ผมบอกเลยว่าคุณมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะโง่ได้เต็มที่ วิวาทะในคดีอยุติธรรมอันร้อนฉ่าระหว่างผู้พิพากษาและลูกความ

ศาลคือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ด้วยกฎหมายที่อยู่เหนือหัวประชาชน และด้วยการเฝ้ารอว่าโทษจะออกผลเป็นสถานหนักหรือเบาท่ามกลางใจที่ลุ้นระทึกพลางสำนึกผิดว่าไม่น่าเลย

หากเราไม่เคยกระทำผิดร้ายแรงปานนั้นก็คงนึกภาพในศาลไม่ออกนัก แต่อาจจะเห็นกันบ่อยอยู่ในภาพยนตร์หรือละครที่ผู้พิพากษาตอกค้อนไม้กระแทกบนโต๊ะเพื่อบอกให้คนเบื้องล่างหุบปากและฟังเขาก่อน คิ้วที่ขมวดเป็นปมบ่งถึงความเคร่งขรึมสุดจะจริงจังว่านี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นหากแต่จำเลยติดเล่น แสร้งพูดไม่เป็นคำ บ้วนน้ำลายใส่ อมพะนำความจริงอยู่ในปาก หากสมมติให้คุณเป็นผู้พิพากษา คุณจะมีวิธีสนทนากับเขาอย่างไร

ศาลอเมริกันนั้นบันทึกแทบทุกคำพูดที่เปล่งออกมาในห้องพิจารณาคดี ถอดคำต่อคำลงในใบกระดาษชนิดว่าไม่มีประโยคใดจะรอดพ้นไปจากน้ำหมึกของผู้บันทึก และในบรรดาบทสนทนาหยาบคายทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในศาลคือการปะทะกันระหว่างผู้พิพากษาแห่งรัฐจอร์เจีย ‘ไบรอัน เดอรัม’ และจำเลย ‘เดนเวอร์ เฟนตัน อัลเลน’ มันช่างตลกร้าย น่าหัวเราะ และปะปนไปด้วยความบ้าบิ่น จนการพิจารณาคดีดังกล่าวกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ใครต่างกล่าวขานถึง

คำเตือน

ใจความถัดไปอาจไม่น่าอ่านสำหรับผู้ที่มีหัวใจละเอียดลออ หรือพูดจาหวานนุ่ม เพราะเราจะเผยบทสนทนาที่โคตรจะหยาบโลน

ก่อนเข้าเรื่อง เราจะสรุปให้สั้นๆ ว่าในปี ค.ศ. 2016 นายอัลเลนถูกคุมขังจากคดีข่มขู่ก่อการร้าย ทั้งระหว่างกำลังรับโทษ เขาถูกกล่าวหาว่าทำร้ายเพื่อนนักโทษจนสิ้นชีวิต และถูกตั้งข้อหาเพิ่ม เวทีเดือดที่เกิดขึ้นในชั้นศาลเป็นเพราะนายอัลเลนมีปัญหากับทนายที่ศาลแต่งตั้งให้ เขาบอกกับผู้พิพากษาเดอรัมก่อนพิจารณาคดีไม่กี่วันว่าต้องการเปลี่ยนทนาย เดอรัมแจ้งว่าเขาไม่มีสิทธิ์เลือกทนายเอง ต้องใช้ทนายที่รัฐจัดหามาให้ อัลเลนจึงอธิบายเหตุผลที่เขาต้องการเปลี่ยนทนาย

ข้อหนึ่งทนายเคยล่วงละเมิดทางเพศเขา ข้อสองทนายส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยราวกับว่าเขามีสภาพจิตไม่ปกติ ข้อสามทนายไม่ให้เขาเข้าถึงเอกสารสำคัญฉบับใดเลย ไม่ว่าจะเป็นรายงานตำรวจ รายงานชันสูตรศพ หรือแม้กระทั่งรายงานผู้ตรวจสอบศพ

ผู้พิพากษาเดอรัมถามทนายของนายอัลเลนว่ามอบเอกสารทุกฉบับให้แก่ลูกความหรือเปล่า ทนายตอบว่าให้ครบแล้ว แต่อัลเลนยืนกรานว่าเขาเห็นแค่เอกสารฟ้องร้องสี่หน้าที่อธิบายข้อกล่าวหา เดอรัมจึงตอบว่าอาจเป็นไปได้ที่ทนายไม่มีเอกสารอื่นที่เขาต้องการ

นี่คือสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ของนายอัลเลนปะทุขึ้น

บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคำว่าเวรตะไล

“นี่มันคดีฆาตกรรมนะ” นายอัลเลนยืนประกาศออกไมค์เสียงแข็ง “คุณกลับมาบอกผมว่าเอกสารสำคัญมีแค่เอกสารฟ้องร้องสี่หน้าเนี่ย” เขาพยายามปฏิเสธที่จะขึ้นศาลกับทนายที่รัฐจัดหาให้

ผู้พิพากษาเดอรัมบอกเขาว่าเช่นนั้นก็คงเหลือทางเลือกเดียว นายอัลเลนจะต้องสู้คดีเอง ทำให้ลูกความตาเบิกโพลง “นี่คุณกำลังบอกผมว่าเมื่อผมต้องสู้เอง คุณจะตัดสินว่าผมผิดเลยใช่ไหม” เดอรัมตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าใช่

“เออ ผมกลายเป็นคนขัดคำสั่งศาลไปเลย” อัลเลนตะโกน

เดอรัมพูดเสียงต่ำ “ฟังผมก่อน”

“ห่าราก” อัลเลนตะโกน

เดอรัมค่อยๆ เพิ่มระดับเสียงในลำคอ “ฟังผมก่อน”

“ห่าราก” อัลเลนยังคงตะโกน

เดอรัมพยายามข่มอารมณ์ “ฟังผมก่อน”

“ไปบำเรอตัวเองซะไป” เมื่ออัลเลนสบถประโยคดังกล่าว ทุกอย่างก็ขาดผึง

“อย่างนั้นผมขอตัดสินว่าคุณขัดคำสั่งศาล คุณจะต้องโทษจำคุกยี่สิบวัน และหากคุณพูดอะไรอีก ผมจะเพิ่มอีกยี่สิบวันสำหรับทุกถ้อยคำ” เดอรัมคาดโทษด้วยความหนักแน่น

อัลเลน “เวรตะไล”

เดอรัม “สี่สิบวัน”

อัลเลน “แม่ง!”

เดอรัม “หกสิบวัน”

อัลเลน “ไปบำเรอตัวเองซะไป”

เดอรัม “หนึ่งปี”

อัลเลน “หมายถึงพ่อคุณเหรอ”

เดอรัม “สิบปี!”

อัลเลน “โกรธเหรอ”

เดอรัม “ให้ตายเถอะ”

อัลเลน “ดูๆ หน้าแดงแจ๋แล้ว”

เดอรัม “ฟังผม!”

อัลเลน “นี่มันศาลจิงโจ้ชัดๆ ทำไมคุณไม่ปีนขึ้นบัลลังก์แล้วกระโดดดึ๋งๆ ไปเลยล่ะ ฉิบหายจริงๆ”

คำภาษาอังกฤษ Kangaroo Court ใช้เรียกศาลที่ไม่เป็นธรรม หรือศาลที่ตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม 

เดอรัม “ผมขอบอกเลยนะว่าคุณมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะโง่ได้เต็มที่”

อัลเลน “ผมจะสับครอบครัวคุณเป็นชิ้นๆ เลยเอาไหม”

เดอรัม “หากคุณกลับมาในห้องพิจารณาคดีวันจันทร์หน้าแล้วยังประพฤติตนเช่นนี้อีก คุณจะไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาคดีแน่”

คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูดหรือคุณไม่ได้รับสิทธิ์ที่จะให้พูด

การถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่งดำเนินไปต่ออีกหลายนาทีก่อนที่เดอรัมจะตัดสินใจยุติการไต่สวน และให้นำตัวอัลเลนออกจากห้อง ต่อมาเดอรัมก็ขอถอนตัวออกจากคดีของนายอัลเลน ทั้งออกมาแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น และผู้ช่วยอัยการกล่าวว่านายอัลเลนเข้าโจมตีเพื่อนร่วมห้องเพราะหวังอยากเป็นหัวหน้านักโทษในเรือนจำ

“เขาเป็นคนอันตรายมาก” ผู้ช่วยอัยการกล่าว “และเขาต้องติดคุกไปตลอดชีวิตเท่านั้น”

การไต่สวนคดีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นทั้งความสุดโต่งและความปั่นป่วนในชั้นศาล ระบบยุติธรรมของสหรัฐฯ ถูกอ้างถึงกันว่าเป็นระบบที่พังย่อยยับไปพักใหญ่ เพราะใช่ว่าจะเห็นเหตุการณ์ผู้พิพากษาและจำเลยตะโกนด่าทอใส่กันเหมือนเด็กทะเลาะกันได้ง่ายๆ

ผู้พิพากษาเองก็ประพฤติตนอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจราวกับว่าหน้ากากแห่งความยุติธรรมหลุดออกจากใบหน้าเขาไปชั่วคราว การอ่านบันทึกไต่สวนคดีดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผู้คนเห็นจำเลยที่นิสัยหยาบคายที่สุด แต่ยังได้เห็นผู้พิพากษาที่เอาแต่ใจที่สุดเช่นกัน และหากมองให้ลึกลงไปเราจะเห็นคำถามสำคัญหลายอย่างของจำเลยที่ถูกชั้นศาลมองข้าม เช่น ทำไมทนายของนายอัลเลนไม่มีรายงานชันสูตรศพ ทั้งที่จะต้องเข้าห้องพิจารณาคดีในสัปดาห์ถัดไปแล้ว เพราะคดีฆาตกรรมนั้นต้องมีการเตรียมตัวของทุกฝ่ายอย่างเข้มข้น เหตุใดหลักฐานสำคัญที่นายอัลเลนควรได้รับถึงไม่อยู่ในมือเขา

มันสะท้อนให้เห็นว่าทนายสาธารณะจากรัฐก็กระทำผิดพลาดโดยไม่สนใจหน้าที่พื้นฐานของตัวเอง นายอัลเลนจึงต้องงัดอาวุธสุดท้ายออกมาคือคำพูดที่จะช่วยยื้อเวลาให้แก่ตัวเขา แม้ว่ามันจะดูบ้าบิ่นมากก็ตาม ส่วนทนายยังยืนเฉยเมยขณะที่นายอัลเลนก่อปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะทนายเขาควรจะรับผิดชอบด้วยการหาวิธีเข้าแทรกแซงช่วยเหลือ ออกคำเตือนแก่ลูกความ หรือขอความเมตตาจากผู้พิพากษาเสียมากกว่า

ผู้พิพากษาเองก็ทำผิดจริยธรรมด้วยการคาดโทษว่านายอัลเลนจะถูกตัดสินว่าผิดแน่ หากเขาเลือกที่จะสู้ด้วยตัวเองอย่างไร้ทนาย ทั้งที่นายอัลเลนยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าหลักฐานทั้งหมดจะพิสูจน์ได้ว่าเขากระทำความผิด คดีของนายอัลเลนจึงบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่น เมื่อจำเลยพยายามยืนหยัดเพื่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญของตน ศาลกลับไม่สนใจ และทนายสาธารณะส่วนใหญ่นั้นมักไร้คุณภาพ การมีทนายไม่ได้หมายความว่าคดีจะเป็นธรรมต่อตัวลูกความเสมอไป หลายครั้งการที่ลูกความได้ทนายไร้คุณภาพมาเคียงกายก็ทำให้เขาเสียเปรียบ ทนายสาธารณะต้องยอมรับว่าระบบของพวกเขากำลังขาดทรัพยากรบุคคลจนไม่อาจให้บริการตามมาตรฐานขั้นต่ำของรัฐธรรมนูญได้

นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการพูดถึง ‘Civil Gideon’ หรือการได้รับสิทธิ์ทนายฟรีเฉพาะจำเลยคดีอาญา แต่หลายคนชี้ให้เห็นว่าคดีแพ่งอย่างการถูกไล่ออก ถูกไล่ที่ทำงาน หรือถูกโกงค่าแรงก็ต้องแลกกับเดิมพันที่สูงไม่ต่างกัน ทำให้เกิดการเสนอให้ขยายสิทธิ์ทนายฟรีจนครอบคลุมคดีแพ่งด้วย

คดีของนายอัลเลนเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทนายสาธารณะล้มเหลวในการทำหน้าที่ เมื่อผู้พิพากษาตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม และย้ำเตือนว่าการที่คุณกระทำผิด ต่อให้ได้รับโอกาสใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับผลอันยุติธรรม หรือกลับมามีชีวิตชื่นมื่นอีกครั้งเพราะประพฤติตนดีขึ้น

มองชนชั้นผ่านเลนส์ของผู้มาก่อนกาล

เรายกตัวอย่างคดีของนายอัลเลนขึ้นมาไม่ใช่เพื่ออยากให้ผู้อ่านเห็นถึงความพิเรนทร์ในชั้นศาลอย่างเดียว แต่อยากให้เห็นถึงรากปัญหาในระบบปกครองระหว่างประชาชนที่ไม่ได้มีอำนาจปกครอง และประชาชนผู้มีอำนาจปกครอง เพราะตำแหน่งหน้าที่ที่สูงใหญ่กว่าพลเมืองด้วยกัน

นักปรัชญาที่ถูกนิยามให้เป็นนักปฏิวัติมากกว่าอย่าง ‘คาร์ล มาร์กซ์’ ผู้ที่พยายามรื้อถอนโครงสร้างด้วยปัญญาและความสามารถทางการเขียนของตน จนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดคอมมิวนิสต์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20

แม้ว่าเขาจะฝึกตนให้เป็นนักปรัชญาเพราะมีปริญญาเอกด้านปรัชญาโบราณ แต่ผลงานเขียนของเขาเต็มไปด้วยปรัชญาสารพัดเรื่อง ตั้งแต่มนุษย์กับสังคม ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การวิพากษ์สังคมทุนนิยม ภาพของรัฐสมัยใหม่ และภาพอนาคตคอมมิวนิสต์ ไหนจะเป็นการที่เขาพยายามถกเถียงกับนักคิดรุ่นเดียวกันและก่อนหน้าอีก

งานในยุคแรกเริ่มของมาร์กซ์มักพูดถึงความทุกข์ของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสังคมที่ไม่อาจเป็นตัวเองได้เต็มที่ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่ได้มีข้อกำหนดให้ว่าผู้คนจะเบ่งบานอย่างไร แต่เป็นการคอยกดขี่จนทำให้ผู้คนถูกบิดเบือนไปจากความเป็นมนุษย์มากกว่า มาร์กซ์สนใจทุนนิยมสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการไล่เก็บกำไรและทรัพย์สินกันอย่างไม่ปรานี เขาว่าต้นตอนั้นเกิดจากการที่กรรมกรถูกเอาเปรียบ หัวหน้าไม่เห็นความถูกต้องทางศีลธรรม ขาดอุดมคติและความเข้าใจจนโครงสร้างในการทำงานล่มสลาย

ในด้านของรัฐสมัยใหม่ มาร์กซ์มองว่าประวัติศาสตร์จะเดินทางต่อไปผ่านการผลิต และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของผู้คน ขณะเดียวกันมันก็พ่วงมาด้วยความขัดแย้งระหว่างชนชั้น จนในที่สุดอาจนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ มาร์กซ์เชื่อว่าระบบใหม่นั้นจะเกิดขึ้นได้จากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่แม้จะต้องล่มสลายอีกกี่ครั้ง มันก็จะมีผู้ปลุกให้ระบบเหลวแหลกตื่นขึ้นมาอย่างมีชีวิตใหม่เสมอ

Freeman and slave, patrician and plebeian, lord and serf, guild-master and journeyman, in a word, oppressor and oppressed, stood in constant opposition to one another, carried on an uninterrupted, now hidden, now open fight, a fight that each time ended, either in a revolutionary reconstitution of society at large, or in the common ruin of the contending classes.”

ไอพวกเสรีชนกับทาส ไอพวกผู้ดีกับปุถุชน ไอลอร์ดกับไพร่ ไอหัวหน้าช่างกับลูกมือ สั้นๆ เลยนะ มันคือผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ที่ยืนตรงข้ามกันตลอดเวลา ต่อสู้กันชนิดไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวหลบซ่อน เดี๋ยวเปิดเผยความร้ายกาจ แต่การอวสานมีอยู่สองอย่าง หากสังคมทั้งมวลไม่เกิดการปฏิวัติขึ้นใหม่ ทั้งสองชนชั้นก็จะแตกหักล่มสลายไปด้วยกัน

เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ใครจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

มาร์กซ์ไม่ได้จงชังเพราะเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรในโรงงานทำให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นหรือเข้ามาเป็นสิ่งแปลกประหลาดในชีวิตมากขึ้น แต่เขาจงชังความสัมพันธ์ทางสังคมเพราะต้องตกอยู่ภายใต้ทุนนิยมมากกว่า คนงานถูกบังคับให้ใช้แรงงานเกินกำลัง ถูกกดดันให้เป็นเครื่องจักรชิ้นหนึ่งในระบบเพื่อคนร่ำรวย

ก่อนหน้าจะเกิดทุนนิยมขึ้น ผู้คนก็โดดเดี่ยวกันมากอยู่แล้วด้วยการถูกกดขี่ทางศาสนาหรือขุนนาง ยิ่งในสังคมแบ่งชนชั้นกันโทงๆ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ คนต้องแยกตัวเองออกจากสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น ออกจากเพื่อนร่วมงาน ออกจากสังคมโดยรอบ มันเป็นความทุกข์ที่เห็นกันเต็มตาของสังคมทุนนิยม

มาร์กซ์ว่าความเสรีที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากกฎหมายหรือสิทธิทางการเมือง ใช่ มันดีที่คุณมีสิทธิ์โหวต เปล่งเสียง ป้องกันตัวจากการถูกทำร้าย แต่สิทธิ์เหล่านั้นไม่พอหรอก มันช่วยเหลือเราได้อย่างมากคือไม่ให้เราถูกทำร้ายภายใต้ระบบทั้งปวง เราเปล่ามีอิสระในชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมเพราะท้ายที่สุดก็ยังต้องหาเช้ากินค่ำกันต่อไป

สำหรับมาร์กซ์แล้วความไม่โดดเดี่ยวของผู้คนคือการทำงานที่มีความหมายแก่ชีวิต การมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การคอยพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าเราจะอยากวาดภาพ เขียนหนังสือ หรือทำภาพยนตร์สั้นสักเรื่อง หากทำได้โดยไม่ลำบากตัวเองและรู้สึกมีเสรีมากขึ้นเราก็คงจะมีอิสระอย่างแท้จริง และมาร์กซ์เชื่อว่าการปฏิวัติของชนชั้นแรงงานคือทางออกเดียวที่จะนำพาเราทุกคนไปถึงจุดหมายนั้น

ปรัชญาการเมืองของมาร์กซ์ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทั้งปวง ไม่ว่าจะคุณค่าทางการเมือง ระบบการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมือง เราจะเข้าใจแก่นหลักของมันได้ด้วยการวิเคราะห์เรื่องพื้นฐาน หลักการสำคัญ จุดหมาย และเส้นทางของการเมือง หากอยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ ต้องมองให้ลึกซึ้งถึงชีวิตของผู้คนก่อนจะไปสู่คุณค่าทางการเมือง ระบบการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมือง

มาร์กซ์เปลี่ยนทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่ครั้งใหญ่ด้วยการย้ายจุดศูนย์กลางการเมืองจากรัฐและกฎหมายดั้งเดิมเข้าสู่เศรษฐกิจ เผยให้เห็นถึงธรรมชาติของอำนาจกดขี่ในระบบทุนนิยม และหัวใจทฤษฎีทางการเมืองของมาร์กซ์คือเรื่องของชนชั้นและการต่อสู้ระหว่างชนชั้น

“เพราะเมื่อเกิดการแบ่งชนชั้นแรงงานขึ้นมา แต่ละคนก็จะมีสิ่งที่ถูกบังคับให้ทำเฉพาะตัวโดยที่ไม่อาจหนีพ้น คุณจะเป็นคนค้าขาย นักการเมือง หรือแม้แต่นักวิจารณ์ตัวยงก็ได้ แต่คุณต้องอยู่ในบทบาทนั้นไปตลอดชีวิตหากไม่อยากเสียช่องทางการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง”

“แต่ในสังคมคอมมิวนิสต์ไม่มีใครถูกจำกัดด้วยขอบเขตพวกนั้น ทุกคนสามารถเก่งในสิ่งที่อยากทำ ระบบใหญ่จะช่วยเหลือจัดการทั้งหมดได้ คุณอาจจะเป็นแม่ค้าในยามเช้า ตกบ่ายนั่งเล่นริมตลิ่ง วิจารณ์ภาพยนตร์เมื่อเข้ามื้อค่ำตามใจตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอดชีวิต”

“คอมมิวนิสต์สำหรับผมไม่ใช่แค่สภาพสังคมที่สมบูรณ์แบบโดยต้องรอให้ความจริงเผยตัวตลอดเวลา แต่คอมมิวนิสต์คือการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ มันจะล้มล้างสภาพโลกสังคมทั้งหมดในปัจจุบัน และเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวที่ผมกล่าวมันจะเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่พวกเรามีอยู่ ณ ปัจจุบัน”

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก