ไม่มีสารเสพติดใดพาผมล่องลอยมากเท่าโต๊ะเขียน ฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน นักเฉือนการเมืองด้วยต้นฉบับปั่นหัวบรรณาธิการ

ผมปิดฉากชีวิตตัวเองเมื่ออายุหกสิบเจ็ดปี

กำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมว่าผมทำไปเพื่ออะไร

ก็เพราะชีวิตของผมมันมีความหมายแล้ว 

ผมเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่วัยละอ่อน ก่อนจะเข้าไปอยู่ในแวดวงนักข่าว พร้อมไปกับการรับใช้ชาติให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ หลังปลดประจำการจึงออกเดินทางไปทั่วประเทศ เขียนสารพัดเรื่องส่งสู่นิตยสารหลายหัว ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาวิธีเขียนด้วยการเอาตัวเองเข้าไปขลุกอยู่ในเรื่อง ผมแหวกกฎที่คนว่ากันว่านักข่าวไม่ควรออกความเห็นของตน และควรวางตัวเป็นกลาง ผมไม่ถนัดทำอะไรพวกนั้นเลย ผมถึงให้กำเนิด ‘Gonzo Journalism’ เต็มหน้าหนังสือ ‘Fear and Loathing in Las Vegas’ ใครจะเชื่อว่ามันดังระเบิดชนิดที่ว่าไม่ได้ตายไปพร้อมกับผมด้วยซ้ำ 

ผม ‘นายฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน’ กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการต่อต้านโดยปริยาย ผมใช้ชีวิตอย่างไม่เคยผ่อนคันเร่ง ทั้งยาเสพติด อาวุธปืน และงานเขียนที่ไม่เคยประนีประนอมแก่อำนาจหรือใครหน้าไหน แต่ความหลงใหลพวกนั้นก็ทิ้งร่องรอยหนักหน่วงใช่เล่น สุขภาพผมพังลงเป็นระยะๆ 

ผมปิดฉากชีวิตตัวเองเมื่ออายุหกสิบเจ็ดปี

Too weird to live, too rare to die!

แปลกเกินกว่าจะใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป

พิเศษเกินกว่าจะตายไปง่ายๆ

ผมเกิดที่เมืองลุยวิลล์ รัฐเคนทักกี วันที่เกิดก็ไม่ต้องสนใจหรอกนะ เพราะผมไม่ได้อยู่เป่าเทียนอีกต่อไปแล้ว พ่อผมเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาทำงานเป็นนายหน้าประกัน ก่อนจะกลับสู่อ้อมอกจักรวาลขณะผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม แม่ผมเป็นคนติดเหล้าขั้นหนัก เธอหมดตัว และถูกทิ้งให้รับมือกับลูกชายที่แสนเจ้าเสน่ห์ ทั้งแก่นแก้วเกินจะแก้ได้เช่นผม บวกกับน้องชายหัวทุยอีกสองคน 

ผมเติบโตมากับเส้นทางซุกซน ใช้ชีวิตเสเพลอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่รักในการทดสอบขีดจำกัดของทุกสิ่งตลอดเวลา แต่ในตอนนั้นผมเองก็มีสิ่งตรงข้ามที่ชอบทำเหลือเกิน คือการนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ และดูเหมือนผมจะทำมันได้ดีพอสมควรเลยนะ ฮ่า ฮ่า บ้าจริง ผมมีพรสวรรค์ด้วยหรือ

อาจจะมีก็ได้ เพราะระหว่างนั้นผมได้รับเลือกให้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรมวรรณกรรมเก่าแก่ ‘Athenaeum Literary Association’ แม่ง! เต็มไปด้วยลูกหลานของผู้มีฐานะ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เคยเข้ากับคนพวกนั้นได้ ทั้งงานเขียนของผมก็เช่นกัน ผมมักจะเขียนลงในจดหมายข่าวของชมรมด้วยถ้อยคำประชดประชัน และจุดไฟใส่คนอ่านอยู่เสมอ พลางขัดเกลาฝีมือการเขียนของตัวเองให้แหลมคมไปพร้อมกับการสร้างชื่อในฐานะพวกเกกมะเหรกเกเร กิจกรรมนอกหลักสูตรของผมเริ่มไต่ระดับจากเรื่องไร้พิษภัย อย่างการเอารถบรรทุกฟักทองไปเทกระจาดที่หน้าโรงแรม ขโมยของ ทำลายทรัพย์สิน ผมปล้นด้วยนะ และตอนนั้นเองที่อาวุธอันตรายเช่นปืนทำให้ผมหลงใหล ผมหลงใหลมันมากพอกับรสชาติของยาเสพติด แอลกอฮอล์ทั้งหลายแหล่ที่ผมบอกคุณแล้วว่านี่คือรสนิยมอันจะติดตัวผมไปตลอดลมหายใจ

ในปีสุดท้ายของการเรียน ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกฎหมายแบบไม่ต้องสงสัยจากการกระทำฉาวโฉ่ของตัวเอง ทั้งโดนไล่จับอยู่หลายครั้ง ความซวยพวกนั้นทำผมกระเด็นออกจากชมรมวรรณกรรม แถมโบนัสเป็นการเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในกรงขังสองสามสัปดาห์ 

ผู้พิพากษาในคดีปล้นก็หวังดีกับผมเหลือเกิน เขาอยากช่วยปลดเปลื้องนิสัยอันเลวร้ายของผมให้หายเป็นปลิดทิ้งจึงเสนอทางเลือกมาให้ นี่! นายจะเข้าคุกยาวๆ หรือจะไปอยู่ในกองทัพ ผมเลือกอย่างหลังเพราะดูน่าสนุกกว่า ทำให้ในปี 1956 เครื่องแบบของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ถูกสวมลงบนร่างกายผม

No, this is not a good town for psychedelic drugs. 

Reality itself is too twisted.

ไม่ เมืองนี้ไม่ต้องพึ่งยาอะไรทั้งนั้น 

แค่ความเป็นจริงของมันก็หลอนเกินพอแล้ว

หลังฝึกขั้นพื้นฐานเสร็จ ผมก็ถูกส่งไปประจำการที่ฐานทัพอากาศเอ็กลิน รัฐฟลอริดา ขอบอกเลยนะว่ากฎระเบียบโคตรแข็งกระด้างจนแทบหายใจไม่ออก ผมก็เลยเอาตัวรอดด้วยการหาทางเข้าไปเป็นบรรณาธิการกีฬาของหนังสือพิมพ์ฐานทัพ ‘Command Courier’ ด้วยการยื่นผลงานเขียนที่ผมเคยสร้าง แต่แหม! ผมกลับกลายเป็นภาระแก่ผู้บังคับบัญชาไปเสียได้ แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นพวกที่อึดถึกที่สุดของฐาน ในปี 1958 ผมก็เลยถูกปลดประจำการก่อนกำหนดน่ะ 

ชีวิตชายชาติทหารของผมจบลงตรงนั้น 

แต่ใครจะรู้ว่าเส้นทางนักข่าวระดับตำนานกำลังอ้าปากรอผมอยู่

ผมระเหเร่ร่อนไปทั่วประเทศ ทำงานให้แก่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเล็กๆ ไปเรื่อยเปื่อย ทั้งเคยเป็นเด็กจัดต้นฉบับให้สื่อ ‘Time’ อยู่พักหนึ่ง เคยไปอยู่เปอร์โตริโกทำงานให้นิตยสารกีฬา อาศัยเวลาว่างเขียนงานของตัวเอง งานชนิดที่เป็นเลือดเนื้อของนายฮันเตอร์จริงๆ อย่างนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ ‘The Rum Diary’ แน่นอน โดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธความเป็นตัวเองสิครับ ปฏิเสธกันเป็นว่าเล่นต่อเนื่องสิบปีเลย กว่ามันจะได้ออกมาสู่สายตาคนจริงๆ ก็ปี 1988 โน่น 

นิสัยบ้าบิ่นของผมทำให้ต้องตกงานบ่อยก็จริง แต่เวลาเดียวกันนั้น มันก็ทำให้พวกนอกคอกทั้งประเทศรักผมนะ ตอกย้ำให้เห็นว่าผมเป็นนักข่าวที่ไม่เกรงกลัวใคร มีสิทธิ์มีเสียงเป็นของตัวเอง และในปี 1965 ผมก็ได้เขียนบทความให้ ‘The Nation’ ด้วยหัวเรื่อง ‘Hell’s Angels’ กลายเป็นที่ฮือฮาทันตาจนผมได้ทะยานไปเซ็นสัญญาเขียนหนังสือ ให้ตาย! ผมเข้าไปฝังตัวอยู่กับแก๊งมอเตอร์ไซค์นรกพวกนั้นเป็นปี เกือบโดนพวกมันฆ่าทิ้งตอนท้ายด้วย แต่ผมก็รอดออกมาได้พร้อมหนังสือเล่มใหม่ ‘Hell’s Angels: The Strange and Terrible Saga of the Outlaw Motorcycle Gangs’ ที่ตีพิมพ์ในปี 1967 เรื่องเล่าจากมุมมองบุคคลที่หนึ่งแบบหลอนประสาทเช่นผมทำให้ยิ่งกลายเป็นตัวเด่นในวงการ และได้เปิดผัสสะการเขียนสไตล์ใหม่ที่เขาเรียกกันว่า ‘Gonzo Journalism’ 

ผมนำรายได้ไปซื้อที่ดินแถวชานเมืองแอสเพน รัฐโคโลราโด ขลุกตัวอยู่กับภรรยาและลูกชายหนึ่งคน หากคุณคิดว่าผมจะลงหลักปักฐานแล้ว คิดผิดถนัดเลย! ผมเดินทางไม่หยุดหย่อน รับงานเขียนให้นิตยสารแบบที่มือไม่เคยได้พักผ่อน เล่าเรื่องฮิปปี สงครามเวียดนาม การเลือกตั้งประธานาธิบดี ทุกอย่างผ่านสายตากวนตีน ไม่เคารพใคร ไม่ก้มหัวให้ความศักดิ์สิทธิ์ใด อันว่ามันคือตัวตนที่แท้จริงของผม

“The most consistent and ultimately damaging failure of political journalism in America has its roots in the clubby and cocktail personal relationships that inevitably develop between politicians and journalists.”

ความล้มเหลวที่ฝังรากลึกที่สุดและทำลายล้างวารสารศาสตร์การเมืองอเมริกันได้มากที่สุด คือความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมคลับ แบบชนแก้วค็อกเทล แบบหัวเราะกันในงานเลี้ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างนักการเมืองกับนักข่าว

Jesus Creeping God! Is there a priest in this tavern? 

I want to confess! I’m a fucking sinner!

พระเยซูเจ้าคือผู้คืบคลานที่น่าขนลุกเอาเรื่อง! มีบาทหลวงอยู่ในโรงเหล้านี่ไหม

ผมอยากสารภาพบาป! ผมเป็นคนบาปฉิบหายเลย! 

ในบรรดางานทั้งหมดของผม มีชิ้นที่โด่งดังและสำคัญโคตรๆ อยู่ชิ้นหนึ่ง ‘The Kentucky Derby Is Decadent and Depraved’ ผมจะนิยามว่ามันโคตรเละเทะชนิดว่าตั้งใจจะเละเทะ โดยขอยอมรับอย่างไม่เขินอายว่าผมลำเอียงสุดชีวิตเลย มันไม่ใช่การเขียนรายงานแข่งม้า แต่มันคือประสบการณ์ร้อนฉ่าที่ผมได้ไปนั่งอยู่กลางฝูงชนประเภทเมามาย เหน็ดเหนื่อย ประสาท! ผมเขียนด้วยเลนส์การมองประเทศสหรัฐฯ ที่อาศัยอยู่ผ่านสนามแข่งม้า มันได้รับการตีพิมพ์ใน ‘Scanlan’s Monthly’ เดือนมิถุนายน ปี 1970 งานชิ้นนี้ถูกยกย่องว่าเป็นจุดแตกหักของวงการสื่อ ทั้งถูกนับว่าเป็นตัวอย่างแรกของสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘Gonzo Journalism’ ดังที่ผมบอกไปข้างต้น

แต่ต่อให้ผมจะประสบความสำเร็จขนาดไหน

ไอ้สันดานนักก่อกวนของผมก็ไม่เคยปิดปากเงียบ

ปีเดียวกันนั้น ผมตัดสินใจป่วนระบบการเมืองอีกครั้ง ด้วยการลงสมัครเป็นนายอำเภอ ณ เขตพิทคิน รัฐโคโลราโด ชื่อพรรคผมก็โคตรเจ๋ง ‘Freak Power’ ฮ่า ฮ่า นโยบายพรรคของผมคือการผ่อนปรนคดียาเสพติด เปลี่ยนชื่อเมืองจากแอสเพนเป็นแฟตซิตี เลิกปูพื้นถนนด้วยยางมะตอยโดยให้เป็นการปลูกหญ้าแทน 

ผลคือผมแพ้! แพ้อย่างฉิวเฉียดเสียด้วย แต่เรื่องราวการหาเสียงของผมทั้งหมดก็ประทับอยู่ในงานเขียน ‘The Battle of Aspen’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งผมยังทำหน้าที่บรรณาธิการข่าวการเมืองระดับชาติจนถึงปี 1999 เลยนะ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมได้รับมอบหมายจาก ‘Sports Illustrated’ ให้ไปทำข่าวการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ‘Mint 400’ กลางทะเลทรายเนวาดา แหง! ผมก็ไปดูการแข่งขันจริงๆ น่ะแหละ ทว่าสิ่งที่เขียนออกมาแทบไม่ข้องเกี่ยวกับกีฬาเลย มันกลายเป็นเรื่องเล่าการเมายา หลุดโลก และดูควบคุมอะไรไม่ได้ เหมือนอย่างเคยที่งานเขียนของผมถูกปฏิเสธ แต่เรื่องน่าขันคือมันไปโผล่ในสื่อ ‘Rolling Stone’ แทน ถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน และถูกขยายให้กลายเป็นหนังสือที่ทำให้คนรู้จักผมมากที่สุด ‘Fear and Loathing in Las Vegas: A Savage Journey to the Heart of the American Dream’ โดยสำนักพิมพ์ ‘Random House’ ทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นงานเขียนคลาสสิกสมัยใหม่ ถึงขั้นนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1998 กำกับโดย ‘Terry Gilliam’ นำแสดงโดย ‘Johnny Depp’ จะบอกให้ว่าเขาเป็นแฟนงานของผม และเราก็สนิทกันมากทีเดียว

คราวนั้นกราฟชีวิตของผมกำลังทะยานขึ้นสู่จุดสูง ทั้งชื่อเสียงและสารพัดสารควบคุมทุกชนิดที่ผมชอบประเดประดังเข้ามา แต่ผมก็ยังไม่หยุดรับงานต่อไปคือการทำข่าวติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดี บทความก็ยังเต็มไปด้วยความร้อนแรง การเสียดสี อารมณ์ขันที่โคตรเป็นพิษ ก่อนมันจะถูกรวมเล่มเป็น ‘ Fear and Loathing on the Campaign Trail ’72’

I knew a Buddhist once, and I’ve hated myself ever since.

ผมเคยรู้จักชาวพุทธคนหนึ่ง และผมก็เกลียดตัวเองตลอดนับแต่นั้นมา

และแล้วชีวิตที่เหยียบคันเร่งโดยไม่เคยถอนของผมก็เริ่มเอาคืน งานเขียนของผมสะดุด ผลงานเริ่มร่วงหล่น 

ปี 1974 ผมถูกส่งตัวไปซาอีร์เพื่อทำข่าวศึกมวยระดับตำนาน ‘Rumble in the Jungle’ แต่ผมไม่เคยไปดูการขึ้นชกเลย ผมเลือกใช้เวลาลอยตัวอยู่ในสระน้ำโรงแรม โยนกัญชาลงไปในนั้นราวปอนด์ครึ่งได้ บทความไม่เคยถูกเขียน โครงการอื่นที่กำลังเริ่มต้นอย่างจริงจังถูกทิ้งกลางทางเหมือนซากรถข้างถนน ดูราวว่าทุกสิ่งกำลังสะบัดผมให้พ้นตัว ไม่ต่างจากภรรยาของผมที่เลือกเดินจากไปเช่นกัน 

ในบั้นปลายชีวิตผมก็ยังคงเขียนอยู่ แต่ผลงานที่ถูกตีพิมพ์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นงานจากยุคก่อนหน้าที่ตัวผมใช้ภาษาอันคมเข้มและดุดันกว่า ผมแต่งงานใหม่อีกครั้งกับผู้ช่วยที่อยู่ข้างกาย ถ่ายทอดหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติที่โคตรจะเละเทะและพร่ำเพ้อของตัวเอง ‘Kingdom of Fear’ อันได้รับการตีพิมพ์จาก ‘Simon & Schuster’

เมื่อถึงปี 2005 ผมก็ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง รู้สึกผิดหวังกับโลกอย่างหาที่สุดไม่ได้ เหน็ดเหนื่อยกับวัยชรา แบกร่างกายที่เต็มไปด้วยปัญหาสุขภาพ ผมโคตรจะหน่ายกับทุกอย่างเลย หน่ายเสียจนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ของปีนั้น ผมใช้อาวุธอันตรายที่ตัวเองหลงใหลในทางที่ผิด ท่ามกลางพิธีอำลาส่วนตัวก็มีเพื่อนและแฟนงานของผมหลายร้อยคนมาร่วมยืนอยู่ 

เถ้ากระดูกของผมถูกยิงขึ้นฟ้าจากปืนใหญ่

เพลง Mr. Tambourine Man ของ Bob Dylan เปิดคลอเบา

“Sleep late, have fun, get wild, drink whiskey and drive fast on empty streets with nothing in mind but falling in love and not getting arrested!”

นอนสาย รักสนุก ปล่อยตัวให้บ้าหน่อย ดื่มวิสกี้ ทั้งขับรถเร็วบนถนนว่างเปล่าโดยไม่คิดอะไรเลย นอกจากจะตกหลุมรัก และอย่าโดนจับ!

คติประจำใจของผมสถิตทั่วในผู้คน

Hunter S. Thompson’s Letter for those of us feeling a little lost.

จดหมายจากนายฮันเตอร์แด่ผู้ที่รู้สึกหลงทาง

ในเดือนเมษายนปี 1958 เมื่อผมอายุ 22 ปี ผมเคยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงเพื่อนเพื่อตอบคำขอที่เขาต้องการคำแนะนำเรื่องชีวิต และจดหมายฉบับดังกล่าวก็ถูกรวบรวมไว้ใน ‘Letters of Note’ ซึ่งมันมาจากก้นบึ้งหัวใจของผม

22 เมษายน 1958, 57 ถนนเพอร์รี นิวยอร์กซิตี้

เพื่อนที่รัก

นายถามหาคำแนะนำเหรอ อา! นี่เป็นอะไรที่โคตรจะมนุษย์เลยนะ และในขณะเดียวกันก็โคตรอันตราย เพราะการให้คำแนะนำกับคนที่ถามผมว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร มันใกล้เคียงกับการดึงอีโก้บ้าคลั่งของตัวเองให้คนอื่น เหมือนผมกำลังชี้นิ้วที่สั่นระริกบอกนายว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นทางเลือกสุดท้ายของชีวิตนาย มีแต่คนเขลาที่กล้าทำ แต่ผมไม่ใช่คนเขลา ผมแค่เคารพความจริงใจในคำถามของนาย 

ขอให้นายจำไว้ว่าทั้งหมดที่ผมเขียนถัดจากนี้อาจเป็นความจริงของใครคนหนึ่ง และเป็นหายนะของใครอีกคนหนึ่ง ผมไม่ได้มองโลกผ่านสายตาของนาย ทั้งนายก็ไม่ได้มองโลกผ่านสายตาของผม เพราะหากผมให้คำแนะนำแบบเจาะจงแก่นาย มันก็ไม่ต่างอะไรจากคนตาบอดที่กำลังจูงคนตาบอด

“จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ นี่คือคำถามที่ควรคิดต่อว่านายจะทนรับลูกศรอันแหลมคมและเคราะห์กรรมอันโหดร้ายของโชคชะตาต่อไป หรือจะลุกขึ้นสู้กับคลื่นที่ซัดสาดปัญหาเข้ามาหา” เชกสเปียร์เคยกล่าวไว้ และใช่! นี่คือคำถามจริงๆ ว่านายจะปล่อยตัวลอยไปตามกระแส หรือว่ายน้ำไปหาจุดหมาย มันเป็นทางเลือกที่เราทุกคนต้องตัดสินใจในวันใดวันหนึ่ง น้อยคนเหลือเกินที่จะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดอยู่ แต่นายลองนึกถึงการตัดสินใจอะไรก็ตามในชีวิตที่จะส่งผลต่ออนาคตของตัวเองดูนะ

แต่ว่าหากไม่มีเป้าหมาย แล้วจะว่ายไปทำไม นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามจริงไหม แน่นอนว่าการลอยไปตามกระแสอย่างมีความสุขย่อมดีกว่าการว่ายไปท่ามกลางความไม่แน่นอน แล้วมนุษย์จะพบเป้าหมายได้อย่างไร จะพบได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่การวิ่งไล่ที่สูญเปล่า จุดหมายที่ดูจะมีรสหวานเมื่อได้ลิ้มลองและดูจะไร้แก่นสารคือคำตอบ

ในอีกแง่หนึ่งชีวิตก็เหมือนโศกนาฏกรรมอยู่นะ เราเอาแต่พยายามทำความเข้าใจจุดหมายแทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองเสียอีก แล้วก็ปล่อยให้มันเรียกร้องอะไรจากเราอยู่เรื่อยๆ จากนั้นเราก็ทำตามมัน ปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดที่ไม่รู้ว่าถูกต้องจริงหรือเปล่า สมมติว่าในวัยเยาว์ นายบอกว่าอยากเป็นนักดับเพลิง ผมกล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่าตอนนี้นายคงไม่อยากเป็นนักดับเพลิงแล้ว ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะมุมมองของนายเปลี่ยนไป ไม่ใช่อาชีพนักดับเพลิงหรอกที่เปลี่ยน แต่เป็นตัวของนายเอง 

มนุษย์ทุกคนคือผลรวมของปฏิกิริยาที่มีต่อประสบการณ์นั้น เมื่อประสบการณ์ที่นายพบต่างออกไปและเพิ่มพูนขึ้น นายก็กลายเป็นอีกคนหนึ่ง มุมมองของนายเปลี่ยนไป วนไปเช่นนี้ไม่สิ้นสุด มันจะไม่ดูโง่หรอกเหรอ หากเราพยายามปรับเปลี่ยนทั้งชีวิตให้ตรงกับข้อเรียกร้องจากความฝัน หรือจุดหมายที่เราตั้งใจ ทั้งมุมมองของเราก็เปลี่ยนไปทุกวัน แล้วจะหวังอะไรจากมันได้ นอกจากโรคประสาทเหมือนคนที่ควบม้าไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง 

พูดให้สั้นที่สุด นายไม่ควรอุทิศชีวิตให้กับความฝันหรือการไปถึงจุดหมายที่ถูกตั้งไว้ล่วงหน้า แต่จงเลือกวิถีชีวิตที่รู้แน่ว่าจะมีความสุขกับมัน จุดหมายเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือการเคลื่อนไหวไปสู่มันมากกว่า 

มันคุ้มหรือเปล่าที่จะทิ้งสิ่งที่มีอยู่เพื่อมองหาสิ่งที่ดีกว่า ผมไม่รู้ ใครจะตัดสินใจได้ หากไม่ใช่ตัวนายเอง แต่แค่นายตัดสินใจจะมองหาก็ก้าวไปได้ไกลมากแล้ว และหากผมไม่หยุดก็คงเขียนหนังสือได้เป็นเล่มเลย นี่เป็นวิธีการมองโลกของผมนะ ผมบังเอิญคิดว่ามันใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ แต่นายอาจไม่คิดอย่างนั้น เราทุกคนต้องสร้างคติของตัวเอง

ส่วนไหนที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลก็ชี้ให้ผมเห็นได้อย่างเต็มที่เลย ผมแค่ต้องการบอกนายว่ามันไม่จำเป็นเลยที่เราจะจำนนต่อตัวเลือกที่ชีวิตยื่นให้อย่างที่เรากำลังเป็นอยู่ ยังมีตัวเลือกอีกมาก ไม่มีใครจำเป็นต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำไปตลอดชีวิต

แต่หากท้ายที่สุดชีวิตของนายลงเอยแบบนั้น ก็ขอให้นายโน้มน้าวตัวเองเสียว่านายจำเป็นต้องทำมัน นายจะไม่เดียวดายหรอก มีคนอีกมากมายอยู่เป็นเพื่อนนาย 

พอก่อนแล้วกันนะ จนกว่าผมจะได้ข่าวจากนายอีกครั้ง และผมก็ยังคงเป็น 

เพื่อนของนาย 

ฮันเตอร์

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก