หลังจากต่อสู้กับไฟแดงจนเกือบหลับ คนขับก็เริ่มพาเราลัดเลาะซอกซอยย่านลาดพร้าวหาที่หมายของค่ำคืนนี้ ยิ่งใกล้ยิ่งลุ้นความตื่นเต้นพิสูจน์จากการชะเง้อคอมองทุกแยกที่หักเลี้ยว รถจอดสนิท คนขับหันมองคล้ายกำลังจะบอกว่าคุณถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

ความในใจหลังจากเห็นสถานที่เราพร้อมสวมบทชลลี่ในน้ำตากามเทพมาพบปะคุณหญิงย่าเรียบร้อย ด้วยบรรยากาศและผู้คนทำเอาเผลอยืดหลังตรงโดยไม่ทันตั้งตัว มือขวาจับชายกระโปรง สองเท้าก้าวขึ้นบันได เปิดประตูไปนอกจากเสียงพูดคุยที่เจื้อยแจ้วกลับมีเสียงใสปะปนแทรกขึ้นมาทักทาย ‘ลูกจันทน์-พิณนรี ยนตรรักษ์ คูเชดโว’ ลูกสาวคนเล็กของครอบครัวยนตรรักษ์เข้ามาประชิดยินดีต้อนรับด้วยความสนิทสนม พร้อมผายมือแนะนำให้วงสนทนาได้รู้จักกันในฐานะผู้อำนวยการ
งานเลี้ยงค็อกเทลที่ไม่มีเก้าอี้ให้นั่งคล้ายว่าอยากให้ผู้เข้าร่วมขยับเข้าไปกระชับวงสนทนาโดยปริยาย เราได้พูดคุยกับแขกหลายท่านจนรู้สึกเริ่มสนิทสนมเป็นกันเอง บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายเข้าถึงง่ายมากกว่าที่เรามองภาพของสถานที่แห่งนี้ไว้แต่แรกเห็น ระหว่างดื่มน้ำพักหายใจ หญิงสาวเสียงใสอีกคน ‘ลูกตาล-พารณี ยนตรรักษ์’ ลูกสาวคนโตของครอบครัวยนตรรักษ์เดินมาร่วมโต๊ะบอกเล่าเรื่องราวให้ฟังถึงสถานที่ที่ก่อเกิดด้วยความรักผนวกด้วยความฝันจวบจนกลายมาเป็นสถานที่พักพิงของเสียงดนตรีนามว่า ‘ศาลาสุทธสิริโสภา’

หอแสดงที่เอื้อเฟื้อต่อการทำงานด้านศิลปะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ผู้ชม และผู้แสดง รายล้อมไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับศิลปินเพื่อให้ศักยภาพได้ออกมาโลดแล่นอย่างเต็มที่ อีกทั้งผู้ชมจะได้ดื่มด่ำกับการแสดงอย่างเต็มอิ่มดุจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเสียงดนตรี สถานที่ที่เชื่อว่าศิลปะไม่ได้มีไว้โชว์แต่เชื่อมโยงกับชีวิตจิตใจให้เราได้คิดไตร่ตรอง และใช้จินตการปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ นั่นเป็นความตั้งใจริเริ่มแรกของ ‘อาจารย์ณัฐ ยนตรรักษ์’
“เชื่อว่าดนตรีมีพลังที่จะนำผู้คนจากทุกชาติและทุกภูมิหลังมาหล่อหลอมรวมกัน พร้อมดึงส่วนที่ดีที่สุดของทุกคนออกมาพัฒนาได้ ดนตรีเป็นศิลปะชั้นสูง เป็นภาษาสากลที่หลอมความคิดและจิตใจไว้ด้วยกันด้วยความสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุดประการหนึ่งของมนุษยชาติ”
มองนาฬิกาอีกทีเป็นเวลา 19:00 นาฬิกา เสียงประกาศดังขึ้นท่ามกลางเสียงสนทนาได้เวลาเริ่มงาน ‘SoulFULL Dinner: Flavors of Ladprao’ ดินเนอร์คอนเสิร์ตที่เปิดมิติใหม่ของคำว่า ‘ไทย’ อย่างเป็นทางการ เหล่าบรรดาแขกเหรื่อเริ่มจับชายกระโปรงควงแขนทยอยเดินลงบันไดวนไปยังห้องดวงเดือนเพื่อร่วมมื้ออาหารกันพร้อมหน้าพร้อมตา ค่ำคืนนี้ศาลาสุทธสิริโสภาขอเสิร์ฟมื้ออาหารเคล้าด้วยดนตรีให้ผู้ชมได้ลิ้มรสชาติความเป็นไทยที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของบทเพลง อาหาร เครื่องดื่ม และผู้คนไปพร้อมกัน

อาหารเริ่มถูกยกขึ้นโต๊ะ หลังจากใช้สายตารับประทาน แขกทุกท่านเริ่มลงมือลิ้มรสชาติอาหาร ต่างคนต่างพากันออกปากชมถึงเมนูที่รังสรรค์โดย ‘เชฟกบ-กิตติธัช เกียรติธนาวิทย์’ จากร้าน Anakade (อาณาเขต) ร้านอาหารที่ปรุงความเป็นไทยในรูปแบบร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Friend’s Table ที่หยิบจับวัตถุดิบจากหลายภูมิภาคมาผ่านกระบวนการเพื่อนำเสนอใหม่ โดยยังคงรสชาติหัวใจของไทยไว้อย่างชัดเจน

มื้อแรกผ่านไปเสียงดนตรีเริ่มออกโรงมาช่วยย่อย ท่วงทำนองแปลกใหม่ที่พอฟังไปกลับมีรากเหง้าของไทยแทรกอยู่ ท่วงทำนองพื้นบ้านอีสานเสียงแคน และพิณถูกคลุกเคล้าไปพร้อมเสียงเปียโน เบส และกลองเกิดเป็นบทเพลงแนว Isan-Jazz Fusion ที่บรรเลงโดย ‘Groovy Doopy และ 1 SARAN’
“นี่ไม่ใช่เพียงการผสมผสานแนวดนตรี หากแต่เป็นการสื่อสารว่าตัวตนดนตรีพื้นถิ่นของไทยสามารถยืนอยู่ในบริบทสากลได้อย่างสง่างาม”
1 SARAN บรรเลงลมขับร้องเสียงแคนให้เราทุกคนได้ฟังเสน่ห์ของเครื่องดนตรีที่หลายคนรู้จักถูกนำกลับมาเล่าในบริบทใหม่ จังหวะการเป่าของแคนเริ่มออกลายม่วนแฮงตามจังหวะการตบเท้าของผู้บรรเลง

“แคนนี้สั่งทำขึ้นพิเศษใช่หรือไม่” คำถามจากหนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญในด้านดนตรีมันฟ้องให้เขาต้องยกมือถามหลังจากได้ยินโน้ตพิเศษจากแคนเต้านี้ ความรู้ถูกแลกเปลี่ยนให้เป็นขวัญตาเพราะหากเป็นประสาทสัมผัสระดับพื้นฐานธรรมดาอย่างเราคงยากที่จะได้ล่วงรู้เบื้องลึกความพิเศษจากบทเพลงนี้
ค่ำคืนนี้ยังไม่เลิกรา หากท่านใดวางช้อนพร้อมบอกลาจานสุดท้ายขอเชิญหยิบเครื่องดื่มที่ท่านถูกใจแก้วใดก็ได้ขึ้นไปรับชมการแสดง ณ ห้องจัดแสดงด้านบน เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงต่อแบบไม่สะดุด ความประทับใจทำเอาเราพยักหน้าชื่นชมกับตัวเองว่าที่ห้องดวงเดือนที่เราเพิ่งฟังมานั่นเป็นเพียงแค่ของว่างที่ทางวงดนตรีจัดเสิร์ฟเพียงเท่านั้น


เสียงเปียโน เบส กลองคล้องจองไปพร้อมแคนและพิณ เครื่องดนตรีจับมือกันผสานเสียงโดยที่ไม่บดบังตัวตนของกันและกัน แสงที่สาดจากด้านบนฉายลงมายังวงดนตรีด้านล่างนั้นยิ่งทำให้ความเป็นไทยที่ผสมผสานกันดูขลังโดยที่ไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูดแต่เชื่อว่าผู้ชมที่จับจ้องอยู่หน้าเวทีรู้ซึ้งเชกเช่นเดียวกัน เพราะหลังจากการแสดงจบเสียงปรบมือพร้อมคำชมจากหลากหลายภาษาดังท่วมห้องจัดแสดงอยู่เป็นเวลาหลายนาที
ศาลาสุทธสิริโสภาเสิร์ฟความสุนทรีย์นำเสนอทุกแก้ว ทุกจาน และทุกบทเพลงให้เราอย่างเต็มที่ ค่ำคืนนี้จึงไม่เป็นเพียงการร่วมมื้ออาหารเพื่อแค่ดื่มด่ำกับรสชาติ หากแต่คือเรื่องราวของผู้คน และภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อมาถ่ายทอดในบริบทที่สดใหม่
“ความเป็นไทยไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่กับภาพจำเดิมๆ สิ่งนี้สามารถเติบโต เปลี่ยนผ่าน และงดงามได้ในทุกบริบท”

ก่อนปิดประตูบานใหญ่เราคิดในใจว่าคงได้จับมันเปิดออกในอีกไม่ช้า เสียงดนตรีที่เราได้ดื่มด่ำค่ำคืนนี้ยังอบอวลคล้ายเชื้อเชิญให้เรามาเยี่ยมเยียนรับฟังจังหวะดนตรีใหม่ๆ ณ ศาลาสุทธสิริโสภาในคราวหน้าอีกแน่นอน หากใครที่มีดนตรีแว่วในหัวใจอยากกวักมือให้มาเป็นแขกของหอแสดงย่านลาดพร้าวแห่งนี้สักครั้ง สามารถติดตามพื้นที่พักพิงของเสียงดนตรีและพื้นที่ของศิลปินน้อยใหญ่ได้ที่ https://www.salasudasirisobha.com/concerts



