โลกใบใหม่ที่ไม่มีอะไรควบคุมได้ของ พัชชา เฮงษฎีกุล กับคุณครูที่ปรึกษา จอห์นนี่ การบ้านวันนี้คือการบอกรัก

15 ปี

13 ปี

9 ปี

ต่อมาถึงคราว ‘พัชชา เฮงษฎีกุล’ ลืมตามาในฐานะลูกสาวคนสุดท้อง

ภาพจำของพัชชายังคงถูกตราตรึงไว้ในวัยที่เธอยังเป็นเด็กหญิงพกรหัสนิสิตพร้อมผมหน้าม้าประจำตัว ตอนนั้นบทสนทนายังคงเจื้อยแจ้วไม่พ้นหัวข้อของการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยแต่ในวันนี้นอกจากหัวข้อที่เปลี่ยนไปยังมีบทบาทใหม่ที่ทำให้เธอต้องเปลี่ยนแปลง

ด้วยตำแหน่งน้องคนเล็กเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าอุปนิสัยมักถูกจัดจำแนกอยู่ในประเภทที่ค่อนไปทางเอาแต่ใจ แต่เธอขอแถลงไขว่าเพราะด้วยพี่ๆ ของเธอโตเกินกว่าจะมีโมเมนต์แย่งของเล่นเหมือนพี่น้องที่วัยใกล้กัน อย่างไรนั้นเธอก็ได้รับความรักจากคุณพ่อเต็มๆ จากการออกงานมาโอ๋ดูแลลูกสาวคนเล็กที่ไม่คิดว่าจะมีแล้วจนได้รับฉายา ไข่ในหินของพ่อ มาครอบครอง

A long, long time ago, there was a volcano

living all alone in the middle of the sea

“สวัสดีค่ะ เชิญดื่มน้ำกันก่อนนะคะ”

ไม่ทันสิ้นประโยคเชื้อเชิญเส้นผมสีน้ำตาลของสมาชิกตัวจิ๋วโดดเด้งดึ๋งดั๋งอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ก่อนจะโผล่มาพร้อมไอศกรีมถ้วยโตในมือ สายตาเลื่อนลงไปสบกันคล้ายกำลังบอกว่าโปรดจงรับเครื่องบรรณาการสำหรับการผูกมิตรนี้ไว้เถิดสหายหน้าใหม่ งั้นขอไม่มัวเกรงใจยื่นมือรับจากสหายตัวจ้อย หากแต่พอรับถ้วยที่หนึ่ง ถ้วยที่สอง สาม สี่ ห้าก็ตามมาติดๆ จนตอนนี้เหมือนว่าเรากำลังปาร์ตี้ไอศกรีมกันจนลืมเหตุผลหลักที่มากดกริ่งทักทายกันในวันนี้ก็ไม่เชิง

คิดว่าตัวเองเป็นลูกที่นิสัยยังไง

คำถามนี้ไม่ได้ส่งตรงไปหาสหายจิ๋วนามว่า จอห์นนี่ แต่กลับหันศรไปที่ลูกสาวคนสุดท้องอย่าง จูนจูน

จำได้ว่าตอนเด็กๆ ป๊าตามใจมาก ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เวลาไปห้างสรรพสินค้าจูนจะได้ของเล่นกลับบ้านหนึ่งอย่างเสมออย่างไม่มีข้อจำกัด จนหลังๆ มันเยอะขนาดที่ว่าพอได้มาแล้วก็ทิ้งไว้บนรถทันทีหลังจากที่ซื้อ มองย้อนกลับไปมัน ungrateful สุดๆ ทำไมเราถึงทำแบบนั้น

สิ่งไหนที่ไม่อยากให้ส่งต่อไปถึงลูกของเรา

จูนมองย้อนกลับไปป๊าแม่ทำหน้าที่ได้ดีมากสำหรับจูน แต่พี่ๆ มักบอกว่าป๊าแม่เมื่อก่อนน่ะดุมากจูนโชคดีเกิดมาตอนป๊ากับแม่ใจดีแล้ว ต้องบอกว่าป๊ากับแม่เลี้ยงจูนมาค่อนข้างที่จะเชี่ยวชาญเพราะจูนเป็นลูกคนสุดท้อง เขาผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว เริ่มมีอายุ เริ่มมั่นคง ลูกคนอื่นโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว เลยทำให้เขาค่อนข้างมีประสบการณ์ในการเลี้ยงจูน โดยที่ไม่ได้กดดันอะไรเราเกินไป ไม่ได้เครียด มีเวลาเล่น มีเวลาอยู่ด้วยมากๆ

แต่อะไรล่ะที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูก จูนว่าน่าจะเป็นเรื่องที่โดนป๊าแม่ดุตอนเด็กๆ จูนเคยใช้โทรศัพท์คุยกับเพื่อนจนค่าโทรศัพท์มือถือสามหมื่น สำหรับยุคนี้ยังฟังดูแพง แล้วนึกดูในยุคนั้น ตอนนั้นป๊าโกรธมาก โกรธจนตีเลย ซึ่งในยุคนั้นการโดนตีมันค่อนข้างเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ได้เป็นทุกบ้าน แต่ตอนนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่จริง ป๊าแม่ทำงานหาเงินเข้าบ้านมาเหนื่อยมากแล้วอยู่ดีๆ เงินมันหายไปเพราะต้องจ่ายค่าโทรศัพท์สามหมื่น เหตุจากเราเปิดสายทิ้งไว้คุยกับเพื่อน มองย้อนกลับไปก็ผิดจริง

ประโยคที่ว่าพอเป็นพ่อแม่คนแล้ว พวกความทรงจำวัยเด็กไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีมันจะโผล่มาหมดเลยโดยที่เราไม่รู้ตัว อย่างบางบ้านขี้โมโหพอมีลูกก็จะเผลอทำใส่ในวันที่เราไม่รู้ตัวมันเหมือนเป็นกลไกธรรมชาติ เพราะงั้นเราควรต้องย้อนไปโอ๋ตัวเองในวัยเด็กก่อน เหมือนเป็นการรีเซตตัวเอง แล้วเราจะทำหน้าที่พ่อแม่ได้ดี จูนคิดว่ามันคือการควบคุมตัวเองนะ

พ่อแม่ในอุดมคติสำหรับจูนจูนเป็นอย่างไร

ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แม่ของญาติจูนเขาใจดี เสียงเบาๆ นุ่มๆ จนจูนเคยบอกกับป๊าแม่ว่าทำไมเขาใจดีจังอยากได้แม่แบบนี้ พอคิดย้อนกลับไปไม่น่าพูดเลย ถ้าเราได้ยินคงน้อยใจ แต่แม่เราจะเป็นแนวเสียงดัง ซึ่งมันมีประโยชน์มากเลยนะที่เขาเป็นแม่แบบทุกวันนี้ มันทำให้รู้สึกว่าเขาเตือนสติเราได้หลายๆ อย่าง เขาสอนเราให้เป็นเราได้ในทุกวันนี้ก็เพราะคาแรกเตอร์แบบนี้ของเขา

I have a dream I hope will come true

That you’re here with me and I’m here with you

โตขึ้นหนูอยากเป็นหมอ

โตขึ้นหนูอยากเป็นดารา

ส่วน พัชชา อยากเป็น คุณแม่

เธอพาเปิดประตูย้อนความไปในช่วงคอซองกระโปรงน้ำเงิน ความในใจที่แอบซ่อนอยู่สุดทางเดินเผยว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ได้มีเป้าหมายชีวิตอะไรชัดเจนนักว่าต้องการเป็นเจ้าของสิ่งใด จะต้องมีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรูให้ขับ แต่สิ่งเดียวที่เธอตั้งมั่นคือ เธออยากมีครอบครัว อยากมีลูก อยากเลี้ยงลูกให้มีประสบการณ์เหมือนตอนเด็กๆ ที่เธอเคยมี

ตอนนี้ได้เป็นรับบทบาทแม่แล้ว คิดว่าตรงตามอุดมคติที่เคยตั้งไว้ไหม

ไม่เลย เอาจริงเราอยากบอกไปให้ไกลที่สุดถึงคนที่จะเป็นแม่หรือคนที่เป็นแม่แล้วว่า ภาพในอุดมคติของการเป็นพ่อแม่มันยากมากที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง เวลาเรามีความฝันว่าฉันจะสร้างครอบครัว ฉันจะมีลูก คิดเอาไว้เลยว่ามันไม่มีทางสมบูรณ์แบบ 100% ขนาดจูนเตรียมตัวมาตั้งแต่ม.3 (ขำ) ในการที่อยากจะมีครอบครัว จูนรักเด็กทุกคน เล่นกับเด็กที่ไหน เด็กชอบจูนหมด พอถึงวันที่พอเรามีลูกเองจริงๆ ทุกอย่างมันยาก ไม่ตรงกับแผนที่เราวางไว้เลย

จูนว่าตัวเองเป็น Perfectionist มากๆ ยิ่งเราเรียนแฟชั่นมาเราจะมี Vision Board ที่ทำมาตั้งแต่เด็ก จูนรู้สึกชีวิตจูนมีบอร์ดว่าต้องเป็นแบบนี้ แปะๆๆๆ ไว้ แล้วที่ผ่านมามันก็เป็นไปตามนั้นตลอดเลย แต่พอมีลูกทำให้เรารู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ บนโลกนี้มันมีบางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของเราจริงๆ 

ในฐานะการเป็นแม่ เทคนิคนี้เอามาใช้ไม่ได้ มันจะกลายเป็นการกดดันตัวเองทุกอย่าง ความเป็นจริงทุกอย่างมันบังคับให้ตัวเองต้องโต บังคับให้ตัวเองต้องเข้าใจ ความจริงข้อนี้มันเหมือนกระแทกใส่หน้าแรงมากๆ มันบังคับว่าตื่น! ที่ผ่านมาทำอะไรอยู่ ไปใส่ใจกับอะไรวะเนี่ย มันคือโลกภายนอกที่ไม่รู้ว่ามันจำเป็นต่อชีวิตเราหรือเปล่า แต่พอมีลูกมันเหมือนบีบตัวเองให้โฟกัสว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสำคัญที่สุด ปรับไป โตไป ค่อยๆ เรียนรู้กันไปกับเขา อะไรที่ไม่สำคัญเราทิ้งได้เยอะมาก 

หลังจากปล่อยวาง รู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเองไปไหม

มีนะ แล้วจูนก็คิดว่ามันจะเกิดกับแม่ๆ หลายคนที่เคยทำงานมาก่อน อย่างจูนมันอาจจะเป็นฮอร์โมนช่วงหลังคลอดหรือให้นมด้วย อาจจะเป็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอด มันเป็นความรู้สึกที่ว่าเราทำอะไรกับชีวิตอยู่ ออกไปนัดเจอเพื่อนตอนเย็นยังทำไม่ได้เลย ต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา เพราะเราเลือกทางนี้แล้ว พอคิดย้อนกลับไปเราก็ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าย้อนกลับไปเราจะเลือกทางเดิมไหม แต่ยังไงก็เลือกทางเดิม เหนื่อยขนาดไหนเราก็เลือกทางเดิม มันเป็นชีวิตที่เราตัดสินใจมาแล้ว

ชีวิตคนเรามันไม่ได้ทุกอย่าง คุณเลือกอะไรก็ได้ You can choose anything for your life, but you can’t choose everything. เพราะฉะนั้นมันมีสิ่งที่ต้องแลกเสมอ คือมันอาจจะดูเวอร์ ทำไมต้องทำให้การมีลูกเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น แต่สำหรับจูนมันเป็นยุคที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดเพื่อตัวเอง ลองคิดทบทวนตรงนี้ก็ดีนะ ไม่ต้องไปกดดันว่าฉันจะมีลูก ฉันจะสร้างครอบครัวเพียงเพราะอายุมันควรจะมีหรือกระแสสังคมมันบอกว่าต้องมี ทำไมพูดยาวจังเลย คำถามสั้นมากแต่เราตอบย๊าวยาว เหมือนไม่มีใครพูดด้วยมานาน (ขำ)

I have a dream I hope will come true

That you’ll grow old with me and I’ll grow old with you

ตลอดบทสนทนาอาจถูกขั้นด้วยเส้นเสียงเล็กๆ ที่สำเนียงยังไม่แข็งแรงมากนัก เจ้าของเสียงคล้ายกำลังท้วงทักว่าบทสนทนานั้นเป็นเรื่องของผมนี่นา สหายตัวน้อยเดินวนเวียนโผล่ไปแวบมา หากให้เดาใจคงอยากร่วมบทสนทนา ไม่ก็อยากมาให้เห็นหน้าเพื่อเติมกำลังใจให้ผู้หญิงคนโปรดของเขาแน่นอน

“รักเธอนะจอห์น” ประโยคสารภาพรักถูกพร่ำบอกจนฟุ้งไปทั่วห้อง ไม่มีการอิดออดเขินอายแต่อย่างใด พ่อแม่ลูกบ้านนี้เหมือนผลัดกันป้อนประโยคดังกล่าวเป็นของหวานหลังมื้ออาหารสามเวลา ของหวานชั้นดีที่หล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตมากับการเอาใจใส่กันและกัน ของหวานที่เติมได้ไม่อั้นป้อนกันจนอิ่มแปล้ทุกมื้อ

นิยามความรักที่แท้จริงคืออะไร แล้วก่อนกับหลังมีลูกความหมายเปลี่ยนไปไหม

ไม่เปลี่ยนมากนะ จูนรู้สึกโชคดีมากที่ได้คุณปรีดี (ปรีดี เฮงษฎีกุล) มาเป็นคู่ชีวิต แต่จูนรู้เลยถ้าคุณปรีดีฟังเขาจะบอกว่ามันไม่ใช่โชคดีแต่มันเป็นการกระทำของเรา มันคือความพยายามของเรา ตอนแต่งงานคุณปรีดีพูดประโยคหนึ่งว่า (น้ำตาคลอ) พูดแล้วจะร้องไห้ ชีวิตคู่มันไม่ใช่รักกันสวยงาม 100% ตลอดเวลามันคือ Hard work จริงๆ มันจะไม่ใช่แค่ช่วงแรกที่เรารักกันแต่มันคือชีวิตหลังจากนั้นในระยะยาวที่เราต้องรักษาเอาไว้ ฟังแล้วอาจจะไม่โรแมนติกแต่จูนว่ามันโรแมนติกมาก มันคือการที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วเรารู้สึกว่าเราสองคนยังอยากพยายามเพื่อกันและกัน

เวลาจอห์นพูดว่า ผมรักหม่ามี้ ผมรักดาด้า แล้วผมก็รักตัวเองด้วย หรือเวลาที่เรา Group Hug มากอดกันสามคนคือมันไม่มีอะไรมาแทนสิ่งนี้ได้จริงๆ สำหรับเรามันมากกว่าการบอกรักพ่อแม่แล้วยิ่งเขาพูดเอง ตอนนั้นจูนงงมากว่าเขาพูดได้ไง เรารู้สึกว่าแบบ Success ขอบคุณที่รักตัวเอง มันเป็นสกิลที่สำคัญมาก เราไม่รู้หรอกว่าเขาพูดไปเขาเข้าใจหรือรู้สึกจริงๆ ขนาดไหน แต่อย่างน้อยเขาก็พูดสิ่งนี้ออกมาเรารู้สึกว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

หรือวันที่มีปัญหา จอห์นนี่ป่วย ปรีดีงานเยอะ เรารู้สึกว่าเราสองคนยังคงรักษาความสัมพันธ์ของเราในรูปแบบเดิมแล้วเดินไปข้างหน้า ก้มหน้าก้มตาไปกันต่อ วันไหนใครพลังเยอะกว่าก็ส่งพลังไปช่วยอีกคน ถ้ามันเหนื่อยทั้งสองฝั่ง ซึ่งมันมีวันนั้นอยู่แล้วเราก็จะประคองกันไปทั้งสามคนให้ได้

สิ่งที่พิเศษสำหรับคนเป็นแม่

เราว่ามันคือโมเมนต์ที่ไม่รู้มันจะสื่อสารไปถึงผู้ชมได้ไหม แต่ว่าจูนนอนกับจอห์นทุกคืน ตื่นมาก็เจอเขาทุกเช้า มันคือแค่นี้เลย มันคือการที่เห็นเขาตั้งแต่เขายังเป็นถั่วที่ยังทำอะไรไม่ได้ จนทุกวันนี้ก่อนนอนเค้าจะบอกว่าผมอยากคุยกับหม่ามี้ วันนี้เป็นยังไงบ้าง มาเล่าเรื่องวันนี้กัน มัน Amazing มากเลย 

เป็นความสัมพันธ์ที่อธิบายไม่ถูก เราเคยอยู่ในฐานะลูก แต่ความที่เราเป็นเด็กคงจำไม่ได้ แต่ตอนนี้เรากลับอยู่ในฐานะแม่แล้ว แล้วจอห์นนี่เป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความรัก He’s so full of love ทุกวินาที เขาอาจจะมีความซ่าบ้าง กวนบ้างตามสไตล์ แต่พื้นฐานเขาเป็นคนที่เต็มไปด้วยความรักที่เราคอยใส่ให้เขามาเรื่อยๆ แล้วมันชัดเจนมากๆ จากอารมณ์หรือคำพูดเล็กน้อย ทั้งก่อนนอนและตอนตื่นนอนนี่แหละที่จูนรู้สึกว่ามันดีมากเลย เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่อยากรู้สึกแบบนี้ไปนานๆ 

วันที่เจอหน้าจอห์นนี่วันแรก

ทุกคนจะเข้าใจว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่จะไม่ลืมหน้าลูกแต่ความทรงจำมันจางไป มันน่ากลัวมากจริง เราถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอไว้เยอะเพราะเวลามันผ่านไปเร็วมาก วันแรกรู้สึกช็อก รู้สึกรัก รู้สึกต้องดูแล รู้สึกงง รู้สึกทำตัวไม่ถูก รู้สึกมันต้องเอาตัวรอด หน้าที่คนเป็นแม่มันเยอะมาก ปั๊มนมยังไง เครื่องนี้ใช้ยังไงนะ แล้วให้นมลูกต้องจับยังไง ไม่ดูดอีก ดูดไม่เป็น แม่ก็ให้นมไม่เป็น เหมือนเราใหม่กันทั้งคู่กับโลกใบนี้ มันวุ่นวายไปหมดกว่าจะลงตัว 

ชีวิตหลังเจอจอห์นแล้วสิ่งไหนเปลี่ยนไปมากสุด

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากสุดคือเมื่อก่อนน่าจะใช้คำว่าเจ้ายศเจ้าอย่าง เป็นคนแบบถ้าฉันจะเอาแบบนี้มันต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งมันทำให้ชีวิตเราอยู่ยากมาก มีความสุขยากมาก ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่ต้องการมันคือเรื่องใหญ่ โลกนี้จะพังแล้ว ซึ่งพอมีลูกชีวิตไม่มีอะไรวางแผนได้และถึงวางไว้มันก็จะออกนอกแผนเสมอ

ต้องขอบคุณจอห์นนี่มากเลยนะที่สอนให้เราหลุดพ้นจากช่วงชีวิตนั้นได้ จูนไม่ได้อยากจะโทษความเป็นเด็กแฟชั่น แต่เราถูกเติบโตมาด้วยการปรุงแต่งประมาณหนึ่ง ซึ่งมันมีข้อดีนะ การดีไซน์มันคือศิลปะ มันคือการแสดงออกของตัวตนเราในรูปแบบหนึ่ง  มันเวิร์กสำหรับจูนในช่วงเป็นศิลปิน แต่พอถึงจุดหนึ่งมันทำให้เราลดอีโกบางอย่างลงแล้วอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น มันรู้สึกว่าพอเขาให้สกิลนี้เรามามันทำให้เราเอนจอยการเป็นแม่มากขึ้น

I lava you

I lava you

I lava you

ยินดีด้วยเด็กชายตาหยี ยิ้มสวยคนนี้เป็นของคุณ ตอนเช้าเราจะแต่งตัวคู่กันยืนยิ้มยิงฟังหน้ากระจกตาม Pinterest ที่แอบเซฟไว้ตั้งแต่พุงยังป่อง จนทุกวันนี้เจ้าตัวน้อยหน้าม้าเต่อกับสุดที่รักผมสั้นของเขาก็ผ่านมาแวะทักทายหน้าโซเชียลให้เห็นอยู่บ้าง แม้เจ้าตัวจะบอกว่าปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นแบบที่เธอคิดไว้มากนัก แต่ความตั้งใจที่อยากอยู่กับลูกให้มากที่สุด ให้ลูกได้ทำความรู้จักแล้วใช้ชีวิตไปกับเรา สิ่งเหล่านั้นเขาได้ทำตามสมหวังดั่งที่ตั้งใจ

โมเมนต์ที่ใจสื่อถึงกัน

เยอะมากกก จอห์นนี่เป็นเด็กฉลาดมาก บางทีเราเศร้าแล้วเผลอดึงหน้านิดนึงเขาจะคลานขึ้นมาเกาะแล้วถามว่าหม่ามี้รู้สึกอะไรอยู่ ซึ่งเราว่าเขาคงได้ยินเราคุยกับเขาเวลาที่เขาเริ่มงอแง จูนจะใส่ใจกับความรู้สึกเขามากๆ เวลาลูกร้องไห้อย่างแรกเราจะไม่ได้บอกให้หยุดร้อง แต่เราจะสอนเขาเรื่องอารมณ์ พยายามสอนเขาว่าจอห์นนี่รู้สึกอะไรอยู่ เขาเลยกลับมาถามเรา

ขอแอบบอกว่าจูนจดไว้หมดเลยเวลาที่จอห์นนี่พูดอะไรน่ารัก เราจะมีอีเมลเอาไว้ส่งหาจอห์นนี่ตลอด เราเริ่มจดไว้ตั้งแต่เขาเริ่มพูดได้ จูนรู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนขี้ลืมแล้วจูนรู้สึกว่าไม่อยากลืมตอนแก่ไป เรารู้ว่าเราลืมโมเมนต์เล็กๆ แบบนี้แน่ๆ ทำได้มากสุดคือพรินต์รูปทุกเดือนแต่สุดท้ายดูรูปแล้วมันจำไม่ได้ 100% เวลาเห็นเราลงโซเชียลมีเดีย นั่นก็ถือเป็นการจดเอาไว้ด้วยอีกทาง

เหตุการณ์ที่ประทับใจล่าสุด

วันก่อนไปเล่นเครื่องเล่นแล้วมันมีคาเฟ่ข้างๆ กัน พอข้าวมาแล้วจูนเลยบอกว่างั้นผมเล่นอยู่ตรงนี้ก่อนนะหมามี้จะไปกินข้าวก่อน เขาก็พูดว่า หม่ามี้ หม่ามี้ไม่ไป หม่ามี้อยู่ตรงนี้กับผม ผมรักหม่ามี้ ผมชอบหม่ามี้จนใจจะขาดแล้ว เรารู้สึกว่าเขาเป็นเด็กที่รู้เรื่อง เขารู้ว่าต้องพูดอะไร ถ้าเราเผลอพูดไปนิดนึงเขาจะจำได้ดีมาก

นิสัยส่วนตัวของจอห์นนี่

เขาเป็นคนปากแข็ง เป็นคนที่ขี้สงสารและมี Empathy สูงมาก มีหนังสือที่เฮียบาส (บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ) ซื้อให้จูนอ่านตอนเด็กๆ ในช่วงวัยที่จูนโตกว่าจอห์นนี่หน่อยแล้วจูนชอบมาก จำได้เลย ชอบลายเส้น ชอบเนื้อเรื่อง เป็นหนังสือที่ชื่อ งานแรกของมี้จัง ไม่นานมานี้จูนไปเจอเลยซื้อมาให้จอห์นนี่อ่าน แล้วเนื้อเรื่องมันเบสิกมาก แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่แม่บอกว่าไปซื้อนมให้น้องหน่อย แล้วฝากเอาเหรียญใส่มือให้ แต่ในขณะที่มี้จังกำลังจะวิ่งไปร้านขายนมดันสะดุดล้มแล้วเงินก็กระเด็น จอห์นนี่ก็คือเบะ เบะไม่ร้องแต่หน้าคือไปแล้ว

เราเลยถามว่าโอเคไหมลูก เขาก็บอกว่าผมโอเค ผมไม่เป็นไร อันนี้มันเป็นเรื่อง จูนเคยคุยกับครูว่าต้องคอยสอนเขาว่าการผิดพลาด การเจ็บตัว การรู้สึกไม่ดีมันเกิดขึ้นได้ แต่เหมือนเขาจะอินมากจนไม่สามารถเก็บอารมณ์ได้ แล้วสุดท้ายเขาก็ร้องไห้ จูนต้องโอ๋เขาว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวเรามาดูหน้าต่อไปกันว่ามี้จังลุกขึ้นมาได้นะ มี้จังเก่งไหม เขาก็สะอื้นบอกว่ามี้จังเก่ง เวลาถามว่าเขารู้สึกยังไง เขาจะไม่ยอมบอกว่าเขารู้สึกเศร้า เขาจะบอกว่าผมโอเค ผมแฮปปี้

คิดว่าจอห์นนี่มีส่วนไหนที่เหมือนตัวเองไหม

เหมือนมาก! คนชอบพูดว่าเขาหน้าเหมือนอากง เหมือนดาด้า แต่จริงๆ แล้วนิสัยเขาเหมือนจูนมากจนกังวล จูนบอกปรีดีตลอดว่าที่คบกับปรีดีเพราะเขาเป็นผู้ชายที่ Capable มาก ถ้าจูนเป็น iPhone ธรรมดา ปรีดีคือ iPhone Pro Plus เขาคือ Adult Pro Plus เขาคือคนที่ทำได้ทุกอย่าง เราเลยรู้สึกอยากได้ลูกแบบนี้ ในขณะที่จูนทำอาหารกไม่เป็น ว่ายน้ำไม่เป็น ขี่จักรยานไม่เป็น เป็นคนที่ทำแต่สิ่งที่ฉันจะทำ เราเลยอยากให้จอห์นเหมือนพ่อเขา แต่สรุปทุกวันนี้คือครูชอบมารีพอร์ตว่าจอห์นนี่เขาไม่ชอบให้มือเปื้อนมาก มีระยะห่างหรือช่วงเวลาส่วนตัวให้กับตัวเองนิดๆ ซึ่งมันคล้ายกับจูนมาก

ความยากของบทบาทแม่อยู่ระดับไหน จากทุกบทบาทที่เคยทำมาในชีวิต

9.9 เต็ม 10 ต้องยอมรับว่าจูนไม่ได้เป็นคนที่เอาตัวเองไปทำอะไรที่ท้าทายมาก แต่เล่นหนังก็ยากนะตอนนั้น แต่เราไม่ใช่คนที่มีความทะเยอทะยานแล้วเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ท้าทายบ่อยๆ เลยรู้สึกว่าการเป็นแม่น่าจะยากเป็นอันดับหนึ่งแล้ว

อยากพูดอะไรกับจอห์นนี่ในวันที่เขาอาจจะย้อนกลับมาดูคลิปหรืออ่านบทความนี้ในวันข้างหน้า

เตรียมกล้องเลยนะ ฉันรู้ว่าฉันจะร้องไห้ ตั้งสติก่อน ตลกว่ะ

ถึง จอห์นนี่ถั่วเหลือง

จริงๆ ถ้าโตไปจอห์นก็จะรู้แหละว่าแม่รักจอห์นนี่มาก รักมากๆ แล้วก็หวังว่าจอห์นจะโตมาเป็นคนที่จำได้ว่าช่วงเวลาวัยเด็กมันเต็มไปด้วยความรักจากทั้งพ่อและแม่จริงๆ เวลามีคนพูดว่าแม่ไม่คาดหวังอะไรในตัวลูก จูนบอกจอห์นนี่ก่อนนอนทุกคืนด้วยประโยคเดียวกันว่าแบบ I’m pround of you every day นะ แม่ภูมิใจในตัวลูกทุกวันจริงๆ แล้วเวลาแม่บอกว่าไม่คาดหวังในตัวจอห์น แม่ไม่คาดหวังจริงๆ (สะอื้น) 

โตไปผมจะเป็นอะไรก็ได้ ทุกวันนี้จอห์นนี่จะพูดว่าวันนี้ผมอยากเป็นนักบินหรือบางทีวันนี้ผมอยากเป็นถั่วเหลือง วันนี้ผมอยากเป็นเห็ด แม่อยากบอกว่าไม่ว่าตอนนั้นผมโตไป ผมจะเป็นอะไรก็ได้จริงๆ แม่จะภูมิใจกับสิ่งที่จอห์นเป็นมากๆ (ร้องไห้) 

หน้าที่ของจูนกับปรีดีเราอยู่กับเขาได้แค่ประมาณนี้ ตอนนี้จูนกับปรีดีแค่ตั้งใจทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ให้ดีที่สุด อยู่กับเขาให้ได้มากที่สุด ให้เขารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้เพื่อเขา โตไปจูนไม่คาดหวังเลยว่าจอห์นนี่จะเป็นยังไงแต่เราแค่อยากให้เขามีความแข็งแรงทางจิตใจ 

เราคงอยู่โอ๋เขาตลอดไม่ได้ แล้วโลกข้างหน้ามันคงน่ากลัวมาก จูนรู้ว่าคงปกป้องเขาไม่ได้ตลอด ถึงแม้ว่าเราอยากอยู่โอ๋อยู่ปกป้องเขาขนาดไหน แต่ก็ต้องปล่อยเขาให้ดูแลตัวเอง หวังว่าเขาจะแข็งแรงพอที่จะผ่านทุกอย่างไปได้โดยที่ไม่มีพ่อแม่คอยนำทาง แต่ในขณะเดียวกันก็อยากให้เขายังจดจำความทรงจำเหล่านี้ได้ว่าเรารักกันขนาดไหน

รักเธอเสมอนะจอห์น

พัชชา เฮงษฎีกุล

PHOTOGRAPHER