ตระเวนหมู่บ้านชาวประมงฮ่องกง ‘ลัมมา’ เกาะไม่ร้างที่ไม่ห่างรัก

อยู่กลางทะเลมีน้ำกับทราย มองไปทางใดไม่เคยเห็นใครมา

คุณคงไม่รู้ว่าผมมีความสุขในการเดินทางขนาดไหน แสงที่เปลี่ยนผ่านของหน้าต่างของเครื่องบินในแต่ละที่ ทำให้ออฟฟิศวิวไม่ซ้ำกันสักวัน ส่วนเสียงดนตรีที่ฟังก็เปลี่ยนไปตามทริป การออกเดินทางทำให้ผมได้ค้นพบอะไรบางสิ่งที่ไม่เคยได้คำตอบมาก่อน เพียงแค่ได้เดินทางก็สัมผัสถึงได้ถึงอิสระข้างหน้าแบบจับต้องได้แล้ว 

ซีรีส์ ‘In the mood for Hong Kong’ ดำเนินมาถึงบทความที่สามหลังจากที่พูดถึงสิ่งของสีแดงรอบเมือง และการเดินป่าไป ผมขอลาไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในเกาะรอบนอกของฮ่องกงบ้าง 

ผมกำลังเดินทางไปยังเกาะลัมมา โดยเริ่มต้นจากท่าเรือกลางเมืองฮ่องกง ที่ซึ่งตึกระฟ้า กระจก และจังหวะชีวิตเร่งรีบยังคงล้อมรอบผู้คนไว้แน่นหนา ก่อนจะก้าวขึ้นเรือลำยาวสีขาวออกสู่ทะเล เสียงเครื่องยนต์เริ่มทำงานช้าๆ ก่อนที่เรือจะเคลื่อนออกจากท่า และทิ้งแนวเส้นขอบฟ้าของเมืองใหญ่ไว้เบื้องหลัง

ลมทะเลพัดเอากลิ่นเค็มอ่อนๆ และอากาศเย็นชื้นมาปะทะใบหน้าของผม เมืองค่อยเลือนหายกลายเป็นเงาตึกไกลๆ ทำเอาผมขนลุกซู่อยู่ตลอด ต้นเดือนกุมภาพันธ์ทำให้ฮ่องกงอุณภูมิต่ำกว่าไทยประมาณหนึ่ง 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาฮ่องกงเลยไม่ได้ทำการบ้านว่าอุณหภูมิมันจะสักเท่าไหร่ แต่อากาศ 20 องศาของฮ่องกงก็ทำให้ผมยิ้มแก้มปริและปรับตัวกับสภาพอากาศได้ไม่ยากนัก ผมจึงปฏิเสธตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่ามันฟินจริงๆ การได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาฮ่องกงในครั้งนี้ มาในสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านเรา มันก็ทำให้ผมแฮปปีเหมือนกัน

ระยะทางสามชั่วโมงจากไทยพาผมมาฮ่องกง จากท่าเรือสำปั้นมุ่งตรงสู่เกาะลัมมาเพียงสามสิบนาที ก็ได้สัมผัสกับโลกคู่ขนานของเมืองแนวตั้ง 

เกาะลัมมา เป็นเกาะใหญ่ลำดับที่ 3 ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฮ่องกง มีพื้นที่ประมาณ 13.55 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 6,700 คน อีกหนึ่งเกาะที่เต็มไปด้วยชุมชนหลากวัฒนธรรม หลากสัญชาติ ช่างเป็นเกาะที่อบอุ่นเหลือเกิน ซึ่งขณะนี้ผมยืนอยู่บนเกาะลัมมานี้แล้ว

ผมลงจากเรือ มาเดินเตร็ดเตร่ที่หมู่บ้านชาวประมง Yung Shue Wan เป็นที่แรก เรือจอดเทียบท่ากับศูนย์กลางของชุมชนที่เจริญที่สุดบนเกาะลัมมา พอก้าวขาเข้ามาคุณจะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่หลากหลายของสัญชาติทั้งตะวันตกและตะวันออก ชาวต่างชาติใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กันค่อนข้างเยอะ เพราะมันไม่ไกลจากเกาะฮ่องกงสักเท่าไหร่ และอีกอย่างที่สำคัญ ที่นี่ไม่มีรถยนต์สาธารณะบนเกาะ การเดินทางหลักคือ เดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือเรือเท่านั้น

ผมเริ่มเดินมาไหว้ เจ้าแม่ทับทิม สิ่งที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นอย่างแรก ด้วยความที่ใช้เวลาเดินถัดมาไม่ไกลจากท่าเรือ ผมเลยเข้าไปกราบไไหว้ พอเข้ามาจะเห็นได้ถึงความเชื่อพหุวัฒนธรรมไม่ต่างจากไทย หลายคนจะรู้ว่าเจ้าแม่ขึ้นชื่อเรื่องการเดินทาง การงาน และโชคลาภ ศรัทธานี้จึงดำรงมาอย่างยาวนาน ความเชื่อนี้มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมจีนตอนใต้ โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมงในมณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้งที่อพยพมายังฮ่องกงเมื่อหลายร้อยปีก่อน 

ในอดีตการออกเรือ หมายถึงการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่อาจควบคุมได้ พายุ หรือภัยพิบัติทางทะเลสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ชาวประมงจึงสร้างศาลเจ้า และวัดเพื่อขอพรจากเทพเจ้าผู้คุ้มครองทะเล เจ้าแม่ทับทิม เป็นหนึ่งในนั้น เป็นเทพีที่เชื่อกันว่าสามารถปกป้องชาวเรือจากอันตรายได้ ศาสนา ความเชื่อ และทะเล จึงเป็นสามสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ในวิถีชีวิตของชาวเกาะ 

มาถึงแล้วก็ขอพรอย่างไว และลองเสี่ยงเซียมซีดูสักตั้ง วันนี้ถือเป็นวันที่ดี เพราะเริ่มมาก็ได้ใบเซียมซีระดับดีมาก ซึ่งความหมายประมาณว่า  

สิ่งที่เราหวังไว้ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาโดยง่าย มันต้องผ่านความพยายาม ความอดทน และช่วงเวลาที่ถูกซ่อนอยู่จากสายตาของผู้คน แต่ความพยายามเหล่านั้นไม่ได้สูญเปล่า เมื่อเรายังเดินต่อไปอย่างตั้งใจ วันหนึ่งจังหวะของโชคก็จะมาถึงเอง

เหมือนเรือที่ผ่านคลื่นลมมาได้ สุดท้ายก็จะเจอทะเลที่สงบ บางทีโชคดี อาจไม่ใช่สิ่งที่ฟ้าประทานทันที แต่มันคือรางวัลของคนที่ยังไม่หยุดพยายามต่างหาก

ผมอยากเอาเซียมซีระดับดีมากมาแบ่งปันทุกคน ความหมายดูธรรมดาแต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้ กว่าจะถึงฝั่ง เราต้องพยายามให้มากพอ พยุงเรือให้ทรงตัวให้ได้ และความพยายามเหล่านั้น มันจะไม่ทรยศต่อผู้ตั้งใจถือท้ายเรือเป็นแน่ 

พอได้ไหว้แล้วจึงทำให้ผมใจชื้นขึ้น กับการเดินทางของฮ่องกงไปอีกเปราะนึง

ผมเริ่มเดินเข้าสู่ถนนสายหลัก ภายในหมู่บ้าน Yung Shue Wan ส่วนหนึ่งที่แสดงออกถึงชาวทะเลได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ยืนยันได้ดียิ่งกว่าคือวิถีชีวิต และความสัมพันธ์ของชุมชน ร้านกาแฟเล็กๆ ร้านอาหารครอบครัว ตลาด ร้านหนังสือ สตูดิโอ ร้านขายของชำ ร้านอาหารทะเล และร้านของฝากเรียงรายเข้ามาทักทายผมเป็นอย่างต่อมา

ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ด้วยคนจำนวนน้อยและพื้นที่หมู่บ้านที่เล็ก เลยมีคอมมูที่แข็งแรง คนจูงหมามาเดินเล่นไปมา ป้าลุงแวะทักทายกันเวลาซื้อของ หนุ่มสาวมาช็อปปิงร้านขนม  มีกรุ๊ปของเหล่าวัยชราอยู่หน้าหมู่บ้าน Yung Shue Wan คอยบอกเล่าชีวิตของคนบนเกาะที่ผูกพันกับทะเลเช่นเดียวกับในอดีตได้เป็นอย่างดี

พื้นที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นบ้าน 2 – 3 ชั้น ในบรรยากาศหมู่บ้านชาวทะเล จึงต่างไปจากคอนโดสูงแบบเมืองฮ่องกง มีบ้านหลายชั้น เพราะพื้นที่บนเกาะจำกัด มีระเบียงที่ยื่นออกมา เพราะใช้ตากปลา ตากเสื้อผ้า เก็บอุปกรณ์ประมง มีบันไดแคบที่เชื่อมบ้านกับทางเดิน รวมถึงมีหลังคาแบน ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ของคนในหมู่บ้าน

ผมเดินเข้ามาข้างในหมู่บ้านที่ประดับประดาด้วยร้านรวงของชุมชม มีอยู่หนึ่งร้านที่ทำผมสะดุดตา นั่นก็คือ ร้านหนังสือมือสองของ Nick The Bookman ร้านหนังสือมือสองริมถนนหลัก ผมจึงเข้าไปสอบถามร้านคร่าวๆ ว่าพวกเขามาจากไหน ชื่ออะไรกัน ก็ได้รู้ว่าเขาชื่อ ‘นิค’ ทั้งคู่ แต่เจ้าของร้านคือคนที่มีหนวดยาว ชาวอังกฤษที่ย้ายมาอยู่ฮ่องกงตั้งแต่เด็ก และอาศัยอยู่บนเกาะลัมมามานานกว่า 30 ปี ด้วยเอกลักษณ์ของเคราที่ไม่เคยโกนเลยตั้งแต่วันแต่งงาน 20 ปีก่อน ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะนักให้ข้อมูลท้องถิ่นของเกาะตัวยง ผมจึงใช้เวลาคัดเลือกหนังสือ และอยู่ตรงนั้นนานประมาณหนึ่ง

ชาว a day ไปอ่านเรื่องราวบนเกาะต่อได้จากเว็บไซต์ Lamma-zine มีเรื่องของนิคเขียนอยู่ด้วย

นิคเหมือนเป็นเล่าจื้อที่ยังมีชีวิต เขาถูกขนานนามว่าเป็นฮิปปี้หมายเลขหนึ่งของเกาะลัมมา ด้วยความที่ใช้ชีวิตตามใจจึงเปิดขายประมาณ 3 วันต่อสัปดาห์ แถมหนังสือยังราคาถูก เหมือนขายเอาฟีล นอกจากขายหนังสือแล้ว เขายังเป็นนักเขียน เป็นดีเจในบางครั้ง เป็นคนรับจ้างช่วยขนย้ายของบนเกาะ และที่สำคัญเขาเป็นคนที่รู้จักทุกคนบนเกาะอีกด้วย ผมและบรรณาธิการ a day จึงไม่พลาดที่จะแวะช็อปหนังสือติดมือกลับไทย

ระหว่างทางที่ผมเดินผ่านไม่มีคนแวะเลย แต่ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีอีกอย่าง ที่พวกเราได้บังเอิญเจอคนอินดี้ และรักหนังสือเหมือนกัน เลยทำให้สนทนาดีๆ เกิดขึ้น 

นั่งเลือกหนังสือสักพัก ก็จับได้ถึงความใจดีของนิค หมุดหมายของเขาคงเป็นการส่งต่อหนังสือให้กับคนที่รักหนังสือเหมือนกัน สร้างพื้นที่ให้คนได้พูดคุยกัน ไม่ได้ขายเพื่อเอากำไร เพราะหนังสือที่ขายค่อนข้างแรร์เอาการ และดูเหมือนจะเป็นหนังสือที่เขารักด้วย เผื่อใครที่มาเกาะลัมมาจะได้หนังสือติดไม้ติดมือกลับไป ราคาเพียงสิบดอลล่า ถึงยี่สิบดอลลาร์เท่านั้นเอง แถมนางยังให้หนังสือที่ผมชอบอีกเล่มกลับมา เพราะผมไม่มีเงินสด ขายเอาสังคมของแท้

ใครมาฮ่องกงแล้วได้มาเกาะลัมมา ไปชวนนิคคุยด้วยนะ

ผมจึงมองว่า ที่นี่เป็นอีกสถานที่ที่มีรสชาติต่างออกไปในฮ่องกง พื้นที่ที่ดึงดูศิลปิน นักดนตรี และชาวต่างชาติที่ต้องการชีวิตเรียบง่าย มีหลายคนทำงานในเมืองแต่อาศัยที่เกาะนี้ ชุมชนบนเกาะจึงมีความหลากหลายทั้งชาวฮ่องกง ชาวยุโรป ชาวฟิลิปปินส์ และชาวออสเตรเลีย ชาวไทยอย่างผมยัง (แอบ) อยากย้ายมาอยู่ที่นี่เลย

เราเดินเตาะแตะทั่วหมู่บ้านแล้ว ถึงจะไม่ได้สำรวจทุกซอกทุกมุมขนานนั้น แต่ก็ถือว่าได้สำรวจพื้นที่ของชาวประมงดั้งเดิมและชาวต่างชาติที่มองหาวิถีชีวิตที่ต่างออกไป ความหลากหลายนี้ทำให้เกาะมีความติสท์แบบบอกไม่ถูกจริงๆ

ผืนน้ำสีฟ้ากว้างใหญ่ และเรือประมงที่ห่างไปไม่ไกล เป็นภาพที่ทำให้ผมเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมเกาะลัมมาจึงเป็นบ้านของชาวประมง และเป็นบ้านของทุกคนที่ชอบความสงบ

ผมเดินทางมาต่อที่ Lamma Fisherfolk’s Village เพื่อดูวิถีชีวิตในหมู่บ้านชาวประมงกันต่อ

ในปัจจุบันชาวประมงจำนวนมากย้ายขึ้นฝั่ง และเปลี่ยนอาชีพ วัฒนธรรมการใช้ชีวิตบนเรือจึงค่อยๆ หายไป แต่ที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาความทรงจำของวิถีชีวิต และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ว่าฮ่องกงเคยมีรากฐานจากทะเลมากน้อยเพียงใด 

เรือบ้านลำเก่าจอดรอให้เราเข้าไปถ่ายรูปเทียบท่า เรือนี้เป็นบ้านของชาวประมงในอดีต เรือไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้อาศัยและทำงานได้ในลำเดียว กล่าวได้ว่า ‘เรือคือชีวิตของชาวทะเล’ ชีวิตของชาวประมงที่เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ผมเดินเข้าไปในเรือเพื่อสำรวจสักหน่อย เรือนี้เหมือนเป็นบ้านที่ลอยน้ำได้จริงๆ ห้องถูกแยกเป็นสัดส่วน ของลูกชาย – ลูกสาว กิจวัตรประจำวันของพวกเขา เช่น เตรียมเรือ ดูเครื่องยนต์ วางอวนดักปลา ตรวจสอบกระแสน้ำ ทิศทางลม รวมไปถึงเก็บปลาและสัตว์ทะเลที่ติดอวน ทำให้ผมรู้ว่าการทำประมงต้องอาศัยประสบการณ์ และความเข้าใจธรรมชาติอย่างจริงๆ มรดกทางวัฒนธรรมนี้จึงถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

เครื่องมือประมงดั้งเดิม รวมถึงเหล่าผองเพื่อทะเลเดินหน้ามาทำให้ผมทำความรู้จัก Lamma Fisherfolk’s Village เป็นตัวอย่างที่ดีของฟาร์มเลี้ยงปลาในทะเล ซึ่งเป็นวิธีทำประมงที่พบมากในฮ่องกง ผมได้สัมผัสถึงธรรมชาติของเหล่าสัตว์น้ำ การเลี้ยงพวกเขาในสถานที่ที่ถูกต้อง สัมผัสเทกเจอร์ ทำความรู้จักเหล่าสัตว์ทะเล และความอุดมสมบูรณ์ของเกาะนี้

Wendy Chan เจ้าของ Lamma Rainbow Tour ผู้อาศัยและเติบโตบนเกาะลัมมา เขาบอกกับผมว่าเขาได้เห็นฮ่องกงมาหลายเวอร์ชัน คนมักมองฮ่องกงในมุมของความเจริญ แต่สำหรับเขาฮ่องกงมีรากลึกมาจากวิถีชิวิตชาวประมง นอกเขาจะเก็บรักษาวัฒนธรรมของชาวทะเลนี้ไว้ เขายังส่งเสริมความยั่งยืนของทะเล เพื่อให้คนที่มาได้ศึกษาด้วย คนทั่วไปเลยสามารถมาทัศนศึกษา ทำเวิร์กช็อป หรือมาตกปลาเพื่อผ่อนคลายในผืนน้ำในสถานที่จริงๆ ได้ เขาจึงอยากให้สิ่งที่เขาโตขึ้นมาได้ออกไปสู่สายตาคนทั่วไป และมาสัมผัสอีกมุมหนึ่งที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองเลย (เขาพูดด้วยใจจริงๆ)

ใครที่อยากมาตามรอยสามารถนั่งเรือจาก Central เหมาเรือ หรือซื้อทัวร์มาโดยตรง จะมาดูปลา ดูเรือ หรือดูแมว ใครมาที่นี่แล้ว ระวังจะตกหลุมรักละกัน

บางวันฉันเหงา ฉันเพลียอยากจะจิบเบียร์ก่อนนอน บางวันฉันร้อนวิ่งลงหาดทราย ที่ไม่พูดไม่ได้เลยคือ อาหารทะเล (และเบียร์) อร่อยมาก อย่าพลาดเลยนะ

ท้ายของบทความแล้ว ใครอ่านมาถึงตรงนี้คงอยากมาทะเลไม่ไหวละสิ 

บนเกาะลัมมาถึงแม้ที่นี่จะไม่มีถนนใหญ่ ไม่มีรถยนต์พลุกพล่าน ไม่มีตึกสูงที่บดบังท้องฟ้าก็จริง ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีความรักอยู่เลย เกาะไม่ร้างที่ไม่ห่างรัก จึงกลายมาเป็นชื่อบทความที่ผมเขียนถึงเกาะนี้

การที่ผมได้เดินทางมาที่เกาะลัมมา ทำให้ผมได้มองเห็นโลกที่กว้างมากขึ้น นอกจากจะได้มาเสพธรรมชาติ เรายังได้มาเสพวิถีชีวิตด้วย ใครมาเที่ยวฮ่องกง ผมขอขายเกาะลัมมาให้คุณซื้ออย่างสุดหัวใจ 

หรือถ้าใครอยากมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ก็เป็นที่ที่ดีเลย ความเป็นชุมชนของเกาะนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งสวนหลังบ้านของฮ่องกง อีกมุมมองหนึ่งที่ไม่มีใครเหมือน นับเป็นการเดินทางข้ามโลกของความเร่งรีบไปสู่โลกของชาวทะเล ที่ซึ่งเสียงคลื่น เรือประมง และเรื่องราวของผู้คนยังคงไหลไปตามจังหวะชีวิตแบบเดิม

อยากให้ลองมาสำรวจดูนะ 

ที่เกาะลัมมา ฮ่องกง

ชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพของผมถูกกดไปอย่างรัวๆ 

พร้อมกับการถอนสมอของต้นหนจริงๆ

AUTHOR