‘Evil Eyes’ Shall I be a naughty one จะตื่นขึ้นหรือจมลงก้นบึ้งชั่วนิรันดร์

ณ ผืนดินหนึ่งที่แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสไหลลงมาจูบกัน เสมือนเส้นด้ายบางใสที่ถักร้อยกลายเป็นผ้าผืนใหญ่ มันคอยหล่อเลี้ยงปากท้อง ทั้งดับกระหายลำคออันแห้งผากให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งมวล 

เหล่าชนเผ่าสุเมเรียน อัคคาเดียน กูเทียน และอีกหลายชนเผ่านับไม่ถ้วนต่างทิ้งรอยเหยียบพื้นดินจนเป็นหลุมนุ่มไว้ รองเท้าพวกเขายังโชยกลิ่นเปียกชื้นของทุ่งหญ้า แม้กายจะจากไปไกลแสนไกลคล้ายลมพัดแผ่วไปตามฤดูกาล ทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่แปรผัน คือศาสนาและจิตวิญญาณในแดน ‘เมโสโปเตเมีย’ 

เทพของพวกเขาไร้หน้า ไร้ตา ไร้แขนขา เพราะเป็นเทพอันอยู่ในกระแสน้ำ ความมืดในดินโคลน การงอกใหม่ของต้นข้าว เทพองค์หนึ่งอาจเกิดในฤดูหนึ่ง ตายตกในอีกฤดูหนึ่ง ฟื้นคืนในฤดูถัดไป คนเลี้ยงสัตว์กับคนไถนานั้นเห็นเทพไม่เหมือนกัน ทุกชุมชนมองเห็นเทพของตัวเองด้วยสายตาเฉพาะตัว เพราะธรรมชาติที่พวกเขาพึ่งพิงนั้นต่างกัน

I asked for God, not Satan. 

ฉันเรียกหาพระเจ้ามิใช่ซาตาน

ทั้งหมดสืบย้อนไปราวสี่พันปีก่อนคริสตกาล หรืออาจไกลกว่านั้น 

ศรัทธายุคแรกเกิดขึ้นในวันที่ผู้คนเงี่ยหูฟังเสียงลมมากกว่ากฎหมาย เฝ้ามองดวงดาวตกฟาก พระอาทิตย์สาดแสงมากกว่าก้มหน้าดูสิ่งไร้ชีวิตในมือ 

เพราะเทพอันอยู่ในกระแสน้ำ ความมืดในดินโคลน การงอกใหม่ของพืชผล ทั้งหมดไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เกิดวันใดพืชผลของมนุษย์ไม่งอกงามดังคำอธิษฐาน พวกเขาจะหันไปโทษใคร นอกเสียจากเทพไร้รูปร่าง จากแสงอาทิตย์ละมุนที่พาดผ่านใบไม้กลับกลายเป็นไอระอุทำเหงื่อไหล ดินโคลนที่เท้าจุ่มลงอย่างร่าเริงกลายเป็นก้อนดินหมักหมมสกปรกโสมมจนไม่อยากย่างเหยียบ 

มนุษย์ครหาเทพผู้เคยนำโชคมาให้ว่าเป็นตัวอับโชค

มนุษย์ครหามนุษย์ด้วยกันเองว่าเป็นปีศาจ 

มนุษย์ครหาพลังศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นยมทูตตัดสินชะตาตนอย่างอยุติธรรม

เพื่อปกป้องผืนดิน ต้นข้าว สัตว์เลี้ยงจากความชั่วร้าย พวกเขาจึงสร้างเครื่องรางรูปทรงประหลาดขึ้นมาเพื่อคุ้มครองสิ่งที่เคารพรัก คุ้มครองกระทั่งพลังงานจากสายตาที่แฝงซึ่งความริษยา และเจตนาอันก่อให้เกิดความเสียหาย 

เครื่องรางรูปทรงประหลาดนั้นมีชื่อเรียกว่า ‘ดวงตาปีศาจ’ หรือ ‘Evil Eyes’ 

มันแพร่หลายไปทั่วโลกด้วยความเชื่อว่าโชคร้ายที่เกิดขึ้นหรือเรื่องพลิกผันของชีวิตอาจเกิดจากสายตาอิจฉาของผู้ไม่หวังดี 

พลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ของเครื่องรางเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับพลังอารมณ์อันเข้มข้น เมื่อใครใคร่มองความสุขและความสำเร็จของผู้อื่นอย่างตาร้อน ดวงตาปีศาจจะสะท้อนคืนราวกับเป็นการโจมตีจิตวิญญาณโดยไม่ต้องยกมือขอเพื่อปกป้องผู้สวมใส่มัน

ดวงตาปีศาจจะจับพลังสายตาที่เป็นอันตรายไม่ให้กระทบถึงชีวิตผู้สวมใส่ จนถึงขั้นกล่าวกันว่าหากเครื่องรางแตกหรือร้าว เป็นเพราะมันดูดซับพลังร้ายที่เข้มข้นเกินไปจนต้องสละตัวเองเพื่อปกป้องเจ้าของ

Better to reign in hell than serve in heaven

จะขอครองนรกดีกว่าจำนนตนรับใช้สรวงสวรรค์

ปีศาจไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าฉันใด ความคิดมัวหมองในสมองก็ฉันนั้น

เมื่อรุ่งอรุณแห่งแสงสว่างปรากฏขึ้น ฝูงทูตสวรรค์หนึ่งก็ถูกรังสรรค์จากสองมือบริสุทธิ์ เป็นมือที่เคยสร้างสวนเอเดนให้แก่มนุษย์คู่แรกของโลก เป็นมือที่กรายนิ้วชี้ขับไล่มนุษย์สันดานชั่วร้าย 

ฝูงทูตสวรรค์ช่างงดงามด้วยแสงระยิบระยับล้อมรอบกาย ทั้งยิ่งเปล่งประกายเมื่อพระเจ้ามอบให้พวกเขามีบทบาทสูงส่งในสรวงสวรรค์ และท่ามกลางทูตหลากหน้าหลายตา มีทูตองค์หนึ่งที่นามของเขาถูกขานจนเลื่องลือ ‘ลูซิเฟอร์’ 

ใช่ว่าเขาเจิดจรัสด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความหยิ่งทะนงล้นเปี่ยม เขาเชื่อว่าตนสูงส่งเกินกว่าจะตกเป็นผู้รับใช้ เขาเริ่มตั้งคำถามถึงอำนาจ ความยิ่งใหญ่ ความเสมอเหมือนพระเจ้า โดยหารู้ไม่ว่าความทะเยอทะยานทั้งหมดนั้นจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่นำความล่มสลายมาสู่ตน 

ลูซิเฟอร์เป่าหูชักชวนทูตสวรรค์อื่นให้กบฏต่อพระเจ้า กระทั่งเกิดสงครามสรวงสวรรค์สมใจเขา ปุยเมฆขาวสะอาดเปื้อนไปด้วยเลือดของทูตฝ่ายลูซิเฟอร์และทูตฝ่ายพระเจ้า 

แน่นอนว่าลูซิเฟอร์พ่ายแพ้แก่สงครามอย่างไม่มีชิ้นดี

เขาไม่ใช่ทูตในสรวงสวรรค์อีกต่อไป เขาคือทูตตกสรวงสวรรค์ 

ใครก็ไม่อาจจดจำลูซิเฟอร์ได้ เพราะนามของเขาถูกสาปให้สูญหาย นามใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น ‘ซาตาน’ อันหมายความถึงการต่อต้าน การล่อลวง และความผิดบาป

To be weak is miserable, doing or suffering.” 

การอ่อนแอช่างน่าสังเวช ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยตัวเจ้าเองหรือเพราะถูกใครอื่นกระทำ

แม้ตกสวรรค์แต่ซาตานยังแผลงฤทธิ์สำแดงเดชไม่หยุดหย่อน ดูเหมือนประโยคว่าเมื่อชั่วแล้วก็จงชั่วให้ถึงที่สุดจะเป็นคติที่เขายึดถือ เขาล่อลวงให้มนุษย์เกิดความปรารถนาแรงกล้าต่อเรื่องต้องห้าม ดังมนุษย์คู่แรกของโลกอย่างอดัมและอีฟที่ถูกขับไล่จากสวนเอเดน เพราะกัดแอปเปิลของพระเจ้า ซาตานเป็นจอมโกหกว่าการทำชั่วหรือแหกกฎเล็กน้อยนั้นไม่เป็นไรหรอก

เขาทำให้มนุษย์ริษยา ชิงชัง คลั่งในการแก้แค้น และทั้งหมดต่างเป็นการพรากความสุขสงบในจิตใจ ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองและผู้อื่น ลุ่มหลงมัวเมาหันหน้าให้ความมืดมิดอย่างไม่รู้ตัว

“Do not fear me, I greet only those who share my mischief.”

หากวันใดเห็นซาตานปรากฏตรงหน้า เขาอาจไม่ได้คิดอยากล่อลวง แต่อยากกล่าวทักทายสหายสันดานเสีย!

ในอีกแง่หนึ่ง ซาตานนั้นเปล่าเป็นศัตรู ทั้งเขายังเป็นเหมือนภาพสะท้อนความอ่อนแอและความไม่รู้จักพอของมนุษย์ ดังนั้นขอจงมีจิตใจที่เข้มแข็ง เลือกทางที่ถูก แม้การทดสอบจะยากเย็น ทบทวนตัวเองอีกสักสิบหนว่าจะขอครองนรกหรือจำนนตนรับใช้สรวงสวรรค์

Awake, arise or be forever falling 

ตื่นขึ้น ลุกขึ้น หรือจมสู่ก้นบึ้งชั่วนิรันดร์

“Me miserable! Which way shall I fly Infinite wrath and infinite despair. Which way I fly is hell, myself am hell! And in the lowest deep a lower deep, still threatening to devour me, opens wide, to which the hell I suffer seems a heaven.”

โอ! ฉันอับจนหนทางหนี เมื่อความโกรธอันไร้ขอบเขตและความสิ้นหวังไม่รู้จบกำลังไล่ล่ามาติดๆ ไม่ว่าจะวิ่งไปไหนก็เห็นแต่นรก เพราะตัวฉันเองก็คือนรก ในก้นบึ้งที่ดูลึกล้ำที่สุดก็ยังมีอะไรที่ลึกล้ำยิ่งกว่าซ่อนอยู่ ให้ตายเถอะ! มันทำให้ไฟนรกที่ฉันประสบดูเหมือนสรวงสวรรค์ไปเลย 

ถ้อยความจากบทกวี ‘Paradise Lost’ ที่ชนชาวอังกฤษถือกันว่าเป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่

ผู้แต่งเป็นหนุ่มนักกวี นักประวัติศาสตร์ นักร่อนแผ่นพับที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ‘จอห์น มิลตัน’ 

บทกวีโดยมากของเขาเกี่ยวเนื่องกับสงคราม ความรัก และการกระทำกล้าหาญ อย่างใน Paradise Lost จะเป็นการต่อสู้ระหว่างทูตสวรรค์ฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว กล่าวขานถึงความแข็งแกร่งของพระเยซู ลูซิเฟอร์เองก็อยู่ในนั้น 

ปีค.ศ.1674 จอห์น มิลตัน ผู้เชื่อในพระเจ้าสิ้นลม

ปีค.ศ.1748 เจเรมี เบนแธม ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าถือกำเนิด

‘เจเรมี เบนแธม’ เป็นนักปรัชญาสุดโต่งที่ไม่แคร์ศาสนาและพระเจ้า เขาเชื่อว่าทุกอย่างควรวัดจากก้อนสุขทุกข์ของมวลมนุษย์ ไม่ใช่นรกสวรรค์ ถึงขั้นเถียงกับนักปรัชญารักเหตุผลอย่าง ‘อิมมานูเอล คานต์’ เขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยอีกความเชื่อที่ว่าด้วยผู้คนควรทำสิ่งที่ถูกต้องเพราะมันถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อผลลัพธ์หรือความสุข และศีลธรรมก็ถูกยกไว้อยู่เหนือหัวของคานต์

แต่เบนแธมรู้สึกว่าปรัชญาทั้งปวงของคานต์ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เพราะมันไม่อาจลดทุกข์หรือเพิ่มสุขได้เลย ท้ายที่สุดเขากลายเป็นหนึ่งในนักทฤษฎีชั้นนำ เป็นนักปฏิวัติการเมืองที่มีอิทธิพลต่อเสรีภาพในการแสดงออก เขาเรียกร้องให้เลิกทาส เลิกทารุณกรรมสัตว์ เลิกประหารชีวิต เลิกมุ่งผิดกับรักร่วมเพศ หลักทั้งหมดเลื่องชื่ออยู่ภายใต้การวิจารณ์ด้วยฝีปากแจ๋วของเบนแธม 

เพราะถึงเขาจะเป็นนักซัพพอร์ตสิทธิส่วนบุคคล แต่เขาก็คัดค้านกฎธรรมชาติที่ผู้คนในยุคนั้นยกยอกันว่าธรรมชาติ คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทานให้ และ ‘ไร้สาระ!’ เป็นถ้อยคำที่เบนแธมเลือกตอบกลับใส่ใครก็ตามที่พยายามยัดเยียดพระเจ้าเข้าหัวเขา

May every evil eye in your life go blind.

หวังว่าดวงตาปีศาจทุกดวงในชีวิตท่านจะบอดสนิท

“People never act to assist another for nothing. Human nature is built from this simple material. A person will help you only when they are certain that in doing so, they also help themselves.”

อย่านึกว่าใครเขาจะกระดิกนิ้วช่วยท่าน นอกจากการช่วยนั้นมันจะเป็นประโยชน์แก่เขา มนุษย์ไม่เคยคิดช่วยเหลือใครโดยเปล่า ธรรมชาติของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุดิบเรียบง่ายเหล่านี้

คงสงสัยใช่ไหม ผู้เป็นนักปรัชญาประโยชน์นิยมแท้ๆ อย่างเบนแธมกำลังสอนให้เห็นแก่ตัวหรือเปล่า 

เขาว่าผู้คนต้องได้ประโยชน์ของตัวเองอย่างเต็มที่ก่อน เมื่อพึงพอใจในตัวเองแล้วก็จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเอง กล่าวอย่างง่าย คือหากเราไม่มีก็ย่อมให้ไม่ได้ 

ถ้ารัฐบาลเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ก็คงไม่ต้องถึงขั้นบีบคอให้เชื่อฟัง ต่างคนต่างทำเพื่อตัวเองกันให้พอ และอย่าเบียดเบียนใคร เดี๋ยวผลดีต่อส่วนรวมก็จะเกิดขึ้นเอง

จะอย่างไรก็ตาม แสงอาทิตย์นั้นไม่เลือกส่องว่าใครดีหรือใครชั่ว มันสาดความสว่างให้แก่ทุกคน

หินเก่าแก่จารึกตำนานบ่งบอกอดีต เมืองมนุษย์ส่งเสียงจอแจถกเถียง นักปรัชญาอภิปรายถึงศีลธรรมอันดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์น่าเทิดทูน และสิ่งชั่วร้ายน่ารังเกียจ ผู้คนต่างหยิบหินแผ่นใหม่ขีดเขียนความคิดตนอยู่เสมอ แต่หากไม่อยากถูกจารึกเพียงขีดเขียนบนผืนทรายให้ทะเลพัดไป

เสียงคำสอนกระทั่งคำเย้ยหยันเป็นดังกระจกสะท้อนการดิ้นรนเพื่ออยู่รอดของมนุษย์ จำพวกหนึ่งเลือกใช้ดวงตาปีศาจคุ้มครองตน จำพวกหนึ่งเลือกใช้ปีศาจคุ้มครองตน และอีกจำพวกหนึ่งเลือกใช้พระเจ้าคุ้มครองตน 

“Satan is screaming lies over us all day long. And God whispers the truth is a still, small voice. So often the voice we listen to most is the one we hear loudest.”

ซาตานตะโกนโกหกใส่พวกเราทั้งวัน ส่วนพระเจ้าก็กระซิบความจริงด้วยเสียงแผ่ว และบ่อยครั้งเสียงที่เราฟังมากที่สุดก็คือเสียงที่ดังที่สุด

เมื่อใดก็ตามที่ความเงียบเข้าครอบงำเช่น ณ ขณะนี้เสียงหัวเราะหนึ่งก็คิกคักขึ้นจากมุมห้อง แต่เจ้าของเสียงจะเป็นซาตานหรือพระเจ้านั้น ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านรู้ดีแก่ใจ

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก