<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author20/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author20/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Feb 2021 07:57:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>กาญจนา พันธุเตชะ แห่งเพจ &#8216;ป้าแบ็คแพ็ค&#8217;</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jan 2018 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[ท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า]]></category>
		<category><![CDATA[กาญจนา พันธุเตชะ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้าแป๋ว]]></category>
		<category><![CDATA[ป้าแบ็คแพ็ค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-hipsterpaew/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“แม่ผมไปสตูลและพัทลุงประมาณ 10 วันครับ แล้วหลังจากนั้นจะไปญี่ปุ่นต่ออีกเกือบ 2 อาทิตย์” คำบอกเล่าจาก นรพิชญ์ พันธุเตชะ ลูกชายของ กาญจนา พันธุเตชะ หรือ ‘ป้าแป๋ว’ เราคุยกันพักใหญ่เพื่อหาวันหยุดพักจากตารางการเดินทางแน่นๆ ของแม่ เพื่อนัดสัมภาษณ์กับเรา เรารู้จักเธอผ่านกระทู้พันทิปแนะนำที่ชื่อ ‘แม่ผมเกษียณไปเป็น Backpacker’ ซึ่งเขียนโดยนรพิชญ์ เนื้อหาเล่าเรื่องการไปเที่ยวแบ็กแพ็กของคุณแม่วัย 63 ปี เรื่องของคุณแม่นักเดินทางทั้งสนุกและปลุกความอยากเที่ยวของคนหนุ่มสาวชนิดที่อ่านจบแล้วอยากออกเดินทางทันที คนอ่านสนใจว่าป้าแป๋วเตรียมตัวในการเดินทางคนเดียวยังไง ส่วนเราสงสัยว่าสำหรับหญิงสาวหลังวัยทำงานก่อร่างสร้างตัว การเดินทางทำให้เธอมีชีวิตอีกครั้งยังไง ก่อนเกษียณ ป้าแป๋วเป็นข้าราชการที่มีอายุงานกว่า 39 ปีในกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายในวัยทำงานคือการเก็บเงินสร้างชีวิตและครอบครัว ในใจลึกๆ กาญจนาอยากออกไปดูโลกกว้าง แต่เธอไม่เคยได้โอกาสนั้น เมื่อถึงวัยเกษียณ กาญจนาโชคดีที่ลูกๆ โตเป็นผู้ใหญ่ สามีก็ไม่เคยห้าม น้ำหนักที่เคยวางอยู่บนบ่าก็ลดน้อยลงจนแทบจะเดินตัวปลิว ด้วยนิสัยรักการอ่าน ชอบละลายเวลาไปกับห้องสมุด อดีตข้าราชการสาวสะดุดตากับหนังสือที่เล่าเรื่องการเดินทางที่เรียกว่าแบ็กแพ็ก เธอตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการสำรวจโลกกว้างเพียงลำพัง “เรารู้สึกว่าเราก็ยังแข็งแรง เพราะเพิ่งหยุดทำงานแต่เราเหมือนรถที่ยังวิ่งเร็วๆ อยู่ จะหยุดอยู่เฉยๆ มันก็อยู่ยาก เรายังอยากไปไหนมาไหนก็เลยเลือกที่จะเดินทาง” ป้าแป๋วพูดตาเป็นประกาย “การเดินทางคนเดียวมันเป็นความคล่องตัว อย่างเวลามีโปรโมชั่นเครื่องบินเราก็จองได้เลย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/">กาญจนา พันธุเตชะ แห่งเพจ &#8216;ป้าแบ็คแพ็ค&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“แม่ผมไปสตูลและพัทลุงประมาณ 10 วันครับ แล้วหลังจากนั้นจะไปญี่ปุ่นต่ออีกเกือบ 2 อาทิตย์” คำบอกเล่าจาก นรพิชญ์ พันธุเตชะ ลูกชายของ <strong>กาญจนา พันธุเตชะ</strong> หรือ <strong>‘ป้าแป๋ว’</strong> เราคุยกันพักใหญ่เพื่อหาวันหยุดพักจากตารางการเดินทางแน่นๆ ของแม่ เพื่อนัดสัมภาษณ์กับเรา</p>
<p>เรารู้จักเธอผ่านกระทู้พันทิปแนะนำที่ชื่อ ‘แม่ผมเกษียณไปเป็น Backpacker’ ซึ่งเขียนโดยนรพิชญ์ เนื้อหาเล่าเรื่องการไปเที่ยวแบ็กแพ็กของคุณแม่วัย 63 ปี เรื่องของคุณแม่นักเดินทางทั้งสนุกและปลุกความอยากเที่ยวของคนหนุ่มสาวชนิดที่อ่านจบแล้วอยากออกเดินทางทันที</p>
<p>คนอ่านสนใจว่าป้าแป๋วเตรียมตัวในการเดินทางคนเดียวยังไง ส่วนเราสงสัยว่าสำหรับหญิงสาวหลังวัยทำงานก่อร่างสร้างตัว การเดินทางทำให้เธอมีชีวิตอีกครั้งยังไง</p>
<p>ก่อนเกษียณ ป้าแป๋วเป็นข้าราชการที่มีอายุงานกว่า 39 ปีในกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายในวัยทำงานคือการเก็บเงินสร้างชีวิตและครอบครัว ในใจลึกๆ กาญจนาอยากออกไปดูโลกกว้าง แต่เธอไม่เคยได้โอกาสนั้น</p>
<p>เมื่อถึงวัยเกษียณ กาญจนาโชคดีที่ลูกๆ โตเป็นผู้ใหญ่ สามีก็ไม่เคยห้าม น้ำหนักที่เคยวางอยู่บนบ่าก็ลดน้อยลงจนแทบจะเดินตัวปลิว ด้วยนิสัยรักการอ่าน ชอบละลายเวลาไปกับห้องสมุด อดีตข้าราชการสาวสะดุดตากับหนังสือที่เล่าเรื่องการเดินทางที่เรียกว่าแบ็กแพ็ก เธอตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการสำรวจโลกกว้างเพียงลำพัง</p>
<p>“เรารู้สึกว่าเราก็ยังแข็งแรง เพราะเพิ่งหยุดทำงานแต่เราเหมือนรถที่ยังวิ่งเร็วๆ อยู่ จะหยุดอยู่เฉยๆ มันก็อยู่ยาก เรายังอยากไปไหนมาไหนก็เลยเลือกที่จะเดินทาง” ป้าแป๋วพูดตาเป็นประกาย “การเดินทางคนเดียวมันเป็นความคล่องตัว อย่างเวลามีโปรโมชั่นเครื่องบินเราก็จองได้เลย ไม่ต้องถามใครว่าจะมีเวลาตรงกับเราไหม แค่นั้นเอง”</p>
<p>ปี 2015 แบ็กแพ็กทริปแรกของป้าแป๋วคือการไปพม่า 2 อาทิตย์ด้วยวิธีแสนอินดี้คือนั่งรถทัวร์ไปเหนือสุดของไทยแล้วหารถเข้าเมืองเมียวดีด้วยตัวเอง เธอแบ่งเงินเก็บและเงินบำนาญที่ได้ทุกเดือนเป็นเชื้อเพลิงในการเดินทาง ทุกทริปใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ระหว่างวางแผน เธอคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ Google และหนังสือนำเที่ยวสารพัดเล่มทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ระหว่างเดินทาง เธอจะโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรือไลน์หาครอบครัวว่าอยู่ที่ไหน ทุกทริปจะเลี่ยงทุกสถานการณ์เสี่ยง ถ้าลงเครื่องบินดึกดื่น เธอจะยอมนอนที่สนามบิน รอให้ฟ้าสว่างแล้วค่อยออกเดินทาง “จริงๆ เป็นคนมีอายุก็ทำให้ไม่อันตรายเหมือนกันนะ เราสามารถนอนห้องพักรวมในโฮสเทลได้เลย เพราะไม่มีใครมาสนใจเราหรอก” คุณแม่นักเดินทางเล่า</p>
<p>นอกจากความปลอดภัย สุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ เธอดูแลตัวเองอย่างดีเพราะเชื่อว่าร่างกายคือแหล่งพลังงานสำคัญในการเดินทาง “เราไม่อยากกินยาตลอดชีวิต เราจึงตรวจสุขภาพทุกปี ออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารแบบไม่ตามใจปากมากนัก แม้คนเราจะหลีกเลี่ยงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้ในท้ายที่สุด แต่มันไม่ควรจะมาเร็วเกินไป ควรมีเวลาให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตบ้าง”</p>
<p>ป้าแป๋วเล่าประสบการณ์เดินทางให้คนในครอบครัวฟัง ลูกชายอ่านแล้วก็ยุให้เธอเปิดเพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องให้คนอื่นอ่าน เธอบอกว่าสนใจประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศเป็นพิเศษ สถานที่ห้ามพลาดทุกทริปคือพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่</p>
<p>แท้จริงแล้วความสุขของนักเดินทางวัยเกษียณ ไม่ใช่สถิติจำนวนประเทศที่ไปเยือน แต่เป็นการสำรวจเรื่องราวของบ้านเมืองด้วยสายตาตัวเอง</p>
<p>“การศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศก็เหมือนเราได้รู้จักพ่อและแม่ของคนในประเทศนั้น เราจะรู้ว่าทำไมคนชาตินี้ถึงมีนิสัยแบบนี้ แล้วการเดินทางไปเห็นด้วยตาก็ช่วยยืนยันประวัติศาสตร์ที่เรารู้ว่ามันเป็นจริง มันเป็นความสุขเล็กๆ ในบั้นปลายชีวิตของเรา”</p>
<p>เธอหัวเราะและส่ายหัวเมื่อเราถามถึงจุดมุ่งหมายของการเดินทางของคนอายุหลัก 6 ป้าแป๋วไม่สนใจ “อายุปูนนี้แล้วอย่าถามถึงจุดมุ่งหมายเลย เราแค่อยากใช้เวลาที่เหลือทำสิ่งที่เรามีความสุข การเดินทางทำให้เราเพลิดเพลิน สนุกกับชีวิต และเติมเต็มในสิ่งที่ขาดไป ตราบใดที่ยังมีแรงแบบนี้ ก็ยังอยากจะเดินทางต่อไป จนกว่าจะไปไม่ไหว”</p>
<p>ดูจากโปรแกรมเที่ยวยาวเหยียดทั้งปี เราเห็นแล้วว่าเธอยังสนุกกับการใช้ชีวิต 65 คือตัวเลขอายุที่เธอกำหนดว่าจะหยุดพักเพื่อประเมินตัวเอง ถ้าร่างกายร้องหาที่พักเธอจะไม่ปฏิเสธ บ้านแสนสงบและหนังสือนับร้อยพร้อมให้ความสุขในบั้นปลาย</p>
<p>แต่ถ้ายังไหว เราคงได้เห็นการเดินทางของป้าแป๋วในวัยขึ้นเลข 7 เพราะเธอเชื่อว่าการเดินทางไม่ใช่การทำสถิติ แต่เป็นการออกกำลังกายที่ทำให้เธอแข็งแรง มีเรี่ยวแรงไปต่อทั้งกายและใจ</p>
<p><strong>Facebook | </strong><a href="https://www.facebook.com/hipsterpaew/" target="_blank" rel="noopener">ป้าแบ็คแพ็ค</a></p>
<p><em>(จากคอลัมน์ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า &#8211; a day 189 พฤษภาคม 2559)</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/">กาญจนา พันธุเตชะ แห่งเพจ &#8216;ป้าแบ็คแพ็ค&#8217;</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-hipsterpaew/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-7/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jun 2017 07:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[วิศุทธิ์ พรนิมิตร]]></category>
		<category><![CDATA[มะม่วงจัง]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้ม วิศุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กหญิงมะม่วง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-7/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวาดการ์ตูน เป็นอาชีพที่เราเชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กหลายคน แต่คงไม่มีกล้าเอื้อนเอ่ยมันออกมา เพราะมันดูเป็นอาชีพที่ผู้ใหญ่เบือนหน้าหนีและไม่อยากให้ลูกหลานทำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงินหรืออนาคต ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ก็เคยคิดเช่นนั้น เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนเพราะคงทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่การวาดการ์ตูนกลับกลายเป็นความสุขและเป็นพื้นที่ที่เขาจะได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมากที่สุด จนในที่สุดผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับทีละเล็กทีละน้อย การ์ตูนของเขาได้ลงคอลัมน์การ์ตูนเล็กๆ ในนิตยสารไทย ไปจนถึงจัดนิทรรศการในมุมเมืองใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่นับเป็นเมืองหลวงมังงะของโลก ทั้ง hesheit, ควันใต้หมวก, everybodyeverything ที่ก่อเกิดคาแรกเตอร์ที่ใครหลายคนรักอย่าง ‘มะม่วง’ นอกจากนี้เขายังทำแอนิเมชัน วาดปกซีดีและหนังสือหลายเล่ม และยังแสดงดนตรีประกอบแอนิเมชันอีกด้วย หากมีใครพูดว่าอาชีพนักวาดการ์ตูนไร้สาระและไม่มีอนาคต ลองอ่านชีวิตของชายคนนี้ดู ไม่กล้าฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ถ้าถามความฝันในวัยเด็กของวิศุทธิ์ เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนสักนิด เพราะเส้นทางของอาชีพนั้นดูเลือนลางซะเหลือเกินที่จะบอกแม่หรือบอกครู แม้เขาจะรักการวาดการ์ตูนเป็นที่สุด “มันไม่เรียกว่าความฝันหรอก เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้”วิศุทธิ์บอกกับเราแบบนั้นเมื่อถามว่าเคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนไหม หากใครถามว่าอยากจะเป็นอะไร เขาจะตอบว่าอยากเป็นหมอ เป็นสถาปนิก หรือเป็นชาวนาแบบคุณตา เพราะอาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้นดูเป็นเรื่องเด็กๆ มากกว่า “เราก็เลยไม่ฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ก็ยังวาด วาดทุกวันให้เพื่อน 5 คนอ่านจนกระทั่งจบประถมก็ไม่มีเพื่อนพวกนั้นแล้ว เราก็เลยเลิกวาดการ์ตูนไปพักหนึ่ง เพราะเราไม่กล้าให้ใครอ่านการ์ตูนทะลึ่งตึงตังที่เราวาด ทั้งๆ ที่เราเรียนโรงเรียนชายล้วนนะ เพราะว่าเพื่อนแต่ละคนดูโตขึ้นแล้ว ดูฉลาดกันแล้ว ม.1 แล้วเราก็ไม่ได้เอาการ์ตูนไปโชว์ใครอีก” นักเรียนศิลปะที่วาดรูปไม่เก่ง หลายคนอาจไม่รู้ว่าวิศุทธิ์เรียนจบจากสาขาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-7/">การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นักวาดการ์ตูน เป็นอาชีพที่เราเชื่อว่าอยู่ในใจของเด็กหลายคน แต่คงไม่มีกล้าเอื้อนเอ่ยมันออกมา เพราะมันดูเป็นอาชีพที่ผู้ใหญ่เบือนหน้าหนีและไม่อยากให้ลูกหลานทำ ด้วยเหตุผลทั้งเรื่องเงินหรืออนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0724.jpg" /></p>
<p><strong>ตั้ม</strong><strong>-วิศุทธิ์ พรนิมิตร </strong>ก็เคยคิดเช่นนั้น เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนเพราะคงทำให้แม่ไม่สบายใจ แต่การวาดการ์ตูนกลับกลายเป็นความสุขและเป็นพื้นที่ที่เขาจะได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมากที่สุด จนในที่สุดผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับทีละเล็กทีละน้อย การ์ตูนของเขาได้ลงคอลัมน์การ์ตูนเล็กๆ ในนิตยสารไทย ไปจนถึงจัดนิทรรศการในมุมเมืองใหญ่ๆ ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่นับเป็นเมืองหลวงมังงะของโลก ทั้ง <em>hesheit</em>, <em>ควันใต้หมวก</em>, <em>everybodyeverything</em> ที่ก่อเกิดคาแรกเตอร์ที่ใครหลายคนรักอย่าง ‘มะม่วง’ นอกจากนี้เขายังทำแอนิเมชัน วาดปกซีดีและหนังสือหลายเล่ม และยังแสดงดนตรีประกอบแอนิเมชันอีกด้วย</p>
<p>หากมีใครพูดว่าอาชีพนักวาดการ์ตูนไร้สาระและไม่มีอนาคต ลองอ่านชีวิตของชายคนนี้ดู</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0712.jpg" /></p>
<p><strong>ไม่กล้าฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน</strong></p>
<p>ถ้าถามความฝันในวัยเด็กของวิศุทธิ์ เขาไม่กล้าฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนการ์ตูนสักนิด เพราะเส้นทางของอาชีพนั้นดูเลือนลางซะเหลือเกินที่จะบอกแม่หรือบอกครู แม้เขาจะรักการวาดการ์ตูนเป็นที่สุด</p>
<p>“มันไม่เรียกว่าความฝันหรอก เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้”วิศุทธิ์บอกกับเราแบบนั้นเมื่อถามว่าเคยฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนไหม หากใครถามว่าอยากจะเป็นอะไร เขาจะตอบว่าอยากเป็นหมอ เป็นสถาปนิก หรือเป็นชาวนาแบบคุณตา เพราะอาชีพนักเขียนการ์ตูนนั้นดูเป็นเรื่องเด็กๆ มากกว่า</p>
<p>“เราก็เลยไม่ฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน แต่ก็ยังวาด วาดทุกวันให้เพื่อน 5 คนอ่านจนกระทั่งจบประถมก็ไม่มีเพื่อนพวกนั้นแล้ว เราก็เลยเลิกวาดการ์ตูนไปพักหนึ่ง เพราะเราไม่กล้าให้ใครอ่านการ์ตูนทะลึ่งตึงตังที่เราวาด ทั้งๆ ที่เราเรียนโรงเรียนชายล้วนนะ เพราะว่าเพื่อนแต่ละคนดูโตขึ้นแล้ว ดูฉลาดกันแล้ว ม.1 แล้วเราก็ไม่ได้เอาการ์ตูนไปโชว์ใครอีก”</p>
<p><strong>นักเรียนศิลปะที่วาดรูปไม่เก่ง</strong></p>
<p>หลายคนอาจไม่รู้ว่าวิศุทธิ์เรียนจบจากสาขาการออกแบบภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยหวังในใจว่าแม้ไม่ได้เป็นนักวาดการ์ตูน ก็ขอให้เขาได้เรียนศิลปะ ขอให้วาดเขียนได้เก่งขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า เขาเป็นนักเรียนศิลปะที่โดนอาจารย์ดุว่าเกือบทุกวิชา ผลงานวาดรูปที่เขาตั้งใจออกไอเดียเต็มที่กลับไม่ตรงใจอาจารย์ หนำซ้ำยังยังถูกวิจารณ์ให้อายเพื่อน อายรุ่นน้อง จนเขาเสียความมั่นใจไปไม่น้อย</p>
<p>“เราเข้าไปเรียนเพราะคิดว่าอาจารย์จะสอนให้เราวาดรูปได้สวยๆ แต่ปรากฏว่าเข้าไปแล้วนักเรียนทุกคนวาดรูปสวยอยู่แล้ว อาจารย์ก็ไม่มานั่งสอนวิธีวาดรูปสวยๆ เขาก็สอนอย่างอื่น เข้าไปวันแรกอาจารย์บอกว่าวาดอะไรก็ได้ เราวาดงานอาร์ตๆ ไอเดียเยอะๆ ระหว่างที่เพื่อนๆ วาดรูปแรเงาทรงเรขาคณิตซึ่งก็เหมือนๆ กันไปหมด แต่ปรากฏว่าอาจารย์ชมและให้เกรด A นักเรียนที่วาดรูปแรเงาเรขาคณิตเหล่านั้น เราก็สงสัยว่ารูปของเราคงได้ A อีกแบบ ปรากฎว่าอาจารย์ก็โชว์งานของเราจริงๆ แต่โชว์เพื่อประจาน ได้เกรด F บ้าง D บ้าง”</p>
<p>ไม่ใช่แค่รูปวาดเท่านั้นที่วิศุทธิ์โดนอาจารย์ว่า แม้แต่ลายมือที่เขียนกำกับในแปลนงานก็ยังโดนวิจารณ์ไปด้วย</p>
<p>“แม้แต่ลายมือคุณเนี่ย มันยังไม่เหมือนกับคนที่เรียนศิลปะเลย” อาจารย์ดุเขาจนเอือม ในขณะที่เพื่อนๆ ที่วาดรูปสวย วาดรูปดีในสายตาอาจารย์ก็สามารถรับงานสอนพิเศษวาดรูปและหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่</p>
<p>“คือเราอายเพื่อน เพราะเพื่อนรับงานวาดรูปกันตั้งแต่ปี 1 แล้ว เราจะไปรับงานใครได้ ฝีมืออ่อน ติวน้องไม่เป็น งานดรอว์อิ้งของเราก็ถูกติดบอร์ดประจานตลอดเวลา ซึ่งมันก็อยู่ตรงบันไดที่ทุกคนต้องเดินผ่าน”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0738.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>วาดรูปไม่เก่งให้เต็มที่</strong></p>
<p>อาจารย์ว่าจนทำให้อายเพื่อนและรุ่นน้อง เลยทำให้ตั้มหันมาวาดรูปเพื่อปลดปล่อยอารมณ์</p>
<p>“เราก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเค้ายอมรับ เราจะได้หายอายแต่มันก็ต้องใช้เวลา ซึ่งจะพิสูจน์ด้วยวิชาที่เรียนตรงๆ ก็ไม่ได้ เพราะเราทำไม่ได้จริงๆ ก็เลยหาทางอื่น เล่นดนตรี ได้โชว์เพื่อนก็หายอายเป็นพักๆ นะ แต่สิ่งที่ทำให้เราหายอายได้จริงๆ เลยก็คือการวาดการ์ตูนนี่แหละ คือเราคิดขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย ตอนประถมเราวาดการ์ตูนแล้วเพื่อนเราชมเรา ไม่ใช่สงสารเรา เราก็เลยหยิบกระดาษขึ้นมาวาดการ์ตูนอีกครั้ง”</p>
<p>คราวนี้เขาคิดใหม่ ทำใหม่ คือการวาดรูปของเขาไม่จำเป็นต้องวาดให้สวยหรือต้องถูกใจใครอีกแล้ว วาดให้เละ ไม่ต้องใช้ไม้บรรทัด หรือจะวาดให้หยาบคายยังไงก็ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือให้ตัวเองได้ระบายความรู้สึก จนเกิดเป็นการ์ตูน<br />
<em><br />
hesheit </em>ขึ้นมา เมื่อมีโอกาสเขาก็ลองให้เพื่อนสนิทอ่าน ไปจนถึงเพื่อนที่ไม่สนิทอ่าน จากที่เขาเคยกลัวว่าเพื่อนจะรับการ์ตูนแบบนี้ไม่ได้ สุดท้ายแล้วเพื่อนก็เข้าใจแล้วก็สนุกกับการ์ตูนของเขา เขาเริ่มมั่นใจกับลายเส้นของตัวเองมากขึ้น</p>
<p><strong>พิสูจน์ตัวเอง</strong></p>
<p>วันหนึ่งลายเส้นการ์ตูนแบบเขาก็เริ่มมีคนยอมรับ เขาลองส่งการ์ตูนที่เขาวาดไปที่นิตยสาร <em>Katch</em> ของบอย โกสิยพงษ์ ในใจคืออยากให้คนที่เขาชอบได้อ่านการ์ตูนของเขา แต่ด้วยลายเส้นและเนื้อหาการ์ตูนที่ไม่ธรรมดา ผลงานของเขาหรือ hesheit จึงได้ตีพิมพ์ในนิตยสารเป็นครั้งแรก</p>
<p>“ตอนนั้นที่ได้ลงนิตยสาร <em>Katch</em> ก็ช่วยให้เราหายอายขึ้นมาได้อีกนิด เพราะเราหาเงินได้เหมือนเพื่อนสักที ซึ่งตอนนั้นนิตยสาร <em>Katch</em> ก็ดังอยู่ โชคดีที่ได้พี่บอยมาช่วย โรคต่างๆ ในตอนนั้นของเราก็หายหมด โรคอาย โรคอีโก้ โรคไม่ฉลาด กลายเป็นว่าแฮปปี้มาก หลังจากนั้นก็เลยกล้าเขียนการ์ตูนและเพราะมันได้เงิน ซึ่งมันสำคัญมาก เพราะมันทำให้เราบอกแม่ได้ว่า เราได้เงินจากการวาดการ์ตูนนะ แม่จะได้ไม่ห่วงมาก”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0612.jpg" /></p>
<p><strong>โกอินเตอร์</strong></p>
<p>วิศุทธิ์วาดการ์ตูนเรื่อยมาหลังลงคอลัมน์ในนิตยสาร <em>Katch</em> วันหนึ่งเขาตัดสินใจจะไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น นับเป็นก้าวแรกที่ตัวเขาและการ์ตูนของเขาโกอินเตอร์ไปสู่สายตาคนญี่ปุ่นด้วย</p>
<p>“ในมือเราก็มีแต่ <em>hesheit</em> ซึ่งมันเป็นการ์ตูนเพี้ยนๆ ที่เราก็ต้องไปแจกคนที่เพี้ยนเหมือนกัน แถวที่พักเรามีร้านกาแฟที่ดูอินดี้ๆ อยู่ เราก็เอาการ์ตูน <em>hesheit </em>ไปเสนอแล้วก็แนะนำตัวเองว่ามาจากเมืองไทยนะ ลองอ่านดู จะขอวางขายได้ไหม เจ้าของก็บอกสนุกดีเอามาขายสัก 3 เล่ม วางไปเดือน สองเดือน ก็หายไปเล่มหนึ่ง หายไปสองเล่ม เจ้าของร้านก็บอกให้เอาการ์ตูนมาเติมที่ร้านหน่อย คือมันก็ขายได้ เราก็ทำแบบนี้กับอีก 2 &#8211; 3 ร้าน ซึ่งมันขายได้ ทำให้เรารู้ว่าคนญี่ปุ่นเขารับการ์ตูนแบบนี้ได้”</p>
<p>ไม่น่าเชื่อว่าวิศุทธิ์ไปอยู่ญี่ปุ่นแค่เดือนเดียว เขาก็ได้จัดนิทรรศการเป็นของตัวเองโดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวญี่ปุ่น เป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้รับโอกาสมากมายจากนักเขียน คอลัมนิสต์ และสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นที่ชวนเขาวาดการ์ตูนหลายช่องทาง ทั้งวาดรูปประจำในกรอบเล็กๆ ของนิตยสารญี่ปุ่น ไปจนถึงวาดรูปหน้าปกให้นักเขียนชื่อดังอย่าง โยชิโมโตะ บานานา จนกลายเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนครั้งแรกในญี่ปุ่น <em>everybodyeverything</em> ที่มีตัวละครคาแรกเตอร์หลายๆ แบบ ถือกำเนิด ‘มะม่วง’ คาแรกเตอร์สาวน้อยน่ารักที่ครองใจชาวญี่ปุ่นและชาวไทยเรื่อยมา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0643.jpg" /></p>
<p>“พอมีมะม่วง แม่ก็เริ่มเข้าใจการ์ตูนเรามากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่แม่รู้สึกว่าการ์ตูนที่เราวาดนั้นสวยหรือน่ารัก ซึ่งทำให้เราวาดมะม่วงต่อมาอีกพักใหญ่ เพราะมันทำให้แม่สบายใจ กลายเป็นการ์ตูนที่เป็นที่ยอมรับกับคนทั่วไปมากที่สุดจริงๆ แม่ก็เลิกชวนเราไปทำงานด้วยแล้วเพราะเราเป็นนักวาดการ์ตูนก็อยู่ได้ หาเงินได้”</p>
<p>เราถามวิศุทธิ์ว่าเขามีเป้าหมายหรือความฝันอะไรอีกไหม เพราะทุกวันนี้จากสายตาคนอื่น เขานับเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จแล้ว กลายเป็นไอดอลของนักเขียนการ์ตูนรุ่นเยาว์อีกหลายๆ คน วิศุทธิ์หยุดคิดสักพัก แล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้ไม่ได้ฝันอะไรอีกแล้ว คือเราได้เป็นนักเขียนการ์ตูนแล้ว และรู้สึกขอบคุณทุกคนที่ทำให้เราเป็นวันนี้ เพราะมันไม่ใช่ว่าอยู่มาวันรุ่งขึ้น เราจะได้เป็นนักเขียนการ์ตูนเลย มันต้องมีคนซื้อการ์ตูนเรา มีคนจ้างเราไปวาด มันถึงจะเรียกว่าประกอบอาชีพเขียนการ์ตูนได้ ซึ่งเราก็ยังเอนจอยกับสิ่งที่ทำอยู่”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/GB7A0603.jpg" /></p>
<div id="erdyt-6a2e7c47a26c5" data-id="PFHCztlcqZ0" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-PFHCztlcqZ0-6a2e7c47a26c5" data-vid="PFHCztlcqZ0" data-src="https://www.youtube.com/embed/PFHCztlcqZ0?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/PFHCztlcqZ0/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494475&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1" /><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-7/">การ์ตูนจากชีวิตของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร นักวาดการ์ตูนไทยที่โด่งดังในเมืองมังงะของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิ่งแบบ #CityRun ในพระนครได้ง่ายๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/run-45/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/run-45/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jun 2017 02:27:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[million ways to run]]></category>
		<category><![CDATA[พระบรมรูปทรงม้า]]></category>
		<category><![CDATA[5 กิโลเมตร]]></category>
		<category><![CDATA[Nike Running]]></category>
		<category><![CDATA[CityRun]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เสาชิงช้า]]></category>
		<category><![CDATA[Nike]]></category>
		<category><![CDATA[NRC BKK]]></category>
		<category><![CDATA[ไนกี้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/run-45/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เส้นทาง: พระบรมรูปทรงม้า-เสาชิงช้า-พระบรมรูปทรงม้าเมือง: กรุงเทพมหานครประเทศ: ไทยระยะทาง: ประมาณ 5 กิโลเมตร (ไป-กลับ) เส้นทางการวิ่งในกรุงเทพฯ ที่คนส่วนใหญ่รวมทั้งเราด้วยนึกถึงก็ไม่พ้นสวนสาธารณะยอดนิยมอย่างสวนจตุจักรหรือสวนลุมฯ แต่พอวิ่งในสวนเดิมบ่อยๆ วิ่งผ่านโค้งเดิม บ่อน้ำเดิม เป็ดถีบที่เดิม กลับทำให้เราเบื่อการวิ่งไปโดยปริยาย เพราะความรื่นรมย์ในการวิ่งส่วนหนึ่งก็มาจากวิวที่สายตาของเรามองเห็นนี่แหละ ทำให้เรานึกอยากลองวิ่งในเมืองดูบ้าง แวบแรก เราคิดว่าการวิ่งในเมืองจะเป็นเรื่องยาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว เราจะวิ่งในเมืองได้ก็ตามงานวิ่งที่มีการปิดถนนหนทางอย่างเรียบร้อยแล้ว พานให้นึกไปว่า การวิ่งในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจัดการตัวเอง แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น เพราะแท้จริงแล้ว #CityRun ในกรุงเทพฯ นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย ยิ่งในยุคที่เรามีอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา Google Maps ก็คำนวณเส้นทางให้เราได้เป็นอย่างดีก็ทำให้วิ่งในเมืองง่ายขึ้นด้วย เราคิดถึงแลนด์มาร์กขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ อย่างพระบรมรูปทรงม้า เสาชิงช้า สะพานพระราม 8 และสะพานพระปกเกล้า แต่สำหรับมือใหม่หัด #CityRun อย่างเรา ขอเริ่มวิ่งเบาๆ เป็นระยะทางสั้นๆ ก่อนคือ ตั้งต้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าวิ่งไปหาเสาชิงช้า เพราะผ่านถนนเส้นที่มีฟุตปาทกว้างขวาง บางโซนก็มีทางจักรยานที่คนวิ่งอย่างเราใช้ร่วมได้ เส้นทางระหว่างลานพระบรมรูปทรงม้าไปจนถึงเสาชิงช้านั้นเป็นทางตรงซะส่วนมาก จะได้ไม่ต้องหยุดข้ามถนนบ่อยๆ เป็น #CityRun ที่สะดวกสำหรับนักวิ่งในเมืองมือใหม่นักแล แม้จะมีอุปสรรคอย่างเรื่องการต้องหยุดข้ามทางม้าลาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-45/">วิ่งแบบ #CityRun ในพระนครได้ง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong style="background-color: initial">เส้นทาง</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> พระบรมรูปทรงม้า-เสาชิงช้า-พระบรมรูปทรงม้า<br /><strong style="background-color: initial">เมือง</strong><strong style="background-color: initial">: </strong>กรุงเทพมหานคร<br /><strong style="background-color: initial">ประเทศ</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> ไทย<br /><strong style="background-color: initial">ระยะทาง</strong><strong style="background-color: initial">:</strong> ประมาณ 5 กิโลเมตร (ไป-กลับ)</p>
<p>เส้นทางการวิ่งในกรุงเทพฯ<br />
ที่คนส่วนใหญ่รวมทั้งเราด้วยนึกถึงก็ไม่พ้นสวนสาธารณะยอดนิยมอย่างสวนจตุจักรหรือสวนลุมฯ แต่พอวิ่งในสวนเดิมบ่อยๆ วิ่งผ่านโค้งเดิม บ่อน้ำเดิม เป็ดถีบที่เดิม<br />
กลับทำให้เราเบื่อการวิ่งไปโดยปริยาย เพราะความรื่นรมย์ในการวิ่งส่วนหนึ่งก็มาจากวิวที่สายตาของเรามองเห็นนี่แหละ<br />
ทำให้เรานึกอยากลองวิ่งในเมืองดูบ้าง  </p>
<p>แวบแรก<br />
เราคิดว่าการวิ่งในเมืองจะเป็นเรื่องยาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว<br />
เราจะวิ่งในเมืองได้ก็ตามงานวิ่งที่มีการปิดถนนหนทางอย่างเรียบร้อยแล้ว<br />
พานให้นึกไปว่า การวิ่งในกรุงเทพฯ นั้นเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจัดการตัวเอง</p>
<p>แต่ช้าก่อน<br />
อย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น เพราะแท้จริงแล้ว #CityRun ในกรุงเทพฯ นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย<br />
ยิ่งในยุคที่เรามีอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา Google Maps ก็คำนวณเส้นทางให้เราได้เป็นอย่างดีก็ทำให้วิ่งในเมืองง่ายขึ้นด้วย </p>
<p>เราคิดถึงแลนด์มาร์กขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ อย่างพระบรมรูปทรงม้า<br />
เสาชิงช้า สะพานพระราม 8 และสะพานพระปกเกล้า แต่สำหรับมือใหม่หัด #CityRun อย่างเรา<br />
ขอเริ่มวิ่งเบาๆ เป็นระยะทางสั้นๆ ก่อนคือ<br />
ตั้งต้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าวิ่งไปหาเสาชิงช้า<br />
เพราะผ่านถนนเส้นที่มีฟุตปาทกว้างขวาง<br />
บางโซนก็มีทางจักรยานที่คนวิ่งอย่างเราใช้ร่วมได้<br />
เส้นทางระหว่างลานพระบรมรูปทรงม้าไปจนถึงเสาชิงช้านั้นเป็นทางตรงซะส่วนมาก<br />
จะได้ไม่ต้องหยุดข้ามถนนบ่อยๆ เป็น #CityRun ที่สะดวกสำหรับนักวิ่งในเมืองมือใหม่นักแล</p>
<p>แม้จะมีอุปสรรคอย่างเรื่องการต้องหยุดข้ามทางม้าลาย<br />
หรือระวังคนเดินบนฟุตปาท แต่ก็การวิ่งในเมืองก็ยังมีข้อดีอีกมาก<br />
คือมันทำให้เราไม่เบื่อ เพราะวิวสองข้างทางของเราเปลี่ยนไปตลอดเวลา<br />
ระหว่างที่วิ่งไปเสาชิงช้า เราก็ต้องผ่านทั้งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวทีราชดำเนิน<br />
หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ฯลฯ เป็นการวิ่งที่เพลินตามากทีเดียว</p>
<p>โชคดีชั้นที่สองของการวิ่งในเมืองคือ<br />
คุณจะวิ่งผ่านตลาดและร้านอาหารแบบนับไม่ถ้วน ระหว่างที่วิ่งแล้วเจออาหารร้านไหนหน้าตาหน้ากินก็ปักหมุดไว้ก่อน<br />
แล้วแวะกินข้าวตอนขากลับได้เลย สำหรับเรา เราวิ่งผ่านร้านเฮี้ยะไถ่กี่<br />
เจ้าเด็ดเจ้าดังเรื่องกาแฟโบราณ ขากลับเราก็เลยกลับมาแวะกินกาแฟและไข่กระทะ<br />
เป็นตอนจบของการวิ่งในเมืองที่สมบูรณ์ </p>
<p><strong style="background-color: initial">note: </strong>ระวังเวลาข้ามถนนมากที่สุด<br />
รองลงมาเป็นการวิ่งผ่านตลาดต่างๆ ที่มีคนสัญจรเดินกันเยอะอยู่แล้ว</p>
<p><strong>best time to run:</strong> วิ่งได้ทุกเวลาที่แดดไม่ร้อน<br />
ถ้ามาวิ่งเสาร์-อาทิตย์จะเจอเพื่อนวิ่งด้วยเยอะเหมือนกัน<br />
รู้สึกอบอุ่นใจ</p>
<p><strong style="background-color: initial">map</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/S__9371740.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1223.jpg"></p>
<p><strong>gallery</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1110.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1124.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_11311.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1143.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1146.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1160.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_11652.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_11791.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1187.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_1200.jpg"><br /><em><br />สำหรับใครที่สนใจอยากลองวิ่งในเมืองดูบ้างแต่ยังใจไม่กล้าพอ เราอยากขอชวนมือใหม่ให้มาลองวิ่งแบบ #CityRun ได้ในกลุ่มวิ่ง <a href="http://www.adaymagazine.com/articles/going-29">NRC BKK</a> จากไนกี้ ที่มีกิจกรรมวิ่งร่วมกันทุกวันพุธ พิเศษสุดๆ คือการวิ่งที่มีโค้ชและเพซเซอร์คอยวิ่งตามและให้คำปรึกษาด้วย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งสายไหน ลงทะเบียนไปวิ่งฟรี ได้รับคำปรึกษาฟรี แถมยังได้ของแถมเป็นความสนุกกลับมาอีกด้วย</em></p>
<p><a href="https://www.nike.com/th/th_th/e/cities/bangkok-local/running-culture">nike.com</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/run-45/">วิ่งแบบ #CityRun ในพระนครได้ง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/run-45/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</title>
		<link>https://adaymagazine.com/youmade-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/youmade-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jun 2017 07:46:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[YOU MADE]]></category>
		<category><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กำกับภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[axe]]></category>
		<category><![CDATA[YOUE MADE]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/youmade-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนังเป็นศาสตร์ศิลปะที่ยาก เพราะไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด หนังเรื่องแรกที่ดัง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องที่สองหรือเรื่องที่สามจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่มีใครยืนยันว่าเส้นทางนี้ควรไปทางไหน หรือต้องเดินทางอย่างไร เป็นเส้นทางปีนเขาคอร์สสุดแอดวานซ์ในชีวิตของ เต๋อ&#8211;นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ แม้จะไม่ได้เรียนทำหนังมาโดยตรง เขาขวนขวายให้ตัวเองได้ลองทำอยู่เสมอ โปรดักชันตอนนั้นจึงจะเป็นการถ่ายหนังที่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แม้จะโดนเปรียบเทียบกับคนเรียนหนังอยู่บ้าง ถูกรุ่นพี่วิจารณ์อยู่บ่อยๆ เขาก็ไม่ได้นั่งทนทุกข์อยู่กับคำพูดเหล่านั้น แต่เขาลุกขึ้นมาพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เขาอยู่ในวงการมาหลายสิบปีจนมีหนังสร้างชื่ออยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี (หนังสั้น), 36 , Mary is happy, Mary is happy , The Master และหนังที่สร้างชื่อให้เข้ามากที่สุดอย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย.. ห้ามพัก.. ห้ามรักหมอ หนังที่มีคำวิจารณ์หลากหลายที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นหนังที่ให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่า ‘น่าจะเป็นคนทำหนังไปได้ตลอดชีวิต’ Take 1 : นักเล่าเรื่อง ความรู้สึกของเด็กชายเต๋อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หนังในจอแก้วคือสิ่งมหัศจรรย์ เขาเติบโตมาในยุคที่หนัง CG กำลังเฟื่องฟู เมื่อโตขึ้นและเริ่มรู้จักกับหนังอินดี้ หนังทุนน้อย ที่เน้นการเขียนบทมากกว่าโปรดักชัน ซึ่งเขารู้สึกว่าความฝันว่าอยากจะเป็นคนทำหนังนั้นมีความเป็นไปได้ “เราอยากเป็นคนทำหนัง เพราะเรามีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ เวลาเราไปเจอเรื่องที่น่าสนใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-5/">กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนังเป็นศาสตร์ศิลปะที่ยาก เพราะไม่มีบรรทัดฐานที่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด หนังเรื่องแรกที่ดัง ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังเรื่องที่สองหรือเรื่องที่สามจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่มีใครยืนยันว่าเส้นทางนี้ควรไปทางไหน หรือต้องเดินทางอย่างไร เป็นเส้นทางปีนเขาคอร์สสุดแอดวานซ์ในชีวิตของ <strong style="background-color: initial;">เต๋อ</strong><strong style="background-color: initial;">&#8211;</strong><strong style="background-color: initial;">นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/638.jpg" /></p>
<p>แม้จะไม่ได้เรียนทำหนังมาโดยตรง เขาขวนขวายให้ตัวเองได้ลองทำอยู่เสมอ โปรดักชันตอนนั้นจึงจะเป็นการถ่ายหนังที่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แม้จะโดนเปรียบเทียบกับคนเรียนหนังอยู่บ้าง ถูกรุ่นพี่วิจารณ์อยู่บ่อยๆ เขาก็ไม่ได้นั่งทนทุกข์อยู่กับคำพูดเหล่านั้น แต่เขาลุกขึ้นมาพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้น</p>
<p>ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เขาอยู่ในวงการมาหลายสิบปีจนมีหนังสร้างชื่ออยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ <em>มั่นใจว่าคนไทยเกินหนึ่งล้านคนเกลียดเมธาวี</em> (หนังสั้น)<em>, 36 , Mary is happy, Mary is happy , The Master </em>และหนังที่สร้างชื่อให้เข้ามากที่สุดอย่าง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย<em>.. </em>ห้ามพัก<em>.. </em>ห้ามรักหมอ หนังที่มีคำวิจารณ์หลากหลายที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นหนังที่ให้ความมั่นใจกับเขาได้ว่า ‘น่าจะเป็นคนทำหนังไปได้ตลอดชีวิต’</p>
<p><strong>Take 1 : นักเล่าเรื่อง</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/11111.jpg" /></p>
<p>ความรู้สึกของเด็กชายเต๋อเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หนังในจอแก้วคือสิ่งมหัศจรรย์ เขาเติบโตมาในยุคที่หนัง CG กำลังเฟื่องฟู เมื่อโตขึ้นและเริ่มรู้จักกับหนังอินดี้ หนังทุนน้อย ที่เน้นการเขียนบทมากกว่าโปรดักชัน ซึ่งเขารู้สึกว่าความฝันว่าอยากจะเป็นคนทำหนังนั้นมีความเป็นไปได้</p>
<p>“เราอยากเป็นคนทำหนัง เพราะเรามีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ เวลาเราไปเจอเรื่องที่น่าสนใจ เราก็รู้สึกว่าอยากจะเล่าต่อ อยากให้คนอื่นได้รู้ด้วย คือเราสนุกที่จะต่อเรื่องให้มันน่าสนใจมากขึ้น เป็นความสนุกแบบหนึ่งที่ผู้กำกับหรือนักเขียนบทสามารถทำสิ่งนี้ได้”</p>
<p>แต่ความฝันกับความเป็นจริงมักจะสวนทางกันอย่างประหลาด ช่วงที่เขาต้องเลือกคณะเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมหนังและเศรษฐกิจไม่ได้ดีมากนัก เขาจึงเลือกที่จะเรียนคณะอักษรศาสตร์มากกว่าคณะนิเทศศาสตร์ที่ตรงกับสายของการทำหนังมากกว่า “ตอนนั้นมันเป็นยุคที่เศรษฐกิจมันไม่ค่อยดีมาก คนทำงานโฆษณาก็โดนเลย์ออฟเยอะ ที่บ้านเราก็มีฐานะกลางๆ อีกอย่างในยุคนั้นการทำหนังก็ค่อนข้างยาก คือพี่ๆ ผู้กำกับหลายคนก็ต้องไปอยู่วงการโฆษณาก่อนถึงจะได้กำกับ เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ห่างไกลเรามาก จึงเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์เพื่อให้ที่บ้านสบายใจด้วย บวกกับเราก็อยากเรียนเหมือนกัน คือมันน่าจะให้ความรู้เราได้ในเรื่องความเข้าใจมนุษย์ แล้วก็น่าจะช่วยในเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์ได้”</p>
<p><strong>Take 2 : คนนอก</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/449.jpg" /></p>
<p>คนที่ทำหนังส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็ต้องเป็นคนจากวงการโฆษณาหรือเป็นคนที่เรียนทำหนังมาโดยเฉพาะ อย่างต้อม เป็นเอก หรือเจ้ย อภิชาติพงศ์ ความเป็นคนนอกทำให้เขาหวั่นใจไม่น้อยว่าสุดท้ายแล้ว จะได้ทำภาพยนตร์และมีคนดูจริงๆ อย่างที่ใจฝันไว้</p>
<p>“คนอื่นเขาไม่สนว่าคุณเป็นใครมาจากไหน” เต๋อเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาคิดว่าตัวเองนั้นช่างเป็นคนนอกวงสุดๆ สำหรับเด็กอักษรทำหนังไปเจอเด็กฟิล์มทำหนัง โปรดักชันและทักษะการถ่ายทำก็เรียกว่าคนละชั้นกัน ไหนจะเป็นเพื่อนรอบๆ ตัวที่เติบโตในหน้าที่การงานแล้ว</p>
<p><strong>“</strong>เราไม่เก่งเลย” นี่คือคำที่เต๋อบอกเมื่อเราถามว่า การทำหนังสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนมานั้นยากแค่ไหน “งานช่วงแรกๆ ของเราคือเราถ่ายแบบไม่รู้เทคนิคเลย เช่น เวลาถ่ายในที่มืดๆ เราก็เอากล้องตั้งถ่ายเลย เพราะเราไม่รู้เลยว่าแสงสลัวๆ ที่เราเห็นในหนังมันผ่านการจัดไฟมาเยอะมาก ซึ่งความผิดพลาดเหล่านั้นเรารู้ว่ามันต้องใช้อะไรบ้าง เป็นบทเรียนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังต้องฝึกอีกเยอะ</p>
<p>“ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราเป็นคนนอกอย่างสิ้นเชิงเลย คือไม่รู้จะเข้าไปในวงการหนังยังไงเลยด้วยซ้ำ มันไม่สนุก เป็นตัวเองนี่แหละที่คอยพูดกับตัวเองว่า ‘ทำได้แค่นี้หรอวะ’ ตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือรู้น้อยไปหรือเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากจะทำมันต่อไปก็เพราะว่าเราชอบมันมากๆ อยากเป็นคนทำหนังมากๆ เท่านั้นเอง”</p>
<p><strong>Take 3 : สู้กับความฝันกันสักตั้ง</strong></p>
<p>“หลังจากเรียนจบ เราตั้งปณิธานของตัวเองว่า จะอยู่กับการทำหนังไปสัก 1 ปี คือโฟกัสสิ่งนี้อย่างเดียวจริงๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากแค้นเหมือนกัน เราเชื่อว่าปีที่หนึ่งของการเป็นฟรีแลนซ์มันยากนะ เพราะคุณจะไม่ได้มีงานเยอะแยะมากมาย บางเดือนได้เงิน 4,000 &#8211; 5,000 บาท บางเดือนก็น้อยกว่านั้นด้วย แล้วการเป็นฟรีแลนซ์ มันเหมือนเราล่องเรือไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะถึงปลายทางหรือเปล่า เหมือนเราอยู่บนทะเลที่กว้างมาก ล่องเรือผิดทางหรือเปล่าก็ไม่รู้ บางเดือนที่มันว่างๆ เราก็พยายามไม่อยู่นิ่ง คือมีประกวดหนังเราก็ส่งประกวด ไม่ได้รองานฟรีแลนซ์ทำพรีเซนต์อย่างเดียว แต่คิดว่าเรากำลังต่อสู้ในสิ่งที่เราอยากทำร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันไม่มีอะไรง่ายเลย”</p>
<p>เมื่อลอยอยู่ในทะเลอันกว้างใหญ่และมองไม่เห็นปลายทาง งานที่เลี้ยงชีวิตจริงๆ อย่างการตัดต่อหรือทำพรีเซนเทชันก็ไม่ใช่งานที่เขารัก จนวันหนึ่งเขาคิดที่ล้มเลิกการทำหนังไปแล้วด้วยซ้ำ “เคยมีบางเดือนที่ไปสมัครงานประจำด้วยนะ เริ่มส่งพอร์ตฯ ไปแล้วด้วย” แต่เมื่อยังลองไม่   ครบปีตามที่เขาตั้งปณิธานไว้ เขาจึงสู้กับใจตัวเอง กัดฟันลุกขึ้นมาทำให้สุดความสามารถก่อน ดีกว่ามานั่งเสียใจทีหลัง</p>
<p><strong>Take 4 : มีที่ยืน</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/542.jpg" /></p>
<p>ระหว่างที่เป็นฟรีแลนซ์อยู่นั้น เขาส่งหนังสั้นประกวดในหลายๆ เวที จนเมื่อเขาสมัครเข้าไปฝึกตัดต่อที่ค่ายหนัง GTH เก้ง-จิระ มะลิกุล และวรรณ-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทมือฉมังจำหนังสั้นของเต๋อได้ จากหนังสั้นแนวทดลองเรื่อง <em style="background-color: initial;">See</em>ในเวทีประกวด Fat Film Festival เมื่อ พ.ศ. 2549 วิธีคิดของเขาเตะตานักเขียนบทมือฉมังสองคนนี้จนถูกชวนให้ไปฝึกเขียนบท จนเต๋อได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ดังๆ มากมายอย่าง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ <em style="background-color: initial;">, Top Secret </em>วัยรุ่นพันล้าน ฯลฯ จึงได้ฝึกฝนฝีมือจากอาจารย์ในชีวิตจริง</p>
<p>ไม่นาน เขาก็เริ่มทำหนังสั้นและหนังยาวเป็นของตัวเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Take 5 : คำวิจารณ์เป็นสิ่งที่ดี</strong></p>
<p>‘ห่วยเว่ย หรือ หนังแม่งบ้าบอ’ เป็นคำวิจารณ์ที่เต๋อได้ยินอยู่เรื่อยๆ</p>
<p>“หลายคนบอกว่า หนังเรื่อง <em>Mary is happy, Mary is happy</em>คือ หนังที่แม่งสร้างมาเพื่อหลอกเด็กไปดู หรือวิจารณ์ว่า นี่มันหนังที่ทำเพื่อเด็กแนวชัดๆ ซึ่งหนังเรื่องนี้แม่งโคตรไม่เด็กเลยนะ มันเป็นหนังกึ่งทดลองที่เราไม่คิดว่าเด็กๆ จะดูได้ แต่พอฉายไปแล้ว ฟีดแบ็กจากเด็กๆ หรือวัยรุ่นก็ดี เราก็ดีใจแหละ เพราะหนังเรื่องนี้คอนเซปต์จัดมาก ฮาร์ดคอร์แบบนี้เรารู้อยู่แล้วว่าต้องมีคนไปไม่ถึงฝั่งฝันแน่ๆ แล้วเราก็อาจจะยังไม่เก่งพอให้เรื่องมันพอใจกับทุกคนได้ บางทีที่เราดูก็มีวิจารณ์ตัวเองว่า ซีนไหนมันห่วยบ้าง เราตัดสินใจผิด แต่ถ้าเราอยู่กับคำวิจารณ์เหล่านั้น มันเสียเวลา น่าจะเรียนรู้มัน ปรับปรุงมันมากกว่า”</p>
<p>เขายอมรับว่าหนังของเขามีสไตล์เฉพาะตัวที่มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบอยู่แล้ว แม้คำวิจารณ์หนักๆ ในช่วงแรกๆ จะกระทบใจเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเข้าใจว่าไม่สามารถเข้าไปนั่งในใจทุกคนได้ เขาจึงรับคำวิจารณ์มาปรับปรุงตัวอยู่เสมอ คอมเมนต์ไหนที่เน้นการด่าทอมากกว่า เขาก็ปล่อยไป ส่วนคอมเมนต์ไหนที่มีเหตุมีผลและเอามาพัฒนาฝีมือได้ ก็หยิบมาใช้</p>
<p><strong>Take 6 : อยากเป็นคนทำหนังไปตลอดชีวิต</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/349.jpg" /></p>
<p>ฟรีแลนซ์ฯ เป็นหนังใหญ่ที่ทำให้เขารู้ว่า ด้วยสไตล์ไม่แมสแบบนี้ก็ขายได้ และน่าจะเป็นคนทำหนังไปตลอดชีวิตได้</p>
<p>“มันเป็นเป้าหมายใหม่ของเรา ตอนนี้พยายามคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองสามารถทำหนังไปจนแก่ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่ทำเพียง 1 ปีแล้วเห็นผล บางทีมันใช้เวลาเป็นสิบปี เพราะกว่าที่เราจะมาทำหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ นับกลับไปตั้งแต่ตอนความสนใจอยากจะทำหนังก็เกือบยี่สิบปี</p>
<p>“แม่งไม่มีอะไรง่ายว่ะ บางที่เวลาเจอน้องๆ ที่อยากเป็นผู้กำกับ เราก็จะบอกว่า บางอย่างมันต้องใช้เวลาจริงๆ บางทีเราต้องรอไปเรื่อยๆ ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาของเรา บางครั้งแย่ๆ หน่อยก็คิดกับตัวเองว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือเปล่า บางคนรอมา 10 ปีก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้นเลย</p>
<p>“เราทำหนังมาหลายเรื่องแล้วก็จริง แต่เรื่องที่ห้ามันอาจจะไม่เวิร์กเลยก็ได้ เพราะทุกครั้งทำหนังเรื่องใหม่ มันก็เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ต้องถามว่าสิ่งที่คุณรักคือสิ่งนี้ไหม ถ้าคุณรักมันแล้วได้ทำ แม้จะมองไม่เห็นจุดหมายเลย คุณก็จะมีความสุข”</p>
<div id="erdyt-6a2e7c47a3887" data-id="IWpW_ZjXdeU" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-IWpW_ZjXdeU-6a2e7c47a3887" data-vid="IWpW_ZjXdeU" data-src="https://www.youtube.com/embed/IWpW_ZjXdeU?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/IWpW_ZjXdeU/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><em><strong>ภาพ</strong> สลัก แก้วเชื้อ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" style="border: 0;" src="http://bs.serving-sys.com/serving/adServer.bs?cn=display&amp;c=19&amp;mc=imp&amp;pli=20494473&amp;PluID=0&amp;ord=[timestamp]&amp;rtu=-1" width="1" height="1" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/youmade-5/">กรอดูหนังชีวิตของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับและนักเขียนบทที่ตั้งเป้าว่าจะเดินตามฝันมาเกือบ 20 ปีแล้ว</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/youmade-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Usa Jingu Shrine : ศาลเจ้าอุสะ ศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นอยากจะไปขอพรสักครั้งหนึ่งในชีวิต</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-122/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-122/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 May 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[คิวชู]]></category>
		<category><![CDATA[Kyushu]]></category>
		<category><![CDATA[oita]]></category>
		<category><![CDATA[Usa Jingu Shrine]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลเจ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-122/</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักท่องเที่ยวชาวไทยอาจจะรู้จักจังหวัดโออิตะในภูมิภาคคิวชูน้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ ทำให้ที่นี่ยังเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์และมีความเป็นญี่ปุ่นแบบชนบทที่แท้จริง เรามาถึงศาลเจ้าอุสะตอนเย็นๆ แล้ว เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำสาดแสงสีส้มไปกระทบที่เสาแดงโทริอิและศาลเจ้าสีแดงหลายหลัง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศาลเจ้าแห่งนี้ ศาลเจ้าอุสะนับเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้ากว่าพันแห่งทั่วทั้งญี่ปุ่น และถือเป็นศาลเจ้าศูนย์กลางของ Hachimangū ที่มีอยู่มากกว่า 40,000 แห่งทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย ทางเข้ามีเสาแดงโทริอิ 4 ต้นใหญ่รอต้อนรับอยู่ เราสังเกตเห็นทั้งเด็ก วัยรุ่น และคนสูงวัย ที่เข้ามาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้ โดยเมื่อเดินข้ามเสาแดงต้นใหญ่มาแล้ว ก็จะเจอกับบ่อน้ำไหลและกระบวยไม้ไผ่วางผาดอยู่ ซึ่งจะพบเจอได้ตามศาลเจ้าเกือบทั่วญี่ปุ่น เพราะถือเป็นตามธรรมเนียมของการเข้าศาลเจ้า และไปสักการะเทพเจ้า จะต้องมีการชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ซะก่อน ทั้งล้างมือและล้างปาก โดยคุณป้าไกด์นำทางก็สอนให้เราชำระล้างอย่างถูกต้องอยู่ไม่ห่างด้วย หลังจากเดินขึ้นบันได้ท่ามกลางป่าเขียวที่ชุ่มชื้นไปหลายสิบขั้น เราก็เห็นปลายทางเป็นอาคารวิหารหลักสีแดงเด่นเป็นสง่า และแน่นอน เราต้องเดินเข้าประตูซ้าย (และออกประตูขวา) ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นด้วย เมื่อเข้าไปถึง เราเห็นวิหารหลักสีแดงที่ใหญ่โตและสมบูรณ์มาก ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างมาเป็นพันปีแล้ว บรรยากาศโดยรอบนั้นนิ่งสนิท อากาศเย็นกว่าด้านล่างเพราะอยู่กลางป่าและบนเขา อาคารนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมบัติของชาติญี่ปุ่นอีกด้วย เราเข้าไปสักการะศาลเจ้าใกล้ๆ วิธีเคารพบูชาศาลเจ้าที่นี่นั้นคือ โค้ง 2 ครั้ง-ตบมือ 4 ครั้ง-โค้งอีก 1 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี ด้านข้างมีต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบยืนตระหง่านให้ร่มเงาอยู่ คุณพี่ชาวญี่ปุ่นที่มาด้วยกันเล่าว่า ต้นไม้ต้นนี้มีอายุเป็นร้อยๆ ปี ซึ่งก็เล่าขานกันมาว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เคยมีไอดอลสาวจากวงญี่ปุ่นมาขอพร [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-122/">Usa Jingu Shrine : ศาลเจ้าอุสะ ศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นอยากจะไปขอพรสักครั้งหนึ่งในชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	นักท่องเที่ยวชาวไทยอาจจะรู้จักจังหวัดโออิตะในภูมิภาคคิวชูน้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ<br />
ทำให้ที่นี่ยังเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์และมีความเป็นญี่ปุ่นแบบชนบทที่แท้จริง</p>
<p>
	เรามาถึงศาลเจ้าอุสะตอนเย็นๆ<br />
แล้ว เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำสาดแสงสีส้มไปกระทบที่เสาแดงโทริอิและศาลเจ้าสีแดงหลายหลัง<br />
ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศาลเจ้าแห่งนี้<br />
ศาลเจ้าอุสะนับเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้ากว่าพันแห่งทั่วทั้งญี่ปุ่น<br />
และถือเป็นศาลเจ้าศูนย์กลางของ  Hachimangū ที่มีอยู่มากกว่า<br />
40,000 แห่งทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4614.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4637.jpg"></p>
<p>
	ทางเข้ามีเสาแดงโทริอิ 4 ต้นใหญ่รอต้อนรับอยู่<br />
เราสังเกตเห็นทั้งเด็ก วัยรุ่น และคนสูงวัย ที่เข้ามาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้<br />
โดยเมื่อเดินข้ามเสาแดงต้นใหญ่มาแล้ว ก็จะเจอกับบ่อน้ำไหลและกระบวยไม้ไผ่วางผาดอยู่ ซึ่งจะพบเจอได้ตามศาลเจ้าเกือบทั่วญี่ปุ่น<br />
เพราะถือเป็นตามธรรมเนียมของการเข้าศาลเจ้า และไปสักการะเทพเจ้า<br />
จะต้องมีการชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ซะก่อน ทั้งล้างมือและล้างปาก<br />
โดยคุณป้าไกด์นำทางก็สอนให้เราชำระล้างอย่างถูกต้องอยู่ไม่ห่างด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4656.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4672.jpg"></p>
<p>หลังจากเดินขึ้นบันได้ท่ามกลางป่าเขียวที่ชุ่มชื้นไปหลายสิบขั้น<br />
เราก็เห็นปลายทางเป็นอาคารวิหารหลักสีแดงเด่นเป็นสง่า และแน่นอน<br />
เราต้องเดินเข้าประตูซ้าย (และออกประตูขวา) ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นด้วย<br />
เมื่อเข้าไปถึง เราเห็นวิหารหลักสีแดงที่ใหญ่โตและสมบูรณ์มาก<br />
ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างมาเป็นพันปีแล้ว บรรยากาศโดยรอบนั้นนิ่งสนิท<br />
อากาศเย็นกว่าด้านล่างเพราะอยู่กลางป่าและบนเขา<br />
อาคารนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมบัติของชาติญี่ปุ่นอีกด้วย</p>
<p>
	เราเข้าไปสักการะศาลเจ้าใกล้ๆ<br />
วิธีเคารพบูชาศาลเจ้าที่นี่นั้นคือ โค้ง 2 ครั้ง-ตบมือ 4 ครั้ง-โค้งอีก 1 ครั้ง<br />
เป็นอันเสร็จพิธี</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4721.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4707.jpg"></p>
<p>
	ด้านข้างมีต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบยืนตระหง่านให้ร่มเงาอยู่<br />
คุณพี่ชาวญี่ปุ่นที่มาด้วยกันเล่าว่า ต้นไม้ต้นนี้มีอายุเป็นร้อยๆ ปี<br />
ซึ่งก็เล่าขานกันมาว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เคยมีไอดอลสาวจากวงญี่ปุ่นมาขอพร<br />
ขอให้ตัวเองมีตำแหน่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของกลุ่ม<br />
ปรากฏว่าเธอก็สมปรารถนาอย่างที่ขอไว้ ต้นไม้ต้นนี้ก็เลยโด่งดังไม่แพ้ศาลเจ้าเลยทีเดียว<br />
ว่าแล้ว เราก็ขอพรกับต้นไม้บ้าง (ฮา)</p>
<p>
	นอกจากศาลเจ้าและต้นไม้แล้ว<br />
บริเวณนั้นยังมีแผ่นเขียนคำอธิษฐานอีกด้วย<br />
เรียกว่าเป็นศาลเจ้าแห่งการขอพรอย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF4688.jpg"></p>
<h3><strong>Usa Jingu Shrine </strong></h3>
<p>
	<strong>address:</strong><br />
	Usa Jingu 872-0102 Oita-ken,<br />
Usa-shi, Minami Usa, Oita Prefecture<br />
	<br />
	<strong style="background-color: initial">hour: </strong>เปิดทุกวัน 05.30<br />
&#8211; 21.00 น. (และเปิด 06.00 &#8211; 21.00 น. ตั้งแต่เดือนตุลาคม-มีนาคม) ส่วน Treasure hall เปิด 09.00 &#8211; 16.00 น.<br />
	<br />
	<strong style="background-color: initial">how to get there:</strong> จากสถานีอุสะ ขึ้นรถบัสขนส่งโออิตะไปนาคัตสึ<br />
ลงรถที่อุสะยะฮาตะ (นั่งรถบัสประมาณ 8 นาที)</p>
<p>
	<strong>ขอบคุณ<br />
:<br />
	</strong><a href="https://www.facebook.com/worldsurprisetravel">World Surprise Travel</a>, <a href="http://th.visit-oita.jp">Oita Tourism</a><em style="background-color: initial">, </em>JR Kyushu</p>
<p>
	<a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1"><strong>ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</strong></a></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-122/">Usa Jingu Shrine : ศาลเจ้าอุสะ ศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นอยากจะไปขอพรสักครั้งหนึ่งในชีวิต</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-122/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>THINGG : เฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายของงานคราฟต์แบบไทยๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dreammakers-5/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dreammakers-5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 May 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[meet the dream makers]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Discovery]]></category>
		<category><![CDATA[meet the dreammakers]]></category>
		<category><![CDATA[Thingg]]></category>
		<category><![CDATA[เดชา อรรจนานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[พลอยพรรณ ธีรชัย]]></category>
		<category><![CDATA[ออกแบบผลิตภัณฑ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dreammakers-5/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในแบรนด์งานออกแบบที่หยิบความเป็นไทยเข้าไปใส่แล้วสะดุดตาเรามากๆ คือแบรนด์ THINGG ซึ่งมีสินค้าที่ทำจากวัสดุไทยๆ รูปทรงแบบไทยๆ หรือของใช้แบบไทยๆ ที่หยิบจุดเด่นบางอย่างมาปั้นต่อให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่ดูสนุกและร่วมสมัยอย่างประหลาด ไอเดียเหล่านั้นเกิดจากนักออกแบบสองคน เดชา อรรจนานันท์ และ พลอยพรรณ ธีรชัย จาก THINKK Studio ที่ช่วยกันสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาโดยใส่เอกลักษณ์ของความเป็นไทยเข้าไป ตั้งแต่การตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ รูปทรงของสินค้าที่คุ้นตาเหมือนของในครัวคุณแม่ เขาและเธอรู้ว่า ความเป็นไทยนั้นเท่เกินกว่าจะอยู่แค่ในเมืองไทย พวกเขาพัฒนาไอเดียนี้จนก่อร่างสร้างแบรนด์ได้อย่างไร ลองอ่านกันนะ ไทยเท่ เดชา : “เราสองคนทำบริษัทออกแบบเฟอร์เจอร์หรือผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ THINKK Studio แล้วก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐต่างๆ เช่น ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ซึ่งโจทย์คือเขาอยากให้เราช่วยเข้าไปพัฒนางานฝีมือของชุมชนต่างๆ” พลอยพรรณ : “เราได้เข้าไปออกแบบให้งานฝีมือเหล่านั้นมีราคามากขึ้น จากที่เคยขายได้ 50 &#8211; 100 บาท ก็ไปปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มันขายได้เยอะขึ้น เพราะเรามองเห็นว่างานฝีมือหรือภูมิปัญญาเหล่านี้มันน่าจะขายได้ในราคาดีและคุ้มค่ากว่าที่ชุมชนจะทำเพียงของที่ระลึกเพียงอย่างเดียว คนต่างชาติหรือชาวยุโรปก็จะให้ค่ากับงานฝีมือแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งเราและดีไซเนอร์หลายๆ คนก็เข้าไปช่วยออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เยอะขึ้น กลายเป็นงานที่ค่อนข้างร่วมสมัยแล้วก็ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่กลายเป็นว่าสินค้าที่เราทำก็เหมาะกับตลาดส่งออกหรือชาวต่างชาติมากกว่า ซึ่งชุมชนก็ไม่ได้มีช่องทางที่จะเข้าไปขายในตลาดนั้นได้ จึงทำให้เราเสียดายว่าสิ่งที่ออกแบบมา ชุมชนอาจไม่ได้เอาไปใช้ หรือชุมชนก็ไม่มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจากตรงนี้ เราจึงคิดว่าน่าจะทำแบรนด์ขึ้นมาเพื่อช่วยขายของให้ชุมชน คือเรามองว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-5/">THINGG : เฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายของงานคราฟต์แบบไทยๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในแบรนด์งานออกแบบที่หยิบความเป็นไทยเข้าไปใส่แล้วสะดุดตาเรามากๆ คือแบรนด์ THINGG ซึ่งมีสินค้าที่ทำจากวัสดุไทยๆ รูปทรงแบบไทยๆ หรือของใช้แบบไทยๆ ที่หยิบจุดเด่นบางอย่างมาปั้นต่อให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่ดูสนุกและร่วมสมัยอย่างประหลาด ไอเดียเหล่านั้นเกิดจากนักออกแบบสองคน <strong>เดชา อรรจนานันท์</strong> และ <strong>พลอยพรรณ ธีรชัย</strong> จาก THINKK Studio ที่ช่วยกันสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาโดยใส่เอกลักษณ์ของความเป็นไทยเข้าไป ตั้งแต่การตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ รูปทรงของสินค้าที่คุ้นตาเหมือนของในครัวคุณแม่</p>
<p>เขาและเธอรู้ว่า ความเป็นไทยนั้นเท่เกินกว่าจะอยู่แค่ในเมืองไทย พวกเขาพัฒนาไอเดียนี้จนก่อร่างสร้างแบรนด์ได้อย่างไร ลองอ่านกันนะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2756.jpg" /></p>
<h3><strong>ไทยเท่</strong></h3>
<p><strong>เดชา :</strong> “เราสองคนทำบริษัทออกแบบเฟอร์เจอร์หรือผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ THINKK Studio แล้วก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐต่างๆ เช่น ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ซึ่งโจทย์คือเขาอยากให้เราช่วยเข้าไปพัฒนางานฝีมือของชุมชนต่างๆ”</p>
<p><strong>พลอยพรรณ :</strong> “เราได้เข้าไปออกแบบให้งานฝีมือเหล่านั้นมีราคามากขึ้น จากที่เคยขายได้ 50 &#8211; 100 บาท ก็ไปปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มันขายได้เยอะขึ้น เพราะเรามองเห็นว่างานฝีมือหรือภูมิปัญญาเหล่านี้มันน่าจะขายได้ในราคาดีและคุ้มค่ากว่าที่ชุมชนจะทำเพียงของที่ระลึกเพียงอย่างเดียว คนต่างชาติหรือชาวยุโรปก็จะให้ค่ากับงานฝีมือแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งเราและดีไซเนอร์หลายๆ คนก็เข้าไปช่วยออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เยอะขึ้น กลายเป็นงานที่ค่อนข้างร่วมสมัยแล้วก็ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่กลายเป็นว่าสินค้าที่เราทำก็เหมาะกับตลาดส่งออกหรือชาวต่างชาติมากกว่า ซึ่งชุมชนก็ไม่ได้มีช่องทางที่จะเข้าไปขายในตลาดนั้นได้ จึงทำให้เราเสียดายว่าสิ่งที่ออกแบบมา ชุมชนอาจไม่ได้เอาไปใช้ หรือชุมชนก็ไม่มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจากตรงนี้ เราจึงคิดว่าน่าจะทำแบรนด์ขึ้นมาเพื่อช่วยขายของให้ชุมชน คือเรามองว่า ถ้าเราขายได้ เราก็สร้างงานให้คนในชุมชนได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2668.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2708.jpg" /></p>
<h3><strong>ประกอบฝัน</strong></h3>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ : </strong>“การสร้างแบรนด์เป็นความฝันของเรามานานแล้ว คือเราเรียนจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็อยากจะสร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เป็นของตัวเอง แต่พอมีจุดหนึ่งที่เราทำงานจริงจัง เปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง ก็อยากจะทำงานของสตูดิโอให้มีคุณภาพ โฟกัสที่งานออกแบบเป็นหลัก แต่หลังจากได้มีโอกาสเข้าไปช่วยชุมชน เราก็เริ่มคิดถึงการทำแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง เพราะเราอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าดีไซน์ที่เราคิดออกมา มันจะขายได้ เลยตัดสินใจทำแบรนด์ THINGG อย่างจริงจัง โดยจะเน้นการผลิตของชิ้นเล็กๆ ก่อน เป็นสินค้าที่เราสามารถดูแลการผลิตเองได้”</p>
<h3><strong>เรียบง่ายและใช้งานได้จริง</strong></h3>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ</strong><strong> :</strong> “ปกติแล้วงานที่เราทำจะเรียบง่ายและมีความเป็นไทยเข้าไปผสมอยู่แล้ว ตอนที่คิดทำแบรนด์ THINGG ก็เช่นเดียวกัน คือเรามองเห็นว่าเมืองไทย วัสดุไทยที่มีเยอะมาก งานคราฟต์ก็มีเยอะมาก มันมีวัตถุดิบที่เอามาทำอะไรได้อีกเยอะ ส่วนหนึ่งเราคิดว่าถ้าเราออกแบบงานด้วยวัสดุทั่วไป มันก็จะกลายเป็นของอีกชิ้นหนึ่งในตลาดที่ไม่ได้มีเอกลักษณ์ บวกกับเราเป็นดีไซเนอร์ไทยด้วย ถ้าเราเอาเรื่องหัตถกรรมชุมชนมาใช้ก็น่าจะดี งานที่เราทำก็ได้กลับไปช่วยชุมชนด้วย ให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ของแบรนด์ เรามีทั้งผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเข้ามาช่วย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ดีทั้งดีไซน์และคุณภาพ”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2720.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2672.jpg" /></p>
<p><strong>เดชา :</strong> “ถ้าเราโฟกัสว่าอยากจะแข่งกับเวทีโลก เราก็ต้องสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากงานออกแบบทั่วไปให้ได้ ซึ่งสำหรับงานฝีมือของชาวบ้าน บางทีมันคือการลดทอนงานแค่นิดเดียว ไม่ต้องเย็บหรือสานให้ซับซ้อนแบบที่ชุมชนเคยทำก็สวยแล้ว แล้วก็ออกแบบให้งานฝีมือเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น จากที่เคยเป็นแค่ของฝากหรือของชำร่วย เพราะจริงๆ แล้วคนสมัยก่อนจะใช้เครื่องใช้หัตถกรรมในชีวิตประจำวันกันจริงๆ ซึ่งเราก็จะพยายามออกแบบโดยเติมฟังก์ชันการใช้งานลงไป”</p>
<h3><strong>ทำงานร่วมกับชุมชน</strong></h3>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ</strong><strong style="background-color: initial;"> :</strong> “เราคุยกับคนในชุมชนเลยว่าเขามีสินค้าอะไรบ้าง เช่น เดิมทีเขาสานกระเป๋า สานตะกร้าอยู่ เราก็จะมาคิดว่าวัตถุดิบเหล่านั้นจะนำมาทำอะไรได้อีก ซึ่งก็แล้วแต่ชุมชนว่าปกติทำงานฝีมือแบบไหน เช่น บางบ้านที่เน้นเรื่องการทอผ้า เราก็ให้เขาทอผ้ามาส่ง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นเพื่อประกอบกับส่วนประกอบอื่นๆ อย่างโคมไฟของเรา ที่เกิดจากการสานของใบลาน แต่เดิมของชุมชนทำเป็นรองเท้า เป็นกล่องทิชชู่ คือขายในปริมาณเยอะแต่ได้กำไรนิดเดียว”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2653.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2731.jpg" /></p>
<p><strong>เดชา :</strong> “หลักการคิดออกแบบหรือพัฒนาสินค้าของเราก็จะคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ บางทีให้เขาได้ทำงานน้อยลง เสียวัสดุน้อยลง แต่ได้กำไรมากขึ้นกว่าเดิม คือเราไม่ได้บอกว่าต้องปรับเปลี่ยนอะไร แต่การทำงานกับชุมชนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คือถ้าเราเข้าไปคุยกับ 10 ชุมชน อาจจะมีแค่หนึ่งชุมชนที่เราสามารถร่วมงานกันต่อได้ ทั้งในเชิงคุณภาพของการผลิตแล้วก็ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน”</p>
<h3><strong>ไทยคิด ไทยดีไซน์</strong></h3>
<p><strong>เดชา :</strong> “SARN lamp (โคมไฟสาน) เป็นสินค้าที่เราทำงานร่วมกับชุมชนบ้านทับลานที่จังหวัดปราจีนบุรี เขาจักสานหมวก กระเป๋า รองเท้า จากใบลานอยู่แล้ว ซึ่งใบลานของชุมชนนี้จะมีสีขาว ซึ่งทำให้เรานำไปย้อมสีได้สดกว่าพวกไม้ไผ่ แล้วก็ใช้การย้อมสีใบลานแล้วนำมาสานแบบเล่นสีตัดกัน เกิดเป็นลายแพตเทิร์นใหม่ขึ้นมา”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2725.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2737.jpg" /></p>
<p><strong style="background-color: initial;">พลอยพรรณ</strong><strong style="background-color: initial;"> :</strong> “ความเป็นไทยที่เราใส่เข้าไปในงาน เราไม่ได้ตะโกนออกไปว่าฉันเป็นดีไซเนอร์ไทยหรือฉันมาจากประเทศไทยนะ เราใส่กลิ่นอายเข้าไปเพื่อให้งานออกแบบนั้นมันสนุก ดูไม่เครียด ดูไม่เพอร์เฟกต์ ซึ่งเรามองว่านี่คือคาแรกเตอร์ที่ตรงกับงานออกแบบของเรา คือมันไม่ได้ดูเนี้ยบกริบหรือไทยจ๋า แต่มันมีดีไซน์ที่น่าสนใจ สนุก และก็น่าจะเซอร์ไพรส์ใครหลายคนเมื่อรู้ว่าไอเดียของสินค้าชิ้นนั้นคืออะไรหรือเอาวัสดุมาจากไหนมากกว่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/MG_2740.jpg" /></p>
<p><em><strong>meet the dream shop</strong></em></p>
<p><strong>location: </strong>Siam Discovery | 3rd Floor</p>
<p style="text-align: center;"><em>ทุกความฝันเป็นจริงได้เมื่อลงมือทำ โดยวิธีทำของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนอาจจะลองผิดลองถูกลุยกับมันสักตั้ง แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร อย่างน้อยความฝันก้อนนั้นก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าคนที่คิดฝันเพียงอย่างเดียว พบหลายความฝันที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณลงมือทำที่ Siam Discovery</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> มณีนุช บุญเรือง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-5/">THINGG : เฟอร์นิเจอร์ที่มีกลิ่นอายของงานคราฟต์แบบไทยๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dreammakers-5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิ่งเพื่อความฝันของ บอย-อริย์ธัช พลตาล นักร้องนำแห่งวง Lomosonic</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-56/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-56/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 May 2017 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[บอย-อริย์ธัช พลตาล]]></category>
		<category><![CDATA[Lomosonic]]></category>
		<category><![CDATA[Nike Running Club]]></category>
		<category><![CDATA[การออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[นักร้อง]]></category>
		<category><![CDATA[การวิ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-56/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนที่เคยไปดูคอนเสิร์ตเล่นสดของวง Lomosonic จะรู้ว่าคอนเสิร์ตของพวกเขานั้นมีพลังและเรียกความสนุกจากคนดูให้สุดเหวี่ยงไปกับพวกเขาได้ขนาดไหน ซึ่ง บอย-อริย์ธัช พลตาล นักร้องนำของวงนั้นถือเป็นส่วนผสมหลักที่ทำให้การแสดงสดของวงขึ้นชื่อว่ามันถึงใจจริงๆ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าบอยมีเคล็ดลับในการแสดงสดง่ายๆ ด้วยการออกไปวิ่ง เขาวิ่งเพื่อเพิ่มพละกำลังในการแสดงสด เขาวิ่งเพื่อคงความแข็งแรงในการร้องเพลง และทั้งหมดทั้งมวลนี้ เขาวิ่งเพื่อจะได้ทำสิ่งที่เขารักไปนานๆ ทำไมเขาถึงรักการวิ่งขนาดนี้ ลองอ่านเลย แล้วคุณจะลองออกไปวิ่งเพื่อสิ่งที่รักดูสักครั้ง ทำไมคุณถึงหันมารักการวิ่ง“ผมวิ่งมาตั้งแต่เด็ก เพราะตอนเด็กๆ ผมป่วยบ่อย แล้วที่เริ่มวิ่งจริงจัง มันก็เริ่มต้นจากงานแม่เมาะฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรก ซึ่งเราก็ได้ลงวิ่งเป็นครั้งแรกด้วย ผมเป็นคนแม่เมาะ ที่หมู่บ้านก็เกณฑ์คน เกณฑ์เด็กๆ ไปวิ่ง พอโตขึ้นมาหน่อย เราก็เป็นคนชอบเล่นกีฬา เล่นฟุตบอล ก็เลยได้วิ่งออกกำลังกายมาโดยตลอด แล้วก็มีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่เราหมกมุ่นซ้อมดนตรีเพราะเราอยากจะเป็นนักดนตรี มีช่วงที่ทำงานเยอะ ไปเล่นคอนเสิร์ตเยอะ มีช่วงที่เราปาร์ตี้สำมะเลเทเมาอยู่พอตัว จนเราหยุดคิดว่าเราควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ เพิ่มพลังเพื่อใช้ในการแสดงคอนเสิร์ต เพราะรู้สึกว่าร่างกายเราอ่อนแอมาก ร้องไม่กี่เพลงก็เหนื่อยแล้ว เลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องตั้งใจที่จะออกกำลังกายเพื่อฟิตพลังตัวเองขึ้นมา ซึ่งเราก็เลือกที่จะกลับมาวิ่ง กลับมาเล่นกีฬาหลายๆ อย่าง” “ตอนที่กลับมาวิ่งอีกครั้งก็ต้องค่อยๆ ฝึกซ้อมไปจากวิ่งน้อยๆ ก่อน แล้วก็มีตารางวิ่งที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เหมือนทฤษฎีไมโล* ที่ว่าต้องเริ่มฝึกซ้อมจากอ่อนๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นทฤษฏีการเพิ่มความหนักหน่วงทีละน้อยในการฝึก แต่จากคนที่เคยวิ่งไกลๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-56/">วิ่งเพื่อความฝันของ บอย-อริย์ธัช พลตาล นักร้องนำแห่งวง Lomosonic</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนที่เคยไปดูคอนเสิร์ตเล่นสดของวง Lomosonic จะรู้ว่าคอนเสิร์ตของพวกเขานั้นมีพลังและเรียกความสนุกจากคนดูให้สุดเหวี่ยงไปกับพวกเขาได้ขนาดไหน ซึ่ง <strong>บอย-อริย์ธัช พลตาล </strong>นักร้องนำของวงนั้นถือเป็นส่วนผสมหลักที่ทำให้การแสดงสดของวงขึ้นชื่อว่ามันถึงใจจริงๆ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าบอยมีเคล็ดลับในการแสดงสดง่ายๆ ด้วยการออกไปวิ่ง เขาวิ่งเพื่อเพิ่มพละกำลังในการแสดงสด เขาวิ่งเพื่อคงความแข็งแรงในการร้องเพลง และทั้งหมดทั้งมวลนี้ เขาวิ่งเพื่อจะได้ทำสิ่งที่เขารักไปนานๆ</p>
<p>ทำไมเขาถึงรักการวิ่งขนาดนี้ ลองอ่านเลย แล้วคุณจะลองออกไปวิ่งเพื่อสิ่งที่รักดูสักครั้ง</p>
<p><strong>ทำไมคุณถึงหันมารักการวิ่ง<br /></strong>“ผมวิ่งมาตั้งแต่เด็ก เพราะตอนเด็กๆ ผมป่วยบ่อย แล้วที่เริ่มวิ่งจริงจัง มันก็เริ่มต้นจากงานแม่เมาะฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรก ซึ่งเราก็ได้ลงวิ่งเป็นครั้งแรกด้วย ผมเป็นคนแม่เมาะ ที่หมู่บ้านก็เกณฑ์คน เกณฑ์เด็กๆ ไปวิ่ง พอโตขึ้นมาหน่อย เราก็เป็นคนชอบเล่นกีฬา เล่นฟุตบอล ก็เลยได้วิ่งออกกำลังกายมาโดยตลอด แล้วก็มีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่เราหมกมุ่นซ้อมดนตรีเพราะเราอยากจะเป็นนักดนตรี มีช่วงที่ทำงานเยอะ ไปเล่นคอนเสิร์ตเยอะ มีช่วงที่เราปาร์ตี้สำมะเลเทเมาอยู่พอตัว จนเราหยุดคิดว่าเราควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ เพิ่มพลังเพื่อใช้ในการแสดงคอนเสิร์ต เพราะรู้สึกว่าร่างกายเราอ่อนแอมาก ร้องไม่กี่เพลงก็เหนื่อยแล้ว เลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องตั้งใจที่จะออกกำลังกายเพื่อฟิตพลังตัวเองขึ้นมา ซึ่งเราก็เลือกที่จะกลับมาวิ่ง กลับมาเล่นกีฬาหลายๆ อย่าง”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6538.jpg"></p>
<p>“ตอนที่กลับมาวิ่งอีกครั้งก็ต้องค่อยๆ ฝึกซ้อมไปจากวิ่งน้อยๆ ก่อน แล้วก็มีตารางวิ่งที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เหมือนทฤษฎีไมโล* ที่ว่าต้องเริ่มฝึกซ้อมจากอ่อนๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นทฤษฏีการเพิ่มความหนักหน่วงทีละน้อยในการฝึก แต่จากคนที่เคยวิ่งไกลๆ วิ่งมากๆ มาก่อน เราก็หงุดหงิดใจเหมือนกันนะ มาเริ่มต้นใหม่ผมก็รู้สึกไม่ดีกับตัวเองหรอก แต่ก็ค่อยๆ พยายามฝึกเรื่อยๆ เอาชนะตัวเองให้ได้ เมื่อเราฝึกเยอะๆ ออกกำลังกายเยอะๆ เพดานของกำลังเราก็สูงขึ้น ร่างกายก็เก็บพลังไปใช้ในคอนเสิร์ตได้มาก และทำให้แสดงคอนเสิร์ตได้ดี”</p>
<p><strong></strong></p>
<p><em><span>(*ทฤษฎีไมโล คือทฤษฎีสำหรับการเตรียมตารางออกกำลังกายทุกประเภท โดยเริ่มจากการฝึกแบบน้อยๆ หรือว่าอ่อนๆ ไปก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นของตารางฝึกซ้อมขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายก็จะปรับสภาพและแข็งแรงขึ้นไปตามที่ต้องการ)</span></em></p>
<p><strong>คุณเป็นสายวิ่งแบบไหน วิ่งเร็วหรือวิ่งเรื่อยๆ<br /></strong>“จริงๆ แล้วผมจะดูช่วงเวลาว่าผมจะใช้กล้ามเนื้อขาวหรือกล้ามเนื้อแดง กล้ามเนื้อแดงคือการวิ่งไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้อขาวก็จะเป็นการวิ่งเร็วๆ นานๆ ถ้าหนึ่งสัปดาห์ของผมจะวิ่งทั้งสองแบบ คือวิ่งยาวบ้าง วิ่งไป 2 &#8211; 3 ชั่วโมงเลย ใช้เวลาวิ่งไปแล้วก็ฟังเพลงไป แต่จริงๆ เราก็ชอบเล่นฟุตบอลมาก เราก็ไปวิ่งตอนที่เล่นฟุตบอลด้วย ก็เลยต้องบาลานซ์ว่าจะออกกำลังกายแบบไหน เช่นว่า วันนี้ไปเตะฟุตบอล อีกวันไปวิ่ง อีกวันวิ่งนานๆ วันไหนจะต้องพักบ้าง ก็ไม่รู้ว่าการบ้าพลังมันเป็นคำที่ดีหรือไม่นะ แต่รู้สึกว่ามันคงต้องใช้ แล้วอยู่ในวงการนี้ ถ้าไม่ออกกำลังกายแล้วออกไปโชว์ ถ้ามันแย่ลงแล้วมันก็ยาก เด็กเดี๋ยวนี้เก่ง เราก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ คนในวงจะรู้เลยว่าผมจะกินอะไร ผมจะทำอะไร  แต่ก่อนคนในวงจะงงๆ มากว่าเรารักการออกกำลังกายขนาดนั้นเลยเหรอ ทุก 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม จะติดต่อผมไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ทุกคนในวงหรือทีมงานจะรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา เรารู้สึกว่าเราต้องออกกำลังกายจริงๆ เพื่อการแสดงคอนเสิร์ตที่ดี เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย พรุ่งนี้ถ้านอนน้อย อยากจะปาร์ตี้กินเบียร์ มันก็ไม่ดี คอนเสิร์ตพรุ่งนี้ก็เจ๊ง ก็คงไม่มีคนอยากดู ไม่มีคนจ้าง เราก็คงเจ๊งไปด้วย”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6471.jpg"></p>
<p><strong>คุณเป็นคนมีวินัยเรื่องการออกกำลังกายมากเลยใช่มั้ย<br /></strong>“ผมก็รู้สึกว่าเป็นคนมีวินัยนะ แต่ผมไม่ได้เครียดขนาดนั้น แต่ที่เรามีแบบแผน วางตารางชีวิตเพื่อออกกำลังกายนั้นมันเกิดจากการที่เรารู้ว่าเราอยากจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร พฤติกรรมทั้งหลายของผมก็จะปรับเปลี่ยนให้เราเป็นคนแบบนั้น ถ้าบอกว่า Lomosonic เป็นวงที่แสดงสดได้เป็นบ้าเป็นหลังหรือสุดยอด ก็คิดกลับไปว่าทำไมเราถึงสามารถแสดงดนตรีสดได้เป็นบ้าเป็นหลังขนาดนั้น เราต้องออกกำลังกายเพื่อให้เรามีกำลัง มีพลังเพื่อใช้บนเวที แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เข้าสังคมเลยนะ จริงๆ ผมก็ดื่มนะแต่ก็ต้องเลิก เพราะสุดท้ายผมรักการร้องเพลงมากกว่า ผมรักการที่จะอยู่บนเวทีมากกว่า เมื่อเราเลือกสิ่งนี้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะต้องเป็นคนแบบนั้นให้ได้ ถ้าจะแตกแถวไปปาร์ตี้บ้าง ไปดื่มบ้างก็ขอให้มีวันว่างเยอะๆ ให้ผมได้จัดการชีวิตได้”</p>
<p>“มันไม่ใช่ว่าออกกำลังกายแล้วจะไปกร่างกับคนอื่นว่าเราดีกว่าคนอื่น จริงๆ คือทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ เราจะออกกำลังกาย เขาจะไม่ออกกำลังกายก็แล้วแต่ ผมไม่ได้บอกใครๆ ไปทั่วว่าเราออกกำลังกายทุกวันนะ แต่อย่างน้อยคือถ้ามีเด็กเห็นเราวิ่ง เห็นเราออกกำลังกายแล้วเด็กคนนั้นลุกขึ้นมาวิ่งบ้าง หรือไม่ติดยา ผมก็ดีใจนะ” </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_65102.jpg"></p>
<p><strong>นอกเหนือจากเรื่องพละกำลังที่เราได้มาจากการวิ่ง ยังค้นพบอะไรอีกมั้ย<br /></strong>“เคยอ่าน <em style="background-color: initial">เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง</em> ของฮารูกิ มูราคามิ เขาเป็นนักเขียนที่ชอบวิ่งมาราธอน เวลาที่วิ่งเขาจะชอบคิดถึงเรื่องเก่าๆ ผมเองก็เหมือนกัน มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้คิดเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เรื่องงาน เรื่องปัญหา ส่วนใหญ่เวลาที่วิ่ง มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนตัวเอง”</p>
<p><strong>นักร้อง ศิลปิน มักไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ หรือไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไร คุณหาเวลาออกกำลังกายให้ตัวเองอย่างไร<br /></strong>“เวลาที่ผมไปทัวร์ต่างจังหวัด เราจะบังคับให้ตัวเองต้องไปวิ่งอยู่เสมอ สมมติว่ารถตู้วิ่งไปสกลนครหรืออุดร ผมจะให้เขาจอดดรอปผมลงก่อนสัก 15 &#8211; 20 กิโลเมตร ก่อนจะเข้าเมืองเพื่อที่จะได้วิ่ง ไม่งั้นอ้วนฉิบหายเลย เพราะเรามีของกิน มีเซเว่นตลอดเวลา ผมไม่อยากหาข้ออ้างให้ตัวเองว่าไม่มีเวลา เรารู้สึกว่าเราต้องทำ ต้องออกกำลังกาย คือถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่สามารถควบคุมคอนเสิร์ตได้ หรือมันทำให้การแสดงของเราดรอปลง เราก็คิดว่ามันไม่โอเค เพราะดนตรีเป็นสิ่งที่สามารถวัดผลกันได้ คุณจะเห็นเลยว่านักร้องเหนื่อยแค่ไหน หรือคุมคอนเสิร์ตไหวไหม ที่เราออกกำลังกายทุกวันนี้ก็เพื่อสิ่งนั้น ก็เพื่อเป็นนักร้องที่อยู่ไปได้นานๆ ก็เหมือนกับทุกอาชีพนะ คือถ้าคุณอยากทำข้าวผัดที่อร่อย คุณก็ต้องฝึกซ้อมเยอะๆ เพื่อให้เราเก่งในด้านนั้นๆ เราวิ่งเพื่อที่จะรักษาสิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เรารัก”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6486.jpg"></p>
<p><strong>มีเคล็ดลับอะไรให้เหล่ารันเนอร์ที่อยากออกไปวิ่งต่างจังหวัดบ้างไหม<br /></strong>“ถ้าเจอหมาอย่าวิ่งหันหลัง หรือจะวิ่งใส่เลยก็ได้ ไม่งั้นมันจะวิ่งไล่กัด (ฮา) และอย่าวิ่งในถนนส่วนบุคคลนะ มันผิดกฎหมาย หลายคนอาจจะไม่รู้”</p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-56/">วิ่งเพื่อความฝันของ บอย-อริย์ธัช พลตาล นักร้องนำแห่งวง Lomosonic</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-56/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Cedric Hernandez : นักวิ่งผู้ก่อตั้งกลุ่ม NYC BridgeRunners ที่เชื้อชวนให้ทุกคนอยากวิ่งไปแตะขอบฟ้า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-55/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-55/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 May 2017 12:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Nike]]></category>
		<category><![CDATA[ไนกี้]]></category>
		<category><![CDATA[Cedric Hernandez]]></category>
		<category><![CDATA[NYC BridgeRunners]]></category>
		<category><![CDATA[city run]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[นิวยอร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[New York]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-55/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรามีโอกาสได้พบกับ Cedric Hernandez กัปตันทีมวิ่ง NYC BridgeRunners ที่งานเปิดตัว NRC Open House เราสนใจกลุ่มวิ่ง BridgeRunners เป็นพิเศษ เพราะถือเป็นกลุ่มวิ่งจากมหานครนิวยอร์กที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ปี 2005 ก่อนการวิ่งจะฮิตติดลมบนแบบทุกวันนี้ซะอีก เซดริกเกิดและโตที่นิวยอร์ก ดังนั้นเขาจึงรู้จักเมืองนี้เป็นอย่างดี เมื่อเขาเข้ามาเป็นกัปตันนำทีมวิ่ง เขาจึงออกแบบเส้นทางการวิ่งที่แสนพิเศษได้ เพราะหนึ่งในหัวใจหลักของทีมวิ่ง The Bridge คือการนำเสนอนิวยอร์กในมุมใหม่ให้นักวิ่งท้องถิ่นรู้จักซอกซอยของเมืองตัวเองมากขึ้น และนำเสนอนิวยอร์กในมุมโลคอลให้นักวิ่งต่างถิ่นได้รู้จักและรักมัน แต่สิ่งที่ทำให้กลุ่มวิ่ง The Bridge ต่างจากกลุ่มวิ่งอื่นๆ คือเป้าหมายของการวิ่งในทีมนี้ไม่ได้เพื่อวิ่งให้เก่งขึ้น วิ่งให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวิ่งที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ และกลายเป็นแรงบันดาลใจฉุดให้หลายคนลุกขึ้นมาวิ่งได้จริงๆ การวิ่งของกลุ่มนี้เป็นแบบไหน เลื่อนลงไปอ่านกันเลย การวิ่งในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก คุณจัดเส้นทางวิ่งอย่างไรการจัดเส้นทางวิ่งในนิวยอร์กนั้นเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับผม เพราะเราวิ่งในเมืองมากว่า 13 ปีแล้ว ดังนั้นทุกวันนี้ที่เราออกไปวิ่ง เราไม่ได้จัดเส้นทางการวิ่งอย่างจริงจังหรือมีแผนที่การวิ่งที่ชัดเจน แต่ผมจะเลือกเส้นทางวิ่งก่อนที่จะออกวิ่งเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น โดยเลือกว่าใครมาร่วมวิ่งกับเราในวันนั้นบ้าง เช่น ถ้ามีเพื่อนมาเที่ยวนิวยอร์กเป็นครั้งแรก ผมก็จะจัดเส้นทางวิ่งเพื่อเพื่อนคนนั้นเลย เป็นเส้นทางวิ่งที่ทำให้เขารู้จักเมือง แต่ใช่ว่าการวิ่งในนิวยอร์กจะเป็นเรื่องง่าย เพราะมันมีหลายฤดู ช่วงอากาศร้อนก็ร้อนมาก ช่วงหน้าหนาวก็หนาวและวิ่งยากมาก เราจึงคำนึงเรื่องอากาศในวันที่วิ่งควบคู่กันไปด้วย ฝนตกก็อาจจะต้องหาอุโมงค์ยาวๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-55/">Cedric Hernandez : นักวิ่งผู้ก่อตั้งกลุ่ม NYC BridgeRunners ที่เชื้อชวนให้ทุกคนอยากวิ่งไปแตะขอบฟ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว<br />
เรามีโอกาสได้พบกับ <strong>Cedric<br />
Hernandez</strong> กัปตันทีมวิ่ง NYC BridgeRunners ที่งานเปิดตัว <a href="http://www.adaymagazine.com/articles/going-29">NRC Open House</a> เราสนใจกลุ่มวิ่ง BridgeRunners<br />
เป็นพิเศษ<br />
เพราะถือเป็นกลุ่มวิ่งจากมหานครนิวยอร์กที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ปี 2005 ก่อนการวิ่งจะฮิตติดลมบนแบบทุกวันนี้ซะอีก</p>
<p>เซดริกเกิดและโตที่นิวยอร์ก<br />
ดังนั้นเขาจึงรู้จักเมืองนี้เป็นอย่างดี เมื่อเขาเข้ามาเป็นกัปตันนำทีมวิ่ง<br />
เขาจึงออกแบบเส้นทางการวิ่งที่แสนพิเศษได้ เพราะหนึ่งในหัวใจหลักของทีมวิ่ง The Bridge คือการนำเสนอนิวยอร์กในมุมใหม่ให้นักวิ่งท้องถิ่นรู้จักซอกซอยของเมืองตัวเองมากขึ้น<br />
และนำเสนอนิวยอร์กในมุมโลคอลให้นักวิ่งต่างถิ่นได้รู้จักและรักมัน<br />
แต่สิ่งที่ทำให้กลุ่มวิ่ง The Bridge ต่างจากกลุ่มวิ่งอื่นๆ คือเป้าหมายของการวิ่งในทีมนี้ไม่ได้เพื่อวิ่งให้เก่งขึ้น<br />
วิ่งให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวิ่งที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่<br />
และกลายเป็นแรงบันดาลใจฉุดให้หลายคนลุกขึ้นมาวิ่งได้จริงๆ </p>
<p>การวิ่งของกลุ่มนี้เป็นแบบไหน<br />
เลื่อนลงไปอ่านกันเลย </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/nikee.jpg"></p>
<p><strong>การวิ่งในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก<br />
คุณจัดเส้นทางวิ่งอย่างไร<br /></strong>การจัดเส้นทางวิ่งในนิวยอร์กนั้นเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับผม<br />
เพราะเราวิ่งในเมืองมากว่า 13<br />
ปีแล้ว ดังนั้นทุกวันนี้ที่เราออกไปวิ่ง<br />
เราไม่ได้จัดเส้นทางการวิ่งอย่างจริงจังหรือมีแผนที่การวิ่งที่ชัดเจน<br />
แต่ผมจะเลือกเส้นทางวิ่งก่อนที่จะออกวิ่งเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น โดยเลือกว่าใครมาร่วมวิ่งกับเราในวันนั้นบ้าง เช่น ถ้ามีเพื่อนมาเที่ยวนิวยอร์กเป็นครั้งแรก<br />
ผมก็จะจัดเส้นทางวิ่งเพื่อเพื่อนคนนั้นเลย เป็นเส้นทางวิ่งที่ทำให้เขารู้จักเมือง</p>
<p>แต่ใช่ว่าการวิ่งในนิวยอร์กจะเป็นเรื่องง่าย<br />
เพราะมันมีหลายฤดู ช่วงอากาศร้อนก็ร้อนมาก ช่วงหน้าหนาวก็หนาวและวิ่งยากมาก<br />
เราจึงคำนึงเรื่องอากาศในวันที่วิ่งควบคู่กันไปด้วย ฝนตกก็อาจจะต้องหาอุโมงค์ยาวๆ<br />
เพื่อวิ่ง หรือถ้าลมแรง เราจะไม่วิ่งขึ้นสะพานเพราะจะมีลมต้านเยอะ<br />
ถ้าอากาศดีก็จะขึ้นอยู่กับคนที่วิ่งมากกว่า เช่นว่ามีคนจะซ้อมวิ่งมาราธอน<br />
หรือสำรวจเส้นทางการวิ่งมาราธอนที่ต้องลงแข่ง แต่ไม่ว่าอากาศจะเป็นแบบไหน<br />
กลุ่มเราก็ไม่เคยหยุดวิ่งในวันพุธเลย ฝนตกก็จะวิ่ง หิมะตกหนักก็จะวิ่ง<br />
อย่างน้อยก็จะมีคนมา 20 คนเป็นอย่างต่ำ ถ้าอากาศปกติก็จะมีคนมาร่วมวิ่งกันประมาณ 70 คน</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>การวิ่งกันเป็นกลุ่มแบบ<br />
</strong><strong>BridgeRunners นั้นดีอย่างไร<br /></strong>สำหรับบางคน<br />
เขาอาจจะชอบวิ่งกับเพื่อนหรือเป็นกลุ่มมากกว่า ผมเลยรู้สึกว่า BridgeRunners ทำหน้าที่มากกว่าแค่การเป็นกลุ่มวิ่ง<br />
หลายคนบอกผมว่า ถ้าไม่มีกลุ่ม BridgeRunners เขาคงไม่ได้ออกมาวิ่งและคงเลือกนอนอยู่บนโซฟามากกว่า<br />
ผมรู้สึกว่ากลุ่มของเรานั้น กระตุ้นให้คนออกมาวิ่งได้จริงๆ ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ผมมีเส้นทางการวิ่งในนิวยอร์กกว่า 200 เส้นทาง<br />
กลุ่มเราไม่ได้วิ่งแค่ในสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว เราวิ่งไปในเส้นทางใหม่ๆ<br />
เห็นวิวใหม่ๆ แล้วอีกอย่าง การวิ่งในกลุ่มนี้ก็เป็นการได้พบปะเพื่อนฝูง<br />
ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้วิ่งท่ามกลางกลุ่มคนที่คุณจะอุ่นใจแน่ๆ<br />
ว่าจะมีคนคอยซัพพอร์ตระหว่างที่วิ่ง บางคนวิ่งไม่ไหว อยากจะเดิน<br />
ก็มีเพื่อนที่คอยเดินเป็นเพื่อนคุณ หรือดูแลคุณไปตลอดทาง หลังจากวิ่งเสร็จ<br />
กลุ่มเราก็มานั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน ดื่มเบียร์หรือปาร์ตี้กัน บางคนบอกว่า &#8220;วันที่เขาชอบที่สุดในสัปดาห์คือวันพุธ&#8221; (เป็นวันวิ่งของ<br />
BridgeRunners) เพราะมันสนุก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/square12.jpg"></p>
<p><strong>สำหรับนักวิ่งที่อยากไปลองวิ่งที่นิวยอร์ก<br />
คุณคิดว่าเส้นทางวิ่งไหนดีที่สุด<br /></strong>วิ่งบนสะพานเลย<br />
ผมรู้สึกว่าสิ่งที่สวยงามของการไปบนสะพานคือ คุณจะได้ใช้เวลานิ่งๆ<br />
ชั่วขณะหนึ่งกับเมืองนั้นอย่างแท้จริง<br />
คุณจะได้รับประสบการณ์ชมวิวของเมืองที่ยอดเยี่ยมมาก ทั้งตึก Empire State เทพีเสรีภาพ คุณจะเห็นแม่น้ำที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา<br />
เห็นวิวและเส้นขอบฟ้าของเมืองๆ นั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลย</p>
<p><strong>คุณคิดว่าการวิ่งอาจเป็นการเดินทางที่ดีที่สุดในการมองเห็นเมืองในมุมใหม่หรือเปล่า<br /></strong>ใช่เลย<br />
ถ้าคุณมีคนที่ใช่ มีคนที่รู้จักเมืองนั้นจริงๆ<br />
มาช่วยจัดเส้นทางการวิ่งที่จะนำเสนอเมืองนั้นๆ ได้ ซึ่งคนในกลุ่ม The Bridge นั้นกระจายอยู่หลายประเทศทั่วโลก<br />
บางครั้งเวลาที่ผมไปเที่ยวที่ไหนก็จะบอกเพื่อนในกลุ่มไว้ แล้วเพื่อนๆ<br />
ในประเทศนั้นก็จะหาเส้นทางวิ่งที่ดีที่สุดให้ผมได้รู้จักกับเมืองๆ<br />
นั้นผ่านการวิ่งได้จริงๆ เพราะผมไม่อยากเป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในรถบัส<br />
และทัวร์เมืองเหมือนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ผมอยากจะวิ่งผ่านเมือง วิ่งตามซอกซอย แล้ววันที่<br />
2 &#8211; 3 หลังจากนั้นผมก็สามารถใช้ชีวิตแบบคนพื้นที่ได้แล้ว<br />
ที่สำคัญ การวิ่งเป็นการเดินทางที่ทำให้เราไม่ต้องเจอรถติด หรือไม่ต้องรอรถแท็กซี่<br />
ไม่ต้องรอเปลี่ยนสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินให้หงุดหงิดใจ</p>
<p><strong>นอกเหนือจากการวิ่งเพื่อท่องเที่ยวแล้ว<br />
คุณคิดว่าการวิ่งแบบ </strong><strong>city run นั้นให้อะไรกับเราได้อีกบ้าง<br /></strong>หลายเส้นทางการวิ่งของกลุ่มเรานั้นเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม<br />
ประวัติศาสตร์ของเมืองนั้นได้ เช่น เราพาทีมไปวิ่งแถวบ้านของ David Bowie ฮีโร่ของใครหลายๆ คนที่เพิ่งเสียชีวิตไป เพราะเราอยากให้ทุกคนรู้จักชายคนนี้<br />
ได้เรียนเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านการวิ่ง<br />
ซึ่งคุณอาจจะเจอสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นเลยในชีวิตนี้ก็ได้<br />
แม้มันจะเป็นพื้นที่แถวบ้านของคุณเองด้วยซ้ำ เพราะยิ่งใกล้ตัว<br />
คุณยิ่งไม่เคยสนใจหรือสังเกตเห็นหรอก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/square22.jpg"></p>
<p><strong>คนอื่นสามารถเข้าไปร่วมวิ่งกับกลุ่ม<br />
</strong><strong>BridgeRunners ได้มั้ย<br /></strong>เราไม่ได้ประชาสัมพันธ์เปิดรับให้ทุกคนเข้ามาวิ่งด้วยกัน<br />
ส่วนใหญ่จะบอกต่อแบบปากต่อปากมากกว่า<br />
แต่ผมเชื่อว่ากลุ่มของเราสามารถชวนคนอื่นให้ลุกขึ้นมาวิ่งได้<br />
เพราะเราอยากให้ผู้คนได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เราทำ<br />
แล้วก็สร้างกลุ่มวิ่งแบบนี้ในประเทศของตัวเองบ้าง ดังนั้นยิ่งคนวิ่งเยอะ<br />
เราก็สามารถกระตุ้นให้คนอื่นเห็นมากขึ้น แล้วก็อยากจะลุกขึ้นมาวิ่งมากขึ้น<br />
ยิ่งถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เป็น influencer ได้ หรือเป็นคนที่มีคนติดตามอยู่บ้าง<br />
คนที่เห็นคุณวิ่งอาจจะลุกขึ้นมาลองวิ่งบ้าง<br />
อาจจะตั้งต้นด้วยความคิดว่าอยากจะเท่เหมือนคุณก็พอแล้ว</p>
<p><strong>หลายๆ<br />
ประเทศที่คุณวิ่งนั้นมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง<br /></strong>พอวิ่งหลายๆ<br />
ประเทศ คุณจะรู้เลยว่าบางเมืองนั้นมีมลพิษอยู่เยอะ อย่างเกาหลีใต้<br />
ผมจะรู้สึกหายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอก แต่นอกนั้น เกาหลีใต้ก็เป็นเมืองที่สวยมาก<br />
หรืออย่างกรุงเทพฯ ก็มีวัฒนธรรมการวิ่งที่แตกต่างจากนิวยอร์ก คือไม่มีใครวิ่งริมถนนเลย<br />
ทุกคนวิ่งในสวนสาธารณะกันหมด ช่วงที่มากรุงเทพฯ ผมไปวิ่งที่สวนลุมฯ มา ตอน 6 โมงเย็นทุกคนหยุดยืนนิ่งกันหมดเพื่อเคารพธงชาติ<br />
ผมคิดว่ามันโคตรเจ๋งเลย ผมเรียนรู้เรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมจากการวิ่งได้<br />
รู้จักบ้านเมือง รู้กฎหมาย หรือรู้จักเพื่อนใหม่ๆ จากกลุ่มวิ่งในแต่ละประเทศ เช่น<br />
บางคนอยากไปเที่ยวเกาหลีใต้เพราะอยากวิ่งกับกลุ่ม PRC หรืออยากไปนิวยอร์กเพราะอยากจะไปวิ่งกับกลุ่ม<br />
Bridge The Gap</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_64462.jpg" style="background-color: initial"></p>
<p><strong>ประสบการณ์การวิ่งในเมืองไทยของคุณเป็นอย่างไรบ้าง<br /></strong>มันยากสำหรับผมเหมือนกันนะ<br />
เพราะเลนถนนเราไม่เหมือนกัน ผมมีโอกาสวิ่งไปสะพานพระราม 8 เป็นสะพานที่สวยมาก ได้มองเห็นวิวแม่น้ำ วิวของเมือง ซึ่งสำหรับผมเอง<br />
ผมคิดว่ามันไม่ยากเลยที่จะจัดเส้นทางวิ่งไปที่สะพานพระราม 8 ผมอาจจะวิ่งผ่านชุมชน<br />
วิ่งข้ามสะพานและลอดใต้สะพานเพื่อทำระยะทางให้ได้ตามต้องการ และอีกที่หนึ่งที่ผมไปวิ่งมาคือภูเขาทอง<br />
ผมรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่คุณสามารถจัดเส้นทางวิ่งไปบนนั้นได้ เมื่อถึงจุดหมาย<br />
เราก็สามารถถ่ายรูปเมือง ถ่ายรูปแสงไฟต่างๆ แค่เห็นวิวสวยๆ ก็มีความสุขแล้ว<br />
ซึ่งคุณอาจจะเริ่มต้นนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปเริ่มวิ่งที่นอกเมือง<br />
หรือวิ่งออกไปจากกลางใจเมืองแล้วค่อยนั่งรถไฟกลับเข้ามาก็ได้</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>คุณคิดอย่างไรกับวัฒนธรรมการวิ่งทั่วโลกในตอนนี้<br /></strong>เมื่อก่อนคนที่ออกมาวิ่งมักจะเป็นคนที่ใส่สายรัดหัว<br />
ใส่ถุงเท้าสูงๆ คือเป็นคนธรรมดาที่ออกกำลังกายเท่านั้นเอง<br />
แต่ผมรู้สึกว่าตอนนี้มุมมองมันเปลี่ยนไปแล้ว คนที่ออกมาวิ่งเป็นคนเท่ๆ เช่น<br />
นักร้อง ดารา เจ้าของร้านเก๋ๆ นักออกแบบ ดีเจ แร๊พเปอร์ ซึ่งคนเหล่านี้เป็น influencer คนหนึ่งในสังคม<br />
เป็นคนที่เมื่อคนอื่นเห็นแล้วจะอยากทำตาม อยากออกมาวิ่งบ้าง<br />
เพราะวิ่งมันเท่แล้ว<br />
สุดท้ายแล้วเขาอาจจะไม่ชอบวิ่งก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ออกมาลองขยับร่างกายดู<br />
เพราะการวิ่งไม่ใช่ของสำหรับทุกคน เหมือนที่ซูชิก็ไม่ใช่ของอร่อยสำหรับทุกคน<br />
อย่างน้อยคุณก็ได้ลอง ได้หากีฬาที่ตัวเองชอบในที่สุด</p>
<p><strong>แล้วทำไมคุณถึงชอบวิ่งล่ะ<br /></strong>ผมวิ่งอาทิตย์ละ 5 วัน วันละ 5 กิโลเมตรก็จริง แต่ทุกวันนี้ผมไม่ใด้วิ่งเพื่อตัวเองอีกแล้ว ผมไม่วิ่งมาราธอน ผมไม่วิ่งเพื่อทำเวลาที่ดีที่สุดวิ่งอีกแล้ว แต่เป็นการวิ่งเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นลุกขึ้นมาวิ่งบ้าง รายการวิ่งมาราธอนทั้งหลาย ถ้าไม่ได้วิ่งเพื่อการกุศลผมก็ไม่วิ่ง ผมจะนำทีมเชียร์คนอื่นในงานมาราธอนมากกว่า ผมอยากสนับสนุนคนวิ่งเหล่านี้ให้เข้าเส้นชัย ให้เอาชนะใจตัวเองให้ได้ ผมรู้สึกว่าผมไม่น่าจะให้แรงบันดาลใจใครได้ด้วยการวิ่งมาราธอนอีกแล้ว เราวิ่งเพื่อให้คนอื่น ถ้าคุณอยากวิ่งไมล์เดียว เราจะวิ่งไมล์เดียวเพื่อคุณ ถ้าคุณวิ่งแล้วอยากเดิน เราจะเดินเพื่อคุณ ผมถึงคิดว่าอยากจะทำกลุ่มวิ่ง BridgeRunners ไปตลอดชีวิต อย่างน้อยก็วิ่งให้บางคนเห็นและลุกขึ้นมาวิ่ง ก็เปลี่ยนโลกได้บ้างแล้ว</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/land1.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6805.jpg"></p>
<p><a href="http://www.instagram.com/bridgerunners">instagram.com/bridgerunners</a></p>
<p><em><strong>ภาพ<br />
</strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์ และ instagram </em><a href="https://www.instagram.com/cedrichernandez/">@cedrichernandez</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-55/">Cedric Hernandez : นักวิ่งผู้ก่อตั้งกลุ่ม NYC BridgeRunners ที่เชื้อชวนให้ทุกคนอยากวิ่งไปแตะขอบฟ้า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-55/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดูกลุ่ม NRC BKK ที่จะเปลี่ยนให้ทุกวันพุธของคุณเป็นวันที่ได้ออกไปวิ่ง!</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-29/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-29/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 Apr 2017 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[ไนกี้]]></category>
		<category><![CDATA[Nike Shop]]></category>
		<category><![CDATA[โค้ชเป้ง- สาธิก ธนะทักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[โค้ชเพนท์-เกยูร เลาหสุขไพศาล]]></category>
		<category><![CDATA[วิ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[Human Run]]></category>
		<category><![CDATA[Nike]]></category>
		<category><![CDATA[NRC BKK]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-29/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักวิ่งแม้จะออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นหลัก นับเป็นนักวิ่งสายเหนื่อยแล้วพักเสียมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ทุกการวิ่ง เรามักจะใช้แอพพลิเคชัน NRC ของไนกี้อยู่แล้ว เพื่อเป็นการวัดระยะทางและจับเวลาไปในตัว เก็บสถิติว่าวิ่งเยอะวิ่งน้อยแค่ไหน แต่ดีใจเมื่อเห็นว่าตัวเองวิ่งในระยะทางที่เยอะในระดับ TOP5 ในกลุ่มเพื่อน นอกจากนั้น แอพนี้ยังมีฟังก์ชันเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ คือการเข้าไป join กลุ่มวิ่งอื่นๆ ที่จัดขึ้นโดยไนกี้ตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย 26 เมษายน 2560 ที่ผ่านมานั้น มีการเปิดตัว NRC BKK ชุมชนนักวิ่งอย่างเป็นทางการในงาน NRC Open House ที่รวมตัวเหล่ารันเนอร์ที่สวนลุมพินีไว้อย่างแน่นขนัดร่วมร้อยชีวิต ซึ่งกรุงเทพฯ นั้นนับเป็นเมืองที่ 3 ที่เปิดตัว NRC ประจำเมืองในแถบเอเชีย ต่อจากมะนิลา ฟิลิปปินส์ และจาการ์ตา อินโดนีเซีย การวิ่งในฉบับของ NRC BKK เป็นอย่างไร เลื่อนลงไปหาคำตอบได้เลย ทำความรู้จักกับ NRC BKK NRC นั้นเป็นแอพพลิเคชันวิ่งจาก Nike ที่หลายๆ คนอาจจะเคยใช้อยู่บ้าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-29/">ตามไปดูกลุ่ม NRC BKK ที่จะเปลี่ยนให้ทุกวันพุธของคุณเป็นวันที่ได้ออกไปวิ่ง!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักวิ่งแม้จะออกกำลังกายโดยการวิ่งเป็นหลัก นับเป็นนักวิ่งสายเหนื่อยแล้วพักเสียมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ทุกการวิ่ง เรามักจะใช้แอพพลิเคชัน NRC ของไนกี้อยู่แล้ว<br />
เพื่อเป็นการวัดระยะทางและจับเวลาไปในตัว เก็บสถิติว่าวิ่งเยอะวิ่งน้อยแค่ไหน แต่ดีใจเมื่อเห็นว่าตัวเองวิ่งในระยะทางที่เยอะในระดับ TOP5 ในกลุ่มเพื่อน นอกจากนั้น แอพนี้ยังมีฟังก์ชันเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ คือการเข้าไป join<br />
กลุ่มวิ่งอื่นๆ ที่จัดขึ้นโดยไนกี้ตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย</p>
<p>26 เมษายน 2560 ที่ผ่านมานั้น มีการเปิดตัว NRC BKK ชุมชนนักวิ่งอย่างเป็นทางการในงาน<br />
NRC Open House ที่รวมตัวเหล่ารันเนอร์ที่สวนลุมพินีไว้อย่างแน่นขนัดร่วมร้อยชีวิต<br />
ซึ่งกรุงเทพฯ นั้นนับเป็นเมืองที่ 3 ที่เปิดตัว NRC ประจำเมืองในแถบเอเชีย ต่อจากมะนิลา<br />
ฟิลิปปินส์ และจาการ์ตา อินโดนีเซีย </p>
<p>การวิ่งในฉบับของ<br />
NRC BKK เป็นอย่างไร<br />
เลื่อนลงไปหาคำตอบได้เลย</p>
<p><strong>ทำความรู้จักกับ<br />
</strong><strong>NRC BKK</strong></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_62851.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6288.jpg"></p>
<p>NRC นั้นเป็นแอพพลิเคชันวิ่งจาก<br />
Nike ที่หลายๆ คนอาจจะเคยใช้อยู่บ้าง ฟังก์ชันปกติจะใช้จับตำแหน่งการวิ่ง<br />
วัดระยะเวลาการวิ่ง สร้างโปรแกรมฝึกซ้อมให้นักวิ่งได้<br />
และถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีฟังก์ชันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอมมูนิตี้<br />
ชาเลนจ์การวิ่งกับเพื่อน รวมถึง Run Club ที่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้นักวิ่งที่เชื่อมต่อกันกว่า<br />
40 เมืองทั่วโลก ความพิเศษของชมรมวิ่ง NRC คือการมีโค้ชและเพซเซอร์ (Pacer) ให้ในทุกๆ เซกชัน<br />
เพื่อให้คำแนะนำและพัฒนาศักยภาพของนักวิ่งทุกคน</p>
<p>และเพื่อสื่อสารกับนักวิ่งทั่วไป<br />
ไนกี้ติดตั้งจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ไว้ในร้าน Nike Shop สาขา Siam<br />
Square One และที่สาขา Siam Discovery สองจอนี้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ชุมชนวิ่ง NRC BKK ให้คนที่สนใจเข้าไปลงทะเบียนเข้าร่วมการวิ่งในทุกๆ<br />
เซกชันได้แบบไม่จำกัดว่าใครจะเป็นนักวิ่งลมกรด หรือเป็นนักวิ่งฝึกหัด </p>
<h3><strong>ชมรมวิ่งที่มีโค้ชและเพซเซอร์ให้นักวิ่งทุกเซกชัน</strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6371.jpg"></p>
<p>ความพิเศษของ<br />
NRC BKK นั้นคือการมีโค้ชผู้เชี่ยวชาญการวิ่งที่ผ่านการอบรมหลักสูตรตามมาตรฐานสากลของไนกี้<br />
2 คนคือ<strong> โค้ชเป้ง</strong><strong>-สาธิก ธนะทักษ์ </strong>และ <strong>โค้ชเพนท์</strong><strong>-เกยูร เลาหสุขไพศาล</strong> ซึ่งจะช่วยฝึกสอนคนที่เข้าร่วม<br />
NRC BKK ให้วิ่งอย่างถูกวิธี สอนให้เพิ่มความเร็วเพื่อปลดล็อกสมรรถภาพในการวิ่งให้ดีขึ้นอีกด้วย </p>
<p>เรานึกสงสัยว่านักวิ่งแบบไหนที่ต้องการโค้ชมาสอนแบบตัวเป็นๆ<br />
บ้าง </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6412.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6413.jpg"></p>
<p>“จริงๆ<br />
แล้วทุกคนต้องการโค้ช ขนาดไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟที่เก่งที่สุดในโลกยังต้องมีโค้ชเลย อยู่ที่ว่าจะต้องการฝึกในแง่มุมไหน<br />
เช่นจะเป็นการพัฒนาร่างกาย ต้องการคำแนะนำ หรือต้องการความเป็นเลิศ เพราะโค้ชเองก็มีหลายแบบหลายระดับ” โค้ชเป้งกล่าว</p>
<p>โค้ชของ<br />
NRC ทั้งสองคนนี้มีสโลแกนในการควบคุมการฝึกฝนว่า<br />
‘ร่างกายของคุณจะมีเวอร์ชันใหม่ที่ดีกว่าเดิม’ โค้ชเพนท์ย้ำถึงความสำคัญของการมีโค้ชว่า “บางคนซ้อมเยอะแต่ได้ผลน้อย<br />
วิ่งมานาน วิ่งเยอะมาก แต่ก็มีอาการบาดเจ็บสะสม เราอยากทำให้การวิ่งของ NRC<br />
BKK นั้นมีโปรแกรมการวิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด<br />
เมื่อเรามีเวอร์ชันร่างกายที่ดีกว่าแล้ว เราไม่เจ็บ ก็จะออกมาวิ่งบ่อยขึ้น<br />
เวลาดีขึ้น เราก็อยากจะออกมาวิ่งอีก<br />
ตัวเองก็รู้สึกดีแล้วก็ได้พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ” </p>
<p>นอกจากโค้ชแล้ว<br />
NRC BKK ยังมีเพซเซอร์ที่จะวิ่งไปกับเหล่ารันเนอร์ถึง<br />
19 คนที่จะกระจายกันวิ่งในกลุ่มเพซต่างๆ เรียกว่านักวิ่งกว่าร้อยชีวิตที่เข้าร่วมวิ่ง NRC นั้นจะได้รับคำแนะนำเรื่องการวิ่งทุกคนแน่ๆ</p>
<h3><strong>ให้ทุกวันพุธ<br />
เป็นวันของ </strong><strong>NRC BKK </strong></h3>
<p>งาน<br />
NRC Open House นั้นเริ่มมีกิจกรรมสนุกๆ<br />
ตั้งแต่ 5 โมง ภายในงานมีบูทดีเจเปิดเพลงให้การรวมตัวของเหล่ารันเนอร์สนุกมากขึ้น<br />
นอกจากนั้นยังมีโซน Apple<br />
Watch ที่ให้นักวิ่งลองหยิบยืมใส่ Apple Watch ซีรีส์ที่ร่วมมือกับไนกี้อีกด้วย ระหว่างที่เรากำลังเล่นสนุกกับโซนแทตทู Sexy<br />
Pace ที่มุมหนึ่งของงาน ก็มีนักวิ่งอีกหลายคนถ่ายรูปในมุมต่างๆ<br />
ซึ่งทำให้บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานเลย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6608.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6588.jpg"></p>
<p>สักพักก็เริ่มกิจกรรมบนเวที<br />
นักวิ่งทั้งหลายรวมตัวกันฟังแรงบันดาลใจในการวิ่งจาก <strong>บอย</strong><strong>-อริย์ธัช พลตาล </strong>นักร้องนำแห่งวง Lomosonic ที่หลงใหลการวิ่งมาแต่ไหนแต่ไร<br />
และ <strong>Cedric Hernandez </strong>กัปตันทีมวิ่ง NYC BridgeRunners ที่บินไกลมาจากนิวยอร์ก<br />
เขาเล่าเรื่องกลุ่มนักวิ่ง BridgeRunners ที่ไม่ได้เน้นวิ่งเร็ว<br />
แรง ทะลุลิมิตของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวิ่งที่ได้ท่องเที่ยว<br />
ได้รู้จักเมืองนั้นๆ และสร้างความสุขให้ชีวิตด้วย</p>
<p>ตอน<br />
6 โมงตรง<br />
นักวิ่งร่วมร้อยชีวิตถูกแบ่งกลุ่มตามระดับความเร็ว (pace) ตั้งแต่<br />
5 &#8211; 8 ช่วงแรกจะเป็นการสอนการวอร์มร่างกายอย่างถูกวิธีจากโค้ช NRC<br />
ทั้งสองคน เมื่อเครื่องเริ่มติด<br />
เหล่ารันเนอร์จึงเริ่มออกตัวไปทีละกลุ่ม </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6348.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6706.jpg"></p>
<p>เราวิ่งอยู่ในกลุ่มเพซ<br />
7 เซกชันนี้ของ NRC คือ Ready Set Go Run ที่จะคอยกระตุ้นให้เราวิ่งตามเพซที่ใจหวังไว้<br />
กระตุ้นให้เราวิ่งเร็วขึ้นเพื่อทำลายขีดจำกัดของร่างกายตัวเองด้วย<br />
ระหว่างที่วิ่งก็เริ่มสนุกเพราะมีเพื่อนวิ่งด้วยกันเยอะมาก<br />
กลายเป็นว่าเพื่อนวิ่งเหล่านี้ทำให้เราวิ่งได้มากขึ้นกว่าเดิม เหนื่อยก็ไม่ได้ยอมแพ้และหยุดพัก<br />
แต่ค่อยๆ วิ่งจนทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจ นอกจากเพื่อนวิ่งแล้ว<br />
ยังมีเพซเซอร์ที่กระตุ้นเราเรื่อยๆ แถมยังแนะนำวิธีท่าวิ่งที่ถูกต้อง<br />
วิธีแก้การจุกอย่างมืออาชีพ วิ่งไป 35 นาทีก็ครบกำหนด 5<br />
กิโลเมตรตามเซกชัน หลังจากนั้นก็มาคูลดาวน์กันที่จุดเดิม ยืดเส้นยืดสายอย่างถูกวิธี<br />
พักดื่มน้ำให้ร่างกายสดชื่นแล้วก็ทักทายเพื่อนใหม่ที่ได้จากการวิ่ง</p>
<p>แม้เราจะเป็นคนที่วิ่ง<br />
5K อยู่เป็นประจำ<br />
แต่เมื่อได้มาวิ่งกับกลุ่มคน วิ่งโดยมีโค้ชและเพซเซอร์แล้ว<br />
เรารู้สึกว่าตัวเองได้ปลดล็อกขีดจำกัดในการวิ่งไปได้มากกว่าเดิม เราวิ่งได้เร็วขึ้น<br />
และไม่ได้หยุดพักเดินเลย ซึ่งนับเป็นการฝึกใจที่ดีเหมือนกันนะ </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6833.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_6743.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><em>รันเนอร์คนไหนพลาดงานเปิดตัวไปก็ไม่ต้องเป็นกังวล<br />
เพราะสามารถเข้าไปลงทะเบียนวิ่งในรอบวันพุธต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะ Nike เขาสัญญาว่าจะมีกิจกรรมวิ่งทุกวันพุธไปยาวๆ<br />
เข้าไปเช็กตารางการลงทะเบียนได้ที่  <a href="http://www.nike.com/bangkok">www.nike.com/bangkok</a></em><em> ลงทะเบียน จองกิจกรรมและจดตารางวิ่งของตัวเองลงปฏิทินไว้ได้เลย </em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-29/">ตามไปดูกลุ่ม NRC BKK ที่จะเปลี่ยนให้ทุกวันพุธของคุณเป็นวันที่ได้ออกไปวิ่ง!</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-29/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>BRIX Dessert Bar : ชิมขนมหวานหน้าตาชวนกรี๊ด จากเชฟหนุ่มไฟแรงที่เคยทำอาหารไม่เป็นเลย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dreammakers-4/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dreammakers-4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไอรดา รื่นภิรมย์ใจ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Apr 2017 13:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[meet the dream makers]]></category>
		<category><![CDATA[เชฟนน]]></category>
		<category><![CDATA[นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย]]></category>
		<category><![CDATA[BRIX Dessert Bar]]></category>
		<category><![CDATA[ขนมหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[meet the dreammakers]]></category>
		<category><![CDATA[Siam Discovery]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dreammakers-4/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ใครจะไปนึกว่า เชฟนน-นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย เจ้าของตำแหน่งรางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดทำขนมของนิตยสาร Food Stylist จนกลายเป็นคอลัมนิสต์ พิธีกรรายการอาหาร และเจ้าของร้านขนมหวาน BRIX Dessert Bar นั้นจะเพิ่งฝึกทำขนมครั้งแรกเมื่อ 5 &#8211; 6 ปีที่แล้วเท่านั้น จากการตั้งต้นความคิดเพียงแค่ชอบกินขนมหวานและอยากทำให้เป็น ส่งผลให้เขาสมัครเข้าหลักสูตรทำขนมหวานของ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เขาพยายามฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลาหลังเลิกงานฝึกทำขนมจนดึกดื่น จนทุกวันนี้เขากลายเป็นเชฟทำขนมที่คนในวงการรู้จักและยอมรับในฝีมือ จากคนที่ทำอาหารไม่เป็นเลย ทำให้ช่วงแรกที่เข้าไปเรียนทำขนม เขามักจะโดนเชฟผู้สอนดุอยู่เสมอ เชฟนนหยัดยืนขึ้นมาด้วยวิธีคิดแบบไหน ลองมาอ่านกันเลย จุดเปลี่ยนในชีวิต “เราไม่เคยมีแววเรื่องการเป็นเชฟมาก่อนเลย ดำเนินชีวิตตามเด็กสายสามัญมาโดยตลอด เรียนจบมัธยมก็เรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ พอเรียนจบก็ไปทำงานสายเอเจนซี่ในเฮาส์เล็กๆ สักหนึ่งปี แล้วก็ออกมาเรียนต่อปริญญาโทการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็ช่วยทำงานที่บ้านด้วย จุดเปลี่ยนมันเข้ามาตรงที่บริษัทที่บ้านเริ่มอยู่ตัวมากขึ้น เราก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมแต่ไม่อยากเรียนสายวิชาการแล้ว สนใจงานออกแบบของสถาบัน TDRI แต่พอเราไปงาน Open House เราก็ไม่ได้ตื่นเต้นมาก ระหว่างทางที่เราออกจาก TDRI แล้วรถติดข้างๆ โรงแรมดุสิตธานีพอดี หันไปทางซ้ายมือ เจอเลอ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-4/">BRIX Dessert Bar : ชิมขนมหวานหน้าตาชวนกรี๊ด จากเชฟหนุ่มไฟแรงที่เคยทำอาหารไม่เป็นเลย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ใครจะไปนึกว่า <strong style="background-color: initial">เชฟนน</strong><strong style="background-color: initial">-นนทวรรธ โรจนศักดิ์ชัย </strong>เจ้าของตำแหน่งรางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดทำขนมของนิตยสาร<br />
<em>Food<br />
Stylist </em>จนกลายเป็นคอลัมนิสต์ พิธีกรรายการอาหาร<br />
และเจ้าของร้านขนมหวาน BRIX Dessert Bar นั้นจะเพิ่งฝึกทำขนมครั้งแรกเมื่อ<br />
5 &#8211; 6 ปีที่แล้วเท่านั้น<br />
จากการตั้งต้นความคิดเพียงแค่ชอบกินขนมหวานและอยากทำให้เป็น ส่งผลให้เขาสมัครเข้าหลักสูตรทำขนมหวานของ<br />
เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เขาพยายามฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ<br />
ใช้เวลาหลังเลิกงานฝึกทำขนมจนดึกดื่น จนทุกวันนี้เขากลายเป็นเชฟทำขนมที่คนในวงการรู้จักและยอมรับในฝีมือ</p>
<p>จากคนที่ทำอาหารไม่เป็นเลย<br />
ทำให้ช่วงแรกที่เข้าไปเรียนทำขนม เขามักจะโดนเชฟผู้สอนดุอยู่เสมอ<br />
เชฟนนหยัดยืนขึ้นมาด้วยวิธีคิดแบบไหน ลองมาอ่านกันเลย </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4600.jpg"></p>
<h3><strong>จุดเปลี่ยนในชีวิต</strong><strong></strong></h3>
<p>“เราไม่เคยมีแววเรื่องการเป็นเชฟมาก่อนเลย<br />
ดำเนินชีวิตตามเด็กสายสามัญมาโดยตลอด เรียนจบมัธยมก็เรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ<br />
พอเรียนจบก็ไปทำงานสายเอเจนซี่ในเฮาส์เล็กๆ สักหนึ่งปี<br />
แล้วก็ออกมาเรียนต่อปริญญาโทการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็ช่วยทำงานที่บ้านด้วย<br />
จุดเปลี่ยนมันเข้ามาตรงที่บริษัทที่บ้านเริ่มอยู่ตัวมากขึ้น<br />
เราก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมแต่ไม่อยากเรียนสายวิชาการแล้ว สนใจงานออกแบบของสถาบัน TDRI<br />
แต่พอเราไปงาน Open House เราก็ไม่ได้ตื่นเต้นมาก<br />
ระหว่างทางที่เราออกจาก TDRI แล้วรถติดข้างๆ โรงแรมดุสิตธานีพอดี<br />
หันไปทางซ้ายมือ เจอเลอ กอร์ดอง เบลอ พอเห็นแล้วเราก็ไปสมัครเลยทันที<br />
โดยเลือกเรียนพวกของหวาน เพราะตั้งแต่เด็ก เราชอบกินขนมมาก<br />
ก็เลยอยากทำของหวานที่เราชอบให้เป็น”</p>
<h3><strong>ขยันให้มาก</strong><strong></strong></h3>
<p>“ตอนที่เข้าไปเรียนครั้งแรกเรามีความรู้เป็นศูนย์เลย<br />
เพราะทำอาหารไม่เป็น ไม่เคยทำด้วย<br />
ไปเรียนวันแรกก็โดนเชฟด่าว่าทำไมสิ่งที่เราทำมันน่าเกลียดขนาดนี้<br />
แต่เราก็สนุกกับมันนะ เราเรียนเฉพาะวันเสาร์เพราะต้องทำงานที่บ้านจันทร์-ศุกร์  การเรียนวันเสาร์ทำให้เรามีเวลามากเพื่อฝึกในคลาสคือตั้งแต่ 8 โมงถึงหนึ่งทุ่ม ทุกครั้งที่เรียนเสร็จก็จะกลับไปฝึกต่อที่บ้าน<br />
เชฟไม่ได้บอกให้เรากลับไปฝึกนะ แต่เราอยากทำเอง เพราะเราอยากเก่งขึ้น”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4607u.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4578.jpg"></p>
<p>&#8220;แต่ก่อนร้านหนังสือไม่ใช่จุดหมายของการไปเดินห้างฯ เลย<br />
แต่เมื่อได้เรียน ได้สนใจการทำขนมแล้วมันทำให้เราชอบเดินไปร้านหนังสือ<br />
เลือกซื้อหนังสือทำอาหารและขนมเสมอ พอเห็นเมนูแบบใหม่ๆ เราอยากทำให้ได้<br />
อยากฝึกฝีมือให้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างตอนที่เรียนมันจะจัดอันดับกัน<br />
จากที่เคยเป็นที่โหล่ เราก็กลายเป็นคนที่ติดอันดับหนึ่งในห้าของคลาสได้<br />
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเกิดจากการที่เรามีแพสชันให้กับการทำขนมจริงๆ”</p>
<h3><strong>เปิดร้านเพื่อส่งต่อความสุข<br />
</strong><strong></strong></h3>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4638u1.jpg" style="background-color: initial;text-align: center"></p>
<p>“การเปิดร้านมันต้องใช้ปัจจัยความพร้อมหลายด้าน<br />
ใจจริงเราอยากเปิดร้านนะ แต่มีผู้ใหญ่เคยบอกว่า<br />
อย่าทำให้ความสุขในการทำขนมเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าจำเป็นต้องทำ<br />
เพราะเมื่อเปิดร้านแล้ว คุณก็ต้องดูแลเรื่องการเงิน พนักงาน ฯลฯ<br />
จนเราไม่ได้ทำขนมหรือเครียดกับมัน มันเลยเป็นคำที่เรากลัวมาก<br />
โปรเจกต์การเปิดร้านเลยไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างสักทีแม้เราจะอยู่ในวงการทำอาหารมา<br />
5 &#8211; 6 ปีแล้ว”</p>
<p>&#8220;แต่เมื่อเราเริ่มทำงานที่หลากหลายขึ้น<br />
เป็นคอลัมนิสต์ เป็นพิธีการรายการทำอาหาร แล้วก็ประกวดชนะเวทีเล็กๆ มา<br />
ก็เริ่มมีคนถามว่าจะกินขนมจากเราได้ที่ไหน ซึ่งเราไม่ได้ทำขนมวางขายที่ไหนเลย<br />
ก็เลยจุดประกายความคิดเราว่าถึงเวลาที่จะเปิดร้านแล้ว<br />
ประกอบกับครอบครัวก็อยากมีธุรกิจที่แตกออกมาด้วย ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านแรกที่ The COMMONS ซึ่งเราก็รู้สึกดีที่ไม่ได้เปิดร้านเร็วกว่านั้น<br />
เพราะเราก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปด้วย เรามองออกว่าขนมแบบไหนที่ลูกค้าชอบหรือไม่ชอบ” </p>
<h3><strong>พร้อมหรือไม่พร้อม<br />
แค่ต้องลงมือทำ </strong><strong></strong></h3>
<p>“ถ้าเราฟังเสียงคนรอบข้างก็คงไม่ได้เปิดร้าน<br />
เคยได้ยินไหมว่ารอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยทำ แต่สำหรับเรา<br />
ถ้ารอจนพร้อม เราคงไม่ได้เปิดร้านสักร้านเลยก็ได้<br />
ตั้งแต่สาขาแรกแล้วที่แม้ว่าเราจะมีเวลาเตรียมตัวตั้ง 3 ปี<br />
แต่ถึงเวลาจริงๆ เราก็ไม่ได้พร้อมขนาดนั้น แต่เราเลือกที่จะลงมือทำไปเลย ค่อยๆ<br />
เรียนรู้ไปกับมันดีกว่า แม้มันจะมีความผิดพลาด เราก็ยังแฮปปี้นะ มันทำให้เราเก่งขึ้นเรื่อยๆ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4587.jpg" style="text-align: center"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4574.jpg"></p>
<h3><strong>ออกแบบขนมให้แตกต่าง<br />
</strong><strong></strong></h3>
<p>“ขนมไม่ใช่ปัจจัยหลักของชีวิต<br />
แต่เราเชื่อว่าการกินขนมคือความสุข ความสุนทรีย์ของอารมณ์<br />
ดังนั้นเราจึงทำร้านขนมให้สวย น่าเข้าไปนั่งกิน หน้าตาของขนมก็ต้องน่ากิน<br />
ทำให้ว้าว! ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการกินขนมครั้งนี้คุ้มค่า<br />
ซึ่งเราก็ออกแบบการนำเสนอเมนูที่เน้นประสาทสัมผัสในหลายๆ ด้าน<br />
เพราะเมื่อเห็นลูกค้ามีปฎิกิริยาที่ดีต่อขนมที่เราเสิร์ฟ<br />
ถ่ายรูปเมนู หรือตื่นเต้นกับจานข้างหน้า เราก็มีความสุขแล้ว<br />
เมนูขนมที่เราออกแบบจะไม่เลียนแบบใคร ทำให้แตกต่างดีกว่า แล้วก็เลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ<br />
ซึ่งเกิดจากการพิถีพิถันทดลองแล้วว่าอะไรดีที่สุด”</p>
<p><strong></strong></p>
<h3><strong>ความสุขของการทำตามฝัน</strong><strong></strong></h3>
<p>“หลายคนบอกว่า<br />
ไม่มีเวลาที่จะทำในสิ่งที่อยากทำหรือสิ่งที่รัก แต่เราว่าไม่จริงหรอก<br />
เราทำงานเกือบทั้งวันแล้ว แต่ก็ฝึกหัดทำขนมหลังเลิกงาน ดังนั้นเราเชื่อว่าถ้าคุณชอบอะไรสักอย่าง คุณจะหาเวลาให้มันได้ คุณต้องทุ่มเทให้มันจริงๆ<br />
แม้การเปิดร้านจะเครียดแค่ไหน พอย้อนกลับไปคิดดูแล้ว<br />
เรารู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องแล้วที่เลือกเปิดร้านในวันนั้น<br />
เรารู้สึกบรรลุเลยนะ เพราะเราเจอสิ่งที่ต้องการทำแล้ว<br />
คือรู้สึกว่าตายไปก็ไม่เสียดาย เพราะเราได้ทำสิ่งที่เรารักแล้ว”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4614u.jpg"></p>
<p><strong>meet the dream shop</strong></p>
<p><strong>location </strong>| <a href="https://www.facebook.com/brixdessertbar/">My Kitchen @ Siam Discovery</a></p>
<p style="text-align: center"><em>ทุกความฝันเป็นจริงได้เมื่อลงมือทำ<br />
โดยวิธีทำของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนอาจจะลองผิดลองถูกลุยกับมันสักตั้ง<br />
แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร<br />
อย่างน้อยความฝันก้อนนั้นก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าคนที่คิดฝันเพียงอย่างเดียว<br />
พบหลายความฝันที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณลงมือทำที่ </em><em>Siam Discovery</em></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dreammakers-4/">BRIX Dessert Bar : ชิมขนมหวานหน้าตาชวนกรี๊ด จากเชฟหนุ่มไฟแรงที่เคยทำอาหารไม่เป็นเลย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dreammakers-4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
