สูตรปั้นย่านหนังสือให้โดนใจนักอ่านของแป๋ม ปิยะพร – โจ ดลพร สองมดงานแห่ง BKK Book District

สองสิ่งในชีวิตที่ทำมากๆ แล้วจะเป็นคนมากประสบการณ์

หนึ่งคือออกเดินทาง สองคืออ่านหนังสือ

ถ้ายึดตามสองข้อนี้ เทศกาลย่านหนังสือที่พระนครถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม

Bangkok Book District Fest 2026 คือเทศกาลย่านหนังสือครั้งแรกของไทย กินขอบฟ้าตั้งแต่ย่านผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร นาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน และนางเลิ้ง เรียกรวมได้สั้นๆ ว่าย่านพระนคร

ราวๆ ต้นเดือนมกราคม คอมมูนิตี้นักอ่านในโลกออนไลน์ช่วยกันแชร์ BKK Book District เพจน้องใหม่ ไม่มีเนื้อหา แต่พอเดาได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับหนังสือ ตอนหลังพอมีการเปิดเผยไลน์อัปออกมา คนยิ่งแชร์กันใหญ่ ทำนองว่าเรากำลังจะมีเทศกาลย่านหนังสือกันแล้ว

“หลังจากเปิดเพจและปล่อยตัว key visual ไปคนก็สนใจและช่วยกันแชร์เยอะมากๆ” 

คุณแป๋ม – ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ จาก CEA (สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์) บอกกับเราด้วยแววตาลุกวาว เธอคือหนึ่งในทีมงานเบื้องหลัง BKK Book District ขนาบข้างยังมีทีมงานเบื้องหลังอีกคน คุณโจ – ดลพร ชนะชัย จาก Cloud-floor

ด้วยความที่ความสนใจต่อเทศกาลนี้มันเกิดขึ้นอย่างออร์แกนิคมาก เราจึงถือโอกาสไปนั่งคุยกับทั้งสองคนที่ร้านสวนเงินมีมา (ตรงข้ามวัดราชบพิธฯ) เพื่อถามถึงที่มาที่ไปว่ากว่าจะมาเป็นย่านหนังสือได้นั้นเตรียมงานกันหนักขนาดไหน แล้วในอนาคตจะมีที่ไหนให้เราตามไปอ่านกันได้อีกบ้าง

พร้อมแล้วก็พลิก เอ้ย! เลื่อนอ่านบรรทัดถัดๆ ไปได้เลย

ปลุกย่านหนังสือต้องใช้ (คนรัก) หนังสือ

Bangkok Book District Fest 2026 ทีมงานใช้เวลาคิดและเตรียมงานกันอยู่ 3 เดือน ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายคล้ายเล่าให้เพื่อนฟัง เทศกาลย่านหนังสือเป็นโปรเจกต์ที่หยิบวัฒนธรรมการอ่านหนังสือมากระตุ้นพื้นที่เมือง คุณเอ้ย พอคอนเซปต์มาแบบนี้ จะมีที่ไหนเหมาะแก่การเป็นเทศกาลย่านหนังสือครั้งแรกได้อีกถ้าไม่ใช่ย่านพระนคร แต่ไหนแต่ไรก็ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมโรงพิมพ์ ร้านหนังสือ และนักคิดนักเขียนฝีมือฉกาจ ทั้งขั้นตอนการคิดและลงมือทำจริงบอกเลยไม่หมู

งานของ CEA ก็พัฒนาพื้นที่อยู่แล้วใช่ไหม เล่าให้ฟังหน่อยว่าโปรเจกต์ย่านหนังสือเริ่มมาได้ยังไง 

แป๋ม : จุดเริ่มต้นมาจากคุณอุ้ย – ธีรภัทร เจริญสุข ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ (ตำแหน่งในตอนนั้น) ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ (THACCA) เขาเป็นคนริเริ่มว่าน่าจะลองทำนี้ขึ้นมา และเพิ่งมารู้ทีหลังว่าคุณอุ้ย กับ คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ (รองผู้ว่าฯ กทม.) มีไอเดียนี้มานานแล้ว

พอคิดจะทำก็ต้องมาหาหน่วยงานที่จะมารับผิดชอบผลักดัน และเขาเห็นว่า CEA ทำเรื่องย่านอยู่แล้ว เลยเลือก CEA ให้มารับผิดชอบโปรเจกต์นี้ เราเตรียมตัวทำโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ตุลาคม จริงๆ ไม่ได้นานเลยนะคะกว่าที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ประมาณ 3 เดือน

เปิดเพจวันแรกก็ไวรัลทันที ในมุมคนทำงานรู้สึกยังไง

แป๋ม : วันนั้นเราตกใจนะ ตรงที่เราแค่ปล่อยตัว key Visual ของเทศกาล คนถล่มมาก พอผ่านไป 1 สัปดาห์ คนกดไลค์ห้าพัน เราตกใจมากว่ามันมาจากไหน แรงกระเพื่อมมันไปไวเหมือนกัน แต่เราคิดว่าที่คนสนใจมาก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากคนในวงการหนังสือเองเขาให้ความสนใจและบอกต่อๆ กัน และก็น่าจะมาจากดีไซน์ของตัว key Visual ด้วย อันนี้ต้องให้เครดิตทีม Studio Dialogue ที่ตั้งใจทำการบ้านอย่างดีมากก่อนที่จะออกแบบกันออกมาค่ะ

โจ : เราอยู่ในกลุ่มการอ่านหลายๆ กลุ่มใน Facebook คือมันออร์แกนิคมาก เขาเอาสิ่งนี้ไปแชร์กันในคอมมูนิตี้ เลยรู้ว่า อ๋อ ที่มันกระจายไวเพราะมันมีคอมมูนิตี้คนอ่านหนังสือที่ใหญ่มากอยู่แล้ว แน่นอนเรามีงานหนังสือใช่ไหมคะ แต่ยังไม่มีใครพูดถึงย่านหนังสือในแง่ที่ว่ามันเป็นงานหนังสือที่กระตุ้นการพัฒนาเมืองและวงการสร้างสรรค์ พอจับมารวมกันเลยน่าสนใจ

งั้นถามเลยแล้วกัน เทศกาลย่านหนังสือกับงานหนังสือต่างกันยังไง

โจ : นี่เป็นคำถามแรกตอนเราจะเริ่มทำงาน ย่านหนังสือจะต่างจากงานหนังสือยังไงนะ เรามองว่างานหนังสือคือเอาทุกคนไปรวมอยู่ในฮอลล์เดียวแล้วก็ตั้งแผงขาย ทีนี้ พอเป็น CEA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์) ภารกิจคือการพัฒนาพื้นที่ เราเลยตีกรอบว่าเทศกาลย่านหนังสือต้องครอบคลุม 2 ด้าน

หนึ่ง คือผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ สอง คือการพัฒนาเมืองเพื่อเอื้อให้มันเป็นระบบนิเวศซึ่งกันและกัน พอเอามารวมกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นต้องไม่ใช่แค่ขายหนังสือได้มากขึ้น แต่ขายหนังสือได้มากขึ้นแล้วคนจะไปอ่านที่ไหนกัน จะทำยังไงให้คนรู้สึกว่ามาซื้อหนังสือในย่านพระนคร และสามารถถือหนังสือไปอ่านในมุมต่างๆ ได้ด้วย

แป๋ม : เราคิดว่าจุดประสงค์ต่างกัน สำหรับย่านหนังสือมองไว้ 3 ประเด็นนะคะ

หนึ่ง ทำย่านพระนครให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างให้ได้ว่ามันคือย่านหนังสือ เป็นย่านที่คนสามารถมรไลฟ์สไตล์ หรือว่าใช้ชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการอ่านในพื้นที่ได้ ซึ่งจริงๆ มันก็คือพื้นที่ย่านหนังสือทางประวัติศาสตร์เดิมอยู่แล้ว

สอง กระตุ้นธุรกิจร้านหนังสืออิสระในพื้นที่ แน่ล่ะ เราเริ่มต้นที่ย่านพระนครก่อน แต่ก็อาจจะขยับไปทำย่านอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้ด้วย ถ้าทำแล้วมันดี

สาม เราอยากให้ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในบ้านเราเปลี่ยนไป จากเดิมที่ออกนอกบ้านด้วยหลายจุดประสงค์ เช่น ไปเจอเพื่อน ไปเที่ยว เราอยากให้หนังสือเป็นอีกจุดประสงค์ที่เขาออกจากบ้าน เช่นว่าวันนี้เราไปอ่านหนังสือที่ไหนกันดี อยากเห็นไลฟ์สไตล์แบบนั้นในบ้านเราค่ะ

คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของย่านพระนคร

โจ : ตอนเราไปคุยกับพี่ๆ เจ้าของร้านหนังสืออิสระในย่าน มันมีคำถามว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกมาเปิดร้านหนังสือที่นี่ ก็เพราะว่าในอดีตถิ่นแถบนี้เป็นศูนย์กลางบริหารราชการ ทำให้เกิดโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์เอกสารให้กับหน่วยงานราชการ และเกิดสำนักพิมพ์ตามมา ในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวของปัญญาชนที่ย้ายเข้ามาอยู่เพื่อสร้างต้นฉบับ จิตวิญญาณของพระนครมันคือหนังสือ

ทำตัวให้เหมือนอยู่บ้าน

หากว่าอากาศเอื้ออำนวยและสถานที่พร้อม เชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ แน่ละว่าการอ่านมันเรียกร้องความเงียบ ก็จริงอยู่ แต่ยังมีคนอีกมากที่ชอบอ่านหนังสือนอกบ้าน เห็นคนเดินผ่านที่หางตาแต่ก็ยังดำดิ่งลงไปได้ เหล่าคนทำงานทราบข้อนี้ดี จึงจัดสรรพื้นที่ดีๆ มาให้นักอ่านชนิดจุใจ แต่จะเปลี่ยนย่านพระนครให้เป็นบ้านสำหรับนักอ่าน เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องคุยคนพันธุ์หนังสือชาวเมืองเก่า ผู้ตื่น กิน และนอนในย่านมาหลายสิบปี

โปรแกรมของเทศกาลย่านหนังสือมีหลากหลายมาก แต่ละส่วนต่างกันยังไงบ้าง

แป๋ม : ก้อนแรก Book Creator สนับสนุนตัวคนทำหนังสือ ก็จะมีกิจกรรมที่ support เหล่า Book Creator ซึ่งก้อนนี้เราเข้าไปหา OKMD เพราะว่าเราไปคุยกับพี่หนุ่ม – โตมร ศุขปรีชา เขาทำสิ่งนี้มาตลอด เราจะไปปรึกษาให้เขาช่วยคิวเรตกิจกรรมในก้อนแรก ก้อนที่สอง Book Business ส่งเสริมธุรกิจร้านหนังสือ มีหลายกิจกรรมเลยค่ะ ก้อนที่สามก็คือ Book Place พวกกายภาพต่างๆ ที่เห็นที่ติดตั้งในที่สาธารณะ

โจ : 3 ก้อนนี้ เราคิดว่าพาร์ท Book Creator เราจบเร็ว เพราะมันอยู่ในมือคนที่ถนัด อย่างที่บอก คือเราไปคุยกับพี่หนุ่ม ก็ให้เขาเป็นโฮสต์ไปเลย แล้วพี่หนุ่มก็ช่วยวางแผนต่อยอดไปยาวๆ ทั้งปี ส่วนพาร์ท Book Business เราคิดว่ามันใช้เวลาค่อนข้างนานในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับร้านหนังสือ

พาร์ท Book Place เราใช้เวลาคิดเยอะที่สุด เพราะงานมันจะต้องไปจัดแสดงในที่สาธารณะ เราจะเอาเนื้อหาอะไรไปโชว์บ้าง เราต้องเข้าใจเนื้อหาที่ตรงบริบทกับย่านจริงๆ ทุกคนในทีมก็รีเสิร์ชกันหนักมากเพราะเราเป็นคนนอกที่เข้ามา จะดึงคนให้มาที่นี่เยอะๆ เราต้องเข้าใจย่านจริงๆ

ระหว่างเดินมาที่นี่ เราเห็น Book Story ที่ถอดเนื้อหามาจากหนังสือ มันช่วยเล่าเรื่องยังไงบ้าง

แป๋ม : เวลาพูดถึงย่าน ถ้าลองนึกถึงถนนหนังสือที่โฮจิมินห์มันเข้าใจง่ายเลย มันคือถนนเส้นเดียวใช่ไหมคะ แต่ย่านหนังสือที่พระนครของเรานี่ยากอยู่เหมือนกัน กระหย่อมนี้มีสองร้าน ตรงนั้นสี่ร้าน เราจะทำยังไงให้แต่ละพื้นที่เชื่อมถึงกันหมดว่าเป็นย่านหนังสือ ก็เลยเป็นที่มาของ Book Story

โจ : Book Story มี 8 จุด ทีมงานของเราถอดจากวรรณกรรม ลงมืออ่านแล้วลิสต์มาเลยว่าประโยคนี้พูดถึงย่านนี้ ข้อความ Book Story แต่ละจุดจะโยงไปกับฉากจริงของย่าน
ตอนแรกเราคิดว่ามันน่าจะทำงานกับคนรุ่นใหม่ แต่จริงๆ มันทัชความรู้สึกคนสูงอายุเหมือนกัน เพราะเนื้อหาที่เราเลือกบางทีเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่รู้จัก แต่คนสูงอายุเขามีความทรงจำกับมัน เขาเคยอ่านเล่มนี้ จำตัวละครนี้ได้ ก็เลยรู้สึกว่าการอ่านหนังสือนี่มันเป็นของคนทุกวัยมากๆ

แป๋ม : และเรามารู้ทีหลังด้วยนะว่าถ้าจะเอาเนื้อหาในหนังสือมาใช้ ต้องติดต่อไปหาสำนักพิมพ์ด้วย ซึ่งมันก็ราบรื่นมาก ทุกคนบอกว่าเอาไปได้เลย “แล้วหนูรู้จักหนังสือเล่มนี้ได้ยังไง” กระทั่งว่าเขามาถ่ายรูปแล้วเอาไปแชร์ด้วย ดีใจมากค่ะ

พอ Book Story มันทำหน้าที่พาคนเชื่อมกับย่านต่างๆ นอกจากอุดหนุนร้านหนังสืออิสระ ผลพลอยได้ที่ตามมาคือคนแวะอุดหนุนร้านค้าในชุมชน เขาแวะดูนั่นดูนี่ เหมือนกับว่าหนังสือเป็นเครื่องมือที่พาเราไปเจอเรื่องราวต่างๆ ในย่าน

ว่าไปแล้ว ย่านพระนครมีร้านหนังสือเยอะ แต่ไม่ค่อยมีที่นั่งอ่านหนังสือ จัดการกับปัญหานี้ยังไง

แป๋ม : จริงๆ ตอนแรกเราก็แอบกังวลนะ อากาศบ้านเรามันไม่เอื้อเท่าไหร่ ถ้าเป็นเมืองนอกนะ โอ๊ย เดินสบาย นั่งตรงไหนก็อ่านหนังสือได้ทั้งนั้น มันก็เป็นโจทย์ที่เราคิด จะทำยังไงให้คนพกหนังสือออกมาแล้วนั่งอ่านนอนอ่าน

ทีนี้เรามาดูว่าย่านพระนครมีอะไรบ้าง นอกจากร้านหนังสือแล้ว ยังมีวัดนะ มีสวนนะ เราเกิดไอเดียว่างั้นมาทำพื้นที่สาธารณะให้เป็นมุมที่คนมานั่งอ่านหนังสือได้ไหม จุดที่เห็นผลชัดเลยคือสวนรมณีนาถ เราเอาบีนแบ็กไปวาง ปูเสื่อให้ คนก็มานั่งอ่านหนังสือกัน มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา มันสบายมาก

โจ : มันเหมือนทำน้อยแต่ได้มาก ไม่รู้ใช้คำนี้ได้ไหม วันแรกที่เราไปดูคนยังไม่ค่อยกล้าเดินเข้าไป ไม่มีใครกล้านั่ง แล้วอยู่ข้างป้อมยามอีก ด้วยความเป็นสวนสาธารณะที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐเนี่ย มันจะรู้สึกไม่ค่อยชิลเท่าไหร่ เขาไม่แน่ใจว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่พอมีอะไรไปวางก็ทำให้รู้สึกว่าตรงนี้นั่งได้นะ ใช้เวลาได้นะ

แค่วันแรก คนมาใช้เวลาอย่างต่ำครึ่งชั่วโมงในการนั่งเฉยๆ แต่โอเค วันแรกเขาอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นที่นั่งอ่านหนังสือ พอวันที่สองเขาถือหนังสือกลับมานั่งอ่านด้วยเลย

ดีลกับหน่วยงานราชการยากไหม หรือเขาก็เข้าใจง่ายๆ เลย

แป๋ม : เราติดต่อขออนุญาตหลายหน่วยงานเพื่อขอใช้พื้นที่สาธารณะ คือไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาติดตั้งหรืออยากวางอะไรก็วางได้ ทำได้เลย มันไม่ใช่แบบนั้นนะคะ เราต้องเข้าไปคุยกับเจ้าอาวาส ต้องดีลกับกทม. ต้องดีลกับเขต มีหลายอย่างที่เราอยากทำแต่ไม่ได้รับอนุญาต ก็เลยเริ่มต้นทำในจุดเล็กๆ เท่าที่ทำได้ก่อน แต่กทม. กับเขตพระนครซัพพอร์ตเราดีมาก

โจ : ในมุมเรา เราถือว่าสมูธมากๆ นะ เมื่อเทียบกับโปรเจกต์อื่นๆ ในเมืองที่เคยทำมา คือเราคิดว่าเทศกาลย่านหนังสือเป็นโปรเจกต์ที่เห็นประโยชน์ชัดว่าคนและเมืองจะได้ประโยชน์อะไรถ้ามีสิ่งนี้

คุยถึงร้านหนังสือบ้าง ตอนไปชวนมาร่วมงานเทศกาลย่านหนังสือ ราบรื่นดีไหม เพราะพวกเขาก็น่าจะเห็นวงจรของงานทำนองนี้มาเยอะ

แป๋ม : ตอนแรกกังวลมากค่ะ (หัวเราะ) สิ่งที่อยากทำ เรากลัวว่าจะไปขัดกับวิถีที่เขาทำอยู่เดิม กลัวเขาไม่สะดวก ไม่สบายใจ โจทย์แรกก็เลยต้องสร้างความเชื่อใจก่อน เราและทีมงานเข้าไปขอนั่งคุยกับร้านหนังสืออิสระ 16 ร้าน ขอสัมภาษณ์เพื่อเอาเนื้อหามาทำคอนเทนต์โปรโมทในเพจ แล้วทำเป็นแผนที่ย่านหนังสือขึ้นมา

ทุกขั้นตอนเราพูดคุยกับพวกเขาตลอด ตอนนี้มีแผนที่แล้วนะ มีแสตมป์แล้วนะ ใครมาซื้อหนังสือพี่ปั๊มให้เขา ใครเก็บครบทั้ง 16 ร้าน หนูก็จะมอบ voucher ให้เขากลับมาซื้อหนังสือที่ร้านอีกนะ เขาก็แบบ “ไม่น่ายากนะ ได้ลองดู ก็เลยเกิดเป็น 2 โปรเจกต์แรก คือสะสมแสตมป์ให้ครบ 16 ร้าน อีกอันคือเราไปคุยกับพี่มิ – วรนุช ชูเรืองสุข และพี่เกียว – นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ ถามเขาว่าอยากจัดกิจกรรมที่ร้านหนังสือบ้างไหมคะ เราพร้อมอำนวยความสะดวกเรื่องอุปกรณ์ ก็เลยเกิดเป็น Meet & Read ขึ้นมา

การพานักเขียนมาที่ร้าน แง่หนึ่งมันจะดึงเหล่าแฟนคลับของนักเขียนมา ขณะเดียวกัน คนก็ได้กลับมาใช้พื้นที่ในร้านหนังสือเพื่อทำกิจกรรม และได้มาเดินเที่ยวในย่านด้วย

พูดถึงกิจกรรมและเวิร์กช็อปต่างๆ โดยส่วนตัวชอบกิจกรรมไหนที่สุด

แป๋ม : ตอนทำเวิร์กช็อปซ่อมหนังสือ เราพาคนรุ่นใหม่ไปซ่อมหนังสือที่ร้านเซ่งฮง ซึ่งเป็นร้านซ่อมหนังสือที่อยู่ในย่านมานาน ร่วมกับพี่เก๋ – พันทิพา ตันชูเกียรติ จาก Likay Bindery มันทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิธีการซ่อมหนังสือของคนยุคก่อน ทำให้คนสองเจเนอเรชันมาเจอกัน

หรือมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง วันนั้นเฝ้านิทรรศการอยู่ที่สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช เป็นอาคารเก่านะคะ อยู่ดีๆ มีคุณป้าอายุน่าจะเกิน 60 เดินเข้ามา แกบอกว่าเคยเป็นพนักงานที่นี่ เห็นจัดงานอะไรกันเลยเข้ามาดู แกเล่าใหญ่เลยว่าเคยทำอันนี้นะ มุมนู้นเคยเป็นอย่างนั้นนะ โมโมนต์แบบนี้น่ารักมากเลย

มีครั้งแรก ย่อมมีครั้งสอง ครั้งสาม

Bangkok Book District Fest 2026 เพิ่งจบไปได้ไม่กี่วัน ออกจะด่วนสรุปเกินไปหากจะว่ากันถึงความสำเร็จ แต่ที่แน่ๆ เราเห็นย่านพระนครมีชีวิตชีวา หนุ่มสาวหอบหิ้วหนังสือกลับบ้าน คนขายแฮปปี้ สวนสาธารณะถูกใช้งาน หรือแม้แต่ในโลกลวงที่ป้ายยากันชนิดที่ว่าต้องไปให้ได้ และถ้าการทำซ้ำและทำถี่คือการยืนยันว่าเราเอาจริง ได้โปรดใจชื้นเทศกาลย่านหนังสือยังไม่หมดเพียงเท่านี้

ถึงตอนนี้ (วันท้ายๆ แล้ว) เห็นแรงกระเพื่อมอะไรบ้างในภาพใหญ่

โจ : เรามองว่าพอเกิดงานย่านหนังสือ มันอาจจะกลายเป็นพื้นที่ทดลองเชิงนโยบายได้ เพราะถ้าคิดนโยบายมาแล้วโปรยไปเลย มันเกิดขึ้นยาก แต่ถ้ามีโมเดลตัวอย่างเพื่อทดลองก่อนจะเกิดเป็นนโยบาย มันจะทำให้คิดได้รอบด้านมากขึ้น

และเราอยากจะส่งต่อให้กับคนที่มีบทบาทเชิงนโยบาย ซึ่งตอนนี้หลักๆ ก็คือ OKMD ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และ CEA ทั้งสามฝ่ายจะนำโมเดลนี้ไปขยับในเชิงนโยบายยังไง แต่อย่างน้อย 10 กว่าวันนี้เราได้อะไรข้อมูลและรู้วิธีการแล้ว

แป๋ม : ข้อเสนอเชิงนโยบายมันขึ้นอยู่กับว่าใครที่มีหน้าที่ในการดูแล ทุกคนมีความคาดหวังว่าอยากให้มันเป็นรูปเป็นร่าง เอาเข้าจริงมันต้องใช้ระยะเวลาและความเข้าใจเยอะมาก อย่างตอนที่เริ่มทำย่านหนังสือ เราจะทำยังไงดีนะให้ร้านหนังสือมีคนมาซื้อตลอด

ก็มีไอเดียว่าจะแมตช์ร้านหนังสืออิสระในย่านกับหน่วยงานที่ต้องซื้อหนังสืออยู่แล้วทุกปี มันจะได้เป็นยอดขายที่แน่นอนใช่ไหมคะ แต่พอไปคุยจริงๆ มันมีกฎระเบียบข้อบังคับของระบบราชการบางอย่างที่ไม่สามารถทำได้ มันมีเส้นทางในการต่อสู้อยู่เหมือนกัน

โจ : แต่ว่าประเทศอื่นทำได้ (เราขำกันแห้งๆ)

วันที่ล้อมวงคุยนโยบาย เราแจกโบรชัวร์ให้ผู้เข้าร่วมทุกคน หน้าแรกเรารวมนโยบายด้านหนังสือที่เกิดขึ้นแล้วใน 10 กว่าประเทศ บอกหมดเลยนโยบายชื่ออะไร เป้าหมายคืออะไร เพื่อให้คนเห็นว่าเฮ้ย… มันยังมีความหวังอยู่ เราหยิบปัญหามากาง เอาโซลูชันมาให้ดู ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะผลักดันนโยบายกันยังไงต่อ

นั่นสิ

แป๋ม : วันนั้นรองผู้ว่าฯ (ศานนท์ หวังสร้างบุญ) ก็มาเนอะ ดูอินมากเลยค่ะ

โจ : ความเห็นเชิงนโยบายที่คุณศานนท์เสนอน่าสนใจ แกเสนอว่าในเมืองใหญ่ ร้านหนังสืออิสระควรได้ incentive มากกว่านี้ รัฐจะซัพพอร์ตร้านเหล่านี้ยังไงให้อยู่ได้ และ incentive ควรไหลไปถึงห่วงโซ่ด้านบนด้วย เช่น นักเขียน เท่าที่เห็นทุกคนดูตื่นเต้น และเรานัดหมายกันแล้วค่ะว่าจะพูดคุยกันต่อ

แป๋ม : นักสร้างสรรค์ก็พูดถึงปัญหาค่าเช่าพื้นที่ คือบางร้านหนังสือ (ย่านพระนคร) เคยอยู่ได้ด้วยการเช่าพื้นที่ 8,000 บาท 12,000 ยังพอไหว แต่พอมันแตะ 20,000 บาท ก็จ่ายไม่ไหวแล้วอ่ะค่ะ เราต้องขายได้เท่าไหร่นะถึงจะอยู่ได้

ในแง่นี้ คิดว่ากรุงเทพมหานครเข้ามาซัพพอร์ตอะไรได้บ้างไหม

แป๋ม : พอเริ่มตั้งต้น กรุงเทพมหานครเข้ามามีส่วนร่วมด้วยมากเลยค่ะ และมีแผนที่อยากจะกรุยทางกันเรื่องการมีพื้นที่ให้เช่าในราคาที่เข้าถึงได้ คนที่อยากทำธุรกิจร้านหนังสือจะได้สามารถทำได้อย่างไม่ลำบากมากนัก

ทิศทางมาแบบนี้ แสดงว่ายังไงย่านหนังสือก็มีต่อใช่ไหม

แป๋ม : ในองค์กรก็มีการพูดคุยกันว่าเราจะต้องทำต่อนะคะ เพราะปีเดียวอาจจะยังไม่เห็นอะไรมาก มันต้องทำต่อเนื่อง อย่างเจริญกรุงนี่ทำมา 10 ปี (หัวเราะ) มันถึงจะเห็นอะไรบ้าง ตอนนี้เลยเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงาน มี CEA กรุงเทพมหานคร และ OKMD คิดว่าจะรันกันต่อค่ะ

ตอนงานจบ เราอยากทิ้งอะไรให้กับย่านด้วย อะไรที่ถูกคิดขึ้นมาแล้วก็อยากให้เป็นประโยชน์กับพื้นที่ต่อไป เช่น Book Story วันหลังคนมาเดินได้อ่านป้ายแล้วจะได้รู้จักย่านไปด้วย ล่าสุด ไม่แน่ใจนะคะว่าเป็นพระรูปไหน ท่านให้เจ้าหน้าที่มาขอป้าย Book Story ไปตั้งในวัด หรืออย่างพวกเก้าอี้ โต๊ะ ชั้นวางหนังสือ ทางกรุงเทพมหานครก็ขอไปไปใช้งานต่อที่บ้านอิ่มใจ

และสำหรับย่านหนังสือ เทศกาลฯ เป็นเพียง 1 ใน 5 งานที่อยู่ในแผนที่ทีมวางเอาไว้ค่ะ จริงๆ ยังมีอีก 4 งานที่เราต้องทำ มีอีกหลายกิจกรรมที่ต้องทำต่อเรื่อยๆ ให้เกิดความสม่ำเสมอ เราแพลนไว้ตลอดทั้งปีเลยค่ะ และเราตั้งใจจะเล่าเรื่องร้านหนังสือทั่วกรุงเทพฯ เลย

หลังคลุกฝุ่นมา 3 เดือน โมเมนต์ไหนที่ทำให้รู้สึกว่า เออ คุ้มแล้วที่เหนื่อย

โจ : ในมุมคนออกแบบ เราว่าการที่เราออกแบบอะไรสักอย่างแล้วมีคนมาใช้งาน แค่นั้นก็พอแล้วนะ หมายถึงว่ามันเกินความคาดหมายของเราด้วยซ้ำ ที่สวนรมณีนาถเราคิดว่ามันจะกร่อยๆ แต่พอวันจริงแค่เห็นคนมานั่งในสิ่งที่เราทำไว้ แค่เนี้ย ชูบชูใจมากๆ แล้วค่ะ

แป๋ม : โมเมนต์น้ำตารื้นเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของเทศกาลเลยค่ะ

ตอนนั้นเรายุ่งๆ อยู่ที่ออฟฟิศ คุณลุงปิติ ร้านรวมสาส์น แกโทรมาแต่เช้า เช้ามากๆ แกก็บอกว่า “หนูแป๋ม มีคนมาให้ลุงแสตมป์ 2 คนแล้วนะคือมันเป็นกิจกรรมเล็กๆ แต่แกตื่นเต้นมาก สำหรับเรามันชื่นใจ ดีใจ

ถึงแม้ตอนคิดตอนทำจะล้าทุกวัน (หัวเราะ)

แม้คุณแป๋มออกตัวตั้งแต่ก่อนเริ่มคุยกันว่าเธอไม่ใช่ตัวจริงเรื่องหนังสือ เธอเป็นคนนอก ตลอดการพูดคุยเธอย้ำคำทำนองนี้อยู่หลายรอบ แต่ในที่สุดจำเลยก็รับสารภาพ ‘ยิ่งทำยิ่งอิน ยิ่งทำยิ่งถลำลึก’ ไม่ใช่แค่เราที่สัมผัสได้ เหล่านักเลงหนังสือในย่านพระนครก็คงสัมผัสได้ 

คุณโจเป็นคนพันธุ์เจ้าสังเกต ถึงขนาดย่องไปดูคนนั่งอ่านหนังสือในสวนรมณีนาถ เก็บความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดให้เราฟัง อย่างที่เธอบอก แค่เห็นคนมาใช้ มานั่ง มาสัมผัสงานที่ตั้งใจทำ ถ้าสวมหมวกคนทำงาน อะไรที่ชุบชูใจมันคงเป็นมวลประมาณนี้

อย่างที่โปรยเอาไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งสองคือมดงาน ยังมีขุมกำลังอีกมากที่กำลังช่วยกันผลักดันย่านหนังสือ BKK Book District ยังมีอีกหลายด่านต้องฝ่า ยังมีงานรออยู่ข้างหน้า ความคาดหวังของนักอ่าน การพัฒนาย่านและวงการหนังสือ
11 วันมหัศจรรย์ของเทศกาลย่านหนังสือที่เพิ่งจบไปเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ก้าวต่อไปนี่สิ น่าสนใจ

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจากเพจ BKK Book District

AUTHOR