ผมเป็นนักสืบที่ไม่มีใครริอ่านจับสอบสวน ไขล็อกเกอร์ปรัชญา ‘เชอร์ล็อก โฮมส์’

Shut up everybody, shut up! 

don’t move, don’t speak, don’t breathe, 

I’m trying to think.

หุบปากกันให้หมด! ห้ามขยับ ห้ามพูด ห้ามแม้แต่จะหายใจ ผมกำลังใช้ความคิด

ผมจะแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ

“ผมคือเชอร์ล็อก โฮมส์แห่งถนนเบเกอร์ หมายเลข 221 บี”

ถามว่าทำไมต้องเป็นถนนเบเกอร์ เผอิญว่า ‘อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์’ คนที่สร้างผมขึ้นมาเขาอยู่ในย่านเบเกอร์ คุณรู้อะไรไหม มันเป็นย่านพักอาศัยของชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงในลอนดอน ตึกหินแบบอังกฤษที่ดูเรียบง่ายและปลอดภัย อยู่ใจกลางเมืองพอดิบพอดีจนทำให้พอจะมีคดีไหลเข้ามาให้ไขได้ตลอด เป็นศูนย์รวมของคนธรรมดาที่มีปัญหาไม่ธรรมดา! 

ถามว่าทำไมต้องเป็นหมายเลข 221 บีเหรอ นักเขียนที่กำลังระรัวแป้นพิมพ์เขามีน้ำใจอยากแทรกตัวตนผมไว้นิดหน่อย 221 บีเป็นหมายเลขแฟลตที่ผมกับวัตสันเพื่อนรักอาศัยอยู่ 

คุณอาจเคยได้ยินชื่อของผมจากบันทึกวัตสัน ชายผู้ซื่อสัตย์และมีหัวใจละเอียดอ่อนเหลือเกิน แต่หากอยากรู้เรื่องของผมนอกเหนือจากบันทึกของเขา ผมจะเล่าให้ฟังใกล้ๆ เหมือนเรากำลังนั่งประจันหน้ากันในห้องโถงเล็กที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบ ทั้งเสียงม้าถูกควบ ‘กับ! กับ!’ ผ่านหน้าต่างบานน้อยเลย 

ไม่เสียเวลาหรอก ผมเป็นนักสืบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยนะ!

แม้ชีวิตก่อนหน้าจะไม่ได้เริ่มด้วยการอยากเป็นนักสืบก็ตาม แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อดวงผมมันเป็นดวงมหาโชค 

วัตสันเขาชอบบอกว่าผมเป็นประเภทเหนือมนุษย์ ไม่หรอก ผมแค่เป็นคนที่สนใจใคร่รู้เสียงกระซิบในความอลหม่าน หรือจะกล่าวว่าสู่รู้สอดเห็นก็ไม่ผิด โดยเฉพาะเสียงที่ถูกมองข้าม เสียงที่ไม่ถูกรับฟัง เสียงที่ฆาตกรพยายามปิดบัง และเสียงทั้งหมดนั้นนำคำตอบมาให้ผม 

หลายคนมองว่าผมชอบความตื่นเต้น เปล่าเลย! ผมรักในตรรกะอันงดงามต่างหาก ผมหลงใหลความจริง ยิ่งความจริงในความลับยิ่งไปกันใหญ่ เมื่อใดที่ลอนดอนเงียบเชียบ เมื่อใดที่ไม่มีคดี เมื่อใดที่สติปัญญาไม่ถูกท้าทาย ผมยอมรับตามตรงว่ามันทำให้ชีวิตช่างน่าเบื่อสิ้นดี โลกควรมีเรื่องซับซ้อนเพื่อให้ผมตามแกะรอย 

ผมทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อคลี่คลายคดีมืดและยืนสังเกตแววตาผู้คนในความสว่าง

หากคุณมีแววตาที่ร้องขอให้ช่วย อย่ากังวลไปเลย ผมจะลุกขึ้นแล้วเหวี่ยงผ้าคลุมบ่าควบม้าไปหา และหากคุณมีอะไรในใจที่ยังไม่อาจรู้คำตอบ ผมพร้อมจะเฟ้นหา ผมจะขุดคุ้ยรากมันขึ้นมาให้ได้ดู 

What you do in this world is a matter of no consequence. 

The question is what can you make people believe you have done.

“สิ่งที่คุณทำทั้งหมดในโลกนี้มันแทบจะไม่สำคัญหรอก ประเด็นก็คือคุณทำให้คนอื่นเชื่อได้หรือเปล่าว่าคุณทำอะไรได้บ้าง”  

บัดนี้นักสืบที่พวกคุณเรียกว่าเชอร์ล็อก โฮมส์ก็เดินวนอยู่บนเวที และจอภาพยนตร์มามากกว่า 130 ปีแล้วนะ เขาถูกสวมบทโดยใครต่อใครเต็มไปหมด ตั้งแต่ ‘เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์’ ไปจนถึง ‘เอียน แมคเคลเลน’ แถมยังถูกเล่าซ้ำไปซ้ำมาในหน้าหนังสือไม่รู้กี่เล่ม

แต่เอาเข้าจริงแล้ว คุณรู้เรื่องเกี่ยวกับชายคนนี้มากแค่ไหนกัน 

ชายที่โผล่หน้าครั้งแรกในปี 1887 กลางนิตยสาร ‘Beeton’s Christmas Annual’ 

ถ้าอยากรู้เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับผม เรียนเชิญนะครับ 

The first actor to play Sherlock Holmes was American

เชื่อไหมว่าคนแรกที่รับบทเล่นเป็นผมอย่างเป็นทางการนั้นคือชายอเมริกัน ‘วิลเลียม จิลเลตต์’

ในปี 1899 เขาขึ้นเวทีพร้อมกับบทละครที่ดอยล์มอบให้ แล้วในหกปีหลัง ดอยล์พยายามจะฆ่าผมที่น้ำตกไรเคนบาค! ฮะฮ่า! แต่มันไม่สำเร็จหรอกนะ เพราะละครเรื่องนั้นมันโด่งดังไปทั่วทั้งอังกฤษและอเมริกาแล้ว ส่วนเหตุผลที่ดอยล์อยากฆ่าผมเรอะ ก็เขารู้สึกว่าบทสืบสวนมันไม่สำคัญต่อผลงานของเขา เขาอยากเขียนหนังสือที่มีคุณค่ามากกว่า แต่ประชาชนปฏิเสธความคิดนั้น เขาทนแรงกดดันจากผู้อ่านและบรรณาธิการไม่ไหว จนต้องเปิดเผยอีกครั้งใน ‘The Empty House’ ว่าผมยังอยู่!

จิลเลตต์สวมบทเป็นผมมากกว่าหนึ่งพันครั้งจนถึงปี 1932 มันมากพอจะทำให้ใครต่อใครหลงเชื่อว่าเขาเป็นผมจริงๆ แล้วเขาก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนทั้งโลกคิดว่าผมสูบ ‘ไปป์ทรงโค้ง’ ด้วย! เพราะไปป์ทรงตรงมันบังหน้านักแสดงกระมัง น่าโมโหจริง เพราะผมใช้ไปป์ทรงโค้ง! 

เมื่อจิลเลตต์พบกับดอยล์ที่เป็นผู้สร้างผมขึ้นมา เขาก็อยู่ในชุดพร้อมสรรพเหมือนโคนันตัวน้อยที่พร้อมรับบทเจริญเติบโตเป็นเชอร์ล็อก โฮมส์ไม่มีผิด ผมหน่ายท่าทีที่เขาพยายามยืนพินิจพิเคราะห์ดอยล์เหลือเกิน เขารู้ทั้งรู้ว่าดอยล์เป็นนักเขียน แต่เลือกที่จะพูดด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ราวว่าไขข้อแถลงได้แล้ว “ไม่ต้องสืบเลย คุณเป็นนักเขียนแน่!” ผมกำลังโมโหเป็นครั้งที่สอง 

Who introduced a love interest 

ผู้แนะความรักให้เชอร์ล็อก 

จิลเลตต์! คนดีคนเดิมที่ไม่พอใจกับการรับบทเป็นผม เพราะหมกมุ่นอยู่กับการสืบสวนตลอดเวลา ทำให้เขาหยิบความรักหวานเลี่ยนมาโยงในบท แล้วพวกที่เชื่อว่าผมเป็นคนคลั่งไคล้ตรรกะ แต่งงานกับเหตุผลก็พากันโวยไปทั้งบางเลย นายจิลเลตต์ถึงขนาดโทรไปถามดอยล์ว่า “ผมให้เชอร์ล็อกแต่งงานได้ไหม” โอหัง! โอหังมาก แต่คำตอบของดอยล์ก็ทำเอาผมตกเก้าอี้ แล้วก็อยากจับเขาไปทอดกรอบด้วย! 

“จะเอาเขาไปแต่งงาน ไปฆ่า หรือทำอะไรก็เชิญ” ขอบคุณครับ, ดอยล์

A 1940s duo cemented Holmes and Watson’s on screen personas 

ชายสองคนที่ทำให้ผู้คนรู้จักโฮมส์และวัตสันในแบบที่เขาไม่ได้เป็น

มีนักแสดงมากมายที่สวมบทเป็นผมกับวัตสัน แต่มีอยู่คู่หนึ่งที่เป็นภาพจำฝังในหัวผู้คนมากที่สุดในปี 1940 พวกเขาคือ ‘เบซิล รัธโบน’ และ ‘ไนเจล บรูซ’ ก่อนหน้านั้นจิลเลตต์เล่นเป็นผมก็จริง แต่เมื่อชายสองคนปรากฏตัวก็ทำเอาโลกของผมสั่นไหว

พวกเขาแสดงหนังโฮมส์ไปทั้งหมด 14 เรื่องระหว่างปี 1939 – 1946 เล่นละครวิทยุอีกกว่า 200 ตอน แต่รู้อะไรไหม มีแค่สองเรื่องแรกเท่านั้นที่อยู่ในยุควิกตอเรียนตามต้นฉบับ ส่วนที่เหลือผมถูกจับโยนเข้าไปในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง! ผมต้องไล่ตามสายลับนาซี ต้องพูดชวนคนซื้อพันธบัตรสงคราม เรื่องพรรค์นั้นทำให้แฟนๆ ตัวจริงของผมหัวร้อนเป็นบ้า ไหนจะการแสดงของบรูซที่รับบทเป็นวัตสันอีก เขาทำให้วัตสันดูซุ่มซ่าม เงอะงะ ทั้งที่วัตสันตัวจริงของผมช่างชาญฉลาด สุภาพ และเป็นที่ไว้ใจได้มากที่สุด

No man burdens his mind with small matters 

unless he has some very good reason for doing so.

“ไม่มีใครเอาเรื่องหยุมหยิมมาใส่สมองหรอก เว้นแต่ว่ามันจะมีเหตุผลดีมากพอที่จะทำแบบนั้น” 

He debuted on TV to mixed reviews 

ชายผู้เดบิวต์บนจอโทรทัศน์และสื่อโฆษณา

ตั้งแต่บุหรี่แบรนด์ Lambert and Butler’s ‘Varsity’, Chesterfield, Ogden’s, Gallaher’s ไปจนถึง Players ใครๆ ก็อยากจับผมไปโปรโมต หรือน้ำยาบ้วนปาก ซีเรียลยามเช้า กระทั่งเครื่องถ่ายเอกสารก็ยังต้องอาศัยแรงผม! มันก็เป็นที่น่าประทับใจดีที่หลังสงครามโลกสิ้นสุด นักสืบจากถนนเบเกอร์ก็สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว คนแรกที่รับบทเป็นผมบนจอแก้วในปี 1951 อ๋อ! เป็นการออกอากาศสดด้วยนะ เขาคนนั้นก็คือ ‘อลัน วีทลีย์’

แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยปลื้มผมนัก เพราะเมื่อแฟนๆ ถามถึงตัวละครโฮมส์ เขาก็ออกความเห็น “ผมว่าเขาดูเป็นพวกหลงตัวเองแบบน่ารำคาญชะมัด” เห็นไหม คนที่มีสิทธิ์เข้าถึงโลกของผมกว่าใครก็ยังไม่เข้าใจผม อย่าว่าแต่คนอื่นเลย 

ชักจะหวั่นไหวไม่อยากให้ใครรู้เรื่องใต้พรมของผมไปมากกว่านี้แล้ว

ลองอ่านสิ่งที่ใครสักคนเขียนถึงผมแทนดีกว่า เขาวิเคราะห์วิจารณ์ไส้ในของผมได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่าตัวผมเองซะอีก ทั้งหมดเป็นเคล็ดลับชั้นยอดที่อ่านแล้วคงลอกคราบออกมาเป็นผมได้ไม่ยาก 

ก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่าผมเป็นคนตัวสูง ผอมซูบ จมูกคมเหมือนเหยี่ยว แต่จะบังคับให้ภายนอกเหมือนกันคงไม่ได้จริงไหม แน่นอนว่าผมอาศัยอยู่ในจินตนาการของมนุษย์ด้วยการเป็นผู้คุ้มครองผู้บริสุทธิ์ ปราบปรามอาชญากร ยับยั้งความรุนแรงในทุกสถานการณ์ ต้องบอกเลยว่าผมทำให้ลอนดอนปลายศตวรรษ 19 มีชีวิตไม่น้อยเลยนะ ด้วยแว่นขยายและคอลเลกชันเลนส์ไปป์ของผม 

เดี๋ยวจะขอส่งไม้ต่อนับจากบรรทัดนี้แล้วกัน

It may be that you are not yourself luminous, 

but that you are a conductor of light

คุณอาจไม่ได้เป็นผู้เปล่งแสงในตัวเอง แต่อาจเป็นผู้ที่คอยส่งผ่านแสงนั้นไปถึงผู้อื่น

หนังสือผจญภัยของโฮมส์ถูกพิมพ์ซ้ำทุกปี ทั้งภาพยนตร์ใหม่ ทีวีซีรีส์ก็หาดูได้ไม่ยาก จวบจนขณะนี้แล้วก็ยังมีแฟนๆ ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ดั้งเดิมของโฮมส์ที่ถนนเบเกอร์ หมายเลข 221 บีอยู่ ราวว่าความนิยมของเขาจะไม่มีใครเทียบเท่าได้ เชอร์ล็อก โฮมส์กลายเป็นหนึ่งในตัวละครวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล 

เช่นเคยว่ามีสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับเขา ภายใต้ภาพลักษณ์ดูเป็นปริศนาของโฮมส์ เขาได้ซ่อนมุมมองต่อโลกไว้ มุมมองอันเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ ขณะที่คอยปกป้องชีวิตและผดุงความยุติธรรมแก่ผู้อื่น 

เขาเป็นนักสืบเอกชนที่มีความสนใจหลากหลาย เขาชกมวยเก่ง รักในศิลปะการต่อสู้ แต่หลายคืนก็ใช้เวลาไปกับการสร้างกฎเคมีซับซ้อน เหมือนที่ตัวละครวัตสันเคยบรรยายถึงสภาพแวดล้อมการทำงานของโฮมส์ บนโต๊ะเต็มไปด้วยคราบกรด มีมุมเคมีเล็กๆ ชั้นวางหนังสือ กล่องไวโอลิน ชั้นวางไปป์ กระดาษหนังสือพิมพ์เป็นตัน 

เชอร์ล็อก โฮมส์ไม่เคยเสียเวลาให้แก่เรื่องเล็กน้อย ไม่ยึดติดกับโลกภายนอกที่มีแต่ภาพลักษณ์ลวงหลอก แต่กลับย้อนแย้งที่เขาช่ำชองการปลอมแปลงตัวเองเพื่อสืบสวนเสียเหลือเกิน เขามีที่ซ่อนตัวเล็กๆ อย่างน้อยห้าแห่งทั่วลอนดอน และจะไม่ยอมล้มเลิกการเป็นคนอื่นจนกว่าจะทำภารกิจสำเร็จ 

โฮมส์มีหลักจริยธรรมที่เป็นข้อสังเกตอยู่หลายประการ ดูเหมือนว่าเขาจะกอดมันไว้กับตัว หรือไม่มันก็อยู่ในเนื้อหนังของเขาไปแล้ว อาจเพราะเขาต้องทำงานที่เผชิญกับความอันตรายอยู่แทบทุกขณะ จึงจำเป็นต้องเอาตัวรอดด้วยคุณสมบัตินานา ซึ่งทั้งปวงล้วนมาจากโลกปรัชญาและจิตวิทยาของดอยล์ ผู้สร้างเชอร์ล็อก โฮมส์ 

โฮมส์เป็นคนมีสมาธิจดจ่อน่าเหลือเชื่อ มันเป็นผลลัพธ์จากการฝึกฝนตัวเองมาอย่างยาวนานด้วย Raja Yoga (ราชาโยคะ) ที่เป็นการฝึกให้จิตสงบ คิดวิเคราะห์ สังเกตโลกได้เฉียบคม 

โฮมส์มีสัญชาตญาณในตัวเองแม่นยำ เขารับรู้สถานการณ์ที่กำลังเกิดอยู่เสมอโดยที่ไม่เคยมีรายละเอียดใดถูกทอดทิ้ง อย่างสกรีนเพลย์หนึ่งใน ‘The Copper Beeches’ ก็สะท้อนได้ดี 

Holmes uses to answer to Watson’s thoughts, rather than his words. 

กล่าวคือโฮมส์ตอบกลับวัตสันด้วยความคิดมากกว่าคำพูด ทั้งเขายังเคยอธิบายให้วัตสันฟังถึงความแตกต่างระหว่างการมองกับการสังเกต

“You appeared to read a good deal upon her which was quite invisible to me.” คุณอ่านบางอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งออก ซึ่งผมยังไม่อาจมองเห็นได้เลย

  “Not invisible but unnoticed, Watson. You did not know where to look, and so you missed all that was important.” ไม่ใช่ว่ามองไม่เห็นแต่คุณไม่ได้สังเกต คุณไม่รู้ว่าควรจะมองตรงไหน จึงพลาดสิ่งสำคัญทั้งหมดไป

วัตสันเคยกล่าวว่าโฮมส์เหมือนศิลปินที่อุทิศชีวิตเพื่อศิลปะ เขาไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนสำหรับการบริการ บางครั้งเขาปฏิเสธที่จะช่วยผู้มีอำนาจและร่ำรวย และกลับทุ่มเทสุดแรงให้แก่ลูกค้าผู้มีฐานะต้อยต่ำ ถ้าคดีนั้นมีคุณสมบัติแปลกจนช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเขา 

โฮมส์เป็นคนที่ทำงานอย่างไม่เห็นแก่ตัว ทั้งมีน้ำใจแก่อาชญากรชั่วช้าเสียด้วยซ้ำ เขาพยายามที่จะตบให้คนเหล่านั้นกลับเข้ามาอยู่ในเส้นทางที่ดี และผู้ชมจะเห็นการกระทำของโฮมส์ได้ชัดเจนที่สุดใน  ‘The Three Gables’ และ ‘The Sussex Vampire’ เพราะโฮมส์รู้ดีว่าการละเมิดจริยธรรมเพื่อแสวงหาชีวิตของตัวเองเยี่ยงคนเห็นแก่ตัวมักจะจบลงด้วยภัยพิบัติเสมอ เขาเคยพูดกับวัตสันอยู่ครั้งหนึ่งว่าผู้สูงสุดนั้นอาจกลับสู่สัตว์ หากเดินออกจากเส้นทางแห่งโชคชะตา 

The example of patient suffering is in itself 

the most precious of all lessons to an impatient world.

“การอดทนทุกข์สอนบทเรียนล้ำค่าที่สุดในโลกที่ขาดความอดทน” โฮมส์ยึดหลักการไม่เบียดเบียนคนอื่น เขาหลีกเลี่ยงความรุนแรง แม้ต้องเผชิญอันตรายก็ไม่คิดใช้กำลังท้าทาย หากอยากจับใคร เขามักเรียกตำรวจล่วงหน้าเสมอ ความเกลียดชังจะถูกลดลงและกำจัดจนหมดไป 

เขาศึกษาหลักปรัชญาตะวันออกอย่างถ่องแท้ จนเขากระจ่างสิ่งหนึ่งว่าสมองมนุษย์นั้นเหมือนห้องเก็บของเล็กๆ คนเขลาจะใส่ทุกสิ่งไว้จนไม่อาจหาของสำคัญพบ แต่คนฉลาดจะเลือกเก็บเฉพาะของที่ใช้ได้ และวางเรียงมันอย่างเป็นระเบียบ 

แม้ว่าวัตสันจะเป็นคนใกล้ชิดที่โฮมส์ไว้วางใจที่สุด แต่โฮมส์ไม่เคยเปิดเผยเหตุผลหรือคำตอบทั้งหมด เพราะเขาเกรงว่าความคิดละเอียดอ่อนนั้นอาจปนเปื้อนหรือแตกสลายไป แต่ข้อเสียของคนประเภทโฮมส์ก็มี เขาตึงเครียดจนมันส่งผลต่อชีวิตในหลายครั้ง และแน่นอน หากเป็นไปได้ขอให้ผู้อ่านพยายามอย่าเครียดกับชีวิตเช่นเขานักเลย 

‘อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์’ อาจไม่ได้เป็นหนึ่งในนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ แต่ ‘เชอร์ล็อก โฮมส์’ สามารถถูกยอมรับได้ว่าเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ เสียสละ ปกป้องจริยธรรม และความดีส่วนรวม เขามีอุดมคติแห่งความยุติธรรมระดับสูง มุมมองต่อชีวิตของเขาที่เป็นจริงจังนั้นมีแก่นสำคัญบางประการที่สอดคล้องกับคำสอนดั้งเดิมของปรัชญาลึกลับ เหมือนในตอนที่สองของหนังสือ ‘The Key to Theosophy’ ของ ‘เอช.พี. บลาวัตสกี’ ว่าไว้ “ผู้ที่เป็นนักปรัชญาคือผู้ปฏิบัติปรัชญา”

ในย่อหน้าสุดท้ายของ ‘The Red-Headed League’ วัตสันกล่าวว่าเชอร์ล็อก โฮมส์เป็นผู้ทำคุณประโยชน์แก่เผ่าพันธุ์มนุษย์ นักสืบถือไปป์โค้งก็ได้โค้งตอบ “The man is nothing, his work is everything.” อันกล่าวคือตัวคนนั้นไม่สำคัญ งานของเขาทั้งหมดต่างหากที่สำคัญ

และผู้ประพันธ์ย่อหน้าสุดท้าย หนังสือเล่มหนาทั้งกอง ปรัชญาอันลึกซึ้ง กระทั่งตัวละครเชอร์ล็อก โฮมส์คือนักเขียนอย่าง ‘อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์’ 

เข้าใจใช่ไหมว่าเราหมายความถึงอะไร

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก