“Big Ass เปิดตัวโคตรใหญ่เลยครับ”
“(หัวเราะ) เขาจะทำคอนเสิร์ตไง”
พี่พล หรือเฮียพล ไม่ว่าสรรพนามไหน เขาคือคนที่ศิลปินมักเอ่ยคำขอบคุณตอนจบคอนเสิร์ตอยู่บ่อยๆ ซึ่งนั่นก็เพียงพอจะบ่งบอกถึงความสำคัญของเขาได้เป็นอย่างดี หลายคนนิยามเขาว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ
แต่ขอโทษ…นั่นเป็นคำยกยอที่เขาเกลียดนักเกลียดหนา แม้จะปฏิเสธคอเป็นเอ็นแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝีมือในการปรุงคอนเสิร์ตของเขาได้รับการยอมรับจากคนในวงการเพลงไทย ศิลปินดังในยุคนี้ต่างยกหูกริ๊งขอให้เขาช่วยคิดและออกแบบคอนเสิร์ตมาแล้วทั้งนั้น
พล หุยประเสริฐ คือ Design Director จาก H.U.I. ผู้อยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตศิลปินไทยมากว่า 20 ปี เขารังสรรค์คอนเสิร์ตให้ศิลปินคนไหนมาบ้าง คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงในการค้นหา ให้นึกชื่อศิลปินดังขึ้นมาเร็วๆ สักหนึ่งชื่อ เขาก็อาจจะเคยทำคอนเสิร์ตให้
ด้วยศักดิ์และศรีขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ 4 ปีก่อน เขามีความคิดจะวางมือจากการทำคอนเสิร์ต ไม่ถึงกับเลิกทำแล้วไปนอนเกาพุงอยู่บ้าน เพียงแต่อยากลดจำนวนงานลง จากปีละ 50 งาน อยากลดเหลือแค่ปีละ 5 งาน
“ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง…ห่วยว่ะ มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ
แต่จนตอนนี้ วินาทีนี้ เขาก็ยังไม่วางมือจาก H.U.I.
เร็วๆ นี้เขากำลังจะมีคอนเสิร์ตของตัวเอง The Showcase Festival by Pol Huiprasert คอนเสิร์ตที่เขาและทีมหุยผันตัวมาเป็นผู้จัด ออกแบบเอง ร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างค่ายเพลง What The Duck ปักหมุดวันที่ 25 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
นี่คือคอนเสิร์ตที่เขานิยามว่าเป็นภูเขาลูกใหม่ที่ยังไม่เคยปีนมาก่อน บนนั้นมีอะไรรอเขาอยู่บ้าง ยังไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่เรารู้ 20 กว่าปีบนเส้นทางการออกแบบคอนเสิร์ต เขาได้บทเรียนไม่น้อย
เสี้ยนเอง อยากเอง ก็ต้องทำเอง
อิมแพ็คว่างพอดี อะ ลุย
“ผมว่าเขาต้องมีมุขใหม่ แน่ๆ เลย พี่พลอะ”
“ต้องออกมาดีอยู่แล้ว อยากให้เขาออกมาแสดงตัวในคอนเสิร์ตด้วย”
นั่นคือสิ่งที่ JEFF SATUR และ BOWKYLION อยากเห็นใน The Showcase Festival By Pol Huiprasert คอนเสิร์ตรวม 6 ศิลปินที่หุยผันตัวเองมาเป็นผู้จัด ศิลปินอีก 4 คนคือ VIOLETTE WAUTIER, NONT TANONT, 4EVE และ THE TOYS
อย่างที่บอก คอนเสิร์ตนี้ถือเป็นภูเขาลูกใหม่ที่ H.U.I. ยังไม่เคยสำรวจมาก่อน ให้มองอย่างนี้ ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 H.U.I. เป็นแค่บริษัทรับจ้างทำฉาก ออกแบบเสตจ แสง สี เสียง ทำสคริปต์ และทำงานบนเงินคนอื่น
หรือพูดให้ชัดขึ้นคือนักออกแบบคอนเสิร์ตไม่ใช่เจ้าของเงิน ดังนั้นต่อให้มีไอเดียล้ำๆ หรืออยากเซ็ตฉากยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน ถ้าศิลปินหรือผู้จัดขอให้ตัดพาร์ตใดพาร์ตหนึ่งทิ้ง นักออกแบบคอนเสิร์ตก็ต้องจำใจตัดทิ้ง
แต่นักออกแบบคอนเสิร์ตอย่างพลไม่ใช่คนยอมอะไรง่ายๆ
“สมมติเราอยากได้แบบนี้แต่ผู้จัดบอกว่าไม่เอา เขาอยากได้กำไร 40% ผมก็ได้แต่ทำใจ ถ้าอยากใส่อะไรเพิ่มเข้าไป ผมต้องออกเงินเอง หลายครั้งมันเลยเข้าเนื้อ เพราะนั่นคือความอยากของเรา ไม่ใช่ความอยากของคนจ่ายเงิน”
อยากเองก็ต้องทำเอง ออกเงินเอง คล้ายโชคชะตา สภาพการณ์เอื้อให้เขาต้องทำเดี๋ยวนี้ โอกาสมาแล้ว
“เรื่องของเรื่องคือผมจองที่อิมแพ็ค อารีน่าไว้ให้วงๆ หนึ่ง แล้วเกิดความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ไม่ได้จัด แต่จองฮอลล์ไปแล้วเอาไงดี อิมแพ็คฯ ไม่ได้จองง่ายๆ ด้วย มันต้องลุยแล้วล่ะ ครั้งนี้ไม่ใช่ศิลปินเป็นคนอยาก ไม่ใช่ผู้จัดอยาก เราเสือกอยากเอง เราก็ต้องจ่าย”
การผันตัวมาเป็นผู้จัดครั้งแรกของหุย ใครก็ต้องมุงเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่คนยังเดาไม่ออกคือ หุยจะมาไม้ไหน

6 ชั่วโมงกับ 6 ศิลปิน จะออกแบบโชว์ยังไงให้คนไม่เบื่อ
ตอนนี้เรากำลังคิดรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้โชว์มันมีไดนามิก ที่สามารถดึงดูดผู้ชมในฮอลล์ ให้เขาสนุกและชมมันได้แบบไม่ละสายตา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพูดคุยกับหลายๆ ฝ่ายอยู่ ว่ามันจะเป็นไปได้มากแค่ไหน ถึงงานนี้มันจะเป็น Showcase ของเราแต่ผมก็ให้ความสำคัญกับศิลปินเช่นกัน
พอขายว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ไอเดียมาจากนักออกแบบคอนเสิร์ตเพียวๆ มันคือการโชว์ฝีมือคนเบื้องหลังแบบเต็มที่เลยใช่ไหม
ใช่ คือเราต้องเข้าใจว่าคอนเสิร์ตๆ หนึ่ง ไม่ได้เกิดจากศิลปินคนเดียว มันมีทั้งมิวสิกไดเรกเตอร์ คอริโอกราฟ และอีกมากมายที่ช่วยกันทำจนสำเร็จ ผมอยากดึงคนเหล่านั้นมาทำในโปรเจกต์นี้ด้วยกัน ศิลปินไม่ต้องทำอะไรเยอะมาก
คนเบื้องหลังที่ผมชวนมาทำด้วยกัน เราแยกกันรับผิดชอบเลยนะ สมมติกลุ่มนี้ดูแลพาร์ตของทอย กลุ่มนี้ทำให้โบกี้ กลุ่มนี้ทำให้เจฟ แยกกันไปเลย เพื่อให้เกิดสีสันใหม่ๆ ในการทำโชว์ แต่ไอเดียมาจากหุย 100%
พอเป็นงานตัวเอง 100% ฟีดแบ็กน่าจะมาถึงตรงๆ เตรียมรับมือยังไงบ้าง
ก็กลัวนะ ผมเป็นคนกลัวเรื่องพวกนี้ รับไม่ค่อยได้อะ (หัวเราะ) ผมก็รู้สึกแพนิก เป็นเหตุผลที่ออกฟรอนต์บ่อยไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าไม่กล้ารับ เราเข้าใจเลยเวลาศิลปินโดนด่า
ก็ต้องทำใจครับ หุยมันต้องโตขึ้น ผมทำได้แค่รอดูว่าการทดลองทำสิ่งใหม่ของหุยจะเป็นยังไง คงไม่ตายหรอกมั้ง เอาแค่ตอนนี้ก็เหมือนโดนด่านิดนึงแล้ว จะขายบัตรอยู่แล้ว รูปแบบเป็นยังไงยังไม่เคาะเลย อ๋อ ใช่ครับ ยังไม่ได้เคาะจริงๆ เพราะเราอยากทำให้ได้มากกว่าที่เขาอยากได้
ผู้ชมควรคาดหวังอะไรไว้ก่อนไหม
เขาก็ควรคาดหวังนะ เพราะมันเป็นมุมมองใหม่ของการทำโชว์ในบ้านเรา ตอนประกาศว่าจะทำคอนเสิร์ตนี้ คนโทรหาผมคนแรกๆ คือพี่บอย (โกสิยพงษ์) เฮ้ย พล กูอยากช่วยอันนี้ว่ะ ผมบอก งานพี่ผมยังไม่เสร็จเลย ยังไม่ได้ส่งงานเลย พี่บอยบอก ไม่ๆ อยากช่วยอันนี้ เพราะรู้สึกมันเจ๋งดีว่ะ เขาใช้คำนี้นะ สมัยกูก็ขายคอนเสิร์ตโดยการเป็นนักเขียนเพลงไง เดี๋ยวนี้นักเขียนเพลงหลายคนก็เอาเพลงของตัวเองมาทำคอนเสิร์ต นี่ครั้งแรกปะที่คนทำโชว์มาทำคอนเสิร์ต
แปลว่ามันน่าสนใจ ผมเข้าใจคนดูนะว่าเขาก็ต้องคาดหวัง แต่ผมกดดัน (หัวเราะ) ถ้าเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวผมปล่อยเต็มแม็กซ์อยู่แล้ว แต่พอเป็นรวมศิลปิน การเอาสเกลระดับคอนเสิร์ตเดี่ยวมาใส่ พูดตรงๆ คือเป็นไปไม่ได้ สมมติเอาค่าโปรดักชัน 20 ล้านมาใส่ในคอนเสิร์ตรวม 6 ศิลปิน มันเป็นร้อยล้านแน่
ความยากคือทำยังไงให้ออกมาพอดีที่สุดและยังต้องเป็นโชว์ที่เจ๋งอยู่ มันเลยต้องคิดเยอะขึ้นและซับซ้อนขึ้น แต่อย่างน้อยที่สุด ตัวผมเองรู้สึกท้าทายและตื่นเต้น ผมจะพยายามทำอะไรที่น่าสนใจในงานนี้ให้ได้
ปลายทางอยากให้คนดูได้รับประสบการณ์แบบไหนกลับไป
จริงๆ ไม่ได้คิดว่าอยากให้คนดูได้อะไร แต่มันมีโจทย์หนึ่งคือว่าเราอยากทำคอนเสิร์ตที่เราอยากเห็น ดังนั้นคนดูอาจจะได้เห็นสิ่งที่เราอยากเห็นกลับไป มันมีหลายอย่างมากที่เราคิดจะทำ คงต้องรอดูกันวันจริง บางมุกที่เราใส่ไปคือคนดูต้องเล่นกับศิลปินตลอดเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะล้นหรือเปล่า หรือเขาแค่อยากฟังเพลงเฉยๆ
อย่างที่บอก งานนี้มันคือการทดลองสิ่งใหม่ๆ ของหุย และเป็นงานโชว์เคสคนเบื้องหลัง ไม่อยากให้คนดูคาดหวังว่ามันต้องมีโปรดักชันอลังการ เพียงแต่ทุกอย่างของโชว์มันถูกดีไซน์มาแล้วอย่างตั้งใจ
ข้ามช็อตไปถึงผลตอบรับ ถ้าคนดูชอบกระแสดี มีแผนจะทำต่อไหม
ถ้าไปรอดก็จะมีอีก และอาจเป็นดีไซน์เนอร์คนอื่นมาทำ บ้านเรามีคนในวงการที่น่าเชิดชูอยู่ตั้งเยอะ อาจเป็นคนที่เคยทำงานแข่งกับผมก็ได้ ไม่เป็นไรมาทำด้วยกัน ผมอยากเห็นงานเขากับศิลปิน ผมอยากเห็นว่าโชว์มันจะเปลี่ยนไปยังไง น่าสนใจยังไง ผมอยากให้งานนี้มันมีทุกปีด้วยซ้ำ ผมอาจจะเป็นคนเริ่มทำสัก 2 ปี ปีต่อไปก็เป็นคนอื่นมาทำ ผมอยากเห็น
มันน่าจะเป็นหมุดหมายที่ดีในวงการ
ใช่ โดยเฉพาะกับคนเบื้องหลังทั้งหมด คนดูจะได้เห็นว่า เฮ้ย งานศิลปะที่อยู่ในมือคนทำงานมันมีคาแรกเตอร์นะ ความคิดและการทำงานของคนเบื้องหลังมันมีผลต่อโชว์ที่เขาดู
ใครๆ ก็บอกว่าไทยแลนด์คือแดนคอนเสิร์ต
แต่ขอโทษ…ที่ถูกคือ กรุงเทพฯ
“มันเบื่ออะ เบื่อมาก อยากลดจำนวนงานลง”
“ปีหนึ่ง หุยต้องทำคอนเสิร์ตประมาณ 50 งาน ทำกันไม่ไหวหรอก”
ในหนึ่งปีปฏิทิน เมืองไทยมีคอนเสิร์ตเฉลี่ย 521 งาน บริษัทหุยรับไปทำ 50 กว่างาน แปลว่าหนึ่งเดือน เขาและทีมงานต้องทำคอนเสิร์ต 4 งานเป็นอย่างน้อย บางคอนเสิร์ตมันเริ่มซ้ำ เขาแอ่นอกยอมรับอย่างลูกผู้ชาย
“ผมเห็นงานตัวเองแล้วไม่ชอบงานตัวเอง เรารู้สึกว่างานมันเริ่มซ้ำ มันคล้ายเดิม แล้วก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ รู้สึกว่าแม่ง…ห่วยว่ะ มันดีได้กว่านี้” เขาพูดอย่างเซ็งๆ
ในเบื้องต้น เขาอยากลดจำนวนให้เหลือสัก 5 งานต่อปี อยากจะค่อยๆ ลด แต่ว่าก็กลัวไม่มีเงิน เขาจึงแตกบริษัทแล้วให้บริษัทลูกทำงาน มองพ้นไปจากความมั่นคงในอาชีพ มันน่าสนใจตรงที่ว่า จำนวนงานที่หุยรับทำต่อปี มองลึกลงไป คล้ายเป็นกระจกสะท้อนว่าบ้านเรานิยมคอนเสิร์ตกันมากทีเดียว
แต่ในอีก 1 – 2 ปี คอนเสิร์ตจะลดปริมาณลงกว่าที่เป็นอยู่ เขาคะเนว่าอย่างนั้น
ตอนนี้คุณทำอะไรในบริษัทหุยบ้าง
ยังเป็น Design Director แล้วก็ทำทุกอย่างในบริษัท ตอนนี้หุยมันปรับเปลี่ยนแตกแยกย่อยไปมีบริษัทลูก แต่ผมก็ยังดูภาพรวมทั้งหมดและกำลังหาก้าวต่อไปของหุยอยู่ ผมคิดว่าบริษัทหนึ่งไม่ควรจะอยู่ที่เดิมนาน มันควรโตไปเรื่อยๆ
50 กว่างานนี่เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งหมดเลยไหม ทำกันไหวเหรอ
มันจะมีทั้งงานสเกลเล็กสเกลใหญ่ปนๆ ซึ่งไม่มีผลอะไรด้วยนะ งานเล็กงานใหญ่เหนื่อยเท่ากัน ลูกค้าที่เข้ามามีไม่กี่เจ้า เจ้าหนึ่งเขามีงานให้เราช่วยคิดช่วยทำเยอะ 2 งานใหญ่ 3 งานเล็ก มันก็จำนวนมหาศาล ทำกันไม่ไหวหรอก
แค่ของหุยปีหนึ่งก็ล่อไปครึ่งร้อย คอนเสิร์ตบ้านเราบูมแค่ไหน ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ อยากชวนวิเคราะห์
ผมอยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปี มันจะเห็นลูปแบบนี้บ่อย ที่ช่วงหนึ่งคอนเสิร์ตมันจะเยอะมากเลย คือนักธุรกิจเขาคิดว่าคอนเสิร์ตทำง่าย แค่จ้างศิลปินมา จ้างคนมาทำ จบ ได้กำไร ในความเป็นจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
อย่างปีที่แล้ว หลายๆ ศิลปินก็ขายบัตรหมดเกลี้ยง คนจะเห็นแค่ยอดภูเขา โอ้โห รวยจังเลย แม้แต่บิวกิ้นก็ตาม อย่างที่ผมบอก ตลาดคอนเสิร์ตกำลังอยู่ในจุดที่อิ่มตัวมากๆ โปรดักต์ใกล้จะหมดแล้ว ถ้าย้อนก่อนหน้านี้สัก 2 ปี มันเป็นยุคของ T-POP ขาย ขาย ขาย มีคอนเสิร์ตเยอะมาก
ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นเวฟที่ 3 หรือ 4 ที่คอนเสิร์ตบูมมากๆ ซึ่งผมตีว่าเป็น Covid Effect หมดเลย ตั้งแต่ตอนนั้นยังไม่หยุดเลย ผมคิดว่ามันอาจจะอิ่มตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็ยัง คิดว่าใน 1 – 2 ปีนี้ คอนเสิร์จจะลดลงแน่นอน
สมมติเราเห็น 500 คอนเสิร์ต มัน Success จริงๆ ผมว่าไม่ถึง 20% ที่เหลือเท่าทุนบ้าง เจ๊งบ้าง คนทั่วไปจะเห็นแค่ตรงที่มัน Success เห็นยอดภูเขาว่า เฮ้ย! เดี๋ยววงนั้นก็จะ Sold Out แน่เลย
เทรนด์มันจะวนไปหารูที่ไม่ได้มีบ่อยๆ นั่นคือคอนเสิร์ตรียูเนียน อันนี้มาแน่ Bakery Music เปิดหัวมาก่อน เดี๋ยวมี FLURE ตามมา และเดี๋ยวบิ๊กแอส (Big Ass) ก็จะมา คนจะกลับไปคิดถึงอะไรแบบนั้น แล้วก็ตลาดที่มันโตขึ้นเรื่อยๆ คือตลาด Gen Y เพราะคอนเสิร์ตมันถูกขายในทุกรูแล้ว นี่น่าจะเป็นช่วงฟุ้งเฟ้อช่วงท้ายๆ
ในแง่คุณภาพ คิดว่าระหว่างคอนเสิร์ตไทยกับเกาหลีแตกต่างกันยังไง
คุณภาพของงานต่างประเทศทั้งหมด ต่างจากงานไทยโดยสิ้นเชิง เพราะโครงสร้างธุรกิจคนละแบบ โครงสร้างคอนเสิร์ตต่างประเทศคือทัวร์คอนเสิร์ต เขาทำหนึ่งครั้งแล้วทัวร์ทั่วโลก ซ้อมแล้วซ้อมอีก เขามีการเตรียมการ จริงๆ ถ้าไปดูทัวร์ของศิลปินต่างประเทศ ทัวร์แรกๆ ของเขาก็ยังมีความขลุกขลัก
ผมดูทัวร์วันแรกๆ ของ Madonna ก็ขลุกขลักนะ พอมาเจอคน เจอของจริงมันต้องปรับเปลี่ยน สักเมืองที่ 6 – 7 ถึงเริ่มนิ่ง ขณะที่ของไทย ซ้อมกันมา เล่นได้อาทิตย์เดียว กำลังจะปรับปรุงให้ดีเลย รื้อแล้ว มาตรฐานมันจึงค่อนข้างแตกต่างกันอยู่ประมาณหนึ่งเลย
เท่าที่เห็น มีศิลปินบ้านเราทำทัวร์เหมือนกัน แต่ก็ทำได้แค่จังหวัดใหญ่ๆ
ผมพยายามทำนะ ทุกจังหวัดไม่สามารถทำคอนเสิร์ตในคุณภาพเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะแต่ละจังหวัดไม่ได้เท่ากัน
ระบบคอนเสิร์ตไทยจะเปลี่ยนได้ ควรทำให้ได้อย่างเกาหลี แปลว่าอย่างน้อยต้องทำทัวร์ให้ได้สัก 7 – 8 จังหวัด แล้วควบคุมคุณภาพงานให้ใกล้เคียงกันให้ได้ ถ้าทำได้คุณภาพงานจะดีขึ้น วิธีการทำงานจะดีขึ้น มันต้องทำให้ได้ถึงจะเทียบเท่าสากล
ถ้าแต่ละจังหวัดไม่ได้ความพร้อมมากเท่ากรุงเทพฯ คิดว่าควรทำยังไงคอนเสิร์ตถึงกระจายไปต่างจังหวัดได้มากกว่านี้
ยากเลย วันนั้นก็เพิ่งจบทัวร์ Purpeech มา แล้วก็นั่งคิดตลอดเลยนะว่าจะทำยังไงให้ได้ เพราะว่ามันอาจจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจของประเทศด้วยหรือเปล่า คิดว่านะ บ้านเรามันถูกศูนย์รวมมากๆ การเดินทางก็ง่าย
สมมติเราทำคอนเสิร์ตศิลปินสักคน แล้วบอกว่าจะจัด 5 จังหวัด แต่เราจัดที่กรุงเทพฯ ก่อน ถามว่าคนที่อยู่เชียงใหม่จะบินมาดูไหม ผมว่าอาจจะบินมาดูตั้งแต่วันแรกนะ ก็แปลว่าการไปหาเขาก็ไม่ได้ตอบโจทย์อะไร เพราะเขายอมบินมา
งั้นถามใหม่ ถ้าจัดที่เชียงใหม่ที่แรก คนกรุงเทพฯ จะบินไปดูไหม อันนี้ไม่แน่ เราไม่รู้ ตอนนี้มันต้องคลำหาสูตร คือฝั่งคนดูเขาก็อยากมากรุงเทพฯ กัน อยากมาดูที่อิมแพ็คฯ อาจเป็นเพราะว่าแต่ละจังหวัด มันไม่สามารถทำสเกลเท่าอิมแพ็คฯ ได้
ถ้าเรามีอิมแพ็คฯ ที่เชียงใหม่ก็อาจจะไม่แน่ หรือมีอิมแพ็คฯ ที่ภูเก็ต ที่ขอนแก่น ก็อาจจะทำทัวร์ได้มากขึ้น แล้วเราต้องอย่าลืมว่าวงการเพลงบ้านเรามันไม่ปกติ คือวงการเพลงไทยมันดันมีผับบาร์ด้วย ถ้าเปรียบกับเกาหลี ตอนเขาไปทัวร์ต่างประเทศ ก็เหมือนศิลปินบ้านเราไปเล่นตามผับบาร์ เขาอยู่ได้ด้วยสิ่งนั้น มันเลยทำให้ไม่สามารถทำทัวร์ได้ มันขี่กันอยู่ สมมติอาทิตย์หน้า Purpeech ไปเล่นที่ผับในเชียงใหม่ คนดูก็ อ้าว งั้นกูดูผับสิ
มันนำมาสู่เรื่องต่อมาคือ ค่าบัตรคอนเสิร์ต ต้องยอมรับว่าราคาค่อนข้างสูง แต่แปลกที่คนยังยอมจ่าย คุณว่าบัตรคอนเสิร์ตบ้านเราแพงไปไหม
ผมเกิดมาในยุคที่บัตรราคา 3,000 นี่คือแพงเหี้ยๆ ตอนทำราคาบัตร 3,000 เฮ้ย เอาจริงเหรอ มันแพงมากนะ 2,500 คือเฉลี่ย ตอนนี้มันพุ่งไปถึง 8,000 ถึง 9,000 มันเป็นเรื่อง Demand และ Supply ตราบใดที่เขาตั้งราคากันขนาดนั้นแล้วดันมีคนซื้อ เขาก็ขายราคานั้นแหละ
ศิลปินคือโปรดักต์แห่งความรัก เรารักมากก็ย่อมจ่ายมาก ราคามันเลยพุ่งไปแบบไม่มีจุดสิ้นสุด พอมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ราคาบัตรขึ้น คนอื่นในตลาดก็รู้สึกว่า เอ้ย…หรือราคาบัตรเราต่ำไปเปล่าวะ มันก็ดีดขึ้นมาจนแพง
ผมเห็นด้วยว่ามันแพง แพงมากๆ ผมบอกทุกคนเลยว่าไม่ต้องไปดู ถ้าอยากเจอศิลปินแล้วลำบากชีวิต ไม่ต้องไป อย่ารักศิลปินมากกว่าตัวเอง ศิลปินก็คนธรรมดาเหมือนเรานั่นแหละ รักเท่าที่รักไหว ถ้าบัตรมันแพงมากไม่ต้องไปดู เดี๋ยวราคามันก็ลงเอง ขายไม่ออกเดี๋ยวมันลงเอง
ศิลปินบางคนก็เล่นตามผับบาร์ เราเจอเขาได้ พอทำคอนเสิร์ตจึงต้องถมเงินไปที่โปรดักชันให้มีความพิเศษขึ้นมา ในแง่นี้ถือว่ามีผลทำให้ราคาบัตรแพงไหม
ก็มีผลนะ พอเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ มันจะกลายเป็นเรื่องของคำว่าพิเศษ มันจะไม่ใช่ว่าเราไปเพื่อพบปะศิลปิน เปรียบเทียบกับต่างประเทศ สมมติเราอยากจะดู BABYMONSTER ต้องไปเจอที่คอนเสิร์ตเท่านั้น แปลว่าการไปคอนเสิร์ตคือการไปเจอศิลปินล้วนๆ
ของไทยมันต่างตรงที่ว่าเราสามารถเจอศิลปินได้ในหลายโอกาส ไปเฟสติวัลก็เจอ ไปผับก็เจอ พอเป็นคอนเสิร์ต มันเลยต้องใส่เงินเข้าไปในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งมันก็ส่งผลต่อราคาบัตรแน่นอน

สูตรปรุงคอนเสิร์ตให้คนดู ‘รู้สึก’
พลบอกกับเราว่าคอนเสิร์ตแตกต่างจากผับตรงที่ คอนเสิร์ตคือวาระพิเศษ หมายความว่าการไปคอนเสิร์ตไม่ใช่แค่ไปนั่งฟังศิลปินร้องเพลง แต่เป็นการเปิดทุกประสาทสัมผัส เพื่อรับประสบการณ์ที่ถูกดีไซน์มาแล้ว
ลองสังเกตบางช่วงทำไมคนดูพร้อมใจกันกรี๊ดดดด อะ เดี๋ยวมีซีนซึ้งน้ำตาไหล โอ๊ะ อ้าปากค้างเหวอรับประทานเมื่อเห็นศิลปินที่รักโหนสลิงร้องเพลงมันๆ ลงมาอย่างกับทาร์ซานในหุบเขาลึก
“นั่นเป็นเหตุผลว่าตอนเราทำคอนเสิร์ตมันเลยต้องเยอะกว่าปกติ ถ้ามีคนถามว่าไม่ต้องมีโปรดักชันก็ได้ไหม แค่อยากไปดูศิลปินเฉยๆ อ้าว คุณก็ไปดูตามผับสิ เห็นศิลปินใกล้กว่าอีกนะ แทบจะเอื้อมมือถึงเลย”
“มันกลายเป็นเรื่องปกติของคอนเสิร์ตไทยแล้วมั้ง ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากทำอย่างนั้นหรอก แต่มันก็ด้วยปัจจัยของประเทศเราเป็นแบบนี้ ศิลปินบ้านเราเข้าถึงง่ายเกินไป”
คล้ายผู้กำกับหนังรักน้ำเน่า นักออกแบบคอนเสิร์ตสามารถออกแบบโชว์ให้คนดูน้ำตาไหลเมื่อไหร่ก็ได้ หรือวินาทีไหนอยากให้คนดูขนลุกยิ่งง่ายใหญ่ สิ่งที่นักออกแบบคอนเสิร์ตและผู้กำกับหนังรักทำเหมือนกันคือออกแบบบรรยากาศ
สูตรปรุงคอนเสิร์ตมีมากมายเกินกว่าจะกล่าวกันหมด และบ่อยครั้งการเรียนรู้จากเคสที่เวิร์ก อาจไม่มีประโยชน์เท่าการเรียนรู้จากเคสที่ไม่เวิร์ก
ความลับที่เราไม่เคยรู้คือ H.U.I. ก็มีแผลเหมือนกัน
เวลาขายงาน คุณสู้เพื่อไอเดียตัวเองแค่ไหน ถ้าเห็นไม่ตรงกับลูกค้า ยอมหรือไม่ยอม
ติดแดก (หัวเราะ) ติดไหมวะ ผมมีชื่อเสียงด้านนี้เหรอเนี่ย ไม่นะ ขอนึกก่อน สมมติเขามาจ้างเราทำ ผมก็แล้วแต่เขานะ แต่โอเค ในใจบางทีมันมีว่าเราชอบแบบนี้แล้วเขาไม่เอา แต่ส่วนใหญ่คนที่มาหาเราเขาก็อยากได้ไอเดียจากเราอยู่แล้ว
ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือตอนถูกตัดงบ ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบให้โดดเด็ดชิ้นงาน สมมติเวทีมีอยู่ 3 ก้อนใหญ่ๆ เขาบอกขอเอาออกชิ้นหนึ่งได้ไหมจะได้ประหยัดกว่า ผมบอกว่าเดี๋ยวคิดใหม่ให้พอดีกับเงินที่มีดีกว่า
ในแง่การทำงาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ โอเคก็จะมีความงอแงนิดหน่อย บ่นๆ ไปเรื่อยเปื่อย พอทำงานมาถึงจุดหนึ่งผมพยายามมาเป็นผู้จัดเองบ้าง จนเข้าใจแล้วว่าบางอย่างมันต้องใช้เงิน ที่ผ่านมา เราใช้เงินคนอื่น พอใช้เงินตัวเองเราเข้าใจแล้วว่าความอยากของมึงควรสมดุลกับสิ่งที่มีอยู่ด้วย อะไรควรอยู่ตรงไหน มีหรือไม่มี มันต้องคิดภายใต้กรอบที่จำกัดให้ได้
มันยากไหมกับการต้องคิดเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อก้าวข้ามสิ่งที่เคยทำไว้
เหนื่อยมากกว่า คือคนจะเข้าใจว่าคอนเสิร์ตควรสร้างเซอร์ไพรส์ จริงๆ แล้วคอนเสิร์ตไม่ควรมีเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา เพราะมันจะไม่เซอร์ไพรส์ ในหนึ่งคอนเสิร์ต ผมจะหาสิ่งที่น่าสนใจประมาณ 3 – 4 ซีน แค่ไม่กี่ซีนก็ยากมากแล้ว เพราะมันต้องซ้ำไม่ได้ในทุกคอนเสิร์ต
แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันใช้ซ้ำได้ ผมก็ใช้ซ้ำบ่อย เพราะคนดูในแต่ละคอนเสิร์ตเป็นคนละ Target ถึงพูดแบบนั้น แต่ตัวผมเองจะมีปัญหาเวลาต้องทำอะไรซ้ำๆ เราจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามันมีคนเห็นว่ากูทำซ้ำ อาจจะเป็นทีมงานก็ได้ โห มุกนี้อีกแล้ว ผมเลยต้องหาของใหม่ตลอดเวลา แล้วก็กดดันตัวเอง
ดังนั้นในการทำคอนเสิร์ตของผมเป็นการทดลองเยอะมาก เพราะเราต้องข้ามเส้นที่เราเคยอยู่ และไอ้หลังเส้นนั้นเราไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีด้วยนะ เพราะถ้าเราทำถึงเส้นมันคือมาตรฐาน ทำแล้วรอดชัวร์ แต่กูไม่ยอม กูจะข้ามไปให้ได้
ที่บอกว่าทดลองคือทดลองกับคอนเสิร์ตจริงเลย
ใช่ เราจะรู้ผลตอบรับว่ามันสำเร็จหรือไม่สำเร็จต่อเมื่ออยู่ในคอนเสิร์ตนั้นเลย ดังนั้นก็ทดลองไป และเราไม่สามารถเดินไปบอกศิลปินว่า เฮ้ยแม่งเวิร์กชัวร์ เพราะในใจลึกๆ มึงไม่รู้หรอก มันต้องไปรู้พร้อมกันวันนั้นแหละ อะเวิร์กว่ะ แต่บางทีก็ไม่เวิร์ก
คอนเสิร์ตที่ผมทำ ถ้ามีหลายรอบเมื่อไหร่มันจะดีขึ้นทุกรอบ เพราะลองอันนี้แล้วแม่งไม่เวิร์ก พรุ่งนี้ผมเปลี่ยนเลย ถ้ายังไม่เวิร์กกูเปลี่ยนอีก บางอย่างเราคิดว่าทำได้ดี ปรากฏวันจริงห่วยแตก
สมมติเปิด VTR จังหวะนี้แหละคนดูต้องกรี๊ด เอ้า กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด แต่กูว่ากูทำให้มันดังได้กว่านี้ว่ะ เอาใหม่ลองสลับ อ้าว ห่วยกว่าเดิม กลับๆ ไปใช้แบบเก่า มันเป็นแบบนี้หลายครั้ง
ตอนอุตริทดลองเปลี่ยนนู่นนี่ในคอนเสิร์ต คุณต้องปรึกษาศิลปินก่อนไหม หรือไม่เกี่ยวกับเขาเลย
เกี่ยวเป็นบางอัน มีครั้งหนึ่งผมเคยตีกับพี่บอย (โกสิยพงษ์) เรื่องเลือกเพลงให้ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) ตอนนั้นแกทำคอนเสิร์ตอัลบัม Simplified ผมให้เขาเลือก 2 ไอเดีย หนึ่งคือตูนเดินใส่สูทออกมาหล่อๆ ร้องเพลงเหมือนเคย หรือให้ตูนร้องเพลง Live and Learn ในวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
ผมเถียงกับพี่บอยอยู่นานมากว่าอันไหนจะได้ ก็เลยบอกเขาว่า เอางี้พี่ เราลองกันคนละวัน สองวันไม่เหมือนกัน ไปถามตูนยอมไหม ตูนยอมอีก ก็เลยได้ลองว่าอันไหนดีกว่ากัน อันไหนคนกรี๊ดกว่ากัน
คิดว่าเพลงไหนคนกรี๊ดกว่ากัน
อาจจะเป็น ‘เหมือนเคย’ หรือเปล่า
เดินร้องเพลงออกมาหล่อๆ ใช่ไหม ไม่…วันที่ได้คือตูนเดินร้อง ในวันที่ชีวิต คนดูแม่งยืนขึ้นแบบ เฮ้ย อะไรวะเนี่ย ตอนแรกผมก็แทงเพลงเหมือนเคยเหมือนกัน มันคอนทราสต์ คนกรี๊ดแน่นอน ไม่ว่ะ พี่บอยเลือกอันหลัง เขาบอกว่าไอเดียหลังเหมาะกับตูน
แกก็แม่น
แกแม่น มันมีเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ถ้าคอนเสิร์ตมีหลายรอบ ผมจะลองปรับ ศิลปินไม่ชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง เราก็จะเปลี่ยนหรือทดลองในส่วนของเรา แสง สี พร็อป คอมโพสต์การยืน พวกนี้เราควบคุมได้ แต่ทุกอันก็ต้องไปเจอกันที่คอนเสิร์ตอยู่ดี ถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี
คอนเสิร์ตดีหรือไม่ดี ประเมินยังไง
บางอันก็ง่ายมากนะ เสียงกรี๊ดก็เห็นเลย อันนี้ไม่กรี๊ดว่ะ คือคอนเสิร์ตมันง่ายตรงที่ว่าคนพร้อมจะ Expose ความรู้สึก และเดี๋ยวนี้ X มันเร็วมาก ซีนนี้จบปุ๊ปผมไถแล้วนะ อ๋อ อันนี้ได้ คนดูเขาตอบสนองกันเดี๋ยวนั้นเลย
เวลาอยู่ในโชว์ผมจะเดินลงไปหาคนดูบ่อยมาก อยากไปดูว่าเขารู้สึกอะไรกัน มันน่าเบื่อไหม เสียงคนดูร้องดังไหม ซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ สมัยก่อนถ้าเราไปคอนเสิร์ตศิลปิน คนดูร้องกันเสียงโคตรดัง คอนเสิร์ตรุ่นใหม่ๆ จะร้องเบา ร้องดังเดี๋ยวคนข้างๆ ด่า เพราะเขาถ่ายกันอยู่
แปลว่าโปรดักชันต้องเหนือชั้นถึงจะเอาคนอยู่ ซึ่งมันก็ตรงกับที่คนมักพูดถึงงานคุณว่าโปรดักชันอลังการ
คนเบื้องหลังมันชอบพาดพิงถึงผมกัน เฮ้ย งานนี้พี่พลทำแน่นอน พี่พลแม่งบ้าโปรดักชัน ผมต้องคอยบอกทุกคนว่าเวลาโปรโมตอย่าเน้นคำว่าอลังการได้ไหม คอนเสิร์ตผมไม่ได้อลังการ เวลาคิดงานผมไม่เคยคิดบนโปรดักชันเลย แค่เผอิญว่าอาวุธที่ผมมีมันคือโปรดักชัน
ผู้กำกับคนอื่นอาจจะแค่ทำสคริปต์ บล็อกกิ้ง อะไรก็ว่าไป แต่ของผมดันมีเวทีอยู่ด้วย แปลว่าถ้าผมอยากให้ศิลปินหายตัว ผมก็แค่เขียนลงไปว่าอยากให้ศิลปินหายตัวตรงนี้ มันทำได้เลย หรือบางทีศิลปินเขาอยากจะบิน มันเลยกลายเป็นว่างานผมมีโปรดักชันเวอร์ๆ เต็มไปหมด คนเลยเข้าใจว่าผมทำแต่โปรดักชัน
จริงๆ แล้วผมทำคอนเสิร์ตเหมือนละครเวที คือถ้าไม่มีสคริปต์ผมทำคอนเสิร์ตไม่ได้เลย ผมแทบจะวาดเวทีไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมก็เลยต้องเข้าไปร่วมทำสคริปต์ด้วย มันต้องมีคอนเซปต์ก่อน คอนเซปต์มาจากเพลง คอนเซปต์ไม่ได้มาจากเวที
ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เรานึกอยากจะสร้างโบสถ์ให้โบกี้ มันเกิดจากการคุยกับโบกี้ว่าคอนเสิร์ตนี้เราจะสื่อสารเรื่องอะไร โบกี้บอกว่า หนูอยากให้คนเข้ามาในลัทธิของ BOWKYLION โอเค ซื้อ โบกี้คือพระเจ้าของอาณาจักรนี้
พอได้คอนเซปต์มาแล้วถึงเริ่มเรียงเพลง เป็นบทกวี บทกลอน เพื่อเล่าถึงลัทธิของเขา จากนั้นค่อยคิดว่าจะทำเวทีแบบไหน เราคิดถึงโบสถ์ ถ้ามีคอนเซปต์ชัดเจน เวทีสามารถพลิกแพลงเป็นอะไรก็ได้ เพื่อไปซัปพอร์ตคอนเซปต์ที่ศิลปินอยากทำ
อย่าแค่อยาก ลุ่มหลงให้มากเดี๋ยวงานมันดีเอง
คล้ายเป็นวัตถุดิบชั้นดี ยุคนี้ สมัยนี้ คนเบื้องหลังคอนเสิร์ตทำอะไรกันบ้าง ควานหาได้ไม่ยาก พูดให้ชัดเจนคืออาชีพนี้เข้าถึงคนมากขึ้น หาใช่ลึกลับถึงขั้นไม่รู้ประตูทางเข้า หุยเองก็โพสต์คลิปลงช่องทางออนไลน์อยู่บ่อยๆ
จุดน่าสังเกตคือ คนเกือบครึ่งเข้ามาระบายความตื้นตันหลังจากไปดูคอนเสิร์ตมาแล้ว อีกครึ่งกล่าวทำนองว่าอยากทำงานด้านนี้ ต้องเรียนอะไร จะเริ่มต้นยังไงดี ฝึกงานที่ไหน ฯลฯ
ใครๆ ก็อยากย่างกรายเข้ามาเหยียบแผ่นดินวงการคอนเสิร์ต เขาเห็นด้วยในข้อสรุปนี้
“ผมบอกกับน้องๆ เสมอว่าอย่าทำอะไรบนความอยากได้ไหม ทำอะไรที่มึงเก่ง แล้วเดี๋ยวมึงจะอยากเอง”
อย่าคิดไปทำนองว่าเขางัดคำขู่มาข่ม เป็นคำเตือนด้วยความหวังดีมากกว่า ซึ่งเราถือว่าเป็นความรัก ถ้าไม่รักคงปริปากเตือนกัน โดยธรรมชาติงานคอนเสิร์ต ค่อนไปทางเหนื่อยมากกว่าสบายอยู่แล้ว ถ้าแค่อยาก แต่ยังไม่ถึงขั้นเอาตาย จากความสุขอาจลงเอยด้วยความทุกข์
คำเตือนที่ว่าเขานำไปพูดให้นักศึกษาทุกครั้งที่มีโอกาส นอกจากออกแบบคอนเสิร์ตแบบฟูลไทม์ งานพาร์ตไทม์ที่เขาอยากทำให้ถี่กว่านี้คือสอนหนังสือ ที่ผ่านมาเขาถูกเชิญไปสอนในมหา’ลัยอยู่บ้างในฐานะอาจารย์พิเศษ เขาเลือกทำงานสอนด้วยเหตุผลว่าอยากสร้างคนเข้ามาทำงานในวงการเยอะๆ
“ตอนนี้ถือว่าน้อยมาก ควรจะมีคนอย่างผมมากกว่านี้ มันต้องค่อยๆ เริ่มมีแล้ว แต่ก็ยังไม่มี”
แม้มีเป้าหมายแบบที่ว่า ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่ได้สวมบทบาทอาจารย์พิเศษไปสอนหนังสือบ่อยเท่าที่ตั้งใจ เพราะยังต้องคิดและออกแบบคอนเสิร์ตให้กับศิลปิน พลบอกว่าคนวัยอย่างเขา ควรปลีกเวลามาสอนเสียบ้าง ไม่ใช่รอให้เกษียณจากงานที่ทำแล้วค่อยสอน
“หลังจากสู้รบมาหลายสิบปี น่าจะถึงเวลาต้องไปสอนแล้ว วัยแถวๆ นี้กำลังดี แต่นิสัยตัวเองก็ยังชอบสู้รบ ยังสนุกกับงาน ไม่มีเวลารีไทร์จากงานแล้วไปสอน และผมไม่เห็นด้วยที่ต้องรอให้รีไทร์ก่อนแล้วค่อยไปสอน”
ทำไมถึงคิดว่าการยังทำคอนเสิร์ตอยู่แล้วไปสอนดีกว่าการวางมือแล้วค่อยไปสอน
สมัยก่อนเวลาเรียนหนังสือเราแอบมีคำถามนะ อาจารย์สอนเรานี่เขาเก่งอะไรวะ อาจารย์ควรเป็นคนที่ยังอยู่กับปัจจุบันสิ เขาต้องกำกับหนังอยู่ เขาต้องทำคอนเสิร์ตอยู่สิ ถึงจะมีอะไรไปสอน
การสอนหนังสือคือการให้เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราไม่ได้สอนเขาด้วยการบอกว่าคอนเสิร์ตที่เจ๋งที่สุดเป็นแบบไหน แต่เราสอนด้วยการเอางานของเราไปกางให้เขาดู มันมีข้อผิดพลาดแบบนี้นะ ผมสอนเด็กด้วยการให้เขาเห็นสิ่งนั้น
แปลว่าถ้าเราเป็นอาจารย์ที่เราไม่ได้ทำคอนเสิร์ตแล้ว เรากำลังสอนสิ่งที่มัน Outdate มากๆ ให้เขา เราต้องสอนสิ่งที่มันเป็นปัจจุบันสิ
ผมไม่อยากเอางานของตัวเองไปสอนแล้วบอกว่านี่คือมาตรฐาน ผมทำงานมาจนมีสไตล์ของตัวเอง สไตล์เป็นของใครของมัน ดีไซน์เนอร์แต่ละคนก็มีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็เลยเล่าวิธีการให้เขาฟังมากกว่า ผมอยากทำหลักสูตรที่เอาคนในวงการมารวมกัน แล้วก็ให้เป็น Case Study ของเด็ก ผมพูดแบบนี้ก็เถอะ แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ทำไม่ได้ ผมทำสองอย่างพร้อมกันไม่ไหว
อาจารย์บ้านเราสอนของเก่านักศึกษา
ถูก กับอีกแบบคือไม่เคยทำงานเลย มาจากสายวิชาการ แล้วก็สอนเลย Academic ไม่ใช่เรื่องแย่นะ มันเป็นเรื่องทฤษฎีที่จะนำไปสู่สิ่งใหม่ แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้ความจริงเลยมันเอาไปใช้งานไม่ได้
ตอนไปสอนผมบอกตั้งแต่ต้นเลยว่า เอ้า พวกมึง คิดซะว่าปีหนึ่งใหม่เลยนะ หลายปีที่เรียนมาลืมไปให้หมด กูคืออาจารย์คนใหม่ของมึง
เราเข้าใจถูกไหมว่าบ้านเรายังไม่มีคณะที่สอนทำคอนเสิร์ตอย่างจริงๆ จังๆ
มีน้อยมากและไม่มีครู คนทำงานเบื้องหลังส่วนใหญ่ก็มาจากสาขาที่แตกต่างหลากหลาย ต่างคนต่างเข้ามาทำแล้ว Adapt วิชาที่เรียนมาปรับใช้กับคอนเสิร์ต
ถามหน่อย เวลานึกถึงคอนเสิร์ต สมมติคอนเสิร์ตของ ไมเคิล แจ็คสัน คิดว่าศิลปินเป็นคนคิดเองหรือมีคนคิดให้
น่าจะมีคนคิดให้นะ
มันต้องมีคนคิดอยู่ดีใช่ไหม แต่ที่เราไม่ค่อยรู้จักคนเหล่านั้น เพราะมันอาจไม่มีตำแหน่งนั้นในตลาดอย่างชัดเจน ถ้าเป็นหนังเรายังรู้จักผู้กำกับ แต่คอนเสิร์ตมันไม่มีชื่อคนอื่นนอกจากศิลปิน ผมอาจเป็นคนแรกๆ ที่พยายามพูดเรื่องนี้ว่ามันมีอาชีพนี้อยู่ คือนอกจากขายศิลปินแล้วควรพูดถึงคนทำงานเบื้องหลังด้วย
แต่มันยาก มันเป็นอาชีพที่ไม่ชัดเจน เพราะมันมีชื่อศิลปินกลบอยู่เยอะ เขาคือพระเอก พวกเราก็เหมือนเป็นทีมงานเบื้องหลังคอนเสิร์ตแค่นั้น
แต่คนยุคนี้ Appreciate กับคนเบื้องหลังเยอะขึ้นนะ
ใช่ เพราะโลกมันเปลี่ยนไป จริงๆ เราต้องมองว่าโลกมันเปลี่ยนตั้งแต่เข้ายุคอินเทอร์เน็ต ทุกวันนี้เราเห็นกันหมด เราเห็นคอนเสิร์ตทะลุไปถึงเบื้องหลัง คนทำไฟก็ถ่ายตัวเองลง TikTok คนคิวฟอลโลว์ถ่ายตัวเอง บางคนอัดเสียงในหูไปปากก็พูดกับมือถือไป มันเริ่มเห็นอาชีพตรงนี้มากขึ้น ผมคิดว่าคนน่าจะเห็นความสำคัญของอาชีพเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนไปสอนในมหา’ลัย นักศึกษามองภาพวงการนี้แบบไหน
เขามองด้วยความชื่นชมนะ แต่ไม่ได้ต้องการไง ต้องการคนที่อยากมาทำงานในวงการนี้ อยากได้คนมาทำงานเยอะๆ รู้สึกว่าวงการมันมีเงินให้ได้กันอยู่ แต่ไม่ค่อยมีใครเข้ามา น่าจะเป็นเพราะมันเหนื่อย เหนื่อยกับการปรับตัวกับสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน
มันไม่เหมือนเราเรียนหมอมาแล้วมันก็มีขั้นตอนของมันใช่ไหม แต่นี่มาจากไหนไม่รู้อยู่ๆ กระโดดเข้ามา โอ้โห มึงต้องอดหลับอดนอนและไม่รู้อะไรเลย มันเหนื่อย ดังนั้นหลายคนก็จะหนีออกไปจากตรงนี้ก่อนที่มันจะถึงจุดที่เขาโตพอจะหาเงินได้สบายๆ
สมมติบริษัททำโมชันบนจอ มีไม่กี่บริษัทเอง มันมีคนอยู่แค่นี้ แล้วก็รับงานกันเยอะมาก ก็แปลว่ามีรายได้ มันยังมีช่องว่างอยู่ ผมอยากให้มีคนเข้ามาในวงการนี้เยอะๆ
ระหว่างคนชอบศิลปะกับดนตรี คิดว่าคนแบบไหนน่าจะไปได้ดีในสายงานนี้
ถ้ามุมผมนะ ต้องเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรีรองลงมา หลังๆ พอเราทำ TikTok มันมีข้อเสียนะ มันจะมีคนอยากเข้ามาเยอะ เมื่อวานผมเพิ่งไปงานสัมมนาที่มหา’ลัยหนึ่ง ผมบอกน้องๆ ว่าอย่าทำอะไรบนความอยากได้ไหม ทำอะไรที่มึงเก่ง แล้วเดี๋ยวคุณจะอยากเอง
มันเหมือนยุคหนึ่งที่คนอยากไปทำหนังเพราะชอบดูหนังอะ แต่พอทำหนังจริงๆ แล้วแม่งเหนื่อยว่ะ ทำ a day เหมือนกัน โหดูเท่จังเลย ทำจริงมันเหนื่อยนะ ดังนั้นผมว่าจริงๆ แล้วการเข้ามาทำงานคุณต้องมีสกิลก่อน ซึ่งสกิลที่วงการนี้ต้องการคือศิลปะ คุณต้องทำดีไซน์เป็น
แต่เด็กที่เข้ามาทำงานกับผมส่วนใหญ่เป็นคนชอบดนตรี ซึ่งก็เป็นพื้นฐานที่ดี ดนตรีทำให้เราเข้าใจจังหวะ แต่คอนเสิร์ตมันมีมากกว่านั้น ชอบดนตรีอย่างเดียวไม่พอ เวลาผมเลือกคนผมจะเลือกคนที่ทำดีไซน์เท่ๆ สวยๆ มาเกลาใหม่ แบบนี้ง่ายกว่า
มันมีอยู่จริงๆ เหรอคนที่อยากทำคอนเสิร์ตตั้งแต่เด็ก
มีเปล่าวะ (หัวเราะ) แทบไม่มีเลย ตัวผมเองมาเริ่มดูคอนเสิร์ตครั้งแรกก็ตอนทำงานนี่แหละ พี่ฉอด (สายทิพย์) เขาให้ทำฉาก เราก็ทำฉาก อ๋อ คอนเสิร์ตมันเป็นอย่างนี้เหรอวะ เฮ้ย มี VTR แล้วคนกรี๊ด กรี๊ดอะไรกันวะ เราไม่รู้อะไรเลย แต่อาศัยความรู้จากสถาปัตย์มาปรับกับงานคอนเสิร์ต
สมมติว่าถ้าเขาอยากทำคอนเสิร์ตมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าเรียนจบอะไรมา วันที่มาสมัครงาน เขาจะมีแพชชันเต็มไปหมดเลย และเล่าเรื่องได้หลากหลายมาก เพราะเขาชอบมันตั้งแต่เด็ก เขามีความรู้ เขาสรรหาอยากจะทำสักส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ต เขาจะมาพร้อมของ
แต่หลังๆ มานี้ มันจะมีแต่คนที่อยากทำคอนเสิร์ต แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองชอบอะไร แต่กูชอบดูคอนเสิร์ต สงสัยกูอยากทำงานคอนเสิร์ตแน่เลย มันอาจจะไม่ใช่ อย่างน้อยเขาควรมีพื้นฐานและเข้าใจว่าคอนเสิร์ตหนึ่งประกอบด้วยอะไรบ้าง
ถ้าจะดีไซน์คอนเสิร์ต คุณอยากทำอะไรล่ะ อยากทำเวทีเหรอ คุณทำเวทีให้ผมดูสักเวทีหนึง่ได้ไหม ถ้าคุณทำออกมาแล้วมีแวว แล้วเดี๋ยวเรามาคุยกันอีกทีว่าคุณควรจะเข้ามาทำงานในสิ่งนี้ไหม แต่ขอล่ะ อย่าแค่ชอบดูคอนเสิร์ตแล้วก็อยากจะเข้ามาทำคอนเสิร์ต คุณจะผิดหวังแน่นอน
แปลว่าเด็กเรียนจบอะไรมาไม่สำคัญ ขอแค่มีของมาให้ดู เท่านี้ก็น่าจะผ่านฉลุย
ผมเปิดรับเด็กจากทุกคณะ ตัวผมเองก็ไม่ได้เรียนจบด้านนี้มา ผมจบสถาปัตย์ แต่ว่าก็ทำมาจนถึงกำกับได้ ผมมีความเชื่อว่าใครก็สามารถทำได้ แต่…ใช่ ต้องมีของ สมมติน้องเรียนจบมนุษย์ศาสตร์มาแต่ทำไฟเป็น ผมไม่ติดเลย
แต่ถ้ามาโดยที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย มาแล้วงงๆ อันนี้จะไม่ค่อยอยากรับ มีช่วงหนึ่งรับแล้วเชื่อว่าจะพยายามบิ้วได้ สุดท้ายไม่เวิร์ก เราก็พยายามเคี่ยวเข็ญบังคับให้เขาทำ สุดท้ายเขาก็จะออกไปอยู่ดี
ตอนนี้ผมกำลังสร้างอีกทีมหนึ่ง เป็นทีมเด็ก ผมลงไปสอนเองหลังจากหยุดไปประมาณ 4 – 5 ปี ก็จะเลือกละว่าคนนี้เอา คนนี้ไม่เอา ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีใครเรียนตรงสายอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีใครเปิดสอน ต้องคุยกันพักใหญ่ๆ เลยว่าเขามีพื้นฐานอะไร
ผมบอกเขาตลอดว่าขอดูก่อนสักหนึ่งเดือนว่าไปกันต่อได้ไหม ถ้าไปต่อไม่ได้ผมจะบอกเลย เพราะจะได้ไม่เสียเวลาของน้องด้วย
ระยะเวลาหนึ่งเดือนคือสามารถฟันธงได้เลยเหรอว่าคนไหนรอดไม่รอด
สามวันก็รู้แล้ว แต่น้องเขาอยากสู้ ขอลองสู้ ผมก็ให้เขาสู้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครหลุดมาได้ เพราะมันทรมานทั้งตัวเขาและตัวผมที่ต้องสอนด้วย (หัวเราะ) แต่มันก็มีคนรอดมาได้…ไหมนะ เอาจริงๆ น้อยมากเลย คนที่หลุดมาได้คือคนที่เรามั่นใจว่าเขาทำได้
ออฟฟิศผมผสมเจน
ความแตกต่างระหว่างวัยอะไรนั่นไม่มีจริง
“ในการทำงาน เราควรหาคนที่มีเคมีเดียวกัน เจนไหนไม่สำคัญ”
เคมีที่บริษัทหุยตามหาคือต้องเป็นคนมีไอเดีย อายุเท่าไหร่ เรียนจบจากคณะอะไรมาไม่มีผลในการประเมิน จะว่าง่ายก็ใช่ แต่เขาจะขอดูผลงานและวิธีคิดก่อนทุกครั้ง ถ้าผ่านด่านแรกไปได้ ด่านถัดไปคือการนั่งเปิดใจคุยถึงธรรมชาติงานคอนเสิร์ต ถ้ายังผ่านอีก ขั้นถัดไปคือลงมือทำจริง ขั้นนี้แหละที่เป็นตัวบอก ใครใช่ ใครไม่ใช่
ช่วงตั้งโต๊ะรวบรวมไอเดีย เขาจะเปิดโอกาสให้น้องในทีมพูดคุยกันก่อน คุยเรื่อยคุยเปื่อย ไอเดียไหนหยิบมาใช้ได้หยิบ และที่สำคัญ เขาจะดันให้น้องรุ่นใหม่ออกไอเดียอยู่เสมอ เขาว่าเด็กรุ่นใหม่คือคนขับเคลื่อน คือ Inspiration
ในหนึ่งคอนเสิร์ต ไม่ได้มีแค่ตำแหน่งหัวเรือใหญ่คนเดียว หันไปทางซ้ายทางขวายังมีคนออกแบบเวที คอริโอกราฟ คนทำไฟ และอีกหลายสิบตำแหน่ง ถ้าทุกคนไม่เห็นภาพเดียวกัน การทำงานจะยิ่งเหนื่อย การบริหารคนจึงเป็นอีกศาสตร์ที่พลหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทุกวันนี้บริษัทหุยมีพนักงานประมาณกี่คน
หุยมีอยู่แค่ 3 คน ผมแตกบริษัทออกไป Studio H มี 7 คน หรืออย่าง H-Lab มี 10 คน และยังมี 3 บริษัท คือทุกคนเคยอยู่หุยมาก่อน แต่ผมเจือน้องออกไปอยู่บริษัทลูก หุยจะเหลือแค่เฮด
เราเคยมีความคิดว่าพอจะทำงานเราก็ไปจ้างทีมเราสิ ไปจ้าง Studio H พวกแม่งงานเยอะมากๆ มันไม่รับงานผมด้วย พี่…หนูทำไม่ไหวค่ะ ผมถึงต้องสร้างทีมเล็กๆ ขึ้นมาอีก เพราะมันไม่มีคนทำงานให้ ตอนนี้มันมีปัญหาอย่างนี้
คนที่ทำงานด้วย ส่วนใหญ่เป็นคนเจเนอเรชันไหน
มันน่าแปลกที่บริษัท หุย มีทุกเจเนอเรชันเลย ผมต้องรักษาคนที่อยู่ในแต่ละเจอเนอเรชันไว้ ไม่ว่าจะอายุ 37 หรือ 27 ผมก็ต้องรักษาพวกเขาทุกคนไว้ เพราะเขาต้องคุยกับคนรุ่นต่อไป
ตัวผมเอง ถ้าต้องคุยกับเด็กเลยก็ยากเหมือนกัน เคยคิดว่ายาก ตอนนี้ดีขึ้น แต่มันก็คุยยากกว่าอยู่ดีแหละ ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้กันน่าจะคุยได้ดีกว่า ดังนั้นคนอายุเท่าๆ กันก็จะกระจายไปเป็นเฮด อย่างละคนๆ
ตอนทำคอนเสิร์ต คิดถึงกลุ่มเป้าหมายแค่ไหน
โอ้ ต้องคิดมากที่สุดเลย ผมทำคอนเสิร์ตเหมือนสถาปนิก สถาปนิกต้องนั่งดูว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร คุยกับใครอยู่ จริงๆ มันจะง่ายนิดนึง เพราะศิลปินที่เราทำงานด้วย เขาจะบ่งบอกอยู่แล้วว่าคุยกับใคร 4EVE คุยกับใคร บอดี้สแลมคุยกับใคร คริสติน่า อากีล่าร์ คุยกับใคร มันคนละกลุ่มเป้าหมายกันหมดเลย
Gen Z ที่คุณทำงานด้วย เห็นอะไรในพวกเขาบ้าง ในแง่การทำงาน
ก็เป็นคนทำงานนะ เป็นคนขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมด และเป็น Inspiration ของทีมงาน พอเป็น Gen Z เขาก็จะไม่เคยทำ มันจะใหม่ มันก็จะขับเคลื่อนผิดบ้างถูกบ้าง เราก็ต้องมาคอยนั่งดูว่า เออ ผิดนะ อันนี้ถูกต้อง แล้วมันก็จะตีกันตามสูตร
ก่อนหน้านี้ ผมเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อเจ้าหนึ่ง ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราควรฟังคนรุ่นใหม่เยอะๆ เพราะนี่มันโลกของเขาแล้ว ไม่ใช่โลกของเรา ให้เขาเป็นคนขับเคลื่อน ตั้งแต่วันสัมภาษณ์ถึงวันนี้ประมาณปีหนึ่ง ก็แอบมีความคิดที่เปลี่ยนไปนิดนึงนะ
ผมรู้สึกว่าคน Gen X Gen Y Gen Z ไม่มีอะไรต่างกันเลย หมายถึงพื้นฐานนิสัย คนในแต่ละช่วงวัยตอนวัยรุ่นมึงก็นิสัยเหมือนกันหมดแหละ อย่างผม แม่บอกให้ไปซ้าย ผมไปขวาตลอด ไม่เคยฟังหรอก
เพียงแต่คนแต่ละเจนจะโตมาด้วยสื่อที่ไม่เหมือนกัน วิธีสื่อสารไม่เหมือนกัน โลกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ไม่มีออนไลน์ ผมว่ามันก็ด่ากันอย่างนี้แหละ ไม่ต่างกันหรอก เผอิญวันนี้มันด่ากันชัด เพราะมันมีช่องทางที่ทุกคนสามารถแสดงออกยังไงก็ได้ ด่าใครสักคนอาจจะมีคนร่วมเห็นด้วยเป็นล้าน
พอคิดได้แบบนี้ ถ้าเราเชื่อว่าคนแต่ละเจนไม่ได้แตกต่างกัน สเตปถัดไปคือเราต้องหาคนที่คุยกับเรารู้เรื่อง ไม่ว่าคนเจนไหนมันไปด้วยกันได้ ถ้าตราบใดเรามีเคมีที่มันคล้ายกัน
โลกตอนนี้มันแบ่งคนไปหลากหลายมาก คุณจะเห็นแต่โลกเดิมๆ เห็นแต่คนที่สนิทกับคุณ เห็นด้วยกับคุณ ผมว่าในการทำงานก็เหมือนกัน เราควรหาคนที่มีเคมีเดียวกัน เจนไหนไม่สำคัญ
ตอนตั้งโต๊ะ rainstorm ส่วนใหญ่ไอเดียมาจากคนเจนไหน
เผอิญผมแม่งก็เป็นเผด็จการประมาณหนึ่ง น้องมันก็จะมีความเกรงใจพี่ แต่ว่า Gen Z ก็ให้ไอเดียเยอะนะ บางทีเราจะมีความเป็นครู เราจะยังไม่พูด ให้เขาพูดไปเรื่อยๆ เขาก็จะมีไอเดียโยนเข้ามา อันไหนดีเราก็ Pick Up ด้วยกัน
แล้วเวลาเราใช้ไอเดียเขา เขาก็รู้สึกว่า เฮ้ย นี่แหละไอเดียกู ถ้ามันเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ ความ Connect ระหว่างเจเนอเรชันบนเนื้องานมันจะมี ทุกวันนี้ ผมลองให้น้องรุ่นใหม่ลองทำเวที ปรากฏว่า เออ สวยดีว่ะ แล้วก็ยอมเอาไปตีราคาทั้งที่รู้เลยว่าไม่มีทางได้ เพราะมันเกินราคาไปไกลมาก พอไปตีราคามันก็แพงจริง ก็ต้องกลับมาปรับแบบใหม่ โดยมีพี่ๆ แก้ให้
เขาก็จะเข้าใจว่า อ๋อ โอเค ยอมพี่พลไปก่อน แต่เขาจะมีความหวังที่จะได้ดีไซน์ ครั้งหน้าถ้ารู้ว่ามันจะทะลุงบ เดี๋ยวกูจะดีไซน์ให้อยู่ในงบและงานกูจะได้ทำจริง ผมพยายามทำสิ่งเหล่านี้บ่อยมาก ให้เด็กได้ทำงาน เด็กทุกคนมีไอเดียหมด เราแค่อย่าไป Kill ไอเดียเขา ควรให้โอกาสเขา
ความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าข้าวเจ้าของงานสำคัญไหม
โคตรสำคัญเลย สมมติถ้าเขาทำแบบมาแล้วไม่ผ่าน อ๋อ มันเป็นเพราะเรื่องงบใช่ไหม ไม่เป็นไร ครั้งหน้าเอาใหม่ ผมจะบอกเขาตลอด กูอยากได้แบบจากมึง กูอยากเห็น กูไม่อยากใช้แบบของกูแล้ว แล้วเขาจะรู้สึกอยากสู้เพื่องานของตัวเอง
ผมว่าวงการไหนก็เป็นนะ ถ้าเรามีความรักในสิ่งนั้น เราจะให้พลังมากกว่าปกติ สมมติผมเห็นน้องในทีมทำโมชันให้ 4EVE แล้วแม่งทำโคตรดีเลย ก็หนูชอบเขาอะค่ะ โอเคกูเข้าใจละ แพชชันมันแรง เขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย มึงแค่รักอะ มันดีขึ้นมาทันทีเลย ดังนั้นผมต้องทำให้เขารักงาน ให้เขาสามารถเชิดชูผลงานตัวเอง แล้วเขาจะทำงานได้ดี
ถ้าเขารู้สึกว่าก็พยายามมากแล้ว แต่งานยังไม่ผ่านสักที จะแนะนำว่า
ผมจะบังคับให้เขาคิด ถ้าคิดไม่ได้แปลว่าเขาไม่อยากทำ เขาจะรอว่าเมื่อไหร่จะมีคนสเกตช์แบบให้เขา บางคนอยากเข้ามาเพราะแค่อยากอยู่ในวงการนี้ ผมเข้าใจนะ เขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ กลับไปเรื่องเดิม ถ้าแค่อยากแต่ไม่มีไอเดีย เขาจะถูกคัดกรองออกไปโดยธรรมชาติ คนที่อยากเสนอไอเดียเยอะๆ จะอยู่ได้

อยากทำคอนเสิร์ตให้คนดูสนุก
และไม่เคยคิดว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของวงการ
ตลอด 1 ชั่วโมงที่เราหย่อนก้นแหมะนั่งคุยกับเขา เราพบว่าสิ่งที่ทำให้เขาก้าวขึ้นสู่ห้วงอากาศติดลบในสายอาชีพ มีคนยอมรับในฝีมือ อาจไม่ใช่เป็นเรื่องโรแมนติกทำนองว่าเป็นคนมีพรสววรค์ หากแต่เป็นการมองหาข้อผิดพลาดในงานตัวเอง ใจร้ายกับงานตัวเอง วิจารณ์งานตัวเอง และเรียนรู้อยู่เสมอ
การเป็นคนเบื้องหลังทำคอนเสิร์ตมา 20 กว่าปี มีราคาที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูง พลไม่สามารถซื้อตั๋วไปดูคอนเสิร์ตแล้วเอนจอยไปกับโชว์ของศิลปินในฐานะคนดูได้อีกแล้ว เขาดูในสายตาคนเบื้องหลัง เขาชอบทายว่าซีนถัดไปจะมีอะไรโผล่มา และขอโทษ…บ่อยครั้งมันก็เป็นอย่างที่เขาทาย
“ไม่ได้อยากดูคอนเสิร์ตสนุก อยากทำให้คนดูสนุกกับคอนเสิร์ตที่ผมทำมากกว่า ตัวเองจะสนุกหรือเปล่าไม่สำคัญ”
การทำสิ่งเดิมมา 20 กว่าปี จะเรียกว่าเป็นความรักได้ไหม กล่าวในตอนนี้ก็อาจจะได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำสิ่งที่รักจะไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ไม่อยากล้มเลิก เพราะอย่างที่บอก เมื่อ 4 ปีก่อนเขาก็คิดจะวางมือมาแล้ว
ความรักเพียวๆ อาจไม่พอ ในชีวิตการทำงานอันแสนสั้น ควรหาอะไรใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ ความซ้ำเดิม เลี่ยงได้เลี่ยง เลี้ยวหลบให้พ้น แสวงหาภูเขาลูกใหม่ๆ ปีน เจอปัญหาใหม่ เครียดเรื่องใหม่ สนุกกับเรื่องใหม่ ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่
นี่หมายถึง ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่มองว่าความแปลกใหม่เป็นภัยคุกคามของชีวิต
ทำคอนเสิร์ตมาต่อเนื่องหลายสิบปี ทุกวันนี้หาเวลาเติม Input ให้ตัวเองบ้างไหม
ตอนนี้ปัญหาคือ Output มันเยอะเกินไปจนเติมไม่ทัน แต่ผมเป็นคนเติม Input ให้ตัวเองตลอด ผมชอบดูอะไรทั่วไปแล้วก็เอามาใช้ เหมือนเห็นโลโก้อันหนึ่ง เฮ้ย ทำเป็นเวทีได้นี่หว่า มันง่ายแค่นี้เลย เพียงแต่ว่าจำนวนที่เอาเข้ามาเก็บในคลัง มันไม่ทันเท่าที่ใช้
แต่ในเบื้องต้น เราจะเก็บเข้าคลังไว้เยอะๆ แล้วก็รอว่างานไหนมันพอดีกัน ค่อยหยิบไปใช้ แต่บางไอเดียมันไม่พอดีก็มีเหมือนกัน หลังๆ ก็จะเริ่มยัดแล้วนะ ประมาณว่ามา 3 อันแล้วไม่ลงล็อกสักที ก็จะจับยัดลงไปเลย จนบางทีงานห่วยก็มี
ถ้าพ้นไปจากเรื่องรอบตัว คอนเสิร์ตคนอื่นไปดูไหม
ดูเยอะเลย ดูเพราะอยากรู้ว่าเขาทำโปรดักชันยังไง
ไม่ได้ดูในฐานะของผู้ชม
สายตาแบบนั้นเราดูไม่ได้แล้วมั้ง เหมือนคนทำหนัง จะดูหนังด้วยความบันเทิงก็ได้ แต่แป๊บๆ มันจะเอ๊ะ ช็อตนี้ถ่ายยังไง คอนเสิร์ตเหมือนกัน ซีนนี้มันต้องมีอันนี้แน่เลย เราชอบแอบเดา อาจเป็นเพราะผมไม่เคยเป็นแฟนเพลงของใครเลย เลยไม่รู้จะไปเสพในแง่นั้นยังไง
ถ้าเป็นแฟนเพลงพี่ป๊อด (โมเดิร์นด็อก) สมมตินะ จังหวะที่ดูพี่ป๊อดเราอาจจะลืมเรื่องโปรดักชันไปบ้าง แต่พอไม่ได้เป็น เราไปคอนเสิร์ตเหมือนไปดูงานมากกว่า รอฟังเสียงกรี๊ด อ๋อ ช็อตนี้ทำแบบนี้เขากรี๊ดว่ะ
คือรับได้กับการเสียสุนทรีย์ในการดูคอนเสิร์ต
ใช่ครับ ไม่ได้อยากดูคอนเสิร์ตแล้วสนุก แต่อยากทำให้คนดูสนุกกับคอนเสิร์ตของเรามากกว่า ดังนั้นตัวเองจะสนุกหรือเปล่าไม่สำคัญ ความสนุกของผมคือทำให้คนดูกรี๊ดในช็อตที่เราตั้งใจให้เขากรี๊ด
แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าทั้งชีวิตไม่เคยเป็นแฟนเพลงใครเลย คนยุคคุณเติบโตมากับดนตรีนะ
เคยชอบวง T-Square เป็นคนชอบดนตรี ชอบฟังเพลง แต่ไม่ได้คลั่งไคล้ศิลปิน แต่ก็ดูย้อนแย้งกับความคิดตัวเองนิดนึง จริงๆ มันควรจะชอบศิลปินนะ เพราะจะมีคนที่พูดทำนองว่า กูชอบเพลงเขาอย่างเดียวกูไม่ได้ชอบเขา สำหรับส่วนตัวผมคิดว่า ไม่จริง ถ้าไม่ชอบ ทำไมถึงต้องแย่งกันกดบัตร มาถึงคอนเสิร์ตก็ต้องรอตั้งแต่ 4 โมงเย็น ไม่มีทางที่จะไม่ชอบเขา
เพราะในคอนเสิร์ตศิลปินก็ร้องเพลงเดิม ฟังใน Spotify ยังเพราะกว่าอีก นึกออกไหม แสดงว่าคุณชอบเขา คุณรักเขา คอนเสิร์ตมันคือความคลั่งไคล้
อันนั้นมุมคนดู แต่ในมุมคนทำ ใช้วิธีไหนเพื่อดึงตัวตนศิลปินออกมา ในเมื่อออกตัวว่าไม่ได้คลั่งไคล้ศิลปินคนไหนเป็นพิเศษ
กับศิลปินที่เราทำงานด้วย จะมีสารตั้งต้นจากความชอบของตัวเองก่อน อย่างเช่นเจฟ ซาเตอร์ เราชื่นชมเขาว่าร้องเพลงเก่ง เสียงร้องดีมาก เสียงร้องของเขาทำลายประสาทได้เก่งสุดๆ เราจะมีความชื่นชมในตัวคนๆ นั้น และเราจะรู้ว่ามุมไหนของเขาที่น่าดึงออกมาโชว์ มุมไหนที่คิดว่าคนน่าจะรัก ผมจะเรียนรู้เรื่องพวกนี้
และผมจะคุยกับคนดูที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของคอนเสิร์ตที่จะทำทุกครั้ง เพื่อดูว่าเขาชอบอะไรในตัวศิลปินคนนั้น สมมติ THE TOYS คุณชอบอะไรในตัว THE TOYS อธิบายให้ฟังหน่อย บางทีลิสต์เพลงมาให้เขาเลย ถ้าลิสต์เพลงแบบนี้ชอบไหม
ถึงขั้นทำโฟกัสกรุ๊ปจริงจังเลยเหรอ
ใช่ ทำโฟกัสกรุ๊ปเลย เขาต้องเซนต์กับเราว่าห้ามบอกใคร แต่มุมมองของคนดูที่มีต่อศิลปินก็ไม่ถูกใช้ทั้งหมดนะ มันผสมๆ กันระหว่างคนดูกับไอเดียของเรา เราคลุกคลีกับศิลปิน เราจะรู้ว่ามุมไหนของเขาที่น่าสนใจ
จวบจนตอนนี้ คุณทำคอนเสิร์ตมาแล้ว 20 ปี ไม่เปลี่ยนอาชีพเลย เบื่อบ้างไหม ต้องเครียด ต้องอดหลับอดนอน เหนื่อย
อดหลับอดนอนหรือเครียดนี่ของมันแน่อยู่แล้ว รู้สึกว่ามันคือชีวิต ส่วนเหนื่อยไหม ผมว่าปกตินะ มันเหนื่อยอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เราก็แค่ต้องเหนื่อยเหมือนเดิม ไม่เห็นเป็นไร
แต่เบื่อไหม ถ้าลงแรงแล้วได้ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ จะรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าจะเหนื่อยไปทำไม เพราะก็ทำเหมือนเดิม ผมเลยเป็นคนอยากทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา อยากลองนู่นลองนี่ตลอดเวลา
คำถามสุดท้าย รู้สึกยังไงเวลาถูกเรียกว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ตมือหนึ่งของวงการ
รู้สึกเกลียดมากครับ (หัวเราะ) บอกทุกคนว่าห้ามเรียกมือหนึ่ง เบอร์หน่งเบอร์หนึ่งอะไรไม่มีหรอกโลกนี้ มันไม่มีจริง เพียงแต่เราอาจจะแค่ทำงานมาเยอะ จำนวนงานเราเยอะ มันเป็นแค่จังหวะของใครของมันเท่านั้นเอง





