‘ดูดีเบตการเมืองทีไรอารมณ์พังตลอด’ เมื่อคนมันอินจนคิด ว่าอยู่บนเวทีซะเอง ทำยังไงให้การดูดีเบตไม่จบลงด้วยการพังทีวี

‘ดูดีเบตการเมืองทีไรอารมณ์พังตลอด’ เมื่อคนมันอินจนคิด ว่าอยู่บนเวทีซะเอง ทำยังไงให้การดูดีเบตไม่จบลงด้วยการพังทีวี

อุณหภูมิกำลังระอุขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากฤดูร้อนที่กำลังเดินทางมา และจากระยะเวลาที่คืบใกล้ของศึกเลือกตั้ง 2569 ที่เรากำลังจะได้รู้ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย

ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง มีอีกสถานที่ที่ร้อนไม่แพ้กัน นั่นคือ ‘เวทีดีเบต’ ของสื่อหลายสำนักที่งัดทุกโจทย์ ทุกกระบวนท่า พาเหล่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้ช่วยหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองมาร่วมโต้วาทีกัน ซึ่งหลายคนก็น่าจะได้ดู ได้ฟังกันแล้วว่าแต่ละพรรคมีนโยบาย วิสัยทัศน์ มีจุดยืน หรือมีความคิดเห็น เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และจะนำพาประเทศไปยังไง

แน่นอนว่าประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ได้ดูดีเบตก็ต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ชื่นชอบและเชียร์ในใจอยู่แล้ว ว่าอยากให้ใครมาบริหารประเทศ จากสิ่งที่นำเสนอบนเวที และต้องใช้วิจารญาณวิเคราะห์กันไปว่าใครใช่ ไม่ใช่ 

แต่มีคนที่เชียร์ ก็ต้องมีคนที่ไม่ได้เชียร์ หลายครั้งเวลาดูดีเบต เราก็มัก ‘หัวร้อน’ กับบางคน บางพรรค บนเวที ที่มีความคิดเห็นที่ฟังแล้วต้อง ‘หาาาาาาาา’ จนหลายครั้งต้องส่ายหน้า หรืออยากปารีโมตใส่ทีวีให้พังๆ ไป เพราะหงุดหงิดกับ ‘มุมมอง’ และ ‘ตรรกะ’ ที่ไม่ตรงกัน

แต่ในเมื่อคนมันอยากดูนี่นา แถมหลายเวทีก็น่าฟังจริงๆ แล้วจะทำยังไงดี ให้การดูดีเบตมีประโยชน์มากกว่าจบลงด้วยอาการหัวร้อนจนต้องพังทีวีล่ะ?

ใจเย็นก่อน ดีเบตไม่ใช่การคุยจริง

ดีเบตหลายเวทีถูกออกแบบมาเพื่อให้แคนดิเดตแต่ละพรรคมาร่วมแสดงนโยบายและวิสัยทัศน์ก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคแห่งยอดวิว ยอดแชร์ ในปัจจุบัน ดีเบตหลายเวทีก็ถูกออกแบบทั้งโจทย์ คำถาม และการเชิญแขก มาเพื่อ ‘ให้เกิดภาพขัดแย้ง’ เมื่อแคนดิเดตแต่ละคนที่มีบุคลิกต่างกันและมีจุดยืนต่างกันในแต่ละประเด็น เกิดการโต้เถียง ขัดจังหวะ หรือใช้น้ำเสียงกันรุนแรงในจอ สมองคนเราซึ่งถูกตั้งค่าให้จริงจังกับการทะเลาะ จึงคิดว่านี่คือการขัดแย้งกันจริงและดึงอารมณ์ออกมาร่วม ยิ่งเป็นเรื่องการเมืองที่คนส่วนใหญ่ ‘เลือกข้าง’ แล้ว ก็ย่อมต้องหัวร้อนกับพรรคคู่แข่ง 

ดังนั้น ก่อนดูดีเบต ลองเตือนตัวเองว่า นี่คือเวทีประชันที่มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่การพูดคุยกันจริงๆ เพื่อหาทางออกของประเทศ (ซึ่งการคุยดีลต่างๆ ล้วนอยู่เบื้องหลังเวทีทั้งสิ้น) 

เชียร์ดีเบตไม่ใช่เชียร์กีฬา

นึกถึงเวลาเชียร์กีฬา เราอินกับมันแค่ไหน นั่นแหละ เมื่อเรา ‘เชียร์’ สมองเราจะมองโลกแบบ ‘แพ้ – ชนะ’ และมีโอกาสที่จะเกิด ‘In – Group และ Out – Group Bias’ หรือการเลือกปฏิบัติแบบ ‘พวกแก – พวกฉัน’ จนตีความทุกคำพูดและการกระทำของฝั่งที่เราเชียร์ว่าดี ส่วนอีกฝั่งน่าหงุดหงิด ซึ่งทำให้เราโกรธง่ายโดยอัตโนมัติ เพราะสมองจะเชื่อมเราเข้ากับคนที่เราเชียร์ หากเขาพูดแย่เท่ากับเราแพ้ เหมือนทีมที่เชียร์แพ้แล้วเรารู้สึกแพ้ตาม ทั้งที่จริงเราไม่ได้ลงแข่งสักหน่อย

ดังนั้นเวลาดูดีเบตลองเปลี่ยนบทบาทจากคนเชียร์เป็นกรรมการสักครั้ง เพื่อดูว่าคนที่เราเชียร์ตอบตรงคำถามมั้ย ใช้เหตุผลหรือหลบประเด็น ใช้อารมณ์แทนข้อมูลหรือเปล่า เหมือนเป็นการเปิดสมองส่วนเหตุผลมากกว่าวงจรอารมณ์

อย่ารับมาเป็นเรื่องของเรา

อย่างที่บอกว่าแคนดิเดตหรือนักการเมืองหลายคนมีบุคลิก เจตนารมณ์ หรือจุดยืนที่แตกต่างกันไป ขณะที่เราคุ้นชินกับคำว่า ‘การเมืองน้ำเน่า’ ก็เพราะเหตุผลจากนักการเมืองหลายคนที่มักใช้การเหมารวม การสร้างศัตรู การสร้างวาทกรรม หรือภาษาเพื่อแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พอเป็นเช่นนี้ สมองเรามักแปลความหมายว่า ‘นักการเมืองกำลังพูดถึงเรา’ ซึ่งเกิดจาก Personalization bias หรืออคติจากการปรับให้เป็นส่วนตัว ทำให้เรารู้สึกถูกดูถูกไปด้วย โมโหแทนกลุ่ม และอยากปกป้องตัวตนโดยอัตโนมัติ 

สิ่งที่ควรทำคือตั้งสติเวลาดูดีเบต และบอกกับตัวเองว่า มันคือภาษาการหาเสียง ไม่ใช่คำพูดถึงตัวเรา เพื่อสร้างระยะห่างทางอารมณ์เข้าไว้ แม้มันจะยากก็ตาม

ไม่ต้องดูทุกเวทีก็ได้

ตอนนี้สื่อใหญ่หลายเจ้าทำเวทีดีเบตแข่งขันกันแทบไม่เว้นวัน ผลคือมีดีเบตให้ดูทางออนไลน์ทุกวัน บางวันก็สองสามเวที แต่ละพรรคก็ต้องส่งคนไปร่วมให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเห็นหน้าค่าตา เห็นนโยบาย ทัศนคติ หลายคนที่ติดตามการเมืองมากๆ ก็ย่อมอยากดูการประชันวิสัยทัศน์ แต่ประเด็นคือบางคนก็เลือกดูมันให้หมดเลยทุกเวที ถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิด แต่อย่าลืมว่าการดูดีเบตก็ส่งผลต่อกลไกทางอารมณ์ เพราะแต่ละเวทีก็คงมีสิ่งที่ให้หงุดหงิดต่างกันไป พอยิ่งดูเยอะ อารมณ์โกรธก็ยิ่งสะสม เพราะระบบประสาทไม่มีเวลาพัก กลายเป็นความเหนื่อยล้าทวีคูณไปอีก ทางที่ดี เลือกดูบางเวทีที่สนใจจริงๆ ก็พอ หรือเลือกดูจากประเด็นการดีเบตที่น่าสนใจก็ได้ จะได้ไม่เกินปริมาณที่สมองรับไหว

ดูจบก็จบไม่ต้องเลื่อนฟีดต่อ

หลายครั้งดีเบตจบ แต่คนไม่จบ เพราะหลังดูดีเบตเสร็จ ไม่ง่ายเลยที่เราจะไม่ไปเปิดเช็กฟีดแบ็กตามหน้าสื่อโซเชียลว่าเป็นยังไงบ้าง ซึ่งนั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้เรามีอารมณ์หงุดหงิดรอบสอง รอบสาม เพราะระบบประสาทเรายังคงเปิดค้างอยู่ ยิ่งเผลอไปอ่านคอมเมนต์เห็นต่าง ก็อาจยิ่งโมโหเข้าไปอีก ดังนั้นเป็นไปได้หลังดูดีเบตจบ ลองปิดจอ ลุกเดิน ยืด ฟังเพลง หรือทำอะไรที่ผ่อนคลายดู เพื่อให้ร่างกายบอกสมองว่า ‘ปลอดภัยแล้วนะ’

แน่นอนว่าการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเกี่ยวพันกับชีวิตทุกคน และการเลือกผู้แทนที่จะมาทำหน้าที่บริหารประเทศเป็นสิ่งที่ต้อง ‘คิด’ และ ‘เลือก’ ให้ดี ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่เราสามารถตามดู ‘ว่าที่’ ผู้แทนเหล่านี้ในช่วงบรรยากาศเลือกตั้งได้ก็จากเวทีดีเบตนี่แหละ เพราะมันคือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยน ถกถาม และหาคำตอบร่วมกัน

แต่อย่าลืมว่าในมุมหนึ่ง ดีเบตก็คือเวทีทองที่ให้นักการเมืองมาประชาสัมพันธ์ตัวเอง เราแค่ต้องรู้เท่าทันมัน และไม่ปล่อยให้การประชันกันบนเวทีของนักการเมืองมาควบคุมอารมณ์เราได้ แต่ใช้โอกาสนี้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินอย่างมีสติและมีเหตุผลว่า ใครที่เราควรเลือกและใครที่ไม่ควรให้ประเทศไปตกอยู่ในมือ

AUTHOR

ILLUSTRATOR

Banana blah blah

Banana blah blah กล้วยค่ะ เป็นนักวาดภาพประกอบอิสระบางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ลิโนคัท เชื่อว่าศิลปะจะเป็นประตูเพื่อนำพาทั้งผู้วาดและผู้ชมให้เข้าใจตนเอง