ้นให้&nbsp;</p>



<p>เราเชื่อว่าอีกหลายๆ ที่ก็ไม่ได้เจอคนกลางที่เป็นพาร์ตเนอร์ที่น่ารักแบบนี้ บางครั้งเกษตรกรอาจจะถูกกดราคาได้ เพราะพวกเขาอยู่บนเขาบนดอย การเข้าถึงแบรนด์ใหญ่ๆ ก็อาจจะยาก ต่อให้มีโซเชียลมีเดียแล้วก็อาจจะเป็นปัญหาอยู่ ถ้ามีอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยเขาได้ มันก็น่าจะดีมากยิ่งขึ้น</p>



<p>เป้าหมายเราตั้งแต่วันแรกเลยคืออยากเป็น Global Brand ตั้งแต่วันที่บรีฟดีไซเนอร์ เราคุยกันว่าอยากทำให้การันดังไกลทั่วโลก วันหนึ่งเราอยากเอาชาไทย แบรนด์ Karun ไปตามจุดต่างๆ ของโลก แน่นอนว่ามันจะมีส่วนช่วยในการผลักดันพืชผลของเกษตรกรท้องถิ่นของบ้านเราได้อย่างแน่นอน </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186135" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/9.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>นักทดลองที่ไปสุดทุกทาง</strong></h2>



<p><strong>ช่วงเริ่มธุรกิจตอนอายุ 23 และได้ลองทำเองทุกอย่าง ตอนนั้นเจออุปสรรคอะไรบ้าง</strong></p>



<p>อุปสรรคอย่างเดียวคือเหนื่อยค่ะ (หัวเราะ) เราไม่ได้มองปัจจัยภายนอกว่าเป็นอุปสรรคนะ แต่เรามองสุขภาพตัวเองเป็นอุปสรรคมากกว่า เพราะว่าช่วงที่เราทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ปีหนึ่งเข้าโรงพยาบาลสามสี่รอบจนเพื่อนเลิกส่งดอกไม้ให้แล้ว เพื่อนไม่ไปเยี่ยมแล้วเพราะเข้าบ่อยเกิน เรามองว่ามันเป็นราคาที่ต้องจ่าย แต่เราอาจจะเลือกวิธีผิดด้วย บางทีมันอาจจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ ตอนนั้นพักผ่อนน้อยมากๆ ร่างกายเราอาจจะไม่ได้แข็งแรงสู้คนอื่น กินก็ไม่ดี ออกกำลังกายก็ไม่ออก มันทำให้เราป่วยระยะยาวจนถึงทุกวันนี้ ตอนนี้ร่างกายก็ยังอ่อนแออยู่นะ ยังไม่ได้กลับมาร้อยเปอร์เซ็น</p>



<p>เราทุ่มทั้งแรงกาย แรงใจ ทำทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นแอดมิน จัดของเพื่อมาขาย ส่งของด้วยตัวเอง ช่วงที่ยังไม่มีออฟฟิศ มีแค่พนักงานหน้าร้านก็จะไปอยู่กับน้องๆ หน้าร้านขายเอง ทำความสะอาดร้าน ปิดร้าน ดีลห้าง ทำเองทุกกระบวนการ&nbsp;</p>



<p>เรารู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไร เราควรรู้ทุกอย่าง ทำความเข้าใจทุกอย่างก่อน แล้วค่อยมาดูว่าเราถนัดหรือไม่ถนัดอะไร อะไรที่ไม่ถนัดเราก็หาคนที่เก่งในเรื่องนั้นเข้ามาดูแลแทน ย้อนกลับไปถ้าเราไม่ได้ทำทุกอย่างเองตั้งแต่แรก เราอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าองค์กรเราในอนาคตต้องการใครบ้าง อาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าเราไม่เก่งอะไร เราอาจจะมั่นว่าเราเก่งทุกอย่าง ใช่ เราทำได้ทุกอย่าง แต่เราไม่ได้ทำได้ดีทุกอย่าง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186136" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/10-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>สำหรับคนที่กำลังอยากทำธุรกิจของตัวเอง คิดว่าควรเริ่มเรียนรู้จากอะไร</strong></p>



<p>อยากให้เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรที่เราถนัดหรือไม่ถนัด ถ้ามีเรื่องที่เราไม่ถนัด แต่มันเป็น Backbone เลยนะ องค์กรจะเติบโตได้ด้วยตำแหน่งนี้เลยนะ เราถึงจะต้องไป Recruit คนเพิ่ม&nbsp;</p>



<p>ถ้าเราไม่เคยลองทำเลย เราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการใครมาช่วยงาน อาจจะทำให้จ้างพร่ำเพรื่อจนเกินไป เราว่ามันก็อาจจะช่วย SME หลายๆ เจ้าในการตัดสินใจได้นะ เราก็เชื่อว่าหลายคนทำงานเองแบบ Chief Everything Officer เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ว่าวันหนึ่งก็จะถึงจุดที่เราต้องตัดสินกับตัวเองแล้วว่าเรื่องนี้ฉันไม่ถนัด ฉันโยนให้คนอื่นทำ เรื่องนี้ฉันถนัด ฉันดูแลเองได้</p>



<p><strong>คิดว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่ยากที่สุด</strong></p>



<p>เรื่องคน ไม่ว่าจะโดนถามมากี่ปีก็ยังจะตอบเรื่องเดิม เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะเซ็ตระบบได้ คือเรามี Hierarchy มี Organization Chart ก็จริง แต่ว่าเราเซ็ตจิตใจคนไม่ได้ เราไม่สามารถปรับมายเซ็ตคนได้ทุกคน&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่พอช่วยได้ก็น่าจะเป็นระบบที่แข็งแรงขึ้นภายในองค์กร เราเลือกตัดคนไวขึ้น ใครที่อยู่กับเราแล้วไม่ใช่ เราจะไม่รั้งไว้เพื่อให้เสียเวลา ต้องต่างคนต่างไป แต่ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก เราไม่ได้อยากได้คำตอบนั้น แต่เราอยากให้รู้ว่าเราไม่ได้เหมาะกับคุณ คุณไม่ได้เหมาะกับเราแค่นั้นเอง มีระบบที่ชัดเจนขึ้น คือเน้นเรื่องงานเป็นหลัก ตัดเรื่องส่วนตัวทิ้ง แต่ว่ายังมีความใส่ใจซึ่งกันและกันในองค์กร คิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ว่าปัญหาเหล่านี้มันไม่เคยหมดไปนะ แค่ดีขึ้นเฉยๆ</p>



<p><strong>ในมุมเจ้าของธุรกิจที่มีปัญหาเข้ามาเรื่อยๆ ทุกวัน มีวิธีฮีลตัวเองยังไงบ้าง</strong></p>



<p>งานอดิเรกเราคือการทำงาน (หัวเราะ) เราไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ งานอดิเรกของเราจริงๆ อาจจะแค่อ่านหนังสือในเรื่องที่ตัวเองอยากอ่าน เรื่องที่เราอยากรู้ แต่ส่วนใหญ่มันจะรีเลทกับงานที่เราอยากได้คำตอบอยู่แล้ว บางคนอาจจะอ่านนิยายแล้วรู้สึกพักผ่อน แต่สำหรับเราคือการที่ได้รู้ว่าแบคทีเรียนี้เกิดจากอะไร เราจะสบายใจมากกว่า บางทีหนังสือก็ชัตดาวน์เราได้พอสมควร</p>



<p><strong>ถ้าเปรียบแบรนด์ Karun เป็นคนๆ หนึ่ง คิดว่าตอนนี้อยู่ในช่วงชีวิตแบบไหน</strong></p>



<p>ตอนนี้ Karun อายุเจ็ดปี ถ้าเป็นคนน่าจะอายุประมาณยี่สิบปลายๆ แล้วก็น่าจะอยู่ในวัยที่กำลังจะแต่งงาน ขยายครอบครัว เพราะตอนนี้แบรนด์ Karun กำลังขยายสาขาเรื่อยๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแพลนออกต่างจังหวัด แต่ที่แน่ๆ 2026 นี้ เราจะไปต่างประเทศ เราจะไปเปิดที่ฮ่องกงกลางปีนี้</p>



<p><strong>ตอนนี้ Karun ขยายแบรนด์ใหม่ๆ เยอะเลย อยากรู้ว่าทำไมถึงแยกแบรนด์ ไม่ใช่เป็นชื่อเดียวกัน</strong></p>



<p>จริงๆ ภายใต้บริษัท Karun Beverage เรามีทั้งหมดสี่แบรนด์ คือ Karun, Avery Wong, Jaren (เจริญสังขยา) และแบรนด์ที่เรา Take Over มาชื่อ Summer Bowl&nbsp;</p>



<p>หลักในการขยายแบรนด์คือพอเราทำธุรกิจมาสักพัก เรามีทรัพยากรหลายอย่างที่อยากใช้แต่เราไม่ได้ใช้ อย่างเช่น เราไปเจอใบชาที่ชอบมากเลย แต่มันไม่ใช่โทนชาไทยที่จะเอามาใส่กับ Karun ได้ เราก็คิดขึ้นมาว่าถ้าวันหนึ่งเราลุกขึ้นมาทำชานม ตลาดมองหาอะไรอยู่บ้าง เราก็เลยตั้งแบรนด์ Avery Wong ขึ้นมา เพื่อที่จะมาเซิร์ฟกับตลาดที่เป็น Flavor Tea ต่างๆ แบรนด์นี้จะเห็นเลยว่าเน้นอะโรมาเป็นหลัก ชาแต่ละตัวมีกลิ่นที่แตกต่างกัน มีให้เลือกเป็นสิบกลิ่นเลย ไม่ว่าคุณจะชอบโทน Fruity ก็มี ชอบโทน Roses ก็มี ชอบโทนแบบเขียวๆ ผักๆ ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจขยายแบรนด์ </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186137" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/11-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ส่วนหลักจริงๆ คือเราอยากขยายฐานลูกค้า อย่างที่บอกเราทำแบรนด์ คาแรกเตอร์มันชัดว่าลูกค้าเราเป็นใคร แต่ว่าด้วยความที่แบรนด์เราอยากสร้างให้มันแข็งแรงมากๆ เราจะไม่ไขว้เขวไปทำสินค้าอื่น เราก็เลยมีความจำเป็นที่จะต้องแตกแบรนด์ออกมาเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ใช่ลูกค้า Karun อย่างชัดเจนมากๆ&nbsp;</p>



<p>ลูกค้า Karun กับลูกค้า Avery Wong แทบจะเป็นคนละคนกันเลย หรือแม้กระทั่งแบรนด์ Jaren (เจริญสังขยา)&nbsp; เราทำขึ้นมาเพราะอยากทำสังขยาให้มันหลากหลาย เราไม่ได้อยากทำแค่สังขยาสีเขียว เราอยากทำสีชมพู สีฟ้า สีแดง หรือสีต่างๆ มากมาย จากวัตถุดิบต่างๆ ล่าสุดเรามีสังขยาเบคอนแม็กกี้ ซึ่งมันก็แปลกใหม่กับตลาด ความตั้งใจคือเราอยากให้แบรนด์มันแข็งแรง เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้เอาสินค้าอื่นๆ มายัดใส่ในหนึ่งแบรนด์&nbsp;</p>



<p>อีกอย่างคือเราอยากช่วยลูกค้าตัดสินใจด้วย การไป Karun ไม่ต้องตัดสินใจเลยว่าวันนี้จะกินอะไร แค่เลือกความหวาน เลือกรูปแบบที่อยากได้ก็พอ การไปเจริญสังขยาก็ไม่ต้องคิดเลยว่าจะเข้าไปกินอะไร แค่ไปเลือกสังขยากับขนมปังแค่นั้นพอ แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือเราไปสุดทุกแบรนด์&nbsp;</p>



<p><strong>ทุกวันนี้สิ่งที่กลัวที่สุดในการทำธุรกิจคืออะไร</strong></p>



<p>เมื่อก่อนเราน่าจะกลัวการโดนหักหลัง เพราะเราทำงานกับคนเยอะ ยิ่งพอเราทำงานไปเรื่อยๆ ก็ผูกพันกับพนักงานหลายๆ คน เรารักเขาจริงๆ เหมือนคนในครอบครัวเลย แต่บางทีในทางกลับกันอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้คิดแบบนี้กับเราก็ได้ เราเคยกลัวว่าวันหนึ่งเราจะโดนคนที่เรารักโกงไหมนะ เราจะโดนหักหลังไหมนะ ซึ่งสุดท้ายแล้วกลัวยังไงก็ต้องเจออยู่ดี&nbsp;</p>



<p>อย่างที่บอกว่าจิตใจมนุษย์มันยากแท้หยั่งถึง เราทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยวาง เมื่อก่อนเราเคยตึงมากๆ กับสิ่งนี้ เพราะว่าเราทุ่มให้พนักงานเราเต็มที่ ตอนที่ออฟฟิศเล็กๆ มีอะไรซื้อให้หมด เลี้ยงดูอย่างดี ต่อให้ดีกับเขาแค่ไหน แต่เขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรามันก็ทำอะไรไม่ได้ เราเคยกลัวว่าตำแหน่งนี้จะลาออกไหม อย่าลาออกนะ อย่าไปเลย สุดท้ายมันก็มีเรื่องให้เขาออกอยู่ดี อาจจะกลับบ้านต่างจังหวัด ไปช่วยแม่ แม่ป่วย มันคอนโทรลไม่ได้เลย เราเคยกลัวแต่วันนี้เราปล่อยผ่านได้ แล้วก็เข้าใจโลกมากขึ้น</p>



<p>ทุกวันนี้น่าจะไม่มีเรื่องที่กลัวแล้ว มองว่าทุกอย่างมันมีทางออกเสมอ เรารู้สึกว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดีหรือร้าย มันจะมีทางออก แต่ทางออกนั้นอาจจะไม่ได้พาเราออกไปในทางที่ดีก็ได้ แต่สุดท้ายมันจะหลุดพ้นจากปัญหาตรงนี้ เพราะมันไม่มีอะไรยั่งยืน ยอดขายไม่ยั่งยืน ความสุขไม่ยั่งยืน ความทุกข์ก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอาตัวเองไปอยู่กับความทุกข์นานๆ โดยไม่ Embrace ความสุขเลยก็น่าจะตายก่อน อาจจะเป็นซึมเศร้าไปก่อน (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186138" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/12-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กว่าจะตกตะกอนสิ่งนี้ได้ไปเจออะไรมา</strong></p>



<p>เราคิดว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ที่เข้ามาเรื่อยๆ ที่ทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น ไม่ได้อยากพูดว่าอายุทำให้เรารู้สึกปลงขึ้นนะ เพราะอายุอาจจะไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเราปล่อยวางได้มากแค่ไหน แต่มองว่าประสบการณ์เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกมากกว่าว่ามันจะทำให้เราดีขึ้นได้ในทุกๆ วัน</p>



<p>ความสุขทุกวันนี้ของเราง่ายมาก แค่มีคนเดินมาบอกว่าชอบกิน Karun มากเลย แค่นี้เลยค่ะ (หัวเราะ) ต่อให้วันนั้นอารมณ์เสียมากี่เรื่อง แต่ถ้าเจอหนึ่งคนเดินมาบอกว่าชอบกินแบรนด์นี้มากเลย แฮปปี้กับสิ่งที่เรามอบให้ แค่นั้นก็ยิ้มไปอีกสามวันแล้ว (ยิ้ม)</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/karun-thai-tea/">Karun แบรนด์ที่สร้างคอมมิวนิตีของคนรักชาไทย และเชื่อว่าชาไทยสามารถเป็นอะไรก็ได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จิบน้ำเปลี่ยนนิสัย ถ่มถ้อยสนทนาถึง People Festival 2026 เมื่อ &#8216;ฤดูเมรัย&#8217; ผลิบานกลางดงเสรีชน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-festival/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SUSTAINABILITY]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างชุ่ย]]></category>
		<category><![CDATA[PeopleFestival2026]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาชนเบียร์]]></category>
		<category><![CDATA[STUDIO11206]]></category>
		<category><![CDATA[people power]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185957</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายปีมานี้ วงการเหล้าเบียร์ของไทยคึกคักและเกิดการขยับในหลายมิติ เทศกาล People Festival 2026 คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่ม และสนับสนุนผู้ประกอบการเหล้าเบียร์ทั่วประเทศ นี่คือส่วนที่คึกคัก ส่วนที่เกิดการขยับ คือการล้างความเชื่ออันหยั่งรากลึก ที่ป้ายสีว่าเหล้าเบียร์เป็นเรื่องชั่วร้าย และกระพริบตาปริบๆ บอกว่า วันนี้ วินาทีนี้ เกมมันพลิก “ปีที่แล้ว มีคนเข้าร่วมงาน 37,000 คน พีคสุดคือวันเสาร์ 20,000 คน ปีนี้ 50,000 คน น่าจะเป็นไปได้” หนึ่งในสามหัวเรือใหญ่แห่ง People Festival 2026 เล่าถึงหมุดหมายสำคัญของปีนี้ People Festival 2026 คืองานเหล้าเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย บนเนื้อที่ 12 ไร่ของช่างชุ่ย เราจะได้เปิดหูเปิดตาลิ้มลองเครื่องดื่มหลากชนิด ทั้งเหล้า เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล สาโท ฯลฯ จากทั่วประเทศและหลากหลายสัญชาติ กว่า 400 แบรนด์ จัดเต็ม 1,000 รสชาติ กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือ&#160; [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-festival/">จิบน้ำเปลี่ยนนิสัย ถ่มถ้อยสนทนาถึง People Festival 2026 เมื่อ &#8216;ฤดูเมรัย&#8217; ผลิบานกลางดงเสรีชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลายปีมานี้ วงการเหล้าเบียร์ของไทยคึกคักและเกิดการขยับในหลายมิติ เทศกาล People Festival 2026 คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่ม และสนับสนุนผู้ประกอบการเหล้าเบียร์ทั่วประเทศ นี่คือส่วนที่คึกคัก</p>



<p>ส่วนที่เกิดการขยับ คือการล้างความเชื่ออันหยั่งรากลึก ที่ป้ายสีว่าเหล้าเบียร์เป็นเรื่องชั่วร้าย และกระพริบตาปริบๆ บอกว่า วันนี้ วินาทีนี้ เกมมันพลิก</p>



<p>“ปีที่แล้ว มีคนเข้าร่วมงาน 37,000 คน พีคสุดคือวันเสาร์ 20,000 คน ปีนี้ 50,000 คน น่าจะเป็นไปได้” หนึ่งในสามหัวเรือใหญ่แห่ง People Festival 2026 เล่าถึงหมุดหมายสำคัญของปีนี้</p>



<p>People Festival 2026 คืองานเหล้าเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย บนเนื้อที่ 12 ไร่ของช่างชุ่ย เราจะได้เปิดหูเปิดตาลิ้มลองเครื่องดื่มหลากชนิด ทั้งเหล้า เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล สาโท ฯลฯ จากทั่วประเทศและหลากหลายสัญชาติ กว่า 400 แบรนด์ จัดเต็ม 1,000 รสชาติ</p>



<p>กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือ&nbsp; ‘เลือกตั้งสุราและเบียร์ประชาชน’ กติกาง่ายมาก เดินเข้าคูหาและกา 2 เบอร์ หากแบรนด์ที่คุณเลือกชนะรางวัล People Award รับเหล้าเบียร์ไปกินถึงบ้านฟรี 1 ปี</p>



<p>ไม่ต้องกลัวว่าจะมีบัตรเขย่ง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกกำกับดูแลและควบคุมโดย กกบ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเหล้าเบียร์ เชียวนา<br></p>



<p>ใครที่เคยมางานปีก่อนๆ ขอบอกให้รู้ว่า People Festival 2026 มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง<br></p>



<p>หนึ่ง ชื่องานถูกเปลี่ยนจาก Beer People Festival เป็น People Festival</p>



<p>สอง โกดังขนาดใหญ่ 2 &#8211; 3 หลังใจกลางช่างชุ่ยถูกรื้อออกไป เพื่อเพิ่มพื้นที่</p>



<p>สาม เก้าอี้ภายในงานถูกเตรียมเพิ่ม 2,000 ตัว เพื่อรองรับเหล่าสุราชน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185970" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>บ่ายวันนี้ อุณหภูมิแดดสูงตามปกติของฤดูร้อน เรานั่งแช่แอร์เย็นๆ อยู่ในห้องชุ่ยสโมสรเยื้องจากเครื่องบินลำยักษ์ สามหัวเรือ (aka. ผู้สนิทสนมกับเครื่องดื่มมึนเมา) แห่ง People Festival 2026 เดินเข้ามาในห้อง เราเอ่ยทักทายกันด้วยวัจนภาษาอย่างสุภาพ ชั่วขณะนั้น ชายผิวเข้มหยิบถังเบียร์มาตั้ง ปึ้ง</p>



<p>“ดื่มกันก่อนไหมครับ”</p>



<p>“ตัวนี้คือสีสวาด คราฟต์เบียร์จากโคราช”&nbsp;</p>



<p>อ่าห์ คุยกับคนจัดงานเหล้าเบียร์ ถ้าไม่ดื่มสักหน่อยเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง อีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ก่อนงานจะเริ่ม a day สนทนากับพวกเขาถึงเบื้องหลังการจัดงาน People Festival 2026 ย้อนเส้นทางและขวากหนามของการจัดงานเบียร์ในประเทศที่สุราเป็นเรื่องชั่วร้าย</p>



<p>“อยากให้ทุกคนรู้ว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมสร้างงานนี้ขึ้นมาอย่างคนธรรมดา ผมธรรมดาจริงๆ ผมไม่ได้รวย ผมไม่มีชื่อเสียง ไม่มีนามสกุลดัง ถ้าทุกคนเชื่อว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย ผมว่าคุณจะรู้เองว่าอยากมีชีวิตไปเพื่ออะไร” ชายผิวคมเข้มบอกกับเราอย่างนั้น</p>



<p>กฎของวงสนทนานี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ใครยังมีกำแพงและไม่เปิดใจ ให้กระดกเบียร์ลงคออีกกรึ๊บ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เปิดขวด</strong></h2>



<p class="has-text-align-center"><strong>มันค่อนข้างจำเป็นบ้างในสังคมตึงเครียด และการเดินทางไปร้านเหล้ามันง่ายกว่าไปโบสถ์ เราจึงพบตัวเองและเพื่อนพ้องในนั้นเกือบทุกเย็น &#8211; รงค์ วงษ์สวรรค์</strong></p>



<p class="has-text-align-left">“เละเทะ&nbsp; เมายับ” คือภาพที่ <strong>เบนซ์ &#8211; ธนากร ท้วมเสงี่ยม</strong> จำได้แม่น เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นในการกินคราฟต์เบียร์</p>



<p class="has-text-align-left">เขาคือผู้จัดตั้งกลุ่ม ‘ประชาชนเบียร์’ ย้อนกลับไปเมื่อ 8 &#8211; 9 ปีก่อน เขาได้ลองดื่มเบียร์ผสมกาแฟ ผสมผลไม้ แล้วเกิดติดใจ&nbsp; เขาตระเวนกินคราฟต์เบียร์ไปทั่ว มีวงตรงไหนไปตรงนั้น และไม่จบแค่กิน เขาตามไปดูวิธีการต้มเบียร์กับคนอื่นถึงบ้าน และได้ลองต้มเบียร์เองด้วย</p>



<p class="has-text-align-left">หลังจากคลุกคลีกับวงการต้มเบียร์มาระยะหนึ่ง เขามองเห็นปัญหาและข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่เอื้อให้คราฟต์เบียร์ในประเทศไทยเติบโตงอกงาม และเกิดคำถามมากมาย</p>



<p class="has-text-align-left">มีแบบนี้ด้วยเหรอ &#8211; ทำไมมีการกีดกันเยอะไปหมด &#8211; มันต้องทำได้ดิวะ</p>



<p class="has-text-align-left">“ผมได้เรียนรู้ว่ากฎหมายไม่ได้ง่ายเลย ตอนนั้นผมเพิ่งรู้จักพี่เท่า (เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร) วันแรกที่เขาเปิดร้านผมก็ไป ยังคิดอยู่เลยว่าทำเบียร์ขายมันก็ไม่ยากนี่ สักพักเขาถูกจับ เชี่ย ทำไมมันวุ่นวายขนาดนี้ หลังจากนั้น ผมเลยจัดงานเพื่อให้คนเข้าใจว่ากฎหมายในตอนนั้นมันเป็นยังไง และคราฟต์เบียร์คืออะไร” เบนซ์เล่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185960" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เขาจัดเทศกาลเบียร์ครั้งแรกในชื่อ ประชาชนเบียร์ มีคนเข้าร่วม 500 คน ครั้งถัดมาเขาจัดในชื่อ BEER PEOPLE FESTIVAL 2023 ที่จตุจักรเพลย์กราวน์ มีคนเข้าร่วมวันละ 5,000 คน ก่อนมาจัดที่นี่ เขาเคยวางแผนจัดงานแถวรัชดามาก่อน ดีลร้านค้ามาแล้ว 200 บูท สุดท้ายถูกแคนเซิล 2 สัปดาห์ก่อนงานจะเริ่ม</p>



<p>ถูกแคนเซิลด้วยเหตุผลอะไร &#8211; เราถาม</p>



<p>“เขาบอกว่างานมันการเมืองมากเกินไป”</p>



<p>หลังผ่านเหตุการณ์นี้ไป ทำให้เบนซ์เริ่มมองหาพาร์ตเนอร์ อาจเป็นโชคชะตาที่เหวี่ยงให้เขาไปรู้จักกับหัวเรือคนสำคัญ น้องในทีมคนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกับ <strong>ไอซ์ &#8211; วรุตม์ วิมลคุณารักษ์</strong> ครีเอทิฟและผู้ก่อตั้ง STUDIO11206</p>



<p>ประชาชนเบียร์ในสายตาคุณเป็นยังไง ทำไมถึงอยากร่วมงานด้วย &#8211; เราถาม</p>



<p>“อุดมการณ์เราตรงกัน” ไอซ์สรุปสั้นๆ</p>



<p>“ผมเชื่อว่าพวกเราควรมีสิทธิ์ลองกินเบียร์หลายๆ ชนิด ในยุคผมไม่มีใครที่เกิดมาแล้วได้กิน IPA เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามี Pale Ale หรือ Weizen เรามีแต่เบียร์ของเจ้าใหญ่ ซึ่งเป็นเบียร์ลาเกอร์หมดเลย”</p>



<p>“ทีนี้ ก่อนมาทำงานด้วยกัน ผมพอได้ยินข่าวของประชาชนเบียร์มาบ้าง เขาไปต้มเบียร์ในม็อบ เรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการผลิตสุรา เราเห็นด้วยตรงนี้ เลยอยากทำงานด้วย”</p>



<p>ด้วยความบังเอิญ จิ๊กซอว์ชิ้นที่ 3 ที่เข้ามาเติมเต็มในเชิงพื้นที่ ก็เป็นคนที่ไอซ์รู้จักอยู่แล้วตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย <strong>เลียว &#8211; โอมา ส่งวัฒนา</strong> Managing Director แห่งช่างชุย Creative Park</p>



<p>“งานแรกที่เราทำด้วยกันคือ ชุ่ย เดี่ยว เบียร์ ผมจำได้ว่าตอนนั้นฝนมันตกหนักมาก แล้วปกติวิธีของช่างชุ่ยในการดูว่างานไหนเจ๋งจริง คือดูว่าฝนตกแล้วคนหนีกลับบ้านไหม โอโห งานนี้คนสู้ว่ะ เขาอยู่กันแบบตัวอุ่นๆ ฝนแค่นี้ทำอะไรพวกเขาไม่ได้” เลียวเล่า</p>



<p>ในแง่รายได้และปริมาณคนเข้าร่วม อย่างไม่ต้องสงสัย Beer People Festival กลายเป็นงานเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ นี่คืองานที่คนมุ่งหน้ามาเพื่อกินเหล้าเบียร์ล้วนๆ และโดยเนื้อแท้ คนไทยดื่มเหล้าเบียร์มากเท่าลำธารอยู่แล้ว</p>



<p>แต่ปีนี้ ทั้งสามคนตัดสินใจตัดคำว่า Beer ออก เหลือเพียง People Festival 2026&nbsp;</p>



<p>เบียร์ถูกรินลงแก้วให้กับเราและเขาอย่างต่อเนื่อง ฤทธิ์แอลกอฮอล์ยิ่งทำให้บทสนทนากลมกล่อม รสชาติของเบียร์ก็ลุ่มลึกพอๆ กับเหตุผลที่เหลือไว้แค่ ‘ประชาชน’ ในชื่องาน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185961" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center">&nbsp;<strong>กระดกลิ้มรส</strong></h2>



<p>ข้าพเจ้ารินเบียร์อย่างประณีตให้มีฟองเพียงเล็กน้อย มันถูกแช่ไว้จนเย็นสนิท ขณะที่ไหลจากปากขวดเป็นลำลงสู่แก้ว และกระทบต้องแสงไฟมองเห็นเป็นสีน้ำตาลปนทองเข้มข้นเหมือนน้ำเชื่อม นี่คือสะพานทอดข้ามระหว่างมนุษย์กับบาปไงล่ะ &#8211; ’รงค์ วงษ์สวรรค์</p>



<p>“มันเป็นเรื่องบังเอิญ”</p>



<p>ทั้งสามคนพูดตรงกัน เมื่อเราถามว่าอะไรคือเหตุผลในการตัดคำว่า Beer ออกจากชื่องาน ก่อนเอ่ยปากตอบ ไม่รู้เป็นหนที่เท่าไหร่ที่เขาทั้งสามกระดกเบียร์ลงคอ</p>



<p>ในมุมของเบนซ์ เขาเชื่อว่าเหล้าเบียร์ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สุดของประเทศ ประเทศไทยมีปัญหาอีกมากมาย หลายๆ ปัญหาเกิดจากการยึดติดในอำนาจของคนกลุ่มหนึ่ง และ ‘ประชาชน’ คือกลุ่มคนที่ต้องเจอและรับมือปัญหาเหล่านั้นโดยลำพัง</p>



<p>“ผมถนัดเรื่องเหล้าเบียร์ ตอนนั้นเลยใช้คำว่า Beer People ไปก่อน และถ้าไปดูชื่อเพจของผม ประชาชนเบียร์ มันชัดอยู่แล้ว ประชาชนนำหน้า เบียร์มาทีหลัง คนอื่นเขาจะทำประชาชนกัญชา ประชาชนไวน์ หรือประชาชนนักเขียน ทุกคนขับเคลื่อนในทางของตัวเองได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-185962" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในมุมของไอซ์ เขาเขียนประโยคนี้เอาไว้ตั้งแต่ตอนจัดงานครั้งแรก It’s not just about Beer, it’s the People เขาอยากเห็นงานเบียร์ที่เป็นมากกว่าแค่ตลาดเหล้าเบียร์ แต่ควรมีจิตวิญญาณของมันเอง<br></p>



<p>“จัดงานปีแรก ผมทักไปขอโลโกประชาชนเบียร์จากพี่เบนซ์ เขาบอกไม่มี แล้วก็พิมพ์ลง Microsoft Word ส่งมาให้ผม ฟอนต์อะไรก็ไม่รู้ ผมแบบไอเชี่ย ดิบว่ะ แล้วเขาก็ไม่เปลี่ยนด้วยนะ ปัจจุบันนี้เขาก็ยังใช้ เนี่ยดูสิ (ชี้ที่เสื้อของเบนซ์)”<br></p>



<p>“ผมเลยคิดได้ว่า เฮ้ย จริงๆ จิตวิญญาณของงานนี้มันคือการตรงไปตรงมานี่หว่า มันคือการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เราเลยคิดคอนเซปต์ของการถูกเซนเซอร์ขึ้นมา เราอยากพูดเรื่องการถูกกดทับ การกดขี่ของประชาชน”</p>



<p>ด้วยคอนเซปต์นี้ ทำให้เกิดดีไซน์คาดเซนเซอร์บนโลโก People Festival 2026 ที่ออกแบบโดย <strong>ใหม่ &#8211; มานิตา ส่งเสริม</strong> Typographic artist ไอซ์เล่าว่าช่วงที่ติดต่อใหม่ให้มาออกแบบโลโก เป็นช่วงเดียวกับที่นิทรรศการของเธอที่หอศิลป์ถูกเซนเซอร์พอดี</p>



<p>เรื่องบังเอิญ &#8211; คำนี้ฟังดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์เท่าไหร่</p>



<p>หรือประโยคของไอซ์จะเหมาะกว่า “มันเหมือนยูนิเวิร์สจัดสรรทุกคนให้มาเจอกัน”</p>



<p>เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ยูนิเวิร์สก็ได้จัดสรรให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งและทำประชามติ งานเบียร์ที่ออกตัวว่ายั่วล้อการเมืองแบบเต็มประตู มีหรือจะไม่อยากจัดการเลือกตั้งเหล้าและเบียร์ประชาชนของตัวเองบ้าง</p>



<p>“ปีที่แล้วเราก็จัด นี่คือก่อนจะรู้ว่ามีการเลือกตั้งอีก (หัวเราะ)” เบนซ์กล่าวอย่างติดตลก</p>



<p>ไอซ์เสริมว่า “เราทำคูหาไว้ให้คนเดินเข้าไปกาเหล้าและเบียร์ที่ตัวเองชอบ กา 2 เบอร์ และก็ยอมรับกันตรงนี้เลยนะครับว่าทุกบัตรของเรามี QR Code ที่แท็กถึงบ้านได้หมดเลย (หัวเราะ) เพราะเราต้องส่งเบียร์กับเหล้าไปให้”</p>



<p>กติกาเลือกตั้งเหล้าเบียร์ไม่ซับซ้อน ถ้าแบรนด์เหล้าและเบียร์ที่คุณเลือกชนะเป็นอันดับ 1 (ซึ่งมีคนเข้าคูหาเรือนหมื่น) ทีมงานจะส่งเหล้าและเบียร์แบรนด์ที่คุณเลือก ให้กินถึงบ้าน ฟรี 1 ปีเต็ม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185963" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-center">                                         ควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเหล้าเบียร์ หรือ กกบ.</p>



<p class="has-text-align-left">“เราทำกิจกรรมนี้เพื่อบอกทุกคนว่า เฮ้ย พลังของเราแม่งยังมีอยู่นะเว้ย ผลเลือกตั้งมันออกมาจากเสียงของพวกคุณจริงๆ ไม่ได้มาจากพี่เบนซ์ประชาชนเบียร์ บอกว่าแบรนด์นี้ได้ที่ 1 ไม่ได้มาจากพี่เลียว ไม่ได้มาจากผม แต่มันมาจากคนเป็นหมื่นๆ คนที่โหวตให้” ครีเอทิฟหนุ่มเล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น</p>



<p class="has-text-align-left">“คืออย่างน้อยๆ พื้นที่ตรงนี้ คุณได้ในสิ่งที่คุณเลือกจริงๆ โดยไม่ได้ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย แต่ผ่านตัวเราทุกคนที่มี 1 เสียงเท่ากัน” เลียวกล่าวเสริม</p>



<p class="has-text-align-left">มานึกดูให้ดี มันคงเป็นรสชาติที่ลุ่มลึกและน่าประทับใจไม่น้อย&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-left">ทั้งรสชาติของเหล้าเบียร์ และรสชาติของเสรีภาพในการเลือกของเรา</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เมา</strong></h2>



<p class="has-text-align-center"><strong>ชาวนาไทยกลับจากทำงานจนตะวันโพล้เพล้ เมียหุงข้าวไว้ให้ มีปลาก็ต้มปลา กินเหล้าสักก๊งสองก๊ง เมียกับผัวนอนหลับสบาย หรือนึกสนุกจะเอากันก่อน ก็เอาซิ ตื่นเช้าตีห้า ออกไปทำงานใหม่ นี่คือชีวิต จะบอกว่าเมาแล้วขับรถชนไม่ได้ เพราะคนอีกตั้งหลายร้อยล้านไม่ได้ขับรถชน &#8211; ’รงค์ วงษ์สวรรค์</strong></p>



<p><strong></strong><strong>“</strong>ไม่เคยมีคนตีกันเลยสักครั้ง”<br></p>



<p>จะเชื่อหรือไม่ ทั้งสามคนยืนยันว่าตั้งแต่จัดงานเบียร์มา ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ทะเลาะต่อยตีเลยสักครั้ง แม้โดยธรรมชาติของงาน ที่มีเครื่องดื่มมึนเมาเข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำให้คิดไปได้ว่าตีกันแน่ๆ</p>



<p>“ผมลงทุนจ้างการ์ดตัวใหญ่ๆ มาเลยนะ สุดท้ายต้องไปช่วยเสิร์ฟ เพราะไม่มีใครตีกันเลย คนมางานเรามีอารยะมาก (หัวเราะ)” เบนซ์เล่า</p>



<p>นอกจากไม่มีคนต่อยตีกันแล้ว ตรงกันข้าม พวกเขากลับพูดคุยกับคนแปลกหน้าได้อย่างรวดเร็วและออกรส เบนซ์เชื่อว่านี่คือนิสัยที่นักดื่มมีร่วมกัน คือโหยหาวงสนทนาดีๆ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-185964" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-7.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185965" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“คนที่เคยมาจะรู้ว่างานเราไม่ได้เน้นเสียงเพลงมาก เราจัดเต็มเหมือนกัน แต่คนพวกนี้มันชอบมาเจอกันมาคุยกันมากกว่า บางคนเพื่อนชวนมา หรือต่อให้มาคนเดียว ไปยืนอยู่ตรงไหนก็มีคนคุยด้วย” เบนซ์เล่าถึงความช่างคุยของคนเข้าร่วมเทศกาล<br></p>



<p>“ผู้ประกอบการขายเหล้าขายเบียร์ในงานเรา ส่วนใหญ่เป็น Home Brewer เขาอยากจะพรีเซนต์ตัวเอง แม่งเล่าหมดทุกอย่างเลย สตอรี่เป็นยังไง ส่งต่อมาถึงเบียร์ตัวนี้ยังไง ฉะนั้นเวลาไปต่อคิวซื้อเบียร์ คนพวกนี้จะคุยกันหมดเลย พี่ชอบกินอะไร ลองอันนี้ไหมพี่ ทุกคนพร้อมจะแชร์กัน”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185966" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>จะว่าไปก็แปลก บ่อยครั้งที่เราเห็นความพยายามจัดระเบียบสังคม คล้ายเป็นการขีดเส้นให้เดินตาม ถ้ามาลูกนี้คนยิ่งไม่อยากทำตามใหญ่ หากแต่ในสังคมที่เปิดกว้างและให้เกียรติ คนกลับไม่ค่อยแหกกฎเกณฑ์อะไรนัก<br></p>



<p>เคล็ดลับคืออะไร ทำไมคนไม่มีคนวางมวยกันเลย นี่มันงานเบียร์นะ &#8211; เราถาม<br></p>



<p>“ผมคิดว่ามันเกิดจากการที่เราจัดงานอย่างให้เกียรติ เราแคร์คนที่มางาน เราแคร์ผู้ประกอบการ เราแคร์มากพอจนเขามั่นใจว่าเขาสามารถมาเป็นตัวของตัวเองที่งานของเราได้ ผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยไม่มีใครมาแล้วจะทำตัวไม่ดี เพราะเขาสัมผัสได้ว่าเราให้เกียรติเขา เขาก็ให้เกียรติคนอื่น” ไอซ์ชวนมองอีกมุม<br></p>



<p>“มันเป็นภาพที่น่ารักมาก งานครั้งที่แล้วเราเห็นภาพของพ่อแม่พาลูกมา หรือพาหมาแมวมา”<br></p>



<p>อย่างปฏิเสธไม่ได้ สุราเป็นเหตุให้สติฟั่นเฟือนจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เทศกาล People Festival 2026 ทราบถึงฤทธิ์แอลกอฮอล์ดี จึงดูแลจัดการด้านความปลอดภัยให้เสร็จสรรพ เขาเตรียมรถแดงคอยบริการรับส่ง MRT สิรินธร &#8211; ช่างชุ่ย และมีบริการ U Drink I Drive ให้พร้อม<br></p>



<p>ในรายผู้ประกอบการ ทางทีมงานเตรียมคนมาช่วยยกเหล้าเบียร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม หรือในรายของคนที่ไม่อยากเดินเตร่ชิมเหล้าเบียร์ทั่วช่างชุ่ย เรียกใช้เด็กเดินแอลได้ตลอดเวลา แค่นั่งเฉยๆ รอเบียร์มาเสิร์ฟถึงที่<br><br>“สิ่งที่เปลี่ยนไปในปีนี้คือ งานมันเปิดกว้างกับคนหลายแบบมากขึ้น เรารื้อถอนอาคารหลังใหญ่ไป 2 &#8211; 3 แห่ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้คนเดินได้ เรามีหลากหลายโซน ไม่ว่าคุณจะชอบดนตรีโจ๊ะๆ EDM อะคูสติกส์ เราก็มีให้” ไอซ์เล่า</p>



<p>เลียวเสริมว่า</p>



<p>“โซนที่ผมชอบไปที่สุดคือ ตรอกแจ้งเกิด เราให้แบรนด์ใหม่ที่กำลังเพิ่งหัดต้ม ได้มีโอกาสมาตั้งบูทแจกเครื่องดื่มฟรีในงาน ให้เขาเจอกับผู้บริโภคโดยตรง เราไปแล้วเหมือนเป็นหนูทดลองให้เขา (หัวเราะ) แต่เราก็ยินดีเป็นหนูทดลองนะ เพื่อฟีดแบ็กให้เขานำไปปรับปรุง”<br></p>



<p>“คือในปีนี้และปีต่อๆ ไป พื้นที่ 12 ไร่ของช่างชุ่ย จะถูกใช้เป็นห้องแล็บให้เรามาทดลองอะไรหลายๆ อย่างด้วยกัน โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่มีอุดมการณ์อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะในประเทศจริงๆ ของเรา เห็นกันอยู่ว่าเสรีภาพหรือความยุติธรรมมันยังไม่ปรากฏขึ้นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์”&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185967" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เสรีภาพมีอยู่จริงที่ People Festival 2026 พวกเขามั่นใจ</p>



<p>มองให้ลึกลงไปกว่าการเป็นงานเบียร์ นี่คือการสร้างระบบนิเวศให้คนในวงการสุราไทย ไม่ว่าจะเป็นคนต้มเบียร์ คนคั่วกาแฟ หรือนักสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถลืมตาอ้าปากและเติบโตได้ และพวกเขาเหล่านั้นมีเป้าหมายเดียวกัน คือฝันถึงวันที่ ‘เหล้าเถื่อน &#8211; เบียร์เถื่อน’ (แบบที่ถูกแปะป้าย) มีที่ทางในสังคมไทย และเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งคนดื่มและคนทำภูมิใจ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เล่าเรื่อง</strong></h2>



<p class="has-text-align-center"><strong>ผมกินเหล้ามามากแล้วในชีวิต กินมามากกว่าลำธารบางสาย ผมเลยเบา ๆ ลงเพื่อรักษาชีวิตไว้ให้ความรัก &#8211; ’รงค์ วงษ์สวรรค์</strong></p>



<p><br>“เบียร์มีมาตั้งแต่เมโสโปเตเมียไหมนะ สังเกตสิ ทุกที่ในโลกมีเบียร์ของตัวเองกันหมดเลย”</p>



<p>ตามธรรมเนียมของวงเหล้า เมื่อสติถูกแอลกอฮอล์ขโมยตัวไป ควรมีใครสักคนขุดเรื่องมาเล่า จากข้อสังเกตของไอซ์ วงดื่มเล็กๆ ของเราถกเถียงกันต่อว่า เหตุใดเครื่องดื่มมึนเมา ไม่เคยห่างกายมนุษยชาติเลย</p>



<p>“เวลาดื่มเราตัดทุกอย่างออกหมด ไม่มีหัวโขน ไม่มีอีโก้ ไม่มีกำแพง เราพูดแต่สิ่งรู้สึกจริงๆ ออกมา มันขึ้นอยู่กับว่าชีวิตคุณตอนนั้นเป็นยังไง คุณอยากสนุก คุณเศร้า หรือคุณอยากมีความสุข” ฤทธิ์เครื่องดื่มมึนเมาในมุมของเลียว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185968" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/10-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“ยังตอบจริงจังอยู่ งั้นต้องไปอีก 2 &#8211; 3 แก้ว (หัวเราะ)” เบนซ์หยอกเอิน</p>



<p>“การมีแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดนิดนึง เราจะกล้ามากขึ้น เราจะพูดในสิ่งที่เชื่อมากขึ้น และสำหรับผม มันมีโมเมนต์ดีๆ เกิดในวงเหล้าเยอะมาก ต่อให้เป็นเรื่องไม่ดีเราก็ได้เรียนรู้ ถ้าเราไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ เราอาจไม่ได้เจอเพื่อน ไม่เจอแฟน หรือเจอเมียก็ได้”&nbsp; ครีเอทิฟหนุ่มเสริมในมุมของเขา</p>



<p>“ผมเพิ่งไปอ่านบทความหนึ่ง เขาบอกว่า Steve Jobs ชอบชวนคนไปกินเบียร์เวลาจะนัดสัมภาษณ์พนักงานซีรีส์ A เข้าทีม เขาอยากให้เป็นตัวของตัวเองไม่ใช่ตอบตามแพตเทิร์นเพื่อให้ผ่านสัมภาษณ์ เขาอยากเห็นตัวจริง มึงไหวเปล่าวะ อ๋อ มึงสุดได้ขนาดนี้ กูรับมึงได้แน่นอน มาทำงานด้วยกัน” ฤทธิ์น้ำเมาในมุมของเบนซ์</p>



<p>โดยสรุป ไม่ว่าจะรสชาตินุ่มลื่นคอ หรือต่อให้รสชาติเลวทรามที่สุด ของเหลวให้ฤทธิ์มึนเมา เช่น เหล้า เบียร์ สาโท รัม จิน ไวน์ วิสกี้ วอดก้า&nbsp; บรั่นดี และอีกสารพัดจะเรียก ล้วนถูกมนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการหลบหนี ชูกำลัง ละลายพฤติกรรม หรือดึงเนื้อตัวแท้ๆ ออกมาเสมอไม่ว่ายุคสมัยใด</p>



<p>อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเรากำลังโน้มน้าวให้คุณดื่มแอลกอฮอล์ เปล่าเลย</p>



<p>ความจริงการกินหล้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทั้งไม่ใช่เรื่องน่าอวดโอ้ในสังคมไทย สังคมซึ่งพร่ำสอนให้เชื่อว่าเหล้าเป็นความชั่วร้าย แต่ถ้าหากเอาความจริงมาพูดกัน เหล้าเบียร์มีหลายประเภท คนก็ไม่ต่างกัน นักเขียนคนหนึ่งว่าไว้อย่างนี้</p>



<p>ถิ่นสุราอย่างไทยมีเหล้าและเบียร์ดีๆ ถมเถ หากไม่รู้จะไปหาดื่มจากไหน ยิ่งต้องมา People Festival 2026 เหล้าเบียร์หลากหลายกว่า 400 แบรนด์ ที่เบนซ์ตระเวนชิมมาทั่วประเทศจะถูกนำมารวมอยู่ที่นี่ และที่สำคัญชิมฟรีทั้งงาน</p>



<p>อีกครั้งที่เบียร์ถูกรินลงแก้ว หมดเรื่องเล่าของฝั่งนั้น ถึงคิวฝั่งนี้ต้องเดี่ยวไมค์เล่าเรื่องบ้างแล้ว</p>



<p>คนเรือนหมื่นกำลังมุ่งหน้ามาที่งานเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ งานนี้มีพื้นที่ 12 ไร่ รองรับนักดื่มได้สบาย คอนเซปต์ของงานไม่มีอะไรซับซ้อน อยู่ที่นี่เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมาย ผู้คนที่นี่เฝ้าฝันถึงประเทศที่ดีกว่า ประเทศที่กฎหมายอยู่ข้างประชาชน</p>



<p>งานนี้สนับสนุนผู้ประกอบการเหล้าเบียร์รายจิ๋วทั่วประเทศ เปิดพื้นที่ให้ปล่อยของ สร้างฐานลูกค้า และคุณผู้โปรดปรานการดื่ม มาที่นี่คุณมีสิทธิ์ทุกประการในการดื่มน้ำเมา &#8211; จะมากเท่าลำธารหนึ่งสายก็ยังได้ เพราะถึงแม้เมาแอ๋แล้ว คุณก็ยังกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย</p>



<p>ทั้งหมดนั่นแหละ People Festival 2026 ที่ช่างชุ่ย งานเหล้าเบียร์ที่พิสูจน์แล้วว่าสุราไม่ใช่ความชั่วร้าย ตรงกันข้าม ยิ่งทำให้สังคมรื่นรมย์ขึ้น ถ้าถูกทำอย่างสร้างสรรค์และตั้งใจ อุตสาหกรรมสุราไทยก็สามารถเติบโตและงอกงามได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185969" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/11-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เบียร์ยังเหลือก้นแก้ว เลยขอใช้โอกาสนี้โยนคำถามสุดท้ายไปกลางวง ในประเทศที่ตัวเลือกในการดื่มถูกจำกัด การให้คนเดินเลือกชิมเหล้าเบียร์ฟรีกว่า 1,000 รสชาติ สำคัญยังไง</p>



<p>“ทุกการเลือกย่อมมีผลที่ตามมา แต่ทุกครั้งเราก็อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุด หรือมีประโยชน์กับเราที่สุด แม้สุดท้ายผลลัพธ์มันดีหรือไม่ดี ไม่มีใครรู้ แต่อย่างน้อยเราต้องมีสิทธิ์เลือก” บุรุษแห่งช่างชุ่ยตอบ</p>



<p>“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติสัมปชัญญะ สุดท้ายเขาจะเลือกเองว่าอะไรดีหรือไม่ดี การชิมคือการเปิดกว้างให้เขาได้เลือก ผมมองว่าการมีตัวเลือกที่หลากหลายมันคือการให้เกียรติกันในฐานะมนุษย์” หนุ่มรุ่มรวยไอเดียเสริม</p>



<p>สลายตัวออกจากวงเหล้าไปพร้อมกับมุมมองสุดคมคายของเบนซ์</p>



<p>“เราควรมีสิทธิ์เลือก สิ่งนี้สำคัญเหี้ยๆ มันคือเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าเลือกไม่ได้ เราก็เหมือนสัตว์ที่ถูกขังอยู่ในคอก เขาโยนอะไรให้ก็ต้องกิน ไม่ต่างอะไรกับวัวกับควายที่เขาเลี้ยงไว้เพื่อใช้แรงงาน” เขาตอบทันที คล้ายมันกรุ่นในใจอยู่แล้ว</p>



<p>ไม่ใช่แค่เหล้าเบียร์ที่เราควรมีสิทธิ์เลือกเอง เขาหมายถึงทุกเรื่องในชีวิตของเรา</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-festival/">จิบน้ำเปลี่ยนนิสัย ถ่มถ้อยสนทนาถึง People Festival 2026 เมื่อ &#8216;ฤดูเมรัย&#8217; ผลิบานกลางดงเสรีชน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คราฟต์หนังสือสวนกระแสโลกแมสๆ กับสวนเงินมีมา ร้านหนังสืออิสระ ณ เฟื่องนคร ถิ่นนักเลงหนังสือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/suan-nguen-mee-ma/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SUSTAINABILITY]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[(b) ad people]]></category>
		<category><![CDATA[people power]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[people]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านหนังสืออิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านสวนเงินมีมา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185812</guid>

					<description><![CDATA[<p>การมีคำว่าอิสระต่อท้าย ทำให้ร้านหนังสือประเภทนี้แตกต่างจากร้านหนังสือทั่วไปขนาดนั้นไหม มองเผินๆ อาจจะไม่ ก็ขายหนังสือเหมือนกัน มีโซนคาเฟเหมือนกัน งานเสวนาหนังสือต่างก็จัดอยู่ออกจะบ่อย&#160; เช่นนั้นแล้ว เสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระคืออะไร &#8211; คำถามนี้ผุดขึ้นระหว่างเราเดินทางมาที่ย่านพระนคร  มาคิดดูให้ดี ร้านหนังสืออิสระมีเสน่ห์ดึงดูดใจหลายข้อ ข้อแรก ฝีมือพรีเซนต์หนังสือของพนักงานเข้าขั้นฉกาจ หาใช่แค่จัดเรียงเติมสต๊อก ข้อสอง ตั้งอยู่ในชุมชน บ่อยครั้งถูกเรียกว่าร้านลับ หาใช่อยู่ในห้างร้านใหญ่โต ข้อสาม บรรยากาศในร้านมีเอกลักษณ์ของตัวเอง หาใช่จัดเป็นแพตเทิร์นเหมือนกันทุกสาขา ข้อสี่ มีสาขาเดียว ข้อห้า &#8230; “ตอนนี้สังคมต้องการความหลากหลาย เราจะกินราดหน้ารสชาติเดียวทั้งประเทศ มันก็ยังไงอยู่ใช่ไหม” เจ้าของประโยคเมื่อครู่ เกียว &#8211; นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ เธอเป็นอดีตนักข่าวที่ผันตัวมาเป็นหนึ่งในทีมงานของร้านสวนเงินมีมา ร้านหนังสืออิสระในย่านเฟื่องนคร เธอหมายความว่าหนังสือประเภทที่เชนส์ร้านหนังสือไม่มี แต่สามารถหาได้ที่ร้านหนังสืออิสระ นั่นล่ะข้อห้า บทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นในวันท้ายๆ ของเทศกาลย่านหนังสือพระนคร BKK BOOK District นี่เป็นงานที่มีคนสนใจมากไม่แพ้งานสัปดาห์หนังสือ เราเห็นคนหลายช่วงวัยเดินเลือกซื้อหนังสือในย่านพระนคร ในรายคนชอบดูตึก แชะภาพเมืองเก่าเก็บไว้สนุกมือ ในมุมของเรา (ที่มาย่านนี้ไม่บ่อย) นักอ่านปริมาณมากเท่านี้นับว่าน่ายินดีมากแล้ว ในมุมของเขา (ร้านหนังสืออิสระ) นักอ่านมาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/suan-nguen-mee-ma/">คราฟต์หนังสือสวนกระแสโลกแมสๆ กับสวนเงินมีมา ร้านหนังสืออิสระ ณ เฟื่องนคร ถิ่นนักเลงหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การมีคำว่าอิสระต่อท้าย ทำให้ร้านหนังสือประเภทนี้แตกต่างจากร้านหนังสือทั่วไปขนาดนั้นไหม มองเผินๆ อาจจะไม่ ก็ขายหนังสือเหมือนกัน มีโซนคาเฟเหมือนกัน งานเสวนาหนังสือต่างก็จัดอยู่ออกจะบ่อย&nbsp;</p>



<p>เช่นนั้นแล้ว เสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระคืออะไร &#8211; คำถามนี้ผุดขึ้นระหว่างเราเดินทางมาที่ย่านพระนคร </p>



<p>มาคิดดูให้ดี ร้านหนังสืออิสระมีเสน่ห์ดึงดูดใจหลายข้อ</p>



<p>ข้อแรก ฝีมือพรีเซนต์หนังสือของพนักงานเข้าขั้นฉกาจ หาใช่แค่จัดเรียงเติมสต๊อก</p>



<p>ข้อสอง ตั้งอยู่ในชุมชน บ่อยครั้งถูกเรียกว่าร้านลับ หาใช่อยู่ในห้างร้านใหญ่โต</p>



<p>ข้อสาม บรรยากาศในร้านมีเอกลักษณ์ของตัวเอง หาใช่จัดเป็นแพตเทิร์นเหมือนกันทุกสาขา</p>



<p>ข้อสี่ มีสาขาเดียว</p>



<p>ข้อห้า &#8230;</p>



<p>“ตอนนี้สังคมต้องการความหลากหลาย เราจะกินราดหน้ารสชาติเดียวทั้งประเทศ มันก็ยังไงอยู่ใช่ไหม”</p>



<p>เจ้าของประโยคเมื่อครู่ <strong>เกียว &#8211; นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ</strong> เธอเป็นอดีตนักข่าวที่ผันตัวมาเป็นหนึ่งในทีมงานของร้านสวนเงินมีมา ร้านหนังสืออิสระในย่านเฟื่องนคร  เธอหมายความว่าหนังสือประเภทที่เชนส์ร้านหนังสือไม่มี แต่สามารถหาได้ที่ร้านหนังสืออิสระ </p>



<p>นั่นล่ะข้อห้า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185820" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>บทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นในวันท้ายๆ ของเทศกาลย่านหนังสือพระนคร BKK BOOK District นี่เป็นงานที่มีคนสนใจมากไม่แพ้งานสัปดาห์หนังสือ เราเห็นคนหลายช่วงวัยเดินเลือกซื้อหนังสือในย่านพระนคร ในรายคนชอบดูตึก แชะภาพเมืองเก่าเก็บไว้สนุกมือ</p>



<p>ในมุมของเรา (ที่มาย่านนี้ไม่บ่อย) นักอ่านปริมาณมากเท่านี้นับว่าน่ายินดีมากแล้ว</p>



<p>ในมุมของเขา (ร้านหนังสืออิสระ) นักอ่านมาก ยอดขายพุ่งพรวด น่ายินดีและใจฟูไม่ต่างกัน แต่โดยความหลังของย่านพระนคร หลายปีมานี้ ร้านหนังสือประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งยอดคนและยอดขาย</p>



<p>“หลังโควิด ถนนเส้นนี้เงียบเหงาลง มันเหมือนจะดีนะ มีรถไฟฟ้าแล้ว แต่เรารู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม ทำยังไงก็ไม่กระเตื้องขึ้นเลย”</p>



<p><strong>มิ &#8211; วรนุช ชูเรืองสุข</strong> บรรณาธิการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ผู้เฝ้าดูการขึ้นและลงของย่านพระนครมา 20 กว่าปี อยู่มาตั้งแต่ยังไม่มีรถไฟฟ้ามาถึง ครั้นมาถึงแล้วแต่คนกลับไม่มาตาม&nbsp;</p>



<p>ระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษบ่งบอกอะไรบ้างในบ้านเมืองที่ร้านหนังสือ (รายใหญ่) ทำโปรโมชันขายหนังสือได้ในราคาถูกกว่า ทำเลดีกว่า และคนมองเห็นมากกว่า</p>



<p>หนึ่ง มันบ่งบอกว่าหากทำร้านหนังสืออิสระอย่างตั้งใจและไม่ยอมแพ้ การประคับประคองให้ร้านอยู่รอดในเชิงธุรกิจมันเป็นไปได้</p>



<p>สอง มันบ่งบอกถึงความตั้งใจและความเชื่อมั่นลึกๆ ของคนทำที่มีต่อร้านหนังสืออิสระ การคัดเลือกหนังสือที่ดีวางไว้บนชั้นรอวันนักอ่านเดินมาเจอ แม้หนังสือเล่มนั้นจะอับแสง ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่คนทำเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าหนังสือที่เลือกมาจะเปลี่ยนชีวิตผู้ที่ได้อ่านมัน หรืออย่างน้อยที่สุด อ่านแล้วได้รู้จักตัวเองมากขึ้น</p>



<p>หญิงแกร่งทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว ต่อจากนี้คือบทสนทนาว่าด้วยการบริหารร้านหนังสืออิสระ ปมปัญหา วิธีแก้ไข เทคนิคดึงดูดนักอ่านให้มาที่ร้าน และวิธีคัดเลือกหนังสือ หวังว่าเมื่ออ่านจบ คำตอบของคำถามที่เราทิ้งไว้ตอนต้นคงกระจ่างขึ้น &#8211; เสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระคืออะไร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185821" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>&nbsp;เดิน = อ่าน</strong></h2>



<p>เคยคิดไหมว่าการเดินกับการอ่านคล้ายกันตรงไหน&nbsp;</p>



<p>อย่างที่ทราบ เทศกาลย่านหนังสือมีกิจกรรมเดินทัวร์ร้านหนังสืออิสระในย่านพระนคร 16 ร้าน นี่เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากสิ่งที่มิและเกียวเคยทำ ก่อนหน้าจะมีย่านหนังสือ ทั้งสองจัดกิจกรรมเดินทัวร์ร้านหนังสือ 9 ร้าน ด้วยมีความเชื่อลึกๆ ว่าการเดินทำให้เราสัมผัสและซึมซับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตรอกซอกซอย&nbsp;</p>



<p>เกียว : หลังยุคโควิดเป็นต้นมา อยู่ดีๆ หนังสือก็กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย กำลังซื้อหดลงไปเยอะ เราเลยเริ่มทำออนไลน์ ทั้งจัดบุ๊กคลับ งานทอล์ก รูททัวร์ก็จัด</p>



<p>เผอิญว่ารูททัวร์ย่านหนังสือที่เราจัดถูกมองเห็น เราเลยเขียนโปรเจกต์นี้ส่งโครงการย่านสร้างสรรค์ของ กทม. ตอนนั้นเราคิดกันว่าการทำย่านสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่คนจัดงานได้ ผู้ประกอบการร้านหนังสือต้องรอดไปด้วยกัน</p>



<p>เกียวเขียนโปรเจกต์นี้ส่งไปให้ กทม. โดยระบุว่าจะจัดทำรูททัวร์สำรวจร้านหนังสือในย่านพระนคร ทั้งหมด 9 ร้าน โดยจะมอบคูปอง 200 บาทให้กับผู้ร่วมกิจกรรมทุกคน เพื่อนำไปซื้อหนังสือในย่าน<br>คงมีไม่มาก นักอ่านที่มีโอกาสได้ไปเดินรูททัวร์กับมิและเกียวในครั้งนั้น เราเลยถามแทนให้ว่าเดินทัวร์ร้านหนังสือและสำรวจย่าน ได้ประสบการณ์แบบไหน ร้อน เหนื่อย สนุก?</p>



<p>เกียว : อยากให้ลองมาเดินทัวร์ร้านหนังสือดูสักครั้งนะคะ เราจะเห็นสีหน้าแววตาและความตื่นเต้นของเจ้าของร้านหนังสือ เขาพรีเซนต์ร้านตัวเองยังไง เขามีวิธีขายหนังสือแบบไหน และร้านเหล่านี้มีหนังสือเล่มที่คุณหาไม่ได้แล้วในร้านใหญ่ๆ</p>



<p>การมาเดินในย่านพระนคร เราจะได้เห็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ พระนครเป็นย่านที่สุมหัวสุมทุมของโรงพิมพ์เก่า เพราะสมัยก่อน ทุกอย่างต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารหมด นั่นทำให้มี 3 &#8211; 4 กระทรวงใหญ่ๆ อยู่แถวนี้ ไม่ว่าจะเป็นมหาดไทย กลาโหม กระทรวงพาณิชย์ พระนครมันคือแหล่งของการผลิตศิลปวิทยาในสมัย 100 ปีที่ผ่านมา<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185822" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ใช่ว่าดื่มด่ำความงามของเมืองอย่างเดียว เกียวเล่าว่าการลงมาเดินบนถนนทำให้เห็นเลยว่าทางเท้าและสัญญาณไฟจราจรในย่านพระนคร ไม่ค่อยน่ารักกับคนใช้ถนนเลย&nbsp;</p>



<p>เกียว : เดินๆ ไป เราจะรู้สึกว่าทำไมทางเท้าห่วย หรือทำไมไฟแดงต้องเร่งให้เราเดินขนาดนั้น คนแก่ที่เขาเดินสามขาเราไม่รอเขาหรือไงนะ สมมติว่าเขาแข้งขาไม่ดีแล้วต้องหิ้วของจ่ายตลาดมา เขาต้องเดินด้วยความเร็วแค่ไหน</p>



<p>มิ : ส่วนตัวยังมีความหวังลึกๆ นะ พอมีคนหน้าใหม่เข้ามาเยอะขึ้น หรือตอนที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้ามาเดินดูด้วยตัวเอง เขาก็คงจะทำให้เมืองมันเข้าถึงง่ายกว่านี้ ตอนนี้เขาอาจจะเอาแค่สีมาป้ายเป็นหย่อมๆ ว่าทางเดินปลอดภัย แต่เดี๋ยวสักพักเราว่าเดี๋ยวเขาก็ต้องปรับ</p>



<p>ไม่แน่ใจคนอื่นเป็นเหมือนกันไหม วันทำงานที่เราต้องเดินไปทำงานบนฟุตพาทเดิมและใช้ถนนเส้นเดิมทุกวัน สิ่งที่รู้สึกอยู่ลึกๆ คือทำไมชีวิตมันวนซ้ำเป็นลูปแบบนี้นะ เกียวบอกว่าอย่าเอาแต่เดิน ลองมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูบ้าง</p>



<p>เกียว : การเดินเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์ ตอนเดินเราเห็นเลยว่าชุมชน บ้าน หรือย่าน มันเป็นมายังไง และการที่คนยุคนี้หันมาเดินหรือวิ่งกันมากขึ้น เพราะมันใช้แค่ร่างกายของเราเอง ไม่ต้องใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปเดินคุณร้อนจริง คุณเห็นจริง คุณฟังจริง คุณสัมผัส สบตา มีรีแอกชันกันตรงๆ ไม่ใช่แสดงผ่านสติกเกอร์</p>



<p>การไปซื้อหนังสือที่ร้านต่างจากซื้อผ่านออนไลน์ตรงที่คนไปซื้อหนังสือเขาได้จ่ายเงินจริง ได้จับหนังสือจริง มันมีหนังสืออีกมหาศาลที่ไม่อยู่ในออนไลน์ ออนไลน์คือเขาเลือกมาให้เราแค่นั้น แต่หนังสือเหล่านี้มันไม่ถูกทำการตลาด เราต้องเดินไปหาถึงเจอ</p>



<p>เห็นด้วยไหมว่าหากเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ชีวิตถึงเป็นชีวิต<br></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ขายหนังสือ สร้างกิจกรรม ทำบรรยากาศให้นิ่งคิด</strong></h2>



<p>ยอมรับแต่โดยดีไหม หากเราบอกว่าทุกวันนี้ใครๆ ก็ซื้อหนังสือทางออนไลน์กันแล้ว ก็แค่เลือกหนังสือที่อยากได้ จ่ายเงิน และรอ ขั้นตอนมีเท่านี้ กลับกันหากตั้งใจไปซื้อหนังสือที่ร้าน เราต้องอาบน้ำแต่งตัว เดินทาง สารพัดขั้นตอนกว่าจะถึงร้านหนังสือ</p>



<p>มองแบบหยาบๆ ซื้อทางออนไลน์สะดวกกว่าเยอะ กับข้อสรุปนี้ เกียวชวนมองต่างมุม เธอว่าการได้มาซื้อหนังสือที่ร้านให้อะไรมากกว่าที่คิด</p>



<p>เกียว : ตอนนี้ คนโหยหาคอมมิวนิตีทางกายภาพ บุ๊กคลับทำให้คนได้มาเจอกัน กล้าแสดงความคิด รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่โลกออนไลน์เราเขียนอะไรก็ได้ แต่มีสักกี่คนที่กล้าพูดในสิ่งที่คิดจริงๆ แต่พอมาเจอกัน คุณสามารถแสดงสิ่งจริงแท้ได้เต็มที่</p>



<p>สมมติมาแลกเปลี่ยนกันที่งานบุ๊กทอล์ก หนังสือ 1 เล่ม เราอ่านแล้วอาจจะคิดกันคนละแบบก็ได้ เพราะเราโตมาต่างกัน วงโคจรของเราไม่เหมือนกัน หนังสือเล่มนั้นอาจจะรับใช้ปรัชญาความเชื่อของอีกคนหนึ่งมากกว่าก็ได้ ฉะนั้นการมีคอมมิวนิตีทางกายภาพ มันทำให้คนรู้สึกว่าได้สานสัมพันธ์กัน เจอคนเผ่าเดียวกัน มีจุดร่วมเหมือนกัน มีความทุกข์ในเรื่องคล้ายๆ กัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-185823" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ไม่แน่ใจ ความรู้สึกนี้เรียกว่าทุกข์ได้ไหม บ่อยครั้งเราคล้อยตามรีวิวหนังสือในโลกออนไลน์ของนักอ่านทรงอิทธิพล (BookTok) แล้วลงเอยด้วยความผิดหวัง เราเชียร์ให้ซื้อหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน อย่างน้อยที่สุดเราเลือกเอง</p>



<p>มองลึกลงไปกว่านั้น รีวิวมหาศาลในออนไลน์เป็นหนึ่งในกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายของสำนักพิมพ์ หรือร้านหนังสือเจ้าใหญ่ ซึ่งมีเงินถุงสำหรับซื้อโฆษณา ไม่ว่าซื้อด้วยเงินหรือให้เป็นหนังสือก็ตาม</p>



<p>การเสกหนังสือสักเล่มให้แมสในออนไลน์ กลยุทธ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับร้านหนังสืออิสระ กระนั้นก็เถอะ หนังสือในร้านสวนเงินมีมาเคยแมสในออนไลน์อยู่ช่วงหนึ่ง มิและเกียวบอกว่ามีคนตามมาจากรีวิวในออนไลน์ ขายดีชนิดต้องพิมพ์แล้วพิมพ์อีก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185824" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-6.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า ‘รูมี กวีลำนำรัก’ คัดสรรและเรียบเรียงโดย สดใส ขันติวรพงศ์</p>



<p>มิ : เราไม่คิดว่าเด็กจะอ่าน เพราะมันเป็นงานลึก แต่โซเชียลมีเดียทำให้ไปถึงพวกเขาได้ สิ่งที่เรารับรู้มาก็คือ เด็กรุ่นใหม่เขาตีความรูมีด้วยวิธีคิดแบบของเขา เช่นว่าบางคนอ่านรูมีด้วยมุมมองของความรักและความสัมพันธ์</p>



<p>เกียว : สิ่งสำคัญคือถ้าเขารู้สึกหลงรักหนังสือเล่มนี้แล้ว หนังสือเล่มนี้ก็จะอยู่ในชีวิตเขาไปตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เหมือนที่หนังสือของ คาลิล ยิบราน อยู่กับเราตั้งแต่เด็กจนเราโต</p>



<p>ภายในร้านสวนเงินมีมา มีหนังสือวางเบียดซ้อนกันทั่วร้าน มีหนังสือหลากหลายหมวด ทั้งหนังสือสายศาสนธรรม จิตวิญญาณ การเมืองการปกครอง วรรณกรรม มิกับเกียวนิยามหนังสือเหล่านั้นว่าเป็นเหมือนเพื่อนหรือคู่มือให้นักอ่าน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ต่อตนเอง และความเป็นไปของสังคม&nbsp;</p>



<p>การตระหนักรู้หรือเข้าใจตัวเอง เราถาม</p>



<p>เกียว : ถ้าไม่เข้าใจตัวเอง เราจะอยู่แบบมึนๆ แล้วก็จะทุกข์ร้อนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะเกิดแก่เจ็บตาย การเปรียบเทียบ การโบยตีตัวเอง การอยากเป็นคนอื่น ไม่เคารพตัวเองมากพอ ไม่รู้จะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหน</p>



<p>เกียว : มีอยู่ยุคหนึ่ง มิเขาทำหนังสือภาวนาออกมาเยอะมาก จนเรางงว่าทำไมจะต้องมาสนใจเรื่องภาวนา ฟังดูเป็นศาสนามาก แต่พอเราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องศาสนาเลย มันเป็นหนังสือที่ทำให้เรามีเวลาในการใคร่ครวญ ตอนนี้ความคิดฉันกำลังอยู่ตรงไหน ถ้าเรารู้ทันตรงนี้มันจะช่วยได้มากเลย</p>



<p>มิ: ทุกวันนี้มันเร็วเสียจนรู้สึกต้องตามคนอื่นเขาไปตลอด บางคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกยังไง</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บทถัดไป</strong></h2>



<p>ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย มิและเกียวเห็นตรงกันว่านั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่มีนักอ่านหน้าใหม่มากมายแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อหนังสือที่ร้าน ยิ่งช่วงจัดงานเทศกาลย่านหนังสือ BKK BOOK District ยิ่งคึกคัก</p>



<p>หากหมดกระแส ร้านหนังสือย่านพระนครจะกลับสู่วังวนเดิมหรือไม่ &#8211; คือคำถามที่เราสงสัย</p>



<p>เราหมายถึงวังวนแห่งการซบเซา วังวนแห่งการรอคอยลูกค้า วังวนแห่งการคิดคำนวณต้นทุนกำไร ไม่ใช่แค่เรา แต่มิและเกียวก็เกิดคำถามเหล่านี้เช่นเดียวกัน เราเลยถามทั้งสองคนว่าจบงานแล้วจะเป็นยังไงต่อไป</p>



<p>มิ : มันจะเป็นภาพจำของคนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยมาย่านนี้ไปสักพักใหญ่ๆ เลย รูททัวร์ทำให้เขาได้ไปเจอร้านหนังสืออิสระ ทุกคนไปแล้วก็จำได้ มีหนังสือแนวนี้ด้วยเหรอ หนังสือนิยายเป็นปกแข็งทั้งหมดเลยเหรอ&nbsp;</p>



<p>เกียว : หวังว่าจะสร้างการจดจำแบบนั้น นั่นคือความตั้งใจของคนทำ BKK BOOK District เพียงแต่ว่าในระยะยาว ความอยู่รอดของร้านหนังสือมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ลูกค้าจะมีมาต่อเนื่องไหม แล้วเราจะสนับสนุนกันต่อไปอย่างไร&nbsp;</p>



<p>มิและเกียวอัปเดตให้ฟังว่าตอนนี้มีหลายวงสนทนา ที่คุยกันถึงนโยบายสำหรับสนับสนุนร้านหนังสืออิสระ ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็นที่ถกกันออกรส หนึ่ง ค่าเช่าที่ สอง ต้นทุนหนังสือ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185825" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เกียว : เราจัดวงพูดคุยกันที่สวนรมณียนาถ มีการเสนอว่าสำนักทรัพย์งานพระคลังข้างที่ในย่านเมืองเก่า กทม. สามารถไปเจรจา เพื่อให้เช่าพื้นที่ในราคาถูกได้ไหม แล้วเปิดให้เข้าไปขายหนังสือ ปลอดค่าเช่าสัก 2 &#8211; 3 ปี เพื่อให้ตั้งตัวได้</p>



<p>หรืออีกเรื่องคือมีงบประมาณจัดซื้อที่แน่นอน สมมติพิมพ์มา 2,000 เล่ม ถ้ามั่นใจว่ามีหน่วยงานรับซื้อไปแล้วครึ่งหนึ่ง ระบบนิเวศของหนังสือจะคล่องตัวขึ้นทันที และเราก็ไม่ต้องเสียโอกาสในการอ่านต้นฉบับดีๆ เพียงเพราะกลัวขายไม่หมด</p>



<p>มิ : ไม่ว่าใครก็อยากทำหนังสือดีๆ</p>



<p>เกียว : มิเขาเป็นบรรณาธิการ เขามีต้นฉบับดีๆ ที่อยากนำสู่สังคมไทยเยอะแยะ แต่ไม่สามารถทำได้ทุกเล่ม เพราะต้องคิดว่าจะขายได้เท่าไหร่ เพียงพอค่าพิมพ์แล้วหรือยัง วิธีคิดแบบนี้มันทำให้เราเสียโอกาสอ่านหนังสือดีๆ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185826" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-768x769.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-600x601.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-4.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แดดคล้ายจะลดดีกรีลงแล้ว ตลอดการพูดคุย มีนักอ่านแวะเวียนมาดูหนังสือที่ร้านสวนเงินมีมาไม่ขาดสาย ประเมินแล้วย่านหนังสือทำให้ย่านพระนครคึกคักเกินความคาดหมาย เราถามมิและเกียวทิ้งท้ายว่า</p>



<p>หากวันหนึ่งย่านพระนครเฟื่องฟูมากๆ กลายเป็นย่านหนังสือที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ร้านหนังสือรายใหญ่ตัดสินใจมาเปิดแถวนี้ ในมุมผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระ จะรับมือกับสัจธรรมข้อนี้ยังไง</p>



<p><strong></strong>เกียว : เค้าไม่น่ามาเปิดนะ</p>



<p>มิ : เชนร้านหนังสือใหญ่ไม่น่ามีคนขายแบบเรา (หัวเราะ)</p>



<p>เกียว : แบบเราเป็นแบบไหนต้องลองมาเจอเองนะคะ</p>



<p>มิ : แต่ละร้านจะมีนักป้ายยาหนังสือของตัวเองที่ทุกคนจำได้</p>



<p>เกียว : การคัดเลือกหนังสือเข้าร้านก็ไม่เหมือนกัน เราจะไม่มีหนังสือแบบที่เขามี เขาก็จะไม่มีหนังสือแบบที่เรามี ตอนนี้สังคมต้องการความหลากหลาย เราจะกินราดหน้ารสชาติเดียวทั้งประเทศ มันก็ยังไงอยู่ใช่ไหม</p>



<p>ถึงจุดหนึ่ง คนจะอิ่มตัวกับความแมส แล้วจะแสวงหาความคราฟต์ เราเป็นคนทำงานคราฟต์ เพียงแต่เราจะปรุงตัวเองยังไงให้แตกต่างและอยู่รอดให้ได้นานที่สุด</p>



<p>เราเห็นด้วยชนิดตบเข่าฉาด หนังสือแมส หนังแมส เพลงแมส ฯลฯ มีไว้ก็ดี แต่เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่อยากชิมราดหน้ารสชาติแบบอื่นดูบ้าง </p>



<p>และร้านสวนเงินมีมาเตรียมไว้ให้เราลองชิมเพียบ ร้านตั้งอยู่ที่ย่านเฟื่องนคร (ตรงข้ามวัดราชบพิธ) อย่าลืมแวะไปกันนะ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/suan-nguen-mee-ma/">คราฟต์หนังสือสวนกระแสโลกแมสๆ กับสวนเงินมีมา ร้านหนังสืออิสระ ณ เฟื่องนคร ถิ่นนักเลงหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โลกขีดเขียนของเด็กดื้อ ‘ซัน &#8211; กรกฎ โยธารักษ์’ กราฟิกสถานะจอมซน ขี้เหงา เอาแต่ใจ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/portfolio-sun-graphic-gelboys/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อารยา อุตอามาต]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 09:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[GELBOYS]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185783</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ตื่นเต้นจัง ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง”&#160; หนุ่มน้อยผมส้ม เสื้อเขียว กางเกงแดง กำชับสายกระเป๋าแน่นพร้อมคายคำสารภาพตั้งแต่แรกเจอ เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ จำนวนครั้งของคำสารภาพที่ได้ยินตั้งแต่เราพูดคุยกัน ครั้งแรกผ่านทั้งทางโทรศัพท์ ช่องแชต จนกระทั่งพบหน้าเจ้าตัวก็ยังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงเขินๆ ประโยคเดิมว่า “เราพูดไม่เก่ง”&#160; แต่จากผลงานที่เขาได้แวะไปขีดเขียนให้เราได้เห็นอย่างค่ายเพลง WHAT THE DUCK Trainee, Sour Sauce Wanlove รวมถึงศิลปิน Landokmai และอีกมากมาย ที่น่าจะผ่านฟีดของใครหลายๆ คน จึงขอแอบทดในใจว่าคำสารภาพมีความน่าเชื่อถือลดลงมาเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เจ้าของผลงานที่เราเดินหาบนโลกโซเชียล ตอนนี้นั่งอยู่ตรงหน้า พร้อมแนะนำตัวอย่างรวดเร็ว เร็วกระทั่งหูฟังที่เคยสวมไว้ก่อนหน้ายังคงร้องลมหนาวมาเมื่อใด ของ Polycat ต่อไปในขณะที่เราเริ่มสนทนากัน “สวัสดีครับ ผมชื่อ ซัน กรกฎ โยธารักษ์ ตอนนี้เรียนอยู่คณะศิลปกรรม เอกเรขศิลป์ ภาคนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ตอนนี้เรียนอยู่ปี 3 กำลังจะจบปีหน้าครับ” วัยรุ่นเล็บเจล เลิกกั๊กแล้ว… ท่อนต่อไปที่ผู้อ่านหลายคนเผลอร้องตามในใจการันตีความไวรัลของ ‘GELBOYS สถานะกั๊กใจ’ ซีรีส์วายแห่งยุคสมัยเจน Z ที่ไม่ใช่เพียงตัวซีรีส์ที่บ่งบอกเจเนอเรชันแต่เป็นภาพรวมขององค์ประกอบต่างๆ เสียง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/portfolio-sun-graphic-gelboys/">โลกขีดเขียนของเด็กดื้อ ‘ซัน &#8211; กรกฎ โยธารักษ์’ กราฟิกสถานะจอมซน ขี้เหงา เอาแต่ใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“ตื่นเต้นจัง ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง”</strong>&nbsp;</p>



<p>หนุ่มน้อยผมส้ม เสื้อเขียว กางเกงแดง กำชับสายกระเป๋าแน่นพร้อมคายคำสารภาพตั้งแต่แรกเจอ</p>



<p>เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ จำนวนครั้งของคำสารภาพที่ได้ยินตั้งแต่เราพูดคุยกัน ครั้งแรกผ่านทั้งทางโทรศัพท์ ช่องแชต จนกระทั่งพบหน้าเจ้าตัวก็ยังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงเขินๆ ประโยคเดิมว่า “เราพูดไม่เก่ง”&nbsp;</p>



<p>แต่จากผลงานที่เขาได้แวะไปขีดเขียนให้เราได้เห็นอย่างค่ายเพลง WHAT THE DUCK Trainee, Sour Sauce Wanlove รวมถึงศิลปิน Landokmai และอีกมากมาย ที่น่าจะผ่านฟีดของใครหลายๆ คน จึงขอแอบทดในใจว่าคำสารภาพมีความน่าเชื่อถือลดลงมาเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง</p>



<p>เจ้าของผลงานที่เราเดินหาบนโลกโซเชียล ตอนนี้นั่งอยู่ตรงหน้า พร้อมแนะนำตัวอย่างรวดเร็ว เร็วกระทั่งหูฟังที่เคยสวมไว้ก่อนหน้ายังคงร้องลมหนาวมาเมื่อใด ของ Polycat ต่อไปในขณะที่เราเริ่มสนทนากัน</p>



<p><strong>“สวัสดีครับ ผมชื่อ ซัน กรกฎ โยธารักษ์ ตอนนี้เรียนอยู่คณะศิลปกรรม เอกเรขศิลป์ ภาคนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ตอนนี้เรียนอยู่ปี 3 กำลังจะจบปีหน้าครับ”</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#ff00eb" class="has-inline-color">วัยรุ่นเล็บเจล</mark></strong></h2>



<p>เลิกกั๊กแล้ว… ท่อนต่อไปที่ผู้อ่านหลายคนเผลอร้องตามในใจการันตีความไวรัลของ <strong>‘GELBOYS สถานะกั๊กใจ’</strong> ซีรีส์วายแห่งยุคสมัยเจน Z ที่ไม่ใช่เพียงตัวซีรีส์ที่บ่งบอกเจเนอเรชันแต่เป็นภาพรวมขององค์ประกอบต่างๆ เสียง ภาพ การตัดต่อ และกราฟิก ที่ตะโกนบอกว่านี่มันมากกว่าซีรีส์แต่เป็น <strong>‘ยุคเจลบอย’</strong>&nbsp;</p>



<p>“งานอาร์ตกราฟิกโคตรสะใจ”</p>



<p>“กราฟิกกราฟจัยอย่างเริ่ดดด”</p>



<p>“ปวดหลังแทนคนทำกราฟิก”</p>



<p>ทุกโพสต์การชื่นชมผลงาน มักห้อยพ่วงมาด้วยคำชมพาร์ตกราฟิกไม่หยุดหย่อน ลายเส้นที่ยืนยันตัวเองแทนผู้สร้าง ยิ่งเหมือนถูกเซ็นทับว่าเจ้าของผลงานนั้นเป็นใคร และกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คาแรกเตอร์ของซีรีส์ชัดมากยิ่งขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่บอกได้คำเดียวว่า “ไวบ์โคตรเจลบอย”</p>



<p>ปีหนึ่งฝึก Frank Garcon</p>



<p>ปีสองฝึก YUPP! Entertainment</p>



<p>ปีสามยังไม่เต็มอิ่มแต่จังหวะชีวิตดันเป็นใจ</p>



<p><strong>“ช่วงปีสามใกล้เปิดเทอมเรายื่นฝึกกับพี่ที่เป็นฟรีแลนซ์กราฟิก LOOKE </strong><strong>ซันก็ทักไอจีเขาไปเรื่อยๆ ว่าพี่ครับซันขอฝึกหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่ว่าง แต่พอเขาได้เห็นงานก็ทักกลับมา เราเลยได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยเขา ระหว่างนั้น LOOKE หาคนทำ</strong><strong>เมิร์ชพอดี </strong><strong>พี่ที่ซันฝึกด้วยเลยให้ลองทำ Assignment ส่งไป พอเขาเห็นก็สนใจ พี่บอส กูโนก็ชอบ เราเลยได้รับหน้าที่ทำเมิร์ช LOOKE เต็มตัว”</strong></p>



<p>หนึ่งในเบื้องหลังกราฟิกที่เจน Z ถูกใจกันหนักหนา ถอดหน้ากากออกมาเป็นวัยรุ่นผมส้มที่เราออกตามหาบนโลกโซเชียล จนได้พบแหล่งกบดานของเขาที่มีนามว่า sunsusoo </p>



<p><strong>โปรเจกต์นี้ยากไหม</strong></p>



<p>มาก ถ้าแค่ให้ทำผลงานชิ้นหนึ่งในฐานะที่เรียนกราฟิกมาเราทำได้อยู่แล้ว แต่พอโดนจ้างจริงๆ มันมีเรื่องหนึ่งที่ทำไม่ค่อยได้ คือเราเอาแต่ใจ มีอีโก้ ในมุมมองการทำงานเชื่อในตัวเองมากว่า สิ่งที่คิดมันจะออกมาดีอยู่แล้ว แต่พอได้ทำงานคู่คนอื่นในทีมก็เริ่มคิดว่าจริงๆ สิ่งที่เขาคิดก็อาจจะดีกว่า แค่ช่วงแรกเราอาจจะยังไม่ใจกว้างพอที่จะรับฟังเขาเลยค่อนข้างยาก</p>



<p><strong>ซันได้แรงบันดาลใจมาจากไหน</strong></p>



<p>ช่วงนั้นดูงานเยอะมาก รู้สึกว่าเราก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่พอเข้ามาใน LOOKE สไตล์ที่เขาต้องการมันค่อนข้างกว้างมาก อย่างแบบ ต้องการสไตล์งานออกแบบแนวยุคเก่าๆ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกสมัยใหม่ ขณะที่รู้สึกสมัยใหม่ก็ยังต้องคงความน่ารัก ทำให้เราเองต้องเสพงานจากหลายๆ ที่แล้วรีเซิร์ชเอาว่าแต่ละสไตล์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ให้เราหยิบยืมมาทำกราฟิกได้&nbsp;</p>



<p>ทุกครั้งที่ทำงานเรารู้สึกว่าทำแล้วต้องทำให้ถึง ไม่ใช่แค่ว่าทำแล้วแปะให้มันสวยๆ แล้วจบไป จริงๆ เราเป็นคนชอบดู Documentary ตอนนั้นก็พยายามไปรีเซิร์ชมาว่ามี Documentary อะไรเกี่ยวกับกราฟิกสไตล์นั้นๆ เช่น อยากเห็นกราฟิกสไตล์กลิตเตอร์ยุค 90 เหมือนเกมแต่งตัวสมัยเด็กที่เราเล่นๆ กัน เราก็จะกดเข้าไปดูในหมวดเกมส์แต่งตัวใน Y8 เพราะมันตอบโจทย์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185784" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คิดว่าโปรเจกต์เจลบอยเป็นตัวเองมากน้อยแค่ไหน</strong></p>



<p>เป็นตัวเองประมาณหนึ่งเลยนะ เพราะเราทำที่มีความ Maximum อยู่แล้ว พอมาเจอเจลบอยที่มีความ Maximum เหมือนกัน อาจด้วยยุคของเจลบอยมันมีความซนๆ ตรงกับซันด้วย แล้วงาน LOOKE เขาไม่ฟิกคอมโพสหรือเลย์เอาต์ว่าต้องเป๊ะขนาดนั้น อย่างภาษาในทีมที่ใช้กันคือเราสามารถ <strong>‘เละได้’</strong></p>



<p>เมื่อศิลปินตัวน้อยเห็นคิ้วเราเริ่มยกสูงเลยรีบออกตัวพูดดักว่าความหมายมันไม่ได้แย่อย่างที่คิด พร้อมอธิบายคำแปลจากพจนานุกรมที่พรรคพวกเขาบัญญัติขึ้นมาฟาดฟันกันเองให้ฟัง</p>



<p>“งานคุณทุเรศมากเลยอะ” ประโยคที่ซันได้ยินบ่อยครั้งหลังจากที่อาจารย์ได้รับงานเขา มีอีกหนึ่งศัพท์ที่ไม่ค่อยดี แต่เขาชอบใช้กันคือ “โห ซันงานแม่งเหี้ยมากอะ” ทั้งนี้ทั้งนั้นคำแปลของมันมีความหมายว่า ‘<strong>งานเราแม่งออกจากกรอบมาก’</strong></p>



<p><strong>นิยามสไตล์งานของตัวเองว่าอะไร</strong></p>



<p>‘BAD GRAPHIC!’&nbsp;</p>



<p>หลังพูดจบในห้องก็มีเสียงหัวเราะทั้งเราและซันผสมปนเปกัน&nbsp;</p>



<p>จริงๆ เวลาทำงานเราก็ไม่ได้คิดขนาดนั้นว่าอยากทำงานสไตล์ไหน แต่เวลาทำงานเราชอบเอาเอเลเมนต์มาทำลาย ชอบเอางานเละๆ มาจัดวางใหม่ให้มันสวย และก็ไม่ชอบทำงานที่มันดูเรียบร้อยจนเกินไป อยากทำงานออกมาให้คนเห็นแล้วรู้สึกซี๊ดๆ</p>



<p>หนุ่มน้อยจึ๊ปากโชว์เพิ่มความเข็ดฟัน&nbsp;</p>



<p>ชอบให้คนมองงานเราแล้วพ่นคำว่า “โห ทุเรศ” คำนี้มันทำซันสะใจสุดๆ ไปเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185785" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>กว่าจะเป็นลายเซ็นที่ดื้อขนาดนี้ หาคาแรกเตอร์ตัวเองได้ยังไง</strong></p>



<p>ถ้าเป็นศิลปะที่เราชอบมากๆ คือกราฟฟิตี้ ซันเป็นคนนั่ง Grab เยอะมากๆ เวลาที่ผ่านโซนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ทำให้รู้สึกว่ากราฟฟิตี้มันมีความอันเดอร์กราวนด์ มันเป็นภาพที่สวย แต่เป็นความสวยที่คนทำแอบคนอื่นมานั่งพ่นสีด้วยความก๋ากั่น แล้วต้องรีบทำในเวลาที่จำกัด ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ผิดนะ&nbsp;</p>



<p>เรามองว่าถ้าในประเทศเรามีพื้นที่ให้คนทำกราฟฟิตี้เยอะขึ้นคงจะดี ยิ่งกราฟฟิตี้ในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ควรเอามาเชิดชูมากๆ เพราะมันมีความสวยงามแบบนอกกรอบที่ส่งผลต่อมาให้เป็นแบรนด์กราฟิกเพราะลายกราฟิกมันก็คือเอเลเมนต์ที่ไม่ได้อยู่ในขนบธรรมเนียม หรือพื้นฐานของความสวยงามขนาดนั้น เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งนี้ <strong>เวลาทำงานก็ชอบมองตัวเองว่าเป็นคนที่แอบมาลักลอบสร้างผลงานเหมือนกัน</strong></p>



<p><strong>ระหว่างทางเจออุปสรรคยังไงบ้าง</strong></p>



<p>ตอนที่เราทำเป็นโปรเจกต์รายการเจลบอยมันยาวมากประมาณ 3 &#8211; 4 เดือน 8 อีพี แล้วงานมันมีเอเลเมนต์เกือบ 200 ชิ้นเลย ตอนทำอีพีแรกเราบอกครีเอทิฟว่า “หาคนอื่นไหม ไม่อยากทำแล้ว” ความรู้สึกนี้เกิดจากการที่เราโดนแก้งานหลายๆ รอบ เราไม่ได้ไม่เชื่อมั่นในดีไซน์ของตัวเองนะ เพียงแต่เราไม่สามารถทำงานที่มีกรอบได้ขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p>รู้สึกว่าสิ่งที่ต้องสู้มากๆ น่าจะเป็นอีโก้เล็กๆ ความดื้อของตัวเองที่ยังติดชุดความคิดเด็กๆ อยู่ มั่นใจในตัวเองเกินไปแต่พอได้มาคุยกับพี่ๆ เขาก็ยังเชื่อมาโดยตลอดว่าเราจะทำได้ เชื่อว่าความเละ ความดื้อของเราจะสามารถผลิตงานที่ต่างจากคนอื่นได้&nbsp;</p>



<p>ต้องขอบคุณทีม LOOKE ที่เขายอมรับความดื้อบางส่วนของเราได้ เลยรู้สึกว่า LOOKE เป็นทั้งบริษัทแล้วก็เป็นโรงเรียนให้เราในเวลาเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>คำสารภาพของเด็กดื้อที่เหมือนจะเข็ดหลาบ กลับแอบเงยหน้ารับโทษเพิ่มว่าตอนนี้เขาก็ยังคงดื้ออยู่ “น้องซันยังไม่กล้าปล่อยงานออกไปแบบนี้ ยังอยากดื้อ อยากลองแก้ลองทำจนกว่ามันจะดีอยู่” ทำงานเกินเดดไลน์บ้างแต่ขอแลกด้วยคุณภาพงานยังไงเขาก็ว่าคุ้ม พี่ๆ ที่ถือไม้เรียวอยู่ก็คล้อยตามด้วยความเชื่อใจ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185786" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คิดว่าทำไมเขาถึงเลือกเรา</strong></p>



<p>เราชอบคิดต่อจากสิ่งที่เขาให้ รู้สึกว่าตัวเองเสิร์ฟให้เขามากกว่าสิ่งที่เขาต้องการ เวลาทำงานเราก็อยากให้มีเอเลเมนต์ที่มีความเป็นเราอยู่ในงานด้วย จริงๆ เขาก็ไม่ได้ขอนะ แต่เราชอบแถมโปรโมชัน</p>



<p><strong>มีช่วงเวลาที่คิดไม่ออกไหม</strong></p>



<p>นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เวลาคิดไม่ออกก็จะไม่ทำจนกว่าจะคิดออก ซันไม่อยากทำงานที่ผ่านไปแล้วกลับมามองแล้วไม่เข้าใจมัน ส่วนมากก็จะทำความเข้าใจกับคอนเซปต์ให้เข้าใจจริงๆ ให้รู้สึกว่าชอบจริงๆ ถึงจะทำมันออกมาได้ เวลาคิดไม่ออกก็จะนั่งคิดจนกว่าจะคิดออก&nbsp;</p>



<p>บางทีเวลาส่งงานอาจารย์ ใกล้จะมีเดดไลน์ เราก็จะสารภาพตามตรงว่า “อาจารย์ซันคิดไม่ออก”&nbsp; เราไม่ซีเรียสกับเกรดเลย เกรดเท่าไหร่ก็ได้ แต่ขอให้งานออกมาแล้วชอบมันก็พอ เทอมแรกก็เลยได้เกรด C มาสามสี่ตัว (คอตก)</p>



<p><strong>คิดว่าตอนนี้ลายเซ็นเราชัดรึยัง</strong></p>



<p>อาจจะยัง แต่เวลางานโพสต์ออกไปคนไม่รู้จักกันก็จะเดาว่า “เอ้ย! อันนี้งานของคนนี้ทำแน่เลย ว่าแล้วว่าคุณคนนี้เป็นคนทำ” เราเองอาจจะยังมองไม่ชัดแต่แฟนคลับเขาดูกันออก</p>



<p><strong>มีคติอะไรที่ใช้ในการทำงานบ้างไหม</strong></p>



<p>มีประโยคหนึ่งที่ไปจำจากใครไม่รู้ว่า “ทำดีได้ดี ทำไม่ดีทำใหม่” จริงๆ เราเป็นคนงอแงมากไม่อยากทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ รู้สึกอยากทำงานที่หันกลับไปมองแล้วยังชอบมันอยู่ ประโยคนี้หมายความว่าทำดีก็ได้ดี แต่ถ้าทำไม่ดีเราก็แค่ทำใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะดี ระหว่างทางจะยากจะเหนื่อย จะงอแงแค่ไหน แต่สุดท้ายผลลัพธ์มันไม่เคยทำร้ายเราเลย&nbsp;</p>



<p>อย่างโปรเจกต์เจลบอยก็มีเหนื่อย มีท้อบ้างเพราะสเกลงานมันใหญ่มาก แต่พอเห็นผลตอบรับจากแฟนคลับที่ให้ความสำคัญกับงานที่เราทำ มันเป็นแพสชันได้ดีมากๆ ทุกคนไม่ได้เสพเพียงแค่ว่าสวย แต่เขาตีความแล้วก็มาติดตามงานเราต่อ มันทำให้เรามีไฟไปทำอีกหลายๆ อย่างได้เยอะเลย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#ff00eb" class="has-inline-color">ความฝันของหนู</mark></strong></h2>



<p>การศึกษาทุกที่มันก็คล้ายกันแหละ เขาก็แค่อยากเอาชนะตัวเองเพียงเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นเด็กเรียนดีเก่งกาจอยู่แล้ว แม่เคยบอกเขาว่าอยากได้เกียรตินิยม เขาก็สวนทันควันว่าคงเอามาให้ไม่ได้แถมยังได้เอฟมาเป็นของฝากอีก แต่ไอดอลในดวงใจมักจบการศึกษาจากสถาบันนี้เขาเลยดั้นด้นเบียดตัวเองเข้ามาจนได้หลังจากพักใจใน ‘สถานะเด็กซิ่ว’ มาเป็นปี</p>



<p>ปีแรกที่ทำพอร์ตกับปีที่ทำพอร์ตแล้วติดมันต่างกัน</p>



<p>ปีแรกซันอยากทำงานให้เก่งที่สุด</p>



<p>ปีที่สองซันอยากทำงานให้ดี ให้รู้ว่าเราเป็นเด็กยังไง</p>



<p>ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาจะชอบเด็กดื้อไหมด้วยซ้ำ แต่เชื่อว่าถ้าซันควักออกมาให้เขาเห็นเขาก็คงอยากจะคุยกับซันบ้าง ปีนั้นมันเลยเหมือนฝันมากๆ เหมือนฝันไว้แล้วก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้</p>



<p><strong>เริ่มทำกราฟิกจริงๆ จังๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่</strong></p>



<p>น่าจะเป็นช่วงเข้ามหาวิทยาลัย จริงๆ เราไม่ได้มองว่าต้องมาทำกราฟิกด้วยนะ แค่รู้สึกว่าเป็นคนวาดรูปได้ ตอนนั้นเรารู้จักแค่พวกคณะนิเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถ้ามองแคบๆ ก็คิดว่ามันต้องเป็นสายวาดรูป แต่พอศึกษามาเรื่อยๆ คิดว่าสิ่งที่ใกล้สุดคงเป็นนิเทศ เพราะเราอยากเล่าเรื่องชอบพูดไปเรื่อยแต่พูดไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ)</p>



<p>หนุ่มน้อยผมส้มควักอุปกรณ์คู่ใจออกจากกระเป๋า ดวงตาที่เริ่มมีประกาย น้ำเสียงที่เริ่มไต่ระดับความดังขึ้นมาทีละนิดคล้ายว่าความเขินอายเริ่มถูกสะบัดทิ้งไปทีละน้อยแล้ว&nbsp;</p>



<p>“จริงๆ มีพอร์ตโฟลิโอที่เราอยากโชว์อยู่ด้วยนะ” ท่าทางกระตือรือร้นอยากอวดโชว์ผลงานทำเอาเรานึกถึงเด็กน้อยตามงานโรงเรียนที่ยกภาพวาดมาอวดเบ่งผู้ปกครองก็ไม่เชิง</p>



<p>เมื่อผลงานถูกตั้งโต๊ะราวกับมีเสียงประกอบว่า แท่นแท๊น!</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185787" style="width:750px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>งานนี้มาจากอาการแปลกๆ ที่เรารู้สึกเวลาออกไปข้างนอกแล้วคนสนใจเยอะๆ น้ำตาจะไหล เป็นอาการที่เราเป็นตั้งแต่เด็กๆ เพื่อนก็จะงงเวลาเราไปพรีเซนต์หน้าห้อง มันไม่ใช่การร้องไห้แบบสะอึกสะอื้น แค่น้ำตาเรามันไหลออกมา คนอื่นเขาก็จะไม่เข้าใจ ซันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเลยตั้งชื่ออาการนี้ขึ้นมาว่า <strong>‘ภาวะหัวหอม’</strong> เปรียบเสมือนสภาวะแวดล้อมหัวหอมที่บิ้วให้น้ำตาเราไหล เวลาเพื่อนมาถามเราก็จะบอกว่า “เราไม่ได้เป็นไรนะ แค่แสบตา”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-5-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185789" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-5-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-5-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-5-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-5-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-5-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-5.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<p>“อย่าไปเอาไรกับมันมาก มันพูดไม่รู้เรื่องเป็นคนเละๆ อยู่แบบสนุกๆ ได้”</p>



<p>ช่วงแรกเขาไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น ด้วยความเป็นเด็กกิจกรรม เป็นเด็กตลก แต่ก็ยังติดเขินอาย ซันอธิบายตัวเองให้เรานึกภาพออกในตอนที่เขายังไม่ได้ถูกขัดเกลา แต่เขาก็เริ่มทิ้งขว้างความเขินอายหลังจากประโยคที่อาจารย์ท่านหนึ่งแซวว่า “ถ้าจะเป็นดาราต้องพูดเก่งๆ” จึงกลายมาเป็นผลงาน <strong>‘Dear my teacher’</strong> โปสเตอร์ให้กำลังใจอาจารย์ ออกแบบโดยวางคอมโพสเป็นตัวเองแปรอักษรเหมือนพานไหว้ครูเพื่ออยากสื่อขอบคุณอาจารย์ในแบบที่เขาเป็น แล้วก็ได้กลายมาเป็นผลงานที่อาจารย์ตกปากรับซันเข้ารั้วมหาวิทยาลัยจากงานนี้เช่นกันเพราะ <strong>มันเละ</strong></p>



<p>ผลงานมากมายถูกสาธยายแบบไม่พักโฆษณาจนเราแทบรับพลังจินตนาการของหนุ่มน้อยแบบ Overdose แต่ทุกผลงานยังมีคาแรกเตอร์ความเป็นซันติดหนึบอยู่ในทุกชิ้นที่เราได้ชม เอาเข้าจริงเส้นทางของซันไม่ได้มีแค่ช่วงที่กระโดดลั้นลา แต่ช่วงล้มลุกคลุกคลานก็มีอยู่บ้างตามประสาเจน Z</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#ff00eb" class="has-inline-color">เด็กหลังห้อง</mark></strong></h2>



<p>ประโยคที่ผ่านหูเขาบ่อยที่สุดในช่วงวัยมัธยม วัยที่ใครหลายคนอาจอยู่ในช่วงลอกคราบเหมือนกับซัน ความสามารถพิเศษที่อาจเริ่มจากการแอบอาจารย์วาดรูปคาบโฮมรูม แอบสร้างผลงานบนโต๊ะเพื่อนราวกับละเลงสีบนผืนผ้าใบ พรสวรรค์ของเหล่าศิลปินตัวน้อยมักถูกซ้อนเร้น และกดทับด้วยบรรทัดฐานของการเป็น <strong>‘เด็กดี’</strong></p>



<p>เด็กดื้อคนนี้จึงขอแหกกฎพร้อมเป็นแกนนำให้เด็กหลังห้องหลายคนกล้าที่จะก้าวออกมาแสดงตัวตนกันหน้ากระดาน โดยใช้ชีวิตของตัวเขาเป็นหลักฐานชั้นดีพิสูจน์ว่าการเป็นตัวเองก็สามารถประสบความสำเร็จได้เชกเช่นเดียวกับเด็กดีไม่แพ้กัน แม้ว่าจะเดินเซซ้ายแฉลบขวาไปบ้างแต่ก็ยังเลี้ยวกลับมาเข้าเส้นชัยได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185791" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ตั้งแต่เด็กจนโต วิวัฒนาการดีไซน์ของเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง</strong></p>



<p>จำได้ว่าช่วงม.ต้นเราอยู่ในห้องที่ห้ามวาดรูป อาจารย์เดินมาบอกว่า “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ให้วาดรูป” แต่เราก็แอบวาดใต้โต๊ะอยู่ดี จนรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ คนน่าจะไม่ได้ให้ค่าขนาดนั้น เราก็เลยพยายามวาดให้สวย เพื่อไปวาดแข่ง เราเคยคิดว่าความสวยคือการวาดให้เหมือนที่สุด แต่สุดท้ายพอเราทำไม่ได้ก็กลับมาวาดเละๆ เทะๆ อยู่ดี&nbsp;</p>



<p>ตอนนั้นก็เลยวาดสติกเกอร์ไลน์แล้วเพื่อนก็รุมใช้กัน รุมชมกันว่า “ชอบมากเลย เหี้ยดี เลวมาก” มีเพื่อนคนหนึ่งทักมาบอกว่า “ลายเส้นมึงนี่มันเลวมาก มันทุเรศมากเลยอ่ะ” เหมือนยิ่งโตยิ่งมีพื้นที่ที่คนมาเข้าใจเรามากขึ้น</p>



<p><strong>ความรู้สึกสะใจเวลาคนมาบอกว่างานเราเละๆ เทะๆ เริ่มมาจากไหน</strong></p>



<p>ตอนเด็กก็จะมีเพื่อนที่มารยาทดี เรียนเก่งแล้วโดนครูชม แต่เราจะโดนชม เพราะตีลังกาเก่ง ด้วยความที่เราเป็นเด็กแปลกๆ เวลาโดนชมจะมาจากการแสดงออกที่เละเทะมากกว่าการที่เราทำอะไรดีๆ เราก็ติดมาจนถึงตอนนี้ ถ้าทำงานก็อยากให้มีคนชมแบบนั้น เราจะรู้สึกสะใจมากกว่าโดนชมว่าสวยงามฟินๆ</p>



<p><strong>เป็นคนชอบเอาชนะหรอ</strong></p>



<p>ใช่! (น้ำเสียงหึกเหิม) ชอบเอาชนะ ชอบเอาชนะเลยล่ะ</p>



<p><strong>เคยแพ้ไหม</strong></p>



<p>แพ้เยอะมาก แต่ก็เพราะว่าแพ้มาบ้าง มันเลยยิ่งกระหาย รู้สึกว่าแพ้ได้ แต่อย่าไปยอมแพ้มัน จริงๆ ต้องขอบคุณยายด้วยครับ ซันเป็นคนไม่เชื่อเรื่องดูดวงเลยแต่ยายเป็นหมอดูชอบพูดว่า “ซันปีนี้ มองละ ทำได้” แล้วปีนั้นก็ทำได้จริงๆ! แต่ก็ไม่เชื่อยายอยู่ดี คิดว่าที่ทำได้เพราะเราเป็นคนโลกสวยชอบฝันชอบจินตนาการแล้วยายก็เป็นคนแบบเดียวกัน พอมีคนซัปพอร์ตเราจากข้างหลัง คนที่พร้อมฝันเฟื่องไปพร้อมกันมันก็ดี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185792" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/07-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>มีแรงบันดาลใจไหม เช่น ตอนเด็กๆ อยากเป็นคนนั้น อยากทำแบบนี้</strong></p>



<p>เป็นคนวาดการ์ตูนอยู่แล้ว วาดเองอ่านเอง ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะเป็นเด็กแปลกๆ สมัยก่อนเวลาสอบก็ได้ที่สุดท้ายของห้อง คือเป็นคาแรกเตอร์ที่โคตรไม่น่าคบเลย จำได้ว่าโดนแกล้งตั้งแต่เด็กเพราะชอบคุยคนเดียวมาก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบคุยคนเดียวมากๆ แล้วก็วาดการ์ตูนเก่งมากๆ ช่วงป.6 ก็เลยเพื่อนเยอะมากๆ เพราะเพื่อนก็จะคอยมาติดตามว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะเป็นยังไงต่อ รู้สึกว่าการที่เราชอบเล่าเรื่องมันเป็นสิ่งที่ทำให้ซันมีเพื่อนมันเหมือนเป็นสิ่งที่ปูมาตั้งแต่แรกแล้วว่าซันชอบเล่าเรื่องมากแค่ไหน</p>



<p><strong>ตอนนี้ยังคิดว่าตัวเองขี้แงอยู่ไหม</strong></p>



<p>มาก เหมือนเดิมเลย รู้สึกว่ายังไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งกับตัวเองขนาดนั้น แต่ด้วยความที่ซันอาจจะเป็นคนขี้แงด้วย จึงได้พัฒนาความคิดของตัวเอง ถ้าเป็นคนที่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรกก็อาจจะไม่ได้เป็นคนคิดเยอะขนาดนี้ เอาจริงคนรอบข้างมีส่วนช่วยมากในเรื่องของ Emotional Support บางครั้งเราก็ยังไม่ได้แข็งแรงมากพอที่จะผ่านความกดดันต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง</p>



<p><strong>ผลงานไหนที่ทำให้ได้เรียนรู้มากที่สุด</strong></p>



<p>ก็คงเป็น GELTY ตั้งแต่อีพีแรกที่เราบอกไม่อยากทำแล้ว เพราะสเกลมันใหญ่มาก เราเป็นเด็กที่ได้มาทำงานกับคนที่ทำงานจริงจังมากๆ รู้สึกว่าไปเป็นตัวถ่วงเขา ปัญหาของเราอาจจะแค่สื่อสารกับเขาไม่มากพอ ด้วยความเป็นเด็ก เราคิดว่าเขาจะไม่เข้าใจ แต่ว่ามันไม่ใช่ เขาโคตรเข้าใจเลย! หลังจากได้คุยทำให้เรากล้าผลิตงานออกมาได้ดีขึ้น&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#ff00eb" class="has-inline-color">นายกสมาคมสนามเด็กเล่น</mark></strong></h2>



<p>เสียงในหัวของหนุ่มน้อยที่เริ่มกลับตาลปัตรเผยว่าจากตอนแรกที่เขาคิดว่าอยากทำสิ่งนี้เฉยๆ พอจบไปก็อาจจะไปทำสิ่งอื่น เพียงแค่อยากมาลองดูว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าอยากทำงานในวงการนี้ อยากผลิตงานให้ศิลปิน อยากตีความจากงานที่ได้รับมอบหมายหรือพูดคุยกับศิลปินโดยตรงเพื่อสื่อสารออกมาให้ทุกคนได้รับชมผลงานไปเรื่อยๆ&nbsp;<br>ทุกวันนี้ ทุกผลงาน ทุกเอเลเมนต์ เขารู้สึกสนุกมากกับการลงมือทำ ยิ่งผลตอบรับจากโปรเจกต์เจลบอยทำให้เขามั่นใจว่าจะตั้งใจผลิตผลงานออกมาให้น่าจับตามองต่อไป แล้วหากต้องมองตัวเองต่อไปในอีก 10 20 ปีข้างหน้า สิ่งนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เขายืนยันว่าจะทำอย่างแน่นอน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185793" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/08-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>รู้สึกยังไงที่ช่วงนี้มีพื้นที่ให้คนออกแบบเยอะขึ้น</strong></p>



<p>ดีใจที่เห็นทุกๆ คนเริ่มสนุกกันมากขึ้น แต่ก็ยังคิดอยู่ว่าอนาคตอยากให้พื้นที่กว้างมากขึ้นกว่านี้ เรารู้สึกว่าตัวเองยังโชคดีที่ได้มาเจอพื้นที่ที่เขาปล่อยให้ดื้อได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เก่งกันมากๆ แต่ยังไม่ได้รับโอกาสที่จะได้ปล่อยของ</p>



<p>เรามองว่ามันคงจะดีนะ ถ้ามีพื้นที่ให้สำหรับคนพวกนี้ที่นอกจากทำงานให้ Publish แล้วก็ยังได้ใส่ความเป็นตัวเองไปด้วย ไม่ใช่ว่ากราฟิกที่ดีคือทำงานตรงกับสิ่งที่กำหนดมาได้เป๊ะ แต่ทุกๆ คนมีความเป็น Artist ของตัวเองอยู่ ยิ่งเป็นเด็กตอนยื่นพอร์ต เขาต้องสร้างผลงานที่เป็นตัวเองมากๆ เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้เห็นตัวตน แต่พอเวลาทำงานกลับไม่ได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p>ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเห็นหลายบริษัทเปิดรับเด็กรุ่นใหม่ ไม่ต้องกลัวเขาทำงานไม่ได้ แค่ปล่อยให้เขา Explore ความเป็นตัวเองมันคงจะสนุกกว่านี้มากๆๆๆ</p>



<p><strong>แต่ถึงเยอะขึ้นก็ไม่ได้เยอะมากเท่าที่ควร ในฐานะเด็กกราฟิกดีไซน์ มีอะไรอยากบอกคนในอุตสาหกรรมนี้บ้างไหม</strong></p>



<p>ถ้ามีกล้องเนี่ยจะยกมือไหว้ (พนมมือเหนือหัว) ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนยุคใหม่ก็ออกมาเรื่อยๆ ถ้าเราลองให้โอกาสและความเชื่อใจมันจะสนุกขึ้น ทุกคนมีลายเส้นเป็นของตัวเอง ถ้าปล่อยให้เขาใช้ชุดความคิดของตัวเองงานมันจะแตกแขนงออกมาเป็นหลายสไตล์มากๆ&nbsp;</p>



<p>แล้วเด็กเจนอัลฟาที่เขาเล่นตราลาเลโร่ ตราลาล่า (มีม AI Italian Brainrot) โตขึ้นมาก็จะเห็นว่ามีหลายคนที่เป็นไอดอลเขาได้ ถ้าอนาคตเชื่อมั่นเขา ซัปพอร์ตเขาก็คงจะทำให้คนในวงการนี้มีพื้นที่กว้างขึ้นอีกมาก ไอดอลเราหลายคนก็บอกว่าเขายังมีแพสชันตรงนี้อยู่ แต่เขาไม่ได้มีเงินซัปพอร์ต ถ้ามีแรงซัปเขาอาจจะไปได้ไกลกว่านี้มาก หากเราให้ค่าศิลปะเท่ากับศาสตร์อื่นๆ&nbsp;</p>



<p><strong>มีอะไรอยากฝากถึงคนที่กำลังพยายาม แต่โอกาสยังมาไม่ถึง</strong></p>



<p>เราอยากให้ทุกคนเก็บความอยากเอาไว้เยอะๆ กระหายกับมันมากๆ ว่าอยากทำอะไร ความโลภเอาจริงมากไปมันก็ไม่ดีหรอก แต่ถ้ามีไว้มันก็สามารถกลายเป็นแรงผลักดันตัวเองให้ขึ้นไปได้ อย่าลืมว่าตัวเองอยากได้อะไร ถ้าทุกคนกระหายมันมากๆ แล้วพยายามไปเรื่อยๆ ทุกคนก็จะได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้จริงๆ นะ!</p>



<p>มีอีกอย่างที่เราชอบทำมันเหมือนการ Manifest เลยคือการทำ Vision Board แปะไปเลยว่าเราอยากเป็นคนแบบไหน แต่เราไม่เคยแปะเรื่องการศึกษาเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่แปะว่าอยากทำอาร์ตให้วง Boy Group จังเลย&nbsp;</p>



<p>ตอนเริ่มทำกราฟิกแรกๆ ก็มีซ้อมสัมภาษณ์กับตัวเองด้วยแต่ว่าก็ไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาถามจริงๆ ดีใจมาก ตอนที่ได้รับการติดต่อมาคิดว่าเพื่อนแกล้งแต่พอฟังไปฟังมา อ้าว a day ของจริง&nbsp;</p>



<p>ความหึกเหิมจากเสียงดังฟังชัด ความเร็วการพูดที่พรั่งพรูราวกับรอคำถามนี้มานาน เขานำประสบการณ์มาเน้นย้ำกับทุกคนเหมือนสวมบทหัวหน้าสมาคมเด็กดื้อที่ขอทวงพื้นที่สื่อให้พรรคพวกได้โชว์ฝีมือจอมขมัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185794" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/09-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ก่อนได้รับโอกาสอย่างทุกวันนี้ เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่ามาถูกทางหรือเปล่า</strong></p>



<p>เคย ช่วงที่ยังหาเงินไม่ได้รู้สึกสิ่งที่เราทำมาผิดหมด งานที่นำไปส่งอาจารย์ก็รู้สึกว่ามันคงใหม่ไปสำหรับเขา เคยคิดว่าอีกสามเดือนถ้าไม่มีคนมองเห็นคงจะละทิ้งทุกอย่าง กลับตัวกลับใจมาเป็นเด็กดีให้อาจารย์ คิดว่าจะตั้งใจทำงานอย่างเรียบร้อยเลยแหละ ถ้าอาจารย์ให้แก้ก็จะแก้ให้ร้อยรอบเลย แต่พอเราได้มาเจอพื้นที่ที่มีคนเห็นคุณค่าจากงานที่เราทำเลยคิดว่า “เห้ย! มันไม่มีใครมาแทนเราได้”</p>



<p>แต่ไทม์มิ่งที่เราเจอมันดีมาก ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดและตั้งใจจริงๆ เราไม่เคยผิดเลย เราคิดถูกมากที่ดื้อ ไม่ยอมแก้งานอาจารย์แล้วได้เกรด C มา ทำให้เรามีงานแบบนี้มาให้พี่เขาได้เห็น ทุกคนเห็นงานแล้วบอกมันยูนีกมาก เราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นที่สุดของเอกลักษณ์นะครับ แต่เราโชคดีที่สภาพแวดล้อมให้ค่ากับความเป็นเรา</p>



<p>การที่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบเดิมๆ ไม่ได้หมายความว่าเด็กรุ่นใหม่ทำไม่ได้ แค่อาจจะใหม่เกินไปจนคุณไม่เข้าใจหรือเปล่า แต่เดี๋ยวคุณก็จะเข้าใจเอง มันต้องลองแม่ เข้าใจป่ะ เออ! พี่ลองหน่อย มันจะเริ่ดเลยล่ะ&nbsp;</p>



<p>ประโยคขายตรงทำเอาเรายิ้มจนปวดแก้ม คงไม่ใช่แค่เด็กดีแล้วที่ได้รับของขวัญ เมื่อเด็กดื้อคนนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ซานต้าก็ไม่น่าจะให้ได้ หลายครั้งที่เด็กคนนี้ขอบคุณจังหวะชีวิตที่มอบโอกาสให้กัน แต่หากมองกลับกันเด็กคนนี้แทบไม่ปล่อยให้โชคได้ทำงานของตัวเองเลยสักครั้ง เขาพยายามเหวี่ยงตัวเองไปคว้าโอกาสอยู่เสมอเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้</p>



<p><strong>ซันบอกว่าเป็นคนชอบจินตนาการ อยากเห็นโลกของสายงานนี้ในไทยเป็นยังไง</strong></p>



<p>กราฟิกดีไซน์ไม่ใช่สิ่งที่อาร์ตทิสต์ทั่วประเทศไทยต้องไปขอร้องใครว่ามาใช้ฉันหน่อย ฉันจะทำงานแบบนี้ให้คุณ ถ้าอุตสาหกรรมนี้ควรให้ค่ากราฟิกดีไซน์มากกว่านี้ เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมนี้อยู่ต่อไปได้</p>



<p>ถ้าในอนาคตเราอยากเห็นศิลปิน 100 วง มีอาร์ตที่แตกต่างมาประชันฝีมือกัน แต่ละค่ายมีคาแรกเตอร์ที่ต่างกัน อยากเดินไปที่ไหนก็ตามในไทยแล้วเจอโปสเตอร์ที่ออกแบบอย่างตั้งใจ หรือมองขึ้นไปบนบิลบอร์ดมีงานศิลปะเชิงอาร์ตทิสต์ในทุกๆ ที่ เราว่ามันคงสนุกกว่านี้มาก อยากเห็นทุกคนออกมาแข่งขันกัน <strong>คงดีมากถ้าแสงมันสาดถึงทุกคน</strong>&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>หัวหน้าสมาคมเด็กดื้อขอทิ้งท้ายความหวังพร้อมตบเข่าฉาดว่า “อยากให้มี ARTLYMPIC!”</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/portfolio-sun-graphic-gelboys/">โลกขีดเขียนของเด็กดื้อ ‘ซัน &#8211; กรกฎ โยธารักษ์’ กราฟิกสถานะจอมซน ขี้เหงา เอาแต่ใจ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สูตรปั้นย่านหนังสือให้โดนใจนักอ่านของแป๋ม ปิยะพร &#8211; โจ ดลพร สองมดงานแห่ง BKK Book District</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bkk-book-district/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วงศกร ลอยมา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Feb 2026 23:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[SUSTAINABILITY]]></category>
		<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[#peoplepower]]></category>
		<category><![CDATA[BKKBookDistrict]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลย่านหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ย่านพระนคร]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[CEA]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185691</guid>

					<description><![CDATA[<p>สองสิ่งในชีวิตที่ทำมากๆ แล้วจะเป็นคนมากประสบการณ์ หนึ่งคือออกเดินทาง สองคืออ่านหนังสือ ถ้ายึดตามสองข้อนี้ เทศกาลย่านหนังสือที่พระนครถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม Bangkok Book District Fest 2026 คือเทศกาลย่านหนังสือครั้งแรกของไทย กินขอบฟ้าตั้งแต่ย่านผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร นาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน และนางเลิ้ง เรียกรวมได้สั้นๆ ว่าย่านพระนคร ราวๆ ต้นเดือนมกราคม คอมมูนิตี้นักอ่านในโลกออนไลน์ช่วยกันแชร์ BKK Book District เพจน้องใหม่ ไม่มีเนื้อหา แต่พอเดาได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับหนังสือ ตอนหลังพอมีการเปิดเผยไลน์อัปออกมา คนยิ่งแชร์กันใหญ่ ทำนองว่าเรากำลังจะมีเทศกาลย่านหนังสือกันแล้ว “หลังจากเปิดเพจและปล่อยตัว key visual ไปคนก็สนใจและช่วยกันแชร์เยอะมากๆ”&#160; คุณแป๋ม &#8211; ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ จาก CEA (สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์) บอกกับเราด้วยแววตาลุกวาว เธอคือหนึ่งในทีมงานเบื้องหลัง BKK Book District ขนาบข้างยังมีทีมงานเบื้องหลังอีกคน คุณโจ &#8211; ดลพร ชนะชัย จาก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bkk-book-district/">สูตรปั้นย่านหนังสือให้โดนใจนักอ่านของแป๋ม ปิยะพร &#8211; โจ ดลพร สองมดงานแห่ง BKK Book District</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สองสิ่งในชีวิตที่ทำมากๆ แล้วจะเป็นคนมากประสบการณ์</p>



<p>หนึ่งคือออกเดินทาง สองคืออ่านหนังสือ</p>



<p>ถ้ายึดตามสองข้อนี้ เทศกาลย่านหนังสือที่พระนครถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม</p>



<p><strong><a href="https://www.facebook.com/bkk.bookdistrict">Bangkok Book District Fest 2026</a></strong> คือเทศกาลย่านหนังสือครั้งแรกของไทย กินขอบฟ้าตั้งแต่ย่านผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร นาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน และนางเลิ้ง เรียกรวมได้สั้นๆ ว่าย่านพระนคร</p>



<p>ราวๆ ต้นเดือนมกราคม คอมมูนิตี้นักอ่านในโลกออนไลน์ช่วยกันแชร์ BKK Book District เพจน้องใหม่ ไม่มีเนื้อหา แต่พอเดาได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับหนังสือ ตอนหลังพอมีการเปิดเผยไลน์อัปออกมา คนยิ่งแชร์กันใหญ่ ทำนองว่าเรากำลังจะมีเทศกาลย่านหนังสือกันแล้ว</p>



<p>“หลังจากเปิดเพจและปล่อยตัว key visual ไปคนก็สนใจและช่วยกันแชร์เยอะมากๆ”&nbsp;</p>



<p>คุณ<strong>แป๋ม &#8211; ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์</strong> จาก CEA (สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์) บอกกับเราด้วยแววตาลุกวาว เธอคือหนึ่งในทีมงานเบื้องหลัง BKK Book District ขนาบข้างยังมีทีมงานเบื้องหลังอีกคน คุณ<strong>โจ &#8211; ดลพร ชนะชัย</strong> จาก Cloud-floor</p>



<p>ด้วยความที่ความสนใจต่อเทศกาลนี้มันเกิดขึ้นอย่างออร์แกนิคมาก เราจึงถือโอกาสไปนั่งคุยกับทั้งสองคนที่ร้านสวนเงินมีมา (ตรงข้ามวัดราชบพิธฯ) เพื่อถามถึงที่มาที่ไปว่ากว่าจะมาเป็นย่านหนังสือได้นั้นเตรียมงานกันหนักขนาดไหน แล้วในอนาคตจะมีที่ไหนให้เราตามไปอ่านกันได้อีกบ้าง</p>



<p>พร้อมแล้วก็พลิก เอ้ย! เลื่อนอ่านบรรทัดถัดๆ ไปได้เลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185692" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/01-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ปลุกย่านหนังสือต้องใช้ (คนรัก) หนังสือ</strong></h2>



<p>Bangkok Book District Fest 2026 ทีมงานใช้เวลาคิดและเตรียมงานกันอยู่ 3 เดือน ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายคล้ายเล่าให้เพื่อนฟัง เทศกาลย่านหนังสือเป็นโปรเจกต์ที่หยิบวัฒนธรรมการอ่านหนังสือมากระตุ้นพื้นที่เมือง คุณเอ้ย พอคอนเซปต์มาแบบนี้ จะมีที่ไหนเหมาะแก่การเป็นเทศกาลย่านหนังสือครั้งแรกได้อีกถ้าไม่ใช่ย่านพระนคร แต่ไหนแต่ไรก็ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมโรงพิมพ์ ร้านหนังสือ และนักคิดนักเขียนฝีมือฉกาจ ทั้งขั้นตอนการคิดและลงมือทำจริงบอกเลยไม่หมู</p>



<p><strong>งานของ CEA ก็พัฒนาพื้นที่อยู่แล้วใช่ไหม เล่าให้ฟังหน่อยว่าโปรเจกต์ย่านหนังสือเริ่มมาได้ยังไง&nbsp;</strong></p>



<p>แป๋ม : จุดเริ่มต้นมาจากคุณ<strong>อุ้ย &#8211; ธีรภัทร เจริญสุข</strong> ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ (ตำแหน่งในตอนนั้น) ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA) เขาเป็นคนริเริ่มว่าน่าจะลองทำนี้ขึ้นมา และเพิ่งมารู้ทีหลังว่าคุณอุ้ย กับ คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ (รองผู้ว่าฯ กทม.) มีไอเดียนี้มานานแล้ว</p>



<p>พอคิดจะทำก็ต้องมาหาหน่วยงานที่จะมารับผิดชอบผลักดัน และเขาเห็นว่า CEA ทำเรื่องย่านอยู่แล้ว เลยเลือก CEA ให้มารับผิดชอบโปรเจกต์นี้ เราเตรียมตัวทำโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ตุลาคม จริงๆ ไม่ได้นานเลยนะคะกว่าที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ประมาณ 3 เดือน</p>



<p><strong>เปิดเพจวันแรกก็ไวรัลทันที ในมุมคนทำงานรู้สึกยังไง</strong></p>



<p>แป๋ม : วันนั้นเราตกใจนะ ตรงที่เราแค่ปล่อยตัว key Visual ของเทศกาล คนถล่มมาก พอผ่านไป 1 สัปดาห์ คนกดไลค์ห้าพัน เราตกใจมากว่ามันมาจากไหน แรงกระเพื่อมมันไปไวเหมือนกัน แต่เราคิดว่าที่คนสนใจมาก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากคนในวงการหนังสือเองเขาให้ความสนใจและบอกต่อๆ กัน และก็น่าจะมาจากดีไซน์ของตัว key Visual ด้วย อันนี้ต้องให้เครดิตทีม Studio Dialogue ที่ตั้งใจทำการบ้านอย่างดีมากก่อนที่จะออกแบบกันออกมาค่ะ</p>



<p>โจ : เราอยู่ในกลุ่มการอ่านหลายๆ กลุ่มใน Facebook คือมันออร์แกนิคมาก เขาเอาสิ่งนี้ไปแชร์กันในคอมมูนิตี้ เลยรู้ว่า อ๋อ ที่มันกระจายไวเพราะมันมีคอมมูนิตี้คนอ่านหนังสือที่ใหญ่มากอยู่แล้ว แน่นอนเรามีงานหนังสือใช่ไหมคะ แต่ยังไม่มีใครพูดถึงย่านหนังสือในแง่ที่ว่ามันเป็นงานหนังสือที่กระตุ้นการพัฒนาเมืองและวงการสร้างสรรค์ พอจับมารวมกันเลยน่าสนใจ<br><br><strong>งั้นถามเลยแล้วกัน เทศกาลย่านหนังสือกับงานหนังสือต่างกันยังไง</strong></p>



<p>โจ : นี่เป็นคำถามแรกตอนเราจะเริ่มทำงาน ย่านหนังสือจะต่างจากงานหนังสือยังไงนะ เรามองว่างานหนังสือคือเอาทุกคนไปรวมอยู่ในฮอลล์เดียวแล้วก็ตั้งแผงขาย ทีนี้ พอเป็น CEA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์) ภารกิจคือการพัฒนาพื้นที่ เราเลยตีกรอบว่าเทศกาลย่านหนังสือต้องครอบคลุม 2 ด้าน</p>



<p>หนึ่ง คือผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ สอง คือการพัฒนาเมืองเพื่อเอื้อให้มันเป็นระบบนิเวศซึ่งกันและกัน พอเอามารวมกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นต้องไม่ใช่แค่ขายหนังสือได้มากขึ้น แต่ขายหนังสือได้มากขึ้นแล้วคนจะไปอ่านที่ไหนกัน จะทำยังไงให้คนรู้สึกว่ามาซื้อหนังสือในย่านพระนคร และสามารถถือหนังสือไปอ่านในมุมต่างๆ ได้ด้วย</p>



<p> แป๋ม : เราคิดว่าจุดประสงค์ต่างกัน สำหรับย่านหนังสือมองไว้ 3 ประเด็นนะคะ</p>



<p>หนึ่ง ทำย่านพระนครให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างให้ได้ว่ามันคือย่านหนังสือ เป็นย่านที่คนสามารถมรไลฟ์สไตล์ หรือว่าใช้ชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการอ่านในพื้นที่ได้ ซึ่งจริงๆ มันก็คือพื้นที่ย่านหนังสือทางประวัติศาสตร์เดิมอยู่แล้ว</p>



<p>สอง กระตุ้นธุรกิจร้านหนังสืออิสระในพื้นที่ แน่ล่ะ เราเริ่มต้นที่ย่านพระนครก่อน แต่ก็อาจจะขยับไปทำย่านอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้ด้วย ถ้าทำแล้วมันดี</p>



<p>สาม เราอยากให้ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในบ้านเราเปลี่ยนไป จากเดิมที่ออกนอกบ้านด้วยหลายจุดประสงค์ เช่น ไปเจอเพื่อน ไปเที่ยว เราอยากให้หนังสือเป็นอีกจุดประสงค์ที่เขาออกจากบ้าน เช่นว่าวันนี้เราไปอ่านหนังสือที่ไหนกันดี อยากเห็นไลฟ์สไตล์แบบนั้นในบ้านเราค่ะ<br><br><strong>คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของย่านพระนคร</strong></p>



<p>โจ : ตอนเราไปคุยกับพี่ๆ เจ้าของร้านหนังสืออิสระในย่าน มันมีคำถามว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกมาเปิดร้านหนังสือที่นี่ ก็เพราะว่าในอดีตถิ่นแถบนี้เป็นศูนย์กลางบริหารราชการ ทำให้เกิดโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์เอกสารให้กับหน่วยงานราชการ และเกิดสำนักพิมพ์ตามมา ในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวของปัญญาชนที่ย้ายเข้ามาอยู่เพื่อสร้างต้นฉบับ จิตวิญญาณของพระนครมันคือหนังสือ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185693" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทำตัวให้เหมือนอยู่บ้าน</strong></h2>



<p class="has-text-align-left">หากว่าอากาศเอื้ออำนวยและสถานที่พร้อม เชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ แน่ละว่าการอ่านมันเรียกร้องความเงียบ ก็จริงอยู่ แต่ยังมีคนอีกมากที่ชอบอ่านหนังสือนอกบ้าน เห็นคนเดินผ่านที่หางตาแต่ก็ยังดำดิ่งลงไปได้ เหล่าคนทำงานทราบข้อนี้ดี จึงจัดสรรพื้นที่ดีๆ มาให้นักอ่านชนิดจุใจ แต่จะเปลี่ยนย่านพระนครให้เป็นบ้านสำหรับนักอ่าน เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องคุยคนพันธุ์หนังสือชาวเมืองเก่า ผู้ตื่น กิน และนอนในย่านมาหลายสิบปี<br><br><strong>โปรแกรมของเทศกาลย่านหนังสือมีหลากหลายมาก แต่ละส่วนต่างกันยังไงบ้าง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">แป๋ม : ก้อนแรก Book Creator สนับสนุนตัวคนทำหนังสือ ก็จะมีกิจกรรมที่ support เหล่า Book Creator ซึ่งก้อนนี้เราเข้าไปหา OKMD เพราะว่าเราไปคุยกับพี่<strong>หนุ่ม &#8211; โตมร ศุขปรีชา</strong> เขาทำสิ่งนี้มาตลอด เราจะไปปรึกษาให้เขาช่วยคิวเรตกิจกรรมในก้อนแรก ก้อนที่สอง Book Business ส่งเสริมธุรกิจร้านหนังสือ มีหลายกิจกรรมเลยค่ะ ก้อนที่สามก็คือ Book Place พวกกายภาพต่างๆ ที่เห็นที่ติดตั้งในที่สาธารณะ</p>



<p class="has-text-align-left">โจ : 3 ก้อนนี้ เราคิดว่าพาร์ท Book Creator เราจบเร็ว เพราะมันอยู่ในมือคนที่ถนัด อย่างที่บอก คือเราไปคุยกับพี่หนุ่ม ก็ให้เขาเป็นโฮสต์ไปเลย แล้วพี่หนุ่มก็ช่วยวางแผนต่อยอดไปยาวๆ ทั้งปี ส่วนพาร์ท Book Business เราคิดว่ามันใช้เวลาค่อนข้างนานในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับร้านหนังสือ</p>



<p class="has-text-align-left">พาร์ท Book Place เราใช้เวลาคิดเยอะที่สุด เพราะงานมันจะต้องไปจัดแสดงในที่สาธารณะ เราจะเอาเนื้อหาอะไรไปโชว์บ้าง เราต้องเข้าใจเนื้อหาที่ตรงบริบทกับย่านจริงๆ ทุกคนในทีมก็รีเสิร์ชกันหนักมากเพราะเราเป็นคนนอกที่เข้ามา จะดึงคนให้มาที่นี่เยอะๆ เราต้องเข้าใจย่านจริงๆ<br><br><strong>ระหว่างเดินมาที่นี่ เราเห็น Book Story ที่ถอดเนื้อหามาจากหนังสือ มันช่วยเล่าเรื่องยังไงบ้าง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">แป๋ม : เวลาพูดถึงย่าน ถ้าลองนึกถึงถนนหนังสือที่โฮจิมินห์มันเข้าใจง่ายเลย มันคือถนนเส้นเดียวใช่ไหมคะ แต่ย่านหนังสือที่พระนครของเรานี่ยากอยู่เหมือนกัน กระหย่อมนี้มีสองร้าน ตรงนั้นสี่ร้าน เราจะทำยังไงให้แต่ละพื้นที่เชื่อมถึงกันหมดว่าเป็นย่านหนังสือ ก็เลยเป็นที่มาของ Book Story</p>



<p class="has-text-align-left">โจ : Book Story มี 8 จุด ทีมงานของเราถอดจากวรรณกรรม ลงมืออ่านแล้วลิสต์มาเลยว่าประโยคนี้พูดถึงย่านนี้ ข้อความ Book Story แต่ละจุดจะโยงไปกับฉากจริงของย่าน<br>ตอนแรกเราคิดว่ามันน่าจะทำงานกับคนรุ่นใหม่ แต่จริงๆ มันทัชความรู้สึกคนสูงอายุเหมือนกัน เพราะเนื้อหาที่เราเลือกบางทีเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่รู้จัก แต่คนสูงอายุเขามีความทรงจำกับมัน เขาเคยอ่านเล่มนี้ จำตัวละครนี้ได้ ก็เลยรู้สึกว่าการอ่านหนังสือนี่มันเป็นของคนทุกวัยมากๆ</p>



<p class="has-text-align-left">แป๋ม : และเรามารู้ทีหลังด้วยนะว่าถ้าจะเอาเนื้อหาในหนังสือมาใช้ ต้องติดต่อไปหาสำนักพิมพ์ด้วย ซึ่งมันก็ราบรื่นมาก ทุกคนบอกว่าเอาไปได้เลย &#8220;แล้วหนูรู้จักหนังสือเล่มนี้ได้ยังไง&#8221; กระทั่งว่าเขามาถ่ายรูปแล้วเอาไปแชร์ด้วย ดีใจมากค่ะ</p>



<p class="has-text-align-left">พอ Book Story มันทำหน้าที่พาคนเชื่อมกับย่านต่างๆ นอกจากอุดหนุนร้านหนังสืออิสระ ผลพลอยได้ที่ตามมาคือคนแวะอุดหนุนร้านค้าในชุมชน เขาแวะดูนั่นดูนี่ เหมือนกับว่าหนังสือเป็นเครื่องมือที่พาเราไปเจอเรื่องราวต่างๆ ในย่าน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185695" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left"><strong>ว่าไปแล้ว ย่านพระนครมีร้านหนังสือเยอะ แต่ไม่ค่อยมีที่นั่งอ่านหนังสือ จัดการกับปัญหานี้ยังไง</strong></p>



<p class="has-text-align-left">แป๋ม : จริงๆ ตอนแรกเราก็แอบกังวลนะ อากาศบ้านเรามันไม่เอื้อเท่าไหร่ ถ้าเป็นเมืองนอกนะ โอ๊ย เดินสบาย นั่งตรงไหนก็อ่านหนังสือได้ทั้งนั้น มันก็เป็นโจทย์ที่เราคิด จะทำยังไงให้คนพกหนังสือออกมาแล้วนั่งอ่านนอนอ่าน</p>



<p class="has-text-align-left">ทีนี้เรามาดูว่าย่านพระนครมีอะไรบ้าง นอกจากร้านหนังสือแล้ว ยังมีวัดนะ มีสวนนะ เราเกิดไอเดียว่างั้นมาทำพื้นที่สาธารณะให้เป็นมุมที่คนมานั่งอ่านหนังสือได้ไหม จุดที่เห็นผลชัดเลยคือสวนรมณีนาถ เราเอาบีนแบ็กไปวาง ปูเสื่อให้ คนก็มานั่งอ่านหนังสือกัน มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา มันสบายมาก</p>



<p class="has-text-align-left">โจ : มันเหมือนทำน้อยแต่ได้มาก ไม่รู้ใช้คำนี้ได้ไหม วันแรกที่เราไปดูคนยังไม่ค่อยกล้าเดินเข้าไป ไม่มีใครกล้านั่ง แล้วอยู่ข้างป้อมยามอีก ด้วยความเป็นสวนสาธารณะที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐเนี่ย มันจะรู้สึกไม่ค่อยชิลเท่าไหร่ เขาไม่แน่ใจว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่พอมีอะไรไปวางก็ทำให้รู้สึกว่าตรงนี้นั่งได้นะ ใช้เวลาได้นะ</p>



<p class="has-text-align-left">แค่วันแรก คนมาใช้เวลาอย่างต่ำครึ่งชั่วโมงในการนั่งเฉยๆ แต่โอเค วันแรกเขาอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นที่นั่งอ่านหนังสือ พอวันที่สองเขาถือหนังสือกลับมานั่งอ่านด้วยเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185694" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/03-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left"><strong>ดีลกับหน่วยงานราชการยากไหม หรือเขาก็เข้าใจง่ายๆ เลย</strong></p>



<p class="has-text-align-left">แป๋ม : เราติดต่อขออนุญาตหลายหน่วยงานเพื่อขอใช้พื้นที่สาธารณะ คือไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาติดตั้งหรืออยากวางอะไรก็วางได้ ทำได้เลย มันไม่ใช่แบบนั้นนะคะ เราต้องเข้าไปคุยกับเจ้าอาวาส ต้องดีลกับกทม. ต้องดีลกับเขต มีหลายอย่างที่เราอยากทำแต่ไม่ได้รับอนุญาต ก็เลยเริ่มต้นทำในจุดเล็กๆ เท่าที่ทำได้ก่อน แต่กทม. กับเขตพระนครซัพพอร์ตเราดีมาก</p>



<p class="has-text-align-left">โจ : ในมุมเรา เราถือว่าสมูธมากๆ นะ เมื่อเทียบกับโปรเจกต์อื่นๆ ในเมืองที่เคยทำมา คือเราคิดว่าเทศกาลย่านหนังสือเป็นโปรเจกต์ที่เห็นประโยชน์ชัดว่าคนและเมืองจะได้ประโยชน์อะไรถ้ามีสิ่งนี้<br><br><strong>คุยถึงร้านหนังสือบ้าง ตอนไปชวนมาร่วมงานเทศกาลย่านหนังสือ ราบรื่นดีไหม เพราะพวกเขาก็น่าจะเห็นวงจรของงานทำนองนี้มาเยอะ</strong></p>



<p class="has-text-align-left">แป๋ม <strong>: </strong>ตอนแรกกังวลมากค่ะ (หัวเราะ) สิ่งที่อยากทำ เรากลัวว่าจะไปขัดกับวิถีที่เขาทำอยู่เดิม กลัวเขาไม่สะดวก ไม่สบายใจ โจทย์แรกก็เลยต้องสร้างความเชื่อใจก่อน เราและทีมงานเข้าไปขอนั่งคุยกับร้านหนังสืออิสระ 16 ร้าน ขอสัมภาษณ์เพื่อเอาเนื้อหามาทำคอนเทนต์โปรโมทในเพจ แล้วทำเป็นแผนที่ย่านหนังสือขึ้นมา</p>



<p class="has-text-align-left">ทุกขั้นตอนเราพูดคุยกับพวกเขาตลอด ตอนนี้มีแผนที่แล้วนะ มีแสตมป์แล้วนะ ใครมาซื้อหนังสือพี่ปั๊มให้เขา ใครเก็บครบทั้ง 16 ร้าน หนูก็จะมอบ voucher ให้เขากลับมาซื้อหนังสือที่ร้านอีกนะ เขาก็แบบ “ไม่น่ายากนะ ได้ลองดู<em>”</em> ก็เลยเกิดเป็น 2 โปรเจกต์แรก คือสะสมแสตมป์ให้ครบ 16 ร้าน อีกอันคือเราไปคุยกับพี่<strong>มิ &#8211; วรนุช ชูเรืองสุข</strong> และพี่เ<strong>กียว &#8211; นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ </strong>ถามเขาว่าอยากจัดกิจกรรมที่ร้านหนังสือบ้างไหมคะ เราพร้อมอำนวยความสะดวกเรื่องอุปกรณ์ ก็เลยเกิดเป็น Meet &amp; Read ขึ้นมา</p>



<p class="has-text-align-left">การพานักเขียนมาที่ร้าน แง่หนึ่งมันจะดึงเหล่าแฟนคลับของนักเขียนมา ขณะเดียวกัน คนก็ได้กลับมาใช้พื้นที่ในร้านหนังสือเพื่อทำกิจกรรม และได้มาเดินเที่ยวในย่านด้วย<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185696" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/04-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p class="has-text-align-left"><strong>พูดถึงกิจกรรมและเวิร์กช็อปต่างๆ โดยส่วนตัวชอบกิจกรรมไหนที่สุด</strong></p>



<p class="has-text-align-left">แป๋ม : ตอนทำเวิร์กช็อปซ่อมหนังสือ เราพาคนรุ่นใหม่ไปซ่อมหนังสือที่ร้านเซ่งฮง ซึ่งเป็นร้านซ่อมหนังสือที่อยู่ในย่านมานาน ร่วมกับพี่<strong>เก๋ &#8211; พันทิพา ตันชูเกียรติ</strong> จาก Likay Bindery มันทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิธีการซ่อมหนังสือของคนยุคก่อน ทำให้คนสองเจเนอเรชันมาเจอกัน</p>



<p class="has-text-align-left">หรือมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง วันนั้นเฝ้านิทรรศการอยู่ที่สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช เป็นอาคารเก่านะคะ อยู่ดีๆ มีคุณป้าอายุน่าจะเกิน 60 เดินเข้ามา แกบอกว่าเคยเป็นพนักงานที่นี่ เห็นจัดงานอะไรกันเลยเข้ามาดู แกเล่าใหญ่เลยว่าเคยทำอันนี้นะ มุมนู้นเคยเป็นอย่างนั้นนะ โมโมนต์แบบนี้น่ารักมากเลย</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>มีครั้งแรก ย่อมมีครั้งสอง ครั้งสาม</strong></h2>



<p>Bangkok Book District Fest 2026 เพิ่งจบไปได้ไม่กี่วัน ออกจะด่วนสรุปเกินไปหากจะว่ากันถึงความสำเร็จ แต่ที่แน่ๆ เราเห็นย่านพระนครมีชีวิตชีวา หนุ่มสาวหอบหิ้วหนังสือกลับบ้าน คนขายแฮปปี้ สวนสาธารณะถูกใช้งาน หรือแม้แต่ในโลกลวงที่ป้ายยากันชนิดที่ว่าต้องไปให้ได้ และถ้าการทำซ้ำและทำถี่คือการยืนยันว่าเราเอาจริง ได้โปรดใจชื้นเทศกาลย่านหนังสือยังไม่หมดเพียงเท่านี้<br><br><strong>ถึงตอนนี้ (วันท้ายๆ แล้ว) เห็นแรงกระเพื่อมอะไรบ้างในภาพใหญ่</strong></p>



<p>โจ : เรามองว่าพอเกิดงานย่านหนังสือ มันอาจจะกลายเป็นพื้นที่ทดลองเชิงนโยบายได้ เพราะถ้าคิดนโยบายมาแล้วโปรยไปเลย มันเกิดขึ้นยาก แต่ถ้ามีโมเดลตัวอย่างเพื่อทดลองก่อนจะเกิดเป็นนโยบาย มันจะทำให้คิดได้รอบด้านมากขึ้น</p>



<p>และเราอยากจะส่งต่อให้กับคนที่มีบทบาทเชิงนโยบาย ซึ่งตอนนี้หลักๆ ก็คือ OKMD ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และ CEA ทั้งสามฝ่ายจะนำโมเดลนี้ไปขยับในเชิงนโยบายยังไง แต่อย่างน้อย 10 กว่าวันนี้เราได้อะไรข้อมูลและรู้วิธีการแล้ว</p>



<p>แป๋ม : ข้อเสนอเชิงนโยบายมันขึ้นอยู่กับว่าใครที่มีหน้าที่ในการดูแล ทุกคนมีความคาดหวังว่าอยากให้มันเป็นรูปเป็นร่าง เอาเข้าจริงมันต้องใช้ระยะเวลาและความเข้าใจเยอะมาก อย่างตอนที่เริ่มทำย่านหนังสือ เราจะทำยังไงดีนะให้ร้านหนังสือมีคนมาซื้อตลอด</p>



<p>ก็มีไอเดียว่าจะแมตช์ร้านหนังสืออิสระในย่านกับหน่วยงานที่ต้องซื้อหนังสืออยู่แล้วทุกปี มันจะได้เป็นยอดขายที่แน่นอนใช่ไหมคะ แต่พอไปคุยจริงๆ มันมีกฎระเบียบข้อบังคับของระบบราชการบางอย่างที่ไม่สามารถทำได้ มันมีเส้นทางในการต่อสู้อยู่เหมือนกัน</p>



<p>โจ : แต่ว่าประเทศอื่นทำได้ (เราขำกันแห้งๆ)</p>



<p>วันที่ล้อมวงคุยนโยบาย เราแจกโบรชัวร์ให้ผู้เข้าร่วมทุกคน หน้าแรกเรารวมนโยบายด้านหนังสือที่เกิดขึ้นแล้วใน 10 กว่าประเทศ บอกหมดเลยนโยบายชื่ออะไร เป้าหมายคืออะไร เพื่อให้คนเห็นว่าเฮ้ย… มันยังมีความหวังอยู่ เราหยิบปัญหามากาง เอาโซลูชันมาให้ดู ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะผลักดันนโยบายกันยังไงต่อ<br><br><strong>นั่นสิ</strong></p>



<p>แป๋ม : วันนั้นรองผู้ว่าฯ (ศานนท์ หวังสร้างบุญ) ก็มาเนอะ ดูอินมากเลยค่ะ</p>



<p>โจ : ความเห็นเชิงนโยบายที่คุณศานนท์เสนอน่าสนใจ แกเสนอว่าในเมืองใหญ่ ร้านหนังสืออิสระควรได้ incentive มากกว่านี้ รัฐจะซัพพอร์ตร้านเหล่านี้ยังไงให้อยู่ได้ และ incentive ควรไหลไปถึงห่วงโซ่ด้านบนด้วย เช่น นักเขียน เท่าที่เห็นทุกคนดูตื่นเต้น และเรานัดหมายกันแล้วค่ะว่าจะพูดคุยกันต่อ</p>



<p>แป๋ม : นักสร้างสรรค์ก็พูดถึงปัญหาค่าเช่าพื้นที่ คือบางร้านหนังสือ (ย่านพระนคร) เคยอยู่ได้ด้วยการเช่าพื้นที่ 8,000 บาท 12,000 ยังพอไหว แต่พอมันแตะ 20,000 บาท ก็จ่ายไม่ไหวแล้วอ่ะค่ะ เราต้องขายได้เท่าไหร่นะถึงจะอยู่ได้<br><br><strong>ในแง่นี้ คิดว่ากรุงเทพมหานครเข้ามาซัพพอร์ตอะไรได้บ้างไหม</strong></p>



<p>แป๋ม : พอเริ่มตั้งต้น กรุงเทพมหานครเข้ามามีส่วนร่วมด้วยมากเลยค่ะ และมีแผนที่อยากจะกรุยทางกันเรื่องการมีพื้นที่ให้เช่าในราคาที่เข้าถึงได้ คนที่อยากทำธุรกิจร้านหนังสือจะได้สามารถทำได้อย่างไม่ลำบากมากนัก<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185697" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/05-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ทิศทางมาแบบนี้ แสดงว่ายังไงย่านหนังสือก็มีต่อใช่ไหม</strong></p>



<p>แป๋ม : ในองค์กรก็มีการพูดคุยกันว่าเราจะต้องทำต่อนะคะ เพราะปีเดียวอาจจะยังไม่เห็นอะไรมาก มันต้องทำต่อเนื่อง อย่างเจริญกรุงนี่ทำมา 10 ปี (หัวเราะ) มันถึงจะเห็นอะไรบ้าง ตอนนี้เลยเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงาน มี CEA กรุงเทพมหานคร และ OKMD คิดว่าจะรันกันต่อค่ะ</p>



<p>ตอนงานจบ เราอยากทิ้งอะไรให้กับย่านด้วย อะไรที่ถูกคิดขึ้นมาแล้วก็อยากให้เป็นประโยชน์กับพื้นที่ต่อไป เช่น Book Story วันหลังคนมาเดินได้อ่านป้ายแล้วจะได้รู้จักย่านไปด้วย ล่าสุด ไม่แน่ใจนะคะว่าเป็นพระรูปไหน ท่านให้เจ้าหน้าที่มาขอป้าย Book Story ไปตั้งในวัด หรืออย่างพวกเก้าอี้ โต๊ะ ชั้นวางหนังสือ ทางกรุงเทพมหานครก็ขอไปไปใช้งานต่อที่บ้านอิ่มใจ</p>



<p>และสำหรับย่านหนังสือ เทศกาลฯ เป็นเพียง 1 ใน 5 งานที่อยู่ในแผนที่ทีมวางเอาไว้ค่ะ จริงๆ ยังมีอีก 4 งานที่เราต้องทำ มีอีกหลายกิจกรรมที่ต้องทำต่อเรื่อยๆ ให้เกิดความสม่ำเสมอ เราแพลนไว้ตลอดทั้งปีเลยค่ะ และเราตั้งใจจะเล่าเรื่องร้านหนังสือทั่วกรุงเทพฯ เลย<br><br><strong>หลังคลุกฝุ่นมา 3 เดือน โมเมนต์ไหนที่ทำให้รู้สึกว่า เออ คุ้มแล้วที่เหนื่อย</strong></p>



<p>โจ : ในมุมคนออกแบบ เราว่าการที่เราออกแบบอะไรสักอย่างแล้วมีคนมาใช้งาน แค่นั้นก็พอแล้วนะ หมายถึงว่ามันเกินความคาดหมายของเราด้วยซ้ำ ที่สวนรมณีนาถเราคิดว่ามันจะกร่อยๆ แต่พอวันจริงแค่เห็นคนมานั่งในสิ่งที่เราทำไว้ แค่เนี้ย ชูบชูใจมากๆ แล้วค่ะ</p>



<p>แป๋ม : โมเมนต์น้ำตารื้นเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของเทศกาลเลยค่ะ</p>



<p>ตอนนั้นเรายุ่งๆ อยู่ที่ออฟฟิศ คุณลุงปิติ ร้านรวมสาส์น แกโทรมาแต่เช้า เช้ามากๆ แกก็บอกว่า &#8220;หนูแป๋ม มีคนมาให้ลุงแสตมป์ 2 คนแล้วนะ<em>&#8221; </em>คือมันเป็นกิจกรรมเล็กๆ แต่แกตื่นเต้นมาก สำหรับเรามันชื่นใจ ดีใจ</p>



<p>ถึงแม้ตอนคิดตอนทำจะล้าทุกวัน (หัวเราะ)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-1-682x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185698" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-1-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-1-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-1-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/06-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></div>


<p>แม้คุณแป๋มออกตัวตั้งแต่ก่อนเริ่มคุยกันว่าเธอไม่ใช่ตัวจริงเรื่องหนังสือ เธอเป็นคนนอก ตลอดการพูดคุยเธอย้ำคำทำนองนี้อยู่หลายรอบ แต่ในที่สุดจำเลยก็รับสารภาพ ‘ยิ่งทำยิ่งอิน ยิ่งทำยิ่งถลำลึก’ ไม่ใช่แค่เราที่สัมผัสได้ เหล่านักเลงหนังสือในย่านพระนครก็คงสัมผัสได้&nbsp;</p>



<p>คุณโจเป็นคนพันธุ์เจ้าสังเกต ถึงขนาดย่องไปดูคนนั่งอ่านหนังสือในสวนรมณีนาถ เก็บความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดให้เราฟัง อย่างที่เธอบอก แค่เห็นคนมาใช้ มานั่ง มาสัมผัสงานที่ตั้งใจทำ ถ้าสวมหมวกคนทำงาน อะไรที่ชุบชูใจมันคงเป็นมวลประมาณนี้</p>



<p>อย่างที่โปรยเอาไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งสองคือมดงาน ยังมีขุมกำลังอีกมากที่กำลังช่วยกันผลักดันย่านหนังสือ BKK Book District ยังมีอีกหลายด่านต้องฝ่า ยังมีงานรออยู่ข้างหน้า ความคาดหวังของนักอ่าน การพัฒนาย่านและวงการหนังสือ<br>11 วันมหัศจรรย์ของเทศกาลย่านหนังสือที่เพิ่งจบไปเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ก้าวต่อไปนี่สิ น่าสนใจ</p>



<p><em>ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจากเพจ BKK Book District</em></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bkk-book-district/">สูตรปั้นย่านหนังสือให้โดนใจนักอ่านของแป๋ม ปิยะพร &#8211; โจ ดลพร สองมดงานแห่ง BKK Book District</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รัก  เลิก  ลืม  เริ่มต้นใหม่ &#8216;RE-LEARN-TIONSHIP&#8217; นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ไปต่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/re-learn-tionship-book-review/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Kessara Klaikaew]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Jan 2026 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะต่างระหว่างกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผมไม่อยากมีแฟนเป็นเศรษฐี]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185450</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดของคุณเป็นแบบไหน ได้ไปต่อ หรือพอแค่นี้ สำหรับใครที่เสียดายคิดว่า ‘ไม่มีเวลาว่างมานั่งอ่านทุกเล่มหรอกนะ’ ก็ขอให้หยุดควมคิดนั้นไว้ก่อน เพราะไม่ว่าจะเลือกหยิบเล่มไหนก่อนหลังก็ไม่ใช่ปัญหา จะมีก็แต่ว่าดันอ่านเพลินจนวางไม่ลง เช่นนั้นแล้วนักเขียนจาก a day ไม่รอช้าอีกต่อไป คว้าหนังสือกันมาคนละเล่ม เลือกเอาเล่มที่คิดว่าอินที่สุดมาไว้ในมือ หลบไปอ่านคนละมุม และนักเขียนทั้ง 3 คน พร้อมส่งต่อความรู้สึกหลังอ่านจบแบบหมดเปลือก อ่านแล้วชอบ ไม่ชอบ หรือเผลอหลุดขำตรงไหน เราเล่าให้ฟังหมด จะเศร้าซึม หรือไปต่อ ไม่ไปต่อยังไง&#160; หลบซ้าย หลบขวาก็ไม่พ้นสปอยล์เลยล่ะ RE-LEARN-TIONSHIP คือโปรเจกต์การเขียนนิยายของสำนักพิมพ์แซลมอน ที่จะพานักอ่านไปลิ้มลองรสชาติความสัมพันธ์ 3 รูปแบบ จากนักเขียน 3 คน จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท กิตติศักดิ์ คงคา และนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ ที่ต่างนำพาเรื่องราวใกล้ตัวของแต่ละคนมาปลดล็อกบางสิ่งบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ จุดร่วมของนิยายคือโจทย์ที่โดนเคาะจั่วหัวมาว่า ‘ความรักในเมือง’ พวกเขาจึงเลือกถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่ได้เรียนรู้ ขุดคุ้ย Based on true story มาเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นเดียวกัน&#160; “โปรเจกต์นี้เหมือนกับว่าเป็นสนามเด็กเล่น ที่พวกเราไม่ได้มาเพื่อสร้างประติมากรรมใหญ่โตโอฬารหรืองานมาสเตอร์พีซ แต่มันเหมือนพื้นที่ที่ทำให้เราได้ทำความรู้จัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/re-learn-tionship-book-review/">รัก  เลิก  ลืม  เริ่มต้นใหม่ &#8216;RE-LEARN-TIONSHIP&#8217; นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ความสัมพันธ์ครั้งล่าสุดของคุณเป็นแบบไหน ได้ไปต่อ หรือพอแค่นี้</p>



<p>สำหรับใครที่เสียดายคิดว่า ‘ไม่มีเวลาว่างมานั่งอ่านทุกเล่มหรอกนะ’ ก็ขอให้หยุดควมคิดนั้นไว้ก่อน เพราะไม่ว่าจะเลือกหยิบเล่มไหนก่อนหลังก็ไม่ใช่ปัญหา จะมีก็แต่ว่าดันอ่านเพลินจนวางไม่ลง เช่นนั้นแล้วนักเขียนจาก a day ไม่รอช้าอีกต่อไป คว้าหนังสือกันมาคนละเล่ม เลือกเอาเล่มที่คิดว่าอินที่สุดมาไว้ในมือ หลบไปอ่านคนละมุม และนักเขียนทั้ง 3 คน พร้อมส่งต่อความรู้สึกหลังอ่านจบแบบหมดเปลือก อ่านแล้วชอบ ไม่ชอบ หรือเผลอหลุดขำตรงไหน เราเล่าให้ฟังหมด</p>



<p>จะเศร้าซึม หรือไปต่อ ไม่ไปต่อยังไง&nbsp;</p>



<p><em>หลบซ้าย หลบขวาก็ไม่พ้นสปอยล์เลยล่ะ</em></p>



<p><strong>RE-LEARN-TIONSHIP</strong> คือโปรเจกต์การเขียนนิยายของสำนักพิมพ์แซลมอน ที่จะพานักอ่านไปลิ้มลองรสชาติความสัมพันธ์ 3 รูปแบบ จากนักเขียน 3 คน จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท กิตติศักดิ์ คงคา และนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ ที่ต่างนำพาเรื่องราวใกล้ตัวของแต่ละคนมาปลดล็อกบางสิ่งบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ จุดร่วมของนิยายคือโจทย์ที่โดนเคาะจั่วหัวมาว่า ‘ความรักในเมือง’ พวกเขาจึงเลือกถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่ได้เรียนรู้ ขุดคุ้ย Based on true story มาเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นเดียวกัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185457" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>“โปรเจกต์นี้เหมือนกับว่าเป็นสนามเด็กเล่น ที่พวกเราไม่ได้มาเพื่อสร้างประติมากรรมใหญ่โตโอฬารหรืองานมาสเตอร์พีซ แต่มันเหมือนพื้นที่ที่ทำให้เราได้ทำความรู้จัก ทดลอง ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวที่เล่า”</p>



<p>เหล่านักเขียนสารภาพว่า “เราสามคนไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนโคตรจะเป็นตัวเอง ซึ่งเรามองว่ามันเป็นเรื่องดี ดีใจที่พองานเสร็จแล้วทุกคนมองว่านี่เป็นอีกเล่มหนึ่งในชีวิตที่สามารถยิ้มกับมันได้อย่างมีความสุข”</p>



<p>เมื่อได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเหล่านักเขียนยิ่งเพิ่มความอินให้กับผู้อ่านแบบเข้าเส้น บทเรียนที่เราได้เรียนรู้ผ่านหนังสือเหมือนกับนักเขียนมากระซิบข้างหูว่า “พี่ผ่านมาแล้วน้อง”</p>



<p>มาเริ่มอ่านกัน !</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนไทยเป็นอะไรกับคนเก่า CAN’T REMEMBER A LOVE, CAN’T FORGET A LOSS&nbsp;เจ็บเกินจำรัก หนักเกินลืมรอย นวนิยายของคนไม่มูฟออน</strong></h2>



<p>ถ้ามีใครสักคนถามว่าสิ่งที่ไม่ได้ไปต่อในปีนี้ของคุณคืออะไร เราตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าความสัมพันธ์ครั้งเก่า แต่สำหรับใครที่ยังมูฟออนเป็นวงกลมหรือก้าว 2 ถอย 3 เป็นจังหวะสามช่าแล้วล่ะก็… นวนิยายเรื่อง <strong>‘CAN’T REMEMBER A LOVE, CAN’T FORGET A LOSS เจ็บเกินจำรัก หนักเกินลืมรอย’</strong> คงเหมาะกับคุณ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185459" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-7.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>นวนิยายเล่มนี้ของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เป็นหนังสือเล่มแรกที่เราหยิบมาอ่านในปีนี้ จากการขายตรงของเพื่อนร่วมงานที่บอกว่า ‘ฉันว่าเล่มนี้เหมาะกับแก’ ซึ่งเราประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เจ็บจี๊ดๆ ในใจทันที เพราะคำโปรยบนหน้าปกที่เขียนไว้ว่า ‘นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่ยากจะลืม แม้จะเจ็บจนไม่อยากจำ’ นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้หัวใจผู้อ่านกลายเป็นสีชมพูเข้ม หรืออบอวลไปด้วยรักโรแมนติกเหมือนนิยายรักทั่วๆ ไป หากแต่เป็นบันทึกเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด</p>



<p><strong>จาณีน</strong> นักเขียนบทภาพยนตร์ ผู้ขยันย้ายที่อยู่ไปมา ในเวลาหนึ่งปีเต็มเธอย้ายที่อยู่เป็นรอบที่หนึ่งร้อยห้าสิบห้าแล้ว ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เจอที่อยู่ที่ถูกใจเสียที ปัญหาไม่ใช่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นตัวเธอเอง เพราะไม่ว่าเธอจะย้ายที่อยู่อีกสักกี่ครั้ง ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดที่เกิดจาก <strong>พิชชา</strong> คนรักเก่ายังคงตามหลอกหลอนเหมือนเจ้ากรรมนายเวรที่จ้องจะเอาชีวิต</p>



<p>จาณีนค่อยๆ เปิดเผยความเจ็บปวดในหัวใจให้เรารู้ เหมือนเพื่อนที่เริ่มทำความรู้จักกัน สนิทกันมากขึ้น และไว้ใจกันในที่สุด เพราะแบบนั้นเราไม่เคยตัดสินความบอบช้ำของจาณีนเลย แต่พยายามทำความเข้าใจเพื่อนสนิทคนนี้ แม้บางครั้ง (หลายครั้ง) จะไม่เข้าใจก็ตาม จนอยากจะพาเจ้าตัวมานั่งจับเข่าคุยกัน ปรับทัศนคติเรื่องความรักกันสักหน่อย ความรักทำให้คนตาบอดคงจะจริง</p>



<p><strong>“คุณชอบต้นไม้เหรอ”</strong></p>



<p><strong></strong><strong>“ของพ่อฉันค่ะ ไม่ได้ชอบอะไรเท่าไหร่”</strong></p>



<p>บอนไซในกระถางสี่เหลี่ยมสีเทาไร้สีสัน หนึ่งในบรรดาสัมภาระของจาณีนที่เธอหอบไปมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี ถูกย้ายเข้ามาในบ้านหลังใหม่อีกครั้งจากการขายตรงของ ปรีชนา เจ้าของแชร์เฮาส์ที่โฆษณาเกินจริงเอาไว้ว่าหากได้มาอยู่แล้วจะติดใจจนไม่อยากย้ายไปไหนอีกเลย</p>



<p>จาณีนไม่ได้ชอบต้นไม้หรอก แต่มันเป็นของขวัญรับปริญญาที่ได้รับมาจากพ่อ ที่อยู่ของเจ้าบอนไซในบ้านใหม่ไม่สู้ดีนัก<strong> </strong>“ฉันคิดว่าหน้าต่างห้องน้ำคงดีพอแล้วสำหรับมัน” เธอตอบ ณพล เพื่อนร่วมบ้านคนใหม่ไปแบบนั้น</p>



<p><strong>เธอเฝ้าภาวนาให้มันตาย แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้สิ่งมีชีวิตภายใต้การดูแลของเธอตายลงอีก</strong></p>



<p>ต้นไม้แคระแกร็นที่ถูกรถน้ำ พรวนดิน ตัดแต่งกิ่งก้าน อย่างที่บอกจาณีนไม่ชอบมัน เพราะมันไร้อิสระ น่าสังเวช เหมือนชีวิตของเธอที่เติบโตภายใต้อาณัติ ถูกดัดแต่ง และถูกสอนให้เชื่อง สิ่งที่เธอต้องวิ่งตามมีเพียงความสำเร็จเท่านั้น นี่คือกฎเกณฑ์ของผู้เป็นพ่อ</p>



<p><strong>“เอานี่ไหม เหมาะกับภาพที่เธออติดผนังไว้ เธอชอบสีส้มหรือเปล่า”</strong></p>



<p><strong>“ไม่อะ ฉันไม่ชอบสีส้ม”</strong></p>



<p>ภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ สีส้มสะดุดที่เคยแขวนไว้บนผนังตลอดระยะเวลาหนึ่งปีกว่า ตอนนี้ถูกปลดประจำการแล้ว จาณีนไม่เคยคิดมาก่อนว่าแขวนโปสเตอร์สีส้มสะท้อนแสงนี้ไว้ให้แสบตาทำไม ในเมื่อเธอไม่ชอบสีส้ม <strong>แต่คนรักของเธอชอบมัน</strong> และการจะทิ้งของคนตายมันก็ดูใจร้ายเกินไป</p>



<p>บอนไซจิ๋ว สิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจปล่อยให้ตายได้อีก และภาพแขวนโปสเตอร์ขนาดใหญ่ ที่ไม่เคยคิดว่ามีไว้ทำไม มันคงสำคัญกับจาณีนทางใดทางหนึ่ง มันอาจสำคัญที่บอกให้เธอทิ้งอะไรบางอย่าง และเก็บอะไรบางอย่างไว้ อาจเป็นสิ่งของ ความรู้สึก หรือความทรงจำ</p>



<p>เราได้อ่านเรื่องราวความรักของจาณีนมาจนถึงหน้ากลางๆ ของหนังสือ ทำให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของเธอกับคนรักไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้อ่านอย่างเราอิจฉาจนอยากจะมีแฟน แต่เป็นความท็อกซิกที่ไม่ว่าจะยืนอยู่มุมไหนของห้องคุณคือคนผิด เผลอหายใจเสียงดังไป คงได้ทะเลาะกันใหญ่โต</p>



<p>การอ่านมาจนค่อนเรื่องที่ทำให้คิ้วเราขมวดกันเป็นปมตั้งแต่เริ่มอ่านได้คลายลง แต่เปลี่ยนมากำหมัดและอยากตะโกนให้ใครสักคนได้รู้ว่ายัยนั่น Red Flag (ยัยนั่น AKA คนรักเก่าจาณีน) หากเราเป็นจาณีนก็มองไม่เห็นถึงสัญญาณอันตรายในความสัมพันธ์หรอก เป็นปกติของมนุษย์เราเก่งเรื่องคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ&nbsp;</p>



<p>เราเห็นเงาตัวเองซ้อนทับกับจาณีนอยู่หน่อยๆ เราสองคนเชื่อเหมือนกันว่าคนที่ทำลายความสัมพันธ์คือเราเอง บอกให้ตัวเองไว้ทุกข์กับตอนจบไปชั่วชีวิต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185460" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>อดีตคืออดีต วันนี้คือวันนี้</strong></p>



<p>รอยแผลจากอดีตยังคงฝังลึกอยู่ในใจ แต่วันนี้จาณีนเก่งพอที่จะรับมือกับมันแล้ว เพราะวันนี้…</p>



<p>“เป็นแค่วันนี้ที่ฟ้าสดใส”</p>



<p>“เป็นแค่วันนี้ที่คุณปลอดภัย”</p>



<p>เมื่อบรรทัดสุดท้ายของเรื่องราวจบลง เราถูกดึงกลับมายืนอยู่ในโลกความเป็นจริงอีกครั้ง และตกตะกอนได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบไหน เราควรฟังเสียงหัวใจตัวเองให้มากหน่อย ก่อนที่มันจะกลายเป็นก้อนความเจ็บปวดที่นิยามชื่อเรียกไม่ได้</p>



<p>เป็นนวนิยายที่อ่านแล้วเจ็บในใจ ต้อนรับต้นปีได้แบบแสบๆ คันๆ เผลอยิ้มให้กับความทรงจำในอดีตแบบไม่รู้ตัว</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าความความสัมพันธ์มันไกลออกไป และมีเงื่อนไขตั้งแต่ต้น</strong> <strong>‘4600 AND MORE… ระยะต่างระหว่างกัน’ นวนิยายรักที่รักอย่างเดียวจะพอไหมนะ</strong></h2>



<p>ความสัมพันธ์ระยะไกลคงเป็นรักแบบสุดท้ายที่ผมจะเลือกมี แต่ถึงอย่างไรจะไกลไม่ไกล ใกล้ไม่ใกล้ ก็เป็นเรื่องของความรู้สึก &#8211; ไม่รู้สึกมากกว่า</p>



<p>ไอที่คุยกันทุกวัน แต่ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่แหละ เจ็บ!</p>



<p>ไอคำว่า ‘รัก’ นี่เป็นอะไรที่ท้าทายที่จะไขว่คว้ามันเหลือเกินนะ</p>



<p>ความสัมพันธ์ของตัวละครเรย์กับเนตรตกผลึกในห้วงหัวใจของผมขณะบรรเลงหนังสือ 4,600 AND MORE… ระยะต่างระหว่างกันของ ‘คุณนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์’ แบบดึงตัวเองไม่อยู่ หนังสือว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ ปัจจุบัน และอนาคต เป็นอะไรที่มนุษย์อย่างเราไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ&nbsp; ผมทำความรู้จักพวกเขาไปพร้อมกับทำความรู้จักตัวเองไปด้วย แม้จะไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางไกลขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเศษเสี้ยวความคลุมเครือของทั้งสองคนเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเคยรู้สึกอยู่</p>



<p>เนตรเป็นหนุ่มไทยที่ไปตั้งรกรากที่ญี่ปุ่น ส่วนเรย์ก็เป็นครีเอทิฟหนุ่มเอเจนซีที่ไทย เขาเป็นพี่น้องในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน ใช้ชีวิตใกล้ๆ กัน แต่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เรื่องราวมันเริ่มต้นตอนที่คืนสุดท้ายของเนตรที่ไทยก่อนจะกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น ได้ดีพทอล์กแลกเปลี่ยนเรื่องราวในร้านบาร์แห่งหนึ่ง จนเผลอเลยกลายมาเป็นความสัมพันธ์ทางไกลแบบผู้ใหญ่ของพวกเขา ทำให้ผมชั่งใจไม่ถูกว่ามันจะไปต่อได้หรือไม่</p>



<p>หากใครชอบความสัมพันธ์แบบหวือหวา เหมือนขึ้นรถไฟเหาะคงไม่เหมาะกับหนังสือเล่มนี้&nbsp; เพราะความสัมพันธ์ของเนตรกับเรย์ เขาเลือกใช้ความรู้สึกและความสบายใจมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับสองก็มาพร้อมกับความรู้สึกอย่างว่า&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185462" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ความรู้สึกที่เหมือนจะไม่รู้สึกแต่รู้สึก เหมือนจะเป็นไปไม่ได้แต่อยากให้เป็นไปได้</strong></p>



<p>มวลในท้องที่คล้องจองด้วยความรู้สึกจึงตกผลึกขึ้นโดยมีระยะทางเป็นตัวกลางของความรัก พวกเขาก็แค่ปล่อยให้มันเกิด</p>



<p>ทุกอย่างดำเนินมาอย่างเงียบเชียบ สงบ และเข้าใจง่ายแบบคนโตๆ&nbsp;</p>



<p>เหตุเช่นนี้ เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องง่ายมันจึงเจ็บปวดเข้าถึงแกนกระดูก พวกเขาจะแบ่งโลกคนละซีกในยามค่ำคืน ยามดึกเขาวิดีโอคอลหา ยามรุ่งอรุณเขาส่งข้อความ แม้เทคโนโลยีจะทำให้พวกเขาใกล้กันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เขารักกันมากขึ้น คำพูดอาจดูใจร้ายไปหน่อยแต่ระหว่างทาง 4,600 กิโลเมตรของไทยสลับไปญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใจดีเช่นกัน</p>



<p>แม้จะแชต จะโทรทุกวัน แต่พวกเขานั้นไม่เคยตกลงกันว่าจะเป็นอะไร เราจะเห็นช่องโหว่ของความรักเป็นจำนวนมาก ความเงียบ ความหมางเมิน และความสงบเหล่านั้นไม่อาจกลายมาเป็นความสบายใจได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็น กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง เนตรมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปอยู่ที่ไทย ส่วนเรย์ก็ใช้ชีวิตในบริษัทยุ่งจนไม่คิดเรื่องอะไรนอกจากงาน งาน งาน</p>



<p>“คงเป็นเพราะที่เรากับเนตรเป็นอยู่มันเบลอๆ ละมั้ง เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร คนคุยเหรอ แล้วถ้าคุยกันอย่างนี้ต่อไปมันจะยังไงต่อ เราคิดว่ายังไม่พร้อมจะไปต่อกับเนตร และมันคงจบลงในสักวันที่เราหรือเนตรเจอคนใหม่ พอถึงตอนนั้นแม่งคงไม่ดีกับใครเลย”</p>



<p>คงไม่ต้องบอกถึงบทสรุปในตอนท้ายเล่มว่าเรื่องมันจะจบยังไง ทั้งคู่จะเอาตัวเองไปไว้ตำแหน่งไหนของความสัมพันธ์ และคำตอบไหนที่พวกเขาจะดึงดันเติมช่องว่างของตัวเองได้</p>



<p>คำว่า ‘รักแค่ไหนมันถึงจะพอ’ เลยเป็นคำถามที่หนักอึ้งขณะที่ผ่านได้อ่าน 4,600 AND MORE… ระยะต่างระหว่างกัน เพลย์ลิสต์ที่นักเขียนได้ทิ้งไว้ตอนท้ายเล่ม พอได้ฟังแล้วก็ทำให้ผมอิน และทำให้รู้สึกถึงความจริงยิ่งกว่าเดิม</p>



<p>เนตรกับเรย์เลือกรับผิดชอบการกระทำและความรู้สึกที่เกิดขึ้นของตัวเองที่ญี่ปุ่น หลังจากที่ได้เจอกันที่ไทยมาแล้วหลายรอบ เป็นที่ที่ทั้งสองตกลงกันไว้ว่าจะมาเจอกัน ที่ที่ให้คำตอบว่าชีวิตไม่มีวันให้คำตอบกันถ้าไม่ยอมรับความจริง</p>



<p>เป็นอีกครั้งที่จะเหมือนจะเป็นไปได้แต่เป็นไปไม่ได้&nbsp;</p>



<p>เป็นอีกครั้งที่พวกเขาเลิกราและห่างกันไป&nbsp;</p>



<p>เป็นอีกครั้งที่เป็นแค่ ‘เหมือนจะ’ ที่เกิดขึ้นหลายพันครั้งในชีวิต</p>



<p>และเป็นอีกครั้งที่คิดว่าถ้าเราทำอะไรต่างออกไปมันจะจบเหมือนเดิมไหมนะ</p>



<p><strong><em>พวกเขาจากลากันโดยสมบูรณ์ สมบูรณ์แบบไม่ต้องหาคำตอบให้ตัวเองเจ็บอีกแล้ว</em></strong></p>



<p><strong><em>เพราะโลกนี้มันไม่เคยมีคำตอบให้เราเลยถ้าสังเกต </em></strong>ถ้าเราปล่อยให้ใบมีดของคำถามอันไม่อาจได้มาซึ่งคำตอบเกิดขึ้นแล้ว ก็แปลว่าเราจำต้องยอมรับบาดแผลเหวอะหวะในใจที่จะเกิดขึ้นด้วย</p>



<p>สุดท้ายเขาก็ไม่อาจแลกความต่าง และสิ่งตรงกลางระหว่างกัน มีแค่สิ่งต่างของตนนั้นที่คอยโอบกอดเรย์กับเนตรเสมอมา แม้ตอนจบจะปลายเปิด แต่ผู้อ่านอย่างผมเองก็หวังว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดกับพวกเขา</p>



<p>แน่นอนว่าเนตรจะต้องใช้ชีวิตแสนสงบที่ญี่ปุ่นอยู่ เรย์ก็ยังขายงานและใช้ชีวิตแบบบาลันซ์ที่กรุงเทพ หรือไม่พวกเขาก็คงไปสักที่ กินข้าว หรือนั่งชิลล์กับใครสักคน คงเป็นอย่างนั้น&nbsp;</p>



<p>แต่สิ่งดีๆ ที่ผมว่านั้นก็คงเป็นความรักที่เกิดขึ้น แม้จะไม่สมหวังแต่อย่างน้อยมันก็ยังเกิดขึ้น จริงไหม?</p>



<p class="has-text-align-center">You were the best but you were the worst</p>



<p class="has-text-align-center">As sick as it sounds, I loved you first</p>



<p class="has-text-align-center">I was a dick, it is what it is</p>



<p class="has-text-align-center">A habit to kick, the age-old curse</p>



<p class="has-text-align-center">I tend to laugh whenever I’m sad</p>



<p class="has-text-align-center">I stare at the crash, it actually works</p>



<p class="has-text-align-center">Making amends, this shit never ends</p>



<p class="has-text-align-center">I’m wrong again, wrong again</p>



<p class="has-text-align-center">เธอมีด้านดีที่สุดแต่ก็มีด้านแย่ที่สุดเหมือนกัน</p>



<p class="has-text-align-center">ถึงจะฟังดูแย่ แต่ผมก็รักเธอก่อน&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-center">แม้ผมจะห่วยแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะผมเป็นอย่างนี้</p>



<p class="has-text-align-center">ผมมักจะหัวเราะออกมาเวลาเศร้า</p>



<p class="has-text-align-center">เพราะเวลาที่มองไปเห็นความผิดพลาด มันกลับช่วยได้เฉย</p>



<p class="has-text-align-center">และแม้ผมจะพยายามแก้ไขมันให้ดียังไง</p>



<p class="has-text-align-center">แต่ให้ตายก็ผิดพลาดอยู่ดี</p>



<p>I Love You, I’m Sorry &#8211; Gracie Abrams เพลงใน 4,600 AND MORE Playlist&nbsp;</p>



<p>ที่ผมชอบมากๆ และจริงสุดๆ ขณะอ่านถึงบรรทัดสุดท้าย</p>



<p>คงเป็นเราอีกแล้วทุกทีที่ไม่ยอมรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น ต่อให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรืออ่านไปเจ็บก็ตาม แม้แผลมันจะแสบ หรือปวดแค่ไหน สักวันมันคงจะหายดีขึ้นและทิ้งแผลเป็นในใจไว้ให้เราอยู่เป็นแน่</p>



<p>เป็นเหตุให้มนุษย์ก้าวต่อไปอย่าง(ไม่)สมบูรณ์&nbsp;</p>



<p><strong>เพราะชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ </strong>จริงๆ สินะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185463" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>‘I LOVE YOU MORE THAN I CAN PAY’ ผมไม่อยากมีแฟนเป็นเศรษฐี นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่เงินทองเป็นของต้องห้าม</strong></h2>



<p>ความสัมพันธ์บางคนอาจต้องเดินทางข้ามทวีป หรือจะเป็นความสัมพันธ์เดินอยู่กับที่เป็นวงกลม ส่วนตัวผมคงต้องขอเดินเหมือนกันเพราะตังค์ขึ้นรถผมไม่มีแล้ว!&nbsp;</p>



<p>ขอเลือกเดินแทนการขึ้นรถเมล์เพราะเปลืองเงิน ความจนที่ทำเอา Beta Reader ออกปากว่าโอเวอร์มาก แต่หากเราอยู่ตรงนั้นคงได้ประสานเสียงกับนักเขียนอย่าง ‘กิตติศักดิ์ คงคา’ ว่า “มันมีจริงๆ!” นักเขียนที่เคยสารภาพว่าไม่เข้าใจคนไม่มีเงินแต่เมื่อชีวิตเริ่มเดินทางเขาก็ได้เริ่มรู้หน้าค่าตาความจนมากขึ้นว่าหน้าตาเป็นเช่นไร</p>



<p>“ผมอยากเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านน้ำเสียงของตัวเองต่อโลกใบนี้ที่โค้งงอ ไม่มากและไม่น้อยกว่าความรักที่บรรจงหยดเปื้อนไปบนเงินตราเปื้อนฝุ่น อันหวังจะสร้างรอยยิ้มให้คุณบ้างสักนิดก็คงดี”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185464" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/6-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ใครอยากเป็นเศรษฐี ฉันคนนี้ขอชูมือสุดแขน ตะโกนสุดเสียง ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ! ไม่แปลกใจเลยที่เราจะเลือกคว้าเล่มนี้หนึ่งในเซต RE-LEARN-TIONSHIP เพราะคติที่เชื่อมั่นขัดกับชื่อหนังสือโดยสิ้นเชิง แต่พบว่าหลังจากวางขายเซตนี้ เจ้าเล่มสีชมพูกลายเป็นเล่มที่ขายดีที่สุดในสามเล่ม เพราะงั้นคงไม่ใช่แค่เราคนเดียวแล้วล่ะที่เชื่อในคติเหล่านี้ หากแต่ใครที่เปิดอ่านเล่มนี้คงยิ้มกันถ้วนหน้าตามที่ผู้เขียนหวังว่าอยากให้เป็น ไม่ยิ้มเขินก็ยิ้มทั้งน้ำตาว่าทำไมฐานะมันเหมือนเราจัง แต่จะเป็นพระเอกหรือนายเอกนั้นก็อีกเรื่อง…</p>



<p>ประหยัด ตระหนี่ถี่เหนียว</p>



<p>ไม่พูดมาก ไม่เรื่องมาก ไม่ซกมก</p>



<p>นอนไม่เปิดพัดลม ทำอาหารได้ ขัดห้องน้ำเป็น</p>



<p>ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่พักหารตามจริง (ห้ามสิ้นเปลืองเด็ดขาด!)</p>



<p>ห้ามพาใครมาห้องเด็ดขาด (ถ้าไม่ขออนุญาตล่วงหน้าก่อน)</p>



<p>นี่ไม่ใช่สเปกแต่เป็นกฎเหล็กในการหารูมเมตของ <strong>‘โตเต’</strong> หนุ่มน้อยที่ตราหน้าประจานตัวเองว่าจน พัดลมไม่เปิด เน็ตไม่สมัคร ผักก็เก็บกิน พ่วงมาด้วยสถานะตอนนี้ที่กำลังชอร์ตสุดๆ หวังแค่ว่าคนที่มาเคาะประตูเพื่ออยู่ร่วมกันจะเป็นสหายประเภทที่ว่ากัดก้อนเกลือกินพอๆ กันก็คงจะดี</p>



<p>“ความจนคือคนอื่นเป็นเรื่องเข้าใจง่ายมาก แต่ความจนคือตัวเองเป็นเรื่องเข้าใจยากเสมอ”</p>



<p>โตเตเชื่ออย่างนั้น แต่ผู้เข้าสมัครเพียงหนึ่งเดียวที่สนใจมาแคสเป็นรูมเมตกลับเป็น ‘กองทัพ’ หนุ่มหน้าตาดีที่หากไปแคสเป็นดาราช่องหลากสีคงผ่านฉลุย ออร่าลูกคุณหนูที่ทำเอาแสบตา กลิ่นโคโลญมีราคาทำเอาโตเตหลุดปากว่า “เหม็นกลิ่นคนรวยว่ะ”</p>



<p>จากรูปพรรณสันฐานของกองทัพดูก็รู้ว่าไม่ได้ขัดสนถึงขั้นจะต้องมาทำตามเงื่อนไขที่โตเตตั้งขึ้นมาสักนิด จนจับต้นชนปลายความจริงได้ว่าเพียงเพราะอาจารย์วิจารณ์โปรเจกต์เขาว่า ”เธอยังไม่เข้าใจความจนมากพอ” กองทัพจึงขอมาเดบิวต์ทดลองใช้ชีวิตเป็นคนจนซะเอง</p>



<p>จากปกติขับซูเปอร์คาร์ หันมาขึ้นรถประจำทาง&nbsp;</p>



<p>จากกินข้าวห้าง กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่ข้างทางกระติกน้ำที่ต้องตักมือ&nbsp;</p>



<p>คุณหนูลูกเศรษฐีที่เหมือนทำทีมาถ่ายรายการไฮโซบ้านนอก กลับเริ่มทำความรู้จักความจนจนเริ่มเชี่ยวชาญ แต่สุดท้ายนี่มันก็เป็นแค่แพ็กเกจชีวิตที่กองทัพแค่มาทดลองใช้ ความจนของจริงมันน่ากลัวกว่านี้เป็นไหนๆ เพราะสุดท้ายโตเตก็ดันถูกความจนเล่นงานสาหัสจากกระติกน้ำมือตักจนได้บทเรียนราคาแพง (แพงจริงเพราะต้องแอดมิตด่วน!)</p>



<p>“กูเข้าใจว่ามึงไม่มีเงินแต่บางอย่างกูว่ามันต้องยอมจ่ายบ้างป่าววะ มึงประหยัดกับเรื่องเล็กน้อยแต่สุดท้ายต้องมาจ่ายในเรื่องที่แพงกว่าก็ไม่คุ้มหรอก”</p>



<p>“กูไม่ได้จนเป็นงานอดิเรกนะกูจนเพราะจนจริงๆ มึงคิดว่าประเทศนี้มีตัวเลือกให้คนจนเลือกมากนักหรอมันไม่ดีถึงได้มีราคาถูกไง”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185465" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/7-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>บทสนทนาหน้านี้ทำเราสะอึกนั่งนิ่งนึกอยู่พักใหญ่ แต่ก่อนเราเคยพูดประโยคเดียวกับกองทัพไม่มีผิดเพี้ยนเลยจริงๆ ดีที่ว่าตอนนั้นไม่ได้เจอตัวละครที่เหมือนโตเตสวนมาทันควันแบบนี้ แต่พอได้รู้จักคนแบบนั้นเจอเหตุการณ์แบบนี้ หันมองรอบตัวเพิ่มแง่เพิ่มมุมขยายออกไป หากถ้ามาถามเราอีกทีในวันนี้เราคงขอเลือกตอบแบบโตเตทันทีเหมือนกัน</p>



<p>ภาพของกองทัพซ้อนทับกับใครบางคนที่ยังเป็นบาดแผลกัดลึกอยู่ในใจโตเต แผลเป็นที่ยังไม่สมานได้ง่ายๆ หากใครเอามือมากดก็ยังคงแอบรู้สึกปวดหนึบ</p>



<p>“แค่นี้เอง ซื้อให้เพราะอยากให้ มากเท่าไหร่เราก็จ่ายให้เธอได้”</p>



<p>ความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่สุดท้ายต้องจบด้วยประโยคน้ำเน่าว่า “เราต่างกันเกินไป” ถึงรักมากแค่ไหนโตเตก็คงไม่สามารถคบกับใครได้ด้วยความรู้สึกติดหนี้บุญคุณไปตลอดชีวิต หลายการกระทำที่ถูกปฏิบัติมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองถูกจ้างให้มารักแต่กลับไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเหลืออยู่เลย บาดแผลช้ำรักถูกปิดด้วยพลาสเตอร์อันโตที่เขียนว่า <strong>โนมอร์แฟนรวย!</strong></p>



<p>แต่ไม่ใช่ว่าแผลนี้จะไม่มียาแก้แผลเป็นซะหน่อย แม้กองทัพจะยังไม่ค่อยเข้าใจความจนสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่มีคำว่าสายไปสำหรับการเรียนรู้ โตเตบอกว่าไม่ กองทัพก็เลือกทำความเข้าใจ&nbsp; โตเตไม่อยากเปลี่ยน กองทัพก็แค่ปรับ โตเตไม่ชอบใช้ตังค์ กองทัพก็เสนอของฟรี</p>



<p>“ลองคบกันมั้ย ไม่มีอะไรสึกหรอ ผมให้ทดลองใช้ก่อน ชอบค่อยซื้อตัวเต็ม ลองฟรีไม่คิดเงิน”</p>



<p>“ดีล”</p>



<p>กองทัพคนรวยที่แสนสมบูรณ์แบบ ใช้เงินแก้ปัญหา และรู้จักความจนน้อยนิดจนเหมือนอยู่กันคนละจักรวาล แต่โตเตเองก็ไม่ต่างกันมากคนจนที่สมบูรณ์แบบ ต่อต้านเงินอย่างไม่มีเหตุผล และมีอคติกับความรวยราวกับตนเองไม่ต้องการ “หรือว่าความรักยิ่งใหญ่กว่าเงินในกระเป๋า” อย่างที่ ‘พี่แจ็ป The Richman Toy’ บอกจริงๆ</p>



<p>เชื่อว่าผู้อ่านหลายหลายคนคงเคยสวมบทบาทเป็นทั้งกองทัพหรือไม่ก็โตเตที่พยายามจะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบตามความคิดของตัวเอง เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้กับคนรักแต่กลับลืมถามไปว่าใครคนนั้นพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันหรือเปล่า หากผู้รับไม่ปรารถนาที่จะได้รับความปรารถนาดีนั้นก็กลับกลายเป็นความทรมานได้เช่นกันในที่สุด</p>



<p>สุดท้ายนี้ถ้าใครมีคนรักถามว่า “รักเค้าแค่ไหน”</p>



<p>ขอให้ตอบกลับไปว่า “รักคุณมากกว่าเครื่องปรับอากาศตอนกลางเดือนเมษายน”</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/re-learn-tionship-book-review/">รัก  เลิก  ลืม  เริ่มต้นใหม่ &#8216;RE-LEARN-TIONSHIP&#8217; นวนิยายแห่งความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
