Adam Johnson เป็นนักเขียนชาวอเมริกันแต่ The Orphan Master’s Son นวนิยายที่ส่งให้เขาคว้ารางวัลพูลิตเซอร์ ประจำปี 2013 มาได้นั้นเป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือ
ก่อนที่เราจะได้สนทนากับเขาคำถามที่ผมตั้งมั่นว่าจะถามจอห์นสันคือเป็นไปได้ยังไงที่นักเขียนอเมริกันจะถ่ายทอดสภาพความเป็นจริงของประเทศอันแสนลึกลับในอีกฟากฝั่งแต่หลังจากที่ได้พูดคุยผมจึงได้คำตอบว่าใช่–มันเป็นไปได้แม้จะต้องแลกมาด้วยกระบวนการค้นคว้าที่หนักหนาและยาวนานอยู่สักหน่อยก็ตาม
เรานัดสนทนากันผ่านช่องทางออนไลน์เนื่องในวาระที่เขาคือหนึ่งในผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2562 ที่ห้องสมุดเนียลสันเฮส์
และนี่คือเรื่องราวของอาดัม จอห์นสัน นักเขียนชาวอเมริกันผู้บอกเล่าชีวิตอันทุกข์ยากและบอบช้ำของเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือ

1
“ผมเติบโตที่แอริโซนาท่ามกลางความแห้งแล้งและทะเลทราย” จอห์นสันเริ่มต้นเล่าโดยมีฉากเป็นห้องทำงานส่วนตัวที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
“ผมเป็นนักอ่านนะแต่ผมมักจะมองว่าหนังสือน่ะต้องถูกเขียนขึ้นจากพวกคนฉลาดๆที่อยู่บนหอสูงมากกว่าคนธรรมดาๆอย่างผม”
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความหลงใหลต่อเรื่องเล่าของจอห์นสันไม่ได้มีผลมาจากแค่การอ่านหนังสือแต่เพราะผู้คนรอบๆตัวต่างเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอดนี่เองจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาคุ้นเคยกับศิลปะของการเล่าเรื่องตั้งแต่เด็กๆ
“ผมมีญาติที่เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเขามักเล่าเรื่องราวของสงครามให้ฟังมีทวดที่มีประสบการณ์ในช่วง The Great Depression และท่านก็มักเล่าถึงความลำบากยากจนของชาวเมริกันในตอนนั้นผมยังได้ฟังเรื่องพายุทอร์นาโดถล่มน้ำท่วมครั้งใหญ่ความหิวโหยของผู้คนในอดีตเรื่องราวเหล่านี้แหละที่ผู้คนมักจดจำและเล่าต่อถ้าคุณเคยอดอยากคุณจะไม่มีทางลืมความอดอยากนั้นหรอก”
แต่อย่างที่ว่าไว้แม้เติบโตขึ้นท่ามกลางเรื่องเล่าแต่จอห์นสันก็ไม่ได้มีความคิดว่าจะเป็นนักเขียนตั้งแต่แรกความฝันจริงๆของเขาคือการเป็นวิศวกรแต่เพราะความยากของวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ เขาจึงต้องลงเรียนวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ (creative writing) เพื่อช่วยกระตุ้นผลการเรียน
“ผมลงเรียนวิชานี้เพราะหวังว่าจะได้ A แล้วผมก็ได้พบว่าวรรณกรรมมีพลังที่จะช่วยรักษาและเยียวยาชีวิตในระดับที่เกินกว่าอะไรใดๆในชีวิตผมจะเทียบเคียงได้ผมไม่ได้เรียนดีแต่ผมก็รักวิชานี้แม้ว่าการเขียนจะทำให้ผมไส้แห้งก็ตาม (หัวเราะ)”
แต่เพราะยังไม่มั่นใจว่าการเขียนเรื่องสั้นจะเพียงพอต่อการหาเลี้ยงปากท้อง จอห์นสันจึงเลือกที่จะเรียนด้านวารสารศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัย
“วารสารศาสตร์ฝึกให้ผมเขียนอย่างระมัดระวังชัดถ้อยชัดคำและเคารพเดดไลน์แต่เพราะข้อเท็จจริงใหม่ๆมักจะโผล่ขึ้นมาท้าทายความจริงอยู่เสมอสำหรับผม ในขณะที่หน้าที่ของนักข่าวคือการเสนอข้อเท็จจริงแล้วปล่อยให้คนอ่านตัดสินแต่วรรณกรรมคือการไล่ตามความจริงของมนุษย์มีความจริงบางอย่างที่สามารถถ่ายทอดได้ผ่านวรรณกรรมเท่านั้นผมคิดว่าการเล่าเรื่องราวจากจินตนาการแต่ผู้อ่านกลับรู้สึกได้ว่ามันจริงมีคุณค่ามากนะแต่ถึงอย่างนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมรักในวารสารศาสตร์คือผมมักจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอผ่านผู้คนมากมายที่ผมได้รู้จักแม้กระทั่งในการเขียนฟิกชั่นผมก็มักหาข้อมูลโดยการสัมภาษณ์อยู่เสมอเพราะผมสนใจความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา
“การเขียนฟิกชั่นทำให้ผมสามารถสร้างโลกอันเฉพาะเจาะจงขึ้นมาได้โลกที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์พิเศษและผู้คนที่น่าสนใจผมจะใช้จินตนาการประกอบสร้างโลกใบนี้เขียนถึงมันกระทั่งถึงจุดที่ผมเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะเขียนต่อได้เกาหลีเหนือคือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการเขียนถึงโลกที่เราไม่รู้จักเพราะเมื่อผมเขียนไปเรื่อยๆจนไม่รู้ว่าคนเกาหลีเหนือกินอะไรเป็นอาหารเช้าผมก็ต้องกลับไปสู่กระบวนการสัมภาษณ์อีกครั้งมองหาใครสักคนที่จะให้คำตอบนี้ได้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัดของเกาหลีเหนือทำให้ผมต้องค้นคว้าอย่างหนัก”
2
แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ใครๆต่างก็สนใจใคร่รู้แต่ถึงอย่างนั้นผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้นักเขียนอเมริกันคนนี้เลือกเกาหลีเหนือเป็นฉากหลังของนวนิยายจะไม่ง่ายกว่าหรือหากเป็นที่อื่นที่เปิดเผยกว่าจับต้องได้และเข้าถึงง่ายกว่าประเทศเล็กๆที่เป็นดั่งดินแดนสนธยาแห่งนี้
“ชาวอเมริกันมักจะเขียนหนังสือที่ผมเรียกว่า ‘หน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพ (Peace Corps)’ ในความหมายที่ว่าชาวอเมริกันเดินทางไปยังประเทศหนึ่งๆเช่นแอฟริกาใต้หรือไทยพวกเขาก็จะได้รับประสบการณ์ที่แสนวิเศษจากประเทศนั้นๆมันเปลี่ยนแปลงชีวิตแล้วพวกเขาก็อยากเขียนถึงวัฒนธรรมที่น่าทึ่งที่ได้พบพานแต่ปัญหาคือเรื่องราวต่างๆนี้ล้วนมีชาวอเมริกันเป็นศูนย์กลางมันไม่ใช่เรื่องผิดนะเพียงแต่ผมคิดว่าเรื่องราวจะน่าสนใจขึ้นมากถ้าไม่มีชาวอเมริกันอยู่ในนั้น
“ผมจำได้ว่าหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับเกาหลีเหนือที่ผมอ่านคือ ‘The Aquarium of Pyongyang’ ว่าด้วยค่ายกักกันในเกาหลีเหนือหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้รู้ว่าที่เกาหลีเหนือน่ะการทำผิดของคนคนเดียวจะทำให้คนอื่นๆในครอบครัวต้องพลอยติดคุกไปด้วยผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันมีอะไรแบบนี้ในโลกด้วยหลังจากนั้นผมใช้เวลาหนึ่งปีเต็มๆอ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ”
แม้ว่าหนังสือที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือจะมีให้อ่านอยู่บ้างแต่หนังสือเหล่านั้นถ้าไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือเศรษฐศาสตร์ก็เป็นเรื่องกองทัพแต่ประเด็นที่จอห์นสันสนใจไม่ใช่เรื่องราวเหล่านี้แต่อย่างใด
“สิ่งที่ผมสนใจคือเรื่องราวพื้นๆในชีวิตประจำวันเช่นเด็กๆในเกาหลีเหนือไปโรงเรียนกันยังไงเขากินอะไรเป็นอาหารเช้าทิวทัศน์อะไรที่มองเห็นได้นอกหน้าต่างหรือการเป็นพ่อในเกาหลีเหนือมันต่างออกไปไหมแต่ในช่วงเวลานั้น (ค.ศ. 2004) ข้อมูลทำนองนี้หาได้ยากมากผมคิดนะว่าหรือจริงๆมันไม่ควรจะหายากขนาดนี้เพราะเรื่องราวของชาวเกาหลีเหนือสักคนที่หนีออกมาได้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญใครๆก็อยากรู้ว่าการมีชีวิตอยู่ในประเทศที่คุณถูกควบคุมทางความคิดอย่างหนักหน่วงเป็นยังไงเพียงแต่พอมาลองคิดดูสำหรับชาวเกาหลีเหนือที่ต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อแลกกับการหลบหนีพวกเขาจะอยากย้อนกลับไปนึกถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดเหรอเป็นใครก็คงอยากจะมองไปข้างหน้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กันทั้งนั้น”
แม้ข้อมูลจะหาได้ยากแต่นั่นก็ไม่อาจหยุดจอห์นสันจากความสนใจที่มีต่อประเทศนี้ได้เขายังคงพยายามค้นคว้าต่อไปกระทั่งวันหนึ่งจอห์นสันก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์ชาวเกาหลีเหนือตัวจริง
“ชาวเกาหลีเหนือคนแรกที่ผมได้สัมภาษณ์เขากำพร้าพ่อแม่เราพูดคุยกันยาวทีเดียวว่าการเป็นเด็กกำพร้าในเกาหลีเหนือเป็นยังไงทั้งการที่ไม่มีใครคอยเลี้ยงดูการถูกเอาเปรียบและความรู้สึกเปราะบางในชีวิตเรื่องราวของเขาทรงพลังมากๆถึงขนาดทำให้ผมตัดสินใจทันทีว่าตัวละครหลักในหนังสือของผมต้องเป็นเด็กกำพร้าและผมจะต้องสร้างความชอบธรรมให้กับเรื่องนี้ให้ได้ในฐานะนักเขียนเมื่อคุณได้รับรู้ความทุกข์ยากของใครสักคนหนึ่งสิ่งที่คุณทำได้คือเขียนถึงมันอย่างสุดความสามารถ”
จริงอยู่ที่การสัมภาษณ์ชาวเกาหลีเหนือโดยตรงจะช่วยให้จอห์นสันได้รับรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงขึ้นของประเทศแห่งนี้แต่ถึงที่สุดแล้วการฟังก็ไม่อาจเทียบเท่าได้กับการเห็นด้วยตาเพื่อเข้าใจว่าเกาหลีเหนือจริงๆเป็นยังไง จอห์นสันจึงจำเป็นต้องไปที่นั่นการเดินทางไปเกาหลีเหนือคือกระบวนการสุดท้ายของการเก็บข้อมูล
“จะว่าไปการศึกษาเรื่องเกาหลีเหนือก็คล้ายๆกับการเป็นนักบินอวกาศนะ คุณเหม่อมองดูท้องฟ้าทุกวันแต่ทั้งชีวิตคุณกลับไม่เคยไปเหยียบดวงดาวเหล่านั้นเลยนักวิชาการมากมายที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเกาหลีเหนือไม่เคยมีโอกาสไปเหยียบประเทศแห่งนั้นเพราะเนื้อหาที่เขียนทำให้พวกเขาไม่ได้รับวีซ่าแต่โชคดีว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญผมเลยไม่มีประวัติใดๆที่รัฐบาลเกาหลีเหนือจะมองว่าเป็นศัตรู”
ถึงอย่างนั้นกว่าที่จอห์นสันจะได้ไปเยือนเกาหลีเหนือก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเขาเล่าว่าแรกทีเดียว เขายื่นเรื่องขอไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยคิมอิลซุงในกรุงเปียงยางแต่ถูกปฏิเสธต่อมาเขาพยายามยื่นเรื่องเชิญศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปียงยางให้มาเยือนมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดบ้างแต่ก็ไม่สำเร็จกระทั่งวันหนึ่งเขาก็ได้พบกับชายอเมริกันเชื้อสายเกาหลีคนหนึ่งที่เดินทางไปเกาหลีเหนืออยู่บ่อยๆและพอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง โชคคล้ายจะเข้าข้างเมื่อชายคนนี้บอกว่าเขารู้ว่าจอห์นสันกำลังเขียนนวนิยายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ
“เขาบอกผมว่า ‘ไม่มีใครเขียนหนังสืออย่างที่คุณกำลังเขียนผมจะพาคุณไปที่นั่นเอง’ ชายคนนี้ยอมเสี่ยงชื่อเสียงทั้งหมดที่เขามีเพื่อแลกมาด้วยวีซ่าของผมแต่อย่างที่คุณก็คงรู้เมื่อเราไปถึงเกาหลีเหนือสิ่งที่รอผมอยู่คือทัวร์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดจากเจ้าหน้าที่รัฐ
“เพราะการเดินทางในเกาหลีเหนือถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดคุณเลยจะไม่ได้เห็นอะไรที่ทำให้พวกเขาดูแย่หรอกเจ้าหน้าที่ที่ร่วมเดินทางกับผมในทริปนั้นมีทั้งผู้คุมผู้ช่วยผู้คุมคนขับรถเจ้าหน้าที่จากบริษัทการท่องเที่ยวเกาหลีเหนือ (KITC) ที่คอยควบคุมผู้คุมอีกทอดหนึ่งรวมถึงชายอีกคนที่อ้างว่ามาบันทึกวิดีโอให้กับทริปนี้มันตึงเครียดมากนะ”
แต่เพราะก่อนหน้าที่จะมาถึงเกาหลีเหนือ จอห์นสันได้เริ่มเขียนหนังสือไปแล้วบางส่วนเขาพอจะมีภาพร่างคร่าวๆแล้วว่าเป้าหมายสำหรับทริปนี้คืออะไรการเดินทางมาเกาหลีเหนือครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความถูกต้องของคำบรรยายสถานที่ต่างๆที่จะปรากฏอยู่ในเรื่องนั้น
“พวกผู้คุมตื่นเต้นกันมากพอผมบอกว่าอยากจะไปดูพวกอนุสาวรีย์ หรือในฉากหนึ่งของหนังสือมีการพูดถึงสุสานวีรบุรุษของชาวเกาหลีเหนือพอผมถามว่าไปได้ไหมพวกผู้คุมก็ชอบใจกันใหญ่ทีนี้มันมีสวนสนุกร้างอยู่แห่งหนึ่งที่มีโรลเลอร์โคสเตอร์สนิมเขรอะผมรบเร้าขอให้พาไปแต่ต่อให้พยายามแค่ไหนพวกเขาก็ไม่ยอมสุดท้ายผมเลยต้องจำใจตัดสวนสนุกร้างแห่งนั้นออกจากหนังสือเพราะไม่มั่นใจว่าผมจะให้ภาพได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
“อีกเรื่องคือ มีกฎที่ห้ามประชาชนเกาหลีเหนือพูดคุยกับชาวต่างชาติถ้าใครฝ่าฝืนจะถือเป็นอาชญากรรมโดยทันทีชาวเกาหลีเหนือที่คุณคุยด้วยได้จึงมีแค่เจ้าหน้าที่รัฐและผู้คุมเท่านั้นเมื่อไปเกาหลีเหนือคุณจึงเตรียมใจได้เลยว่าจะไม่มีโอกาสได้มีปฏิสัมพันธ์โดยเนื้อแท้กับประชาชนที่นั่นหรอกต่อเมื่อชาวเกาหลีเหนือหลบหนีออกจากประเทศเท่านั้นคุณถึงจะคุยกับเขาได้จริงๆผมไปโดยไม่ได้คาดหวังอะไรเหล่านี้หันไปให้ความสนใจกับสิ่งเล็กๆน้อยๆเช่นสวนสาธารณะมีหน้าตาเป็นยังไงผมจะได้กลิ่นบนท้องถนนหรือระหว่างที่นั่งรถรอบๆกรุงเปียงยาง ผมถามผู้คุมว่าสถานีดับเพลิงอยู่ที่ไหนเขาบอกผมว่าประเทศนี้ไม่มีไฟไหม้หรอกหรืออีกครั้งที่ผมสงสัยว่ากล่องไปรษณีย์หน้าตาเป็นยังไงแต่คำตอบที่ได้คือประเทศเรามีระบบไปรษณีย์ที่ดีที่สุดในโลกกล่องไปรษณีย์น่ะไม่มีความจำเป็นหรอกการเดินทางไปเกาหลีเหนือช่วยให้ผมได้คิดและสงสัยในสิ่งที่ผมจะไม่มีโอกาสได้คิดและสงสัยเลยถ้าไม่ไดัไปเหยียบที่นั่น”
จอห์นสันเริ่มสนใจเกาหลีเหนือในปี 2004 เขาหมกมุ่นอยู่กับประเทศแห่งนี้นานกว่า 8 ปีกระทั่งในปี 2012 The Orphan Master’s Sonก็วางขายในร้านหนังสือ

“ระหว่างที่ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ใครๆก็หาว่าผมบ้าพวกเขาบอกว่าไม่มีใครจะพิมพ์นวนิยายเกาหลีเหนือของผมหรอกแต่แล้ว The Orphan Master’s Son ก็ได้ตีพิมพ์อีกทั้งยังมีคนอ่าน
เรื่องเหลือเชื่ออีกอย่างคือ หนังสือเล่มนี้ทำให้สำนักพิมพ์ในอเมริกามองเห็นว่าพวกเขาสามารถสร้างกำไรจากเรื่องราวทำนองนี้ได้กลายเป็นว่าหลังจากนั้นเลยมีหนังสือบันทึกความทรงจำที่เขียนโดยชาวเกาหลีเหนือจริงๆพิมพ์ออกมาเพียบผมดีใจนะเพราะนั่นเท่ากับว่าผู้อ่านสามารถเลือกได้ว่าเขาจะอ่านเกาหลีเหนือจากจินตนาการของผมหรือจากคำบอกเล่าโดยตรงของผู้คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น”
“คุณเคยเจอชาวเกาหลีเหนือที่อ่านหนังสือของคุณไหม” ผมถามกลับไปทันควัน
“มีนะแต่แค่ไม่กี่คนหรอกอย่างคนแรกที่ผมเจอผมกระวนกระวายมากๆในทางหนึ่งผมตื่นเต้นที่จะได้พบกับชาวเกาหลีเหนือจริงๆที่ได้อ่านงานของผมแต่ก็กลัวเขาจะบอกกับผมว่า ‘คุณรู้ไหมหนังสือของคุณน่ะไม่มีจุดไหนตรงกับความจริงเลย’ แต่พอเราได้พบกันชายคนนั้นกลับโผเข้ากอดผมทันทีก่อนจะบอกกับผมว่า ‘ตัวละครหลักของเรื่องน่ะคือชีวิตผมเลยนะ’ คำพูดของเขาทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ” จอห์นสันเล่าด้วยรอยยิ้มกว้าง
3
ในปี 2013 หนึ่งปีหลังจากที่The Orphan Master’s Sonวางขายหนังสือเล่มนี้ก็ส่งให้จอห์นสันคว้ารางวัลพูลิตเซอร์ หนึ่งในรางวัลทางการเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกา
“การคว้าพูลิตเซอร์มาได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากอาจเป็นเพราะว่าในช่วงประกาศรางวัลภรรยาของผมกำลังป่วยเป็นมะเร็งครอบครัวของผมเลยมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าให้ต้องกังวลจริงๆแล้วในวันที่มีโทรศัพท์โทรมาแจ้งว่าผมได้รับรางวัลผมยังนึกว่าต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับภรรยาผมแน่ๆด้วยซ้ำ
“ผมจำได้ว่าคืนนั้นผมกับภรรยานั่งคุยกันว่า ‘คุณรู้ไหมต่อจากนี้ชีวิตของเราอาจต้องเปลี่ยนไป’ แต่ภรรยาผมบอกว่า ‘ฉันไม่อยากให้อะไรเปลี่ยนไปฉันรักลูกๆของเรารักบ้านที่เราอยู่แล้วฉันก็ชอบอาชีพครูของฉันถ้าเราแสร้งทำเป็นว่ารางวัลนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจะได้ไหม’ ผมเลยบอกว่า ‘โอเคงั้นเรามาทำเหมือนกับว่าผมไม่เคยได้รางวัลนี้ก็แล้วกัน’ แต่ถึงครอบครัวของเราจะคิดเช่นนั้นสุดท้ายแล้วก็จะมีคนอื่นๆมาคอยย้ำเตือนผมอยู่เสมอว่าหนังสือที่ผมเขียนคว้ารางวัลพูลิตเซอร์มาได้
“อย่างคุณเป็นต้น” จอห์นสันแหย่ผมด้วยอารมณ์ขัน

ปัจจุบันไม่เพียงแต่จอห์นสันจะกำลังซุ่มเขียนหนังสือเล่มใหม่แต่เขายังสอนวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอีกด้วย
“ถึงจะได้รางวัลพูลิตเซอร์ แต่สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้คือการเขียนถึงเรื่องราวประหลาดๆที่ผมชื่นชอบต่อไปผมดีใจนะที่ผู้อ่านหลายๆคนรู้สึกสั่นสะเทือนไปกับเรื่องราวของThe Orphan Master’s Sonแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มต่อๆไปของผมจะเชื่อมโยงกับผู้อ่านได้เหมือนเล่มนี้ พูลิตเซอร์เป็นรางวัลที่มีเกียรติมากๆข้อดีอีกอย่างที่รางวัลนี้มอบให้คือผมคิดว่านักเรียนของผมตั้งใจฟังผมมากขึ้นน่ะ (หัวเราะ)
“ผมเขียนเพราะผมสงสัยแล้วผมก็หลงใหลในเรื่องราวที่สูญหายไปเรื่องราวที่ไม่มีใครเขียนถึงเกาหลีเหนือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งหรืออย่างหนังสือที่ผมกำลังเขียนอยู่ตอนนี้ผมคิดว่าก็ไม่เคยเห็นนักเขียนคนไหนบนโลกนี้เขียนถึงนั่นเท่ากับว่าถ้าผมไม่เขียนถึงมันเรื่องนี้ก็อาจจะไม่มีตัวตนอยู่เลยผมชอบนะการได้เติมเรื่องราวใหม่ๆลงไปในช่องว่างแบบนี้”
ดูรายละเอียดงานเทศกาลวรรณกรรมนานาชาติ ‘Neilson Hays Bangkok Literature Festival’ เพิ่มเติมได้ที่ neilsonhayslibrary.com และเฟซบุ๊กเพจ Neilson Hays Library





