<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>gunsept, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/gunsept/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/gunsept/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 24 Apr 2025 03:09:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คุยกับสำนักพิมพ์ Biblio ในวันที่กองดองถูกปลุกจากหลับใหลด้วยเสียงของ Gen Z</title>
		<link>https://adaymagazine.com/biblio-gens/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Apr 2025 09:59:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Books]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[Biblio]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=179345</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางสำนักพิมพ์ที่ทยอยปิดตัวและล้มหายตายจากด้วยเศรษฐกิจถดถอย ‘จี-จีระวุฒิ เขียวมณี’ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Biblio ผู้ยังไม่รู้ว่าอนาคตที่แห่งนี้จะเดินไปในทิศทางไหน รู้เพียงว่าหนังสือแหวกแปลกที่เขาเฟ้นหา คอยคัดสรรแก่นจากทั่วโลกมาให้ผู้อ่านอย่างไม่เคยหยุดยั้ง วันหนึ่งจะต้องเจอคลื่นเดียวกันที่จูนติด และสะท้อนเสียงดังกลับมา คลับคล้ายคลับคลาว่าคลื่นลูกนั้นอาจมีชื่อว่า Gen Z แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะเติบโตมากับแสงสีฟ้ามากกว่าแสงพระอาทิตย์ มีครูคนแรกชื่อกูเกิ้ล แต่กลับเป็นแรงสำคัญที่ช่วยผลักดันวงการหนังสือให้ไปไกลกว่าเดิม และคงความหอมของกลิ่นกระดาษไว้ไม่เลือนหาย&#160; ถ้าใครสิงอยู่ในโลกออนไลน์บ่อยๆ ก็คงจะเห็นคอมมิวนิตีหนังสือที่ช่วยกันป้ายยาว่าเล่มนี้เจ๋ง ปกนี้อย่างเท่ บ้างหยิบประเด็นสังคมที่สอดแทรกในหนังสือมาถกเถียง บ้างพูดคุยทอดยาวถึงแก่นที่หนังสือสื่อสารด้วย ความกล้าที่ไม่ได้บ้าบิ่นในการแสดงความเห็นอย่างเปิดใจช่วยให้กองหนังสือและคนทำหนังสือมีความหมาย คอลัมน์ Q &#38; a day ครั้งนี้ เราจะพาเข้าสู่บทสนทนาที่มั่นใจได้เลยว่าคนรักหนังสืออยากรู้และจะไม่ปล่อยให้คลาดสายตาแม้ตัวอักษรเดียว “มหกรรมงานหนังสือในศักราชใหม่” งานหนังสือในมุมมองของคนทำสำนักพิมพ์ทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง&#160; รูปแบบของงานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังยุคโควิดก็กลับมาจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เกิดการรีโนเวตใหม่ๆ ที่สร้างภาพจำให้ว่า ถ้าจะมางานหนังสือไม่ว่าจะต้นปีหรือท้ายปีก็ต้องนั่งรถใต้ดินมาที่นี่ คุณจะได้พบเจอกับทุกสำนักพิมพ์พร้อมหนังสือใหม่หรือคอนเทนต์บางอย่างที่น่าสนใจ&#160; ในงานรอบล่าสุดผู้จัดงานก็มีความตั้งใจมากที่จะสร้างสรรค์งานออกมาให้น่าสนใจ มีไอเดียที่ดึงดูดคนอ่านรุ่นใหม่ๆ เข้ามาได้ ตัวสำนักพิมพ์ก็พยายามสื่อสารกับคนอ่านรุ่นใหม่หรือทั้งคนอ่านที่เป็นแฟนคลับเดิมของตัวเองก็ด้วย ให้พวกเขามาพบเจอกันที่งานหนังสือมากขึ้นเพื่อจะได้สื่อสารกัน&#160; งานหนังสือทำให้คนทำหนังสือกับคนอ่านได้สื่อสารกันมากขึ้น อย่าง Biblio เองก็ไม่ได้ทำแค่หนังสือ เราทำหลายอย่างกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับคนอ่าน นอกจากจะได้รู้หนังสือแล้วยังได้สำรวจเรื่องราวของตัวเองผ่านวงสนทนาไปด้วย ในมุมมองของคุณช่วงนี้นิยายแปลแนวไหนที่ได้รับความนิยมบ้าง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ถ้าวรรณกรรมฝั่งเอเชียก็จะเป็นแนวสืบสวน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/biblio-gens/">คุยกับสำนักพิมพ์ Biblio ในวันที่กองดองถูกปลุกจากหลับใหลด้วยเสียงของ Gen Z</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ท่ามกลางสำนักพิมพ์ที่ทยอยปิดตัวและล้มหายตายจากด้วยเศรษฐกิจถดถอย <strong>‘จี-จีระวุฒิ เขียวมณี’</strong> บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Biblio ผู้ยังไม่รู้ว่าอนาคตที่แห่งนี้จะเดินไปในทิศทางไหน รู้เพียงว่าหนังสือแหวกแปลกที่เขาเฟ้นหา คอยคัดสรรแก่นจากทั่วโลกมาให้ผู้อ่านอย่างไม่เคยหยุดยั้ง วันหนึ่งจะต้องเจอคลื่นเดียวกันที่จูนติด และสะท้อนเสียงดังกลับมา คลับคล้ายคลับคลาว่าคลื่นลูกนั้นอาจมีชื่อว่า Gen Z</p>



<p>แม้ว่าคนรุ่นใหม่จะเติบโตมากับแสงสีฟ้ามากกว่าแสงพระอาทิตย์ มีครูคนแรกชื่อกูเกิ้ล แต่กลับเป็นแรงสำคัญที่ช่วยผลักดันวงการหนังสือให้ไปไกลกว่าเดิม และคงความหอมของกลิ่นกระดาษไว้ไม่เลือนหาย&nbsp;</p>



<p>ถ้าใครสิงอยู่ในโลกออนไลน์บ่อยๆ ก็คงจะเห็นคอมมิวนิตีหนังสือที่ช่วยกันป้ายยาว่าเล่มนี้เจ๋ง ปกนี้อย่างเท่ บ้างหยิบประเด็นสังคมที่สอดแทรกในหนังสือมาถกเถียง บ้างพูดคุยทอดยาวถึงแก่นที่หนังสือสื่อสารด้วย ความกล้าที่ไม่ได้บ้าบิ่นในการแสดงความเห็นอย่างเปิดใจช่วยให้กองหนังสือและคนทำหนังสือมีความหมาย</p>



<p>คอลัมน์ Q &amp; a day ครั้งนี้ เราจะพาเข้าสู่บทสนทนาที่มั่นใจได้เลยว่าคนรักหนังสืออยากรู้และจะไม่ปล่อยให้คลาดสายตาแม้ตัวอักษรเดียว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179393" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-08.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>“มหกรรมงานหนังสือในศักราชใหม่”</strong></p>



<p><strong>งานหนังสือในมุมมองของคนทำสำนักพิมพ์ทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง&nbsp;</strong></p>



<p>รูปแบบของงานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังยุคโควิดก็กลับมาจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เกิดการรีโนเวตใหม่ๆ ที่สร้างภาพจำให้ว่า ถ้าจะมางานหนังสือไม่ว่าจะต้นปีหรือท้ายปีก็ต้องนั่งรถใต้ดินมาที่นี่ คุณจะได้พบเจอกับทุกสำนักพิมพ์พร้อมหนังสือใหม่หรือคอนเทนต์บางอย่างที่น่าสนใจ&nbsp;</p>



<p>ในงานรอบล่าสุดผู้จัดงานก็มีความตั้งใจมากที่จะสร้างสรรค์งานออกมาให้น่าสนใจ มีไอเดียที่ดึงดูดคนอ่านรุ่นใหม่ๆ เข้ามาได้ ตัวสำนักพิมพ์ก็พยายามสื่อสารกับคนอ่านรุ่นใหม่หรือทั้งคนอ่านที่เป็นแฟนคลับเดิมของตัวเองก็ด้วย ให้พวกเขามาพบเจอกันที่งานหนังสือมากขึ้นเพื่อจะได้สื่อสารกัน&nbsp;</p>



<p>งานหนังสือทำให้คนทำหนังสือกับคนอ่านได้สื่อสารกันมากขึ้น อย่าง Biblio เองก็ไม่ได้ทำแค่หนังสือ เราทำหลายอย่างกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับคนอ่าน นอกจากจะได้รู้หนังสือแล้วยังได้สำรวจเรื่องราวของตัวเองผ่านวงสนทนาไปด้วย</p>



<p><strong>ในมุมมองของคุณช่วงนี้นิยายแปลแนวไหนที่ได้รับความนิยมบ้าง</strong></p>



<p>ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ถ้าวรรณกรรมฝั่งเอเชียก็จะเป็นแนวสืบสวน ฆาตกรรม เรื่องผีที่ได้รับความนิยม อย่างเราเองก็มีไตเติ้ล <em>‘บ้านวิกลคนประหลาด’</em> ที่คนอ่านให้ความสนใจมาก มันค่อนข้างมาแรง หลายสำนักพิมพ์ก็มีไตเติ้ลแบบนี้ออกมากันอย่างสม่ำเสมอ เราเองก็ไม่ได้ทันกระแสขนาดนั้น ก็ทำตอบโจทย์ตลาดเหมือนกัน รองลงมาก็จะเป็นแนว Slice of life พูดเรื่องชีวิต ติดดิน เรื่องราวแนว Normal life แต่ให้แง่มุมการใช้ชีวิตในด้านบวก ขณะเดียวกันก็สะท้อนความทุกข์ของผู้คนออกมาด้วย ซึ่งเมื่อก่อนได้รับความนิยมสูงมาก ตอนนี้ตลาดอาจจะเล็กลงมาบ้างแต่ก็ยังมีคนอ่านอยู่ แต่แนวทางเลือกอื่นๆ เช่น กลุ่มวรรณกรรมคลาสสิก ที่ตั้งคำถามที่น่าสนใจกับชีวิต งานไซไฟแฟนตาซีก็ยังมีฐานคนอ่านเหนียวแน่น งานเหล่านี้ก็เข้ามาสอดแทรกอยู่ในบรรยากาศของการอ่าน</p>



<p><strong>จุดแข็งของนิยายแปลคืออะไร</strong></p>



<p>นิยายแปลบ้านเรามันมีสเปกตรัมค่อนข้างกว้าง เราจะมองแค่สำนักพิมพ์ที่ได้รับการพูดถึงบ่อย แต่มีสำนักพิมพ์อีกมากที่ทำงานวรรณกรรมหลากหลายและแตกต่าง โดยเฉพาะสำนักพิมพ์น้องใหม่ที่มีงานแปลเชิงสังคมน่าสนใจ กระแสหลักของนิยายตอนนี้มันเทไปทางสืบสวนเข้มข้น ไขปริศนาฆาตกรรม ความตายที่ต้องหาคำตอบ แต่ในขณะเดียวกันหลายสำนักพิมพ์ก็ยังทำงานอีกด้านออกสู่ตลาดไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมญี่ปุ่นสะท้อนสังคม ตั้งคำถามเรื่องความหมายการมีชีวิตอยู่ เชิงปรัชญา หรือนิยายแปลตะวันตกที่เอาวรรณกรรมเก่ามาเล่าใหม่ มีสำนักพิมพ์น้อยใหญ่ที่ทำวรรณกรรมทางเลือก แล้วมันอยู่ใน Visual ที่ดี มีที่ทางในตลาด ในภาพรวมตอนนี้ความหลากหลายมันเข้ามาจอยกับตลาดมากขึ้น เพียงแต่มันจะคงที่แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวสำนักพิมพ์ ในภาพรวมคนอ่านสนใจนิยายที่ตั้งคำถามกับชีวิตและความตายมากยิ่งขึ้นผ่านประเภทของนิยายต่างๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179394" style="width:840px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-06.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>มีข้อสังเกตว่านอกจากในหนังสือแล้ว ศาสตร์แทบทุกแขนงที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในเรื่องความตายหรือเรื่องลึกลับ คุณคิดว่ามันมีนัยแฝงอะไรไหม</strong></p>



<p>เรารู้สึกว่าเกิดการตั้งคำถามในเชิงอภิปรัชญามากขึ้น สะท้อนเรื่องความเหลื่อมล้ำซ้อนทับทางสังคมมากขึ้นผ่านเรื่องราวที่น่ากลัว สยองขวัญหรืออะไรก็ตาม ไม่ได้ตั้งใจให้เรากลัวแล้วจบไปนะ อย่างซีรีส์เรื่อง <em>‘Squid game’</em> ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำของชนชั้น พอเล่าผ่านหนังมันทำให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น แล้วค่อยๆ ซึมซับจนเกิดการตั้งคำถามถึงมันขึ้นมา</p>



<p>คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันเจอแต่ปัญหาที่ไม่มีทางออก เราหันไปมองการเมือง เราเคยอยู่ในจุดที่ส่งเสียงความเปลี่ยนแปลงออกไปแต่มันก็ไม่เกิดขึ้น หรือเราเจอข่าวอุบัติภัย ข่าวน่าสลดที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิต พอสืบลึกลงไป มันก็เป็นปัญหาโครงสร้างทางสังคม เหมือนว่าเราไม่มีทางออกจากหลุมแห่งความสิ้นหวังนี้ได้ ไม่ว่าเราจะไปใช้ชีวิตอยู่ในจุดไหนของสังคม ทางออกเดียวที่อยู่ในสำนึกของเราก็คือความตาย มันคือประตูที่จะออกจากสังคมได้&nbsp;</p>



<p>ไม่ได้หมายความว่าเด็ก Gen Z หมกมุ่นกับความตาย แต่มันอาจจะเป็นสัญญะของเขาที่มันออกมาจากความคิดเชิงลึก ความตายมันอาจจะเป็นประตูเดียวที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ประตูแห่งความตายพอมันเปิดออกไปแล้วมันเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อแบบไหนก็ตาม แต่ขณะเดียวกันความตายมันก็เป็นประตูที่จะนำไปสู่การเกิดใหม่ มันอาจจะไม่น่าแปลกใจที่ไอเดียของคนรุ่นนี้พูดถึงเรื่องความตายค่อนข้างเยอะ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-05-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-179411" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-05-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-05-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-05-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-05-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-05-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-05-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>ปัญหาที่มันเกิดขึ้นกับการเติบโตของคน Gen นี้ ถ้าเราส่องเข้าไปในโซเชียลเราก็จะเห็นปัญหาพื้นฐาน เช่น เราทำงานกับบริษัทนี้ไม่ได้ เราจะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายเรื่อง หรือโลกการทำงานที่กติกาดูไม่แฟร์กับคนหน้าใหม่ที่เข้าไป Gen Z กล้าตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ อย่างที่คุยไปว่าพอจะแก้ทีละเปลาะมันก็จะไปติดที่โครงสร้าง เราก็ทดท้อ กำลังใจก็หายไป มันถูกบีบให้ไปเลือกทางอื่น แม้เราจะมองเห็นว่าชีวิตคนอื่นเองก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วเราก็อยากจะเป็นคนที่รอดจากปัญหาเหล่านั้นให้ได้ แต่จะรอดได้ไหม ลำพังเราคนเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเอาชนะโครงสร้างทางสังคมที่มันสะสมปัญหามาหลายชั้นอย่างยาวนาน ผมว่ามันเป็นภาระทางความรู้สึก ทางความคิดของคนรุ่นนี้พอสมควร&nbsp;</p>



<p>หวังเพียงอย่างเดียวว่าหนังสือสักเล่มที่ทำออกมา อย่างน้อยเล่มหนึ่งจะช่วยให้พวกเขาผ่านช่วงยากๆ ไปได้ หนังสือจะช่วยเป็นโมเดลความคิดให้อดทนกับโลกใบนี้ต่อไปได้ อดทนรอสิ่งที่เราเรียกร้องและต้องการให้มันเกิดขึ้น เราต้องมีกำลังใจที่ยาวนานและแข็งแรงมากๆ ที่จะอยู่ไปถึงวันนั้น หนังสือที่เราอ่านในแต่ละช่วงวัยเป็นจุดสตาร์ตที่ดีว่าเราจะเติบโตมาเป็นคนแบบไหนและมีทางเลือกในการเป็นคนที่อยากจะเป็นมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179395" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-04-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>“สำนักพิมพ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และยังไม่ดับไป”</strong></p>



<p><strong>ช่วงโควิดมีหลายสำนักพิมพ์หรือร้านหนังสือที่ทยอยปิดตัวไป ถ้าเทียบกับตอนนี้นับว่ามันนิ่งขึ้นหรือมีสำนักพิมพ์เกิดใหม่มากน้อยขนาดไหน</strong></p>



<p><strong></strong>ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ถ้าร้านหนังสือก็อาจจะมีเงื่อนไขอีกแบบ อย่างเศรษฐกิจในปัจจุบันก็มีผลต่อสภาพความคล่องของร้านหนังสืออิสระ หลายร้านอาจจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาลูกค้าตัวเองไว้ ร้านหนังสืออิสระเหมือนเป็นชายหาดที่ต้องรับแรงคลื่นลูกแรกแล้วก็ต้องปรับตัว ทำงานหนักขึ้นเพื่อให้คนอ่านเข้าถึง และยังต้องสร้างคาแรกเตอร์ของร้านเพื่อให้แตกต่างและสร้างฐานคนอ่านของตนเอง หลายร้านก็ต้องเผชิญสถานการณ์ที่เข้มข้นขึ้นในปีนี้ไม่ต่างกัน ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนที่อาจจะเริ่มจากคนอ่านหรือคนทำหนังสือที่ผันตัวมาจากองค์กรใหม่ๆ ที่ออกมาทำร้านหนังสืออิสระ เขาอยากจะบอกเล่าหนังสือในแบบของเขาเอง ไม่มีใครทำแบบนี้ฉันก็ลุกขึ้นมาทำ มันมีบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้น กระบวนการทำหนังสือตอนนี้มันไม่ได้ยากเหมือนแต่ก่อน ทุกคนสามารถทำหนังสือของตัวเองได้ เพียงแต่วิธีการคราฟต์หนังสือของตัวเองก็จะแตกต่างกันไป&nbsp;</p>



<p><strong>คิดว่าอะไรที่ทำให้สำนักพิมพ์ Biblio อยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ท่ามกลางสำนักพิมพ์ที่ล้มหายตายจาก</strong></p>



<p>เราพยายามมากๆ ที่จะทำหนังสือที่มีสไตล์ในแบบของเราเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องทำธุรกิจให้แข็งแรง เราทำหนังสือที่แตกต่างหลากหลาย แต่ก็ต้องทำให้มันขายได้ด้วย คิดว่ามันคือการต้องรักษาบาลานซ์ให้ได้ เราทำหนังสือที่คำนึงถึงคนอ่านค่อนข้างเยอะ ให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่างๆ ให้คนอ่านได้รับประสบการณ์เต็มที่ ไม่ใช่เราไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยล้มเหลว แต่เราก็พยายามปรับปรุง ทำงานชิ้นใหม่ ทำงานต่อไป ทั้งเรื่องคุณภาพ การออกแบบ ที่สำคัญคือคุณค่าของเรื่องที่นำมาแปล ว่าเรื่องราวที่เราอยากเล่ายังพอไปกันได้กับวิสัยทัศน์ของคนอ่าน</p>



<p>ตอนนี้เราพยายามวางรากฐานของหนังสือที่เราทำในนาม Biblio ทั้งนิยายแปลฝั่งเอเชียจากสำนักพิมพ์ Bibli, นิยายแปลตะวันตกจากสำนักพิมพ์ Beat และหนังสือ Non-fiction ต่างๆ จากทั่วโลกที่น่าสนใจผ่านสำนักพิมพ์ Being&nbsp; ใน 3 โครงสร้างนี้เราพยายามจะวางหน้าตาของหนังสือให้มันชัดเจนและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็มีลองผิดลองถูกบ้าง แต่เราคิดว่าภาพรวมของแบรนด์ที่ผ่านมาโดยเฉพาะตัวเราเองที่สื่อสารผ่านงานหนังสือก็พยายามทำออกมาได้ดีขึ้นๆ ในแต่ละครั้ง มีการเชิญนักเขียนเช่น <strong>กาย วินช์ (Guy Winch) </strong>เจ้าของหนังสือ <em>Emotional First Aid ซ่อมแซมสุขที่สึกหรอ</em> และ <em>How to fix broken heart ซ่อมแซมใจแล้วไปต่อ</em> เป็นแนวจิตวิทยาดูแลจิตใจตนเอง คือเราเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็กแต่เราอยากจะลองทำอะไรที่มันชาเลนจ์ตัวเราในแง่ที่ว่าสำนักพิมพ์ทีมเล็กแบบเราจะสามารถเชิญนักเขียนจากอเมริกามาที่เมืองไทยได้ไหม มันทำให้เราเชื่อมั่นว่าหนังสือที่เราทำหรือว่านักเขียนที่เราชอบ คนที่เราสนใจในความคิดของเขามากๆ ยังพูดเรื่องเดียวกันอยู่ ทั้งตัวหนังสือที่เราทำงานกับเขาและตัวเราเองที่สื่อสารสิ่งที่เขาเขียนออกมา เราคิดว่าแอตติจูดมันตรงกัน เพราะเขาก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่เราตัดสินใจในฐานะ Publisher ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันถูกต้องนะ&nbsp;</p>



<p>เราเลยรู้สึกว่าโอเค Biblio โตขึ้นมาอีกขั้นแล้ว มั่นใจได้แล้วว่าเราเป็นสำนักพิมพ์ที่มีเรื่องราวจะเล่าเยอะมาก แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำหนังสือภาษาไทยแต่เราก็มีเรื่องราวของหนังสือแปลดีๆ ที่อยากจะถ่ายทอดให้คนจดจำเราได้ว่า เราเป็นสำนักพิมพ์แบบไหน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179396" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-07.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>“Gen Z ปลุกหนังสือให้ตื่นจากการ (เกือบ) หลับใหล”&nbsp;</strong></p>



<p><strong>การที่เด็ก Gen Z กลับมากระตุ้นการอ่านหนังสือมากขึ้น ช่วยเปิดมุมมองอะไรบ้าง</strong></p>



<p>มันมีหลายปัจจัยที่ทำให้ Gen Z กลับมาอ่านหนังสือเล่ม มันคือประสบการณ์จริง ประสบการณ์ตรงที่เขาสัมผัสได้จากการอ่าน ภาวะในการสำรวจตัวเองจากการอ่านมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราใช้เวลากับหนังสือเล่มหนึ่ง ถ้าผมบอกว่าอ่านเล่มนี้จะได้ความรู้สึกนี้ แต่ความจริงแล้ว พอเขาอ่านเองก็จะเข้าถึงประสบการณ์ส่วนตัวแบบที่ใครบอกก็ไม่มีทางเหมือนกัน มันทำให้เราได้ขบคิด ค้นพบสิ่งต่างๆ มากขึ้น ผมว่าคน Gen Z โหยหาเพราะทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่บนหน้าจอ มันลดทอนขั้นตอนที่จะออกไปสัมผัสประสบการณ์ชีวิต คน Gen Z ในปัจจุบันอยากหาประสบการณ์ชีวิตที่มันแตกต่างและหลากหลายแบบที่โลกดิจิทัลก็ให้เขาไม่ได้ หนังสือเล่มเลยเป็นชอยซ์หนึ่ง เหมือนการไปดูคอนเสิร์ต ดูหนังในโรงภาพยนตร์ ไปเที่ยวต่างประเทศ การอ่านรวบก็สามารถรวบย่อประสบการณ์บางอย่างให้กับคน Gen Z ได้&nbsp;</p>



<p>คนรุ่นใหม่อาจอยู่กับดิจิทัลมาตั้งแต่ 10 ขวบ พอนานเข้าก็ทำให้รู้สึกหลงไปเหมือนกัน ตัวเราเองเวลาปิดเครื่องมือสื่อสารทุกอย่าง ปิดคอมพิวเตอร์ โซเชียลมีเดีย แล้วเราเป็นใครล่ะ เวลาเราอยู่ในโลกโซเชียล เราสื่อสารตัวเองออกไปเพราะอยากให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของเรามีคนนิยม ชอบเรา กดไลก์เรา หรือมองเราผ่านตัวตนอีกแบบหนึ่งในโลกออนไลน์ แต่ถ้าไม่มีเครื่องมือเหล่านั้นแล้วเราเป็นใคร ผมว่าคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้เยอะว่าเราเป็นใครกันแน่ เราต้องการอะไร เราจะทำอะไร แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ส่วนหนึ่งของคำตอบอาจอยู่ในหนังสือ การอ่านหนังสือมันช่วยให้เราเห็นแนวทางบางอย่าง ทำให้เรารู้ว่าเติบโตขึ้นไปเพื่อจะเป็นใคร หรือกระทั่งเรื่องง่ายที่สุดว่าพรุ่งนี้เราจะออกไปทำอะไร หนังสือบางเล่มมัน Inspired ได้ การที่ต้องพยายามถอยห่างจากหน้าจอของคนรุ่นใหม่เพื่อหาประสบการณ์จริง หนังสือก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยไกด์ แต่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นไบเบิ้ลนะ แค่แนะแนวทางให้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-03-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-179401" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-03-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-03-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-03-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-03-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-03-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-03.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>“Culture ที่โคตรจะมี Movement”</strong></p>



<p><strong>พฤติกรรมคนอ่านมีความสนใจหลากหลายและลงลึกมากขึ้นหรือ Niche มากขึ้นไหม</strong></p>



<p>อาจจะไม่ใช่คำว่า Niche ที่หมายถึงกลุ่มเล็กๆ ในตรอกซอกซอย แต่มันเป็นคอมมิวนิตีที่ส่งเสียงได้ดังขึ้น เหมือนเราไปงานแฟร์สักงานที่มีแต่คนสนใจเรื่องเดียวกัน รวมตัวกันสร้างวัฒนธรรมการอ่านขึ้นมาเพื่อดึงดูดคนที่กำลังอยากอ่านอะไรแตกต่าง แล้วคอมมิวนิตีเหล่านี้มันก็ดูจะแข็งแรงขึ้น เราเริ่มเห็น TikToker, Bookstagram ที่เขาเอาหนังสือมาพูดคุยในคอมมิวนิตีของเขา เหมือนเป็นการส่งต่อกันว่ามันมีหนังสือน่าสนใจแบบนี้เกิดขึ้นนะ หนังสือหลายเล่มที่ถูกพูดถึงก็ไม่ใช่หนังสือเมนสตรีม แต่ได้รับความนิยมสูงขึ้นมาจากการบอกต่อ ซึ่งถ้าไม่แปะโลโก้ก็คิดว่ามาจากสำนักพิมพ์ใหญ่แบบนั้นได้เลย เพราะ Visual หนังสือแทบไม่แพ้กัน</p>



<p><strong>ปกหนังสือนับเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่หรือเปล่า</strong></p>



<p>มันก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คน Gen Z หันมาสนใจหนังสือเล่ม แต่มันไม่ใช่เหตุผลหลัก ผมมองว่ามันเป็นบรรยากาศด้านบวกทางศิลปะ ต้องบอกว่าคนทำหนังสือใน Gen นี้ทุกคนก็เติบโตมากับงานดีไซน์ที่น่าสนใจ พอวันหนึ่งคนทำหนังสือได้เข้ามามีส่วนในการสร้างศิลปะผ่านปกของหนังสือ ทุกคนก็เลยใส่กันเต็มที่ บรรณาธิการหลายคนก็มีมุมมองเรื่องนี้ กลายเป็นบรรยากาศเชิงบวกแบบคนทำหนังสือ ทำหนังสือให้เข้ากับบรรยากาศของสำนักพิมพ์ตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้ คนทำหนังสือก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่กระดาษที่ใช้เล่าเรื่องราวแล้วจบไป แต่เขามองว่ามันคือ Commercial art ที่มีคุณค่ากับคนอ่านและคนทำ ปกของ Biblio ก็พยายามจะท้าทายตัวเอง ทั้งวิธีคิด วิธีออกแบบ วิธีทำงานที่จะสร้างภาพใหม่ๆ โชคดีที่ Graphic design บ้านเราจำนวนมากเป็นนักอ่าน เขาสามารถถอดองค์ประกอบสำคัญแล้วเอามาตีความเป็นรูปแบบ Visual art ของปกหนังสือ มันไม่ง่ายนะถ้าคุณไม่อ่านหนังสือเลย ถ้าคุณไม่รู้โครงสร้างของหนังสือ คุณจะถอดไวยากรณ์ 300 กว่าหน้าให้ออกมาใน 1 ภาพได้ยังไง เพราะมันตีความเป็นล้านๆ แบบ แต่อะไรจะเป็นแบบที่ถูกต้องที่สุด และตรงใจกับคนอ่าน รวมถึงบรรณาธิการ เพราะคนทำงานให้ความสำคัญกับหนังสือเหมือนกันมันจึงเกิดการผลักดัน สะท้อนตัวตนของนักออกแบบ สะท้อนหัวใจของหนังสือเล่มนั้นออกมา แล้วยังคงคาแรกเตอร์ของสำนักพิมพ์นั้นไปได้ด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179402" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-10-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong>Gen Z ทำให้หนังสือเกิดความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมยังไง</strong></p>



<p>อย่างช่วงที่การเมืองพีกมาก หนังสือบางเล่มพูดถึงเนื้อหาทางการเมืองในแบบที่สื่อทั่วไปไม่ได้พูดถึง มันก็ได้รับความนิยม คนรุ่นใหม่ก็ Hype กันขึ้นมา จะอ่านจบหรือไม่จบแต่อย่างน้อยเขาก็ได้ซึมซับว่าไอเดียการเมืองที่เขาอยากจะเปลี่ยนมันเป็นยังไง แล้วมันก็สะท้อนผ่านการเลือกตั้ง หนังสือเป็นเหมือนสะพานเชื่อมไปสู่สิ่งที่เขาอยากจะเห็นในสังคม หนังสือก็เป็น Culture movement ที่มันสร้างอิมแพ็กให้กับสังคมได้ นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมหนังสือถึงฟื้นกลับมา</p>



<p>โซเชียลมีเดียก็ช่วยสร้างคอมมิวนิตีของคนอ่านขึ้นมา อย่างเราเข้า Instagram ก็จะเห็น Bookstagram เต็มไปหมด บางเรื่องมันอาจจะเป็นกระแสหรือ Fast fashion แต่ผมมองว่าการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อรีแคปเนื้อหาบางอย่างของหนังสือ มันกระตุ้นคนทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดียให้หันมาสนใจหนังสือมากขึ้น หันไปซื้อหนังสือเล่มมากขึ้น พฤติกรรมของตัวนักเขียนหรือ Influencer ที่เข้าไปอยู่ในนี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน&nbsp;</p>



<p>ผมเห็นหนังสือของ Biblio ถูกอ่าน มีคนเล่าใน TikTok เยอะเลยรู้สึกว่าอิมแพ็กของวิธีที่เขาพูดถึงหนังสือเรามันแข็งแรงและมันก็ตรงประเด็นกับคนอ่านในโลกออนไลน์ด้วย หลายครั้งก็เข้าไปศึกษาวิธีสื่อสารเขาเหมือนกันและเอามันมาปรับใช้ Content creator ของ Biblio ก็เป็น Bookstagram เหมือนกัน เราถึงได้วิธีคิด วิธีสื่อสารหนังสือผ่านโซเชียลมีเดียจากเขา มันทำให้หนังสือเราดูสวยงามขึ้น ชัดเจนขึ้น คีย์เวิร์ดบางอย่างในหนังสือมันถูกเอามาใช้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น การได้ร่วมงานกับ Bookstagram คนอื่นๆ ก็ช่วยให้เรามองเห็นวิธีที่จะสื่อสารหนังสือออกไปมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179400" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-02.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>“ปัจจุบันกาลของ Biblio”</strong></p>



<p><strong>สิ่งที่สำนักพิมพ์ Biblio โฟกัสในอดีตเป็นหลักกับตอนนี้มันเปลี่ยนไปยังไงบ้าง</strong></p>



<p><strong></strong>ผมทบทวนกับตัวเองเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ Biblio หลายเรื่องมาก ที่ผ่านมาเราทำหนังสือเยอะมาก ตอนนี้น่าจะเกินร้อยกว่าเล่มแล้ว แม้ว่าเราพยายามจะสื่อสารหนังสือให้ครบถ้วน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีหนังสือหลากหลายออกมา ข้อมูลมันเยอะมาก รู้สึกว่าคนอ่านหลายๆ คนก็อาจจะพลาดบางอย่างกับหนังสือที่เราทำไป ปีหน้าจะเป็นการโฟกัส Storytelling ของหนังสือเรามากขึ้นว่าเราจะสื่อสารอะไร เล่าอะไรกับคน เราก็จะทำหนังสือเหมือนเดิม พยายามหาไตเติ้ลที่น่าสนใจและแตกต่างเพิ่มเติมขึ้น แต่งานที่เป็นกระแสในตลาดก็ยังทำเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>งานอีกพาร์ตที่มันคู่ขนานกันไปคือ การสื่อสารหนังสือในเชิงลึกมากขึ้น บางครั้งเรารู้สึกว่า 360 องศาของหนังสือเล่มหนึ่งมันยังไม่ได้ถูกบอกเล่าไปครบเลย เราอยากบอกเล่าหนังสือให้รอบด้านมากขึ้นเพื่อให้แง่มุมของหนังสือมันถูกกระจายออกไป คนอ่านบางคนที่ผ่านมาเห็นจะได้แบบ เอ๊ะ! หนังสือเล่มนี้มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ไม่งั้นการทำหนังสือมันก็จะเป็นสายพานการผลิตที่จบเล่มนี้ก็ต้องกระโดดไปเล่มต่อไปไม่สิ้นสุด บางครั้งเรารู้สึกว่าคนอ่านหลายคนยังไม่ทันได้ทำความรู้จักหนังสือเราดีเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-9-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-179405" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-9-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-9-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-9-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-9-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-9-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-9-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p><strong>เป้าหมายที่อยากจะทำหลังจากนี้หรืออยากลองทำ</strong></p>



<p>ที่ผ่านมาเราลองเยอะ ทั้งจัดมินิอีเวนต์ เชิญนักเขียนจากต่างประเทศมา Exclusive talk กับเราโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่จะทำต้องเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการอ่าน มันมีหลายอย่างที่เราอยากทำ เราอยากเข้าไปอยู่ร่วมกับคอมมิวนิตีของนักอ่านให้มากขึ้น อยากจะทำหนังสือและสื่อสารเรื่องราวของมันให้เข้มข้นกับคนอ่านมากขึ้น ส่วนหลังจากนั้นก็ต้องเฟ้นหาไอเดียกันต่อไป ผมไม่อยากวาดฝันไกล เราอยู่ในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์มานานร่วม 20 ปีแล้ว แก่เนอะ (แต่ผู้เขียนว่าเขายังดูวัยรุ่นทุ่นแรงอยู่นะ)&nbsp;</p>



<p>มันมีวงจรของการล้มหายตายจาก มันทำให้ผมระมัดระวังที่จะก้าว ถ่อมเนื้อถ่อมตัว ปรับปรุงให้ดีกว่านี้ ทำให้สำนักพิมพ์สมบูรณ์แบบมากขึ้น ถ้าเราทำพื้นฐานเหล่านี้ให้มันเป็นวิถี เป็นปรัชญาหนึ่งของการทำงานเราได้ ผมคิดว่าจุดที่เราอยากจะทำอะไรต่อมันจะออกมาเอง&nbsp;</p>



<p>ผมแค่ยังอยากทำอะไรให้คนอ่านได้สนุกและตื่นเต้นกับมันไปด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-179406" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/04/Web-inside-01-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Biblio ยังดูเป็นสำนักพิมพ์ที่สดใหม่ แม้ว่าจะผ่านการตัดโบแดงมาจนเข้าปีที่ 5 แต่เพราะสไตล์ของหนังสือแหวกแนว ความคิดที่หมุนไปตามโลก ทีมที่แข็งแรง และแก่นแท้ของหนังสือที่กุมหัวใจผู้อ่านไว้ ทำให้รากแทบจะไม่สั่นคลอนไปตามความท้าทายของโลกธุรกิจ ถ้าใครยังไม่เคยชิมลางหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ ลองประเดิมสุ่มมาสักเล่มดูสิ แล้วจะได้สัมผัสกับคำว่าตกหลุมรัก (หนังสือ) เผลอๆ อาจจะถอนตัวไม่ขึ้นจนมีกองดองของสำนักพิมพ์อื่นมาร่วมตั้งขนาบจนสูงเกือบเพดานไม่แพ้กันแน่ๆ&nbsp;</p>



<p>ส่วนผู้เขียนขอไปปัดฝุ่นเล่มที่เหลือก่อนนะ เพราะต้องรีบไปเดินมหกรรมหนังสือประจำปี 2568 แล้ว!&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/biblio-gens/">คุยกับสำนักพิมพ์ Biblio ในวันที่กองดองถูกปลุกจากหลับใหลด้วยเสียงของ Gen Z</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากนักร้องนำวง Mild สู่ ‘เป้ MVL’ ช่วงชีวิตที่เป็น MVP เพราะเลิกหนีตัวตนของตัวเอง และทำทุกเพลงให้เหมือนโอกาสสุดท้าย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/mvl-mild-album-all-in/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จุฬาลักษณ์ เดชะ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jan 2025 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art for all]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Spicydisc]]></category>
		<category><![CDATA[aday]]></category>
		<category><![CDATA[artist&#039;s talk]]></category>
		<category><![CDATA[MVL]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[เป้ บดินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[artist]]></category>
		<category><![CDATA[เป้ MVL]]></category>
		<category><![CDATA[เป้ Mild]]></category>
		<category><![CDATA[Mild]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=178471</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซาโยนาระ Unlovable หวานเย็น กรรมตามสนอง รักเราไม่เท่ากัน เชื่อว่าหลายคนรู้จักเพลงเหล่านี้เป็นอย่างดี แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายปี แต่เพลงของ Mild ยังคงเป็นอมตะในใจของผู้ฟัง ในวันที่สมาชิกในวงต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตนเอง ‘เป้ &#8211; บดินทร์ เจริญราษฎร์’ นักร้องนำและนักแต่งเพลงประจำวง ยังคงเดินทางตามความฝันในฐานะศิลปินเดี่ยวด้วยชื่อ MVL ปัจจุบันมีศิลปินหน้าใหม่มาแรงเกิดขึ้นมากมายในวงการ T-POP แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจทำลายแพสชัน ตัวตน คุณค่าที่เขาพยายามสร้างในอาชีพนักร้องและนักแต่งเพลง ต่อให้ใครจะบอกว่า นี่ไม่ใช่ยุคสมัยของเขาอีกต่อไป แต่ ‘เป้ MVL’ มองว่า ช่วงเวลานี้คือรุ่งอรุณของชีวิตใหม่สำหรับเขา เพราะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเคารพความชอบของตนเอง และความคิดเห็นของคนอื่นไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าวันนี้คุณจะจดจำเขาด้วยชื่อ ‘เป้ วง Mild’ หรือ ‘MVL’ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลงานที่เขาสร้างมาตลอดหลายปีนั้นประจักษ์ชัดเจน จนกลายเป็นภาพจำที่ติดตัวเขามาถึงทุกวันนี้ หากใครคิดถึงไวบ์เพลงยุคเก่าที่แสนไพเราะ และเต็มไปด้วยความหมายที่ดี มาสัมผัสกลิ่นอายวง Mild อีกครั้ง ผ่าน EP. Album : All in ของ ‘MVL’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mvl-mild-album-all-in/">จากนักร้องนำวง Mild สู่ ‘เป้ MVL’ ช่วงชีวิตที่เป็น MVP เพราะเลิกหนีตัวตนของตัวเอง และทำทุกเพลงให้เหมือนโอกาสสุดท้าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>ซาโยนาระ</em></p>



<p><em>Unlovable</em></p>



<p><em>หวานเย็น</em></p>



<p><em>กรรมตามสนอง</em></p>



<p><em>รักเราไม่เท่ากัน</em></p>



<p>เชื่อว่าหลายคนรู้จักเพลงเหล่านี้เป็นอย่างดี แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายปี แต่เพลงของ Mild ยังคงเป็นอมตะในใจของผู้ฟัง ในวันที่สมาชิกในวงต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตนเอง <strong>‘เป้ &#8211; บดินทร์ เจริญราษฎร์’</strong> นักร้องนำและนักแต่งเพลงประจำวง ยังคงเดินทางตามความฝันในฐานะศิลปินเดี่ยวด้วยชื่อ <strong>MVL</strong></p>



<p>ปัจจุบันมีศิลปินหน้าใหม่มาแรงเกิดขึ้นมากมายในวงการ T-POP แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจทำลายแพสชัน ตัวตน คุณค่าที่เขาพยายามสร้างในอาชีพนักร้องและนักแต่งเพลง ต่อให้ใครจะบอกว่า นี่ไม่ใช่ยุคสมัยของเขาอีกต่อไป แต่ ‘เป้ MVL’ มองว่า ช่วงเวลานี้คือรุ่งอรุณของชีวิตใหม่สำหรับเขา เพราะไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเคารพความชอบของตนเอง และความคิดเห็นของคนอื่นไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิต</p>



<p>ไม่ว่าวันนี้คุณจะจดจำเขาด้วยชื่อ ‘เป้ วง Mild’ หรือ ‘MVL’ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลงานที่เขาสร้างมาตลอดหลายปีนั้นประจักษ์ชัดเจน จนกลายเป็นภาพจำที่ติดตัวเขามาถึงทุกวันนี้ หากใครคิดถึงไวบ์เพลงยุคเก่าที่แสนไพเราะ และเต็มไปด้วยความหมายที่ดี มาสัมผัสกลิ่นอายวง Mild อีกครั้ง ผ่าน EP. Album : All in ของ ‘MVL’ ซึ่งเขายอมทุ่มสุดตัวเหมือนอัลบัมนี้คือโอกาสสุดท้าย</p>



<p>ช่วงชีวิตที่เป็น MVP ของ ‘เป้ MVL’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว…</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178472" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-11.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จาก Mild สู่ MVL</strong></h3>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมจึงต้องชื่อ ‘เป้ MVL’ ?</strong></h2>



<p>MVL ย่อมาจาก Mild’s Vocalist เพราะเพลงของวง Mild เป็น DNA ที่อยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ผมยังคงเป็นนักร้องนำของวง Mild เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม แม้ตอนนี้จะเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ผมยังนำเพลงที่ตัวเองเคยแต่งไว้ตั้งแต่สมัยวง Mild มาร้องในคอนเสิร์ตต่างๆ</p>



<p>ในเมื่อเราเคยสร้างตัวตนหนึ่งที่แข็งแกร่งมากจนผู้คนจดจำเราในฐานะ ‘เป้ วง Mild’ ไปแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องหนีตัวเอง ต่อให้ปัจจุบันเส้นทางของผมกับวงมายด์จะแตกต่างกัน แต่ DNA และสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาไม่ได้หายไปไหน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตัวตนของ ‘เป้ MVL’ ในฐานะศิลปินเดี่ยว แตกต่างจาก ‘เป้ สมาชิกวง Mild’ อย่างไร?</strong></h2>



<p><em>สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องภาษา แต่คือแนวเพลงที่บ่งบอกตัวตนของเราได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงวิธีการทำงานในฐานะศิลปินเดี่ยวด้วย</em></p>



<p>ความจริงแล้ว ผมไม่ได้นิยามตัวตนของตัวเอง แต่จะสื่อความหมายผ่านทางภาษา ทำนอง เพลงที่เราเป็นคนแต่งและร้อง ตลอดระยะเวลา 4 &#8211; 5 ปีที่ทำงานในฐานะศิลปินเดี่ยว ผลงานที่ผมทำออกมามันชัดเจนมาก แน่นอนว่ายังคงภาษาและกลิ่นอายของ Mild เพราะผมเขียนเนื้อร้องและทำ Melody เองมาตั้งแต่ตอนทำวง แต่อาจเปลี่ยนแนวดนตรีเป็นแบบที่เราชอบ จนกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ MVL คิดว่าผู้ฟังคือคนที่จะบอกได้ว่า ‘เป้ MVL’ เป็นอย่างไร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178473" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-08.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>แม้ตอนนี้จะเปลี่ยนนามสกุลจาก Mild เป็น MVL แต่เสน่ห์ที่ไม่เคยจางหายไปจากตัวคุณคืออะไร?</strong></h2>



<p>น่าจะเป็น ‘ทรงผมสกินเฮด’ เมื่อก่อนเคยอยากลบภาพจำของ Mild จึงพยายามจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตัวเอง สร้างมุมมองใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องในบทเพลง อย่าง <em>‘Happy Wife Happy Life’</em> ซึ่งเป็นเพลงแรกของ MVL ที่แตกต่างจาก Mild อย่างสิ้นเชิง เมื่อเพลงนี้ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก จนเราคิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว แต่กลายเป็นว่า หลังจากนั้นตัวตนของเรากับสไตล์เพลงมันแยกออกจากกัน เพลงยังไปต่อ แต่ตัวตนและภาพลักษณ์ของเรากลับเลือนรางลง</p>



<p>เราลองเปลี่ยนภาพลักษณ์มาหลายปี แต่ก็ยังมีเสียงเรียกร้องให้ตัดผมทรงสกินเฮด จากแฟนเพลงในสื่อออนไลน์ ทำให้เราเริ่มฉุกคิดว่า <strong><em>ทำไมเราต้องหนีตัวตนที่เราพยายามสร้างมาเกือบ 20 ปีด้วย กว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาได้ กว่าคนจะจดจำและยอมรับตัวตนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย งั้นเรากลับไปเป็นตัวเองดีกว่า และทุกอย่างก็ดีขึ้นจริงๆ</em></strong></p>



<p>ภาพลักษณ์ใหม่ของเราส่งไปไม่ถึงใจของผู้ฟัง เมื่อกลับมาตัดสกินเฮด คนก็ตกใจว่า เป้ วง Mild กลับมาทำเพลงแล้วเหรอ? ทั้งที่จริงๆ เราทำเพลงมาโดยตลอด</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กลัวผู้ฟังติดภาพจำ ‘เป้ วง Mild’ ไหม?</strong></h2>



<p><strong><em>ชื่อไม่สำคัญเท่าคุณค่าที่สร้างในอาชีพ</em></strong></p>



<p>เพลงเก่าๆ ที่เคยแต่งไว้ตั้งแต่สมัยวง Mild เป็นเพลงที่หลายคนยังคงร้องและชอบอยู่ แล้วมันจะผิดตรงไหน? ที่เขาจะเรียกเราด้วยชื่อที่คุ้นชิน คุ้นปาก คุ้นเคย เราอยู่บนเวทีเพื่อให้เขาจดจำสิ่งที่ดีของเราไม่ใช่เหรอ? การเป็นเป้ วง Mild ไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับผมเลย ถ้าชื่อนี้จะทำให้ผู้ฟังจดจำเราในฐานะคนที่สร้างความสุขให้กับเขา ทุกคนจะเรียกผมว่าอะไรก็ได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178474" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-13.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความสำเร็จของวง Mild สร้างความกดดันต่อคุณเป้ในฐานะศิลปินเดี่ยวไหม?</strong></h2>



<p>ผมไม่ใช้คำว่า ‘กดดัน’ แต่เหมือนเป็น <strong>‘คำสาป’</strong> ช่วงหนึ่งผมเคยคาดหวังกับผลตอบรับของเพลง MVL ไว้ค่อนข้างมาก ไม่มีทางที่จะต่ำกว่ามาตรฐานของ Mild แต่เมื่อมันไม่เป็นไปตามที่เราคิด นำมาซึ่งความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดความคิดที่แย่มากคือ <strong>นี่ไม่ใช่ยุคสมัยของผมอีกต่อไปแล้ว </strong>ผมเริ่มมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง และไม่อยากกลับมาเขียนเพลงอีก บ้านหลังเก่าของผมมีสตูดิโอสำหรับทำเพลง แต่ผมไม่ขึ้นไปเหยียบสตูดิโอนานนับปี เพราะสถานที่นั้นเต็มไปด้วยความสำเร็จ สุดท้ายเมื่อเราทำไม่สำเร็จตามที่คาดหวังไว้ จึงยิ่งตอกย้ำว่า <strong>มันหมดช่วงเวลาของมึงแล้วเป้</strong></p>



<p>เมื่อมองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้นคาบเกี่ยวกับช่วงโควิด-19 ระบาด จึงไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่อยู่ในสภาวะแบบนั้น ศิลปินทุกคนไม่มีงาน และต้องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ เรายึดติดกับสิ่งเดิมๆ ไม่ได้ ปัจจุบัน ศิลปินต้องทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น Content Creator, Vlogger หรือนักแสดง เป็นต้น</p>



<p><strong>ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เราก็จะตายไปพร้อมกับสิ่งเก่าๆ</strong><strong><em> </em></strong>ผมได้เรียนรู้กับความผิดพลาดครั้งนั้น ความสำเร็จของวง Mild จึงไม่ได้สร้างความกดดันให้ผมอีกต่อไป ผมมองว่าผลตอบรับจากแฟนเพลงคือโบนัส แค่ได้ทำในสิ่งที่รักอย่างการร้องเพลงก็ถือเป็นสิ่งที่โชคดีแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-06.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ผมเติบโตมาด้วยการทำอาชีพเดียวคือ ‘การร้องเพลง’ ได้ทำสิ่งที่ชอบมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนมาถึงวันนี้ เพลงของเราอาจจะไม่ได้มียอดวิวที่สูงมากเหมือนเมื่อก่อน แต่ผมมีความสุขมากขึ้น ผมรู้สึกดีที่ผู้ฟังชอบ แต่ถ้าใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะเราควบคุมไม่ได้ สิ่งเดียวที่ควบคุมได้คือ คุณภาพงานของเรา ผมทำทุกเพลงอย่างดีที่สุด ต่อให้ไม่มีคนฟังหรือชอบเลย ผมจะยังต้องภูมิใจที่จะร้องเพลงไปอีกนาน <strong>ผลตอบรับเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่า ผมควรจะเลิกทำหรือไปต่อ</strong></p>



<p>ภรรยาคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมกล้ากลับเข้าไปในสตูดิโอของตัวเองอีกครั้ง เธอพูดกับผมว่า เธอไม่เคยมองว่าผมเป็นนักร้องที่ดีเลย แต่มองว่า ผมเป็นนักแต่งเพลงที่พิเศษมาก เพลงต่างๆ ที่ผมทำออกมา มันเปลี่ยนชีวิตคน ให้กำลังใจ เป็นเพื่อนยามอกหักของใครหลายคน คุณค่าของมันยังคงอยู่ตรงนั้น ทำไมเราถึงไม่เลือกทำในสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดต่อไป แค่เพราะยอดวิวไม่ดี หรือโดนคนด่า เราก็จะเลิกทำเลยเหรอ? แล้วหลังจากนี้เราจะทำอะไรต่อ? ถ้าเราใช้ความคิดเห็นของคนอื่นเป็นตัวชี้วัดชีวิตของเรา</p>



<p><strong><em>คนจะเกลียดหรือจะรักก็มีค่าเท่ากัน ถ้าผมมัวมองแต่สิ่งนั้น ผมก็มีค่าเท่ามัน ไม่มีเหตุผลใดที่เราต้องทิ้งสิ่งที่รักไป เพราะคำพูดของคนอื่น</em></strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178475" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-01.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>TikTok กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลงานเพลง คุณเป้คิดเห็นอย่างไรบ้าง?</strong></h2>



<p>กระแสเป็นสิ่งที่กำหนดได้ยาก ขึ้นชื่อว่า ‘กระแส’ แน่นอนว่ามันจะมาไวไปไว มีช่วงเวลาที่สั้นมาก ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Behavior) เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนมีสมาธิในการจดจ่อต่อสื่อในระยะเวลาที่สั้นลง คอนเทนต์ยาวจึงได้รับความสนใจน้อยลง</p>



<p>ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของอัลกอริทึม แต่ผมไม่ได้ต้องการเอาชนะเทรนด์ เพราะผมถนัดในการสร้างผลงานที่มีอายุขัยยาวนานมากกว่า ผมถนัดเขียนเพลงที่สามารถเป็นเพื่อนกับผู้ฟังทุกยุคทุกสมัยมากกว่า แม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้เปรี้ยงปร้างหรือหวือหวา แต่ขอแค่วันหนึ่งมีใครอกหักหรือแต่งงาน แล้วนึกถึงเพลงของเราก็เพียงพอแล้ว อย่างเพลง <em>‘คนที่โชคดี’ </em>ของผมที่ถูกนำไปใช้ในงานแต่งงาน พื้นที่ตรงนี้ทำให้ผมมีความสุข</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คิดว่าอะไรที่ทำให้เพลงวง Mild เป็นเพลงอมตะในใจของผู้ฟังหลายคน?</strong></h2>



<p><strong></strong>เพราะพวกเราพูดเรื่องจริง เพลงที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดของวง Mild สร้างจากเรื่องจริงของผม เพื่อน หรือคนอื่นๆ การเล่าเรื่องจริงจะทำให้เราสามารถเข้าไปนั่งในใจคนฟังได้ง่ายที่สุด คำพูดของเราจะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ต่อให้ผ่านไปอีกกี่ปี เราก็ยังจำความรู้สึกตอนฟังเพลงนั้นได้&nbsp;</p>



<p>เมื่อเพลงนั้นถูกสร้างจากความจริง และทีมที่ดีในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง เพลงของวง Mild จึงเป็นอมตะในใจของผู้ฟังหลายคน ผมขอยกเครดิตให้กับเพื่อนร่วมวงของผม พวกเขาเปรียบเสมือนทีม Avengers ที่สุดยอดที่ผมเคยเจอมา ผมสบายใจที่สุดเมื่อได้ร้องเพลงอยู่บนเวทีที่มีเพื่อนอีก 5 คนยืนอยู่ด้วยกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178476" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-10.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>วง Mild มีความหมายต่อเป้อย่างไร?</strong></h2>



<p><strong></strong>วง Mild เป็นทุกอย่างสำหรับผม วง Mild เป็นเพื่อน พี่น้อง และครอบครัวมาโดยตลอด ผมยังจำวันแรกที่พวกเราเริ่มต้นในเส้นทางนี้ได้อยู่เลย พวกเราต้องนั่งรถทัวร์จากจังหวัดเชียงใหม่ในทุกเย็นวันศุกร์ เพื่อมาทำงานที่กรุงเทพฯ และเดินทางกลับเชียงใหม่ เพื่อไปเรียนทุกเย็นวันอาทิตย์ พวกเราทำแบบนี้กันอยู่เป็นปี พวกเราผ่านอะไรหลายๆ อย่างมาด้วยกัน กินมาม่าหม้อเดียวกัน นอนด้วยกันในออฟฟิศ ทุกอย่างคือความทรงจำที่ดี ถ้าไม่มี Mild ก็คงไม่มีผมในวันนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บทเรียนที่ทำให้กลายเป็น ‘เป้ MVL’ ในทุกวันนี้คืออะไร?</strong></h2>



<p>ผมตัดสินใจที่จะเคารพตัวตน และเลือกความสุขของตัวเอง ในวันที่ผมคิดว่ามันถูกต้องที่สุดแล้ว ผมสร้างสถานะของ MVL ขึ้นมาจากสิ่งที่ผมมีความสุขที่สุด ตอนนี้ผมอายุเกือบ 40 ปี ผมไม่มีเวลามากพอที่จะทำให้คนอื่นมีความสุข แต่ตัวเองกลับมีความทุกข์อีกต่อไปแล้ว ผมจึงเลือกเส้นทางนี้ เพื่อให้ตัวเองยังมีแรงทำสิ่งที่รักต่อไป สองคนบนโลกนี้ที่ผมอยากจะทำให้เขายิ้มได้ทุกวันคือ ภรรยาและลูกของผมเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพลงวง Mild ที่สนุกที่สุดในฐานะนักแต่งเพลง?</strong></h2>



<p><em>‘ถ้าหากจะบอกรักใครสักคน มันก็ไม่ได้ยากลำบากลำบนสักเท่าไร แต่จะรักษาให้มันอยู่นาน ให้เป็นอย่างใจ มันช่างยากช่างเย็นมากมายเหลือเกิน’</em></p>



<p><em>‘รักเราไม่เท่ากัน’ </em>เป็นเพลงที่ผมภูมิใจในการแต่งเพลงมากที่สุด เพราะชื่อเพลงสามารถสรุปเรื่องราวทั้งหมดด้วยประโยคเดียว คนเราเลิกกันด้วยหลายเหตุผล เช่น เข้ากันไม่ได้ ไม่มีเวลา หรือไม่ยอมปรับเข้าหากัน แต่ทุกเหตุผลล้วนเกิดขึ้นเพราะ <em>‘รักเราไม่เท่ากัน’&nbsp;</em></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178477" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-12.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>EP. Album : All in</strong></h3>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คอนเซปต์หลักของ EP. Album : All in คืออะไร?</strong></h2>



<p>All in เป็น EP. Album ล่าสุดที่มีทั้งหมด 4 แทร็ก สร้างมาจากความรู้สึกที่ผมอยากจะทุ่มเท่ทุกพลังและประสบการณ์ทั้งหมดลงไปในอัลบัมนี้ เพราะเมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 ผมไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาสทำงานนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน ผมจะทำเพลงในอัลบัมนี้ให้เหมือนกับ <strong>‘โอกาสสุดท้าย’</strong> ของผม</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ใน EP. Album : All in คุณเป้ใส่ ‘ความเป็นตัวเอง’ เรื่องอะไรบ้าง?</strong></h2>



<p>All in เปรียบเสมือน<strong>การเทหมดหน้าตัก</strong> ผมใส่ความเป็นตัวเองในทุกอณูของอัลบัมนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลง เนื้อหา ดนตรี และทีมเบื้องหลัง ผมคัดสรรมาอย่างดีที่สุดแล้ว เช่น ชวน <strong>‘พี่แม็ก The Darkest Romance’ </strong>ซึ่งโดดเด่นเรื่องเพลงร็อก และเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันของยุคสมัย<strong> </strong>มาช่วย Arrange และ Co-produce ในอัลบัมนี้ด้วย รวมถึงทีมแบ็กอัปของผมก็อยู่ในช่วงเวลาที่สุกงอม และมีเคมีการทำงานที่ลงตัว&nbsp;</p>



<p>ส่วนตัวผมเองในฐานะนักแต่งเพลงและนักร้องก็อยู่ในช่วงที่พร้อมที่สุด เพื่อมอบความสุขให้แก่ผู้ฟัง ตอนนี้ผมเตรียมเพลงใน EP. Album : All in ครบแล้ว พร้อมที่จะปล่อยให้ทุกคนได้ฟังกัน ผมมีความสุขกับอัลบัมนี้มาก และหวังเหลือเกินว่า ผู้ฟังจะชอบอัลบัมนี้ไปกับผมด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-09-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-178481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-09-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-09-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-09-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-09-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-09-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-09.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมดนตรีแนวนู เมทัล (Nu Metal) จึงเป็นสไตล์ที่ใช่ของเป้ MVL?</strong></h2>



<p>ผมไม่อยากร้องเพลงเพียงอย่างเดียว แต่ผมอยากจะแร็ปด้วย ผมลองทำเพลงด้วยดนตรีหลายแนว เพื่อค้นหาว่าชอบอะไรมากที่สุด จนค้นพบว่า เราเติบโตมากับดนตรีสไตล์นู เมทัล (Nu Metal) มาตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งในยุคนั้น วงดนตรีที่โด่งดังระดับโลกเป็นดนตรีแนวนี้ เปรียบเสมือน Nu Metal Era จนผมได้รับแรงบันดาลใจ และหล่อหลอมกลายเป็นตัวตนของเราโดยไม่รู้ตัว ผมจึงชอบการแร็ปและดนตรีร็อก</p>



<p>‘ร็อก’ เป็นแนวเพลงที่จะขับเคลื่อนมวลชนได้ง่าย และส่งผลต่อคนฟังมากที่สุด เราใช้ชีวิตอยู่บนเวทีมากพอสมควร จึงอยากทำแนวเพลงที่สร้างความสุขให้แก่ผู้ฟัง มันคงจะดี ถ้าเราสามารถนำไวบ์เก่าๆ กลับมาทำใหม่ให้สนุกมากขึ้นกว่าเดิม</p>



<p><em>ถ้าถามว่า ณ ตอนนี้ ผมชอบอะไรมากที่สุดในพาร์ตการทำงาน ผมชอบการแสดงดนตรีสดมากที่สุด เพราะเป็นโชว์ที่เต็มไปด้วยพลังความสนุก</em></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หลายคนคอมเมนต์ว่าเพลง </strong><strong><em>Gone</em></strong><strong> มีกลิ่นอายวง Mild คุณเป้คิดอย่างไรบ้าง?</strong></h2>



<p>มันไม่แปลกเลย ถ้าเขาจะรู้สึกว่า เพลง <em>Gone</em> มีกลิ่นอายวง Mild เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเป็นผู้แต่งเพลงของ Mild อยู่แล้ว ผมมองว่า คอมเมนต์แบบนี้คือ ‘คำชม’ เพราะแสดงว่า ตัวตนด้านเพลงของผมยังคงเป็นที่จดจำสำหรับผู้ฟัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178478" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-02.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มีอะไรที่ Gone หรือจากไปแล้ว แต่คุณเป้เพิ่งรู้สึกเสียดายทีหลังไหม?</strong></h2>



<p>ความรู้สึกมั้งครับ เมื่อมองย้อนกลับไป เราสูญเสียความรู้สึกที่ดีไประหว่างทางมากเหลือเกิน เพราะเราให้ใจกับบางคนไป แต่สุดท้าย ทุกอย่างไม่เป็นแบบที่เราคิด เราจึงผิดหวัง ถ้าเป็นเราตอนนี้ เราคงไม่ทำแบบนั้น และคงมีสติมากกว่านี้&nbsp;</p>



<p>หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็เลือกไม่แก้ไขอยู่ดี เพราะถ้าไม่ได้พบเจอเหตุการณ์ในวันนั้น คงไม่มีตัวตนในวันนี้ ผมไม่เคยมองว่าตัวเองแพ้เลย เพราะทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา ทำให้ผมได้เรียนรู้ชีวิต</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพลง</strong><strong><em> ‘เราพบกันด้วยความบังเอิญ แต่จากกันด้วยความตั้งใจ’ </em></strong><strong>เกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></h2>



<p>หลังจากมาเป็น MVL คอนเซปต์เพลงส่วนใหญ่เกิดจากไอเดียของภรรยา ซึ่งผมจะคัดเลือกเองอีกที เพลง <em>‘เราพบกันด้วยความบังเอิญ แต่จากกันด้วยความตั้งใจ’</em> เธอเสนอว่า ลองนึกดูดีๆ สิ คนเราเดินผ่านกัน ไม่มีทางจะรู้ว่าคนไหนคือ Soulmate ของเรา <strong>ความรักเกิดด้วยความบังเอิญได้ แต่การจากลาเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของใครสักคนเสมอ</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สปอยล์เพลงใหม่อย่าง </strong><strong><em>‘โกหก’</em></strong><strong> และ</strong><strong><em> ‘คืน’ </em></strong><strong>หน่อยว่าเป็นเพลงแบบไหน?</strong></h2>



<p>สองเพลงนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน อย่างเพลงแรก การโกหกเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากพบเจอ เพราะการโกหกเป็นรอยร้าวหรือจุดแตกหักของความสัมพันธ์ ที่ทำให้ความเชื่อใจหมดลง แต่เพลงนี้จะเล่าถึงคนคนหนึ่งที่ขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยโกหกว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เขาได้ยินมา มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อให้ชีวิตคู่ของเรายังไปต่อได้</p>



<p>คนเราเลิกกันด้วยหลายเหตุผลมาก แต่เหตุผลในเพลง ‘คืน’ คือการที่เราไม่สามารถรักและดูแลคนคนหนึ่งได้เท่าแฟนเก่าของเขา เราจึงขอคืนคนรักให้กับแฟนเก่าของเขา ซึ่งถือเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนมาก จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายว่า เราจะทำอย่างไรให้เรื่องราวที่ยากจะอธิบายนี้เข้าใจง่ายและไพเราะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-07.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>MVP ของ MVL</strong></h3>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ปัจจุบันมีวงเกิร์ลกรุ๊ปและบอยกรุ๊ป รวมถึงศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก คิดว่าจุดแข็งของตัวเองในวงการ T-POP คืออะไร?</strong></h2>



<p>ผมโชคดีที่มีพันธมิตรที่ดี จึงมีโอกาสได้ร่วมทำเพลงกับศิลปินหน้าใหม่หลายคน ทำให้เราได้ทราบอย่างหนึ่งว่า เพลงดี เพลงโดน เพลงเพราะ ยังคงมีคุณค่าเสมอในทุกยุคทุกสมัย แต่แตกต่างตรงที่กระบอกเสียงเท่านั้นเอง กระบอกเสียงของยุคที่แล้วคือพวกผม แต่ ณ ตอนนี้ กระบอกเสียงแห่งยุคสมัยคือศิลปินหน้าใหม่ กระบวนการอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เป้าหมายคือทำให้ผู้ฟังมีความสุขเหมือนกัน รวมถึงสร้างพื้นที่ให้ทุกคนได้แชร์ความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมกันในเพลงเดียวกันของศิลปินนั้นๆ</p>



<p>ดังนั้น ถ้าถามว่าจุดแข็งของผมคืออะไรในยุคสมัย T-POP ผมคิดว่าคือ <strong>ความสามารถในการแต่งเพลงที่ดีมากพอ</strong> จึงยังได้รับความไว้วางใจจากพี่ๆ ผู้ใหญ่ และศิลปินรุ่นใหม่ในวงการเพลงไทย ผมสามารถแบ่งปันสิ่งที่ดีให้แก่น้อง ขณะที่น้องๆ ก็ส่งต่อมุมมองใหม่ๆ ในฐานะเจ้าของยุคสมัยให้แก่เราเช่นกัน ทำให้ผมรู้สึกว่า <strong>ประสบการณ์และสิ่งที่อยู่ในตัวเรายังไม่เก่าเกินยุคสมัย</strong></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178482" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-04.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เป้าหมายสูงสุดในการเป็นศิลปินคืออะไร?</strong></h2>



<p>ผมมองเป้าหมายเป็นขั้นตอน โดยเป้าหมายในปัจจุบันคือ การทำ EP. Album : All in ซึ่งผมหวังว่าจะมีสักหนึ่งเพลงที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ผมจะทำอัลบัมเต็มต่อไป และถ้ามัน Hybe อีกครั้ง ผมก็จะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง เป้าหมายของผมเป็นแบบนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณเป้ถือเป็นศิลปินมากประสบการณ์ อยากรู้ว่ายังมีสิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำอีกไหม?</strong></h2>



<p>ปัจจุบันกำแพงภาษาเริ่มทลายลง คอนเน็กชันของค่าย Spicydisc ก็ขยายกว้างขึ้น ช่วงหลังมานี้จึงมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับศิลปินและนักแต่งเพลงจากต่างประเทศหลายท่าน แต่ผมยังไม่เคยทำอัลบัมอินเตอร์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็อยากรู้ว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นอย่างไรในเวทีระดับนานาชาติ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-05-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-178485" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-05-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-05-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-05-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-05-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-05-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-05.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading"><strong>การทำงานในฐานะศิลปินมาหลายสิบปี สอนให้คุณเป้เติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง?</strong></h2>



<p>เราไม่สามารถเป็นจุดหมุนโลกได้ ทุกคนมียุคสมัยของตัวเอง เราไม่มีวันจะอยู่ยั่งยืนยงจนค้ำฟ้า เราต้องเตรียมตัวอยู่เสมอ เพราะคลื่นลูกใหม่จะแรงกว่าลูกเก่า ประสบการณ์บอกผมให้รู้ว่า ขึ้นเป็นก็ต้องลงเป็น และไม่ยึดติดกับความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราเคยทำได้ ไม่ได้การันตีว่าครั้งหน้าจะสำเร็จเหมือนเดิม จงพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ อย่าย่ำอยู่กับที่ อย่างน้อยแค่ชนะตัวเองในเมื่อวานได้สักเรื่องหนึ่งก็เพียงพอแล้ว</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่เป็น MVP ในชีวิตของ ‘เป้ MVL’ คืออะไร?</strong></h2>



<p>ผมคิดว่าน่าจะเป็น ‘ครอบครัว’ ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะผมมีภรรยากับลูก ผมได้เข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร และรู้สึกว่าบ้านเป็นบ้านจริงๆ เมื่อมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ผมมีชีวิตอยู่เพื่อใคร</p>



<p><em>ครอบครัวคือทุกอย่างสำหรับผม ถ้าผมเป็นรถยนต์ ครอบครัวคือล้อ เครื่องยนต์ พวงมาลัย และน้ำมันที่ช่วยขับเคลื่อนให้ชีวิตของผมก้าวไปข้างหน้า</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-178486" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2025/01/Web-inside-14-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อยากฝากอะไรถึงแฟนเพลงที่ติดตามคุณเป้มาตั้งแต่วง Mild</strong>?</h2>



<p>ขอบคุณมากจริงๆ ถ้าไม่มีพวกคุณ ผมคงหมดสิทธิ์ที่จะขึ้นไปร้องเพลงบนเวที พวกคุณเป็นมากกว่าลูกค้าและแฟนคลับ พวกคุณคือส่วนหลักของความสำเร็จ เพราะพวกคุณ ผมจึงยังได้ทำในสิ่งที่รัก ขอบคุณที่ทำให้คนคนหนึ่งได้ใช้ชีวิตเหมือนในฝันอย่างทุกวันนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ข้อความถึง ‘เป้’ ในวันแรกของการเป็นศิลปิน</strong></h2>



<p>ขอบคุณมึงมากที่ตัดสินใจดูแลตัวเองในวันที่ถูกต้อง ขอบคุณที่ทำเพื่อตัวเอง วันนี้กูไม่รู้แล้วว่า สิ่งที่มึงเลือกจะถูกหรือผิด แต่ฟังไว้นะเป้ อย่างน้อยที่สุด มึงรู้แล้วว่า ความสุขของมึงคืออะไร รักษามันไว้ให้ดี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/mvl-mild-album-all-in/">จากนักร้องนำวง Mild สู่ ‘เป้ MVL’ ช่วงชีวิตที่เป็น MVP เพราะเลิกหนีตัวตนของตัวเอง และทำทุกเพลงให้เหมือนโอกาสสุดท้าย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีรีส์อนาฅตซึ่งฉีกกฎการเวียนว่ายตายเกิด การแสดงครั้งใหม่ที่ทำให้ ‘อิ้งค์ วรันธร’ ได้ค้นพบคำตอบของชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/artisttalk-ink-waruntorn-tomorrow-and-i/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จุฬาลักษณ์ เดชะ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Dec 2024 11:26:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[InkWaruntorn]]></category>
		<category><![CDATA[อิ้งค์วรันธร]]></category>
		<category><![CDATA[อนาฅต]]></category>
		<category><![CDATA[scifi]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[ซีรีส์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[BoxxMusic]]></category>
		<category><![CDATA[NetflixTH]]></category>
		<category><![CDATA[ทีไทยทีมันส์]]></category>
		<category><![CDATA[ArtistTalk]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177921</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ทุกคนมีสิทธิในเรือนร่างและตัวตนของตัวเอง ไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่ หรือจากโลกนี้ไปแล้ว ในปัจจุบัน หลายคนเริ่มวางแผนชีวิตหลังความตายของตัวเองไว้ล่วงหน้า ต่อให้ในอนาคต การโคลนนิ่งมนุษย์จะถูกกฎหมาย และมีการยืนยันจากหลายภาคส่วน เราก็ยังอยากให้มีการเซ็นยินยอม และถามความสมัครใจของเจ้าตัวก่อน ไม่ใช่โคลนนิ่งเรากลับมา ทั้งที่เราไม่ต้องการ” ‘อนาฅต’ ซีรีส์ Netflix Original เรื่องสุดท้ายของปี 2024 เล่าถึงโลกอนาคตที่ความเชื่อทางศีลธรรม และขนบธรรมเนียมฉบับไทยถูกสั่นคลอนด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล้ำยุค ผ่านเรื่องราว 4 ตอน 4 ประเด็น ได้แก่ นิราศแกะดำ (Black Sheep) ศาสดาต้า (Buddha Data) เด็กหญิงปลาหมึก (Octopus Girl) และเทคโนโยนี (Paradistopia) ตอน นิราศแกะดำ (Black Sheep) นับเป็นการฉีกกฎวัฏสงสาร หรือแนวคิดการเวียนว่ายตายเกิด ตามหลักพระพุทธศาสนา โดยเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘หมอนุ่น’ (รับบทโดย อิ้งค์ วรันธร) แพทย์และนักบินอวกาศหญิงเสียชีวิตลง เพราะเดินทางไปทดลองสร้างหัวใจเทียมบนอวกาศ ทำให้ ‘นนท์’ (รับบทโดย บอย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/artisttalk-ink-waruntorn-tomorrow-and-i/">ซีรีส์อนาฅตซึ่งฉีกกฎการเวียนว่ายตายเกิด การแสดงครั้งใหม่ที่ทำให้ ‘อิ้งค์ วรันธร’ ได้ค้นพบคำตอบของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>“ทุกคนมีสิทธิในเรือนร่างและตัวตนของตัวเอง ไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่ หรือจากโลกนี้ไปแล้ว ในปัจจุบัน หลายคนเริ่มวางแผนชีวิตหลังความตายของตัวเองไว้ล่วงหน้า ต่อให้ในอนาคต การโคลนนิ่งมนุษย์จะถูกกฎหมาย และมีการยืนยันจากหลายภาคส่วน เราก็ยังอยากให้มีการเซ็นยินยอม และถามความสมัครใจของเจ้าตัวก่อน ไม่ใช่โคลนนิ่งเรากลับมา ทั้งที่เราไม่ต้องการ”</em></p>



<p><em>‘อนาฅต’</em> ซีรีส์ Netflix Original เรื่องสุดท้ายของปี 2024 เล่าถึงโลกอนาคตที่ความเชื่อทางศีลธรรม และขนบธรรมเนียมฉบับไทยถูกสั่นคลอนด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล้ำยุค ผ่านเรื่องราว 4 ตอน 4 ประเด็น ได้แก่ <em>นิราศแกะดำ (Black Sheep) ศาสดาต้า (Buddha Data) เด็กหญิงปลาหมึก (Octopus Girl) และเทคโนโยนี (Paradistopia)</em></p>



<p>ตอน <em>นิราศแกะดำ (Black Sheep) </em>นับเป็นการฉีกกฎวัฏสงสาร หรือแนวคิดการเวียนว่ายตายเกิด ตามหลักพระพุทธศาสนา โดยเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ‘หมอนุ่น’ (รับบทโดย <strong>อิ้งค์ วรันธร</strong>) แพทย์และนักบินอวกาศหญิงเสียชีวิตลง เพราะเดินทางไปทดลองสร้างหัวใจเทียมบนอวกาศ ทำให้ ‘นนท์’ (รับบทโดย <strong>บอย ปกรณ์</strong>) สามีของเธอตัดสินใจโคลนนิ่งคนรักให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง</p>



<p>คอลัมน์ Artist Talk จึงชวน ‘อิ้งค์-วรันธร เปานิล’ หนึ่งในนักแสดงหลักจากซีรีส์เรื่องนี้ มาค้นหากุญแจสำคัญที่ซ่อนอยู่ในตอน <em>นิราศแกะดำ (Black Sheep) </em>บอกเล่าประเด็นซึ่งอยากถ่ายทอดสู่สังคม พร้อมพูดคุยถึงความหมายของการเป็นนักแสดง และเส้นทางต่อไปในอนาคตของศิลปินมากความสามารถคนนี้</p>



<p>ซีรีส์ <em>อนาฅต </em>พา ‘อิ้งค์ วรันธร’ ไปพบเจอสภาวะใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในฐานะนักแสดง อีกทั้งยังทำให้เธอได้ทบทวนและตกตะกอนบทเรียนชีวิตหลากหลายแง่มุม แท้จริงแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้พิเศษอย่างไร? มาเดินทางข้ามวัฏสงสารด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อปลดล็อกคำถามในใจไปพร้อมกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177927" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-1-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>‘อิ้งค์ วรันธร’ ในบทบาทนักแสดง</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าการร้องเพลงคือแพสชัน แล้ว ‘การแสดง’ มีความหมายต่อคุณอย่างไร?</strong></h2>



<p>หลังออกจากวงเกิร์ลกรุ๊ป Chilli White Choc สังกัด KamiKaze อิ้งค์เคยเล่นภาพยนตร์เรื่อง <em>Snap แค่&#8230;ได้คิดถึง</em> ก่อนจะกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้งในนาม ‘อิ้งค์ วรันธร’ เพราะมองการแสดงเป็นสิ่งที่ชอบ แต่ความฝันคือการเป็นศิลปิน จึงพยายามทําพาร์ตศิลปินให้ดีที่สุด และอยากให้คนอื่นนึกถึง ‘อิ้งค์ วรันธร’ ในบทบาทการเป็นศิลปินมากกว่านักแสดง</p>



<p>แต่การเป็นนักแสดง ซึ่งต้องรับบทบาทตัวละครหนึ่ง ทําให้เราได้ทบทวนตัวเอง และสำรวจอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันของศิลปิน หลังจากการถ่ายทำเสร็จสิ้น เรามักได้รับบทเรียนหรือข้อคิดบางอย่างจากตัวละครกลับมาเสมอ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง <em>แอน (Faces of Anne)</em> ในชีวิตจริง เราไม่มีทางอยู่ในภาวะความกลัวหรือความเครียดมากเท่าในหนัง แต่เมื่อรับบทตัวละครนี้ ทำให้เรามองเห็นตัวเองในอีกมิติหนึ่ง และสัมผัสความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-2-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177928" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-2-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-2-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-2-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-2-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-2-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-2-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p>ตัวละคร ‘หมอนุ่น’ ใน <em>นิราศแกะดำ</em> ทำให้เราได้ทบทวนตัวเองหลายอย่างเช่นกัน เพราะตัวละครนี้แตกต่างกับตัวตนจริงของอิ้งค์โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ ทัศนคติ และการเติบโต ทำให้เราได้รับรู้มุมมองอื่น และเข้าใจความรู้สึกของคนที่มีความคิดแบบหมอนุ่นมากขึ้น</p>



<p>สิ่งที่แตกต่างคือ ‘การตัดสินใจ’ ถ้าพบเจอเหตุการณ์เดียวกัน อิ้งค์ วรันธรจะตัดสินใจแบบหนึ่ง ส่วนหมอนุ่นจะตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง เพราะ ‘หมอนุ่น’ คือคุณหมอและนักบินอวกาศหญิงคนแรกของไทยที่สามารถขึ้นไปทํา 3D Printing อวัยวะหัวใจบนยานอวกาศ เธอทุ่มเทหลายอย่างเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เมื่อมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ทำให้เรารู้ว่า การตัดสินใจของเราไม่ได้เด็ดเดี่ยวเท่าหมอนุ่น หรือแม้แต่มุมมองการใช้ชีวิตก็ต่างกัน ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น อิ้งค์จะชอบพูดคุย เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจในมุมของเรา แต่หมอนุ่นจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หรือหันเหความต้องการอย่างไม่ลังเล หมอนุ่นจึงมีความแกร่งกว่าอิ้งค์ วรันธร</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177929" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-3-2.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณทำงานด้านการแสดงมาประมาณหนึ่ง คิดว่าเอกลักษณ์ด้านการแสดงของตัวเองคืออะไร?</strong></h2>



<p>คิดว่าเอกลักษณ์ด้านการแสดงคือ ‘ความจริงใจ’ แน่นอนว่า เราต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครนั้นๆ แต่อิ้งค์จะพยายามเป็นธรรมชาติที่สุด โดยใส่ความรู้สึกจริงเข้าไปด้วย เพราะไม่อยากบังคับตัวเองให้กลายเป็นคนอื่น 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ถ้ารับงานแสดงเรื่องหนึ่งแล้ว เราจะใช้เวลาในการศึกษาและเรียนรู้ตัวละครค่อนข้างนาน แต่จริงๆ คำถามนี้ เราอยากให้ผู้ชมช่วยตัดสินมากกว่า</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตัวตน ‘ศิลปิน’ ช่วยส่งเสริมการทำงานด้านการแสดงไหม?</strong></h2>



<p>สำหรับอิ้งค์ มองว่าการทำงาน 2 ส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เนื่องจากรูปแบบการทำงานและกระบวนการคิดแตกต่างกัน เมื่อเราเดินเข้าไปเป็นตัวละครใดตัวละครหนึ่งแล้ว ณ สถานที่นั้นมีแค่เรา นักแสดงร่วม และทีมงานเบื้องหลัง ซึ่งไม่ใช่ตัวตนของศิลปินที่ยืนร้องเพลงบนเวทีต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก&nbsp;</p>



<p>อีกทั้ง การสื่อสารอารมณ์สู่ผู้ชมยังต่างกัน เพราะการแสดงมีองค์ประกอบการสื่อสารหลายส่วน ทั้งภาพและเสียง แต่ศิลปินจะถ่ายทอดความรู้สึกผ่านเสียงเพลง บางครั้งผู้ฟังไม่ได้ต้องการภาพ แต่ต้องการเสียงเพลงไปทดแทนภาพในความคิดของเขา เพราะเพลงคือการแชร์ประสบการณ์ร่วม เช่น คนเรามีเรื่องราวการอกหักไม่เหมือนกัน แต่สามารถมีอารมณ์ร่วมในเพลงเดียวกันได้ เนื่องจากผู้ฟังนำความรู้สึกและความทรงจําของตัวเองมาทดแทนในเพลงแต่ละส่วน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-4-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177930" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-4-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-4-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-4-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-4-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-4-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-4-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>‘หมอนุ่น’ ซีรีส์</strong><strong><em>อนาฅต</em></strong></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมจึงตัดสินใจรับแสดงบทบาท ‘นุ่น’ ในซีรีส์</strong><strong><em>อนาฅต</em></strong><strong>?</strong></h2>



<p>เนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ ทั้งบทซีรีส์ ผู้กำกับ และนักแสดงร่วม ทำให้อิ้งค์ไม่อยากพลาดโปรเจกต์นี้ จริงๆ มีงานแสดงติดต่อมาตลอด แต่เราจะพิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ เวลาและความต้องการของเรา เมื่ออ่านบทและเรื่องย่อของซีรีส์<em>อนาฅต</em>แล้ว เรารู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างจากซีรีส์ไทยที่ผ่านมา สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘บทบาทที่ท้าทาย’ เพราะเราชอบตัวละครที่ไม่มีจุดร่วมกับตัวเอง</p>



<p>นอกจากนี้ เรายังนับถือในแพสชันของ <strong>‘พี่กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา’</strong> ผู้กำกับซีรีส์<em>อนาฅต</em> ซึ่งชอบทำสิ่งล้ำยุคล้ำสมัยมาโดยตลอด เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว พี่กอล์ฟเคยกำกับ MV เพลงแรกในฐานะเกิร์ลกรุ๊ปของอิ้งค์ ตอนนั้นเขาให้อิ้งค์เล่นกับ Green Screen ทั้งวัน จนปัจจุบันนี้ เขาก็ยังมีแพสชันเรื่อง Sci-fi และเทคโนโลยี&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมจึงชื่อตอนว่า <em>‘นิราศแกะดำ’ </em>มีความหมายแฝงอย่างไร?</strong></h2>



<p>ตอน <em>‘นิราศแกะดำ’</em> เกี่ยวข้องกับการโคลนนิ่งมนุษย์ ซึ่งแกะคือสัตว์ชนิดแรกที่มนุษย์สามารถโคลนนิ่งได้ แต่ ‘ความแกะดํา’ จะเชื่อมโยงกับซีรีส์อย่างไร อยากให้ทุกคนรอชม เพราะอิ้งค์ยังบอกรายละเอียดไม่ได้จริงๆ (หัวเราะ) แต่มั่นใจว่า ถ้าทุกคนได้ดูซีรีส์ตอนนี้แล้ว จะต้องรู้สึกเหมือนกันว่า ‘<a href="https://nielsenenterprise-my.sharepoint.com/personal/nonpawit_suwattikul_consultant_nielseniq_com/Documents/Transcribed%20Files/%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%207.m4a">เฮ้ย มันต้องชื่อนี้แหละ</a>’</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-5-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177931" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-5-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-5-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-5-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-5-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-5-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-5-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘แกะดำ’ ที่เดินสวนทางกับคนส่วนใหญ่ไหม?</strong></h2>



<p>เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็น ‘แกะดำ’ ในช่วงมัธยม ซึ่งคือวัยที่กำลังค้นหาตัวเอง เพราะในสังคมไทย เด็กเรียนดีคือคนที่ได้เกรดสูง และถนัดวิชาวิทย์-คณิต แต่เราไม่เก่งเรื่องวิชาการเลย ตอนนั้นจึงรู้สึกแย่และตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘นี่เราไม่เก่งจริงๆ เหรอ?’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็เข้าใจโลกมากขึ้นว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกัน เรายังคงมุ่งมั่นกับการร้องเพลงไปเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นความสามารถของตัวเองชัดเจนขึ้น โดยไม่ได้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานของการศึกษาไทย สุดท้ายแล้ว เรามีความสุขกับสิ่งที่ทําจริงๆ และได้เรียนต่อในคณะที่ชอบ&nbsp;</p>



<p class="has-text-align-left"><em>“ความรู้สึกของการเป็นแกะดำ ณ วันนั้น อาจเกิดขึ้นจากสังคมรอบตัว”</em></p>



<p>จริงๆ แล้ว อิ้งค์เป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างสูง ตอนทำงานพาร์ตศิลปิน เราจะมีภาพในหัว ความต้องการ และจุดมุ่งหมายของตัวเอง บางครั้งถ้าทุกคนเห็นด้วยกับความคิดฝั่งเดียว เราจะไม่ไหลตามสังคม แต่ชอบตั้งคำถามกับประเด็นนั้น แล้วพูดคุยกับคนอื่น เพื่อทำความเข้าใจระหว่าง 2 ฝ่าย หรือหาจุดสมดุลกึ่งกลาง อิ้งค์ไม่แน่ใจว่านี่คือ ‘แกะดำ’ ไหม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-6-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177932" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-6-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-6-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-6-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-6-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-6-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-6-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตัวละคร ‘นุ่น’ สำคัญต่อเรื่องนี้อย่างไร และพยายามสื่อสารประเด็นใดต่อสังคม?</strong></h2>



<p>‘หมอนุ่น’ เป็นตัวละครที่ทําให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้น เนื่องจากเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ขณะเดินทางกลับจากอวกาศ นนท์ผู้เป็นสามี (รับบทโดย บอย ปกรณ์) จึงพยายามทําทุกวิถีทางเพื่อให้นุ่นกลับมาในรูปแบบของ ‘การโคลนนิ่ง’ ตัวละครนุ่นถือเป็นกุญแจสำคัญที่กำหนดทิศทางของซีรีส์เลยก็ว่าได้ เพราะการตัดสินใจในอดีตของหมอนุ่น จะส่งผลกระทบต่อการกระทำในอนาคตของนนท์&nbsp;</p>



<p>ผู้ชมบางคนอาจเคยเผชิญสถานการณ์แบบหมอนุ่น หรือบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการกระทําของตัวละครนี้ สิ่งที่ตัวละคร ‘หมอนุ่น’ พยายามสื่อสารกับสังคมคือ การตั้งคําถามกลับไปที่ผู้ชมว่า ถ้าคุณอยู่ในโลกอนาคตที่สามารถโคลนนิ่งมนุษย์ได้แล้ว คุณจะตัดสินใจอย่างไร และเลือกให้คนรักกลับมาไหม?</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตแล้ว อยากให้คนรักโคลนนิ่งร่างตัวเองไหม?</strong></h2>



<p>เราไม่รู้ว่าในอนาคต การโคลนนิ่งมนุษย์จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าถาม ณ วันนี้ อิ้งค์ไม่อยาก เพราะตัวเองและคนรอบตัวมีความสุขแล้ว รวมถึงมองว่า อีก 100 ปีข้างหน้าก็ไม่มีใครจําเราได้แล้ว ทุกคนกําลังอยู่ในช่วงเวลาของตัวเอง และพยายามทําทุกช่วงเวลาให้ดีที่สุด จึงไม่อยากให้แฟนโคลนนิ่งตัวเรากลับมา ต่อให้ในอนาคต การโคลนนิ่งมนุษย์จะถูกกฎหมาย และมีการยืนยันจากหลายภาคส่วน เราก็ยังอยากให้มีการเซ็นยินยอม และถามความสมัครใจของเจ้าตัวก่อน ไม่ใช่โคลนนิ่งเรากลับมา ทั้งที่เราไม่ต้องการ</p>



<p><em>“ตอนนี้กําลังมีความสุขกับช่วงเวลาของตัวเอง ส่วนช่วงเวลาข้างหน้าคือสิ่งที่เราอยากทิ้งไว้ให้กับคนอื่นมากกว่า”</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-7-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177933" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-7-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-7-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-7-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-7-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-7-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-7-2.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คิดว่า ‘ผู้เสียชีวิต’ ควรมีสิทธิในเรือนร่างและตัวตนของตัวเองไหม?</strong></h2>



<p>‘ผู้เสียชีวิต’ ควรมีสิทธิในเรือนร่างและตัวตนของตัวเอง เพราะทุกคนมีสิทธิเลือกทุกอย่างในชีวิตตนเอง ไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่ หรือจากโลกนี้ไปแล้ว ในปัจจุบัน หลายคนเริ่มวางแผนการตาย ว่าเขาจะตายอย่างไร หรืออยากจัดงานศพแบบไหน เช่น ตอนจัดงานศพให้ย่า เราอยากรู้ว่า ย่าอยากได้ดอกไม้สีอะไร แต่เราก็ถามไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนมีสิทธิคิดและวางแผนชีวิตหลังความตายของตัวเองไว้ล่วงหน้า</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าสามารถพาคนที่รักกลับมาได้ คุณอยากพาใครกลับมามากที่สุด?</strong></h2>



<p>ตอนนี้ไม่อยากพาใครกลับมาเลย เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกว่า อยากกลับมามีชีวิตหรือไม่ บางทีเขาอาจจะไม่อยากกลับมาก็ได้ ยิ่งเป็นคนที่เรารัก เราเคยเห็นเขาเจ็บปวดก่อนเสียชีวิตไปแล้วครั้งหนึ่ง เราคงทำใจไม่ได้ที่จะต้องเห็นภาพนั้นอีกครั้ง ซึ่งตัวเขาเองก็น่าจะไม่อยากกลับมาเจ็บปวดเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-8-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177934" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-8-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-8-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-8-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-8-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-8-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-8-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณได้เรียนรู้แง่คิดเรื่องอะไรจากการแสดงครั้งนี้บ้าง?</strong></h2>



<p><em>“ตัวละคร ‘หมอนุ่น’ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน เพราะเป็นนักบินอวกาศหญิงคนแรกของไทย นับเป็นความภูมิใจของคนไทย เขายิ่งใหญ่มากในสายตาของอิ้งค์”</em></p>



<p>3 สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุด ข้อแรกคือ การเข้าใจ ‘ความแตกต่าง’ ในหลากหลายแง่มุม เพราะบทซีรีส์เป็นเรื่องไกลตัว ส่วนข้อที่ 2 คือ การซึมซับ ‘ความเข้มแข็ง’ จากตัวละครหมอนุ่น ซึ่งไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แต่เธอใช้ความเข้มแข็งทั้งหมดของตัวเองทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่าง&nbsp;</p>



<p>จริงๆ แล้ว คนเราอาจจะต้องเปิดโหมดนั้นบ้างในชีวิต แม้เราจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ แต่เราสามารถทําในสิ่งที่ถนัดให้ดีที่สุด เพื่อพาตัวเองไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิม ในทางกลับกัน ทําให้มองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า เราโชคดีที่ได้ทําในสิ่งที่ชอบ จึงอยากทําให้ดีที่สุด เพราะหลายคนก็ไม่ได้โชคดีแบบเรา</p>



<p>แง่คิดข้อสุดท้ายคือ การนับถือ ‘ความรัก’ ของนนท์ที่มีให้กับหมอนุ่น เพราะ ‘นนท์’ คือคนที่เสียสละและเปิดกว้างมาก หลายคนอาจจะมองว่า เขาเห็นแก่ตัวที่อยากให้ภรรยากลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่อิ้งค์คิดว่า มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ นนท์ปล่อยให้หมอนุ่นไปทำตามความฝัน และเฝ้ารอคอยเธอถึง 3 ปี แต่ท้ายที่สุด คนรักกลับมาไม่ได้อีกแล้ว จึงไม่แปลกที่นนท์จะสติแตก&nbsp;</p>



<p>การตัดสินใจของนนท์อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่เขาเห็นโอกาสในการพาคนรักกลับมา เขาจึงอยากทำการโคลนนิ่ง แต่นอกเหนือจากประเด็นนี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่สะท้อนให้เห็นว่า ความรักของนนท์น่านับถือแค่ไหน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำงานร่วมกับ ‘บอย ปกรณ์’ ครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง?</strong></h2>



<p>เรารู้จักพี่บอยในฐานะพี่น้องมานานแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกัน ทำให้ได้เห็นพี่บอยในโหมดทํางาน และในบทบาทที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาได้ใจอิ้งค์นะ เขาตั้งใจทํางาน และทุ่มเทกับตัวละครนนท์มาก พี่บอยเป็นนักแสดงที่เก่ง และเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีจริงๆ แม้จะชอบแกล้งอิ้งค์ก็ตาม (หัวเราะ)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-9-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177935" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-9-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-9-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-9-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-9-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-9-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-9-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p class="has-text-align-center"><strong>อนาคตของศิลปินวัย 30</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วัฏจักรชีวิตสำหรับคุณเป็นอย่างไร ประกอบด้วยลำดับขั้นอะไรบ้าง?</strong></h2>



<p>คิดว่า ‘วัฏจักรชีวิต’ ของอิ้งค์คือการเวียนว่ายตายเกิดเหมือนกัน ซึ่งปรับใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การทำเพลงหนึ่งเริ่มต้นจากไอเดียที่เกิดขึ้น จากนั้นอาจเวียนว่ายไปในจุดที่ดีหรือแย่มากก็ได้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สุดท้ายมันจะผ่านไป และวัฏจักรของเพลงนี้ก็จบลง เราต้องค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ และดำเนินตามวัฏจักรเดิมต่อไป อิ้งค์พยายามเปลี่ยนมาใช้วิธีคิดนี้ เพราะหากความทุกข์เกิดขึ้นมา เราจะได้มีสติรู้ตัวว่า สุดท้ายความทุกข์นี้จะเวียนว่ายและหายไป ซึ่งความทุกข์อาจกลับมาอีกครั้งในเรื่องอื่นๆ&nbsp;</p>



<p><em>“แนวคิดนี้ทําให้อิ้งค์มองความทุกข์สั้นลง ในขณะเดียวกัน มองความสุขอย่างธรรมดามากขึ้น เพราะความสุขไม่ได้คงอยู่กับเราตลอดไป”</em></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณคลุกคลีกับวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งที่ตกตะกอนได้จากการทำงานที่ผ่านมาคืออะไร?</strong></h2>



<p>&nbsp; คนอื่นอาจจะเห็นภาพความสำเร็จเบื้องหน้า เช่น การทำเพลงซึ่งใช้เวลาเป็นเดือน แต่ทุกคนได้ฟังเพียง 3 นาที สิ่งที่เราตกตะกอนได้จากการทำงานที่ผ่านมาคือ การมองเห็นความยากลำบากในการทำงาน ไม่ใช่แค่สำหรับตัวเรา แต่รวมไปถึงทีมงานด้วย ความทรงจำที่ดีที่สุดในทุกผลงานเกิดขึ้นจาก ‘ระหว่างทาง’ ก่อนจะไปถึงผลลัพธ์ปลายทาง เพราะเราได้พบเจอคนใหม่ๆ และเรียนรู้ประสบการณ์จากพวกเขา&nbsp;</p>



<p>เรามองเห็นคุณค่าในการทำงานมากขึ้น เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองคนเดียว แต่ทำเพื่อทีมงานเบื้องหลังด้วย เขาเตรียมงานกันนานมาก แลกกับ 3 นาทีในเพลง หรือ 3 ชั่วโมงบนเวทีของเรา รู้สึกขอบคุณทุกคนที่ช่วยผลักดันให้อิ้งค์มาถึงจุดนี้ ทีมงานเบื้องหลังทำให้อิ้งค์สามารถออกไปร้องเพลงบนเวทีให้ทุกคนได้ฟัง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177936" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-10-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากเด็กที่รักเสียงเพลง สู่ศิลปินมากประสบการณ์ แม้เวลาจะผ่านไป แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปจากตัวตน ‘อิ้งค์ วรันธร’ คืออะไร?</strong></h2>



<p>สิ่งที่ไม่เคยหายไปจากตัวตนอิ้งค์ วรันธร น่าจะเป็นเรื่อง ‘ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น’ เมื่อก่อนเรามองนิสัยนี้เป็นข้อเสีย และตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราพยายามเข้าใจคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า? เพราะท้ายที่สุด เราคือคนที่เครียดมากกว่าเดิม แต่การถามไถ่ พูดคุย รวมถึงพยายามทำความเข้าใจผู้อื่น ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนรอบข้างและเพื่อนร่วมงานมากขึ้น จนตอนนี้มันกลายเป็นข้อดีสำหรับอิ้งค์ เพราะมีหลายคนเดินเข้ามาบอกกับเราว่า <em>“วันนี้ขอบคุณนะที่ถาม”</em></p>



<p>นิสัยนี้ทำให้เราจริงใจกับการทำงานมากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ แต่เราจะคิดเผื่อทุกฝ่าย ทั้งทีมงาน ผู้ฟัง แฟนคลับ และส่วนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เรายังต้องรับมือกับผลกระทบเชิงลบเช่นกัน เพราะบางครั้งนิสัยนี้ก็ทำให้เราเครียด คิดมาก หรือกดดันตัวเองมากเกินไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-11-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177939" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-11-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-11-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-11-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-11-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-11-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/12/Web-inside-11-1.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>มองภาพอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร?</strong></h2>



<p>อยากมองย้อนกลับมาแล้วไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองทํา ชีวิตวัยแก่คงไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้ แค่อยากนั่งมองผลงานในอดีตแล้วรู้สึกว่า <em>“มันยากนะ แต่แกเก่งว่ะที่ผ่านมาได้ การขึ้นไปร้องเพลงต่อหน้าคนเป็นหมื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แกทำได้ว่ะอิ้งค์”&nbsp;</em></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จดหมายถึง ‘อิ้งค์ วรันธร’ ในอีก 5 ปีข้างหน้า อยากบอกอะไรกับตัวเอง?</strong></h2>



<p>ทุกวันนี้ฉันเหนื่อยมาก ฉันหวังว่าตอนนั้นแกจะสบายนะจ๊ะ ล้อเล่น (หัวเราะ) จริงๆ อยากบอกว่า แม้ตอนนี้จะเหนื่อย แต่ก็มีความสุขที่ได้ทําในสิ่งที่ตัวเองรัก ไม่รู้ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะได้ทําสิ่งเหล่านี้อีกไหม ได้ทำมากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหน แต่วันนี้ฉันเต็มที่แล้วนะแก</p>



<p><em>“เรารักการทำงานมาก ถ้าวันหนึ่งไม่ได้ทํางานแล้ว คงจะเศร้าไม่น้อย เพราะงานที่รักทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาในทุกวัน”</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/artisttalk-ink-waruntorn-tomorrow-and-i/">ซีรีส์อนาฅตซึ่งฉีกกฎการเวียนว่ายตายเกิด การแสดงครั้งใหม่ที่ทำให้ ‘อิ้งค์ วรันธร’ ได้ค้นพบคำตอบของชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		<enclosure url="https://nielsenenterprise-my.sharepoint.com/personal/nonpawit_suwattikul_consultant_nielseniq_com/Documents/Transcribed%20Files/%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A2%20%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%207.m4a" length="13" type="audio/mpeg" />

			</item>
		<item>
		<title>‘เพราะความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคน’ จาก AdMan สู่ AdPeople Awards &#038; Symposium 2024</title>
		<link>https://adaymagazine.com/adpeople-awards-symposium2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Nov 2024 10:49:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[วันแห่งความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[AdPeople]]></category>
		<category><![CDATA[AdPeopleAwardsandSymposium]]></category>
		<category><![CDATA[AdPeopleAwards&Symposium2024]]></category>
		<category><![CDATA[CreativeForPeoplekind]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177685</guid>

					<description><![CDATA[<p>AdPeople Awards &#38; Symposium 2024 คืองานของคนรักความคิดสร้างสรรค์แห่งปี โดยครั้งนี้กลับมาในธีม ‘Creativity for Peoplekind’ เปิดจักรวาลงานครีเอตให้เป็นเรื่องของทุกคน จาก AdMan สู่ AdPeople คือหมุดหมายที่ ‘รติ พันธ์ุทวี’ นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย อยากเปลี่ยนชื่อเพื่อทลายกรอบจำกัดเดิมที่เคยตีเส้นให้เป็นงานสำหรับคนโฆษณา สู่การเปิดกว้างให้ ‘People’ คนธรรมดาได้อวดความคิดสร้างสรรค์ในหลากหลายวงการ และความตั้งใจที่อยากให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคนจริงๆ ความพิเศษในปีนี้ไม่เพียงแค่มีกรรมการตัดสินที่หลากหลายเจเนอเรชัน แต่เป็นการผนึกความร่วมมือกับ UN ยกระดับงานคนไทยก้าวไกลบนเวทีโลก ไปจนถึงการชูแนวคิดการสร้างความยั่งยืน (Sustainability Policy) กับงานสร้างสรรค์ เปิดทางให้เหล่าคนช่างคิด นักเรียน รวมถึงคนโฆษณา และชาวเอเจนซี ได้มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวคิด แบ่งปันประสบการณ์อย่างใกล้ชิดแบบจัดเต็ม ซึ่งจะจัดวันที่ 20 &#8211; 21 พ.ย. 2567 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์&#160; การเดินทางตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ของเวทีประกวดโฆษณาภายใต้ชื่อ ‘Adman Awards &#38; Symposium’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/adpeople-awards-symposium2024/">‘เพราะความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคน’ จาก AdMan สู่ AdPeople Awards &amp; Symposium 2024</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>AdPeople Awards &amp; Symposium 2024 คืองานของคนรักความคิดสร้างสรรค์แห่งปี โดยครั้งนี้กลับมาในธีม ‘Creativity for Peoplekind’ เปิดจักรวาลงานครีเอตให้เป็นเรื่องของทุกคน</p>



<p>จาก AdMan สู่ AdPeople คือหมุดหมายที่ <strong>‘รติ พันธ์ุทวี’</strong> นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย อยากเปลี่ยนชื่อเพื่อทลายกรอบจำกัดเดิมที่เคยตีเส้นให้เป็นงานสำหรับคนโฆษณา สู่การเปิดกว้างให้ ‘People’ คนธรรมดาได้อวดความคิดสร้างสรรค์ในหลากหลายวงการ และความตั้งใจที่อยากให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคนจริงๆ</p>



<p>ความพิเศษในปีนี้ไม่เพียงแค่มีกรรมการตัดสินที่หลากหลายเจเนอเรชัน แต่เป็นการผนึกความร่วมมือกับ UN ยกระดับงานคนไทยก้าวไกลบนเวทีโลก ไปจนถึงการชูแนวคิดการสร้างความยั่งยืน (Sustainability Policy) กับงานสร้างสรรค์ เปิดทางให้เหล่าคนช่างคิด นักเรียน รวมถึงคนโฆษณา และชาวเอเจนซี ได้มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวคิด แบ่งปันประสบการณ์อย่างใกล้ชิดแบบจัดเต็ม ซึ่งจะจัดวันที่ 20 &#8211; 21 พ.ย. 2567 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์&nbsp;</p>



<p>การเดินทางตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ของเวทีประกวดโฆษณาภายใต้ชื่อ ‘Adman Awards &amp; Symposium’ สู่ ‘AdPeople Awards &amp; Symposium’ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เป้าหมายสูงสุดคืออะไร รวมไปถึงทิศทางจะเป็นยังไงต่อไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177691" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-01-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงเปลี่ยนชื่อจาก AdMan มาเป็น AdPeople</strong></h2>



<p>ประเด็นแรกคือเมื่อก่อนบางคนอาจจะมองว่า Adman แปลว่า เรื่องของคนโฆษณา เป็นธุระของคนโฆษณา แต่เวทีนี้เรายืนยันได้ว่าไม่ใช่ เพราะเนื้อหาเรื่องราวมันกว้างขึ้นมาก ประเด็นที่สองคือปีนี้เป็นปีแรกที่สมาคมโฆษณาประกาศนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability Policy) ซึ่งก็มีเรื่องของการสนับสนุนการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรารู้สึกว่าสิ่งนี้คือหนึ่งในหัวใจของงาน Adman เราค้นพบว่าถ้าจะไปสู่ในเรื่องของความยั่งยืน มันต้องไม่ใช่แค่ Man แล้ว มันต้องเป็น People เพราะเราอยากให้รู้สึกว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคนจริงๆ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วที่เราขยายขอบเขตของการทำงาน เรามองว่าเนื้อหาและคุณค่าของมันควรค่าแก่คนในวงกว้าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177692" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-02-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ฟีดแบ็กจากปีที่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ปีที่แล้วก็เป็นปีที่ดีมาก ผู้คนให้ความสนใจเยอะ เราทำได้ดีขึ้นในทุกองค์ประกอบและทุกมิติ สิ่งที่เรารู้สึกภูมิใจมากที่สุดคือจำนวนคนที่มางาน เราจัดทั้งหมด 2 วัน คนมาวันละ 1,500 กว่าคน ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่สิ่งที่ดีไปกว่านั้นคือเราได้เห็นความหลากหลายของผู้คนที่เข้ามาชม มีทั้งนักการตลาด คนโฆษณา ผู้ประกอบการ SME รวมไปถึงสิ่งที่เราตั้งใจคืออยากให้ความรู้กับนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวหางาน หรือ First Jobber โดยเฉพาะ Session Workshop ที่เราจัดขึ้นมามันมีประโยชน์มากกับกลุ่มคนเหล่านี้ เราคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่เราจับทางถูกแล้ว&nbsp;</p>



<p>ในแง่ของงานปีนี้เรากล้าพูดได้เลยว่า 33 Sessions และ Workshop 12 Sections จาก 80 Speakers เป็นคนที่น่าฟังและหลากหลายเจเนอเรชัน มีทั้งศาสตร์ของแบรนด์ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการทำธุรกิจค้าขาย การทำโฆษณา หรือ ESG (Environmental, Social, และ Governance) เราคิดว่าสเปกตรัมนี้ทำให้เกิดความหลากหลายของหัวข้อและเป็นประโยชน์กับคนฟังในภาพที่กว้างขึ้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177693" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-03-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การนำแนวคิดความยั่งยืนมาร่วมกับงานสร้างสรรค์ มีความสำคัญอย่างไร</strong></h2>



<p>ทุกวันนี้คนก็พูดถึงเรื่องของ SDGs (Sustainable Development Goals) ในฐานะที่เราเป็นตัวแทนของธุรกิจโฆษณาหรือธุรกิจสื่อสารการตลาด ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำตัวเป็น Corporate Citizenship ที่ดีของสังคมและโลกใบนี้ เราได้คุยกับทาง UN Global Compact ซึ่งเป็นหน่วยงานของ UN ดูแลในเรื่องของ SDGs โดยตรง ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศไทย โดยเราเลือก 4 หมุดหมายที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารการตลาดอย่างแท้จริง&nbsp;</p>



<p>อย่างแรกคือการศึกษาที่มีคุณภาพ เราทำ Knowledge Sharing ให้กับสังคมอยู่ตลอดเวลา การจัดงานสัมมนาไม่ใช่แค่เฉพาะคนที่อยู่ในสายงานอาชีพนี้เท่านั้น แต่เรามีเทรนเนอร์เพื่อหวังที่จะส่งต่อความรู้ผ่านทางกลุ่มของครูบาอาจารย์เพื่อจะไปให้ถึงนักศึกษารุ่นใหม่ในอนาคตให้มีความพร้อมทั้งศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ นี่คือการให้องค์ความรู้ที่เราคิดว่าทุกคนควรจะต้องมาฟังและเป็นประโยชน์&nbsp;</p>



<p>อย่างที่สองคือความเท่าเทียม ผมมองว่าในธุรกิจโฆษณาก็เป็นธุรกิจชนิดหนึ่งที่เราเห็นอยู่แล้วว่ามีความหลากหลายในเรื่องต่างๆ เราจึงแทรกประเด็นเรื่องของการมีความเคารพในอิสระของความคิดสร้างสรรค์ หากเรามีความเคารพในเพศสภาพแล้ว เราก็ต้องมีความเคารพในความแตกต่างในความคิดสร้างสรรค์ด้วย ถ้าเราปิดกั้นตรงนี้ ไอเดียดีๆ ก็คงไม่ออกมา&nbsp;</p>



<p>อย่างที่สามคือการผลิตและบริโภคที่รับผิดชอบ สมาคมเรารณรงค์ในเรื่องของจรรยาบรรณโฆษณามาโดยตลอด ล่าสุดเราก็มีคู่มือจรรยาบรรณที่แปลมาจากทางหอการค้าโลก เรามีคณะทำงานจรรยาบรรณ เราทำงานร่วมมือกับภาครัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งชิ้นงานโฆษณาที่มันควรจะเป็น เราก็พูดกันมาตลอดว่าการที่จะมีไอเดียความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ ใหม่ๆ ได้ต้องมีอิสระทางความคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบรรทัดฐานของความเป็นจรรยาบรรณต้องมีเช่นกัน ผมคิดว่าจรรยาบรรณของผู้ทำโฆษณาหรือคนทำสินค้าบริการต่างๆ ถ้าทำด้วยการมีจรรยาบรรณที่ดีแล้ว มันนำไปสู่การบริโภคอย่างเป็นธรรม&nbsp;</p>



<p>อย่างสุดท้ายคือการร่วมมือไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน หมายความว่าเราก็เป็น Partnership ที่ดีกับลูกค้าและพร้อมสนับสนุนการทำงานเหล่านั้นให้ประสบความสำเร็จ นี่ก็คือ 4 SDGs ที่เราประกาศไปในปีนี้ นี่คือการนำร่องที่จะทำให้โฆษณาที่อยู่ในระบบสมาชิกของเรา ในอนาคตก็สามารถนำไปใช้ต่อได้ ธุรกิจโฆษณาก็ต้องมีมาตรฐานในการทำงานเหมือนกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177694" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-04-1.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คอนเซปต์ปีนี้ต่างจากปีก่อนๆ อย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ธีมของเราในปีนี้คือ Creativity for Peoplekind หมายถึงการที่เราเปิดกว้างกับชิ้นงาน ซึ่งปีนี้มีการปรับเปลี่ยนหมวดของการประกวดรางวัลเพิ่มเติม เราเปิดให้เจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเจ้าของแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในระบบของเอเจนซีโฆษณาส่งงานเข้ามาได้ เพราะมีหลายองค์กร หลายบริษัทที่มีงานดีๆ เยอะมาก แต่เขาอาจจะรู้สึกว่าเข้ามาไม่ถึง และอีกสิ่งใหม่คือปีนี้เรามี Entertainment Music นั่นหมายความว่าเราเริ่มที่จะพิจารณารางวัลที่เกี่ยวข้องกับเพลงและมิวสิกวิดีโอด้วย ดังนั้นงานรางวัลโฆษณาก็จะไม่ได้เห็นแค่เฉพาะเอเจนซี อาจจะมีนักดนตรี นักร้องจากค่ายเพลง หรือค่ายทำหนังขึ้นไปรับรางวัลใน Adman นี่คือ Creativity for Peoplekind ที่เราเปิดกว้างมากขึ้น&nbsp;</p>



<p>เราให้ความสำคัญกับหัวข้อสัมมนา พยายามวางให้มันวาไรตี้เยอะมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการ คนทำงานเอเจนซี คนทำการสื่อสารการตลาด ฝ่ายวิชาการ อาจารย์ หรือแม้กระทั่งนักเรียน ทุกคนสามารถหยิบจับอะไรที่เป็นประโยชน์กับสถานะของคุณได้จริงๆ เราเชื่อมั่นเลยว่าคนธรรมดาทุกคนที่เห็นในความคิดสร้างสรรค์ต้องได้อะไรกลับไป&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177695" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-05.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วกรรมการตัดสินมีความหลากหลายมากขึ้นด้วยไหม</strong></h2>



<p>ความพิเศษคือปีนี้เรามี Category 3 กลุ่มของผู้ตัดสิน กลุ่มแรกคือ Young Judge ด้วยความที่สมัยก่อนตอนที่เราไปงานประกาศรางวัล เราก็จะเห็น Creative Director หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นผู้อาวุโสมาตัดสินชิ้นงานต่างๆ แต่เราก็อยากรู้ว่าถ้าผู้ตัดสินที่อายุต่ำกว่า 30 จะเป็นยังไง ซึ่งอาจจะเป็น Copy Writer, Art Director, Graphic Designer หรือแม้กระทั่งฝั่งลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ ให้เขามาดูว่าอยากจะเลือกให้รางวัลงานอะไร</p>



<p>กลุ่มที่สองคือภาคประชาชน เราอยากเอาคนธรรมดามาตัดสิน เราอยากรู้ว่างานโฆษณาต่างๆ ที่คิดว่าควรต้องได้รางวัล ประชาชนเขาคิดแบบที่เราคิดหรือเปล่า ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ พี่ไรเดอร์ พี่วินมอเตอร์ไซค์ คุณหมอ อาจารย์ คุณครู ตำรวจ มีความคล้ายกับรางวัล Popular Vote เป็นรางวัลที่มอบจากคนธรรมดา</p>



<p>และกลุ่มที่สามคือ The Legend Judge คือคนโฆษณาที่เลิกทำงานโฆษณาไปแล้ว เกษียณไปแล้ว แต่นั่นคือ Big Name ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วที่ผมทำงานโฆษณา ชื่อเหล่านั้นคือตำนานมากๆ ก็มาดูกันในปีนี้ว่า The Legend Judge เขาจะเห็นงานแบบไหน ทั้งหมดนี้ก็เป็น Creativity for Peoplekind ด้วยเจตนาที่เราอยากให้มันกว้างและมีส่วนร่วมจากคนหลายกลุ่มมากขึ้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177696" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-06.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สำหรับคุณ คิดว่าการมีกรรมการที่ต่างเจเนอเรชันกันมีความน่าสนใจอย่างไร</strong></h2>



<p>ผมคิดว่าพี่ๆ ที่อยู่ในวงการมาก่อนก็ล้วนเป็นตำนานของอุตสาหกรรมโฆษณาทั้งสิ้น เราอยากเห็นสิ่งนี้เพราะเราอยากบันทึก เราอยากฟังว่าพวกเขามองเห็นอะไร เผื่อว่าการบันทึกของเราจะมีประเด็นหรือแก่นสารที่สำคัญและน่าสนใจที่จะไปถ่ายทอดต่อ เพื่อเป็นประโชยน์ให้กับคนที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p>ผมคิดว่าสิ่งที่พี่ๆ เขาทำกันไว้ในอดีตมันเป็นอะไรที่มีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงการโฆษณาไทยมาถึงทุกวันนี้อย่างมีศักดิ์ศรี พี่ๆ เหล่านั้นคือคนที่ไปบุกเบิกรางวัลเยอะแยะมากมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เรามีมาถึงวันนี้ก็มาจากการทำงานของพี่ๆ เหล่านั้น ในวันนี้ที่เราจะต้องปรับทิศทางของอุตสาหกรรมนี้ต่อไป ผมคิดว่าก็น่าสนใจดีถ้าเราเอาชิ้นงานมาเป็นตัวตั้ง แล้วลองดูว่าพวกเขามีวิธีการมองหรือมีข้อคิดเห็นอย่างไรบ้าง อาจจะมีคอนเมนต์บางอย่างที่เป็นประโยชน์เพื่อไปถ่ายทอดให้กับคนในรุ่นต่อๆ ไป</p>



<p>แต่ก็ต้องยอมรับว่าในบริบทยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ช่องทางหรือรูปแบบของการสื่อสารมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สมัยก่อนพวกพี่ๆ เขาอาจจะคุ้นชินกับสื่อพวก ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ แต่ยุคสมัยนี้มันมีวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น นี่คือสเปกตรัมที่ต่างกันระหว่างเจเนอเรชัน เราก็อยากดูว่าคนต่างรุ่นจะเลือกอะไรยังไง&nbsp;</p>



<p>ด้วยความที่เราทำงานกับคนทั้งสองรุ่น เราเป็น Transition ระหว่างเจเนอเรชัน ซึ่งเรามองว่าการมีความคิดเห็น วิธีการมอง หรือวิธีการพิจารณาของแต่ละเจเนอเรชันที่ต่างกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดามากในทุกวงการ แต่ท่ามกลางการมองหรือคิดไม่เหมือนกัน มันมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจแล้วควรจะเอามาแชร์กันไหม นั่นคือสิ่งที่เราสนใจมากกว่า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177689" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/WEB-07.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ลองถูกลองผิดมาหลายปี คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเดินมาถูกทางแล้ว</strong></h2>



<p>ผมเป็นคนแรกเลยที่จัดงาน 2 วัน มันเป็นความบ้าบิ่นของผมเอง ตั้งแต่ได้มารับตำแหน่งเป็นนายกสมาคม ผมรู้สึกว่างานตรงนี้มันไม่ถึงใคร เราอยากทำงานให้มันเป็นวงกว้าง แต่ถ้าเราจะจัดกันเอง ฟังกันเอง ดูกันเอง แล้ววิทยาการเหล่านี้จะไปอยู่ที่ใครล่ะ ทำไมเราไม่ขยายออกไปในวงอื่นบ้าง เพื่อให้คนอื่นเขาได้เข้าใจ คุณอยากจะมีโตเกียวบานาน่า แต่คุณไปทุกจังหวัดเจอแต่มันฉาบ กล้วยฉาบ เหมือนกันหมดเลย มันไม่มีแบรนด์ดิ้ง มันไม่มี Value Added มันไม่มีดีไซน์ทั้งสิ้น แล้วแบบนี้มันจะสร้างสรรค์ได้ยังไง ถ้าเราคิดว่า Creativity จะช่วยให้การทำธุรกิจและเศรษฐกิจดีขึ้น เราในฐานะทำวิชาชีพนี้ก็ต้องถ่ายทอดสิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์กับคนทั่วไปได้ นี่คือสิ่งแรกที่คิดเลย หรือจะเรียกว่าเป็นความอุตริก็ได้ ก็เอาล่ะวะ ลองกัดฟันทำดู</p>



<p>สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามาถูกทางแล้วมี 2 องค์ประกอบ หนึ่งคือส่วนผสมของเรื่องราวที่นำเสนอ เราจะทำแค่เรื่องที่อยู่เฉพาะในแวดวงของคนโฆษณาอย่างเดียวไม่ได้ สองคือการมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วนในงานรางวัล แต่ความท้าทายที่สุดคือทำยังไงให้คนทั่วไปรู้ว่าเขาควรจะมางานนี้ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำกันต่อไป</p>



<p>แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเรารู้สึกได้ว่าเวลานี้คนทั่วไปเริ่มเข้าใจถึงนัยสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปช่วยให้การทำธุรกิจ การค้าขายคล่องตัวมากขึ้น ยกตัวอย่างกลุ่มคนที่บอกว่าฉันอยากจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ พวกเขาก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ผมมองว่าคนในเจเนอเรชันปัจจุบันเห็นคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งเราก็พยายามที่จะตอบสนองสิ่งที่เขาอยากจะเรียนรู้ อยากจะฟัง&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความฝันสูงสุดของการทำงานตรงนี้คืออะไร</strong></h2>



<p>อาจจะฟังแล้วดูเป็นอะไรที่ Abstact นิดหนึ่ง แต่ผมแค่อยากได้ยินฟีดแบ็กที่บอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นประโยชน์ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นองค์กรที่ไม่ได้หวังผลกำไร แต่ว่าการจัดงานแบบนี้ต้นทุนมันไม่ถูกหรอก เราแค่อยากให้คนมาเพื่อให้งานมันไปต่อได้ ถ้าผมทำปีนี้ไม่ได้ปีหน้าก็ไม่มี พูดตรงๆ ว่าสมาคมก็ไม่ได้มีเงินที่จะรองรับความขาดทุน แน่นอนว่าเราไม่ได้หวังกำไร เพียงแต่ว่าขอให้มาในระดับที่เรียกว่าพอไปได้ แล้วปีหน้าทำกันต่อได้ผมก็โอเคแล้ว หรือถ้ามาเยอะอีกหน่อยบัตรมันก็อาจจะถูกลง เพราะว่าความตั้งใจคืออยากขยายวงให้มันกว้างขึ้น แต่ในเชิงของคุณค่าเราก็อยากให้คนที่มาแล้วต้องได้อะไรกลับไป ผมว่านั่นคือเป้าหมายที่ดีที่สุดที่เราอยากจะได้ยิน&nbsp;</p>



<p>ต้องยอมรับว่างานเราจัดเดือนพฤศจิกายน ซึ่งแทบจะเป็นงานสุดท้ายของปี คนอาจจะคิดว่างานมันก็ซ้ำๆ เหมือนกัน แต่ผมยืนยันได้เลยว่ามันไม่ซ้ำ ผมพยายามที่สุดที่จะทำให้มันมีคุณค่าในมุมที่แตกต่าง เรากลับมาสู่พื้นฐานที่สำคัญของการทำธุรกิจ การตลาด การค้าขายว่านี่คือความคิดสร้างสรรค์ การสร้างแบรนด์ ความรู้ในเชิงของการวางกลยุทธ์ต่างๆ ที่คนธรรมดาในวงกว้างสามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้ตัวเองได้</p>



<p>บรรยากาศงานที่ผ่านมามันดีขึ้นเรื่อยๆ เราเห็นผู้คนหลากหลายเจเนอเรชัน วันหนึ่งเราอยากจะให้วันนี้เป็นวันแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทุกคนสามารถจะมาเสพ มาจับเอาความรู้ดีๆ มาสร้างแรงบันดาลใจเพื่อต่อยอดความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ผมว่านี่แหละที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อไปได้</p>



<p>AdPeople Awards &amp; Symposium 2024 งานใหญ่ที่สุดของคน Creativity ที่จะเปิดโลกความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเรื่องของทุกคนที่อัดแน่น 2 วันเต็ม กับ 33 Sessions และ Workshop 12 Sections จาก 80 Speakers ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://admanawards.com">https://admanawards.com&nbsp;</a></p>



<p>ซื้อบัตรได้ที่ <a href="https://www.eventpop.me/s/adpeoplesymposium2024">https://www.eventpop.me/s/adpeoplesymposium2024&nbsp;</a></p>



<p>บัตรราคา 3,500 บาท เข้าได้ 2 วัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/adpeople-awards-symposium2024/">‘เพราะความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องของทุกคน’ จาก AdMan สู่ AdPeople Awards &amp; Symposium 2024</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;อย่ากลับบ้าน&#8217; เบื้องหลังบทและองค์ประกอบศิลป์ ผ่านวังวนความเจ็บปวดของผู้หญิง การเมือง และปิตาธิปไตยที่ทับซ้อนไม่สิ้นสุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-till-done-donot-come-home/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Nov 2024 10:34:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[Don'tComeHome]]></category>
		<category><![CDATA[NetflixTH]]></category>
		<category><![CDATA[ต้น-วุฒิดนัย อินทรเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[Toxic Masculinity]]></category>
		<category><![CDATA[Netflix]]></category>
		<category><![CDATA[ทีไทยทีมันส์]]></category>
		<category><![CDATA[ปิตาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[Feminism]]></category>
		<category><![CDATA[DraftTillDone]]></category>
		<category><![CDATA[อย่ากลับบ้าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177575</guid>

					<description><![CDATA[<p>‘อย่ากลับบ้าน’ นับได้ว่าเป็นมิติใหม่ของซีรีส์ไทยที่โคตรฉีก โคตรล้ำ และโคตรทะเยอทะยาน กล้าเล่นกับความคาดหวังคนดูได้มากขนาดนี้ ตั้งแต่ Teaser ปล่อยออกมา นักสืบโซเชียลก็คาดเดาทฤษฎีต่างๆ นานาว่าเรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางไหน แต่ระดับ Netflix ทั้งทีคงไม่มีอะไรที่ธรรมดา เพราะมันจะพาคุณไปไกลกว่าสิ่งที่คิดไว้มาก เนื้อหาใจความสำคัญของเรื่องจะถูกเล่าผ่านตัวละครผู้หญิงทั้งหมด นั่นคือความตั้งใจของผู้กำกับที่อยากสอดแทรกประเด็นสังคมในหลายมิติ ทั้งในแง่ของผู้หญิงที่ถูกกดทับด้วย Toxic Masculinity สัญญะแห่งปิตาธิปไตย ไปจนถึงการติดอยู่ในห้วงเวลาที่วนลูปไม่รู้จบ ซึ่งบางคนอาจตีความไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมือง บอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้สับขาหลอกคนดูเพียงแค่บทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมจาก CG บ้านที่ไม่มีอยู่จริง และโลเคชันทั้งหมดก็ไม่ได้ถ่ายทำที่พังงาสักฉากเดียว! คอลัมน์ Draft Till Done ครั้งนี้ เราจึงชวน &#8216;ต้น-วุฒิดนัย อินทรเกษตร&#8217; ผู้กำกับที่ลึกลับไม่แพ้ซีรีส์มาพูดคุยถึงเบื้องหลังกระบวนการทำงานของผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นนี้โดยฝีมือทีมงานคนไทย ไปจนถึงความตั้งใจที่อยากผลักดันและทลายกำแพงคอนเทนต์ไทยให้ไปไกลกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เล่นกับความคาดหวังคนดู&#160; สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ ‘อย่ากลับบ้าน’ คือจังหวะการเดินเรื่องที่เหนือความคาดหมายในทุกตอน ใครจะไปคิดว่านี่คือความเก่งกาจในการกำกับซีรีส์เรื่องแรกของต้น ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการนึกเขียนอะไรสนุกๆ ในจินตนาการ จากหน้ากระดาษ 1 แผ่นสู่บท 100 กว่าหน้า!&#160; “ช่วงโควิดไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยเขียนบทขึ้นมา 1 หน้ากระดาษ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-till-done-donot-come-home/">&#8216;อย่ากลับบ้าน&#8217; เบื้องหลังบทและองค์ประกอบศิลป์ ผ่านวังวนความเจ็บปวดของผู้หญิง การเมือง และปิตาธิปไตยที่ทับซ้อนไม่สิ้นสุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>‘อย่ากลับบ้าน’</em> นับได้ว่าเป็นมิติใหม่ของซีรีส์ไทยที่โคตรฉีก โคตรล้ำ และโคตรทะเยอทะยาน กล้าเล่นกับความคาดหวังคนดูได้มากขนาดนี้</p>



<p>ตั้งแต่ Teaser ปล่อยออกมา นักสืบโซเชียลก็คาดเดาทฤษฎีต่างๆ นานาว่าเรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางไหน แต่ระดับ Netflix ทั้งทีคงไม่มีอะไรที่ธรรมดา เพราะมันจะพาคุณไปไกลกว่าสิ่งที่คิดไว้มาก</p>



<p>เนื้อหาใจความสำคัญของเรื่องจะถูกเล่าผ่านตัวละครผู้หญิงทั้งหมด นั่นคือความตั้งใจของผู้กำกับที่อยากสอดแทรกประเด็นสังคมในหลายมิติ ทั้งในแง่ของผู้หญิงที่ถูกกดทับด้วย Toxic Masculinity สัญญะแห่งปิตาธิปไตย ไปจนถึงการติดอยู่ในห้วงเวลาที่วนลูปไม่รู้จบ ซึ่งบางคนอาจตีความไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมือง</p>



<p>บอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้สับขาหลอกคนดูเพียงแค่บทเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สถาปัตยกรรมจาก CG บ้านที่ไม่มีอยู่จริง และโลเคชันทั้งหมดก็ไม่ได้ถ่ายทำที่พังงาสักฉากเดียว!</p>



<p>คอลัมน์ Draft Till Done ครั้งนี้ เราจึงชวน <strong>&#8216;ต้น-วุฒิดนัย อินทรเกษตร&#8217;</strong> ผู้กำกับที่ลึกลับไม่แพ้ซีรีส์มาพูดคุยถึงเบื้องหลังกระบวนการทำงานของผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นนี้โดยฝีมือทีมงานคนไทย ไปจนถึงความตั้งใจที่อยากผลักดันและทลายกำแพงคอนเทนต์ไทยให้ไปไกลกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177580" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/00-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เล่นกับความคาดหวังคนดู&nbsp;</strong></h2>



<p>สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ <em>‘อย่ากลับบ้าน’ </em>คือจังหวะการเดินเรื่องที่เหนือความคาดหมายในทุกตอน ใครจะไปคิดว่านี่คือความเก่งกาจในการกำกับซีรีส์เรื่องแรกของต้น ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการนึกเขียนอะไรสนุกๆ ในจินตนาการ จากหน้ากระดาษ 1 แผ่นสู่บท 100 กว่าหน้า!&nbsp;</p>



<p>“ช่วงโควิดไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยเขียนบทขึ้นมา 1 หน้ากระดาษ เป็นฉากที่ว่าด้วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเจอผี เตียงก็ลอยขึ้น เด็กตกจากเตียงหนีผีเข้าไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้าแล้วก็โดนดูดหายไป จุดประสงค์ตอนนั้นผมแค่อยากเขียนบทเพื่อให้พนักงานในบริษัทมีการบ้านคิดกันสนุกๆ แต่หลังจากนั้นก็รู้สึกอยากจะเอามาพัฒนาเป็นโปรเจกต์หนังจริงๆ จังๆ</p>



<p>“ผมใช้เวลาเขียนบททั้งหมด 2 ปีจากหน้ากระดาษ 1 แผ่นกลายเป็นบท 100 กว่าหน้า หลังจากนั้นก็ไปเสนอค่ายหนังในไทยแต่ก็เงียบไป ซึ่งก็เข้าใจได้ว่ามันอาจจะยากในแง่ของความเป็นหนัง แต่เราก็สามารถใช้ประโยชน์ตรงนี้มาเป็นรอยต่อแต่ละ episode ในรูปแบบของซีรีส์ได้ หลังจากนั้นก็ลองมาเสนอกับทาง Netflix ซึ่งเขาก็สนใจ</p>



<p>“คอนเซปต์ของเรื่องนี้คือการเปลี่ยน genre ไปเรื่อยๆ เราจะไม่ยึดติดอยู่กับ genre เดียว เปิดมาตอนแรกอาจจะเป็นหนังผี ดูไปเรื่อยๆ อาจจะเปลี่ยนเป็นหนังสืบสวน ลึกลับ ดราม่า หรือไซไฟ เพราะเราอยากจะพาคนดูไปสู่ทิศทางที่คาดไม่ถึง นี่คือความสนุกในแง่ของการเขียนบท และก็เป็นความท้าทายในแง่ของการเล่นกับความคาดหวังคนดูด้วย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177579" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/01.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตีแผ่ความเจ็บปวดของผู้หญิงและความเป็นแม่</strong></h2>



<p>อีกหนึ่งความน่าสนใจของเรื่องนี้คือแกนหลักจะถูกเล่าผ่านตัวละครผู้หญิงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร ‘วารี’ (รับบทโดย<strong>นุ่น วรนุช</strong>) แม่ที่พาลูกหนีเพราะถูกสามีทำร้ายร่างกาย ‘สารวัตรฟ้า’ (รับบทโดย<strong>แพร พิชชาภา</strong>) ผู้หญิงอุ้มท้องที่ต้องแข็งแกร่งเพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง และ ‘พนิดา’ (รับบทโดย<strong>ซินดี้ สิรินยา</strong>) ผู้หญิงที่ต้องทำงานหนักเพื่อเป็นเสาหลักของครอบครัวจนป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบเพลง ‘<em>ความทรงจำ</em>’ ในตอนสุดท้ายเป็นการถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้หญิงที่ติดอยู่ในวังวนได้อย่างลงตัว</p>



<p>“นอกจากผมที่เป็นคนเขียนบท ผมก็จะมี<strong>พี่อัม</strong> (<strong>อัม-อมราพร แผ่นดินทอง</strong>) มาร่วมพัฒนาบทเพื่อเติมมุมมองบางอย่างในสายตาผู้หญิง รวมไปถึง background ตัวละครและรายละเอียดต่างๆ ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องด้วย</p>



<p>“ตอนเขียนบทใน sequence สุดท้ายที่เล่าว่าเด็กคนหนึ่งได้โตขึ้นมาเป็นตัวละครวารีในปัจจุบัน ผมอยากเล่าด้วยเพลง ‘<em>ความทรงจำ</em>’ เพราะมีท่อนที่ร้องว่า ‘<em>อยู่ในช่วงเวลา จะนานจะช้ายังยืนที่เก่า</em>’<em> </em>ซึ่งมันคือคอนเซปต์ของเรื่องนี้ที่กำลังพูดถึงผู้หญิงที่ติดอยู่ในวังวน เราอยากเอามาทำใหม่ให้กลายเป็นเพลงเศร้า มีกลิ่นอายความหลอนนิดๆ และที่สำคัญต้องเป็นผู้หญิงร้อง ซึ่งตอนนั้นเราก็นึกถึงเสียงของ<strong>น้องวี</strong> (<strong>วี-วิโอเลต วอเทียร์</strong>) ก็เลยชวนมาร้องเพลงประกอบซีรีส์เรื่องนี้”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177582" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/02.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สัญญะแห่งปิตาธิปไตย</strong></h2>



<p>นอกจากความตั้งใจของต้นที่อยากสะท้อนปัญหาสังคมของการที่ผู้หญิงถูกกดทับด้วย Toxic Masculinity แล้ว ยังสอดแทรกเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไว้อย่างแยบยลอีกด้วย</p>



<p>“สารภาพว่าบทในตอนแรกไม่ค่อยมีตัวละครผู้ชายดีๆ เลย พี่อัมก็กลัวว่ามันจะกลายเป็นหนังโคตรเฟมินิสต์หรือเปล่า ผมก็เลยเพิ่มตัวละครผู้ชายดีๆ เข้ามาทีหลังเพื่อทำให้เรื่องราวมีความสมดุลและกลมกล่อมมากขึ้น</p>



<p>“คนมักจะถามผมอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นผู้ชายทำไมถึงเลือกที่จะเล่าประเด็นของผู้หญิง ผมรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนดำก็สามารถพูดเรื่องการเหยียดผิวได้ เราไม่ต้องเป็น LGBTQ+ ก็สามารถพูดถึงเรื่องสมรสเท่าเทียมได้ เช่นเดียวกันในประเด็นของเฟมินิสต์ ไม่จำเป็นว่าเราต้องเป็นเพศอะไร มันเป็นเรื่องของสังคมและคุณค่าของคน ยิ่งถ้าเราสามารถทำให้คนดูเข้าใจ message ที่ใส่เข้าไปในเนื้อเรื่องได้ นั่นคือความท้าทายและความน่าสนุกของคนทำ”</p>



<p>“ส่วนเหตุผลที่เลือกช่วงปี 2535 เพราะสคริปต์เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นปีนั้น เราจะเห็นว่าเด็ก 5 ขวบถูกดึงย้อนกลับไปเมื่อ 32 ปีที่แล้ว และโตมาจนมีลูก 5 ขวบในยุคปัจจุบัน นั่นก็คือปี 2567 เพราะฉะนั้นเราก็จะเลือกช่วงปีที่มันมีเหตุการณ์สำคัญ ส่วนเรื่องจะมีสัญญะทางการเมืองหรือเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองยังไงบ้าง ก็เป็นสิ่งที่คนดูต้องตีความกันเองต่อไป”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177583" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/03.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทุกโลเคชันไม่มีอยู่จริง</strong></h2>



<p>หากใครดูจบแล้วสงสัยว่า ‘บ้านจารึกอนันต์’ แห่งนี้ตั้งอยู่ตรงไหนของพังงา หรืออยากจะตามหาโลเคชันเพื่อตามรอยหนัง ขอบอกว่าไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลา เพราะทุกโลเคชันถูกเซ็ตขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ตัวบ้าน ย่านเมืองเก่า สวนยางพารา หรือแม้กระทั่งโรงงานไฟฟ้าก็ไม่ได้ถ่ายทำที่พังงาสักฉากเดียว!</p>



<p>“บ้านหลังนี้ไม่มีจริง และเราก็ไม่ได้ไปถ่ายที่พังงาเลย บ้านถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ฉากภายในบ้านถูกเซ็ตขึ้นมาใหม่ที่โกดังแถวหนองจอก ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1 ชั้น 2 ห้องใต้ดิน บันได หรือทางเดิน ส่วนอาคารภายนอกบ้านก็สร้างเปลือกอาคารขึ้นมาที่กลางผา จังหวัดนครนายก ส่วนฉากเมืองเก่าตะกั่วป่าก็ไปถ่ายที่จันทบุรี เพราะเป็นจังหวัดที่มีโลเคชันและตัวอาคารหน้าตาใกล้เคียงกับที่พังงามากที่สุด&nbsp;</p>



<p>“เหตุผลที่เราเลือกโลเคชันเป็นพังงา เพราะเป็นระยะทางที่เหมาะสมในแง่ของตัวละครที่ขับรถหนีออกไปจากกรุงเทพฯ ผมอยากให้บรรยากาศของบ้านหลังนี้อยู่ท่ามกลางป่าที่มีความชื้น ฝนตกทุกวัน มีความแฉะ เพื่อเสริมความลึกลับให้กับบรรยากาศของเรื่อง แต่ในแง่โปรดักชันก็ต้องยอมรับว่าการที่เราจะไปสร้างบ้านไกลถึงพังงามันต้องใช้เงินเยอะมาก เราก็เลยสร้างที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ แต่เซ็ตภาพบรรยากาศให้มีความรู้สึกเหมือนอยู่ที่พังงาจริงๆ</p>



<p>“ในเรื่องนี้มีหลายอย่างมากที่คนดูอาจจะไม่รู้ว่ามันคือ CG อย่างเช่น ฉากภายนอกบ้านทั้งหลัง เราสร้างเปลือกอาคารที่ทะลุหน้าต่างเข้าไป ใยแมงมุมที่อยู่ตรงเครื่องปั่นไฟ แต่ฉากใหญ่ๆ ก็จะอยู่ใน episode 4 ที่เป็นโรงไฟฟ้า ทุกอย่างในนั้นถูกสร้างด้วย CG ซึ่งเป็นสิ่งที่เราประณีตกับมันพอสมควร เราทำเสร็จเป็น episode สุดท้ายเลย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177584" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/04.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สเกตช์แปลนบ้านพร้อมบท</strong></h2>



<p>ด้วยความที่ต้นเรียนจบทางด้านสถาปนิกมาก่อน ทำให้ระหว่างที่เขียนบทเขาก็สเกตช์แปลนบ้านไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ดีเทลภายในบ้านที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว สีของตัวอาคาร และสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โปรตุกีส (หรือ ชิโน-ยูโรเปียน) เป็นการผสมผสานการออกแบบกันระหว่างจีนและโปรตุเกส เพื่อทำให้ background ของตัวละครมีความสมจริงมากที่สุด</p>



<p>“ความพิเศษคือตัวละครพนิดาเป็นผู้ที่คิดค้นเครื่องมือนี้ได้ ดังนั้น background ของครอบครัวนี้ก็มีส่วนสำคัญว่าทำไมพนิดาถึงเป็นลูกครึ่ง ทำไมพนิดาถึงเป็นวิศวกรที่เก่ง หรือทำไมบ้านของพนิดาถึงเป็นแบบนี้ ทั้งหมดมันมีเพื่อสนับสนุนคาแรกเตอร์พนิดา</p>



<p>“พังงาเป็นจังหวัดที่มีคาแรกเตอร์ทางด้านสถาปัตยกรรมที่พิเศษ ดังนั้นบ้านจึงต้องมีคาแรกเตอร์ที่เฉพาะเจาะจง ผมอยากดีไซน์บ้านให้มีความเป็นชิโน-โปรตุกีส มีบรรยากาศความเป็นไม้สีเข้มๆ ปูนฉาบด้วยสีครีม ผมก็ปรึกษากับ Production Designer (<strong>แก่-ศราวุธ แก้วน้ำเย็น</strong>) หลังจากนั้นเขาก็จะไปลงดีเทลภายในบ้านว่าควรจะเป็นแบบไหน ทั้งสี รูปแบบ รวมไปถึงลักษณะของช่องหน้าต่างและบันได เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับเนื้อเรื่อง</p>



<p>“แต่ในฐานะสถาปนิก ถ้าเราออกแบบบันไดแบบนี้ก็น่าจะโดนอาจารย์ด่า (หัวเราะ) เพราะเราก็ไม่ได้เอามาใช้ถูกหลักมากนัก แต่เพื่อความสวยงามทางภาพและเป็นสัญลักษณ์ความลึกลับบางอย่าง ถึงแม้ว่ามันจะขัดกับหลักออกแบบสถาปัตยกรรมที่ดีก็ตาม“</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177585" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/05.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Symbolic วงกลมและทรงกรวย</strong></h2>



<p>ด้วยความที่ต้นมีความสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์และทฤษฎีทางฟิสิกส์เป็นชีวิตจิตใจ หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าในเรื่องนี้ได้ซ่อน Symbolic และ Easter egg ทฤษฎีวนลูปและทับซ้อนของเวลาบางอย่างเพื่อให้เราไขปริศนาอย่างอ้อมๆ ไม่ว่าจะเป็น กระจกสะท้อนในลิฟต์ เครื่องย้อนเวลารูปทรงกรวย คราบฝุ่นควันวงกลม บันไดในบ้าน ไม้บรรทัดวาดลวดลาย (Spirograph) หรือแม้กระทั่งตัวเลขบนนาฬิกา 3.14 ซึ่งเป็นค่าประมาณของพาย (Pi) ใช้เป็นองค์ประกอบในการหาพื้นที่และเส้นรอบวงกลม แฝงนัยถึงความเป็นอนันต์และไม่มีจุดสิ้นสุดนั่นเอง</p>



<p>“การเขียนบท 100 กว่าหน้า แน่นอนว่ามันก็อาจจะมาจากหนังที่เราดูหรือหนังสือที่เราอ่าน ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบดูหนังต่างประเทศ ชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการออกแบบซีนหรืออิลีเมนต์ต่างๆ ในเรื่องก็จะมีภาพที่เราเอามาอ้างอิงไว้ในบทด้วย</p>



<p>“ยกตัวอย่างเช่น เครื่องย้อนเวลาในห้องใต้ดินหรือคราบฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในตู้เสื้อผ้าที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมสลับรูปทรงกรวยก็มาจากหนังสือของ <strong>สตีเฟน ฮอว์กิง </strong>ที่เราชอบอ่าน การเดินทางข้ามเวลาในแง่สเกลของจักรวาลที่พูดถึงการไปทำให้มิติของเวลาบิดงอทำให้เกิดเป็นรูปทรงกรวย ก็มาจากหนังที่หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นในเรื่อง <em>Interstellar</em> หรือแม้กระทั่งทฤษฎีเชิงควอนตัม ผมหยิบเอาบางอย่างในทางฟิสิกส์มาดีไซน์ด้วย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177586" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/06.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>พาคอนเทนต์ไทยออกจาก Comfort Zone</strong></h2>



<p>ถึงแม้ว่าหลายๆ คนอาจจะคุ้นตาโครงเรื่องแนวนี้จากต่างประเทศกันมาบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือซีรีส์ไทยเรื่องแรกที่กล้านำมาตีความใหม่ในบริบทบ้านเรา ซึ่งเป็นความตั้งใจของต้นที่อยากผลักดันให้คอนเทนต์ไทยไปไกลยิ่งกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยการนำเสนอบทที่ฉีกกรอบจากมิติเดิมๆ นั่นคือสิ่งที่ยิ่งเน้นย้ำว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก และทุนสร้างเป็นสิ่งสำคัญมากในการผลักดันอุตสาหกรรมแวดวงนี้</p>



<p>“จริงๆ ประเด็นเรื่องทำไมผีส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้หญิงก็เป็นประเด็นที่น่าถกเถียงพูดคุยกัน เพราะไม่ว่าชนชาติไหนหนังผีส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผีผู้หญิง แต่ถ้ามองในแง่ว่าผีเป็นตัวละคร ผมรู้สึกว่าการที่ตัวละครหนึ่งจะส่งความรู้สึกหวาดกลัวให้กับคนดูได้ บางทีมันก็เป็นเรื่องของพลังหรือความเข้มข้นบางอย่างที่ผู้ชายไม่มี แต่ผมไม่ได้บอกว่าหนังผีน่ากลัวทุกเรื่องต้องเป็นผีผู้หญิงเสมอไป ถ้าเราสามารถทำให้ผีผู้ชายมีความน่ากลัวกว่าผีผู้หญิงได้ มันก็น่าจะเป็นอีก genre หนึ่งที่น่าสนใจ</p>



<p>“ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดในเรื่องนี้คือพาคนดูเปลี่ยน genre ไปเรื่อยๆ ผมไม่อยากให้คอนเทนต์ไทยติดอยู่ที่หนังไม่กี่แบบ อยากให้คอนเทนต์ไทยไปไกลยิ่งกว่าสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งบางทีผมก็คิดว่าอาจจะเป็นกำแพงของการพูดภาษาเดียวกันอยู่ก็ได้ เราอาจจะไม่เชื่อว่าคนที่พูดภาษาเดียวกับเราสามารถทำอะไรแบบนี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทำหนังหรือคนทำคอนเทนต์ต้องต่อสู้กับมันเยอะมาก เพื่อจะทลายกำแพงเหล่านี้ของคนดูที่มีต่อคอนเทนต์ไทย</p>



<p>“แน่นอนว่าทุนสร้างก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในคุณภาพของซีรีส์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าทุนไม่ถึงก็อาจจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ผู้กำกับต้องการ แต่ถ้าเรามีสคริปต์ที่ดี ทีมที่เก่ง มีทุนและเวลาที่เหมาะสม ผมมั่นใจว่าคนไทยเราสามารถพัฒนาคุณภาพของโปรดักชันให้ดีขึ้นได้ และถ้าคอนเทนต์ไทยสามารถประสบความสำเร็จได้นอกเหนือจากประเทศไทยไปอีก ก็จะช่วยทำให้อุตสาหกรรมนี้มีเงินทุนและเวลามากขึ้นได้ สุดท้ายแล้วผมก็หวังว่าเราจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในอนาคต”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177587" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/11/07.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-till-done-donot-come-home/">&#8216;อย่ากลับบ้าน&#8217; เบื้องหลังบทและองค์ประกอบศิลป์ ผ่านวังวนความเจ็บปวดของผู้หญิง การเมือง และปิตาธิปไตยที่ทับซ้อนไม่สิ้นสุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลัง Love Stuck หนังรักวนลูปกับการมองหาความสุขเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในทุกวัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/behind-the-scenes-love-stuck/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Oct 2024 11:43:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[AmazonOriginal]]></category>
		<category><![CDATA[TheMapofTinyPerfectThings]]></category>
		<category><![CDATA[LoveStuck]]></category>
		<category><![CDATA[รักวนลูป]]></category>
		<category><![CDATA[primevideo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177471</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงหนังวนลูป หนึ่งเรื่องที่น่าจะแวบเข้ามาในความคิดของใครหลายคน คงมีภาพยนตร์เรื่อง The Map of Tiny Perfect Things ซึ่งเป็นผลงาน Amazon Original ที่โด่งดังในปี 2021 อยู่ในนั้นด้วย ครั้งนี้ ‘ดิว-จงดล สุกุลวรภัทร’ ผู้กำกับหนุ่มจากวงการมิวสิกวิดีโอและโฆษณา ควบตำแหน่งผู้กำกับหนังเรื่องแรกของเขา ร่วมกับ ‘รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์’ มาช่วยกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยอีกคน โดยนำเอา ‘The Map of Tiny Perfect Things’ มารีเมกใหม่ในชื่อว่า ‘Love Stuck รักวนลูป’ โปรเจกต์ร่วมระหว่าง ระหว่าง Amazon MGM Studios กับ Benetone Films “ถึงแม้จะไม่ได้ติดอยู่ในลูปเวลา แต่อาจจะติดกับลูปการใช้ชีวิต แล้วลืมสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว ได้ย้อนคิดถึงคุณค่าบางอย่าง ที่จะช่วยให้ชีวิตที่ดูเหมือนแสนธรรมดามีความพิเศษขึ้นมาได้” Love Stuck รักวนลูป ได้ออกแบบรายละเอียดของ Tiny Perfect [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/behind-the-scenes-love-stuck/">เบื้องหลัง Love Stuck หนังรักวนลูปกับการมองหาความสุขเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในทุกวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าพูดถึงหนังวนลูป หนึ่งเรื่องที่น่าจะแวบเข้ามาในความคิดของใครหลายคน คงมีภาพยนตร์เรื่อง The Map of Tiny Perfect Things ซึ่งเป็นผลงาน Amazon Original ที่โด่งดังในปี 2021 อยู่ในนั้นด้วย</p>



<p>ครั้งนี้ ‘<strong>ดิว-จงดล สุกุลวรภัทร</strong>’ ผู้กำกับหนุ่มจากวงการมิวสิกวิดีโอและโฆษณา ควบตำแหน่งผู้กำกับหนังเรื่องแรกของเขา ร่วมกับ ‘<strong>รัตน์-นพรัตน์ รามวงค์</strong>’ มาช่วยกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยอีกคน โดยนำเอา ‘The Map of Tiny Perfect Things’ มารีเมกใหม่ในชื่อว่า ‘Love Stuck รักวนลูป’ โปรเจกต์ร่วมระหว่าง ระหว่าง Amazon MGM Studios กับ Benetone Films</p>



<p><em>“ถึงแม้จะไม่ได้ติดอยู่ในลูปเวลา แต่อาจจะติดกับลูปการใช้ชีวิต แล้วลืมสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว ได้ย้อนคิดถึงคุณค่าบางอย่าง ที่จะช่วยให้ชีวิตที่ดูเหมือนแสนธรรมดามีความพิเศษขึ้นมาได้”</em></p>



<p>Love Stuck รักวนลูป ได้ออกแบบรายละเอียดของ Tiny Perfect Moment ให้รายล้อมอยู่ในสถานที่และสถานการณ์ต่างๆ พร้อมชวนให้คนดูได้ลองมองหาความสุขเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ วันที่เราอาศัยอยู่ เบื้องหลังการทำงานครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านพร้อมกันได้เลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177476" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้และการร่วมงานกันระหว่าง Amazon MGM Studios กับ Benetone Films </strong></h2>



<p>ดิว: เราเคยทำงานร่วมกับทาง Benetone Films มาก่อน ทางเขาก็เห็นว่าเรามี Potential สามารถทำหนังยาวได้ เขาก็เลยให้เรานำเสนอเรื่องที่เป็น Original ว่าอยากเอาเรื่องไหนมาทำเป็นเวอร์ชันไทย โดยที่เราจะต้องทำ Vision ทั้งหมดว่าเราจะปรับหนังเรื่องนี้ในบริบทไหนบ้างแล้วไปพรีเซนต์กับทางอเมริกาว่าเขาชอบไหม ปรากฏว่าเขาก็ชอบ อยากร่วมงานด้วยก็เลยมาทำเรื่องนี้ด้วยกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาบทในเวอร์ชันต้นฉบับมาสู่เวอร์ชันไทยอย่างไรบ้าง</strong></h2>



<p>ดิว: สิ่งที่เรื่องนี้ต่างออกไปจาก Original คือการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างกระชับและสนุก เวอร์ชัน Original จะเป็นแค่เมืองเล็กๆ ที่อยู่ในอเมริกา แต่เวอร์ชันนี้ปรับมาเป็นเมืองใหญ่ในกรุงเทพฯ วิถีชีวิตก็จะอยู่ระแวกบ้านและที่ทำงาน ซึ่งก็จะมีโอกาสได้พบเจอเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละวัน&nbsp;</p>



<p>ช่วงอายุก็ต่างกัน Original เป็นช่วง High School ที่มีปัญหาเรื่องครอบครัวและอนาคตของตัวเอง แต่เวอร์ชันนี้จะพูดถึงคน Generation ใหม่ที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง อาจจะเป็น First Jobber หรือกำลัง stuck กับชีวิตว่าจะไปยังไงต่อ เรารู้สึกว่าคนในช่วงวัย 24 &#8211; 25 ปี เป็นช่วงที่กำลังชาเลนจ์และค้นหาตัวเองอยู่พอสมควร หรือแม้กระทั่ง Background ครอบครัวก็จะไม่เหมือนกัน อย่างฝั่งของอเมริกาก็จะมีความห่างมากกว่าฝั่งเอเชียที่ค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกัน</p>



<p>การเซ็ตอัพวัน Original ก็จะเป็นวันปกติธรรมดาวันหนึ่ง แต่เราเลือกเป็นวันที่ 31 ธันวาคม เพราะภาพชัดเลยว่าวันต่อไปคือวันปีใหม่ เมื่อจะถึงวันปีใหม่เราจะรู้สึกดีเสมอ เราจะทิ้งเรื่องร้ายๆ ในปีนี้ไปแล้วก็ตั้งต้นใหม่ ทุกคนก็จะมีความหวัง มีการอธิษฐานหรือคิดสิ่งที่เราอยากจะทำในปีหน้า แต่ถ้าเราต้องติดอยู่ในวันนี้ ไม่มีปีใหม่สักที ไม่เดินหน้าไปสักที แล้วจะเป็นยังไง ก็รู้สึกว่าคอนเซปต์นี้น่าสนใจที่จะเอามาใช้ในการเล่าเรื่อง&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177477" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงหยิบเรื่องนี้มารีเมกใหม่</strong></h2>



<p>ดิว: เรารู้สึกว่าคอนเซปต์การติดลูปมันน่าสนใจ ส่วนตัวเป็นคนชอบหนัง Time Loop อยู่แล้ว เป็นหนึ่งในหนังที่เราอยากทำ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนัง Time Loop ทั่วไป แต่จะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของตัวละคร ทั้งในมุมพระเอกและนางเอก หรือในมุมของครอบครัวก็จะมีมิติขึ้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177479" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คิดว่าความยากของหนัง Time Loop คืออะไร</strong></h2>



<p>ดิว: หนัง Time Loop ของเมืองนอกเขาทำกันเยอะแล้วในหลากหลายวิธี แต่จะต่างกันในแง่ของรายละเอียด ของจังหวะเวลา อะไรคือสิ่งที่เหมือนเดิม อะไรคือสิ่งที่ต่างออกไป เป็นเรื่องของไอเดียในการนำเสนอว่าจะทำยังไงให้มันไม่ซ้ำกับเรื่องอื่นๆ ที่เคยทำมา</p>



<p>รัตน์: เรื่องนี้เป็นหนังวนลูปก็จริงนะ แต่ทุกวันที่เกิดขึ้นใหม่มันไม่เคยซ้ำกันเลย เพราะฉะนั้นการเล่าเรื่องก็จะต่างกันในทุกๆ วัน สิ่งที่เหมือนเดิมคือบรรยากาศ เพราะฉะนั้นมันจะไม่ใช่ความลูปแบบน่าเบื่อ แต่เรื่องจะพัฒนาต่อไปข้างหน้าเสมอ ทำให้รู้สึกน่าติดตาม</p>



<p>ดิว: คอนเซปต์คือทุกเที่ยงคืนของวันที่ 31 จะวนกลับมาเวลา 8 โมงเช้าเสมอ แต่หลังจากนั้นก็จะไม่เหมือนเดิมเลย ด้วยความที่เรื่องนี้ใช้โลเคชัน 20 กว่าที่ เพราะเราอยากให้คนดูได้เห็นเห็นไลฟ์สไตล์ชีวิตในกรุงเทพที่หลากหลาย ก็เลยเป็นการ combination กันระหว่างความเก่าและความใหม่ เราอยากดึงเสน่ห์ของกรุงเทพ ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นย่านเมืองเก่าที่ผสมกับความชิค ทำให้มีกลิ่นอายโมเดิร์นในปัจจุบันหรือสีสันที่ค่อนข้างฉูดฉาด อยากให้คนดูแล้วรู้สึกอยากมาเที่ยวกรุงเทพมากขึ้น</p>



<p>รัตน์: เหมือนการที่เราเล่นเกมแล้วจะมีมีจุด check point ไปข้างหน้า แต่ระหว่างทางจะไม่เหมือนกันเลย เวอร์ชันนี้จะมีความฉูดฉาด การเล่าเรื่องที่สนุกและกระชับมากขึ้น&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความท้าทายของโปรเจกต์นี้มีพาร์ทไหนที่เป็นอุปสรรคและท้าทายมากที่สุด</strong></h2>



<p>ดิว : พาร์ทที่ท้าทายที่สุดคือตอนถ่ายกลางฝน มีหลายคิวที่ฝนตกหนักแล้วเราก็ต้องแข่งกับเวลา ซีนใหญ่ เอ็กตร้าเยอะ เราต้องปิดตรงที่เป็นแลนมาร์กช่องนนทรี เพื่อเซ็ตอัพวันปีใหม่ เราก็ถือว่าทุ่มทุนมาก เพราะต้องปิดเป็นอาทิตย์เพื่อเซ็ตอัพให้งานปีใหม่มันดูแกรนด์ ถ่ายซีนกลางคืนทั้งเรื่อง มีเอ็กตร้า 300-400 คนมาร่วมงาน และมีซีนเซอร์ไพรส์อยู่ในนั้น ซึ่งเราก็ต้องขึ้นผ้าดำคลุมทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีใครมาแอบถ่าย ต้องป้องกันหนาแน่นมาก ถ่ายซีนกลางคืนยันสว่าง บางวันถ่ายไม่จบก็ต้องมาถ่ายต่อ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177481" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>หนังมีความธรรมชาติมาก คุณหานักแสดงยังไง</strong></h2>



<p>ดิว : การหานักแสดงค่อนข้างยาก เพราะตัวพระเอกมีซีนที่จะต้องถวายตัวอยู่เหมือนกันและเสี่ยงในการแสดงพอสมควร ตอนแรกก็กลุ้มใจอยู่เหมือนกันว่าจะหาใครมาเล่นได้ คงยากที่จะมีใครกล้าเล่น จนกระทั่งเราได้ไปดู Yotube ส่วนตัวของเจมส์ (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) ถ่ายเรื่องชีวิตรัก ครอบครัว เราก็รู้สึกว่าใกล้เคียงกับตัวละครทอยมาก บวกกับเจมส์ไม่เคยเล่น RomCom (romantic comedy) มาก่อนด้วย ก็ดูเป็นอะไรที่ชาเลนจ์ตัวเขาเหมือนกัน ในขณะเดียวกันตัวละครวี ตอนที่เขียนบทคือมีหน้าจูเน่อยู่ตลอดเลย เรารู้สึกว่าคู่นี้เข้ากันดีมาก ทั้งคู่เป็นนักแสดงที่เก่ง ทุ่มเท และทำการบ้านหนักมาก พวกเขาจะมีอะไรแอบมาเซอร์ไพรส์เราเสมอ ทำให้หนังพัฒนาไปมากกว่าบทที่เราคาดหวังไว้ เป็นเคมีใหม่ๆ ที่มันพอดี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177482" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณใช้เวลาพัฒนาบทนานไหม</strong></h2>



<p>ดิว : จริงๆ เรื่องนี้เราปรับบทแทบจะตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับเรื่องและนักแสดง เราเปิดโอกาสให้นักแสดงมีส่วนร่วมกับทีมทุกตัวละคร เรามีคอนเซ็ปของซีนและไดอาล็อกเป็นโครงไว้แล้วให้นักแสดงลองเล่นโดยไม่จำเป็นต้องพูดตามบทเป๊ะๆ เพราะเราอยากให้ออกมาจากความรู้สึกของตัวละครจริงๆ ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177483" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/07-WEB.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ในฐานะผู้กำกับหนังหน้าใหม่ คุณภูมิใจกับมันมากน้อยแค่ไหน&nbsp;</strong></h2>



<p>ดิว : สำหรับเรื่องแรกเป็นบทเรียนที่สำคัญมาก เราเคยทำมิวสิควิดีโอ เคยทำโฆษณามาเยอะแล้ว แต่ว่าศาสตร์ของภาพยนตร์มันเป็นอีกโลกนึงเลย เป็นสิ่งที่ยากมากๆ ที่จะทำออกมาให้มันสมบูรณ์แบบ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ แต่พอมันเสร็จแล้ว ผมค่อนข้างภูมิใจกับผลงานนี้มากๆ เราตั้งใจและทุ่มเทในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเรื่องบท ภาพ การแสดง หรือแม้กระทั่งเพลงประกอบ ทุกอย่างคือรวมคนเก่งมาช่วยกัน เพื่อทำให้ภาพยนตร์ Amazon Original เรื่องแรกของไทย เป็นหมุดหมายที่คนดูจะรู้สึกว่าหนังไทยที่มีคุณภาพมากๆ</p>



<p>รัตน์ : สำหรับคนที่เคยดูมาแล้ว ถ้าได้ดูเรื่องนี้จะลืมต้นฉบับ เพราะเราไม่ได้เล่าตามนั้นเลย หลายๆ ซีนมันมาไกลกว่าบทที่เราอ่าน จากการทำหนังเรื่องนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถคอนโทรลทุกอย่างได้ เพราะมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เยอะ แต่เราก็พยายามทำเต็มที่เพื่อทำให้คนดูไม่รู้สึกเสียเวลาที่ได้ดูมันแน่นอน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177484" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/08-WEB.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คุณคิดว่าการมองหาความสุขเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ วัน มีความสำคัญกับคนในสังคมทุกวันนี้อย่างไรบ้าง&nbsp;</strong></h2>



<p>ดิว : การที่เราได้สังเกตรายละเอียดรอบๆ ตัว เรื่องนี้อยากให้คนดูรู้สึกว่าการที่เราติดลูปทำให้เราเห็นดีเทลของวันนี้ที่เราติดอยู่ในหลายๆ มิติ หลายๆ มุมมอง เหตุการณ์นึงเราอาาจะไม่เคยสังเหตมัน แต่พอเราได้อยู่กับมัน ได้มองอีกมุมนึง เราก็จะเห็นวิธีที่มันต่างออกไป</p>



<p>โลกทุกวันนี้หมุนเร็วมาก แต่ถ้าเราได้ลองช้าลง แล้วมองรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวดูบ้าง ก็จะช่วยทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่า และมันก็ช่วยฮีลใจเราได้ ทำให้เรามีแรงใช้ชีวิตต่อ หรือมองเห็นคุณค่าของชีวิต แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีเทลเล็กๆ ก็ตาม</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เคยมีความรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ในลูปมั้ย แล้วเรื่องนั้นคืออะไร</strong></h2>



<p>ดิว : ติดอยู่ทุกวัน (หัวเราะ) สำหรับเราการขึ้นมาเป็นผู้กำกับไม่ใช่เรื่องง่าย การเป็นผู้กำกับให้ความรู้สึกเหมือนม้าที่ต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา ต้องคอยเฆี่ยนตัวเองเพื่อให้ไปข้างหน้า เพราะเมื่อไหร่ที่หยุดก็จะมีผลกระทบเลย เราต้องพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ใช้แรงกายแรงใจเยอะ อาชีพนี้ต้องแลกในหลายๆ อย่างเพื่อผลงานและสิ่งที่เราวาดฝันไว้ แต่อีกมุมนึงก็มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รัก แม้ว่ามันจะเป็นลูปแต่ก็เป็นลูปที่เราได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177478" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/09-WEB.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคุณคืออะไร</strong></h2>



<p>ดิว :&nbsp; การได้มีครอบครัว ได้มีลูกเป็นของตัวเอง สิ่งนี้ทำให้เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของเราไปเลย ช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น เราก็ไม่รู้หรอกว่าการเป็นพ่อคนจะมีรายละเอียดเล็กๆ ที่คนไม่เคยมีลูกก็จะไม่รู้ ซึ่งมันทำให้เราเป็นคนในเวอร์ชันที่ดีขึ้น และส่งผลต่อการทำหนังมาก เพราะเราเข้าใจมิติของความเป็นมนุษย์ได้ครบขึ้น ความรู้สึกของเราตอนที่เป็นพ่อคนแล้ว เหมือนได้อัพเกรดตัวเองเป็นอีกเวอร์ชันนึงเลย ทั้งทางความคิด ความอ่าน และความรู้สึก การที่ได้อยู่กับลูก เห็นเขาค่อยๆ เติบโต เรารู้สึกว่ามีคุณค่ามากเลย</p>



<p>รัตน์ : การมองสิ่งเล็กๆ ผมเป็นมาก่อนที่จะมาทำหนังเรื่องนี้ เมื่อก่อนผมก็เล่นโซเชียลปกติ แต่ช่วงห้าปีที่แล้วก็เริ่มหันหลังให้โซเชียล อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ผมรู้สึกว่าการรอคอยลูกเลิกเรียนแล้วกลับบ้าน มาเล่นเกมกันแม่งมีความสุขมาก ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ครบทุกด้านมากขึ้น ทุกวันนี้อยากมีเงิน เพื่อใช้เวลากับครอบครัว ไปเที่ยวกับครอบครัว ความรู้สึกอยากมีอยากได้ในวัตถุมันน้อยลงไปมาก</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/behind-the-scenes-love-stuck/">เบื้องหลัง Love Stuck หนังรักวนลูปกับการมองหาความสุขเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในทุกวัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด” คุยกับ HED วงดนตรีฟิวชันสำเนียงอีสานที่โคตรจ๊วด และควรค่าแก่การถูกค้นพบมากกว่านี้</title>
		<link>https://adaymagazine.com/talk-to-hed/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จุฬาลักษณ์ เดชะ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Oct 2024 10:48:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[HED]]></category>
		<category><![CDATA[HEDdaBEAT]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงอีสาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177448</guid>

					<description><![CDATA[<p>เทสต์ดี แต่หัวใจหมอลำ พี่ครับๆ ฟังเพลงอะไรอยู่ครับ? เพลงที่ฟังตอนอยู่กับแฟน VS ตอนอยู่คนเดียว สารพัดคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เพลงอีสานครอบครองพื้นที่ในหัวใจของผู้ฟังจำนวนมาก แต่ภาพจำในแง่ลบยังคงไม่เลือนรางไป ทำให้เพลงอีสานกลายเป็นเพลงสำหรับคนเทสต์ไม่ดี หรือคนบ้านนอก ทั้งที่ดนตรีประเภทนี้เป็นสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะฉบับของไทย แต่หลายคนกลับมองไม่เห็นคุณค่านี้ ไม่ว่าภาพจำเพลงอีสานของคุณจะเป็นแบบไหน แต่เราอยากให้คุณลืมภาพจำเหล่านั้นไปชั่วขณะ แล้วลองมาเปิดใจทำความรู้จักกับ ‘HED’ วงดนตรีฟิวชันที่ผสานความเป็นอีสานกับสไตล์ตะวันตกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ แจซ ฮิปฮอป โซล และจังหวะสนุกสนานมากมาย ผ่านการปรุงรสของ ต้น-ต้นตระกูล แก้วหย่อง (พิณและแคน) การ์ด-อมรศักดิ์ ปราบภัย (กลอง) และ มาร์ช-ฐิติวัฒน์ ตรีภพ (เบส) สามหนุ่มสุดกวนจากแดนอีสาน อยากสานต่อรากเหง้าของตน พร้อมทั้งเฮ็ดในสิ่งที่รัก เพื่อสร้างสรรค์ดนตรีแปลกแหวกแนว จึงรวมตัวสร้างวงดนตรีด้วยกันอย่างเรียบง่ายเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พวกเขาไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่อยากเล่นดนตรีสนุกๆ ด้วยกัน และส่งต่อ Magic Moment ให้ผู้ฟังได้สัมผัส เส้นทางการเติบโตของกลุ่มคนช่างฝันที่กล้าลงมือทำ จนกลายเป็นคติประจำวง “เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด” แม้ไม่มีค่ายหรือต้นสังกัดช่วยดูแล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/talk-to-hed/">“เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด” คุยกับ HED วงดนตรีฟิวชันสำเนียงอีสานที่โคตรจ๊วด และควรค่าแก่การถูกค้นพบมากกว่านี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>เทสต์ดี แต่หัวใจหมอลำ</em></p>



<p><em>พี่ครับๆ ฟังเพลงอะไรอยู่ครับ?</em></p>



<p><em></em><em>เพลงที่ฟังตอนอยู่กับแฟน VS ตอนอยู่คนเดียว</em></p>



<p>สารพัดคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เพลงอีสานครอบครองพื้นที่ในหัวใจของผู้ฟังจำนวนมาก แต่ภาพจำในแง่ลบยังคงไม่เลือนรางไป ทำให้เพลงอีสานกลายเป็นเพลงสำหรับคนเทสต์ไม่ดี หรือคนบ้านนอก ทั้งที่ดนตรีประเภทนี้เป็นสุ้มเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะฉบับของไทย แต่หลายคนกลับมองไม่เห็นคุณค่านี้</p>



<p>ไม่ว่าภาพจำเพลงอีสานของคุณจะเป็นแบบไหน แต่เราอยากให้คุณลืมภาพจำเหล่านั้นไปชั่วขณะ แล้วลองมาเปิดใจทำความรู้จักกับ <strong>‘HED’ </strong>วงดนตรีฟิวชันที่ผสานความเป็นอีสานกับสไตล์ตะวันตกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ แจซ ฮิปฮอป โซล และจังหวะสนุกสนานมากมาย ผ่านการปรุงรสของ <strong>ต้น-ต้นตระกูล แก้วหย่อง </strong>(พิณและแคน)<strong> การ์ด-อมรศักดิ์ ปราบภัย </strong>(กลอง) และ <strong>มาร์ช-ฐิติวัฒน์ ตรีภพ </strong>(เบส)</p>



<p>สามหนุ่มสุดกวนจากแดนอีสาน อยากสานต่อรากเหง้าของตน พร้อมทั้งเฮ็ดในสิ่งที่รัก เพื่อสร้างสรรค์ดนตรีแปลกแหวกแนว จึงรวมตัวสร้างวงดนตรีด้วยกันอย่างเรียบง่ายเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พวกเขาไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่อยากเล่นดนตรีสนุกๆ ด้วยกัน และส่งต่อ Magic Moment ให้ผู้ฟังได้สัมผัส</p>



<p>เส้นทางการเติบโตของกลุ่มคนช่างฝันที่กล้าลงมือทำ จนกลายเป็นคติประจำวง <strong><em>“เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด”</em></strong> แม้ไม่มีค่ายหรือต้นสังกัดช่วยดูแล แต่ ณ ตอนนี้ พวกเขาสามารถพาวงดนตรีขนาดเล็กแต่ใจไม่เล็ก ซึ่งเกิดขึ้นจากพื้นเพ ตัวตน และวัตถุดิบของสมาชิกแต่ละคน มาไกลจนได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Summer Sonic Bangkok 2024</p>



<p>ลองเปิดใจฟังเพลงของวง HED สักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่า ‘อีสานฟังก์’ ไม่ได้ฟังยากอย่างที่คิด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขอ 1 ประโยคภาษาอีสานที่บ่งบอกตัวตนวง HED</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> “จ๊วด” ถ้าเป็นภาษาอังกฤษน่าจะแปลเป็นคำว่า Awesome หรือที่หมายถึง สุดยอดมากๆ ถึงพริกถึงขิง จุดประสงค์ของ HED คือการเอาความเป็นรากเหง้า พื้นเพด้านดนตรีที่เราเสพมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันมาผสมผสานจนมีความแปลกแหวกแนว</p>



<p><strong>มาร์ช:</strong> ถ้าวันไหนเล่นดนตรีแล้วรู้สึกสุดยอดมากๆ ผมมักจะพูดว่า “คักแท้ว่ะ” เพราะสนุกมากจนเกินคำว่าสนุก</p>



<p><strong>การ์ด:</strong> มาร์ชขโมยประโยคของผมไป (หัวเราะ) ผมนึกถึงประโยค “คักขนาด” ในวันที่เล่นดนตรีด้วยกันแล้วทุกอย่างมันออกมาดี เรามีความสุข คนดูก็มีความสุข</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมจึงตั้งชื่อวงว่า HED หรือ ‘เฮ็ด’ ที่แปลว่าลงมือทำ?</strong></h2>



<p><em>“HED นี่แหละ สั้นๆ จำง่ายดี และคำนี้ก็บ่งบอกตัวตนทุกอย่างของวงเรา”</em></p>



<p><strong>การ์ด:</strong> ตอนแรกเราเสนอกันหลายชื่อมาก แต่รู้สึกไม่ใช่ ผู้จัดการวงเลยเสนอชื่อ ‘เฮ็ด’ ที่แปลว่าลงมือทำ เนื่องจากเราตั้งวงกันอย่างรวดเร็ว พบปะเจอกันพร้อมกัน 3 คนครั้งเดียว อีก 7 วันถัดมาก็ไปทำเพลงทำอัลบัมด้วยกันเลย ทุกอย่างง่ายลงตัว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อยากให้ลองคิดเล่นๆ ว่าตัวอักษร H, E, D ย่อมาจากอะไร?</strong></h2>



<p><strong>การ์ด:</strong> H = Hometown เพราะพวกเราทุกคนเป็นคนอีสาน ดนตรีอีสานจึงเป็นเสียงดนตรีที่เราเคยได้ยินตั้งแต่เด็ก HED โอบล้อมด้วยกลิ่นอายของดนตรีอีสานอยู่เสมอ</p>



<p>E = Enjoy เราเอนจอยในสิ่งที่เราทำ นับตั้งแต่การทำเพลง ไปจนถึงการแสดงสดบนเวที และคิดว่าผู้ฟังก็น่าจะเอนจอยกับผลงานเพลงของพวกเรา</p>



<p>D = Dreamer วง HED ขับเคลื่อนด้วยความฝันและแพสชัน เมื่อเป็นนักดนตรีก็อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง อยากอัดเสียง อยากแสดงบนเวที คิดว่าพวกเราทุกคนเป็น Dreamer ที่ลงมือทำตามความฝัน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทราบมาว่าแต่ละคนก็เป็นสมาชิกวงอื่นด้วย แล้ววง HED เกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> ก่อนหน้านี้ เราทั้ง 3 คนรู้จักกันอยู่แล้ว แต่เจอกันตามวาระโอกาส ครั้งหนึ่งผมไปทำงานที่ขอนแก่น และพี่การ์ดอยู่ที่นั่นพอดี จึงชวนกันมาเล่นดนตรีที่บาร์แจซ เล่นกลอง พิณ เครื่องดนตรีอีสาน กลายเป็นว่าทั้งผมและพี่การ์ดต่างไปบอกพี่มาร์ชว่าเล่นดนตรีด้วยกันมาแล้วประทับใจมาก พวกเราจึงนัดมากินข้าวด้วยกัน และในวันนั้นก็คุยกันว่า ลองมาแจม ลองมาเล่นดนตรีด้วยกันไหม จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นด้วยความง่าย ไม่ได้มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการรวมตัวสร้างวง แค่อยากลองเล่นดนตรีด้วยกัน ถ้าเวิร์กก็ไปต่อ ไม่เวิร์กก็กลับบ้าน แค่นั้นเลย</p>



<p><em>“ความฝันของเราทั้ง 3 คนคือ แค่อยากเล่นดนตรีด้วยกัน เพราะเราเป็นคนบ้านเดียวกัน มีธรรมชาติหรือเคมีที่ตรงกัน จึงลงมือทำวง HED ไปด้วยกัน”</em></p>



<p><strong>มาร์ช:</strong> วันแรกที่ไปอัดเพลงด้วยกัน ตอนนั้นยังไม่มีเดโม ไม่มีไอเดียอะไรเลย แต่เมื่อเล่นด้วยกัน 3 คนกลับรู้สึกลงตัว เวลาผมเล่นดนตรี ผมจะเสพความรู้สึกของคนในวงไปด้วย ไม่จำเป็นต้องมีเพลงเดโม แค่ต้นเล่นมา ผมจะเล่นตาม พี่การ์ดจะซัปพอร์ต แม้จะไม่มีเนื้อร้อง แต่ดนตรีของพวกเราให้ความรู้สึกเหมือนบทสนทนาที่เกิดขึ้นในร้านอาหารคืนนั้น</p>



<p><strong>การ์ด:</strong> สำหรับผม แค่อยากให้บรรยากาศและช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ณ บาร์แจซขอนแก่น กลับมาอีกครั้ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/3-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/3-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/3-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/3-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/3-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/3-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/3-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>วง HED นิยามตัวเองว่าเป็นวงดนตรีแบบไหน?</strong></h2>



<p><strong>การ์ด:</strong> คงนิยามว่า ‘Isan with Da Beat’ นั่นคือดนตรีอีสานผสมผสานกับแนวเพลงอะไรก็ได้ เช่น ฟังก์ ฮิปฮอป หรือโซล หรือควบคู่กับจังหวะสนุกๆ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขณะที่เพลงป๊อปกำลังมาแรง ทำไมจึงเลือกผสมผสานดนตรีอีสานเข้ากับดนตรีตะวันตก หรือทำเพลงแนว Isan Funk (อีสานฟังก์)?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> คำถามนี้ตอบง่ายมาก เพราะผมเล่นพิณ ไม่ได้เล่นกีตาร์ (หัวเราะ) เหตุผลที่ทำเพลงแนว Isan Funk (อีสานฟังก์) เพราะด้วยพื้นเพ เราฟังเพลงสไตล์นี้อยู่แล้ว แนวเพลงของวง HED เกิดขึ้นจากความเป็นเรา และวัตถุดิบในตัวสมาชิกแต่ละคน เราไม่ได้พยายามที่จะเป็นคนอื่น หรือเล่นดนตรีแบบที่คนอื่นชอบ แต่ทำเพลงจากวัตถุดิบในตัวเรา เช่น ผมเล่นเครื่องดนตรีอีสาน แต่ผมก็ชอบฟังเพลงหลากหลาย เช่น เพลงอีสาน หมอลํา แจซ และคลาสสิก หรือพี่มาร์ชชอบแนวเพลงแจซมากที่สุด พี่การ์ดชอบแจซและฮิปฮอปมากที่สุด แต่ก็ชอบแนวเพลงอื่นๆ ด้วยเช่นกัน จึงเกิดเคมีที่หาได้เฉพาะวง HED</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ไม่กลัวคนฟังรู้สึกว่า ดนตรีอีสานเข้าถึงยากเหรอ?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> ไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย และถ้าคิดแบบนั้น คงไม่มีวันได้เริ่มทำสิ่งที่ชอบ ผมคิดแค่ว่า แนวเพลงอีสานฟังก์คือสิ่งที่เราชอบ เราก็ลงมือทำเลย ซึ่งกลายเป็นว่ามีกลุ่มคนฟังที่ชอบเหมือนกับเรา ชื่นชอบแนวเพลงใหม่ๆ เหมือนเราเปิดร้านอาหารเล็กๆ ตามความชอบของตัวเอง แล้วลูกค้าก็บอกปากต่อปากว่า ร้านนี้ทำอาหารอร่อย มีเมนูแปลกใหม่ วง HED ไม่ได้ทำผัดกะเพราที่เป็นอาหารยอดนิยม แต่เราทำลาบหมู ถ้าใครชอบเมนูและรสชาติแบบนี้ ก็ต้องลองมาชิมเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177451" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/4-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>แล้วถ้าต้องเปรียบวง HED เป็นอาหารอีสาน จะเปรียบเป็นเมนูอะไร?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> ผมว่าก็เป็นอาหารพื้นๆ ไม่ใช่เมนูลึกล้ำ แต่เป็นอาหารพื้นๆ ที่มีความยูนีก แน่นอนว่ามีวงดนตรีอีกมากที่เล่นพิณกับแคน ทั้งในและนอกประเทศ แต่ดนตรีอีสานฉบับวง HED ก็มีสไตล์ที่แตกต่างจากวงอื่น ผมจึงเปรียบวง HED เป็น ‘ลาบ’ ที่มีส่วนผสมจากลาบชัยภูมิกับลาบร้อยเอ็ด (บ้านเกิดของต้นกับมาร์ช) ลาบมีทุกที่ แต่ในแต่ละถิ่นพื้นที่ก็มีรสชาติแตกต่างกัน รสมือใครรสมือมัน</p>



<p><strong>มาร์ช:</strong> เมนูหลักของวง HED คือ ‘ลาบ’ แต่วิธีกินของพวกเราแต่ละคนจะแตกต่างกัน ผมอยากกินลาบกับข้าวเจ้า ต้นอยากกินลาบที่มีรสชาติติดขม แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อนำมาผสมผสานกัน พวกเรารู้ว่าแต่ละเพลงต้องหยิบใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง หรือชูรสชาติแบบไหนเป็นหลัก เพราะพวกเราพูดคุยกันผ่านเสียงดนตรี</p>



<p><strong>การ์ด:</strong> ผมเห็นด้วย เพราะลาบเป็นเมนูที่เข้าถึงง่าย แต่ถ้าต้องรังสรรค์ 1 เมนูที่สะท้อนความเป็นวง HED ที่สุด ผมคิดว่า HED คือ ‘สปาเกตตีลาบ’ เพราะ HED ผสมผสานระหว่างดนตรีอีสานกับความเป็นสากล</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเผยแพร่วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของคนอีสาน คือ หนึ่งในจุดประสงค์ของวง HED ไหม?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> ตอบตรงๆ เลยว่า ‘ไม่’ แต่ผมเกิดมากับเสียงพิณเสียงแคน จะให้ผมไปเป่าปี่โนรามันก็ไม่ใช่ตัวผม การเผยแพร่วัฒนธรรมอีสานไม่ใช่จุดประสงค์หลักของวง แต่คือผลพลอยได้ หรือกำไรมากกว่า เมื่อสิ่งที่เราทำ ช่วยให้ส่งเสริม Soft Power หรือสะท้อนถึงวัตนธรรมความเป็นไทย</p>



<p><em>“ผมก็เล่นเครื่องดนตรีหลายชนิด แต่เครื่องดนตรีที่เราเล่นแล้วรู้สึกเข้ามือ หรือตรงกับจริตเรา มันคือพิณกับแคน เราไม่ได้พยายามเล่นดนตรีอีสาน แต่ดนตรีอีสานคือตัวตนของเรา”</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177457" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-4.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมเครื่องดนตรีอีสานจึงถูกจริตคุณมากที่สุด?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> ผมเติบโตมาในครอบครัวที่ชอบฟังเพลง ดนตรีผ่านหูเรามาหลายประเภท ทั้งเพลงสากล เพลงลูกทุ่ง เพลงหมอลำ เครื่องดนตรีชิ้นแรกคือ ‘กีตาร์’ ด้วยซ้ำ แต่เครื่องดนตรีที่ชื่นชอบที่สุดกลายเป็น ‘พิณกับแคน’ เพราะเราเข้าชมรมดนตรีช่วงมัธยม แต่เราเล่นพิณกับแคนไม่เป็นเลย ทำได้แค่มองเพื่อนคนอื่นเล่น</p>



<p><em>“ตอนที่เห็นเพื่อนเล่นนั่นแหละที่เป็นจุดเริ่มต้น ทำให้เรากระหายที่จะเล่น มั่นใจขึ้น เราจึงไปขวนขวายมากขึ้น ซึ่งทำให้เราเจอในสิ่งที่คนอื่นไม่เจอ เราทำด้วยความพยายาม จนวันหนึ่ง เราก็ตกหลุมรักพิณกับแคน เพราะเสียงดนตรีที่มีเสน่ห์”</em></p>



<p><em>“เราไม่ได้เล่นเพราะอยากเท่ ย้อนไปเมื่อ 10 &#8211; 15 ปีที่แล้ว การเล่นดนตรีพื้นบ้านมันไม่เท่หรอกครับ การพูดภาษาท้องถิ่นยังเป็นเรื่องน่าอาย แต่เราอยากเล่นเครื่องดนตรีอีสาน อยากพูดภาษาอีสาน เพราะมันสะท้อนตัวตนบางอย่างในตัวเรา มันคือธรรมชาติของเรา”</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177453" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/6-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า ‘ฟังเพลงอีสาน = เทสต์ไม่ดี’</strong></h2>



<p><em>“แคนคือตัวแทนของ Southeast Asia พิณคือสุ้มเสียงของ Southeast Asia ไทยร่ำรวยวัฒนธรรม และมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้หลายคนยังมองไม่เห็นคุณค่าของเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ทำให้ความงดงามของวัฒนธรรมหล่นหายไป”</em></p>



<p><strong>ต้น: </strong>ประเด็นนี้เกี่ยวเนื่องกับการเมือง ภาพจำตั้งแต่สมัยก่อนที่ คนเมืองคือทันสมัย คนต่างจังหวัดคือบ้านนอก ซึ่งสาเหตุของภาพจำนี้มาจากความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ใช่แค่คนต่างจังหวัดที่โดนดูถูก แต่คนชาติพันธุ์อื่นๆ ก็ถูกดูแคลนเช่นกัน แต่ผมคิดว่า วัฒนธรรมอีสานค่อนข้างแข็งแรง ปัจจุบัน คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เริ่มกินซอยจุ๊ เส้นที่แบ่งกั้นระหว่างความท้องถิ่นกับความเป็นเมืองเริ่มเลือนรางลง ถ้าใครยังยึดถือค่านิยมแบบเดิมก็จะกลายเป็นคนล้าหลังในสายตาคนอื่น</p>



<p><em>“ในวงการดนตรีไม่มีกำแพงด้านวัฒนธรรม ทุกคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคุณจะมาจากที่ไหน หรือเล่นดนตรีแนวไหน ดนตรีอีสานไม่มีกรอบกำหนดว่าต้องเล่นแบบเดิมตลอด ไม่จำเป็นต้องอยู่ในขนบ เพราะไม่ใช่ Traditional Music แต่เป็น Folk Music ที่นำดนตรีพื้นบ้านมาผสมผสานกับดนตรีร่วมสมัย จึงมีความอะลุ่มอล่วยที่ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์อะไรก็ได้ คิดนอกกรอบได้อย่างอิสระ”</em></p>



<p><strong>การ์ด: </strong>สำหรับผม งานดนตรีหรือศิลปะ มันมีแค่ 2 อย่างคือ ‘ชอบ’ หรือ ‘ไม่ชอบ’ เป็นเรื่องของรสนิยม ไม่มีเหตุผลอะไรนอกเหนือจากนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177454" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้องเป็น ‘กลอง เบส และ พิณกับแคน’ เท่านั้น?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> คำตอบเดิมเลยครับ ผมไม่ได้เล่นกีตาร์ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>การ์ด:</strong> เราไม่ได้มองว่าต้องเอาอะไรมาปรุง แต่เพราะเรามีเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบแบบนี้ตั้งแต่ต้น ซึ่งสิ่งที่เรามีสามารถผสมผสานหรือต่อยอดเป็นแนวเพลงอื่นๆ ได้อีกมากมาย เพลงของวง HED ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกับสมาชิกในวง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมช่วงแรกจึงตัดสินใจทำเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> เพราะเป็นนักดนตรี ไม่ใช่นักร้องครับ (หัวเราะ) ถ้ามีเนื้อร้อง ขั้นตอนและเงื่อนไขในการทำงานจะมากขึ้น&nbsp; แต่การทำดนตรีบรรเลงจะง่ายกว่า อยากเล่าเรื่องอะไรก็สามารถสื่อสารได้เลย ไม่ต้องมีบริบทมากมาย ว่าเพลงรักต้องเป็นแบบไหน เพลงอกหักต้องเป็นแบบไหน วิธีการเล่าเรื่องของดนตรีบรรเลงจะมีความอิสระกว่า ขึ้นอยู่กับผู้ฟังว่าจะตีความอย่างไร</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177458" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ดนตรีที่ไม่มีคำร้องจะสามารถสื่อสารความหมายจากศิลปินสู่ผู้ฟังได้ไหม?</strong></h2>



<p><strong>ต้น: </strong>พวกเรา 3 คนเป็นนักดนตรีที่เติบโตมากับเพลงบรรเลง จึงมองว่า การสื่อสารความหมายกับผู้ชมผู้ฟังไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น คนดูสามารถตีความอย่างไรก็ได้ตามที่ตัวเองรู้สึกต่อทำนองเพลง เช่น สนุก เศร้า คิดถึงบ้าน หรือสภาวะต่างๆ ถ้าชอบฟังดนตรีอยู่แล้ว ผมคิดว่าเพลงบรรเลงไม่ได้เข้าใจยาก</p>



<p><em>“เพลงป๊อปที่มีเนื้อร้องคือ ภาพ Portrait ที่มองแล้วเข้าใจได้ในทันที แต่เพลงบรรเลงเปรียบเสมือนภาพ Landscape (ภาพทิวทัศน์) ซึ่งเป็นพื้นที่อิสระในการตีความ ไม่ได้จำกัดว่าแต่ละเพลงต้องมีความหมายอย่างไร”</em></p>



<p><strong>การ์ด:</strong> พวกเราเคยไปแสดงที่ Adhere The 13th Blues Bar ซึ่งมีผู้ฟังคนหนึ่งส่งเสียงถามว่า <em>“ชื่อเพลงอะไรนะครับ ผมจะได้จินตนาการตาม”</em> ถ้าเรามีชื่อเพลง สีประจำเพลง หรือระดับความเข้มข้นของดนตรีก็ช่วยให้คนฟังสามารถจินตนาการภาพตามได้ และเข้าใจความหมายที่เราต้องการจะเล่ามากขึ้น ทั้งที่เป็นเพลงบรรเลง</p>



<p><em>“รูปแบบเพลงสไตล์ HED จะค่อยๆ ดึงผู้ฟังให้กระโดดเข้ามาใน HED Space”</em></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพลงของวง HED ส่งต่อความรู้สึก หรือสื่อสารความหมายแบบไหนให้ผู้ฟัง?</strong></h2>



<p><strong>มาร์ช:</strong> ในฐานะคนทำเพลง เราไม่ได้คาดหวังว่าอยากได้อะไรกลับมาจากผู้ฟัง หรืออยากให้ผู้ฟังรู้สึกแบบไหน แค่คิดว่า บรรยากาศตอนที่เล่นดนตรีด้วยกัน 3 คน มันว้าวว่ะ เรามีความสุขในการทำเพลงร่วมกับสมาชิกในวงมากๆ จนอยากส่งต่อความสุขให้ผู้ฟัง เราจะรู้ว่าผู้ฟังรู้สึกอย่างไร ก็ต่อเมื่อเราได้แสดงสดต่อหน้าพวกเขา</p>



<p><em>“เพลงเดียวกัน แต่แสดงคนละเวลา คนละสถานที่ ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน แต่อย่างน้อยที่สุด ชื่อเพลงจะพาคนไปทัวร์ ว่าเพลงนี้กำลังเล่าเรื่องอะไร”</em></p>



<p><strong>การ์ด:</strong> ส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนคิดชื่อเพลง โดยนั่งฟังเพลงแล้วตกตะกอนว่ารู้สึกอย่างไร หลังจากนั้นก็พัฒนาเป็นชื่อและคอนเซปต์ เพื่อสร้างภาพของเพลงนั้นๆ ให้ทั้ง 3 คนเข้าใจความหมาย ซึ่งมีแก่นหลักเดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกประการ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177459" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-3.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ยกตัวอย่างความหมายของ 3 ชื่อเพลงให้ฟังหน่อย</strong></h2>



<p><strong>การ์ด:</strong> เพลง <strong>HED (เฮ็ด)</strong> เป็นเพลงแรกที่ลงมือทำ เป็นชื่อเพลงที่ตรงกับชื่อวง และสะท้อนถึงตัวตนวง HED มากที่สุด ต่อไปเพลง <strong>Bangkok Journey (สู่กรุง)</strong> อาจจะผิดแกรมมา แต่ชอบให้คำเรียงแบบนี้ ชื่อนี้เกิดจากการเดินทางของพวกเรา 3 คน ซึ่งเดินทางจากอีสานมาทำงานที่กรุงเทพฯ ณ ปัจจุบัน</p>



<p>สุดท้ายคือเพลง <strong>MOONMUNG (มูนมัง)</strong> คำว่า ‘มูลมัง’ ในภาษาอีสาน หมายถึงทรัพย์สมบัติหรือมรดกที่ตกทอดมาถึงเรา ในที่นี้จึงเปรียบเทียบว่า ดนตรีอีสานคือทรัพย์สมบัติของเรา แต่เปลี่ยนคำว่า ‘มูล’ เป็น ‘มูน’ ซึ่งหมายถึงดวงจันทร์ เพราะเพลงนี้เล่าถึงช่วงเวลากลางคืน</p>



<p>อีกทั้ง MOONMUNG (มูนมัง) ยังเป็นเพลงแรกที่มีเนื้อร้อง เนื่องจากเพลงก่อนหน้านี้เป็นเพลงบรรเลงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีคนชื่นชอบและสนุกไปกับเพลงประมาณหนึ่ง ความตั้งใจแรกในการทำเพลงที่มีเนื้อร้องจึงคือ อยากให้คนทั่วไปเข้าถึงเพลงของเราได้ง่ายขึ้น กระโดดเข้ามาใน HED Space มากขึ้น</p>



<p>โดยเนื้อเพลงนี้จะประกอบไปด้วย 3 ภาษา คือ ภาษาอีสาน ภาษากลาง และภาษาอังกฤษ นี่คือความตั้งใจที่โคตรหวังผล ไม่ว่าผู้ฟังจะเป็นคนอีสาน คนทั่วไป หรือต่างชาติก็สามารถเข้าใจเพลงของเราได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177461" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประสบการณ์แสดงที่งาน Summer Sonic Bangkok 2024 เป็นอย่างไรบ้าง?</strong></h2>



<p><strong>มาร์ช: </strong>จริงๆ แสดงกับวง HED ไม่ว่าจะงานอะไร ก็สนุกทุกโชว์อยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่คิดว่า ผู้ชมในงาน Summer Sonic Bangkok 2024 ซึ่งตั้งใจมาชมการแสดงของศิลปินชื่อดัง พวกเขาจะเปิดใจรับฟังเพลงของพวกเราขนาดนั้น ณ เวลานั้น</p>



<p>เวทีที่เราแสดงเป็นเวทีด้านนอก ตอนแรกคิดว่า ผู้ชมคงมีจำนวนไม่มาก แต่เมื่อเริ่มแสดงไปสักพัก ผู้ชมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า <em>พวกเราไม่จำเป็นต้องร้องเพลงก็ได้ แค่สื่อสารพลังของพวกเรา 3 คนออกไปก็เพียงพอแล้ว </em>ถือเป็นงานที่สนุกมาก เพราะทุกคนเปิดกว้างเรื่องดนตรี</p>



<p><strong>ต้น:</strong> พวกเราน่าจะเป็นวงเดียวที่แสดงเพลงบรรเลงสไตล์อีสานผสานความเป็นสากล ซึ่งมีคำร้องน้อยมาก ท่ามกลางดนตรีกระแสหลัก ทำให้วง HED โดดเด่นประมาณหนึ่ง เพราะช่วยตัดเลี่ยนจากเสียงดนตรีกระแสหลัก รวมถึงผู้ชมส่วนใหญ่ในเทศกาลดนตรี (Music Festival) เป็นคอฟังเพลงอยู่แล้ว พวกเราจึงรู้สึกใกล้ชิดกับผู้ชม และมีคนมาเงี่ยหูฟังเพลงของวง HED มากขึ้น</p>



<p><em>“หลายคนเต้นยับ เซิ้งเลย เราก็ไม่คิดว่า หนุ่มๆ สาวๆ Summer Sonic จะเสียทรงขนาดนั้น นับเป็นอีกหนึ่งงานที่พวกเราประทับใจ และได้ประทับตราแล้วว่าครั้งหนึ่ง วง HED เคยไปเล่นที่งาน Summer Sonic Bangkok 2024”</em></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เสน่ห์ในการแสดงสดของวง HED คืออะไร ทำไมจึงควรไปดูวง HED แสดงสดสักครั้งในชีวิต?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> อร่อยไม่ซ้ำ จำสูตรไม่ได้ (หัวเราะ)</p>



<p><strong>การ์ด:</strong> ในการแสดงสดจะมีพลังของพวกเรา 3 คนที่ส่งต่อถึงกัน รวมถึงพลังที่ส่งไปหาผู้ชม ทำให้การแสดงแต่ละครั้งสนุกมากสำหรับพวกเรา และมีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นเสมอ เพลงเดียวกันอาจจะมีบรรยากาศ พลัง หรือมวลความสนุกที่ไม่เหมือนกัน</p>



<p><strong>ต้น:</strong> เนื่องจากพี่มาร์ชกับพี่การ์ดเป็นนักดนตรีแจซอยู่แล้ว จึงมีความซุกซนในการลองทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ บรรยากาศแต่ละงาน เช่น บางงานบรรยากาศค่อนข้างตึง เราก็จะถอยมา Keep Cool หรือถ้างานที่คนตกอยู่ในภวังค์เราแล้ว เราก็ต้องพิจารณาว่าจะไปสุดได้ประมาณไหน เพลงนี้ตัดจบเลยไหม หรือยาวได้แค่ไหน ดังนั้น การแสดงสดของวง HED จึงมีความลื่นไหล และแตกต่างกันในแต่ละงาน</p>



<p><strong>มาร์ช:</strong> ความรู้สึกตอนเล่นกับวง HED เหมือนกับตอนเล่นดนตรีแจซเลย สมาชิกทั้ง 3 คนมีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพเท่ากัน แน่นอนว่าการแสดงสดก็ยังต้องมีแกนหลักที่คงเดิมไว้ แต่ผู้ชมจะได้สัมผัสความสดใหม่ในทุกครั้ง ถ้าผมเห็นผู้ชมที่เอนจอยไปกับเพลงของเรา ผมจะพยายามทำให้เขาเอนจอยได้มากกว่าเดิม</p>



<p><em>“อยากให้ทุกคนลองมาดูการแสดงสดสักครั้งหนึ่ง และนอนให้เพียงพอก่อนมาดูวง HED เพราะมันสนุกสุดเหวี่ยงจริงๆ”</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177460" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-1.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผลงานในอนาคตของวง HED จะมีอะไรใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์ผู้ฟังไหม?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> มีอีกเยอะเลยครับ แต่ถ้าบอกไป มันก็สปอยล์สิ อยากให้ทุกคนติดตามรอดูต่อไป อย่างที่บอกว่า HED เปรียบเสมือนเมนูลาบ ซึ่งกินคู่กับอะไรก็ได้ วันหนึ่งอาจจะเป็นขนมปังซาวโดวจ์ลาบก็ได้ ทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ในศิลปะด้านดนตรี เพราะพวกเราไม่ได้ตั้งเป้าหรือคาดหวังไว้ตั้งแต่แรก ว่าวง HED ต้องเป็นอย่างไร แต่เพลงของ HED จะแปรเปลี่ยนไปตามความชอบของสมาชิกในวง หรือขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจอในแต่ละช่วงเวลา</p>



<p>อยากให้ทุกคนเตรียมใจและเปิดใจรับฟังเพลงของพวกเรา เชื่อว่าเป็นงานที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน เฮ้ย ขิงเกินไปไหมวะ (หัวเราะ)</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่วง HED จะเฮ็ด (ทำ) ต่อไปคืออะไร?</strong></h2>



<p><strong>การ์ด:</strong> พวกเราคงพยายามรักษาสิ่งที่ทำมาตลอดระยะเวลา 5 ปี และลองทำสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับศิลปินท่านอื่น แสดงในเวทีที่ใหญ่ขึ้น หรือไปทัวร์ในจังหวัดต่างๆ จะพยายามผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยเร็ว</p>



<p><strong>มาร์ช:</strong> ถ้าให้คิดเร็วๆ ก็อยากดังนั่นแหละ (หัวเราะ)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177462" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>คนที่ฟังเพลงวง HED นับเป็นคนเทสต์ดีไหม?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> ถ้าฟัง HED ก็เทสต์ดีสิครับ (หัวเราะ) เราปรุงมาขนาดนี้แล้ว ผมว่าวง HED เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ทำให้ทุกคนได้รับมุมมองใหม่ๆ HED เหมือนอาหารแปลกใหม่ ที่ครั้งแรกอาจจะไม่กล้ากินหรือไม่คุ้นชิน แต่ถ้าได้ลองชิมแล้วจะติดใจ</p>



<p><strong>การ์ด:</strong> บางคนอาจจะชอบฟังเพลงคลาสสิก แต่บางคนชอบฟังเพลงอีสาน ไม่มีหรอกคำว่า เทสต์ดีหรือไม่ดี มีแค่ชอบหรือไม่ชอบ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังไม่เปิดใจฟังเพลงอีสานและเพลงจากวง HED?</strong></h2>



<p><strong>ต้น:</strong> จริงๆ ไม่ต้องเปิดใจหรอกครับ เดี๋ยวผมเก็บไว้ฟังเอง ของดีแบบนี้</p>



<p><strong>มาร์ช:</strong> ใช้กลยุทธ์ยิ่งห้าม ยิ่งอยากฟัง (หัวเราะ) เชื่อผม ฟังเลย แล้วคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ จากพวกเรา 3 คน</p>



<p><strong>การ์ด:</strong> ไม่ต้องถึงขั้นเปิดใจก็ได้ แค่อยากให้ลองฟังเพลงวง HED สักครั้ง ว่า HED ก็เป็นอีกหนึ่งแนวเพลง อีกหนึ่งทางเลือกที่จะพาคุณไปเปิดโลก เป็นซาวนด์ใหม่ๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยฟัง หรือจริงๆ แล้ว เพลงวง HED อาจเป็นเสียงดนตรีที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177463" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จากคำกล่าว ‘เฮ็ดในสื่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด’ แล้วสิ่งที่วง HED เชื่อร่วมกันคืออะไร?</strong></h2>



<p><em>“เชื่อในตัวเอง และเชื่อในเพื่อนร่วมวง HED สามารถเป็นอะไรก็ได้ ทำเพลงแบบไหนก็ได้ ผมเชื่อใจในพวกเราทั้ง 3 คน สิ่งที่เราทำไม่มีทางผิดพลาดหรอก พวกเราวางใจในกันและกัน ไม่ใช่แค่เรื่องดนตรี แต่รวมไปถึงเรื่องชีวิตและการทำงาน HED เป็นวงที่ไม่มีค่ายดูแล แต่สามารถทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะความเชื่อใจทั้งด้านดนตรีและตัวบุคคล”</em></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/talk-to-hed/">“เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด” คุยกับ HED วงดนตรีฟิวชันสำเนียงอีสานที่โคตรจ๊วด และควรค่าแก่การถูกค้นพบมากกว่านี้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร้านหนังสือริมขอบฟ้า พื้นที่นำเสนอ ‘ความรู้เรื่องเมืองไทย’ ผ่านบรรยากาศใหม่ที่เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/rim-khob-fa-books/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[พัชรินทร์ อินชูกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Oct 2024 05:11:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ชอบ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านหนังสือริมขอบฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[rimkhobfabooks]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177269</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางอาคารพานิชย์ที่เรียงรายอยู่ริมถนนจรัญสนิทวงศ์ เราเดินเท้าไปเจอกับร้านหนังสือเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ที่มีดีไซน์โดดเด้งไปจากเพื่อนตึกข้างๆ อย่างสิ้นเชิง ด้วยการออกแบบภายนอกที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับบ้านที่ดูเรียบง่ายแต่ก็มีมวลบางอย่างที่เชื้อเชิญให้เราลองเข้าไปทำความรู้จักกับร้านนี้ ทันทีที่เราได้ก้าวเข้าไปด้านในร้าน ความรู้สึกที่ว่า “นี่แหละ” ก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างทันควัน ไม่ง่ายนักที่เราจะเจอกับร้านหนังสือแบบนี้ได้ในย่านฝั่งธน ร้านหนังสือที่เข้ามาก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟ ได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของกระดาษและหนังสือ บวกกับแสงแดดธรรมชาติที่ลอดเข้ามาผ่านกระจก “นี่มันสวรรค์ของคนรักหนังสือชัดๆ”&#160; เราเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของร้าน ก่อนที่จะฉุกคิดได้ว่า ‘ริมขอบฟ้า’ คือชื่อของร้านหนังสือที่เคยอยู่แถวราชดำเนินนี่หน่า จากนั้นประโยคที่ว่า “เขาเปิดสาขาใหม่เหรอ?” ก็เป็นคำถามที่ตามมา เราเลยไม่รอช้าที่จะชวนเจ้าของร้านอย่าง &#8216;คุณอมร ทองธิว&#8217; มาเปิดบทสนทนาในยามบ่ายของวันนั้น  จุดเริ่มต้นของร้าน ‘ริมขอบฟ้า’ แหล่งรวมความรู้ทั่วทุกสารทิศของเมืองไทย “จริงๆ แล้วคำว่า ‘ริมขอบฟ้า’ เป็นปรัชญาในครอบครัวเราตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ เลย คุณตา ‘เล็ก วิริยะพันธ์ุ’ จะสอนให้ลูกหลานมองออกไปข้างหน้า มองออกไปให้ไกล และมองออกไปให้กว้าง พี่ชายผมคนที่ทำร้านหนังสือนี้ขึ้นมาก็หยิบเอาคำว่า ‘ริมขอบฟ้า’ นี่แหละ มาใช้เป็นชื่อร้าน เพราะเรื่องที่เราอ่านมันมักจะเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเราเสมอ การมองไปที่ริมขอบฟ้าคือการมองไปข้างหน้า มองให้มันลึกและกว้าง ซึ่งความรู้มันก็เป็นอะไรแบบนั้น” คุณอมรเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อร้าน หลังจากเราถามถึงความหมายของมันด้วยความสงสัย  เดิมที ร้านหนังสือริมขอบฟ้าที่หลายๆ คนคุ้นเคย ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน แต่ก่อนพื้นที่เล็กๆ ตรงมุมอนุเสาวรีย์นี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rim-khob-fa-books/">ร้านหนังสือริมขอบฟ้า พื้นที่นำเสนอ ‘ความรู้เรื่องเมืองไทย’ ผ่านบรรยากาศใหม่ที่เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ท่ามกลางอาคารพานิชย์ที่เรียงรายอยู่ริมถนนจรัญสนิทวงศ์ เราเดินเท้าไปเจอกับร้านหนังสือเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ที่มีดีไซน์โดดเด้งไปจากเพื่อนตึกข้างๆ อย่างสิ้นเชิง ด้วยการออกแบบภายนอกที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับบ้านที่ดูเรียบง่ายแต่ก็มีมวลบางอย่างที่เชื้อเชิญให้เราลองเข้าไปทำความรู้จักกับร้านนี้</p>



<p>ทันทีที่เราได้ก้าวเข้าไปด้านในร้าน ความรู้สึกที่ว่า “นี่แหละ” ก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างทันควัน ไม่ง่ายนักที่เราจะเจอกับร้านหนังสือแบบนี้ได้ในย่านฝั่งธน ร้านหนังสือที่เข้ามาก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟ ได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของกระดาษและหนังสือ บวกกับแสงแดดธรรมชาติที่ลอดเข้ามาผ่านกระจก “นี่มันสวรรค์ของคนรักหนังสือชัดๆ”&nbsp;</p>



<p>เราเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของร้าน ก่อนที่จะฉุกคิดได้ว่า ‘ริมขอบฟ้า’ คือชื่อของร้านหนังสือที่เคยอยู่แถวราชดำเนินนี่หน่า จากนั้นประโยคที่ว่า “เขาเปิดสาขาใหม่เหรอ?” ก็เป็นคำถามที่ตามมา เราเลยไม่รอช้าที่จะชวนเจ้าของร้านอย่าง &#8216;คุณอมร ทองธิว&#8217; มาเปิดบทสนทนาในยามบ่ายของวันนั้น </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177270" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/2-6.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong><strong>จุดเริ่มต้นของร้าน ‘ริมขอบฟ้า’ แหล่งรวมความรู้ทั่วทุกสารทิศของเมืองไทย</strong></strong></h2>



<p class="has-text-align-left">“จริงๆ แล้วคำว่า ‘ริมขอบฟ้า’ เป็นปรัชญาในครอบครัวเราตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ เลย คุณตา<strong> ‘เล็ก วิริยะพันธ์ุ’</strong> จะสอนให้ลูกหลานมองออกไปข้างหน้า มองออกไปให้ไกล และมองออกไปให้กว้าง พี่ชายผมคนที่ทำร้านหนังสือนี้ขึ้นมาก็หยิบเอาคำว่า ‘ริมขอบฟ้า’ นี่แหละ มาใช้เป็นชื่อร้าน เพราะเรื่องที่เราอ่านมันมักจะเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเราเสมอ การมองไปที่ริมขอบฟ้าคือการมองไปข้างหน้า มองให้มันลึกและกว้าง ซึ่งความรู้มันก็เป็นอะไรแบบนั้น” คุณอมรเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อร้าน หลังจากเราถามถึงความหมายของมันด้วยความสงสัย </p>



<p class="has-text-align-left">เดิมที ร้านหนังสือริมขอบฟ้าที่หลายๆ คนคุ้นเคย ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน <br>แต่ก่อนพื้นที่เล็กๆ ตรงมุมอนุเสาวรีย์นี้ ถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมเอกสาร หนังสือ และหลักฐานต่างๆ ในการทำงานเพื่อสร้างเมืองโบราณ และวารสารเมืองโบราณ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ที่นี่เปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดย่อมๆ ซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี สังคมวิทยา มนุษยวิทยา หนังสือโบราณ และหนังสือหมวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>



<p class="has-text-align-left">แน่นอนว่าหน่วยงานนี้เคยเป็นเหมือนพื้นที่บริการความรู้ ที่เปิดให้คนทั่วไปรวมถึงนักศึกษา ได้เข้ามาใช้งานและค้นหาข้อมูลในเชิงลึก เมื่อเห็นว่าสถานที่นี้ดูเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดให้คนรักความรู้มาใช้ประโยชน์และเก็บเกี่ยวบางอย่างจากมันได้ ศูนย์รวบรวมข้อมูลแห่งนี้จึงได้แปรเปลี่ยนมาเป็นร้านหนังสือที่มีชื่อว่า ‘ริมขอบฟ้า’ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177271" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/5-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177272" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/11-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-left">จุดเด่นของร้านหนังสือริมขอบฟ้าตั้งแต่เดิม คือการเป็นร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความรู้ในเชิงลึก ไม่ว่าใครก็ตามที่อยากจะรู้เรื่องเมืองไทยในแง่มุมไหน เพียงแค่คุณก้าวเข้ามาที่นี่ ก็เหมือนกับได้ท่องเที่ยวไปทั่วทุกมิติของเมืองไทย ด้วยเหตุนี้เอง ร้านหนังสือริมขอบฟ้าจึงยังเป็นที่แวะเวียนมาของคนที่รักความรู้กว่า 20 ปี จนกระทั่งพื้นที่เดิมที่ร้านเคยมีชีวิต ต้องถูกคืนให้กับรัฐเพื่อพัฒนาไปเป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จึงทำให้ร้านหนังสือริมขอบฟ้าต้องย้ายจากบริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และมาเริ่มต้นกับการเดินทางครั้งใหม่ในย่านบางพลัด </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-1-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177274" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-1-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-1-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-1-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-1-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-1-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/13-1-1.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ต้องย้ายร้านทั้งที จะทำร้านหนังสือแบบเดิมก็กระไร</strong> </h2>



<p class="has-text-align-left">ด้วยความที่ร้านอยู่มานานและมีกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว หากย้ายร้านแล้วลงประกาศในเพจสักหน่อยก็คงยังมีกลุ่มลูกค้าเดิมแวะเวียนเข้ามาหาหนังสืออยู่บ้าง แต่ทว่าทางเจ้าของร้านได้มองถึงอนาคตของโลกการอ่านและสังคมการอ่านไปไกลกว่านั้น  </p>



<p class="has-text-align-left">“แน่นอนว่าคนกลุ่มเดิมของเราที่สนใจงานวิชาการเชิงลึก เขาก็ยังเกาะติดกับร้านเราอยู่ แต่ไหนๆ จะย้ายร้านทั้งที เราก็อยากดึงให้คนภายนอกที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาสนใจเรื่องของความรู้เชิงลึกเพิ่มมากขึ้น เราเลยมีโจทย์ว่าจะดึงคนกลุ่มนี้มายังไง แล้วภาพของร้านกาแฟ ซึ่งเป็นที่ที่คนจะมาใช้เวลา มาอ่านหนังสือ หรือมาทำงานก็ผุดขึ้นมา”  </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177275" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/10-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177276" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/9-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="has-text-align-left">เป็นเรื่องยากที่จะสรุปว่า บ้านเมืองเรามีคนดื่มกาแฟมากกว่าคนอ่านหนังสือ แต่ข้อเสนอนี้ก็พอจะมีความเป็นไปได้ การจะเชื้อเชิญให้คนที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาให้ความสนใจกับเรื่องยากๆ อาจจะต้องเริ่มจากอะไรใกล้ตัว ที่อยู่ในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ของพวกเขาก่อน ดังนั้นการที่จะดึงดูดคนที่อยู่นอกแวดวงการอ่านมาได้ คงต้องเริ่มจากการทำให้ร้านนี้ ‘เป็นมากกว่าร้านที่ขายหนังสือแต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนมาใช้เวลาได้’ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177277" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นอกเหนือไปจากร้านกาแฟที่คนมาใช้เวลาในการทำงาน หรือพักผ่อนหย่อนใจแล้ว เจ้าของร้านยังได้เล่าให้เราฟังถึงแนวคิดที่อยากจะทำให้ร้านนี้เป็นพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์คชอปงานศิลปะ หรืองานเสวนาที่คนรักหนังสือจะมารวมตัวกันได้ ความตั้งใจนี้จึงถูกตีความผ่านการออกแบบร้านที่ประกอบไปด้วยหลากหลายฟังก์ชัน แต่ยังคงดูเรียบง่าย และคงไว้ซึ่งคอนเซปต์ของร้าน</p>



<p>“เราอยากจัดบรรยากาศของร้านให้เข้าถึงง่าย ไม่ใช่ว่าจะเคร่งขรึมเกินไป การออกแบบร้านเราให้คอนเซปต์เขาไปว่าต้องแสดงถึงชื่อร้าน ‘ริมขอบฟ้า’ ด้วย สิ่งที่คนออกแบบเขาตีความออกมามันก็คือ ดีไซน์ร้านที่ด้านล่างยังดูเป็นเหมือนบ้าน ใช้ไม้ ใช้อิฐ ใช้กระเบื้อง มีกลิ่นของกาแฟ แต่พอขึ้นมาด้านบน จะเหมือนกับการเปิดโลก พื้นที่ด้านบนจะมีความขาว โปร่ง โล่ง สบาย มีการใช้สีฟ้าแต้มนิดหน่อย แล้วก็มีการใช้แสงตีขอบแนวนอน ให้เป็นเหมือนกับริมขอบฟ้าจริงๆ” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177278" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/1-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ความจริงแล้วร้านหนังสือริมขอบฟ้าแห่งใหม่นี้ ถูกออกแบบมาใช้งานอยู่ 3 ฟังก์ชัน อันดับแรกคือการเป็นร้านหนังสือสำหรับคนอยากมาหาความรู้ อันดับที่สองคือการมีร้านกาแฟเพื่อให้คนมาใช้เวลา และสุดท้ายคือการเป็นสเปซสำหรับจัดอีเวนท์ต่างๆ สำหรับคนที่อยากใช้เวลาไปกับเรื่องที่เขาสนใจ ซึ่งที่มาของการออกแบบร้านในลักษณะนี้ ก็เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนในยุคปัจจุบัน และเตรียมรับกับเทรนด์ในอนาคตด้วยเช่นกัน</p>



<p>“ปัจจุบันก็คงต้องมองว่านักอ่านรุ่นใหม่จะถูกแบ่งไปอ่านเป็นออนไลน์บ้าง แต่ในมุมกลับกันผมกลับมองว่า นักอ่านที่เพิ่มขึ้นมาจากการที่สื่อออนไลน์มันก็มีเยอะ มีคอนเทนท์ที่น่าสนใจเยอะ เพราะฉะนั้นกลุ่มคนที่สนใจเรื่องพวกนี้เขาก็จะกลับมาอ่านหนังสือด้วย ร้านหนังสือมันก็ยังต้องมีอยู่ พื้นที่แบบนี้ก็ต้องมีอยู่” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177279" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/12-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พื้นที่ที่ต้อนรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร</strong></h2>



<p>ความตั้งใจที่อยากให้ร้านหนังสือนี้เป็นเหมือน ‘บ้าน’ ซึ่งให้ความรู้สึกสงบและสบาย ถูกถ่ายทอดผ่านทั้งการออกแบบภายนอก ภายใน และการใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อที่จะทำให้คนที่เข้ามาในร้านหนังสือแห่งนี้รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าใกล้กับหนังสือมากยิ่งขึ้น คนมาดื่มกาแฟก็สามารถมองเห็นหนังสือวางเรียงอยู่ในร้านได้ คนที่มาหาหนังสือก็แวะไปไปดื่มกาแฟได้ รวมถึงคนที่มางานเวิร์คชอป มาอีเวนท์ ก็ไปดูหนังสือต่อ หรือลองชิมกาแฟต่อได้เช่นกัน ทั้งสามฟังก์ชันในร้านถูกวางมาอย่างดีเพื่อให้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ท้ายที่สุดคนที่แวะเข้ามาทำความรู้จักกับอะไรสักอย่างในร้านนี้ ก็จะถูกนำพาไปสู่สิ่งอื่นที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเรามองว่ามันคือการออกแบบที่นำคนไปสู่สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างนุ่มนวล ไม่บังคับ และเป็นธรรมชาติ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177280" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/7-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“การเลือกหนังสือมันเป็นกิจกรรมซึ่งให้อารมณ์ของความสงบ และใช้ความคิด ผมอยากให้ริมขอบฟ้าตอบโจทย์ได้มากที่สุดในมุมของนักอ่าน อยากให้เขามาใช้เวลา มามีความสุขกับที่นี่ และได้หนังสือที่เขารักกลับไป</p>



<p>“สำหรับคนที่ไม่ใช่นักอ่านที่นี่ก็สามารถเป็นประตูสู่การอ่านหนังสือเชิงลึกได้ เรานำเอาอะไรที่มันเป็นชีวิตของเขาอยู่แล้ว อย่างการมาร่วมกิจกรรม การมานั่งใช้เวลาในร้านกาแฟ เราเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใกล้หนังสือได้”&nbsp;</p>



<p>สุดท้ายนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นนักอ่านตัวยง เป็นคนชอบความรู้ รักหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ที่นี่จะเป็นพื้นที่อันแสนสงบให้คุณได้ท่องไปในโลกของการอ่านอย่างสนุก หรือหากคุณเป็นแค่คนที่อยากแวะมาลองชิมกาแฟ มาถ่ายรูปกับร้านสวยๆ ที่นี่ก็ยินดีให้คุณได้มาใช้เวลาแห่งการผ่อนคลายของคุณได้ เผลอๆ คุณอาจจะเจอเข้ากับหนังสือปกสวยสักเล่ม ที่ยั่วยวนให้คุณพามันกลับไปด้วย ก่อนที่มันจะพาคุณไปสู่เรื่องราวที่คุณเองอาจจะไม่ได้สนใจมันมาก่อนก็เป็นได้&nbsp;</p>



<p>เรามองว่าร้านหนังสือริมขอบฟ้าจะเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของทุกคน และอย่างที่บอกที่นี่อาจเป็นประตูอีกบานหนึ่งที่เปิดให้เราเข้าไปทำความรู้จักกับอะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะโลกแห่งความรู้ที่คุณอยากฟังจากที่ไหนสักที่ก็ได้นะ</p>



<p>ร้านหนังสือริมขอบฟ้า: ถนนจรัญสนิทวงศ์ ระหว่างซอยจรัญสนิทวงศ์ 71 &#8211; 73<br><a href="https://maps.app.goo.gl/xhb2AriGESMmGjRe6">https://maps.app.goo.gl/xhb2AriGESMmGjRe6</a><br>MRT ลงที่สถานีสิรินธร (ประตู 3C) เดินมาร้าน ประมาณ 300 เมตร<br>เวลาเปิด-ปิด:<br>ร้านหนังสือริมขอบฟ้า: 09:00 &#8211; 19:00 น.<br>ร้านกาแฟ Black and Milk: 07:00 &#8211; 19:00 น. </p>



<p class="has-text-align-left"><br></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/rim-khob-fa-books/">ร้านหนังสือริมขอบฟ้า พื้นที่นำเสนอ ‘ความรู้เรื่องเมืองไทย’ ผ่านบรรยากาศใหม่ที่เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SUNTUR X VERTIER &#8216;Conjunction Collection&#8217; เฟอร์นิเจอร์กับการเชื่อมต่อความสนุกที่เรียบง่ายอย่างลงตัว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/suntur-x-vertier-conjunction-collection/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[อัญชิสา เรืองโรจน์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Draft Till Done]]></category>
		<category><![CDATA[draft till done]]></category>
		<category><![CDATA[SUNTUR]]></category>
		<category><![CDATA[เฟอร์นิเจอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Conjunction Collection]]></category>
		<category><![CDATA[VERTIER]]></category>
		<category><![CDATA[SUNTUR X VERTIER]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177225</guid>

					<description><![CDATA[<p>Conjunction Collection คือการคอลแลบครั้งแรกระหว่างศิลปิน SUNTUR กับ VERTIER ที่ตั้งใจอยากให้เฟอร์นิเจอร์เชื่อมต่อและเติมเต็มระหว่างบ้านและเจ้าของบ้าน คงความเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ SUNTUR </p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/suntur-x-vertier-conjunction-collection/">SUNTUR X VERTIER &#8216;Conjunction Collection&#8217; เฟอร์นิเจอร์กับการเชื่อมต่อความสนุกที่เรียบง่ายอย่างลงตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“ถ้าเปรียบบ้านเป็นประโยคจำกัดความของตัวตนของเรา Conjunction collection ก็เปรียบเสมือนตัวช่วยให้รูปประโยคเติมเต็มและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”</p>



<p>Conjunction Collection คือการคอลแลบครั้งแรกระหว่างศิลปิน SUNTUR กับ VERTIER ที่ตั้งใจอยากให้เฟอร์นิเจอร์เป็นการเชื่อมต่อและเติมเต็มระหว่างบ้านและเจ้าของบ้าน แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ SUNTUR หรือ ‘ซันเต๋อ-ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล’ ศิลปินนักวาดภาพประกอบที่มีผลงานโดดเด่นด้วยสไตล์การวาดภาพสุดมินิมอลที่เป็นเอกลักษณ์ เรียบง่ายแต่มีความลึกซึ้ง&nbsp;</p>



<p>SUNTUR เล่าว่าการคอลแลบครั้งนี้เขาตัดทอนบางอย่างที่ไม่จำเป็น ออกแบบทุกชิ้นให้เรียบง่าย มีคู่สีที่สนุก และใช้วัสดุที่แปลกตาออกไป นอกจากนี้ยังเป็นผลงานครั้งแรกที่ได้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์อย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันว่าอยากทำมานาน และมาในจังหวะที่ตัวเขาเองกำลังทำบ้านอยู่พอดี คอลัมน์ Draft Till Done ครั้งนี้จึงชวนเขามาเล่าเบื้องหลังการออกแบบ Conjunction Collection ตั้งแต่คอนเซปต์ วิธีคิด ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงความยากง่ายในการทำโปรเจกต์นี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177229" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-1365x2048.jpg 1365w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/01-WEB-1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h4 class="wp-block-heading"><strong>จุดเริ่มต้นของคอลเลกชันนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร</strong></h4>



<p>จริงๆ เราอยากทำเฟอร์นิเจอร์มานานแล้ว ช่วงนี้เราทำบ้านอยู่ด้วยก็เลยอินกับพวกของแต่งบ้าน แล้วก็มีโอกาสนี้เข้ามาพอดี หลักๆ คือทาง VERTIER อยากทำเฟอร์นิเจอร์ที่มีศิลปินเข้ามาช่วยออกแบบ เราก็เลยได้มาออกแบบ ทาง VERTIER ก็จะเป็นคนผลิต และ Bridge Art Agency ก็เป็นคนช่วยประสานงานให้งานเกิดขึ้น</p>



<p>Conjunction เป็นโปรเจกต์แรกที่เราได้ออกแบบชิ้นงาน เราเลยตั้งใจว่าไม่อยากเอาแค่รูปวาดไปพรินต์ลงหมอนอย่างที่เคยทำ เราอยากดีไซน์ออกมาเป็นชิ้นงานที่ไม่มีตัวคน แต่ก็ยังคงสิ่งที่เราชอบไว้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น ความเรียบ ความมินิมอล ลายเส้นต่างๆ อย่างทะเลที่มีเส้นขอบฟ้า คู่สีที่ดูสนุกมาผสมกับความเรียบง่ายของการดีไซน์คอลเลกชันนี้ พอเราสเกตซ์ออกมาแล้ว ทาง VERTIER ก็ช่วยปรับให้เป็นไปได้จริง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177230" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-1365x2048.jpg 1365w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/02-WEB-1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h4 class="wp-block-heading"><strong>เล่าคอนเซปต์ของ Conjunction Collection ให้ฟังหน่อย</strong></h4>



<p>เราคิดง่ายๆ ว่าถ้ามีเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเรา เราจะอยากได้เฟอร์นิเจอร์แบบไหน เราชอบความมินิมอล แต่ก็ต้องไม่ใช่มินิมอลที่แห้ง มันต้องมีความโดดเด่นบางอย่างในความเรียบง่าย เราก็เลยใช้วัสดุที่มีลักษณะเหมือนปูน สแตนเลส หรือเหล็ก เพราะเราตั้งใจให้คอลเลกชันนี้สามารถมิกซ์แอนด์แมตซ์กันได้หมด ทำให้มีความสนุกในการเชื่อมต่อกัน ของที่ดูไม่เข้ากัน ดูมีความผิดที่ผิดทางอะไรบางอย่าง แต่ก็สามารถมาอยู่ด้วยกันได้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-177231" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-1365x2048.jpg 1365w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/03-WEB-1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<h4 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมถึงตั้งชื่อคอลเลกชันนี้ว่า Conjunction Collection&nbsp;</strong></h4>



<p>สำหรับเรา Conjunction ก็คือการเชื่อมต่อ เฟอร์นิเจอร์มันสนุกที่เราสามารถเชื่อมต่อกันได้ อย่างโต๊ะสีน้ำเงินกับโต๊ะเหล็กก็สามารถเข้ากันได้ ด้วยความที่เอกลักษณ์ของเราคือความเรียบง่าย ความดูแล้วสบายตา เราก็เอามาใส่ในเฟอร์นิเจอร์คอลเลกชันนี้ เราตั้งใจว่าอยากเอาความเป็นตัวเรา ความชอบของเรามาเล่าผ่านเฟอร์นิเจอร์เพียวๆ โดยที่ตัดรูปทุกอย่างออกให้มันเรียบง่ายที่สุด ตัดทอนบางอย่างที่ไม่จำเป็น&nbsp;</p>



<p>ทำให้คอลเลกชันนี้มีบางอย่างที่เชื่อมต่อความเป็นเราเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นเส้นตรง หรือความเป็นเลขาคณิต สี่เหลี่ยม วงกลม รูปทรงต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในนั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177232" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/04-WEB-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h4 class="wp-block-heading"><strong>อะไรคือความยากและความท้าทายในการทำคอลเลกชันนี้</strong></h4>



<p>ตอนแรกคิดว่ายากเหมือนกัน เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่ด้วยความที่เราอยากทำมากๆ พอเริ่มลงมือทำมันก็เลยไปได้เรื่อยๆ เรารู้สึกสนุกกับการออกแบบและการเลือกแมตทิเรียลต่างๆ อย่างตัวปูน ก็จะไม่ใช่ปูนจริง เพราะถ้าเป็นปูนจริงมันจะใช้งานยาก มีความหนัก ใช้ไปเรื่อยๆ ปูนก็หลุดด้วย แต่อันนี้เป็นเทคนิคงานไม้แล้วก็เคลือบ มีน้ำหนักเบาสามารถยกได้สบายๆ</p>



<p>ส่วนเรื่องเทคนิคก็จะมีการปรับเรื่อยๆ กว่าจะมาลงตัวในเซตนี้ อย่างเก้าอี้ ตอนแรกที่เราดีไซน์มันดูแข็งมากเลย ด้วยความที่เราอยากได้ความเหลี่ยม ความคม แต่พอมานั่งจริงๆ แล้วมันใช้งานจริงไม่ได้ มันแข็งเกินไป ทาง VERTIER ก็ต้องมีปรับ Curve ให้มันใช้งานได้จริงๆ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177233" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/05-WEB-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h4 class="wp-block-heading"><strong>เฟอร์นิเจอร์ของ ‘Conjunction Collection’ มีอะไรบ้าง</strong></h4>



<p>เราพยายามดีไซน์ออกมาให้มีครบทุกอย่างในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น โซฟา พรม เก้าอี้ โต๊ะกลมกับเหลี่ยม มีหลายไซส์ หลายสี แล้วก็จะมีสีพิเศษด้วย คอลเลกชันนี้มีสีสันเข้ามาผสมกับความเรียบง่ายของการดีไซน์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177234" style="width:840px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/10/06-WEB-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h4 class="wp-block-heading"><strong>ความสนุกของคอลเลกชันนี้คืออะไร</strong></h4>



<p>การที่เราเป็นคนเลือกผ้า เลือกเทคนิค เลือกสีเองทั้งหมด เราเลือกสิ่งที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้ ให้มาอยู่ด้วยกันได้ เรามองว่าคอลเลกชันนี้เป็นเหมือน Art Piece สวยๆ ในบ้าน อย่างเช่น บ้านที่ดูเรียบๆ ถ้าเลือกมิกซ์แอนด์แมตซ์สีแปลกๆ หยอดเก้าอี้สีสันเข้าไปสักตัวนึง ก็ทำให้บ้านดูสนุกขึ้นได้ เรารู้สึกเอ็นจอยก็คอลเลกชันนี้มาก เพราะเป็นคนที่ชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว สำหรับเรามองว่าคอลเลกชันนี้ก็เป็นเหมือนงานวาดรูปอีกชิ้นของเราเหมือนกัน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/suntur-x-vertier-conjunction-collection/">SUNTUR X VERTIER &#8216;Conjunction Collection&#8217; เฟอร์นิเจอร์กับการเชื่อมต่อความสนุกที่เรียบง่ายอย่างลงตัว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘​​หลอดไฟ-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์’ ผู้บริหารรุ่นสองของสถาบันการเต้น Bangkok Dance Academy จากนักเรียนบัลเลต์สู่การผลักดัน Contemporary Dance</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bangkok-dance-academy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุธาสินี สุทธะโส]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Sep 2024 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People Power]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะการเต้น]]></category>
		<category><![CDATA[Contemporary Dance]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Dance Academy]]></category>
		<category><![CDATA[dance]]></category>
		<category><![CDATA[บัลเลต์]]></category>
		<category><![CDATA[การเต้น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=177138</guid>

					<description><![CDATA[<p>บัลเลต์เป็นศิลปะตะวันตก เป็นที่นิยมในชนชั้นสูงเท่านั้น&#160; ถ้าเป็นเมื่อ 30 ปีก่อนก็คงจะเป็นแบบนั้น และสำหรับในเมืองไทยเอง การเต้นรำสุดคลาสสิกแขนงนี้คงเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ‘บัลเลต์’ กลายเรื่องที่ใครๆ ก็พูดถึง ไปจนถึงหาชมได้ง่ายขึ้นในบ้านเรา เกิดจากความรักของ ‘ครูต้อย-วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์’ ที่เลือกเปิด Bangkok Dance Academy สถาบันสอนเต้นบัลเลต์แห่งแรกของเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2533 ด้วยการเปิดในห้างสรรพสินค้าจึงทำให้ดึงกลุ่มคนทุกระดับชั้นให้เข้าถึงบัลเลต์ได้อย่างกว้างขวาง &#160;ไม่ใช่แค่เพียงผู้บุกเบิก แต่เธอยังเป็นคนแรกที่นำหลักสูตร Commonwealth Society of Teachers of Dancing (C.S.T.D) ที่มุ่งให้ความสำคัญกับเทคนิคการเต้น จากประเทศออสเตรเลีย เข้ามาสอนในสถาบันบางกอกแดนซ์ ยาวนานกว่า 20 ปี เพื่อผลิตนักเต้นมืออาชีพในวงการเต้นไทย ทั้งยังจัดการแข่งขันเพื่อส่งนักเรียนไทยเข้าประกวดในเวทีระดับโลกอย่าง Asia Pacific Dance Competition มานานกว่า 20 ปี&#160; ด้วยหัวใจที่เชื่อว่าการเต้นช่วยให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและรู้จักตนเอง กลายเป็นแนวคิดที่ฝังรากลึกระดับ DNA ของสถาบันตกทอดมาถึงรุ่นลูกของเธอ &#8216;หลอดไฟ-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์&#8217; ที่เดินตามรอยเข้าสู่ถนนสายบัลเลต์ก่อนจะเบนเข็มไปเอาดีด้านการเต้นร่วมสมัย (Contemporary [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-dance-academy/">‘​​หลอดไฟ-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์’ ผู้บริหารรุ่นสองของสถาบันการเต้น Bangkok Dance Academy จากนักเรียนบัลเลต์สู่การผลักดัน Contemporary Dance</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บัลเลต์เป็นศิลปะตะวันตก เป็นที่นิยมในชนชั้นสูงเท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ถ้าเป็นเมื่อ 30 ปีก่อนก็คงจะเป็นแบบนั้น และสำหรับในเมืองไทยเอง การเต้นรำสุดคลาสสิกแขนงนี้คงเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่</p>



<p>สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ‘บัลเลต์’ กลายเรื่องที่ใครๆ ก็พูดถึง ไปจนถึงหาชมได้ง่ายขึ้นในบ้านเรา เกิดจากความรักของ ‘ครูต้อย-วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์’ ที่เลือกเปิด Bangkok Dance Academy สถาบันสอนเต้นบัลเลต์แห่งแรกของเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2533 ด้วยการเปิดในห้างสรรพสินค้าจึงทำให้ดึงกลุ่มคนทุกระดับชั้นให้เข้าถึงบัลเลต์ได้อย่างกว้างขวาง</p>



<p>&nbsp;ไม่ใช่แค่เพียงผู้บุกเบิก แต่เธอยังเป็นคนแรกที่นำหลักสูตร Commonwealth Society of Teachers of Dancing (C.S.T.D) ที่มุ่งให้ความสำคัญกับเทคนิคการเต้น จากประเทศออสเตรเลีย เข้ามาสอนในสถาบันบางกอกแดนซ์ ยาวนานกว่า 20 ปี เพื่อผลิตนักเต้นมืออาชีพในวงการเต้นไทย ทั้งยังจัดการแข่งขันเพื่อส่งนักเรียนไทยเข้าประกวดในเวทีระดับโลกอย่าง Asia Pacific Dance Competition มานานกว่า 20 ปี&nbsp;</p>



<p>ด้วยหัวใจที่เชื่อว่าการเต้นช่วยให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและรู้จักตนเอง กลายเป็นแนวคิดที่ฝังรากลึกระดับ DNA ของสถาบันตกทอดมาถึงรุ่นลูกของเธอ &#8216;หลอดไฟ-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์&#8217; ที่เดินตามรอยเข้าสู่ถนนสายบัลเลต์ก่อนจะเบนเข็มไปเอาดีด้านการเต้นร่วมสมัย (Contemporary Dance) จนกลายเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล Aggregate Cup จากการแข่งขัน Asia Pacific Dance Competition ครั้งที่ 11 ด้วย </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177139" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/1-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ผลงานของหลอดไฟ เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคนเคยรับชมมาแล้วกับการออกแบบท่าเต้นให้นักเรียนในสถาบันบางกอกแดนซ์ที่เข้าร่วมประกวดการแข่งขัน ภายใต้ทีม ‘Tip Toes’ ในรายการ ‘Thailand got Thailand’ เมื่อปี 2018 ทั้งการแสดง ‘สมัน‘  ในรอบ Semi Final และการแสดง ‘สังคมก้มหน้า’ ในรอบ Final ที่มียอดการเข้าชมในยูทูปกว่า 3.9 ล้านวิว และล่าสุดกับการออกแบบท่าเต้นให้กับการแสดง One day in Bangkok เล่าถึงการขับเคลื่อนวัฒนธรรมของไทย เธอก็คว้ารางวัลใหญ่ การออกแบบท่าเต้นที่โดดเด่นที่สุดในเอเชียแปซิฟิก (Unique Choreography) จาก Asia Pacific Dance Competition ครั้งที่ 26 ซึ่งเมืองไทยได้เป็นเจ้าภาพด้วย </p>



<p>&nbsp;“แม่หลอดไฟนำการเต้นบัลเลต์เข้ามาให้ทุกคนได้รู้จัก สิ่งที่หลอดไฟอยากทำเหมือนแม่ คือ ผลักดันการเต้นคอนเทมโพรารี่ให้เข้ามาเฟื่องฟูในบ้านเรา เพราะมันสอนให้คิดออกจากกรอบ ต่อยอดให้ผู้เรียนนำสิ่งนี้ไปลองกับอะไรหลายอย่างในชีวิตประวันจนเขาเกิดความมั่นใจ กล้าที่จะแสดง สังคมก็จะเกิดความหลากหลายที่ทำให้ประเทศนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น” และนี่คือหนึ่งในจุดยืนที่เธอพูดในฐานะที่เข้ามารับช่วงบริหารต่อจากแม่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177140" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/2-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ด้วยความที่เราชอบดูบัลเลต์แม้จะยังอยู่ในระดับมือสมัครเล่น ทำให้วันนี้ค่อนข้างตื่นเต้นเป็นพิเศษที่จะได้พูดคุยกับหลอดไฟ ทั้งการฝ่าฟันชีวิตการเป็นนักเรียนเต้น สู่การค้นหาเอกลักษณ์การสร้างงาน ไปจนถึงการหยิบมุมมองที่ตกผลึกในประสบการณ์มาปรับใช้ในฐานะครูฝึกสอนและการเป็นผู้บริหาร บอกเลยว่าบทความนี้คุณจะสัมผัสความตั้งใจของหลอดไฟจนถึงบรรทัดสุดท้ายแน่นอน<br></p>



<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เด็กบัลเลต์ที่ทลายอีโก้ด้วย Contemporary Dance </strong></h4>



<p>ถ้าถามว่าการเต้นบัลเลต์นั้นยากแค่ไหน ลองยกขาหลัง 1 ข้างแล้วตัวหมุนสัก 2 รอบ แล้วลองดูว่าการหมุนในแต่ละรอบ คุณยกขาองศาเท่ากันหรือเปล่า และทรงตัวหมุนเหมือนกันหรือเปล่า ถ้าไม่เหมือนและไม่เท่า ฝึกใหม่เดี๋ยวนี้!</p>



<p>“การที่คุณต้องยกขาหลังแล้วหมุนรอบหนึ่ง แสดงว่าคุณต้องเฟอร์เฟกต์ตั้งแต่ยกขาหลังแล้วก่อนจะหมุดตัว หมุนเสร็จคุณต้องก้าวเท้าต่ออีก 2 ก้าว นี่คือ 1 ท่าใน 2 จังหวะ” หลอดไฟพยายามอธิบายให้เราเห็นภาพความยากของการเรียนเทคนิคที่อาศัยเวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป ถึงจะได้ซึมซับคุณค่าของบัลเลต์ ทั้งในแง่ความอดทนต่อการฝืนธรรมชาติร่างกาย และการมีท่วงท่าที่อ่อนช้อย สง่างามจากการฝึกฝนเยี่ยงนักกีฬา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177141" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/3-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>และด้วยเหตุผลนี้ทำให้หลอดไฟไม่เคยถูกแม่บังคับเรียนตั้งแต่แรก เธอมาหัดเรียนจริงๆ จังๆ ก็ตอนช่วง 10 ขวบก่อนจะเข้าร่วมโครงการพิเศษ&nbsp; ‘Soloist’ ของสถาบันบางกอกแดนซ์ที่เพิ่มชั่วโมงเรียนเทคนิคบัลเลต์ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กลายเป็นประตูที่เปิดทางให้เธอเข้าสู่การประกวดแข่งเต้นบัลเลต์ที่ต่างประเทศ&nbsp;</p>



<p>“ช่วงวัยรุ่นไฟเราเยอะมาก&nbsp; และในทุกๆ ปีแม่จะส่งนักเรียนปีละ 4 คนไปเข้าร่วมโครงการในเมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อฝึกการคิดออกแบบการแสดงร่วมกับครูสาย Contemporary เป็นเวลา 1 เดือน โดยทางบางกอกแดนซ์จะเป็นคนออกทุนให้เด็ก 4 คนนี้ทั้งหมด”</p>



<p>“ด้วยความที่เป็นเด็กฝึกเทคนิคมา พอเราไปถึงก็ตกใจเลยว่า อ๋อ การเต้นแบบนี้ที่คิดท่าใหม่ๆ ที่มันลึกซึ้งได้ขนาดนี้เลยหรอวะ เราสามารถนำตัวเราไปใส่ในงานได้ขนาดนี้เชียวหรอ มันทำให้เรารู้จักคอนเทมโพรารีแดนซ์เป็นครั้งแรก พอกลับมา ด้วยความที่ไปแข่งที่ไหนก็ชนะทุกอย่างมาตลอดจนมีความมั่นใจในตัวเองค่อนข้างสูง บวกกับตอนนั้นคนไทยเกือบ 99% ไม่ได้เต้นบัลเลต์เป็น ดังนั้นเราคือของพิเศษ”หลอดไฟหัวเราะก่อนจะยอมรับออกมาด้วยว่า เธอค่อนข้างที่จะมีอีโก้สูงมากในตอนนั้น “เพราะเราเก่งไปหมด เด่นไปหมด จนคิดว่า ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อทางด้านนี้ต้องทำได้ดีแน่นอน หลอดไฟเลยออดิชันเรียนคอนเทมโพรารีแดนซ์ที่ Victorian College of the Arts and Melbourne Conservatorium of Music, The University of Melbourne&nbsp; ประเทศออสเตรเลีย พอเรียนจริงๆ คราวนี้แหละความฉิบหายก็เกิดขึ้น”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177142" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/4-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“มหาลัยที่เราเรียนไม่ได้ผลิตเราเพื่อเป็นนักเต้นแบบฟูลไทม์ แต่เขาสอนให้เราเป็นนักเต้นกึ่งนักออกแบบท่าเต้น (Choreographer) และนักคิดซึ่งเมืองไทยตอนนั้นไม่มีสอนเรื่องนีัอย่างจริงจัง ไม่มีสอนว่าเราจะพัฒนาเรื่องการคิดต่อยอดการเต้นในแง่ของอาร์ต โครีโอกราฟี การหาสเปซ การรีเสิร์ชงานอย่างไร ซึ่งที่เราเรียน มันพูดถึงเรื่องคอนเซปต์กันแล้วไม่ได้พูดถึงเรื่องเทคนิคแล้ว”</p>



<p>“หลอดไฟต้องตัดอีโก้ออกแล้วเริ่มนับศูนย์ใหม่ทั้งหมด ก็เลยทำให้เราเห็นว่าวงการศิลปะเขาให้เกียรติกันอย่างไร เวลาสร้างงานหรือทำอะไรที่เกี่ยวกับอาร์ต คุณต้องมีต้นตอที่ลึกซึ้งกว่านั้นและต้องเข้าใจตัวเองมากกว่านั้น”</p>



<p>“การเต้นมันคืออีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสื่อสาร ตัวเราในตอนนั้นมีเรื่องของอารมณ์อยู่ในหัวมากมาย ทั้งความกลัว ความรัก ความอึดอัด เราก็เพิ่งรู้ว่าสิ่งเหล่านี้นำมาสร้างงานผ่านการเต้นคอนเทมโพรารีที่สร้างอิมแพ็กได้จริง เราเลยคลิกกับด้านนี้มากกว่าในแง่ของการเป็นนักออกแบบท่าเต้น”&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177143" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/5-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177144" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/6-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<div class="wp-block-group"><div class="wp-block-group__inner-container is-layout-constrained wp-block-group-is-layout-constrained">
<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ความกดดันจากสิ่งที่แม่บุกเบิก</strong></h4>



<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สู่การหลุดพ้นการวิ่งตามวัฒนธรรมคนขาว</strong></h4>



<p>วงที่หลอดไฟเรียนจบใหม่ๆ เป็นช่วงที่เมืองไทยแทบจะมีศิลปินสายคอนเทมโพรารีแดนซ์อยู่น้อยมาก ทำให้ศิลปินไฟแรงวัย 22 อย่างเธอเกิดแรงฮึกเหิมอยากจะนำศาสตร์ที่เรียนเข้ามาให้เป็นที่รู้จักในบ้านเรา แต่เพราะยังเป็นเรื่องสดใหม่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้คนในวงการเต้นนั้นเข้าใจ&nbsp;</p>



<p>“เราเริ่มรู้สึกกดดันโดยไม่รู้ตัว เพราะอิมแพ็กที่แม่สร้างไว้ค่อนข้างที่จะบุกเบิกและยิ่งใหญ่มากๆ ตอนนั้นเราก็คิด อายุแค่นี้เราคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรขนาดนั้นวะ ขนาดแม่เป็นคนในวงการเต้น เคยตามดูการแสดงเราที่เมลเบิร์น แม้เขาจะเปิดใจขึ้น แต่เราก็ยังรู้สึกว่า แม่ยังไม่ได้เข้าใจขนาดนั้น ส่วนพ่อเราที่ไม่ได้เข้าใจอาร์ตเลย เราก็ยิ่งรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ จากที่เราเต้นทุกวัน จู่ๆ เราก็นอนอยู่บ้านจนเกิดอาการซึมเศร้าไปเลย”&nbsp;</p>



<p>“แต่พอร้องไห้ครั้งใหญ่ไปรอบหนึ่ง หลอดไฟก็สมัครเข้า ‘Soft Landing’ โครงการพิเศษที่เตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจให้กับผู้ที่เรียนจบเต้น เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่วงการเต้นในโลกความจริง ก็คือแม้คุณจะจบศิลปะมามันไม่ได้หมายความว่าคุณจะเข้าไปอยู่ในวงการศิลปะได้ทันที เราก็ไปบำบัด 1 เดือน ในคอร์สมีผู้เข้าร่วม 10 คน ทุกคนร้องไห้กันทั้งเดือน เพราะแต่ละคนต่างก็มีปัญหาตอนเรียนจบเต้น เราเลยได้ปลดล็อกหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว”</p>



<p>“ดังนั้นในคอร์ส เขามีให้แสดงแบบอิมโพรไวซ์ที่ต้องเวิร์กกับทุกคนด้วยกัน เราก็ขึ้นไปร้องไห้บนเวทีเลยแล้วพูดภาษาไทยกับพ่อแม่ แต่ว่าพ่อแม่ไม่ได้มานะ (หัวเราะ) แล้วคนดูที่เป็นฝรั่งก็ร้องไห้ตาม ตอนนั้นล่ะเราคลิกขึ้นมาเลยว่า ถ้าเราจะเป็นศิลปินที่ดี เราต้องจริงใจมากๆ เพราะเขาไม่รู้เลยว่าเราพูดอะไร แต่เขารู้สึกไปกับเราได้จริงๆ นะ”</p>



<p>“หลอดไฟเจอลู่ทางการเป็นศิลปินแล้ว ก็เลยฮึบลุกขึ้นมาเขียนความ Struggle ของตัวเองไปเลย 1 หน้ากระดาษ ว่าเราเป็นคนนี้ๆ อยู่ในประเทศนี้ เราเรียนเต้นและมีความต้องการแบบนี้แต่ยังทำไม่ได้เพราะอะไรบ้าง เพื่อขอทุน Dance WED ของ Vienna International Dance Festival ในปี 2014” </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177145" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/7-1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div></div></div>



<p>เธอก็คือคนไทยคนเดียวที่ได้รับทุนให้เข้าร่วมเทศกาลศิลปะการเต้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกในครั้งนั้น และก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้หลอดไฟเพิ่งมารู้ตัวว่า ที่ผ่านมาเธอเต้นตามวัฒนธรรมคนขาวโดยไม่รู้ตัว&nbsp;</p>



<p>“หลอดเต้นตามเขา เขาแก้ผ้าแสดง เราก็ทำตาม สักพักเริ่มรู้สึกว่าอันนี้ไม่ใช่เรา คือเราโตกับความ คอนเซอร์เวทีฟในไทยที่ไม่ได้ฝึกให้คุณต้องแสดงออกเบอร์นั้น ดังนั้นเราก็ควรจะจริงใจกับตัวเองให้มากกว่านี้ ตั้งแต่ที่เริ่มเรียนบัลเลต์ หลอดไฟทำตามที่คนขาวบอกมาตลอดจนรู้สึกว่าเราไม่ดีพอหรอวะ นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลย เราควรจะหาเวย์โดยอย่าวิ่งตามเทรนด์คนขาวสิ เราเป็นคนเอเชีย เราคือคนส่วนน้อยแต่เราพิเศษ แล้วคนไทยที่เรียนเต้นไม่มีใครกลับมาเลย แล้วประเทศนี้มันทำไรวะ เราคิดไปถึงขั้นนั้นก็เลยตัดสินใจกลับไทย ด้วยจิตใจที่พร้อมสู้แล้ว”</p>



<p>กลับมาครั้งนี้ ศิลปินสายสู้ได้ทำการแสดงร่วมกับผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิก เนื้องานพูดถึงการเป็นชนกลุ่มน้อยที่ต้องหาวิธีรับมือในระบบสังคมใหญ่ แม้จะเป็นการสร้างงานเพื่อบำบัดจิตใจตัวเองส่วนหนึ่ง แต่โดยภาพรวม หลอดไฟต้องการพิสูจน์ตัวเองและพิสูจน์ให้คนในวงการเต้นและสังคมได้เห็นศักยภาพของเธอในฐานะ ศิลปินนักเต้นด้วยเช่นกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177146" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/8-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>กลัวว่าจะสร้างงานดูไม่อาร์ต จนเผลอแอ็กต์อาร์ตไม่รู้ตัว</strong></h4>



<p>จู่ๆ เราก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าหลอดไฟจะเอาดีด้านคอนเทมโพรารี เธอจะทิ้งการเต้นเทคนิคไปเลยหรือเปล่า และถ้าจะสร้างงาน เธอต่อยอดเครื่องมือที่มีและจะชั่งนำหนักให้กับการเต้นทั้ง 2 แบบนี้อย่างไร ถามออกไปเจ้าตัวก็พูดขึ้นทันทีว่า จุดนี้แหละที่ยากที่สุด&nbsp;</p>



<p>“ช่วงแรกๆ ที่สร้างงาน อีโก้มันเริ่มกลับมาล่ะ เราคิดแค่ว่าต้องใส่เทคนิคน้อยๆ ให้มันดูอาร์ตๆ คือตอนอยู่ที่ยุโรป เรารู้ตัวว่ากำลังทำตามคนขาว แต่พอกลับไทย เราห้ามตัวเองไม่ได้ เราลืม เราก็เลยแอ็กต์อาร์ตไปช่วงหนึ่ง จนแม่ก็เตือนว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก มีครูที่เราเคารพเขามากว่า 20 ปี เขารับงานอีเวนต์ งานมอเตอร์โชว์ ซึ่งเราไม่รับเลยนะงานแบบนี้ แล้วดูถูกคนที่ทำแบบนั้นด้วย”</p>



<p>ระหว่างนั้นหลอดไฟแบ่งตัวเองเป็น 2 พาร์ต พาร์ตหนึ่งเป็นศิลปินที่อยากจะสร้างงานแอ็กต์อาร์ต ส่วนอีกพาร์ตทำหน้าที่เป็นนักออกแบบท่าเต้นและกำกับการแสดงให้นักเรียนในสถาบันบางกอกแดนซ์ เพื่อส่งเข้าแข่งขันในต่างประเทศที่เธอแอบบอกว่า แอ็กต์อาร์ตไม่ได้ แต่นั้นล่ะเป็นผลพวงที่ช่วยฝึกเธอค้นหาเอกลักษณ์ที่ใช่ไปโดยไม่รู้ตัว&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177147" style="width:840px;height:auto" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/9-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จู่ๆ เราก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าหลอดไฟจะเอาดีด้านคอนเทมโพรารี เธอจะทิ้งการเต้นเทคนิคไปเลยหรือเปล่า และถ้าจะสร้างงาน เธอต่อยอดเครื่องมือที่มีและจะชั่งนำหนักให้กับการเต้นทั้ง 2 แบบนี้อย่างไร ถามออกไปเจ้าตัวก็พูดขึ้นทันทีว่า จุดนี้แหละที่ยากที่สุด&nbsp;</p>



<p>“ช่วงแรกๆ ที่สร้างงาน อีโก้มันเริ่มกลับมาล่ะ เราคิดแค่ว่าต้องใส่เทคนิคน้อยๆ ให้มันดูอาร์ตๆ คือตอนอยู่ที่ยุโรป เรารู้ตัวว่ากำลังทำตามคนขาว แต่พอกลับไทย เราห้ามตัวเองไม่ได้ เราลืม เราก็เลยแอ็กต์อาร์ตไปช่วงหนึ่ง จนแม่ก็เตือนว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก มีครูที่เราเคารพเขามากว่า 20 ปี เขารับงานอีเวนต์ งานมอเตอร์โชว์ ซึ่งเราไม่รับเลยนะงานแบบนี้ แล้วดูถูกคนที่ทำแบบนั้นด้วย”</p>



<p>ระหว่างนั้นหลอดไฟแบ่งตัวเองเป็น 2 พาร์ต พาร์ตหนึ่งเป็นศิลปินที่อยากจะสร้างงานแอ็กต์อาร์ต ส่วนอีกพาร์ตทำหน้าที่เป็นนักออกแบบท่าเต้นและกำกับการแสดงให้นักเรียนในสถาบันบางกอกแดนซ์ เพื่อส่งเข้าแข่งขันในต่างประเทศที่เธอแอบบอกว่า แอ็กต์อาร์ตไม่ได้ แต่นั้นล่ะเป็นผลพวงที่ช่วยฝึกเธอค้นหาเอกลักษณ์ที่ใช่ไปโดยไม่รู้ตัว&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" data-id="177148" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/10-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-177148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/10-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/10-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/10-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/10-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/10-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/10.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</figure>



<div class="wp-block-group"><div class="wp-block-group__inner-container is-layout-constrained wp-block-group-is-layout-constrained">
<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บางกอกแดนซ์ในยุคของหลอดไฟ&nbsp;</strong></h4>



<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เปิดพื้นที่ให้กล้าแสดงออก เพื่อผลักดันความหลากหลายทางสังคม</strong></h4>
</div></div>



<p>Bangkok Dance Academy เริ่มต้นด้วยการเปิดสอนเทคนิคบัลเลต์ที่เฟื่องฟูมากๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ผู้สมัครเข้ามางานต้องรอคิวนานถึง 2 ปี ส่งผลให้ต่อมาสถาบันเพิ่มสาขากระจายทั่วกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด และเปิดสอนการเต้นในสไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แจซแดนซ์ แท็ปแดนซ์ สตรีทแดนซ์ ไปจนถึง เคพ็อป เรียกความสนใจให้เด็กรุ่นใหม่หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการใช้เวลาว่างนอกเหนือจากภาระงานต่างก็พากันเข้าเรียน ซึ่งนั่นคือข้อดีในแง่ของการมีทางเลือกให้ผู้คนได้มีพื้นที่ปลดปล่อยตัวเอง&nbsp;&nbsp;</p>



<p>และเพราะศิลปะการเต้นช่วยชีวิตทั้งแม่และหลอดไฟ โดยเฉพาะ ‘การคิดนอกกรอบ’ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการเรียนคอนเทมโพรารีแดนซ์ ช่วยให้คนๆ หนึ่งเป็นตัวของตัวเองในสังคมนั้นๆ ได้ เธอจึงเปิดคลาสเรียน Creative Movement และ Contemporary Dance ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เพื่อผลักดันเรื่องนี้</p>



<p>“เราอยากให้เด็กที่เรียนเต้นแต่เทคนิคได้เห็นวิธีการคิดงานแบบคอนเทมโพรารีแดนซ์ ด้วยการค่อยๆ เข้าไปเปลี่ยนกรอบที่เขาสร้างขึ้นมาจากการเรียนเต้นเทคนิค อย่างการพาเด็กไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหยิบของในห้างมาสร้างงานประติมากรรมด้วยกันแล้วเต้นเกี่ยวกับมัน เพื่อทำให้เขาได้รู้ว่า โอ้ มีเครื่องมือรอบตัวอีกเยอะที่เราสามารถหยิบมาเล่นได้นะ เรื่องพวกนี้ทำให้เด็กๆ มีไอเดียที่สามารถต่อยอดไปเป็นอะไรก็ได้หมด แล้วพอเขารู้ เขาก็จะมั่นใจ และกล้าที่จะลองทำอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกี่ยวกับการเต้นอย่างเดียว”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177149" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/11.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>และแม้วันนี้เธอจะขึ้นแท่นผู้บริหารต่อจากแม่ ก็ยังคงให้ความสำคัญกับแนวคิดดังกล่าวนี้ เพราะการกล้าแสดงออกในมุมมองที่แตกต่างกันจะขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความหลากหลายทางด้านความคิดและทางวัฒนธรรม และจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้ประเทศเกิดความน่าสนใจ</p>



<p>“เราจำเป็นต้องสร้างจุดนี้ให้มันแข็งแรง เพราะในบ้านเราแค่คุณยกมือถามคำถามในห้องเรียนคุณก็ยังดูเป็นเด็กไม่ดี แต่สมัยนี้พ่อแม่เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น แต่ถ้ารัฐและการศึกษายังเหมือนเดิมมันก็จะเหมือนติดกับดัก เราเลยยิ่งต้องทำให้บางกอกแดนซ์เป็นพื้นที่ที่ผู้เรียนสามารถมาปลดปล่อยตัวเองได้ ด้วยการสอนเรื่องสุนทรีภาพของอาร์ตเข้าไป อย่างน้อยให้เขาได้มาเต้น ได้มาทำอะไรบางอย่างที่นี่แล้วมีความสุขไปกับมัน เด็กๆ จะได้มีสังคมใหม่ เข้าใจตัวเองและเห็นคุณค่าในตัวเอง จนสามารถสร้างความมั่นใจในแบบของเขา อย่างที่รั้วโรงเรียนไม่สามารถสร้างให้เขาได้ นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังกับเด็กที่มาเรียนในบางกอกแดนซ์”</p>



<h4 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยกระดับวงการเต้นที่พยายามให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วม</strong></h4>



<p>ส่วนหนึ่งที่ทำให้การเต้นในปัจจุบันเป็นที่นิยมขึ้น หลอดไฟมองว่า Pop Culture ต่างๆ โดยเฉพาะความนิยมของวงการ K-pop และ T-pop มีส่วนช่วยเปลี่ยนมุมมองศิลปะการเต้น จากเดิมเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วแทบจะเป็นเรื่องไกลตัว ถูกมองเป็นเรื่องเต้นกินรำกิน แต่ปัจจุบันเกิดการยอมรับในฐานะอาชีพ และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ใครๆ ก็อยากเต้นตามกันได้เลย&nbsp;</p>



<p>แต่ถ้าเทียบกับความนิยมในศิลปะด้านอื่นๆ การเต้นก็ยังถือว่าอยู่กันเฉพาะในกลุ่มเล็กๆ ในฐานะผู้บริหารจึงพยายามที่จะยกระดับวัฒนธรรมการเต้นให้เท่าเทียมกับศิลปะแขนงอื่นๆ ในบ้านเรา ด้วยการสานต่อการจัดการแข่งขันตามอย่างที่แม่ของเธอเคยทำ เพื่อชู ‘เวที’ ให้เป็นพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนของคนในแวดวง</p>



<p>แต่สถาบันจะขับเคลื่อนอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ภาครัฐจะต้องมองภาพให้เห็นและต้องเข้ามามีบทบาทต่อการผลักดันวงการเต้นนี้ให้มากกว่านี้ “ที่ผ่านมาเราให้ทุนนักเรียนของเราเองทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์โดยที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเลย&nbsp;</p>



<p>“สมัยที่หลอดไฟขอทุนไปเวียนนา ซึ่งเขาจะมีทุน 3 ส่วน 2 ส่วนเทศกาลออกให้ แต่อีกส่วนเขาบังคับให้ศิลปินในแต่ละประเทศต้องไปขอทุนจากการรัฐเองเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับภาครัฐ นั่นคือครั้งแรกที่เราเดินเข้าไปที่ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อพูดกับเขาว่า โครงการที่เราสมัครไปมีศิลปินสมัครเข้าร่วมเป็นพันๆ คน แต่รับแค่ 30 คนจาก 76 ประเทศทั่วโลก เราคือคนไทยคนเดียวที่ติด สิ่งที่เราทำมันยิ่งใหญ่มากนะคะคุณจะไม่ใ่ห้เราไปหรอ ขณะเดียวกันเราไปขอทุนที่สถาบันเกอเธ่ (Goethe Institute Bangkok) ซึ่งขอได้ง่ายอยู่แล้วเพราะเขาเข้าใจในสิ่งที่เราทำดี”</p>



<p>“แม่เราพยายามกับตรงนี้มามากว่า 20 ปีจนถอดใจไปแล้ว เราเลยต้องบอกแม่ว่าให้กลับมาสู้ใหม่ การแข่งขันที่เราจัดกันมาหลาย 10 ปี เขียนให้เป็นภาพกว้างมากขึ้นว่าเราทำเพื่ออะไรอยู่ หลอดไฟพยายามจะให้กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนเราทุกๆ ปี ให้อยู่ในไฟแนนซ์โชว์แพลนของเขาในทุกๆ ปี ล่าสุดที่เพิ่งทำไปคือชื่อ ‘One day In Bangkok’ เล่าเกี่ยวกับ Soft pฃPower ของไทย ใน Asia Pacific Dance Competition ครั้งที่ 26 เราก็ต้องเอาโชว์นี้ไปขอทุนรัฐให้ได้ด้วย”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177150" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/12.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“เราเคยมองแค่คนกลุ่มเล็ก ตอนนี้เราต้องมองกลุ่มคนให้ใหญ่ขึ้น เราต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนองานของเรา เพราะเรารู้แล้วว่าทำแบบนี้มันได้แค่รางวัลชนะ แต่ก็แค่เฉพาะกลุ่มเต้นในระดับนึงเท่านั้น แต่เราอยากไปให้ถึงในระดับประเทศจริงๆ เราก็ต้องทำตามนโยบายรัฐ เพราะเราจะได้ทำงานร่วมกันได้ ยังมีที่อื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการทำเรื่อง เพื่อปูทางให้วงการเต้นของเราต่อยอดไปอีกระดับ ไม่อย่างนั้นวงการเต้นเราก็จะทำกันงกๆ กันเองแค่นี้จริงๆ” </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-177151" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2024/09/13.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-dance-academy/">‘​​หลอดไฟ-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์’ ผู้บริหารรุ่นสองของสถาบันการเต้น Bangkok Dance Academy จากนักเรียนบัลเลต์สู่การผลักดัน Contemporary Dance</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
