ในโลกที่ข่าวสงครามปรากฏขึ้นแทบทุกทวีป สิ่งที่ดูไกลตัวออกไปกลับไม่ใช่ขีปนาวุธ ลูกระเบิด แต่กลายเป็นความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามเป็นผลพลอยของการที่มีมนุษย์อยู่บนโลก และดูเหมือนมันจะเกิดขึ้นเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำอีก
สิงห์ – วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ชายหนึ่งคนกับกระเป๋ากล้องหนึ่งใบ เดินทางไปสำรวจพื้นที่สงคราม 8 แห่งผ่านซีรีส์สารคดีที่เขากลับมาทำอีกครั้งในบทบาทของนักเล่าเรื่องการเดินทางและสงคราม
a day มีโอกาสได้ไปดูเถื่อนTravel: Bad Bad World Cinematic Experience ซีรีส์สารคดีสงครามสุดเถื่อนที่พาคนดูไปเปิดโลกต่างแดน พร้อมตีแผ่มุมมืดของการห้ำหั่นกันเองของมนุษย์ เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ผ่านสองตอนที่ถูกนำมาฉายในครั้งนี้ EP.5 CONGO นรกดงดิบ และ EP.6 SYRIA มนุษย์ผู้สร้าง มนุษย์ผู้ทำลาย

ความรู้สึกก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ในฐานะคนที่ไม่ได้อินประวัติศาสตร์มากนัก เหมือนได้พาตัวเองมาเปิดหูเปิดตาดูความเป็นไปของเพื่อนร่วมโลก ผ่านสารคดีสงครามจากสองประเทศที่คุณสิงห์ตั้งใจเรียบเรียงออกมาให้ดูต่อเนื่องกัน ราวกับเป็นภาพสะท้อนคนละด้านของโลกใบเดียวกัน ที่หนึ่งยังจมอยู่กับความสิ้นหวัง ส่วนอีกที่เริ่มค่อยๆ มองเห็นแสงสว่างแห่งการฟื้นฟู
เรื่องราวเริ่มต้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศในแอฟริกากลาง คุณสิงห์นิยามไว้ว่า นรกดงดิบ
หากมองจากแผนที่ทรัพยากรโลก ที่นี่คือดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ใต้ผืนดินเต็มไปด้วยแร่มีค่าหลากหลายชนิด ตั้งแต่ทองคำ ดีบุก โคลแทน ไปจนถึงโคบอลต์ โลหะสำคัญที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนในสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ทุกวันนี้คองโกผลิตโคบอลต์ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ทำให้กลายเป็นทรัพยากรที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกต้องพึ่งพา
แต่ความอุดมสมบูรณ์นั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศนี้ต้องเผชิญความขัดแย้งยาวนาน ในพื้นที่ที่แร่มีค่ากระจายอยู่ใต้ดิน เหมืองจึงกลายเป็นทรัพยากรที่หลายฝ่ายต้องการควบคุม กลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มยึดเหมืองหรือควบคุมเส้นทางขนส่งแร่เพื่อเก็บภาษีจากคนงาน รายได้จากแร่เหล่านี้ถูกนำไปใช้ซื้ออาวุธและดำเนินการสู้รบต่อไป
แต่หากมองให้ลึกลงไปกว่าเรื่องของแร่ใต้ดินหรือการเมืองระหว่างกลุ่มอำนาจ สิ่งที่สารคดีพาเราไปเห็นชัดขึ้นคือ ชีวิตของผู้คน

ในหลายพื้นที่ คนงานเหมืองจำนวนมากยังขุดแร่ด้วยมือ อุโมงค์ดินที่พวกเขาลงไปทำงานไม่มีโครงสร้างป้องกันความเสี่ยง อุบัติเหตุจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
รายงานของ Amnesty International ยังเล่าว่ามีแรงงานเด็กจำนวนไม่น้อยในเหมืองโคบอลต์ของคองโก สำหรับหลายครอบครัวการลงเหมืองไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหนทางเดียวในการหาเลี้ยงชีวิต
นี่คือความย้อนแย้งที่ชวนตั้งคำถามที่สุดของเรื่องนี้ แร่ที่ขุดขึ้นจากผืนดินของคองโกอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีล้ำสมัยในอีกซีกโลกหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันมันกำลังพรากอะไรไปจากผู้คนต้นทางที่อาศัยอยู่เหนือแร่นั้น
ด้วยวิธีเล่าของสิงห์ไม่ได้พาเราไปดูสงครามเพียงเพื่อความตื่นเต้น แต่กำลังพาเราไปยืนอยู่ตรงนั้น แล้วปล่อยให้คำถามค่อยๆ ดังขึ้นในหัวของคนดูเอง
“ซาลาๆๆๆ”
เสียงตะโกนที่ฟังดูเหมือนการเรียกหรือหยอกล้อของเด็กๆ แต่เมื่อรู้ความหมายของคำนั้น ความรู้สึกที่เราได้ฟังเรื่องราวความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศคองโกกลับยิ่งหนักอึ้งขึ้นทันที
Nzala (ซา-ลา) ในภาษาคองโก แปลว่า ความหิวโหย
เสียงที่ถูกตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับตอกย้ำความจริงบางอย่างในประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากร แต่ผู้คนกลับหิวโหย และไม่ได้รับแม้ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ด้วยซ้ำ

จากประเทศที่สงครามยังฝังตัวอยู่ใต้พื้นดิน ความรู้สึกของผู้ชมที่กำลังหนักอึ้งและถ่วงใจ ก่อนที่เรื่องจะพาเราเดินทางต่อไปยังสงครามกลางเมืองในซีเรีย ที่ค่อยๆ เปิดให้เห็นอีกด้านหนึ่งของมนุษย์ ด้านที่พยายามลุกขึ้นสร้างชีวิตใหม่ ทำให้หัวใจของคนดูค่อยๆ คลายลงจากแววตาแห่งความหวังของชาวซีเรีย
ภาพบรรยากาศหลังสงครามกลางเมืองในซีเรียที่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ยืดเยื้อกินเวลานานกว่าทศวรรษ ระหว่างรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี Bashar al-Assad กับประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน เมืองหลายแห่งถูกระเบิดจนเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง อาคารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้าน โรงเรียน หรือร้านค้า เหลือเพียงโครงปูนที่พังทลายเป็นฝุ่นควันของสงคราม
ท่ามกลางความสูญเสียเหล่านั้น สารคดีพาเราไปเห็นอีกบรรยากาศหนึ่ง ผู้ลี้ภัยบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของตัวเอง หลังต้องอพยพออกไปใช้ชีวิตในต่างแดนมานานหลายปี เมืองที่เคยเงียบงัน ค่อยๆ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผู้คนเริ่มเก็บกวาดเศษซากปรักหักพัง ซ่อมแซมบ้าน เปิดร้านเล็กๆ ริมถนน สีหน้าและแววตาของผู้คนดูมีความหวังกับการเริ่มต้นใหม่

ในสถานที่ที่มนุษย์เคยทำลายกันเองอย่างหนักหน่วงที่สุด มนุษย์ก็ยังคงเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่พยายามสร้างมันขึ้นมาใหม่ ช่วงหนึ่งของสารคดี คุณสิงห์ยกคำพูดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งฟังดูเรียบง่าย แต่กลับชวนให้คิดถึงรากของความขัดแย้งมากมายบนโลกใบนี้
“คนเราจะรักกันเกิดจากการสอนให้รักกัน การที่คนเราจะเกลียดกันก็เกิดจากการสอนให้เกลียดเช่นกัน”
ประโยคสั้นๆ แต่อธิบายสงครามจำนวนมากบนโลกได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะบางครั้ง สิ่งที่ผลักให้มนุษย์หันอาวุธเข้าหากัน อาจไม่ได้เกิดจากความแตกต่างเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากสิ่งที่เราเรียนรู้มาตลอดชีวิตว่าอีกฝ่ายคือศัตรู

การเดินทางครั้งนี้ คุณสิงห์ได้ร่วมลงพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ของ UNHCR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ซึ่งทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลก ทั้งการจัดหาที่พักชั่วคราว อาหาร สิ่งของจำเป็น รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้คนสามารถกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในบ้านเกิดของตัวเองได้อย่างปลอดภัย
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมง การเล่าเรื่องของสิงห์มีการไล่ระดับความเข้มข้นของเรื่องราวได้ดีมาก ผ่านภาพบรรยากาศ สีหน้า แววตาของผู้คน เนื้อหาช่วงสงครามในคองโกหนักหน่วงเสียจนทำให้เรานั่งลุ้นเอาใจช่วยผู้คนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามที่ไม่รู้จะสิ้นสุดลงเมื่อไร ก่อนที่เรื่องราวจะค่อยๆ คลายความหนักในใจผู้ชม
เราเองรู้ตัวอีกทีว่าปมตรงหัวคิ้วที่ขมวดอยู่ตลอดการรับชมเริ่มคลายลงเช่นกัน เมื่อเรื่องราวพาไปสู่อีกด้านหนึ่งของสงครามในซีเรียที่กำลังคลี่คลาย
หลังจากดูจบสิ่งที่ตกกระทบในความรู้สึกของเรา สารคดีสองตอนนี้กำลังสะท้อนคำถามเดียวกัน โลกใบนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรที่มนุษย์แย่งชิงกัน หรือเต็มไปด้วยอุดมการณ์ที่ทำให้มนุษย์แบ่งฝั่งกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่ต้องแบกรับผลของสงครามกลับเป็นผู้คนธรรมดาที่ต้องการมีชีวิตสงบสุข
สิ่งที่ทำให้สารคดีชุดนี้น่าสนใจและอยากชวนให้คนที่มองว่าสงครามเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ฟังดูไกลตัวได้มาลองรับชม เพราะเราเองก็เคยเป็นคนหนึ่งที่มองสงครามแบบนั้น แต่สารคดีชุดนี้ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า เบื้องหลังของความขัดแย้ง และสงคราม แท้จริงแล้วคือชีวิตของผู้คนจริงๆ
สำหรับใครที่อยากติดตามเรื่องราวเต็มๆ ของสองพื้นที่ความขัดแย้งนี้ สามารถรอติดตามสารคดีซีรีส์ Bad Bad World EP.5 CONGO นรกดงดิบ และ EP.6 SYRIA มนุษย์ผู้สร้าง มนุษย์ผู้ทำลาย ได้ทาง YouTube ช่อง เถื่อนTravel วันที่ 21 และ 28 มีนาคมนี้




