ศิลปินผู้ไม่ซับซ้อน ‘ไป๋ – นภากร แก้วสูงเนิน’ ทุกสิ่งบนโลกล้วนไม่จีรัง ฝีแปรงของเธอนั้นจึงไม่ยึดติดความสมบูรณ์

พอร์ตโฟลิโอของ นภากร แก้วสูงเนิน

ชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาทัศนศิลป์ เอกจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ชื่อผลงาน นั่งๆ นอนๆ

“สวัสดีค่ะ” 

แม้ผู้คนในรั้วมหาวิทยาลัยพลุกพล่านมากมายแต่เราก็หาศิลปินตัวน้อยได้จากเสื้อตัวเก่งที่ราวกับหลุดออกมาจากผลงานอย่างไรอย่างนั้น สาวน้อยเสื้อลายขาวแดงกล่าวทักทายก่อนจะนำทางไปยังโรงเพาะผลงานของเธอ

ลิฟต์จอดชั้น 7 ตึกศิลปกรรม ระหว่างทางเธอเตือนให้ระวังเตรียมรับมือกับจุดหมายวันนี้ที่เราจะคุยกันเพราะสภาพห้องค่อนข้างใช้งานจริง หลังจากตรงดิ่งมาสุดทางเดินเธอเปิดประตูเชิญราวกับมีเพื่อนมาเยี่ยมบ้าน สภาพอากาศฟ้องว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงตรง อุปกรณ์ยังชีพวันนี้ได้แก่พัดลมตัวใหญ่ยักษ์ขนาดสองคนอุ้มที่เจ้าบ้านตั้งใจเล็งส่งความเย็นมาให้เราแบบเน้นๆ จนอาจตาแห้งได้ พร้อมอนุมัติการสำรวจด้วยประโยคว่า 

“เชิญตามสบายได้เลยนะคะ”

เมื่อได้รับคำอนุญาตเราจึงขอเดินกินอาหารตาที่ตั้งเรียงรายน้อยใหญ่อยู่มุมห้องทำเลระดับท็อปที่เธอเล่าอย่างภูมิใจว่าต้องไปช่วงชิงมาจากรุ่นพี่รุ่นก่อน ส่วนผลงานหลากหลายขนาดที่วางตั้งบนชั้นสลับนอนบนพื้นสามารถรับชมได้ด้วยการแหงนหน้ายันก้มย่อมอง มีชิ้นหนึ่งที่เรียกให้เราจับจ้องสลับกับมองเจ้าของผลงาน เพราะเฟรมผ้าใบที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าสูงใหญ่ยิ่งกว่าผู้สร้างด้วยซ้ำ

ยิ่งไล่ดูก็ยิ่งอยากจูงมือมาพูดคุย เรารีบจ้ำไปจองโซฟาเม็ดโฟมกลางห้องก่อนศิลปินตัวจ้อยจะตามมานั่งจ๋องบนเก้าอี้ไม้ข้างๆ กัน เธอดันแว่นกรอบหนาคล้ายเป็นสัญญาณว่าพร้อมแล้ว เริ่มได้!

ยังไม่ทันออกตัว เราก็หลุดขำเอ็นดูกับคำพูดที่เธอแอบพึมพำว่า “ซ้อมเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตมาได้ 5 วันแล้ว”

ลายเส้นฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก

“ไป๋ นภากร แก้วสูงเนิน ใช้นามปากกาว่าป๊ะไป๋ เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ศิลปกรรมศาสตร์ สาขาทัศนศิลป์ เอกจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ” ห้อยท้ายด้วยตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งว่าเป็นอาร์ตทิสต์ตัวน้อยระหว่างที่กำลังเรียนไปด้วย

เจ้าของลายเส้นยุ่งๆ หยุงๆ หยังๆ ที่ลากไปมาจนกลายเป็นคาแรกเตอร์เด็กเสื้อลายทางที่ชอบออกตระเวนไปโชว์ตัวตามนิทรรศการหรือตะลอนไปตามฟีดของผู้อ่านหลายคนให้ต้องคอยเกาหัวสงสัยว่าเจ้าคาแรกเตอร์ตัวนี้เป็นใคร แล้วเสื้อที่สวมใส่ทำไมต้องขาวแดง

ได้ยินนามปากกาครั้งแรกคิ้วมันก็เผลอขมวดไปไม่ทันตั้งตัว คืออะไร มาจากไหน นับเป็นครั้งแรกได้เลยมั้งที่ได้ยินชื่อนี้

ทำไมต้อง ‘ป๊ะไป๋’

เราอยากได้ชื่อใหม่ที่คล้องกับชื่อเก่าที่อ่านได้ไม่ยากเลยเปลี่ยนเป็นไป๋ก่อน ซึ่งเวลาทำงานทุกคนก็มักจะมีไอดอล ส่วนของเราคือคุณซันเต๋อ (SUNTUR) มันทำให้เราอยากได้ชื่อสองพยางค์เลยกลายมาเป็นป๊ะไป๋ ผลคือมันเวิร์กพอเปลี่ยนปุ๊บงานเข้าปั๊บ ชื่อนี้เลยอยู่กับเรามายาวๆ

เจ้าคาแรกเตอร์เสื้อลายขาวแดงนับสิบนั่งๆ นอนๆ อยู่มุมห้องคล้ายกำลังรอว่าเมื่อไหร่จะถูกถามถึง เราเลยชี้ไปที่เฟรมผ้าใบเพื่อทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่หน้าตาคล้ายกับบุคคลที่กำลังนั่งตอบอยู่ตรงหน้าเราเปี๊ยบ

ตัวคาแรกเตอร์ที่ใส่เสื้อลายทางขาวแดงน้องชื่อ ‘ต๊ะต๋า’ เป็นเด็กที่ไป๋อยากนำเสนอเขาในรูปแบบของการไม่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ เหมือนการที่เขาพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ใช้ชีวิตแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว วัฏจักรของเขาอยู่แต่กับแมวและสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ผลงานส่วนใหญ่เลยจะเห็นต๊ะต๋านั่งๆ นอนๆ ไม่จีรัง ไม่ยั่งยืน

แนวคิดหลักในการให้กำเนิดต๊ะต๋ามันมาจาก ‘ความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์’ ไป๋เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนมีความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเองเลยตั้งใจอยากให้ต๊ะต๋าคอยเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองก็ไม่สมบูรณ์แบบเช่นกัน

ไอคอนิกของน้องคือเสื้อสีขาวแดงเหตุมันมาจากไป๋ชอบปิกัสโซศิลปินในตำนาน เขาเป็นศิลปินคนหนึ่งที่ขยันมากๆ ในช่วงยุค 1950 เขาใส่เสื้อลายบ่อยมาก ถ้าเป็นลายขาวดำ หรือน้ำเงินขาวอาจจะดูซ้ำ ไป๋ชอบสีแดงเลยเปลี่ยนเป็นขาวแดง ทุกคนก็จะมีภาพจำว่าเจ้าเด็กใส่เสื้อขาวแดงคือต๊ะต๋าส่วนคนวาดต๊ะต๋าคือป๊ะไป๋ 

ก้าวแรกของต๊ะต๋ายากไหม

ด้วยความที่ในไทยมีคาแรกเตอร์หลากหลายมาก ช่วงแรกที่ทำต๊ะต๋ามันก็ยากเลยแหละ ไป๋เริ่มจากศูนย์ก็ต้องค่อยๆ ไต่ไป ในช่วงแรกๆ อาจมีนอยด์ด้วยสภาวะอารมณ์ เมื่อไหร่มันจะแมสสักที เมื่อไหร่มันจะเป็นที่รู้จักสักที แต่ดีที่ไป๋มีคนที่คอยซัปพอร์ต เขาเคยบอกว่า “ถ้าไป๋ไม่ทำ ไป๋ก็ไม่ได้อะไร” ไป๋ก็เลยลงมือทำไม่หยุดทำ หลายครั้งที่ไป๋ชอบไปบ่นกับเขาว่าไม่ชอบตัวเองเลย คงไม่มีใครชอบงานเราหรอก ใครเขาจะเข้าใจเราที่เป็นแบบนี้ ไม่อยากทำแล้ว เหนื่อย ท้อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสภาวะอารมณ์ แต่เขาจะบอกเสมอว่า “ไปต่อ มันมีคนที่ชอบเราอยู่นะ” 

คล้ายนะ คล้ายมาก อีกครั้งที่มองซ้ายสลับขวาผลงานตั้งตรงข้ามกับศิลปินยิ่งเหมือนกับว่าเธอกำลังส่องกระจก

ต๊ะต๋ากับป๊ะไป๋คือคนเดียวกันไหม

(ขำ) มีหลายคนบอกว่าเราเหมือนกัน ยิ่งถ้าวันนั้นใส่เสื้อลายทางยิ่งเป๊ะ แต่จริงๆ ไป๋กับต๋าคนละคนกันนะ ไป๋บอกตัวเองตลอดว่าอยากนำเสนอต๋าในรูปแบบ Self Love รักตัวเองอยู่คนเดียวได้ รักที่เราเป็นเรา 

แต่มาตั้งสติคิดดูดีๆ ต๊ะต๋ารักตัวเองนะ แต่คนวาดต๊ะต๋าไม่เคยรักตัวเองได้เลยจริงๆ สักครั้งเดียว ในชีวิตไป๋ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รักตัวเองขนาดนั้น มันอาจจะดูเศร้านิดนึง แต่ก็พยายามอยากรักตัวเองให้ได้แบบที่ต๊ะต๋ารักตัวเองดู มันอาจจะยากแต่ต้องค่อยๆ ลองไป

แล้วป๊ะไป๋อยากสื่อสารอะไรกับผู้ชม

เอาจริงๆ ไป๋เปิดกว้างมากกับการตีความ ไม่ว่าผู้ชมคนไหนอยากรู้สึกอะไรกลับไปสามารถรู้สึกแบบนั้นกลับไปได้เลย ไป๋ไม่ได้จำกัดว่าผู้ชมควรรู้สึกแบบไหน เพราะไป๋ทำคอนเซปต์ที่นำเสนอความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน

มีบางคนมาดูต๊ะต๋าแล้วตลกด้วยจากหน้าตาท่าทางที่ไป๋วาด ไป๋ก็โอเค ทุกคนอยากได้อะไรกลับไปก็สามารถเอากลับไปได้เลย

รัตติกาล (2025)

ผลงานที่ไป๋ยกให้เป็นที่สุด

ที่สุดเหรอ ที่สุดเลยใช่ไหม ถ้าในดวงใจ อัลบัมอยู่ไหนนะ คืองานไป๋มันเยอะมาก (เลื่อนหน้าจอ) รูปที่ชอบที่สุดยากจังเลย (ลากเสียง) ถ้า ณ ช่วงเวลานี้ที่ชอบสุดน่าจะเป็นภาพนี้ไม่มีสีเป็นโมโนโทน เป็นท่าทางของไป๋ในตอนที่ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไรอยู่เลยจำมาแล้วก็วาดไปทั้งๆ ที่ไม่รู้สึก

สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ แค่เราชอบผลลัพธ์ของมันก็พอแล้ว เราเลยตั้งชื่อผลงานนี้ว่า ‘รัตติกาล’ ที่แปลว่ากลางคืน เพราะความรู้สึกแบบนี้มักจะเกิดในช่วงตอนกลางคืนเสมอ

เธอเน้นย้ำว่าผลงานที่เลือกมาเป็นเพียงคำตอบของ ณ ช่วงเวลานี้เพียงเท่านั้น หากเจอกันโอกาสหน้าคำตอบของเธอย่อมอาจเปลี่ยนเป็นอื่นได้เช่นกัน

we can be alone together (2025)

ฉันรักเท้าของฉันและหัวใจของเธอ (2025)

ผลงานที่คนอื่นให้เป็นที่สุด

ถ้าเป็นที่นิยมสุดมีสองรูป ภาพแรกชื่อ ‘we can be alone together’ หมายถึงการที่เราอยู่คนเดียวด้วยกัน แน่นอนว่าคนชอบไอม่อน (ชื่อน้องแมว) มีต๊ะต๋ากับม่อนนอนอยู่ที่สนามหญ้าด้วยกัน เหมือนวันนั้นม่อนมันนอนอยู่แล้วไป๋ก็มองด้วยความสงสัยว่า ทำไมมันนอนอยู่ตัวเดียวดูแฮปปี้จัง แล้วถ้าเราไปนอนอยู่คนเดียวด้วยกันล่ะจะเป็นยังไง

อีกภาพหนึ่งชื่อ ‘ฉันรักเท้าของฉันและหัวใจของเธอ’ ไป๋ได้เรียนวิชา Anatomy แล้วสิ่งที่ไป๋ชอบวาด คือสัดส่วนตั้งแต่เข่าลงไปถึงเท้า รู้สึกมันวาดสนุกดี อันนี้คือฟรีแฮนด์เลย อาจารย์หลายคนก็ชอบรูปนี้ หัวใจของภาพนี้คือม่อน รวมถึงความชอบที่ไป๋ชอบวาดรูปเท้าด้วย

serendipity (2025)

มีผลงานไหนอยากย้อนกลับไปแก้ไขไหม

เคยคิดไว้ว่าเป็นชิ้นนี้ชื่อว่า serendipity ที่มีคอนเซปต์จากความหลงใหลในสิ่งที่ชอบ จริงๆ ชิ้นนี้ไป๋โล๊ะไปแล้วแต่ไม่ได้ทิ้งมันนะ แค่ดึงมันออกจากโครงเฟรมแล้วม้วนเก็บไว้ แน่นอนไป๋ชอบพี่ซันเต๋อมากเขาเป็นไอดอลก็เลยลองทำอะไรที่ดูเป็นแลนด์สเคปกว้างๆ ดูแต่รู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่ดีขนาดนั้น ดูแล้วอยากโล๊ะออก ก็เลยโล๊ะออกเลย แต่อยากกลับไปพัฒนานะ อยากลองวาดรูปนี้ในเวอร์ชันใหม่ดู 

ล่าสุดผลงานเธอออกเดินทางไปยันวงการนักอ่าน ลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ไปโผล่อยู่บนปกหนังสือของสำนักพิมพ์อย่าง P.S. Publishing ลายเส้นหยึกๆ ยือๆ คว้าใจผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด ใครผ่านไปมาถึงกับต้องหยิบจับมาพลิกดู 

ปกหนังสือกระจกเงา เงากระจก และระบำเมถุน สำนักพิมพ์ P.S. (2026)

โปรเจกต์นี้เป็นมายังไง

ตอนเด็กๆ ไป๋ชอบไปร้านหนังสือมาก ในห้างใกล้บ้านก็มีไม่เยอะ ไป๋ชอบเข้าร้านทุกครั้งที่มีโอกาสแล้วก็คิดว่าพวกหนังสือที่อยู่ตรงชั้นวางขายมันมีปกสวยๆ เยอะมาก ถ้าสมมติมันเป็นปกที่เราวาดเราคงแฮปปี้มาก ยิ่งถ้ามันขึ้นไปอยู่บนชั้นวางที่อยู่หลังแคชเชียร์ที่มันชอบเขียนว่า Best Seller เราคงแบบ โห! แฮปปี้สุดๆ

พอโตมาก็เลยรู้จักที่จะเข้าหาโอกาส ไป๋สนใจสำนักพิมพ์ P.S. อยู่แล้วเพราะปกเขามีความ Fine Art มากๆ ถ้าที่เห็นเยอะๆ งานเขามีความเป็นงานอาร์ตจ๋าๆ เลย แล้วเขาเปิดรับพอดีไป๋เลยส่งพอร์ตไปทางสำนักพิมพ์ก็ติดต่อกลับมา ไป๋ดีใจมากเพราะการทำปกหนังสือมันไม่ใช่ความฝันแต่มันเป็นเป้าหมายของไป๋มากกว่า

หลังจากได้รับโจทย์รู้สึกยังไง

ยาก! มาก! ลึกๆ อันนี้ส่วนตัวไป๋ไม่ได้อะไรกับใครนะ คือไป๋ไม่ชอบรับงานคอมมิสชัน ไม่ชอบทำงานตามใจคนอื่น ชอบทำงานตามใจตัวเอง แต่ว่าไป๋ยอมรับงาน P.S. เพราะไป๋ชอบและอยากทำสิ่งนี้จริงๆ โอเค เราต้องเริ่มเปิดใจเพราะงานนี้เขาบรีฟเราก็นับว่าเป็นงานคอมมิสชันอย่างหนึ่ง

พออ่านบรีฟแล้วก็เป็นอะไรใหม่ๆ มาก แน่นอนว่าพอเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก LGBTQ ไป๋ไม่ค่อยได้วาดแนวนี้เท่าไหร่ เราเลยลองร่าง ลองรีเซิร์ชดูก็พอไปได้ เหมือนเราได้เรียนรู้ไปด้วยว่าเราต้องอ่านบรีฟละเอียดๆ นะ ดูสไตล์คาแรกเตอร์ที่เขาบรีฟมา ซึ่งผลลัพธ์ออกมาก็ชอบมากๆ ผลงานนี้เป็นงานมือเพนต์ลงบนเฟรมผ้าใบแล้วเอาไปสแกนเป็นไฟล์ดิจิทัลหมายความว่าปกสองเล่มนี้มีงานจริงๆ อยู่

แต่เบื้องหลังรอยยิ้มน้ำตาปริ่มเธอเล่าว่าช่วงเวลานั้นนับเป็นช่วงที่หนักช่วงหนึ่งในชีวิต เพราะตลอดระยะเวลา 5 วันเธอต้องวิ่งงานตัวเป็นเกลียว ตอนกลางวันอยู่นิทรรศการ ตอนกลางคืนกลับบ้านไปนั่งทำปกยันเช้า พอเช้าก็ต้องไปจัดแสดงงานต่อ แต่พอผ่านมาได้ทำให้เธอแอบชมตัวเองว่า “ทำได้แล้วนะ เก่งมาก” นาทีที่เจอคนหยิบปกขึ้นมาดูเธอว่าคุ้มค่าแล้วกับเวลานอนที่แลกไป

ลังลง ลังเล (2026)

งานไป๋เรียกว่าแนวอะไร

ถ้า Abstract มันจะมีความปาดไปมาดูไม่ค่อยออก แต่ของไป๋มันออกแนว Semi-abstract มากกว่า คือยังดูออกว่าเป็นภาพอะไร ส่วนลายเส้นยุ่งๆ หยึกๆ ยือๆ เหมือนเด็กวาดให้ความศิลปะแนวนาอีฟ (Naïve Art) ส่วนเทคนิคการใช้สี มีสีชอล์คน้ำมัน สีน้ำมัน ผสมๆ กัน บางครั้งก็มีสีไม้กับดินสอ 6B มาร่วมด้วย ส่วนตัวการเลือกใช้มาจากผลลัพธ์ที่ไป๋ชอบภาพรวมของลายเส้น รวมถึง Texture แนวทีแปรง (Painterly style) ก้อนสีที่ถูกทิ้งไว้ไป๋มองว่ามันมีเสน่ห์

สมุดบันทึกพฤติกรรม

ผลงานวาดรูปแค่ในห้องนี้ หากนำมาวางทับซ้อนกันคงกองพะเนินเป็นภูเขา หากนับรวมทั้งชีวิตคร่าวๆ คงเป็นจำนวนเกือบร้อยผลงานแน่นอน แล้วเมื่อไหร่กันที่สาวน้อยเริ่มหันมาจับแปรงจับพู่กันออกเดินบนเส้นทางศิลปิน

จริงๆ เราชอบวาดรูปตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนเลย รู้สึกว่าทั้งชีวิตนี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการวาดรูป เท่าที่จำความได้ตอนอนุบาล เราชอบความรู้สึกที่มีผลงานไปแปะที่บอร์ดหน้าชั้นเรียน แล้วทุกคนก็จะจำได้ว่าถ้าเป็นไป๋จะชอบระบายสีวาดรูป ในสมุดบันทึกจากคุณครูเลยจะมีแต่ประโยคเขียนกำกับไว้ว่าไป๋มัวแต่วาดรูปไม่เขียนกอไก่เลย แต่เรารู้สึกโชคดีที่รู้ตัวเร็วว่าชอบอะไรเลยชัดเจนกับมันมาตั้งแต่เด็ก

ช่วงเวลานั้นไป๋ก็จำได้ไม่เยอะ ถ้านอกจากความรู้สึกชอบตอนแปะบอร์ด คงเป็นเรื่องรายการศิลปะที่ไป๋ชอบดูมากตอนเป็นเด็กกับประโยคคำถามคลาสสิกที่ทุกคนต้องเคยเจอ 

โตขึ้นอยากเป็นอะไร

‘คนวาดรูป’

ตอนนั้นอนุบาลไม่รู้ต้องเรียกว่าอะไร อาชีพแบบไหน แค่อยากเป็นคน…ที่ได้วาดรูป

พอโตขึ้นมาช่วงประถมถึงได้เริ่มรู้จักว่าสิ่งที่เราอยากทำเขาเรียกว่าอาชีพ

‘จิตรกร’

อยากกลับไปบอกตัวเองในตอนนั้นว่า “ทำได้แล้วนะ ได้เป็นศิลปินแล้ว”

เสียงตบมือแปะๆ ของเด็กหญิงป๊ะไป๋ที่ผลงานของเธอได้อยู่บนบอร์ดหน้าชั้นเรียนสมัยอนุบาล 

แปรเปลี่ยนไปเป็นเสียงปรบมือเกรียวกราวของเหล่าผู้มาชมงานของนักวาดป๊ะไป๋ในวัย 21 ปี

นิยามตัวเองเป็นคนแบบไหน

ไป๋รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนซับซ้อนที่ไม่ซับซ้อน บางทีเราก็นึกอยากจะไม่ซับซ้อนก็สามารถให้คนอื่นเข้าใจได้เลยว่าเป็นแบบไหน ถ้าบางวันที่เรานึกอยากจะซับซ้อนก็ซับซ้อนมากๆ เหมือนเลือกที่จะแสดงออก บางครั้งบางคนก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เราสื่อ แต่เราอยากให้มันซับซ้อนเลยปล่อยให้เขาสงสัยไป 

อย่างล่าสุดผลงานธีสิสที่ไป๋กำลังทำ ไป๋อยากนำเสนอความเป็นตัวเอง คาแรกเตอร์ที่ไป๋ทำแต่อาจารย์ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมตัวละครนี้ถึงต้องเอาแต่อยู่ในห้อง มันไม่ทำอะไรเลยหรอ เพราะมันชอบนั่ง ชอบนอน อยู่แต่กับแมว มันดูไม่น่าตื่นเต้น ไม่ว้าวสำหรับเขา แต่ไป๋เข้าใจนะบางทีคนเรามีความชอบ ความคิดไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่เรื่อยๆ แต่ไม่เป็นไรไป๋แฮปปี้กับตรงนี้ก็ลงมือทำต่อไป

อีกอย่างไป๋ชอบสนุกกับการที่ได้ท้าทายตัวเอง ไม่ได้ชอบเอาชนะ บางทีถึงขั้นยึดติดกับความพ่ายแพ้ด้วยซ้ำ แต่พอได้ลงมือทำก็จะทำอยู่อย่างนั้น ทำไมมันไม่ได้สักทีวะ ก็จะทำจนกว่าจะได้ เหมือนเป็นเป้าหมายที่อยากจะตะโกนกับตัวเองด้วยเสียงกระซิบว่า “เยส! ทำได้แล้ว”

คติยึดเหนี่ยวจิตใจของตัวเอง

ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ไปไม่ต้องรีบ ลึกๆ แล้วไป๋เป็นคนใจร้อนมาก เพราะไป๋เป็นคนทำงานเร็ว มือร้อน แม้จะขัดกับบุคลิกภายนอกที่หลายคนมอง แต่ในใจไป๋อยากรีบทำให้เสร็จ เวลาทำงานมือมันจะระบายไปเร็วมาก ไป๋ไม่ชอบความเร่งเลยต้องคอยปลอบตัวเองเสมอว่าไม่ต้องรีบ

เอาจริงการที่ได้เจอคนที่คอยซัปพอร์ตเราก็นับเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไป๋ได้เหมือนกัน มีช่วงหนึ่งที่ไป๋รู้สึกว่าตัวเองเหมือนขยะเลย ขยะเปียก เลยไปพูดกับพี่คนหนึ่งที่เคารพรักมาก แต่คำตอบที่ได้กลับมากลายเป็นท่าทางที่เขายื่นแขนมาข้างหน้าเพื่อทำรูปวงกลมแล้วบอกเราว่า “เดี๋ยวเป็นถังขยะให้เอง” ต่อให้ไป๋อยากเป็นขยะเปียกเขาก็พร้อมเป็นถังขยะสีเขียวให้เราเสมอ มันฮีลใจไป๋มาก

ทำงานเร็วขนาดนี้เคยมีหมดแรงไหม

ไป๋เป็นคนใช้ความรู้สึกทำงานมากๆ ก็จะมีบ้างช่วงที่เหนื่อยด้วยสภาวะ เคยมีช่วงที่ไม่อยากทำอะไรเลย ไม่เอา ไม่ทำ ไม่วาด อยู่เฉยๆ นอนอยู่อย่างนั้น คงเป็นเพราะอาการอาร์ตบล็อกด้วยส่วนหนึ่ง แต่ถ้าแย่สุดคือการที่เราไม่อยากทำ แต่ระยะเวลามันบีบบังคับให้เราต้องทำ มันเลยกลายเป็นฝืน โคตรไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย การที่เราต้องฝืนทำแน่นอนว่าผลลัพธ์ออกมาคือเราไม่ชอบ

อีกอย่างคือไป๋เข้มงวดกับเรื่องแพลนมาก ตารางงานที่แพลนมันจะเป็นประมาณนี้ (ตารางแน่นมาก) วันนี้ไป๋ทำอะไรบ้าง รายวัน รายสัปดาห์ ก็จะเขียนไว้ค่อนข้างเยอะ มันเยอะมากก็จะแอบน่ากลัวนิดนึง แต่ไป๋ทำแบบนี้ตั้งแต่มัธยมจนติดเป็นนิสัยเพราะไป๋ขี้ลืม บางทีอาจจะลืมงานสำคัญ เลยทำไว้ตลอด

แต่ก็มีสกิลที่เอาไว้บาลานซ์คือ ‘การยืดหยุ่น’ เป็นสกิลที่ควรมีแล้วไป๋คิดว่าตัวเองสามารถ Work-Life Balance ได้ เพราะถ้าพักคือไป๋ไม่ทำงานเลย วันเสาร์คือวันหยุดเดียวของไป๋ ทำงานคือทำงาน พักคือพัก หยุดคือหยุด ไม่งั้นไป๋จะแย่เพราะใช้ความรู้สึกทำงาน สภาพจิตใจอาจจะไม่ไหวถ้าทำงานตลอดเวลา 

แล้ววิธีฮีลของไป๋คืออะไร

ออกไปคุยกับคนที่เขามีประสบการณ์มากกว่า หรือใครก็ได้ที่สามารถไปเล่าให้ฟังแล้วได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ จากเขากลับมา จริงๆ ไม่ต้องคุยแค่เรื่องงานก็ได้ เรื่องอื่นชีวิตประจำวันทั่วไปขอแค่ได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาใหม่ๆ กลับมา

ดาวดวงต่อไปของป๊ะไป๋

นิ้วมือตอนแรกที่ถูกขยำราวกับเล่นมวยปล้ำนิ้วจากความประหม่า เริ่มออกลวดลายยกมือนี้เหวี่ยงแขนนั้น ภาพประกอบบทสนทนาต่างๆ เริ่มมีท่าทางเจ้าตัวมาเข้าแทรก จากภาพนับหนึ่งไปหลายสิบ ลายเส้นแต่ละรูปเริ่มสะกิดให้ถามเจ้าของผลงาน

หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าลายเส้นของเธอเหมือนเริ่มปล่อยวางความสมบูรณ์แบบลงช้าๆ จนพัฒนาเป็นลายเส้นตัวเองในรูปแบบที่มั่นใจที่สุด เห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนผ่านของภาพที่เธอบรรจงกรีดลายเส้นลงบนผืนผ้าใบอย่างคมกริบช่วงปี 3 คล้ายว่าลายเส้นผันเปลี่ยนไปตามนิสัยของฝีแปรง

“แรกๆ ถ้างานเปื้อนไป๋จะคอยเก็บคอยเช็ดตลอด แต่หลังๆ ไป๋ปลงปล่อยให้ตัวเองตวัดฝืมือได้เต็มที่ จะเห็นว่ามีความไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ ทิ้งรอยแปรงรอยสีเอาไว้ ถือว่าเป็นช่วงที่เราได้สนุกไปกับมันจนปิดจบผลงาน สุดท้ายแล้วเราก็ภูมิใจกับผลงานที่ถูกสร้างด้วยน้ำมือตัวเราเองอยู่ดี”

คิดว่าลายเส้นของตัวเองมีการเติบโตไหม

มีนะ แน่นอนว่าเรียนศิลปะต้องออกไปดูงานข้างนอก เหมือนออกไปเสพผลงานเรียนรู้อยู่เสมอ ถ้ามีศิลปินในดวงใจก็จะติดตามผลงานเขาเยอะหน่อย คอยออกไปเจอโลกภายนอกไปเรียนรู้จากคนอื่นแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเอง

ออกไปข้างนอกบ่อยๆ คุยกับคนเยอะๆ สงสัยอะไรเดินไปถามเขาเลย ไป๋รู้สึกว่าถ้ามันเป็นสิ่งดีๆ แล้วเรากล้าที่จะถามไป๋ก็เชื่อว่าเขาก็กล้าที่จะบอก แต่ถ้าเขาไม่อยากบอกก็โอเค ส่วนตัวถ้ามีคนมาถามไป๋ยินดีบอกหมดจะรุ่นน้อง คนนอก ไป๋ยินดีที่จะบอก ไป๋เชื่อว่าอะไรที่เป็นสิ่งดีๆ ไป๋บอกหมด ไม่กั๊กเลย 

ในอนาคตมองตัวเองไว้ว่าเป็นยังไง

ไป๋ยังอยากวาดรูปอยู่ เพราะว่าสิ่งที่ไป๋คิดไว้แต่แรกคืออยากเป็นศิลปินที่ได้วาดรูป ไป๋ชอบการนำเสนออะไรบางอย่างให้ผู้คนได้ดู ชอบจัดแสดงงาน พูดตามตรงว่าเป็นศิลปินในประเทศไทยมันอาจจะยากนิดนึง แต่ถ้าอยากเป็นศิลปินเต็มตัวอาจจะต้องขยันมากขึ้น ขยันทำคอนเทนต์ เป็นที่รู้จักกับผู้คน ต้องนำเสนองาน จัดแสดงงาน ไป๋อยากอยู่ในสตูดีโอที่สามารถได้นั่งทำงานทุกวัน

ขอพูดว่าไป๋ไม่ได้มีความฝันแล้วกัน แต่ไป๋มีเป้าหมายที่อยากทำอันนั้นอันนี้ให้ได้ เช่น ปีนี้เราอยากวาดปกหนังสือ เราก็ติ้กได้ดาวละหนึ่งดาว เมื่อสองปีที่แล้วเราอยากวาดปกเพลงเราก็ติ้กแล้ว ปีนี้ค่อนข้างยาวนิดนึงคืออยากให้ธีสิสผ่านไปได้ด้วยดี อยากทำให้เต็มที่ ให้ไป๋ในวันข้างหน้าหันหลังมองกลับมาแล้วไม่เสียดายกับมัน ก็ต้องรอดูว่าจะได้ดาวหรือเปล่า

อีกอย่างคือไป๋อยากไปต่างประเทศ อยากให้ผู้คนที่น่ารักทั่วโลกได้เจอกับต๊ะต๋า ไป๋อยากพาต๊ะต๋าไปเจอกับผู้คนอีกมากมาย เหมือนเป็นเป้าหมายของคาแรกเตอร์ การที่มีคนมารู้จักต๊ะต๋าก็นับว่าเป็นการประสบความสำเร็จเล็กๆ ไป๋แค่อยากให้คนรู้จักต๊ะต๋าแล้วถ้าเขาอยากรู้จักมากขึ้นจริงๆ เขาก็จะรู้จักป๊ะไป๋ด้วย 

“เราจะค่อยๆ ไปไม่ต้องวิ่งก็ได้แค่เดินไปด้วยกัน”

ขอเคล็ดลับสำหรับคนที่กำลังเรียนรู้

ไป๋คิดว่าทำนะ ต้องทำ ทำไปก่อน เราอาจจะยังไม่ชอบตอนนี้แต่ขอแค่ลงมือทำ ให้มันเห็นว่ารูปแบบของเราจะเป็นไปในทิศทางไหน เราสามารถพัฒนาไปยังไงได้บ้าง ถ้ามันเวิร์กก็ไปต่อ ถ้ามันยังไม่เวิร์กก็ค่อยๆ ปรับกันไป 

มีรุ่นน้องมาถามว่าผมอยากแสดงงานแบบพี่แต่ไม่รู้ต้องทำไง ไป๋บอกว่า “ทำ! ทำก่อน ต้องทำ แค่ทำ ถ้าไม่ทำคือไม่ได้ไรเลย”

อยากบอกอะไรกับวงการศิลปะในปัจจุบัน

ไป๋อยากให้ศิลปะมันเข้าถึงได้กับทุกคน (นิ่ง) ยากนะเนี่ย คำถามดูยิ่งใหญ่ เอาเป็นว่าไป๋อยากให้มันเข้าถึงง่ายแล้วกัน เข้าถึงทุกคน ไป๋มีเพื่อนหลายแบบเขามักจะพูดกับไป๋ว่า “ไม่รู้ว่าอาร์ตแบบนี้คืออะไร” ถ้าเขาอยากจะเสพงานประเภทนี้แต่เขาไม่กล้า ไป๋เลยรู้สึกว่าอาร์ตมันเข้าถึงยากไปหรือเปล่าเลยอยากให้ศิลปะเป็นอะไรที่ทุกคนไม่ต้องกลัวจะเข้าไปทำความรู้จักเรียนรู้กับมัน

ถ้าให้จัดอันดับเธอขอแต่งตั้งตัวเองให้เป็น Introvert Level Max เพราะผู้คนที่ผ่านมาในชีวิตของเธอต่างแย่งกันพูดจนตำแหน่งผู้ฟังตกหล่นมาเป็นเธอโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ใช่ผิดหวังเพราะเธอชื่นชอบการเป็นผู้ฟังที่ดีมากกว่าพูดอยู่แล้ว

หากให้ต้องทิ้งท้ายนำเสนอผลงานท่ามกลางวงการศิลปะมายมายหลายแขนง ทำไมต้องเลือกป๊ะไป๋ 

ป๊ะไป๋มีต๊ะต๋า

(เงียบ)

แล้วต๊ะต๋าก็มีคนเดียว

(พยักหน้า)

ไป๋รู้สึกว่าลายเส้นของไป๋มันไม่ค่อยมีใครทำนะ คาแรกเตอร์เสื้อลายขาวแดงก็ยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เราก็มีเอกลักษณ์ประมาณหนึ่ง 

ศิลปินสาวน้อยนั่งเหม่อราวกับว่าถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ดาวที่เธอสะสมมาจะต้องถูกขโมยไปแน่ๆ แต่สุดท้ายเธอก็จำนนปล่อยยิ้มแห้งพร้อมถอนหายใจยื่นกระดาษคำตอบเปล่าที่มีลายเส้นหยึกยือโดยสรุปความได้ว่า 

ก็…อยากให้ทุกคนรู้จักต๊ะต๋า

ยังพูดเรื่องนี้ไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ป๊ะไป๋กำลังพยายามฝึกอยู่ (ยิ้มแฉ่ง)

PHOTOGRAPHER