Shelby Van Pelt นวนิยายเรื่องแรกของเธอที่ปิ๊งไอเดียจากการได้ชมวิดีโอหมึกยักษ์ที่ถูกกักขังอยู่ในอควาเรียม จึงถือกำเนิดเป็น ‘Remarkably Bright Creatures’ หรืออควาเรียมสำหรับคน หมึก และสิ่งของ ขึ้นมาให้พวกเราได้ไขปริศนาไปพร้อมๆ กับเจ้าหมึกยักษ์ โดนหนวดของเจ้ามาร์เซลลัสปลอบประโลมผ่านตัวหนังสือ ปมต่างๆ ที่ทำให้นักอ่านสะดุดฉุกคิด สัมผัสความนึกคิดที่หากเราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ จนคว้ารางวัลนิยายขายดี The New York Times Best Seller นิยายแห่งปีที่สร้างความประทับใจมาแล้วทั่วโลก
ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงมาอยู่ในชั้นวางของผู้อ่านได้ เหตุผลเรียบง่ายที่ขัดกับคติที่ว่า ‘Don’t judge a book by its cover’ เราได้มาขณะกวาดตาเลือกหนังสือจากสำนักพิมพ์น้ำพุที่ขึ้นชื่อเรื่องนวนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน ระทึกขวัญแต่กลับมีปกสีสันน่ารักฟรุ้งฟริ้งแฝงตัวอยู่ ด้วยความอยากรู้ ด้วยบรรยากาศงานหนังสือ และด้วยโปรโมชัน ทำให้เราหยิบมันลงตะกร้าโดยไม่ทันได้อ่านเรื่องย่อด้วยซ้ำ เพราะคาดหวังความเซอร์ไพรส์ว่าเนื้อเรื่องจะต้องสวนทางกับปกแล้วมีความโหดตามคาแรกเตอร์ของสำนักพิมพ์อย่างแน่นอน
ความพลุ่งพล่านที่คาดหวัง ความหฤโหดที่พร้อมตั้งรับกลายเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ที่น่ารักของตัวละครแทน เป็นหนังสือที่คล้ายอ่านไดอะรีใครสักคนแต่ยังคงทิ้งกลิ่นอายความสืบสวนอยู่หน่อยๆ เราคิดว่าเล่มนี้น่าจะติดมือสำหรับคนที่ให้ความสำคัญเรื่องราวความสัมพันธ์ ฮีลใจ แต่ยังมีปมปริศนาคอยต้อนให้เปิดหน้าต่อไปอยู่นิดๆ

ประโยคคำถามมักตามมาด้วยคำตอบ หากไร้คำตอบก็จะแปรเปลี่ยนกลายเป็น ปริศนา ที่สุดท้ายมันจะค้างคาอยู่ในใจของคนที่สงสัยสิ่งเหล่านั้น ‘บอกบุญหน่อยค่ะ’ ‘ขอใส่ใจด้วยคน’ ‘คืนนี้สงสัยไม่ได้นอน’ ประโยคที่อัดแน่นไปด้วยความใคร่รู้ ความรู้สึกอึดอัดที่รอความจริงนั้นมาปลดออก
ทำไม… ทำไม… ทำไม… ประโยคนี้จะดำเนินต่อไปถ้าไม่มีคำตอบมาหยุดมัน หากเราไม่รู้คงคาดหวังว่าจะมีใครสักคนมาหยิบยื่นความจริงให้ หรือบรรเลงนิ้วมือลงไปค้นคว้าหาคำตอบในโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อเรียกความสงบให้กลับมาอยู่ในใจเราอีกครั้ง
คงรู้สึกดีไม่น้อยไม่ต้องคอยมานั่งคิด นอนงง อีกต่อไปเรารู้สึกแบบนั้นทุกครั้งที่ไถหน้าจอเสพสื่อดราม่าประจำวัน แต่ปริศนาในบางครั้งก็ไม่ได้มีคนมานั่ง Wrap up ให้ฟังง่ายๆ เราเลยอยากจูงมือนักอ่านมาตั้งคำถามและรอคอยคำตอบแต่สิ่งที่จะมาบอกกลับไม่ใช่ ‘มนุษย์’
คนพูดได้ไม่รู้ คนที่รู้กลับพูดไม่ได้
ปริศนานี้คงไขได้ไม่ยากหากคนที่รับรู้นั้นไม่ใช่เขา ‘มาร์เซลลัส’
ความลับที่ถูกหนวดของหมึกยักษ์กุมไว้
1,460 วันแห่งการถูกกักขังภายใต้ตู้กระจกกำลังจะหมดอายุขัย
160 วันเริ่มนับถอยหลัง โดยมีปลายทางคือการจากไปอย่าง อิสระ
แต่ยังมีความหวังก่อนตายที่ฉันอยากเติมเต็มให้ได้ของเพื่อนต่างสปีชีส์
หมึกยักษ์อ่านใจคนได้ คงเป็นคำนิยามง่ายๆ หากต้องอธิบายถึงเจ้า ‘มาร์เซลลัส’ อันที่จริงไม่ใช่พลังพิเศษอะไรทำนองนั้นหรอกเพียงแต่มันเรียนรู้ไว อาศัยการสังเกตซะมากกว่า หน้าตา ท่าทาง น้ำเสียง ล้วนถูกมันดูออกหมด รวมถึงหัวใจ
ชีวิตของมันออกจะน่าเบื่อหน่อยๆ ด้วยความที่ค่อนข้างปราดเปรื่องที่สุดในอควาเรียมนี้ เวลาส่วนมากจึงมักถูกใช้ไปกับการจำหน้าคนนั้น จำเสียงคนนี้ รวมถึงแอบย่องเบาไปกินมื้อดึกนอกตู้กระจกโดยอาศัยหนวดทั้งแปด พาไปถึงจุดหมายอย่างสวัสดิภาพ ถ้าไม่เจออุปสรรคที่ถูกสรรสร้างโดยมนุษย์อย่างสายชาร์ตโทรศัพท์ที่พันหนวดไว้ซะก่อน ความปราดเปรื่องของเจ้ามาร์เซลลัสถูกจับได้ซะแล้ว…
ลูกชายโทวานามว่า ‘เอริก’ โดนพรากไป บุคคลต้องสงสัยคือท้องทะเล
มีพยานปากเหตุเป็นสัตว์น้ำ หลักฐานทุกอย่างเมื่อ 30 ปีก่อนบ่งชี้ว่า คือการฆ่าตัวตาย
นายอำเภอว่าอย่างนั้น เพื่อนบ้านก็ว่าอย่างนั้น ทุกคนล้วนว่าอย่างนั้น แต่ไม่ใช่กับ ‘โทวา’
ถึงแม้เธอไม่อยากปักใจเชื่อเพียงใด ก็คงทวงถามสาเหตุจากใครไม่ได้ จึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ไปกับการรับหน้าที่ทำความสะอาดอควาเรียม มีเพื่อนร่วมงานเป็นเพียง กุ้ง หอย ปู ปลา กิจวัตรถูกวนทำซ้ำๆ ได้อย่างราบรื่น มันจะเป็นอย่างนั้นต่อไปถ้าเธอไม่ไปเจอก้อนสิ่งมีชีวิตสีส้มคืบคลานอยู่กลางอควาเรียมเสียก่อน
หลังจากที่ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือ เธอและมันได้ทำความรู้จักกัน และได้ของขวัญเป็นรอยปั๊มที่เจ้ามาร์เซลลัสสร้างให้จากมือหนึ่งในแปด รอยดูดแต่งแต้มแขนเขาเป็นจ้ำ จางๆ เหมือนเป็นคำว่ายินดีที่ได้รู้จักกลายๆ จนความสัมพันธ์ของพวกเขากลับกลายเป็น ‘เพื่อนสนิท’
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาจนสามารถเรียกได้ว่ารู้ใจ ความแตกต่างทางสปีชีส์ไม่ได้ทำพวกเขารู้สึกเป็นอุปสรรคเลยสักนิด เหมือนกับว่าการสื่อสารนั้นถูกเอ่ยผ่านหัวใจกันและกันมากกว่าเส้นเสียงซะอีก ถ้างั้นรอยข่วนที่เจ้านายเหมียวทิ้งรอยไว้ให้แสบๆ คันๆ บนแขนผู้อ่านคงนับว่าเป็นของขวัญจากเพื่อนสนิทได้อยู่บ้างแหละ

ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งที่ความจริงนั้นหมายความว่ามีแค่ผม ‘คาเมรอน’ กับ ป้า ‘จีนน์’
พรจากสวรรค์ นั่นคือสิ่งที่ป้านิยามผม แต่ทำไมแม่กลับทิ้งพรข้อนี้ไว้ที่บ้านป้ากันล่ะ
คาเมรอนไม่เคยวิ่งตามไขว่คว้าหรือค้นหาความจริง จนกระทั่งป้าจีนน์มอบกล่องความทรงจำของคนที่หันหลังให้เขาในวันนั้นมาให้ ใช้คติประจำใจที่ว่ายังไงก็คือครอบครัวเดียวกัน ทำให้เขาพบบางสิ่งที่มาเจือจางความคิดที่เขาอาจเกิดมาจากสเปิร์มบริจาค ภาพแม่ยิ้มพร้อมแขนที่โอบชายปริศนาคนหนึ่งไว้ทำเขาตามล่าจนร่อนเร่มาถูพื้นอยู่ในอควาเรียม ความจริงของแม่กระจัดกระจายอยู่แถวนี้ ส่วนความจริงของเขาแค่อยากตามหา ‘ไอ้บ้า’ ที่ทำแม่เขาท้องโตพร้อมกับเรียกค่าเสียหายในช่วงชีวิตที่เขาถูกขโมยไปให้สาสม
เม็ดเงินอาจเติมเต็มชีวิตได้ แต่หัวใจยังไงก็คงรอคอยความจริงมาเติมเต็ม ทั้งผู้อ่านและคาเมรอนน่าจะฉุกคิดในเวลาไล่เลี่ยกันว่าสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริงนั้นคือสิ่งใดกันแน่
รอยนิ้วมือเปรียบเสมือนกุญแจที่มีรูปทรงเฉพาะ แถมฉันยังจำกุญแจได้ทุกดอกด้วยนะ
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาพลางหนวดที่ไล้ไปตามขอบกุญแจของโทวาที่มาร์เซลลัสเก็บได้เมื่อวันก่อน ความทรงจำทับซ้อนว่าสัมผัสนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ดอกนั้นมันนอนก้นอยู่ใต้ท้องทะเลพร้อมกับซากมนุษย์ต่างหาก
“ต้องเป็นของมนุษย์ที่เธอคิดถึงแน่ ทะเลก็กุมความลับไว้แบบนี้แหละ”
ท่าทางการเดิน ลักยิ้มรูปหัวใจ ดวงตาสีทองอมเขียว นิสัยชอบฮัมเพลงขณะถูพื้นของชายหนุ่มที่เขาเพิ่งเจอนี่มันช่างดู…คุ้นตา ความแคลงใจเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ดูยังไงก็ขัดกับหลักเหตุผลความเป็นจริงที่ควรจะเป็น คงมีแค่ใจสามดวงของเจ้าหมึกยักษ์ที่ถูกเคลือบแคลง
เหตุการณ์ที่มาร์เซลลัสเจอสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องบางเรื่องเจ้าตัวมักกดปุ่มโฟกัสจนเลนส์กลายเป็นหน้าเบลอหลังชัดมองความน่าจะเป็นข้ามไป รู้ตัวอีกทีความจริงอาจปลิวผ่านไปจนคว้าไม่ทัน เหมือนผู้อ่านที่บางทีตะโกนถามว่า ‘มีใครเห็นของฉันบ้าง’ ทั้งที่ของสิ่งนั้นอยู่ตรงหน้าแท้ๆ

ฉันมีเวลาเหลืออยู่ไม่มาก ความจริงยังไม่กระจ่าง
หากทุกคนยังไม่รู้ คงต่างพากันเกิด…รูในใจ
ฉันไม่อยากให้ ‘หัวใจเพียงดวงเดียว’ ของเธอมีรู
การโคจรของเนื้อเรื่องและตัวละครที่มีสิ่งของนำพามาเกี่ยวพัน ส่วนคนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังกลับไม่ใช่คน ความจริงที่เอ่อล้นอยู่หลังตู้กระจก ทำเอานักอ่านอยากสวมบทบาทขยับหนวดตามเจ้ามาร์เซลลัส อยากตะโกนให้ดังว่าความจริงเป็นเช่นไรแต่เสียงที่ดังออกไปคงมีแค่เสียงบุ๋ง บุ๋ง ของฟองอากาศ
เมื่อเรื่องนี้ดำเนินมาถึงตอนจบทำเอาทุกคนเริ่มคิดว่าปริศนาบางอย่างในใจอาจจะถูกไขโดยคนที่คาดไม่ถึง พร้อมกับย้ำเตือนความเชื่อที่ว่าทุกคำถามต้องมีคำตอบแค่ต้องรอให้มันเข้าที่เข้าทางไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม ทุกอย่างจะมีความเป็นไปตามฉบับของมัน ต่อจากนี้หากต้องใช้ประโยค ‘ตามหาคนรู้ใจ’ เมื่อไหร่คงต้องคิดใหม่ซะแล้ว
เฮ้อ เป็นมนุษย์ช่างดีจริง แค่ไม่รู้ก็มีความสุขได้แล้ว
แต่ก็อาจเจ็บปวดเพราะการปิดหูปิดตาตัวเองได้เช่นกัน




