ว่าด้วยปรากฏการณ์ Rosy Retrospection นึกถึงอดีตในแง่บวก แม้ปัจจุบันชีวิตโคตรจะบัดซบ

จริงๆ ตอนนั้นก็ดีนะ

เย็นย่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะรถติดอยู่บนท้องถนนท่ามกลางรถยนต์นับร้อยพันที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองกรุงหลังวันหยุดยาวในวาระสงกรานต์ เราเปิดเพลงคลอ แอร์เย็นวาบผิว หันไปดูรถบางคันยังมีคราบแป้งติด นึกถึงวันพรุ่งนี้ โอย มีประชุม มีงานต้องส่ง จิตใจมันช่างห่อเหี่ยวเสียจริง

“ตอนไปเล่นน้ำสงกรานต์กับมิตรเก่า ดีจัง”

“ตอนนอนเปลอ่านหนังสืออยู่ข้างบ้านแล้วเผลอหลับไป ดีจัง”

“ตอนไปเที่ยวพัทยากับเพื่อนมัธยม แล้วกินอะไรอร่อยๆ ดีจัง”

ชั่วขณะที่กำลังออกลูกเซ็งกับวันพรุ่งนี้ แวบนึงเลยเผลอนึกไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือหลายปีมาแล้ว อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด

หากลองมองผ่านเลนส์ในเชิงจิตวิทยา มีคำเรียกว่ามันคือ Rosy Retrospection หรือปรากฏการณ์มองอดีตในแง่ดี พูดง่ายๆ คือเรามักเลือกเก็บแต่ความทรงจำที่ดีและมีคุณค่า จนเราเผลอประเมินเหตุการณ์ในวันวานว่าวิเศษสุดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น

นั่นชวนให้นึกถึงสำนวนที่ฝรั่งมักพูดกันคือ rose-colored glasses สำนวนนี้ถ้าถูกใส่ไปในประโยคจะมีความหมายทำนองว่าเราสวมแว่นสีชมพูมองโลก คือเป็นการเปรียบเปรยว่ามองอะไรก็ดูสดใส เห็นแต่ด้านดี ด้านบวกไปเสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจะมีเรื่องราวแย่ๆ เจือปนอยู่บ้างก็ตาม

ทำไมเราถึงรู้สึกดีเวลามองย้อนวันเก่าๆ ถึงขั้นกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่เราอ่อนแอเป็นพิเศษได้ เพิ่งผ่านพ้นวันหยุดยาวมาหมาดๆ หลายคนอาจกำลังเจอสภาวะทำนองนี้อยู่ ตามไปดูเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้กัน

กรองความทุกข์ เพิ่มความสุข

หลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์วิวัฒนาการมาให้จดจำประสบการณ์เชิงลบได้ชัดเจนกว่าประสบการณ์เชิงบวก

สมัยเรายังพูดว่า อุ๊บะ อุ๊บะ วิถีดั้งเดิมของมนุษย์คือการเอาชีวิตรอด นั่นหมายถึงต้องใส่ใจกับทุกสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น เสียงปริศนาในพุ่มไม้ ซึ่งอาจเป็นสัตว์ร้ายที่ซุ่มโจมตีเราถึงตายได้ เราจะไม่จำเสียงน้ำไหล หรือนกร้อง

สำหรับคนยุคนี้ ภาระงานที่ต้องรับผิดชอบถือเป็นภัยคุกคามไม่ต่างจากสัตว์ร้าย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงเวลาที่ยมสุดๆ เรามักคิดถึงเรื่องราวในอดีต (แต่ด้านที่ดี)

ยิ่งปัจจุบันแย่ อดีตยิ่งดูดี

สัปดาห์ไหนว่างๆ งานไม่เยอะ ไม่เคยคิดถึงวันหยุด แต่เมื่อสัปดาห์นรกเมื่อไหร่ โอยย เมื่อไหร่จะถึงวันหยุดสักที ไอ้ปรากฏการณ์ Rosy Retrospection มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระดับความเครียดในปัจจุบันมีสูง แหม แค่ได้นั่งอ่านหนังสือ ฟังเสียงลมพัดก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นเบื่อจะแย่

จุดที่น่าคิด คือเมื่อเกิดภาวะนี้ เราควรตั้งคำถามต่อไปว่าทำไมถึงเครียดกับงาน งานไม่เสร็จ งานยังไม่ถูกใจเจ้านาย หรือแค่เบื่อการทำงานเฉยๆ ถ้าหาต้นตอว่าทำไมถึงเครียดเจอ ขั้นตอนถัดมาอาจเป็นการค่อยๆ สะสางไปทีละเรื่อง

เราคือพระเอกในเรื่องที่ตัวเองเล่า

มีการอธิบายว่าสาเหตุที่สมองเลือกจำแต่ประสบการณ์ดีๆ ในอดีต เพราะมนุษย์มีแนวโน้มที่จะสร้างเรื่องเล่าขึ้นมา เพื่อประคับประคอง self-esteem ของตัวเองเอาไว้ ช่วงสงกรานต์ที่เรากลับบ้าน มีช่วงหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ตากแดดออกไปแขนขาดำ นั่นเราไม่จำ เราจำแค่ว่าเราเล่นน้ำสนุกกับมิตรเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน

ต่อเมื่อปัจจุบันที่เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก สมองจะไปค้นหาความทรงจำดีๆ ในลิ้นชักออกมา เพื่อย้ำเตือนว่า เฮ้ย จริงๆ เอ็งมีชีวิตที่ดีนะ เอ็งเคยเป็นคนที่มีความสุขขนาดนั้นเชียวนะ อย่างน้อยไม่ให้แหลกเหลวไปกับความระยำตำบอนในปัจจุบันมากเกินไป

คอร์ติซอล vs โดพามีน ศึกฮอร์โมนวันว้าวุ่น

ถ้าพูดให้จริงจังขึ้น สาเหตุที่เรารู้สึกแบบนั้นแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของฮอร์โมน เมื่อเครียดใกล้จะบ้าแล้ว คอร์ติซอลจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง คล้ายเป็นสัญญาณให้เตรียมรับมือต่อภัยคุกคามที่กำลังมาถึง เราอาจตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว

เมื่อเครียดใกล้จะบ้าแล้ว กลไกป้องกันตัวเองก็ชวนให้เรานึกถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมา ถึงตอนนั้น ฮอร์โมนอีกตัวจะทำงานทันที นั่นคือ โดพามีน อะไรดีๆ เรียงคิวกันมาหมด กับข้าวที่แม่ทำมันก็อร่อยเนอะ ได้ขับรถออกไปหาอะไรกินกับแม่กับน้องนี่ดีจัง

ในที่สุดแล้ว คนอาจจะมองปรากฏการณ์ Rosy Retrospection ว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน อาจถึงขั้นเพ้อเจ้อ ไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่งานวิจัยหลายชิ้นพิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อถึงคราวที่มนุษย์สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่ต้องไปเจอหรือทำในวันถัดไป สมองจะนึกถึงประสบการณ์ดีๆ ขึ้นมาทันที

เพราะอย่างที่บอก ยิ่งปัจจุบันแย่ เรื่องธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตก็ดูดีขึ้นมาได้ โดยเฉพาะบรรดาโมเมนต์ที่สุดแสนจะธรรมดาที่เราไม่ทันนึกถึง บอกเลยว่าดาเมจหนักมาก

การมองเรื่องราวดีๆ ที่ผ่านไปแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ เพียงแต่อย่าลืมว่าชีวิตไปข้างหน้าเสมอ การเผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้อาจเป็นเรื่องกล้าหาญที่สุดที่เราอาจทำได้ในฐานะมนุษย์ก็ได้ 

หมดวันหยุดแล้ว ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกการทำงานที่เรารัก (ไม่ได้กัดฟันพูดเลยยยยยย)

AUTHOR