<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author31/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author31/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 Feb 2022 09:56:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>&#8220;ความสำเร็จคือการได้อยู่ในความทรงจำ&#8221; เศรษฐา ศิระฉายา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/setha-sirachaya/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Feb 2022 09:56:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[The Voice Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐา ศิระฉายา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=154831</guid>

					<description><![CDATA[<p>(บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน a day 172 ฉบับ The Voice ประเทศไทย เดือนธันวาคม 2014) “ขอให้ฝันดี” เศรษฐา ศิระฉายา บอกประโยคนี้กับเราในเวลาใกล้เที่ยง ไม่ใช่ช่วงเวลาก่อนเข้านอนแต่อย่างใด ซึ่งฝันดีในที่นี้หมายถึง ความฝันที่ไม่มีพิษมีภัย เป็นความฝันที่ทําให้หัวใจได้มีบางอย่างส่องสว่างนําทาง จากเด็กที่มีความฝันอยากเป็นทหารอากาศ ทุกวันนี้ทุกคนรู้จักเขา ในฐานะนักร้อง นักแสดง ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจําปี 2554 สาขาศิลปะการแสดง ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง ที่ยืนหยัดอยู่ในวงการมาอย่างยาวนานจนถึงวันน้ี ในวัย 70 ก็ยัง ไม่มีทีท่าจะบอกลา บอกเลิก “ความฝันเป็นสิ่งที่ดีนะ แม้บางคนอาจไปไม่ได้อย่างที่ฝันในขณะท่ีบางคนเป็นไปอย่างที่ฝัน ตะเกีย กตะกายไปจนได้ อย่างผมนี่ฝันไปคนละทาง แต่คนเราสามารถมีฝันได้หลายฝัน ซึ่งความฝันนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพชีวิตของเรา” เส้นทางนักดนตรีของชายผู้นี้หาได้ราบรื่น สวยงาม เหมือนที่ปรากฏบนเวที การเป็นศิลปินในยุคสมัยนั้นหาได้ง่ายดายอย่างเช่นในยุคปัจจุบัน ไม่มีรายการโทรทัศน์ให้ประกวด ไม่มีเว็บไซต์ยูทูบให้อัพโหลดคลิปสู่สายตาสาธารณะ มีเพียงความมานะและความทะยานอยากเท่านั้นเป็นเครื่องมือ “ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องหมอดู มีหมอดูบอกว่า คุณต้องเป็นศิลปิน แล้วชีวิตจะรุ่งโรจน์ ผมยังขําๆ&#160; อย่างผมนี่เหรอจะเป็นศิลปิน หน้าตาก็ไม่เอาไหน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/setha-sirachaya/">&#8220;ความสำเร็จคือการได้อยู่ในความทรงจำ&#8221; เศรษฐา ศิระฉายา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>(บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน <a href="https://www.facebook.com/adaymagazine/photos/pb.126520920405.-2207520000.1418989390./10152895330475406/?type=3&amp;theater">a day 172</a> ฉบับ The Voice ประเทศไทย เดือนธันวาคม 2014)</p>



<p>“ขอให้ฝันดี”</p>



<p>เศรษฐา ศิระฉายา บอกประโยคนี้กับเราในเวลาใกล้เที่ยง ไม่ใช่ช่วงเวลาก่อนเข้านอนแต่อย่างใด ซึ่งฝันดีในที่นี้หมายถึง ความฝันที่ไม่มีพิษมีภัย เป็นความฝันที่ทําให้หัวใจได้มีบางอย่างส่องสว่างนําทาง</p>



<p>จากเด็กที่มีความฝันอยากเป็นทหารอากาศ ทุกวันนี้ทุกคนรู้จักเขา ในฐานะนักร้อง นักแสดง ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจําปี 2554 สาขาศิลปะการแสดง ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง ที่ยืนหยัดอยู่ในวงการมาอย่างยาวนานจนถึงวันน้ี ในวัย 70 ก็ยัง ไม่มีทีท่าจะบอกลา บอกเลิก</p>



<p>“ความฝันเป็นสิ่งที่ดีนะ แม้บางคนอาจไปไม่ได้อย่างที่ฝันในขณะท่ีบางคนเป็นไปอย่างที่ฝัน ตะเกีย กตะกายไปจนได้ อย่างผมนี่ฝันไปคนละทาง แต่คนเราสามารถมีฝันได้หลายฝัน ซึ่งความฝันนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพชีวิตของเรา”</p>



<p>เส้นทางนักดนตรีของชายผู้นี้หาได้ราบรื่น สวยงาม เหมือนที่ปรากฏบนเวที การเป็นศิลปินในยุคสมัยนั้นหาได้ง่ายดายอย่างเช่นในยุคปัจจุบัน ไม่มีรายการโทรทัศน์ให้ประกวด ไม่มีเว็บไซต์ยูทูบให้อัพโหลดคลิปสู่สายตาสาธารณะ มีเพียงความมานะและความทะยานอยากเท่านั้นเป็นเครื่องมือ</p>



<p>“ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องหมอดู มีหมอดูบอกว่า คุณต้องเป็นศิลปิน แล้วชีวิตจะรุ่งโรจน์ ผมยังขําๆ&nbsp; อย่างผมนี่เหรอจะเป็นศิลปิน หน้าตาก็ไม่เอาไหน รูปร่างก็ไม่ได้ดี ไม่เคยร่ำเรียนดนตรี ไม่เคยร้องเพลง เราคิดว่า เป็นไปไม่ได้ ผมอาศัยคอยจําว่าเขาทําอะไรกันบ้าง เล่นดนตรียังไง เล่นกีตาร์ยังไง ร้องเพลงยังไง ไปดูเขาแล้วก็ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง เพราะ สมัยนั้นไม่มีครูที่จะมาสอนร้องเพลงจริงจัง ไม่เหมือนยุคนี้ ซึ่งเด็กยุคนี้ ถือว่ามีโชค โชคดีที่วงการดนตรี วงการบันเทิง พัฒนาขึ้นมามาก</p>



<p>“เมื่อก่อนนี้คนระดับกลางขึ้นไปจะดูถูกคนในอาชีพนี้เยอะ ศิลปิน นักร้องเป็นพวกหาเช้ากินค่ำ เต้นกินรํากิน เป็นคําพูดที่ติดหูกันมาตลอด แต่เราไม่ได้นึกกดดันอะไร เพราะเราต้องทํางานเพื่อหากิน พอมีชื่อเสียง เราถึงรู้ว่าถ้าเรามาถึงจุดที่มันสูงมากเหมือนที่เราฝัน ใครจะดูถูก ก็ดูถูกไป เพราะสําหรับผมอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ”</p>



<p>เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงจากวงที่ตั้งกับเพื่อนในนาม ดิ อิมพอสสิเบิล จากการเล่นในผับบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แทนที่เขาพอใจกับเสียง ปรบมือและผู้คนที่มาต่อคิวเฝ้าดูจนล้นร้าน เขากลับรู้สึกว่านั่นยังไม่พอ ซึ่ง ‘ความไม่พอ’ คือสิ่งที่เขายึดถือมาจนวัย 70</p>



<p>“คนเราถ้ามีฝันแล้วจะตะเกียกตะกายไปให้ถึงฝัน การฝึกฝนสําคัญที่สุด การรู้จักคำว่าไม่พอสำคัญ มาก พอเรารู้สึกว่า แค่นี้แหละ หากินได้แล้ว พอแล้ว ถ้าคิดอย่างนั้นก็ร้องเพลงไปวันๆ เราต้องรู้สึกว่าแค่นี้มันไม่พอ ต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ไปอีกระดับหนึ่ง อย่างเมื่อตอนอายุหกสิบกว่าๆ ผมไปเรียนร้องเพลงกับครูโรจน์ เรียนเทคนิคการใช้เสียง”</p>



<p>ทําไมในวัยที่ควรเกษียณถึงไปลงเรียนวิชาดนตรี-เราสงสัย</p>



<p>“ยังมีแฟนเพลงต้อนรับเราอยู่เยอะ ได้จัดคอนเสิร์ตตั้งหลายครั้ง แล้วคนเต็มทุกที ผมก็คิดว่า เขายัง สนับสนุนเราอยู่ เราไม่ควรจะอยู่อย่างนี้ ควรจะทำอะไรที่ดีกว่าน้ี ให้เขาฟังแล้วรู้สึกว่า เราร้องเพลงเพราะขึ้น อย่างที่ผมบอก ความไม่พอต้องเกิดขึ้นกับความฝัน ถ้าเราฝันแล้วอย่าไปคิดว่าพอแล้ว หยุดแล้ว มันจะไปไม่ถึงสุดที่เราฝัน”</p>



<p>ศิลปินบางคนเมื่อมีชื่อเสียง ผู้คนห้อมล้อม อาจหลงระเริงไปกับสิ่งที่เข้าปะทะ ซึ่งสำหรับเขา นั่นคือสิ่งที่น่ากลัว หากไม่รู้จักวิธีรับมือหรือจัดการ “มันอยู่ที่ตัวเรา เราจะเหลิงหรือไม่เหลิง การที่มีชื่อเสียงได้น่าจะถือว่าเป็นความสำเร็จของชีวิตมากกว่าที่เราจะมานั่งคิดว่าดังแล้วนะ แล้วเปลี่ยนชีวิตไป ถึงเราจะประสบความสําเร็จในชีวิต เราก็ยังเป็นคนเดิม ชีวิตเรายังเหมือนเดิม สิ่งที่เราต้องจดจําคือเราเป็นอะไรมาก่อน มาถึงเวลานี้ เราเป็นอย่างน้ี เราจะลืมชีวิตเก่าๆ ไม่ได้ ผมถึงประคองชีวิตผมอยู่อย่างน้ี ด้วยความเคารพในคนที่มีพระคุณทุกๆ คนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง</p>



<p>“สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวคนเกลียด ผมคิดว่าผมอยู่ในภาวะที่หลายๆ คนรัก ไม่ว่าผมจะไปไหนก็ต าม คนจะยิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือสวัสดี อันนี้เป็นความภูมิใจที่ผมระลึกอยู่เสมอ มันมาคู่กับความสำเร็จ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเอาความสำเร็จไปลืมตัว ไปหลงระเริง ถือว่าพลาดแล้ว เพราะคุณจะอยู่ได้ไม่นาน แล้วคุณจะหายไปจากความทรงจําของคน แต่ถ้าเขา เห็นคุณแล้วเขายังยิ้มรับคุณด้วยความเป็นมิตรไมตรี นั่นคือเรายังอยู่ในความทรงจําเขา ซึ่งผมถือว่าเรายังประสบความสําเร็จอยู่”</p>



<p>ทุกวันนี้เขายังคงทํางานที่ฝัน ทั้งงานพิธีกรและร้องเพลงตามวาระ อย่างคอนเสิร์ตใหญ่ในวัยขึ้นต้นด้วยเลข 7 อย่าง ‘70 ยังแจ๋ว เศรษฐา ศิระฉายา’ ที่เพิ่งผ่านพ้น เป็นต้น</p>



<p>“ชีวิตผมขึ้นอยู่กับคนฟัง” ศิลปินตรงหน้าบอกเรา “ผมบอกเพื่อนๆ อยู่เรื่อยว่า ถ้าเห็นผมร้องเพลงไม่ได้ให้บอกด้วยนะ ถ้าประชาชนหรือแฟนเพลงบอกผมว่าพักผ่อนเถอะ เสียงไปแล้ว ผมคงจะเลิก</p>



<p>“แต่ถ้าไม่มีใครว่าอะไร ผมก็ฝันไว้ว่าจะไปเกษียณตอนตายเลย” เศรษฐาบอกถึงความฝันสุดท้ายในวัย 70</p>



<p>ซึ่งสําหรับเขา นี่ถือเป็นฝันดี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/setha-sirachaya/">&#8220;ความสำเร็จคือการได้อยู่ในความทรงจำ&#8221; เศรษฐา ศิระฉายา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-250-choice/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Nov 2021 13:57:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[a day 250]]></category>
		<category><![CDATA[ทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[jirabell]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล]]></category>
		<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=150016</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทางเลือก ผมใช้เวลาเลือกอยู่นานว่าจะเขียนอะไรในบทบรรณาธิการชิ้นนี้ สำหรับผมการเลือกไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะเมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ ส่วนระดับความยากในการเลือกก็อยู่ที่ว่าเดิมพันของมันมากน้อยแค่ไหน การเลือกว่าจะกินอะไรอาจจะไม่ยากเท่าการเลือกซื้อบ้านสักหลัง การเลือกเส้นทางกลับบ้านก็ง่ายกว่าการเลือกเส้นทางชีวิตในอนาคต ทางเลือก เรื่องตลกร้ายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตคือเราต้องยืนอยู่ระหว่างทางแยกในการเลือกแทบจะทุกวินาที คุณจะอ่านบรรทัดถัดไปไหม หรือตัดสินใจหันเหไปทำอย่างอื่น นี่ก็นับเป็นการเลือก หลายครั้งการเลือกไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย เลือกทางไหนก็ไม่ผิด ในขณะที่บางการเลือกก็เรียกร้องความเข้มแข็งของหัวจิตหัวใจมหาศาล “หากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นจะให้พยาบาลปั๊มหัวใจไหม” เมื่อราว 2 เดือนก่อนผมได้รับคำถามนี้จากนางพยาบาลในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังจากอี๊หรือป้าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กและรักผมเหมือนลูกเส้นเลือดในสมองแตก ทางเลือกหนึ่งฝืนกลไกธรรมชาติ ทำให้คนที่เรารักอยู่กับเราต่อไปได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่อี๊จะทรมาน กับอีกทางเลือกคือโอบรับความเป็นจริง ทำใจว่าอี๊อาจจากไปได้ทุกเวลานาที ซึ่งอี๊จะทรมานน้อยกว่า–คนที่ทรมานคือเราเอง ความยากทบทวีคูณเมื่อระยะเวลาในการตัดสินใจไม่ได้แปรผันตามความยากของโจทย์ สุดท้ายผมจำต้องใช้เวลาไม่นานตัดสินใจเลือกทางหลัง หากจะมีอะไรสักอย่างในชีวิตที่เราไม่มีโอกาสเลือกก็คงเป็นผลของการตัดสินใจ หลังจากพยาบาลเดินจากไปน้ำตาผมก็ไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม ในขณะที่อวัยวะภายในบริเวณอกข้างซ้ายแตกสลายเรียบร้อยแล้ว “ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมที่จะลาออก” เมื่อราวเดือนก่อนพี่ในบริษัทที่เคารพถามซ้ำหลายครั้งด้วยประโยคเดิมผ่านทางโทรศัพท์เมื่อผมตัดสินใจขอลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ง่ายในการเลือกยืนยันเดินออกมาจากการงานและสื่อที่รัก บางทีนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บุคคลที่ผมรักที่สุดในชีวิตเพิ่งจากไปไม่นาน สำหรับผม a day ไม่ใช่แค่สื่อหรือนิตยสาร หากแต่มันเป็นทั้งโรงเรียนสอนวิชาชีพและโรงเรียนดัดสันดาน เป็นที่หล่อหลอมตัวตนและปลูกฝังทัศนคติในการทำงานจนมีวันนี้ ผู้คนที่ผมผูกพันทั้งหลายก็รู้จักกันที่นี่ มีความฝันมากมายที่พวกเราเอามาแชร์กันในที่แห่งนี้ การต้องตัดสินใจเดินจากมาจึงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดและทำใจลำบาก “ไม่ผูก ไม่ยึด เพื่อให้สุดท้ายในวันที่ไม่มีมัน เราจะได้ไม่เคว้ง” บางประโยคของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ลอยเข้ามาในส่วนลึกของใจขณะไล่สายตาอ่านต้นฉบับ a [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-250-choice/">เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">ทางเลือก</span></p>


<p>ผมใช้เวลาเลือกอยู่นานว่าจะเขียนอะไรในบทบรรณาธิการชิ้นนี้</p>



<p>สำหรับผมการเลือกไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะเมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่</p>



<p>ส่วนระดับความยากในการเลือกก็อยู่ที่ว่าเดิมพันของมันมากน้อยแค่ไหน การเลือกว่าจะกินอะไรอาจจะไม่ยากเท่าการเลือกซื้อบ้านสักหลัง การเลือกเส้นทางกลับบ้านก็ง่ายกว่าการเลือกเส้นทางชีวิตในอนาคต</p>


<p><span style="display: none;">ทางเลือก</span></p>


<p>เรื่องตลกร้ายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตคือเราต้องยืนอยู่ระหว่างทางแยกในการเลือกแทบจะทุกวินาที</p>



<p>คุณจะอ่านบรรทัดถัดไปไหม หรือตัดสินใจหันเหไปทำอย่างอื่น นี่ก็นับเป็นการเลือก</p>



<p>หลายครั้งการเลือกไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย เลือกทางไหนก็ไม่ผิด ในขณะที่บางการเลือกก็เรียกร้องความเข้มแข็งของหัวจิตหัวใจมหาศาล</p>



<p></p>



<p>“หากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นจะให้พยาบาลปั๊มหัวใจไหม”</p>



<p>เมื่อราว 2 เดือนก่อนผมได้รับคำถามนี้จากนางพยาบาลในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังจากอี๊หรือป้าที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กและรักผมเหมือนลูกเส้นเลือดในสมองแตก</p>



<p>ทางเลือกหนึ่งฝืนกลไกธรรมชาติ ทำให้คนที่เรารักอยู่กับเราต่อไปได้อีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่อี๊จะทรมาน กับอีกทางเลือกคือโอบรับความเป็นจริง ทำใจว่าอี๊อาจจากไปได้ทุกเวลานาที ซึ่งอี๊จะทรมานน้อยกว่า–คนที่ทรมานคือเราเอง</p>



<p>ความยากทบทวีคูณเมื่อระยะเวลาในการตัดสินใจไม่ได้แปรผันตามความยากของโจทย์</p>



<p>สุดท้ายผมจำต้องใช้เวลาไม่นานตัดสินใจเลือกทางหลัง</p>



<p>หากจะมีอะไรสักอย่างในชีวิตที่เราไม่มีโอกาสเลือกก็คงเป็นผลของการตัดสินใจ</p>



<p>หลังจากพยาบาลเดินจากไปน้ำตาผมก็ไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม ในขณะที่อวัยวะภายในบริเวณอกข้างซ้ายแตกสลายเรียบร้อยแล้ว</p>



<p></p>



<p>“ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมที่จะลาออก”</p>



<p>เมื่อราวเดือนก่อนพี่ในบริษัทที่เคารพถามซ้ำหลายครั้งด้วยประโยคเดิมผ่านทางโทรศัพท์เมื่อผมตัดสินใจขอลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว</p>



<p>ไม่ง่ายในการเลือกยืนยันเดินออกมาจากการงานและสื่อที่รัก บางทีนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บุคคลที่ผมรักที่สุดในชีวิตเพิ่งจากไปไม่นาน</p>



<p>สำหรับผม a day ไม่ใช่แค่สื่อหรือนิตยสาร หากแต่มันเป็นทั้งโรงเรียนสอนวิชาชีพและโรงเรียนดัดสันดาน เป็นที่หล่อหลอมตัวตนและปลูกฝังทัศนคติในการทำงานจนมีวันนี้ ผู้คนที่ผมผูกพันทั้งหลายก็รู้จักกันที่นี่ มีความฝันมากมายที่พวกเราเอามาแชร์กันในที่แห่งนี้ การต้องตัดสินใจเดินจากมาจึงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดและทำใจลำบาก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-768x1024.jpg" alt="ทางเลือก" class="wp-image-150023" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/11/Wake-Up_ภาพประกอบด้านใน_Mac_20211103.jpg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>“ไม่ผูก ไม่ยึด เพื่อให้สุดท้ายในวันที่ไม่มีมัน เราจะได้ไม่เคว้ง”</p>



<p>บางประโยคของ <a href="https://adaymagazine.com/yesterday-apichatpong" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a> ลอยเข้ามาในส่วนลึกของใจขณะไล่สายตาอ่านต้นฉบับ <a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-250/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">a day</a> เล่มสุดท้ายที่ผมจะได้ทำในฐานะบรรณาธิการ ประโยคนี้ทั้งทำหน้าที่ตบบ่าปลอบใจและบอกเตือนสัจจะบางประการ</p>



<p>ไม่ว่าจะการจากไปของอี๊หรือการลาออกจากงาน ความเจ็บปวดก็ล้วนเกิดจากการที่เราผูกและพัน ยึดและถือสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต แต่ทำยังไงได้ ธรรมชาติของมนุษย์ล้วนเป็นเช่นนี้ไหม ผมไม่แน่ใจ แต่ผมเป็นมนุษย์เช่นนี้ และบางทีนี่อาจเป็นอีกสิ่งในชีวิตที่เราไม่มีทางเลือก ก็ได้แต่ทำใจรับผลของมัน</p>



<p>ในวันนั้นแม้ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแค่ไหนว่าจะลาออก แต่พอวางสายผมก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ปล่อยให้น้ำตาทำหน้าที่ของมันอีกครั้งในรอบไม่กี่สัปดาห์</p>



<p></p>



<p>เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทางที่เราเลือกคือทางที่ถูก</p>



<p>ผมถามคำถามนี้กับตัวเองในช่วงชีวิตที่ผ่านการเลือกยากๆ มาติดๆ กัน แล้วก็ตระหนักได้ว่าท้ายที่สุดการจะหาคำตอบของคำถามนี้ เราอาจต้องนิยามให้ได้ว่าการตัดสินใจที่ ‘ถูก’ เป็นอย่างไร</p>



<p>หากจะมีบางสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ในชีวิตช่วงนี้คงเป็นการรู้ว่าไม่มีทางเลือกใดในชีวิตหรอกที่ดีทั้งหมดหรือแย่ทุกอย่าง สุดท้ายไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกหนทางใดเราจะได้ลิ้มรสทั้งด้านหวานและขมของทางเลือกนั้น ทุกทางเลือกมีทั้งสุขและทุกข์มัดรวมกันมาเป็นแพ็กเกจ</p>



<p>หน้าที่เรามีเพียงเลือกอย่างกล้าหาญแล้วโอบรับทั้งด้านดีและร้ายจากการเลือกนั้น</p>



<p>ย้อนกลับไปวันที่ผมเลือกกลับมาเป็นบรรณาธิการบริหารที่ a day หากถามว่าถ้าวันนั้นผมรู้ว่าสุดท้ายมันจะจบลงเช่นนี้ที่แต่ละคนต้องแยกย้าย ผมยังจะเลือกแบบเดิมไหม–มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดหรือเปล่า</p>



<p>คำตอบคือผมไม่เคยคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิด มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ถ้าจะมีการตัดสินใจครั้งใดที่ผมอยากย้อนเวลาไปขอบคุณตัวเองในอดีตก็คงเป็นการตัดสินใจครั้งนั้น ช่วงเวลากว่า 2 ปี 8 เดือนเป็นช่วงเวลาที่งดงามในชีวิต ย้อนมองกลับไปก็มีรอยยิ้ม ภูมิใจในสิ่งที่พวกเราชาว a team ได้ทำร่วมกัน ดีใจที่พวกเราได้ใช้วันเวลาร่วมกัน</p>



<p>แน่นอน มันไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสุข มีความเจ็บปวดไม่น้อยที่ผมต้องเก็บและกลืนไว้กับตัว มีหลายค่ำคืนที่นอนหลับไปพร้อมความกังวลโดยไม่กล้าแบ่งปันกับใคร มีความโกรธเกรี้ยวต่อความไม่เป็นธรรมเหมือนปุถุชนทั่วไป แต่สิ่งเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่การงานพัดพามาให้</p>



<p>ผมได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตล้ำค่าที่ไม่มีสถานศึกษาที่ไหนบอกสอน ได้ขัดเกลาตัวเองให้นึกถึงคนรอบตัวนอกจากคร่ำเคร่งเอาแต่งานส่วนตัวให้ดี ได้ภูมิใจไปกับการเห็นน้องๆ ในทีมเติบโต ซึ่งเป็นความสุขชนิดที่ใช่ว่าทุกคนจะเคยสัมผัส ได้ทำงานกับทีมที่เก่งและเป็นมนุษย์ที่น่ารัก ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักในโลกการทำงานทุกวันนี้ ได้พบพานกัลยาณมิตรที่มาทั้งในรูปแบบคอลัมนิสต์ พาร์ตเนอร์ในโปรเจกต์ต่างๆ รวมถึงผู้ติดตามที่คอยส่งกำลังใจทั้งในยามที่พวกเราทำอะไรน่าสนุกสนานหรือยามได้รับแรงกระแทกจากสถานการณ์ไม่คาดคิด–ผมขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกคนจากส่วนลึกของหัวใจ</p>



<p>สุดท้ายแล้ว ทางเลือกที่ถูกในชีวิตสำหรับผมคงไม่ใช่ทางเลือกที่ไม่มีความทุกข์ใด หากแต่มันเป็นทางเลือกที่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วเราไม่เสียดาย และได้พบความหมายสำคัญจากการเลือกนั้น</p>



<p>ในช่วงเวลาแสนสั้นบนโลกอันกว้างใหญ่ จะมีอะไรน่าดีใจเท่าการได้รู้ว่าวันเวลาที่ผ่านมามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ว่างเปล่าและโดดเดี่ยว</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-250-choice/">เมื่อเราเลือกสิ่งหนึ่งย่อมหมายถึงเรากำลังละทิ้งอีกสิ่ง ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;จงภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนคนอื่น&#8221; บรูซ แกสตัน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bruce-gaston/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Oct 2021 10:28:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[บรูซ แกสตัน]]></category>
		<category><![CDATA[วงฟองน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=148876</guid>

					<description><![CDATA[<p>บรูซ แกสตัน (บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน a day 176 ฉบับเบิร์ด–ธงไชย แมคอินไตย์ เดือนเมษายน 2015) “อย่าถามว่าทำไมผมมาเมืองไทย อย่าเลย ช่วยถามให้ซ่าๆ หน่อย” บรูซ แกสตัน นั่นคือประโยคแรกที่อาจารย์บรูซ แกสตัน บอกเราก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มต้น แม้วัยจะอยู่ในช่วงปลายเลข 6 แต่เขายังคงเบื่อในความซ้ำซากจำเจ เขาว่าจะสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งนั้นต้องสด ใหม่ และแตกต่าง ไม่ใช่ถอดออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน แม้กระทั่งบทสนทนา วัยเยาว์ อาจารย์บรูซเกิดและเติบโตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลงรักดนตรีมาตั้งแต่วัยเยาว์ ร้องเล่นเป็นลมหายใจ จนกระทั่งชีวิตหักเหให้มาสอนดนตรีที่ประเทศไทยตอนอายุ 22 ก่อนจะก่อตั้งวงดนตรีไทยร่วมสมัยที่ชื่อ ฟองน้ำ ร่วมกับครูบุญยงค์ เกตุคง ในสายตาของผู้มาอาศัย กิน นอน ใช้ชีวิต อยู่ประเทศไทยมาเกือบ 40 ปี เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงบางประการที่อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องใหญ่ นั่นคือคนไทยสบตากันน้อยลง “เมื่อก่อนอยู่บนรถเมล์ คนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ขึ้นรถแล้วก็มองกัน เขาเป็นใครนะ มองแล้วกลับมามองอีก สมัยนี้ไม่มีใครมองใครเลย มีแต่ก้มหน้ากดโทรศัพท์ ไม่มีการสื่อสารกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bruce-gaston/">&#8220;จงภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนคนอื่น&#8221; บรูซ แกสตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="display: none;">บรูซ แกสตัน</span></p>


<p>(บทสัมภาษณ์นี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน a day 176 ฉบับเบิร์ด–ธงไชย แมคอินไตย์ เดือนเมษายน 2015)</p>



<p>“อย่าถามว่าทำไมผมมาเมืองไทย อย่าเลย ช่วยถามให้ซ่าๆ หน่อย”</p>


<p><span style="display: none;">บรูซ แกสตัน</span></p>


<p>นั่นคือประโยคแรกที่<strong>อาจารย์บรูซ แกสตัน</strong> บอกเราก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มต้น แม้วัยจะอยู่ในช่วงปลายเลข 6 แต่เขายังคงเบื่อในความซ้ำซากจำเจ เขาว่าจะ<a href="https://adaymagazine.com/category/creative/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สร้างสรรค์</a>สิ่งใดสิ่งนั้นต้องสด ใหม่ และแตกต่าง ไม่ใช่ถอดออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน แม้กระทั่งบทสนทนา</p>


<h3 style="display:none;">วัยเยาว์</h3>


<p><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%8B_%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99" target="_blank" rel="noreferrer noopener">อาจารย์บรูซ</a>เกิดและเติบโตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลงรักดนตรีมาตั้งแต่วัยเยาว์ ร้องเล่นเป็นลมหายใจ จนกระทั่งชีวิตหักเหให้มาสอนดนตรีที่ประเทศไทยตอนอายุ 22 ก่อนจะก่อตั้งวงดนตรีไทยร่วมสมัยที่ชื่อ ฟองน้ำ ร่วมกับครูบุญยงค์ เกตุคง</p>



<p>ในสายตาของผู้มาอาศัย กิน นอน ใช้ชีวิต อยู่ประเทศไทยมาเกือบ 40 ปี เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงบางประการที่อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องใหญ่ นั่นคือคนไทยสบตากันน้อยลง</p>



<p>“เมื่อก่อนอยู่บนรถเมล์ คนไม่มีโทรศัพท์มือถือ ขึ้นรถแล้วก็มองกัน เขาเป็นใครนะ มองแล้วกลับมามองอีก สมัยนี้ไม่มีใครมองใครเลย มีแต่ก้มหน้ากดโทรศัพท์ ไม่มีการสื่อสารกัน เวลาเรามองกันเรามีโอกาสตกหลุมรักกัน หรืออย่างน้อยมีสายสัมพันธ์กัน มีการสื่อกันตลอด สนุกกว่าไปอยู่กับโทรศัพท์ เพราะว่าเป็นการสื่อสารระหว่างคนกับคน สมัยนี้พอมีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสารมันลบล้างสิ่งเหล่านี้ออกไป ตอนนี้ไม่มีการสื่อสารระหว่างคนกับคนอีกแล้ว คุณขึ้นรถไฟฟ้า คุณกดโทรศัพท์อย่างเดียว ไม่รู้ว่ามีใครอื่นในขบวน เราเป็นสังคมนะ เราต้องรู้จักกัน มองกันเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังสนุกกว่าก้มหน้ากดโทรศัพท์ เวลาขึ้นรถไฟฟ้าผมไม่เล่นหรอก ผมมองคนเดียวก็ได้ ผมอยากเป็นคนเก่าคนแก่” สิ้นประโยคเขาหัวเราะสดชื่น</p>



<p>แม้วันเวลาที่ผ่านไปอาจทำให้ริ้วรอยปรากฏบนผิวกาย แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อภายในหัวใจของศิลปินผู้นี้</p>



<p>เขาเชื่อเสมอมาว่ามนุษย์เราทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน</p>


<h3 style="display:none;">มนุษย์เราทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน</h3>


<p>“ผมอยากจะเห็นความหลากหลายของเด็ก” ศิลปินสัญชาติอเมริกันพูดด้วยภาษาไทยชัดเจน “ทุกวันนี้โรงเรียนพยายามสอนให้ทุกคนเป็นเหมือนกัน ทุกคนต้องไปสอบเหมือนกัน ต้องเป็นพิมพ์เดียวกันออกมา แล้วถ้าหากมีเด็กสักคนที่มีปัญหาในโรงเรียนเพราะว่าเขาไม่เหมือนเพื่อน คุณครูก็จะพยายามตำหนิว่าทำไมไม่อยู่ในกฎในกรอบ แทนที่จะส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คนนี้ไปทางนี้ คนนั้นไปอีกทาง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113.jpg" alt="บรูซ แกสตัน" class="wp-image-148918" width="684" height="758" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113.jpg 912w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113-271x300.jpg 271w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113-768x851.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/S__22315113-600x664.jpg 600w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure></div>



<p>“ผมมีตัวอย่างหนึ่งอยากเล่าให้ฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ มีเด็กคนหนึ่งเรียนแย่มาก จนกระทั่งพ่อแม่นึกว่าเขาอาจจะเป็นโรคจิตหรือมีปัญหาทางสมอง เพราะสอบตกตลอด พ่อแม่จึงพาไปหาจิตแพทย์ จิตแพทย์สัมภาษณ์เด็กนิดนึง แล้วบอกว่าให้เด็กรอในห้อง ขอออกไปปรึกษากับพ่อแม่ข้างนอก แล้วหมอก็เปิดเพลงทิ้งไว้ ออกไปสังเกตการณ์ข้างนอก พอเด็กอยู่คนเดียว เขาลุกขึ้นมาเต้นอย่างสวยงามมากๆ จิตแพทย์จึงแนะนำแม่ของเด็กว่า ลูกของคุณมีเซนส์ทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย เขามีความสุขและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถามว่าทำไมเขาต้องอยู่ในโลกส่วนตัว เพราะในโรงเรียนมีแต่คนด่าว่าเขาโง่คณิตศาสตร์ หรือวิชาอื่นๆ ที่เขาทำไม่ได้ ไม่มีใครคิดว่าเขาอาจจะมีเซนส์ในด้านอื่นๆ ทุกคนต้องอยู่ในแนวเดียวกัน เดินแถวเดียวกัน หลังจากวันนั้นแม่ของเด็กคนนั้นเปลี่ยนหมดเลย พาไปเข้าโรงเรียนสอนการเต้น ทั้งบัลเลต์ และการเต้นแบบต่างๆ แล้วคุณรู้ไหม เด็กคนนั้นกลายเป็นคนออกแบบท่าเต้นละครบรอดเวย์ที่ดังที่สุด กลายเป็นอัจฉริยะไปเลย ย้อนกลับไป ถ้าเขาอยู่โรงเรียน โรงเรียนจะบอกว่าเขาโง่ เป็นเด็กมีปัญหา แต่ความจริงเด็กไม่ได้มีปัญหา เขาเพียงแต่มีความสามารถอีกทางหนึ่ง</p>



<p>“ผมอยากจะบอกวัยรุ่นว่าอย่าท้อใจ ถ้าหากว่าคนอื่นมองไม่เห็นคุณค่าของเรา อย่าคิดว่าตัวเองโง่ แสวงหาหนทางของตัวเอง เราอาจพบว่าเรามีความสามารถที่ไม่เหมือนกับคนอื่น สิ่งสำคัญคือ อย่าว่าตัวเอง ว่าฉันไม่มีค่า เราต้องมองคนแต่ละคนเป็นคนละคน เราไม่เหมือนกัน โลกเรามีความหลากหลาย เราต้องหาทางที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง เราต้องมีความเป็นปัจเจกบุคคล วัยรุ่นไม่รู้จักคำนี้นะ แต่ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ปัจเจกบุคคลหมายความว่า ฉันไปในหนทางของฉัน ซึ่งมันเกี่ยวกับพรหมลิขิต เกี่ยวกับดีเอ็นเอ เกี่ยวกับกรรมพันธุ์ เกี่ยวกับอะไรต่างๆ ที่ทำให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วก็จงภาคภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนกับคนอื่น”</p>



<p>หากย้อนไปในวัยเยาว์ ความแตกต่างเคยสร้างบาดแผลในหัวใจเขา เมื่อย้อนเล่าถึงเหตุการณ์นั้นน้ำตายังคงคลออยู่ที่ดวงตา แต่เขาก็ยืนยันว่าเราต้องสู้ ต้องฝ่าฟัน ต้องอย่ายอม</p>



<p>“ชีวิตผมผ่านมาโดยความยากลำบาก ผมแตกต่างมาก และยังเจ็บปวดใจถึงทุกวันนี้ ที่อเมริกาตอนเรียนมัธยมเขาจะเล่นเบสบอลกัน วิธีการแบ่งทีมของเขาคือ คนเก่ง 2 คนที่เป็นกัปตันของทีมจะเป็นผู้เลือกคนเข้าทีม จนกระทั่งเหลือผมคนเดียวที่ไม่มีใครเอาเลย เพราะอะไร เพราะว่าผมใช้เวลาหัดเปียโน ทำให้ผมเล่นกีฬาไม่เป็น ขายหน้าบ่อยมากเรื่องนี้ แต่ว่าผมรักดนตรี เพราะผมไม่เหมือนกับเขา แล้วเจ็บไหมล่ะ</p>



<p>“เจ็บ แต่ผมไม่ยอม” เขาตอบตัวเอง</p>



<p>“แล้วสิ่งสำคัญที่เรียนรู้จากการเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่นมาตลอดชีวิตคืออะไร” ผมถามเขาก่อนเราแยกย้ายจากกัน</p>


<h3 style="display:none;">วงการดนตรี</h3>


<p>“อย่าสงสารตัวเอง ผมมีชีวิตเป็นศิลปิน มีคนด่าผมตลอดชีวิตตอนที่มาเมืองไทย ทำวงดนตรีฟองน้ำก็มีคนว่าผมทำลายครูบาอาจารย์ ทำลายวัฒนธรรมไทย ถ้าผมเกิดคิดน้อยใจ สงสารตัวเอง ผมแพ้ไปแล้ว แล้วกลายเป็นว่าตอนนี้ ผมกลายเป็นคนที่สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคนสมัยใหม่กับดนตรีไทยเดิม</p>



<p>“เพราะฉะนั้น อย่าสงสารตัวเอง”</p>


<div style="display: none;">ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
“เรียกว่าเราได้รับอิทธิพลภาพแนวนี้จากผลงานของคุณมารุโอะเลยก็ว่าได้ เราชอบในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในงานของเขามาก ทั้งลายเส้น ทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวลึกๆ ในตัวของมนุษย์ผ่านผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม”<br>
แต่นอกเหนือจากเรื่องของสไตล์ที่ชัดเจนแล้ว ไอเดียและคอนเซปต์ที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละภาพคือสิ่งที่บิวได้แรงบันดาลใจจากการมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วจับมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นภาพที่นำเสนอความเซอร์เรียลระหว่างมนุษย์กับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อนักวาดสาวเปิดเผยว่าเธอมักเริ่มต้นสร้างผลงานจากการมีอารมณ์ร่วมก่อนปัจจัยอื่นใด<br>
“มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเค้นออกมาได้ ต้องรอจังหวะและสถานการณ์จริงๆ อาจจะฟังดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่เพราะผลงานส่วนใหญ่ของเรามักไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่ซับซ้อนเท่าไรนัก หลายภาพเกิดจากการจินตนาการเล่นๆ ในช่วงเวลากับจังหวะที่เหมาะสม แล้วจึงถ่ายทอดภาพในหัวออกมาในรูปแบบของภาพวาดเท่านั้นเอง”<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
“เรียกว่าเราได้รับอิทธิพลภาพแนวนี้จากผลงานของคุณมารุโอะเลยก็ว่าได้ เราชอบในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในงานของเขามาก ทั้งลายเส้น ทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวลึกๆ ในตัวของมนุษย์ผ่านผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม”<br>
แต่นอกเหนือจากเรื่องของสไตล์ที่ชัดเจนแล้ว ไอเดียและคอนเซปต์ที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละภาพคือสิ่งที่บิวได้แรงบันดาลใจจากการมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วจับมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นภาพที่นำเสนอความเซอร์เรียลระหว่างมนุษย์กับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อนักวาดสาวเปิดเผยว่าเธอมักเริ่มต้นสร้างผลงานจากการมีอารมณ์ร่วมก่อนปัจจัยอื่นใด<br>
“มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเค้นออกมาได้ ต้องรอจังหวะและสถานการณ์จริงๆ อาจจะฟังดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่เพราะผลงานส่วนใหญ่ของเรามักไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่ซับซ้อนเท่าไรนัก หลายภาพเกิดจากการจินตนาการเล่นๆ ในช่วงเวลากับจังหวะที่เหมาะสม แล้วจึงถ่ายทอดภาพในหัวออกมาในรูปแบบของภาพวาดเท่านั้นเอง”<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
“เรียกว่าเราได้รับอิทธิพลภาพแนวนี้จากผลงานของคุณมารุโอะเลยก็ว่าได้ เราชอบในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในงานของเขามาก ทั้งลายเส้น ทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวลึกๆ ในตัวของมนุษย์ผ่านผลงานออกมาได้อย่างสวยงาม”<br>
แต่นอกเหนือจากเรื่องของสไตล์ที่ชัดเจนแล้ว ไอเดียและคอนเซปต์ที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละภาพคือสิ่งที่บิวได้แรงบันดาลใจจากการมองสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วจับมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นภาพที่นำเสนอความเซอร์เรียลระหว่างมนุษย์กับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อนักวาดสาวเปิดเผยว่าเธอมักเริ่มต้นสร้างผลงานจากการมีอารมณ์ร่วมก่อนปัจจัยอื่นใด<br>
“มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเค้นออกมาได้ ต้องรอจังหวะและสถานการณ์จริงๆ อาจจะฟังดูเรียบง่ายไปหน่อย แต่เพราะผลงานส่วนใหญ่ของเรามักไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่ซับซ้อนเท่าไรนัก หลายภาพเกิดจากการจินตนาการเล่นๆ ในช่วงเวลากับจังหวะที่เหมาะสม แล้วจึงถ่ายทอดภาพในหัวออกมาในรูปแบบของภาพวาดเท่านั้นเอง”<br>
ทั้งสวยทั้งหลอน น่าจะเป็นคำจำกัดความรู้สึกเมื่อเราได้เห็นผลงานของ  บิว–ณัฐชยา ชาวน้ำอ้อม ได้เหมาะสมที่สุด<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<br>
&#8220;ตั้งแต่จำความได้เราก็เติบโตโดยมีมังงะญี่ปุ่นอยู่ด้วยแทบทุกช่วงของชีวิต และจากความคลั่งไคล้ในลายเส้นของฝั่งเอเชียนี่แหละที่ค่อนข้างส่งผลกับภาพวาดเราอยู่พอสมควร ผลงานส่วนมากของเราเลยมีกลิ่นอายความเป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าบอกว่างานเราดูมีความญี่ปุ่นเท่าไหร่หรอก เรียกว่าเป็นแบบผสมผสานน่าจะดีกว่า&#8221;<br>
ส่วนเหตุผลเบื้องหลังที่ส่งผลให้ผลงานของบิวมีเอเลเมนต์ที่สื่อถึงความเหนือจริงชวนหลอน ดูแล้วแอบขนลุกก็มาจากรสนิยมการเสพสื่อของเธอเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผลงานของ Suehiro Maruo นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มศิลปะแนว Ero Guro (งานแนวโป๊เปลือยที่มีความพิสดาร) ที่เธอยกให้เป็นไอดอลคนสำคัญ<br>
“เราชอบเสพผลงานแนวนี้มาก ก็เลยติดการวาดรูปแนวหลอนๆ มาเลย เราคิดว่างานแนวนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความลึกซึ้งในตัวของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี พอดูๆ ไปมันก็ทั้งสวยงามแต่บางทีก็น่ากลัวในเวลาเดียวกัน<br>
ทั้งสวยทั้งหลอน น่าจะเป็นคำจำกัดความรู้สึกเมื่อเราได้เห็นผลงานของ  บิว–ณัฐชยา ชาวน้ำอ้อม ได้เหมาะสมที่สุด<br>
ด้วยเอกลักษณ์ผลงานที่ประกอบด้วยผู้หญิง สายตาของตัวละคร และความเหนือจริงที่ถ่ายทอดผ่านสไตล์การวาดที่มีกลิ่นอายของศิลปะเอเชียแบบดั้งเดิม ทำให้เราจดจำชื่อของนักวาดสาวคนนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของเธอ คุณอาจประหลาดใจ เพราะภาพวาดส่วนใหญ่เป็นแนวการ์ตูนตาหวานราวกับคนละคน<br>
&#8220;จุดเปลี่ยนคงเริ่มมาจากความชอบที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลานี่แหละ พอเราได้เติบโต ลองผิดถูกมาเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าอะไรที่เข้ากับเรามากที่สุด สุดท้ายมันก็ตกผลึกมาเป็นลายเส้นเราในทุกวันนี้&#8221; บิวเล่า<br>
ก่อนจะมาเป็นนักเรียนศิลปะอย่างเต็มตัว ในวัยเด็กบิวคือเด็กหญิงที่อ้อนแม่ให้ซื้อการ์ตูนมือสองจากแผงร้านหนังสือเวลาไปเดินตลาดนัดทุกครั้ง จากความชอบนี้เองทำให้เธอฝึกวาดภาพจนเพื่อนที่โรงเรียนชื่นชมผลงาน ผลักดันให้เธอเริ่มจริงจังกับการวาดภาพมากขึ้น<p></p>
</div><p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bruce-gaston/">&#8220;จงภูมิใจว่าฉันไม่เหมือนคนอื่น&#8221; บรูซ แกสตัน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-249-global-citizen/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2021 14:36:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ย้ายประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[a day 249]]></category>
		<category><![CDATA[Global citizen]]></category>
		<category><![CDATA[พลเมืองโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=144607</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมหันมาปลูกต้นไม้ในห้องนอน แต่ละต้นวางกระจายไว้แต่ละมุมตามความสวยงามลงตัวglobal citizen พ่วงมากับต้นไม้คือภาระหน้าที่ใหม่ที่งอกขึ้นมา ทุกเช้าผมจะต้องตื่นมายกกระถางทั้งหมดไปวางนอกหน้าต่าง เพราะหากทำการบ้านสักหน่อยเราย่อมรู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นล้วนต้องการแสงในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีทางเลยที่มันจะเติบโตในมุมมืด ยามที่ต้นไม้ขาดแสงที่เพียงพอ บางต้นไม่ใช่แค่ไม่เติบโต แต่ถึงขั้นเหี่ยวเฉาและตายลงช้าๆ เมื่ออยากเห็นมันงอกงาม จะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก อาจไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้ ก็แสงสว่างมันอยู่ตรงนั้น ช่วงเวลาเดียวกับที่หันมาปลูกต้นไม้ในห้อง ผมและทีมกำลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ฉบับ global citizen ที่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตในต่างแดนผ่านชีวิตของเหล่าพลเมืองโลกผู้โยกย้ายจากไทยไปอยู่ประเทศต่างๆ การอ่านเรื่องเล่าของแต่ละคนทำให้ผมเห็นทั้งจุดต่างและจุดร่วม แน่นอนว่าต้นทุนชีวิต วิธีคิดในการโยกย้าย จุดหมายปลายทาง หรือเหตุผลที่ผลักดันให้ต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนย่อมต่างกัน บ้างเดินทางด้วยมีครอบครัวหนุนหลัง มีทุนทรัพย์เหลือเฟือ บ้างเดินทางด้วยการทุบหม้อข้าว ไม่รู้เลยว่าปลายทางมีอะไรรออยู่ รู้แค่ว่าต้องไปและไม่มีแผนสำรอง บ้างตั้งใจไปอยู่ระยะสั้นแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ยาว บ้างตั้งใจตีตั๋วเที่ยวเดียวไปลงหลักปักฐานที่ต่างแดน บ้างเดินทางไปประเทศที่โดดเด่นเรื่องงานสร้างสรรค์ บ้างเดินทางไปประเทศที่เปิดกว้างเรื่องเสรีภาพ บ้างเดินทางด้วยสมัครใจ อยากไปเห็นว่าบ้านเมืองที่พัฒนาเป็นยังไง อยากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น บ้างเดินทางด้วยเหตุจำเป็น ไม่ได้อยากจากบ้านเกิด ครอบครัว หรือคนรักหรอก แต่ถ้าไม่ไปก็อาจถูกลิดรอนอิสรภาพหรือถูกหมายปองถึงชีวิต แต่ไม่ว่าจะต่างกันยังไง ผมก็พอเห็นจุดร่วมของพลเมืองโลกเหล่านั้น ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-249-global-citizen/">มนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมหันมาปลูกต้นไม้ในห้องนอน แต่ละต้นวางกระจายไว้แต่ละมุมตามความสวยงามลงตัว<span style="display: none;">global citizen</span></p>



<p>พ่วงมากับต้นไม้คือภาระหน้าที่ใหม่ที่งอกขึ้นมา ทุกเช้าผมจะต้องตื่นมายกกระถางทั้งหมดไปวางนอกหน้าต่าง เพราะหากทำการบ้านสักหน่อยเราย่อมรู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นล้วนต้องการแสงในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีทางเลยที่มันจะเติบโตในมุมมืด</p>



<p>ยามที่ต้นไม้ขาดแสงที่เพียงพอ บางต้นไม่ใช่แค่ไม่เติบโต แต่ถึงขั้นเหี่ยวเฉาและตายลงช้าๆ</p>



<p>เมื่ออยากเห็นมันงอกงาม จะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก</p>



<p>อาจไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้</p>



<p>ก็แสงสว่างมันอยู่ตรงนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-1024x1024.jpg" alt="global citizen" class="wp-image-144781" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ2.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ช่วงเวลาเดียวกับที่หันมาปลูกต้นไม้ในห้อง ผมและทีมกำลังคลุกคลีอยู่กับการทำ <a href="https://godaypoets.com/product/a-day-249/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">a day ฉบับ global citizen</a> ที่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตในต่างแดนผ่านชีวิตของเหล่าพลเมืองโลกผู้โยกย้ายจากไทยไปอยู่ประเทศต่างๆ</p>



<p>การอ่านเรื่องเล่าของแต่ละคนทำให้ผมเห็นทั้งจุดต่างและจุดร่วม</p>



<p>แน่นอนว่าต้นทุนชีวิต วิธีคิดในการโยกย้าย จุดหมายปลายทาง หรือเหตุผลที่ผลักดันให้ต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของแต่ละคนย่อมต่างกัน</p>



<p>บ้างเดินทางด้วยมีครอบครัวหนุนหลัง มีทุนทรัพย์เหลือเฟือ บ้างเดินทางด้วยการทุบหม้อข้าว ไม่รู้เลยว่าปลายทางมีอะไรรออยู่ รู้แค่ว่าต้องไปและไม่มีแผนสำรอง</p>



<p>บ้างตั้งใจไปอยู่ระยะสั้นแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจอยู่ยาว บ้างตั้งใจตีตั๋วเที่ยวเดียวไปลงหลักปักฐานที่ต่างแดน</p>



<p>บ้างเดินทางไปประเทศที่โดดเด่นเรื่องงานสร้างสรรค์ บ้างเดินทางไปประเทศที่เปิดกว้างเรื่องเสรีภาพ</p>



<p>บ้างเดินทางด้วยสมัครใจ อยากไปเห็นว่าบ้านเมืองที่พัฒนาเป็นยังไง อยากไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น บ้างเดินทางด้วยเหตุจำเป็น ไม่ได้อยากจากบ้านเกิด ครอบครัว หรือคนรักหรอก แต่ถ้าไม่ไปก็อาจถูกลิดรอนอิสรภาพหรือถูกหมายปองถึงชีวิต</p>



<p>แต่ไม่ว่าจะต่างกันยังไง ผมก็พอเห็นจุดร่วมของพลเมืองโลกเหล่านั้น</p>



<p>ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>



<p>แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพ<br>ชีวิตที่ดีได้</p>



<p>เมื่อโครงสร้างต่างๆ ดำเนินไปภายใต้วิธีคิดที่ว่ามนุษย์เท่ากัน ผู้คนในบ้านเมืองนั้นก็ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี และเคารพกันในฐานะมนุษย์กับมนุษย์</p>



<p>หนึ่งในคนที่ผมคิดว่าเรื่องเล่าของเธอช่างทรงพลังคือเพียงฝัน นาคสุขไพบูลย์ หญิงสาวผู้มีอาการออทิสติกในวัยเด็กจนไม่อาจหาที่ทางแสดงศักยภาพในบ้านเกิดได้</p>



<p>“เรารู้สึกว่าสังคมไทยตีกรอบให้เด็กเป็นได้แค่ ‘อภิชาตบุตร’ ต้องเพอร์เฟกต์และเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาให้พ่อแม่ เราอยากถามว่าลูกที่เกิดมาไม่สมประกอบนับเป็น ‘อวชาตบุตร’ ด้วยหรือเปล่า” คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบของเธอสะท้อนภาพอะไรหลายอย่างในบ้านเรา</p>



<p>โชคดีที่หลังจากใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในวัยเด็กเธอตัดสินใจโบยบินออกสู่โลกกว้างไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อหาหนทางใหม่ให้ชีวิตหลังจากได้ทุนการศึกษา</p>



<p>ปัจจุบันเธอเป็นนักวิจัยและนักศึกษาปริญญาเอกด้านพันธุกรรมมะเร็ง (Cancer Genomics) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยควีนเบลฟาสต์</p>



<p>“ระบบการศึกษาที่อังกฤษทำให้คนมีสิทธิที่จะฝัน โดยที่คุณค่าทุกอาชีพเท่ากัน และทุกคนมีเกียรติเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” เพียงฝันเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในต่างแดนแต่เป็นเพียงฝันในบ้านเกิด</p>



<p>ทำให้คนมีสิทธิที่จะฝัน–คำง่ายๆ แต่ยามนี้นึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองที่เราอยู่อาศัยได้ยังไง ในเมื่อหันมองไปทางไหนก็เห็นแต่ภาพรัฐไล่ลิดรอนความหวังและความฝันของผู้คน</p>



<p>และในยามที่บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันจะย้ายตัวเองออกไปข้างนอกและมองตัวเองเป็น<a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พลเมืองโลก</a></p>



<p>ที่ใดก็ได้ที่มีความหวัง ที่ไหนก็ได้ที่มีแสงสว่าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-1024x1024.jpg" alt="global citizen" class="wp-image-144780" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wake_up_249_ภาพประกอบ1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>คล้ายต้นไม้, ผมคิดว่ามนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน</p>



<p>บางคนอาจทนอยู่ได้ในที่แสงน้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันอาจโตช้า หรือไม่โตไปกว่านี้</p>



<p>ในขณะที่บางคนอยู่ไม่ได้ในที่ไร้แสง มันเหี่ยว มันเฉา โชคดีที่เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถพาตัวเองไปข้างนอกได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเคลื่อนย้าย</p>



<p>เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงาม จะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก</p>



<p>อาจไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ทำยังไงได้</p>



<p>ก็แสงสว่างมันอยู่ตรงนั้น</p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 </h3>
<p>11“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<p>12“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<h3> 2 </h3>
<p>21“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<p>22“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31“อยู่ผิดที่ กี่ปีก็ไม่โต” ประโยคนี้หากหมายถึงต้นไม้ คงเป็นการปลูกผิดที่ผิดกระถางไม่มีแสงที่เหมาะสมให้เติบโตแผ่กิ่งก้านใบ หากหมายถึงมนุษย์ การเติบโตที่ว่าไม่ใช่แค่ร่างกาย เราต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีความฝัน หรือแม้กระทั่งอุดมการณ์ที่ยึดถือ หลังคลุกคลีอยู่กับการทำ a day ที่ว่าด้วยเรื่องราวของหลายชีวิตที่มุ่งหน้าไปแสวงหาบ้านหลังใหม่ในต่างแดน เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเติบโตให้กับชีวิต ‘จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์’ สังเกตเห็นจุดร่วมบางอย่างของพวกเขาเหล่านนั้น นั่นคือความหวังและโอกาส คล้ายกับต้นไม้ เมื่ออยากเห็นชีวิตงอกงามจะมีทางเลือกใดนอกจากย้ายไปข้างนอก ไปหาแสง ไปเติบโต</p>
<p>32ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<p>42ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<h3> 5 </h3>
<p>51ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<p>52ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<h3> 6 </h3>
<p>61ที่ผ่านมาผมเห็นคนจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพว่าเหล่าผู้ต้องการโยกย้ายประเทศคือผู้เกลียดชังบ้านเมือง ไม่รักบ้านเกิด รวมถึงมีความพยายามในการปิดกรุ๊ปในเฟซบุ๊กที่รวบรวมข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หากแต่จุดร่วมที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจย้ายประเทศคือความหวังและโอกาสที่เขามองหามันอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางด้านการศึกษา โอกาสในการลืมตาอ้าปาก โอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้เต็มขีดความสามารถโดยไม่มีอะไรมาครอบ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
<p>62แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาที่ดีได้</p>
<h3> 7 </h3>
<p>71แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้</p>
<p>72แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้</p>
<h3> 8 </h3>
<p>81แน่นอน ใช่ว่าประเทศต่างๆ จะมีแต่ข้อดี โดยเฉพาะกับผู้มาใหม่ แต่ละคนย่อมต้องเผชิญแรงเสียดทาน มากน้อยอาจต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องเผชิญช่วงเวลายากลำบากในการปรับตัวทั้งสิ้น บางบ้านเมืองที่แม้จะเชิดชูเสรีภาพก็ยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวให้เห็น เพียงแต่มันก็เป็นในระดับปัจเจก เพราะเหนืออื่นใด หลายตัวละครในเล่มล้วนพูดตรงกันว่าสุดท้ายยังมีกฎหมายช่วยคุ้มครองประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคมที่มองมนุษย์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพใด ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้</p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-249-global-citizen/">มนุษย์แต่ละคนเติบโตด้วยความต้องการแสงที่ต่างกัน | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คุยเรื่องพลังของวัฒนธรรม วรรณกรรม และกระดาษ กับทีมผู้จัด Bangkok Book Festival 2021</title>
		<link>https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jul 2021 11:30:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[The Magic of Paper]]></category>
		<category><![CDATA[รังสิมา ตันสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[มานิตา ส่งเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkok Book Festival 2021]]></category>
		<category><![CDATA[ชัยพร อินทุวิศาลกุล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=139261</guid>

					<description><![CDATA[<p>งาน Bangkok Book Festival ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อปี 2015 งาน Bangkok Book Festival ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อปี 2016 หลังจากนั้นก็ห่างหายไปนานจนใครหลายคนคิดว่างานนี้คงจะคล้ายอีกหลายงานที่ตัวงานมีคุณค่า แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจก็จำเป็นต้องแยกย้าย ในสังคมที่การอ่านเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม การที่งานเทศกาลหนังสืองานหนึ่งไปต่อไม่ได้น่าจะถือเป็นเรื่องปกติ–หรือไม่ปกติ จนกระทั่งช่วงปลายปี 2020 ผมได้รับข่าวคราวจาก หน่อย–รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Library House ผู้ร่วมก่อตั้งและบุกเบิกงาน Bangkok Book Festival มาตั้งแต่ครั้งแรก ว่างาน Bangkok Book Festival จะกลับมาจัดอีกครั้งด้วยการสนับสนุนจากองค์กรทางวัฒนธรรมหลากหลายประเทศและคนในแวดวงวรรณกรรมอีกจำนวนหนึ่ง ท่ามกลางข่าวร้ายในประเทศที่ถาโถมมาไม่เว้นช่วงให้หายใจหายคอ การรู้ว่า Bangkok Book Festival ยังไม่ตายนับเป็นข่าวดีไม่กี่เรื่องในบ้านเมืองยามนี้ อย่างน้อยมันยังทำให้เห็นว่า ยังมีคนที่ต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมหรือวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ยังมีพื้นที่ แม้ไม่มากแต่ก็มี ด้วยสถานการณ์โรคระบาด ทำให้งานครั้งนี้ต้องปรับงานหลายตลบ จากที่คิดว่าจะได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกันแบบงานเทศกาลหนังสือทั่วไป กิจกรรมหลายๆ อย่างในงานก็ต้องปรับมาอยู่บนโลกออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหน สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของงาน Bangkok [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021/">คุยเรื่องพลังของวัฒนธรรม วรรณกรรม และกระดาษ กับทีมผู้จัด Bangkok Book Festival 2021</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>งาน Bangkok Book Festival ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อปี 2015</p>



<p>งาน <a href="https://adaymagazine.com/going-7/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Bangkok Book Festival ครั้งที่ 2</a> จัดขึ้นเมื่อปี 2016</p>



<p>หลังจากนั้นก็ห่างหายไปนานจนใครหลายคนคิดว่างานนี้คงจะคล้ายอีกหลายงานที่ตัวงานมีคุณค่า แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนหรือไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจก็จำเป็นต้องแยกย้าย</p>



<p>ในสังคมที่การอ่านเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม การที่งานเทศกาลหนังสืองานหนึ่งไปต่อไม่ได้น่าจะถือเป็นเรื่องปกติ–หรือไม่ปกติ</p>



<p>จนกระทั่งช่วงปลายปี 2020 ผมได้รับข่าวคราวจาก หน่อย–รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Library House ผู้ร่วมก่อตั้งและบุกเบิกงาน <a href="https://www.bangkokbookfestival.co/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Bangkok Book Festival</a> มาตั้งแต่ครั้งแรก ว่างาน Bangkok Book Festival จะกลับมาจัดอีกครั้งด้วยการสนับสนุนจากองค์กรทางวัฒนธรรมหลากหลายประเทศและคนในแวดวงวรรณกรรมอีกจำนวนหนึ่ง</p>



<p>ท่ามกลางข่าวร้ายในประเทศที่ถาโถมมาไม่เว้นช่วงให้หายใจหายคอ การรู้ว่า Bangkok Book Festival ยังไม่ตายนับเป็นข่าวดีไม่กี่เรื่องในบ้านเมืองยามนี้</p>



<p>อย่างน้อยมันยังทำให้เห็นว่า ยังมีคนที่ต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมหรือวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ยังมีพื้นที่ แม้ไม่มากแต่ก็มี</p>



<p>ด้วยสถานการณ์โรคระบาด ทำให้งานครั้งนี้ต้องปรับงานหลายตลบ จากที่คิดว่าจะได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกันแบบงานเทศกาลหนังสือทั่วไป กิจกรรมหลายๆ อย่างในงานก็ต้องปรับมาอยู่บนโลกออนไลน์ แต่ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหน สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของงาน Bangkok Book Festival ยังคงอยู่อย่างแข็งแรง นั้นคือการสร้างพื้นที่ให้บทสนทนา</p>



<p>ก่อนงานเทศกาลจะเริ่ม ผมนัดคุยกับทีมผู้จัดซึ่งนอกจาก หน่อย รังสิมา ยังมี จ๊อก–ชัยพร อินทุวิศาลกุล แห่ง<a href="https://adaymagazine.com/the-hardest-brief-ep-05/">โรงพิมพ์ภาพพิมพ์</a> ผู้อำนวยการบริหารของเทศกาลในงานครั้งนี้ และ<a href="https://adaymagazine.com/year-2019-manita-songserm/">ใหม่–มานิตา ส่งเสริม</a> อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้กำหนดทิศทางการนำเสนอภาพลักษณ์ของเทศกาล เพื่อสนทนาถึงเบื้องหลังของงานในปีนี้และความสำคัญของการสร้างพื้นที่เช่นนี้ให้เกิดขึ้น</p>



<p>จะมีอะไรยืนยันความตั้งใจเท่าการพยายามผลักดันให้งานเทศกาลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การใช้ชีวิตปกติยังนับว่าเป็นเรื่องแสนสาหัส</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-683x1024.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139300" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/2-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">งานครั้งนี้ห่างจากงานครั้งก่อนถึง 5 ปี อะไรทำให้มันหายไป และอะไรทำให้มันกลับมา</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เราทำในหมวกของ Bookmoby ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Bangkok Book Festival (BBF) ขึ้นมา พอเราไม่ได้ทำ Bookmoby ต่อ แล้วก็มาลุยส่วนที่เป็นสำนักพิมพ์ของตัวเองที่ชื่อ Library House พิมพ์วรรณกรรมแปล ก็หายไปจากการจัดงาน แต่พอมาวันหนึ่งเรามาเจอจ๊อกอีกรอบ ก็มีการชักชวนกันว่ากลับมาทำไหวไหมหลังจากที่ตอนนั้นมันหายไปประมาณ 3 ปีกว่า</p>



<p><strong>จ๊อก : </strong>ผมคุยกับพี่หน่อยที่งาน LIT Fest&nbsp;ซึ่งงานนั้นมันจะดูรื่นเริงหน่อย ซึ่งก็ดีสนุกดี คนในวงการหนังสือควรจะมีบรรยากาศแบบนั้นบ้าง แต่วันนั้นก็จะมีอยู่แวบหนึ่งที่คุยกับพี่หน่อยว่าเราอยากทำงานอีกแบบที่มันเน้นเนื้อหา เราก็เลยถามพี่หน่อยว่ายังอยากจะทำอยู่ไหม พี่หน่อยก็บอกว่ายังอยากจะทำอยู่ เราก็เลยตกลงกันว่าจะทำ</p>



<h4 class="wp-block-heading">อะไรคือความสำคัญของงานแบบนี้ ถึงอยากกลับมาจัดอีกครั้ง</h4>



<p><strong>จ๊อก :</strong> จริงๆ การอ่านมันเป็นเรื่องความสันโดษ โดดเดี่ยวอยู่แล้วนะ แต่เราก็รู้ว่าบางทีเวลาอ่านจบแล้วบางครั้งเราอยากคุยกับใครสักคน ง่ายๆ ก็คุยกับเพื่อนเรา แต่คุยกับเพื่อนก็ได้ประมาณหนึ่ง ถ้าเพื่อนอ่านหนังสือเล่มเดียวกับเราก็คุยสนุกหน่อย แต่บางครั้งการที่มันมีกิจกรรมแบบนี้ มันช่วยเปิดพรมแดน มันสร้างชุมชนที่กว้างขึ้นมากกว่าคนรู้จัก ซึ่งสำหรับผมมันเป็นเรื่องสำคัญในแง่โลกของการอ่าน โลกของวรรณกรรม หรือโลกของหนังสือ การที่คนอ่านได้เปิดโลกหรือได้ฟังทรรศนะที่มันเกิดขึ้นจากหนังสือเล่มหนึ่ง จากมุมมองที่มันหลากหลายขึ้น เป็นเรื่องที่จำเป็น และช่วยหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมการอ่านให้มันแข็งแรงและเข้มแข็งอยู่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139302" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/11-4.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p><strong>หน่อย :</strong> งานแบบนี้ที่ต่างประเทศมันจะมีอยู่ 2 ลักษณะ อันแรกคือลักษณะของ trade fair อย่างเช่น Frankfurt Book Fair, London Book Fair, Bologna Children’s Book Fair คำว่า trade fair คืออะไร มันก็เป็น hub ของการค้า ซึ่งเราไม่ต้องเอา Bangkok Book Festival ไปเทียบอะไรแบบนั้นหรอก อาจจะไม่ต้องไปเทียบกับงานใหญ่ขนาดนั้น แต่มันคงจะดีนะถ้าเราลองคิดเล่นๆ ว่า วันหนึ่งไทยจะกลายมาเป็น hub ของการซื้อขายลิขสิทธิ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือเอเชีย</p>



<p>ในต่างประเทศความสำคัญของงานแบบนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ในวงการหนังสือ แต่รวมถึงวงการอื่นๆ เหมือนเวลาจัดโอลิมปิก วงการท่องเที่ยวก็ได้ด้วย ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร อย่าง Frankfurt Book Fair ราคาค่าโรงแรมเวลาปกติก็ไม่ถูกอยู่แล้ว คืนหนึ่งหลายพัน แต่พอมี Book Fair มันขึ้นเป็นคืนละประมาณหมื่นกว่าบาท แล้วถ้าคุณอยากจะอยู่ใกล้ๆ ฮอลล์ที่จัดงานแบบเดินไปได้ไม่ต้องเหนื่อยก็สองหมื่น แล้วมันเป็นตัวที่วัดถึงมุมมองทางเศรษฐกิจของรัฐประเทศนั้นๆ เลยว่าคุณจะส่งเสริมอะไรบ้าง ปีหนึ่งคุณจะให้มี trade fair หนังสือ, trade fair อาหารโลก, trade fair เฮลท์แคร์, trade fair วงการแพทย์ อะไรก็ว่าไป อันนี้คือลักษณะของงานที่เป็น trade fair</p>



<p>อีกประเภทหนึ่งเป็นงานที่ขายวัฒนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่ชื่อก็จะใช้คำว่า festival แบบนี้แหละ เทศกาลนักเขียน เทศกาลนักแปล อะไรก็ว่าไป มีทั้งสเกลใหญ่สเกลเล็ก หรือบางประเทศอย่างเยอรมนีช่วงที่มี Frankfurt Book Fair เขาก็จะมีงานที่เป็นเฟสติวัลแบบที่เราทำอยู่เป็นสเกลเล็กๆ ประกบคู่กัน ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน เพียงแต่ว่าจัดกระจายไปตามฮอลล์นั้นฮอลล์นี้ สถานที่นั้นนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">งานเฟสติวัลแบบที่ว่า สะท้อนอะไรในเมืองแต่ละเมืองบ้าง</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> เมืองไหนที่มีงานแบบนี้มันชัดเจนเลยว่าคุณให้ค่ากับวัฒนธรรมนี้ คือคุณไม่จำเป็นต้องมาตั้งโต๊ะขายลิขสิทธิ์หนังสือ แต่คุณเปิดพื้นที่ให้มันมีไดอะล็อกของคนทำและคนเสพงาน เปิดให้เกิด discussion เปิดให้เห็นข้อต่อที่มันเชื่อมกันมาใกล้มากขึ้น มีเสวนาในฮอลล์ศาลาว่าการในเมือง แล้วตรงสนามหญ้าก็เป็นนู่นนี่นั่นไป</p>



<p>อย่างเราเคยไปที่พม่า ครั้งแรกเขาจัดที่ Inya Lake Hotel ถ้ามองจากโรงแรมมองข้ามทะเลสาบไปก็จะเห็นบ้านของอองซาน ซูจี เพราะตอนนั้นซูจีเป็นคนอุปถัมภ์งานรอบแรก ถามว่าเรามองเห็นอะไร เรามองเห็นว่าแม้กระทั่งประเทศเล็กประเทศน้อยเขาก็ยังผลักดันให้มีงานแบบนี้ โดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เอกชนสักกลุ่มหนึ่ง งานเฟสติวัลแบบนี้ในแต่ละปีมันมีเป็นพันๆ งานรอบโลก บางเมืองหลวงก็มีหลายงาน มีหลายเจ้าภาพ อย่างที่เราเคยบอก ฉันอยากอยู่ในเมืองที่เดือนนี้ฉันจะไป BBF เดือนหน้าฉันไป LIT Fest เดือนถัดไปฉันไปอีกงาน มันคงจะดีถ้าเราได้อยู่ในบรรยากาศแบบนั้น </p>



<p>ถามว่าเราทำอะไรได้ ก็มาทำ BBF กับพี่จ๊อก มันก็จะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เราพยายามทำให้มันเกิดด้วยแรงเท่าที่เราจะเอื้อมมือไปถึง อย่างสถานการณ์โควิดในรอบนี้เราก็ไม่สามารถที่จะหาความแน่นอนกับอะไรได้ เราก็ชวนพันธมิตรเก่าๆ มาร่วมงาน แล้วก็มีองค์กรวัฒนธรรมต่างประเทศอย่างสถาบันเกอเธ่ และองค์กรของประเทศโปรตุเกสกับออสเตรียสนับสนุน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139303" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/3-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">กลายเป็นว่างานเทศกาลหนังสือกรุงเทพฯ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบ้านเราแต่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศ และต้องทำกันเอง คุณว่าเป็นเรื่องผิดปกติไหม</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติหรือผิดปกติที่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนจะเป็นลีดเดอร์ในการทำ มันขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาของประเทศนั้นๆ ด้วย แต่ถ้ามองประเทศเราเอง พูดอย่างเศร้า รันทด คือชั่วชีวิตที่เรามีอายุเท่านี้ เรายังไม่เห็นมหกรรมหรืออีเวนต์แบบนี้ที่รัฐจะมาสนับสนุนชนิดที่ว่าให้แบบเทกระจาด ไม่ต้องมาทำรีพอร์ตย้อนหลัง ไม่ต้องมาเข้มงวดนั่นนี่ คือประเทศอื่นเขาไม่ได้ทำขนาดนั้น พูดไปก็เหมือนนั่งระบายใส่</p>



<p>โดยส่วนตัว ถ้าเราจะทำ BBF ให้สบายใจ เราต้องมองว่าเราเป็น global citizen ไปเลย เหมือนเราอยากทำงานกับเพื่อนที่บ้านอยู่แถวโน้น แล้วเพื่อนพร้อมไหม ซึ่งตอนนี้เพื่อนที่อยู่แถวโปรตุเกส ออสเตรีย เยอรมันพร้อมก็มา</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> คือเวลาเราบอกว่า อยากให้รัฐสนับสนุนกิจกรรมแบบนี้ ผมว่ามันลึกมากเลย มังคงยากมาก มันคงไม่สามารถจะไปแทรกหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้</p>



<p>ในมุมโรงพิมพ์ ผมว่าคนทำหนังสือบ้านเราจำนวนหนึ่ง ยิ่งในสายวรรณกรรมซีเรียสหรืองานวิชาการหนักๆ หน่อย ถ้ายังอยู่ ผมคิดว่าเขาก็อยู่กันด้วยแพสชั่น อยู่ด้วยความชอบ เราคาดหวังการสนับสนุนจากภาครัฐไม่ได้อยู่แล้ว ผมคิดว่ายิ่งนับวันมันยิ่งสะท้อนว่า ประเทศนี้รัฐค่อนข้างแย่</p>



<p>ผมคิดว่าประเทศนี้โตมาแบบนี้อยู่แล้ว เรื่องทางวัฒนธรรมยิ่งในฝั่งที่เราพูดถึงหรืออย่างงาน BBF ที่เป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยหน่อย เรายิ่งคาดหวังกับภาครัฐได้น้อยมากๆ แต่ในขณะเดียวกันผมคิดว่า เอกชนในประเทศนี้ก็เก่งและอาจจะมีวิสัยทัศน์ดีกว่าภาครัฐเยอะ ผมหมายถึงบรรดาสำนักพิมพ์ที่ทำงานอยู่ หลายๆ สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือที่มีคุณภาพออกมาโดยไม่ได้รับการสนับสนุนอะไรจากภาครัฐเลย ก็หาทางอยู่รอดได้ด้วยตัวสำนักพิมพ์เอง ด้วยทักษะที่ตัวเองมีอยู่</p>



<p>อย่างภาพพิมพ์ก็ซัพพอร์ตเท่าที่จะซัพพอร์ตได้ ไม่ได้เยอะมาก แต่ไม่ใช่แค่ภาพพิมพ์ ผมคิดว่าในวงการศิลปะร่วมสมัยยังมีเอกชน อาจจะเป็นบุคคลหรือธุรกิจเอกชนจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนกิจกรรมแบบนี้อยู่ เพียงแต่บางคนอาจจะซัพพอร์ตโดยไม่ออกหน้า หรือบางคนซัพพอร์ตแบบออกหน้าแต่เราไม่เห็น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139304" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-2.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ในต่างประเทศเท่าที่คุณได้สัมผัสเขามองวัฒนธรรมต่างจากภาครัฐบ้านเรามองยังไง</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> คำว่าวัฒนธรรมมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แล้วชีวิตประจำวันหรือรูปแบบของพฤติกรรมของคนในสังคมมันก็เป็นตัวสร้างวัฒนธรรมในชุมชนหรือสังคมนั้นๆ</p>



<p>เหมือนสังคมมีพฤติกรรมแบบนี้จึงทำให้เกิดวัฒนธรรมแบบนี้ พอเกิดวัฒนธรรมแบบนี้ เราก็อยู่กันอย่างสุขสบาย เราก็ต้องการ maintain ให้ความเป็นอยู่อย่างสุขสบายแบบนี้มีต่อเนื่องไป เช่น เขามีเมืองที่มีห้องสมุดแบบนี้ มีงานอีเวนต์แบบนี้ มีร้านอาหารแบบนี้ มีวัฒนธรรมการกินแบบนี้ มีการใช้ชีวิตแบบนี้ เขาก็ต้องการที่จะรักษา พอเขากินดีมีสุขด้วยตัววัฒนธรรมแล้วเขาก็มองว่ามันคือส่วนที่จำเป็นสำหรับชีวิต คนจะต้องมีเวลาอ่านหนังสือ ไม่ควรจะไปรถติดอยู่บนถนน มีเวลาอ่านวรรณกรรมดีๆ ได้คิด ได้ใคร่ครวญ ใช้เวลาแค่ 3 นาที ก็ไปถึงแกลเลอรี ได้ชมศิลปะ แล้วก็กลับมามีเวลาดื่มชาก่อนนอน คืออันนี้มันเป็นรูปแบบการใช้ชีวิต</p>



<p>อย่างออสเตรียที่สนับสนุนเราในรอบนี้ก็ไม่ใช่องค์กรเอกชนแต่เป็นรัฐบาล เวลาเราไปคุยจะเห็นชัดเลย ทั้งเรื่องดนตรีคลาสสิก ศิลปะแบบนั้นแบบนี้ เวลาเขาคุยกับเราจะเหมือนเขามีความรู้สึกว่า คุณต้องมีวรรณกรรมไว้อ่าน คุณต้องมีช่วงเวลาแห่งชีวิตในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือน เพื่อที่จะได้เสพงานศิลปะ เรารู้สึกว่าความสำคัญที่เขามองคำว่า culture มันคือส่วนหนึ่งที่ชีวิตจะขาดไม่ได้ แต่ว่าเมืองไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ มันไม่ได้อนุญาตให้เราจับต้องคำว่าวัฒนธรรมหรือใช้ชีวิตอย่างมีความเป็นอยู่ที่ดี ละเมียดละไม ปลอดภัย อุ่นใจ อะไรแบบนี้เลย ตื่นเช้ามาถ้าไม่มีโควิดเราก็ต้องรีบเร่งไปทำงาน อย่างเราเคยเป็นพนักงานออฟฟิศก่อนที่จะมาทำหนังสือ เราเรียนจบวรรณคดีแต่เสาร์-อาทิตย์ไม่เคยอ่านหนังสือได้เกินพารากราฟเพราะมันเหนื่อยมาก</p>



<p>มันเป็นเรื่องที่ทุกคนคุยกันมาอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วที่มีเสียงของเด็กรุ่นใหม่ที่เขาไม่ต้องการ repeat รูปแบบการใช้ชีวิตแบบที่เจนฯ เราอดทนมา มันเห็นชัดเลยว่ามีการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศเราเอ่ยเอื้อนถึงประเทศเขามีอยู่แล้ว เขามีมานานแล้ว เขาก็เลยเห็นความสำคัญว่า ถ้าคุณให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ส่งเสริมการอ่าน การเขียน ภาพยนตร์ ดนตรี หรือศิลปะทุกแขนง มันจะกล่อมเกลาให้คนที่อยู่ในสังคมนั้นเล็งเห็นความหลากหลายได้ง่ายมาก โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมาร้องแรกแหกกระเชอ เซฟนั่นเซฟนี่ เรียกร้องว่าเห็นต่างแล้วยังไง</p>



<p>เราคิดว่าคนในแวดวงเราเข้าใจอยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันสำคัญยังไง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปคุยกับเพื่อนในแวดวงอื่นๆ มันใช้เวลาในการจูนกันนานมากกว่าที่จะเข้าใจว่า ทำไมเหรอ ศิลปะมันจะมาเชปอะไรเราได้ นอกจากซื้อตั๋วดูหนัง 120 นาทีแล้วก็จบ สบายใจแล้ว ก็แค่นั้น ซึ่งก็ไม่ผิด ในเมื่อคุณมีเวลาแค่ 120 นาที มันก็ได้เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วเราควรจะมีเวลามากกว่านั้นในแต่ละสัปดาห์ เพื่อที่จะมานั่งคิดว่าฉันดูหนังแล้วยังไงต่อ</p>



<p>เราพยายามตอบคำถามให้เป็นรูปธรรม ให้เห็นตัวอย่างชัดๆ เพียงแต่ว่าคำตอบแบบนี้มันก็มาจากเสียงคนตัวเล็กๆ อย่างเราหรือ BBF ถ้าเกิดว่ามันออกมาจากเสียงของนักการเมืองที่มีอำนาจในการเซ็นอนุมัติว่า โอเค เดี๋ยวรัฐจะสนับสนุนงานแบบนี้ทุกไตรมาส ลงทุนให้เลย 5,000 ล้านบาท เราจะไม่ต้องมานั่งเหนื่อยคุยกันแบบนี้เลย เราก็จะมีสถานะเป็นผู้ชมไปเฮโลชื่นชมงานแบบนั้น</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> ฟังจากที่พี่หน่อยพูดผมก็มองอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นหนึ่งคือเวลาภาครัฐเขาซัพพอร์ตกิจกรรมภายในประเทศอย่างเช่นกิจกรรมที่เป็นเชิงวัฒนธรรม เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อปัญหาสาธารณะ เพื่อคนในประเทศ มันเป็น public service เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรจะทำให้กับคนในประเทศ แต่อีกประเด็น อย่างกรณี BBF จะเห็นได้ชัดว่ามีองค์กรจากต่างประเทศมาซัพพอร์ตกิจกรรมในประเทศอื่น เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมของเขา ผมก็มานั่งคิดว่า สุดท้ายเขาเผยแพร่ทำไม อันนี้พูดแบบคนไม่ได้จบ international trade นะ แต่คิดว่าในทางหนึ่ง การที่รัฐเลือกไม่ว่าจะซัพพอร์ตวัฒนธรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทางหนึ่งมันเป็นการเชปภาพลักษณ์ของประเทศ หรือเป็นการสร้างซอฟต์พาวเวอร์หรือเรียกว่ามันเป็นทุนของชาตินั้นๆ&nbsp;</p>



<p>ผมยกตัวอย่างง่ายๆ โง่ๆ ที่สุดเลย ทุกวันนี้เวลาไปต่างประเทศ คนถามมาจากไหน ตอบไทยแลนด์ ยังต้องตอบว่าไทยแลนด์ไม่ใช่ไต้หวันอยู่เลย ทั้งที่คนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยขนาดนี้ เราพูดไทยแลนด์ไปยังไม่เข้าใจเลย เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เราไม่เคยผลักดันอะไรเพื่อให้เวลาเราจะไปติดต่อกับต่างประเทศหรือต่างประเทศจะมาทำอะไรกับเรามันง่ายขึ้น เพื่อให้ข้อมูลหรือความเป็นไทยมันชัดเจน รัฐหรือประเทศไหนถ้าเกิดคิดหรือทำอะไรเรื่องพวกนี้ได้ มันก็อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการหรือคนในประเทศนั้นๆ ในการที่จะติดต่อกับโลกภายนอก</p>



<p>พูดแบบคนมองโลกในแง่ร้ายนะ รัฐไทยไม่เคยสนใจอยากให้คนไทยปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอยู่แล้ว ก็เลยไม่ค่อยมีนโยบายแบบนี้ออกมาเท่าไหร่ ถ้ามีก็จะดูปลอมมากๆ ตั้งแต่สมัยเราเด็กๆ ก็มีโครงการที่ฉาบฉวยสุดๆ</p>



<p><strong>ใหม่ :</strong> เหมือนที่พี่จ๊อกพูด สมมติว่ารัฐมาแตะ เขาจะมองแค่เปลือก แค่ความเป็นไทยมันเป็นอย่างนี้เท่านั้น เขาไม่ลึกไปถึงเรื่องที่พี่หน่อยพูดว่ามันเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคน จึงแสดงสิ่งนี้ขึ้นมา แต่คุณก็ยังไม่พ้นเรื่องรำ เรื่องไหว้ สิ่งที่มันเห็นเป็นรูปธรรม อย่างญี่ปุ่นเขาก็ขายวัฒนธรรมในแง่ของการใช้ชีวิต แค่สิ่งนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าแบบนี้มันคือเขา แล้วของเรามันคืออะไร</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-683x1024.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139305" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เห็นในโพสต์เฟซบุ๊กโปรโมตงาน BBF ปีนี้ บอกว่า “เราหวังจะเป็นบ่อน้ำเล็กๆ ท่ามกลางทะเลทรายที่ดูกว้างไกลสุดตานี้” ทะเลทรายในความหมายที่ว่าคืออะไร</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> หมายถึงสถานการณ์สังคมในประเทศไทย เรามองว่าตอนนี้ทุกคนกักตัวกันก็แล้ว ออกไปข้างนอกก็พยายามระวังกันก็แล้ว พอมีเวลาก็ออกไปเรียกร้องก็แล้ว คือทำทุกอย่างแล้ว สมมติเป็นชีวิตคนคนหนึ่งเจอเรื่องอะไรที่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ต้องไปหาหมอแล้วนะ ต้องไปรักษาอาการ adjustment disorder แล้วถ้าสังคมคือคนคนหนึ่ง เจอเรื่องอะไรขนาดนี้เราจะไปหาหมอที่ไหน ไปหายาที่ไหน มันไม่มี เราก็เลยรู้สึกว่า มันไม่มีอะไรจะเยียวยาหรือชุบชโลมเราได้มากไปกว่างานศิลปะหรอก คือเราก็ยังมีความเชื่อมั่นแบบนี้&nbsp;</p>



<p>ตอนที่โพสต์โปรโมตงานไปครั้งสองครั้งแรกก็มีอยู่คอมเมนต์หนึ่ง เราไม่ได้แคปเก็บไว้แต่จำได้ เขาบอกว่านี่เป็นข่าวดีอย่างหนึ่งในบรรดาซีรีส์ของมหกรรมเรื่องลบที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าเราเอาตัวเองถอยออกมาจากการเป็นผู้จัดงาน BBF หรือถอยออกมาจากวงการหนังสือเลยก็ได้ เราก็คงรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วสถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ส่งผลอะไรกับการจัดงานที่คนต้องออกมาเจอกันบ้างไหม</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะมาเจอวิกฤตระดับโลก ตอนแรกจะจัดปีที่แล้วเป็น BBF 2020 มันก็เกิดไม่ได้เพราะปัจจัยภายนอก ก็ตัดสินใจที่จะเลื่อนงานกันไปก่อน แล้วในช่วงที่เลื่อนงานเราก็ดูซ้ายดูขวา แลหน้าแลหลัง&nbsp;แล้วพอช่วงก่อนหน้านี้ที่เรารู้สึกว่าฟ้าเริ่มเปิด ก็เลยมารีสตาร์ทคิดกันอีกครั้งโดยที่ยังยึดแผนงานเดิม รวมทั้งธีมงาน The Magic of Paper เอาไว้แล้วเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ เข้าไป ซึ่งเนื้อหาใหม่ๆ มันไม่ใช่เรื่องแรงบันดาลใจ แต่เป็นเรื่องผลกระทบทางจิตใจแล้วก็การใช้ชีวิตในสังคมไทย อย่างเช่น ปีที่แล้วมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง เราได้ยินเสียงของคนที่เป็นเสียงเล็กเสียงน้อย เราก็เอาตรงนี้เข้ามาผนวก ผสานรวมกับแผนที่เราตั้งต้นเอาไว้ กลายเป็นกิจกรรมทั้งหมดของ BBF 2021 แต่มันดันเกิดการระบาดเวฟที่ 3 เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เราก็ต้องอพยพ หาสถานที่จัดงาน ตอนแรกจะจัดเป็นหนึ่งเดียวอยู่ในพื้นที่ BACC ตอนนี้เราก็ต้องกระจายไปที่เกอเธ่ ไปที่ Jam Factory แล้วงานเสวนาต่างๆ ก็จัดผ่านทางออนไลน์</p>



<p>จริงๆ แล้วมันก็เป็นความตลกร้าย คือเราตั้งชื่อว่า Bangkok Book Festival มาตั้งแต่แรก อารมณ์เหมือนกับว่าเรา centralization อำนาจของการจัดงานลักษณะนี้ให้ศูนย์รวมอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันก็บอกเราสอนเราอยู่ในตัวด้วยว่า จริงๆ งานลักษณะนี้มันควรกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้คนหลายๆ คนในสังคมที่อยู่ร่วมกันกับเราสามารถที่จะเข้ามาเสพ เข้ามาใช้ เข้ามาสัมผัส หรือเข้ามาพูดคุยกับเราได้ง่ายขึ้น เรารู้สึกว่าไอ้สภาวะแบบนี้มันกำลังบอกอะไรเรา แล้วเราจะต้องปรับตัวกันยังไง เราต้องมองสังคมเปลี่ยนไปยังไง</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> งานครั้งนี้ตลกมากนะ ชื่อธีมว่า The Magic of Paper แต่มันค่อนข้าง irony เพราะว่าแทบทุกอย่างจัดผ่านโลกออนไลน์ (หัวเราะ)</p>



<h4 class="wp-block-heading">ในยุคที่ออนไลน์ครองพื้นที่การสื่อสารแทบทั้งหมด ทำไมจึงเลือกคอนเซปต์ ‘The Magic of Paper’</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> เรามีความรู้สึกว่าในโลกปัจจุบันนี้ชีวิตทุกคนแม้กระทั่งตัวเราเองจะได้ยินคำว่า digital disruption ตลอดเวลา เรากำลังก้าวเข้าสู่โซนของโลกดิจิทัลมากขึ้น เห็นได้จากชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งการไปพวก trade fair งานหนังสืออย่างเช่นที่ London Book Fair ก็จะเห็นเลยว่า งานเขาเพิ่มพื้นที่บูทของบริษัทที่เป็นดิจิทัลนอกจากบูทของสำนักพิมพ์ เราเห็นแนวโน้มของดิจิทัลมากขึ้น แต่เราก็ยังเชื่อและเราก็มั่นใจว่า ไม่ว่าโลกดิจิทัลจะล้ำสมัยไปไกลแค่ไหนคนก็ยังโหยหาสิ่งที่เป็น traditional ซึ่งสำหรับการอ่านก็คือการจับต้องกระดาษ การได้กลิ่น ลึกๆ ทุกคนยังต้องการ touch ไม่ว่าจะเป็น human touch หรือ paper touch</p>



<p>ทีนี้คำว่า มนตราแห่งกระดาษ เราก็คุยกันในทีมอีกทีว่า มนตราในที่นี้มันไม่ใช่แง่ที่ทำให้เกิดอารมณ์รื่นรมย์หรืออะไรในทาง positive แต่เรามองไปถึงว่า มันเป็นมนตราจากการที่มันมีฟังก์ชั่นของการเป็นเครื่องไม้เครื่องมือของคนเป็นนักเขียน บรรณาธิการ คนทำงานสร้างสรรค์ ที่จะใช้เป็นสเปซหรือเป็น medium เพื่อที่จะต่อสู้ เรียกร้อง แหกปาก ร้องตะโกนกับสิ่งที่เราอึดอัด เราต้องการเปลี่ยนแปลง หรือเราต้องการนำเสนอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139306" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ปี 2021 แล้วกระดาษยังมี magic อยู่จริงใช่ไหม</h4>



<p><strong>จ๊อก :</strong> มันอาจจะเริ่มเหมือนโลกพ่อมดนะ แต่ก่อนอาจจะมีเยอะ ตอนนี้อาจจะมีจำนวนน้อยลง โรงผลิตกระดาษที่ผลิตกระดาษเพื่อพิมพ์หนังสือก็เปลี่ยนตัวไปเป็นโรงผลิตกระดาษเพื่อบรรจุภัณฑ์หรือเพื่อผลิตกระดาษทิชชู่เยอะขึ้น อันนี้เป็นเทรนด์ของโลก เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว พูดแบบแฟร์ๆ ผมคิดว่ามันน่าจะน้อยลง แต่แน่นอนกระดาษก็มีความพิเศษของมันอยู่แล้ว หนังสือและการอ่านมีความพิเศษของมันอยู่</p>



<p><strong>หน่อย :</strong> พลังของมันอาจจะลดน้อยไป เมื่อเทียบกับโลกทวิตเตอร์หรืออื่นๆ ซึ่งพลังที่มันลดน้อยไปคือพลังในแง่ความเร็ว แต่ในแง่ของความเป็นอมตะมันยังมีอยู่ แล้วสิ่งพิมพ์มันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน มันจึงเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ยังมากกว่าสิ่งที่เป็นฟลัดของ information ฟลัดของกระแสอารมณ์หรืออะไรที่มันอยู่ในโลกออนไลน์ เรามองว่าพลังมันคนละแบบ แต่เราเชื่อว่าสิ่งที่ผ่านการพิมพ์ลงบนกระดาษไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์อะไร พลังมันยังอยู่แน่</p>



<p><strong>ใหม่ :</strong> เห็นด้วยว่าพอต้องผ่านการพิมพ์มันจะรู้ว่ามีคนเบื้องหลังที่ทำให้งานชิ้นนี้ออกมา มันมีความประณีต แล้วความฝันของนักออกแบบคือการที่ได้เห็นงานที่เป็น physical มากกว่าดิจิทัลอยู่แล้ว แต่อย่างตอนนี้การผลิตมันก็น้อยลงอย่างที่พี่จ๊อกบอก หนังสือมันก็ไม่ใช่ mass product อยู่แล้วด้วยซ้ำ แล้วพอมันพิมพ์น้อยลง ตอนนี้มันกลายเป็นสำหรับคนที่อยากเก็บจริงๆ</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> ผมคิดว่าพอคนทำงานรู้ว่าคอนเทนต์จะถูกพิมพ์เป็นเล่ม ผมว่าไม่มากก็น้อยมันจะมีความรู้สึกว่าพยายามขัดเกลา หรือทำให้มันประณีตขึ้น เพราะฉะนั้นงานที่ผ่านการพิมพ์เป็นหนังสือมันน่าจะมีอิมแพกต์ในเชิงอารมณ์ หรือในเชิงที่มันลึกซึ้งมากกว่าการตีพิมพ์ออนไลน์</p>



<p>ผมเดาๆ เอานะ ถ้ากองบรรณาธิการอีดิตงาน 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งรู้ว่าจะถูกตีพิมพ์เป็นเล่ม อีกชิ้นหนึ่งรู้ว่าจะถูกโพสต์ลงออนไลน์ ผมว่ากองบรรณาธิการอาจจะมีท่าทีต่อสองชิ้นนี้ไม่เหมือนกัน อันหนึ่งพิมพ์ไปแล้วไม่รู้ว่าจะมีคนซื้อไปอ่านหรือเปล่า แต่รู้ว่ามันแก้ไขไม่ได้ถ้ามันอยู่ในหน้ากระดาษแล้ว อีกอันหนึ่งรู้ว่ามันจะเข้าถึงคนจำนวนมากในทันทีเลย แต่ว่าเรายังไปอีดิตได้ mentality ในการที่จะดีลกับงานสองประเภทนี้ก็น่าจะไม่เหมือนกัน ไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่านะ มันไม่เหมือนกัน พอมันต่างกันก็เป็นเรื่องที่ต้องตีความ นักอ่านไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรืออ่านออนไลน์ก็อาจจะมาบอกว่ามันจะต่างกันยังไง แต่ผมคิดว่าที่มามันไม่เหมือนกันแน่ๆ&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139338" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/8-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วงานปีนี้มีอะไรที่ถูกคิดมาเพื่อให้ตอบโจทย์คอนเซปต์ &nbsp;‘The Magic of Paper’ บ้าง</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> ถ้าแบ่งตามกิจกรรม เราก็จะมีทั้งเสวนา นิทรรศการ แกลเลอรี เดิมทีเราจะมีเวิร์กช็อปแต่ตอนหลังเจอโควิดเราก็ต้องเปลี่ยนเป็นเดโม่</p>



<p>ส่วนที่เป็นเสวนาจะถูกแบ่งเป็น 2 หมวด หมวดแรกคือ เปิดตัวหนังสือของสำนักพิมพ์พันธมิตร พาร์ตเนอร์ อีกหมวดหนึ่งคือ สิ่งที่เราเรียกว่าหัวข้อเฉพาะ หรือพวก special topic ซึ่งเราก็พยายามเขย่ารวบรวมให้พูดถึงคนทำงาน องค์กร หรือพื้นที่ที่ทุกวันนี้ยังบริการทำงานอยู่บนหนังสือเล่ม ส่วนที่เป็นนิทรรศการจัดที่เกอเธ่ชื่อ Book Zoo Exhibition เป็นนิทรรศการที่แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน คือ Bookbinding, Sizing และ Special Printing Techniques เพื่อ educate คนชมว่า หนังสือที่สามารถผลิตได้ หนังสือที่มีอยู่ในตลาด ในการใช้จริงๆ มันมีอยู่กี่แบบ ไม่ใช่ว่าคุณเข้าไปในร้านหนังสือแล้วคุณเห็นพ็อกเก็ตบุ๊กแล้วเข้าใจว่ามันมีอยู่แค่นั้น</p>



<p>ส่วนแกลเลอรีจะไม่ได้พูดถึงฟังก์ชั่นในรูปแบบของหนังสือเล่ม แต่เรามองว่ากระดาษมันเป็นพื้นที่รองรับความคิด อารมณ์ เสียง ของคนที่อึดอัดคับแค้นใจหรือมีอะไรอยากบอกสังคม เราก็เลยชวน 15 สตูดิโอมาสร้างงาน คุณอึดอัดคับข้องใจเรื่องอะไรคุณเทลงมาในกระดาษของคุณได้เลย โดยเราไม่ได้ไปกำหนดว่าจะต้องใหญ่แค่ไหนหรือกี่ชิ้น พูดง่ายๆ คือเอาที่สบายใจ ทั้ง 15 สตูดิโอก็เริ่มแจ้งกลับมาว่า ฉันอยากส่งเสียงเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีทั้งประเด็น LGBTQ+ การอยู่รอดของร้านหนังสือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง คนตัวเล็กตัวน้อยที่ออกไปเรียกร้องแล้วโดนรังแก ก็เลยมาขมวดว่าสิ่งที่เราเห็นทั้งหมดมันคือการที่เราให้กระดาษเป็นพื้นที่ในการเรียกร้องเสรีภาพ</p>



<p><strong>ใหม่ :</strong> แล้วก็จะมี free copy ประจำงานด้วย รอบนี้เรากำหนดหัวข้อว่า BAD PAPER, BAD PEOPLE โฟกัสไปที่เหตุการณ์การเรียกร้องในบ้านเราที่เกิดขึ้น สิ่งที่สื่อสารผ่านกระดาษมันเปลี่ยนอะไร มันถูกซ่อนอะไร ก็จะมีเนื้อหาตั้งแต่จดหมายที่เขียนตอบโต้กันระหว่างแอ็กทิวิสต์ตอนที่มีการรัฐประหารจนเวลาผ่านมาแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เนื้อหาข้างในก็จะเข้มข้นมาก และด้วยความที่เนื้อหามันเป็นอย่างนี้ เราก็อยากให้มันดิบด้วย เพราะฉะนั้นปกและดีไซน์ข้างในก็ค่อนข้างหวือหวา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-139308" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/6-3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">งาน BBF ครั้งแรกเมื่อปี 2015 พวกคุณเน้นพูดเรื่องแพสชั่นของคนทำหนังสือ แต่ว่าครั้งนี้พวกคุณเลือกพูดถึงประเด็นที่เข้มข้นกว่านั้นอย่างสังคมการเมือง ทำไมงานที่ว่าด้วยเรื่องหนังสือหรือวรรณกรรมจึงต้องพูดเรื่องพวกนี้</h4>



<p><strong>หน่อย :</strong> เพราะว่าวรรณกรรมคือชีวิต ถ้าเกิดว่าชีวิตของคุณไม่เชื่อมโยงกับโลกข้างนอกคุณก็ไม่สามารถมีชีวิตได้ ถ้าคุณนั่งอยู่ในห้อง แล้วคุณจะมาโลกสวยว่า ฉันปลูกผักกินเองริมระเบียง มันก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยคุณก็ต้องออกไปซื้อไข่ การเชื่อมโยงไปสู่โลกข้างนอกมันเป็นความจำเป็นโดยพื้นฐานของชีวิตเราอยู่แล้ว แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเชื่อมโยงได้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง คุณก็จะเห็นความแตกต่างว่าตัวคุณไม่เหมือนเขา เขา เขา และเขา แล้วเขาทั้งหลายก็ไม่เหมือนกันด้วย เราเลยมีความรู้สึกว่าการทำ BBF มันไม่ใช่แค่การเอาแพสชั่นหรือความหลงใหลคลั่งไคล้ ความรักหนังสือมาจัดเทศกาลแบบในปี 2015 แต่ตอนนี้สังคมมันบีบคั้น เค้นให้เราต้องมีมากกว่าคำว่าแพสชั่น</p>



<p><strong>จ๊อก :</strong> มันขึ้นอยู่กับบริบทด้วย อย่างงาน BBF ครั้งแรกเราจัดปี 2015 ใช่ไหมครับ ตอนนั้นประยุทธ์เพิ่งปฏิวัติ ตอนนั้นก็ไม่มีใครคิดว่าประยุทธ์จะอยู่นานขนาดนี้นะ ก็หาเรื่องบันเทิงเริงรมย์ เอนจอยชีวิต อ่านหนังสือ แฮปปี้ ปีถัดมาก็ยังคิดว่าอยู่ไม่นานอยู่ แต่นี่ผ่านมา 7 ปี มันอยู่มานานแล้วทำให้ชีวิตเรา fuck up มากเกินไปแล้ว ก็เลยต้องมีเสียงอะไรแบบนี้ออกมาหน่อย</p>



<p>ส่วนวรรณกรรมหรือสิ่งพิมพ์ต้องสะท้อนความเป็นไปในสังคมหรือเปล่า ผมคิดว่าจำเป็นและต้องทำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังจากเรา เพราะว่าสิ่งพิมพ์เวลาถูกพิมพ์ออกมามันค่อนข้างชัดเจน มันจะถูกระบุว่าถูกพิมพ์ปีไหน ถ้ามันสะท้อนสังคมหรืออารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัยนั้นได้ตรงไปตรงมา หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป 10-20 ปี ผมคิดว่ามันจะเป็นภาพตัวแทนที่มันจริง ฉะนั้นมันสำคัญมากที่คนทำสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ก free copy หรือนิตยสารก็ตาม ควรจะดึงสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วสะท้อนออกมา ไม่อย่างนั้นมันจะก่อให้เกิดปัญหาทางประวัติศาสตร์ และอาจจะทำให้คนรุ่นหลังเราไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ หรือเข้าใจประวัติศาสตร์แบบผิดๆ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-1024x683.jpg" alt="Bangkok Book Festival" class="wp-image-139309" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/7-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แล้วถ้าถามว่างานวรรณกรรมมันสำคัญยังไง ผมว่าอันหนึ่งที่แน่ๆ เลย ที่จะมีผลมากๆ คือ หนังสือมันทำให้เราเห็นมุมที่เราอาจจะไม่ได้ไปอยู่ เช่น ทุกวันนี้เราอยู่ในประเทศไทย เราก็อยู่ในสังคมในชนชั้นแบบที่เราอยู่ เราก็อาจจะเห็นภาพไม่กว้าง ถ้าอ่านวรรณกรรมภาษาไทยก็จะเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าอ่านวรรณกรรมแปลก็เห็นคนอีกแบบ ที่อาจจะประสบปัญหาคล้ายๆ กันแต่เขาอยู่ในสภาวะหรือสถานะที่ต่างจากเรา ผมคิดว่ามันทำให้เกิด empathy ต่อมนุษย์</p>



<p>แล้วจากแค่ empathy นี่แหละ มันก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรอีกหลายๆ อย่าง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/bangkok-book-festival-2021/">คุยเรื่องพลังของวัฒนธรรม วรรณกรรม และกระดาษ กับทีมผู้จัด Bangkok Book Festival 2021</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-248/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2021 13:59:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[The Mitchells vs. The Machines]]></category>
		<category><![CDATA[a day 248]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเข้าใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ความฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[คนรุ่นใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<category><![CDATA[ยูทูบเบอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=138794</guid>

					<description><![CDATA[<p>wake up 248นับจากวันแรกที่แอนิเมชั่นเรื่อง The Mitchells vs. the Machines เผยแพร่ทางเน็ตฟลิกซ์ ผมดูซ้ำมาแล้ว 3 รอบ เสียน้ำตาทุกรอบ และเท่าที่ฟังจากคนรอบตัวก็ไม่ใช่ผมคนเดียว ใครหลายคนที่ได้ดูก็เสียน้ำตาไม่ต่างกัน จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ ภายใต้การห่อหุ้มที่ดูตลกโปกฮาและเอาความบันเทิงนำ ผมคิดว่า The Mitchells vs. the Machines ได้ซ่อนประเด็นแสนเจ็บปวดแห่งยุคสมัยเอาไว้ อาจจะไม่ใช่คำว่าซ่อนด้วยซ้ำ แต่เอามาฉายให้เห็นกันชัดๆ เนื้อเรื่องว่าด้วยลูกสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โดยเริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์ กับพ่อผู้ไม่เข้าใจความฝันนั้นว่ามันจะมั่นคงหล่อเลี้ยงปากท้องได้ยังไง “พ่อแม่ฉันไม่ค่อยเข้าใจฉันเท่าไหร่ ก็ไม่แปลก กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย” ประโยคที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เศร้าลึกของเคธี มิตเชลล์ อธิบายปมของเรื่องหรืออาจรวมถึงปมในชีวิตใครหลายคน ไม่ใช่แค่พ่อที่ไม่เข้าใจเธอ แต่เธอก็ไม่เข้าใจพ่อ–ว่าทำไมพ่อไม่เข้าใจเธอ “ความล้มเหลวมันเจ็บปวดนะลูก พ่ออยากให้ลูกมีแผนสำรองไว้” บางประโยคที่พ่อพยายามอธิบายทำให้พอเข้าใจความไม่เข้าใจแต่ไม่ทั้งหมด ความไม่เข้าใจกันและกันต่างสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายจนความสัมพันธ์ในครอบครัวเสี่ยงแตกสลาย ถ้าผู้เป็นพ่อไม่บังเอิญตระหนักได้จากบางเหตุการณ์และพยายามกอบกู้สิ่งต่างๆ กลับคืน โดยมีฉากหุ่นยนต์กำลังจะยึดครองโลกห่อหุ้มให้ความบันเทิงอีกที แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง ระหว่างดูผมนึกย้อนถึงชีวิตของตัวเองที่เติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-248/">การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="display: none;">wake up 248</span>นับจากวันแรกที่แอนิเมชั่นเรื่อง <em><a href="https://adaymagazine.com/the-mitchells-vs-the-machines/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">The Mitchells vs. the Machines</a></em> เผยแพร่ทาง<a href="https://www.netflix.com/th-en/title/81399614" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เน็ตฟลิกซ์</a> ผมดูซ้ำมาแล้ว 3 รอบ เสียน้ำตาทุกรอบ และเท่าที่ฟังจากคนรอบตัวก็ไม่ใช่ผมคนเดียว ใครหลายคนที่ได้ดูก็เสียน้ำตาไม่ต่างกัน<span style="display: none;"> จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ </span></p>



<p>ภายใต้การห่อหุ้มที่ดูตลกโปกฮาและเอาความบันเทิงนำ ผมคิดว่า <em>The Mitchells vs. the Machines</em> ได้ซ่อนประเด็นแสนเจ็บปวดแห่งยุคสมัยเอาไว้</p>



<p>อาจจะไม่ใช่คำว่าซ่อนด้วยซ้ำ แต่เอามาฉายให้เห็นกันชัดๆ</p>



<p>เนื้อเรื่องว่าด้วยลูกสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โดยเริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์ กับพ่อผู้ไม่เข้าใจความฝันนั้นว่ามันจะมั่นคงหล่อเลี้ยงปากท้องได้ยังไง</p>



<p>“พ่อแม่ฉันไม่ค่อยเข้าใจฉันเท่าไหร่ ก็ไม่แปลก กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย” ประโยคที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เศร้าลึกของเคธี มิตเชลล์ อธิบายปมของเรื่องหรืออาจรวมถึงปมในชีวิตใครหลายคน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-1024x683.jpg" alt="จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์" class="wp-image-139073" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/typeC_248-wake-up-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่ใช่แค่พ่อที่ไม่เข้าใจเธอ แต่เธอก็ไม่เข้าใจพ่อ–ว่าทำไมพ่อไม่เข้าใจเธอ</p>



<p>“ความล้มเหลวมันเจ็บปวดนะลูก พ่ออยากให้ลูกมีแผนสำรองไว้” บางประโยคที่พ่อพยายามอธิบายทำให้พอเข้าใจความไม่เข้าใจแต่ไม่ทั้งหมด</p>



<p>ความไม่เข้าใจกันและกันต่างสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายจนความสัมพันธ์ในครอบครัวเสี่ยงแตกสลาย ถ้าผู้เป็นพ่อไม่บังเอิญตระหนักได้จากบางเหตุการณ์และพยายามกอบกู้สิ่งต่างๆ กลับคืน โดยมีฉากหุ่นยนต์กำลังจะยึดครองโลกห่อหุ้มให้ความบันเทิงอีกที</p>



<p>แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก<br>ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>



<p>ระหว่างดูผมนึกย้อนถึงชีวิตของตัวเองที่เติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เลี้ยงดูโดยอี๊หรือป้าผู้ไม่รู้หนังสือ โดยที่ความฝันเดียวของผมตอนเรียนคืออยากเป็นนักเขียน อยากทำงานนิตยสาร อยากเป็นคนทำหนังสือ</p>



<p>เดาได้ง่ายๆ ว่าการอธิบายให้อี๊เข้าใจว่าอาชีพนี้ทำอะไร วันหน้าจะประสบความสำเร็จแบบลูกหลานบ้านอื่นไหมเป็นเรื่องยาก โชคดีที่อี๊ปฏิบัติต่อผมต่างจากพ่อของเคธี อี๊ปล่อยให้ผมได้ลองล้มลุกคลุกคลานเรียนรู้ในสิ่งที่อยากทำด้วยตัวเอง จนวันนี้สิ่งที่เลือกก็กลับมาหล่อเลี้ยงเราสองคน</p>



<p>อย่างที่ตัวละครเคธีว่าไว้–กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย</p>



<p>การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว บางคนอาศัยเวลาค่อนชีวิตกว่าจะค้นพบคำตอบที่พอดีหรืออยากลองเสี่ยงกับมัน และเมื่อพบแล้ว เลือกแล้ว การที่เราไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์มันกับใครอีกโดยเฉพาะคนที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างคนที่บ้านถือเป็นเรื่องโชคดีในชีวิต</p>



<p>ครั้งหนึ่งตอนที่ผมเขียนหนังสือที่เล่าถึงชีวิตระหว่างผมกับอี๊ชื่อ <em><a href="https://thailand.kinokuniya.com/bw/9786162981975" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น</a></em> ผมมีโอกาสสัมภาษณ์อี๊สั้นๆ เพื่อเอาไปโปรโมตในช่วงวันแม่ ผมจึงเลือกถามบางคำถามที่ค้างคาใจ</p>



<p>“ตอนเด็กๆ อยากให้เบลล์เป็นอะไร”</p>



<p>“อยากเป็นอะไรก็เป็นไป ชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น อั๊วไม่บังคับ บังคับแล้วเรียนจบหรือเปล่า” อี๊ตอบด้วยน้ำเสียงห้วนอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่าสุดท้ายอี๊ก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าอาชีพคนทำหนังสือหรือนักเขียนคืออะไร มันมั่นคงยังไง และถึงวันนี้ผมเชื่อว่าก็ยังคงไม่เข้าใจ</p>



<p>ใช่, อี๊ไม่ได้เข้าใจงานที่ผมทำ แต่อี๊เข้าใจผม</p>



<p>เข้าใจที่ไม่ได้มีความหมายตามพจนานุกรมว่ารู้เรื่อง รู้ความหมาย แต่เข้าใจในความหมายตามคำของมัน นั่นคือเข้าไปในใจ</p>



<p>เมื่อเข้าไปในใจจึงเห็นใจ เมื่อเห็นใจจึงรู้ใจ และเมื่อรู้ใจจึงเชื่อใจ</p>



<p>ความเข้าใจอย่างหลังต่างหากที่มีความหมายในยุคสมัยนี้ ยุคสมัยที่ตัวตนของเราถูกท้าทายด้วยคำถามจากภายนอก จากโลกโซเชียลฯ หรือแม้กระทั่งจากตัวเอง การมีใครสักคนหนุนหลังและทำให้บ้านมีความหมายว่าบ้านจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนโหยหา และบางทีมันอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้เรายังอยากมีชีวิตอยู่บนโลกอันบูดเบี้ยวใบนี้</p>



<p>ไม่ได้อยากสปอยล์ แต่ผมคิดว่าประโยคตอนท้ายเรื่องที่เคธีบอกกับพ่อของเธอตอนที่ต้องร่ำลาไปเรียนวิชาที่เธอรัก หลังจากต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันแล้ว น่าจะมีความหมายกับใครหลายคนหากมันเกิดขึ้นในชีวิตจริง</p>



<p>“ถ้าหนูเศร้าตอนอยู่คนเดียว หนูก็จะมีของรักอยู่ด้วยเสมอ” เคธีพูดถึงหุ่นไม้กวางมูสที่ทำให้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพ่อ</p>



<p>อย่างที่ผมว่าไว้, โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว</p>



<p>แต่มันก็เป็นยุคที่ความเข้าใจมีความหมายที่สุดเช่นเดียวกัน</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>บทบรรณาธิการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ <a href="https://adaymagazine.com/a-day-248-content-creator/">a day 248 : Content Creator</a></p>



<p><div style="display:none;">
<h3> 1 จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ </h3>
<p>11แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<p>12แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<h3> 2 จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ </h3>
<p>21แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<p>22แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<h3> 3 </h3>
<p>31แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<p>32แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรกในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง</p>
<h3> 4 </h3>
<p>41แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>42แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 5 </h3>
<p>51แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>52แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 6 </h3>
<p>61แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>62แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 7 </h3>
<p>71แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>72แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 8 </h3>
<p>81แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>82แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 9 </h3>
<p>91แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>92แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<h3> 10 </h3>
<p>101แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
<p>102แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว </p>
</div></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-248/">การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามรอย บู้ ธนันต์ แห่ง Rompboy ไปหาผ้าและเรียนรู้เรื่องการย้อมฮ่อมที่เมืองแพร่</title>
		<link>https://adaymagazine.com/trip-to-phrae-with-rompboy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2021 11:43:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Style]]></category>
		<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[ฮ่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ฮ่อมบอย]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[Rompboy]]></category>
		<category><![CDATA[แบรนด์สตรีทแฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[โชว์เหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[บู้ ธนันต์]]></category>
		<category><![CDATA[จังหวัดแพร่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=136002</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปก่อนออกเดินทางไปเยือนแพร่ราว 3 เดือน ผมตัดสินใจโทรศัพท์หา บู้–ธนันต์&#160;บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสประจำวง SLUR และเจ้าของแบรนด์ Rompboy เพื่อเล่าถึงโปรเจกต์หนึ่งให้ฟัง ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ a day ตั้งใจชวนแบรนด์ร่วมสมัยมาหยิบจับวัตถุดิบอันแสนมีเสน่ห์ในภาคเหนือมาตีความและบอกเล่าใหม่ในน้ำเสียงของตัวเอง โปรเจกต์ ‘โชว์เหนือ’ ที่ a day ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบางคนผมอาจเผื่อใจไว้ว่าอาจโดนปฏิเสธ แต่กับชายผู้นี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะตอบตกลง ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์อันดี หากแต่ผมพอรู้ว่าด้วยนิสัยใจคอและความเชื่อในการทำธุรกิจ เขาคือคนที่พยายามหาวิธีการใหม่ๆ ไม่เหยียบย่ำซ้ำรอยสำเร็จเดิมๆ และโปรเจกต์นี้น่าจะตอบโจทย์บางอย่างในใจเขาทั้งในมุมธุรกิจและแพสชั่นส่วนตัว สำหรับคนไม่รู้จัก Rompboy คือแบรนด์สตรีทแฟชั่นไทยที่สินค้าแต่ละคอลเลกชั่นขายหมดในหลักนาที–บางครั้งหลักวินาที จุดเด่นสำคัญนอกจากการผลิตในจำนวนจำกัด การออกแบบที่ใส่ใจรายละเอียด คือการที่เขาพยายามนำเสนอสิ่งใหม่ แม้สิ่งเก่าที่ทำมาจะสำเร็จดีอยู่แล้ว รองเท้าผ้าใบที่ผลิตทีไรก็ขายหมดเกลี้ยงทุกที แทนที่จะผลิตซ้ำออกมาขายเรื่อยๆ เขาก็หันไปผลิตสิ่งอื่นที่กระตุ้นหัวใจให้เต้นแรงกว่า เมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่พบกันเขาบอกผมว่า “ถ้าทุกวันนี้ผมยังออกรองเท้าสีเดิมไปเรื่อยๆ วัสดุเดิมๆ ไปเรื่อยๆ ผมคงเกลียดตัวเอง ทั้งที่เราก็รู้นะว่าทำอีกอย่างหนึ่งมันอาจจะได้เม็ดเงินมากกว่า แต่ผมรู้สึกว่าทำอย่างนี้แล้วชีวิตมันยังมีเช็กพอยต์ให้รู้ว่าเราทำอันนี้ได้ เดี๋ยวเราลองไปทำตรงนี้ดีกว่า ซึ่งทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ แต่เราได้ลองอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ” ด้วยความที่หนึ่งในวัตถุดิบของภาคเหนือที่ a day อยากหยิบมาบอกเล่าคือผ้าย้อมฮ่อมธรรมชาติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/trip-to-phrae-with-rompboy/">ตามรอย บู้ ธนันต์ แห่ง Rompboy ไปหาผ้าและเรียนรู้เรื่องการย้อมฮ่อมที่เมืองแพร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ย้อนกลับไปก่อนออกเดินทางไปเยือนแพร่ราว 3 เดือน ผมตัดสินใจโทรศัพท์หา บู้–ธนันต์&nbsp;บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสประจำวง SLUR และเจ้าของแบรนด์ <a href="https://web.facebook.com/rompboybkk/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Rompboy</a> เพื่อเล่าถึงโปรเจกต์หนึ่งให้ฟัง ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ a day ตั้งใจชวนแบรนด์ร่วมสมัยมาหยิบจับวัตถุดิบอันแสนมีเสน่ห์ในภาคเหนือมาตีความและบอกเล่าใหม่ในน้ำเสียงของตัวเอง</p>



<p>โปรเจกต์ ‘โชว์เหนือ’ ที่ a day ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)</p>



<p>กับบางคนผมอาจเผื่อใจไว้ว่าอาจโดนปฏิเสธ แต่กับชายผู้นี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะตอบตกลง</p>



<p>ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์อันดี หากแต่ผมพอรู้ว่าด้วยนิสัยใจคอและความเชื่อในการทำธุรกิจ เขาคือคนที่พยายามหาวิธีการใหม่ๆ ไม่เหยียบย่ำซ้ำรอยสำเร็จเดิมๆ และโปรเจกต์นี้น่าจะตอบโจทย์บางอย่างในใจเขาทั้งในมุมธุรกิจและแพสชั่นส่วนตัว</p>



<p>สำหรับคนไม่รู้จัก Rompboy คือ<a href="https://adaymagazine.com/rompboy/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แบรนด์สตรีทแฟชั่นไทยที่สินค้าแต่ละคอลเลกชั่นขายหมดในหลักนาที–บางครั้งหลักวินาที</a> จุดเด่นสำคัญนอกจากการผลิตในจำนวนจำกัด การออกแบบที่ใส่ใจรายละเอียด คือการที่เขาพยายามนำเสนอสิ่งใหม่ แม้สิ่งเก่าที่ทำมาจะสำเร็จดีอยู่แล้ว</p>



<p>รองเท้าผ้าใบที่ผลิตทีไรก็ขายหมดเกลี้ยงทุกที แทนที่จะผลิตซ้ำออกมาขายเรื่อยๆ เขาก็หันไปผลิตสิ่งอื่นที่กระตุ้นหัวใจให้เต้นแรงกว่า</p>



<p>เมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่พบกันเขาบอกผมว่า “ถ้าทุกวันนี้ผมยังออกรองเท้าสีเดิมไปเรื่อยๆ วัสดุเดิมๆ ไปเรื่อยๆ ผมคงเกลียดตัวเอง ทั้งที่เราก็รู้นะว่าทำอีกอย่างหนึ่งมันอาจจะได้เม็ดเงินมากกว่า แต่ผมรู้สึกว่าทำอย่างนี้แล้วชีวิตมันยังมีเช็กพอยต์ให้รู้ว่าเราทำอันนี้ได้ เดี๋ยวเราลองไปทำตรงนี้ดีกว่า ซึ่งทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ แต่เราได้ลองอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136159" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_122.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ด้วยความที่หนึ่งในวัตถุดิบของภาคเหนือที่ a day อยากหยิบมาบอกเล่าคือผ้าย้อมฮ่อมธรรมชาติ ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดแพร่ ผมจึงนึกถึงแบรนด์ Rompboy เป็นลำดับแรกๆ ด้วยเชื่อว่าความกล้าทดลองและพยายามหาโอกาสในวัตถุดิบใหม่ๆ รวมถึงความใส่ใจในรายละเอียด น่าจะทำให้ผลงานปลายทางออกมามีพลังและน่าสนใจ</p>



<p>แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อติดต่อหาเขาเพื่อชวนมาร่วมโปรเจกต์นี้ เขาถามคำถามที่จำเป็นต้องรู้ไม่กี่คำถามก่อนจะตกปากรับคำ และแน่นอน หนึ่งในคำถามในวันนั้นคือ</p>



<p>“พวกเราจะไปแพร่กันวันไหนดี”</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_123-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_123-1024x683.jpg"/></figure>



<p>การเดินทางไปเยือนแพร่เพื่อตามหาผ้าย้อมฮ่อมธรรมชาติมาทำผลิตภัณฑ์แบรนด์ Rompboy ครั้งนี้นั้นทั้งง่ายและยาก</p>



<p>ง่าย–เพราะใครๆ ก็รู้กันว่าผ้าย้อมฮ่อมธรรมชาติคุณภาพดีนั้นหาได้ง่ายดายในจังหวัดแห่งนี้ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่พืชอย่างฮ่อมซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญเติบโตได้ดี</p>



<p>ยาก–เพราะท่ามกลางร้านคุณภาพสูงใกล้เคียงกันหลายๆ ร้าน การเลือกผ้าจากเพียงร้านใดร้านหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องออกเดินทางไปเห็นไปสัมผัสด้วยมือและตาตัวเองจึงเลือกได้ และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่เราเดินทางไปจังหวัดแพร่</p>



<p>ที่สนามบินดอนเมือง ก่อนขึ้นเครื่องออกเดินทางผมชวนบู้คุยถึงความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่ปลายทาง</p>



<p>จากการตอบรับอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ชวนมาร่วมโปรเจกต์ ผมเดาว่าเขาน่าจะมีความทรงจำกับจังหวัดแพร่มาไม่น้อย แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม</p>



<p>“ยอมรับเลยว่าแพร่เป็นจังหวัดที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดถึงเลย เพราะว่าถ้าให้เรานึกถึงภาคเหนือ เราจะนึกถึงแค่เชียงใหม่ เชียงราย หรือแม่ฮ่องสอนที่เป็นภูเขาไปเลย ผมเพิ่งมารู้จักแพร่ช่วงหลัง ได้ยินชื่อแล้วก็อ่านบทความตามเว็บไซต์ต่างๆ บ้าง เลยรู้ว่า แพร่มันเป็นเมืองท่าของสินค้าแฮนด์เมดนะ แล้วผ้าที่มาจากแพร่ก็เป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>“อย่างผมจะรู้จักการย้อมครามของที่สกลนครว่าเป็นยังไง แต่ว่าพอได้รู้จักแพร่คร่าวๆ ก็รู้สึกว่าคาแร็กเตอร์ผ้าย้อมฮ่อมของแพร่มันมีความแตกต่างบางอย่างอยู่ในเรื่องของพื้นผิว การทอ ลายทอ แล้วก็สีที่มันดูพิเศษ”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136156" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_119.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>อย่างที่เขาว่า เมื่อพูดถึงการเดินทางไปเยือนภาคเหนือ แพร่อาจไม่ใช่จังหวัดแรกๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง แต่เมื่อพูดถึงผ้าย้อมฮ่อม แพร่คือชื่อแรก และอาจเป็นชื่อเดียวที่ผุดขึ้นในความทรงจำ</p>



<p>“ทริปนี้เรามาเพื่อหาวัตถุดิบที่มันพิเศษมากๆ มาหาผ้าที่เป็นผ้าท้องถิ่นที่ผมคิดว่าผมน่าจะเอามาใช้กับโปรดักต์ของผมได้ นี่น่าจะเป็นครั้งแรกของ Rompboy ที่ได้เอาผ้าไทยๆ วัตถุดิบไทยมาใช้กับงานร่วมสมัย</p>



<p>“และอีกอย่าง ผมคิดว่าผมสนใจในการย้อมฮ่อม ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลมา ฮ่อมตอนนี้เป็นที่แพร่หลายมากในจังหวัดแพร่ แล้วก็เป็นเหมือนภูมิปัญญาชาวบ้านที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จัก เราเลยอยากจะเอาตรงนี้มานำเสนอ เพราะเราคิดว่านี่แหละมันคืออาวุธลับของจังหวัดแพร่เลย เราไม่เห็นว่ามันเป็นอะไรที่เชย ตรงกันข้าม สำหรับเรามันเป็นอะไรที่ร่วมสมัยสุดๆ แค่เราหยิบยกมันมาพรีเซนต์แบบใหม่ในสไตล์ที่เป็นของเรา”</p>



<p>และเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนวันที่ไปเยือนแพร่ การเดินทางครั้งนี้เราวางแผนกันไว้ว่าจะไปยัง 5 ร้านที่นอกจากจะเป็นร้านที่มีผ้าย้อมฮ่อมธรรมชาติให้เลือกซื้อแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการย้อมฮ่อมกับพวกเราได้ด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136038" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_14.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>01 : ร้านแก้ววรรณา</strong></h3>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“การได้เห็นผ้าย้อมฮ่อม ยังไม่รู้สึกเท่าการสัมผัส”</strong><strong></strong></h4>



<p>ร้านแรกที่เราไปเยือนคือร้านแก้ววรรณาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินจังหวัดแพร่ แต่ระยะทางไม่ใช่เหตุผลที่เรามาเยือนที่นี่</p>



<p>เมื่อพูดถึงวงการฮ่อมธรรมชาติ ชื่อแรกๆ ที่คนในจังหวัดที่สนใจภูมิปัญญานี้เอ่ยถึงเป็นเสียงเดียวกันคือ ไกร–วุฒิไกร ผาทอง ชายผู้เมื่อกว่ายี่สิบกว่าปีก่อนลุกขึ้นมารื้อฟื้นภูมิปัญญาย้อมฮ่อมธรรมชาติที่ ณ ขณะนั้นเกือบสูญหายไปจากจังหวัด</p>



<p>“ในแง่ของคนแพร่ ที่นี่เรามีต้นฮ่อมอยู่ในป่า มีเสื้อม่อฮ่อมที่มีชื่อเสียงมานานแล้ว แล้วคำว่าเสื้อแพร่ ฮ่อมคือเสื้อแพร่ กระบวนการทั้งหมดของเราใช้ระบบพืชผักผลไม้ตามฤดูกาล เราไม่ได้ใช้เคมีหรือสารสังเคราะห์” ไกรเล่าถึงจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ผ้าย้อมฮ่อมของที่นี่ต่างจากที่อื่น นั่นคือการย้อมฮ่อมร้อยเปอร์เซ็นต์</p>



<p>ไม่ง่ายและเหนื่อยกว่าการใช้สารเคมีแน่ๆ แต่ไกรก็ยืนยันว่าเขามาถูกทาง ไม่ใช่แค่สามารถรื้อฟื้นภูมิปัญญาที่เกือบสูญหายได้สำเร็จ แต่ผ้าของเขายังได้รับการยอมรับอย่างดีจากตลาด มีลูกค้าที่เห็นค่าของการย้อมธรรมชาติคอยสนับสนุนจนแก้ววรรณาสามารถอยู่รอดมาได้จนขวบปีนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136040" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_16.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136039" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_15.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ไม่ใช่แค่ขายผ้า เขายังตั้งใจให้ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่กระจายความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คนที่สนใจได้เรียนรู้อีกด้วย ด้านหลังร้านแก้ววรรณาซึ่งเป็นโรงย้อมฮ่อมจึงมีผู้แวะเวียนมาเรียนรู้และลองย้อมรวมถึงพวกเราโดยมี พยอม คำวาง&nbsp;ผู้จัดการร้านทำหน้าที่เป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชา</p>



<p>“ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้เห็นผ้าฮ่อมมันยังไม่รู้สึกเท่าการสัมผัสหรือว่าการลงไปย้อมจริงๆ มันคือการที่เราเหมือนใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น แล้วน้ำฮ่อมนี่เย็นมาก แล้วกลิ่นมันเป็นเอกลักษณ์ มันรู้สึก unseen มากๆ สำหรับผม ความรู้สึกเหมือนตอนที่ผมเริ่มปั้นเซรามิกครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว” บู้เล่าความรู้สึกที่มือได้ถือเส้นด้ายจุ่มลงไปในหม้อฮ่อมเพื่อย้อมเป็นครั้งแรกในชีวิต</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136031" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_8.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136027" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_7-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_7-1024x683.jpg"/></figure>



<p>หลังจากย้อมเสร็จบู้โชว์มือทั้งสองที่กลายเป็นสีคราม หลังจากล้างน้ำสะอาดสีครามนั้นก็ยังติดมือติดเล็บอยู่</p>



<p>“นี่แหละที่เขาเรียกว่า Blue Nails” พยอมพูดถึงคำที่คนในวงการใช้เรียกนักย้อมครามแต่สำหรับผมแล้วคือครั้งแรกที่ได้ยินคำนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136045" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_21.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136041" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_17.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังจากเรียนรู้กระบวนการย้อมจากการลงมือทำจริง เราจึงเดินมาส่วนที่เป็นช็อปขายผ้า เมื่อเรารู้ถึงความพิเศษกว่าจะกลายมาเป็นผ้าผืนหนึ่ง เราจึงมองผ้าแต่ละผืนด้วยสายตาที่ต่างออกไป</p>



<p>“ไม่ว่าร้านอื่นราคาจะถูกกว่ายังไง ผมคิดไว้แล้วว่ายังไงจะกลับมาซื้อผ้าร้านนี้กลับไปใช้ทำอะไรสักอย่าง” บู้บอกกับผมหลังออกจากแก้ววรรณามาเพื่อเดินทางต่อ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136074" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_36.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>02 : บ้านมัดใจ</strong></h3>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“ความเจ๋งของการมัดย้อมคือผลงานทุกชิ้นมีความเป็นเราอยู่ในนั้น”</strong><strong></strong></h4>



<p>มองจากด้านนอก ‘บ้านมัดใจ homemade &amp; café’ อาจจะไม่ต่างจากคาเฟ่ทั่วไปที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ภายใต้เรือนไม้หลังเล็กตกแต่งน่ารักมีเครื่องดื่มให้บริการผู้มาเยือน</p>



<p>หากแต่เมื่อเดินลึกเข้าไปเราจะพบความพิเศษที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากร้านกาแฟอื่นๆ คือด้านในร้านยังเปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เวิร์กช็อปให้แก่ผู้มาเยือน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_22-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_22-1024x683.jpg"/></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136048" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_24.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_27-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_27-1024x683.jpg"/></figure>



<p>“ก่อนที่จะมาเปิดคาเฟ่ตรงนี้เราไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ มาก่อน 2-3 ปี แล้วอยากอยู่บ้าน อยากกลับมาทำอะไรที่บ้าน เราก็คุยกับแม่ว่า ที่บ้านเราทำไมเวลาคุณแม่ใส่เสื้อผ้าม่อฮ่อม ทำไมปรางใส่ไม่ได้ ทำไมวัยปรางจับต้องไม่ได้’ เราก็เลยคิดว่าทำไมเราไม่ดีไซน์สิ่งนี้ให้เข้ากับตัวเองบ้าง” มะปราง–ชิดชนก สุชนก ผู้ร่วมก่อตั้งนั่งเล่าบริเวณโซนที่เป็นร้านกาแฟเมื่อบู้ชวนคุยถึงจุดเริ่มต้น โดยปลาย–ชฎานุช&nbsp;สุชนก น้องสาวผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์รับออร์เดอร์ผู้มาเยือน</p>



<p>จากความตั้งใจทำให้เสื้อผ้าย้อมฮ่อมร่วมสมัยและคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้อย่างเป็นมิตร นั่นจึงเป็นที่มาของการเปิดพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เวิร์กช็อปงานศิลปะทั้งการปั้นการเพนต์เซรามิก ปักผ้า และสอนมัดย้อมฮ่อมให้ผู้มาเยือน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136065" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_30.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="667" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_33-1024x667.jpg" alt="" class="wp-image-136070" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_33-1024x667.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_33-300x196.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_33-768x500.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_33-600x391.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_33.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>และที่แห่งนี้บู้ได้ทดลองมัดและย้อมฮ่อมเพื่อสร้างงานของตัวเองโดยมีมะปรางประกบติดคอยแนะนำทุกขั้นตอน</p>



<p>“ที่นี่ผมได้ลองมัดย้อมผ้าเช็ดหน้าด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งความเจ๋งของการมัดย้อมคือไม่ว่าเราจะย้อมกี่ชิ้นก็ตาม ผลที่ออกมามันจะไม่ซ้ำกันเลย ผลงานทุกชิ้นมีความเป็นเราอยู่ในนั้น ซึ่งผลลัพธ์มันก็แตกต่างกันตามสไตล์ของแต่ละคนว่าใครชอบอะไรยังไง นี่คือเอกลักษณ์ของการมัดย้อม”</p>



<p>เป็นอย่างที่เขาว่า ผ้าที่ออกมาของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปนั้นต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นลวดลายหรือความเข้มอ่อนของสี นี่เป็นอีกสถานที่ที่ทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจเสน่ห์ของงานทำมือได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136093" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_54.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>03 : KAMON Indigo</strong></h3>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“สิ่งที่ผมอิจฉามากๆ คือเรื่องเวลา”</strong><strong></strong></h4>



<p>มาที่นี่แล้วอยากย้ายมาอยู่ต่างจังหวัด</p>



<p>บู้บอกกับผมด้วยใจความประมาณนี้เมื่อมาเยือน KAMON Indigo</p>



<p>ครั้งหนึ่งนิตยสาร a day ฉบับกลับบ้าน ที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าผู้คนที่เดินทางออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้ากลับบ้านไปทำสิ่งที่น่าสนใจ เคยเล่าถึง กุ๊กกิ๊ก–กมลชนก แสนโสภา อดีตนักศึกษาด้านแฟชั่นที่ตัดสินใจกลับแพร่ก่อตั้ง KAMON Indigoเพื่อลงลึกในศาสตร์การย้อมฮ่อม ก่อนจะต่อยอดไปสู่การย้อมสีธรรมชาติอื่นๆ และสร้างแบรนด์จนเป็นที่รู้จักตามมา</p>



<p>ครั้งนี้เมื่อมาเยือนแพร่เพื่อเรียนรู้การย้อมฮ่อม เราจึงมาเยือนที่ KAMON Indigo อีกครั้ง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136094" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_55.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136081" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_42.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136086" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_47.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังจากทักทายกุ๊กกิ๊กพาเราเดินผ่านส่วนที่เป็นร้านขายสินค้าซึ่งอยู่ด้านหน้าสุดในบริเวณบ้าน ห้องทำงานซึ่งอยู่ถัดมา ไปสู่โซนที่เธอใช้ทำงานเป็นหลัก นั่นคือพื้นที่ที่เธอใช้เป็นคล้ายสตูดิโอในการย้อมรวมถึงถ่ายทอดวิชาให้คนที่สนใจ</p>



<p>ท่ามกลางสิ่งของต่างๆ ที่เป็นอุปกรณ์ในการย้อม บู้ชวนหญิงสาวเจ้าของพื้นที่พูดคุยถึงที่มาที่ไป</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_50-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_50-1024x683.jpg"/></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136078" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_39.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ที่นี่มันคืออะไร” บู้ถามหญิงสาวเจ้าของพื้นที่ว่าที่ที่เรานั่งอยู่คืออะไร มีไว้ทำสิ่งใด</p>



<p>“คือบ้าน” กุ๊กกิ๊กตอบด้วยคำตอบที่เจ้าของคำถามอาจจะไม่ได้นึกถึง แต่มันก็ครอบคลุมความหมายทั้งในเชิงพื้นที่และความรู้สึก</p>



<p>“แล้วอะไรทำให้เราต้องกลับมาทำที่บ้าน” บู้ถามต่อ</p>



<p>“เพราะว่าตอนเรียนรู้สึกว่าเวลาตอนไปซื้อของมันหมดเวลาไปเป็นวันๆ แล้วสิ่งที่เราอยากทำมันไม่มีอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่มันมีอยู่ที่บ้านเรา เราอยากเล่าเรื่องที่บ้าน” เธอพูดถึงเหตุผลที่เธอกลับมาสร้างพื้นที่แห่งนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_49-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-136088" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_49-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_49-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_49-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_49-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_49-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_49.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<p>จากความสนใจเรื่องการทอผ้าและการย้อมสีธรรมชาติ โดยเฉพาะการย้อมด้วยภูมิปัญญาในบ้านเกิดอย่างการย้อมฮ่อมทำให้เธอกลับบ้านสร้างแบรนด์ KAMON Indigo ลองถูกลองผิดหลายหน ตามหาวิชาการย้อมแบบธรรมชาติที่แท้ในทุกขั้นตอนจากผู้อาวุโสหลายๆ คน จนกลายเป็นแบรนด์ KAMON Indigo อย่างที่เห็นในวันนี้</p>



<p>ไม่ใช่แค่ย้อมฮ่อม แต่หญิงสาวยังสนใจการย้อมสีธรรมชาติด้วยพืชอื่นๆ ที่หาได้ในท้องถิ่นซึ่งให้สีที่แตกต่างออกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นใบหูกวางและดอกดาวเรืองที่ให้สีเหลือง มะเกลือที่ให้สีน้ำตาล หรือครั่งที่ให้สีชมพู ผลิตภัณฑ์ของ KAMON Indigo จึงมีสีหลากหลายกว่าที่อื่นๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของแบรนด์</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136083" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_44.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136091" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_52.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังพูดคุยกุ๊กกิ๊กพาไปดูหม้อต้มพืชต่างๆ ที่โซนหลังบ้าน ก่อนจะพามาดูโซนที่มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแบรนด์วางขาย ซึ่งแน่นอน สินค้าทุกชิ้นที่ทำเองย้อมเองในบ้านหลังนี้ เรียกว่าเป็นสินค้าโฮมเมดเต็มความหมาย</p>



<p>“สิ่งที่ผมอิจฉากุ๊กกิ๊กมากๆ คือเรื่องเวลา ผมรู้สึกว่าการที่คนเรากลับมาทำอะไรอย่างนี้มัน concentrate ได้ดีกว่า แล้วก็โฟกัสกับงาน แล้วอยู่กับงานอย่างแท้จริง พวกความครีเอทีฟมันจะมาจากตรงนี้แหละ” บู้บอกหลังจากเห็นชีวิตของเจ้าของบ้าน และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาบอกว่า</p>



<p>มาที่นี่แล้วอยากย้ายมาอยู่ต่างจังหวัด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136121" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_82.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>04 : </strong><strong>บ้านป้าเหงี่ยม</strong><strong></strong></h3>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“รู้เลยว่าที่นี่พยามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยมากๆ”</strong></h4>



<p>บ้านเมืองใดหรือพื้นที่ใดสิ่งใดขึ้นชื่อ เป็นไปได้ว่าเราจะเห็นย่านสักย่าน หรือถนนสักสายเต็มไปด้วยสิ่งนั้น</p>



<p>หนึ่งในย่านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตสำคัญของผ้าย้อมฮ่อมในจังหวัดแพร่คือ บ้านทุ่งโฮ้ง ที่สองข้างทางความยาวหลายกิโลเมตรมีร้านขายสินค้าที่ทำจากผ้าย้อมฮ่อมเรียงรายให้หาซื้อ โดยหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญคือ ป้าเหงี่ยม–ประภาพรรณ ศรีตรัย หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ตำบลทุ่งโฮ้ง และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘บ้านป้าเหงี่ยม’ ศูนย์การเรียนรู้ย้อมฮ่อมที่คอยให้ความรู้และเป็นพื้นที่ให้ผู้มาเยือนทดลองลงมือทำด้วยตัวเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136100" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_61.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136101" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_62.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังพบเจอกันป้าเหงี่ยมเริ่มให้ความรู้เรื่อง ‘ฮ่อม 101’ กับเรา โดยไล่ตั้งแต่เรื่องพื้นที่ การปลูก การย้อม จนกระทั่งเสร็จสิ้นออกมาเป็นผ้าสีครามสวยงามอย่างที่เราเห็น</p>



<p>“ผ้าย้อมฮ่อมจริงๆ แล้วเป็นผ้าพื้นเมืองของจังหวัดแพร่ ที่สำคัญคือเป็นสินค้า GI (Geographical Indication) ของจังหวัด GI ก็คือตัวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อย่างไข่เค็มก็ต้องที่ไชยา สับปะรดห้วยมุ่นก็ต้องอุตรดิตถ์ แต่ถ้าฮ่อมก็ต้องเป็นที่แพร่ ไม่ใช่ที่อื่น”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136103" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_64.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แม้จะเป็นสถานที่ที่สอนเรื่องการย้อมฮ่อมโดยผู้อาวุโส แต่สิ่งที่ป้าเหงี่ยมพยายามทำคือการปรับตัวให้เข้ายุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นการหาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทรงร่วมสมัยมาให้เลือกในการย้อมแทนที่จะเป็นเสื้อทรงเดิมๆ ที่คุ้นชิน</p>



<p>โดยบู้เลือกหยิบกางเกงทรงบอลลูนซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาทำการมัดย้อมฮ่อม</p>



<p>“ถ้ามีโลโก้นี่เป็นกางเกง Rompboy ได้เลย” บู้พูดด้วยอารมณ์ขันพร้อมชูกางเกงที่เลือกมาเพื่อเอาไปมัดย้อม</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_71-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_71-1024x683.jpg"/></figure>



<p>“เราก็พยายามพัฒนา เมื่อก่อนม่อฮ่อมมองดูแล้วก็จะเป็นเสื้อผ้าชาวนา สีพื้นๆ วัยรุ่นก็ไม่อยากจะใส่ เราก็มาพัฒนา คิดว่าจะเอาผ้านิ่มๆ มาทำ แล้วก็ทำเป็นมัดย้อม มีลวดลาย พอทำมัดย้อมได้หลายปีเราก็คิดต่อว่า เอาสีที่ได้จากฮ่อมมาเพนต์ต่อได้ไหม ก็เลยได้ลวดลายเยอะขึ้น” คำอธิบายนี้ของป้าเหงี่ยมพอจะอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เราพบเห็นในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_63-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_63-1024x683.jpg"/></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136114" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_75.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หลังจากเลือกกางเกง เลือกลวดลายที่อยากได้ ทำการมัดตามคำแนะนำ และนำไปย้อม ช่วงเวลาที่ลุ้นที่สุดคือตอนที่ผลของมันปรากฏตรงหน้าครั้งแรก</p>



<p>“ชอบมาก เป็นอย่างที่จินตนาการไว้เลย” บู้พูดพร้อมกับโชว์กางเกงขายาวทรงบอลลูนหลังการมัดย้อมฮ่อม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136115" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_76.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136119" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_80.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136141" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_102.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนเลยคือป้าเหงี่ยมพยายามจูนกับแฟชั่นร่วมสมัย อย่างเราเห็นทรงกางเกงที่เป็นทรงบอลลูนหรือกางเกงแบ็กกี้ เสื้อที่ทรงโอเวอร์ไซส์หน่อย หมวกบักเก็ต หรือว่าไอเทมหลายๆ อย่าง ที่ทำให้เห็นว่าป้าเหงี่ยมทำการบ้านมาอย่างดี รู้เลยว่าที่นี่พยามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยมากๆ”</p>



<p>สิ่งที่ยืนยันถ้อยคำของบู้คือหลังจากมัดย้อมเสร็จ อบจนแห้ง เขาเปลี่ยนกางเกงแล้วถ่ายรูปลงเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ผลคือมีแฟนๆ Rompboy มาคอมเมนต์เฝ้ารอผลิตภัณฑ์นี้เพราะเข้าใจว่าเป็นสินค้าใหม่ของ Rompboy</p>



<p>บางทีที่เขาบอกว่า “ถ้ามีโลโก้นี่เป็นกางเกง Rompboy ได้เลย” อาจไม่ใช่แค่ประโยคที่พูดเล่นกันขำขัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136147" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_108.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>05 : ต้นคราม</strong></h3>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“เขาพิถีพิถันกับงานที่เขาทำมากๆ จนได้วัตถุดิบที่ออกมามีจิตวิญญาณ”</strong><strong></strong></h4>



<p>เมื่อเดินผ่านรั้วบ้านเข้ามา สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือเครื่องทอโบราณจำนวนมากเรียงรายอยู่ตรงหน้า</p>



<p>นี่คือจุดเด่นสำคัญของร้านต้นคราม แบรนด์ที่ทำเองทั้งกระบวนการไล่ตั้งแต่การทอไปจนถึงการตัดเย็บ และย้อมฮ่อมธรรมชาติ</p>



<p>ยุพิน สายสำเภา คือผู้ก่อตั้งและผู้ดูแลการผลิตในทุกกระบวนการ โดยเริ่มตั้งแต่การทอ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136146" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_107.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_105-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_105-1024x683.jpg"/></figure>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88_111-1024x683.jpg" alt="This image has an empty alt attribute; its file name is แพร่_111-1024x683.jpg"/></figure>



<p>“สำหรับการทอมือ ด้วยความที่มันจะไม่เท่ากันเหมือนเครื่องจักร เครื่องจักรทอออกมาแล้วเนื้อมันจะแน่นมาก เวลาซักออกมามันจะไม่นุ่ม แต่ผ้าที่เราทอมือซักออกมามันจะนุ่มมาก แล้วผ้าทอมือมันจะตัดได้ทั้งทางตรงกับทางขวาง”</p>



<p>นอกจากการได้เห็นการทอผ้าด้วยเครื่องทอโบราณและทดลองทอด้วยตัวเอง ที่นี่บู้ยังได้ชิมรสชาติของฮ่อมเป็นครั้งแรกเมื่อยุพินบอกว่าที่นี่ย้อมด้วยกระบวนการธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะพิสูจน์ด้วยการเอานิ้วแตะผิวน้ำที่ใช้ย้อมแล้วชิมให้ดู บู้จึงลองชิมตาม</p>



<p>“พี่ยุพินบอกว่า ที่ฮ่อมของเขาสามารถกินได้ เพราะว่าเขาเลี้ยงดูฮ่อมเขาอย่างดีด้วยวิธีธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเลี้ยงฮ่อมเหมือนลูกของเขาเลย” บู้อธิบาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136148" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_109.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>หากนำชื่อของยุพินไปเสิร์ชในกูเกิลจะพบว่าเธอได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์หม้อฮ่อม ไม่แปลกที่เธอจะสามารถพูดถึงเสน่ห์และวิธีการได้อย่างลงลึกถึงหัวใจของการย้อมฮ่อม</p>



<p>“รู้สึกเลยว่า คนที่นี่เขาตั้งใจ เขาพิถีพิถันกับงานที่เขาทำมากๆ จนได้วัตถุดิบที่ออกมามีจิตวิญญาณ แล้วก็รู้สึกว่างานที่ออกมามันมีคุณค่าสำหรับเขาเองหรือสำหรับคนที่มาพบเจอ ทำให้เราเริ่มกลับมามองงานตัวเองว่า ทุกวันนี้งานเราพิถีพิถันพอแล้วหรือยัง ตรงนี้มันเป็นเชื้อเพลิงที่ดีในการทำงาน”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136132" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_93.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>06 : ร้านผ้าธรรมชาติ</strong></h3>



<h4 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>“มันคุ้มอยู่แล้วสำหรับผ้าลายที่ทอมือหรือว่าเทกซ์เจอร์ที่มันแตกต่าง”</strong><strong></strong></h4>



<p>เบื้องหลังร้านขายผ้าย้อมฮ่อมขนาดหนึ่งคูหา เราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อเดินทะลุร้านเข้าไปจะเจอกับพื้นที่ชาวบ้านใช้ในการย้อมฮ่อมกว้างขวางอยู่ด้านหลัง</p>



<p>สินค้าต่างๆ ที่วางขายอยู่ในร้านผ้าธรรมชาติก็มาจากการย้อมบริเวณนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136134" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_95.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“มาดูตรงนี้แล้วผมอยากได้กางเกงด้านหน้าเพิ่มขึ้นเลย” บู้บอกกับชาวบ้านที่กำลังย้อมอยู่ตรงหน้า</p>



<p>แม้ร้านผ้าธรรมชาติจะไม่ใช่ร้านที่มีกิจกรรมหรือให้ความรู้อะไรมากมายดังเช่นร้านอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่ที่ร้านแห่งนี้มีสินค้ารวมถึงผ้าที่ทอและย้อมสำเร็จราคาสมเหตุสมผลให้เลือกซื้อมากมาย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136137" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_98.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136138" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_99.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>“ผ้าที่ใช้ปกติอยู่ที่ราคาหลาละสองร้อยกว่าบาท ซึ่งนั่นเป็นผ้าเพลนธรรมดา แต่ว่าผ้าที่นี่บวกเพิ่มมาแค่ 150 บาท มันคุ้มอยู่แล้วสำหรับผ้าลายที่ทอมือหรือว่าเทกซ์เจอร์ที่มันแตกต่าง ลายที่มันไม่เหมือนใคร” บู้อธิบายขณะที่กำลังเลือกผ้าในชั้น</p>



<p>และเป็นที่ร้านนี้ที่บู้ได้ซื้อผ้าฝ้ายทอมือย้อมประดู่ คำแสด และใบหูกวาง เพื่อนำกลับไปใช้ในโปรเจกต์โชว์เหนือ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-136153" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/แพร่_116.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ เรากลับไปยังร้านแก้ววรรณาอีกเพื่อซื้อผ้าย้อมฮ่อมธรรมชาติลวดลายสวยงามอย่างที่บู้บอกเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน</p>



<p>“ในทริปนี้ที่ไปหาผ้าเพื่อโปรเจกต์โชว์เหนือ ผมได้ผ้าย้อมฮ่อมธรรมชาติจากร้านแก้ววรรณา แล้วก็ได้ผ้าฝ้ายทอมือย้อมประดู่ คำแสด และใบหูกวาง จากร้านผ้าธรรมชาติ ซึ่งผ้าสองผืนนี้เป็นผ้าที่ผมคิดว่ามันมีคุณค่ามากๆ แล้วผมอยากจะเอามาทำลงในโปรดักต์ที่ผมคิดว่ามีคุณค่าสำหรับผมเหมือนกัน นั่นก็คือ sacoche ของ Rompboy</p>



<p>“ซึ่งถ้าใครได้เห็นกระเป๋าใบนี้ ก็น่าจะสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของการย้อมฮ่อม อย่างที่ผมได้สัมผัสตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นี่”</p>



<p>อย่างที่เขาว่า หากใครได้สัมผัสผ้าย้อมฮ่อมและย้อมสีธรรมชาติจากจังหวัดแพร่ที่เอามาผลิตกระเป๋า sacoche ในคอลเลกชั่น &#8216;ฮ่อมบอย&#8217; น่าจะรับรู้ได้ถึงความพิเศษของมัน จนอยากออกเดินทางไปเยือนแพร่เพื่อสัมผัสประสบการณ์อันมีคุณค่าเช่นเดียวกันกับพวกเรา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-136212" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_6.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-136210" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/PACKSHOT_Rompboy-x-a-day_3.jpg 800w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="320" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-5-1024x320.jpg" alt="" class="wp-image-136347" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-5-1024x320.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-5-300x94.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-5-768x240.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-5-600x188.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/1-5.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/trip-to-phrae-with-rompboy/">ตามรอย บู้ ธนันต์ แห่ง Rompboy ไปหาผ้าและเรียนรู้เรื่องการย้อมฮ่อมที่เมืองแพร่</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/aiyawatt-leicester-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 May 2021 08:40:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[leicester city]]></category>
		<category><![CDATA[football]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=132803</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ q &#38; a day นิตยสาร a day ฉบับที่ 188 เดือนเมษายน 2559 อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา วันที่เรานัดสัมภาษณ์อัยยวัฒน์ เป็นช่วงเวลาที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ กำลังนำเป็นจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อยู่ 5 คะแนน หลังจากผ่านการแข่งขันมาแล้ว 31 นัด สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าสโมสรพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งมีฉายาว่า ‘จิ้งจอกสยาม’ ได้ผ่านอะไรมาบ้างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เดือนสิงหาคมปี 2010 สื่อมวลชนไทยพร้อมใจกันนำเสนอข่าว วิชัย ศรีวัฒนประภา นักลงทุนชาวไทยเจ้าของอาณาจักรสินค้าปลอดภาษีอย่างคิง เพาเวอร์ เข้าเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมที่อยู่ในลีกล่างอย่างแชมเปี้ยนชิพ ไม่ใช่ทีมในลีกสูงสุดอย่างทุกวันนี้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มวัยเพียง 30 ที่ชื่อ ต๊อบ–อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้เป็นพ่อ ให้นั่งแท่นรองประธานสโมสรและเป็นผู้บริหารหลัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aiyawatt-leicester-city/">อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ q &amp; a day นิตยสาร a day ฉบับที่ 188 เดือนเมษายน 2559</em><span style="display:none;"> อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา </span></p>



<p></p>



<p>วันที่เรานัดสัมภาษณ์อัยยวัฒน์ เป็นช่วงเวลาที่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ กำลังนำเป็นจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อยู่ 5 คะแนน หลังจากผ่านการแข่งขันมาแล้ว 31 นัด</p>



<p>สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าสโมสรพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ซึ่งมีฉายาว่า <a href="https://www.lcfcthai.com/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">‘จิ้งจอกสยาม’</a> ได้ผ่านอะไรมาบ้างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา</p>



<p>เดือนสิงหาคมปี 2010 สื่อมวลชนไทยพร้อมใจกันนำเสนอข่าว วิชัย ศรีวัฒนประภา นักลงทุนชาวไทยเจ้าของอาณาจักรสินค้าปลอดภาษีอย่างคิง เพาเวอร์ เข้าเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมที่อยู่ในลีกล่างอย่างแชมเปี้ยนชิพ ไม่ใช่ทีมในลีกสูงสุดอย่างทุกวันนี้</p>



<p>นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มวัยเพียง 30 ที่ชื่อ ต๊อบ–อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้เป็นพ่อ ให้นั่งแท่นรองประธานสโมสรและเป็นผู้บริหารหลัก</p>



<p>ในปี 2013-2014 ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การบริหารของอัยยวัฒน์คว้าแชมป์ลีกแชมเปี้ยนชิพได้สำเร็จด้วย 102 คะแนน คว้าสิทธิเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014-2015 และฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดภายใต้เจ้าของชาวไทย พวกเขาต้องอยู่ในโซนตกชั้นยาวนาน ก่อนจะกัดฟันสู้จนจบฤดูกาลด้วยอันดับ 14 รอดตกชั้นสำเร็จ</p>



<p>ก่อนเปิดฤดูกาล 2015-2016 เลสเตอร์ ซิตี้ คือหนึ่งในทีมเต็งที่จะตกชั้น ในตอนนั้นอัตราต่อรองการเป็นแชมป์ของเลสเตอร์อยู่ที่ แทง 1 จ่าย 5,000 ซึ่งทั้งอังกฤษมีคนแทงว่าเลสตอร์ ซิตี้ จะเป็นแชมป์เพียง 47 คน</p>



<p>และอย่างที่ว่าไว้ วันที่เรานัดพบกับรองประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้นั้น เลสเตอร์ ซิตี้กำลังนำเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับสองอยู่ถึง 5 คะแนน หลังจากผ่านการแข่งขันมาแล้ว 31 นัด เหลืออีกเพียง 7 นัดจะจบฤดูกาล</p>



<p>แม้โอกาสในการคว้าแชมป์จะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ก็ไม่มีประโยคคุยโวจากปากของอัยยวัฒน์แต่อย่างใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขารู้ว่าสัจธรรมของโลก<a href="https://adaymagazine.com/search/%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ฟุตบอล</a>คือ อะไรก็เกิดขึ้นได้</p>



<p>อย่างเช่นวันนี้ที่ฝูงจิ้งจอกขึ้นมายืนอยู่เหนือยักษ์ใหญ่ทั้งหลายบนเกาะอังกฤษก็เข้าข่ายสัจธรรมข้อนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-1024x683.jpg" alt="อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" class="wp-image-132822" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้ามีใครสักคนมาบอกว่าจะไปแทงพนันว่าเลสเตอร์จะเป็นแชมป์ ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะเปิดฤดูกาล คุณจะแนะนำเขาว่าอะไร</strong></h3>



<p>เอาเงินไปบริจาคดีกว่า (หัวเราะ)</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณไม่เชื่อเหรอ</h3>



<p>มันไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เราเพิ่งหนีตกชั้นมา แล้วจะบอกว่าอีกปีหนึ่งจะเอาแชมป์ ตอนนั้นเราเองก็ไม่เชื่อ จริงๆ ตอนที่ขึ้นชั้นพรีเมียร์ลีกวันแรกพ่อผมบอกว่าอีก 3 ปีจะไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก ติดอันดับ 1 ใน 4 ให้ได้ ฝรั่งขำกันทั้งบางเลย ผมก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปสัญญา คือผมเชื่อนะ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ย้อนกลับไปวันแรก ทำไมถึงเลือกซื้อสโมสรเลสเตอร์ ซึ่ง ณ เวลานั้นไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุด แทนที่จะเป็นทีมใหญ่ๆ ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า</h3>



<p>พ่อผมกับผมเป็นคนมองคล้ายๆ กัน ทำอะไรต้องท้าทายตัวเอง สองคือเราคิดว่าถ้าจะทำธุรกิจต้องมีวิธีหากำไรในการลงทุน ถ้าเกิดเราทำทีมในพรีเมียร์ลีก ค่าใช้จ่ายมันสูงกว่าทีมจากแชมเปี้ยนชิพมหาศาล แล้วเมื่อไหร่มันจะรีเทิร์นผมมองไม่ออก ผมมองว่าถ้าสร้างทีมจากแชมเปี้ยนชิพขึ้นพรีเมียร์ลีก แล้วค่อยๆ สร้างทุกอย่างขึ้นมา กำไรจะมหาศาล ซึ่งก็ต้องมีวิธีลงทุนด้วย ไม่ใช่แค่ความรักอย่างเดียว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณคิดว่าการลงทุนกับทีมฟุตบอลต่างจากการลงทุนในธุรกิจอื่นยังไงบ้าง</h3>



<p>ฟุตบอลเป็นธุรกิจที่ผันแปรตามกระแสเยอะ วันนี้ถ้าเลสเตอร์ไม่เป็นที่หนึ่งก็คงไม่มีคนมาสนใจขนาดนี้ เพราะฉะนั้นผลการแข่งขันสำคัญมาก ถ้าเกิดเทียบกับธุรกิจอื่นยอดขายสูงใครจะไปสนใจ เพราะว่าเป้าหมายของธุรกิจทั่วไปก็คือยอดขายอยู่แล้ว เป้าหมายของฟุตบอลคือชัยชนะ มันต่างกัน เพราะฉะนั้นฟุตบอลชนะมีแต่คนสนใจ ทุกอย่างมันวิ่งเข้ามาหมด ไม่ใช่แค่มูลค่าพื้นที่สื่อ ไม่ใช่แค่เงิน แต่มันเป็นเรื่องที่ทั้งโลกให้ความสนใจ นัดที่ชนะแมนยูฯ 5-3 ผมได้ข้อความจากเพื่อนทั้งโลกที่รู้จักกัน ประหลาดไหม คุณพ่อนี่ยิ่งไม่ต้องพูด ระเบิดเลยโทรศัพท์มือถือ ไม่มีธุรกิจไหนที่ใช้เวลาแค่ 90 นาที แล้วทำให้คนทั้งโลกสะเทือนได้เท่าวันที่แข่งกับแมนยูฯ แล้ว ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าจะใช้เงินกี่ล้านถึงจะทำได้อย่างนั้น จะทำมาร์เก็ตติ้งอะไรได้แรงขนาดนี้ ไม่มี</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมคุณถึงเคยให้สัมภาษณ์ว่าธุรกิจฟุตบอลมันไม่เป็นตรรกะ</h3>



<p>กีฬาฟุตบอลใครก็ชนะได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ คุณจะทำดีแค่ไหนมันก็ขึ้นอยู่กับ 11 คนนั้นกับ 11 คนอีกทีมหนึ่งสู้กัน คุณจะใส่เงินเข้าไปให้ทีมดีแค่ไหนให้ตายเถอะ แต่ถ้าเกิดนักฟุตบอลทะเลาะกับแฟนมาล่ะ แล้วคุณรู้เหรอ คุณไม่รู้หรอก เขามีปัญหาที่บ้านเราก็ไม่รู้ เขากินอะไรผิดมาปวดท้องก็ไม่บอกเรา รายละเอียดมันเยอะ สมมติเราใส่เงินทุ่มไป ซื้อตัวแพง ทุกอย่างดีหมด 11 ตัวผู้เล่นดีมาก แต่ถ้าในทีมไม่ถูกกันเลย ก็เจ๊ง ก็เล่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นตรรกะในเรื่องการลงทุนของเจ้าของกับผลการแข่งขัน&nbsp; ซึ่งไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป อย่างเช่นสมมติยอดขายคิง เพาเวอร์ตก ผมใส่เงินไปเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ เพิ่มงบมาร์เก็ตติ้ง เดี๋ยวยอดขายมันก็เพิ่ม เห็นผลแน่นอน แต่ฟุตบอลถ้าแพ้ คุณใส่เงินเข้าไปอีก อาจจะแพ้หนักกว่าเดิมก็ได้ นี่ไง มันไม่เป็นตรรกะ แต่ฟุตบอลมันแฟร์ตรงที่มันเกิดขึ้นได้ทุกอย่าง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณเคยเล่าว่าเข้าไปช่วงแรกๆ มีแฟนบอลต่อต้าน ทำไมแฟนบอลที่อังกฤษส่วนใหญ่ถึงต่อต้านเวลามีนักลงทุนเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร</h3>



<p>เขาต่อต้านเพราะเขากลัว คนอังกฤษมองว่าการที่เขาซื้อตั๋วฟุตบอลมาดู เขาลงทุนให้สโมสร เขาเป็นเจ้าของ เหมือนการลงทุนซื้อหุ้น เขามองว่านี่คือสโมสรเขา เขาซื้อมาตั้งแต่รุ่นปู่เขา แล้วคุณเป็นใครมาเอาความเป็นเจ้าของของเขาไป สโมสรเคยเดือดร้อนแค่ไหน พวกเขานี่แหละที่คอยสนับสนุน เขาให้เงินบริจาค ดึงให้สโมสรไม่ล้มละลายตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นปู่ มันมีประวัติ มันเลยเข้มข้นมาก ผมว่าฤดูกาลแรกเป็นฤดูกาลที่ถือว่าปรับทั้งแฟนบอลทั้งเรา ผมยังจำได้เลยว่าวันที่แถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่เลสเตอร์วันแรก นักข่าวฝรั่งถามผมว่า คุณจะเข้ามาโกยเงินจากสโมสรใช่ไหม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วตอบเขาไปว่ายังไง</h3>



<p>ก็ตอบไปว่า ผมทำทีมโปโล ซึ่งเป็นกีฬาเหมือนกัน ผมจ่ายให้กับโปโลรวมทั้งหมดเลย ทั้งค่าสนาม ค่าม้า ค่าอะไรต่างๆ ปีละ 15 ล้านปอนด์ แล้วไม่เคยได้รีเทิร์นเลยแม้แต่บาทเดียว ทำมาสิบปีแล้ว คุณว่ากีฬากับผมมันเป็นยังไง ถ้าผมรักจริงผมทำเต็มที่ ไม่ได้มองรีเทิร์นเลย แล้วเขาก็ไปเช็ก ซึ่งมันก็เป็นจริงตามนั้น เราจ่ายกับโปโลอย่างนั้นจริงๆ โดยที่ไม่ได้อะไรเลย แล้วนี่เป็นกีฬาฟุตบอลที่เรารัก เราก็บอกไปว่าการรีเทิร์นมันรีเทิร์นกับแฟนบอลมากกว่า ถ้าจะได้ก็ได้พร้อมกัน นั่นคือการได้ขึ้นชั้นพรีเมียร์ลี</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-683x1024.jpg" alt="อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" class="wp-image-132819" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top3.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณเข้าไปเปลี่ยนอะไรที่เลสเตอร์บ้าง</h3>



<p>บังเอิญผมเคยเล่นบอลทีมโรงเรียน ผมเคยซ้อมบอลแล้วรู้ว่าอะไรที่สำคัญ เลยรู้ว่าอะไรที่ต้องทำก่อนในด้านฟุตบอล สนามต้องดี อุปกรณ์ต้องดี เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาต้องดี ผมใส่มาตั้งแต่วันแรกที่ซื้อทีม ตอนเข้าไปเราเห็นว่าลูกฟุตบอลตกบนสนามอินดอร์แทบไม่เด้ง เราถามว่าแล้วคุณซ้อมกันยังไง เขาบอกก็ซ้อมกันอย่างนี้ อยู่ไปวันๆ เราบอกว่ามันไม่ใช่แล้วมั้ง แล้วมันส่งผลถึงนักกีฬา ที่จริงผมควรจะต้องเอาเงินบางส่วนไปซื้อนักกีฬา แต่ผมตัดเงินซื้อนักกีฬาไปทำสนาม คุณพ่อก็บอกว่าบ้าหรือเปล่า สตาฟทุกคนบอกว่า คุณผิดนะ ผมบอกว่าไม่ผิดหรอก ปีแรกมันอาจจะยังไม่เห็นผล แต่เชื่อสิว่าเดี๋ยวจะดี</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วคุณคิดอะไรตอนที่อนุมัติซื้อตัว Jamie Vardy นักเตะที่แทบไม่มีใครรู้จักเมื่อปี 2012 ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติการซื้อ-ขายนักเตะจากนอกลีก</h3>



<p>ตอนนั้นผมก็ค้านอยู่ช่วงหนึ่งนะ ผมถาม Nigel Pearson ผู้จัดการทีม และ&nbsp;Steve Walsh ที่เป็นแมวมองอยู่สักสัปดาห์หนึ่ง เอาข้อมูลมานั่งอ่าน มันก็โอเค แต่ว่ามันเสี่ยง แล้วผมจะตอบสังคม ตอบแฟนบอลยังไง ว่าทำไมซื้อนักเตะนอกลีกตั้ง 1 ล้านปอนด์ ผมต้องเป็นเจ้าของทีมที่โง่ที่สุดในโลกแน่ๆ คิดอย่างนั้นเลย ผมก็เลยถามทั้งสองคนว่า ถ้าผมมีงบให้ 1 ล้านเพื่อไปซื้อนักเตะฤดูกาลหน้า คุณจะซื้อใคร เขาบอกว่าซื้อวาร์ดี้ ผมเลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นซื้อเลย ตอนนั้นแฟนบอลด่ากันลั่นประเทศเลย มีโทรมาด่าว่าบ้าหรือเปล่า ทำไมถึงซื้อนักเตะนอกลีกแพงขนาดนี้</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ตอนนั้นคิดไหมว่าวาร์ดี้จะมาถึงทุกวันนี้ที่ขึ้นนำตารางดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก&nbsp; &nbsp;</h3>



<p>ถ้าเป็นวาร์ดี้ตอนนั้น ผมว่าเขายังเล่นพรีเมียร์ลีกไม่ได้ วันที่ซื้อมาเขาเดินมาบอกว่าขอบคุณมากนะที่ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยน แล้ววาร์ดี้ไม่เคยได้เงินขนาดนี้ มาถึงก็รู้สึกว่าเท่แล้ว จากลีกล่างสุดขึ้นมาอยู่แชมเปี้ยนชิพ ก็เมาทุกวัน จนเราก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้เรื่องหรอกนะ แต่มีคนบอกว่าเขาเมามาซ้อมเลย เราก็เลยเดินไปบอกว่า คุณอยากจะจบชีวิตนักเตะแบบนี้ใช่มั้ย คุณจะเอาแบบนี้ จะอยู่แบบนี้ใช่มั้ย เราก็จะปล่อยสัญญาจนจบแล้วคุณก็ไปจากทีมนะ อย่าคิดว่าจะได้โตไปกว่านี้</p>



<p>เขาก็บอกว่าเขาไม่รู้จะทำตัวยังไง เพราะไม่เคยได้เงินขนาดนี้ ผมก็ถามว่าแล้วคุณฝันอะไร คุณอยากจะให้ชีวิตเป็นยังไง คุณคิดให้ดีว่าจะเอายังไงกับทีม ผมลงทุนกับคุณ คุณต้องทำอะไรคืนหรือเปล่า หลังจากนั้นเขาก็เลิกกินเหล้าเลย ตั้งใจซ้อม ร่างกายวาร์ดี้แต่ก่อนไม่ได้ดีขนาดนี้ เรารู้ว่าเขาสปีดต้นดี แต่ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ เขาเริ่มปรับตัว เข้าฟิตเนส ทำตัวใหม่หมดเลย แล้วมันก็ดีขึ้น</p>



<p>พอต่อสัญญาใหม่ของวาร์ดี้ วันที่ขึ้นชั้นมาพรีเมียร์ลีก จำได้ว่าเขาเดินมาแบบซึ้งๆ เลยนะ มาบอกผมว่าเขาไม่มีทางลืมสิ่งที่ผมลงทุนกับเขาเลย แล้วก็ขอบคุณมากที่ให้โอกาสกับชีวิตเขา เขาจะทำทุกอย่างให้ทีมประสบความสำเร็จ และจะทำทุกทางให้ติดทีมชาติอังกฤษ ผมก็มองหน้าเขา อะไร ติดทีมชาติอังกฤษ เพ้อเจ้อหรือเปล่า เขาก็บอกว่าให้คอยดู วันหนึ่งเขาจะเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ ผมก็บอกโอเค</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วตอนที่วาร์ดี้ติดทีมชาติอังกฤษจริงๆ ได้แซวอะไรกันหรือเปล่า</h3>



<p>ตอนที่ต่อสัญญาเขาโทรมาหาผมที่สโมสรเลย เขาบอกว่าให้เขียนลงไปด้วย ถ้าติดทีมชาติให้โบนัสเขาด้วยเท่านี้ๆ ผมบอกว่าคุณบ้ารึเปล่าวาร์ดี้ คุณไม่ติดหรอก เขาก็บอกว่างั้นเขียนลงไปได้มั้ยล่ะ แล้วจะทำให้เห็น ผมก็เลยบอกว่าต้องเล่นก่อนนาทีที่ 75 นะ คือกลัวติดแบบเป็นติ่ง แบบกองหน้าเจ็บหมดแล้วโดนเรียกเข้าไป ก็โอเคเซ็น จบ แล้ววันแรกที่วาร์ดี้ติดทีมชาติผมก็ลืมไปแล้วด้วย ผมก็ไม่ได้ดูเวลา ไม่ได้สนใจหรอกนะ รู้ว่าติดทีมชาติก็ดีใจกับเขา อีกวันหนึ่งเขาโทรมาที่สโมสร ส่งรูปมาทางอีเมล นาทีที่เขาลงนาทีที่ 74.30 โอเค ผมจ่าย เรื่องนี้ตลก เขาก็บอกว่านี่ไง เขาทำได้แล้ว</p>



<p>ผมมองว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจของเด็ก ของนักฟุตบอล ของทุกคนที่เล่นกีฬาเลยนะ มันเป็นเรื่องที่ฟันฝ่าชีวิตมา เป็นเรื่องของการพยายาม ถ้าจะทำจริงๆ ถ้าตั้งใจเราทำได้ ทุกอย่างเหลือเชื่อมาก แล้วเราดีใจกับเขา เราเห็นมาตั้งแต่แบบอะไรก็ไม่รู้ จนถึงวันนี้ก็ดีใจนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเขามา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ปกติคุณวางตัวกับนักเตะยังไง เป็นเจ้านายกับลูกน้อง หรือเป็นเพื่อนเล่นหัวได้</h3>



<p>เป็นเพื่อนได้ เล่นกันตลอด</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรทำให้เลือกวางตัวแบบนี้ทั้งที่เป็นถึงผู้บริหาร</h3>



<p>เพราะพ่อผมวางตัวเป็นบอสอยู่แล้ว ผมก็จะเป็นประเภทแบบ เอายังไงบอกนะ คือมันต้องมีคนที่เขาพูดได้ทุกเรื่อง กับบอสที่บางเรื่องจะไม่กล้าพูด เรื่องดีเทลเล็กๆ กับผมเขากล้าพูด เช่น นักเตะจะไปทริปด้วยกัน จะขอเช่าเครื่องบินส่วนตัวของบอส เขาถามผมว่าคุณว่าคุยกับบอส บอสจะให้ไหม ด้วยความที่เราสนิทมากเขาก็มาปรึกษาเราว่าเอายังไงดี เราก็บอกชนะสัก 3 เกมติดสิเดี๋ยวขอให้ ตอนแข่งเขาสู้ตายเลย</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากรู้ว่านัดไหนในฤดูกาลที่คุณเริ่มรู้สึกว่าเลสเตอร์จะเป็นแชมป์</h3>



<p>ยังไม่มีเลย ต้องเหลือสัก 3 นัด นำสัก 9 แต้ม ถึงจะรู้สึกว่าแชมป์แน่ เพราะไม่มีอะไรแน่นอนหรอกฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้หมด ผมว่ามันต้องดูเกมต่อเกม ค่อยๆ ไปดีกว่า ถ้าจะเป็นมันก็เป็น ถ้าไม่เป็นก็ไม่เป็น แค่นั้น แต่เป้าหมายเราตอนแรกคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกเราทำได้แล้ว ที่เหลือคือโบนัส จะได้โบนัสใหญ่มาก ใหญ่ หรือเล็กลงมา เท่านั้นเอง</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ดูจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นคุณนิมนต์พระไปทำพิธีที่สนาม มันเกี่ยวกับเรื่องสภาพจิตใจในช่วงลุ้นแชมป์ไหม</h3>



<p>เราทำบุญสนามเหมือนทำบุญบ้าน&nbsp;ไม่ใช่ว่าเพิ่งนิมนต์ไปตอนพรีเมียร์ลีกนะ แต่นิมนต์ไปตั้งนานแล้ว ด้วยความที่เราเป็นพุทธ พอดีบริเวณทางเข้าสนามของเลสเตอร์ผมไปเจอจุดหนึ่งมีป้ายชื่อ มีดอกไม้วาง เราเข้าใจว่าคนคงตายแล้วเอามาวางไว้เฉยๆ ระลึกถึงตอนดูบอลด้วยกัน ถามคนที่ดูแล เขาบอกว่าคือแฟนบอลที่รักทีมมากๆ เมื่อตายเขาก็ฝากแฟนบอลที่เหลือ เอากระดูกมาโรยที่สนามเพราะอยากอยู่ เราเลยบอกคุณพ่อ เรามีความเชื่อแบบพุทธ คุณพ่อก็บอกทำบุญให้เขาหน่อยเถอะ ร้อยกว่าปีคงไม่เคยมีใครทำบุญให้วิญญาณเจ้าที่เจ้าทาง ยิ่งไปกว่านั้นอีกคือเราเอาทุกศาสนามาทำพิธี เพราะผมไม่รู้ว่าคนตายไปศาสนาอะไร ก็เอาบาทหลวงมา เอาอิหม่ามมา เพราะเรารู้สึกว่าเขารักทีม แล้วเราจะได้สบายใจ หลังจากนั้นมันก็ดีขึ้น มันอาจไม่ได้ดีเพราะพวกนี้หรอก แต่เราสบายใจ ก็ทำ หลายคนก็เลยมองว่าเล่นของ</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">นักฟุตบอลเข้าใจเรื่องการนิมนต์พระไปที่สนามใช่ไหม</h3>



<p>นักเตะทุกคนเป็นเด็กสมัยใหม่ วัยรุ่น เขาไม่ได้นับถือศาสนาเป็นเรื่องใหญ่แล้ว พอมีพระมา เขาเคยไปเที่ยวเมืองไทย เขาเห็นว่าคนไทยนับถือกันแค่ไหน เขารู้ว่าเราเคารพอะไร เขาก็โอเค มี holy water มีน้ำมนต์ เอาเลย ถ้ามันดีมันก็ไม่ได้เป็นอะไร รับๆ มาเลย แล้วบังเอิญหลังจากนั้นดันชนะ พวกเขาเลยมองว่าเพราะพระแน่ (หัวเราะ) คือคนจะพูดกันว่าเพราะพระเลยชนะ แต่ไม่ถูกหรอก แค่มันเป็นกำลังใจอีกแบบหนึ่งของเรา</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เห็นว่ามีนักเตะสักยันต์ด้วย</h3>



<p>เขาสักของเขาเอง วันแรกที่ซื้อสโมสรพอผมเดินเข้ามาก็ไม่รู้จักเลยนะนักเตะคนนี้ เขาเดินเข้ามาแล้วบอกว่าเขาสักแบบไทย เราก็บอกว่าขอดูหน่อย โห เสือเผ่นนี่หว่า ถามว่าสักที่ไหน เขาบอกว่าสักที่อิตาลี แล้วเขาชอบมาก เราเลยเปิดรูปคนไทยที่สักแล้วของขึ้นตอนทำพิธีพระสวดให้เขาดู เล่าให้เขาฟัง เขาก็ถามว่าจริงเหรอ งั้นเอาพระมาสวดหน่อย (หัวเราะ)</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-683x1024.jpg" alt="อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา" class="wp-image-132818" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/top2.jpg 800w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ตั้งแต่บริหารทีมมาวันแรกจนวันนี้ มันยิ่งตอกย้ำความเชื่ออะไรเรา</h3>



<p>จริงๆ ตอกย้ำเรื่องที่ว่า ถ้าทำสิ่งที่ถูกแล้วสุดท้ายผลมันจะออก นั่นคือผมทำรากฐานดี ผมวางระบบทีมเยาวชนดี สิ่งอำนวยความสะดวกดี ผมวางระบบดี นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ แต่บางคนมองข้าม แล้วถ้าไม่ทำตอนนั้น ตอนนี้ก็คงไม่ทัน เลสเตอร์จะกลายเป็นทีมพรีเมียร์ลีกที่ไม่พร้อม จะเป็นทีมแบบกลางๆ เล็กๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร มันตอกย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่เราลงทุนลงแรง พยายาม ไม่ว่าจะอะไร มันไม่ได้เสียอะไรไปเลย ทุกอย่างคืนมาจนรับไม่ไหวแล้ว</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วมีความเชื่ออะไรเปลี่ยนไปบ้าง</h3>



<p>ผมมองฟุตบอลเปลี่ยนไปเยอะ ผมมองชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ ฟุตบอลมันสอนเราจริงๆ แต่ก่อนแมตช์แรกๆ ยิงเข้านี่ดีใจเหมือนคนบ้า สมมติคุณเป็นกองเชียร์แมนยูฯ นะ แมนยูฯ ยิงเข้าคุณก็กระโดดดีใจ อีกวันนึงก็แฮปปี้ คุยกับเพื่อน ข่มกันได้ เป็นเจ้าของนี่คูณความรู้สึกไปสักร้อยเท่า แต่ตอนแพ้ก็คูณร้อยเท่าเหมือนกัน ฉะนั้นอารมณ์มันสวิงมาก แต่วันนี้ผมไม่รู้สึกถึงขั้นนั้นแล้ว ผมนิ่งกับฟุตบอลไปเยอะ ถ้ายิงสวยก็บ้าบอเหมือนเดิม แต่มันก็จะกลับมารู้สึกว่าอีกตั้ง 70 นาที 60 นาที ถามว่าดีใจไหม ดีใจ แต่ต้องรอจนจบ หรือพอจบแมตช์ เราก็รู้สึกว่ามันก็ยังเหลืออีกตั้ง 30 แมตช์ ถ้าจะฉลองอย่าเพิ่งเลย ถ้าเกิดชนะก็มองว่าจะเอายังไงต่อ ถ้าแพ้ก็คิดว่าแมตช์หน้าเอาใหม่ มันทำให้มีกำลังใจถ้าเฟล ซึ่งดีกับผม</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทุกวันนี้เวลาคุณเดินไปบนถนนที่เลสเตอร์บรรยากาศเปลี่ยนไปจากวันแรกไหม ผู้คนรุมล้อมหรือเปล่า</h3>



<p>เวลาคนทำอะไรประสบความสำเร็จ คนอังกฤษเขาเคารพแล้วมองเราเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง เขาเห็นว่าเราช่วยให้เมืองเขาดีขึ้น เขายกย่อง เห็นเราเหมือนคนที่ทำให้บ้านเมืองเขาดีขึ้น ส.ส.เขาก็มาดูทุกแมตช์ แล้วบอกว่าผมอย่าลงแข่งกับเขานะ เดี๋ยวผมชนะ เขากลัว (หัวเราะ) เขายอมรับว่าเราทำจริง เขาบอกว่าเขาไม่เคยคิดว่าจะมีคนต่างชาติที่เข้ามาทำให้คนเลสเตอร์รักได้ขนาดนี้ และอย่าว่าแต่คนที่เป็นเจ้าของเลย คนไทยได้ผลประโยชน์หมด เด็กนักเรียนไทยที่นี่กลายเป็นคนอีกชั้นไปเลย ยูเป็นคนไทย ยูมาเลย เขาดูแลอีกแบบเลย</p>



<p>ยกตัวอย่างให้ฟัง ผมเลี้ยงตอนจบซีซั่น ให้นักกีฬาและแฟนบอลเข้ามากินเลี้ยงกัน มีคนแก่คนหนึ่ง อายุเกิน 85 แน่ๆ แก่มาก เดินมาหาผม บอกว่าเขาเป็นแฟนเลสเตอร์ตั้งแต่ 7 ขวบ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ไม่มีอะไรเลยจนถึงวันนี้ และนี่เป็นโมเมนต์ที่เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิต ขอบคุณมากนะในสิ่งที่ทำ เขาพูดแล้วน้ำตาก็ไหล เขารักของเขาจริง เขาเห็นเราทำจริง เขาก็ชื่นชม ตื้นตัน เขาก็เอาของมาให้ เอาการ์ดมาให้ คือเราเหมือนเป็นฮีโร่ไปเลย</p>



<p><span style="display:none;"> อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา </span></p>



<h3 class="wp-block-heading">เหมือนทุกอย่างเปลี่ยนไป จากวันแรกที่มีคำถามว่าจะเข้ามาสโมสรเพื่อกอบโกยหรือเปล่า</h3>



<p><p>มันหมดไปนานมากแล้ว คำถามพวกนี้</p>
<span style="display:none;"> อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา </span></p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aiyawatt-leicester-city/">อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-creative-entrepreneur/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Apr 2021 16:32:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[creativity]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<category><![CDATA[a day 247]]></category>
		<category><![CDATA[founder]]></category>
		<category><![CDATA[creative entrepreneur]]></category>
		<category><![CDATA[วรพจน์ พันธุ์พงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิดสร้างสรรค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=130734</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงที่กำลังทำ a day ฉบับ creative entrepreneur เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เพื่อนๆ สื่อมาชวนคุยถึง a day ในยุคปัจจุบัน คำถามต่างๆ ที่พวกเราหอบไปถามผู้ประกอบการในเล่มแต่ละคนผมจึงต้องตอบมันด้วยเช่นกัน&#160; เชื่อในอะไร มองเห็นตัวเองเป็นยังไง ผ่านเผชิญกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงยังไง อนาคตของอุตสาหกรรมจะเป็นยังไง หรือในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้จะทำยังไง ข้างต้นคือบางส่วนของคำถามที่ผมต้องตอบในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่หรอก ผมไม่ได้เพิ่งต้องตอบคำถามเหล่านี้ แม้ไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่มันหลบมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองให้ได้ก่อนที่จะมีใครชิงถาม ไม่อย่างนั้นมันเหมือนเรือไม่มีหางเสือ เหมือนสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่รู้ว่าทิศทางข้างหน้าจะไปทางไหน ไม่รู้ว่าจะหยัดยืนยังไงทั้งในทางเนื้อหาและธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรและไม่รู้ว่าไม่ต้องทำอะไร การรู้ว่าเราต้องทำอะไรทำให้เราเห็นหนทาง การรู้ว่าเราไม่ต้องทำอะไรทำให้เราไม่หลงทาง คำตอบหนึ่งที่ผมตอบผู้ที่ถามหลายคนเหมือนๆ กันคือพวกเราเชื่อใน creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ เราจึงพยายามบอกเล่าถึงพลังของมันออกมาด้วยหวังว่าจะช่วยทำให้สิ่งนี้แข็งแรงขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทำให้ผู้คนเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์มันแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่เฉพาะคนบางกลุ่มที่อยู่ในบางแวดวงเท่านั้น ใน a day ฉบับ creative entrepreneur พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่แต่ละธุรกิจใช้เอาตัวรอดและต่อยอดจนประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง ในพื้นที่อื่นๆ ของ a day บนโลกออนไลน์ พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกใช้ในประเด็นที่หลากหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเด็นทางสังคม คำถามคือความคิดสร้างสรรค์จำเป็นยังไง ทำไมเราจึงเชื่อในสิ่งนี้ สำหรับผม ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-creative-entrepreneur/">ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ช่วงที่กำลังทำ <a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-247/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">a day ฉบับ creative entrepreneur</a> เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เพื่อนๆ สื่อมาชวนคุยถึง a day ในยุคปัจจุบัน คำถามต่างๆ ที่พวกเราหอบไปถามผู้ประกอบการในเล่มแต่ละคนผมจึงต้องตอบมันด้วยเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>เชื่อในอะไร มองเห็นตัวเองเป็นยังไง ผ่านเผชิญกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรงยังไง อนาคตของอุตสาหกรรมจะเป็นยังไง หรือในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้จะทำยังไง</p>



<p>ข้างต้นคือบางส่วนของคำถามที่ผมต้องตอบในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา</p>



<p>แต่ไม่หรอก ผมไม่ได้เพิ่งต้องตอบคำถามเหล่านี้</p>



<p>แม้ไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่มันหลบมันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบคำถามเหล่านั้นกับตัวเองให้ได้ก่อนที่จะมีใครชิงถาม ไม่อย่างนั้นมันเหมือนเรือไม่มีหางเสือ เหมือนสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่รู้ว่าทิศทางข้างหน้าจะไปทางไหน ไม่รู้ว่าจะหยัดยืนยังไงทั้งในทางเนื้อหาและธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรและไม่รู้ว่าไม่ต้องทำอะไร</p>



<p>การรู้ว่าเราต้องทำอะไรทำให้เราเห็นหนทาง การรู้ว่าเราไม่ต้องทำอะไรทำให้เราไม่หลงทาง</p>



<p>คำตอบหนึ่งที่ผมตอบผู้ที่ถามหลายคนเหมือนๆ กันคือพวกเราเชื่อใน creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ เราจึงพยายามบอกเล่าถึงพลังของมันออกมาด้วยหวังว่าจะช่วยทำให้สิ่งนี้แข็งแรงขึ้นในบ้านเมืองของเรา ทำให้ผู้คนเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์มันแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่เฉพาะคนบางกลุ่มที่อยู่ในบางแวดวงเท่านั้น</p>



<p>ใน a day ฉบับ <a href="https://adaymagazine.com/a-day-247-creative-entrepreneur/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">creative entrepreneur</a> พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่แต่ละธุรกิจใช้เอาตัวรอดและต่อยอดจนประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง</p>



<p>ในพื้นที่อื่นๆ ของ a day บนโลกออนไลน์ พวกเราพยายามบอกเล่าแง่มุมความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกใช้ในประเด็นที่หลากหลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งประเด็นทางสังคม</p>



<p>คำถามคือความคิดสร้างสรรค์จำเป็นยังไง ทำไมเราจึงเชื่อในสิ่งนี้</p>



<p>สำหรับผม ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง ในยามมีชีวิตปกติทั่วไปเราอาจไม่ค่อยเห็นความสำคัญของมันเท่าไหร่ แต่ยามชีวิตมืดหม่น อับจนหนทาง หรือยามต้องการผลักดันบางสิ่งไปสู่สถานการณ์ที่ดีกว่าเดิม ผมคิดว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น</p>



<p>หรือในอีกความหมายหนึ่งอาจพูดได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์คือความไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัดหรือกรอบที่ต้องเผชิญ</p>



<p>ท่ามกลางคำถามมากมายที่ได้รับระหว่างสัมภาษณ์ มีคำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ</p>



<p>สังคมแบบไหนเหมาะกับการเติบโตของความคิดสร้างสรรค์?</p>



<p>มันคงง่ายถ้าให้ตอบเป็นชื่อประเทศหรือชื่อเมือง ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าสิ่งนี้งอกงามในดินแดนใด แต่พอต้องลงลึกไปถึงรายละเอียดว่าลักษณะสังคมแบบไหนที่เป็นดินที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของความคิดสร้างสรรค์ มันจึงตอบได้ยาก</p>



<p>ครั้งหนึ่งผมเคยถามคำถามคล้ายๆ กันนี้กับพี่<a href="https://adaymagazine.com/worapoj/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หนึ่ง–วรพจน์ พันธุ์พงศ์</a> ตอนเขาจัดงาน Nan Poesie เทศกาลบทกวีที่น่าน</p>



<p>สภาวะบ้านเมืองแบบไหนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของกวี?</p>



<p>วันนั้นนักเขียนนักสัมภาษณ์ซึ่งเป็นผู้จัดงานตอบว่า “มันเป็นได้ทั้ง 2 อย่าง เนื้อหน้าดินที่ดีมาก ไม่มีความทุกข์ทรมานเลย ก็อาจจะส่งเสริมให้ต้นไม้ชนิดหนึ่งงอกงาม หรือดินที่เหี้ยมากก็อาจจะสร้างสิ่งที่งดงามได้ เพียงแค่มันสร้างจากความกดดัน ในขณะที่อีกสิ่งมันสร้างจากความสุข เพราะฉะนั้นมันไม่แน่ สิ่งที่สร้างจากความสุขอาจจะได้ผลิตผลที่ดีมาก หรือสิ่งที่สร้างจากความทุกข์ก็อาจจะได้สิ่งที่ดีมากเช่นกัน มันเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง”</p>



<p>โดยส่วนตัวผมคิดคล้ายกัน แน่นอน ความคิดสร้างสรรค์ย่อมงอกเงยอย่างงดงามในดินแดนที่เปิดกว้าง มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โครงสร้างต่างๆ ในสังคมแข็งแรง ผู้คนได้รับการปลูกฝังให้เห็นค่าและสนับสนุนสิ่งนี้&nbsp;</p>



<p>แต่ขณะเดียวกัน ในสถานการณ์ที่บีบคั้น ในสังคมที่ปิดกั้นความคิดที่แตกต่าง โครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อให้ประชาชนเติบโตอย่างเท่าเทียม มันก็เป็นสิ่งที่ปลุกเร้าและกระตุ้นให้ความคิดสร้างสรรค์แสดงพลังออกมา</p>



<p>สภาพสังคมบ้านเรายามนี้เป็นแบบใดคงไม่ต้องบอก ใครที่ไม่ได้ปิดหูปิดตาคงเห็นภาพตรงกัน</p>



<p>การดิ้นรนเอาตัวรอด ความไม่แน่นอน ความหวาดกลัว ความกดดัน ความอัดอั้น ความเดือดดาล ความอยุติธรรม สารพัดความทุกข์ร้อนที่ทุกคนต้องเผชิญ–ไม่ว่าจะในมุมปัจเจกหรือธุรกิจ ทำให้ผมได้เห็นความคิดสร้างสรรค์เปล่งประกาย&nbsp;</p>



<p>รอบปีที่ผ่านมาผมเห็นใครหลายคนลุกขึ้นมาต่อสู้กับกรอบและกฎของสังคมที่ไม่แฟร์ด้วยวิธีการแสนสร้างสรรค์ ขณะที่หลายธุรกิจก็พยายามดิ้นรนสร้างหนทางใหม่ๆ ในสถานการณ์อันยากลำบาก</p>



<p>ในวันนี้ที่สังคมและสถานการณ์ต่างๆ คงไม่ได้เปลี่ยนผ่านในเร็ววัน สิ่งที่พวกเราพอทำได้คงหนีไม่พ้นวิธีการเหล่านี้ นั่นคือไม่ยอมจำนนและพยายามถางหาหนทางใหม่ๆ ใช้อุปสรรคและความคับข้องใจเป็นวัตถุดิบผลักดันความคิดสร้างสรรค์ออกมา</p>



<p>แล้วรอเวลาที่สังคมข้ามผ่านไปสู่วันที่ดินสำหรับปลูกความคิดสร้างสรรค์ให้งอกงามไม่ใช่ความทุกข์ร้อนของผู้คน</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-creative-entrepreneur/">ความคิดสร้างสรรค์เป็นคล้ายแสงสว่าง | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ &#124; จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/wake-up-sex-is-more/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Feb 2021 12:47:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Thought]]></category>
		<category><![CDATA[Wake Up]]></category>
		<category><![CDATA[จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[Sex Is More]]></category>
		<category><![CDATA[a day 246]]></category>
		<category><![CDATA[sex]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กซ์]]></category>
		<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[wake up]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=123776</guid>

					<description><![CDATA[<p>ข้อดีอย่างหนึ่งของการงานที่ผมทำอยู่คือมันบังคับให้เราสบตากับความจริง ที่ใช้คำว่าบังคับ ใช่ว่ามีใครเอาอาวุธมาจ่อหัวหรืออะไร แค่มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ หนีไม่พ้น ไม่ว่าโดยเนื้อแท้จะเป็นคนขี้ขลาดหรืออาจหาญก็ตามที การจะเล่าบางเรื่องอย่างลงลึกไม่มีหนทางอื่นนอกจากเพ่งมองความจริงตรงหน้าแล้วใช้สมองกับหัวใจพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และที่ใช้คำว่าบังคับ เพราะความจริงส่วนใหญ่ที่พบเจอในการงานเราแทบไม่มีโอกาสได้ทบทวนมันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งในช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนความจริง มันทำให้เราได้ทบทวนความลวงไปด้วย และโดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่องที่เป็นปัญหาที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมคือ บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ หลักการใดที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่กระจ่างเพราะผิดเพี้ยนในเชิงตรรกะตั้งแต่ต้น เราก็เอาคำว่าความดีทั้งในรูปของค่านิยมหรือศีลธรรมมากำกับ ซึ่งการใช้คำที่มีความละเอียดอ่อนสูงและผูกโยงกับศรัทธา ทำให้เมื่อมีผู้ท้าทายหลักคิดนั้นด้วยเหตุผลจึงถูกมองเป็นพวกนอกรีต ต้องกำจัด เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งได้ย้อนฟัง Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือระดับปรากฏการณ์อย่าง Sapiens: A Brief History of Humankind ให้สัมภาษณ์ในรายการ Talks at Google และผมชอบช่วงที่เขาตอบพิธีกรถึงมุมมองที่มีต่อพระเจ้า แฮรารีบอกว่าพระเจ้ามีหลายรูปแบบ เราต่างมองและเข้าใจศาสนาแตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆ แล้วในหัวของแต่ละคนจะมีพระเจ้าสองรูปแบบ หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นภาพแทนความลี้ลับของจักรวาล แทนความไม่รู้ถึงการก่อกำเนิดของสรรพสิ่ง แทนความไม่เข้าใจในเรื่องลี้ลับต่างๆ ในบทบาทนี้พระเจ้าเป็นเหมือนผู้สร้าง ทำให้สรรพสิ่งก่อกำเนิด ซึ่งมนุษย์อย่างเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าในความหมายนี้เลย นี่คือพระเจ้าที่มนุษย์นึกถึงยามค่ำคืนตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต “ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบมาก” แฮรารีสรุปด้วยรอยยิ้ม อีกหนึ่งคือพระเจ้าที่เขาใช้คำว่า ‘petty [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-sex-is-more/">บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ข้อดีอย่างหนึ่งของการงานที่ผมทำอยู่คือมันบังคับให้เราสบตากับความจริง</p>



<p>ที่ใช้คำว่าบังคับ ใช่ว่ามีใครเอาอาวุธมาจ่อหัวหรืออะไร แค่มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ หนีไม่พ้น ไม่ว่าโดยเนื้อแท้จะเป็นคนขี้ขลาดหรืออาจหาญก็ตามที การจะเล่าบางเรื่องอย่างลงลึกไม่มีหนทางอื่นนอกจากเพ่งมองความจริงตรงหน้าแล้วใช้สมองกับหัวใจพิจารณาอย่างถ้วนถี่</p>



<p>และที่ใช้คำว่าบังคับ เพราะความจริงส่วนใหญ่ที่พบเจอในการงานเราแทบไม่มีโอกาสได้ทบทวนมันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม</p>



<p>ซึ่งในช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนความจริง มันทำให้เราได้ทบทวนความลวงไปด้วย</p>



<p>และโดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่องที่เป็นปัญหาที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมคือ บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’</p>



<p>หลักการใดที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่กระจ่างเพราะผิดเพี้ยนในเชิงตรรกะตั้งแต่ต้น เราก็เอาคำว่าความดีทั้งในรูปของค่านิยมหรือศีลธรรมมากำกับ ซึ่งการใช้คำที่มีความละเอียดอ่อนสูงและผูกโยงกับศรัทธา ทำให้เมื่อมีผู้ท้าทายหลักคิดนั้นด้วยเหตุผลจึงถูกมองเป็นพวกนอกรีต ต้องกำจัด</p>



<p>เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งได้ย้อนฟัง Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือระดับปรากฏการณ์อย่าง <em>Sapiens: A Brief History of Humankind </em>ให้สัมภาษณ์ในรายการ <em>Talks at Google </em>และผมชอบช่วงที่เขาตอบพิธีกรถึงมุมมองที่มีต่อพระเจ้า</p>



<p>แฮรารีบอกว่าพระเจ้ามีหลายรูปแบบ เราต่างมองและเข้าใจศาสนาแตกต่างกันไป แต่โดยหลักๆ แล้วในหัวของแต่ละคนจะมีพระเจ้าสองรูปแบบ</p>



<p>หนึ่งคือพระเจ้าที่เป็นภาพแทนความลี้ลับของจักรวาล แทนความไม่รู้ถึงการก่อกำเนิดของสรรพสิ่ง แทนความไม่เข้าใจในเรื่องลี้ลับต่างๆ ในบทบาทนี้พระเจ้าเป็นเหมือนผู้สร้าง ทำให้สรรพสิ่งก่อกำเนิด ซึ่งมนุษย์อย่างเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าในความหมายนี้เลย</p>



<p>นี่คือพระเจ้าที่มนุษย์นึกถึงยามค่ำคืนตอนนั่งล้อมวงรอบกองไฟกลางทะเลทรายและใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต</p>



<p>“ผมไม่มีปัญหาอะไรกับพระเจ้าพระองค์นี้ ผมชอบมาก” แฮรารีสรุปด้วยรอยยิ้ม</p>



<p>อีกหนึ่งคือพระเจ้าที่เขาใช้คำว่า ‘petty lawgiver’ ซึ่งตรงกันข้ามกับพระเจ้าในความหมายแรกที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระองค์เลย สิ่งที่เป็นลักษณะสำคัญของพระเจ้าในรูปแบบหลังคือเรารู้เกี่ยวกับพระองค์ละเอียดมาก</p>



<p>เรารู้ว่าพระองค์คิดยังไงกับการแต่งตัวของผู้หญิง รู้ถึงชุดที่พระองค์ชอบให้ผู้หญิงใส่ รู้ว่าพระองค์คิดยังไงเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ อาหาร และการเมือง</p>



<p>“นี่คือพระเจ้าที่ผู้คนพูดถึงเมื่อพวกเขายืนอยู่รอบๆ เวลาเผาคนนอกรีต</p>



<p>“เพราะพระองค์ไม่ทรงโปรดสิ่งที่คุณทำ เราจึงเผาคุณ”</p>



<p>ด้วยนิยามของพระเจ้าสองรูปแบบ แฮรารีบอกว่าการพูดถึงพระเจ้าบางทีจึงเหมือนการใช้เล่ห์กล เมื่อถามว่าทำไมคิดว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ผู้คนก็จะตอบว่าเพราะเราไม่รู้เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของบิ๊กแบง ไม่รู้เกี่ยวกับจิตสำนึกของมนุษย์ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง&nbsp;</p>



<p>แล้วจังหวะนั้นก็เหมือนนักมายากลที่แอบเปลี่ยนไพ่เป็นอีกใบ พระเจ้าที่เป็นตัวแทนของความลี้ลับถูกสลับออกไป แล้วแทนที่ด้วยพระเจ้าผู้สร้างกฎต่างๆ อันไม่เหมาะสม</p>



<p>“สุดท้ายก็จบลงด้วยข้อสรุปแปลกๆ อย่างเช่น เพราะเราไม่เข้าใจบิ๊กแบง ผู้หญิงจึงต้องใส่เสื้อแขนยาว และผู้ชายไม่ควรมีเซ็กซ์กับผู้ชายด้วยกัน</p>



<p>“อะไรคือความเชื่อมโยง” แฮรารีตั้งคำถามโดยที่ผู้ชมข้างล่างเวทีได้แต่หัวเราะไปกับเรื่องตลกร้ายที่ได้ฟัง</p>



<p>ผมคิดว่าหลายๆ เรื่องในสังคมไทยยามนี้ช่างทาบทับพอดีกับสิ่งที่แฮรารีว่าไว้</p>



<p>ในยุคสมัยนี้ที่สิ่งต่างๆ ก้าวหน้ามาไกล แทนที่เราจะใช้หลักเหตุผลมาพูดคุยกัน หลายครั้งเรากลับใช้เรื่องนามธรรมอย่างความดีมาสร้างข้อสรุปแปลกๆ บางคนใช้คำว่าความดีเป็นอาวุธ สวมบทบาทคนดีในการพิพากษาคนอื่น ลากคนที่ไม่เห็นด้วยหรือฝ่าฝืนค่านิยมที่ว่าดีงามมาเผาทั้งเป็นบนโลกสมมติ เพื่อสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม</p>



<p>การได้อ่านต้นฉบับ <a href="https://godaypoets.com/product/pre-order-a-day-246/">a day ฉบับ sex is more</a> ทำให้ผมมีโอกาสสบตากับความจริงเรื่องเซ็กซ์ในสังคมไทย และพบว่าเรื่องเซ็กซ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งในสังคมที่ถูกคำว่าศีลธรรม ความดีกดไว้จนผู้คนมองมันเป็น ‘เรื่องสกปรก’</p>



<p>ทัศนคติที่ว่านำมาซึ่งมุมมองผิดเพี้ยนต่อเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมมองต่อเพศสภาพ ผู้ขายบริการทางเพศ เซ็กซ์ทอย การเซนเซอร์ และอีกหลายๆ เรื่อง</p>



<p>เราปิดหูปิดตาผู้คนในสังคม ทั้งที่ทุกคนต่างก็รู้ว่ามันเป็นกิจกรรมที่ดำรงอยู่เป็นปกติ จนหลายเรื่องที่ควรจะเข้าใจตั้งแต่วัยเยาว์เรากลับต้องมาลองผิดลองถูกเอาตอนโต และความเข้าใจผิดหลายเรื่องก็ทำให้เราทำร้ายใครต่อใครโดยไม่รู้ตัว</p>



<p>เราควรยอมรับได้นานแล้วหรือเปล่าว่าในความเป็นจริงเซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องสกปรกอย่างที่ใครเขาว่ากัน</p>



<p>แต่มันเป็นทั้งเรื่องธรรมชาติ เป็นทั้งเรื่องน่าค้นหา เป็นทั้งเรื่องที่จรรโลง บรรเทา&nbsp;</p>



<p>และถึงที่สุดถ้าเราถูกปลูกฝังให้เข้าใจกิจกรรมนี้มากพอ</p>



<p>มันพัฒนาเป็นเรื่องที่งดงามของชีวิตได้</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/wake-up-sex-is-more/">บ่อยครั้งเราใช้คำแทน ‘ความลวง’ ว่า ‘ความดี’ | จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
