ถ้าอยากรู้จักใครสักคน ให้ลองดูหนังสือที่เขาอ่าน
แต่ถ้าอยากรู้จักเมืองไหน ให้ลองไปดูสถาปัตยกรรมของที่นั่น
ใช่-เราอยากชวนทุกคนไปเปิดหูเปิดตา สำรวจตึกรามบ้านช่องในเมืองฮ่องกงด้วยกัน
กิจกรรมเดินดูตึกอาจไม่ได้อยู่ในลิสต์สิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันถึงเมื่อมาเยือนเมืองเกาะแห่งนี้
แน่ล่ะ ไม่ว่าคุณจะเดินไปทางไหน ตึกสูงก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นแทบทุกมุมถนนอยู่แล้ว ตึกเลยไม่ใช่ของแปลกใหม่ที่น่าไปดูหรือน่าค้นหาสักเท่าไหร่
แต่เชื่อเถอะว่า การดูตึกในฮ่องกงสนุกกว่าที่คิด เพราะเบื้องหลังสถาปัตยกรรมของที่นี่ ซ่อนเรื่องราวของเมือง ผู้คน และประวัติศาสตร์เอาไว้มากกว่าที่ตาเห็น
เราเชื่อว่าตัวตนของผู้คนมักจะเชื่อมโยงเข้ากับพื้นที่ที่คนคนนั้นอยู่อาศัยอยู่ไม่มากก็น้อย บางทีการทำความรู้จักเมืองผ่านสถาปัตยกรรมก็อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจผู้คนในเมืองนั้นได้ลึกซึ้งมากขึ้น
การมาฮ่องกงครั้งนี้ เราอยากชวนคุณมามองฮ่องกงผ่านสายตาของคนธรรมดาที่ชื่นชอบในการเดินดูเมือง หรือหากคุณเป็นคนที่ชอบสังเกตสิ่งเล็กๆ ระหว่างทาง เมืองนี้ก็คงทำให้คุณตกหลุมรักได้ไม่ยาก
เราขอเชียร์สุดใจให้ลองมาเดินในเมืองแนวตั้งแห่งนี้สักครั้ง
นี่คือครั้งแรกของเราที่ได้มาเยือนฮ่องกง
ระหว่างนั่งรถจากสนามบินเข้าเมือง สารภาพว่าภาพแรกที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจจนตาลุกวาวคือท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีตู้คอนเทนเนอร์สีสดเรียงรายเป็นตับ ตึกสูงหลากสีพาสเทลที่มีหน้าต่างเล็กๆ เบียดเสียดกันราวกับฉากในเมืองของเล่น เหมือนเรากำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปในเมืองที่ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างหนาแน่น ยิ่งดูก็ยิ่งสนุก

ฮ่องกงเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีความฝันยิ่งใหญ่ หนึ่งในความทะเยอทะยานของเมืองคือการสร้างตึกสูง ด้วยความที่เมืองมีพื้นที่ราบจำกัด แต่ต้องรองรับประชากรกว่า 7.5 ล้านคน ฮ่องกงจึงไม่มีทางเลือกในการขยายเมืองนอกจากถมทะเล และทะยานขึ้นไปบนฟ้า
ยิ่งทุกพื้นที่เป็นเงินเป็นทองมากเท่าไหร่ ตึกในฮ่องกงยิ่งถูกให้ค่าสูงมากเท่านั้น ทำให้พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยีในการสร้างตึก และทยอยคลอดตึกสูงใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

สีลูกกวาดที่หน้าต่างเรียงเป็นแพตเทิร์นเหล่านี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการพัฒนาเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ฮ่องกงได้เปลี่ยนจากเมืองท่าอาณานิคมเล็กๆ กลายเป็นมหานครระดับโลก ทำให้ส่งผลต่อสถาปัตยกรรม ผังเมือง และชีวิตของผู้คน
สีจึงกลายเป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำให้ตึกที่มีรูปทรงคล้ายกันดูมีชีวิตชีวา จดจำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้สียังช่วยในเรื่องสะท้อนความร้อนและลดความหม่นของคอนกรีตในภูมิอากาศชื้นของเมือง จนเมื่อเวลาผ่านไปสีสันของตึกเหล่านี้ก็กลายเป็นภาพจำของฮ่องกงไปแล้ว

นั่งรถชมวิวเมืองมาไม่นาน เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตึกของเมืองนี้จะมีจำนวนชั้นได้เยอะสักแค่ไหน จากการสอบถามคนฮ่องกงก็ทำให้เราตกใจไม่น้อย
หากใครเคยขึ้น The Peak แล้วเห็น International Commerce Centre (ICC) นั่นแหละคือตึกที่มีจำนวนชั้นมากที่สุดของฮ่องกง ซึ่งมีทั้งหมด 108 ชั้นเหนือพื้นดิน และสูงประมาณ 484 เมตร ตั้งอยู่ในย่าน West Kowloon

ถ้าไม่วัดกันที่ความสูง แต่วัดกันที่ความเยอะ เมืองที่ครองสถิติที่สุดในโลกไม่ใช่นิวยอร์ก ดูไบ หรือเซี่ยงไฮ้ แต่กลับเป็นฮ่องกงที่ชนะขาดลอย โดยมีตึกสูงเกิน 150 เมตรหลายร้อยหลัง และตึกสูงเกิน 100 เมตรหลายพันหลัง หากพูดถึงตึกที่คนอยู่อาศัยจริง หลายอาคารที่เป็นแฟลตหรือคอนโดมิเนียมก็มักมี 50 – 70 ชั้น ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับอาคารที่อยู่อาศัย
ภาพแม่น้ำผ่านกลางเมืองแนวตั้งที่อยู่ตรงเบื้องหน้า บรรยากาศที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้ทราบได้ทันทีว่าเมืองเกาะแห่งนี้ไม่ธรรมดา

ก่อร่าง สร้างตัว ตลอดเวลา
เมื่อมาถึงที่พัก เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมถัดไปที่เราจะชวนทุกคนทำอาจฟังดูแปลกสักหน่อย เราอยากชวนคุณออกไป ‘เดินดูตึก’ ด้วยกัน
เราเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรม อาจจะเพราะด้วยความที่เป็นคนชอบศิลปะและเดินอยู่แล้ว ระหว่างเดินถนนก็มักมองสิ่งแวดล้อมโดยรอบ แน่นอนว่าต้องไม่เว้นศิลปะขนาดใหญ่อย่างตึก เหมือนได้ชื่นชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ขนาดมหึมาที่เรียกว่าเมือง
เมืองทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ตึกสูง บรรยากาศ ประวัติศาสตร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย ในที่สุดแล้วย่อมแล้วก็ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในนั้น
เราเชื่อว่าถ้าอยากรู้จักเมืองนั้นอย่างลึกซึ้ง ก็ต้องมาเดินดูให้เห็นกับตาตัวเอง

ระหว่างเดินตามตรอกซอกซอยในฮ่องกง คุณอาจจะได้ยินเสียงตอกเหล็กจากไซต์งานที่ดังแว่วตามซอกตึก หากมองขึ้นไปตามเสียง คุณอาจจะเห็นคนงานที่กำลังปีนนั่งร้านไม้ไผ่ขึ้นไปทำงานบนตึกสูง ภาพเหล่านี้แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเมือง
คนฮ่องกงชอบค้าขาย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นตึกสำนักงานหรือที่อยู่อาศัย พวกเขาจะไม่ปล่อยให้มันถูกใช้งานแค่รูปแบบเดียว แต่มักจัดสรรให้ชั้นล่างของตึกเป็นพื้นที่สร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ ต่อให้เป็นตึกแถวที่ไม่สูงเสียดฟ้า ชั้นบนเป็นบ้านคน ชั้นล่างก็จะเป็นร้านขายของ เรียกว่าตึกแถวแบบ Tong Lau


Tong Lau คือตึกหลายชั้นที่ปล่อยให้เช่า หรือก็คือตึกแถวที่เราคุ้นเคยกัน มีระเบียงเหล็กดัด หน้าต่างเรียงถี่ มีความเฉพาะตัวสีสัน และองค์ประกอบยุ่งๆ อาคารเหล่านี้เคยเป็นทั้งบ้านและที่ทำมาหากินของผู้คนในฮ่องกงยุคที่เมืองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นอาคารที่นิยมสร้างกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งฮ่องกง จีน และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในบ้านเรา

อย่างที่เล่าว่าความเจริญของฮ่องกงเป็นแนวตั้ง การมีตึกเยอะก็สร้างปัญหาเช่นกัน ตึกสูงเป็นตัวกินไฟฟ้า รัฐจึงออกข้อยกเว้นที่เรียกว่า GFA concession ดึงดูดใจเหล่านักลงทุนให้มีองค์ประกอบกรีนๆ อยู่ในตึก เพื่อให้คนทั่วไปเข้าไปใช้เป็นพื้นที่สาธารณะ เหล่าตึกยุคใหม่เลยนิยมสร้างดาดฟ้าให้คนไปนั่งเล่นได้ฟรีๆ ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของคนที่นี่

การเดินฝ่าฝูงชนมหาศาลไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเมืองใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเดินเท้าในฮ่องกงให้อรรถรสที่แตกต่าง
เราจะเจอบันไดแคบๆ ทุกระยะของช่วงตึกเพื่อให้คนที่อาศัยอยู่ข้างบนเดินขึ้นไปได้ และบางทีก็มีร้านค้าแอบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ชั้นบนเหล่านั้นด้วย คนฮ่องกงใช้พื้นที่ทำมาค้าขายกันแบบคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว ทางเดินลอยฟ้าและรถไฟใต้ดินก็เชื่อมผู้คนให้เดินทางผ่านเมืองในหลายระดับโดยแทบไม่ต้องแตะพื้นถนน เมืองทั้งเมืองจึงเหมือนถูกซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ
เหมือนเรากำลังดูงานคอลลาจขนาดใหญ่ที่ถูกวางซ้อนกันเป็นเลเยอร์อย่างไรอย่างนั้น


สถาปัตยกรรมลูกผสม
ถ้าเปรียบฮ่องกงเป็นคนคนหนึ่งเราคงนึกถึง ‘สาวผมแดงหน้าหมวย’
ลูกครึ่งจีนผสมฝรั่ง โครงหน้าคมแบบตะวันตก แต่ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่บอกถึงรากเหง้าของตัวเอง
หลังความพ่ายแพ้ของจีนในสงครามฝิ่นต่อสหราชอาณาจักร ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในฮ่องกงจำนวนมาก การปะทะกับสิ่งใหม่ที่ถาโถมเข้ามาของโลกตะวันตก ทั้งระบอบการปกครอง ภาษา นวัตกรรม วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อต่างๆ นานา ทำให้คนฮ่องกงมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากชาวแผ่นดินใหญ่ ตะวันตกก็ไม่ใช่ ตะวันออกก็ไม่เชิง


ความเป็นลูกผสมจึงทำให้เมืองนี้ดูเหมือนคนที่มีหลากหลายวัฒนธรรมอยู่ในร่างเดียวกัน การเดินเท้าดูเมืองในฮ่องกงเหมือนเรากำลังได้อ่านหนังสือเล่มหนาที่เขียนทับซ้อนกันหลายยุคสมัย แค่เดินไปไม่กี่ช่วงถนน หน้าตาของสถาปัตยกรรมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เราเดินผ่านวัดจีนเก่าแก่ในย่านไซกุงที่มีกระเบื้องหลังคาโค้ง ลวดลายมังกร สถาปัตยกรรมแบบจีนดั้งเดิมเหล่านี้ยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางความทันสมัยของเมือง ถัดมาไม่ไกล เราเจอกับอาคารสีขาวตัดกับขอบสีฟ้า มีราวระเบียงเหล็กดัดที่มีลวดลายประดับ ชั้นบนมีซุ้มโค้งแบบตะวันตก ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของอาคารสไตล์โคโลเนียลหรืออาคารเก่าในฮ่องกง


สลับมาบรรยากาศยามค่ำคืน เรามาเดินเล่นในย่านเซ็นทรัล ภาพของเมืองก็เปลี่ยนอีกครั้ง อาคารยุคอาณานิคมที่สร้างขึ้นในช่วงที่อังกฤษปกครองยังคงยืนแทรกอยู่ท่ามกลางตึกกระจกสมัยใหม่
หนึ่งในนั้นคือ Court of Final Appeal Building (เดิมคืออาคารศาลฎีกา) ที่มีเสาแบบนีโอคลาสสิก ซุ้มโค้ง และหน้าต่างบานใหญ่ ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับสัดส่วน ความสมมาตร และความโอ่อ่าในฐานะอาคารรัฐ บรรยากาศยามค่ำคืนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับช่วงกลางวัน แต่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นมหานครโลกได้อย่างเต็มที่


ฮ่องกงเป็นเมืองที่ทันสมัยชอบสร้างอะไรใหม่ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐฮ่องกงให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งใหม่โดยไม่ทิ้งสิ่งเก่ามากขึ้น
ที่จริงแล้วในฮ่องกงมีอาคารเก่าทั้งแบบจีนและโคโลเนียลที่น่าเก็บไว้เป็นมรดกอยู่ไม่น้อย แต่เพิ่งเริ่มมีการประท้วงเพื่อรักษาตึกเก่าเหล่านี้อย่างจริงจังเมื่อช่วงปี 2000 เป็นต้นมา เคสแรกๆ คือการประท้วงแผนทุบท่าเรือ Central Star Ferry ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผลักดันให้ในปี 2008 รัฐหันมาทำโปรเจกต์ชุบชีวิตตึกเก่าในเมืองให้กลายเป็นพื้นที่ไม่แสวงหากำไร

อีกมุมหนึ่งของย่านเซ็นทรัลที่สะท้อนความเก่าและใหม่อย่างชัดเจน นั่นคือ Cultural Triangle หรือ สามเหลี่ยมแห่งวัฒนธรรมตกทอด ประกอบด้วย
Tai Kwun อดีตสถานีตำรวจและเรือนจำกลางที่ถูกฟื้นฟูให้กลายเป็นศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม
PMQ อดีตหอพักตำรวจที่ถูกแปลงเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของนักออกแบบรุ่นใหม่
และ Central Market ตลาดเก่ากลางเมืองก็ถูกรีโนเวตให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะร่วมสมัย
ความตั้งใจของรัฐฮ่องกงคืออยากรีโนเวตตึกเหล่านี้ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ โดยรักษาโครงสร้างเดิมไว้ เปิดให้นักออกแบบรุ่นใหม่ในฮ่องกงมาเช่าพื้นที่แสดงผลงาน จัดนิทรรศการและอีเวนต์ ถือเป็นตัวอย่างการอนุรักษ์ตึกเก่าในเมืองที่ได้รับความสนใจจากคนฮ่องกงและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
ก่อนจะมาเป็นตึกหน้าตาแบบที่เราเห็นในปัจจุบันก็ถูกแปลงโฉมมาหลายครั้ง อาคารเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ถูกอนุรักษ์ไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานของเมืองที่กำลังเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับอดีตและปัจจุบันไปพร้อมกัน

ฮวงจุ้ยกับการออกแบบเมือง
ทำไมตึกสูงในฮ่องกงต้องมีรู ?
หากถามคนฮ่องกง พวกเขาจะตอบว่า มันคือทางผ่านมังกรยังไงล่ะ
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ฮ่องกงจะเป็นมหานครที่มุ่งหน้าสู่ความเจริญ แต่เบื้องหลังการออกแบบเมือง กลับเต็มไปด้วยความเชื่อโบราณอย่าง ‘ฮวงจุ้ย’ ซ่อนอยู่แทบทุกมุม ตึกสูงบางตึกในฮ่องกงจึงออกแบบให้มีรูขนาดใหญ่ตรงกลางตึกเพื่อให้มังกรและลมรอดผ่านได้
ยิ่งพวกเขาให้คุณค่าเรื่องความรวยและมั่งคั่งมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งไม่มีพื้นที่ให้กับความผิดพลาด คนสร้างเมืองจึงไม่ได้มีแค่สถาปนิกและวิศวกรที่เก่งในการออกแบบโครงสร้าง แต่ยังต้องการคำแนะนำจากซินแสเรื่องฮวงจุ้ยในการสร้างเมืองเช่นกัน



ฮวงจุ้ยเมืองที่ดีต้องมีภูเขาอยู่ด้านหลังและน้ำอยู่ด้านหน้า เพื่อให้พลังธรรมชาติไหลเวียนอย่างสมดุล ซึ่งพอดีกับภูมิประเทศของฮ่องกงที่มีเทือกเขาอยู่ด้านหลังเกาะ และมีอ่าววิกตอเรียอยู่เบื้องหน้า อาคารสำคัญจำนวนมากจึงหันหน้าไปทางทะเล เพื่อรับพลังน้ำที่เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง
ในบางครั้ง ความเชื่อนี้ก็ส่งผลต่อรูปทรงของอาคารอย่างชัดเจน เช่น ตึกที่เว้นช่องขนาดใหญ่ตรงกลาง เพื่อเปิดทางให้ลมจากภูเขาพัดลงสู่ทะเล สิ่งนี้ถูกเรียกว่าช่องมังกร (Dragon Gate) ตามความเชื่อว่ามังกรที่อาศัยอยู่บนภูเขาต้องสามารถเคลื่อนตัวผ่านเมืองได้โดยไม่ถูกขวางกั้น
ตัวอย่างที่มักถูกพูดถึงเสมอคือตึก Bank of China ที่สร้างขึ้นมาโดยไม่สนใจฮวงจุ้ย ออกแบบโดย I. M. Pei เคยถูกวิจารณ์ว่ามุมและขอบแหลมของอาคาร อาจสร้างพลังลบตามหลักฮวงจุ้ย จนกลายเป็นเรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงในวงการสถาปัตยกรรมของเมืองว่าทำให้ส่งผลกระทบในด้านลบต่อธุรกิจของตึกรอบข้าง
ตึก HSBC จึงป้องกันตัวเองด้วยวิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง สร้างปืนใหญ่ไปวางบนดาดฟ้า หันไปทางตึก Bank of China เพื่อเป็นเคล็ดป้องกันความซวยที่พุ่งเข้ามา นอกจากนี้ตึก HSBC ยังหันหน้าเปิดรับวิวทะเลอย่างเต็มที่ และออกแบบให้โถงกลางโล่งเพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้ดี ถูกต้องต่อหลักฮวงจุ้ย
อย่างว่าเชื่อไว้ก็ไม่เสียหาย แม้ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มองฮวงจุ้ยเป็นเรื่องความเชื่อไสยศาสตร์ แต่เหล่านักลงทุนฮ่องกงก็ยังเลือกที่จะเชื่อ เพราะพวกเขายึดหลักความสบายใจและปลอดภัยไว้ก่อนน่ะดีที่สุด

เดินได้เดินดี
‘เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ผู้คนมีรถยนต์ส่วนตัวใช้ แต่เป็นเมืองที่คนรวยก็ยังใช้ขนส่งสาธารณะ’
แม้ราคารถยนต์ในฮ่องกงจะถูกกว่าที่ไทย แต่ค่าที่จอดรถแพงเกินจะรับไหว บางแห่งแพงกว่าราคาบ้านเสียอีก!
คนฮ่องกงจึงเลือกที่จะใช้ระบบขนส่งสาธารณะโดยไม่ต้องง้อรถยนต์ เพราะไม่ว่าจะขึ้นรถลงเรือก็เข้าถึงทุกชนชั้น ทุกระดับประทับใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือทางเท้าที่โอบรับประชากรทุกคน

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รองเท้าผ้าใบในฮ่องกงขายดีมาก อาจเป็นเพราะทางเท้าคือสิ่งสำคัญของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ออกแบบให้น้องหมาน้องแมวเดินได้ เด็กเล็กวิ่งได้ ผู้สูงอายุใช้ไม้เท้าค่อยๆ ก้าวไปได้ คนนั่งวีลแชร์ก็สามารถคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงตามถนน ป้ายบอกทาง หรือพื้นที่สาธารณะล้วนมีอักษรเบรลล์คอยช่วยเหลือคนตาบอดให้เดินไปไหนมาไหนได้เช่นกันอย่างอิสระ
การได้มาเดินบนทางเท้าในฮ่องกง ทำให้เราเห็นว่าการออกแบบที่ดีสามารถทำให้ความแตกต่างของผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างเรียบง่ายแค่ไหน


สิ่งที่น่าสนใจคือ ฮ่องกงไม่ได้ออกแบบผังโครงสร้างทางเดินเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น แต่เป็นการค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ตามวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ทุกวันนี้ถึงแม้ว่าทางเดินจะสลับซับซ้อนงงงวยขนาดไหนก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนฮ่องกงเลย เพราะพวกเขาเคยชินและใช้ชีวิตกับทางเดินเหล่านั้นจนกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเลยก็ว่าได้

เรายังคงไม่กล้าบอกคุณว่าฮ่องกงคือเมืองที่พิเศษ เพราะอยากให้คุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่เรากล้าบอกคุณได้คือ ฮ่องกงยังคงเป็นเมืองที่มุ่งหน้าหาสิ่งใหม่ โดยไม่ทิ้งสิ่งเก่าที่สวยงามเอาไว้ข้างหลัง พวกเขาล้วนเป็นนักปรับตัวที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เพียงไม่กี่วันที่ได้เยือนฮ่องกง แม้เป็นครั้งแรกก็พาเราตกหลุมรักด้วยเสน่ห์ของความเรียบง่าย เรื่องเล่ารายทางที่นี่ยังมีอยู่อีกมากมาย กำลังรอให้ใครสักคนค่อยๆ เดินไปค้นพบ




