<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฐวดี คงแสง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author533/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author533/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 20 Oct 2021 12:05:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>School Town King แรปทะลุฝ้าความเหลื่อมล้ำที่ราชาคลองเตยจะไม่หยุดฝัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/school-town-king-documentary/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐวดี คงแสง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 02 Jan 2021 12:56:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Now Showing]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ความเหลื่อมล้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[School Town King]]></category>
		<category><![CDATA[Eyedropper Fill]]></category>
		<category><![CDATA[Crazy Kids]]></category>
		<category><![CDATA[แร็ปเปอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Elevenfinger]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คลองเตย]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสารคดี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118309</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2020 ที่ผ่านมาคงเป็นปีที่ยากสำหรับใครหลายๆ คน ทั้งต้องเผชิญหน้ากับมรสุมที่คาดเดาไม่ได้ จนในใจเต็มไปด้วยคำถามสวนทางกับพลังที่เริ่มมอดลง แต่เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุผลในการเดินทางของมันเสมอ เช่นเดียวกับที่เราได้สวนทางมาเจอแรปเปอร์สองหนุ่มจากคลองเตยอย่างบุ๊ค–ธนายุทธ ณ อยุธยา a.k.a Elevenfinger และ นนท์–นนทวัฒน์ โตมา a.k.a Crazy Kids อีกครั้งใน ‘School Town King แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน’ ภาพยนตร์สารคดีที่กำกับโดยเบสท์–วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย ร่วมกับทีมงาน Eyedropper Fill ที่ใช้คำว่าพบกันอีกครั้ง เพราะย้อนกลับไปราวปี 2017 ในช่วงที่เรากำลังฝึกงานในฐานะ a team junior 14 และกำลังลงมือทำเมนคอร์สฉบับ The Rise of Thai Rap เราพบกับบุ๊คเป็นครั้งแรกจากการได้สัมภาษณ์เขาในฐานะแรปเปอร์รุ่นใหม่ผู้มุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลง และลบคำตราหน้าว่าชุมชนคลองเตยมีแต่คนไม่เอาไหน ผ่านไรม์และพลังของเพลงฮิปฮอป แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยพลังและความฝันตลอดบทสนทนา ดวงตาของเขายิ่งเปล่งประกายขึ้นเมื่อกล่าวถึงนนท์ รุ่นน้องในชุมชนคลองเตยที่เดินมาบอกว่าอยากทำเพลงกับเขาถึงบ้าน แถมไรม์ของนนท์ก็ยังคมเสียจนคลิปเพลง ‘สลัมคลองเตย’ ที่อัดเล่นๆ กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ บุ๊ครู้สึกถูกชะตาและผูกพันราวกับนนท์เป็นน้องชายแท้ๆ ทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางร่วมกันบนเส้นทางเพลงฮิปฮอป [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/school-town-king-documentary/">School Town King แรปทะลุฝ้าความเหลื่อมล้ำที่ราชาคลองเตยจะไม่หยุดฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2020 ที่ผ่านมาคงเป็นปีที่ยากสำหรับใครหลายๆ คน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งต้องเผชิญหน้ากับมรสุมที่คาดเดาไม่ได้ จนในใจเต็มไปด้วยคำถามสวนทางกับพลังที่เริ่มมอดลง แต่เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุผลในการเดินทางของมันเสมอ เช่นเดียวกับที่เราได้สวนทางมาเจอแรปเปอร์สองหนุ่มจากคลองเตยอย่างบุ๊ค–ธนายุทธ ณ อยุธยา a.k.a Elevenfinger และ นนท์–นนทวัฒน์ โตมา a.k.a Crazy Kids อีกครั้งใน ‘School Town King แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน’ ภาพยนตร์สารคดีที่กำกับโดยเบสท์–วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย ร่วมกับทีมงาน Eyedropper Fill</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-118314 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1112.jpg" alt="" width="679" height="960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1112.jpg 679w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1112-212x300.jpg 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1112-600x848.jpg 600w" sizes="(max-width: 679px) 100vw, 679px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่ใช้คำว่าพบกันอีกครั้ง เพราะย้อนกลับไปราวปี 2017 ในช่วงที่เรากำลังฝึกงานในฐานะ a team junior 14 และกำลังลงมือทำเมนคอร์สฉบับ The Rise of Thai Rap เราพบกับบุ๊คเป็นครั้งแรกจากการได้สัมภาษณ์เขาในฐานะแรปเปอร์รุ่นใหม่ผู้มุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลง และลบคำตราหน้าว่าชุมชนคลองเตยมีแต่คนไม่เอาไหน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผ่านไรม์และพลังของเพลงฮิปฮอป แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยพลังและความฝันตลอดบทสนทนา ดวงตาของเขายิ่งเปล่งประกายขึ้นเมื่อกล่าวถึงนนท์ รุ่นน้องในชุมชนคลองเตยที่เดินมาบอกว่าอยากทำเพลงกับเขาถึงบ้าน แถมไรม์ของนนท์ก็ยังคมเสียจนคลิปเพลง ‘สลัมคลองเตย’ ที่อัดเล่นๆ กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ บุ๊ครู้สึกถูกชะตาและผูกพันราวกับนนท์เป็นน้องชายแท้ๆ ทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางร่วมกันบนเส้นทางเพลงฮิปฮอป ด้วยฝันว่าเส้นทางนี้จะนำพาทั้งคู่ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">3 ปีผ่านไป แม้เวลาจะพัดพาการเปลี่ยนแปลงมามากเพียงใด แต่เมื่อเราได้มาเจอบุ๊คและนนท์อีกครั้ง เราพบว่ามีบางอย่างในตัวเขาสองคนยังคงเดิม สิ่งเหล่านั้นถ่ายทอดผ่านสารคดีที่ผู้กำกับอย่างเบสท์ติดตามบุ๊คและนนท์ถึง 3 ปี กว่าจะออกมาเป็นภาพชีวิตเด็กสลัมคลองเตยกับความฝันอยากเป็นแรปเปอร์ชื่อดังท่ามกลางแรงกดทับของสังคมที่ต้องแลกอะไรไปมากมาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img decoding="async" class="size-full wp-image-118330 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1129.jpg" alt="" width="2048" height="1156" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1129.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1129-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1129-768x434.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1129-1024x578.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1129-600x339.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-118324 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1123.jpg" alt="" width="1920" height="1080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1123.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1123-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1123-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1123-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1123-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">‘School Town King แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน’ ทำให้เห็นชีวิตของวัยรุ่นทั้งสองบนฝันที่ดูขบถต่อกรอบของผู้ใหญ่ การตามติดทั้งสองยังเผยให้เห็นถึงชีวิตมากมายที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดภายใต้ความเหลื่อมล้ำที่กดทับให้พวกเขากลายเป็นคนนอกของทั้งระบบการศึกษาและโครงสร้างสังคม และนำไปสู่คำถามปลายเปิดมากมายที่ชวนให้ขบคิด</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ณ กรงขังล่องหนความเท่าเทียมในสถานศึกษา</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สารคดีเริ่มต้นด้วยการแนะนำบุ๊คและนนท์ในฐานะแรปเปอร์ผ่านฉากแรปสดบนรถของทั้งสอง ก่อนที่จะค่อยเผยให้เห็นว่าทั้งสองก็เป็นเพียงวัยรุ่นทั่วไปผ่านกิจวัตรที่วนเวียนอยู่ที่โรงเรียน บ้าน และชุมชนคลองเตย โดยมีเพลงแรปอยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิตในทุกวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพมุมสูงในฉากแรกๆ เป็นเสมือนสายตาของคนนอกซึ่งเผยให้เห็นกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยตึกและสิ่งก่อสร้างมากมาย กึ่งคล้ายภาพมายาแห่งความซิวิไลซ์ หากแต่หลับใหลอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้าเหล่านั้นคือ ‘คลองเตย’ ชุมชนแออัดที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย กล้องตัวเดิมพาเราบินลงสู่ชีวิตวุ่นวายใต้หลากหลังคาสังกะสี เปลี่ยนมุมมองจากคนนอกสู่คนในชุมชน เกาะหลังบุ๊คและนนท์ที่เกิดและอาศัยอยู่ที่ชุมชนคลองเตย มุดเข้ามุดออกตามตรอกซอกซอย ส่องมองสองชีวิตที่เผยให้เห็นอีกหลายชีวิตที่รายล้อมอยู่ภายใต้หลังคาสังกะสีซึ่งล้อมกรอบด้วยฝ้าบ้านบางๆ ที่ไม่ว่าจะพยายามเงยหน้ามองหาความหวังสู่ชีวิตที่ดีกว่าเพียงใด พวกเขากลับมองเห็นเพียงแต่สายไฟพะรุงพะรังและเพดานแล้วเพดานเล่าของโครงสร้างสังคมไทยที่กดทับอนาคตเอาไว้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากที่เราอยากพูดถึง คือชีวิตในโรงเรียนของทั้งสองคนที่แม้ภาพในสารคดีจะฉายให้เห็นถึงกิจวัตรทั่วไปของนักเรียนทั้งการเข้าแถวตอนเช้า การตรวจผม และการสอบ แต่สิ่งที่แนบมาในความรู้สึกคือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ และไม่ตอบโจทย์ความสนใจของนักเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118333 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1132.jpg" alt="" width="2048" height="1152" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1132.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1132-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1132-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1132-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1132-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเสียงท่องจำบทเรียนดังก้อง และเสียงตะโกนของครูที่สั่งให้นักเรียนหุบปากกลบเสียงแรปที่เต็มไปด้วยความฝันของเด็กหนุ่มสองคน</span> <span style="font-weight: 400;">สะท้อนออกมาผ่านฉากหนึ่งที่บุ๊คกับนนท์คุยกันว่าอยากให้โรงเรียนลดเวลาบางวิชา เพิ่มเวลาให้วิชาอย่างดนตรีหรือศิลปะ และให้โอกาสนักเรียนได้เลือกลงวิชาตามความสนใจของตัวเอง ทว่าในความเป็นจริง การจะเปลี่ยนระบบการศึกษานั้นยากจนเกินไป เด็กหนุ่มทั้งสองจึงต้องมาเรียนรู้วิชาที่สนใจเอาเองจากอินเทอร์เน็ต ทว่านั่นกลับทำให้ผลการเรียนวิชาหลักของพวกเขาตกลงพรวดพราด เพราะไม่อาจตอบคำถามได้ว่าเนื้อหาเหล่านั้นมีประโยชน์ต่ออาชีพแรปเปอร์ที่พวกเขาอยากทำยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่ามันนำไปสู่ความขัดแย้งกับที่บ้าน เมื่อความฝันที่จะหาเงินจากไรม์ดูไม่มั่นคงพอที่จะยกฐานะทางบ้านที่หาเช้ากินค่ำหรือแม้กระทั่งตอบสนองความฝันของพ่อแม่ที่อยากเห็นลูกมีชีวิตดีกว่าด้วยการเอาใบปริญญามาเบิกทางออกจากความดิ้นรนที่ต้องเผชิญ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่แปลกเลยที่การเดินทางตามติดบุ๊คและนนท์จะซ้อนทับกับภาพในวัยเด็กของผู้ชมอีกมากมาย ทั้งความคาดหวังจากครอบครัว ความกดดันจากที่โรงเรียน คูณความอึดอัดเข้าไปอีกเมื่อความถนัดทางด้านดนตรีของทั้งสองกลับถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะบุ๊คและนนท์ที่การศึกษาแทบจะเป็นเดิมพันสู่ชีวิตที่ดีกว่าของทั้งครอบครัว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118316 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1115.jpg" alt="" width="1920" height="1080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1115.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1115-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1115-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1115-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1115-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทว่าระบบการศึกษากลับไม่ใช่พื้นที่สำหรับค้นหาตัวเองและบ่มเพาะความฝัน แต่กลับเป็นกรงขังที่ผลักอีกหลายคนให้ต้องออกจากการศึกษา หรือยอมใช้ดินสอเป่าฝันดับหวังแล้วตายข้างในไปช้าๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเกาะติดชีวิตของบุ๊คและนนท์ในสารคดีช่วยตอกย้ำว่ามนุษย์ล้วนหลากหลายเกินกว่าจะมีสูตรสำเร็จ เช่นฉากหนึ่งที่นนท์ทักไปหาครูใบเตยให้ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ฟรีหลังเลิกเรียน ก่อนที่ครูใบเตยจะอธิบายให้นนท์ฟังว่าคนแต่ละคนต่างมีวิธีเรียนภาษาอังกฤษที่ไม่เหมือนกัน อย่างนนท์เองก็เรียนภาษาอังกฤษจากเพลงแรปจนมีพัฒนาการขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าฉากที่ถูกแทรกเข้ามาเป็นระยะตลอดทั้งเรื่องคือภาพความรุนแรงในโรงเรียน ทั้งการกระทำ คำพูด และความคิดที่ถูกกลบปิดด้วยวัฒนธรรมอันดีงาม ทั้งฉากนักเรียนก้มกราบครูและฉากนำท่องค่านิยม 12 ประการที่นอกจากไม่ตอบคำถามด้านการศึกษา กลับยังปิดประตูขังทุกการเงยหน้าขึ้นมาถามหาคำตอบของนักเรียน สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นหนึ่งในชนวนแห่งความอึดอัดที่ค่อยๆ ผลักบุ๊คออกไปจากพื้นที่ทางการศึกษาในท้ายที่สุด&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118326 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1125.jpg" alt="" width="1920" height="1080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1125.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1125-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1125-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1125-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1125-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การเดินทางในระบบการศึกษาของวัยรุ่นทั้งสองคนถูกเผยให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง ในขณะที่นนท์ใช้เพลงแรปเป็นแรงบันดาลใจในการเรียน บุ๊คที่เคยเรียนดีกลับมีผลการเรียนที่ตกลงเพราะความผิดหวังและหมดศรัทธาในระบบการศึกษา ท่ามกลางความตึงเครียดกับที่บ้านและความกังวลของพ่อถึงอนาคตของบุ๊คที่พร่ำบอกให้ลูกชายล้มเลิกความฝันจะเป็นแรปเปอร์แล้วเลือกทางชีวิตที่มั่นคง ทว่าความภูมิใจของแรปเปอร์นาม Elevenfinger กลับกลายเป็นการติดประกาศนียบัตรในฐานะ Speaker ของเวที TedxBangkok บนฝาบ้าน จากการที่เขาสามารถเล่าเรื่องราวในคลองเคยได้อย่างแหลมคม ย้ำเตือนว่ายังมีใครอีกหลายคนในสังคมที่เปิดพื้นที่ให้เขาฝันได้อย่างเต็มที่และยอมรับฟังในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ โดยไม่ตัดสิน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วกล้องก็หันไปจับบุ๊คหยิบ a day Magazine ฉบับ The Rise of Thai Rap ออกมาโชว์ด้วยความภูมิใจ โดยส่วนตัวแล้ว ฉากนี้ดึงเรากลับสู่ห้วงอดีตที่การพบกันของเรากับแรปเปอร์หนุ่มในครั้งแรกเกิดขึ้นจากความฝันของแต่ละคนที่สวนทางมาเจอกัน เมื่อเวลาผ่านไป ความฝันของเราที่อยากจะได้เขียนงานในนิตยสาร a day ได้กลายเป็นความจริง ส่วนความฝันของบุ๊คก็กำลังก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับแรงต้านของสังคมที่เหมือนจะกดทับให้ความฝันดับมอดลงตามการเติบโต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">รอวันระเบิดออก&nbsp;</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ในโลกคู่ขนานที่แมลงถูกเด็ดปีก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากมุมมองที่เกาะติดทั้งสองหนุ่ม นอกจากสารคดีจะให้เราได้เห็นชีวิตของบุ๊คและนนท์แล้ว ภาพของอีกหลายชีวิตในชุมชนคลองเตยที่ต้องเผชิญกับภาวะไม่กล้าฝันถึงอนาคตและดิ้นรนอยู่รอดไปวันต่อวัน หนำซ้ำยังกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบโงหัวไม่ขึ้น ถูกฉายให้เห็นในแทบจะทุกขณะ โดยเฉพาะในฉากที่นนท์ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118327 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1126.jpg" alt="" width="1914" height="1077" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1126.jpg 1914w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1126-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1126-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1126-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1126-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1914px) 100vw, 1914px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเสียงค้อนเคาะทำลายฝ้าบ้านซอมซ่อปลุกนนท์ให้ตื่น ตรงหน้าของเด็กชายคือพายุลูกใหญ่เมื่อบ้านหลังเล็กที่แออัดไปด้วยคนในครอบครัวเกือบสิบคนซึ่งนอนซ้อนทับกันในทุกตารางวาต้องพบการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ทั้งครอบครัวต้องรีบขนของย้ายออกจากบ้านโดยมีเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นก่อนที่คนของรัฐจะเข้ามารื้อบ้านกว่า 40 หลังในล็อกนั้นซึ่งรวมถึงบ้านของนนท์ แม้ทางการจะบอกว่าเป็นเพียงการซ่อมแซมก่อนให้ครอบครัวของนนท์ย้ายกลับเข้ามาอยู่ใหม่ แต่ประโยคที่แม่บอกนนท์ว่ายังไม่รู้เลยว่าต่อไปต้องไปอยู่ที่ไหนแสดงให้เห็นถึงความกดดันอย่างหนักเมื่อความเป็นอยู่ที่ไม่มั่นคงอยู่แล้วถูกเขย่าให้พังลงบนความรู้สึกไม่แน่นอนว่าอนาคตจะมีที่ซุกหัวนอนต่อไปหรือไม่ แม้จะอยู่เพียงชั้นมัธยมต้นแต่ในฐานะพี่ชายของน้องๆ อีกหลายคน เรารู้สึกได้ถึงคำถามมากมายและความโกรธต่อชีวิตจากแววตาของนนท์ ภาพของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ต้องแบกรับในทุกทางแจ่มชัด ขณะภาพความสำเร็จในฐานะแรปเปอร์เลือนราง การเปลี่ยนผ่านเริ่มสั่นคลอนความเชื่อเดิมขณะวัยรุ่นถูกผลัดเปลี่ยนสู่หลักสูตรการเป็นผู้ใหญ่อย่างเร่งรัด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118328 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1127.jpg" alt="" width="1920" height="1080" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1127.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1127-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1127-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1127-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1127-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“School Town King แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน”&nbsp; นำเราเดินทางสู่ ‘โลกคู่ขนาน’ ที่มีอยู่จริง ภาพความเหลื่อมล้ำถูกฉายขึ้นตลอดการเดินทางไปกับสองหนุ่ม อึดอัดไปกับชีวิตที่ถูกกดทับทั้งฐานะ โอกาสหรือแม้กระทั่งความหวังและความฝัน แทรกด้วยภาพ ‘คุณคนดี’ ที่กำลังมอบสิ่งต่างๆ ซึ่งควรจะเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรจะได้รับ แต่พวกเขากลับเรียกมันว่า &#8216;ของขวัญ” อย่างการสนับสนุนที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะในระหว่างโครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านที่ทั้งครอบครัวต้องไปขออยู่อาศัยบนชั้นสองซึ่งต่อเติมขึ้นมาชั่วคราวบนคานบ้านเล็กๆ ใกล้พังของคนรู้จักในชุมชนหรือแม้กระทั่งการเข้าถึงการศึกษาที่นนท์เผยกับเราภายหลังในวงคุยว่าอาจไม่ได้เรียนต่อเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงอีกหลากหลายฉากที่ทำให้พะอืดพะอมและหนักอึ้งจากฝ่าเท้าล่องหนที่บดขยี้ลงมาจากด้านบน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แปลกแท้ๆ ที่เมื่อแหงนมองขึ้นไป เรากลับพบเพียงท้องฟ้าที่ปราศจากเพดาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118331 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1130.jpg" alt="" width="2048" height="1152" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1130.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1130-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1130-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1130-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1130-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลายประเด็นถูกขุดขึ้นมาวางกองให้เห็น ทุกประเด็นล้วนเป็นสิ่งที่สังคมพยายามปิดตาหนึ่งข้างเอาเท้ายัดกลับลงใต้พรมเสมอ ในช่วงหนึ่ง สารคดีนำเราไปสนทนากับ “บอล” หนึ่งในเด็กหนุ่มเร่ร่อนซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชน บอลเล่าว่าตนเองติดยาเสพติดและเกมอย่างหนัก ประโยคหนึ่งฉุดเราให้ดำดิ่งขณะตื่นขึ้นมองความเป็นจริงตรงหน้า เมื่อเด็กหนุ่มบอกว่าเห็นภาพตัวเองในอีก 15 ปีข้างหน้าไม่อยู่ในคุกก็คงเป็นคนขายยาเสพติดอยู่สักแห่ง คำพูดของเขาชวนให้เราขบคิดว่าผู้ร้ายที่ควรจะถูกตราหน้าไม่ใช่เหยื่อระบบตรงหน้าแต่คือโครงสร้างของระบบสังคมที่ย่ำยีชีวิตมากมายให้กลายเป็นผู้ร้ายจำยอมของสังคมอย่างเลือดเย็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“School Town King แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน”&nbsp; ค่อยม้วนๆพรมขึ้น เผยให้เห็นสิ่งซ่อนที่อยู่เบื้องล่าง ก่อนจะนำเราลงไปสัมผัสความรู้สึกของทุกชีวิตที่อยู่ใต้การกดทับนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นมามองด้านบนพรมเป็นระยะ เห็นความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างทางความเชื่อปรากฏชัด ภาพในฉากต่างๆ ของภาพยนตร์ที่ตัดสลับกันไปมาระหว่างความเชื่อในขั้วตรงข้ามซึ่งในบางช่วงก็ไม่ได้ถูกจัดวางให้ปะติดปะต่อกัน กลับเน้นย้ำให้เห็นถึงความไร้ตัวตนของเส้นเชื่อมความเชื่อราวกับไม่ใครก็ใครคือโลกคู่ขนานที่ควรต้องถูกทำให้หายไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับหลายพลังความเชื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมของหลายคนที่กำลังมอดดับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับความฝันถึงชีวิตซึ่งดีกว่าที่ถูกทำให้สูญหาย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภายใต้ซากปรักหักพัง ช่วงตอนหนึ่งของภาพยนตร์เผยให้เห็นภาพของแมลงสาบเล็กๆที่กำลังลนลานหนีการคุกคามลงไปหลบอยู่ใต้ซากบ้านที่ถูกทุบ ราวกับลืมไปว่าตัวมันเองก็มีปีกบินได้ ตอนนั้นเองสิ่งที่ดังก้องขึ้นมาในหัวบอกเราว่าไม่ว่าจะถูกเด็ดปีกอย่างไรก็ตาม แมลงสาบเป็นเผ่าพันธุ์ที่จะไม่มีวันถูกทำให้ตายได้ง่ายๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เช่นเดียวกับทุกความฝันท่ามกลางอีกกี่แรงต้านก็ตามที</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>แม้จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เสียงเพลงฮิพฮอพเคล้าคลอเข้ากับเสียงจังหวะชีวิตของผู้คนในคลองเตย เจือจางด้วยเสียงท่องบทเรียนของนักเรียนกับเสียงเกรี้ยวกราดจากอำนาจนิยมทางการศึกษา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นเวลาพักใหญ่ที่ผู้ชมถูกสลับจากมุมมองที่ตามติดวัยรุ่นทั้งสองมามองทุกอย่างด้วยสายตาของบุ๊คและนนท์ มวลความรู้สึกอึดอัดก่อกวนรุนแรงขณะคำถามผุดขึ้นมากมาย พาลให้สงสัยว่าแล้วบุ๊คกับนนท์ที่ต้องอยู่กับความรู้สึกนี้มาตลอดทั้งชีวิตผ่านทั้งหมดนี้มาได้อย่างไร ในช่วงท้าย บทสนทนาสุดแสนธรรมดาระหว่างแวะกินส้มตำริมถนนของบุ๊ค นนท์และเพื่อนในโรงเรียนจุดพลุฉายภาพหลากทางฝันของวัยรุ่น ก่อนจะลอกคราบให้เห็นรอยร้าวที่เกิด เมื่อความฝันซึ่งเคยบรรจบกันของทั้งสองเดินทางมาถึงทางแยกที่ต่างคนต่างต้องเลือก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เคยเริ่มต้นจากศูนย์มาแล้ว จะเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่อีกครั้งก็ไม่เป็นไร”&nbsp; คำพูดของบุ๊คปรากฏขึ้นในช่วงหนึ่งเมื่อชีวิตเขาเดินทางมาถึงอีกทางแยกสำคัญของชีวิต การเดินต่อไปบนเส้นทางนี้จะรอดมั้ยเป็นสิ่งที่ไม่มีใครตอบได้ แต่จะเดินต่อไปทางไหนและอย่างไรต่างหากที่เป็นคำถามซึ่งต่างต้องตอบให้ได้ด้วยตนเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นั่งอยู่กึ่งกลางระหว่างบทสนทนาบนรถกับบุ๊คและนนท์นำผู้ชมเดินทางมาสู่สิ้นสุดปลายทางของการเดินทางร่วมกันในฉากสุดท้าย ก่อนจะปล่อยผู้ชมทิ้งไว้ตรงทางแยกของมวลอารมณ์นับแสนและคำถามนับล้านที่ผุดขึ้นมาตรงหน้า ขณะเหม่อมองหน้าจอที่ดับสนิทลงพลางเฝ้านึกว่าชีวิตของทั้งบุ๊คและนนท์จะดำเนินต่อไปอย่างไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118329 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1128.jpg" alt="" width="2048" height="1152" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1128.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1128-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1128-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1128-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1128-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เราได้พูดคุยกับบุ๊คอีกครั้งในวงคุยหลังฉายภาพยนตร์จบ ทั้งสองคนเติบโตขึ้นมาก ทว่าแววตาและความเชื่อบางอย่างยังคงเหมือนเดิม มันคือแววตาแห่งความขบถและจะไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรมในชีวิตได้โดยง่าย เป็นแววตาที่ยังคงมีพลังและมุ่งมั่นทำลายเพดานแล้วเพดานเล่าของโครงสร้างที่กดทับในสังคมด้วยความเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งหรืออย่างน้อยก็บางชีวิตได้&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แววตาของบุ๊คและนนท์ในทุกฉากตอนสะท้อนให้เห็นแววตาของเราเองที่เคยเต็มไปด้วยพลังในช่วงวัยนั้น เปลี่ยนผ่านสู่ตัวเราที่ใกล้จะหมดพลังในวันนี้ และแม้ว่าเราจะยังตอบหลายคำถามที่ภาพยนตร์ทิ้งไว้ให้ไม่ได้ แต่ความเชื่อในการเปลี่ยนแปลงได้รับการเยียวยา ตอกย้ำว่าทุกการพบกันล้วนมีเหตุผลจริงๆ เพราะทุกชีวิตไม่ใช่โลกคู่ขนาน แต่คือชีวิตที่อาจหรืออาจไม่สวนทางมาเจอกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากว่าสักวัน บางทางแยกจะนำใครและใครกลับมาเจอกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม เราหวังว่าฟ้าในวันจะเป็นฟ้าอย่างที่ควรจะเป็นได้สักที หรืออย่างน้อยๆ หากบางเพดานจะยังคงอยู่ หวังว่าใครที่ว่านั้นจะได้กลับมาเจอกันด้วยแววตาแบบเดียวแบบเดิมกับที่เคยเปล่งประกายฝันและพลังเช่นครั้งวัยเยาว์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118321 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1120.jpg" alt="" width="2048" height="1152" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1120.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1120-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1120-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1120-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1120-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118320 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1119.jpg" alt="" width="1920" height="1077" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1119.jpg 1920w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1119-300x168.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1119-768x431.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1119-1024x574.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_1119-600x337.jpg 600w" sizes="(max-width: 1920px) 100vw, 1920px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เงยหน้ามองขึ้นไปข้างบน นึกสงสัยว่าทำไมคนเราถึงต้องใช้แรงมากมายขนาดนี้เพื่อพังทะลุแต่ละเพดานขึ้นไป เพียงเพื่อจะเจอกับเพดานแล้วเพดานเล่าที่มากมายราวกับไร้ที่สิ้นสุด ก็คงจนกว่าจะถึงวันนั้นนั่นแหละ ที่เราจะขึ้นไปถึงชั้นบนสุด เพื่อบอกกับคนที่อยู่ข้างบนว่า เราต่างก็อยู่ใต้แผ่นฟ้าผืนเดียวกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่กว่าที่เราจะไปถึงวันนั้น แน่นอนว่า อีกหลายชีวิตจะยังคงต้องเดินตามทางต่อไป เช่นเดียวกับชีวิตจริงของบุ๊คและนนท์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปี 2020 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ยากสำหรับบางคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สำหรับใครอีกหลายคน ชีวิตไม่เคยง่ายมาตั้งแต่ต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาจึงยิ่งต้องสู้ยิบตา</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/school-town-king-documentary/">School Town King แรปทะลุฝ้าความเหลื่อมล้ำที่ราชาคลองเตยจะไม่หยุดฝัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>In Flower Lesson ศิลปินผู้วาดดอกไม้เพื่อส่งต่อความชื่นใจให้ทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/in-flower-lesson/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐวดี คงแสง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Feb 2020 12:00:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกไม้]]></category>
		<category><![CDATA[portfolio]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[In flower lesson]]></category>
		<category><![CDATA[เมย์ นันทิชา ดิเรกวัฒนานุกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=90616</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในสวนแห่งนี้มีดอกไม้บานสะพรั่ง สวนที่ว่าคือสตูดิโอของ In Flower Lesson หรือ เมย์–นันทิชา ดิเรกวัฒนานุกุล นักวาดผู้ให้กำเนิดรูปวาดดอกไม้นานาพรรณที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ สีสันสบายตา และรายละเอียดฝีแปรงที่ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นงานวาดกราฟิก ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและผ่อนคลายไม่แพ้ยามเห็นดอกไม้จริง ดอกไม้ของ In Flower Lesson ผลิบานได้ทุกที่ไม่ว่าจะในเพจและอินสตาแกรม บนกรอบรูปโพลารอยด์แสนน่ารัก แปลงกายไปอยู่บนสติกเกอร์และเทปกระดาษ เบ่งบานบนเสื้อผ้าหลากหลายแบรนด์ เช่น Pudee และ beaubadin ไปจนถึงเป็นแพ็กเกจเครื่องสำอาง Sirinn.cosmetics และ BUM BUM baby นอกจากนี้เมย์ยังเป็นหนึ่งใน 15 ศิลปินที่ร่วมสร้างงานศิลปะอินเทอร์แอ็กทีฟในงาน Museum of Me ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียมอีกด้วย และตอนนี้เธอกำลังนำสวนดอกไม้ของเธอไปอวดโฉมในงาน Glowfish Creators’ Lab ที่ Glowfish Office สาทรตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม &#8211; 29 กุมภาพันธ์ 2563 อีกด้วย ในวันที่ฝุ่นลงหนา เราเลยขอหนีไปเที่ยวชมเมืองดอกไม้ของเธอให้ชื่นใจและคุยกับเจ้าของสวนผู้ปลูกดอกไม้ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วทำให้ใจของเราพองฟู เดินทางสู่ดอกไม้ “ดอกไม้เป็นรูปที่วาดแล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจ” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-flower-lesson/">In Flower Lesson ศิลปินผู้วาดดอกไม้เพื่อส่งต่อความชื่นใจให้ทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><span style="font-weight: 400;">ในสวนแห่งนี้มีดอกไม้บานสะพรั่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สวนที่ว่าคือสตูดิโอของ </span><b>In Flower Lesson</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><b>เมย์–นันทิชา ดิเรกวัฒนานุกุล</b><span style="font-weight: 400;"> นักวาดผู้ให้กำเนิดรูปวาดดอกไม้นานาพรรณที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ สีสันสบายตา และรายละเอียดฝีแปรงที่ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นงานวาดกราฟิก ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและผ่อนคลายไม่แพ้ยามเห็นดอกไม้จริง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90630" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-6.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-6.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-6-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-6-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90634" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-20.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-20.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-20-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-20-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดอกไม้ของ In Flower Lesson ผลิบานได้ทุกที่ไม่ว่าจะในเพจและอินสตาแกรม บนกรอบรูปโพลารอยด์แสนน่ารัก แปลงกายไปอยู่บนสติกเกอร์และเทปกระดาษ เบ่งบานบนเสื้อผ้าหลากหลายแบรนด์ เช่น Pudee </span><span style="font-weight: 400;">และ beaubadin ไปจนถึงเป็นแพ็กเกจเครื่องสำอาง Sirinn.cosmetics และ BUM BUM baby นอกจากนี้เมย์ยังเป็นหนึ่งใน 15 ศิลปินที่ร่วมสร้างงานศิลปะอินเทอร์แอ็กทีฟในงาน Museum of Me ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียมอีกด้วย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90625" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-43.jpeg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-43.jpeg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-43-200x300.jpeg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และตอนนี้เธอกำลังนำสวนดอกไม้ของเธอไปอวดโฉมในงาน Glowfish Creators’ Lab ที่ Glowfish Office สาทรตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม &#8211; 29 กุมภาพันธ์ 2563 อีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่ฝุ่นลงหนา เราเลยขอหนีไปเที่ยวชมเมืองดอกไม้ของเธอให้ชื่นใจและคุยกับเจ้าของสวนผู้ปลูกดอกไม้ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วทำให้ใจของเราพองฟู</span></p>
<h3><b>เดินทางสู่ดอกไม้</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดอกไม้เป็นรูปที่วาดแล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มเมื่อเราถามถึงความหลงใหลในดอกไม้ที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ก่อนเริ่มเล่าถึงเส้นทางดอกไม้ซึ่งมีการเดินทางเป็นจุดเริ่มต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ย้อนไปเมื่อปี 2014 เมย์ใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปเรียนศิลปะไกลถึงประเทศอังกฤษ การเดินทางครั้งนั้นมีอิทธิพลต่องานของเธออย่างเห็นได้ชัด จากที่มักใช้สีเอิร์ทโทนในการวาดรูป เมื่อกลับมาสไตล์งานของเธอก็เปลี่ยนแปลง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90631" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-45.jpeg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-45.jpeg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-45-200x300.jpeg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราไปอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลกับเบอร์มิงแฮมซึ่งมีธรรมชาติเยอะ วันเสาร์-อาทิตย์ก็ชอบออกไปเดินเล่นคนเดียว ดูรอบตัวไปเรื่อย ตอนที่กลับมาจากอังกฤษใหม่ๆ เพื่อนจะทักว่างานเราเปลี่ยนไป กลายเป็นสีเขียว สีธรรมชาติ” หญิงสาวเล่าพลางหยิบชิ้นงานจากช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านให้ดู</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“งานช่วงแรกๆ ของเราคือการตัดกระดาษเพราะเราชอบงานคราฟต์และยังไม่รู้จักอุปกรณ์อื่นด้วย ชิ้นนี้เป็นงานที่ทำส่งอาจารย์ที่นั่น เราได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ <em>Peter Rabbit</em> เลยทำผลงานให้เป็นเหมือนเรือนกระจกด้วยการเอาดอกไม้มาสแกนและพิมพ์ออกมาจัดวางบนหนังสือมือสองอีกที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนหลังพอได้ลองวาดดอกไม้ด้วยตัวเองเราก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราวาดได้ดี เราชอบดอกไม้ที่วาดขึ้นมาเองมากกว่าด้วย คงคล้ายๆ กับการเก็บดอกไม้แห้งของคนอื่นแหละ แต่เราแค่เก็บมันในรูปแบบงานของตัวเอง”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90637" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-11.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-11.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-11-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-11-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90632" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-31.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-31.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-31-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-31-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้การเดินทางจะมีผลต่องานของเธอ แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของนักวาดในนาม ‘In Flower Lesson’ กลับถือกำเนิดขึ้นจากห้องเรียนเล็กๆ ของวิชา Textile เมื่อครั้งที่เธอยังเป็นนิสิตสาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มวลดอกไม้ สัตว์เล็กในป่าใหญ่ และเด็กผู้หญิงคือลวดลายที่ปรากฏในผลงานชิ้นแรกของเธอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“โจทย์ของอาจารย์คือให้นำศิลปินที่ชอบมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เพราะเราชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก บวกกับตอนนั้นตามงานศิลปินญี่ปุ่นหลายคนซึ่งส่วนใหญ่จะวาดภาพที่เข้าใจง่าย เราเลยลองดึงสไตล์เขามาลองดูจนออกมาเป็นชุดเดรสพิมพ์ลาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90638" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-35.jpeg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-35.jpeg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-35-200x300.jpeg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ช่วงนั้นเพื่อนในคณะเริ่มสร้างเพจไว้ลงผลงานของตัวเอง เราเลยเริ่มทำบ้าง ตอนที่นั่งคิดชื่อกับเพื่อน เราคิดถึงคำว่า lesson ที่แปลว่าบทเรียน เรารู้สึกว่ามันน่าจะครอบคลุมทุกสิ่งอย่างในชีวิต บวกกับช่วงนั้นเราอินกับธรรมชาติเลยใช้คำว่า flower ก็แล้วกัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นับตั้งแต่วันนั้น สวนดอกไม้ที่ชื่อ In Flower Lesson จึงเริ่มเบ่งบาน</span></p>
<h3><b>แตกหน่อและผลิบาน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากเรียนจบ เมย์เริ่มทำงานประจำในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์ซึ่งช่วยดูแลเรื่องลายผ้าให้กับแบรนด์เสื้อผ้าของไทยแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันเธอก็ยังคงวาดรูปดอกไม้ลงเพจของตัวเองบ้างเป็นครั้งคราว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ด้วยความที่เราชอบงานคราฟต์มาก ตอนแรกเราเลยแอบต่อต้านวิธีวาดดิจิทัลนิดหนึ่ง” เธอแอบกระซิบบอก “เราเป็นคนผสมสีไม่เก่ง แต่ถ้าวาดในโปรแกรมจะมีชุดสีให้อยู่แล้ว เราเองก็มีชุดสีของเราที่คิดในหัว เลยวาดในคอมพิวเตอร์แทนก็ตอบโจทย์ดี ทุกงานเราจะใช้ชุดสีแค่นี้เพราะมองว่าชุดสีเป็นส่วนที่ทำให้งานของเรามีเอกลักษณ์”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้งานกราฟิกจะต่างจากงานทำมือ แต่ความชอบดอกไม้ ความหลงใหลในองค์ประกอบอย่างรูปร่างและเนื้อสัมผัสของวัตถุกลับทำให้เมย์ยิ่งใส่ใจในการสังเกตและถ่ายทอดสิ่งที่เธอเห็นออกมาผ่านงานแต่ละชิ้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90641" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-40.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-40.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-40-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-40-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-17.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-17.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-17-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-17-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างแดนดิไลออนดอกนั้นน่ะ” เมย์พูดพลางชี้ให้ดูหนึ่งในภาพดอกไม้ที่ติดอยู่ตรงฝาผนังห้อง “เราสังเกตว่ากลีบดอกสีเหลืองเป็นกลีบเล็กๆ ยาวๆ เราก็ค่อยๆ วาดเป็นเส้นๆ ซึ่งส่งผลให้มันดูเหมือนดอกจริงๆ หรือเราสังเกตเงาใบไม้ว่ามันตกกระทบตรงไหน ใบแขนงของแต่ละใบก็ไม่เหมือนกัน เวลาวาดสัตว์เราต้องดูว่ามันขยับร่างกายยังไงใช่ไหม ดอกไม้ก็เหมือนกัน เรามองว่าดอกไม้คือรูปร่างแบบหนึ่ง เราชอบรูปร่างของมันเลยวาดออกมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนใหญ่เราจะชอบวาดดอกไม้เป็นดอกเล็กๆ แยกกันแล้วเอามาจัดวาง บางดอกก็ถ่ายรูปไว้เวลาเห็นตามข้างทาง บางดอกก็คิดขึ้นมาใหม่เลย เวลาเราวาดดอกไม้ เรารู้สึกว่ามันออกมาโดยธรรมชาติ อยากใส่สีอะไรเข้าไป ชอบดอกอะไรก็วาดออกมา จะทำยังไงก็ได้ วาดสวยไม่สวยไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะทุกคนมีสิทธิจะสร้างงานศิลปะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้ห่างหายจากงานคราฟต์ กระดาษ และการปักผ้าไปนาน แต่เมย์ก็ยังรักษากลิ่นอายความคราฟต์ที่เธอชอบผ่านการวาดลวดลายแบบงานคราฟต์ลงไปในรูปวาดอยู่บ่อยครั้ง เช่น ลาย Folk Heart ซึ่งเป็นลวดลายจากการตัดกระดาษตามศิลปะพื้นบ้านของชาวยุโรป และลวดลายการเย็บแบบ blanket stitch ซึ่งเป็นลายตะเข็บปักริมผ้า จนทั้งสองลายกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเมย์</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90642" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-19.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-19.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-19-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-19-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90645" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-23.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-23.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-23-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-23-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90644" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-10.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-10.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-10-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-10-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์และความใส่ใจในรายละเอียดทำให้เหล่าแบรนด์เสื้อผ้าเริ่มเข้ามาทาบทามเมย์ให้ร่วมออกแบบลายเสื้อผ้า ก่อนจะขยับขยายไปสู่งานวาดภาพประกอบให้ผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องเขียน และอีกหลากสินค้าที่ให้พื้นที่นานาดอกไม้ในสวน In Flower Lesson ได้เบ่งบาน ก่อนที่เธอจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ช่วงนี้เองที่งานวาดภาพประกอบและโปรเจกต์ต่างๆ แวะเข้ามาทักทายเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีเมย์ก็สนุกกับโลกดอกไม้แห่งนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นและผันตัวมาเป็นนักวาดภาพประกอบเต็มตัวในปัจจุบัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90626" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-8.jpeg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-8.jpeg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-8-200x300.jpeg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<h3><b>ดอกไม้เพื่อความสบายใจ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ทุกอย่างเริ่มมาจากตัวเราเองทั้งนั้น เราคิดภาพในหัวก่อนแล้วอยากวาดอะไรก็วาดเลย ลุย” เธอหัวเราะเมื่อเล่าถึงเคล็ดไม่ลับในการทำงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างงานที่ออกแบบให้กับสินค้าหรือเป็นโปรเจกต์ที่เข้าไปร่วม ถึงจะมีการกำหนดมาว่าอยากได้อะไรในงานบ้างแต่ก็ยังมีพื้นที่ให้เราใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้ เราจะเริ่มจากคิดไอเดีย หาตัวอย่างแล้วทำมู้ดบอร์ด สนุกที่สุดคือตอนได้คิดอะไรใหม่ออกมาและลงมือทำ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมย์เสริมด้วยน้ำเสียงสดใสว่าเธอสนุกกับการจัดวางภาพดอกไม้แต่ละดอกลงบนผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ต่างๆ ไม่แพ้งานส่วนตัวของเธอเอง โดยเฉพาะการทำลายผ้าที่เธอพูดถึงด้วยแววตาเป็นประกาย</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90643" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-15.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-15.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-15-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-15-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90635" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-16.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-16.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-16-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-16-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราชอบเวลาเอาภาพมาต่อกันให้เป็นรูปร่าง ดูกระจัดกระจายและน่ารักมาก การต่อลายผ้าเป็นงานที่อาศัยการจัดวางซึ่งทำได้หลายแบบ บางอันวางกระจัดกระจาย บางอันก็วางเป็นอิฐบล็อก ไหนจะต้องกำหนดขนาดว่าจะให้แต่ละลายใหญ่เล็กแค่ไหน มันสนุกนะ“</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากความสนุกในการต่อลาย เมย์นำดอกไม้ที่ชอบอย่างดอกแพนซี่และทิวลิปมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ สมุด สติกเกอร์ เทปกระดาษ โปสต์การ์ด กรอบรูปโพลารอยด์ และสารพัดของกุ๊กกิ๊กจึงเกิดขึ้นด้วยความอยากใช้เองล้วนๆ โดยมีความใส่ใจผสม โดยเฉพาะเรื่องเนื้อสัมผัสที่เธอบรรจงเลือกผ่านวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์งาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เรื่องเนื้อสัมผัสมันอยู่กับทุกอย่างและทำให้งานน่าสนใจขึ้นนะ เราเลือกได้ว่าอันนี้ดีหรือไม่ดี แค่เปลี่ยนจากกระดาษอาร์ตการ์ดไปเป็นกระดาษปอนด์ คนที่ซื้องานไปก็รู้สึกต่างกันแล้ว” เมย์เสริมพลางยื่นการ์ดแผ่นหนึ่งซึ่งมีทิวลิปหลากสีเบ่งบานอยู่ในเส้นขอบกระดาษที่บรรจงตัดตามเส้นและรูปร่างของภาพวาดให้เราดู </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90647" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-41.jpeg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-41.jpeg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-41-200x300.jpeg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“อย่างการ์ดไดคัตแบบนี้ในไทยยังไม่ค่อยมีคนทำ เราก็ต้องไปควานหาร้านที่รับทำมาให้ได้ คุยกันอยู่หลายครั้งกว่าจะได้กระดาษที่ตรงสเปก”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนจากกัน เราถามหญิงสาวถึงเหตุผลที่เธอพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ดอกไม้เหล่านี้ เมย์ยิ้มแล้วตอบด้วยแววตาสดใสเช่นเคย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งแทนใจ ไม่ว่าคนจะป่วยหรือรักกันก็ให้ดอกไม้แก่กัน เรารู้สึกว่ามันไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นดอกไม้ๆ จริงๆ เท่านั้น เลยพยายามทำให้เป็นงานที่สามารถมอบให้กันได้ สะสมได้ แทนใจได้เหมือนกัน”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-90649" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-21.jpeg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-21.jpeg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-21-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/02/in-flower-lesson-21-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แสงอ่อนจากนอกหน้าต่างส่องเข้ามากระทบ ขับให้เห็นการ์ดช่อดอกทิวลิปที่หญิงสาวยื่นมาให้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ดอกไม้คือสิ่งสวยงามที่มาจากธรรมชาติ เราวาดแล้วรู้สึกสบายใจ ก็อยากให้คนที่เห็นรู้สึกแบบเดียวกัน”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรายื่นมือไปรับช่อดอกไม้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดอกไม้ที่ยังคงเบ่งบานต่อไป ในสวนสวยที่ชื่อ In Flower Lesson</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/in-flower-lesson/">In Flower Lesson ศิลปินผู้วาดดอกไม้เพื่อส่งต่อความชื่นใจให้ทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Liguria แคว้นริมหาดในอิตาลีที่สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ชีวิตย่อมไปต่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/liguria-mediterranean-italy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐวดี คงแสง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 07 Dec 2019 16:07:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[Lungomare di Liguria]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาลี]]></category>
		<category><![CDATA[เจโนวา]]></category>
		<category><![CDATA[Cinque Terre]]></category>
		<category><![CDATA[Focaccia]]></category>
		<category><![CDATA[Cristoforo Colombo]]></category>
		<category><![CDATA[คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=82349</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานที่ : เมืองเจโนวา ประเทศอิตาลี เวลา : ฤดูร้อนปี 2019 รถไฟค่อยๆ ชะลอความเร็วลง นอกหน้าต่างปรากฏให้เห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยาวสุดลูกหูลูกตา ฟ้าสีใสตัดกับสีสันของอาคารบ้านช่องตามแบบชาวแคว้นลิกูเรีย เสียงคลื่นที่คลอกับนกนางนวลโดยมีฉากหลังเป็นบ้านเรือนสีสดใสในโทนร้อนเรียงรายบนแนวภูเขาที่โอบล้อมทะเลสีฟ้าทำให้รู้ว่าฉันมาถึงเมืองเจโนวา ประเทศอิตาลีแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังตอนเหนือของอิตาลี เมืองนี้ดูจะมีชื่อน้อยกว่าเมืองที่อยู่ใกล้ๆ กันอย่างมิลาน ปิซ่า หรือฟลอเรนซ์ แต่ถ้าใครที่เคยได้ยินชื่อของ Cinque Terre ห้าหมู่บ้านสีลูกกวาดริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก็คงจะตามหาเมืองเจโนวาในแผนที่ได้ไม่ยากเพราะอยู่ถัดกันมาแค่ไม่กี่สถานีรถไฟเท่านั้น เจโนวาเป็นเมืองท่าเก่าแก่ตั้งแต่เริ่มสร้างเมืองในช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราชโดยเหล่านักเดินเรือชาวฟินิเชียและอีทรัสคัน ด้วยทำเลที่ติดทั้งทะเลและภูเขา เจโนวาจึงกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของอิตาลีในสมัยโบราณจนเจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยขึ้น ซึ่งร่องรอยความรุ่งเรืองเหล่านี้ก็ถูกทิ้งไว้ให้เห็นมากมาย  อย่างเขตเมืองเก่าของที่นี่ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO ที่ถึงแม้จะเก่าแต่ก็ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เฉกเช่นบรรพบุรุษนักค้าขายและนักเดินทางในยุคก่อน หากลองเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบๆ ของเขตเมืองเก่าก็จะได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันดังลอดออกมาจากหน้าต่างคลอกับเสียงซ้อมดนตรีที่ลอยมาจากอีกตรอกข้างๆ โดยมีเสียงย่ำเท้าลงบนพื้นหินของผู้คนที่สัญจรไปมาในตรอกคอยให้จังหวะ แทรกด้วยเสียงเด็กๆ วิ่งขึ้นบันไดตึกพลางหัวเราะสะท้อนออกมาข้างนอกเป็นระยะ บางครั้งบางทีก็มีกลิ่นอบขนมปังสูตรเด็ดของเมืองที่เรียกว่า &#8216;โฟกัชช่า&#8217; (Focaccia) ลอยมากระทบจมูกยั่วให้หิวเล่นๆ แต่ละตรอกซอกซอยล้วนมีเรื่องราวเฉพาะตัว บางตรอกมีตึกที่มีน้ำตกอยู่ข้างในตึกอีกทีซ่อนอยู่ บางตรอกก็เป็นเขตเลื่องชื่อเรื่องหญิงงามเมืองมาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างเมือง เล่ากันว่าในสมัยที่สร้างเมืองใหม่ๆ ผังเมืองซับซ้อนจนคนสร้างต้องโรยก้อนกรวดไว้ตามทางเพื่อให้หาทางออกจากตรอกได้ อันที่จริงทริกง่ายๆ ก็คือถ้าเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ก็จะไปโผล่ตรงจัตุรัสใจกลางเมือง แต่ถ้าเดินลงเนินไปอีกทางก็จะทะลุไปโผล่ที่ทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา จากตรงนี้ให้ลองเดินเล่นเรื่อยๆ จนออกไปโผล่ที่ท่าเรือเก่าก็จะมองเห็นประภาคารโบราณอยู่ทางขวามือ ตั้งตระหง่านคอยส่องแสงให้นักเดินเรือในยามค่ำคืน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/liguria-mediterranean-italy/">Liguria แคว้นริมหาดในอิตาลีที่สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ชีวิตย่อมไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h4><strong>สถานที่ : เมืองเจโนวา ประเทศอิตาลี<br />
เวลา : ฤดูร้อนปี 2019</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">รถไฟค่อยๆ ชะลอความเร็วลง นอกหน้าต่างปรากฏให้เห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยาวสุดลูกหูลูกตา ฟ้าสีใสตัดกับสีสันของอาคารบ้านช่องตามแบบชาวแคว้นลิกูเรีย เสียงคลื่นที่คลอกับนกนางนวลโดยมีฉากหลังเป็นบ้านเรือนสีสดใสในโทนร้อนเรียงรายบนแนวภูเขาที่โอบล้อมทะเลสีฟ้าทำให้รู้ว่าฉันมาถึงเมืองเจโนวา </span><span style="font-weight: 400;">ประเทศอิตาลี</span><span style="font-weight: 400;">แล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังตอนเหนือของอิตาลี เมืองนี้ดูจะมีชื่อน้อยกว่าเมืองที่อยู่ใกล้ๆ กันอย่างมิลาน ปิซ่า หรือฟลอเรนซ์ แต่ถ้าใครที่เคยได้ยินชื่อของ </span><span style="font-weight: 400;">Cinque Terre </span><span style="font-weight: 400;">ห้าหมู่บ้านสีลูกกวาดริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก็คงจะตามหาเมืองเจโนวาในแผนที่ได้ไม่ยากเพราะอยู่ถัดกันมาแค่ไม่กี่สถานีรถไฟเท่านั้น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-82646 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-4.jpg" alt="Liguria" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-4-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-4-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82647" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-5.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-5-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-5-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจโนวาเป็นเมืองท่าเก่าแก่ตั้งแต่เริ่มสร้างเมืองในช่วงศตวรรษที่ </span><span style="font-weight: 400;">6 </span><span style="font-weight: 400;">ก่อนคริสต์ศักราชโดยเหล่านักเดินเรือชาวฟินิเชียและอีทรัสคัน ด้วยทำเลที่ติดทั้งทะเลและภูเขา เจโนวาจึงกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของอิตาลีในสมัยโบราณจนเจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยขึ้น ซึ่งร่องรอยความรุ่งเรืองเหล่านี้ก็ถูกทิ้งไว้ให้เห็นมากมาย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างเขตเมืองเก่าของที่นี่ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจากองค์กร </span><span style="font-weight: 400;">UNESCO </span><span style="font-weight: 400;">ที่ถึง</span><span style="font-weight: 400;">แม้จะเก่าแต่ก็ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เฉกเช่นบรรพบุรุษนักค้าขายและนักเดินทางในยุคก่อน หากลองเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบๆ ของเขตเมืองเก่าก็จะได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันดังลอดออกมาจากหน้าต่างคลอกับเสียงซ้อมดนตรีที่ลอยมาจากอีกตรอกข้างๆ โดยมีเสียงย่ำเท้าลงบนพื้นหินของผู้คนที่สัญจรไปมาในตรอกคอยให้จังหวะ แทรกด้วยเสียงเด็กๆ วิ่งขึ้นบันไดตึกพลางหัวเราะสะท้อนออกมาข้างนอกเป็นระยะ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บางครั้งบางทีก็มีกลิ่นอบขนมปังสูตรเด็ดของเมืองที่เรียกว่า &#8216;โฟกัชช่า&#8217; (</span><span style="font-weight: 400;">Focaccia</span><span style="font-weight: 400;">) ลอยมากระทบจมูกยั่วให้หิวเล่นๆ แต่ละตรอกซอกซอยล้วนมีเรื่องราวเฉพาะตัว บางตรอกมีตึกที่มีน้ำตกอยู่ข้างในตึกอีกทีซ่อนอยู่ บางตรอกก็เป็นเขตเลื่องชื่อเรื่องหญิงงามเมืองมาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างเมือง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82648" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-3.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-3-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-3-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เล่ากันว่าในสมัยที่สร้างเมืองใหม่ๆ ผังเมืองซับซ้อนจนคนสร้างต้องโรยก้อนกรวดไว้ตามทางเพื่อให้หาทางออกจากตรอกได้</span> <span style="font-weight: 400;">อันที่จริงทริกง่ายๆ ก็คือถ้าเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ก็จะไปโผล่ตรงจัตุรัสใจกลางเมือง แต่ถ้าเดินลงเนินไปอีกทางก็จะทะลุไปโผล่ที่ทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา จากตรงนี้ให้ลองเดินเล่นเรื่อยๆ จนออกไปโผล่ที่ท่าเรือเก่าก็จะมองเห็นประภาคารโบราณอยู่ทางขวามือ ตั้งตระหง่านคอยส่องแสงให้นักเดินเรือในยามค่ำคืน เป็นเวลานับหลายร้อยปีที่ประภาคารทำหน้าที่นำทางให้นักเดินเรือผู้เต็มไปด้วยความฝันมากมายทั้งผู้มาเยือนและผู้ออกจากท่าไปผจญภัย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนึ่งในนั้นคือ </span><span style="font-weight: 400;">Cristoforo Colombo </span><span style="font-weight: 400;">หรือที่คนทั้งโลกรู้จักกันในชื่อ &#8216;คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส&#8217; ชายผู้โด่งดังจากการเดินเรือล่องมหาสมุทรจนค้นพบทวีปอเมริกายังไงล่ะ</span> <span style="font-weight: 400;">แม้จะรู้ว่าโคลัมบัสเป็นชาวเจโนวา แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าบ้านของเขาอยู่ตรงเขตไหนกันแน่ บ้างก็บอกว่าอยู่ตรงเขตเมืองเก่าในตัวเมืองเจโนวานี่แหละ แต่บ้างก็บอกว่าอยู่ในเมืองริมฝั่งเล็กๆ ที่อยู่ถัดออกไปซึ่งมีชื่อว่า </span><span style="font-weight: 400;">Cogoleto </span><span style="font-weight: 400;">ต่างหาก </span><span style="font-weight: 400;">ยังไง</span><span style="font-weight: 400;">ก็ตาม ทุกครั้งที่ฉันมองออกไปยังผืนทะเลจากที่ตรงนี้และได้รู้ว่าเส้นขอบทะเลที่ปรากฏเบื้องหน้าเคยเป็นเส้นขอบโลกอันท้าทายของเหล่านักเดินทางผู้กล้าหาญ ฉันได้แต่สงสัยและจินตนาการว่าโคลัมบัสและนักเดินทางเหล่านั้นจะรู้สึกยังไงที่ต้องเดินทางจากบ้านไปไกลแสนไกล</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82649" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-26.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-26-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-26-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เล่าก่อนว่าฉันเองเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่เจโนวาเกือบหนึ่งปี กลับมาคราวนี้ก็เพื่อมาเยี่ยมผู้คนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบ้านอีกหลังของฉัน หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเลยตลอด </span><span style="font-weight: 400;">6 </span><span style="font-weight: 400;">ปีที่ผ่านมา อันที่จริงในใจลึกๆ ก็แอบหวังว่าอยากจะย้อนเวลากลับไปสมัยที่ตัวเองยังคงเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาผจญภัยถึงที่นี่อย่างไม่กลัวอุปสรรคอะไรหรือเรียกง่ายๆ ว่ากลับมาย้อนความหลังนั่นแหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับฉัน ที่นี่เป็นที่ที่ทำให้ได้รู้จักตัวเองในช่วงวัยรุ่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พอเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเลยหอบใจกลับมาพักที่นี่เพื่อหาคำตอบให้ตัวเองอีกสักครั้ง ภาพที่นึกไว้ก่อนเท้าแตะชานชาลาคือคงได้ใช้ชีวิตที่ทุกวันคือการเดินเล่นในเขตเมืองเก่า แวบไปทะเลบ้างเป็นครั้งคราว ไม่นึกไม่ฝันว่าพอเท้าแตะพื้นเมืองเจโนวาได้ไม่ครบหนึ่งวันดี โฮสต์จะบอกให้ฉันแพ็กกระเป๋าไปทะเลกัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ไปทริปสองสามวันแล้วกลับนะ แต่หมายถึงไปใช้ชีวิตริมทะเลกันสักสองสัปดาห์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวฉันเองซึ่งเคยป้วนเปี้ยนอยู่แถวใจกลางเมืองเจโนวาเป็นหลักจึงรีบยัดทุกอย่างลงกระเป๋าแล้วติดสอยห้อยตามเจ้าถิ่นไปทันที</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82650" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-25.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-25.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-25-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-25-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>สถานที่ : Lungomare di Liguria<br />
เวลา : เทศกาลแห่งการหยุดพัก</strong></h4>
<p><span style="font-weight: 400;">รถเคลื่อนตัวช้าๆ ไปตามเส้นแนวเขาที่เบื้องล่างมีคลื่นทะเลโบกมือทักทาย ลอดผ่านอุโมงค์เก่าที่มีไฟโบราณคอยส่องแสงสีส้มสลัวเป็นระยะเพื่อนำทางไปสู่แสงสว่างของพระอาทิตย์ซึ่งสะท้อนคลื่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นประกายอยู่ด้านนอก ถนนขนาดหนึ่งเลนที่ทอดยาวเลียบชายฝั่งเป็นระยะราว </span><span style="font-weight: 400;">4.5 </span><span style="font-weight: 400;">กิโลเมตรคือสถานที่ที่เรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">Lungomare di Liguria</span><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><span style="font-weight: 400;">Italian Riviera</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งนับเป็นทางเลียบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในยุโรป เพราะหากขับเลียบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปเรื่อยๆ จากตรงนี้จนผ่านพรมแดนประเทศอิตาลี ถนนเส้นนี้จะนำไปสู่ </span><span style="font-weight: 400;">French Riviera </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นทางเลียบชายฝั่งชื่อดังของประเทศฝรั่งเศส ถนนเส้นนี้จึงเป็นทั้งถนนเส้นสำคัญและเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากขับรถชมทิวทัศน์ทะเลและภูเขาที่รายล้อมกันไปตลอดทาง</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82651" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-17.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-17-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-17-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82652" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-21.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-21.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-21-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-21-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันมักพูดเล่นๆ เสมอว่าที่แคว้นลิกูเรีย ฤดูร้อนไม่ได้ถูกเรียกว่าฤดูร้อนแต่มันถูกเรียกว่าฤดูไปทะเล หากใครแวะมาเที่ยวแถวนี้ตอนช่วงฤดูร้อนก็อาจสงสัยว่าทำไมในตัวเมืองถึงดูราวกับเป็นเมืองร้าง ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดสนิท ผู้คนที่เดินตามท้องถนนก็แทบนับหัวได้ แต่หากลองขยับออกมาจากใจกลางเมืองและมุ่งตรงไปยังชายฝั่งทะเลซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ </span><span style="font-weight: 400;">15 </span><span style="font-weight: 400;">นาที ก็จะพบว่าทั้งแถบชายฝั่งล้วนเต็มไปด้วยผู้คนที่หิ้วตะกร้ามานั่งปิกนิกและนอนอาบแดดจนแทบหาที่ว่างไม่เจอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะวันที่ </span><span style="font-weight: 400;">15 </span><span style="font-weight: 400;">สิงหาคมของทุกปีเป็นช่วงเทศกาล</span><span style="font-weight: 400;"> Ferragosto </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเดิมในสมัยโรมันโบราณคือเทศกาลเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยว ดังนั้นในช่วงนี้ของปีชาวอิตาลีจึงมักหยุดพักผ่อนยาวจากการทำงานอย่างน้อยที่สุดคือหนึ่งสัปดาห์หรือสำหรับใครที่เหลือวันลาด้วยก็บวกเพิ่มไปอีกจนหยุดงานได้เกือบทั้งเดือนเลยก็มี พอถึงช่วงนี้ของปีทีไร บางคนจึงเลือกหนีร้อนไปอยู่บนภูเขา ส่วนบางคนก็เลือกหนีร้อนมาอยู่ที่ทะเลแทน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82653" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-9.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-9.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-9-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-9-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82654" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-30.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-30.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-30-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-30-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สถานที่ที่เราไปตั้งแคมป์อยู่ตรงชายฝั่งระหว่างหมู่บ้านเล็กๆ สองหมู่บ้านที่อยู่ติดทะเลคือ </span><span style="font-weight: 400;">Cogoleto </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นอีกแห่งที่เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส</span> <span style="font-weight: 400;">และวาราซเซ</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งเป็นเมืองพักตากอากาศยอดนิยมอีกแห่งในแคว้นลิกูเรีย ทั้งสองเมืองนี้เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินเลียบทะเลที่เปิดเป็นพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนได้มาพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ว่าจะเดินเล่น วิ่งจ๊อกกิ้งหรือปั่นจักรยานริมชายฝั่ง ด้วยระยะทางที่ยาวถึง </span><span style="font-weight: 400;">4.5 </span><span style="font-weight: 400;">กิโลเมตร จึงมีจุดพักผ่อนจัดไว้เป็นระยะ บ้างจัดเป็นสวนเล็กๆ บ้างก็เป็นที่นั่งพักติดริมชายฝั่ง นานๆ ทีถึงมีบาร์กาแฟและร้านเจลาโต้โผล่มาให้เห็น</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82655" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-33.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-33-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-33-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82656" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-23.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-23.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-23-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-23-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หลังจากถึงแคมป์และตั้งเต็นท์เสร็จเรียบร้อย โฮสต์แม่กับเหล่าป้าๆ ในแคมป์ชวนฉันปั่นจักรยานไปยังวาราซเซ</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">เพื่อไปตลาดนัดตอนเช้าวันเสาร์ เราปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ และทักทายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทุกคนดูมีความสุขเป็นพิเศษเพราะเป็นเทศกาลแห่งวันหยุด เราเจอครอบครัวที่พาลูกมาปั่นจักรยานเล่น เจอหนุ่มสาวที่เดินหิ้วตะกร้าปิกนิกมานอนอาบแดดริมชายหาด เจอคุณลุงที่มาดำน้ำและตกปลา ส่วนโฮสต์แม่และเหล่าป้าๆ ก็มีความสุขเสียจนผิวปากไปตลอดทางและตะโกนเสียงดังออกไปยังชายทะเลว่า “สุขสันต์วันหยุด</span><span style="font-weight: 400;">!</span><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่พวกเราไม่ใช่แค่กลุ่มเดียวหรอกที่มีความสุข เพราะแม้แต่คนที่พายเรือแคนูอยู่ในทะเลก็ยังตะโกนกลับมาเสียงดังว่า “สุขสันต์วันหยุดเหมือนกัน</span><span style="font-weight: 400;">!</span><span style="font-weight: 400;">”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82657" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้ที่ตลาดผู้คนคึกคักกว่าที่เคย ทุกคนออกมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อเตรียมงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข เหล่าแม่บ้านยืนต่อคิวยาวรอซื้อเนื้อและแฮมที่ร้านรถเข็น ส่วนร้านขนมปังและร้านขายเส้นพาสต้าก็ขายดีเสียจนนวดแป้งแทบไม่ทัน แม้กระทั่งร้านขายเสื้อผ้าก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเพราะใครๆ ก็อยากได้ชุดสวยๆ ไปใส่ในช่วงวันหยุดกันทั้งนั้น หลังจากซื้อของในตลาดนัดเสร็จเรียบร้อย เราแวะดื่มกาแฟกันคนละแก้วตามนิสัยคนอิตาเลียนซึ่งเป็นนักกาแฟนิยมเพื่อเติมแรงสำหรับปั่นจักรยานกลับแคมป์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อถึงแคมป์ ทุกคนเริ่มแบ่งหน้าที่สำหรับงานเลี้ยงที่จะเกิดขึ้นในตอนเย็น พวกผู้หญิงเตรียมอาหารทั้งคาวหวาน พวกผู้ชายก็ทำความสะอาดและตกแต่งสถานที่ ส่วนฉันและเด็กๆ ในแคมป์เป็นลูกมือช่วยเตรียมงาน ทั้งทาสีและประดับดอกไม้ไปทั่วแคมป์สลับกับปั่นจักรยานไปซื้อวัตถุดิบปรุงอาหารเพิ่มเติมจากอีกหมู่บ้านคือ </span><span style="font-weight: 400;">Cogoleto </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยร้านรวงที่มาตั้งเต็นท์ขายของเลียบชายทะเลเป็นทางยาว ส่วนเด็กผู้ชายบางคนในแคมป์ก็เตรียมชุดดำน้ำและออกเรือลำเล็กๆ เพื่อไปหาอาหารทะเลมาเพิ่ม ฉันอดทึ่งไม่ได้ตอนที่คนหนึ่งในพวกเราเดินกลับมาพร้อมกับถือปลาหมึกยักษ์มาหนึ่งตัว เมื่อถามว่าจับมายังไง เขาก็ยิ้มภูมิใจและบอกว่าดำน้ำแทงฉมวกเอาได้พอดี วันนั้นทั้งวันเราทุกคนเตรียมงานจนแทบไม่ได้นั่งพักแต่ใบหน้าทุกคนกลับเปื้อนด้วยรอยยิ้มที่ได้ใช้เวลาวันหยุดร่วมกันที่นี่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82658" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-28.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-28-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-28-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82659" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-18.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-18.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-18-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-18-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เวลาแห่งความสุขมาถึงเมื่อแขกเริ่มทยอยมาในตอนเย็น แขกในงานต่างคนต่างหอบหิ้วอาหารโฮมเมด</span><span style="font-weight: 400;">ห่อเล็กห่อน้อยมาเป็นของฝากให้เจ้าของงานที่เชิญมาในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง แฮม ซาลามี่ หรือขนมเค้ก บางคนหยิบไวน์ติดมือมาด้วยก็มี เราเริ่มงานด้วยการทาน a</span><span style="font-weight: 400;">peritif </span><span style="font-weight: 400;">และไวน์ พูดคุยกันพลางเต้นไปตามจังหวะเพลงสนุกสนานซึ่งเปิดตลอดงาน จนถึงช่วงสองทุ่มเราถึงเริ่มเตรียมโต๊ะสำหรับอาหารเย็น สำหรับคนอิตาลี เวลามื้ออาหารแต่ละมื้อที่นี่จะแตกต่างจากคนไทย ยกตัวอย่างมื้อเย็นซึ่งจะเริ่มทานในช่วงสองทุ่มเป็นต้นไปเพราะการทานอาหารถือเป็นช่วงกระชับความสัมพันธ์ที่คนในครอบครัวจะได้พูดคุยกัน เวลานี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่ทุกคนจะกลับจากการทำงานมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82667" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-2.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-2-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-2-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มื้อนั้นอาหารจานแล้วจานเล่าถูกยกมาเสิร์ฟพร้อมกับไวน์ชั้นดีหลายขวดที่คนในงานทยอยเปิดพร้อมเสียงปรบมือและโห่ร้องเมื่อจุกไม้คอร์กปิดขวดไวน์ถูกยิงออกไปบนฟ้าดัง ปัง</span><span style="font-weight: 400;">! </span><span style="font-weight: 400;">จนกระทั่งเราทานอาหารทั้งหมดเสร็จตอนเที่ยงคืน โฮสต์แม่จึงลุกขึ้น หยิบแก้วไวน์มาเคาะเพื่อเรียกให้ทุกคนหันมาฟัง “ได้เวลาแล้ว เราออกไปที่ทะเลกันเถอะ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันที่ตอนนั้นงุนงงกับการที่จู่ๆ ทุกคนก็วิ่งออกไปที่ทะเลตอนกลางคืนพร้อมกับเสียงหัวเราะได้แต่เดินตามไปด้วย เอาวะ</span><span style="font-weight: 400;">!</span> <span style="font-weight: 400;">When in Rome, do as the Romans do.</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันเดินลอดอุโมงค์เล็กๆ ออกไปยังชายฝั่ง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เคยเป็นสีฟ้าใสในยามกลางวันหายไปแล้ว เหลือเพียงพื้นที่เวิ้งว้างสีดำสนิทซึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ดวงจันทร์ที่เต็มดวงอยู่ด้านบนสะท้อนลงมาบนผืนน้ำทะเลในยามกลางคืนส่งให้ประกายคลื่นสะท้อนแสงลึกลับราวกับไข่มุก ประภาคารเก่าแก่ส่องแสงสว่างสดใสและมีชีวิตชีวาที่สุดในยามกลางคืนซึ่งเป็นเวลาตื่นของมัน โฮสต์พ่อยื่นกระทงกระดาษเล็กๆ ที่มีเทียนอยู่ข้างในมาให้ฉันพร้อมกับจุดไฟตรงปลายเทียนให้สว่างขึ้น พวกเราทยอยกันลงไปในทะเลเพื่อลอยกระทงเทียนออกไปให้ไกลที่สุด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ขอพรแล้วลอยมันออกไป” พวกเขาบอกฉัน “นี่จะเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ในปีต่อไป”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันเดินลงไปในทะเล ฝ่าคลื่นที่ซัดมากระทบเป็นระยะ สองมือค่อยๆ วางเทียนลงไปบนผืนน้ำ ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นที่เทียนของฉันสว่างไสวบนผืนน้ำสีดำก่อนจะถูกคลื่นซัดดับและจมลงไปทันที</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันหัวเราะ หันไปบอกโฮสต์พ่อว่านี่ล่ะชีวิตฉันในปีที่จะถึงนี้ จมง่ายๆ แบบนี้แหละ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โฮสต์พ่อที่ปกติมักจะเป็นคนชอบเล่นมุกตลกกลับส่งยิ้มเล็กๆ ให้ฉันแทน ในความมืด ฉันเห็นเขามองตรงออกไปที่ประภาคารเก่าแก่ซึ่งเป็นประภาคารเดียวกับที่เคยส่งคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินทางออกไปในโลกกว้างใหญ่เพื่อผจญภัย ณ ดินแดนแสนไกลที่เขาไม่เคยรู้จัก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เธอรู้ไหม พวกเธอยังหนุ่มยังสาว ยังมีทางอีกมากมายรอพวกเธออยู่ข้างหน้า ไม่หรอก มันจะไม่จมง่ายๆ ขนาดนั้น เพราะอะไรรู้ไหม” เขาพูด ฉันปล่อยให้ความเงียบเป็นคำตอบ เขาหันกลับมาแล้วส่งยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ชีวิตย่อมไปต่อข้างหน้า เธอจะไปต่อ”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันยิ้มรับ มองกลับไปยังประภาคารเดียวกันที่ยังคงส่องแสงสว่างไปยังทะเลสีดำสนิทเพื่อนำทางเหล่านักเดินเรือเฉกเช่นเดียวกับที่มันทำหน้าที่อันซื่อสัตย์ของตนมานานนับร้อยๆ ปี</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82663" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-13.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-13-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-13-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในฐานะคนหนุ่มสาวที่ยังต้องเดินเรือออกไปอีกหลายที่ ไม่ว่าคลื่นในคืนนั้นหรือคืนไหนจะเป็นอย่างไร ฉันบอกตัวเองว่าจะไปต่อ เพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่าแสงสว่างคืออะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับนักเดินเรือที่จากบ้านไปแสนไกล แสงสว่างนำทางพวกเขากลับสู่บ้าน </span><span style="font-weight: 400;">… </span><span style="font-weight: 400;">บ้านที่มีครอบครัวรอคอยอยู่</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82662" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-24.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-24-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-24-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h4><strong>สถานที่ : Brignole สถานีรถไฟใจกลางเมืองเจโนวา, อิตาลี<br />
เวลา : ฤดูร้อนปี 2019</strong></h4>
<p>อยู่ๆ <span style="font-weight: 400;">ฉันก็นึกถึงตนเองในต้นฤดูร้อนปี </span><span style="font-weight: 400;">2014</span><span style="font-weight: 400;"> ปีที่ฉันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อิตาลี ตอนนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันภาวนาให้รถไฟมาช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเมื่อรถไฟมาถึงชานชาลา นั่นหมายถึงเวลาของฉันที่เมืองแห่งนี้จะต้องจบลง ผู้คนมากมายเข้ามากอดฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะเราต่างไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กอดกันเช่นนี้อีกหรือไม่ รถไฟมาถึงชานชาลา ทุกคนเข้ามารุมกอดฉันก่อนที่ประตูรถไฟจะปิดลงอย่างรวดเร็ว ฉันมองฝ่าหยดน้ำตาออกไปนอกประตู มองไปยังผู้คนที่ทำให้เมืองเจโนวากลายเป็นบ้านอีกหลัง รถไฟเดินหน้า กระชากเอาหัวใจฉันออกไปจากผู้คนที่ได้ชื่อว่าบ้านสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนหนึ่งคนในตลอดปีที่ผ่านมา กอดครั้งสุดท้ายกลายเป็นกอดที่แน่นที่สุด</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-82666" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-35.jpg" alt="" width="675" height="448" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-35.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-35-300x199.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/Italy-35-600x398.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ ปัจจุบัน ฉันยิ้มให้กับความทรงจำที่ย้อนกลับเข้ามา ยิ้มให้กับผู้คนที่เป็นบ้านอันอบอุ่นในชีวิตซึ่งกำลังโบกมือลาฉันอีกครั้ง ณ ชานชาลาที่ฉันเคยมาถึงและจากลา นึกถึงการเดินทางและคลื่นทะเลทุกลูกที่สอนให้ฉันมองเห็นชีวิต ข้างในใจกลับสงบเมื่อคิดถึงคำที่โฮสต์พ่อบอกฉันว่าชีวิตคนเรามีแต่ต้องเดินหน้าก้าวต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉันตะโกนบอกลาด้วยประโยคเดียวกันกับที่เคยทิ้งท้ายไว้เมื่อหกปีก่อนหน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ประตูรถไฟจะปิดลงและกระชากหัวใจฉันออกจากชานชาลาอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“แล้วฉันจะกลับมา”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วรถไฟก็เคลื่อนต่อไปยังสถานีหน้า ไม่ต่างจากชีวิตฉัน ไม่ต่างจากชีวิตเรา</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/liguria-mediterranean-italy/">Liguria แคว้นริมหาดในอิตาลีที่สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ชีวิตย่อมไปต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Jom JAHROM : แรปเปอร์ผู้เล่าเรื่องยาเสพติดได้ตรงและจริงที่สุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/jom-jahrom/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/jom-jahrom/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐวดี คงแสง]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Oct 2018 11:12:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[The Outsider]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=41846</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่เพลงแรปกลับมาครองพื้นที่ในเพลย์ลิสต์เพลงฮิตอีกครั้ง ชื่อของ Jahrom (จ๋อม–ธรรมศักดิ์ บุญโทแสง) กลายเป็นอีกชื่อที่คุ้นหูคนฟัง ตั้งแต่วันที่แรปเปอร์หนุ่มจากขอนแก่นก้าวเท้าขึ้นมาบนสังเวียน The Rapper แล้วฟาดฟันทุกบีตด้วยไรม์ที่เล่าเรื่องราวสีเทาในสังคมได้อย่างสะเทือนใจ อย่างประเด็นเรื่องยาเสพติดในเพลง ไม่เคย หรือเพลง หนังสือรุ่น ที่ไรม์ของ Jahrom ค่อยๆ เล่าให้คนฟังอินตามไปกับเรื่อง กระทั่งถึงฉากจบที่หักมุม ในอดีต Jahrom คือแรปเปอร์ใต้ดินที่ผ่านการลองผิดลองถูกจากการทำเพลงแรปหลายแนว ทั้งแรปตลก แรปรัก หรือแรปเรกเก้ กว่าจะมาเจอทางที่ใช่และลงตัวอย่างทุกวันนี้ ด้วยการนำแนวเพลงแรปมาผสมผสานกับวิถีเพลงเพื่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็น LIFE, Thug Right? หรือ HUNT ที่ล้วนสะเทือนเข้าไปถึงใจคนฟัง อย่างเพลง LOST ที่เคยเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนฟังให้เลิกยาเสพติดมาแล้ว แต่ใครเล่าจะรู้ว่า เบื้องหลังเพลงอันลึกซึ้งเหล่านี้ Jahrom ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว เช่น ภาพยนตร์ เพลง เกม หรือผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แรปเล่าเรื่อง “ตอนมารายการ The Rapper เขาบอกว่าเพลงเราเป็นเพลงแรปเล่าเรื่อง ผมก็เพิ่งรู้นะ สังเกตว่าเพลงของผมจะไม่พีคในบาร์สองบาร์ สมมติว่าถ้าล้างรถไปฟังไปก็จะไม่เข้าใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jom-jahrom/">Jom JAHROM : แรปเปอร์ผู้เล่าเรื่องยาเสพติดได้ตรงและจริงที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่เพลงแรปกลับมาครองพื้นที่ในเพลย์ลิสต์เพลงฮิตอีกครั้ง ชื่อของ Jahrom (จ๋อม–ธรรมศักดิ์ บุญโทแสง) กลายเป็นอีกชื่อที่คุ้นหูคนฟัง ตั้งแต่วันที่แรปเปอร์หนุ่มจากขอนแก่นก้าวเท้าขึ้นมาบนสังเวียน The Rapper แล้วฟาดฟันทุกบีตด้วยไรม์ที่เล่าเรื่องราวสีเทาในสังคมได้อย่างสะเทือนใจ อย่างประเด็นเรื่องยาเสพติดในเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">ไม่เคย</span></i><span style="font-weight: 400;"> หรือเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">หนังสือรุ่น</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่ไรม์ของ Jahrom ค่อยๆ เล่าให้คนฟังอินตามไปกับเรื่อง กระทั่งถึงฉากจบที่หักมุม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในอดีต Jahrom คือแรปเปอร์ใต้ดินที่ผ่านการลองผิดลองถูกจากการทำเพลงแรปหลายแนว ทั้งแรปตลก แรปรัก หรือแรปเรกเก้ กว่าจะมาเจอทางที่ใช่และลงตัวอย่างทุกวันนี้ ด้วยการนำแนวเพลงแรปมาผสมผสานกับวิถีเพลงเพื่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็น </span><i><span style="font-weight: 400;">LIFE, Thug Right?</span></i><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><i><span style="font-weight: 400;">HUNT </span></i><span style="font-weight: 400;">ที่ล้วนสะเทือนเข้าไปถึงใจคนฟัง อย่างเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">LOST</span></i><span style="font-weight: 400;"> ที่เคยเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนฟังให้เลิกยาเสพติดมาแล้ว แต่ใครเล่าจะรู้ว่า เบื้องหลังเพลงอันลึกซึ้งเหล่านี้ Jahrom ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว เช่น ภาพยนตร์ เพลง เกม หรือผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41889 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>แรปเล่าเรื่อง</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนมารายการ The Rapper เขาบอกว่าเพลงเราเป็นเพลงแรปเล่าเรื่อง ผมก็เพิ่งรู้นะ สังเกตว่าเพลงของผมจะไม่พีคในบาร์สองบาร์ สมมติว่าถ้าล้างรถไปฟังไปก็จะไม่เข้าใจ แต่ต้องหยุดฟัง เหมือนหนังบางเรื่องที่ต้องนั่งดูสักพักถึงจะเข้าใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมเริ่มแรปหลังจากที่ฟังเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">หนุ่มน้อย</span></i><span style="font-weight: 400;"> กับ </span><i><span style="font-weight: 400;">มือปืน</span></i><span style="font-weight: 400;"> ของพี่ปู–พงสิทธิ์ คัมภีร์ ผมรู้สึกว่าเขาจริงใจ ทำไมเขากล้าพูดแบบนี้นะ ตรงดี บวกกับเราชอบเพลงแรปซึ่งผมมองว่าเป็นเพลงที่สามารถลงรายละเอียดได้เยอะ แล้วเราอยากทำอะไรที่มันเป็นตัวเองอยู่แล้ว ก็เลยทำแบบที่เราเป็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เราแรปเหมือนเดิม แค่เรารู้จุดยืนของตัวเอง จากเมื่อก่อนที่เราอยากลองอะไรก็ลองหมด จนพอเราทำไปเยอะจริงๆ ถึงรู้ว่าอันไหนเป็นเรา หรืออันไหนที่เราทำได้ดี อย่างเพลงรักหวานเจี๊ยบ ผมทำแล้วมันเอียน ไม่ค่อยชอบ ผมก็ไม่ทำ แต่มันก็มีคนที่ทำและเขาก็ทำได้ดี ก็ให้เขาทำไปเถอะ เราไปทำแนวอื่นดีกว่า”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41894 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41897 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/27.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/27.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/27-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/27-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>แรปรู้สึก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“ส่วนใหญ่เพลงของผมจะไม่บรรยายตรงๆ เช่น เจ็บปวดเหลือเกิน ก็จะไม่พูด แต่ด้วยเรื่องจะทำให้รู้สึกแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมชอบดูบทหนังที่คุยกัน แล้วเราจะคิดตามว่าทำไมให้ตัวละครพูดแบบนี้ บางทีก็ย้อนดูอีกรอบเพื่อดูน้ำเสียงจริงของเขา เพราะสำหรับแรปเปอร์แล้ว ความเข้าใจเรื่องน้ำเสียงมีส่วนเยอะมากที่ทำให้มันรู้สึกจริง คือต่อให้เขียนเนื้อคม โหด แต่ร้องเหมือนท่องอาขยาน อารมณ์เพลงก็หายไปหมด อย่างคำว่าเสียใจ ถ้าเราเสียใจจริง เสียงสั่นจริง มันก็จะรู้สึกจริงกว่า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“บางทีเราคิดเพลงไม่ออกก็แค่ดูหนัง ดูบางฉากแล้ว เออว่ะ ความรู้สึกแบบนี้แม่งดี แล้วหยิบมาทำ คือเราจะลองจินตนาการว่าถ้าเราอยู่ตรงนั้นจะทำไงวะ ก็คิดต่อออกมา แล้วเอามาผูกกับเรื่องรอบตัว อาจจะเป็นเหตุการณ์ของเพื่อนคนนู้นคนนี้มารวมกัน แล้วก็ถ่ายทอดให้คนฟังเข้าใจ”</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41881 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/6-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41885 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<h3><b>เรื่องเบื้องหลังแรป</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“จริงๆ ผมคิดในหัวไว้ว่าจะเล่าเรื่องยาเสพติดสามแบบ ทำสามเพลงให้เป็นซีรีส์ ที่วางโครงไว้มี </span><i><span style="font-weight: 400;">Lost</span></i><span style="font-weight: 400;">, </span><i><span style="font-weight: 400;">Life</span></i><span style="font-weight: 400;">, </span><i><span style="font-weight: 400;">Last</span></i><span style="font-weight: 400;"> แต่ไปๆ มาๆ มีเพลงในรายการเพิ่มมาอีกเพลงคือ </span><i><span style="font-weight: 400;">หนังสือรุ่น</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันเริ่มจากตอนเด็กๆ เพื่อนผมติดยา ผมเลยคิดว่าเราจะทำยังไงได้บ้างในเมื่อเตือนแล้วไม่ได้ผล กูต้องเป็นตำรวจไปจับเพื่อนเหรอ แล้วไงวะ แบบนั้นไม่เกิดประโยชน์เลย แต่พอเราทำเพลงมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำได้ก็คือเพลง แล้วถ้าเพลงเราไปเตือนสติใครได้ อาจจะเป็นคนที่คล้ายเรา คล้ายเพื่อนเรา ก็คงจะดี ก็เลยลองทำ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ผมคิดว่าเรื่องราวที่ผมทำในเพลงน่ะมันเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นอีก มันอมตะ สิบปีข้างหน้าเด็กก็จะยังติดยาแหละ เหมือนเพลงพี่ปูที่ฟังตอนไหนก็เป็นจริงทุกรอบ แต่มันจะมีเรื่องเสน่ห์ในการแรป ทั้งน้ำเสียงหรือองค์ประกอบต่างๆ มาเสริมด้วยเท่านั้นเอง”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41879 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/4-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> <img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41878 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/3-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-41886 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/14.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/14.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/10/14-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></span></p>
<h3><b>4 เพลงแรปที่ Jahrom อยากเล่า</b></h3>
<h3><b>01 </b><b>LOST</b></h3>
<div id="erdyt-6a2940c04633d" data-id="1XDej9kZLs4" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-1XDej9kZLs4-6a2940c04633d" data-vid="1XDej9kZLs4" data-src="https://www.youtube.com/embed/1XDej9kZLs4?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/1XDej9kZLs4/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">แล้วในวันนั้นกูเสียน้ำตาไป 5 หยด เพราะว่าเพื่อนกูเอาค่าเทอมไปเสียให้ยาบ้าหมด</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“ตอนนั้นเพื่อนผมชวนไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัย จำได้ว่าค่าใบสมัคร 500 บาท วันสอบผมก็โทรหามัน เฮ้ย ทำไมไม่มาวะ กดรับสายปุ๊บ เงียบ แล้วก็กดวางสาย พอโทรอีกทีก็ไม่รับ ผมก็ไปสอบ ผลออกมาคือผมติด แต่มันไม่ได้มา หลังจากนั้นประมาณปีสองปีถึงค่อยมาเล่าให้ผมฟังว่า วันนั้นที่มึงโทรมาให้กูไปสอบน่ะ กูเอาเงินไปซื้อยาบ้า แล้วตอนนั้น 500 บาท ซื้อได้แค่เม็ดเดียว คือมันเป็นคนที่อยากเรียนตรงนี้มากกว่าผมอีก แต่ดันเอาไปแลกกับอนาคต” </span></p>
<h3><b>02 </b><b>LIFE</b></h3>
<div id="erdyt-6a2940c046366" data-id="umcYK6vFuJA" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-umcYK6vFuJA-6a2940c046366" data-vid="umcYK6vFuJA" data-src="https://www.youtube.com/embed/umcYK6vFuJA?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/umcYK6vFuJA/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">อยู่ในสังคมที่ไม่มีใครมามอง โดนตัดสินทั้งที่ไม่เคยมองมา<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">เป็นส่วนเกินที่ไม่มีใครมองหา แล้วมึงเชื่อกูมั้ยว่ากูไม่เคยลองยา</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“พูดถึงสังคมที่ทุกคนเล่นยาหมด แล้วเราจะโดนตราหน้าว่าเล่นยาไปด้วย ซึ่งเราไม่ได้เล่น ก็ต้องอยู่ให้ได้ มันมาจากตอนมัธยมรู้สึกว่ามันเคว้ง เพราะฝั่งหนึ่งคิดว่าเราเล่นยา อีกฝั่งเห็นเราไม่เล่นยาก็ไม่อยากยุ่งด้วย มันคือสิ่งที่เราอยากพูดมาตลอด แต่ไม่มีใครฟัง”  </span></p>
<h3><b>03 ไม่เคย (LAST)</b></h3>
<div id="erdyt-6a2940c046378" data-id="ZjyEC9gOM00" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-ZjyEC9gOM00-6a2940c046378" data-vid="ZjyEC9gOM00" data-src="https://www.youtube.com/embed/ZjyEC9gOM00?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/ZjyEC9gOM00/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">อยากหลับตาขอภาวนาให้ย้อนเวลาเป็นเด็กสักเจ็ดขวบ<br />
</span></i><i><span style="font-weight: 400;">อย่างน้อยก็ไม่มีเรื่องแบบนี้มาทำให้เจ็บปวด</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“เป็นเพลงจบของซีรีส์ จริงๆ มันจะไม่ใช่เพลงไม่เคยด้วยซ้ำ มันมาจากเพลง LAST ที่ผมเขียนไว้ในซีรีส์ที่ผมจะเล่าเรื่องยาเสพติด แต่พอมาสมัคร The Rapper เลยลองเอามาใส่ ตอนแรกมันไม่ได้จะเป็นแบบนี้ มันจะเป็นเรื่องลูกหาเงินส่งกลับบ้าน พ่อแม่เอาเงินไปเล่นยา แต่มันโหดเกินไปถ้าคนทั้งประเทศต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ในเพลงแรป แล้วมันดันมาจากเรื่องจริงด้วยนะ ตัวลูกไปเป็นโคโยตี้ ส่งเงินมาให้พ่อแม่เดือนละหลายหมื่น แต่พ่อแม่เอาเงินไปซื้อยาบ้าอย่างเดียว แล้วคนเป็นลูกเตือนยังไงก็ไม่ฟัง แจ้งตำรวจจับพ่อแม่ก็ไม่ได้ ลองส่งเป็นทีวี ตู้เย็น ก็เอาไปขายหมด คือบางทีเราอยู่ในสังคมแบบนี้ คิดว่ามันโหดไปใช่มั้ยล่ะ แต่พออยู่ตรงนั้นแล้วมันดันเป็นเรื่องจริง” </span></p>
<h3><b>04 หนังสือรุ่น</b></h3>
<div id="erdyt-6a2940c046384" data-id="bPHN756p4xw" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-bPHN756p4xw-6a2940c046384" data-vid="bPHN756p4xw" data-src="https://www.youtube.com/embed/bPHN756p4xw?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/bPHN756p4xw/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p style="text-align: center;"><i><span style="font-weight: 400;">แต่เราเพื่อนกัน มึงเพื่อนกู ต่อให้คนจะเกลียดมึงทั้งโลก</span></i></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“มันเริ่มมาจากเพื่อนผมที่ติดอยู่ในคุกถามผมว่าเฟซบุ๊กคืออะไร เลยเขียนว่าจะทำยังไงให้รู้สึกว่าคิดถึงเพื่อนโดยไม่พูดตรงๆว่า เฮ้ย คิดถึงนะ ล่าสุดเพื่อนผมออกมาจากคุก บอกผมว่า เทปนั้นที่ร้องเพลงหนังสือรุ่นน่ะเขาเปิดในคุก เนี่ย คนเชียร์มึงทั้งคุกเลยนะ แพ้ได้ไง เขาโคตรชอบ ถึงจะเขียนไม่เป็นแต่คนในนั้นเขาเขียนแรปกันแล้วนะ มันเหมือนเราไปเปิดโลกทัศน์ให้เขาได้ ถ้าผมเป็นแรงบันดาลใจได้ก็ดี ถ้าเขาออกมาแล้วสิ่งนี้ทำเงินให้เขาได้ เป็นการสร้างโอกาส ดีกว่าให้เขาไปติดคุกอีก”</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/jom-jahrom/">Jom JAHROM : แรปเปอร์ผู้เล่าเรื่องยาเสพติดได้ตรงและจริงที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/jom-jahrom/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Vein / Vain : นิทรรศการภาพวาดจากเลือดคนที่เริ่มต้นจากความสงสัยสู่การทดลองทางศิลปะ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/draft-blood-drawing-veinvain-exhibition/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/draft-blood-drawing-veinvain-exhibition/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐวดี คงแสง]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Jun 2018 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[วาดรูป]]></category>
		<category><![CDATA[วาดรูปด้วยเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการวาดรูปด้วยเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[Riety]]></category>
		<category><![CDATA[ดริสา การพจน์]]></category>
		<category><![CDATA[Vein / Vain Exhibition]]></category>
		<category><![CDATA[ปั๋น ดริสา]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/draft-blood-drawing-veinvain-exhibition/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทันทีที่เราก้าวเข้าไปในห้องสีขาวเล็กๆ สถานที่จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ ปั๋น-ดริสา การพจน์ หรือ Riety ศิลปินสาวที่มีลายเส้นมีพลังเป็นเอกลักษณ์ รูปวาดหญิงสาวในมุมต่างๆ ของห้องสะกดให้เรารู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ทั้งลายเส้นและสีของรูปที่ดึงดูดให้เข้าไปใกล้และตรึงเราไว้&#8230;โดยเฉพาะเมื่อได้รู้ว่าสีทั้งหมดที่เราเห็นในรูปนั้นคือเลือดคนจริงๆ ‘Vein / Vain’ คือนิทรรศการที่พูดถึงความสวยงามของมนุษย์โดยชวนเรามองมุมใหม่ผ่านการเล่าเรื่องที่ใช้เลือด สิ่งที่ดูขัดกับคำว่าความสวยงามในภาพจำของคนทั่วไปมาวาดรูปพอร์เทรตผู้หญิงทั้ง 15 คนที่มีเสน่ห์ในตัวเองต่างกันออกไป ในวันที่เห็นหยดเลือดเคลื่อนไหว จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้มาจากความช่างสังเกตและนิสัยชอบทดลองของปั๋นตั้งแต่เด็ก บวกกับความหลงใหลในศิลปะทำให้เธอมักจะมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการวาดรูปเสมอ โดยเฉพาะจากสิ่งรอบตัวที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวันอย่าง ต้นไม้ ใบหญ้า เม็ดยา ที่ขัดรองเท้า น้ำยาย้อมผม หรือแม้กระทั่งขนม M&#38;M&#8217;s อะไรที่น่าจะใช้ในการวาดรูปได้ ปั๋นมักจะหยิบมาลองวาดเสมอ รวมถึงสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของมนุษย์อย่างเลือด “เราพิมพ์ไปถามว่า น้องๆ ขอเจาะเลือดมาวาดรูปหน่อยได้เปล่า แล้วเขาก็ตอบว่า ‘ได้สิ’ ทันที โห จบง่ายๆ แค่นั้น” ปั๋นเล่าให้เราฟังถึงวินาทีที่ตัดสินใจทักไปหานางแบบคนแรกของเธอ “ไทม์ไลน์คือคืนก่อนหน้านี้เรานอนโรงพยาบาล ตอนเช้าออกจากโรงพยาบาล บ่ายสาม บ่ายสี่ เรากลับมาถึงบ้าน เราก็เลยไปซื้อเข็มฉีดยามาเจาะเลือดตัวเองแล้ววาดเลย ตอนประมาณหนึ่งทุ่มก็ทักไปหาแบบ น้องก็โอเคเลย เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นมากและเราก็เริ่มวาดเลย” ปั๋นเล่า จากการสังเกตหยดเลือดที่ไหลไปตามสายยางน้ำเกลือและเห็นความคล้ายกันระหว่างฮีโมโกลบินของเลือดกับพิกเมนต์ของสี ทำให้ปั๋นลองเจาะเลือดของเธอออกมาวาดรูปดู ปั๋นพบว่าสีของเลือดคล้ายคลึงกับสีผิวของคนอย่างน่าประหลาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-blood-drawing-veinvain-exhibition/">Vein / Vain : นิทรรศการภาพวาดจากเลือดคนที่เริ่มต้นจากความสงสัยสู่การทดลองทางศิลปะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทันทีที่เราก้าวเข้าไปในห้องสีขาวเล็กๆ สถานที่จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ <strong>ปั๋น-ดริสา การพจน์</strong> หรือ <strong>Riety</strong> ศิลปินสาวที่มีลายเส้นมีพลังเป็นเอกลักษณ์ รูปวาดหญิงสาวในมุมต่างๆ ของห้องสะกดให้เรารู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ทั้งลายเส้นและสีของรูปที่ดึงดูดให้เข้าไปใกล้และตรึงเราไว้&#8230;โดยเฉพาะเมื่อได้รู้ว่าสีทั้งหมดที่เราเห็นในรูปนั้นคือเลือดคนจริงๆ</p>
<p><strong><br />
‘Vein / Vain’</strong> คือนิทรรศการที่พูดถึงความสวยงามของมนุษย์โดยชวนเรามองมุมใหม่ผ่านการเล่าเรื่องที่ใช้เลือด สิ่งที่ดูขัดกับคำว่าความสวยงามในภาพจำของคนทั่วไปมาวาดรูปพอร์เทรตผู้หญิงทั้ง 15 คนที่มีเสน่ห์ในตัวเองต่างกันออกไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6129.jpg" /></p>
<h3><strong>ในวันที่เห็นหยดเลือดเคลื่อนไหว</strong></h3>
<p>จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้มาจากความช่างสังเกตและนิสัยชอบทดลองของปั๋นตั้งแต่เด็ก บวกกับความหลงใหลในศิลปะทำให้เธอมักจะมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการวาดรูปเสมอ โดยเฉพาะจากสิ่งรอบตัวที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวันอย่าง ต้นไม้ ใบหญ้า เม็ดยา ที่ขัดรองเท้า น้ำยาย้อมผม หรือแม้กระทั่งขนม M&amp;M&#8217;s</p>
<p>อะไรที่น่าจะใช้ในการวาดรูปได้ ปั๋นมักจะหยิบมาลองวาดเสมอ รวมถึงสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของมนุษย์อย่างเลือด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_61421.jpg" /></p>
<p>“เราพิมพ์ไปถามว่า น้องๆ ขอเจาะเลือดมาวาดรูปหน่อยได้เปล่า แล้วเขาก็ตอบว่า ‘ได้สิ’ ทันที โห จบง่ายๆ แค่นั้น” ปั๋นเล่าให้เราฟังถึงวินาทีที่ตัดสินใจทักไปหานางแบบคนแรกของเธอ</p>
<p>“ไทม์ไลน์คือคืนก่อนหน้านี้เรานอนโรงพยาบาล ตอนเช้าออกจากโรงพยาบาล บ่ายสาม บ่ายสี่ เรากลับมาถึงบ้าน เราก็เลยไปซื้อเข็มฉีดยามาเจาะเลือดตัวเองแล้ววาดเลย ตอนประมาณหนึ่งทุ่มก็ทักไปหาแบบ น้องก็โอเคเลย เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นมากและเราก็เริ่มวาดเลย” ปั๋นเล่า</p>
<p>จากการสังเกตหยดเลือดที่ไหลไปตามสายยางน้ำเกลือและเห็นความคล้ายกันระหว่างฮีโมโกลบินของเลือดกับพิกเมนต์ของสี ทำให้ปั๋นลองเจาะเลือดของเธอออกมาวาดรูปดู ปั๋นพบว่าสีของเลือดคล้ายคลึงกับสีผิวของคนอย่างน่าประหลาด รูปวาดตัวเองจากเลือดของเธอซึ่งเป็นหนึ่งในรูปจำนวน 16 ชุดที่แสดงในงานจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ ก่อนที่ปั๋นจะชวนนางแบบอีกกว่าสิบคนไปเจาะเลือดด้วยกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6027.jpg" /></p>
<h3><strong>สร้างงานจากเลือดที่มีจำกัด</strong></h3>
<p>ช่วงเวลาสำคัญของงานเซตนี้คือปั๋นต้องลงมือวาดรูปแบบแต่ละคนด้วยเลือดที่มีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่า โอกาสที่เธอจะทำพลาดได้จึงแทบเป็นศูนย์ ช่วงเวลาก่อนลงพู่กันจึงเป็นช่วงเวลาที่ปั๋นกังวลที่สุด</p>
<p>“มีรูปนึงที่ใช้เปลืองมาก อ้าว เลือดหมดกลางคัน เลยต้องหยุดวาดแค่นั้น เราใช้เทคนิคหลายอย่าง ภาพที่เป็นเลือดล้วนๆ ก็มี มีเลือดที่ลงกับดินสอก็มี แต่ละรูปเทคนิคไม่ซ้ำกันเลยเพราะว่าเราลองได้แค่ครั้งเดียว เราก็เลยลองทุกอย่างที่อยากลอง ผสมกับพิกเมนต์ ผสมกับสีพาสเทล ผสมกับสีน้ำ ลงกระดาษเรียบ กระดาษหยาบ ดราฟต์แรกและดราฟต์เดียว มีโอกาสครั้งเดียวต่อหนึ่งรูป”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6182.jpg" /></p>
<p>แน่นอนว่าการลองผิดลองถูกย่อมต้องเกิดความผิดพลาดขึ้นบ้าง ปั๋นเล่าว่าบางครั้งเลือดก็ไม่ซึมลงไปในกระดาษ ทำให้เป็นรอยด่างหรือแห้งเกาะหน้ากระดาษบ้าง ก่อนที่จะวาดรูปแต่ละรูปจึงต้องคิดให้ดีและลองก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการใช้เลือดที่มีค่าไปอย่างเปล่าประโยชน์</p>
<p>“ทิ้งครึ่งครึ่งเหมือนกันนะ แต่ก่อนจะวาดรูปจริง เราจะทำแพนโทนออกมาก่อน คือลองเอาเลือดแต่ละคนผสมน้ำด้วยสัดส่วน 100, 90, 80 แล้วดูสีว่าความเข้มข้นไหนที่เหมาะกับเลือดของเขา ลองวาดเป็นสเก็ตช์เล็กๆ แล้วค่อยขึ้นรูปใหญ่”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_61482.jpg" /></p>
<p>งานครั้งนี้ปั๋นยังทดลองใช้เลือดของแบบในการล้างฟิล์มรูปถ่ายด้วย ถึงผลจะออกมาล้มเหลว แต่ปั๋นก็เชื่อว่าการทดลองคือส่วนหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ที่ศิลปินต้องมี “ทุกครั้งที่เราวาดรูปมันเป็นกึ่งๆ การทดลอง อาจจะเป็นเราคนเดียว เพราะเราชอบเปลี่ยนเทคนิคใหม่ไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าส่วนหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์คือการกล้าทำอะไรใหม่ๆ พอทำแล้วก็ต้องสังเกต วิเคราะห์ ซึ่งมันก็เป็นขั้นตอนของการทดลอง”</p>
<p>“การเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์มันดีต่องาน แต่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต” ปั๋นสรุปบทเรียนหนึ่งที่ได้จากการทำงานครั้งนี้ด้วยรอยยิ้ม “เราอยากควบคุมให้มันดี แต่ว่างานนี้ทำให้เราตาสว่างว่าเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ ไม่งั้นจะทรมานเปล่าๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6057.jpg" /></p>
<h3><strong>การทดลองภายนอกสู่การค้นพบภายใน</strong></h3>
<p>ปั๋นกระซิบบอกเราว่าคอนเซปต์ของงานเป็นสิ่งที่เธอค้นพบในขณะที่กำลังวาดรูปของแบบคนแรก</p>
<p>“คำว่าความงามภายในมันได้มาจากความรู้สึกที่เรามีต่อนางแบบคนแรก คือริชชี่ (วโรชา สุนทรศิริ) ตอนพาริชชี่ไปเจาะเลือด เรารู้สึกว่า เลือดเป็นของที่ intimate มากๆ เป็นของที่อยู่ข้างในตัว แล้วเราเอามันออกมา expose เราค่อยๆ คิดจากงานแรกว่า เรารู้สึกว่าแบบเป็นคนอย่างนี้ น่าจะอยากแสดงตัวตนของตัวเองแบบนั้นแบบนี้ อย่างเราและนางแบบหลายคนจะมีปัญหาเรื่องที่มีคนมองเราแต่รูปลักษณ์ภายนอก เราเลยคิดว่านี่เป็นปมที่เราอยากนำเสนอ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_60201.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_61524.jpg" /></p>
<p>“จุดร่วมของแบบที่เหมือนกันคือเป็นผู้หญิงที่สวย โดนตราหน้าว่าสวย ส่วนใหญ่ก็เป็นเน็ตไอดอล ถ้าจะใช้คำนั้น มีคนจำนวนมากยอมรับว่าคนนี้สวย ตอนแรกมีจุดที่เราอยากจะลองแม้กระทั่งหาจุดร่วมว่าความสวยมีทฤษฎีของมันไหม อะไรทำให้ผู้หญิงเหล่านี้มีคนชอบ แต่ว่ามันไปไม่ถึงจุดนั้น”</p>
<p>เพราะแบบนี้ ปั๋นจึงเลือกถ่ายทอดเสน่ห์ของแบบแต่ละคนด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ผนวกกับความชอบและอยากลองเทคนิคบางอย่างเป็นการส่วนตัวเพื่อดึงความสวยงามของคนคนนั้นออกมาให้มากที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_60181.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6023.jpg" /></p>
<p>“เรามองเองก่อนว่าเราคิดว่าคนนี้มีตรงนี้ๆ สวย แล้วเราก็ถามแบบด้วยว่า มีส่วนไหนในร่างกายที่อยากจะเล่าไหม มีแบบคนนึงชอบใส่รองเท้า ชอบรองเท้ามากๆ รองเท้าจะกัดเจ็บเท่าไหร่ก็ใส่ แล้วหลังเท้าเขาแผลเยอะมากก็เลยถ่ายหลังเท้ามา หรือแบบคนนึงเป็นคนตาสวย เราประทับใจตาเขา อันนี้เราไม่ถามเลยว่าเขาชอบอะไร จะวาดตา”</p>
<p>“เราคิดว่าเรามีข้อเสียอย่างนึงคือรูปวาดของเราไม่ว่ายังไงก็จะใส่บุคลิกของเศร้าๆ ของเราเข้าไปด้วย แบบทุกคนของเราจะดูเศร้าๆ นิดนึง เพราะว่ามันมีส่วนนึงของเรา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6028-share.jpg" /></p>
<h3>โลกในรูปวาด: ความงาม ความตาย ความหมาย และ เวลา</h3>
<p>Vein / Vain เป็นผลงานที่เกิดจากการเอาความชอบของปั๋นมากลั่นและแสดงตัวตนของเธออย่างชัดเจน “การวาดรูปด้วยเลือดเป็นสิ่งที่เราร่ำร้องอยากทำมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วแหละ เพราะที่บ้านเราเปิดคลินิกทำฟัน เราดูดน้ำลายคนไข้แล้วก็ถามแม่ว่าเลือดมันน่าจะวาดรูปได้นะ” ปั๋นหัวเราะ</p>
<p>ในขณะที่ปั๋นเล่า เรามองไปรอบๆ ห้องแสดงงานที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมาเยี่ยมบ้านเพื่อนสักคน ปั๋นช่วยคลายข้อสงสัยถึงที่มาของห้องที่จำลองมุมเล็กๆ ในโลกของเธอห้องนี้ “คนสมัยก่อนเวลาไปผจญภัยที่ต่างๆ ก็จะเอาของสะสมมาใส่ในห้องแล้วอวดว่าไปที่นั่นที่นี่มา ห้องนี้ก็เป็น cabinet of curiosity ของเรา เป็นของสะสมของเรา เราอยากให้คนรู้สึกเหมือนมาเยี่ยมบ้านนักวิทยาศาสตร์บ้านิดนึง”</p>
<p>นี่จึงเป็นสาเหตุที่เรารู้สึกราวกับว่าห้องสีขาวเล็กๆ นี้ถูกหยุดเวลาไว้ตลอดช่วงที่คุยกัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเธอ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_60312.jpg" /></p>
<p>“เราไม่ชอบความจริงที่โลกนี้เป็นอยู่ มันจะล่มสลาย ทรัพยากรจะหมด เราอยากหนีเข้าไปอยู่ในจินตนาการของตัวเองที่ไร้กาลเวลา ที่ที่เราหนีไปได้คือรูปวาดของเรา”</p>
<p>“เราอยากจะเก็บช่วงเวลาที่สวยที่สุด ดีที่สุดของผู้หญิงไว้ในงานเรา พอเราวาด เขาก็เป็นอมตะอยู่ในงานเรา เลือดก็เป็นค่าเลือดตอนที่เขามีร่างกายนั้น เหมือนหยุดเวลาไว้ เป็นความงามแบบไม่มีวันตายนิดนึง ในรูปเราจะไม่มีเวลา ไม่รู้สถานที่ มันคือที่ในหัวเรา มันมีโลกที่สวยงามอยู่ตรงนั้นนะ แล้วทุกคนในนั้นก็เป็นผู้หญิงสวยๆ ฉันอยากเข้าไปอยู่ในโลกนั้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_60621.jpg" /></p>
<p>สิ่งนี้ยังเชื่อมโยงกับความสนใจเรื่องความตายของปั๋น เธออยากสร้างโลกที่เวลาหยุดเดินและไม่มีความตาย ด้วยการสร้างโลกนั้นขึ้นในงานศิลปะ</p>
<p>“เรามองว่าความตายเป็นจุดสิ้นสุดของทุกอย่าง ไม่มีโลกหลังความตายอีกต่อไป ทุกครั้งที่วาดรูป เราเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกนึง เราเป็นตัวเองที่สุดตอนที่เราวาดรูป นี่คือที่ของเราจริงๆ โลกจะแตก เราจะตาย ใครจะป่วย ไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้วพอเราได้วาดรูป”</p>
<p>แต่เพราะรู้ว่าในความเป็นจริง ไม่มีใครที่จะหยุดเวลาเอาไว้ได้ ปั๋นจึงให้งานศิลปะของเธอเป็นตัวแทนที่จะมีชีวิตยืนยาวในความทรงจำของผู้คนบนโลกใบนี้แทน รูปทุกรูปในงาน Vein / Vain จึงมาจากความเป็นตัวเธอและความหลงใหลในศิลปะที่มีอยู่ในหัวใจจริงๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6107.jpg" /></p>
<h4>Note</h4>
<ul>
<li>ที่มาของชื่อนิทรรศการคือ Vien ตัวแรกมาจากคำว่า ‘เส้นเลือด’ ส่วน Vain ตัวที่สองพูดถึงความสวยงามในด้านลบ เมื่อนำเลือดมาเล่าเรื่องความสวยงามผ่านรูปวาดผู้หญิง เหมือนตัว V สองตัวที่ชนกันจนกลายเป็นตัวอักษรนำของคำว่า Woman</li>
<li>ปั๋นบอกเราว่าการตรวจเลือดทำให้รู้ว่าแบบภาพแต่ละคนใช้ชีวิตและมีไลฟ์สไตล์ยังไง “ทันทีที่เรารู้ค่าเลือดของคนคนนั้น เราจะรู้ทันทีว่า เฮ้ย เขากินอาหารไม่ระวัง ทั้งค่าโคเลสเตอรอล น้ำตาล โซเดียม จริงๆ มันตรวจได้ละเอียดกว่านั้นอีก แต่เราเลือกตรวจแค่ไม่กี่ค่า”</li>
<li>ตัวตนของแบบแต่ละคนยังแสดงออกผ่านลายมือที่แปะไว้ข้างๆ ภาพ เพื่อให้คนดูได้เห็นความงามของแบบในหลายมุม</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><em>นิทรรศการ VEIN / VAIN Exhibition จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2561 ที่ร้านอาหาร Daydream Believer พหลโยธิน 12</em></p>
<p><strong><br />
facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/rietyrive" target="_blank" rel="noopener">Riety<br />
</a><strong style="background-color: initial;">instagram |</strong> <a href="https://www.instagram.com/rietyrive/" target="_blank" rel="noopener">Riety</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/draft-blood-drawing-veinvain-exhibition/">Vein / Vain : นิทรรศการภาพวาดจากเลือดคนที่เริ่มต้นจากความสงสัยสู่การทดลองทางศิลปะ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/draft-blood-drawing-veinvain-exhibition/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Season : สีสันใหม่ของ Scrubb ในวันที่ไม่ยึดติดความสำเร็จจากอัลบั้มก่อน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/song-season-scrubb/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/song-season-scrubb/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐวดี คงแสง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Jun 2018 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Music]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[song]]></category>
		<category><![CDATA[Scrubb]]></category>
		<category><![CDATA[Season]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/song-season-scrubb/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศิลปินแต่ละคนหรือวงมีความถนัดต่างกัน บางคนชอบทำงานใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่ละอัลบั้มไม่ซ้ำแนวกันเลย บางคนก็ไม่ได้ทำอะไรใหม่มาก แต่ก็เอาอยู่ทุกครั้ง Scrubb เป็นศิลปินแบบหลัง เมื่อฟังเพลงใน ‘Season’ อัลบั้มล่าสุดครบทุกเพลง เราย้อนนึกถึงเพลงแรกของสครับบที่เคยฟัง และค้นพบว่าเพลงของสครับบอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ตลอดเวลา 18 ปีบนเส้นทางดนตรี พวกเขาเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับคนฟัง เช่นเดียวกับอัลบั้มล่าสุดหลังจากห่างหายไป 5 ปี ‘Season’ อัลบั้มชุดที่ 7 คือการเติบโตขึ้นอีกขั้นของพวกเขาที่กล้าคิดและกล้าทดลองทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับความสำเร็จจากเพลงก่อนๆ จนเกินไป เราชอบชื่ออัลบั้มนี้ที่มีเสียงคล้องจองกับคำว่า ‘สีสัน’ เพราะหลังจากที่ได้ฟังเพลงในอัลบั้มแล้ว ทุกเพลงต่างเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลายจริงๆ เราได้กลิ่นอายที่แปลกไปจากอัลบั้มก่อนๆ โดยเฉพาะในส่วนของดนตรีที่แม้ ฟั่น-โกมล บุญเพียรผล อาจจะไม่ได้ลงมาคลุกคลีเต็มตัวหรือช่วยขึ้นเพลงเหมือนอัลบั้มก่อนๆ แต่ได้ ปกป้อง จิตดี จาก Gym and Swim และ Plastic Plastic มาช่วยเป็น Co-producer ต่อยอดและปั้นไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่างอีกที อัลบั้มนี้จึงลดความสดใสและคลีนลงไป แต่เพิ่มกลิ่นของ new age ฟุ้งอยู่เบาๆ แต่ละเพลงมีการใช้ดนตรีซินธิไซเซอร์เข้ามาช่วยเยอะขึ้น เราคนฟังอาจจะไม่คุ้นบ้างในทีแรก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-season-scrubb/">Season : สีสันใหม่ของ Scrubb ในวันที่ไม่ยึดติดความสำเร็จจากอัลบั้มก่อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ศิลปินแต่ละคนหรือวงมีความถนัดต่างกัน บางคนชอบทำงานใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่ละอัลบั้มไม่ซ้ำแนวกันเลย บางคนก็ไม่ได้ทำอะไรใหม่มาก แต่ก็เอาอยู่ทุกครั้ง</p>
<p>Scrubb เป็นศิลปินแบบหลัง เมื่อฟังเพลงใน <strong>‘Season’</strong> อัลบั้มล่าสุดครบทุกเพลง เราย้อนนึกถึงเพลงแรกของสครับบที่เคยฟัง และค้นพบว่าเพลงของสครับบอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ตลอดเวลา 18 ปีบนเส้นทางดนตรี พวกเขาเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับคนฟัง เช่นเดียวกับอัลบั้มล่าสุดหลังจากห่างหายไป 5 ปี</p>
<p>‘Season’ อัลบั้มชุดที่ 7 คือการเติบโตขึ้นอีกขั้นของพวกเขาที่กล้าคิดและกล้าทดลองทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับความสำเร็จจากเพลงก่อนๆ จนเกินไป เราชอบชื่ออัลบั้มนี้ที่มีเสียงคล้องจองกับคำว่า ‘สีสัน’ เพราะหลังจากที่ได้ฟังเพลงในอัลบั้มแล้ว ทุกเพลงต่างเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลายจริงๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S03_111.jpg" /></p>
<p>เราได้กลิ่นอายที่แปลกไปจากอัลบั้มก่อนๆ โดยเฉพาะในส่วนของดนตรีที่แม้ ฟั่น-โกมล บุญเพียรผล อาจจะไม่ได้ลงมาคลุกคลีเต็มตัวหรือช่วยขึ้นเพลงเหมือนอัลบั้มก่อนๆ แต่ได้ ปกป้อง จิตดี จาก Gym and Swim และ Plastic Plastic มาช่วยเป็น Co-producer ต่อยอดและปั้นไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่างอีกที อัลบั้มนี้จึงลดความสดใสและคลีนลงไป แต่เพิ่มกลิ่นของ new age ฟุ้งอยู่เบาๆ แต่ละเพลงมีการใช้ดนตรีซินธิไซเซอร์เข้ามาช่วยเยอะขึ้น เราคนฟังอาจจะไม่คุ้นบ้างในทีแรก แต่ถือเป็นการเลือกวิธีเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะทันสมัยแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศของฤดูต่างๆ ได้อย่างชัดเจน</p>
<p>น่าแปลกที่แม้ว่าดนตรีในอัลบั้มนี้จะมีความใหม่ แต่พอเอามาประกอบรวมกับเอกลักษณ์ด้านเนื้อเพลงที่ใช้คำเรียบง่ายแต่มีความหมายกินใจแล้วกลับเข้ากันดี เหมือนคู่สีตรงข้ามที่กลมกล่อม ให้ความรู้สึก feel good และคงความเป็นสครับบได้ แต่เป็นสครับบที่มีมุมมองโตขึ้นจากเดิมและมีชั้นเชิงมากขึ้น ยังคงความกล้าคิด กล้าลอง ทำให้เราสนุกและเพลินไปการเล่าเรื่องของพวกเขาได้เสมอ</p>
<p>ความน่าสนใจของอัลบั้มนี้อีกอย่างคือ บอลและเมื่อยชวนพี่น้องในวงการเพลงมากมายมาช่วยกันเติมเต็มสีสันในฤดูกาลต่างๆ เช่น ต๊อบ-ธัชพล ชีวะปริยางบูรณ์ (ชนุดม) ป๊อก-ต่อยศ จงแจ่ม (Zeal) ปู๋ว-ปิยวัฒน์ มีเครือ (25 hours) วิน-ศิริวงศ์ (Sqweez Animal) ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน (The Toys) แถมยังเรียงเพลงตามฤดูกาลที่หมุนเวียนจริงๆ ทั้ง ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง และ ฤดูหนาว เวลาที่เปิดฟังรวดเดียวจบ เลยให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพื่อนสักคนอ่านไดอารี่ให้ฟังหลังจากที่ไม่ได้เจอกันเสียนาน</p>
<p>และนี่คือบางส่วนของเรื่องราวที่เพื่อนคนนั้นเล่าให้เราฟังล่ะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S05_159.jpg" /></p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>ดวงตะวัน (Sunny Day)</strong></p>
<p style="text-align: center;"><em>“แม้โลกทั้งใบนั้น จะไม่มีดาว </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>แสงดวงตะวันอาจ ไม่มีความหมาย </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>และแม้โลกทั้งใบนี้จะไม่มีใคร </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>ให้เธอมองกลับมาฉันนั้นจะยืนข้างเธอ”</em></p>
<p>เพลงนี้เป็นเพลงที่มี วิน ศิริวงศ์ จาก Sqweez Animal มาร่วมเสริมความอบอุ่นและสดใสของฤดูร้อน และมีปู๋ว ปิยวัฒน์ มีเครือ (25 hours) กับ ทอย ธันวา บุญสูงเนิน (The Toys) มาช่วยกันเล่าเรื่องในพาร์ตของเนื้อร้อง มีฉากหลังเป็นเสียงเบสที่เล่นวนซ้ำเหมือนการเคลื่อนตัวของพระอาทิตย์ เพิ่มสีสันและรายละเอียดด้วยเสียงกีตาร์ ซินธิไซเซอร์ เพลงนี้บอกเรากับว่า ไม่ว่าต้องเจออะไร ก็จะยังคงเป็นกำลังใจให้กันอยู่เสมอ แค่เพียงนึกถึงกัน ก็จะรับรู้ได้ว่ายังมีฉันที่อยู่ข้างๆ แค่ขึ้นท่อนแรกมา ก็ทำให้วันนั้นสดใสได้แล้วล่ะ</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>ฝน(Scrub)</strong></p>
<p style="text-align: center;"><em>“จะเป็นเรื่องฝนตกฟ้าเปิดร้ายดี ฉันว่ามันมีความหมาย </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>ทุกสิ่งทุกอย่างมากมาย พร้อมให้เราเจอะเจอ”</em></p>
<p>หลังจากปล่อยมิวสิควิดีโอไปเมื่อปลายปี 2016 เพลง ฝน เวอร์ชั่นในอัลบั้มเต็มมีการปรับโทนกีตาร์ ซินธิไซเซอร์เล็กน้อย คล้องกับคำว่า ฝึกฝน ที่ Scrubb ตั้งใจจะสื่อผ่านภาพการฝึกฝนชีวิตในฤดูกาลต่างๆ ภายใต้เสียงกีตาร์ที่เคล้ามากับเสียงเบสซึ่งเล่นเป็นจังหวะเหมือนเสียงฝนที่ตกลงมา เพลงนี้พูดถึงการออกไปเผชิญกับโลกที่อาจเจอทั้งร้ายและดี แต่เมื่อจับมือไปด้วยกันก็จะผ่านมันไปได้และได้พบกับมุมมองใหม่ๆ แน่นอน ปกติเวลาพูดถึงเพลงเกี่ยวกับฝน เราก็มักจะนึกถึงเพลงเศร้า แต่เพลงนี้กลับทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วฝนไม่ได้เศร้าขนาดนั้นเลย</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>Outro Ice</strong></p>
<p>ความพิเศษของเพลงนี้คือเป็น Interlude ที่มีเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์บรรเลงสั้นๆ แต่งแต้มบรรยากาศของฤดูหนาวให้กับเพลงได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะไม่มีเนื้อเพลงช่วยไกด์ แต่เรากลับมองเห็นและรู้สึกได้ถึงบรรยากาศของหน้าหนาวที่ทุกอย่างถูกหยุดนิ่งไว้&#8230;ในระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่ฤดูถัดไปจะมาถึง เพลงนี้เหมือนเป็นการพักสั้นๆ ก่อนที่จะเดินทางไปสู่เพลงของฤดูถัดไป</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>ยังอยู่ (Wind)</strong></p>
<p style="text-align: center;"><em>“อยากให้เธอฝันดี หากในวันที่เราไกลห่างกัน </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>เมื่อเธอได้มองดาวดวงนั้น ให้รู้ว่าฉันยังอยู่”</em></p>
<p>เพลงนี้เป็นเพลงที่มีจังหวะค่อนข้างช้า ซึ่งไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นแนวเพลงแบบนี้จาก Scrubb แต่เมื่อลองเปิดใจและหลับตาลงฟัง จะรู้สึกได้ถึงความละมุนของเพลง ทั้งจากเสียงเครื่องเป่าที่ลอยมาเหมือนเสียงของสายลมพัดคลอมากับเสียงร้องประสาน เล่าถึงคนสองคนที่ต้องจากกันไกล เลยฝากข้อความไว้กับสายลมและดวงดาว แทนใจที่ยังคงอยู่ใกล้กันเสมอไม่ว่าระยะทางจะไกลแค่ไหนก็ตาม แม้จะเป็นแนวเพลงที่ไม่คุ้น แต่ Scrubb ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดี ถือเป็นอีกหนึ่งเพลงในอัลบั้มนี้ที่น่าสนใจและชวนให้ทุกคนลองฟัง</p>
<hr />
<p style="text-align: center;"><strong>ฤดู (Season)</strong></p>
<p style="text-align: center;"><em>“เธอไม่ต้องรู้หรอกเธอไม่ต้องเข้าใจ </em></p>
<p style="text-align: center;"><em>แค่ลองมาเดินด้วยกัน ท่ามกลางฤดูที่มันเปลี่ยนไป”</em></p>
<p>เพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม ดนตรีและจังหวะที่สดใสเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ Scrubb เนื้อหาของเพลงพูดถึงทุกฤดูที่ทำให้ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป บอกเราว่าทุกฤดูกาลที่ผ่านพ้นไปล้วนมีเรื่องเล่าและความสวยงามในแบบของมันและชวนเราออกไปสัมผัสแต่ละฤดูด้วยกัน นอกจากนี้ยังเป็นการเปรียบว่า ไม่ว่ากี่ฤดูจะผ่านไป แต่ใครบางคนก็ยังคงเหมือนเดิม เช่นเดียวกับ Scrubb ที่ยังคงรักและเดินทางมากับดนตรีตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เป็นบทสรุปที่ลงตัวและอิ่มใจของเรื่องเล่าในทุกฤดู</p>
<p>ภายใต้ความพยายามในการทดลองทำอะไรใหม่ๆ เรายังคงได้กลิ่นอายของความเป็นสครับบอย่างชัดเจน Season จึงเป็นอัลบั้มที่เล่าการเดินทางของสครับบทั้งการเติบโตของแนวดนตรีและเนื้อหาเพลง ที่ผ่านฤดูกาลบนเส้นทางดนตรีในช่วงตลอด 18 ปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ชวนให้นึกถึงวันเวลาที่ผ่านกว่าจะมาเป็นสครับบในวันนี้ และชวนให้ติดตามว่าการเดินทางของพวกเขาในฤดูกาลข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อไป แต่เราเชื่อว่าจะเป็นการเดินทางที่สนุกและน่าจดจำในทุกฤดูกาลแน่นอน</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/song-season-scrubb/">Season : สีสันใหม่ของ Scrubb ในวันที่ไม่ยึดติดความสำเร็จจากอัลบั้มก่อน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/song-season-scrubb/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
